lowcarbon by gsarawut

VIEWS: 54 PAGES: 8

									                                                                             THAILAND TEXTILE INSTITUTE



                        “Low Carbon Society” แนวทางลดภาวะโลกร้อน

                                  ปัญหาภาวะโลกร้อน (Global warming) เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกกาลัง
                        ให้ความ สนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นเริ่มส่งผลต่อการดาเนินชีวิต
                        ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสูงขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก การละลายของน้าแข็ง
                        ขั้วโลก และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างฉับพลัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าผลกระทบ
                        ที่เกิดจากภาวะโลกร้อนมีลักษณะเป็นห่วงโซ่ ส่งผลกระทบต่อกันเป็นทอดๆ โดยปลาย
ห่วงโซ่ที่เกิดขึ้น คือ มนุษย์และสิ่งมีชีวิตในโลก เช่น การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของมนุษย์ ทาให้
อุ ณ หภู มิ เ ฉลี่ ย ของโลกสู ง ขึ้ น เกิ ด การละลายของน้ าแข็ ง ขั้ ว โลกและหิ ม ะที่ ป กคลุ ม ภู เ ขาสู ง ท า ให้
ระดับ น้าทะเลปานกลางสูงขึ้น สร้างความเสียหายให้แก่ระบบนิเวศทางทะเล และประชาชนที่อยู่ อาศัย
บริเวณชายฝั่ง การที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นและความไม่แน่นอนของภูมิอากาศทาให้เกษตรการเกิดความ
ยากลาบากในการปลูกพืชผล เป็นต้น
         หากเราพิจารณาถึงต้นเหตุของปัญหาภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น เราจะพบว่าสาเหตุนั้นเกิดจากกิจกรรม
ต่างๆของมนุษย์ที่ทาให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกสู่ชั้น
บรรยากาศเป็นจานวนมหาศาล จากรายงานของ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) พบว่า
ในปี 2009 ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นจากปี 1973 ถึง 36 % โดยเพิ่มขึ้นจาก 280 PPMV (parts
per million by volume) เป็น 387 PPMV1 โดยประเทศที่มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดได้ แก่
ประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ตามลาดับ เรื่องที่น่าวิตกคือ ประเทศที่ มีการ
เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เช่น จีน อินเดีย อินโดนีเซีย อียิปต์ อิหร่าน และประเทศไทย มี อัตรา
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทีย บกับอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศที่
พัฒนาแล้ว2 ซึ่งอาจจะมีสาเหตุจากการที่ประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วใช้การพัฒนา
ด้านอุตสาหกรรมเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจ

        จากปัญหาภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นทาให้เกิดการตื่นตัวในการหาทางแก้ปัญหาในการประชุมในเวที
สิ่งแวดล้อมโลก ไม่ว่าจะเป็น อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (The United
Nations Framework Convention on Climate Change –UNFCCC)ในปี ค.ศ. 1992 พิธีสารเกียวโต (Kyoto
Protocol) ในปี 1997 จนกระทั่ง การประชุมนานาชาติที่กรุ งโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก (COP-15) ในปี


1
  http: //en.wikipedia.org/wiki/Greenhouse_gas
2
  http://www.pbl.nl/en/index.html

                                                                                                                40
                                                                           THAILAND TEXTILE INSTITUTE


2009 ต่างมีการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่งทาให้ประเด็นเรื่อง“สังคมคาร์บอนต่า (Low Carbon Society)”
ถูกหยิบยกมาพูดอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ ทั้งในสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และอาเซียน ว่าเป็นแนวทางการ
แก้ปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างยั่ งยืน ดังแนวคิด Building a low Carbon Society3 ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
สิ่ ง แวดล้ อ มประเทศญี่ ปุ่ น ในปี 2007 ว่ า หากประเทศต่ า งๆทั่ ว โลกมี เ ป้ า หมายในการลดปริ ม าณก๊ า ซ
คาร์บอนไดออกไซด์ลงครึ่งหนึ่งจากระดับปัจจุบันในปี 2050 จะต้องดาเนินการตามแนวคิด “สังคมคาร์บอน
ต่า” ซึ่งมีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ
                                              1. Carbon Minimization in all sectors : ทุกภาคส่วนในสังคม
                                     ควรมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับที่ธรรมชาติสามารถดูด
                                     ซับได้ ซึ่งการจะดาเนินการให้เป็นไปตามหลักการดังกล่าวจาเป็นต้องมี
                                     ระบบของสังคมเพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถตัดสินใจและเลือกที่จะลด
                                     ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมาย
                                     มาตรการหรือกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของภาครัฐบาล การปรับปรุง
                                     พัฒนากระบวนการผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและ
ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่าของภาคอุตสาหกรรม และการเลือกซื้อ สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อ
สิ่ง แวดล้อม เช่น สินค้ าที่ แสดงฉลากข้อมูล การปล่อยก๊ าซคาร์บอนไดออกไซด์ของผลิตภัณฑ์ ของภาค
ประชาชน

                                            2. Toward a Simpler life style that realize richer quality of life :
                                 การลดการบริโภคที่เกินความจาเป็น (Mass Consumption) เปลี่ยนเป็น
                                 การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตของ
                                 มนุษย์ในการเลือกสินค้าและบริการ สร้างสังคมที่เห็นความสาคัญของ
                                 ความสงบสุข ครอบครัว สุขภาพที่แข็งแรง เพื่อที่จะยกระดับคุณภาพชีวิต
                                 ที่ดี
                                             3. Coexistence with Nature : การที่มนุษย์และสังคมเป็นส่วน
                                 หนึ่งของระบบนิเวศ ดังนั้นการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติของมนุษย์
                                 พร้ อ มทั้ ง บ ารุ ง รั ก ษาทรั พ ยากรสิ่ ง แวดล้ อ มจึ ง มี ส าคั ญ ในการลดก๊ า ซ
                                 คาร์บอนไดออกไซด์และลดภาวะโลกร้อน




3
    http://2050.nies.go.jp/
                                                                                                                41
                                                                             THAILAND TEXTILE INSTITUTE


          แนวทางการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนในนานาประเทศที่ผ่านมายังไม่ค่อยประสบผลสาเร็จมากนัก
เนื่องจากทุกประเทศต่างมองเรื่องการค้าและผลประโยชน์ของประเทศตนเองเป็นสาคัญ แต่แนวทางการ
แก้ปัญหาภาวะโลกร้อนด้วยแนวคิด “Low Carbon Society” ถูกมองว่าเป็นแนวทางการแก้ปัญหาที่ยั่ งยืน
ของอุต สาหกรรมทั้ ง ภาคการผลิต และภาคบริโ ภคของประชาชน และสามารถประสบความส าเร็ จได้
เนื่องจากเป็ นแนวทางการแก้ ไ ขปั ญหาภาวะโลกร้อนซึ่ง อยู่ บนพื้ นฐานของการใช้ หลัก ของทฤษฎีทาง
เศรษฐศาสตร์ที่ใช้แนวคิดระบบการตลาดมาช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เป็น
แนวทางการแก้ปัญหาอย่างครบวงจรทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การค้า สังคม และพฤติกรรมมนุษย์ จึงเป็นน่าจะ
เป็นแนวทางที่ทาให้ทุกประเทศพอใจ

          อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยถือเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีความความสาคัญทาง
เศรษฐกิจของประเทศไทย โดยในปี 2552 ไทยมีรายได้จากการส่งออกสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเป็นเงิน
6,498 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีตลาดส่งออกหลัก คือ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป อาเซียน และญี่ปุ่น ซึ่งการ
ที่ป ระเทศในกลุ่ม ลูก ค้า หลัก ของไทยมี ม าตรการและกฎระเบีย บด้านสิ่งแวดล้อมออกมามากขึ้น ทาให้
ผู้ป ระกอบการสิ่ ง ทอและเครื่ องนุ่ง ห่ม ของไทยประสบกั บ ปั ญหาการกี ด กั นทางการค้ า ที่มิ ใ ช่ ภาษี ด้ า น
สิ่ง แวดล้ อม เนื่ องจากอุ ตสาหกรรมสิ่ ง ทอและเครื่ องนุ่ง ห่ ม เป็น อุต สาหกรรมที่มี ก ารใช้ สีแ ละสารเคมี
ค่อนข้ า งมากในกระบวนการผลิต มี สัดส่วนการใช้ น้าและพลังงานสูง ทาให้ อุตสาหกรรมสิ่งทอส่งผล
กระทบต่อสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมาก เช่น การผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของสหราชอาณาจักรในปี ค.ศ
2006 มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 3.1 ล้านตัน มีการปล่อยของเสีย 2 ล้านตันต่อปี และปล่อยน้าเสีย
70 ล้านตันต่อปี4

          ในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้ใช้หลักการของ “สังคมคาร์บอนต่า” และ
ฉลากสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคเลือกผลิตและบริโภคสิ นค้าสิ่งทอที่มีคาร์บอน
ต่า ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวของภาครัฐ การใช้กลไกลตลาดคาร์บอน (Carbon market) ผ่านการ
ซื้อขายคาร์บอน (Carbon Trade) ภาษีคาร์บอน (Carbon tax) และ ฉลากคาร์บอน (Carbon label) เป็นต้น

          ฉลากคาร์ บ อนฟุ ต พริ้ น ท์ เ ป็ น ฉลากคาร์ บ อนประเภทหนึ่ ง ที่ แ สดงข้ อ มู ล ปริ ม าณการปล่ อ ย
คาร์บอนไดออกไซด์ในแต่ละขั้นตอนของการผลิตของผลิตภัณฑ์ตลอดวัฏจักรชีวิต ตั้งแต่การได้มาของ
วัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน จนถึงการจัดการหลังหมดอายุแล้ว ซึ่งฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์
สามารถน ามาเป็ น เป็ น เครื่ อ งมื อ ทางการตลาดอย่ า งหนึ่ ง ที่ ผู้ ผ ลิ ต และผู้ ข ายสิ น ค้ า สิ่ งทอสามารถน ามา


4
    http://www.ifm.eng.cam.ac.uk

                                                                                                                42
                                                                      THAILAND TEXTILE INSTITUTE


ประชาสัมพันธ์ถึงความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน สร้างความตื่นตัวของสังคม และสร้างจุด
ขายที่เหนือกว่าคู่แข่ง โดยเฉพาะในตลาดสหภาพยุโรป ซึ่งมีแรงผลักดันและขานรับแนวคิดเกี่ยวกับคาร์บอน
ฟุตพริ้นท์จากกลุ่มผู้ขายปลีกสิ่งทอในประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป นาไปสู่นโยบายการจัดซื้อผลิตภัณฑ์ สิ่งทอ
ที่มีฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เป็นการกระตุ้นให้ผู้ผลิต ปรับปรุงกระบวนการผลิต พัฒนาและออกแบบ
ผลิตภัณฑ์ที่คานึงถึงสิ่งแวดล้อม และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยพิจารณาตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์

                                         ส าหรั บ ผู้ผลิต การวิ เคราะห์คาร์ บอนฟุ ต พริ้นท์ ทาให้ท ราบว่ า
                                ปริม าณการปลดปล่อยก๊ าซคาร์บอนไดออกไซด์ ใ นแต่ล ะขั้นตอนของ
                                กระบวนการผลิต ผลการวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ ในผลิตภัณฑ์สิ่งทอ
                                ทาให้สามารถจาแนกประเด็นปัญหาหลักและลาดับความสาคัญสิ่งที่ต้อง
                                แก้ไขปรับปรุง กระบวนการผลิต ลดการใช้น้าและพลังงาน ลดการใช้สี
และสารเคมีที่ก่อให้เกิดมลพิษ รวมทั้งการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่คานึงถึงสิ่งแวดล้อมโดยตลอดวัฎจักรชีวิต
ของผลิตภัณฑ์ การแสดงข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์แสดงความตั้งใจในความรับผิดชอบต่อสังคมตลอดจน
เป็นการตอบสนองต่อความต้องการของผู้ซื้อและผู้บ ริโภคในการมีส่วนร่วมในการช่วยลดปัญหาภาวะโลก
ร้อน โดยมีแนวโน้มที่กลุ่มผู้ผลิตและจาหน่ายสินค้าสิ่งทอรายใหญ่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้าราย
ของสหภาพยุโรป เช่น Tesco และ Marks and Spencer มีแผนจัดทาข้อมูลบอกปริมาณการปลดปล่อย
คาร์บอนไดออกไซด์ของสินค้าแต่ละชนิด และกาหนดแผนลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงร้อยละ
80 ให้ได้ภายใน 5 ปี ตั้งแต่ปี 2550 ผู้ผลิตเครื่องนุ่งห่ม Patagonia ได้รณรงค์และจัดทาแผนการจัดเก็บข้อมูล
คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์แ ละนาไปสู่การจัดการเพื่อลดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์
นอกจากนั้น ผู้ซื้อสินค้าเสื้อผ้ารายใหญ่โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป ยังผลักดันให้ผู้ผลิตสินค้า สิ่งทอและ
เครื่องนุ่งห่มในเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเฉพาะผู้ผลิตสินค้าสิ่งทอในทวีปเอเซียที่เป็น
แหล่งผลิตหลักต้องติดฉลากข้อมูลบอกปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของสินค้าสิ่งทอเพื่อ
ตอบสนองนโยบายการค้าและแรงกดดันในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดซ์ออกไซด์

        กรณีผู้บริโภค ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในผลิตภัณฑ์สิ่งทอทาให้ทราบข้อมูลปริมาณการปลดปล่อย
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งจะเป็นการสร้างความตระหนักถึงการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อัน
เนื่องมาจากการบริโภคของตนเอง เป็นการกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการบริโภคผลิตภัณฑ์สิ่งทอเพื่อ
ช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และแสดงถึงความร่วมมือในการลดภาวะโลกร้อน


                                                                                                       43
                                                                              THAILAND TEXTILE INSTITUTE


         สาหรับประเทศไทย มีก ารพัฒนาเกณฑ์ก ารขึ้นทะเบีย นฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดย องค์ก าร
บริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุ
แห่งชาติ หรือ ศว. โดยได้ดาเนินการส่งเสริมการวิเคราะห์ และติดฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์
ให้กับ 25 บริษัทนาร่อง ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการใช้เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ข องผลิตภัณฑ์
ของสานักส่งเสริมตลาดคาร์บอน อบก. และใช้แนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ ที่
จัดทาโดยคณะกรรมการเทคนิคด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของประเทศไทย ซึ่งแต่งตั้งโดย ศว. โดยใช้วิธีการ
ประเมินตามหลักการประเมินผลกระทบตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment : LCA)
และอ้างอิงกับแนวทางการวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ ตามหลักมาตรฐานของประเทศอังกฤษ (Publicly
Available Specification : PAS 2050) ประเทศญี่ปุ่น และ ร่าง ISO 14067 โดยมีขั้นตอนดังนี้ คือ

                  1. การเลือกผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่ต้องการวิเคราะห์คาร์บอนฟุ ตพริ้นท์ ควรจะต้องเลือก
ผลิ ต ภั ณ ฑ์ ที่ ต้ อ งการวิ เ คราะห์ ห าค่ า คาร์ บ อนฟุ ต พริ้ น ท์ ต ามข้ อ ก าหนดเฉพาะของผลิ ต ภั ณ ฑ์ (Product
Category Rules : PCRs) ที่ถูกกาหนดในแต่ละอุตสาหกรรม PCRs คือ กฏเกณฑ์หรือข้อกาหนดที่ถูกกาหนด
ขึ้นตามแนวทางในการพัฒนาฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 3 (Type III environmental declarations) และมี
ความเฉพาะส าหรับ ผลิตภัณฑ์ หรือกลุ่ม ผลิตภัณฑ์ เพื่ อทาให้เกิ ดมาตรฐานของการประเมินค่าคาร์บอน
ฟุ ต พริ้ น ท์ ที่ วั ด ได้ ข องผลิ ต ภั ณ ฑ์ ต ามกฏเกณฑ์ ที่ ก าหนดไว้ ใ นแต่ ล ะประเทศ (PCRsของสิ่ ง ทอและ
เครื่องนุ่งห่มในประเทศไทยอยู่ระหว่างดาเนินการจัดทา) ซึ่งการเลือกผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่ต้องการวิเคราะห์ค่า
คาร์บ อนฟุ ตพริ้นท์ค วรเป็ นผลิตภัณฑ์ สิ่ง ทอที่มีปริมาณการผลิต การส่งออกหรือมูล ค่าสูงสุด หรือเป็น
ผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อทาการตลาด หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถหาข้อมูลที่จาเป็นต่อการ
คานวณได้ครบถ้วน
                  2. การกาหนดขอบเขตการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ในผลิตภัณฑ์สิ่งทอ มี 2 แบบคือ
1. แบบ Business-to-Customer: B2C เป็นการประเมินการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฎจักรชีวิตของ
ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การขนส่ง การใช้งาน
และการกาจัดซากผลิตภัณฑ์ เช่นโรงงาน ก. ขอบเขตการประเมินเริ่มต้นที่ขั้นตอนการปลุกฝ้าย การขนส่ง
เส้นใย เส้นด้าย และถักทอ จนออกมาเป็นผืนผ้า การฟอกย้อมและตกแต่งสาเร็จ การกระจายสินค้าและขนส่ง
ถึงผู้ขาย การใช้งานของผู้บริโภค จนถึงการกาจัดซาก 2. แบบ Business-to-Business : B2B เป็นการ
ประเมินการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ขั้นตอนการได้มาซึ่งวัตถุดิบ ไปจนถึงการได้ผลิตภัณฑ์ที่ออก
จากประตูของโรงงาน หรือ ที่เป็นสารขาเข้าหรือวัตถุดิบของผู้ผลิตต่อเนื่อง (อาจพิจารณาตามที่กาหนดใน

                                                                                                                 44
                                                                   THAILAND TEXTILE INSTITUTE


PCR ของแต่ละผลิตภัณฑ์ ) เช่นโรงงาน ก. ขอบเขตการประเมินเริ่มต้นที่ขั้นตอนการปลูกฝ้ายจนถึงเป็น
วัตถุดิบในโรงงานถัดไป
               3. การสารวจกระบวนการผลิตของผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เป็นการสารวจขั้นตอนการผลิตของ
โรงงาน ตลอดจนถึง ผู้จาหน่ายวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง เพื่อเขียนแผนภาพตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ใน
กรณีของทีมที่ปรึกษาที่ช่วยโรงงาน การสารวจกระบวนการผลิตของผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่คัดเลือก เป็นขั้นตอน
ที่จาเป็น เพื่อจัดทาแบบสอบถามและแบบฟอร์มการเก็บข้อมูลให้กับผู้ประกอบการ เช่น โรงงาน ก. ต้อง
สารวจข้อมูลสารขาเข้าและสารขาออกในกระบวนการผลิตตั้งแต่ การปลูกฝ้าย การขนส่งฝ้าย การปั่นเส้ นใย
การถักหรือทอ การฟอกย้อมและตกแต่งสาเร็จ เป็นต้น
       4.      การเก็บรวบรวมข้อมูลของผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่คัดเลือก เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลการใช้
วัตถุดิบและพลังงาน รวมทั้งของเสียและมลพิษที่ปลดปล่อยออกมาจากกระบวนการผลิตและการขนส่งที่
เกี่ยวข้องในแต่ละขั้นตอนการผลิต เพื่อทาการตรวจสอบปริมาณของมวลสารขาเข้า -สารขาออกและสมดุล
ของมวลสาร (Mass Balance) รวมถึงการขอความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตลอดของห่วงโซ่การผลิต
โดยเฉพาะผู้จาหน่ายวัตถุดิบ (Supplier) เพื่อขอข้อมูลสนับสนุนในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากทางผู้ผลิตไม่
สามารถประสานงานกับ ผู้จัดหาวัตถุดิบได้ ในการคานวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ก็จาเป็นต้องใช้ข้อมูลทุติยภูมิ
แทนข้อมูลปฐมภูมิโดยข้อมูลปฐมภูมิของสารขาเข้า เช่น การเก็บข้อมูลการใช้น้า การใช้พลังงาน การใช้
วัตถุดิบ สี และสารเคมี ข้อมูลสารขาออก เช่น ผ้าผืนฝ้าย 95% ผสมกับSpandex 5% สีขาว, กากของเสียที่
ออกมา น้าเสีย เป็นต้น สาหรับข้อมูลทุติยภูมิ ปัจจุบันใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลสิ่งแวดล้อมของวัสดุพื้นฐาน
และพลังานของประเทศไทยซึ่งจัดทาโดย MTEC หากไม่เพียงพอ สามารถใช้ฐานข้อมูลวิทยานิพนต์และ
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ฐานข้อมูลที่เผยแพร่ทั่วไป เช่น LCA, Software ฐานข้อมูลเฉพาะของอุตสาหกรรมสิ่งทอ
และข้อมูลที่ตีพิมพ์โดยองค์กรระหว่างประเทศ ตามลาดับ
       5.      การค านวณปริ ม าณคาร์ บ อนฟุ ต พริ้ น ท์        ใช้ วิ ธี ก ารประเมิ น ปริ ม าณของก๊ า ซ
คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kg CO2 equivalent) ที่เกิดขึ้นทุกขั้นตอน ตามขอบเขตที่กาหนดในขั้นตอนที่
2 ด้วยเทคนิค LCA โดยอาจใช้โปรแกรมสเปรทชีท เช่น Excel หรือโปรแกรมสาเร็จรูปช่วยในการคานวณ
ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ สิ่งทอ เช่น โปรแกรมสาเร็จรูป GaBi ของประเทศเยอรมันนี ,
Sima Pro ของประเทศเนเธอแลนด์ และ JEMAI ของประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

ซึ่งในปี 2553 นี้ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้รับงบประมาณสนับสนุน
จากกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ดาเนินโครงการ “การพัฒนาขีดความสามารถอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยด้วย

                                                                                                    45
                                                                THAILAND TEXTILE INSTITUTE


เครือข่ายการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับฉลากสิ่งแวดล้อม (Eco-label) ของสหภาพยุโรป”
ภายใต้ยุทธศาสตร์เพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมไทยในการแข่งขันภายใต้กฎระเบียบของประเทศคู่ค้า
ซึ่งในโครงการมีกิจกรรมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยรับสมัครโรงงานร่วม
โครงการในการจัดทาฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์สิ่งทอจานวน 18 โรงงาน ได้แก่
                1. บริษัท ไทยแทฟฟิต้า จากัด
                2. บริษัท เท็กซ์ไทล์เพรสทีจ จากัด (มหาชน)
                3. บริษัท ไทยวาโก้ จากัด (มหาชน)
                4. บริษัท ฟรีเท็กซ์อีลาสติค จากัด
                5. บริษัท ไทยทาเคดะเลซ จากัด
                6. บริษัท ยูไนเต็ดส์ เท็กซ์ไทล์ มิลล์ จากัด
                7. บริษัท สิ่งทอซาติน จากัด
                8. ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ธนไพศาล
                9. บริษัท แอลฟ่าโปรเซสซิ่ง จากัด
                10. บริษัท แอลฟ่าเท็กซ์ อินดัสทรี้ จากัด
                11. บริษัท แอลฟ่าสปิ่นนิ่ง จากัด
                12. บริษัท วาย.ยู.ดี เท็กซ์ไทล์ จากัด
                13. บริษัท นันยางการทออุตสาหกรรม จากัด
                14. บริษัท ถาวรพิพัฒน์กรุ๊ป จากัด
                15. บริษัท คาร์เปทเมกเกอร์ (ประเทศไทย) จากัด
                16. บริษัท ราชาอูชิโน จากัด
                17. บริษัท อุตสาหกรรมพรมไทย จากัด (มหาชน)
                18. บริษัท ประชาอาภรณ์ จากัด (มหาชน)

       โครงการนาร่องด้านการวิเคราะห์ค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของกลุ่มผลิตภัณฑ์สิ่งทอนี้ นับเป็นกลุ่ม
อุตสาหกรรมแรกของประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะทาให้อุตสาหกรรมสิ่งทอของไทย มีขีดความสามารถในการ
แข่งขันเพื่อส่งออกไปยังประเทศคู่ค้ามากยิ่งขึ้น และยังจะช่วยให้อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยสามารถลดปริมาณ
การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากขึ้นในอนาคตด้วย

เอกสารอ้างอิง
Developing Visions for a low-Carbon Society (LCS) through Sustainable Development, Workshop
     Summary, 13-16 June 2006, Mita Kaigisho, Tokyo, Japan.

                                                                                             46
                                                                        THAILAND TEXTILE INSTITUTE


Ministry of the environment, Building a low-carbon Society, December 2007, Japan.
      [available at http://www.kantei.go.jp/foreign/abespeech/2007/05/24speech_e.htm]
Skea, A., Nishioka, S., Policies and practices for a low-carbon society, Climate Policy 8, 2008, s5-s16.


ที่มา : ศูนย์วิเคราะห์ทดสอบสิ่งทอ, สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ




                                                                                                           47

								
To top