ตัวอย่างเค้าโครงงานวิจัย

					                                          โครงร่างวิทยานิพนธ์
  สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล


                   ……………………………………………………

1. ชื่อนักศึกษา นางสาว บัณฑิกา จารุมา                เลขประจาตัว 4536064 LCCD/M
  สาขาวิชา ภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการสื่อสารและการพัฒนา วิชาเอก ภาษาเพื่อการสื่อสาร

2. หัวข้อวิจัย
 ภาษาไทย :    การสื่อสารโน๎มน๎าวใจทางการเมือง: กรณีศึกษาการเมืองในชํวงกํอนการเลือกตั้ง
             สมาชิกสภาผู๎แทนราษฎรในวันที่ 2 เมษายน 2549
 ภาษาอังกฤษ : Political Persuasive Communication: In Case of Thai Politic Situation before the
              General Election on April 2, 2006.

3. ความสาคัญและที่มาของหัวข้อ
               น อ ม ช อ ม ส กี ก ลํ า ว ไ ว๎ วํ า “ผู๎ ใ ด ยึ ด กุ ม ร ะ บ บ สื่ อ ส า ร ข อ ง สั ง ค ม เ อ า ไ ว๎ ไ ด๎
ผู๎ นั้ น ยํ อ ม ส า ม า ร ถ ยึ ด กุ ม ค ว า ม คิ ด ค ว า ม รู๎ สึ ก แ ล ะ ก า ร ก ร ะ ท า ข อ ง ป ร ะ ช า ช น ไ ว๎ ไ ด๎ ”
( ส ม า ค ม นั ก ขํ า ว แ ล ะ วิ ท ยุ แ หํ ง ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย , 2545) ดั ง นั้ น
การสื่อสารที่มีเป้าหมายชัดเจนอยํางการเมืองจึงมุํงสื่อสารไปยังประชาชนด๎วยวัตถุประสงค์ที่ต๎องการให๎เกิ
ด ค ว า ม ค ล๎ อ ย ต า ม ทั้ ง ค ว า ม คิ ด ค ว า ม รู๎ สึ ก
แ ล ะ ก า ร ก ร ะ ท า เ พื่ อ ใ ห๎ เ กิ ด ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ก า ร เ มื อ ง ต า ม ค ว า ม ต๎ อ ง ก า ร ข อ ง ผู๎ สํ ง ส า ร
โดยเฉพาะอยํางยิ่งประชาชนที่อยูํภายใต๎ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ๎าของอา
นาจอธิ ป ไตย มี ท าหน๎ า ที่ ตั ด สิ น ใจและปกครองตนเอง ตามอุ ด มการณ์ สู ง สุ ด ของระบอบฯ
ความสาคัญของประชาชนจึงสูงขึ้นทวีคูณในฐานะของผู๎มีอานาจกาหนดทิศทางการเมืองและสํงผลใหกลา
ยเป็นกลุํมเป้าหมายหลักของการสื่อสารทางการเมืองอยํางมิอาจปฏิเสธได๎
               อ          ยํ            า           ง            ไ           ร           ก็          ต           า              ม
ภาพลั ก ษณ์ ข องการสื่ อ สารทางการเมื อ งในสายตาประชาชนสํ ว นใหญํ ก ลั บ เป็ น ไปในทางลบ
ทั้ ง นี้ เ พ ร า ะ ก า ร สื่ อ ส า ร ท า ง ก า ร เ มื อ ง เ ป็ น รู ป แ บ บ ห นึ่ ง ข อ ง ก า ร สื่ อ ส า ร โ น๎ ม น๎ า ว ใ จ
มี วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ เ พื่ อ จู ง ใ จ ผู๎ รั บ ส า ร ใ ห๎ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ค ว า ม คิ ด

                                                                                                                                1
อารมณ์ และการกระทาเป็ นไปตามความต๎องการของผู๎สํง สาร ประชาชนซึ่ ง มี บทบาทเป็นผู๎ รับสาร
จึ ง ตี ค วามการสื่ อ สารทางการเมื อ งเป็ น “การสื่ อ สารที่ มี เ ป้ า หมายเพื่ อ การครอบง า” (manipulative
purpose) อั น กํ อ ใ ห๎ เ กิ ด ผ ล ต า ม ม า คื อ
ประชาชนเกิดควาระแวดระวังและหวาดระแวงโดยแสดงปฏิกิริยาตอบโต๎ใน 2 แบบ คือ แบบแรกคือ
กลัวและหลีกเลี่ยงที่จะสื่อสาร และแบบที่สอง คือ เบื่อและเลิกติดตามขําวสาร (กาญจนา แก๎วเทพ, 2547)
แ ตํ ถึ ง ก ร ะ นั้ น ไ มํ วํ า ค น สํ ว น ใ ห ญํ จ ะ รู๎ สึ ก กั บ ก า ร สื่ อ ส า ร ท า ง ก า ร เ มื อ ง ใ น แ งํ ใ ด
ค ว า ม จ ริ ง ป ร ะ ก า ร ห นึ่ ง ที่ ป ร ะ ช า ช น ทุ ก ค น มิ อ า จ ห ลี ก เ ลี่ ย ง คื อ
มี ห น๎ า ที่ เ ลื อ ก ตั ว แ ท น ไ ป เ ป็ น ค ณ ะ ท า ง า น บ ริ ห า ร ป ร ะ เ ท ศ ( รั ฐ บ า ล )
ตลอดจนมีหน๎าที่ตัดสินใจและเลือกแนวทางแก๎ปัญหากรณีเกิดเหตุการณ์ผิดปกติทางการเมืองในประเทศ
              นั บ แ ตํ ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย เ ป ลี่ ย น ก า ร ป ก ค ร อ ง เ ป็ น ร ะ บ อ บ ป ร ะ ช า ธิ ป ไ ต ย
ได๎ปรากฏเหตุการณ์ผิดปกติทางการเมืองที่สํงผลให๎ประชาชนต๎องทาการตัดสินใจและแสดงออกถึงการสนั
บสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่งเพื่อ กาหนดทิศทางของประเทศหลายเหตุการณ์
ตั ว อ ยํ า ง เ ห ตุ ก า ร ณ์ ส า คั ญ ร ะ ดั บ ป ร ะ เ ท ศ ที่ ถู ก จ า รึ ก ไ ว๎ ใ น ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ไ ด๎ แ กํ
เ ห ตุ ก า ร ณ์ เ ดื อ น ตุ ล า ซึ่ ง เ กิ ด ขึ้ น เ มื่ อ วั น ที่ 14 ตุ ล า ค ม 2516              แ ล ะ 16 ตุ ล า ค ม 2519
ประชาชนได๎แสดงออกถึงความต๎องการล๎มล๎างอานาจเผด็จการของผู๎บริหารประเทศด๎วยการเข๎ารํวมชุมนุม
ป ร ะ ท๎ ว ง กั บ “ข บ ว น ก า ร นิ สิ ต นั ก ศึ ก ษ า ” เ ป็ น จ า น ว น ม า ก
เ ห ตุ ก า ร ณ์ พ ฤ ษ ภ า ท มิ ฬ ซึ่ ง เ กิ ด ขึ้ น เ มื่ อ เ ดื อ น พ ฤ ษ ภ า ค ม 2535
ประชาชนรํวมกันตํอต๎านอานาจเผด็จการของคณะรักษาความสงบเรียบร๎อยแหํงชาติที่ขึ้นมาบริหารประเท
ศด๎ ว ยการท ารั ฐ ประหาร และเหตุ ก ารณ์ ค รั้ ง ลํ า สุ ด ซึ่ ง เพิ่ ง เกิ ด ขึ้ น และยั ง ไมํ มี จุ ด สิ้ น สุ ด คื อ
เหตุ ก ารณ์ ที่ สื่ อ มวลชนเรี ย กวํ า “ปรากฏการณ์ ไ มํ เ อาทั ก ษิ ณ ” โดยในงานวิ จั ย ชิ้ น นี้ ผู๎ ศึ ก ษาเรี ย กวํ า
การไมํยอมรับรัฐบาล
              จุ ด เ ริ่ ม ต๎ น ข อ ง เ ห ตุ ก า ร ณ์ ดั ง ก ลํ า ว เ กิ ด ขึ้ น เ ป็ น รู ป ธ ร ร ม เ มื่ อ ป ล า ย ปี 2 5 4 8
หลังจากรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ของนายสนธิ ลิ้มทองกุลถูกปลดจากผังรายการของชํอง 9 อสมท.
นายสนธิ ลิ้ ม ทองกุ ล ผู๎ เ ป็ น เจ๎ า ของรายการจึ ง ย๎ า ยสถานที่ จั ด รายการจากห๎ อ งสํ ง เป็ น สถานที่ ตํ า งๆ
ภายใต๎ ชื่ อ รายการเมื อ งไทยรายสั ป ดาห์ สั ญ จร โดยจั ด ขึ้ น ครั้ ง แรกเมื่ อ วั น ที่ 23 กั น ยายน 2548
มี วั ต ถุ ป ระสงค์ เ พื่ อ วิ พ ากษ์ วิ จ ารณ์ ก ารท างา นของรั ฐ บาลโดยเน๎ น ที่ ตั ว นายกรั ฐ มนตรี ทั ก ษิ ณ
ชิ น วัต รเป็ น ประเด็ น หลั ก การจั ดรายการฯ ของนายสนธิ ไ ด๎ ดาเนิ น การตํอ เนื่อ งเป็ นประจ าทุก วั นศุ ก ร์
แ ล ะ ไ ด๎ มี ผู๎ เ ข๎ า รั บ ฟั ง ร า ย ก า ร เ ป็ น จ า น ว น ม า ก ใ น จ า น ว น ที่ เ พิ่ ม ขึ้ น เ รื่ อ ย ๆ
จ น ก ร ะ ทั่ ง ก ล า ย เ ป็ น ป ร า ก ฏ ก า ร ณ์ ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ก า ร เ มื อ ง ค รั้ ง ใ ห ญํ เ มื่ อ ต๎ น ปี 2549
จากเดิม ที่กิ จ กรรมตํอต๎ านเป็ นการจั ดรายการฯ ภายใต๎ การน าของบุคคลเพียงคนเดี ยว คื อ นายสนธิ
ลิ้                      ม                    ท                       อ                ง                     กุ               ล


                                                                                                                             2
ได๎ขยายเป็นการชุมนุมประท๎วงอันประกอบด๎วยการแสดงออกผํานกิจกรรมที่หลากหลายภายใต๎ความรํวม
มื อ ของบุ คคลและคณะบุค คลหลายกลุํ ม อาทิ เชํ น การแสดงคอนเสิร์ ต ของเหลํ าศิ ลปิ น และนัก แสดง
การแสดงงิ้ ว ล๎ อ เลี ย นการเมื อ งและการแสดงศาลจ าลองของนั ก ศึ ก ษามหาวิ ท ยาลั ย ธรรมศาสตร์
การเข๎ารํวมชุมนุมประท๎วงตามกาหนดการของแกนนา การบริจาคเงินสนับสนุนกลุํมผู๎ชุมนุมประท๎วง
            อ ยํ า ง ไ ร ก็ ต า ม แ ม๎ ผู๎ ไ มํ ย อ ม รั บ รั ฐ บ า ล ก ลุํ ม ห ลั ก จ ะ เ ป็ น ก ลุํ ม ข อ ง น า ย ส น ธิ
ลิ้มทองกุลซึ่งภายหลังได๎มีแกนนาเข๎ารํวมมากขึ้นเป็น 5 ทําน คือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล พลตรีจาลองศรีเมือง
นายสมศั ก ดิ์ โกศั ย สุ ข นายพิ ภ พ ธงไชย และนายสมเกี ย รติ พงษ์ ไ พบู ล ย์ และตั้ ง ชื่ อ กลุํ ม ของตนวํ า
“พั น ธ มิ ต ร ป ร ะ ช า ช น เ พื่ อ ป ร ะ ช า ธิ ป ไ ต ย ”
ยั ง มี บุ ค ค ล แ ล ะ ก ลุํ ม บุ ค ค ล อื่ น ที่ ไ มํ ไ ด๎ เ ข๎ า รํ ว ม กิ จ ก ร ร ม ข อ ง ก ลุํ ม พั น ธ มิ ต ร ฯ
แตํ ไ ด๎ แส ดง คว าม เห็ นห รื อ จั ด กิ จ กร รม ด๎ ว ย วั ต ถุ ป ระ สง ค์ เ ดี ย วกั นกั บก ลุํ ม พั น ธมิ ตร ฯ คื อ
ต๎องการให๎พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตาแหนํงนายกรัฐมนตรี ตัวอยํางบุคคล/กลุํมคนเหลํานี้ได๎แกํ
นายธี ร ยุ ท ธ บุ ญ มี นายแพทย์ ป ระเวศ วะสี หลวงตามหาบั ว ญาณสั ม ปั น โน กลุํ ม สมาชิ ก วุ ฒิ ส ภา
กลุํมราชสกุ ล กลุํ มเครือขํายแพทย์อาวุโส กลุํม กลุํม อาจารย์ – นักวิช าการ เป็นต๎นวํา กลุํมอธิการบดี
กลุํมอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฯลฯ
            ใ น สํ ว น ข อ ง รั ฐ บ า ล นั้ น ก็ ไ ด๎ มี ค ว า ม พ ย า ย า ม ชี้ แ จ ง
อ ธิ บ า ย แ ล ะ ป ฏิ เ ส ธ ข๎ อ เ รี ย ก ร๎ อ ง ข อ ง ฝ่ า ย ย อ ม รั บ ผํ า น กิ จ ก ร ร ม ตํ า ง ๆ
ในรูปแบบเดียวกับฝ่ายไมํยอมรับรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและนายสุรนันท์ เวชชาชีวะ
รัฐมนตรีประจาสานักนายกรัฐมนตรีรับบทบาทในการให๎ข๎อมูล
            เ         ห          ตุ          ก          า          ร         ณ์           ค          รั้       ง           นี้
ประชาชนจึงกลายเป็นกลุํมเป้าหมายสาคัญของการสื่อสารทางการเมืองของทั้งจากฝ่ายไมํยอมรับรัฐบาลแ
ละฝ่ายรัฐบาล เพราะท๎ายที่สุดประชาชนคือผู๎มีอานาจตัดสินใจวําตนเลือกให๎ฝ่ายใดเป็นผู๎ชนะ ดังนั้น
ความสาเร็จของการโน๎มน๎าวใจจากทั้งสองฝ่ายจึงปรากฏเป็นรูปธรรมด๎วยผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู๎แท
น ร า ษ ฎ ร ใ น วั น ที่ 2           เ ม ษ า ย น 2549                   อ ยํ า ง ไ ร ก็ ต า ม แ ม๎ ผ ล ก า ร เ ลื อ ก ตั้ ง ฯ
ดั ง ก ลํ า ว จ ะ ป ร า ก ฏ อ อ ก ม า แ ล ะ ไ ด๎ ถู ก ศ า ล รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ วิ นิ จ ฉั ย ใ ห๎ ย ก เ ลิ ก ไ ป แ ล๎ ว นั้ น
แ ตํ เ ห ตุ ก า ร ณ์ ที่ ป ร า ก ฏ กํ อ น ก า ร เ ลื อ ก ตั้ ง ค รั้ ง นั้ น มี ค ว า ม นํ า ส น ใ จ อ ยํ า ง ยิ่ ง
เพราะการสื่อสารทางการเมืองที่เกิดขึ้นนี้นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ไมํปรากฏการจั ดก
า ร ด๎ ว ย ก า ร ใ ช๎ ค ว า ม รุ น แ ร ง
แตํเป็นไปภายใต๎กฎหมายและดาเนินการตํอต๎านแบบสันติซึ่งนั กวิชาการเรียกวิธีการนี้วํา “อารยะขัดขืน”
ความสาเร็จของการตํอต๎านแบบอารยะขัดขืนนี้จะสาเร็จได๎ตํอเมื่อประชาชนให๎ความรํวมมือเข๎ารํวมกิจกรร
ม ห รื อ ก ร ะ ท า ก า ร ข๎ อ เ รี ย ก ร๎ อ ง ข อ ง ฝ่ า ย ไ มํ ย อ ม รั บ รั ฐ บ า ล
และในขณะเดียวกันรัฐบาลจะยังคงรักษาเสถียรภาพของตนไว๎ได๎เมื่อประชาชนยังคงเลือกให๎ความไว๎วางใ


                                                                                                                            3
จ                                                     ต                                                  น
วาทกรรมอันเป็นเครื่องมือในการโน๎มน๎าวใจมาแตํโบราณจึงถูกผู๎นาของทั้งสองฝ่ายนามาใช๎สื่อความผํานกิ
จกรรมรู ป แบบตํ า งๆ ในปริ ม าณมาก เชํ น การขึ้ น เวที ป ราศรั ย การให๎ สั ม ภาษณ์ ผํ า นสื่ อ มวลชน
ก า ร จั ด เ ว ที อ ภิ ป ร า ย ก า ร จั ด ร า ย ก า ร วิ ท ยุ
สื่อมวลชนซึ่งทาหน๎าที่รายงานเหตุการณ์ความเป็นไปของสังคมจึง นาวาทกรรมเหลํานั้นมาเสนอเป็นจานว
น               ม            า             ก          เ           ชํ            น             กั         น
ทั้งนี้สาเหตุสาคัญประการหนึ่งเพราะบุคคลซึ่งเป็นแหลํงสารหลายทํานเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได๎รับการ
ย อ ม รั บ จ า ก ค น ใ น สั ง ค ม
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ถูกเปลํงผํานบุคคลเหลํานี้แตํละครั้งจึงมีความหมายตํอประชาชนและมีผลตํอการโน๎
ม น๎ า ว ใ จ เ ป็ น อ ยํ า ง ม า ก                                                          ดั ง นั้ น
    ประชาชนซึ่ ง เป็ น กลุํ ม เป้ า หมายของ การสื่ อ สารทาง การเมื อ งดั ง ที่ ไ ด๎ ก ลํ า วไ ปแล๎ ว นั้ น
จึงจาเป็นอยํางยิ่งที่ต๎องรู๎กลวิธีการสื่อสารโน๎มน๎าวใจทางการเมืองเพื่อให๎เทําทันและสามารถใช๎วิจารณญา
ณเพื่ อ ตั ด สิ น ใจวํ า ตนควรเชื่ อ และเลื อ กสนั บ สนุ น ฝ่ า ยใด กํ อ นที่ จ ะรํ ว มมื อ กระท าการใดๆ
เ พื่ อ รั ก ษ า ผ ล ป ร ะ โ ย ช น์ สู ง สุ ด ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ
อีกทั้งยังเป็นกรณีศึกษาที่ดีเพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจหากเกิดเหตุการณ์เชํนนี้ขึ้นอีกในอนาคต



4. วัตถุประสงค์ในการวิจัย
      4.1 ศึกษาการใช๎ภาษาเพื่อโน๎มน๎าวใจทางการเมือง
      4.2 ศึกษาเนื้อหาเพื่อโน๎มน๎าวใจทางการเมือง
      4.3 วิเคราะห์ปัจจัยทางด๎านจิตวิทยาที่มีผลตํอการโน๎มน๎าวใจ

5. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
     5.1 ได๎ทราบถึงวิธีการใช๎ภาษา เนื้อหา
          และวิเคราะห์ปัจจัยทางด๎านจิตวิทยาที่มีผลตํอการโน๎มน๎าวใจทางการเมือง
     5.2 สะท๎อนให๎เห็นวาทกรรมทางการเมืองที่ถูกนาเสนอผํานหนังสือพิมพ์ในชํวงกํอนการเลือกตั้งส
          มาชิกสภาผู๎แทนราษฎรในวันที่ 2 เมษายน 2549
     5.3 เป็นข๎อมูลแกํประชาชนและผู๎สนใจซึ่งมีสถานภาพเป็นผู๎รับสารทางการเมือง

6. วิธีดาเนินการวิจัย
   6.1 ประเภทของการวิจัย


                                                                                                        4
             ก า ร วิ จั ย ค รั้ ง นี้ เ ป็ น ง า น วิ จั ย เ ชิ ง คุ ณ ภ า พ (Qualitative                 Research)
โ ด ย ศึ ก ษ า ว า ท ก ร ร ม ข อ ง บุ ค ค ล ส า คั ญ ที่ มี อิ ท ธิ พ ล ใ น ก า ร โ น๎ ม น๎ า ว ใ จ ท า ง ก า ร เ มื อ ง
ด๎วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)

   6.2 แหล่งข้อมูล
           แหลํงข๎อมูลที่ผู๎ศึกษาใช๎สาหรับการค๎นคว๎าและเก็บข๎อมูล แบํงออกเป็น 3 ประเภทดังนี้
           6.2.1 แหลํงข๎อมูลสาหรับการค๎นคว๎าเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข๎อง
                   - ห๎ อ ง ส มุ ด ส ถ า บั น วิ จั ย ภ า ษ า แ ล ะ วั ฒ น ธ ร ร ม เ พื่ อ ก า ร พั ฒ น า ช น บ ท
                     มหาวิทยาลัยมหิดล
                   - หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทําพระจันทร์
                   - ห๎องสมุดคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
                   - หอสมุดสานักวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
                   - ห๎องสมุดคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
                   - เว็บไซต์ ตําง ๆ ที่เกี่ยวข๎อง เชํน Search Engine: www.google.com, เว็บไซต์ขําว,
                     เว็บไซต์เกี่ยวกับงานวิจัยและบทความทางวิชาการ

              6.2.2 แหลํงข๎อมูลสาหรับการประมวลเหตุการณ์ทางการเมืองและสังคมเกี่ยวกับเหตุการณ์กา
                    รไมํยอมรับรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได๎แกํ
                      - หนังสือพิมพ์
                      - เว็บไซต์ตํางๆ เชํน เว็บไซต์ขําว, เว็บไซต์สารานุกรมออนไลน์ , Search Engine,
                         และเว็บไซต์ขององค์กรและบุคคลที่เกี่ยวข๎องในเหตุการณ์

             6.2.3 แหลํงข๎อมูลสาหรับรวบรวมกลุํมตัวอยํางที่ใช๎ในการศึกษา
                    ผู๎ ศึ ก ษ า เ ลื อ ก ห นั ง สื อ พิ ม พ์ ภ า ค ภ า ษ า ไ ท ย ร า ย วั น จ า น ว น 3
    ชื่ อฉบับเป็น แหลํ ง ข๎อมู ล ส าหรับรวบรวมวาทกรรม ได๎ แกํ หนัง สื อพิม พ์ไ ทยรัฐ หนัง สื อพิม พ์ม ติช น
    และหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ โดยเลือกศึ กษาหนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์ตั้งแตํวันที่ 14 มกราคม 2549 ถึง 2
    เมษายน 2549 คิ ด เป็ น จ านวน 79 ฉบั บ ตํ อ 1 ชื่ อ ฉบั บ รวมเป็ น จ านวนทั้ ง สิ้ น 237 ฉบั บ
    และมีหลักในการเลือกหนังสือพิมพ์ คือ ต๎องมีการคละกันของประเภทหนังสือพิมพ์ทั้งแบบปริมาณ
    แบบคุ ณ ภาพ และแบบทางเลื อ ก เนื่ อ งจากหนั ง สื อ พิ ม พ์ ป ระชานิ ย ม (popular newspaper)
    และหนัง สื อพิ ม พ์ คุ ณ ภาพ (quality newspaper) มี ค วามแตกตํา งกั น ในแงํ เ นื้อ หาที่ นาเสนอ
    โดยหนังสือพิมพ์ปริมาณจะเน๎นขําวเร๎าอารมณ์ เป็นที่สนใจของคนสํวนใหญํ ขําวเบา (soft news)


                                                                                                                      5
และขํา วที่ มี คุ ณ คํ าของความแปลก ในขณะที่ห นัง สือ พิ ม พ์คุ ณภาพเน๎น ขํา วหนัก (hard news)
และเน๎ น การให๎ ข๎ อ มู ล เหตุ ก ารณ์ เพราะฉะนั้ น รายละเอี ย ดเนื้ อ หาที่ ถู ก น าเสนอจึ ง แตกตํ า งกั น
ห       นั          ง       สื      อ     พิ       ม      พ์         ไ         ท       ย       รั        ฐ
เป็นตัวแทนของหนังสือพิมพ์ประชานิยมและหนังสือพิมพ์มติชนเป็นตัวแทนของหนังสือพิมพ์คุณภาพ
                               ้ั
สํวนหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์นน เป็นหนังสือพิมพ์ทางเลือกที่ เน๎นเสนอขําวการเมือง (พรทวี ยอดมงคล,
2 5 4 6 อ๎ า ง ใ น อุ บ ล รั ต น์ ศิ ริ ยุ ว ศั ก ดิ์ , 2547)                                  ดั ง นั้ น
เนื้อหาของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์จึงมีการนาเสนอวาทะของผู๎ที่เกี่ยวข๎องทางการเมืองเป็นจานวนมาก




                                                                                                        6
     6.3    ขอบเขตในการศึกษา
           6.3.1 กลุํมตัวอยําง
                   กลุํมตัวอยํางในการศึกษา คือ วาทกรรมของบุคคลที่มีอิทธิพลตํอการโน๎มน๎าวใจทางการเมือง (แหลํงสาร) จานวน 5 ทําน ได๎แกํ 1) พ.ต.ท. ทักษิณ
           ชิ นวั ตร 2) นายสุ รนัน ท์ เวชชาชี ว ะ 3) นายธี ร ยุท ธ บุ ญมี 4) พลตรีจ าลอง ศรีเ มื อ ง และ 5) นายอภิสิ ทธิ์ เวชชาชี ว ะ โดยแบํ ง เป็ น 2 ฝ่าย ได๎แ กํ
           ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายไมํยอมรับรัฐบาล ดังแสดงในตารางดังนี้

                                                              ฝ่ายรัฐบาล
ชื่อ - นามสกุล         ตาแหน่งทางการเมือง                                         ความสาคัญในเหตุการณ์                                      ชื่อ-นามสกุล                    อาชีพ/ความสาค
                                                                                                                                                                                 ในสังคม
1. พ.ต.ท.ทักษิณ นายกรัฐมนตรี                         เป็นผู๎นาฝ่ายรัฐบาล/เป็นบุคคลที่ตกเป็นประเด็นหลักในการตํอต๎านจากฝ่ายไมํยอมรับรัฐบาล   1. นายธี ร ยุ ท ธ อาจารย์ประจาคณะสังคมวิทยาและม
   ชินวัตร      หั ว ห น๎ า พ ร ร ค ไ ท ย รั ก ไ ท ย                                                                                             บุญมี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
                (หลังการยุบสภา)                      เป็นบุคคลที่ทาหน๎าที่แถลงขําวแทนนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล


                  รัฐมนตรีประจาสานักนายกรัฐมนตรี
2. นายสุ รนั น ท์ กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย
   เวชชาชีวะ      (หลังการยุบสภา)                                                                                                                             อดีตนักการเมืองระดับหัวหน๎าพรรค/อด

                                                                                                                                           2. พลตรี จ าลอง
                                                                                                                                                  ศรีเมือง หัวหน๎าพรรคประชาธิปัตย์




                                                                                                                                            3. นายอภิสิทธิ์
                                                                                                                                           เวชชาชีวะ




                                                                                                                                                                            7
              โดยผู๎ศึกษามีเหตุผลในการเลือกแหลํงสาร ดังนี้
              1. เป็ น ผู๎ ที่ แ สดงตนอยํ า งชั ด เจนวํ า อยูํ ฝ่ า ยใดฝ่ า ยหนึ่ ง ระหวํ า งฝ่ า ย พ.ต.ท.ทั ก ษิ ณ
ชินวัตรและพรรคไทยรักไทยและฝ่ายไมํยอมรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและพรรคไทยรักไทย
              2. เป็นผู๎มีความสาคัญตํอเหตุการณ์ในฐานะแกนนาและเป็นบุคคลที่มีประวัติการทางานหรือ
มี ต า แ ห นํ ง ห น๎ า ที่ ก า ร ง า น ที่ ส า ม า ร ถ ชี้ น า ห รื อ มี อิ ท ธิ พ ล ตํ อ ค ว า ม คิ ด ค น ใ น สั ง ค ม ไ ด๎
(ดังรายละเอียดที่สรุปไว๎ในตารางข๎างต๎น)
              3. มี ป ริ ม าณวาทะที่ ป รากฏในหนั ง สื อ พิ ม พ์ ใ นจ านวนที่ ม ากเพี ย งพอตํ อ การวิ เ คราะห์
อั น เ ป็ น ผ ล ม า จ า ก บุ ค ค ล ที่ คั ด เ ลื อ ก เ ป็ น แ ห ลํ ง ส า ร นั้ น
เ ป็ น บุ ค ค ล ที่ มี ค ว า ม ส า คั ญ ใ น เ ห ตุ ก า ร ณ์ แ ล ะ มี ชื่ อ เ สี ย ง ใ น สั ง ค ม
หนังสือพิมพ์จึงให๎ความสนใจในการนาเสนอวาทกรรมของบุคคลเหลํานี้ในปริมาณมาก
              4. มี ว า ท ะ ที่ ก ลํ า ว ถึ ง ใ น ป ร ะ เ ด็ น เ ดี ย ว กั น ทั้ ง ส อ ง ฝ่ า ย
เพื่อให๎เห็นความเหมือนและตํางของกลวิธีโน๎มน๎าวใจของภายใต๎กลุํมเป้าหมายเดียวกัน

       6.3.2 ประเด็นในการศึกษา
              ผู๎ศึกษาเลือกศึกษาวาทกรรมใน 2 ประเด็น คือ
             1) ประเด็นพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรควรลาออกหรือไมํควรลาออกจากตาแหนํงนายกรัฐมนตรี
โดยจะศึกษากลุํมตัวอยํางที่ถูกตีพิมพ์ในวันชํวงวันที่ 14 มกราคม ถึง 2 เมษายน 2549
             2) ประเด็นควรเลือกหรือไมํควรเลือกพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู๎แทนราษฎ
รในวั น ที่ 2 เมษายน 2549โดยจะศึ ก ษาในชํ ว งวั น ที่ 25            กุ ม ภาพั น ธ์ ถึ ง 2 เมษายน 2549
เนื่องจากประเด็นนี้ เกิดขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรประกาศยุบสภาในวันที่ 24 กุมภาพันธ์
และกาหนดให๎มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549

       6.3.3 ขอบเขตการเก็บกลุํมตัวอยําง
                 ผู๎ ศึ ก ษาจะเก็ บ กลุํ ม ตั ว อยํ า งเฉพาะการน าเสนอเนื้ อ หาที่ เ ป็ น การขํ า ว อั น หมายถึ ง
ขํ า วหน๎ า หนึ่ ง ขํ า วตํ อ ในฉบั บ และขํ า วอื่ น ๆ ที่ มี เ นื้ อ หาเกี่ ย วข๎ อ งกั บ การเมื อ ง รวมทั้ ง สกู๏ ป พิ เ ศษ
การนาเสนอประเด็นเฉพาะเรื่องและบทสัมภาษณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการเมือง

       6.3.4 นิยามศัพท์เฉพาะ
       1) รัฐบาล            หมายถึง                คณะรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรสมัยที่ 2
                                                   (ปี 2548 – ปัจจุบัน)



                                                                                                                           8
       2) ฝ่ายรัฐบาล         หมายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ นายสุรนันท์ เวชชาชีวะ
       3) ฝ่ายไมํยอมรับรัฐบาล หมายถึง นายธีรยุทธ บุญมี พลตรีจาลอง ศรีเมือง และนายอภิสิทธิ์
                                      เวชชาชีวะ

       4) วาทกรรม                  หมายถึง คาพูด ภาษาพูดทั้งในรูปแบบการถอดความและการสรุปความ

       5) หนังสือพิมพ์             หมายถึง หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์มติชน และหนังสือพิมพ์
                                           ไทยโพสต์ฉบับรายวัน

       6) การใช๎ภาษา              หมายถึง การใช๎คา และประโยค

       7) เนื้อหา                 หมายถึง วาทกรรมที่แสดงเหตุผลสนับสนุนใน 2 ประเด็น คือ
                                          1) พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรควรลาออกหรือไมํลาออกจาก
                                          ตาแหนํงนายกรัฐมนตรีและ 2) ควรเลือกหรือไมํควรเลือกพรรค
                                          ไทยรักไทย

       8) จิตวิทยา                หมายถึง การวิเคราะห์ ความนําเชื่อถือของผู๎พูด จุดจูงใจในสาร และ
                                          ความต๎องการของมนุษย์

6.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล
        ผู๎ศึกษาเริ่มต๎นจากการสารวจตั้งแตํขําวหน๎าหนึ่งและขํา วตํอ ขําวการเมืองอื่นที่ปรากฏในตัวฉบับ
ส กู๏ ป พิ เ ศ ษ ก า ร น า เ ส น อ ป ร ะ เ ด็ น เ ฉ พ า ะ เ รื่ อ ง
และบทสั ม ภาษณ์ ที่เ กี่ย วเนื่ องกับ การรายงานเหตุการณ์การเมื องโดยจะจั ด เก็ บข๎อมู ลเป็ นรายบุคคล
แ ตํ ล ะ บุ ค ค ล จ ะ จั ด เ ก็ บ เ ฉ พ า ะ ว า ท ก ร ร ม ที่ เ กี่ ย ว ข๎ อ ง กั บ 2 ป ร ะ เ ด็ น ที่ ก า ห น ด ไ ว๎
ค รั้ น ไ ด๎ ว า ท ก ร ร ม ค ร บ ทุ ก ค น ใ น ทั้ ง ส อ ง ป ร ะ เ ด็ น แ ล๎ ว
ผู๎ศึกษาจะทาการแยกแยะตัวข๎อมูลดิบตามลาดับขั้นดังนี้
        1) การจัดเก็บข๎อมูลการใช๎ภาษา
             ผู๎ศึกษาจะจัดเก็บข๎อมูลการใช๎ภาษาในระดับคาและระดับประโยคโดยจัดเก็บในหัวข๎อตํอไปนี้
             ระดับคา




                                                                                                                   9
          การใช๎คาที่แปลกใหมํไมํคํอยปรากฏในสังคมหรือในชีวิตประจาวัน หรือคาที่ผู๎ฟังไมํรู๎ความ
           หมายที่ แ ท๎ จ ริ ง เชํ น ใช๎ ศั พ ท์ วิ ช าการ ใช๎ ภ าษาตํ า งประเทศ ใช๎ ค าศั พ ท์ เ ฉพาะวงการ
           ใช๎ศัพท์บัญญัติเอง
          การใช๎คาแสดงอารมณ์และความรู๎สึก
          การใช๎คาซ้าหรือคาเน๎นย้า
          การใช๎คาเลียนเสียงธรรมชาติ
          การใช๎คาแสดงภาพพจน์
          การเปลี่ยนคากริยาให๎เป็นคานามเพื่อเน๎นถึงการถูกกระทา (Passive Voice)
          การใช๎คาที่แสดงความเป็นพวกเดียวกัน

         ระดับประโยค
          การใช๎สานวน สุภาษิต
          การใช๎ประโยคแสดงโวหารภาพพจน์
          การเรียงประโยคเพื่อแสดงเหตุผล ซึ่งแบํงเป็น 3 รูปแบบ คือ 1) เหตุไปผล 2) ผลไปเหตุ
              และ 3) ผลไปผล
          การเรียงประโยคเพื่อเน๎นผู๎กระทา (Active Voice) และผู๎ถูกกระทา (Passive Voice)

      2) การจัดเก็บข๎อมูลด๎านเนื้อหา
         ผู๎ศึกษาจัดเก็บช๎อมูลเนื้อหาตามลาดับดังนี้
          เ ห ตุ ผ ล ส นั บ ส นุ น ใ น 2 ป ร ะ เ ด็ น คื อ
                เหตุผลสนับสนุนการควรลาออกหรือไมํควรลาออกจากตาแหนํงนายกรัฐมนตรีของพ.ต.ท.
                ทักษิณ ชินวัตร และ เหตุผลสนับสนุนการเลือกหรือไมํเลือกพรรคไทยรักไทย
          วิธีการใช๎หลักฐานเพื่อสนับสนุนเหตุผล
                    - การยกตัวอยําง
                    - สถิติ
                    - พยาน
                    - การเปรียบเทียบ

6.5 การวิเคราะห์ข้อมูล
         ผู๎ศึกษาแบํงการวิเคราะห์ออกเป็น 2 ขั้นตามตามวัตถุประสงค์ของการศึกษา ดังนี้



                                                                                                        10
     ้
1) ขันวิเคราะห์ภาษา
   เป็นการวิเคราะห์การใช๎ภาษาทั้งในระดับคาและประโยคเพื่อโน๎มน๎าวใจของแตํละบุคคล
   (แหลํงสาร) โดยมีหัวข๎อดังนี้




                                                                                  11
                  1.1)    ภาษาที่แสดงถึงความนําเชื่อถือของผู๎พูด
                                                                             ภาษาที่สร้างภาพลักษณ์ทางบวกแก่แหล่ง
        ปัจจัยที่สร้างความอบอุ่นใจให้ผู้รับสาร
                                                ภาพลักษณ์ความชานาญ/ ฉลาดลึกซึง้                  ภาพลักษณ์ความค
คุณสมบัติของภาษาตามหลักเกณฑ์ ภาษาที่ปรากฏในวาทะ คุณสมบัติของภาษาตามหลักเกณฑ์ ภาษาที่ปรากฏในวาทะ คุณสมบัติของภาษ
ใจดี                                                           ๎        ่
                                                มีประสบการณ์ดานใดด๎านหนึง                        มุทะลุ
                 ํ
เข๎ากับคนอื่นได๎งาย                             ได๎รับการฝึกฝน                                   รู๎จักเอาใจเขามาใส
มีความเป็นเพื่อน                                มีความชานาญ                                      ตรงไปตรงมา
รู๎การควรไมํควร                                 มีอานาจในหน๎าที่                                 กล๎า
นําคบ                                           มีความสามารถ                                     กระตือรือร๎น
สุภาพ                                           มีเชาว์ปัญญา                                     รวดเร็ว
ไมํเห็นแกํตว ั                                                                                   คลํองแคลํว
ยุติธรรม
รู๎จักให๎อภัย
เอื้อเฟื้อ
รําเริง
มีศีลธรรม
อดทน
สงบเยือกเย็น


                  1.2)    ลีลาการใช๎ภาษาที่ดึงดูดใจผู๎ฟัง
    ลักษณะของลีลา                                        คุณสมบัติ                                ภาษาที่ปรากฏในวาทะ ลักษณะพิเศ
              ่
การใช๎สานวนทีถูกต๎อง    ใช๎สานวนที่ถูกต๎องตามหลักเกณฑ์
การใช๎ภาษาที่ประทับใจ   ใช๎ภาษาที่แปลกใหมํไมํคํอยปรากฏในสังคมหรือใช๎ในชีวิตประจาวัน
                                                          ่
                        ใช๎คาที่ผู๎ฟังอาจไมํรู๎ความหมายทีแท๎จริงแตํสร๎างความรู๎สึกทางบวกให๎ผู๎ฟัง
                        เชํน สร๎างความรู๎สึกมีความรู๎สูง
ความเหมาะสมของภาษา ใช๎ภาษากลมกลืนกับระดับอารมณ์ของเนื้อเรื่อง
ความมีชีวิตชีวา         ใช๎โวหารภาพพจน์
                        ใช๎ภาษาเลียนเสียงธรรมชาติ
ความแสดงเป็นพวกเดียวกัน ใช๎ภาษาแสดงความเป็นพวกเดียวกัน
                  ้
             2) ขันวิเคราะห์ด๎านจิตวิทยา โดยใช๎แนวคิดทฤษฎี 2 เรื่องมาทาการวิเคราะห์
                2.1) จุดจูงใจในสาร
                         จูงใจโดยใช๎ความกลัว
                         จูงใจโดยใช๎อารมณ์
                         จูงใจโดยใช๎ความโกรธ
                         จูงใจโดยใช๎รางวัล
                         จูงใจโดยใช๎แรงจูงใจ
                                                                                                           12
        2.2)    ความต๎องการของมนุษย์ของ เอ.เอช. มาสโลว์
                 ความต๎องการด๎านสรีระ
                 ความต๎องการด๎านความมั่นคงปลอดภัย
                 ความต๎องการด๎านความรัก
                 ความต๎องการด๎านความมีชื่อเสียง
                 ความต๎องการความสาเร็จและบรรลุสัมฤทธิผลตามอุดมคติของตน

  6.4 การนาเสนอข้อมูล
      ผู๎ศึกษาวิธีการนาเสนอข๎อมูลในรูปแบบการพรรณนาวิเคราะห์ (Analytical Description)
และตาราง




                                                                                       13
7. กรอบแนวคิดและแนวคิดทฤษฎี
   7.1 กรอบแนวคิด



      แหล่งสาร
                                       สาร             ช่องทางการสื่อสาร
     (แหล่งข่าว)


                               ประเด็นของวาทกรรม
                             - พ.ต.ท.ทักษิณ
                     สร้าง      ชินวัตรควรลาออกจาก
     ฝ่ายไม่ยอมรับ
                                ตาแหน่งนายกรัฐมนตรี/
         รัฐบาล                 รักษาการนายกฯ
                             -
                                ไม่ควรลงคะแนนเสียงใ                                 -   การใช้ภาษา
                                ห้พรรคไทยรักไทย                            นาเสนอ       ทั้งระดับคาและประโยค
                                                          หนังสือพิมพ์
                                                                                    -   การนาเสนอเนื้อหา
                                                                                    -   ปัจจัยทางจิตวิทยา
                               ประเด็นของวาทกรรม
                     สร้าง   - พ.ต.ท.ทักษิณ
                                ชินวัตรไม่ควรลาออกจา
      ฝ่ายรัฐบาล
                                กตาแหน่งนายกรัฐมนตรี
                                /รักษาการนายกฯ
                             -
                                ควรลงคะแนนเสียงให้พ
                                รรคไทยรักไทย



                                                                                                               14
7.2 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
       งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาตัวสาร (วาทะ) ในแงํมุมการใช๎ภาษา การนาเสนอเนื้อหา
และแรงจูงใจในสารตามหลักจิตวิทยาเพื่อวิเคราะห์กลวิธีการใช๎สารเพื่อโน๎มน๎าวใจให๎เกิดการมีสํวนรํวมทา
งการเมื อ ง ดั ง นั้ น แนวคิ ด ทฤษฎี ที่ ใ ช๎ เ ป็ น กรอบในการวิ เ คราะห์ จึ ง เกี่ ย วข๎ อ งทั้ ง 3 ระดั บ
จึงใช๎แนวคิดทฤษฎีดังตํอไปนี้

            7.2.1 แนวคิดเกี่ยวกับการใช้ภาษาเพื่อโน้มน้าวใจ
                1) การใช้คา
                   ห นํ ว ย ที่ เ ล็ ก ที่ สุ ด ข อ ง ป ร ะ โ ย ค คื อ ค า ซึ่ ง ใ น ที่ นี้
ผู๎ศึกษาเลือกใช๎การวิเคราะห์คาตามแนวคิดของลาร์สัน (อรวรรณ 2546: 175) ซึ่งวิเคราะห์คาในสามมิติ
คือ มิติด๎านหน๎าที่ มิติด๎านความหมาย และมิติด๎านแกํนเรื่องหรือความรู๎สึก
                  1.1) มิติด๎านหน๎าที่ (Functional Dimension)
                        เป็นการอธิบายวําคามีหน๎าที่อยํางไรในประโยค เชํน เป็นนาม คุณศัพท์ วิเศษณ์ ฯลฯ
มิ ติ นี้ ร วมไปถึ ง การใช๎ Passive หรื อ Active Voice และการปรั บ กริ ย าให๎ เ ป็ น นาม เชํ น
คาอธิบายการทาแท๎งโดยทนายฝ่ายจาเลยวํา “หลังจากความพยายามที่จะแท๎งล๎มเหลวไปสองครั้ง ...”
ใ น ข ณ ะ ที่ โ จ ท ก์ ก็ พ ย า ย า ม ใ ช๎ Active                                                       Voice วํ า
“ทั้ ง ห ม อ แ ล ะ แ มํ ไ ด๎ พ ย า ย า ม ถึ ง ส อ ง ค รั้ ง . . . พ ว ก เ ข า ก ร ะ ท า ไ มํ ส า เ ร็ จ ”
การใช๎คานามแทนคากริยาจะทาให๎การกลําวหาบรรเทาลง ถ๎าใช๎ Active Voice จะเน๎นตัวผู๎กระทา
                  1.2) มิติด๎านความหมาย (Semantic Dimension)
                         ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ ด๎ า น ค ว า ม ห ม า ย ใ น เ รื่ อ ง ค า ร ศ . ด ร . อ ร ว ร ร ณ
ได๎ยกคดีเรื่องการกระทาแท๎งดังกลําวข๎างต๎นเป็นตัวอยําง โดยฝ่ายโจทก์ใช๎คาวํา “เด็กผู๎ชาย” หรือ “คนๆ นี้”
“ม นุ ษ ย์ ผู๎ นี้ ” ใ น ข ณ ะ ที่ ฝ่ า ย ท น า ย จ า เ ล ย ข อ ร๎ อ ง ใ ห๎ ใ ช๎ ค า วํ า “ตั ว อํ อ น ” (fetus)
ซึ่ ง ท า ใ ห๎ ค า ล ด ค ว า ม รุ น แ ร ง ล ง แ ล ะ ใ ก ล๎ เ คี ย ง ค ว า ม จ ริ ง น อ ก จ า ก นั้ น
ยังยกตัวอยํางกรณีของผู๎ต๎องหาที่พยายามฆําโรนัลด์ เรแกน (ชื่อจอห์น ฮิงก์ลี่) ทนายจาเลยอ๎างวําเขาเขียน
Bizarre                 Poetry ใ น ข ณ ะ ที่ ฝ่ า ย โ จ ท ก์ อ๎ า ง วํ า เ ป็ น แ คํ เ พี ย ง Eccentric     Poetry
จะแปลวําประหลาดลํ องลอยในความฝันหํางไกลจากความเป็นจริง สํวน Eccentric จะแปลวําพิลึก
แตํคนที่เขียนโคลงกลอนเชํนนี้จะไมํเป็นคนเสียสติ ) ฉะนั้นมิติด๎านความหมายจงสาคัญมาก เหมือนคาวํา
“เกษตรกร” ในคดี สปก 4-01 หรือที่นายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย กลําววํา การที่เศรษฐีได๎ที่ดินจาก สปก 4-
01 ก็ เ ห มื อ น นั ก เ รี ย น ส อ บ ชิ ง ทุ น ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง “ทุ น ”
                                            ่
นี้ต๎องอธิบายให๎ชัดแจ๎งวําเป็นทุนโดยทัวไปหรือทุนสาหรับนักเรียนยากจน
                  1.3) มิติด๎านแกํนเรื่องหรือความรู๎สึก (Thematic Dimension)


                                                                                                              15
                       เป็นมิ ติที่ให๎ความรู๎สึ ก แกํผู๎รับสารวําโครงเรื่องหลักของสารนี้ หรือวาทะนี้ คืออะไร
ประโยคนี้ ฟั ง แล๎ ว ให๎ ค วามรู๎ สึ ก อยํ า งไรบ๎ า ง (“Flavors” หรื อ “Feel” เชํ น โรบิ น สั น ให๎ ทุ ก สิ่ ง ที่ สุ ข สั น ต์
โตชิบานาสิ่งที่ดีสูํชีวิต แอโรว์เอกลักษณ์ของเอกบุรุษ วิธีการใช๎คาที่แสดงถึงแกํนเรื่องหรือความรู๎สึก ได๎แกํ
การใช๎คาเน๎นย้า การใช๎คาเลียนเสียงธรรมชาติ การใช๎คาอุปมาอุปไมย

              2) การใช้ภาษา (Style)
                   การวิเคราะห์ลีลา (style) หมายถึง การเลือกใช๎คา ไวยากรณ์ การเรียบเรียงวจนะ ประโยค
หรือยํอหน๎าให๎เ หมาะกับเนื้อเรื่องและคนฟัง โดยนักปราชญ์ได๎จาแนกลักษณะลีลาที่ดีไ ว๎ดังนี้ (อ๎างใน
อรวรรณ 2542 : 21 - 30)
                   - ความชั ด เจนของภาษา (Clarity)                             ซึ่ ง จะเกิ ด ได๎ ด๎ ว ยการใช๎ น าม คุ ณ ศั พ ท์
และกริ ย าที่ ใ ช๎ กั น อยูํ ใ นยุ ค ปั จ จุ บั น ไมํ ค วรใช๎ ค าหยาบช๎ า หรื อ ขั ด เกลาจนไมํ เ หมาะกั บ เนื้ อ เรื่ อ ง
หลีกเลี่ยงการใช๎คาที่หายาก คาประสมและศัพท์บัญญัติเอง
                   - การใช๎ ส านวนที่ ถู กต๎ อ ง (purity) นั่ นคื อ การใช๎ คาเชื่ อ มที่เ หมาะสม ตั ว อยํ า งเชํ น
“แตํข๎าพเจ๎า เมื่อเขาเลําเรื่องให๎ข๎าพเจ๎าฟัง (โดยเหตุที่มาลินีทั้งขอร๎องทั้งบีบบังคับ) เลยออกไปกับพวกเขา”
ป ร ะ โ ย ค นี้ เ ป็ น ตั ว อ ยํ า ง ข อ ง ก า ร ใ ช๎ ค า เ ชื่ อ ม ไ มํ เ ห ม า ะ ส ม เ พ ร า ะ มี ค า เ ชื่ อ ม ม า ก ไ ป
แ ล ะ ยั ง มี ว ง เ ล็ บ ม า คั่ น ซึ่ ง ท า ใ ห๎ ค ว า ม ห ม า ย สั บ ส น
น อ ก นี้ ส า น ว น ที่ ถู ก ต๎ อ ง ห ม า ย ถึ ง ก า ร ใ ช๎ ค า เ ฉ พ า ะ เ จ า ะ ม า ก ก วํ า ค า ทั่ ว ๆ ไ ป เ ชํ น
“ที่ข๎าพเจ๎าได๎ยกข๎อความนั้นขึ้นมากลําวเมื่อสักครูํนี้ หวังวําทุกทํานคงเข๎าใจ” ประโยคหลังจะเข๎าใจงํายกวํา
                      -             ก า ร ใ ช๎ ภ า ษ า ที่ ป ร ะ ทั บ ใ จ ( impressive)
ภ า ษ า ที่ ป ร ะ ทั บ ใ จ คื อ ภ า ษ า ที่ บ ร ร ย า ย แ ท น ที่ จ ะ ก ลํ า ว สั้ น ๆ เ พี ย ง ค า เ ดี ย ว ห รื อ ส อ ง ค า
หรือบางครั้ง ใช๎ พ หูพ จน์แทนเอกพจน์ เชํ น “บรรดาสัตว์ป่าตํางตกใจกับเสียงฟ้าร๎องฟ้ าผํา แทนการใช๎
“สัตว์ป่าตกใจกับเสียงฟ้าร๎องฟ้าผํา” การใช๎ข๎อความนิเสธ (Negative) จะนําสนใจกวําการบอกเลําธรรมดา
                     -             ค ว า ม เ ห ม า ะ ส ม ข อ ง ภ า ษ า ( propriety)
ภ า ษ า ที่ เ ห ม า ะ ส ม จ ะ น า ไ ป สูํ ลี ล า ที่ ดี ไ ด๎ ตํ อ เ มื่ อ แ ส ด ง อ า ร ม ณ์ ที่ ก ล ม ก ลื น ไ ป กั บ เ นื้ อ เ รื่ อ ง
เนื้อเรื่องที่สาคัญจะไมํใช๎ลีลาที่เป็นเลํนและในทานองเดียวกันเนื้อหาสาระที่สาคัญก็ใช๎ลีลาธรรมดา
                    - ค ว า ม มี ชี วิ ต ข อ ง ภ า ษ า                                                            ( liveliness)
ภ า ษ า จ ะ มี ชี วิ ต ไ ด๎ โ ด ย ก า ร ใ ช๎ อุ ป ม า แ ตํ ต๎ อ ง ไ มํ เ ป็ น อุ ป ม า ที่ ใ ช๎ จ น เ บื่ อ น อ ก จ า ก นั้ น
การใช๎พูดโดยให๎ผู๎ฟังสรุปเอาเอง การใช๎ภาษาไมํชัดเจนจนเกินไปจะชํวยกระตุ๎นให๎ผู๎ ฟังสนใจค๎นหาคาตอบ
ก า ร เ รี ย บ เ รี ย ง ข๎ อ ค ว า ม ใ ห๎ ก ลั บ กั น แ ตํ ไ ด๎ ค ว า ม ห ม า ย ค ม ค า ย ( actuality)                           เ ชํ น
ธนูแหํงความโกรธแค๎นของชาวภารตะแหวกอากาศอยํางรวดเร็วมุํงปักอกศัตรูที่จูํโจมบุกรุก ” นอกจากนี้
ก า ร ใ ช๎ ค า ที่ ส ร๎ า ง ค ว า ม รู๎ สึ ก ที่ ดี
โดยอาจเป็นคาที่ผู๎ฟังไมํรู๎จักความหมายที่แท๎จริงแตํมีอิทธิพลในการสร๎างความรู๎สึกทางบวกจะชํวยดึงดูดใ
                                                                                                                                    16
จคนได๎ เชํน อิสรภาพ ความเทําเทียม มลพิษ การจรจร ความก๎าวหน๎า ซึ่งลาร์สันได๎เรียกคาประเภทนี้วํา
God, Devil and Charismatic Terms God Terms)

                  สาหรับลีลาการใช๎ภาษาที่มักปรากฏในภาษาไทย คือ การใช๎ภาพพจน์ (figures of speech)
ภาพพจน์มีหลายชนิด แตํที่นิยมใช๎มี 8 ชนิด คือ อุปมา อุปลักษณ์ บุคลาธิษฐาน อนุนามนัย อธิพจน์
ปฏิพจน์ และสัทพจน์ ดังรายละเอียดตํอไปนี้
                       -       อุ ป มา (Smile) คื อ การเปรี ย บเที ย บสิ่ ง ที่ เ หมื อ นกั น หรื อ ตํ า งกั น โดยอุ ป มา
เป็นสิ่งที่นามากลําวเปรียบเทียบ และอุปไมย คือ เนื้อความที่ต๎องการกลําว มักใช๎คาเชื่อมระหวํางอุปมา –
อุปไมย เชํน คาวํา เหมือน เปรียบ ดัง ดุจ ประดุจ ประหนึ่ง ละม๎าย เสมอ เหมือน ปาน เพียง ราว เทียบ
เทียม คือ หรือ เป็น (ที่แปลวําเหมือน) ฯลฯ
                      - อุปลักษณ์ (Metaphor) เ ป็ น ก า ร ก ลํ า ว เ ป รี ย บ เ ที ย บ อี ก วิ ธี ห นึ่ ง
แตํ ตํ า งกั บ อุ ป มาตรงที่ อุ ป ลั ก ษณ์ จ ะไมํ ก ลํ า วเปรี ย บตรงๆ ใช๎ วิ ธี ก ลํ า วเป็ น นั ย ให๎ เ ข๎ า ใจเอาเอง
ไ มํ มี ค า เ ชื่ อ ม ใ ห๎ เ ห็ น ชั ด เ จ น อ ยํ า ง อุ ป ม า เ ชํ น ต ก เ ห ว รั ก จ ะ ดิ้ น ร น ไ ป จ น ต า ย
อาเธอร์มีอาชีพเป็นเหยี่ยวขําวในสมัยสงครามโลกครั้งที่2 คลื่นมนุษย์หลั่งไหลเข๎ามาชมพระราชพิธี
                       - บุคลาธิษฐาน (Personification) คือ ภาพพจน์ที่กลําวถึงสิ่งไมํมีชีวิต ไมํมีวิญญาณ
ไมํ มี ค วามคิ ด เสมื อ นเป็ น สิ่ ง ที่ มี ชี วิ ต มี วิ ญ ญาณ มี ค วามรู๎ สึ ก นึ ก คิ ด เชํ น ฟ้ า ร๎ อ งไห๎ ใบไม๎ เ ริ ง ระบ า
ผู๎รับสารจะมองเห็นภาพสิ่งนั้นๆ เคลื่อนไหวทากิริยาอาการ
                       -                 อนุ น ามนั ย (Synecdoche)                       คื อ การน าสํ ว นน๎ อ ย สํ ว นยํ อ ย
หรื อ สํ ว นที่ เ ดํ น ชั ด มากลํ า วโดยหมายถึ ง สํ ว นทั้ ง หมด เชํ น เมื อ งที่ เ ด็ ก ตกทํ อ หมายถึ ง กรุ ง เทพฯ
เป็ น การน าเหตุ ก ารณ์ บ างอยํ า งมาเป็ น สั ญ ลั ก ษณ์ ข องเมื อ ง เป็ น การกลํ า วเชิ ง ประชดประชั น
คิ ด ถึ ง ควั น ไฟที่ ล อยอ๎ อ ยอิ่ ง อยูํ ท๎ า ยบ๎ า น ชี วิ ต วั น นี้ ส าลั ก แตํ ควั น รถยนต์ ฉุ น เฉี ย ว หมายถึ ง
ชีวิตชนบทกับชีวิตในเมือง โดยหยิบยกควันไฟกับควันรถยนต์มากลําวแทนสภาพความเป็นจริงทั้งหมด
                       - นามมัย (Metonymy) หมายถึง การเรียกชื่อสิ่งหนึ่ง โดยใช๎คาอื่นแทน ไมํเรียกตรงๆ
แตํต๎องเป็นคาที่รู๎จักกันทั่วไป เมื่อกลําวถึงก็รู๎ทันทีวําหมายถึงสิ่งใด เชํน ผํานฟ้า รํมเกล๎า เหนือหัว หมายถึง
พระเจ๎าแผํนดิน เก๎าอี้ หมายถึง ตาแหนํง ฐานันดรที่ 4 หมายถึง หนังสือพิมพ์
                       - อนุนามมัยและนามมั ยเป็นภาพพจน์ที่ใช๎เพื่อหลีกเลี่ยงการใช๎ คาธรรมดาๆ ซ้าซาก
และเป็นการนาจุดเดํน จุดสาคัญ หรือลักษณะของสิ่งนั้นมากลําว โดยผู๎สํงสาร
                       - อธิ พ จน์ (Hyperbole) คือ การกลําวเกินจริง อาจมากเกิดจริง หรือน๎อยเกินจริง ก็ไ ด๎
ภาพพจน์ ช นิ นี้ นิ ย มใช๎ กั น มากแม๎ ใ นภาษาพู ด เพราะเป็ น การเปรี ย บเที ย บที่ เ ห็ น ภาพได๎ งํ า ย เชํ น
ค รื น ค รื น ใ ชํ ฟ้ า ร๎ อ ง เ รี ย ม ค ร ว ญ ก า ร บิ น ไ ท ย รั ก คุ ณ เ ทํ า ฟ้ า ฉั น ไ มํ มี เ งิ น สั ก แ ด ง เ ดี ย ว
เราบินข๎ามโลกมาชั่วลัดนิ้ยมือเดียว


                                                                                                                              17
                     - ปฏิพจน์ (Parasox) คือ การใช๎ถ๎อยคาที่มีความหมายตรงกันข๎ามหรือขัดแย๎งกัน
มากลําวอยํางกลมกลืนกันเหมือนภาพเขียนที่ใช๎สีตํางวรรณะมาตัดกัน แตํมองรวมๆ แล๎วสวยงามกลมกลืน
ภาพพจน์ประเภทนี้ต๎องวิเคราะห์ความหมายให๎ลึกลงไปจึงจะเข๎าใจ เพราะมักกลําวในเชิงปรัชญา เชํน
รั ก ยาวให๎ บั่ น รั ก สั้ น ให๎ ตํ อ , เสี ย น๎ อ ยเสี ย ยาก เสี ย มากเสี ย งํ า ย, ถี่ ล อดตาช๎ า ง หํ า งลอดตั ว เล็ น ,
เสียงกระซิบแหํงความเงียบ
                     - สั ท พ จ น์ (Onomatoboeia)                                หม าย ถึ ง ภ า พ พ จ น์ ที่ เลี ย นเ สี ย ง
ห รื อ แ ส ด ง ลั ก ษ ณ ะ อ า ก า ร ตํ า ง ๆ เ ชํ น เ สี ย ง ด น ต รี อ า ก า ร ข อ ง สั ต ว์ เ ป็ น ต๎ น
ก า ร ใ ช๎ ภ า พ พ จ น์ ป ร ะ เ ภ ท นี้ จ ะ ท า ใ ห๎ รู๎ สึ ก เ ห มื อ น ไ ด๎ ยิ น เ สี ย ง ข อ ง สิ่ ง นั้ น จ ริ ง ๆ
เสียงของคาจะมีลักษรณะเดํนอยูํในตัว ตัวอยํางเชํน เสียงดนตรี เสียงสัตว์ เสียงธรรมชาติ

          7.2.2 การโน้มน้าวใจโดยใช้เหตุผลหรือการโต้แย้ง
              การโน๎มน๎าวใจโดยใช๎เหตุผลหรือการโต๎แย๎งประกอบด๎วย 3 ประเภทใหญํๆ คือ ข๎อเท็จจริง
(facts) หลักฐานตํางๆ (evidence) และกระบวนการในการพิจารณาหาเหตุผล (reasoning)
             ข๎อเท็จจริง หมายถึง เ นื้ อ ห า ส า ร ะ ข อ ง ป ร ะ เ ด็ น ตํ า ง ๆ ที่ ผู๎ พู ด น า ม า เ ส น อ ผู๎ ฟั ง
ข๎อเท็จจริงนี้ได๎มาจากการตอบคาถาม 6 ข๎อ คือ อะไร ที่ไหน เมื่อไร ทาไม และอยํางไร
              หลั ก ฐาน หมายถึ ง ข๎ อ มู ล ที่ ผู๎ พู ด น ามาเสนอประเด็ น ของตนหรื อ เพื่ อ พิ สู จ น์ ใ ห๎ เ ห็ น วํ า
ค ว า ม คิ ด ข อ ง ต น นั้ น คิ ด ส ม เ ห ตุ ส ม ผ ล นํ า เ ชื่ อ ถื อ ไ ด๎
การใช๎หลักฐานในการโน๎มน๎าวสามารถแบํงได๎หลายรูปแบบ ผู๎ศึกษาเลือกศึกษาหลักฐานโดยแบํงออกเป็น
2 รูปแบบ โดยรูปแบบเป็นการแบํง หลั กฐานแบบกว๎างๆ คือ หลักฐานโดยตรง (Direct Evidence)
และหลั กฐานโดยอ๎อม (Presumptive Evidence or Indirect or Circumstantial Evidence)
สํวนรูปแบบที่สอง แบํงเป็น การยกตัวอยําง การใช๎สถิติ การใช๎พยาน และการเปรียบเทียบ
             การใช๎หลักฐานรูปแบบแรก
             หลั ก ฐานโดยตรง (Direct                        Evidence) คื อ หลั ก ฐานที่ น ามาแสดงแล๎ ว มี น้ าหนั ก
ไ มํ มี ข๎ อ พิ สู จ น์ อื่ น ที่ จ ะ ม า ล บ ล๎ า ง ห รื อ ล บ ล๎ า ง ไ ด๎ ย า ก เ ชํ น ค รั้ ง ห นึ่ ง เ ค ย มี ข๎ อ โ ต๎ แ ย๎ ง วํ า
ด า ว เ ที ย ม ส า ม า ร ถ จ ะ ถู ก จั ด ใ ห๎ เ ข๎ า ม า อ ยูํ ใ น ว ง โ ค จ ร ข อ ง โ ล ก ไ ด๎ ห รื อ ไ มํ
ขณะนี้ข๎อโต๎แย๎งได๎ตกไปเพราะมีหลักฐานโดยตรงอยูํมากมายที่สนับสนุนวําการทาเชํนนี้เป็นไปไมํได๎
              หลักฐานโดยอ๎อม (Presumptive Evidence or Indirect or Circumstantial Evidence) คือ
หลั ก ฐานะที่ พิ สู จ น์ ข๎ อ เท็ จ จริ ง ประเด็ น หนึ่ ง โดยดึ ง ข๎ อ เท็ จ จริ ง อื่ น ๆ มาสรุ ป เชํ น ข๎ อ โต๎ แ ย๎ ง วํ า
นานาชาติ ค วรจะรํ ว มตกลงกั น ห๎ า มพั ฒ นาอาวุ ธ นิ ว เคลี ย ร์ ตํ อ ไป อาจะมี ผู๎ แ สดงทรรศนะวํ า
รั ส เซี ย จะเป็ น ผู๎ ไ มํ นํ า ไว๎ ว๎ า งใจมากที่ สุ ด ในเรื่ อ งนี้ เ นื่ อ งจาก อาจจะมี ก ารแอบทดลองอยํ า งลั บ ๆ
การโต๎แย๎งเชํนนี้ต๎องอาศัยหลักฐานโดยอ๎อมมาสนับสนุน เชํน รัสเซียได๎ละเมิดข๎อตกลงหลายอยํางในอดีต
รัสเซียจะยังได๎เปรียบอยูํประเทศเดี ยวในการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ตํอไป ในขณะที่ประเทศอื่นหยุดหมด
                                                                                                                                   18
เ ป็ น ก า ร ย า ก ที่ จ ะ สื บ ค ว า ม ลั บ ใ น ก า ร ท ด ล อ ง อ า วุ ธ นิ ว เ ค ลี ย ร์ ข อ ง รั ส เ ซี ย
และจะไมํมีมาตรการลงโทษรัสเซียหาวํารัสเซียละเมิดข๎อตกลงจริงๆ
              การใช๎หลักฐานรูปแบบที่สอง
              การยกตั ว อยํ า ง (example                or           illustration) ซึ่ ง อาจมาใน 3                     รู ป แบบ คื อ
ตั ว อ ยํ า ง โ ด ย ล ะ เ อี ย ด จ า ก เ รื่ อ ง จ ริ ง ตั ว อ ยํ า ง เ ฉ พ า ะ ยํ อ ๆ เ พี ย ง ค า ส อ ง ค า
และตัวอยํางที่แตํงสมมติขึ้นซึ่งมักเป็นเรื่องในอนาคต
              ก า ร ใ ช๎ ส ถิ ติ (statistics) วํ า กั น ที่ จ ริ ง แ ล๎ ว ส ถิ ติ เ ป็ น ตั ว อ ยํ า ง ห ล า ย ๆ ตั ว อ ยํ า ง
แตํ แ ทนที่ จ ะเสนอสองสามตั ว อยํ า ง กลั บ น ามาเสนอในเชิ ง ปริ ม าณ โดยวิ ธี น าเสนอสถิ ติ ใ ห๎ ไ ด๎ ผ ลคื อ
เ ส น อ เ ป็ น ตั ว เ ล ข ล๎ ว น ๆ บ อ ก แ ห ลํ ง ที่ ม า ข อ ง ส ถิ ติ
อยําใช๎สถิติมากไปในวาทะบทหนึ่งและต๎องมีความแนํใจวําสถิตินี้เกี่ยวข๎องกับประเด็นที่พูดอยูํ
              ก         า          ร       ใ        ช๎         พ            ย             า         น                   (testimony)
โดยปกติ ห มายถึ ง การอ๎ า งถึ ง ผู๎ ท รงคุ ณ วุ ฒิ ซึ่ ง เป็ น ที่ นิ ย มแพรํ ห ลายและเป็ นหลั ก ฐานที่ แ ข็ ง แกรํ ง
โดยกฎในการเลื อ กใช๎ ผู๎ ท รงคุ ณ วุ ฒิ นั้ น เป็ น พยาน คื อ เลื อ กผู๎ ที่ คิ ด วํ า เป็ น ที่ ย อมรั บ ของผู๎ ฟั ง
บอกแหลํงที่มาเมื่ออ๎างถึงผู๎ทรงคุณวุฒิ การอ๎างถึงผู๎ทรงคุณวุฒิควรให๎เกี่ยวข๎องกับประเด็นที่กาลังพูดอยูํ
ใช๎ข๎อความที่อ๎างสั้นๆ ไมํจาเป็ นต๎องพูดยาว ควรจะมีการนาข๎อความที่อ๎าง เชํน ศาตราจารย์นายแพทย์สี
สิ ริ สิ ง ห์ ก ลํ า ว ถึ ง อั น ต ร า ย ข อ ง ฟั น ผุ วํ า “. . . . . . . . . . . . . . ” จึ ง ต๎ อ ง มี ก า ร แ จ๎ ง แ กํ ผู๎ ฟั ง วํ า
เมื่อใดเป็นตอนเริ่มต๎นและเมื่อใดที่จบข๎อความที่อ๎างแล๎วเพื่อที่วําจะได๎แยกความเนของผู๎พูดอกจากความเ
ห็นของผู๎ทรงคุณวุฒิที่เราอ๎างถึง
              การเปรี ย บเที ย บ (analogy or comparison) หน๎ า ที่ ส าคั ญ ของการเปรี ย บเที ย บ คื อ
การหาความคล๎ า ยคลึ ง ระหวํ า งสิ่ ง หนึ่ ง ที่ รู๎ จั ก แล๎ ว กั บ อี ก สิ่ ง หนึ่ ง ที่ ไ มํ รู๎ จั ก เชํ น ถ๎ า จะพู ด วํ า
เ ว ล า เ ม า แ ล๎ ว ขั บ ร ถ เ ป็ น อั น ต ร า ย เ ร า อ า จ จ ะ พู ด วํ า
“เ ร า ทุ ก ค น ก็ ท ร า บ ดี อ ยูํ แ ล๎ ว ก า ร ขั บ ร ถ โ ด ย มี ผ๎ า ผู ก ต า เ ป็ น อั น ต ร า ย เ พี ย ง ใ ด
เวลาที่เราขับรถโดยที่เราเมาเหล๎าก็เชํนกัน”
              กระบวนการในการพิจารณาเหตุผล
              การแสดงเหตุ ผ ล (reasoning) เป็ น วิ ธี ก ารท าให๎ ห ลั ก ฐานเกิ ด ความดึ ง ดู ด ใจตํ อ ผู๎ ฟั ง
โดยปกติแล๎วเรามีการแสดงเหตุผล 4 ประเภท คือ
              1) ก า ร แ ส ด ง เ ห ตุ ผ ล แ บ บ นิ ร ม า น (deductive                             reasoning) บ า ง ที เ รี ย ก วํ า
การดึงข๎อสรุปจากสัจจพจน์ (axiom) หรือการทาข๎อสรุปจากสิ่งที่ยอมรับทั่วไปไปสูํกรณีเฉพาะ syllogism
ที่ชินตา ได๎แกํ
                              มนุษย์ทุกคนต๎องตาย - ข๎ออ๎างหลักหรือสิ่งที่ยอมรับทั่วไป
                              วิชัยเป็นมนุษย์คนหนึ่ง - ข๎ออ๎างรองหรือกรณีเฉพาะ
                              เพราะฉะนั้น วิชัยต๎องตาย - ข๎อสรุป
                                                                                                                                     19
การใช๎ ข๎ อ อ๎ า งแบบนี้ มั ก มี ข๎ อ ผิ ด พลาดได๎ งํ า ย เพราะมี ก ารละข๎ อ อ๎ า งหรื อ ข๎ อ อ๎ า งรองหรื อ ข๎ อ สรุ ป
โดยผู๎พูดให๎ผู๎ฟังเริมข๎อความที่ขาดหายไปเรียกวํา (enthymeme) เชํน นายกรัฐมนตรีคนหนึ่งอาจจะพูดวํา
“ผ ล ผ ลิ ต ป ร ะ เ ท ศ เ ก ษ ต ร ก ร ร ม โ ด ย ทั่ ว ไ ป มั ก ขึ้ น อ ยูํ กั บ ดิ น ฟ้ า อ า ก า ศ (ข๎ อ อ๎ า ง ห ลั ก )
เราทํ า นทั้ ง หลายก็ ท ราบดี วํ า ประเทศไทยเป็ น ประเทศเกษตรกรรม (ข๎ อ อ๎ า งรอง) เพราะฉะนั้ น
อยํ า มากลํ า วโทษรั ฐ บาลของผมเลย” นั่ น คื อ นายกรั ฐ มนตรี ไ ด๎ ล ะข๎ อ สรุ ป ไว๎ ใ นใจของคนฟั ง คื อ
“ผลผลิตของประเทศไทยก็ขึ้นอยูํกับลมฟ้าอากาศ” ซึ่งแปลวํา รัฐบาลไมํมีอานาจควบคุมหรือทาอะไรได๎เลย
           2) การแสดงเหตุผลแบบอนุมานเปรียบเทียบ (induction) คือ การแสดงเหตุผลจากตัวอยําง
จากกรณี เ ฉพาะไปสูํ ก รณี ทั่ ว ไป เชํ น นั ก ประชามติ อ าจจะสั ม ภาษณ์ ผู๎ มี สิ ท ธิ ล งคะแนนเสี ย ง 500
ค น แ ล ะ ส รุ ป วํ า ค น ไ ท ย ปั จ จุ บั น นี้ มี เ ป็ น พ ว ก อ นุ รั ก ษ์ นิ ย ม ม า ก ก วํ า เ มื่ อ สิ บ ก วํ า ปี กํ อ น
ห รื อ เ ร า อ า จ จ ะ พ บ ผู๎ แ ท น ส ต รี จ า ก ลั ง ก า ที่ ส ว ย ง า ม ม า ก ห นึ่ ง ค น แ ล๎ ว ส รุ ป วํ า
ลั ง ก า เ ป็ น ป ร ะ เ ท ศ ที่ มี ส ต รี ส ว ย ที่ สุ ด ใ น โ ล ก เ ห ลํ า นี้ เ ป็ น ก า ร แ ส ด ง ใ ห๎ เ ห็ น วํ า
เราท าข๎ อ สรุ ป จากตั วอยํ า งที่ จ ากั ด อยํ า งไรก็ ต าม เป็ น ไปไมํ ไ ด๎ ที่ เ ราจะส ารวจตั วอยํ า งทุ ก อัน ในโลกนี้
เพราะฉะนั้น ตัวอยํางที่เราสรรหามาเป็นตัวแทนต๎องมีหลักเกณฑ์ในการเลือกสรร
            3) การแสดงเหตุผลจากอุปมาเปรียบเทียบ (reasoning from analogy) เชํน เราจะพูดวํา                                    “
                  “วิธีการแบบนี้จะใช๎ได๎ในเมืองไทย ก็ในมาเลเซียมันยังใช๎ได๎นี่นา”
                  “ใช๎ยาแก๎ปวดยี่ห๎อเอที่ฉันใช๎นี่ซิ มันจะทาให๎เธอหายปวดนะ”
                  “ผมไมํเข๎าใจวําทาไมพํอซื้อรถใหมํให๎ผมไมํได๎ ทีพํอของวิชัยยังซื้อให๎ลูกเขาคันหนึ่งเลย”
ใ น ตั ว อ ยํ า ง เ ห ลํ า นี้ ผู๎ พู ด ใ ช๎ ก า ร เ ป รี ย บ เ ที ย บ เ พื่ อ จ ะ น า ไ ป สูํ ข๎ อ ส รุ ป
เป็ น การเปรี ย บเที ย บระหวํ า งของสองสิ่ ง ที่ มี ลั ก ษณะบาง อยํ า ง คล๎ า ยกนซึ่ ง เราทราบแล๎ ว
เพื่อจะดึงไปสูํข๎อสรุปที่วํา สองสิ่งนั้นจะมีลักษณะอื่นที่คล๎ายกันอีก
               ใ น ก า ร แ ส ด ง เ ห ตุ ผ ล ทั้ ง ห ม ด
วิธีการใช๎ข๎ออุปมาเปรียบเทียบนี้เป็นวิธีที่ผิดงํายที่สุดเพราะของสองสิ่งนั้นจะเปรียบเทียบกันได๎ชัดเจน
ไมํมีข๎อผิดพลาดต๎องเป็นสิ่งที่เหมือนกันทุกประการมิฉะนั้นบางครั้งความไมํเหมือนกันของของสิ่งนั้นหรือข
องสองสถานการณ์ นั้ น อาจจะเดํ น กวํ า จนท าให๎ เ ราไมํ ส ามารถจะหาข๎ อ โต๎ แ ย๎ ง มาโน๎ ม น๎ า วได๎ ส มจริ ง
ถ๎าเราต๎องการจะใช๎การแสดงเหตุผลจากข๎ออุปมาเปรียบเทียบจาเป็นต๎องพยายามหาตัวอยํางมาสนับสนุน
ด๎วย
            4) การแสดงเหตุผลโดยการโยงจากเหตุไปหาผลหรือจากผลไปสูํเหตุ (reasoning from cause
relationships) การแสดงเหตุผลประกอบนี้อาจจะแสดงได๎ 3 ลักษณะ
                    ก                                                                                                          .
โยงจากสภาพแวดล๎อมที่เรารู๎จักไปยังเหตุผลที่อาจจะเป็นไปได๎เรียกวําโยงจากเหตุไปหาผล (cause – to -
effect)
                                                                                                                            20
                      ข. โยงจากผลที่เ ห็นอยูํกลับไปยังเหตุที่อาจจะเห็นได๎วํา เรียกวํา โยงจากผลไปหาเหตุ
(effect - to – cause)
                      ค. โยงจากผลไปยังผลอีกอันหนึ่ง (effect – to –effect)
                            โ ย ง จ า ก เ ห ตุ ไ ป ห า ผ ล เ ชํ น เ ร า อํ า น ห นั ง สื อ พิ ม พ์ พ บ วํ า
คนงานโรงงานทอผ๎ า ได๎ รั บ เงิ น เดื อ นขึ้ น เราก็ ส ามารถใช๎ เหตุ ผ ลสรุ ป ได๎ วํ า ผ๎ า จะต๎ อ งแพงขึ้ น
หรื อ มิ ฉะนั้ นนั ก การ เมื อ ง อา จจะร ณรง ค์ ห า เสี ย ง เลื อกตั้ ง วํ า อยํ า เลื อ กผู๎ แ ทนชุ ดนา ย ฮ .
ถ๎าไมํต๎องการให๎ประเทศถอยหลังเข๎าคลองอีก
                          โ ย ง ก ลั บ จ า ก ผ ล ม า เ ห ตุ                                                                  เ ชํ น
เราเห็ น อุ ปั ท วเหตุ ร ายหนึ่ ง ในบริ เ วณที่ เ กิ ด เหตุ ค ละคลุ๎ ง ไปด๎ ว ยกลิ่ น แอลกอฮอล์ เราก็ สรุ ป วํ า
ผู๎ ขั บ ขี่ ค ง จ ะ มึ น เ ม า ห รื อ ร า ค า หุ๎ น ถี บ ตั ว สู ง ขึ้ น ม า ก เ มื่ อ รั ฐ บ า ล น า ย ข . ล๎ ม ไ ป
เ ร า ก็ สั น นิ ษ ฐ า น จ า ก ผ ล นั้ น วํ า เ ห ตุ ก็ คื อ ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง รั ฐ บ า ล ใ ห มํ
ซึ่งทาให๎เสถียรภาพของประเทศมั่นคงยิ่งขึ้น
                          โยงจากเหตุ – ผล หรือจาก ผล – เหตุ ควรจะตอบคาถามตํอไปนี้
                          1. เหตุที่เรากลําวหานั้นให๎ผลอยํางเดียวกันเสมอไปหรือไมํ
                          2. ผลที่เกิดนั้นอาจจะมาจากสาเหตุมากกวําหนึ่งหรือไมํ
                          3. มีสภาพการณ์ซึ่งจากสภาพการณ์นั้นสัมพันธ์กันด๎วยเหตุ – ผลหรือไมํ
     7.2.3 ทฤษฎีวาทศิลป์แห่งการสานึกว่าตนเองเหมือนกับผู้อื่น (Rhetoric of identification)
             รศ.ดร.อรววรณ ปิ ลันธน์โอวาทได๎กลําวถึง ทฤษฎีนี้วํา เป็นทฤษฎีของเคนเนธ เบิร์ก (Kenneth
Burke)                     โ ด ย เ บิ ร์ ก เ ชื่ อ วํ า ว า ท วิ ท ย า เ กี่ ย ว ข๎ อ ง กั บ ก า ร ที่ ม นุ ษ ย์ ขั ด แ ย๎ ง กั บ ผู๎ อื่ น
ใ น ข ณ ะ เ ดี ย ว กั น ม นุ ษ ย์ ยั ง มี ค ว า ม ส า นึ ก วํ า ต น เ อ ง เ ห มื อ น กั บ ผู๎ อื่ น ( identification)
เ บิ ร์ ก ถื อ วํ า ทั้ ง ค ว า ม ขั ด แ ย๎ ง แ ล ะ ค ว า ม เ ห มื อ น เ ป็ น หั ว ใ จ ส า คั ญ ข อ ง ก า ร สื่ อ ส า ร
ก ลํ า ว อี ก นั ย ห นึ่ ง มี ค ว า ม แ บํ ง แ ย ก ( division)                             ซํ อ น เ ร๎ น อ ยูํ ใ น ห มูํ ม ว ล ม นุ ษ ย์
ค ว า ม ส า นึ ก ที่ วํ า ต น เ อ ง เ ห มื อ น กั บ ผู๎ อื่ น เ ป็ น ก า ร ช ด เ ช ย ก า ร แ บํ ง แ บํ ง แ ย ก นี้ ดั ง นั้ น
ม นุ ษ ย์ ต๎ อ ง ใ ช๎ ว า ท ศิ ล ป์ เ พื่ อ โ น๎ ม น๎ า ว ใ จ ใ ห๎ ผู๎ อื่ น ใ ห๎ ย อ ม รั บ ต น เ ข๎ า กั บ สั ง ค ม นั้ น ๆ
ถ๎ า ห า ก ม นุ ษ ย์ ไ มํ มี ก า ร แ บํ ง แ ย ก จ า ก ผู๎ อื่ น ว า ท ศิ ล ป์ จ ะ ไ มํ มี ห น๎ า ที่ อี ก ตํ อ ไ ป
ถ๎าหากมนุษย์เป็นน้าหนึ่งใจเดียวกันทั้งความคิด จิตใจและการกระทา ประกอบด๎วยแกํนสาร (substance)
อ ยํ า ง เ ดี ย ว กั น ก า ร เ ลื อ ก ส า ร ที่ ป ร า ศ จ า ก ก า ร โ ต๎ แ ย๎ ง (absolute                           communication)
ก็จะเป็นปัจจัยหลักของมนุษย์
             เบริ์กกลําววําในขณะที่ภาษาในกวีนิพนธ์เป็นภาษาที่ใช๎แคํสัญลักษณ์รู๎สึกซาบซึ้งในบทกวีและสิ้น
สุ ดลงเพียงนั้น ๆ ภาษาของวาทศิ ล ป์ เ ป็น ภาษาที่ โน๎ ม น๎ าวใจให๎กระท าการ เพราะฉะนั้ นจากสิ่ ง มี ชี วิ ต
(มนุ ษ ย์ )           ซึ่ ง ตอบโต๎ กั บ สั ญ ลั ก ษณ์ เ หลํ า นี้ ไ ด๎ ในการที่ ม นุ ษ ย์ ป รั บ ตั ว เองเข๎ า กั บ สั ง ค มนั้ น


                                                                                                                                       21
มนุ ษ ย์ ต๎ อ งใช๎ ว าทศิ ล ป์ ข องการส านึ ก วํ า ตนเองเหมื อ นกั บ ผู๎ อื่ น และเพื่ อ นที่ จ ะโน๎ ม น๎ า วใจผู๎ อื่ น
เขาต๎องคานึงถึงภาพพจน์ ปทัสถาน และแนวความคิดที่เป็นที่ยอมรับในสังคมนั้นๆ
          แนวทฤษฎีนี้ใช๎เป็นกรอบวิเคราะห์วาทศิลป์แหํงการเกลี้ยกลํอมผู๎คนที่มีความแตกตํางกัน เชํน
ในยุคเสียกรุงตั้งตนเป็นชุมนุมตํางๆ เพื่อสร๎างชาติในสมัยพระเจ๎ากรุงธนบีและในรัชกาลอื่นๆ ด๎วย

     7.2.4 ความน่าเชื่อถือของผู้พูด
            บุ ค ลิ ก ข อ ง ผู๎ พู ด เ ป็ น ส า เ ห ตุ ข อ ง ก า ร โ น๎ ม น๎ า ว ที่ ส า คั ญ
นักปราชญ์อธิบายวําเมื่อผู๎พังไมํรู๎จริงในเรื่องที่ฟัง เมื่อความเห็นถูกแบํงแยก เมื่อ นั้นผู๎พูดมีความหมายมาก
การโน๎มน๎าวใจด๎วยบุคลิกมาจากเหตุ 3 ประการ คือ
             ประการแรก ผู๎พูดต๎องมีสติปัญญาลึกซึ้ง มีไหวพริบ เชาว์ปัญญากอปรด๎วยวิจารณญาณอยํางดี
ตรงกับภาษาอังกฤษวํา intelligence
             ป ร ะ ก า ร ที่ ส อ ง ผู๎ พู ด ต๎ อ ง แ ส ด ง ใ ห๎ เ ห็ น วํ า มี ค ว า ม ป ร า ร ถ น า ดี ตํ อ ผู๎ ฟั ง
มีความตั้งใจที่จะรักษาประโยชน์ให๎ ตรงกับภาษาอังกฤษวํา good will
             ประการที่สาม ผู๎พูดต๎องแสดงให๎เห็นวําเป็นผู๎มีนิสัยดี มั่นอยูํในศีลธรรม ภาษาอังกฤษเรียกวํา
good character คือ เป็นผู๎รักษาความยุติธรรม กล๎าหาญ ยับยั้งชั่งใจ เมตตากรุณา โอบอ๎อมอารี เสรีนิยม
สุภาพรอบคอบสุขุม พูดจริงทาจริง รักษาคาพูด
             นอกจากนั้ น เบอร์ โ ลและคณะยั ง ได๎ ท าการวิ จั ย เกี่ ย วกั บ ความนํ า เชื่ อ ถื อ ของผู๎ สํ ง สาร
ซึ่งได๎ข๎อสรุปวํามีปัจจัย 3 ประการที่ผู๎รับสารมักใช๎ในการตัดสินความนําเชื่อถือของผู๎สํงสาร ได๎แกํ
               ก . ปั จ จั ย ที่ ส ร๎ า ง ค ว า ม อ บ อุํ น ( safety                                        factor)
ซึ่งผู๎สํงสารจะมีคุณลักษณะด๎านนี้ได๎ต๎องมีคุณสมบัติดังนี้ คือ ใจดี (kind) เข๎ากับคนอื่นได๎งําย (congenial)
มีความเป็นเพื่อน (friendly) รู๎การควรไมํควร (agreeable) นําคบ (pleasant) สุภาพ (gentle) ไมํเห็นแกํตัว
(unselfish) ยุติธรรม (just) รู๎จักให๎อภัย (forgiving) เอื้อเฟื้อ (hospitable) รําเริง (cheerful) มีศีลธรรม
(ethical) อดทน (patient) สงบเยือกเย็น (calm)
               ข . ปั จ จั ย ที่ เ ป็ น คุ ณ ส ม บั ติ ข อ ง ผู๎ สํ ง ส า ร ( qualification                 factor)
โดยสํวนใหญํปัจจัยนี้จะเน๎นเรื่องความรู๎ ความชานาญ ประสบการณ์ผู๎สํงสาร คุณสมบัติเหลํานี้ อาทิ เชํน
มีประสบการณ์ด๎านใดด๎านหนึ่ง (experienced) ได๎รับการฝึกฝน (trained) มีความชานาญ (skilled)
มีอานาจในหน๎าที่ (authoritative) มีความสามารถ (able) มีเชาว์ปัญญา (intelligent)
                      ค . ปั จ จั ย ด๎ า น พ ล วั ต ข อ ง ผู๎ สํ ง ส า ร ( dynamism                         factor)
ปัจจัยนี้คือปัจจัยที่แสดงความคลํองแคลํว กระตือรือร๎น ความไมํเฉื่อยชาของผู๎สํงสาร ลักษณะเหลํานี้ได๎แกํ
มุ ทะลุ (aggressive) รู๎จั กเอาใจเขามาใสํใจเรา (empathic) ตรงไปตรงมา (frank) กล๎า (bold)
กระตือรือร๎น (active) รวดเร็ว (fast) คลํองแคลํว (energetic)


                                                                                                                     22
      7.2.5 แนวคิดทฤษฎีทางจิตวิทยา
           การวิเคราะห์ความสามารถการจูงใจในสารนั้น
 ผู๎ศึกษาใช๎แนวคิดและทฤษฎีทางด๎านจิตวิทยาเป็นแนวทางในการอธิบายความสามารถ
 โดยเลือกศึกษาในสองมุมมองคือ มุมมองความสามารถของตัววารในแงํจุดจูงใจที่ปรากฏในตัวสาร
 และมุมมองความต๎องการของผู๎รับสารโดยใช๎ทฤษฎีความต๎องการมนุษย์
            1) จุดจูงใจในสาร (Message Appeals)
จุดจูงใจในสารเป็นสํวนหนึ่งของกลยุทธ์ที่ใช๎ในการโน๎มน๎าวใจซึ่งผนวกเข๎าไปกับการเตรียมสารหลังจากเลือ
 ก ที่ แ ล๎ ว วํ า จ ะ มี วิ ธี ก า ร จั ด เ รี ย บ เ รี ย ง ส า ร อ ยํ า ง ไ ร
 โดยความแตกตํางระหวํางสารที่มุํงให๎ข๎อมูลกับสารที่มุํงโน๎มน๎าวใจ คือ สารประเภทหลัง จะเน๎นที่จุดจูงใจ
 ในขณะที่สารประเภทแรกจะเน๎นที่ตัวข๎อมูล สาหรับจุดจูงใจในสารที่มีการใช๎อยูํทั่วไป ได๎แกํ
                  - จุ ด จู ง ใจโดยใช๎ ความกลั ว (Fear Appeals) ตั ว อยํ างของจุ ดจู ง ใจประเภทนี้ เชํ น
 เลิกเสียบุหรี่เสียเถิดเพราะการสูบบุหรี่จะทาให๎เกิดมะเร็งปอด
                  - จุ ด จู ง ใ จ โ ด ย ใ ช๎ อ า ร ม ณ์ (Emotional                           Appeals)
 ซึ่งวิธีการโน๎มน๎าวใจโดยใช๎อารมณ์จะมีวิธีการดังนี้
                          การใช๎ ภ าษาที่ เ จื อ อารมณ์ เ พื่ อ บรรยายสถานการณ์ ห นึ่ ง สถานการณ์ ใ ด เชํ น
               แทนที่ จ ะพู ด วํ า “การคิ ด ที่ จ ะสร๎ า งหอคอยให๎ สู ง เที ย มฟ้ า เชํ น หอคอยไอเฟล
               ห รื อ ห อ ค อ ย โ ต เ กี ย ว ขึ้ น ใ น ก รุ ง เ ท พ ฯ
               เพื่ อ ดึ ง ดู ด นั ก ทํ อ งเที่ ย วต๎ อ งมี ก ารไตรํ ต รองให๎ ร อบคอบเพราะจะมี ปั ญ หาตํ า งๆ
               ต า ม ม า อ ยํ า ง ไ มํ ต๎ อ ง ส ง สั ย น อ ก เ ห นื อ จ า ก เ รื่ อ ง ง บ ป ร ะ ม า ณ
               ผู๎ ที่ เ ส น อ ค ว า ม คิ ด นี้ ขึ้ น ม า ไ มํ ค ว ร คิ ด ท า เ พี ย ง เ พ ร า ะ อ ย า ก จ ะ ท า
               ห รื อ ชํ ว ย ใ ห๎ หั ว ห น๎ า มี ผ ล ง า น เ ส น อ ผู๎ บั ง คั บ บั ญ ช า ใ น ร ะ ดั บ สู ง ขึ้ น ไ ป
               แตํต๎องคานึงถึงปัจจัยตํางๆ มิฉะนั้นอาจถู กตาหนิได๎” สารที่ใช๎ภาษาเจืออารมณ์อาจพูดวํา
               “การคิดที่จะสร๎างหอคอยให๎สูงเทียมฟ้าหรือเทียมบําเทียมไหลํหอคอยไอเฟลหรือหอคอยโตเ
               กี ย ว ขึ้ น ใ น ก รุ ง เ ท พ ฯ เ พื่ อ ดึ ง ดู ด นั ก ทํ อ ง เ ที่ ย ว
               ค ว ร ใ ช๎ หั ว ส ม อ ง ไ ต รํ ต ร อ ง ไ มํ ใ ชํ หั ว แ มํ เ ท๎ า เ พ ร า ะ จ ะ มี ปั ญ ห า ตํ า ง ๆ
               ป ร ะ ดั ง ป ร ะ เ ด อ ยํ า ง ไ มํ ต๎ อ ง ส ง สั ย น อ ก เ ห นื อ ไ ป จ า ก เ รื่ อ ง ง บ ป ร ะ ม า ณ
               ผู๎ที่เสนอความคิดนี้ขึ้นมาไมํควรทาเพียงเพื่อสนองตัณหาตัวเองหรือเลียแข๎งเลียขาสอพลอใ
               ห๎เ จ๎ านายมี ผ ลงานเสนอระดับสูง ขึ้ นไป เขาหรือพวกเขาเหลํานี้ต๎องคานึง ถึง ปัจ จั ยอื่น ๆ
               ไ ด๎ ม า ก มิ ฉ ะ นั้ น อ า จ ถู ก ต า ห นิ ไ ด๎ วํ า ค อ ย แ ตํ จ๎ อ ง จ ะ เ ลี ย น แ บ บ ค น อื่ น ”
               การใช๎ ภ าษาเจื ออารมณ์ แบบนี้ จะกํอให๎เดความตระหนัก (Awareness) ในตัวผู๎รับสาร
               แตํอาจสร๎างทัศนคติได๎ทั้งบวกและลบ


                                                                                                                 23
                              ก า ร เ ชื่ อ ม โ ย ง ค ว า ม คิ ด ที่ เ ร า เ ส น อ ใ ห มํ กั บ ค ว า ม คิ ด เ กํ า
                  ความคิ ด เกํ า บางอยํ า งเป็ น ที่ ชื่ น ชอบ ความคิ ด เกํ า บางอยํ า งเป็ น ที่ รั ง เกี ย จเดี ย ดฉั น ท์
                  ถ๎ า ผู๎ สํ ง ส า ร ส า ม า ร ถ เ ชื่ อ ม โ ย ง ค ว า ม คิ ด ใ ห มํ นี้ ไ ด๎ กั บ ค ว า ม คิ ด เ กํ า
                  ก็อาจจูงใจทางอารมณ์ให๎ผู๎รับสารคล๎อยตามได๎ ไมํวําทางเลือกเกําเป็นความคิดบวกหรือลบ
                  เชํ น สงครามเวี ย ดนามเป็ น สงครามที่ ส ร๎ า งผลทางลบขึ้ น ในจิ ต ใจของคนอเมริ กั น
                  เ มื่ อ ท ห า ร ส ห รั ฐ ต๎ อ ง เ ข๎ า สูํ ส ง ค ร า ม ใ น อํ า ว เ ป อ ร์ เ ซี ย
                  สิ่ ง ที่ ผู๎ น าสหรั ฐ จะต๎ อ งโน๎ ม น๎ า วใจคนสหรั ฐ โดยอ๎ า งอิ ง ถึ ง สงครามเวี ย ดนามคื อ
                  สงคราวคราวใหมํนี้จะไมํ เหมือนสงครามเวียดนาม สงครามคราใหมํ จะยุติอยํางรวดเร็ว
                  เ ฉี ย บ ข า ด                                       แ ล ะ ฉั บ พ ลั น
                  ปรากฏวําสามารถโน๎มน๎าวใจและเรียกขวัญทหารสหรัฐได๎โดยไมํมีการวิพากษ์วิจารณ์มาก
                           การเชื่ อ มโยงความคิ ด ที่ เ สนอเข๎ า กั บ อวั จ นสารที่ ส ามารถเร๎ า อารมณ์ ไ ด๎ เชํ น
                  การเสนอรูปเด็กผู๎หญิงเวียดนามที่วิ่งหนีระเบิดนาปาล์ม รํางกายลํอนจ๎อนเพราะแรงระเบิด
                  และร๎ อ งไห๎ ด๎ ว ยความตกใจ รู ป นี้ เ ป็ น หน๎ า ปกนิ ต ยาสารที่ มี ชื่ อ และจ าหนํ า ยทั่ ว โลก
                  เ ป็ น รู ป ที่ ส ะ เ ทื อ น ใ จ ผู๎ รั บ ส า ร ม า ที่ สุ ด รู ป ห นึ่ ง ใ น เ รื่ อ ง ส ง ค ร า ม เ วี ย ด น า ม
                  หรือการพูดปลุกใจให๎รักชาติ อาจจะมีรูปผู๎นา ธงชาติเพื่อสร๎างบรรยากาศ
                             ก า ร ท า ใ ห๎ วั จ น ส า ร แ ล ะ อ วั จ น ส า ร ส อ ด ค ล๎ อ ง กั น โ ด ย ผู๎ สํ ง ส า ร
                   กรณี นี้ เ ป็ น กรณี พิ เ ศษส าหรั บ การพู ด ถ๎ า ผู๎ พู ด พู ด เรื่ อ งที่ ต๎ อ งใช๎ อ ารมณ์ เ ข๎ า เจื อ ปน
                   ผู๎ พู ด ต๎ อ ง มี อ า กั ป กิ ริ ย า ทํ า ท า ง น้ า เ สี ย ง ป ร ะ ก อ บ ด๎ ว ย ผู๎ ฟั ง จึ ง จ ะ ค ล๎ อ ย ต า ม
                   ถ๎าผู๎พูดพูดด๎วยเนื้อหาที่เจืออารมณ์และมีทาทางเฉยเมย ผู๎ฟังก็คงจะถูกโน๎มน๎าวใจได๎ยาก
                   - จุ ด จู ง ใ จ โ ด ย ใ ช๎ ค ว า ม โ ก ร ธ (Anger                                                      Appeals)
วิธีนี้ผู๎สํงสารสร๎างความโกรธหรือความคับข๎องใจแกํผู๎รับสารแล๎วจึงพูดเพื่อลดหรือเพิ่มความเครียดแกํผู๎รับ
ส า ร แ ล ะ วิ ธี แ ก๎ ไ ข                                                              ตั ว อ ยํ า ง คื อ
วาทะในชํวงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในประเทศที่ผู๎สํงสารสร๎างความโกรธหรือความคับข๎องใจในหมูํประชา
ชนด๎วยการหยิบยกเรื่องนายกรัฐมนตรีควรมาจากการเลือกตั้งขึ้นมาเป็นจุดจูงใจ
                   - จุดจูงใจโดยใช๎อารมณ์ขัน (Humorous Appeals) วิธีนี้โน๎มน๎าวใจโดยการลดความเครียด
อ า จ ท า ไ ด๎ โ ด ย วิ ธี เ ขี ย น ป ร ะ ช ด ป ร ะ ชั น แ ด ก ดั น เ ชํ น เ ขี ย น ป ร ะ ช ด โ จ ร วํ า
“ขอความกรุณาอยําขโมยอีกเพราะไมํมีให๎ขโมยอีกแล๎ว” และติดป้ายนี้ไว๎หน๎าบ๎าน
                   - จุ ด จู ง ใ จ โ ด ย ใ ช๎ ร า ง วั ล (Rewards                                 as                      Appeals)
ปกติแล๎วสารที่ตอบสนองความต๎องการของผู๎รับสารจะประสบความสาเร็จมากกวําสารที่ไมํได๎ให๎คาสัญญา
สิ่งใดกับคนฟัง ยิ่งสารที่มีรางวัลหรือสิ่งตอบแทนมากก็จะยิ่งเรียกร๎องความสนใจหรือจูงใจคนฟังได๎มาก
ตั               ว                 อ                 ยํ             า                 ง             เ                ชํ             น
ผู๎แทนที่พูดโน๎มน๎าวใจชาวบ๎านให๎ไปลงคะแนนเสียงให๎ตนมักจะโน๎มน๎าวใจได๎ถ๎ามีเงินทองหรือวัตถุเป็นสิ่งต
                                                                                                                                 24
อบแทนพํวงไปด๎วย ในกรณีข๎างต๎นมีผู๎โต๎แย๎งวํา สิ่ งที่โน๎มน๎าวใจไมํใชํการสื่อสาร แตํเป็นเงินหรือรางวัล
ฉ ะ นั้ น จึ ง ถื อ วํ า ไ มํ ใ ชํ บ ท บ า ท ข อ ง ก า ร สื่ อ ส า ร เ พื่ อ โ น๎ ม น๎ า ว ใ จ อ ยํ า ง แ ท๎ จ ริ ง
อี ก ตั ว อ ยํ า ง ห นึ่ ง ที่ ชั ด เ จ น ใ น ก ร ณี ก า ร จู ง ใ จ ด๎ ว ย ก า ร ใ ช๎ ร า ง วั ล เ ชํ น
ผู๎ พู ด อ า จ จ ะ โ น๎ ม น๎ า ว ใ จ ใ ห๎ ผู๎ ฟั ง เ ลื อ ก ค น เ ข๎ า เ ป็ น ผู๎ แ ท น ร า ษ ฎ ร ไ ด๎ ถ๎ า ค น โ น๎ ม น๎ า ว ใ จ วํ า
จ ะ ผ ลั ก ดั น ก ฎ ห ม า ย ที่ ล ด ภ า ษี เ งิ น ไ ด๎
นายกรัฐมนตรีของไทยที่มาจากการเลือกตั้งอาจมีแนวโน๎มที่จะได๎รับเลือกเป็นผู๎นาประเทศอีกครั้งหนึ่ง
ถ๎ า เ ข า โ น๎ ม น๎ า ว ใ จ ใ ห๎ เ ห็ น วํ า ผ ล ง า น ข อ ง เ ข า จ ะ กํ อ ใ ห๎ เ กิ ด ผ ล ดี ใ น อ น า ค ต อ ยํ า ง ไ ร เ ชํ น
การเจรจาสงบศึกษาในแหลมอินโดจีน การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
                   - จุ ด จู ง ใ จ โ ด ย ใ ช๎ แ ร ง จู ง ใ จ (Motivational                                                Appeals)
แ ท๎ ที่ จ ริ ง แ ล๎ ว จุ ด จู ง ใ จ ทุ ก ช นิ ด ที่ ก ลํ า ว ม า แ ล๎ ว ถื อ เ ป็ น แ ร ง จู ง ใ จ
แตํ มี แ รงจู ง ใจบางอยํ า งที่ ม นุ ษ ย์ เ รี ย นรู๎ เ มื่ อ มี ป ระสบการณ์ ผํ า นเข๎ า มาในชี วิ ต แรงจู ง ใจเหลํ า นี้ ไ ด๎ แ กํ
ค ว า ม รั ก ช า ติ ค ว า ม รั ก ใ น เ พื่ อ น ม นุ ษ ย์ ศ า ส น า แ ล ะ คํ า นิ ย ม ตํ า ง ๆ เ ชํ น
ก า ร นิ ย ม พ ร ห ม จ ร ร ย์ ใ น ห ญิ ง ส า ว กํ อ น ก า ร ส ม ร ส
การที่ จ ะสื่ อ สารโดยใช๎ แ รงจู ง ใจต๎ อ งมี ก ารวิ เ คราะห์ ผู๎ ฟั ง อยํ า งมาก เพราะคุ ณ ธรรม คํ า นิ ย ม
หรือแรงจูงใจอยํางหนึ่งอาจจะมีความหมายมากตํอผู๎ฟังคนหนึ่งในขณะที่ผู๎ฟังอีกคนหนึ่งอาจจะไมํรู๎สึกอะไ
รเลย
                 2) ทฤษฎีความต้องการของมนุษย์
                      ใ น ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ ก า ร โ น๎ ม น๎ า ว ใ จ ผู๎ ฟั ง
ผู๎วิเคราะห์จาเป็นต๎องมีความเข๎าใจในจิตวิทยาขั้นพื้นฐานในความต๎องการของผู๎รับสาร นั่นคือ เข๎าใจวํา
ผู๎ รั บ ส า ร มี แ ร ง จู ง ใ จ ห รื อ แ ร ง ผ ลั ก ดั น อ ะ ไ ร บ๎ า ง ใ น ก า ร ก ร ะ ท า สิ่ ง ใ ด สิ่ ง ห นึ่ ง
ทฤษฎีเกี่ยวกับความต๎องการของมนุษย์เป็นทฤษฎีหนึ่งที่นักวิชาการด๎านการสื่อสารนามาประยุกต์ใช๎ในกา
รวิเคราะห์การสื่อสารโน๎มน๎าวใจ โดยวิเคราะห์ในแนวทางที่วํา ตัวสาร (message) ที่แหลํงสาร (source)
ใ ช๎ ใ น ก า ร โ น๎ ม น๎ า ว ใ น นั้ น
สอดคล๎องกับความต๎องการของมนุษย์อยํางไรสาหรับทฤษฎีความต๎องการของมนุษย์ที่มีชื่ อเสียงและได๎รับ
การกลําวอ๎างถึงมากที่สุดทฤษฎีหนึ่งคือ ทฤษฎีลาดับขั้นความต๎องการของมนุษย์ของเอเอช. มาสโลว์ (A.H
Maslow) ม า ส โ ล ว์ ไ ด๎ จ า แ น ก ค ว า ม ต๎ อ ง ก า ร ข อ ง ม นุ ษ ย์ อ อ ก เ ป็ น 5
ขั้นโดยเรียงลาดับความต๎องการขั้นพื้นฐานที่เป็นสัญชาตญาณไปสูํความต๎องการที่ได๎จากการเข๎ารํวมสังค
มกับมนุษย์คนอื่น โดยอธิบายรายละเอียดได๎ดังนี้
                      (1) ค ว า ม ต๎ อ ง ก า ร ด๎ า น ส รี ร ะ ( Physiological                                               needs)
เป็ น ความต๎ อ งการขั้ น แรกหรื อ ขั้ น พื้ น ฐานของมนุ ษ ย์ อั น ได๎ ค วามต๎ อ งการด๎ า นปั จ จั ย สี่ ข องมนุ ษ ย์
โดยมาสโลว์ ไ ด๎ แ ยกออกเป็ น ความต๎ อ งการอากาศหายใจ อาหาร น้ า ที่ อ ยูํ อ าศั ย ส าหรั บ พั ก ผํ อ น


                                                                                                                                  25
การออกกาลังกาย การหลีกเลี่ยงภัยอันตรายที่จะเกิดแกํรํางกาย (Avoidance of bodily damage)
และการขับถําย (excretion)
                      (2) ค ว า ม ต๎ อ ง ก า ร ด๎ า น ค ว า ม มั่ น ค ง ป ล อ ด ภั ย ( Safety                              needs)
เ นื่ อ ง จ า ก ม นุ ษ ย์ ต๎ อ ง ก า ร โ ล ก ที่ มี ร ะ เ บี ย บ ทุ ก สิ่ ง ด า เ นิ น ไ ป ต า ม ร ะ บ บ
เหตุ ก ารณ์ ที่ เ กิ ด ขึ้ น โดยไมํ ค าดฝั น และคุ ก คาม กํ อ ให๎ เ กิ ด อั น ตรายเป็ น สิ่ ง ที่ ม นุ ษ ย์ ห ลี ก เลี่ ย ง เชํ น
ค ว า ม ต๎ อ ง ก า ร ด๎ า น ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ท า ง า น
ความต๎องการความมั่นคงปลอดภัยในสวัสดิภาพและความเป็นอยูํของตน เป็นต๎น
                      (3) ความต๎องการที่จะผูกพันกับสถาบันและเป็นที่รัก (Belongingness and love needs)
เป็นความต๎องการด๎านความรัก (love needs) และความมีสํวนเป็นเจ๎าของ (belongingness) เชํน
ต๎ อ งการที่ จ ะรัก ผู๎ อื่ น และต๎อ งการให๎ ผู๎ อื่น รั ก ต๎ อ งการเป็ น ที่ย อมรับ (acceptance) ในหมูํ เพื่ อ นฝู ง
ต๎องการมีสํวนเป็นเจ๎าของ (feeling of belonging) ต๎อการรํวมเป็นสมาชิกของกลุํมตํางๆ (membership
in group) เป็นต๎น
                        (4) ความต๎องการที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นที่นับถือยกยํองในวงสังคม (esteem needs)
                      เ ป็ น ค ว า ม ต๎ อ ง ก า ร ค ว า ม มี ชื่ อ เ สี ย ง แ ล ะ ไ ด๎ รั บ ก า ร ย ก ยํ อ ง นั บ ถื อ จ า ก ผู๎ อื่ น
ร ว ม ทั้ ง ค ว า ม เ ชื่ อ มั่ น ใ น ต น เ อ ง แ ล ะ ไ ด๎ รั บ ก า ร ย ก ยํ อ ง นั บ ถื อ จ า ก บุ ค ค ล อื่ น นั่ น คื อ
ต๎องการความต๎องการในสถานภาพและการให๎คนอื่นตระหนักในความสาคัญของตน
                      (5) ความต๎องการสัมฤทธิผลในอุดมคติที่ตนเองตั้งไว๎ (Self-actualization needs)
เป็นความต๎องการขั้นสูงสุดของมนุษย์ ความต๎องการขั้นนี้ คือ ความต๎องการที่จะประสบความสาเร็จ (self
fulfillment)               การเข๎ า ใจและ เป็ น ตั ว ของตั ว เองอยํ า งถํ อ งแท๎ (self-realization)                           เชํ น
คว า ม ต๎ อ ง ก า รที่ จ ะ สั มฤ ท ธิ ผ ลห รื อ ป ระ ส บ ค วา ม ส าเ ร็ จ อ ยํ า ง เ ต็ มค ว า ม สา ม า ร ถข อ ง ต น
ความต๎องการที่จะมีความคิดเห็นสร๎างสรรค์และซาบซึ้งในสุนทรียภาพตํางๆ เป็นต๎น

    7.2.6 การสื่อสารทางการเมือง (Political Communication)
         Gurevitch&Blumler                    (1977) ( อ๎ า ง ใ น ก า ญ จ น า แ ก๎ ว เ ท พ , 2547)
ได๎แสดงทัศนะถึงการสื่อสารทางการเมืองไว๎ดังนี้
           ในระดับผู๎สํงสาร ประกอบด๎วยบุคคล 2 กลุํมใหญํ กลุํมแรก คือ แหลํงขําว ซึ่งอาจเป็นรัฐบาล
เจ๎าหน๎าที่รัฐ พรรคการเมือง กลุํมผลประโยชน์ กลุํมผลักดันฝ่ายประชาชน เป็นต๎ น และอีกกลุํมหนึ่ง คือ
สื่               อ                ม               ว                  ล                  ช                  น
โดยบางกรณีสื่อมวลชนอาจทาหน๎าที่เป็นเพียงชํองทางการนาเสนอขําวสารข๎อมูลที่แหลํงขําวสํงมาให๎
แ ล ะ ใ น ห ล า ย ก ร ณี สื่ อ ม ว ล ช น แ ส ด ง บ ท บ า ท เ ป็ น ผู๎ สํ ง ขํ า ว ท า ง ก า ร เ มื อ ง เ ชํ น
รูปแบบการวิเคราะห์ทางการเมือง การตั้งฉายานาม เป็นต๎น


                                                                                                                                  26
               ในระดั บ เนื้ อ หาของ ชํ า วสารนั้ น มี ลั ก ษณะพิ เ ศษเฉพาะคื อ เกี่ ย วข๎ อ งกั บ การเมื อ ง
ในความหมายของการจั ด สรร การตํ อ สู๎ แยํ ง ชิ ง และปรั บ เปลี่ ย นความสั ม พั น ธ์ เ ชิ ง อ านาจ
คุณ ลั ก ษณะส าคั ญ อีก ประการหนึ่ ง คือ เป็ นเรื่ อ งราวที่ อ ยูํ ใ นปริ ม ณฑลสาธารณะ (public figures)
และเหตุการณ์ที่เกิดก็เป็นผลประโยชน์ของสํวนรวม (public interest)
               ใ น สํ ว น ชํ อ ง ท า ง ก า ร สื่ อ ส า ร นั้ น เ ป็ น ไ ป ต า ม ห ลั ก สื่ อ ส า ร ม ว ล ช น โ ด ย ทั่ ว ไ ป คื อ
มีทั้งรูปแบบที่เป็นแบบฉบับทางการ เชํน พรรคการเมืองเปิดการแถลงขําว นายกรัฐมนตรีให๎สัมภาษณ์ ฯลฯ
ร ว ม ทั้ ง รู ป แ บ บ ที่ ไ มํ เ ป็ น ท า ง ก า ร ซึ่ ง สื่ อ ม ว ล ช น ส า ม า ร ถ ค ว บ คุ ม ชํ อ ง ท า ง ไ ด๎ ม า ก ขึ้ น เ ชํ น
การเจาะขําวด๎วยการค๎นคว๎าเอกสารหรือเลือกสัมภาษณ์ข๎าราชการชั้นผู๎น๎อยที่เกี่ยวข๎องใกล๎ชิดกับเหตุการ
ณ์ เป็นต๎น
               สาหรับเป้าหมายของการสื่อสารนั้นถือเป็นคุณลักษณะสาคัญประการหนึ่งของการสื่อสารทางก
ารเมื อ ง เพราะเป้าหมายของการสื่ อสารทางการเมื อ งเป็นไปเพื่อ การสื่ อสารโน๎ม น๎า วใจ (Persuasive
Communication)
ท าให๎ ภ าพลั ก ษณ์ ข องการสื่ อ สารทางการเมื อ งในสายตาของประชาชนทั่ ว ไปมั ก มี ลั ก ษณะเป็ น
“ก า ร สื่ อ ส า ร ที่ มี เ ป้ า ห ม า ย เ พื่ อ ก า ร ค ร อ บ ง า ” (manipulative                                      purpose)
ท าให๎ ป ระชาชนมี ป ฏิ กิ ริ ย าตํ อ การสื่ อ สารทางการเมื อ ง 2                         แบบ ได๎ แ กํ แบบแรก                    คื อ
กลัวและหลีกเลี่ยงที่จะสื่อสาร อีกแบบหนึ่ง คือ ทาให๎คนเบื่อ และเลิกติดตามขําวสารทางการเมือง

    7.2.7 แนวคิดเกี่ยวกับการสื่อสารทางการเมืองของหนังสือพิมพ์
           หนังสื อพิมพ์ หมายถึง สิ่งที่มีจําหน๎าเชํนเดียวกัน และออกหรือเจตนาจะออกตามลาดับเรื่องไป
มี ก าหนดระยะเวลาหรื อ ไมํ ก็ ตาม โดยทั่ วไปหนั ง สื อพิ ม พ์ จ ะมี ระยะเวลาที่ ออกในชํ วงระยะเวลาสั้ น ๆ
เป็นรายวันหรือรายปักษ์ เป็นต๎น ลักษณะที่เดํนและเฉพาะของหนังสือพิมพ์จะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ไมํได๎เย็บเลํม
เหมื อ นหนั ง สื อ หรื อ นิ ต ยสารทั่ ว ไป (พระราชบั ญ ญั ติ ก ารพิ ม พ์ พ.ศ. 2484                     อ๎ า งใน อุ บ ลรั ต น์
     ิ
ศิรยุวศักดิ์และคณะ 2547 : 296)
           ห นั ง สื อ พิ ม พ์ เ ป็ น สื่ อ ที่ มี ค ว า ม ส า คั ญ แ ล ะ มี ค ว า ม ห ม า ย เ ป็ น อ ยํ า ง ยิ่ ง
เ พ ร า ะ มี บ ท บ า ท แ ล ะ อิ ท ธิ พ ล ตํ อ ค ว า ม คิ ด ทั ศ น ค ติ แ ล ะ ส า ธ า ร ณ ม ติ ข อ ง ค น ใ น สั ง ค ม
เนื่องจากเนื้อหาที่อยูํในหนังสือพิมพ์ล๎วนเป็นเรื่องราวของขําวสาร การแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์
ที่ เ กี่ ย ว ข๎ อ ง กั บ ร ะ บ บ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ วิ ถี วั ฒ น ธ ร ร ม ข อ ง สั ง ค ม แ ล ะ ก า ร เ มื อ ง ก า ร ป ก ค ร อ ง
ประวัติศาสตร์สั งคมจึงบันทึกไว๎วําหนังสื อพิมพ์เป็นที่มาของเรื่องราว ขําวสาร และความคิดเห็นใหมํ ๆ
อั น เ ป็ น ทั ศ น ะ ซึ่ ง มี สํ ว น น า ไ ป สูํ ก า ร ป ฏิ วั ติ ห รื อ อ ภิ วั ฒ น์ สั ง ค ม
หรือนาไปสูํไปการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเสมอ



                                                                                                                                27
          ในแงํ ทางการเมื องนั้น หนัง สื อพิม พ์มีความใกล๎ชิ ดผูกพันกับสถาบันทางการเมื องมาโดยตลอด
ทั้ ง ในฐานะที่ ห นั ง สื อ พิ ม พ์ ท าหน๎ า ที่ ต รวจสอบ เฝ้ า ระวั ง การท างานของกลไกทางการเมื อ งตํ า งๆ
และในฐานะของการเผยแพรํ สร๎างความตระหนักและความรู๎ในเรื่องของการเมืองให๎แกํประชาชน
           ส าหรั บ ภาวะของการเมื อ งไทยในปั จ จุ บั น ที่ มุํ ง ไปสูํ แ นวทางของการปฏิ รู ป การเมื อ ง
แ ล ะ มี ก า ร พั ฒ น า ก า ร เ มื อ ง ต า ม แ น ว ข อ ง ก า ร มี สํ ว น รํ ว ม จ า ก ภ า ค ป ร ะ ช า ช น
ยํ อ ม มี ผ ล ใ ห๎ เ กิ ด ก า ร ป รั บ เ ป ลี่ ย น ก า ร น า เ ส น อ เ นื้ อ ห า ข อ ง ห นั ง ส อ พิ ม พ์
ร ว ม ทั้ ง อ า จ มี ผ ล ใ ห๎ เ กิ ด ห นั ง สื อ พิ ม พ์ เ พื่ อ ชุ ม ช น ห รื อ ห นั ง สื อ พิ ม พ์ ท า ง เ ลื อ ก
ที่ เ ป็ น ชํ อ ง ท า ง ใ ห๎ แ กํ ภ า ค ป ร ะ ช า ช น ก ลุํ ม ตํ า ง ๆ ม า ก ขึ้ น เ รื่ อ ย ๆ
น อ ก จ า ก นี้ ค ว า ม ก ด ดั น แ ล ะ ซั บ ซ๎ อ น ข อ ง โ ค ร ง ส ร๎ า ง ท า ง ก า ร เ มื อ ง
จะมีผลให๎หนังสือพิมพ์ปรับวิธีการรายงานขําวเพื่อให๎สามารถติดตามตรวจสอบและควบคุมความโปรํงใสํข
อ           ง       ส          ถ          า        บั        น         ก         า        ร        เ       มื       อ        ง
อี ก ทั้ ง อาจมี ผ ลให๎ รู ป แบบความสั ม พั น ธ์ ร ะหวํ า งสถาบั น การเมื อ งกั บ หนั ง สื อ พิ ม พ์ เ ปลี่ ย นแปลงไป
ทั้ ง ใ น แ งํ ที่ เ ข๎ า สูํ ม า ต ร ฐ า น ข อ ง วิ ช า ชี พ ม า ก ขึ้ น
หรื อ น าไปสูํ ก ารแสวงหาผลประโยชน์ สํ ว นตนของนั ก การเมื อ งและนั ก หนั ง สื อ พิ ม พ์ ดั ง นั้ น
แนวคิดเรื่องความเป็นกลางจึงถูกนามาถกเถียงโต๎แย๎งเพื่อให๎ปรับแนวคิดไปตามพัฒนาการของมาตรฐานวิ
ชาชีพด๎วย
          ค ว า ม เ ป็ น ก ล า ง ข อ ง ห นั ง สื อ พิ ม พ์ ไ ท ย
เกิดขึ้นจากแรงผลักดันภายนอกวงการหนังสือพิมพ์มากกวําภายในคือการที่หนังสือพิมพ์มีสังกัดเป็นฝักเป็
นฝ่ าย อันเป็นผลมาจากการถูกควบคุมโดยรัฐ บาลมาตั้งแตํ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
ท าให๎ ห นั ง สื อ พิ ม พ์ ต กเป็ น เครื่ อ งมื อ โจมตี กั น เองของนั ก การเมื อ ง เครื่ อ งมื อ ของการโฆษณา
และการบิ ด เบื อ นข๎ อ เท็ จ จริ ง ความเป็ น กลางส าหรั บ หนั ง สื อ พิ ม พ์ ไ ทยในระยะแรก จึ ง หมายถึ ง
ก า ร ร า ย ง า น ค ว า ม จ ริ ง แ ล ะ ก า ร แ ย ก ข๎ อ คิ ด เ ห็ น จ า ก ข๎ อ เ ท็ จ จ ริ ง
ตํ อ ม า วิ ธี ป ฏิ บั ติ ที่ ก ลํ า ว อ๎ า ง วํ า เ ป็ น ไ ป ต า ม ห ลั ก แ หํ ง ค ว า ม เ ป็ น ก ล า ง
ไ ด๎ ถู ก น า ม า ถ ก เ ถี ย ง ใ น ห ล า ย ป ร ะ เ ด็ น อี ก ค รั้ ง ใ น ก ร ณี ค ว า ม ถู ก ต๎ อ ง ชั ด เ จ น แ ล ะ
การแยกความคิดเห็นจากข๎อเท็จจริง ได๎กลายเป็นอุปสรรคที่ทาให๎เหตุการณ์ความขัดแย๎งตํางๆ ในสังคม
ถูกนาเสนออยํางขาดความเป็นธรรม เชํน เหตุการณ์ที่ชาวบ๎านรวมพลังกันตํอต๎านการสร๎างเขื่อนของรัฐ
ซึ่ ง ห า ก ยึ ด ถื อ ค ว า ม เ ป็ น ก ล า ง ไ มํ แ บํ ง ฝั ก แ บํ ง ฝ่ า ย
ขํ า ว นี้ จ ะ ถู ก น า เ ส น อ โ ด ย ข า ด ก า ร ส ร๎ า ง ค ว า ม เ ข๎ า ใ จ ใ ห๎ แ กํ สั ง ค ม
ใ น เ รื่ อ ง ข อ ง สิ ท ธิ ใ น ที่ ดิ น ท า กิ น แ ล ะ สิ ท ธิ ใ น ก า ร ใ ช๎ ท รั พ ย า ก ร ส า ธ า ร ณ ะ ข อ ง ช า ว บ๎ า น
กั บ น โ ย บ า ย แ ล ะ ทั ศ ท า ง ก า ร พั ฒ น า ตํ า ง ๆ ข อ ง รั ฐ ใ น ลั ก ษ ณ ะ นี้ จึ ง เ ริ่ ม มี ข๎ อ เ ส น อ วํ า
หนังสือพิมพ์นําจะมีสํวนชี้นาสังคมได๎ แตํทั้งนี้ต๎องอยูํบนความระมัดระวัง รอบรู๎ และเป็นธรรม ด๎วยเหตุนี้


                                                                                                                          28
อุ ป ส ร ร ค อ ง ก า ร ยึ ด ถื อ ห รื อ ตี ค ว า ม ห ลั ก ค ว า ม เ ป็ น ก ล า ง จึ ง ขึ้ น อ ยูํ กั บ ปั จ จั ย ห ล า ย ๆ
ประการเพื่อประกอบการพิจารณา ได๎แกํ
              1) ข๎ อ จ ากั ด ของตั ว นั ก ขํ า ว เชํ น การขาดพื้ น ฐานความรู๎ ใ นเรื่ อ งตํ า งๆ อยํ า งดี พ อ
การให๎ความสาคัญกับวิจารณญาณของตัวเองมากกวําตํอจริยธรรมวิชาชีพ
              2) ข๎ อ จ ากั ด เกี่ ย วกั บ ตั ว เนื้ อ หาที่ น าเสนอ ทั้ ง ในแงํ ข องเนื้ อ ที่ ที่ น าเสนอขํ า วได๎ น๎ อ ย
และประเภทของขําว เชํน ขําวการเมืองซึ่งมีโอกาสที่จะเสนอผิดพลาดหรือขาดความเป็นกลางได๎งําย
              3) ข๎อจากัดในกระบวนการผลิต เชํน ข๎อจากัดเรื่องเวลา การแขํงขันเชิงธุรกิจของหนังสือพิมพ์
              4) ข๎ อ จ า กั ด เ รื่ อ ง ก ร ะ บ ว น ก า ร คั ด เ ลื อ ก ขํ า ว เ ชํ น น โ ย บ า ย ข อ ง ห นั ง สื อ พิ ม พ์
แ ร ง ก ด ดั น ทั้ ง ภ า ย ใ น ก อ ง บ ร ร ณ า ธิ ก า ร แ ล ะ ภ า ย น อ ก ( ทุ น ผู๎ ส นั บ ส นุ น โ ฆ ษ ณ า )
ที่ควบคุมให๎หนังสือพิมพ์ต๎องเลือกนาเสนอขําวไปตามแนวทางของกลุํมเหลํานี้
              5) ข๎ อ จ า กั ด ใ น ก า ร ค ว บ คุ ม ต ร ว จ ส อ บ จ ริ ย ธ ร ร ม ข อ ง ห นั ง สื อ พิ ม พ์ เ ชํ น
ชํ อ ง โ ห วํ ข อ ง ก ฎ ห ม า ย ที่ ท า ใ ห๎ ห นั ง สื อ พิ ม พ์ ห า โ อ ก า ส ล ะ เ มิ ด ไ ด๎
การตรวจสอบควบคุมกันเองที่ขาดประสิทธิภ าพ และการควบคุม ตรวจสอบจากผู๎อํานที่ยัง ไมํ เข๎มแข็ง
เป็นต๎น




                                                                                                                        29
8. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
                               ่
          8.1 งานวิจัยเกียวกับวาทกรรมเพื่อโน๎มน๎าวใจทางการเมืองการปกครอง
              กฤษณะ (2546)                       ได๎ ศึ ก ษาการสื่ อ สารการเมื อ งของพระนเรศวรมหาราช พบวํ า
หนึ่ ง ในวิ ธี ก ารสื่ อ สารที่ ก ารเมื อ งที่ ส มเด็ จ พระนเรศวรมหาราชทรงใช๎ คื อ การสื่ อ สารโน๎ ม น๎ า วใจ
และเป็ น รู ป แบบการสื่ อ สารที่ ม ากที่ สุ ด โดยจุ ด จู ง ใจที่ พ ระองค์ ใ ช๎ คื อ ความเด็ ด เดี่ ย วของพระองค์
ซึ่ ง ผลการสื่ อสารทางการเมื องของพระองค์ คือ ทรงสามรถกอบกู๎เอกราช รักษาไว๎ซึ่ ง พระราชอานาจ
และมีพระราชอาณาเขตกว๎างใหญํ รวมทั้งทานุบารุงฟื้นฟูกรุงศรีอยุธยาให๎เจริญรุํงเรืองดังเดิม
              รัต นาวดี (2545) ศึ ก ษาวาทกรรมวิ เคราะห์ รายการนายกฯทั ก ษิณ คุย กั บประชาชน และ
รายการชวนออนไลน์ พบวํ า ทั้ ง รู ป แบบและเนื้ อ หาของรายการทั้ ง สองเป็น เรื่ อ งสถานภาพ บทบาท
สิ ทธิ อานาจ อุด มการณ์ การครองความเป็ นใหญํ และการแยํ ง ชิ ง พื้ นที่ ทางการเมื อ งเข๎า มาเกี่ ยวข๎อ ง
โดยรูปแบบวาทะของรายการนายกฯทักษิณคุยกับประชาชนสํวนใหญํเป็นวาทะเกี่ยวข๎องกับนโยบาย
(argument from policy) และวาทะที่เกี่ยวข๎องกับคํานิยม คุณธรรม จริยธรรม (argument for value)
ในขณะที่รายการชวนออนไลน์มีรูปแบบวาทะที่เกี่ยวกับข๎อเท็จจริง (argument from fact) มากที่สุด
และประเด็นที่พ บในรายการซึ่ ง การโต๎แย๎ง แสดงเหตุผลกัน (argument) มี ทั้ง สิ้น 5 ประเด็น ได๎แกํ
1.การปฏิรูปราชการ 2. การโยกย๎ายนายทหารระดับสูง 3. กฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจ 11 ฉบับ 4.
ปัญหาการกํอการร๎ายภาคใต๎ และ 5. กรณีทุจริตการจัดซื้อปุ๋ย ลักษณะเดํนของการนาเสนอข๎อมูลนั้น
พบวํ า รายการนายกฯทั ก ษิ ณ พบประชาชนมี ค วามชั ด เจนท างเนื้ อ หาสู ง มี ก ารอ๎ า งหลั ก ฐาน
ข๎อมูลสนับสนุนที่เชื่อถือได๎ และมีน้าหนัก นอกจากนั้น ยังจิตวิทยาเป็นกลวิธีในการนาเสนอเนื้อหาอีกด๎วย
โดยจิ ต วิ ท ยาที่ น ามาใช๎ มี 2 ลั ก ษณะ คื อ 1) แสดงให๎ เ ห็ น วํ า สิ่ ง ที่ พ .ต.ท.ทั ก ษิ ณ ชิ น วั ต ร
แ ล ะ ค ณ ะ รั ฐ บ า ล ไ ด๎ ด า เ นิ น ก า ร เ ป็ น ป ร ะ โ ย ช น์ ตํ อ พี่ น๎ อ ง ป ร ะ ช า ช น ช า ว ไ ท ย จ ริ ง ๆ
แ ล ะ ท า ใ ห๎ ป ร ะ ช า ช น มี ค ว า ม สุ ข แ ล ะ 2 ) มี ก า ร พู ด ย ก ยํ อ ง เ อ า ใ จ ป ร ะ ช า ช น
กลํ าวถึง พระบารมี ของพระบาทสมเด็จ พระเจ๎ ายูํหั วในการทาให๎เกิดความสงบเรียบร๎อยในบ๎านเมื อ ง
ใ น สํ ว น ข อ ง ก า ร ใ ช๎ ภ า ษ า พ . ต . ท . ด ร . ทั ก ษิ ณ
ชิ น วั ต ร มี ค ว า ม เ ป็ น ธ ร ร ม ช า ติ ใ น ลี ล า แ ล ะ ส า น ว น ภ า ษ า ข อ ง พ . ต . ท . ด ร . ทั ก ษิ ณ ชิ น วั ต ร
ซึ่ ง มี ผ ล ใ ห๎ ผู๎ ฟั ง รู๎ สึ ก ไ มํ เ ค รี ย ด เ กิ น ไ ป แ ล ะ ส ร๎ า ง ค ว า ม รู๎ สึ ก ส นิ ท ส น ม น อ ก จ า ก นั้ น
ยังมีการใช๎ภาษาแสดงอารมณ์ แสดงอานาจ รวมถึงการใช๎คาพูดเชิงตัดพ๎อ ตํอวํา กระทบกระเทียบอีกด๎วย
              เฉลิมศักดิ์ (2544) ทาการวิจัยเรื่องการสื่อสารโน๎มน๎าวใจ โดยศึกษากรณีรายการสนทนานายมั่น
ชู ช า ติ แ ล ะ น า ย ค ง รั ก ไ ท ย ส มั ย จ อ ม พ ล ป . พิ บู ล ส ง ค ร า ม โ ด ย มุํ ง ศึ ก ษ า ใ น 3
ประเด็น ที่มี ความถี่สู ง สุ ด ตามล าดั บในการน าเสนอจากเนื้ อหาของบท คือ การแตํง กายของชาวไทย
การเลิกกินหมาก การเคารพธงชาติทุกวัน โดยประเด็นเนื้อหาที่ใช๎ในการโน๎มน๎าวใจนั้น วิเคราะห์ไ ด๎ดังนี้ 1)
การโน๎มน๎าวใจให๎ผู๎รับสารแตํงกายตามรัฐนิยม ฉบับที่ 10 นาเสนอด๎วยประเด็นแสดงความเป็นอารยชน
ประเด็นป้องกันเอกราชของชาติ ประเด็นทาให๎หญิงไทยสวยงาม ประเด็นทาให๎ผู๎อื่นอยากคบหาสมาคม
และประเด็ น แสดงความเป็ น ผู๎ มี เ กี ย รติ 2)                           การโน๎ ม น๎ า วใจให๎ ผู๎ รั บ สารเลิ ก กิ น หมาก
                                                                                                                         30
น า เ ส น อ ด๎ ว ย ปร ะ เ ด็ น ป้ อ ง กั นโ ร ค ภั ย ตํ า ง ๆ ป ร ะ เ ด็ น ท า ให๎ ผู๎ อื่ น อ ย า ก ค บห า ส ม า ค ม ด๎ ว ย
ป ร ะ เ ด็ น ห ญิ ง ไ ท ย ส ว ย ง า ม ขึ้ น ป ร ะ เ ด็ น แ ส ด ง ค ว า ม เ ป็ น อ า ร ย ช น
ประเด็ น ล๎ ม เลิ ก ประเพณี ที่ ไ มํ ใ ชํ ป ระเพณี ไ ทย และ3) การโน๎ ม น๎ า วใจให๎ ผู๎ รั บ สารเคารพธงชาติ
น าเสนอด๎ ว ยประเด็ น แสดงความเป็ น ไทย ประเด็ น แสดงความเป็ น เอกราชของ ชาติ ไ ทย
ป ร ะ เ ด็ น แ ส ด ง ค ว า ม เ ป็ น อ า ร ย ช น ป ร ะ เ ด็ น เ ค า ร พ สิ่ ง ศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ ข อ ง ช า ติ
แ ล ะ ป ร ะ เ ด็ น อ ย า ก ใ ห๎ ผู๎ อื่ น อ ย า ก ติ ด ตํ อ แ ล ะ ค บ ห า ส ม า ค ม ด๎ ว ย
โดยการนาเสนอเนื้อ หาในทุ กประเด็นข๎างต๎นมี จ านวนครั้ ง ไมํ เทํ ากันและมี การนาเสนออยํางตํอเนื่อ ง
ซึ่ ง ส อ ด ค ล๎ อ ง กั บ ท ฤ ษ ฎี จิ ต วิ ท ย า ก า ร สื่ อ ส า ร เ รื่ อ ง ก า ร รั บ รู๎ ที่ ถื อ วํ า
ส า ร ที่ มี ค ว า ม ถี่ ส า ม า ร ถ เ ร๎ า ค ว า ม ส น ใ จ ผู๎ รั บ ส า ร ใ ห๎ ม า รั บ รู๎ ไ ด๎
นอกจากนั้นในแงํ มุ ม การใช๎ ภ าษาเพื่อโน๎ม น๎าวใจ เฉลิมศักดิ์พ บวํามีลักษณะเดํน 4 ประการ ได๎แกํ 1)
การเลือกใช๎กลุํมคาที่ให๎ความหมายหนักแนํนเป็นสํวนขยาย 2) การใช๎ภาษาเปรียบเทียบให๎เห็นภาพพจน์
3) การใช๎ภาษาสัมผัสคล๎องจอง และ 4) การใช๎การซ้าคาเพื่อย้าความสาคัญ
             อรวรรณ (2542) ได๎ศึกษา “วาทวิทยาในประวัติศาสตร์ไทย: ยุคกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ ”
โดยได๎เลือกศึกษาวาทกรรมของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในยุคดังกลําวและวาทกรรมของนัก พูดเดํนๆใ
น ยุ ค รั ต น โ ก สิ น ท ร์ จ า น ว น 15                                   ทํ า น โ ด ย ใ น ง า น ชิ้ น นี้ พ บ วํ า
ในยุคพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล๎าเจ๎าอยูํหัวได๎ทรงใช๎วาทะในการปลุกใจเพื่อสร๎างเอกภาพภายในชาติแ
ละลั ท ธิ ช าติ นิย ม ชี้ ใ ห๎ เ ห็ นภั ยของคนจี น อธิ บายให๎ค นไทยท าตนให๎ส มกั บเป็น ผู๎ เจริญ แล๎ วด๎ านสัง คม
และ เศ รษ ฐกิ จ แ ล ะ ชั ก จู ง ใ จใ ห๎ ค น ไ ท ยเ ข๎ า ข๎ า ง ฝ่ า ยสั มพั น ธมิ ตร ในส ง ค รา มโล กค รั้ ง ที่ 1
โ ด ย ห นึ่ ง ใ น ก ล วิ ธี ที่ พ ร ะ อ ง ค์ ใ ช๎ ป ลุ ก ใ จ คื อ ก า ร โ น๎ ม น๎ า ว ใ จ
โดยพระองค์ทรงโดดเดํนด๎านในการใช๎ภาษาที่สละสลวย

       8.2 งานวิจัยเกี่ยวกับการสื่อสารทางการเมืองของหนังสือพิมพ์
          กัญ ญา (2544) ศึก ษารูป แบบการน าเสนอคดี ป กปิด ทรั พ ย์ สิ น ของ พ.ต.ท.ทัก ษิ ณ ชิ น วั ต ร
วาทกรรมที่ใช๎ในการเสนอขําวคดีปกปิดทรัพย์สินด๎วยแนวทางพิจ ารณาด๎านรัฐ ศาสตร์และนิติศาสตร์
และวิเคราะห์วัฒนธรรมการเมืองที่สะท๎อนผํานการนาเสนอวาทกรรมตามแนวคิดรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์
ข อ ง ห นั ง สื อ พิ ม พ์                          ภ า ย ใ ต๎ หั ว ข๎ อ วิ จั ย
“วาทกรรมสร๎างความจริงเชิงรัฐศาสตร์กับนิติศาสตร์ของหนังสือพิมพ์ในคดีปกปิดทรัพย์สินของ ทักษิณ
ชินวัตร” พบวํา รูปแบบที่ใช๎นาเสนอคดีปกปิดทรัพย์สินของ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตรมากที่สุด คือ
รูป แบบการรายงานขํ าว การสร๎ างวาทกรรมของสื่อ มวลชนเป็ น ผลมาจากปั จ จั ย สองประการ คือ 1)
ปัจจัยภายใน ได๎แกํ การทางานด๎านขําว ความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ และนโยบายของสถาบัน และ 2)
ปั จ จั ย ภ า ย น อ ก ไ ด๎ แ กํ สั ง ค ม เ ศ ร ษ ฐ กิ จ แ ล ะ วั ฒ น ธ ร ร ม
โดยสื่ อ มวลชนเลื อ กใช๎ ว าทกรรมรั ฐ ศาสตร์ ม ากกวํ า วาทกรรมนิ ติ ศ าสตร์ อั น สะท๎ อ นให๎ เ ห็ น วํ า
วั ฒ นธรรมการเมื อ งไทยมี ลั ก ษณะลื่ น ไหล สามารถเปลี่ ย นกลั บ ไปกลั บ มาได๎ จึ ง กลํ า วได๎ วํ า
                                                                                                                        31
สื่อมวลชนซึ่งมีหน๎าที่ผลิตวาทกรรมเพื่อสร๎างความรู๎และความจริงให๎กับสังคมมีแนวโน๎มเลือกผลิตซ้าวาทก
รรมรัฐสาสตร์อันสอดคล๎องกับสภาพวัฒนธรรมการเมืองไทย
                มั ท นา (2543) ได๎ ศึ ก ษาเนื้ อ หาการเมื อ งในหนั ง สื อ พิ ม พ์ ร ายวั น ประกอ บด๎ ว ย
ห นั ง สื อ พิ ม พ์ ม ติ ช น ไ ท ย โ พ ส ต์ ไ ท ย รั ฐ แ ล ะ เ ด ลิ นิ ว ส์ จ า น ว น 1 8 4 ฉ บั บ
พบวําหนังสือพิมพ์เสนอเนื้อหาเกี่ยวกับรัฐบาลและสมาชิกสภาผู๎แทนราษฎรในทางโจมตีมากกวําการสนับ
ส นุ น เ ส น อ เ นื้ อ ห า เ กี่ ย ว กั บ ข๎ า ร า ช ก า ร แ ล ะ อ ง ค์ ก ร ห รื อ บุ ค ค ล ท า ง ก า ร เ มื อ ง อื่ น ๆ
ใ น ท า ง ส นั บ ส นุ น ม า ก ก วํ า ก า ร โ จ ม ตี เ ส น อ เ นื้ อ ห า ที่ เ น๎ น ตั ว บุ ค ค ล ม า ก ก วํ า น โ ย บ า ย
เ ส น อ ขํ า ว ก า ร เ มื อ เ ชิ ง ตี ค ว า ม ม า ก ก วํ า ขํ า ว ก า ร เ มื อ ง เ ชิ ง เ ป็ น ก ล า ง
เ ส น อ เ นื้ อ ห า ก า ร เ มื อ ง เ ชิ ง เ ร๎ า อ า ร ม ณ์ ม า ก วํ า เ นื้ อ ห า ก า ร เ มื อ ง เ ชิ ง พั ฒ น า
แ ล ะ เ ส น อ เ นื้ อ ห า ก า ร เ มื อ ง ทิ ศ ท า ง ล บ ม า ก ก วํ า ทิ ศ ท า ง บ ว ก
เมื่ อ จ าแนกตามประเภทหนั ง สื อ พิ ม พ์ พ บวํ า หนั ง สื อ พิ ม พ์ ป ริ มาณเสนอเนื้ อ หาเน๎ น ที่ ตั ว บุ ค คล
เ นื้ อ ห า ก า ร เ มื อ ง เ ชิ ง เ ร๎ า อ า ร ม ณ์ ขํ า ว ก า ร เ มื อ ง เ ชิ ง ตี ค ว า ม
เ นื้ อ ห า ก า ร เ มื อ ง ทิ ศ ท า ง บ ว ก ม า ก วํ า ห นั ง สื อ พิ ม พ์ คุ ณ ภ า พ สํ ว น ก ร ณี ศึ ก ษ า พ บ วํ า
เนื้ อ หาการอภิ ป รายไมํ ไ ว๎ ว างใจของหนั ง สื อ พิ ม พ์ ทั้ ง 4 ชื่ อ ฉบั บ มี ค วามคล๎ า ยคลึ ง กั น คื อ
สนใจประเด็นที่มีความเร๎าอารมณ์ เน๎นตัวบุคคลมากกวํานโยบาย ให๎ความสาคัญกับกลยุทธ์ทางการเมือง
ใ ช๎ โ ค ร ง ส ร๎ า ง ก า ร ร า ย ง า น ขํ า ว แ บ บ ล ะ ค ร
มี ค วามเห็ น ผู๎ สื่ อ ขํ า วปนในเนื้ อ หาขํ า วและใช๎ ผ ลส ารวจความเห็ น ประกอบการรายงายขํ า ว
และใช๎การสารวจความคิดเห็นประกอบการรายงานขําว
               อ ร พิ น ท์                           ต รี อ ม ร เ ลิ ศ                               ( 2 5 4 2 )
ศึกษาการนาเสนอเนื้อหาของหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับกระบวนการรํางรัฐธรรมนูญแหํงพระราชอาณาจักรไทย
พุ ท ธ ศั ก ร า ช 2 5 4 0 โ ด ย ผ ล ก า ร วิ จั ย ส รุ ป วํ า ป ร ะ เ ด็ น ที่ ห นั ง สื อ พิ ม พ์ เ ป็ น ห ลั ก คื อ
การวิเคราะห์วิจารณ์ตํอเนื้อหารํางรัฐธรรมนูญ /สสร./ตํอจุดยืนและทําทีของกลุํมตํางๆ ตํอรํางรัฐธรรมนูญ
ตลอดจนกรน าเสนอเนื้ อ หาตามพั ฒ นาการของเหตุ ก ารณ์ แ ละความเคลื่ อ นไหวตํ า งๆ มากที่ สุ ด
สํวนบทบาทของหนังสือพิมพ์นั้นเป็นเวทีการแสดงคิดเห็นมากที่สุด รองลงมาคือการเป็นผู๎แจ๎งขําวสาร
ก า ร เ ป็ น ผู๎ ใ ห๎ ค ว า ม รู๎ ค ว า ม เ ข๎ า ใ จ แ กํ ป ร ะ ช า ช น ก า ร เ ป็ น ผู๎ ใ ห๎ แ น ว คิ ด
ป ลุ ก จิ ต ส า นึ ก แ ล ะ ร ณ ร ง ค์ ใ ห๎ ป ร ะ ช า ช น มี สํ ว น รํ ว ม ท า ง ก า ร เ มื อ ง ต า ม ล า ดั บ
ส าหรั บ แหลํ ง ขํ า วที่ ห นั ง สื อ พิ ม พ์ อ๎ า งอิ ง เป็ น กลุํ ม นั ก การเมื อ ง คื อ นั ก การเมื อ งฝ่ า ยค๎ า นมากที่ สุ ด
รองลงมาคือ สสร. องค์กรหรือหนํวยงานเอกชน และนักการเมื องฝ่ายรัฐ บาล ตามลาดับ นอกจากนั้น
ยั                         ง                           พ                        บ                       วํ                      า
หนังสือพิมพ์เชิงคุณภาพให๎ความสาคัญกับการเสนอเนื้อหาในลักษณะอธิบายความโดยให๎สาระความรู๎แล
ะเน๎นย้าถึงความสาคัญของการรํางรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปทางการเมืองมากกวําหนังสือพิมพ์เชิงปริมา
ณ

                                                                                                                             32
9. ระยะเวลาที่ใช้ในการทาวิทยานิพนธ์        11 เดือน

10. แผนการดาเนินงานตลอดระยะเวลาที่ทาวิทยานิพนธ์
                        ขั้นตอน                                            ประมาณ
                                                                    ระยะเวลาที่ใช้ เดือน
10.1 ขั้นการเตรียมการ (ปรึกษา, หาหัวข๎อ)                              เมษายน -       3
                                                                       สิงหาคม     เดือน
10.2 ขั้นเก็บรวบรวมข๎อมูล                                             กรกฎาคม-       2
                                                                       สิงหาคม     เดือน
10.3 ขั้นตรวจสอบข๎อมูล                                                 กันยายน       1
                                                                                   เดือน
10.4 ขั้นวิเคราะห์ข๎อมูล                                             พฤศจิกายน-      2
                                                                       ธันวาคม     เดือน
10.5                                                                   มกราคม-       2
    ขั้นเรียบเรียงและเสนอผลการวิจัยให๎คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์     กุมภาพันธ์   เดือน
    ตรวจ
10.6 ขั้นจัดพิมพ์วิทยานิพนธ์ให๎เป็นรูปเลํมพร๎อมที่จะสอบป้องกัน         มีนาคม        1
                                                                                   เดือน




                                                                                      33
11. โครงร่างเนื้อหาวิทยานิพนธ์
      บทที่ 1 บทนา
                1.1 ความสาคัญและที่มาของหัวข๎อ
                1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย
                1.3 ประโยชน์ของการวิจัย
                1.4 นิยามศัพท์
      บทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรม
      บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย
      บทที่ 4 การใช๎ภาษาเพื่อโน๎มน๎าวใจ
                4.1 ระดับคา
                4.2 ระดับประโยค
      บทที่ 5 เนื้อหาในการโน๎มน๎าวใจ
                5.1 เหตุผลที่ใช๎ในการโน๎มน๎าวใจ
                5.2 วิธีการแสดงเหตุผล
      บทที่ 6 บทวิเคราะห์
                6.1 ความนําเชื่อถือของผู๎พูด
                6.2 จุดจูงใจในสาร
                6.3 ความต๎องการของผู๎รับสาร
      บทที่ 7 บทอภิปรายผล และข๎อเสนอแนะ
                7.1 สรุปผลการวิจัย
                7.2 อภิปรายผล
                   7.2.1 ข๎อเสนอแนะทั่วไปเกี่ยวกับหัวข๎อที่วิจัย
                   7.2.2 ข๎อเสนอแนะการวิจัยตํอเนื่อง




                                                                   34
         ่
12. งานทีได้ทาไปแล้ว
   12.1 งานค๎นคว๎าเอกสารที่เกี่ยวข๎อง
         12.1.1 กาญจนา แก๎วเทพ. (2547). การวิเคราะห์สื่อ แนวคิดและเทคนิค. (พิมพ์ครั้งที่ 4).
                 กรุงเทพฯ : บริษัทแบรนด์ เอจ จากัด.
         12.1.2 กฤษณะ นาคประสงค์. (2546).
                 การสื่อสารการเมืองของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช.วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต
                 สาขาวิชาวาทวิทยา, บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
         12.1.3 เฉลิมศักดิ์ อธิปัญญาสฤษดิ์. (2544). การสื่อสารโน๎มน๎าวใจ:
                 กรณีศึกษารายการสนทนานายมั่น ชูชาติและนายคง รักไทย สมัยจอมพลป.
                 พิบูลสงคราม. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต
                 สาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการสื่อสารและการพัฒนา, บัณฑิตวิทยาลัย
                 มหาวิทยาลัยมหิดล.
         12.1.4 มัทนา เจริญวงศ์. (2543). เนื้อหาการเมืองในหนังสือพิมพ์รายวัน.
                 วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตสาขาวิชาการหนังสือพิมพ์, บัณฑิตวิทยาลัย
                 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
         12.1.5 รัตนาวดี สาราญสุข. (2545). วาทกรรมวิเคราะห์รายการนายกฯทักษิณคุยกับประชาชน
                 และ รายการชวนออนไลน์. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาวาทวิทยา,
                 บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
         12.1.6 วิรัช วภิรัตนกุล. (2543). วาทนิเทศและวาทศิลป์ : หลักทฤษฎีและวิธีปฏิบัติ
                 ยุคสหัสวรรษใหมํ. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์แหํงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
         12.1.7 เสถียร เชยประดับ. (2540). การสื่อสารกับการเมือง : เน๎นสังคมประชาธิปไตย.
                 กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์แหํงจุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย
         12.1.8 สมาคมนักขําววิทยุและโทรทัศน์ไทย. (2546). การใช๎สื่อในการเมืองยุคใหมํ. กรุงเทพฯ:
                 เดือนตุลา.(หนังสือรายงานประจาปี 2546).
         12.1.9 สมาคมหนังสือพิมพ์แหํงประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์.
                 หลักการทาหนังสือพิมพ์เบื้องต๎น.[ออนไลน์]. แหลํงข๎อมูล:
                 http://www.thaipressasso.com/subjects/ knowledge.htm [28 กรกฎาคม 2549]
         12.1.10 สุกัญญา ตรีทิเพนทร์. (2544).
                 วาทกรรมการสร๎างความจริงเชิงรัฐศาสตร์กับนิติศาสตร์ของหนังสือพิมพ์ในคดีปกปิทรัพ
                 ย์สินของทักษิณ ชินวัตร. วิทยานิพนธ์ปริญญาหาบัณฑิต สาขาวิชา วารสารสนเทศ,
                 บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


                                                                                                35
         12.1.11 สุรพล โสธนะเสถียร. (2537). การสื่อสารกับการเมือง. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กทม.:
                 ประสิทธิ์ภัณฑ์ แอนด์ พริ้นติ้ง.
         12.1.12 สมจิต ชิวปรีชา. (2548). วาทวิทยา. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ :
                 สานักพิมพ์แหํงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
         12.1.13 อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์. (2541)
                 สื่อมวลชนกับการเป็นเวทีกลางของการตํอสู๎ทางการเมืองและวัฒนธรรม
                 ในวิกฤติสื่อมวลชน ยุคจักรวรรดินิยมวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: อมรินทร์
                 พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
         12.1.14 อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์และคณะ. (2547). สื่อสารมวลชนเบื้องต๎น: สื่อมวลชน วัฒนธรรม
                 และสังคม. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แหํงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
         12.1.15 อรพินท์ ตรีอมรเลิศ. (2542).
                 การนาเสนอเนื้อหาของหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับกระบวนการรํางรัฐธรรมนูญแหํงพระราชอา
                 ณาจักรไทย พุทธศักราช 2540. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต
                 สาขาวิชาการหนังสือพิมพ์, บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
         12.1.16 อรวรรณ ปิลันธน์โอวาท. (2546). การสื่อสารเพื่อการโน๎มน๎าวใจ. (พิมพ์ครั้งที่ 3).
                 กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แหํงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
         12.1.17 อรวรรณ ปิลันธน์โอวาท. (2542) วาทวิทยาในประวัติศาสตร์ไทย:
                 ยุคกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร. คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
                 งานวิจัยโดยการสนับสนุนของทุนงบประมาณแผํนดิน

   12.2 การรวบรวมหนังสือพิมพ์ที่ใช๎เป็นแหลํงข๎อมูล

13. เวลาที่คาดว่าจะสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ มีนาคม 2550

14. ที่อยู่ (1) 124 หมูํ 2 ตาบลนาโยงเหนือ อาเภอนาโยง จังหวัดตรัง 92170        โทร. 0-7529-9769
            (2) 64/3 ซอยจงมีชัย 1 แยกชักพระ แขวง/เขตตลิ่งชัน กทม. 10170       โทร. 0-2433-3487
            E-mail address: (1) bjaruma@yahoo.com               โทรศัพท์เคลื่อนที่ 0 -1302-2180
                             (2) b_jaruma@hotmail.com


          เห็นควรให้สอบโครงร่างวิทยานิพนธ์ได้
          (ลงนาม) ..................................................
                  (...............................................)
                      (กรรมการในหลักสูตรฯ)                                                    36
                     ............../............/.............
(ลงนาม) .........................................
        (.....................................)
        (นักศึกษาผู๎ขอสอบโครงรําง)




                                             37

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Tags:
Stats:
views:15841
posted:7/13/2011
language:Thai
pages:37
Description: ตัวอย่างการเขียนเค้าโครงงานวิจัย ให้เลือกอ่านเฉพาะส่วนที่เราเรียนนะคะ