Docstoc
EXCLUSIVE OFFER FOR DOCSTOC USERS
Try the all-new QuickBooks Online for FREE.  No credit card required.

BCS433 Data Communication _ Networking

Document Sample
BCS433 Data Communication  _ Networking Powered By Docstoc
					               ICT+
       Introduction to Networks

          ดร. สุรศักดิ์ มังสิงห์
         E-mail: surasak.mu@spu.ac.th
          mungsing@gmail.com
URL:   http://www.spu.ac.th/~surasak.mu




                                          1
ICT+ Agenda
Guided and Wireless
    Networks




                      3
Line Configuration
              ่                            ื่
    รูปแบบทีเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์สอสาร
    ตั้งแต่สองตัวขึ้นไป ทาการเชื่อมต่อกันโดยผ่าน
    สื่อกลาง (Transmission Medium) ในการสื่อสาร
             ่                                 ่
    ข้อมูล ซึงสื่อกลางนั้นอาจจะเป็นสื่อกลางทีเป็น
    แบบสาย (Guided Media) หรือ สื่อกลางแบบไร้
    สาย (Unguided Media) ก็ได้
   ลักษณะการเชื่อมต่อนั้นมีอยู่สองประเภทใหญ่ๆ คือ
    แบบ point-to-point (จุดต่อจุด) และ แบบ
    multipoint (หลายจุด)
                                                 4
Point-to-Point Line Configuration
   การเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุด คือการที่อุปกรณ์สื่อสาร หรือเครื่อง
    คอมพิวเตอร์แต่ละคู่ มีจุดเชื่อมต่อกันแน่นอน และใช้เฉพาะคู่ของ
    อุปกรณ์นั้นเท่านั้น ปริมาณหรืออัตราในการสื่อสารทั้งหมดของจุด
                                          ่
    เชื่อมต่อนั้นใช้สาหรับคู่ของอุปกรณ์ สือกลางที่ใช้อาจจะเป็นแบบ
    สาย หรือแบบไร้สายก็ได้




                                                                    5
    Multipoint Line Configuration

    การเชื่อมต่อแบบหลายจุด เป็นการใช้สื่อกลางในการ
     สื่อสารร่วมกันของอุปกรณ์สื่อสาร หรือคอมพิวเตอร์
                        ้
     มากกว่าสองเครื่องขึนไป




                                                       6
Guided Networks:
การเชื่อมโยงเครือข่าย LAN




                            7
Topology

   โครงสร้างการเชื่อมต่อกันของแต่ละโหนด
    (อุปกรณ์สื่อสาร หรือ คอมพิวเตอร์) ภายใน
    เครือข่าย Topology ของเครือข่ายเป็นรูปลักษณ์
    ทางเรขาคณิตของความสัมพันธ์ในการสื่อสาร
    ข้อมูลของแต่ละโหนดในเครือข่าย ซึ่งสามารถแบ่ง
    ออกได้เป็น 5 ประเภท Mesh, Star, Tree, Bus
    และ Ring


                                               8
    Mesh Topology
    การเชื่อมต่อแบบนี้ ทุกโหนดจะมีจุดเชื่อมต่อ (Link) โดยตรง
     ไปยังโหนดอื่นๆทุกโหนดในเครือข่าย
    ดังนั้นจานวนของจุดเชื่อมต่อของเครือข่ายรูปแบบ Mesh ที่มี
     จานวนโหนดอยู่ n โหนด คือ n(n-1) / 2 จุดเชื่อมต่อ
    โหนดแต่ละตัวจะต้องมี port I/O ในการเชื่อมต่อ (n-1) port




                                                           9
ข้อดี ข้อเสีย ของ Mesh Topology

   มีข้อดีเหนือกว่ารูปแบบการเชื่อมต่อประเภทอื่นๆ อยู่
    หลายอย่างๆ เช่น อัตราความเร็วในการส่งข้อมูล ความ
    เชื่อถือได้ของระบบ, ง่ายต่อการตรวจสอบความผิดพลาด
    และ ข้อมูลมีความปลอดภัยและมีความเป็นส่วนตัว
   ส่วนข้อเสีย คือจานวนจุดที่ต้องใช้ในการเชื่อมต่อ และ
    จานวน Port I/O ของแต่ละโหนดมีจานวนมาก (ตามสูตร
    ข้างต้น) ถ้าในกรณีที่จานวนโหนดมาก เช่นถ้าจานวน
    โหนดทั้งหมดในเครือข่ายมีอยู่ 100 โหนด จะต้องมี
    จานวนจุดเชื่อมต่อถึง 4,950 เส้น เป็นต้น


                                                          10
    Star Topology
•   แต่ละโหนดจะทาการเชื่อมต่อโดยตรง กับศูนย์กลางการควบคุมหรือที่เรียกกัน
    โดยทั่วไปว่า Hub โหนดแต่ละโหนดไม่ได้เชื่อมต่อกันโดยตรง การที่โหนดหนึ่งๆจะส่ง
    ข้อมูลไปที่โหนดอื่นๆทาได้โดยการส่งข้อมูลผ่าน Hub เท่านั้น
•             ่
    วิธีการเชือมต่อแบบ Star นี้ทาให้ประหยัดจานวนสายเชื่อมต่อกว่าแบบ Mesh ได้มาก
•                                                                     ่
    ในการเชื่อมต่อแบบนี้เช่นเดียวกับการเชื่อมต่อแบบ Mesh ซึ่งถ้าจุดเชือมต่อใดเกิด
    ความเสียหาย ก็จะเกิดปัญหาเฉพาะโหนดนั้นเท่านั้น ไม่มีผลกับระบบเครือข่าย
    โดยรวม อย่างไรก็ตาม ถ้า Hub เกิดความเสียหายระบบโดยรวมก็จะทางานไม่ได้
    ทั้งหมด




                                                                                    11
    Tree Topology
   การเชื่อมต่อแบบ Tree เป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาจากรูปแบบ Star ซึ่งแต่ละ
    โหนดเชื่อมต่อกับ Hub ซึ่งมีอยู่สองประเภท คือ Active Hub และ Passive Hub
   Hub ที่เป็นศูนย์กลางของโครงสร้างต้นไม้ทั้งหมด คือ Active Hub ซึ่งมี Repeater
                                              ี
    เป็นอุปกรณ์ช่วยในการถ่ายทอดสัญญาณให้มระยะทางเพิ่มมากขึ้น
   Hub แบบ Passive จะเป็นตัวที่เชื่อมต่อกับโหนดโดยตรง ข้อดีและข้อเสียของรูปแบบ
    การเชื่อมต่อแบบ Tree นั้นคล้ายคลึงกับแบบ Star อย่างไรก็ตามข้อดีที่เหนือกว่าคือ
    สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์หรือโหนดได้มากกว่า และสามารถเชื่อมต่อกันได้ในระยะทาง
    ที่ไกลมากกว่า




                                                                                12
Bus Topology
                  ่
     การเชื่อมต่อทีกล่าวมาแล้วข้างต้นทั้งสามแบบ (Mesh, Star, Tree) เป็น
     รูปแบบการเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุด (point-to-point) ส่วนลักษณะการ
     เชื่อมต่อแบบ Bus นั้นใช้รูปแบบการเชื่อมต่อแบบหลายจุดเข้าด้วยกัน
     (Multipoint)
                    ่
     ลักษณะการเชือมต่อแบบ Bus นี้จะมีสายเคเบิลเพียงเส้นเดียวที่ใช้เชื่อมต่อ
     โนดทุกโหนดเข้าด้วยกัน ทาหน้าที่เป็นเหมือนกับกระดูกสันหลัง
                                                  ่
     (backbone) ให้กับเครือข่าย โหนดแต่ละโหนดเชือมต่อกันได้ผ่านทางสาย
     เคเบิลส่วนกลางนี้




                                                                              13
Bus Topology

    ลักษณะการเชื่อมต่อแบบ Bus ใช้ปริมาณสาย และจานวนจุด
     ในการเชื่อมต่อน้อยกว่าแบบ Mesh, Star และ Tree สาย
     เคเบิลที่ใช้เป็นสายเคเบิลกลางจะมีจุดปิดหัวปิดท้าย (Cable
     Terminators) และแต่ละจุดเชื่อมต่อ (tap) ก็จะเป็นจุดที่ใช้
     เชื่อมต่อระหว่างเคเบิลส่วนกลางกับโหนดในเครือข่าย
    ข้อเสียของลักษณะการเชื่อมต่อแบบ Bus คือ ถ้าสายเคเบิล
     กลางเสียหาย ก็จะทาให้ทั้งเครือข่ายทางานไม่ได้ทั้งระบบ
     การเพิ่มโหนดใหม่เข้าไปในเครือข่ายทาได้ยากกว่าลักษณะ
     การเชื่อมต่อสามแบบข้างต้น, และการส่งข้อมูลทาได้ช้ากว่า
     แบบอื่นเพราะต้องใช้เคเบิลกลางร่วมกัน



                                                                 14
Ring Topology
•                   ่
    ลักษณะการเชือมต่อแบบ Ring เป็นการเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุด (point-to-point)
                                                                          ่
    ประเภทหนึ่ง แต่เป็นการเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุดที่ทาการเชื่อมต่อกับโหนดอืนๆสอง
                                                        ั
    โหนดเท่านั้น คือโหนดที่อยู่ก่อนหน้า และโหนดที่อยู่ถดไป
•   การสื่อสารข้อมูลในเครือข่ายทาได้โดยการส่งข้อมูล ผ่านโหนดต่างๆในเครือข่ายใน
    ทิศทางเดียวจนกระทั่งถึงผู้รับ แต่ละโหนดใน Ring ทาหน้าที่เหมือนกับเป็น
                                  ั
    Repeater คือเมื่อข้อมูลที่ได้รบเข้ามา เป็นข้อมูลของโหนดอื่น ก็จะทาถ่ายทอดการ
    ส่งข้อมูลนั้นผ่านออกไปยังโหนดถัดไป




                                                                             15
Ring Topology

   เครือข่ายแบบ Ring นั้นง่ายต่อการติดตั้งและการแก้ไข
    เปลี่ยนแปลงทาได้ง่าย การเพิ่มโหนดเข้าไปใหม่ทาได้โดย
                                                ้
    การเปลี่ยนแปลงการเชื่อมต่อเพียงสองจุด อีกทังยังมีการใช้
    จานวนเส้นทางในการเชื่อมต่อน้อย
   การที่ข้อมูลในเครือข่ายแบบ Ring เคลื่อนที่ในทิศทางเดียว
    ทาให้ระยะเวลาในการส่งข้อมูลถึงแม้ว่าโหนดที่อยู่ใกล้เคียง
    กันก็อาจจะใช้เวลานานได้ (ถ้าโหนดที่จะส่งข้อมูลให้เป็น
                                                    ่
    โหนดก่อนหน้า) เพราะข้อมูลต้องส่งต่อไปจนกระทังเกือบ
    ครบรอบ อีกทั้งในกรณีที่จานวนโหนดมีมากทาให้เวลาที่ใช้
    ในการส่งผ่านข้อมูลนานขึ้นด้วย

                                                         16
Hybrid Topology

   การเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายนั้น ไม่จาเป็นต้องมีลักษณะ
    การเชื่อมต่อแบบใดแบบหนึ่งทั้งหมด แต่อาจใช้ลักษณะ
    ของเครือข่ายหลายๆประเภทมารวมกันอยู่ในเครือข่าย
    เดียวกันได้




                                                             17
LAN ตามมาตรฐาน IEEE 802

   IEEE (Institute of Electrical and Electronics Engineers) ซึ่ง
    เป็นองค์กรที่ได้สร้างมาตรฐานสากลทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้า และ
    คอมพิวเตอร์ ได้กาหนดมาตรฐาน สาหรับการเชื่อมโยงเครือข่าย
    คอมพิวเตอร์ เรียกว่า IEEE 802 ซึ่งมาตรฐานนี้อธิบายถึงเครือข่าย
    ทั้งแบบ CSMA/CD (Carrier Sense Multiple Access with
    Collision Detection), แบบโทเคนบัส(Token Bus) และ แบบโท
    เคนริง (Token Ring) ซึ่งเป็น LAN ทีมีการใช้งานกันแพร่หลาย LAN
    ทั้งสามประเภทนี้แตกต่างกันในระดับชั้น Physical และระดับชั้นย่อย
    MAC แต่เนื้อหาในระดับชั้นบนของ Data Link จะเหมือนกัน ซึงทา่
    ให้การควบคุมการส่งข้อมูลระหว่างปลายทางทั้งสอง ตลอดจนการ
    ติดต่อกับระดับชั้น Network อยู่ในรูปแบบเดียวกัน

                                                                 18
IEEE 802




           19
Project 802




              20
IEEE 802.3 Ethernet (1)

   มาตรฐาน IEEE 802.3 เริ่มมาจากบริษัท Xerox ได้สร้าง
    ระบบเครือข่ายเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ 100 เครื่องในบริษัท
    โดยมีความยาวของเครือข่ายได้ถึง 1 กิโลเมตร และมีอัตรา
    ในการส่งข้อมูลถึง 2.94 Mbps ระบบนี้เรียกว่า อีเทอร์เน็ต
    (Ethernet)
   ต่อมาบริษัท Xerox, DEC และ Intel ได้ร่วมกันพัฒนา
    มาตรฐานอีเทอร์เน็ตซึ่งมีอัตราส่งข้อมูล 10 Mbps ซึ่ง
    มาตรฐานนี้เป็นพื้นฐานของ IEEE 802.3



                                                         21
IEEE 802.3 Ethernet (2)

   สาหรับมาตรฐาน 802.3 จะอธิบายถึง LAN ทั้งหมดที่ใช้
    หลักการของ CSMA/CD (Carrier Sense Multiple
    Access with Collision Detection) ที่มีอัตราการส่งข้อมูล
    ตั้งแต่ 1 ถึง 100 Mbps และใช้สายส่งชนิดต่างๆ
               ้
    นอกจากนีมาตรฐาน IEEE 802.3 และอีเทอร์เน็ตยังมี
    บางส่วนของส่วนหัวของข้อมูล (Header) แตกต่างกันบ้าง
    (ฟิลด์ความยาวของ IEEE 802.3 ถูกใช้บ่งบอกชนิดของ
    Packet ในมาตรฐานอีเทอร์เน็ต) ดังนั้นจะเห็นได้ว่า
    มาตรฐาน IEEE 802.3 จะอธิบายถึง LAN ที่ใช้วิธีส่ง
    ข้อมูลแบบ CSMA/CD ส่วนอีเทอร์เน็ตนั้นจะหมายถึง
    ผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งของแลนแบบ IEEE 802.3
                                                          22
IEEE 802.3 Ethernet (3)

   LAN แบบนี้ส่งข้อมูลโดยใช้หลักการคล้ายๆกับการสนทนา
    ระหว่างบุคคลหลายคน หากใครต้องการพูดก็สามารถพูด
    ออกมาได้ในจังหวะที่ไม่มีคนอื่นพูด(เงียบ) แต่ก็อาจเป็นไป
    ได้ที่บุคคล 2 คนจะพูดออกมาพร้อมๆกัน ทาให้เกิดการชน
    กันของเสียงพูด เมื่อเป็นเช่นนั้นทั้งสองคนจะต้องหยุดพูด
                                             ่
    ทันที แล้วรอจังหวะที่จะพูดใหม่อีกครั้ง ซึงหากใครพูดก่อน
    ก็จะสามารถพูดได้ และบุคคลอื่นๆจะต้องฟังอย่างเดียว




                                                         23
IEEE 802.3 Ethernet (4)

   วิธีการรับส่งข้อมูลของแลน IEEE 802.3 ซึ่งเป็นแบบ
    CSMA/CD ก็ทางานในลักษณะเดียวกัน คือโหนดใดที่
    ต้องการส่งข้อมูลลงในสื่อกลางการส่งข้อมูล จะตรวจสอบดู
    สัญญาณในสื่อกลาง ถ้าหากสื่อกลางในการส่งข้อมูลว่างก็จะ
    ทาการส่งข้อมูลได้ทันที แต่หากโนดตั้งแต่ 2 โนดขึ้นไปส่ง
    ข้อมูลลงไปในสื่อกลางพร้อมๆกัน สัญญาณข้อมูลจะเกิดการ
    ชนกันขึ้น ทุกๆสถานีจะต้องหยุดการส่งข้อมูลแล้วรอเวลา ซึ่ง
    ช่วงเวลาของการรอแต่ละครั้งจะทาการสุ่มขึ้นมา (Random
    Time) หลังจากหมดเวลารอแล้วก็จะทาการตรวจสอบ
    สัญญาณในสื่อกลางเพื่อส่งข้อมูลลงไปใหม่อีก

                                                        24
Collision Detection (1)
   เมื่อเกิดการชนกันของสัญญาณข้อมูลแล้ว เวลาจะถูกแบ่ง
    ออกเป็นช่องๆ (slots) แต่ละช่องมีช่วงเวลา 51.2
    ไมโครวินาที (นั่นคือเวลาสถานีที่ส่งข้อมูลรู้ว่าเกิดการชน
    กันของข้อมูลหรือไม่ สาหรับความยาวของแลน 2,500
    เมตร อัตราการส่งข้อมูล 10 Mbps) หลังจากการชนกัน
    ครั้งแรก แต่ละสถานีจะสร้างตัวเลขสุ่ม (Random) ที่มีค่า
    0 หรือ 1 (เลขสุ่ม 2^1 ค่า)
   สถานีที่ได้ค่า 0 จะส่งข้อมูลออกไปในช่องเวลา 0 และ
    สถานีที่ได้ค่า 1 จะส่งข้อมูลในช่องเวลาที่ 1 หากสอง
    สถานีได้ค่าเลขสุ่มเดียวกันและส่งข้อมูลภายในช่องเวลา
    เดียวกัน จะเกิดการชนกันอีกครั้ง
                                                           25
Collision Detection (2)

   หลังจากการชนกันครั้งที่ 2 แต่ละสถานีจะสร้างตัวเลข
    สุ่มที่มีค่า 0,1,2, หรือ 3 (นั่นคือเลขสุ่ม 2^2 ค่า)
    แล้วส่งข้อมูลภายในช่องเวลาของตนเอง หากชนกันอีกก็
    จะสร้างเลขสุ่มจานวน 2^3 ค่า กล่าวคือหลังจากการชน
                                              ่
    กัน i ครั้ง แต่ละสถานีก็จะมีการสร้างเลขสุมตั้งแต่ค่า 0 ถึง
    2^i-1 ค่า และสถานีก็จะส่งข้อมูลภายในช่องเวลาของ
    ตนเอง กระบวนการในการแก้ไขการชนกันของข้อมูลแบบ
    นี้เรียกว่า Binary Exponential Back off ซึ่งจะเห็น
    ได้ว่ากระบวนการนี้ทาให้โอกาสในการที่จะเกิดการชนกัน
    ของข้อมูลมีน้อยลง เมื่อจานวนครั้งของการชนกันของ
    ข้อมูลมากขึ้น
                                                                 26
27
28
ตารางแสดงเคเบิลชนิดต่างๆที่ใช้กันทั่วไปของ IEEE802.3
    ชนิด       สายเคเบิล    ความยาว        จานวน            ข้อดี
                              ของ         โหนดต่อ
                            Segment       Segment

10Base5  Thick                500          100      ใช้เป็น Backbone
        Coaxial              เมตร                   ของเครือข่าย

10Base2  Thin                 200           30      เป็นระบบที่ถูกที่สุด
        Coaxial              เมตร
10BaseT Twisted               100         1,024     ง่ายต่อการดูแล
          Pair               เมตร                   รักษา

10BaseF Fiber                2,000        1,024     เชื่อมโยงเครือข่าย
         Optic               เมตร                   ระหว่างตึก
http://en.wikipedia.org/wiki/IEEE_802.3
                                                                           29
Figure 12-9-continued


      10BASE5




                        30
Ethernet Segments




                    31
10BASE2




          32
10BASET




          33
    Fast Ethernet
    เนื่องจากในปัจจุบันมัลติมีเดียได้มีการใช้งานกันมาก จึงมี
     ความต้องการเครือข่ายความเร็วสูงในการเชื่อมโยง
     คอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน กลุ่มคณะทางานของ IEEE จึง
     ตัดสินใจที่จะปรับปรุงมาตรฐาน 802.3 ให้สามารถ รับส่ง
     ข้อมูลด้วยความเร็วสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานที่เรียกว่า
     802.3u ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า Fast Ethernet
                                               ่
     Fast Ethernet อีเทอร์เน็ตรูปแบบหนึ่งทีมีความเร็วสูงถึง
     100 Mbps รูปแบบของเฟรมข้อมูล หรือการควบคุมการชน
     กันของข้อมูลไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอีเทอร์เน็ตปกติ
     เพียงแต่ลดเวลาการส่งข้อมูลของแต่ละบิตจาก 100
     นาโนวินาที เป็น 10 นาโนวินาที จึงทาให้อัตราการส่ง
     ข้อมูลสูงขึ้น 10 เท่าจากเดิม                             34
Gigabit Ethernet

                                       ี
    Gigabit Ethernet เป็นเครือข่ายที่มอัตราการส่ง
    ข้อมูลความเร็วสูงถึง 1000 Mbps หรือ 1 Gbps
            ี
    โดยที่มการปรับปรุงเปลี่ยนการเข้ารหัสข้อมูล และ
    กระบวนการในการส่งบิตข้อมูล ผ่านทางสายใยแก้ว
    นาแสง (Fiber Optic) แทนที่การใช้สายบิดเกลียว
    คู่ (Twisted Pair)



                                               35
LAN แบบ IEEE 802.4
   แลนแบบโทเคนบัส ซึ่งถูกกาหนดเป็นมาตรฐาน IEEE
    802.4 เป็นวิธีหนึ่งที่แก้ปัญหาซึ่ง ไม่สามารถรับประกันได้
    ว่าในขณะเวลาที่ต้องการส่งข้อมูลนั้น สถานีจะสามารถ
    รับส่งข้อมูลได้หรือไม่
   แลนแบบโทเคนบัส นั้นจะมีสายเคเบิลที่เป็นตัวกลางซึ่ง
                                  ั
    โหนดต่างๆต่อเข้านั้น มักจะมีลกษณะเป็นเส้นตรงแบบ
    Bus แต่ในการทางานจริง โหนดเหล่านั้นจะประกอบเป็นวง
    แหวนทางตรรกะ (Logical Ring)
   โหนดแต่ละตัวจะรู้ที่อยู่ (Address) ของสถานีที่อยู่
    ทางซ้าย และทางขวาของตัวเอง

                                                           36
LAN แบบ IEEE 802.4

   เมื่อวงแหวนถูกสร้างขึ้นแล้ว โทเคน(Token) ก็
    จะถูกส่งกันไปตามวงแหวนนี้ โนดที่ต้องการที่จะ
    ส่งข้อมูลต้องรอให้ตนเองมีสิทธิที่จะส่งข้อมูลโดย
           ่
    การทีมี Token อยู่ ดังนั้นจึงไม่เกิดการชนกันของ
    สัญญาณ เนื่องจากในเวลาใดเวลาหนึ่งจะมีผู้ที่มี
    สิทธิส่งข้อมูล (มี Token อยู่) อยู่เพียงโหนดเดียว
    เท่านั้น


                                                        37
LAN แบบ IEEE 802.5
   แลน แบบ IEEE 802.5 หรือ แลนแบบ Token Ring
   โนดแต่ละโหนด เชื่อมโยงเข้าด้วยกันเป็นวงแหวน ซึ่ง
    แตกต่างจาก Ethernet (802.3) และ Token Bus
    (802.4) ที่ทางานโดยสัญญาณข้อมูลที่ส่งลงไปในสายจะ
    ถูกแพร่ไปสายส่วนกลาง ซึ่งข้อมูลจะรับได้โดยทุกๆโนดที่
    เชื่อมต่ออยู่
   แต่สาหรับแลนแบบ 802.5 นั้นจะเป็นลักษณะที่เมื่อ
    สัญญาณซึ่งเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียว ผ่านโนด
    ต่างๆระหว่างผู้ส่งไปยังผู้รับ


                                                       38
    LAN แบบ IEEE 802.5

    การทางานของโทเคนริงนั้น ปกติจะมีโทเคนถูกส่งวิ่งไปรอบวงแหวนใน
     ทิศทางเดียว
    เมื่อโนดใดต้องการส่งข้อมูล ก็จะจับเอาโทเคน ซึ่งผ่านเข้ามาแล้วส่ง
     เฟรมข้อมูลลงไปในวงแหวน
    เนื่องจากการไหลของข้อมูลเป็นไปในทิศทางเดียว ดังนั้นข้อมูลที่ถูก
     ส่งออกไปเมื่อถึงโหนดปลายทาง ข้อมูลจะถูกตรวจสอบความถูกต้อง
     แล้วจะตอบกลับไปว่าได้รับข้อมูลเข้ามาแล้วถูกต้องหรือไม่
                           ้
     จากนั้นก็ส่งข้อมูลรวมทังผลการตรวจสอบวนกลับยังโหนดผู้ส่งเพื่อให้ผู้
     ส่งทราบว่าการส่งข้อมูลเรียบร้อยหรือไม่ ถ้าโหนดที่มีโทเคนอยู่และทา
     การส่งข้อมูลออกไปเรียบร้อยแล้ว ก็จะทาการปล่อยโทเคนให้วิ่งในวง
     แหวนต่อไป โหนดอื่นที่ต้องการจะส่งข้อมูลต้องรอจนกระทั่งสามารถ
                                        ่
     จับเอาโทเคนมาไว้ได้จึงจะสามารถเริมส่งข้อมูลออกไปได้
                                                                    39
Token Ring




 A ส่งข้อมูล ถึง C



                     40
Wireless Networks




                    41
เครือข่ายไร้สาย (Wireless Networks)
   การติดต่อสื่อสารแบบเครือข่ายไร้สายมีข้อได้เปรียบเหนือ
    การติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายแบบใช้สายอยู่หลายประการ
    - อุปกรณ์สื่อสารจาเป็นที่จะต้องมีการเคลื่อนย้ายที่ได้
    - การติดต่อสื่อสารในสภาวะแวดล้อมที่ยากต่อการเดินสายส่งข้อมูล
                             ่
    - ระบบเครือข่ายสื่อสารทีจาเป็นต้องสร้างขึ้นให้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

   ข้อด้อยของการติดต่อสื่อสารแบบเครือข่ายไร้สาย
    - สัญญาณง่ายต่อการถูกคลื่นรบกวน
    - ความปลอดภัยของข้อมูลมีน้อยกว่าเครือข่ายแบบใช้สาย
    - อัตราการส่งข้อมูลน้อยกว่าเครือข่ายแบบใช้สาย



                                                                      42
    เครือข่ายไร้สาย (Wireless Networks)
   บลูทูธ (Bluetooth) ยังไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากระยะการใช้
    ค่อนข้างจะสั้น ในปัจจุบันมีการนามาใช้กับ Digital Pen ,PDA, Plam
    และ โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ระยะการใช้งานไม่เกิน 30 ฟุต
    Infrared Data Association (IrDA) เช่นกันยังไม่ได้รับความนิยม
    เนื่องจากวิธีการรับส่งสัญญาณจะต้องมองเห็นกัน (Line of Sight) แบบ
    เดียวกันกับการใช้รีโมทคอนโทล ทาให้การติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าว
    ค่อนข้างจะยุ่งยาก




        A Bluetooth network                 An Infrared network    43
เครือข่ายไร้สาย(ต่อ)

   Wireless Applications Protocol (WAP)
    ทาให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ใช้งานทางด้าน Internet ทั่วๆไปได้
    เหมือนๆกับใช้งานผ่านทาง เครื่องคอมพิวเตอร์

   Radio Frequency Identification (RFID)
    เป็นระบบที่นาเอาคลื่นวิทยุมาเป็นคลื่นพาหะเพื่อใช้ในการสื่อสารข้อมูล
    ระหว่างอุปกรณ์สองชนิดที่เรียกว่า แท็ก (Tag) และตัวอ่านข้อมูล
    (Reader หรือ Interrogator)
                                                               ้
    ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบไร้สาย (Wireless)โดยการนาข้อมูลที่ตองการส่ง
    มาทาการมอดูเลต (Modulation) กับคลื่นวิทยุแล้วส่งออกผ่านทาง
    สายอากาศที่อยู่ในตัวรับข้อมูล


                                                                     44
IEEE 802.11 (Wi-Fi)

   ไว-ฟาย (Wi-Fi : Wireless Fidelity) เป็นเทคโนโลยีที่นามาใช้ในการ
    สร้างระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบไร้สายมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1984
   ไว-ฟาย (Wi-Fi หรือ Wireless Fidelidy) หรือ (WECA หรือ Wireless
    Ethernet Compatibility Alliance) เป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
                                                            ั
    หรือ Mobile Computing แบบไร้สาย เทคโนโลยีที่นามาใช้กบ ไว-ฟาย
    คือ IEEE 802.11b และ 802.11g (IEEE คือ Institute of Electrical
    Electronic Engineers) ที่ใช้สัญญาณคลื่นความถี่ 2,400 เมกะเฮิรตซ์
    (MHz) หรือ 2.4 GHz รับส่งสัญญาณหรือข้อมูลแบบ DSSS
   Direct-Sequence Spread Spectrum เป็นการแบ่งส่งข้อมูลส่งไปแต่
                                      ่
    ละคลื่นความถี่ภายในช่วงระยะเวลาทีสั้นมาก ทาให้การรบกวนระหว่าง
    กันน้อยมาก

                                                                 45
IEEE 802.11 (Wi-Fi)

   อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการรบกวน ความเร็วในการรับส่งจะค่อยๆ ลดลง
    จาก 11 เมกะบิตต่อวินาที ลงไปร้อยละ 50 จนกระทั่งเหลือเพียง
                  ่          ่
    ต่าสุดคือหนึงเมกะบิต ซึงเป็นข้อดี คือ ระบบรับส่งไม่ล่ม มีความ
    มั่นคง เชื่อถือ (Reliable) ได้
   ข้อดีของระบบ ไว-ฟาย คือรับส่งสัญญาณระหว่างคอมพิวเตอร์ใน
    เครือข่ายได้เร็วถึง 11 เมกะบิตต่อวินาที มีความมั่นคงน่าเชื่อถือ ระยะ
    การรับส่งกว้าง ถ้าในพื้นที่โล่งรับส่งได้ไกลถึง 300 ฟุต ถ้าในสถานที่
    ปิด 122 ฟุต นอกจากนั้นยังสามารถใช้ร่วมกับระบบเครือข่ายแบบมี
    สายอีเธอร์เน็ต และระบบอื่นๆ ที่ใช้มาตรฐาน 802.11 ได้ ซึ่งใน
    ปัจจุบันมีความเร็วถึง 54 เมกะบิตต่อวินาที




                                                                      46
IEEE 802.11 (Wi-Fi)
   ข้อด้อยของระบบ ไว-ฟาย คือ ทั้งระบบมีราคาค่อนข้างแพง
    อุปกรณ์ที่ทาหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยง (Access Point) ราคาเริ่มจาก
                                                   ้
    ประมาณ 5,000 บาทถึง 25,000 บาท นอกจากนัน จะต้องติด
    อุปกรณ์รับส่ง ถ้าเป็นระบบพีซีจะเป็นพีซีไอ (PCI) ถ้าเป็นระบบ
    คอมพิวเตอร์แบบพกพา (Laptop PC) จะเป็นพีเอ็มซีไอเอ (PMCIA)
    มีราคาเท่าๆ กัน คือประมาณ 3,000 บาทต่อชิ้น และทุกเครื่องใน
    เครือข่ายถ้าต้องการจะเชื่อมโยงกันแบบไร้สายต้องใช้การ์ด (Card)
    ดังกล่าว ปัจจุบันมีติดมากับเครื่อง Notebook
   การติดตั้งค่อนข้างยาก
   สัญญาณจะเร็วบ้างช้าบ้างไม่แน่นอน




                                                                  47
IEEE 802.11 (Wi-Fi) Devices




                 Access Point




              Wireless NIC cards   48
IEEE 802.11 (Wi-Fi) Networks




                               49
IEEE 802.11 (Wi-Fi)

   802.11b ถือเป็นมาตรฐานไว-ไฟตัวแรก ที่ได้รับการพัฒนาขึนมา้
    สามารถส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็ว 11 เมกะบิตต่อวินาทีโดยใช้ช่วง
                                      ้
    ความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์ ครอบคลุมพืนที่ทาการในระยะ 50-100 เมตร

   802.11a ยังไม่สามารถใช้งาน 802.11a ที่มีความเร็วสูงถึง 54 เมกะ
    บิตต่อวินาทีได้ เนื่องจากส่งสัญญาณในย่านความถี่ 5 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่ง
    ไม่ได้รับอนุญาตจากกรมไปรษณีย์โทรเลข

   802.11g ไม่มีปัญหาอะไร เพราะใช้ย่านความถี่เดียวกับ 802.11b
    แต่ต่างกันตรงที่เร็วกว่ากันถึง 5 เท่า



                                                                   50
IEEE 802.11 (Wi-Fi)

   802.11a ใช้คลื่นความถี่ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก (5.15
    GHz ถึง 5.35 GHz) จึงมีโอกาสที่จะถูกสัญญาณรบกวน
    น้อยกว่า
   802.11a มีแบนด์วิธในทางทฤษฎีสูงถึง 54 Mbps แม้ว่า
    ความเร็วที่ใช้งานจริงจะเหลือแค่ 22 Mbps แต่ก็ยังคง
    จัดเป็นความเร็วที่เหนือกว่า 802.11b อย่างมาก
   802.11a เหมาะที่จะใช้ส่งไฟล์เสียงและวิดีโอดิจิตอล
    คุณภาพสูง หรือไฟล์ขนาดใหญ่อื่นๆ ผ่านทางระบบ
    เครือข่าย รวมทั้งยังรองรับการสื่อสารบรอดแบนด์ร่วมกันได้


                                                           51
IEEE 802.11 (Wi-Fi)

   802.11b และ 802.11a ใช้เทคโนโลยีคลื่นวิทยุที่ต่างกัน
                                             ้
    และใช้คลื่นความถี่ที่แตกต่างกัน ดังนั้นทังสองเทคโนโลยีนี้
                                               ุ
    จึงไม่สนับสนุนซึ่งกันและกัน ในปัจจุบันมีอปกรณ์ที่สามารถ
    ทางานกับมาตรฐานทั้งสองชนิดได้พร้อมกันซึ่งทาให้การ
                                   ่
    สลับการทางานไปมาเป็นเรื่องทีง่าย
   802.11a เหมาะกับการใช้งานในเครือข่ายขนาดเล็ก และ
    ต้องการความเร็วในการส่งข้อมูล
   802.11b เหมาะกับการใช้งานให้บริการพื้นที่ที่ค่อนข้าง
    กว้างและเสียค่าใช้จ่ายไม่มากนัก


                                                           52
IEEE 802.11 (Wi-Fi)

   ปัญหาหลักของมาตรฐาน 802.11a
     พื้นที่ในการทางานไม่ค่อยครอบคลุมได้มากนัก   กล่าวคือ ทาได้แค่
                                                   ้
      15 เมตรเท่านั้น ในขณะที่ 802.11b ครอบคลุมพืนที่ขนาด 70
      เมตรได้ หมายความว่าจาเป็นต้องมีจุดติดต่อมากขึ้นจึงจะให้บริการ
      ได้อย่างครอบคลุม
     ปัจจุบันยังมีราคาแพงมากกว่าอุปกรณ์ 802.11b ผลที่ตามมาก็คือ
      ในปัจจุบันการติดตั้งระบบ 802.11a จะเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า
      802.11b ประมาณร้อยละ 30




                                                                53
IEEE 802.11 (Wi-Fi)

   มาตรฐาน 802.11 g
       มีการพัฒนามาจากมาตรฐาน 802.11b และใช้ย่านความถี่เดียวกัน ทาให้
        อุปกรณ์ที่ใช้มาตรฐาน 802.11g สามารถใช้งานได้ระยะเท่ากับมาตรฐาน
        802.11b ในอัตราการส่งข้อมูลใกล้เคียงกัน
       มาตรฐาน 802.11g มีความสามารถให้การส่งข้อมูลสูงสุดที่ 54Mbps เท่ากับ
        มาตรฐาน 802.11a
   Access Point ของมาตรฐาน 802.11g นั้นจะใช้การตั้งแบบเดียวกับ
                          ี
    มาตรฐาน 802.11a ที่มการตั้ง Access Point ถี่กว่าของมาตรฐาน
    802.11b
   แม้ว่าการส่งข้อมูลของมาตรฐาน 802.11g จะสามารถทาได้ระยะ
    เท่ากับมาตรฐาน 802.11b แต่อัตราการส่งข้อมูลที่ได้จะได้สูงสุด
    เพียง 11 Mbps ดังนั้นถ้าใช้ระยะการตั้ง Access Point เดียวกับ
    มาตรฐาน 802.11a ก็จะได้อัตราส่งที่ 54Mbps

                                                                              54
55
โครงสร้างของเครือข่าย LAN ไร้สาย

                           ้
    มาตรฐาน LAN ไร้สายนันก็คือ การจาลองภาพของเครือข่าย
    โทรศัพท์เคลื่อนที่ มาให้บริการรับส่งข้อมูลอัตราเร็วสูงภายในอาคาร
   โครงสร้างของเครือข่าย LAN แบบไร้สายต้องมีเครื่องลูกข่าย ซึ่งในที่นี้ก็คือ
    เครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นได้ทั้งแบบตั้งโต๊ะ และแบบพกพา โดยเครื่อง
    คอมพิวเตอร์ที่ต้องมีการติดต่อสื่อสารกับเครือข่าย LAN ไร้สาย จะต้อง
    ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์เชื่อมต่อ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า NIC (Network
    Interface Card)
                                          ่
    NIC นี้จะทาหน้าที่รับส่งข้อมูลกับเครืองคอมพิวเตอร์ พร้อมกับแปลงข้อมูล
                                             ิ
    เหล่านั้น ให้อยู่ในรูปของคลื่นความถี่วทยุ ย่านความถี่ 2.4 กิกะเฮิตรซ์
                                         ่
    สาหรับติดต่อสื่อสารกับสถานีฐาน ซึงมีชื่อเรียกว่า Access Point (AP)


                                                                       56
โครงสร้างของเครือข่าย LAN ไร้สาย

   AP จะได้รับการติดตั้งไว้ภายในอาคาร โดยตาแหน่งในการติดตั้งอุปกรณ์
    AP นั้น จะต้องไม่มีสิ่งบดบัง การแพร่กระจายของคลื่นวิทยุมากเกินไป
    เพื่อให้การแพร่กระจายครอบคลุมพื้นที่มากที่สุด และลดผลกระทบต่อ
    อัตราเร็ว
   การติดต่อสื่อสารระหว่าง AP กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ได้รับการติดตั้ง
    อุปกรณ์ NIC จะใช้คลื่นความถี่วิทยุย่าน 2.4 GHz ซึ่งมีแบนด์วิดท์
    สาหรับใช้งานเท่ากับ 80 MHz โดยมีการแบ่งออกเป็น ช่องความถี่ย่อยๆ
    (Channel) จานวน 14 ช่อง แต่ละช่องความถี่ ได้รับการออกแบบ ให้มี
    การใช้แบนด์วิดท์เท่ากับ 22 MHz




                                                                    57
โครงสร้างของเครือข่าย LAN ไร้สาย

   ควรหลีกเลี่ยงการติดตั้งอุปกรณ์ AP ที่มีการใช้งานความถี่วิทยุ ที่
    ใกล้เคียงกันไว้ใกล้กัน จึงเห็นได้ว่า ในทางปฏิบัติผู้ติดตั้งจะสามารถ
    เลือกกาหนดช่องความถี่ ที่มิได้ใช้ความถี่รบกวนกัน ได้พร้อมๆ กันเพียง
    3 ช่องเท่านั้น โดยแต่ละช่องจะต้องมีค่าความถี่กลาง (Center
    Frequency) ห่างกันไม่น้อยกว่า 25 MHz
   การรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย LAN ไร้สายนั้น อุปกรณ์ AP จะมีกาลังส่ง
    สูงสุดได้ตั้งแต่ 1 มิลลิวัตต์ไปจนถึง 100 มิลลิวัตต์ขึ้นอยู่กับข้อกาหนด
    ทางเทคนิคผู้ผลิตแต่ละราย




                                                                        58
โครงสร้างของเครือข่าย LAN ไร้สาย

                                                              ่
    อุปกรณ์ AP ที่มีกาลังส่ง 100 มิลลิวัตต์สามารถครอบคลุมพื้นทีได้
    เป็นระยะทางไกลถึง 45 เมตร แต่หากโครงสร้างภายในอาคาร
    สานักงาน มีความซับซ้อน หรือมีการติดตั้งอุปกรณ์ AP ไม่เหมาะสม
    พื้นที่ในครอบคลุม ก็อาจลดลงได้ ในขณะที่อัตราเร็วในการรับส่ง
    ข้อมูลก็อาจมีค่าน้อยกว่า 11 และ 54 เมกกะบิตต่อวินาทีได้
    เช่นเดียวกัน




                                                                     59
                       ั
การรักษาความปลอดภัยให้กบเครือข่าย LAN ไร้สาย
                                                                              ่ ิ
     เนื่องจากการเปิดกว้างของเครือข่าย ซึ่งผู้ใดก็ตามที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ ทีตดตั้ง
                                                            ่
     อุปกรณ์ NIC แบบ Wi-Fi ต่างก็มีโอกาสเชื่อมต่อเข้าสูระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้
     เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายที่ตั้งใจเปิดให้บริการกับสาธารณะ ไปจนถึง
     เครือข่ายเฉพาะองค์กร เครือข่าย
                           ่
     สามารถเลือกใช้ได้ มีอยูหลายวิธี
         ใช้ขีดความสามารถของมาตรฐาน IEEE802.11b โดยจากัดการ
          ติดต่อเข้าสู่ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์
          แต่ละเครื่อง ทั้งนี้พิจารณาจากเลขหมาย SSID (Service Set
          Identifier) ร่วมกับแอดเดรส MAC (Media Access Control)
          เพื่อเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น
         ใช้คุณสมบัติ WEP (Wired Equivalent Privacy) รายละเอียดโดย
          คร่าวๆ ของการรักษาความปลอดภัยในลักษณะนี้ก็คือการกาหนด
          ระดับการรักษาปลอดภัยให้กับอุปกรณ์ AP แต่ละชุด โดยอ้างอิงไป
          ยังแอดเดรส MAC ซึ่งเป็นหมายเลขเฉพาะ ที่ถูกกาหนดตายตัว
          ให้กับอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ บนเครือข่าย LAN
         เพิ่มการ Authentication ของ Users โดยใช้โปรแกรม RADIUS
                                                                                  60
IEEE 802.16 (WiMAX)

   WiMAX (Worldwide Interoperability for Microwave
    Access) หรือมาตรฐาน IEEE 802.16 คือเทคโนโลยีไร้
    สายความเร็วสูงล่าสุด ที่คาดว่าจะถูกนามาใช้งานอย่าง
    แพร่หลายในอนาคตอันใกล้
   IEEE 802.16a (2004) มีรัศมีทาการ 30 ไมล์
    (ประมาณ 48 กิโลเมตร) และมีความเร็วในการส่งผ่าน
    ข้อมูลสูงสุด 75 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) กว้างกว่า 10
    เท่าและเร็วกว่า 30 เท่าเทียบกับ 3G



                                                           61
IEEE 802.16a (WiMAX)
   คุณสมบัติเด่นของ IEEE 802.16a
       ความสามารถในการส่งสัญญาณจากจุดเดียวไปยังหลายจุด (Point-to-
        Multipoint) ได้พร้อมกัน
       รองรับการทางานแบบ Non-Line-of-Sight
                                         ่
        IEEE 802.16a จะทางานบนความถีย่าน 2-11 กิกะเฮิรตซ์ (GHz) และ
                                                              ่
        สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์มาตรฐานชนิดอื่นๆ ทีออกมาก่อนหน้านี้ได้
       IEEE 802.16a สามารถตอบสนองความต้องการในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
        ในพื้นที่ห่างไกลที่สายเคเบิลลากไปไม่ถึงได้เป็นอย่างดี
       IEEE 802.16a ยังได้รับการปรับปรุงในเรื่องคุณภาพในการให้บริการ (QoS)
        ให้สามารถรองรับได้ทั้งภาพ (Video) และเสียง (Voice) โดยไม่ใช้ทรัพยากร
        ของเครือข่ายมากอย่างเดิม
       ด้าน Security ได้เพิ่มคุณสมบัติของความเป็นส่วนตัว (Privacy) ซึ่งต้อง
        ได้รับอนุญาต (Authentication) ก่อนที่จะเข้าออกเครือข่าย และมีการเข้ารหัส
        ข้อมูล (Encryption) ขณะรับส่ง ทาให้การรับส่งข้อมูลบนมาตรฐานตัวนี้มีความ
        ปลอดภัยสูง
                                                                               62
IEEE 802.16a (WiMAX)
   IEEE 802.16 เป็นมาตรฐานที่ให้ระยะทางการเชื่อมโยง 1.6-4.8
    กิโลเมตร เป็นมาตรฐานเดียวที่สนับสนุน LoS (Line of Sight) คือต้อง
                                         ่
    ไม่มีสิ่งกีดขวางระหว่างเครื่องรับเครืองส่ง และรันบนย่านความถี่ 10-16
    GHz
   IEEE 802.16a รันบนความถี่ย่าน 2-11 GHz สามารถรองรับการทางาน
    แบบ NLoS (Non-Line-of-Sight) รัศมีทาการ 30 ไมล์ และความเร็ว
    ในการรับส่งข้อมูลสูงสุด 75 Mbps นั่นคือสามารถรองรับบริการ
    เครือข่ายความเร็วสูงระดับ ที 1 (T1-Type) จานวน 60 ราย และบริการ
    DSL จานวนอีกหลายร้อยรายได้พร้อมกันโดยไม่มีปัญหา
                                          ั
    IEEE 802.16e เป็นมาตรฐานที่ได้รบการพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนการ
    ทางานร่วมกับอุปกรณ์โมบายล์ เช่น พีดีเอและโน้ตบุ๊ค รัศมีทาการ
    1.6-4.8 กิโลเมตร สนับสนุนการเชื่อมต่อในขณะเคลื่อนที่โดยไม่
    กระทบกับคุณภาพและความเสถียรของระบบ
                                                                     63
เครือข่าย WiMAX




                  64
เครือข่าย WiMAX




                  65
Mobile Phone

   โทรศัพท์เคลื่อนที่มักจะถูกจัดออกเป็นยุค หรือรุ่น (Generation)
    1G, 2G, 3G, 4G
   โทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคแรก (First Generation) เป็นโทรศัพท์แบบ
    อนาลอก และใช้สาหรับรับส่งข้อมูลเสียง (Voice) เพียงอย่างเดียว
    ตัวอย่างของระบบเคลื่อนที่ในยุคที่หนึ่งคือ AMPS (Advanced Mobile
    Phone Service), TACS
   โทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคแรกใช้การแบ่งช่องสัญญาณเพื่อให้ผู้ใช้
    หลายๆคนใช้งานได้พร้อมกัน (Multiple Access) ใช้วิธี FDMA
    (Frequency Division Multiple Access) โดยการแบ่งคลื่นความถี่
    ออกเป็นช่วงๆ ตามจานวนของช่องสัญญาณที่ต้องการ



                                                                  66
2G (Second Generation : 2G)
   โทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคที่สอง (Second Generation) ใช้การแบ่ง
    ช่องสัญญาณทั้งแบบ FDMA และ TDMA (Time Division Multiple
    Access)
   TDMA (Time Division Multiple Access) ซึ่งเป็นการใช้
    ช่องสัญญาณร่วมกันโดยมีการแบ่งการใช้ช่องสัญญาณตามช่วงเวลา
   ตัวอย่างของโทรศัทพ์เคลื่อนที่ในยุคที่สองคือ Digital Amps และ
    GSM (Global System for Mobile Communications)
   โทรศัพท์ในยุคที่สองมีคุณสมบัติดีกว่าในยุคที่หนึ่งมาก มีบริการ
    เสริมอื่นๆเพิ่มขึ้นอีกมากมาย รวมทั้งสามารถสื่อสารข้อมูลประเภท
    อื่นๆได้นอกเหนือจากข้อมูลเสียงเพียงอย่างเดียว เช่นสามารถรับส่ง
    ข้อความ, หรือ เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ เป็นต้น
   อย่างไรก็ตามความเร็วในการสื่อสารข้อมูลของโทรศัพท์เคลื่อนที่ใน
    ยุคที่สองนั้นค่อนข้างช้า คือประมาณ 9600 bps ทาให้ไม่
    เหมาะสมกับการรับส่งข้อมูลขนาดใหญ่                              67
GPRS (General Packet Radio Service)
   การรับส่งข้อมูลจะถูกตัดแบ่งออกเป็นส่วนๆ หรือเรียกว่า Packet
   ผู้ให้บริการสามารถคิดบริการเพิ่มเติมใหม่ๆ และสามารถหารายได้จาก
    การให้บริการข้อมูลจากมาตรฐานความเร็วใหม่นี้ได้มากขึ้น
   ติดตั้งกล้องดิจิทัล เพื่อใช้บันทึกภาพลงเครื่อง และส่งข้อมูลผ่านจีพีอาร์
    เอส ซึ่งคิดบริการตามขนาดของข้อมูลที่ส่ง
   นอกจากการส่งภาพ คลิปวิดีโอ ไฟล์เสียง มาตรฐานจีพีอาร์เอสยังเปิด
    ช่องทาง ให้นักพัฒนาเกมออกเกมใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างเยิ่งเกมที่
    พัฒนาบนพื้นฐานของภาษาจาวา และใช้งานเป็นเครื่องรับโทรทัศน์ได้
    ด้วย
   “MobileLIFE" ของ AIS เป็นรูปแบบหนึ่งของการให้บริการเสริมกับ
    ผู้ใช้บริการ

                                                                         68
EDGE : Enhanced Data rates for Global Evolution

   DTAC ของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น ซึ่งกาลังเริ่มโครงการให้บริการ
                                 ี                                                 ุ
    สื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายจีพอาร์เอสมากขึ้นเช่นกัน ได้เตรียมลู่ทางที่จะก้าวสู่ยค
                  ื่
    2.75 ภายใต้ชอเทคโนโลยี EDGE
   เป็นระบบเครือข่ายในยุค 2.75 G
                                             ิ
    EDGE ได้รับการพัฒนาขึ้นมาโดยบริษัท อีรคสัน เมื่อปีพ.ศ.2538
                                               ั
    EDGE ช่วยให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ที่ยงไม่พร้อมในการวางเครือข่าย 3 G โดย
                                                                            ี
    ยกประสิทธิภาพของการบริหารจัดการการส่งสัญญาณผ่านช่องความถี่ให้ดยิ่งขึ้น และ
    เป็นเพิ่มความสามารถในการส่งถ่ายข้อมูลให้มากกว่าเดิม
   EDGE นั้นมีความสามารถในการส่งถ่ายข้อมูลตามทฤษฎีแล้ว มีค่าสูงถึง 473.6
    กิโลบิตต่อวินาที แต่ในความจริงอาจจะอยู่ที่ 384 กิโลบิตต่อวินาที โดยอีริคสันให้ชื่อ
    เรียก EDGE เป็นทางการอีกอย่างหนึ่งว่า GSM384




                                                                                  69
3G (Third-generation Wireless)
                                 ุ่
    NTT DoCoMo ในประเทศญี่ปน ที่ได้เปิดบริการเครือข่ายระบบ 3G เป็นครั้งแรก ของ
    โลกเมื่อเดือนตุลาคมในปี 2001
   อุปสรรคและความท้าทายสาหรับผู้ให้บริการ 3G เหล่านี้ก็ คือ ความซับซ้อนของ
    เทคโนโลยี และค่าใช้จ่ายในการอัพเกรด โครงสร้างระบบเครือข่ายเดิม ตลอดจน
    เครื่องโทรศัพท์มือถือ ที่จะต้องรองรับการทางาน ในระบบ 3G และการส่งผ่านข้อมูล
    มัลติมีเดีย
                           ื
    ระบบเครือข่ายโทรศัพท์มอถือในยุคที่ 3 (Third-generation Wireless ; 3G) เป็น
    ระบบเครือข่ายที่หลายๆ ประเทศทั่วโลก กาลังให้ความสนใจมากที่สด         ุ
    หลายประเทศก็เริ่มให้บริการโทรศัพท์ภายใต้เครือข่ายนี้กันแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น,
    จีน, สหรัฐอเมริกา, เกาหลี รวมจนถึงไทย ในนามของผู้ให้บริการรายใหม่อย่าง Hutch
   ของ Hutch เป็นการเริ่มต้นที่ได้เปรียบตรงที่เริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด โดยเลือกวาง
    ระบบเครือข่าย 3 จี ด้วยการเปิดตัวเครือข่ายซีดีเอ็มเอ 2000 วันเอ็กซ์ (CDMA 2000
    1X) และหันมาโฆษณาประชาสัมพันธ์ความสามารถ หรือศักยภาพทีสูงขึ้นของการ่
    สื่อสารผ่านมือถือ โดยเฉพาะความสามารถในการรองรับงานทางด้านมัลติมีเดีย ทั้งการ
    ใช้ส่งภาพและเสียง วิดีโอ ผ่านมือถือ อย่างที่เรียกกันว่า เอ็มเอ็มเอส (Multimedia
    Messaging Service : MMS)

                                                                                  70
 4G (Fourth Generation)

 รัฐบาลญี่ปุ่นและรัฐบาลจีนได้ จัดสรุปแผนการร่วมกัน พัฒนา
  เทคโนโลยี 4 จี ขึ้นมา เพื่อเป้าหมายนาออกสู่บริการลูกค้า
  โทรศัพท์มือถือภายในปี 2553
 เทคโนโลยี 4 จี ถือว่าเป็นเครือข่ายไร้สายความเร็วสูง หรือเป็นทางด่วน
  ข้อมูลแห่งอนาคต เพราะสามารถรับส่งข้อมูลได้ 100 เมกะบิตต่อวินาที
  จนถึง 1 กิกะบิตต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่าเทคโนโลยี 3 จี หลายสิบเท่า


                                                                    71
72

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Tags:
Stats:
views:19
posted:9/20/2011
language:Dutch
pages:72