Docstoc

bp measurement

Document Sample
bp measurement Powered By Docstoc
					                                                                                            ระดับความยาก ♦♦
                                                                                            บทความนี้เหมาะสําหรับ แพทย,
                                                                                            พยาบาล, ผูสนใจที่มีความรูทางการแพทย

                                                                                                        Update 14/09/07

                       วัดความดันโลหิตอยางไร ใหถูกตอง
                                                                                เรียบเรียง โดย นพ.เจริญลาภ อุทานปทุมรส

           การวัดความดันโลหิตถือเปนเรื่องงายใกลตัวของเจาหนาที่ทางการแพทย รวมทั้งพยาบาลทั้งในโรงพยาบาล และคลินิก
แตทําอยางไรใหถูกตองตามมาตรฐานสากล จากการสุมตรวจการวัดความดันโลหิตของเจาหนาที่ทางการแพทย ทั้งการสังเกต
และใหลองทําใหดู ในประสบการณของแพทย พบวาสวนใหญ(เกือบทั้งหมด)มีเทคนิคการวัดที่ไมถูกตอง หรือถูกตองบางสวนแต
ไมสมบูรณ ….อะไรคือความผิดพลาดที่พบบอยในการวัดความดันโลหิต….ที่นี่มีคําตอบ
           การวัดความดันโลหิตที่ถูกตอง มีความสําคัญอยางยิ่งในการวินิจฉัยและติดตามการรักษาโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งองค
ประกอบที่สําคัญ ตองอาศัยทั้งเครื่องมือวัดความดันโลหิตที่ calibrate ไดมาตรฐาน, ขนาดcuff ที่เหมาะสมในแตละราย, การจัด
ทาผูปวย รวมทั้งเทคนิคการวัดที่ถูกตอง

เวลาในการวัดความดันโลหิต และปจจัยที่มีผลตอความดันโลหิต
        ในรายที่เปนโรคความดันโลหิตสูง ควรวัดความดันโลหิตกอนทานยา เพื่อดูผลของยาในชวงที่ระดับยาต่ําที่สุด (trough
effect) และควรหลีกเลี่ยงปจจัยที่มีผลตอความดันโลหิต ในระยะเวลา 60 นาทีกอนวัดความดัน(3) ไดแก การรับประทานอาหาร,
การออกกําลังกาย(อาจทําใหความดันลดลงได), การสูบบุหรี่(ทําใหความดันเพิ่มไดชั่วคราว), การดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีสาร
คาเฟอีน(ทําใหความดันเพิ่มได) และงดยาที่กระตุนหัวใจเชนยาแกคัดจมูก.ยาหยอดตาขยายมานตา และปสสาวะใหเรียบรอย
กอน
        นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยง การพูดคุยขณะวัดความดันเพราะสามารถทําใหความดันโลหิตเพิ่มขึ้นไดถึง 8-15 มม.ปรอท
และควรวัดความดันในหองที่มีอุณหภูมิเหมาะสม ไมหนาวหรือรอนเกินไป

ชนิดของเครื่องมือที่ใชวัดความดันโลหิต
        เครื่องมือวัดความดันที่เปนที่ยอมรับกันวา มีความแมนยําที่สุด ไดแก เครื่องวัดแบบปรอท (mercury
sphygmomanometer) สวนเครื่องวัดความดันโลหิตแบบอัตโนมัติ(automatic oscillometric BP measuring device) จะวัด
ความดันโลหิตไดต่ํากวาการวัดโดยใชหูฟง (auscultatory method)

ขนาด cuff
          การใช cuff ที่เล็กเกินไป จะทําใหไดคาความดันโลหิตที่สูงกวาความเปนจริง เชน ในกรณีคนอวน อาจจะวัดความดัน
systolic ไดมากเกินจริงถึง 10-50 มม.ปรอท (4)
          มาตรฐานของขนาดกระเปาะลมใน cuff ควรมีความยาวไมนอยกวา 80% และความกวางไมนอยกวา 40% (บางแหงใช
46%) ของเสนรอบวงของตนแขน(กรณีวัดความดันที่แขน) โดยการแบงขนาดของ cuff ใชอางอิง arm circumference เปนหลัก
-arm circumference 22-26 cm ใช “small adult cuff” ขนาด 12X22cm
-arm circumference 27-34 cm ใช “ adult cuff” ขนาด 16X30cm
-arm circumference 35-44 cm ใช “large adult cuff” ขนาด 16X36cm
-arm circumference 45-52 cm ใช “adult thigh cuff” ขนาด 16X42cm

Pseudohypertension
           เปนภาวะที่วัดความดันโลหิตไดสูงกวาความเปนจริง เนื่องจากเสนเลือดมีการแข็งตัว (stiffness) เนื่องจากมีแคลเซียม
เกาะที่เสนเลือดจํานวนมาก ทําใหตองใช cuff pressure มากกวาแรงดันโลหิต โดยมีคาความดันโลหิตทั้ง systolic และ diastolic
จากการวัดดวย sphygmomanometer สูงกวาการวัดแรงดันโดยตรงจาก artery 10 มม.ปรอทหรือมากกวา

การจัดทาผูปวย
           โดยปกติมักใชทานั่งในการวัดความดันโลหิต สวนการวัดความดันโลหิตในทานอนจะมีความดันโลหิตที่แตกตางจากทา
นั่งเล็กนอย คือ ความดัน systolic สูงขึ้น 2-3 มม.ปรอท และความดัน diastolic ลดลง 2-3 มม.ปรอท (6)
           ในผูสูงอายุ ควรวัดความดันโลหิตทั้งทานอนและทายืน เพื่อดูภาวะ postural hypotension ซึ่งวินิจฉัยภายในเวลา 2-5
นาทีของทายืน โดยมีความดันsystolic ลดลงอยางนอย 20 มม.ปรอท หรือมีความดัน diastolic ลดลงอยางนอย 10 มม.ปรอท
หรือมีอาการของสมองขาดเลือดมาเลี้ยงเชน วูบจะเปนลม
           ในการวัดความดันโลหิต ควรใหแขนที่วัดอยูในระดับเดียวกับหัวใจ สวนตัวเครื่องวัดอยูในตําแหนงที่เห็นไดชัด แตไมจํา
เปนตองอยูระดับเดียวกับหัวใจ (2) ทั้งนี้ถาระดับแขนอยูต่ํากวาหัวใจก็จะมีความดันโลหิตที่เพิ่มขึ้นจาก hydrostatic pressure อัน
เกิดจากแรงโนมถวงของโลก ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นถึง 10-12 มม.ปรอท (5)
           นอกจากนี้ ผูถูกวัดควรนั่งนิ่งๆ ประมาณ 5 นาทีกอนวัด (4) แตอยางไรก็ตามก็อาจเกิดภาวะ white coat hypertension
ซึ่งเปนภาวะความดันโลหิตที่สูง ขึ้นจากความตื่นเตน เฉพาะเมื่อพบแพทย พยาบาล โดยไมไดมีความดันสูงจริง พบภาวะนี้ได 20-
30% (7) ซึ่งสามารถตรวจยืนยันไดโดยการติดเครื่องวัดความดันโลหิต 24 ชม. (24 hour ambulatory BP monitoring)

การวาง cuff ในทานั่ง
          ควรวางตรงกลางกระเปาะของ cuff อยูบนตําแหนง brachial artery pulsation ถาผูปวยใสเสื้อแขนยาวที่หนา ควรถอด
ออก เพราะการพับแขนเสื้อขึ้น อาจรัดตนแขนสวนบนไดเหมือนการทํา tourniquet test และปลายขอบลางของ cuff ควรอยูสูง
กวาขอพับแขน 2-3 ซม.

เทคนิคการวัดความดัน
            ควรวัดความดันครั้งแรก โดยใชการคลํา เพื่อประเมินคาความดัน systolic คราวๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปญหาการเกิด
auscultatory gap ขณะวัดความดันโดยใชหูฟง(5) (การวัดความดันโดยการคลําจะวัดไดเฉพาะความดัน systolic เทานั้น)
            หลังจากนั้นวัดความดันโดยใชหูฟง โดยบีบ cuff ใหสูงกวาความดัน systolic ที่ไดจากการคลํา ประมาณ 30มม.ปรอท
แลวคอยๆปลอยแรงดันลงชาๆในอัตรา 2-3มม.ปรอทตอ heart beat(ถือหลัก”ขึ้นเร็ว ลงชา”)
            การเกิด auscultatory gap คือการที่เสียง korotkoff หายไปบางชวงในขณะวัดความดันโดยใชหูฟง ซึ่งทําใหคาความดัน
ที่วัดไดผิดพลาด ถาไมใชเทคนิคที่ถูกตองดังกลาวขางตน เชน ผูปวยมีความดันโลหิต systolic 190มม.ปรอท ไดยินเสียงแรก
(korotkoff phase I) ที่ 190มม.ปรอท เสียงหายไปในชวง 160มม.ปรอท และกลับมาไดยินเสียงอีกครั้งในชวง 140มม.ปรอท ดัง
นั้นถาบีบcuff ขึ้นแรงดันเพียง 150มม.ปรอท ก็จะไมไดยินเสียงจนถึง 140มม.ปรอท ทําใหคิดวาเสียงที่ตําแหนง 140มม.ปรอทเปน
korotkoff phase I หรือความดันโลหิต systolic ซึ่งผิดพลาดอยางมาก
        นอกจากนี้การวางหูฟง(stethoscope) ก็มีความสําคัญ ขณะวัดความดันไมควรกดหูฟงแนนเกินไป เพราะจะทําใหเกิด
turbulence flow ทําใหเสียงหายไปชากวาที่ควรเปน ทําใหคาความดัน diastolic ต่ํากวาความเปนจริง ไดถึง 10-15มม.ปรอท(5)

เสียงที่ไดยินขณะวัดความดันโลหิต(Korotkoff sound)




- Korotkoff sounds คือเสียงที่เกิดจากการไหลของเลือดขณะกําลังวัดความดันโลหิต มีทั้งหมด 5 phases คือ
phase I เสียงตุบแรก=SBP
phase II เสียงฟู
phase III เสียงฟูที่ดังขึ้น
phase IV เสียงแผวลง(muffled)
phaseVเสียงหาย=DBP ยกเวนกรณีaortic regurgitation จะใชphaseIVเปนDBPเพราะใกลเคียงคาdiastolic intraarterial
pressure(2,8)
(ปกติphaseVจะหางจากphaseIVไมเกิน10มม.ปรอท ถาเกินกวานี้ใหบันทึกผลทั้งคาphaseIV&V เชน BP 142/54/10มม.ปรอท ซึ่ง
พบไดในเด็ก.ภาวะhigh outputเชน aortic regurgitation,เลือดจาง.โรคไทรอยดเปนพิษ)
         ในการวัดความดันครั้งแรก ควรวัดความดันทั้ง 2 แขน แรก เพราะอาจไมเทากันได….ถาตางกันมากกวา10มม.ปรอท
แสดงวามีการตีบของเสนเลือดแดงที่มีความดันต่ํากวา และใหใชคาความดันโลหิตขางที่สูงเปนหลัก
         ในแตละครั้งที่ผูปวยมาตรวจควรวัดความดันโลหิต2ครั้ง หางกัน1-2นาที ถาตางกันมากกวา5มม.ปรอท ใหวัดใหมจนได
คาความดัน2 ครั้งติดกันตางกันไมเกิน5มม.ปรอท

การวัดความดันโลหิตที่ขา
        สามารถวัดได โดยตองใชขนาด cuff ที่เหมาะสม ในคนปกติการวัดความดันโลหิตที่ขา มักสูงกวาที่แขนประมาณ 10-
20%

การวัดความดันที่ขอมือ
           ใชไดดีโดยเฉพาะในคนอวน หรือในรายที่ตองการวัดความดันขณะออกกําลังกาย คาความดันที่ไดจะสูงกวาความเปน
จริง เนื่องจากขอมืออยูต่ํากวาระดับหัวใจ ดังนั้นถาจะใหไดคาที่ถูกตอง ตองใหขอมืออยูระดับเดียวกับหัวใจ

เอกสารอางอิง
1. Pickering, TG, Hall, JE, Appel, LJ, et al. AHA Scientific Statement: Recommendations for blood pressure
measurement in humans and experimental animals. Part 1: Blood pressure measurement in humans. Circulation
2005; 111:697.
2. Beevers, G, Lip, GY, O'Brien, E. ABC of hypertension. Blood pressure measurement. Part I Sphygmomanometry:
Factors common in all techniques. BMJ 2001; 322:981.
3. Beevers, G, Lip, GY, O'Brien, E. ABC of hypertension. Blood pressure measurement. Part II Conventional
sphygmomanometry: Technique of auscultatory blood pressure measurement. BMJ 2001; 322:1043.
4. O'Brien, E, Asmar, R, Beilin, L, et al. Practice guidelines of the European Society of hypertension for clinic,
ambulatory and self blood pressure measurement. J Hypertens 2005; 23:697.
5. O'Brien, E. Ambulatory blood pressure measurement is indispensible to good clinical practice. J Hypertens 2003;
21(suppl 2):S11.
6. Jamieson, MJ, Webster, J, Philips, S, et al. The measurement of blood pressure: Sitting or supine, once or twice? J
Hypertens 1990; 8:635.
7. Pickering, TG, James, GD, Boddie, C, et al. How common is white coat hypertension? JAMA 1988; 259:225.
8. Bailey, RH, Bauer, JH. A review of common errors in the indirect measurement of blood pressure.
Sphygmomanometer. Arch Intern Med 1993; 153:2741.

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Stats:
views:12
posted:10/9/2011
language:Thai
pages:4
Description: bp measurement