Docstoc

Fulltext

Document Sample
Fulltext Powered By Docstoc
					             การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
                                                             ั
            รายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวฒนา
                        สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
       โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล กรุงเทพมหานคร




                                   โดย
                          นางเยาวนาฎ วรรณศิริ




วิทยานิพนธนี้เปนสวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
                              สาขาวิชาการสอนภาษาไทย
                             ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอน
                        บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร
                                  ปการศึกษา 2548
                              ISBN 974 – 11 – 5751 – 7
                  ลิขสิทธิ์ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร
   THE DEVELOPMENT OF A COMMUNITY - BASED CURRICULUM ON
THAWEEWATTHANA DISTRICT FOLK LITERATURES COURSE (TH 40202 ) FOR
    MATTHAYOMSUKSA 4 STUDENTS OF NAWAMINTHRACHINUTHIT
      SATRIWITTHAYA PHUTTHAMONTHON SCHOOL, BANGKOK




                                     By
                              Yawwanat Vannasiri




   A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree
                          MASTER OF EDUCATION
                    Department of Curriculum and Instruction
                                 Graduate School
                          SILPAKORN UNIVERSITY
                                        2005
                            ISBN 974 – 11 – 5751 – 7

                                         ข
          บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร อนุมัติใหวิทยานิพนธเรื่อง “การพัฒนา
หลักสูตรทองถิ่นกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย รายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขต
                          ้
ทวีวัฒนา สําหรับนักเรียนชันมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล
                                                                ่
กรุงเทพมหานคร” เสนอโดย นางเยาวนาฎ วรรณศิริ เปนสวนหนึงของการศึกษาตามหลักสูตร
ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย

                                                                  .......................................................................
                                                                     (รองศาสตราจารย ดร. วิสาข จัติวัตร)
                                                                 รองอธิการบดีฝายวิชาการ รักษาราชการแทน
                                                                                               ั
                                                                                  คณบดีบณฑิตวิทยาลัย
                                                                 วันที่............เดือน.........................พ.ศ..............

ผูควบคุมวิทยานิพนธ
            1. ผูชวยศาสตราจารยสิริอาภา รัชตะหิรัญ
            2. อาจารยบํารุง ชํานาญเรือ
            3. รองศาสตราจารยวัฒนา เกาศัลย

คณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ

.......................................................ประธานกรรมการ
                      ั
     ( อาจารยบญญัติ เรืองศรี )
..................../....................../............

.......................................................กรรมการ                 ................................................กรรมการ
( ผูชวยศาสตราจารยสิริอาภา รัชตะหิรัญ )                                        (อาจารยบํารุง ชํานาญเรือ )
................/......................../..............                          ............./................/...............

.......................................................กรรมการ                .................................................กรรมการ
( รองศาสตราจารยวัฒนา เกาศัลย )                                                ( อาจารยสุวรรณา ตั้งไชยคีรี )
.................../..................../..............                           .......... /................./................
                                                                  ค
K 44255405 : สาขาวิชาการสอนภาษาไทย
คําสําคัญ : หลักสูตรทองถิ่น / วรรณกรรมทองถิ่น
             เยาวนาฎ วรรณศิริ : การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยรายวิชาเพิ่มเติม
ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ
สตรีวิทยา พุทธมณฑล กรุงเทพมหานคร (THE DEVELOPMENT OF A COMMUNITY - BASED
CURRICULUM ON THAWEEWATTHANA DISTRICT FOLK LITERATURES COURSE (TH 40202)
FOR MATTHAYOMSUKSA 4 STUDENTS OF NAWAMINTHRACHINUTHIT SATRIWITTHAYA
PHUTTHAMONTHON SCHOOL, BANGKOK) อาจารยผูควบคุมวิทยานิพนธ : ผศ. สิริอาภา รัชตะหิรัญ ,
อ.บํารุง ชํานาญเรือ และ รศ. วัฒนา เกาศัลย . 373 หนา. ISBN 974 – 11 – 5751 - 7

           การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตร เพื่อ
เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนกอนและหลังการใชเอกสารประกอบหลักสูตร และเพื่อศึกษาความคิดเห็น
ของนักเรียนที่มีตอเอกสารประกอบหลักสูตร กลุมตัวอยางคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ป
การศึกษา 2548 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล กรุงเทพมหานคร โดยวิธีการสุมแบบ
เจาะจง หองเรียน 1 หอง ไดนักเรียนที่เปนกลุมตัวอยาง จํานวน 40 คน ใชวิธีการทดลอง โดยใหนักเรียน
ศึกษาจากเอกสารประกอบหลักสูตรที่ผูวิจัยสรางขึ้นจํานวน 18 แผน ใชเวลาทดลอง 18 สัปดาห สัปดาหละ
2 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 36 ชั่วโมง
           เครื่องมือที่ใชในการวิจัย ประกอบดวย 1) เอกสารประกอบหลักสูตรจํานวน 18 แผน 2) ขอสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์กอนและหลังการทดลอง 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอเอกสารประกอบหลักสูตร
           การวิเคราะหขอมูลใชสูตร E1 / E2 เพื่อหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตร ใช t - test
แบบจับคูเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนกอนและหลังการใชเอกสารประกอบหลักสูตรที่ผูวิจัยสรางขึ้น
และใชคาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานในการหาคาระดับความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอเอกสารประกอบ
หลักสูตร
           ผลการวิจัยพบวา
           1. ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตร มีคาเทากับ 78.69 / 87.65 แสดงวามีประสิทธิภาพ
สูงกวาเกณฑที่กําหนด
           2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการใชเอกสารประกอบหลักสูตรสูงกวากอนการใช
เอกสารประกอบหลักสูตรอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
           3. นักเรียนมีความคิดเห็นตอเอกสารประกอบหลักสูตรที่ผูวิจัยสรางขึ้น อยูในระดับ ดี


ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอน                           บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร                                                 ปการศึกษา 2548
ลายมือชื่อนักศึกษา…........................................................
        ่
ลายมือชืออาจารยผูควบคุมวิทยานิพนธ 1.........................................2.....................................3..........................................

                                                                                 ง
K44255405 : MAJOR : TEACHING THAI LANGUAGE
KEY WORD : COMMUNITY - BASED CURRICULUM / FOLK LITERATURES
          YAWWANAT VANNASIRI : THE DEVELOPMENT OF A COMMUNITY – BASED CURRICULUM
ON THAWEEWATTHANA DISTRICT FOLK LITERATURES COURSE (TH 40202) FOR MATTHAYOMSUKSA
4 STUDENTS OF NAWAMINTHRACHINUTHIT SATRIWITTHAYA PHUTTHAMONTHON SCHOOL,
BANGKOK. THESIS ADVISORS : ASST. PROF. SIRIAPHA RAJATAHIRAN , BAMRUNG CHAMNANRUEA,
AND ASSOC. PROF. WATANA KAOSAL. 373 pp. ISBN 974-11-5751-7

             The purposes of this research were to 1) develop and find the efficiency of the course
curriculum supplementary materials , 2) compare the students ’ achievement before and after using the
curriculum supplementary materials , and 3) study the students ’ opinion on the curriculum supplementary
materials.
             The samples were Matthayomsuksa 4 students in the second semester of the academic year
2005 at Nawaminthrachinuthit Satriwitthaya Phutthamonthon School in Bangkok, The sample class of
40 students was obtained by random sampling. The experiment was curried out by having the students
18 plans of the curriculum supplementary materials constructed by the researcher. The time of the
experiment was 18 weeks, 2 hours a week, totaling 36 hours.
             The research instruments comprised 1) 18 plans of curriculum supplementary materials 2)
pre and post experiment achievement tests, and 3) a questionnaire on the student ’ opinions concerning
the curriculum supplementary materials. E1 / E2 was used in data analysis in order to find the efficiency
of the curriculum supplementary materials according 75 /75 criterion matching t-test was used to compare
the students ’ achievement before and after using the curriculum supplementary materials constructed by the
researcher. Mean and Standard Deviation were applied in finding the level of the students ’ opinions
towards on the curriculum supplementary materials
             The results of the study were :
             1. The efficiency of the curriculum supplementary materials was at 78.69/87.65 which was
considered above the standard.
             2. The students' achievement after using the curriculum supplementary materials was higher
than that before using the materials at 0.05 level of significance.
             3. The students' opinions towards on the curriculum supplementary materials constructed
by the researcher was morally at a good level .

Department of Curriculum and Instruction Graduate School, Silpakorn University Academic Year 2005
Student ‘s signature ....................................................................


                                                     จ
                                           กิตติกรรมประกาศ

            วิทยานิพนธฉบับนี้สําเร็จได โดยไดรับความอนุเคราะหอยางดียิ่งในการใหคําปรึกษา
แนะนําและปรับปรุงแกไขจนสําเร็จจาก ผูชวยศาสตราจารยสิริอาภา รัชตะหิรัญ อาจารยบํารุง
ชํานาญเรือ รองศาสตราจารยวัฒนา เกาศัลย อาจารยบัญญัติ เรืองศรี และอาจารยสุวรรณา
ตั้งไชยคีรี
            ขอขอบคุ ณ ท า น อาจารย สุ ธี ร า สี พ ยา ศึ ก ษานิ เ ทศก เ ชี่ ย วชาญเขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษา
กรุงเทพมหานคร เขต 3 อาจารยถวัลย พึ่งเงิน โรงเรียนรัตนโกสินทรสมโภชบวรนิเวศศาลายา
ครูนันทิยา พึ่งคํา โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล ที่กรุณาเปนผูเชี่ยวชาญใน
การตรวจสอบ และใหคําแนะนําแกไขเครื่องมือที่ใชในการวิจัย
            ขอขอบคุณผูอํานวยการ ดร.สุปราณี ไกรวัตนุสสรณ ที่สนับสนุนใหผูวิจัยไดศึกษา
คนควาจากแหลงเรียนรูที่อยูในเขตทวีวัฒนา
            ขอขอบคุณรองผูอํานวยการวิยะดา คชเสนี ครูจิระ ดีชวย ครูกอบศิริ สถิตยศุภมาศ
ครูสุภิดา วิไลลักษณ และครูรัชภรณ มีล้ํา ชวยเหลือในดานเทคโนโลยีและอุปกรณและแหลง
เรียนรูในชุมชน
            ขอขอบคุณ บิดา มารดา ญาติพี่นองทุกคนที่คอยเปนกําลังใจใหความชวยเหลือผูวิจัย
เปนอยางดียิ่ง
            คุณคาและประโยชนที่ไดรับจากวิทยานิพนธฉบับนี้ ผูวิจัยขอมอบใหบิดา และมารดา
ตลอดจนผูมีพระคุณตอผูวิจัยทุกคน และขอมอบความดีทุกประการไปยังครูอาจารยที่คอยประสิทธิ์
ประสาทวิชาใหผูวิจัยไดมีศักดิ์และศรีตราบเทาทุกวันนี้




                                                      ฉ
                                                                 สารบัญ

                                                                                                                                       หนา
บทคัดยอภาษาไทย....................................................................................................................      ง
บทคัดยอภาษาอังกฤษ .............................................................................................................        จ
กิตติกรรมประกาศ....................................................................................................................     ฉ
สารบัญตาราง............................................................................................................................ ญ
สารบัญแผนภูมิ.......................................................................................................................... ฏ
บทที่
1       บทนํา...........................................................................................................................     1
             ความเปนมาและความสําคัญ..............................................................................                           1
            วัตถุประสงคของการวิจัย..... ..............................................................................                      8
             สมมติฐานการวิจัย..............................................................................................                  8
                                     ั
             ขอบเขตการวิจย.... ............................................................................................                  9
             ขอตกลงเบื้องตน... ............................................................................................                9
             ยามศัพทเฉพาะ..................................................................................................               11
2                                         ั ่
            เอกสารและงานวิจยที่เกียวของ............................................................................                        13
                 ความรูพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตร.............................................................                             14
                             ความหมายของหลักสูตร.....................................................................                      14
                             ความสําคัญของหลักสูตร....................................................................                     15
                             องคประกอบของหลักสูตร.................................................................                        16
                             แนวทางการพัฒนาหลักสูตร...............................................................                         17
                             การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่น.................................................................                     19
                 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน.........................................................................                      21
                            แนวทางการพัฒนาหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย.................                                             25
                            การพัฒนาหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยของสถานศึกษา......                                                  25
                            ขั้นตอนในการพัฒนาหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยของ
                             สถานศึกษา.........................................................................................            26
                             การพัฒนาการเรียนการสอนทักษะภาษาไทย......................................                                      28
                             ขั้นตอนการจัดทําเอกสารประกอบหลักส.............................................                                34
                                                                       ช
บทที่                                                                                                                                       หนา
2         ความรูเกี่ยวกับวรรณกรรมทองถิ่น.............................................................................. 42
                  นิทานพื้นบาน.................................................................................................... 46
                  ตํานาน............................................................................................................... 55
                   เพลงพื้นบาน..................................................................................................... 60
                  ปริศนาคําทาย..................................................................................................... 65
                  สํานวนและภาษิต.............................................................................................. 70
                  การสงเสริมและอนุรักษวรรณกรรม.................................................................. 76
                            ั ่
                  งานวิจยที่เกียวของ............................................................................................. 80
3         วิธีดําเนินการวิจัย........................................................................................................ 82
                                                                                   ่
                   ประชากร กลุมตัวอยาง และตัวแปรทีศึกษา ................................................ 82
                   ขั้นตอนที่ 1 เตรียมการทดลอง.......................................................................... 83
                   ขั้นตอนที่ 2 การสรางและการพัฒนาหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ............... 84
                   ขั้นตอนที่ 3 ขั้นการทดลองกับกลุมตัวอยาง....................................................... 89
                                                              
                   ขั้นตอนที่ 4 ขั้นวิเคราะหขอมูล......................................................................... 90
4       ผลการวิเคราะหขอมูล.................................................................................................... 92
5       สรุป อภิปรายผล และขอเสนอแนะ............................................................................. 101
                   สรุปผลการวิจัย.................................................................................................. 102
                   การอภิปรายผล.................................................................................................. 103
                    ขอเสนอแนะ..................................................................................................... 105
บรรณานุกรม............................................................................................................................... 107
ภาคผนวก.................................................................................................................................... 113
                   ภาคผนวก ก การคัดเลือกวรรณกรรม............................................................... 114
                   ภาคผนวก ข เอกสารประกอบหลักสูตร........................................................... 129
                   ภาคผนวก ค วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา.................................................. 335
                   ภาคผนวก ง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์.......................................................... 352
                   ภาคผนวก จ แบบสอบถามความคิดเห็น.......................................................... 360
                   ภาคผนวก ฉ ตารางวิเคราะห............................................................................ 367
                   ภาคผนวก ช รายชื่อผูเชี่ยวชาญในการตรวจเครื่องมือ.................................... 371
           ิ
ประวัติผูวจัย.......................................................................................................................        373
                                                                        ซ
                                              สารบัญตาราง

ตารางที่                                                                                                หนา
1        ผลคะแนนจากการทําแบบทดสอบรายบทจํานวน 7 บท และแบบทดสอบหลังเรียน
               ขั้นทดลองกลุมเล็ก……………………………………………………………. 89
2        คะแนนเฉลี่ย ( X ) สวนเบียงเบนมาตรฐาน (s.d.) คารอยละ (%) และลําดับของ
                                   ่
               คะแนนเฉลี่ยจากการทําแบบทดสอบรายบทของเอกสารประกอบหลักสูตร…. 93
3        คารอยละของคะแนนจากการทําแบบทดสอบรายบทจํานวน 7 บท และคารอยละ
               ของคะแนนจากการทําแบบทดสอบหลังเรียนของกลุมตัวอยาง จํานวน
               40 คน………………………………………………………………………. 94
4         คะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ของกลุมตัวอยางกอนและหลังการทดลอง และ ผลตาง (D) ของ
               คะแนนในการทดสอบทั้งสองครั้ง…………………………………………… 96
5        เปรียบเทียบคะแนน ( X ) สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( s.d) คะแนนผลตาง (D)
               และคาทดสอบ t ของกลุมตัวอยาง…………………………………………. 97
6        คาระดับเฉลี่ย ( X ) และสวนเบียงเบนมาตรฐาน (s.d) แสดงความคิดเห็นของนักเรียน
                                        ่
               ที่มีตอเอกสารประกอบหลักสูตร จํานวน 20 ขอ.............................................. 98
7        ตารางวิเคราะหคุณลักษณะของนิทานพื้นบานที่ใชเปนสื่อการสอนรายวิชาเพิ่มเติม
               ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา…………………………………. 116
 8       ตารางวิเคราะหคุณลักษณะของตํานานที่ใชเปนสื่อการเรียนรูรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202
                                          ั
               วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวฒนา……………………………………………… 117
9        ตารางวิเคราะหคุณลักษณะของเพลงพื้นบานที่ใชเปนสื่อการเรียนรูรายวิชา
               เพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา………………………… 118
10                                                                              
         สรุปผลการคัดเลือกนิทานพื้นบานที่ใชเปนเนื้อหาและสื่อการเรียนรู……………… 120
11                                   ้                      ่                 
         สรุปผลการคัดเลือกเพลงพืนบานที่ใชเปนเนื้อหาและสือการเรียนรู……………….. 122
12                                                                  
         สรุปผลการคัดเลือกตํานานที่ใชเปนเนื้อหาและสื่อการเรียนรู……………………… 127
13                                                                                  
         แสดงผลการวิเคราะหมาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น และสาระการเรียนรูชวงชั้น…… 136
14       แสดงผลการวิเคราะหหลักสูตร แสดงจํานวนผลการเรียนรูในแตละบทเรียน……. 137
15                                               ่
         ตารางแสดงความสําคัญของสาระแตละบททีสัมพันธกับแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์... 138
16       การแสดงผลการวิเคราะหความสัมพันธระหวางผลการเรียนรูที่คาดหวัง
               และสาระการเรียนรูรายภาค ………………………………………………… 139
                                                      ฌ
ตารางที่                                                                                                                           หนา
17       แสดงผลการแบงหนวยการเรียนรูรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่น
               เขตทวีวัฒนา......................................................................................................   146
18       โครงการสอนระยะยาว……………………………………………………………..                                                                                147
19       คาดัชนีความสอดคลอง ( IOC ) ของขอสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
              กับผลการเรียนรูที่ คาดหวัง ซึ่งประมวลมาจากผูเชี่ยวชาญ…………………...                                                    365
20       คาดัชนีความสอดคลอง ( IOC ) ของแบบสอบถามความคิดเห็นทีนกเรียน                                ่ ั
              มีตอเอกสารประกอบหลักสูตร ซึ่งประมวลมาจากเชียวชาญ…………………                  ่                                          367
21                                      ่
         การวิเคราะหหาคาความเชือมั่นของขอสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับนักเรียน
              ที่ไมใชกลุมตัวอยาง ( Try out ).........................................................................          368
22       แสดงผลการหา คาความยากงาย ( P ) และคาอํานาจจําแนก ( r )
              ของขอสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน……………………………………….                                                                    369
23 แสดงความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความคิดเห็นทีนักเรียนมีตอ                    ่
               เอกสารประกอบหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202
                                                ั
              วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวฒนา.......................................................................                    370




                                                                     ญ
                                              สารบัญแผนภูมิ

แผนภูมิที่                                                                                                หนา
1                                            ้
       โครงสรางการกําหนดเวลาเรียนแตละชวงชัน........................................................... 24
2      ขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย....................................... 28




                                                       ฎ
                                                 บทที่ 1

                                                  บทนํา

ความเปนมาและความสําคัญของปญหา

                  ความเจริญกาวหนาทางวิทยาการของโลกยุคโลกาภิวัตนมีผลตอการเปลี่ยนแปลงทาง
สังคมและเศรษฐกิจของทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทย สงผลใหสังคมไทยเกิดการเปลี่ยนแปลง
อยางรวดเร็ว แผนการศึกษาแหงชาติ ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2540- 2544 (กระทรวงศึกษาธิการ, กรม
วิชาการ 2544 ข : 12 ) ไดกลาวถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไววา “การเอารูปแบบคานิยมและ
วิถีชีวิตจากวัฒนธรรมตะวันตก ทําใหสังคมชนบทเปลี่ยนไป กลไกทางวัฒนธรรมทางสังคมไทย
ในการควบคุมโดย สังคมมีประสิทธิภาพลดลง การเลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตกมีมากขึ้น ละเลย
ต อ คุ ณ ค า ศิ ล ปวั ฒ นธรรมไทย ” ดั ง นั้ น ทุ ก ฝ า ยจึ ง ควรให ค วามสํ า คั ญ และเห็ น คุ ณ ค า ของ
ศิลปวัฒนธรรมอันเปนเอกลักษณที่สําคัญยิ่งของชาติ
                  การจัดการศึกษาจึงเปนเครื่องมือสําคัญของชาติที่จะพัฒนาบุคคลใหสามารถปรับตัวให
ทันตอการเปลี่ยนแปลงตาง ๆที่เกิดขึ้น ไมวาจะเปนทางดานเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การ
ปกครองตลอดจนวัฒนธรรม เครื่องมือที่เปนตัวกําหนดทิศทางการจัดการศึกษาก็คือหลักสูตร
เพราะหลักสูตรเปนตัวกําหนดหลักการ จุดหมาย และโครงสรางในการจัดการศึกษา ดังนั้นจึง
จําเปนตองปรับปรุงหลักสูตร เพื่อเปนการเสริมสรางคุณลักษณะของบุคคลใหสามารถพัฒนา
ตนเองในดานตาง ๆ ใหมีคุณลักษณะพรอมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงของสังคม เพราะหลักสูตร
เปนตัวกําหนดแนวทางในการใหความรู ทักษะ เจตคติ ตลอดจนสงเสริมความสามารถของ
ผูเรียนที่เปนประโยชนตอประเทศชาติและสังคม โดยในขณะเดียวกันตองไมละเลยวัฒนธรรมและ
สิ่งแวดลอมทางสังคมดวย
                                                         
                  การใชหลักสูตรเดียวกันทั่วประเทศมีขอบกพรองอยูหลายประการ มาโนชญ
บุญญานุวัตร (2521 : 1) ไดใหขอคิดเกี่ยวกับขอบกพรองในการใชหลักสูตรเดียวทั่วประเทศวา การ
ใชหลักสูตร เนื้อหาสาระ รายวิชา เดียวกันทั่วประเทศยอมไมสัมพันธกับชีวิตจริงที่เปนอยู ทําให
ละเลยตอมรดกทางวัฒนธรรม และสิ่งอันพึงอนุรักษของทองถิ่นและไม เปนการสนับสนุนการ
พัฒนาทองถิ่นดานการผลิตอาชีพบางถิ่นอาจมีปญหาแตกตางกันออกไป เชน โรคภัยไขเจ็บ
                                              
ความอดอยากแทนที่การศึกษาจะชวยแกปญหาดังกลาว กลับสงเสริมใหคน “ไตบันไดดารา”
                                                     1
                                                                                                             2

              ดังนั้นการพัฒนาหลักสูตรใหตอบสนองความตองการของทองถิ่นจึงมีความสําคัญและ
จําเปนดังที่ สวัสดิ์ จงกล (2528 : 48 ) ไดกลาววา
     การดําเนินการพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นที่สําคัญอันเปนพื้นฐานใหผลในระยะยาวในเรื่องการ
     จัดการศึกษาใหสอดคลองกับสภาพ และความตองการของทองถิ่นในดาน เศรษฐกิจ สังคม
     วัฒนธรรม ถึงแมวาประเทศจะมีลักษณะองคประกอบสวนใหญคลายคลึงกันแตในสวน
     ปลีกยอย แตกตางกันแนนอน การที่ผูเรียนตองรูเกี่ยวกับทองถิ่นของตนนั้นเปนการเสริม
     ความรู ทัศนคติใหแกผูเรียนเพื่อเขาจะไดรัก ภูมิใจ และสงเสริมความเจริญแก ทองถิ่นของ
     ตนได

              หลักสูตรการศึกษาของประเทศที่เคยใชอยู คือหลักสูตรประถมศึกษาพุทธศักราช 2521
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนตน พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.
2533) และหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) โดย
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2544 ก : 2 ) ไดติดตามผลและดําเนินการวิจัยเพื่อการพัฒนา
หลั ก สูต รตลอดมาพบว า หลัก สู ต รที่ ใ ช อยู ใ นปจ จุบั น มีข อจํ ากั ด หลายประการไมส ง เสริ มให
สังคมไทยกาวไปสูสังคมความรูไดทันการณในเรื่องที่สําคัญดังนี้
             1. การกําหนดหลักสูตรจากสวนกลางไมสามารถสะทอนสภาพความตองการที่แทจริง
ของสถานศึกษาและทองถิ่น
             2.         การจัดหลักสูตรและการเรียนรูคณิตศาสตร วิทยาศาสตร และเทคโนโลยี ไม
สามารถผลักดันใหประเทศไทยเปนผูนําดานวิทยาศาสตร คณิตศาสตรและเทคโนโลยีในภูมิภาค
จึงจําเปนตองปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนใหคนไทยมีทักษะกระบวนการ เจตคติที่ดีทาง
คณิตศาสตร วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มีความคิดสรางสรรค
             3. การนําหลักสูตรไปใชยังไมสามารถสรางพื้นฐานในการคิด สรางวิธีการเรียนรูใหคน
ไทยมีทักษะในการจัดการและทักษะในการดําเนินชีวิต สามารถเผชิญปญหาสังคมและเศรษฐกิจที่
เปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วไดอยางมีประสิทธิภาพ
             4. การเรียนรูภาษาตางประเทศยังไมสามารถทําใหผูเรียนใชภาษาตางประเทศโดยเฉพาะ
ภาษาอังกฤษในการติดตอสื่อสารและการคนควาความรูจากแหลงการเรียนรูที่มีอยูหลากหลายใน
ยุคสารสนเทศ
             รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 กําหนดใหบุคคลมีสิทธิเสมอกัน
ในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไมนอยกวา 12 ปที่รัฐจะตองจัดใหอยางทั่วถึง และมีคุณภาพโดยไม
เก็บคาใชจาย ตองคํานึงถึงการมีสวนรวมขององคกรปกครองทองถิ่นและชุมชน การจัดการศึกษา
ต อ งเป น ไปเพื่ อ พั ฒ นาคนไทยให เ ป น มนุ ษ ย ที่ ส มบู ร ณ ทั้ ง ร า งกาย จิ ต ใจ สติ ป ญ ญา ความรู
และคุณธรรม มี จ ริ ยธรรมและวั ฒนธรรมในการดํารงชีวิต สามารถอยูรว มกับผูอื่น ไดอย างมี
                                                                                                          3

ความสุข เปดโอกาสใหสังคมมีสวนรวมในการจัดการศึกษา พัฒนาสาระ และกระบวนการเรียนรู
ใหเปนไปอยางตอเนื่อง (กระทรวงศึกษาธิการ กรมวิชาการ 2544 ก : 2 )
               นอกจากนี้พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 ไดกําหนดใหมีการจัดทํา
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อความเปนไทย ความเปนพลเมืองที่ดีของชาติ การดํารงชีวิตและ
การประกอบอาชีพ ตลอดจนเพื่อการศึกษาตอ และใหสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทําสาระหลักสูตร
ในสวนที่เกี่ยวกับสภาพปญหาในชุมชน และสังคม ภูมิปญญาทองถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค
เพื่อเป น สมาชิก ที่ ดี ของครอบครั ว ชุ มชน สัง คมและประเทศชาติ พระราชบั ญ ญัติก ารศึก ษา
แห ง ชาติ ดั ง กล า ว กํ า หนดให มี ก ารศึ ก ษาภาคบั ง คั บ จํ า นวน 9 ป และกํ า หนดให มี ก ารจั ด ทํ า
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
               หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กําหนดสาระและมาตรฐานการ
เรียนรูเปนเกณฑในการกําหนดคุณภาพของผูเรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งกําหนดไวเฉพาะ
สวนที่จําเปนสําหรับเปนพื้นฐานในการดํารงชีวิตใหมีคุณภาพสําหรับสาระและมาตรฐานการเรียนรู
ตามความถนัด และความสนใจของผูเรียน สถานศึกษาสามารถพัฒนาเพิ่มเติมได โดยเฉพาะ
ในชวงชั้นที่ 4 หลักสูตรกําหนดใหเริ่มเขาสูการเรียนเฉพาะสาขา จึงใหมีโอกาสเลือกเรียนใน
รายวิชาเฉพาะที่เปนพื้นฐานในการศึกษาตอในระดับอุดมศึกษา และที่สําคัญตองเปนหลักสูตรที่
สอดคลองกับความตองการของชุมชน หรือทองถิ่นรวมไปถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของ
ทองถิ่นนั้น เนื่องจากหลักสูตรเปนเครื่องชี้นําหรือเปนแนวทางในการจัดการศึกษานั่นเอง
               การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา เปนภารกิจหนึ่งของสถานศึกษาที่จะตองดําเนินการ
ตามกรอบพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 27 โดยมีคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐานเปนผูกําหนดหลักสูตรแกนกลางที่มีสาระการเรียนรูหลักและมาตรฐานเปนขอกําหนด
ซึ่ง เปนแนวทางใหสถานศึกษาจัดทําสาระหรือรายละเอียดของหลักสูตรเพื่อความเปนไทย ความ
เปนพลเมืองที่ดีของชาติ การดํารงชีวิต การประกอบอาชีพ การศึกษาตอ ที่เหมาะสมกับผูเรียน
และใหสอดคลองกับสภาพทองถิ่น ไดแก สภาพปญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปญญาทองถิ่น
คุ ณ ลั ก ษณะที่ พึ ง ประสงค เ พื่ อ พั ฒ นาให เ ป น สมาชิ ก ที่ ดี ข องครอบครั ว ชุ ม ชน สั ง คม และ
ประเทศชาติ สาระสําคัญของบทบัญญัตินี้ โรงเรียนหรือสถานศึกษาจึงตองดําเนินการพัฒนา
หลักสูตรขึ้นเพื่อใชเปนแนวทางในการจัดประสบการณการเรียนรูแกผูเรียน โดยพิจารณาความ
เหมาะสมของสาระหลักสูตรที่ผสมผสานระหวางสาระการเรียนรูหลัก มาตรฐานที่กําหนด สภาพ
ทองถิ่น แหลงการเรียนรู และภูมิปญญาทองถิ่น ตลอดจนคาบเวลาและเปาหมายในการพัฒนา
ผูเรียน ที่เนนใหทุกคนเขามามีสวนรวมในการจัดการศึกษา
               กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ( 2544 ก : 11 ) ใหสถานศึกษาเห็นความสําคัญ
ของการพัฒนาหลักสูตรท องถิ่ นเนื่ องจากแตละทองถิ่น มีความแตกตางกันทั้ งดานลักษณะทาง
ภูมิศาสตร ภูมิอากาศ ความเปนอยู การดําเนินชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และฐานะทางเศรษฐกิจ
                                                                                                             4

สังคม ดังที่ สมพงษ พละสูรย (2521 : 1) ไดกลาวถึงการจัดหลักสูตรเพื่อทองถิ่นแตละแหงวา
ทองถิ่นอันมี เขตการศึกษา จังหวัด อําเภอ เทศบาลหรือโรงเรียนควรมีบทบาทในการพัฒนา
หลัก สูตรตั้งแต หลัก สูตรแกนกลาง เอกสารประกอบหลัก สูตร สื่อการเรี ยนการสอน การจัด
กระบวนการเรียน การสอน และติดตามผล ใหเหมาะสมกับสภาพและความตองการของทองถิ่น มี
ความสอดคลองกับสภาพปญหาและสนองความตองการของสังคมที่ใชหลักสูตรนั้น การสงเสริม
พัฒนาหลักสูตรทองถิ่นไดเปดโอกาสใหแตละทองถิ่นจัดการศึกษาใหสอดคลองกับสภาพเศรษฐกิจ
และสังคมในทองถิ่นของตนทั้งนี้ เพื่อใหผูเรียนไดเรียนรู เกิดความรักและหวงแหน อีกทั้งยังผูกพัน
กับทองถิ่นดวย สงผลใหหลายโรงเรียนมีหลักสูตรทองถิ่นที่ตอบสนองความตองการของสภาพ
สังคมและผูเรียน ตลอดจนความชํานาญการแกผูสอนในการพัฒนาวิชาชีพ และทักษะการจัดการ
เรียนรูที่เชื่อมโยงสูแหลงการเรียนรูและภูมิปญญาทองถิ่น โดยเปดโอกาสใหทองถิ่นเขามามีสวน
รวมในการจัดทําหลักสูตรเพื่อใหสอดคลองกับสภาพความตองการของทองถิ่น ตามขอกําหนด
โครงสรางของหลักสูตร ทั้งนี้เพื่อใหผูเรียน มีโอกาสเรียนรูเรื่องราวของทองถิ่นของตนในเรื่องที่
เกี่ยวกับ สภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมในทองถิ่นตลอดจนสามารถ แกปญหาพัฒนาชีวิตของ
ตนเอง ครอบครัวและสังคมได ความรูดังกลาวอาจจะมาจากภูมิปญญาที่สั่งสมไวและไดถายทอด
กันมาในแตละยุคแตละสมัย ซึ่งใจทิพย เชื้อรัตนพงษ (2539 : 109 – 110) ไดกลาวถึงความจําเปน
ในการพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นสรุปไดดังนี้
               1. หลักสูตรแกนกลางไดกําหนดจุดหมายเนื้อหาสาระและกิจกรรมอยางกวางขวาง
ไมสามารถประมวลรายละเอียดเกี่ยวกับสาระความรูตามสภาพแวดลอม สังคม เศรษฐกิจ ปญหา
และความต อ งการของท อ งถิ่ น ในแต ล ะแห ง ได ทั้ ง หมด จึ ง ต อ งพั ฒ นาหลั ก สู ต รท อ งถิ่ น เพื่ อ
ตอบสนองความตองการของทองถิ่นใหมากที่สุด
                2. การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมืองและดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี อยาง
รวดเร็วมีผลกระทบโดยตรงตอทัศนะและการดําเนินชีวิตของคนไทยทั้งในเมืองและชนบท จึงมี
ความจํ า เป น ต อ งมี ก ารพั ฒ นาหลั ก สู ต รท อ งถิ่ น เพื่ อ ปรั บ สภาพของผู เ รี ย นให ส ามารถรั บ กั บ
การเปลี่ยนแปลงในดานตาง ๆ ดังกลาว โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภูมิลําเนาทองถิ่นของตน
เพื่อใหผูเรียนสามารถนําความรูและประสบการณไปพัฒนาตน ครอบครัวและทองถิ่น ตลอดจน
ดําเนินชีวิตอยูในทองถิ่นอยางเปนสุข
                 3. การเรียนรูที่ดีควรจะเรียนจากสิ่งที่ใกลตัวไปยังสิ่งที่ไกลตัว เพราะเปนกระบวน
การเรียนที่ผูเรียนสามารถดูดซับไดรวดเร็วกวา ดังนั้นจึงควรมีหลักสูตรระดับทองถิ่นเพื่อใหผูเรียน
ไดเรียนรูชีวิตจริงตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมของทองถิ่นตน แทนที่จะเรียนรูเรื่องไกลตัวซึ่งทํา
ใหผูเรียนไมรูจักตนเอง ไมรูจักชีวิต ไมเขาใจ และไมมีความรูสึกที่ดีตอสังคมและสิ่งแวดลอม
รอบตัวได นอกจากนั้นการพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นจะชวยปลูกฝงใหผูเรียนมีความรักและผูกพัน
รวมทั้งภาคภูมิใจในทองถิ่นของตน
                                                                                                           5

           4. ทรัพยากรทองถิ่นโดยเฉพาะภูมิปญญาทองถิ่นหรือภูมิปญญาชาวบานในชนบทของ
ไทยมีอยูมากมายและมีคาบงบอกถึงความเจริญมาเปนเวลานาน หลักสูตรแกนกลางไมสามารถนํา
ทรัพยากรทองถิ่นดังกลาวมาใชประโยชนได แตหลักสูตรทองถิ่นสามารถบูรณาการเอาทรัพยากร
ทองถิ่นและภูมิปญญาชาวบานทั้งหลายมาใชในการเรียนการสอน ไมวาดานอาชีพ หัตถกรรม
เกษตรกรรม ดนตรี การแสดง วรรณกรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งมีผลทําใหผูเรียนไดรูจัก
ทองถิ่นของตน เกิดความรักความผูพันกับทองถิ่นของตน และสามารถใชทรัพยากรทองถิ่นในการ
ประกอบอาชีพได

             จากเหตุผลและความจําเปนดังที่นักการศึกษากลาวมาขางตน สถานศึกษาจึงตองพัฒนา
หลักสูตรทองถิ่นขึ้น โดยเฉพาะกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(กระทรวงศึกษาธิการ, กรมวิชาการ 2544 ก : 1-2 ) กลาววา ภาษาไทยเปนเอกลักษณประจําชาติ
เปนสมบัติทางวัฒนธรรมอันกอใหเกิดความเปนเอกภาพ และเสริมสรางบุคลิกภาพของคนในชาติ
ใหมีความเปนไทย เปนเครื่องมือในการติดตอสื่อสารเพื่อสรางความเขาใจและสัมพันธที่ดีตอกัน ทํา
ใหสามารถประกอบกิจธุระการงานและดํารงชีวิตรวมกันในสังคม ประชาธิปไตยไดอยางสันติสุข
และเปนเครื่องมือในการแสวงหาความรู ประสบการณจากแหลงขอมูลสารสนเทศตาง ๆ เพื่อ
พัฒนาความรู ความคิด วิเคราะห วิจารณและสรางสรรคใหทันตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ
ความกาวหนาทางวิทยาศาสตรเทคโนโลยี ตลอดจนนําไปใชในการพัฒนาอาชีพใหมีความมั่นคง
ทางสังคม และเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเปนสื่อที่แสดงภูมิปญญาของบรรพบุรุษดานวัฒนธรรม
ประเพณี โลกทัศน และสุนทรียภาพ โดยบันทึกไวเปนวรรณคดีและวรรณกรรมอันล้ําคา เพื่อ
อนุรักษและสืบสานใหคงอยูคูชาติไทยตลอดไป
             การจัดสาระการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยในชวงชั้นประถมศึกษาปที่ 1 - 3
เปนการจัดการเรียนการสอนที่เปนพื้นฐานการเรียนรูและเปนเครื่องมือของการเรียนรู ชวงนี้เปน
ชวงชั้นที่พัฒนาทักษะพื้นฐานภาษาไทยที่จะชวยใหผูเรียนสามารถเรียนสาระการเรียนรูกลุมอื่นๆ
ไดอยางรวดเร็ว โดยเนนทักษะการอาน การเขียนและทักษะการใชภาษาไทยเพื่อการสื่อสารจึงยัง
ไมมีรายวิชาที่ตองการเรียนเพิ่มเติม แตจะเริ่มในชวงชั้นประถมศึกษาปที่ 4 - 6 ขึ้นไปโดยเฉพาะ
ในชวงชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 - 6 จะมีการเลือกเรียนบางรายวิชาของกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
โดยจัดทํารายวิชาเพิ่มเติมใหมนอกเหนือจากรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน รายวิชาเพิ่มเติมเปนรายวิชา
เลือกเฉพาะทางในระดับสูงที่จะเปนพื้นฐานของการเรียนตอในระดับอุดมศึกษา
             จะเห็ น ได ว า การพั ฒ นาหลั ก สู ต รท อ งถิ่ น ดั ง กล า ว สามารถนํ า มาพั ฒ นาหลั ก สู ต ร
มัธยมศึกษาตอนปลายได โดยพิจารณาโครงสรางของวิชาภาษาไทยตามหลักสูตรการศึกษาขั้น
พื้นฐาน พุทธศักราช 2544 โดยเรียนเปนรายภาค คิดน้ําหนักของรายวิชาเปนหนวยกิต ใชเกณฑ 40
ชั่วโมง /ภาคเรียน มีคาน้ําหนัก 1 หนวยกิต วิชาที่สนองความตองการของทองถิ่นคือรายวิชา
                                                                                                      6

เพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่น เปนวิชาที่มุงเนนใหความสําคัญตอทองถิ่นในฐานะเปน
แหลงเรียนรู และแหลงสะสมภูมิปญญา ซึ่งไปสอดคลองกับสาระที่ 4 คือหลักการใชภาษา ใน
มาตรฐานที่ 4.1 คือ เขาใจธรรมชาติทางภาษาและหลักภาษา การเปลี่ยนของภาษาและพลังของ
ภาษา ภูมิปญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไวเปนสมบัติของชาติโดนเนนที่ขอ ( 6 ) ศึกษา
รวบรวมวรรณกรรมพื้นบาน ศึกษาความหมายของภาษาถิ่น สํานวนสุภาษิตที่มีในวรรณกรรม
พื้ น บ า น และวิ เ คราะห คุ ณ ค า ทางด า นภาษา และสั ง คม โดยนํ า สาระและมาตรฐานมาจั ด ทํ า
คําอธิบายรายวิชา ซึ่งผานขั้นตอนของคณะกรรมการวิชาการและความเห็นของผูนําชุมชน ซึ่งได
กําหนดคําอธิบายรายวิชาดังนี้
             ศึกษาความเปนมาของวรรณกรรม เพลงพื้นบาน ปริศนาคําทาย ภาษิตและ
             สํานวนตํานาน นิทาน โดยใหศึกษาเกี่ยวกับ ที่มา คุณคาภาษา และสังคม
             เนื้อหา คําศัพท ความหมาย และอิทธิพลตอการดํารงชีวิต เพื่อใหมีความรูความ
             เขาใจ เห็นคุณคา และรวมมือกับผูอื่นในการอนุรักษวรรณกรรมทองถิ่น

                จากการศึกษาสาระที่ 4 ในมาตรฐานที่ 4.1 ในสาระขอ 6 ไดศึกษาคําอธิบายแลวเห็นวา
สอดคลองกับแนวทางในการจัดการศึกษาในแผนการศึกษาชาติ พ.ศ.2542 และพระราชบัญญัติ
การศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 ( กระทรวงศึกษาธิการ, กรมวิชาการ 2544 ก : 2 ) ไดกําหนดให
สถานศึกษาจัดทําสาระหลักสูตรในสวนที่เกี่ยวของกับสภาพปญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปญญา
ท อ งถิ่ น คุ ณ ลั ก ษณะอั น พึ ง ประสงค เพื่ อ เป น สมาชิ ก ที่ ดี ข องครอบครั ว ชุ ม ชน สั ง คม และ
ประเทศชาติ มาประกอบเปนสาระ และกระบวนการเรียนรูตามที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กําหนด ดังนั้นผูวิจัยมีความเห็นวารายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่น เหมาะสมที่จะ
นํามาเปนสาระในการพัฒนาหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย เพื่อใหผูเรียนมีความรูความ
เขาใจในวรรณกรรมทองถิ่นตอไป
                วรรณกรรมทองถิ่นเปนทรัพยากรสําคัญอยางหนึ่งที่แตละทองถิ่นสามารถนํามาศึกษา
คนควาหาความรูไดเปนอยางดี เปนงานสรางสรรคของชาวบาน และเปนเครื่องบอกลักษณะของ
สภาพชีวิต ตลอดจนวิถีชีวิตของคนในทองถิ่น อยางไรก็ตามสาระของวรรณกรรมทองถิ่นในแต
ละแหงยอมแตกตางกันออกไป เพราะขึ้นอยูกับปจจัยของเวลา สถานที่ ตลอดจนขนบธรรมเนียม
ประเพณีของทองถิ่นนั้น
                  จากประสบการณการสอนนักเรียนโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล
มาแลว 14 ป ผูวิจัยพบวานักเรียน รอยละ 70 มีภูมิลําเนาอยูในเขตทวีวัฒนา แตเมื่อสอบถามถึงสิ่ง
ที่สําคัญ เชน สถานที่สําคัญ บุคคลสําคัญ ปูชนียวัตถุ ปูชนียสถานที่สําคัญ เรื่องราวความเปนมา
                                                                                                       7

ของทวีวัฒนา ผลปรากฏวาไมมีนักเรียนคนใดตอบได ซึ่งก็หมายถึงนักเรียนไมเคยรับรูเรื่องราวใน
ทองถิ่นตนเลย ซึ่งไมสอดคลองกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
                จากเหตุผลและความจําเปนดังกลาว ผูวิจัยจึงเห็นความสําคัญของการพัฒนาหลักสูตร
ทองถิ่น เพราะสามารถทําใหนักเรียนไดรูเรื่องราวของทองถิ่นตน เกิดความรักและภาคภูมิใจใน
ทองถิ่น และคิดที่จะอนุรักษสิ่งที่มีคาตางๆ จึงไดศึกษาเอกสารที่เกี่ยวของ โดยเฉพาะหลักสูตร
การศึก ษาขั้ น พื้ น ฐาน พุ ทธศักราช 2544 จึ งพบสาระหลัก สูตรวิช าภาษาไทย ในสาระที่ 4
มาตรฐานที่ 4.1 ขอ 6 สามารถนํามาพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นได จึงไดดําเนินการตามขั้นตอนของ
การจัดทําหลักสูตร โดยใชชื่อวา “ การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
รายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา” เพื่อใหวิชานี้สอดคลองกับหลักสูตร
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ที่เนนใหสถานศึกษาจัดทําหลักสูตรทองถิ่นที่มีความ
สอดคลองกับความตองการของชุมชน ดังนั้นชุมชนจึงตองเขามามีสวนในการจัดทําหลักสูตรดวย
ผูวิจัยจึงจัดประชุมกลุมยอย โดยเชิญผูนําชุมชน ครูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ผูบริหาร
โรงเรียน ปราชญชาวบานมาประชุม ( Focus group) เพื่อคัดเลือกเนื้อหาสาระมาสรางเปนสื่อ
ใหนักเรียนไดศึกษา
                การประชุม (Focus group) ไดผลสรุปวาเรื่องที่ควรนํามาจัดทําเปนคําอธิบายรายวิชา
ได แ ก นิ ท านพื้ น บ า น ตํ า นานและเรื่ อ งเล า สุ ภ าษิ ต สํา นวน เพลงพื้น บ า น ปริ ศ นาคํ า ทาย
ดังนั้นผูวิจัยจึงนําผลการประชุมดังกลาวเสนอฝายบริหารโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา
พุทธมณฑลเพื่อดําเนินการจัดทําหลักสูตรทองถิ่นกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยรายวิชาเพิ่มเติม
ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานครตอไป
                โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล ตั้งอยูที่เขตทวีวัฒนา ซึ่งเปน
ชุมชนดั้งเดิมขนาดเล็ก มีประชากรตั้งบานเรือนอยูประมาณ 21,719 ครัวเรือน มีประชากร จํานวน
51,559 คน สภาพภูมิประเทศประกอบดวยคูคลองจํานวนมาก ทั้งที่เปนคูคลองธรรมชาติ และที่
ขุดขึ้นมาเพื่อการชลประทาน การเกษตร การคมนาคม แตละคลองจะมีประวัติการสรางตั้งแตสมัย
รัชกาลที่ 5 เชน คลองทวีวัฒนา คลองมหาสวัสดิ์ ประชาชนสวนมากตั้งบานเรือนอยูริมคลอง
ชาวทวีวัฒนาสวนใหญประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกพืชผัก ทําสวนกลวยไม ปลูกพืชไม
ดอกไมประดับ และทํานาขาว ในพื้นที่มีสถานที่สําคัญหลายแหง เชน ถนนอุทยาน ซึ่งเปน
สถานที่สําคัญที่เปนกุศโลบายของผูนําประเทศในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อใหประเทศไทย
พนภัย พิพิธภัณฑทวีวัฒนาใหความรูเกี่ยวกับประวัติความเปนมาของชาวทวีวัฒนา มีเนื้อหา
แสดงวิถีชีวิต และเพลงพื้นบานเฉพาะของชาวทวีวัฒนา คือเพลงขอทานกระยาสารท อีกทั้งแหลง
ทองเที่ยวธรรมชาติตามลําคลองมหาสวัสดิ์ นอกจากนั้นยังมีตํานานของปูชนียสถาน และปูชนีย
วัตถุ ซึ่งสามารถศึกษาไดจากวัดปุรณาวาส คือ ตํานานหลวงพออินทร และหลวงพอจันทร เปน
                                                                                                           8

ตน เมื่อนักเรียนไดศึกษาสิ่งเหลานี้แลวสามารถที่จะรูเรื่องราวตางๆ ที่เกี่ยวกับชุมชนเขตทวีวัฒนา
มากขึ้น อาจกลาวไดวาการพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นจะมีประโยชนมากตอการศึกษาในยุคปจจุบันดัง
เหตุผลที่อางไวในเบื้องตน
             จากความสําคัญดังกลาวผูวิจัยจึงมีความตั้งใจและมุงมั่นที่จะพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นใน
รายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
โรงเรี ยนนวมิ นทราชิ นูทิ ศ สตรีวิ ทยา พุทธมณฑล กรุงเทพมหานคร โดยจั ดทํ าเปนเอกสาร
ประกอบหลักสูตร ซึ่งประกอบดวยแผนการจัดการเรียนรู 18 แผน และเนนกระบวนการสอนที่
หลากหลายเพื่อใหผูเรียนมีความรูความเขาใจในหลักสูตรทองถิ่น และเห็นภาพสังคมของตนเอง
ได รูปญหาของทองถิ่น การที่นักเรียนไดมีโอกาสเรียนรูเรื่องราวของทองถิ่นตนก็จะมีความรัก
และหวงแหน ภาคภูมิใจ และมองปญหาที่เกิดขึ้นไดวาสิ่งใดเปนสาเหตุแลวสามารถคิดแกปญหา
ไดถูกตอง นอกจากนี้วรรณกรรมทองถิ่น ภูมิปญญาทองถิ่น คานิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี
เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษาในบทประพันธทั้งรอยแกวและรอยกรอง
ประเภทตาง ๆ จะทําใหเกิดความซาบซึ้งและความภาคภูมิใจในสิ่งที่บรรพบุรุษไดสั่งสม และสืบ
ทอดมาจนถึงปจจุบันซึ่งยอมทําใหเกิดประโยชนไดอยางกวางขวางตอไป

วัตถุประสงคของการวิจัย
            1. เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรู
ภาษาไทย รายวิ ช าเพิ่ ม เติ ม ท 40202 วรรณกรรมท อ งถิ่ น เขตทวี วั ฒ นาสํ า หรั บ นั ก เรี ย น
ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล กรุงเทพมหานคร ใหได
ตามเกณฑ 75 / 75
            2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน กอน และหลัง การใชเอกสาร
ประกอบหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย รายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่น
เขตทวี วั ฒ นาสํ า หรั บ นั ก เรี ย นชั้ น มั ธ ยมศึ ก ษาป ที่ 4 โรงเรี ย นนวมิ น ทราชิ นู ทิ ศ สตรี วิ ท ยา
พุทธมณฑล กรุงเทพมหานคร
            3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอเอกสารประกอบหลักสูตรกลุมสาระการ
เรียนรูภาษาไทย รายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนาสําหรับนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล กรุงเทพมหานคร

สมมติฐานการวิจัย
            1. ประสิ ท ธิ ภ าพของเอกสารประกอบหลัก สู ต ร กลุ ม สาระการเรี ย นรู ภ าษาไทย
รายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
                                                                                                        9

โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล กรุงเทพมหานคร เปนไปตามเกณฑที่กําหนดไว
คือ 75 / 75
               2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา
สํ า หรั บ นั ก เรี ย นชั้ น มั ธ ยมศึ ก ษาป ที่ 4 โรงเรี ย นนวมิ น ทราชิ นู ทิ ศ สตรี วิ ท ยา พุ ท ธมณฑล
กรุงเทพมหานคร หลังการใชเอกสารประกอบหลั กสู ตรที่ผูวิจัยสรางขึ้น สูงกวาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนกอนการใชเอกสารประกอบหลักสูตร
               3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ที่เรียนรายวิชา เพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่น
เขตทวีวัฒนา มีความคิดเห็นที่ดี ตอเอกสารประกอบหลักสูตร

ขอบเขตการวิจัย
           1. ประชากร และกลุมตัวอยาง
             ประชากรที่ใชในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ
สตรีวิทยา พุทธมณฑล จํานวน 6 หองเรียน รวมทั้งสิ้น 240 คน
             กลุมตัวอยาง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ในภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2548
โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล จํานวน 1 หองเรียน ซึ่งไดมาดวยวิธีการสุม
แบบเจาะจง (purposive sampling) ไดกลุมตัวอยาง จํานวน 40 คน
           2. ตัวแปรที่ศึกษา แบงออกเปน 2 ประเภท
             2.1 ตัวแปรตน ไดแก การสอนโดยใชเอกสารประกอบหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรู
ภาษาไทยรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา
             2.2 ตัวแปรตาม ไดแก
                  2.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่น
เขตทวีวัฒนา
                  2.2.2 ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ
สตรีวิทยา พุทธมณฑล กรุงเทพมหานคร ที่มีตอเอกสารประกอบหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรู
ภาษาไทยรายวิชา เพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา

ขอตกลงเบื้องตน
           1. การกําหนดเกณฑประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตรการวิจัยครั้งนี้กําหนด
ไวตามเกณฑของชัยยงค พรหมวงศ และคณะ (2520 : 134-142) ซึ่งใหถือคาความคลาดเคลื่อนใน
การยอมรับหรือไมยอมรับประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตรไวรอยละ 2.5-5 กลาวคือ
                                                                                        10

              1.1 เมื่อประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตรสูงกวาเกณฑที่ตั้งไวรอยละ 2.5
ขึ้นไป ถือวาเอกสารประกอบหลักสูตรมีประสิทธิภาพดีมาก
              1.2 เมื่อประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตรสูงกวาหรือเทากับเกณฑที่ตั้งไว
แตไมเกินรอยละ 2.5 ถือวาเอกสารประกอบหลักสูตรมีประสิทธิภาพดี
              1.3 เมื่อประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตรต่ํากวาเกณฑที่ตั้งไว แตไมต่ํา
กวารอยละ 2.5 ถือวาเอกสารประกอบหลักสูตรมีประสิทธิภาพที่ยอมรับไดหรืออยูในระดับพอใช
              1.4 เมื่อประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตรต่ํากวาเกณฑที่ตั้งไวมากกวา
รอยละ 2.5 ถือวาเอกสารประกอบหลักสูตรนั้นมีประสิทธิภาพต่ํา
            2. คะแนนที่ไดจากการทดสอบครั้งแรก (Pretest) เปนเครื่องชี้บอกถึงความสามารถใน
การเรียนรายวิชาวรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวั ฒนา ของนักเรียนแตละคนกอนเรียนกับเอกสาร
ประกอบหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่น
เขตทวีวัฒนา
           3. คะแนนที่ไดจากการทดสอบครั้งหลัง (Posttest) เปนเครื่องชี้บอกถึงความสามารถใน
การเรียนรายวิชาวรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวั ฒนาของนักเรียนแตละคนหลังเรี ยนดว ยเอกสาร
ประกอบหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่น
เขตทวีวัฒนา
           4. การกําหนดเกณฑแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอเอกสารประกอบ
หลักสูตรสําหรับการวิจัยครั้งนี้เปนแบบประมาณคา ซึ่งกําหนดไวตามเกณฑของลิเคอรท (Likert’s
five rating scales) โดยมีขั้นตอนการสรางและพัฒนาดังนี้
1.00 ≤ x < 1.50 หมายถึง ผูตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นตอเอกสารประกอบหลักสูตร
                                                
                                  โดยเฉลี่ยอยูในระดับนอยมาก(ต่ําที่สุด)
1.50 ≤ x < 2.50 หมายถึง ผูตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นตอเอกสารประกอบหลักสูตร
                                                  
                                  โดยเฉลี่ยอยูในระดับนอย (ระดับต่ํา)
2.50 ≤ x < 3.50 หมายถึง ผูตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นตอเอกสารประกอบหลักสูตร
                                              
                                  โดยเฉลี่ยอยูในระดับปานกลาง
3.50 ≤ x < 4.50 หมายถึง ผูตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นตอเอกสารประกอบหลักสูตร
                                                    
                                  โดยเฉลี่ยอยูในระดับมาก(ระดับดี)
4.50 ≤ x < 5.00 หมายถึง ผูตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นตอเอกสารประกอบหลักสูตร
                                                          ่
                                  โดยเฉลี่ยอยูในระดับมากทีสุด (ระดับดีมาก)
                                                                                                                11

 คํานิยามศัพทที่ใชในการวิจย  ั
               1. หลักสูตรทองถิ่น หมายถึง เอกสารประกอบหลักสูตร รายวิชาเพิ่มเติม ท 40202
วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา ซึ่งสรางขึ้นจากคําอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 โดยวิเคราะห
จากกลุมสาระการเรียนรูวิชาภาษาไทยชวงชั้นที่ 4 สาระที่ 4 มาตรฐานที่ 4.1 ขอ(6) ในหลักสูตร
การศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐาน พุ ท ธศั ก ราช 2544 เพื่ อ ให ผู เ รี ย น รู เ รื่ อ งราวในเนื้ อ หาที่ ส อดคล อ งกั บ
คําอธิบายรายวิชาและสภาพทองถิ่นในเขตทวีวัฒนา
               2. เอกสารประกอบหลักสูตร หมายถึง แนวทางการจัดการเรียนการสอน 1 ภาคเรียน
ซึ่งประกอบดวย โครงการสอนระยะยาว เนื้อหาสาระ หนวยการเรียนรู แผนการจัดการเรียนรู
ซึ่งประกอบดวย สาระ ผลการเรียนรูที่คาดหวัง ตัวชี้วัด คุณลักษณะอันพึงประสงค กิจกรรม
การเรียนรู สื่ออุปกรณและแหลงเรียนรู การวัดและประเมินผล และกิจกรรมเสนอแนะ
               3. วรรณกรรมทองถิ่น หมายถึง วรรณกรรมมุขปาฐะและวรรณกรรมลายลักษณที่
ปรากฏอยูในทองถิ่นแตกตางไปจากวรรณกรรมแบบฉบับหรือวรรณคดีของประเทศ วรรณกรรม
ทองถิ่นนั้น เกิดดวยภูมิปญญาของคนในทองถิ่นและมีคนในทองถิ่นเองเปนผูสรางและผูใชรูปแบบ
ของวรรณกรรมทองถิ่น ซึ่งมักจะเปนไปตามความนิยมของทองถิ่นนั้นๆ อันประกอบดวยเพลง
พื้นบาน ปริศนาคําทาย ภาษิตและสํานวน ตํานาน นิทาน นิยาย เรื่องเลา ภาษาถิ่น คําศัพท
สํานวนภาษา โดยใหศึกษาเกี่ยวกับ ที่มา คุณคาภาษาและสังคม และ อิทธิพลตอการดํารงชีวิต
เพื่อใหมีความรูความเขาใจ เห็นคุณคาและรวมมือกับผูอื่นในการอนุรักษวรรณกรรมทองถิ่น
               4. ประสิ ท ธิ ภ าพของเอกสารประกอบการสอน หมายถึ ง คุ ณ ภาพของเอกสาร
ประกอบการสอนรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่น เมื่อนักเรียนไดเรียนจากเอกสาร
ประกอบหลักสูตรแลว สามารถทําคะแนนไดไมต่ํากวาเกณฑ 75/75
                      75 ตัวแรก หมายถึง รอยละของคาเฉลี่ยของคะแนนการทําแบบฝกหัดทุกบท
ระหวางเรียนของนักเรียน
                       75 ตัวหลัง หมายถึง รอยละของคาเฉลี่ยของคะแนน การทําแบบทดสอบ
หลังจากเรียนโดยใชเอกสารประกอบหลักสูตร (ชัยยงค พรหมวงศ และคณะ 2520 :134-138)
              5. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรม
ทองถิ่นเขตทวีวัฒนา หมายถึง แบบทดสอบที่ผูวิจัยสรางขึ้นตามคําอธิบายรายวิชา และผลการ
เรียนรูที่คาดหวังรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 จํานวน 2 ฉบับ ซึ่งทั้ง 2 ฉบับสรางดวยผลการเรียนรูที
                           ั
คาดหวังเดียวกัน เพื่อใชวดความสามารถในการเรียนกอนและหลังการใชเอกสารประกอบหลักสูตร
              6. แบบสอบถามความคิ ด เห็ น หมายถึ ง แบบสอบถามแบบประมาณค า ของ ของ
ลิเคอรท (Likert’s five rating scales) 5 ระดับซึ่งถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอเอกสาร
                                                                                      12

ประกอบหลักสูตรที่ผูวิจัยสรางขึ้นในดานรูปแบบ ดานเนื้อหา ดานกิจกรรม และดานประโยชนที่
ไดรับจากการศึกษาเอกสารประกอบหลักสูตร รายวิชาเพิ่มเติม ท40202 วรรณกรรมทองถิ่น เขตทวี
วัฒนา
          7. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรี
วิทยา พุทธมณฑล ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2548
                                                บทที่ 2

                                    เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ

            การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย รายวิชาเพิ่มเติม
ท 40202 วรรณกรรมท อ งถิ่ น เขตทวี วั ฒ นา สํ า หรั บ นั ก เรี ย นชั้ น มั ธ ยมศึ ก ษาป ที่ 4 โรงเรี ย น
นวมินทราชินู ทิ ศ สตรี วิทยา พุทธมณฑล กรุงเทพมหานคร” นี้ ผูวิจัยไดศึ กษาเอกสารและ
งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการพัฒนาหลักสูตรและวรรณกรรมทองถิ่น เพื่อเปนแนวทางในการวิจัยดังนี้
            ความรูพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตร
                1. ความหมายของหลักสูตร
                2. ความสําคัญของหลักสูตร
                3. องคประกอบของหลักสูตร
                4. แนวทางการพัฒนาหลักสูตร
                5. การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่น
                                   ้
            หลักสูตรการศึกษาขั้นพืนฐาน พุทธศักราช 2544
                1. หลักการ
                2. จุดหมาย
                                                        ้
                3. โครงสรางของหลักสูตรการศึกษาขั้นพืนฐาน พุทธศักราช 2544
                4. แนวทางการพัฒนาหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
                                                          
                5. การพัฒนาหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยของสถานศึกษา
                6. ขั้นตอนในการพัฒนาหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยของสถานศึกษา
                7. การพัฒนาการเรียนการสอนทักษะภาษาไทย
           ขั้นตอนการจัดทําเอกสารประกอบหลักสูตร
                1. ศึกษาสาระและมาตรฐานการเรียนรูและมาตรฐานการเรียนรูชวงชั้นกลุมสาระ
การ เรียนรูภาษาไทยในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
                2. ศึกษาเอกสาร ตํารา
                3. จัดทําสาระการเรียนรูชวงชั้น
                4. จัดทําสาระการเรียนรูชวงชั้นรายภาค.
                5. จัดทําผลการเรียนรูที่คาดหวังรายภาค

                                                   13
                                                                                  14

           6.  ตรวจสอบความสัมพันธของสาระการเรียนรูกับมาตรฐานการเรียนรูรายภาค
           7.  จัดทําคําอธิบายรายวิชา
           8.  จัดทําหนวยการเรียนรู
           9.  จัดทําแผนการจัดการเรียนรู
               9.1 ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
               9.2 กําหนดสาระการเรียนรู
               9.3 กระบวนการจัดการเรียนรู และวิธีสอน
               9.4 สื่อการเรียนการสอน
               9.5 ขั้นตอนการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน
               9.6 การวัดและประเมินผล
        ความรูเกี่ยวกับวรรณกรรมทองถิ่น
           1. ความหมายของวรรณกรรมทองถิ่น
           2. ลักษณะของวรรณกรรม
           3. ประเภทของวรรณกรรมทองถิ่น
           4. คุณคาของวรรณกรรมทองถิ่น
           5. ประโยชนในการศึกษาวรรณกรรมทองถิ่น
           6. นิทานพื้นบาน
           7. ตํานาน
           8. เพลงพื้นบาน
           9. ปริศนาคําทาย
           10. สํานวนและภาษิต
           11. การสงเสริมและอนุรักษวรรณกรรม
        งานวิจัยที่เกี่ยวของ
           1. งานวิจัยในประเทศ
           2. งานวิจัยตางประเทศ

                          ความรูพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตร
1. ความหมายของหลักสูตร
           นักการศึกษาไดใหความหมายของหลักสูตรที่แตกตางกันไปหลายแนวคิด โดยมีจุดเนน
ที่ตางกันออกไปดังนี้
                                                                                                     15

                กาญจนา คุณารักษ (2527 : 2 ) กลาววา หลักสูตร หมายถึงโครงการหรือแผน
ขอกําหนดอันประกอบดวยหลักการ จุดหมาย โครงสราง กิจกรรม และวัสดุตาง ๆ ในการจัดการ
เรีย นการสอนที่ จ ะพั ฒนาผู เ รี ย นให เ กิ ด ความรู ค วามสามารถ โดยส งเสริ ม ใหเ อกั ตบุ ค คลไปสู
ศักยภาพสูงสุดของตนเอง สวน สงัด อุทรานันท (2532:8-15) ใหความเห็นวา หลักสูตร คือ
แนวทางของเด็กอันเปนจุดมุงหวังของสังคม ซึ่งหมายถึงเปนสื่อกลางหรือวิถีทางที่จะนําเด็กไปสู
จุดหมายปลายทางไดอยางมีคุณภาพ บ็อบบิต (Bobbit 1981 : 42) ไดใหความเห็นวาหลักสูตร คือ
รายการของสิ่งตางๆ ซึ่งนักเรียนและเยาวชนจะตองทําและประสบโดยการพัฒนาความสามารถ
เพื่อทําสิ่งตาง ๆ ใหดีเหมาะสมสําหรับการดํารงชีวิตในวัยผูใหญ สวน ลีวิส และมีล (Lewis and
Mile 1972 : 1 , อางถึงใน สันต ศูนยกลาง 2534 : 10 ) กลาววา หลักสูตรเปนภาพรวมของความ
ตั้งใจที่สังคมตองการใหผูเรียนมีความสัมพันธกับบุคคลอื่น และสิ่งตาง ๆ ภายในเวลาและสถานที่
ที่เหมาะสม สําหรับวิชัย วงศใหญ (2525 : 2 ) กลาววา หลักสูตร คือประสบการณทั้งหลายที่
โรงเรียนจัดใหแกนักเรียน เพื่อใหนักเรียนไดเรียนรูและพัฒนาตนเองไปในทิศทางที่โรงเรียน
ปรารถนา สวน กมล สุดประเสริฐ (2526 : 4 ) กลาววา หลักสูตร มิไดหมายความเพียงแต
หนังสือหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเทานั้น แตยังมีความหมายถึงกิจกรรม และประสบการณ
ทั้งหลายที่จัดใหแกเด็ก ซึ่งรวมถึงการสอนนักเรียนของครูอีก สวน กูด (Good 1973:150, อางถึงใน
อรสา ปราชญนคร 2525:23) กลาววา หลักสูตร คือเนื้อหาที่จัดขึ้นไวอยางเปนระบบใหผูเรียนได
ศึกษาเพื่อจบชั้น หรือไดรับประกาศนียบัตรในหมวดวิชาสําคัญซึ่งแตกตางกวานักการศึกษาคนอื่น
            เมื่อพิจารณาแนวคิดของนักการศึกษาที่กลาวมาแลวทั้งในประเทศ และตางประเทศ จะ
เห็นวาความหมายของหลักสูตรจะมีลักษณะคลายคลึงกัน อาจจะตางกันเพียงขอยอยเทานั้น ซึ่งอาจ
สรุปไดวาหลักสูตรหมายถึง เอกสารที่จัดทําขึ้นเพื่อการเรียนการสอนอันประกอบดวย หลักการ
จุดมุงหมาย โครงสราง สื่อการสอน วิธีการวัดและประเมินผล ตลอดขอกําหนดของเวลาการจัด
การเรียนการสอนในอันจะนํานักเรียนไปสูเปาหมายของการปฏิรูปการศึกษา
2. ความสําคัญของหลักสูตร
            หลักสูตรมีความสําคัญยิ่งตอการศึกษาเพราะเปนเครื่องชี้นําใหคนทุกฝายที่เกี่ยวของกับ
การจัดการศึกษาดําเนินการไปใหตรงเปาหมายที่วางไว มีนักการศึกษาไดกลาวไวดังนี้
            ธํารง บัวศรี (2531 : 6-7) ไดกลาวถึงสาระสําคัญของหลักสูตรไววา
            1. หลักสูตรเปนสิ่งที่ตองการวางแผนลวงหนากอนนํามาใช โดยการกําหนดจุดมุงหมาย
และจุดประสงคใหแนนอนลงไปวาตองการใหเกิดผลแกผูเรียนอยางไร
                                                                                                      16

            2. หลั ก สู ต รไม ใ ช ร ายวิ ช าหรื อ เนื้ อ หาสาระของวิ ช าเดี ย ว แต เ ป น ผลรวมของการ
ผสมผสานหรือบูรณาการระหวางองคประกอบหลายอยาง ซึ่งเมื่อรวมกันเขาแลวจะสงผลออกมา
ในรูปของมวลประสบการณ
            3. การที่ ห ลัก สูตรเปนเพี ยงแผนชี้ใ หเ ห็น วาผูที่นํา หลัก สูตรไปใชคือ ครู หรื อผูสอน
จะตองอานแผนใหเขาใจ และจะตองแปลออกเปนแผนปฏิบัติใหเหมาะสมกับภาพแวดลอมของตน
            4. หลักสูตรแตละหลักสูตรนั้นไมสามารถนํามาใชไดทั่วไปแตจะถูกจํากัดใหอยูในกรอบ
ของโปรแกรมการศึกษา เชนหลักสูตรมัธยมศึกษาหรือหลักสูตรประถมศึกษา เปนตน
            5. หลั ก สูต รมุงสร างพั ฒ นาการดา นตา งๆ แกผูเ รีย น หมายความวา ในการออกแบบ
หลักสูตร นักการพัฒนาหลักสูตรจะตองคํานึงถึงพัฒนาการของผูเรียนในทุก ๆ ดาน
            6. เนื่องจากผูเรียนจะตองมีชีวิตเติบโตในสังคม ดังนั้นผูจัดทําหลักสูตร และนักพัฒนา
หลักสูตรจะตองคํานึงถึงสภาพแวดลอมในดานเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรมที่อยู
รอบตัวผูเรียน
                 จากขอความที่กลาวมาของนักการศึกษา สรุปไดวา หลักสูตรมีความสําคัญในฐานะ
ที่เปนสิ่งที่กําหนดทิศทาง และเปนที่รวมมวลประสบการณทั้งหมด ใหกับผูเกี่ยวของทุกองคกรใน
การจัดการศึกษาของประเทศใหบรรลุวัตถุประสงคตามที่กําหนดไวในหลักสูตร
3. องคประกอบของหลักสูตร
            นั ก การศึ ก ษา และนั ก พั ฒ นาหลั ก สู ต รหลายท า นได ใ ห แ นวคิ ด ว า หลั ก สู ต รควรมี
องคประกอบดังนี้
            พจน สะเพียรชัย ( 2525 : 71-78) กลาววาหลักสูตรจะดีหรือไมดีนั้น ยอมขึ้นกับคุณภาพ
ของโครงสราง หรือองคประกอบของหลักสูตร สวนรายละเอียดของเนื้อหาวิชา วิธีการและ
การจัดการ ขึ้นอยูกับคุณภาพของครู และสรุปไววาโครงสรางหรือองคประกอบทั่วไปของ
หลักสูตรมี 6 สวนดังนี้
            1. ปรัชญาและปญหา
            2. จุดหมาย
            3. เนื้อหาวิชาและจํานวนชั่วโมงสําหรับสอนแตละวิธี
            4. กระบวนการเรียนการสอน
            5. การวัดและประเมินผลการเรียนการสอน
            6. การจัดการหลักสูตร และการบริหารวิชาการ
            กาญจนา คุณารักษ ( 2527 : 10 -14 ) กลาววา องคประกอบของหลักสูตร
ควรประกอบดวย
                                                                                                  17

          1.  ความมุงหมาย ( Objectives )
          2.  เนื้อหาวิชา และประสบการณ ( Subject Matter and Experience )
          3.  วิธีการสอน ( Method )
          4.  วัสดุอุปกรณการสอน ( Materials )
          5.  กิจกรรมการเรียนการสอน ( Activities)
          6.  การประเมินผล ( Evaluation )
              จากแนวคิดเกี่ยวกับองคประกอบของหลักสูตรที่กลาวมาแลว สรุปไดวาหลักสูตร
ควรประกอบดวยจุดมุงหมายทั่วไป และจุดมุงหมายรายวิชา เนื้อหาสาระ กระบวนการเรียนรูและ
การวัดและประเมินผล
4. แนวทางการพัฒนาหลักสูตร
           แนวทางในการพั ฒ นาหลั ก สูต รมีนั ก การศึ ก ษาทั้ง ในประเทศและตา งประเทศได ใ ห
ขั้นตอนไวหลายแนว ดังนี้
           ทาบา (Taba 1962 : 12) ไดเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรไว 7 ขั้นดังนี้
           1. วินิจฉัยความตองการ (Diagnosis of Needs) เปนการสํารวจความตองการและความ
จําเปนตาง ๆ ของสังคม
           2. กําหนดจุดประสงค (Formulation of Objectives) โดยใชขอมูลที่ไดจากการสํารวจ
เพื่อใหจุดประสงคสอดคลองกับความตองการของสังคม
           3. เลือกเนื้อหาสาระ (Selection of Content) โดยการเลือกเนื้อหาสาระที่จะนํามาสอน
ตองใหตรงกับความตองการ และความจําเปนของสังคม
           4. จัดเนื้อหาสาระ (Organization of Content) จัดระเบียบ จัดลําดับ แกไขปรับปรุง
เนื้อหาสาระ ใหพิจารณาความยากงายของสาระวิชาวาอะไรควรเรียนกอนหลัง
           5. เลือกประสบการณในการเรียนรู (Selection of Learning Experience) คัดเลือก
ประสบการณเรียนรู เพื่อใหเนื้อหาวิชาและกระบวนการเรียนรูสมบูรณยิ่งขึ้น
           6. การจัดประสบการณการเรียนรู (Organization of Learning Experiences) จัดระเบียบ
จัดลําดับ แกไขปรับปรุงประสบการณตาง ๆ เพื่อใหจัดกระบวนการเรียนการสอนบรรลุจุดมุงหมาย
ที่วางไว
           7. การตั ด สิ น ใจว า มี เ นื้ อ หาและประสบการณ อ ะไรที่ จ ะต อ งประเมิ น ผลว า ได มี
การเรียนรูตรงกับจุดประสงคที่กําหนดไวหรือไมเพียงใด และกําหนดดวยวาจะใชวิธีประเมินผล
อยางไร มีอะไรที่จะชวยในการประเมินไดบาง (Determination of what to evaluate and the
ways and means of doing it)
                                                                                                  18

          หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ( กระทรวงศึกษาธิการ , กรมวิชาการ
2544 ก : 31-34) ไดวางแนวทางใหสถานศึกษาจัดทําหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อใหบรรลุความ
คาดหวัง สรุปไดดังนี้
          1. การจัดทํา สาระของหลักสูตร
               1.1 กําหนดผลการเรียนรูที่คาดหวังรายปหรือรายภาค โดยวิธีวิเคราะหจากมาตรฐาน
การเรียนรูชวงชั้นที่กําหนดไวในแตละกลุมสาระการเรียนรู
               1.2 กําหนดสาระการเรียนรูรายปหรือรายภาค โดยวิเคราะหจากผลการเรียนรูที่
คาดหวังรายปหรือรายภาคใหสอดคลองกับสาระและมาตรฐานการเรียนรูกลุมสาระและมาตรฐาน
การเรียนรูชวงชั้น
               1.3 กําหนดเวลาและหรือจํานวนหนวยกิตสําหรับสาระการเรียนรูรายภาคทั้งสาระ
การเรียนรูพื้นฐาน และสาระการเรียนรูที่สถานศึกษากําหนดเพิ่มเติม
               1.4 จัดทําคําอธิบายรายวิชาโดยนําผลการเรียนรูที่คาดหวังรายปหรือรายภาค สาระ
การเรียนรู รวมทั้งเวลา และจํานวนหนวยกิตที่กําหนด มาเขียนเปนคําอธิบายรายวิชา
               1.5 จัดทําหนวยการเรียนรู โดยการนําเอาสาระการเรียนรูรายปหรือรายภาคไปบูรณา
การจัดทําเปนหนวยการเรียนรูหนวยยอย ๆ
               1.6 จัดทําแผนการจัดการเรียนรู โดยวิเคราะหจากคําอธิบายรายวิชา และหนวย
การเรียนรู
          2. การจัดกิจกรรมพัฒนาผูเรียน สถานศึกษาตองจัดใหผูเรียนทุกคนเขารวมกิจกรรมให
เหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะ และความแตกตางระหวางบุคคลของผูเรียน โดยคํานึงถึงสิ่งตอไปนี้
               2.1 จัดกิจกรรมตาง ๆ เพื่อเกื้อกูลสงเสริมการเรียนรูตามกลุมสาระการเรียนรู
               2.2 จัดกิจกรรมตามความสนใจ ตามความถนัดตามธรรมชาติ ความสามารถ ความ
ตองการของผูเรียนและชุมชน
               2.3 จัดกิจกรรมเพื่อปลูกฝงสรางจิตสํานึกในการทําประโยชนตอสังคม
               2.4 จัดกิจกรรมประเภทบริการดานตาง ๆ เชน ฝกการทํางาน
               2.5 การประเมิ น ผลการปฏิ บั ติ กิ จ กรรมอย า งเป น ระบบ โดยให ถื อ ว า เป น เกณฑ
ประเมินผลการผานชวงชั้นเรียน
          3. การกํ า หนดคุ ณ ลั ก ษณะอั น พึ ง ประสงค สถานศึ ก ษาต อ งร ว มกั บ ชุ ม ชนกํ า หนด
คุณลักษณะอันพึงประสงค เพื่อเปนเปาหมายในการพัฒนาผูเรียนดานคุณธรรม จริยธรรม และ
คานิยม
                                                                                                            19

           4. การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู การจัดการเรียนรูตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
มีรูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย เพื่อใหสอดคลองกับความถนัด ความสนใจ และความ
ตองการของผูเรียน
5. การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่น
           การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นโดยกระทรวงศึกษาธิการไดเปดโอกาส ใหทองถิ่นมีสวนรวม
นั้นนับไดวาเปนกาวสําคัญในการกระจายความรับผิดชอบจากระดับผูใหนโยบายการจัดการศึกษา
ไปยังผูใชหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการไดจัดทําหลักสูตรแมบทลักษณะตาง ๆ เพื่อใหใชไดทั่วไป
โดยกํ า หนดหลั ก การ จุ ด มุ ง หมาย โครงสร า ง จุ ด ประสงค ก ารเรี ย นรู เนื้อ หา และกิ จ กรรม
ตลอดจนการวัดผล และการประเมินผล เพื่อใหนําไปใชไดทั่วทั้งประเทศพรอมทั้งเปดโอกาสให
ทองถิ่นนําหลักสูตรแมบทดังกลาวไปปรับขยายเพิ่มเติมใหเหมาะสม และสอดคลองกับสภาพแต
ละทองถิ่นดังรายละเอียดดังนี้
              5.1 ความสําคัญของการพัฒนาหลักสูตรทองถิ่น
                  หลักสูตรแมบทไมสามารถใชไดกับทุกทองถิ่น เนื่องจากแตละทองถิ่นมีความ
แตกตางกันทั้งดานลักษณะทางภูมิศาสตร ภูมิอากาศ ความเปนอยู การดําเนินชีวิตศิลปวัฒนธรรม
และฐานะทางเศรษฐกิจสังคม ดังที่ มาโนชญ บุญญานุวัตร (2521 : 7 ) กลาววา การใชหลักสูตร
เดียวกันทั่วประเทศยอมไมสัมพันธกับชีวิตจริงที่เปนอยู ทําใหละเลยตอมรดกทางวัฒนธรรม และ
สิ่งอันพึงอนุรักษของทองถิ่น ทําใหมีการลืมเลือนสิ่งที่มีคาของทองถิ่น ดังนั้นจึงจําเปนตองมีการ
พัฒนาหลักสูตรทองถิ่น เพื่อใหผูเรียนไดรูจักทองถิ่นตน เห็นคุณคา เกิดความรัก ความภูมิใจ
ดังที่ สมพงษ พละสูรย (2521 : 7) กลาวถึงการจัดหลักสูตรเพื่อทองแตละแหงวา ทองถิ่นอันมีเขต
การศึ ก ษา จั ง หวั ด อํ า เภอ เทศบาลหรื อ โรงเรีย นควรมี บ ทบาทในการพั ฒ นาหลั ก สู ต รตั้ ง แต
หลักสูตรกลาง เอกสารประกอบหลักสูตร สื่อการเรียนการสอน การจัดกระบวนการเรียนการสอน
และติดตามผล ใหเหมาะกับสภาพ และความตองการของทองถิ่น สวน ประจักษ พัฒนาเจริญ
( 2520 : 60 – 63 , อางถึงใน ศศิวิมล ศรีสุขโข 2539 : 12 ) ไดกลาวถึงการพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นวา
เปนการปลูกฝงใหผูเรียนรักษาถิ่น โดยคิดวาเปนหนาที่ที่ตองรักษา รูจักใช สงวน และทํานุ
บํารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่น อีกทั้งเปนการจัดการศึกษามี่เหมาะสมสอดคลองกับ
ความตองการของผูเรียน และทองถิ่น ซึ่งจะทําใหผูเรียนสามารถนําความรูนั้น ๆ ไปใชสรางความ
เจริญใหกับทองถิ่นหลักสูตรทองถิ่นที่สรางขึ้นนั้น จะมีความสอดคลองกับสภาพปญหาและสนอง
ความต อ งการของสั ง คมที่ ใ ช ห ลั ก สู ต รนั้ น ๆ การส ง เสริ ม ให ท อ งถิ่ น พั ฒ นาหลั ก สู ต รได นั้ น
หลักสูตรไดเปดโอกาสใหแตละทองถิ่น จัดการศึกษาใหสอดคลองกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมใน
ทองถิ่นของตน ทั้งนี้เพื่อใหผูเรียนไดเรียนรูเกิดความรักและหวงแหนอีกทั้งยังผูกพันกับทองถิ่นดวย
                                                                                                    20

              5.2 ลักษณะของหลักสูตรทองถิ่น
                  นักการศึกษาไดกลาวถึงลักษณะของหลักสูตรทองถิ่นไวในแนวตาง ๆ ทีคลายคลึง
กันหรืออาจแตกตางกันไปบางตามศักยภาพของสถานศึกษา และชุมชนดังนี้
                  พะนอม แกวกําเนิด (2533 : 34-35) ไดกลาวถึงลักษณะหลักสูตรทองถิ่นไวดังนี้
                  1. เป น หลั ก สู ต รสอดแทรกคํ า อธิ บ ายในระดั บ ประถมศึ ก ษา และระดั บ
มัธยมศึกษาไวในโครงสรางรายวิชาบังคับและเลือกเสรี
                  2. มีเนื้อหาสาระสอดคลองและเปนไปตามสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของแตละ
ทองถิ่นโดยเฉพาะ
                  3. จุดประสงคและเนื้อหาเนนถึงปญหา และความตองการของนักเรียนในแตละ
ทองถิ่น
                  4. มีเนื้อหาสอดคลองกับทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรที่สรางขึ้นโดยมนุษย
วางแผน และแนวโนมของการพัฒนาทองถิ่น
                  5. มีจุดประสงคมุงเนนใหนักเรียนใชทรัพยากรทองถิ่นอันเปนรากฐานสําคัญ
เพื่อพัฒนาชีวิต เศรษฐกิจและสังคมของทองถิ่น
                  6. มีจุดประสงคและเนื้อหาสาระสนองความตองการของผูเรียนเฉพาะกลุม โดย
เนนในการสงเสริมความเปนเลิศทางวิชาการและงานอาชีพ
                  7. มีจุ ด ประสงค ใ หรู จั ก สภาพแวดลอ มในท อ งถิ่ น ของตนเอง และหวงแหน
ทองถิ่นของตนตลอดจนมีสวนรวมในการแกไขปญหาและการพัฒนาทองถิ่น
              5.3 ความสําคัญหรือความจําเปนในการพัฒนาหลักสูตรทองถิ่น
                  สงัด อุทรานันท ( 2532 : 314-316 ) กลาววา การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นวา
เปนการปรับหลักสูตรใหเขากับสภาพทองถิ่นของสังคมเปนการเสริมสรางการดําเนินงานในระดับ
เขตการศึ ก ษา ให ไ ด มี ส ว นร ว มในการพั ฒ นาหลั ก สู ต รให ส อดคล อ งกั บ ความต อ งการซึ่ ง ใน
หลักสูตรฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533 ก็มีจุดเนนสําคัญประการหนึ่ง คือ การตอบสนองความตองการ
ของทองถิ่น ดังนั้นจึงไดกําหนดแนวดําเนินการสําหรับโรงเรียนใหนําไปเลือกใหเหมาะสมตอไป
แนวความคิดนี้จะนําเสนอเกี่ยวกับหลักการพัฒนาใหสอดคลองกับความตองการของทองถิ่นใน
ลักษณะตาง ๆ กลาวคือ ใหทองถิ่นปรับรายละเอียดเนื้อหาวิชาใหสอดคลองกับสภาพและความ
ตองการของทองถิ่น สงเสริมใหทองถิ่นจัดทํารายวิชาที่สนองความตองการของทองถิ่น และ
สงเสริมใหผูเรียนมีความคิดสรางสรรคงาน และสงเสริมการพัฒนาอาชีพในสวนที่เปนหลักการ
ของหลั ก สู ต รเป ด โอกาสให ท อ งถิ่ น มี ส ว นร ว มในการพั ฒ นาหลั ก สู ต รท อ งถิ่ น ได โ ดย
กระทรวงศึกษาธิการ เปนฝายจัดทําหลักสูตรแมบทในลักษณะกวาง ๆ เพื่อใหใชทั่วประเทศ และ
                                                                                                                  21

ครอบคลุมหลักการ โครงสราง จุดหมาย จุดประสงคการเรียนรู เนื้อหาและกิจกรรม ตลอดจน
การวัดและประเมินผลการเรียน เพื่อใหสอดคลองกับสภาพความตองการแตละทองถิ่น ซึ่งจะเปน
การชวยใหการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนทันตอเหตุการณ มีความหมายตอผูเรียนและชุมชน
ที่เกี่ยวของ
              5.4 แนวทางการพัฒนาหลักสูตรตามความตองการของทองถิ่น
                   การพัฒนาหลักสูตรตามความตองการของทองถิ่น กระทรวงศึกษาธิการ ( 2536 :
11 – 12 ) เสนอแนะวาอาจกระทําไดดังนี้
                   1. ปรับกิจกรรมการเรียนการสอนใหสอดคลองกับความตองการของทองถิ่น
โดยไมมีการตัดหรือเปลี่ยนแปลงจุดประสงค คําอธิบายรายวิชา คาบเวลาเรียนที่กําหนดไวใน
หลักสูตรแมบท แลวกําหนดโครงสรางเนื้อหาที่จะสอนใหมีกิจกรรมการเรียนการสอน ที่เนน
กระบวนการและความเหมาะสมกับสภาพทองถิ่น
                   2 การจัดทํารายวิชาใหม ซึ่งจะตองไมเปนเนื้อหาหรือรายวิชา ที่ซ้ําซอนกับ
รายวิชาที่มีอยูแลวในหลักสูตร
                   3. ปรั บ หรื อ เพิ่ ม เติ ม รายละเอี ย ดเนื้ อ หาได แ ก การเพิ่ ม ลดปรั บ รายละเอี ย ด
เนื้อหา หัวขอคําอธิบายรายวิชาที่กํ าหนดไวในหลักสูตรแมบท โดยไมทํ าใหจุดประสงคและ
คาบเวลาเปลี่ยนแปลงไป
                   4. การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนตามแนวหลักสูตรฉบับปรับปรุง หมายถึง
หนังสือเรียนที่กําหนดใหใชสําหรับการเรียนการสอนรายวิชาหนึ่งวิชาใด อาจจะมีลักษณะเปนเลม
หรือเปนชุดแบบฝกหัดก็ได เพื่อชวยเสริมใหเกิดทักษะและความแตกฉานในบทเรียน สวนหนังสือ
เสริมประสบการณไดแก หนังสือเสริมการเรียนการสอนตามหลักสูตรมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเรื่อง
ใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่องก็ได สําหรับใหผูเรียนศึกษาหาความรูดวยตนเอง อันไดแกหนังสือ
นอกเวลา หนังสืออานเพิ่มเติม หนังสืออุเทศ หนังสือเสริมการอานคูมือครู และคูมือการเรียน
การสอน

                                                        ้
                              หลักสูตรการศึกษาขั้นพืนฐาน พุทธศักราช 2544
              หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เปนหลักสูตรแกนกลางของประเทศ
ที่ มี จุ ด ประสงค ที่ จ ะพั ฒ นาคุ ณ ภาพของผู เ รี ย นให เ ป น คนดี มี ป ญ ญา มี คุ ณ ภาพชี วิ ต ที่ ดี มี ขี ด
ความสามารถในการแขง ขัน โดยเฉพาะอยา งยิ่ ง การเพิ่ มศัก ยภาพของผู เ รี ย นใหสู งขึ้ น สามารถ
ดํารงชีวิตอยางมีความสุขไดบนพื้นฐานของความเปนไทยและความเปนสากล
                                                                                                         22

           เพื่อใหสถานศึกษาไดมีแนวทางในการจัดทําหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อใหสอดคลองกับ
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ควรยึดองคประกอบดังนี้
1. หลักการ
           เพื่อใหการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเปนไปตามแนวนโยบายการจัดการศึกษาของประเทศ
จึงกําหนดหลักการของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานไวดังนี้
           1.1 เปนการศึกษาเพื่อความเปนเอกภาพของชาติ มุงเนนความเปนไทยควบคูกับความ
เปนสากล
           1.2 เปนการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนจะไดรับการศึกษาอยางเสมอภาค และ
เทาเทียมกัน โดยสังคมมีสวนรวมในการจัดการศึกษา
           1.3 สงเสริมใหผูเรียนไดพัฒนาและเรียนรูดวยตนเองอยางตอเนื่องตลอดชีวิต โดยถือวา
ผูเรียนมีความสําคัญที่สุด สามารถพัฒนาตามธรรมชาติ และเต็มตามศักยภาพ
                                  ี
           1.4 เปนหลักสูตรที่มโครงสรางยืดหยุนทั้งดานสาระ เวลา และการจัดการเรียนรู
           1.5 เปนหลักสูตรที่จัดการศึกษาไดทุกรูปแบบ ครอบคลุมทุกกลุมเปาหมาย สามารถ
เทียบโอนผลการเรียนรู และประสบการณ

2. จุดหมาย
           หลั ก สู ต รการศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐาน มุ งพั ฒ นาคนไทยใหเ ป น มนุ ษ ย ที่ สมบู รณ เป น คนดี
มีปญญา มีความสุข มีความเปนไทย มีศักยภาพในการศึกษาตอและประกอบอาชีพ จึงกําหนด
จุดหมายซึ่งถือเปนมาตรฐานการเรียนรูใหผูเรียนเกิดคุณลักษณะอันพึงประสงคตอไปนี้
           2.1 เห็นคุณคาของตนเอง มีวินัยในตนเอง ปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา
หรือศาสนาที่ตนนับถือ มีคุณธรรม จริยธรรมและคานิยมอันพึงประสงค
           2.2 มีความคิดสรางสรรค ใฝรู ใฝเรียน รักการอาน รักการเขียน และรักการคนควา
           2.3 มีความรูอันเปนสากล รูเทาทันการเปลี่ยนแปลงและความเจริญกาวหนาทาง
วิท ยาการ มี ทั ก ษะและศัก ยภาพในการจัด การ การสื่อสารและการใช เทคโนโลยี ปรั บวิธีคิด
วิธีการทํางานไดเหมาะสมกับสถานการณ
           2.4 มีทักษะและกระบวนการ โดยเฉพาะทางคณิตศาสตร วิทยาศาสตร ทักษะการคิด
การสรางปญญา และทักษะในการดําเนินชีวิต
           2.5 มีประสิทธิภาพในการผลิตและการบริโภค มีคานิยมเปนผูผลิตมากกวาเปนผูบริโภค
           2.6 รักการออกกําลังกาย ดูแลตนเองใหมีสุขภาพและบุคลิกภาพที่ดี
                                                                                                                23

           2.7 เขาใจในประวัติศาสตรของชาติไทย ภูมิใจในความเปนไทย เปนพลเมืองดียึดมั่น
ในวิถีชีวิต และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนพระประมุข
           2.8 มีจิตสํานึกในการอนุรักษภาษาไทย ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี กีฬาภูมิปญญาไทย
ทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาสิ่งแวดลอม
           2.9 รักประเทศชาติและทองถิ่น มุงทําประโยชนและสรางสิ่งที่ดีงามใหสังคม

3. โครงสรางของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
            เพื่อใหการจัดการศึกษาเปนไปตามหลักการ จุดหมายและมาตรฐานการเรียนรูที่กําหนด
ไว ใ ห ส ถานศึ ก ษาและผู ที่ เ กี่ ย วข อ งมี แ นวปฏิ บั ติ ใ นการจั ด หลั ก สู ต รสถานศึ ก ษาจึ ง ได กํ า หนด
โครงสรางของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานดังนี้
            3.1 ระดับชวงชั้น
                  กําหนดหลักสูตรเปน 4 ชวงชั้น ตามระดับพัฒนาของผูเรียนดังนี้
                  ชวงชั้นที่ 1             ชั้นประถมศึกษาปที่         1-3
                  ชวงชั้นที่ 2             ชั้นประถมศึกษาปที่         4-6
                  ชวงชั้นที่ 3             ชั้นมัธยมศึกษาปที่         1-3
                  ชวงชั้นที่ 4             ชั้นมัธยมศึกษาปที่         4-6
            3.2 สาระการเรียนรู
                  การกําหนดสาระการเรียนรูตามหลักสูตร ซึ่งประกอบดวยองคความรู ทักษะหรือ
กระบวนการเรียนรู และคุณลักษณะหรือคานิยม คุณธรรม จริยธรรมของผูเรียนเปน 8 กลุมดังนี้
                  1. ภาษาไทย
                  2 คณิตศาสตร
                  3. วิทยาศาสตร
                  4. สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
                  5. สุขศึกษาและพลศึกษา
                  6. ศิลปะ
                  7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี
                  8. ภาษาตางประเทศ
            3.3 กิจกรรมพัฒนาผูเรียน
                  3.3.1 กิจกรรมแนะแนว
                  3.3.2 กิจกรรมนักเรียน
                                                                                             24

            3.4 มาตรฐานการเรียนรู
                3.4.1 มาตรฐานการเรียนรูการศึกษาขั้นพื้นฐาน
                3.4.2 มาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น
            3.5 เวลาเรียน
                หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกําหนดเวลาในการจัดการเรียนรูและกิจกรรมพัฒนา
ผูเรียนดังนี้
                             โครงสรางหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
                                            ประถมศึกษา                        มัธยมศึกษา
                                    ชวงชั้นที่ 1        ชวงชั้นที่ 2 ชวงชั้นที่ 3 ชวงชั้นที่
ชวงชั้น                              (ป.1-3)              (ป.4-6)        (ม.1-3)     4 (ม.4-6)
                                                  การศึกษาภาคบังคับ
                                                        การศึกษาขั้นพื้นฐาน
กลุมสาระการเรียนรู 8 กลุม
ภาษาไทย
คณิตศาสตร
วิทยาศาสตร
สังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม
สุขศึกษาและพลศึกษา
ศิลปะ
การงานอาชีพและเทคโนโลยี               \
ภาษาตางประเทศ
กิจกรรมพัฒนาผูเรียน
เวลาเรียน                        ประมาณปละ ประมาณปละ ประมาปละ ไมนอยกวาป
                                800-1,000 ชม. 800-1,000ชม. 1,000-1,200 ชม. ละ 1,200 ชม.

แผนภูมิที่ 1 โครงสรางการกําหนดเวลาเรียนแตละชวงชั้น ของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
                พุทธศักราช 2544
ที่มา : กระทรวงศึกษาธิการ, หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 (กรุงเทพมหานคร
: สํานักพิมพวัฒนาพานิช จํากัด , 2544) , 8.
                                                                                       25

4. แนวทางการพัฒนาหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
          หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกําหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรูเปนเกณฑในการ
กําหนดคุณภาพของผูเ รียนเมื่อเรียนจบการศึกษาขั้น พื้นฐาน ซึ่ งกําหนดไวเฉพาะสวนที่จําเปน
สําหรับเปนพื้นฐานในการดํารงชีวิตใหมีคุณภาพ        สําหรับสาระและมาตรฐานการเรียนรูตาม
ความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผูเรียน สถานศึกษาสามารถพัฒนาเพิ่มเติมได สาระ
และมาตรฐานการเรียนรูการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีรายละเอียดตอไปนี้
ภาษาไทย
             สาระที่ 1 การอาน
                       มาตรฐานที่ 1.1 ใช ก ระบวนการอ า นสรา งความรู แ ละความคิ ด ไปใช
ตัดสินใจแกปญหาและสราง วิสัยทัศนในการดําเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอาน
            สาระที่ 2 การเขียน
                       มาตรฐานที่ 2.1 ใชกระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรีย งความ
ยอความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบตางๆ เขียนรายงานขอมูลสารสนเทศ และรายงานการศึกษา
คนควาอยางมีประสิทธิภาพ
            สาระที่ 3 การฟง การดู และการพูด
                       มาตรฐานที่ 3.1 สามารถเลือกฟงและดูอยางมีวิจารณญาณ และพูด
แสดงความรู ความคิดความรูสึกในโอกาสตางๆ อยางมีวิจารณญาณและสรางสรรค
            สาระที่ 4 หลักการใชภาษา
                       มาตรฐานที่ 4.1 เข า ใจธรรมชาติ ข องภาษาและหลั ก ภาษาไทย
การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไวเปน
สมบัติของชาติ
                       มาตรฐานที่ 4.2 สามารถใชภาษาแสวงหาความรู เสริมสรางลักษณะ
นิสัย บุคลิกภาพ และความสัมพันธระหวางภาษากับวัฒนธรรม อาชีพ สังคม และชีวิตประจําวัน
            สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม
                       มาตรฐานที่ 5.1 เข า ใจและแสดงความคิ ด วิ จ ารณ ว รรณคดี แ ละ
วรรณกรรมไทยอยางเห็นคุณคา และนํามาประยุกตใชในชีวิตประจําวัน

5. การพัฒนาหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยของสถานศึกษา
         การพัฒนาหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยของสถานศึกษาจะตองนําโครงสราง
ของหลักสูตรวาจะกําหนดใหผูเรียนเรียนภาษาไทยสัปดาหละกี่ชั่วโมง ตลอดปเรียนภาษาไทยกี่
                                                                                                   26

ชั่ ว โมงในแต ล ะระดั บ ชั้ น เพื่ อ กํ า หนดเวลาของหน ว ยการเรี ย นรู แ ละแผนการจั ด การเรี ย นรู
นอกจากนั้ น จะตองกํ า หนดแบบของหลัก สู ต รกลุ มสาระการเรี ย นรูต ามปรัช ญา ทิศทาง และ
จุดมุงหมายของการจัดการศึกษาของสถานศึกษา และรูปแบบของการจัดหลักสูตรจะเปนหลักสูตร
รายวิชาที่เนนเนื้อหาสาระ (Subject Matter Design) หรือหลักสูตรบูรณาการเปนหนวยการเรียนรู
(Integrated Design) หรือหลักสูตรสหวิทยาการ (Interdisciplinary Design) หลักสูตรภาษาไทยควร
แบงเปนหลักสูตร 2 กลุมวิชาคือ
            1. หลักสูตรภาษาไทยพื้นฐาน เปนรายวิชาที่ทุกคนตองเรียนรูเปนเครื่องมือของการ
เรียนรูและการคิดวิเคราะห การคิดสรางสรรค และเพื่อการสื่อสารอยางมีประสิทธิภาพ ทั้งการฟง
การดู การพูด การอานและการเขียน หลักสูตรภาษาไทยพื้นฐานเปนรายวิชาที่ผูเรียนตั้งแตชั้น
ประถมศึกษาปที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปที่ 6 ตองเรียนรูเปนรายวิชาพื้นฐานสําหรับทุกคนที่มีเนื้อหา
สาระเชื่อมโยงและมีลําดับยากงายตามระดับชั้ นและเปนการฝกทักษะและกระบวนการเรียนรู
กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยเพื่อใหสามารถมีพื้นฐานการเรียนรู มีนิสัยรักการอาน การเขียน
เปนเครื่องมือของการเรียนรูวิชาอื่น ๆ ดวย
            2. หลักสูตรภาษาไทยรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา เปน
รายวิชาที่จั ดสนองความตองการ ความสนใจและความสามารถของผูเรียน ซึ่งเปนรายวิชาที่
สงเสริมการเรียนภาษาไทยเฉพาะทางที่จะเรียนตอในชั้นสูงขึ้น หรือเพื่อการสงเสริมการประกอบ
อาชีพ หลักสูตรภาษาไทยรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา เปนรายวิชา
เลือกที่ผูเรียนจะมีสาระการเรียนรูแตกตางจากรายวิชาพื้นฐาน และมีจุดประสงคตางกัน เชน
รายวิชาการแตงคําประพันธ การอานคําประพันธประเภทฉันท การสรางเสริมสมรรถภาพการอาน
การเขียน การพูดตอหนาชุมชน การอานและวิจารณเรื่องสั้น การอานบทละครประเภทรอยกรอง
เปนตน

6. ขั้นตอนในการพัฒนาหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยของสถานศึกษา
           การพัฒนาหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยของสถานศึกษา กรมวิชาการ ( 2544
: 63–65) ไดกําหนดขั้นตอน ดังนี้
          1. ศึ ก ษาสาระ และมาตรฐานการเรี ย นรู ช ว งชั้ น กลุ ม สาระการเรี ย นรู ภ าษาไทยใน
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
          2. ศึกษาเอกสาร ตํารา เกี่ยวกับหลักภาษา การใชภาษา วรรณคดี วรรณกรรม
บทรอยกรองตามสาระการเรียนรู เพื่อกําหนดเนื้อหาสาระของภาษาไทย ใหเหมาะสมกับระดับชั้น
มีความสอดคลอง มีลําดับความยากงายของเนื้อหากับระดับชั้น
                                                                                                        27

             3. จัดทําสาระการเรียนรูชวงชั้น โดยนํามาตรฐานการเรียนรู และมาตรฐานการเรียนรู
ชวงชั้นแตละสาระมาวิเคราะห และจัดทําสาระการเรียนรูชวงชั้น
             4. จัดทําสาระการเรียนรูชวงชั้นรายภาค โดยนําสาระการเรียนรูชวงชั้นที่ 3 มาจัดทํา
สาระการเรียนรูรายปหรือรายภาค (ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 – ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 จัดทําเปนรายป
สวนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 – 6 จัดทําเปนรายภาค) ใหพิจารณาวา สาระการเรียนรูที่เรียนกอนจะเปน
พื้นฐานของสาระการเรียนรูที่เรียนหลังและมีความตอเนื่องของเนื้อหาสาระและเปน การเรียนรูที่มี
ความยากงายเปนลําดับขั้น
             5. จัดทําผลการเรียนรูที่คาดหวังชวงชั้นรายภาค โดยพิจารณาจากมาตรฐานการเรียนรู
ชวงชั้นและสาระการเรียนรูรายปหรือรายภาค (ขอ 4) จัดทําเปนผลการเรียนรูที่คาดหวังรายปหรือ
รายภาค และมีความสัมพันธกับสาระการเรียนรูรายปหรือรายภาค
             6. ตรวจสอบความสัมพันธของสาระการเรียนรูกับมาตรฐานการเรียนรูรายภาค ใหนํา
ผลการเรี ย นรู ที่ ค าดหวั ง ของแต ล ะชั้ น ป กั บ สาระการเรี ย นรู แ ต ล ะชั้ น ป มี ก ารตรวจสอบความ
สอดคลองและความสัมพันธกันในแตละขอ
             7. จัด ทําคําอธิบายรายวิชา โดยกําหนดชื่อรายวิชา ชั้ นป จํานวนชั่วโมงการสอน
ตลอดปหรือตลอดภาคหรือตลอดภาคเรียน และจํานวนชั่วโมงสอนแตละสัปดาห สวนวิชาเพิ่มเติม
ควรตั้งชื่อวิชาใหนาสนใจ กําหนดเวลาเรียนหรือหนวยวิชาระดับชั้นดวยการเขียนคําอธิบายรายวิชา
ซึ่งเขียนไดหลายรูปแบบ
             8. จัดทําหนวยการเรียนรู นําคําอธิบายรายวิชาจัดทําหนวยการเรียนรู โดยนําหัวขอ
และรายละเอียดของสาระการเรียนรูมากําหนดจํานวนหนวยการเรียนรู ชื่อหนวยการเรียนรูและ
จํานวนชั่วโมงในการเรียนการสอนของแตละหนวยตลอดปการศึกษา จัดทําผลการเรียนรูและสาระ
การเรียนรูของแตละหนวยการเรียนรู การเขียนหนวยการเรียนรูเขียนไดหลายรูปแบบ
             9. จัดทําแผนการจัดการเรียนรู นําหนวยการเรียนรูที่กําหนดมาจัดทําแผนการจัด
การเรียนรูแตละหนวยการเรียนรู โดยกําหนดจุดประสงคการเรียนรูจากผลการเรียนรูของแตละ
หนวย จัดทําสาระการเรียนรู กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู กระบวนการวัดผลและ
ประเมินผล แหลงการเรียนรู การจัดทําแผนการจัดการเรียนรู อาจจัดทําเปนรายชั่วโมง เพื่อ
นําไปใชในการจัดการเรียนรูและบันทึกผลการสอนเพื่อนําไปสูการวิจัยและปรับปรุงหลักสูตร
หรืออาจจัดทําเปนแผนการจัดการเรียนรูรวม เพื่อจัดทําแผนการจัดการเรียนรูยอยเปนรายชั่วโมง
ก็ได
                                                                                           28

                                                       
           ขั้นตอนในการพัฒนาหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยของสถานศึกษามี
                        ั
ขั้นตอนสรุปไวในแผนภูมิดงนี้

                                    หลักการของหลักสูตร

                                   จุดมุงหมายของหลักสูตร

                                 สาระและมาตรฐานการเรียนรู

             มาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น                                          ้
                                                            สาระการเรียนรูชวงชัน

   ผลการเรียนรูรายป / รายภาค                         สาระการเรียนรูรายป / รายภาค

                                                    ้
                           คําอธิบายรายวิชาเปนรายชันป / รายภาค

                         จัดทําหนวยการเรียนรูเปนรายชั้นป / รายภาค

                       การจัดทําแผนการจัดการเรียนรูรายชั้น / รายภาค

                                   แผนการจัดการเรียนรู

แผนภูมิที่ 2 ขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
ที่มา : กระทรวงศึกษาธิการ, กรมวิชาการ, การจัดสาระการเรียนรูกลุมสาระการเรียนภาษาไทย ตาม
                      ้
หลักสูตรการศึกษาขั้นพืนฐาน พุทธศักราช 2544 ( กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพคุรุสภาลาดพราว,
2546) , 65.

7. การพัฒนาการเรียนการสอนทักษะภาษาไทย
                                                   
         คูมือการจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย (กรมวิชาการ 2544 : 45–47) ได
                                                     ั
เสนอแนะวาการเรียนรูจะประสบความสําเร็จไดขึ้นอยูกบปจจัยหลายประการ เชน วิธีการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอน สภาพแวดลอมในการเรียน แหลงเรียนรู ฯลฯ ปจจัยเหลานี้ ผูสอน
                                                                                          29

ผูเรียน ผูปกครอง สามารถรวมมือกันใหเกิดขึ้นได โดยสถานศึกษาเปนผูบริหารจัดการใหเกิดขึ้น
ในการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา หรือประชุมผูปกครอง การจัดแหลงเรียนรูที่หลากหลาย
ในโรงเรียนและใชแหลงเรียนรูในชุมชนใหเกิดประโยชน การสงเสริมคุณธรรม จริยธรรม การ
สนับสนุนใหผูสอนเกิดการพัฒนาตนเอง การนิเทศภายในโรงเรียน เปนตนการพัฒนาทักษะ
ภาษาไทยใหผูเรียนมีความรู ทักษะกระบวนการและคุณธรรม จริยธรรม ควรประกอบดวย
          1. การพัฒนาทักษะการคิด
                กิจกรรมที่พัฒนาทักษะการคิดในการเรียนรูภาษาไทย ผูสอนจะตองใชคําพูดและ
วิธีการตาง ๆ กระตุนใหผูเรียนคิด ลงมือปฏิบัติ ประเมิน ปรับปรุงแกไข พัฒนางานของตน
              ่
มีการแลกเปลียนเรียนรูรวมกัน เชน กิจกรรมการอภิปราย การวิเคราะห การวิจารณ การคนควา
การทําโครงงาน ฯลฯ นอกจากนี้ผูสอนยังตองสอดแทรกคุณธรรมในกระบวนการคิดควบคูไปดวย
อาทิ ความรับผิดชอบ ความอดทน ความเพียรพยายาม และควรจัดกิจกรรมใหผูเรียนใชความคิด
อยางมีวิจารณญาณในการแกปญหา การตัดสินใจการวางแผนการดําเนินชีวิตในอนาคต เพื่อใหอยู
ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไดอยางมีความสุข
          2. การพัฒนาทักษะการใชภาษาเพื่อการสื่อสาร
                 ผูสอน ผูบริหาร ผูปกครอง ชุมชน มีบทบาทสําคัญในการพัฒนาทักษะการใช
ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร โดยการจัดกิจกรรมรวมกันในหองเรียน ในโรงเรียน และในชุมชน
เพื่อใหผูเรียนไดแสดงความสามารถในการใชภาษาตามสถานการณจริง
          3. การพัฒนาการเรียนรูหลักการทางภาษา
                การเรียนรูหลักการทางภาษาจะทําใหผูเรียนเขาใจธรรมชาติและวัฒนธรรมการใช
ภาษาไทย ตระหนักและเห็นความสําคัญของภาษาไทย กิจกรรมการพัฒนาการเรียนรูหลักการทาง
ภาษาจําเปนตองควบคูและสัมพันธกับกิจกรรมพัฒนาทักษะการใชภาษาเพื่อการสื่อสารทุกกิจกรรม
ทั้งในการประเมินตนเองและการประเมินจากผูอื่น ซึ่งจะทําใหผูเรียนสามารถใชภาษาสื่อสารได
อยางถูกตองและมีประสิทธิภาพ
                การจัดการเรียนรูตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 จะตอง
สอดคลองกับการจัดการเรียนรูตามพระราชบัญญัติการศึกษาแหงช
าติ พ.ศ. 2542 โดยกําหนดวา การจัดการศึกษาตองยึดหลักวาผูเรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู
และพัฒนาตนเองไดและถือวาผูเรียนมีความสําคัญที่สุด กระบวนการจัดการเรียนการสอนจะตอง
สงเสริมใหผูเรียนสามารถพัฒนาตนเองไดเต็มศักยภาพใชการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสําคัญดัง
รายละเอียดดังนี้
                                                                                                   30

            1. แนวการจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสําคัญ
                 การเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสําคัญเปนแนวความคิดที่มุงใหผูเรียนเรียนรูดวยตนเอง
                                                                                            
                                ี                          
เรียนรูจากการปฏิบัติดวยวิธการเรียนรูที่หลากหลาย ผูสอนจะตองวางแผนการจัดกิจกรรม
การเรียนรู โดยใหผูเรียนใชแหลงเรียนรูและสื่อการเรียนรูในการแสวงหาความรูดวยตนเอง  
(กรมวิชาการ 2544 : 49–50) ไดวางขอบขายยึดผูเรียนเปนสําคัญดังนี้
                 1.1 การเรียนรูอยางมีความสุข เปนการจัดการเรียนการสอนในบรรยากาศที่เปน
                       ั
อิสระแตมีระเบียบวินยในตนเอง ยอมรับความแตกตางระหวางบุคคล ผูเรียนมีวิธีการเรียนรูอยาง
หลากหลาย สงเสริมใหผูเรียนประสบผลสําเร็จในการเรียน เกิดความภาคภูมิใจในผลงาน แนวทาง
                                                                            
การจัดการเรียนการสอนคือ บทเรียนมีความหมายและเปนประโยชนตอผูเรียน กิจกรรมเรียนรู
หลากหลาย ผูเ รียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมดวยตนเอง มีสื่อการเรียนรูเหมาะกับความสามารถและ
นาสนใจ การประเมินผลมุงเนนศักยภาพของผูเรียนเปนรายบุคคลและรายกลุม ผูสอนกับผูเรียน
และผูเรียนกับผูเรียนมีปฏิสัมพันธที่ดีตอกัน
                 1.2 การเรียนรูแบบองครวม เปนการเรียนรูจากการบูรณาการสาระการเรียนรู
                                                               
และกระบวนการเรียนรูเขาดวยกัน สาระการเรียนจะเรียนจากเรื่องใกลตัว ที่อยูอาศัย ทองถิ่นของ
                                              ่
ตน สังคม ประเทศชาติ สิ่งแวดลอม เรืองของสังคมโลก การเปลี่ยนแปลงและแนวโนมที่เกิดขึ้น
ในสังคมโลก การเรียนรูแบบองครวมเปนการบูรณาการความรูความเขาใจเรื่องที่เรียนใหลึกซึ้ง
ครอบคลุมปญหา และมีความหมายตอการนําไปใชในการดํารงชีวิตและการแกปญหาของสังคม
                 1.3 การเรียนรูจะตองปรับวัฒนธรรมการเรียนรูของผูเรียน การเรียนรูที่เนนผูเรียน
                                                                 
                                                                          ิ
เปนสําคัญ ผูเรียนตองมีลีลาการเรียนรู (Learning Styles) ของตน มีอสระในการเรียนรูอยางมี
ความรับผิดชอบสูง มีวินัยในตนเอง หากการเรียนโดยยึดผูเรียนเปนสําคัญผูเรียนขาดระเบียบวินย            ั
ขาดความเขมแข็งดานจริยธรรม การเรียนการสอนยอมลมเหลว ดังนั้น ครูจําตองปลูกฝงและสราง
วินัยในตนเองควบคูไปกับวิธีการเรียนรู
                                                                                 
                 1.4 การเรียนรูจากการคิดและการปฏิบัติจริง เปนการเรียนรูโดยการประมวลขอมูล
ความรูจากประสบการณมาวิเคราะหใหเปนความรูใหม วิธีการใหม เพื่อนําความรูและวิธีการไปใช
ในสถานการณตาง ๆ อยางเหมาะสมสอดคลองกัน ผูเรียนสามารถแสวงหาขอมูลจากการอาน การ
สัมภาษณ การดูสื่อทางอิเลคทรอนิกส การฟง แลวจดบันทึกขอมูลนํามาวิเคราะห คิดอยาง
รอบคอบและนําความรูไปปฏิบัติจริง เปนการเรียนรูจากประสบการณตรงจากแหลงเรียนรู สื่อ
เหตุการณและสิ่งแวดลอมรอบตัว นํามาสรุปผลสรางความรูดวยตนเอง
                 1.5 การเรียนรูรวมกับบุคคลอื่น เปนการเรียนรูที่มีปฏิสัมพันธกับบุคคลอื่นดวย
การแลกเปลี่ยนขอมูล ความรู ความคิดและประสบการณซึ่งกันและกันดวยการนําขอมูลมาศึกษาทํา
                                                                                        31

ความเขาใจรวมกัน คิดวิเคราะห ตีความ แปลความ สังเคราะห ขอมูลและประสบการณสรุปเปน
                             
ความรู ทําใหเกิดการเรียนรูที่หลากหลาย มีการชวยเหลือเกื้อกูลกัน เปนการปลูกฝงคุณธรรม
การอยูรวมกันและการทํางานรวมกันทําใหพัฒนา ทั้งทักษะทางสังคม และทักษะการทํางานที่ดี
                  1.6 การเรียนรูโดยมีสวนในกระบวนการเรียนและมีสวนรวมในผลงาน เปน
                                                       ั
การใหผูเรียนรวมกันวางแผนการเรียนรู และการปฏิบติกิจกรรมการเรียนรูรวมกัน เชน การจัด
นิทรรศการ การเขียนความรูเ ปนบทความ หรือการจัดทําสมุดวิเคราะหความรู จัดทําแผนภูมิ
การรายงานหนาชั้นเรียน การจัดอภิปรายความรู การแสดงบทบาทสมมติ และการแสดงละคร ฯลฯ
ผูเรียนจะเกิดการเรียนรูทักษะกระบวนการทํางานมีสวนรวม มีความเปนประชาธิปไตย รูจัก
บทบาท หนาที่ แบงความรับผิดชอบ ปรึกษาหารือ ติดตามผล ประเมินผล และบูรณาการความรู
หลายวิชา
                  1.7 การเรียนรูกระบวนการเรียนรู เปนการเรียนลีลาการเรียนรูและความถนัดใน
                                                     
การเรียนของตนเอง ผูเรียนจะรูกระบวนการเรียนรูจากการที่ผูสอนเปดโอกาสและจัดสถานการณ
ใหศึกษาหาความรูดวยตนเองเปนรายบุคคลและเปนกลุม เกิดการศึกษาวิเคราะหและสรุปผลการ
เรียนรูเพื่อนําไปใชเปนประโยชนในการเรียนรูตอไป
                  1.8 การเรียนรูเพื่อนําความรูไปประยุกตใชในการดําเนินชีวิตและการประกอบ
อาชีพ เปนการนําความรูที่ไดจากการเรียน เชน ทักษะการสื่อสาร ทักษะการแสวงหาความรู
ทักษะการปฏิบัติงาน ทักษะการวิเคราะห ทักษะการจัดการ ทักษะการดําเนินชีวิต และการมี
มนุษยสัมพันธมาประยุกตใชในการดําเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ
              2. แนวการจัดกิจกรรมการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
การจัดการเรียนรูใหบรรลุมาตรฐานกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ผูสอนจะตองศึกษา วิเคราะห
สาระและมาตรฐานการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย มาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น จัดทํา
สาระการเรียนรูชวงชั้น ผลการเรียนรูที่คาดหวังรายปหรือรายภาค สาระการเรียนรูรายปหรือราย
ภาค และจัดทําคําอธิบายรายวิชา เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจกอนจัดทําแผนการจัดการเรียนรู
คูมือการจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย โดยไดเสนอแนวทางใหผูสอนปฏิบัติดังนี้
(กรมวิชาการ 2544 : 54)
                  2.1 เลือกรูปแบบการจัดการจัดกิจกรรมการเรียนรู ผูสอนตองเลือกรูปแบบการจัด
กิจกรรมการเรียนรูที่หลากหลาย และเหมาะสมกับผูเรียน เชน การสืบคนภูมิปญญาทองถิ่นจาก
แหลงเรียนรูในทองถิ่น การปฏิบัติกิจกรรมตามความสนใจของผูเรียน โดยใหผูเรียนทําโครงงาน
                  2.2 คิดคนเทคนิคกลวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรูผูสอนสามารถคิดคนรูปแบบ
การจัดกิจกรรมการเรียนรูและนํามาใชใหเหมาะสมกับปจจัยตาง ๆ ไดแก ความรูความสามารถ
                                                                                                              32

ดานเนื้อหาวิชา ความสนใจและวัยของผูเรียน ความสอดคลองกับมาตรฐานการเรียนรูแตละชวงชัน                        ้
เวลา สถานที่ วัสดุอุปกรณ และสภาพแวดลอมของโรงเรียนและชุมชน
               2.3 จัดกระบวนการเรียนรู การจัดกระบวนการเรียนรูมีหลายรูปแบบ ผูสอน
สามารถเลื อ กนํ า มาใช ห รื อ ปรั บ ใช โ ดยคํ า นึ ง ถึ ง สภาพและลั ก ษณะของผู เ รี ย น เน น ให ผู เ รี ย น
ฝกปฏิบัติตามกระบวนการเรียนรูอยางมีความสุข
               2.4 รู ป แบบการจั ด กิ จ กรรมการเรี ย นรู ก ลุ ม สาระการเรี ย นรู ภ าษาไทย คู มื อ
การจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย โดย กรมวิชาการ ( 2544 : 54–82 )ไดเสนอรูปแบบ
ที่เหมาะสมกับกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยในการที่จะสอนใหบรรลุวัตถุประสงค ดังที่
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ไดกําหนดไวดังนี้
                      2.4.1 การจัดการเรียนรูแบบโครงงาน
                      2.4.2 การจัดการเรียนรูโดยใชกระบวนการกลุมสัมพันธ
                      2.4.3 การจัดกิจกรรมการเรียนรูเพื่อพัฒนาแนวคิดโดยใชทฤษฎีหมวก 6 ใบ
                      2.4.4 การสอนดวยวิธีบูรณาการความรูและประสบการณของผูเรียนเขา
ดวยกัน (Story Line)
                      2.4.5 การสอนดวยแผนภาพโครงเรื่อง แผนภาพโครงเรื่องมีชื่อหลายชื่อ เชน
แผนภาพความหมาย แผนภาพความคิด
           3. แนวทางการวัดและประเมินผลผลการเรียนรู
                                           ้
               หลักสูตรการศึกษาขั้นพืนฐาน พุทธศักราช 2544 ไดกําหนดกรอบการประเมินไว
ในหนังสือแนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพืนฐาน พุทธศักราช   ้
2544 ( กรมวิชาการ 2544 : 1–18 ) ดังนี้
               3.1 ขอกําหนดการวัดและประเมินผลการเรียนตามหลักสูตร
การศึกษาขั้นพื้นฐานมีดังนี้
                      3.1.1 ดําเนินการวัดและประเมินผลระดับชั้นเรียน
                      3.1.2 ดําเนินการประเมินผลระดับสถานศึกษา
                      3.1.3 ดําเนินการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ
                      3.1.4 ดําเนินการตัดสินผลการเรียนใหผูเรียนผานชวงชัน  ้
               3.2 หลักการวัดและประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2544 กําหนดดังนี้
                      3.2.1 สถานศึกษาเปนผูรับผิดชอบประเมินผลการเรียนของผูเรียน
                                                                                     33

                    3.2.2 การวั ด และประเมิ น ผลการเรี ย นต อ งสอดคล อ งและครอบคลุ ม
มาตรฐานการศึกษาที่กําหนดในหลักสูตร
                    3.2.3 การประเมินผลการเรียนตองประกอบดวย การประเมินเพื่อปรับปรุง
พัฒนาผูเรียน การจัดการเรียนการสอน และการประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียน
                    3.2.4 การประเมินผลเปนสวนหนึ่งของกระบวนการจัดการเรียนการสอน
ตองดําเนินการที่หลากหลายและเหมาะสม
                               ี
                    3.2.5 ใหมการประเมินความสามารถของผูเรียน ในการอาน คิดวิเคราะห
                    3.2.6 ใหมีการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงคของผูเรียนในแตละชวงชัน
                                                                                       ้
                    3.2.7 ใหมีการประเมินคุณภาพผูเรียนในระดับชาติ ในแตละชวงชั้น
                    3.2.8 เปดโอกาสใหผูเรียนตรวจสอบผลการประเมิน
                    3.2.9 ใหมีการเทียบโอนผลการเรียนระหวางสถานศึกษา
               3.3 ภารกิจในการวัดและประเมินผลการเรียนของสถานศึกษา
                    3.3.1 การประเมินผลการเรียนกลุมสาระการเรียนรู
                                                     
                    3.3.2 การประเมินกิจกรรมพัฒนาผูเรียน
                    3.3.3 การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค
                    3.3.4 การประเมินการอาน คิดวิเคราะห และเขียนสื่อความ
                    3.3.5 การประเมินตัดสินผลการเรียนผานชวงชัน ้
                    3.3.6 การประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ
                    3.3.7 การเทียบโอนผลการเรียน
                    3.3.8 การจัดทําเอกสารหลักฐานการศึกษา
                    3.3.9 การจัดการซอมเสริมผลการเรียน
                    3.3.10 การกํากับติดตามและประเมินผลการประเมินผลการเรียน
                    3.3.11 การรายงานผลการประเมินผลการเรียน
                    3.3.12 การจัดทําหลักเกณฑและแนวปฏิบัติการประเมินผลของสถานศึกษา
               3.4 คุณภาพของผูเรียนวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา
                                                       ้
คุณภาพของผูเรียนภาษาไทย เมื่อจบหลักสูตรการศึกษาขันพื้นฐานแลว ควรจะมีความสามารถดังนี้
                    3.4.1. สามารถใชภาษาสื่อสารไดอยางดี
                     3.4.2 สามารถอาน เขียน ฟง ดู และพูด ไดอยางมีประสิทธิภาพ
                     3.4.3 มีความคิดสรางสรรค คิดอยางมีเหตุผลและคิดเปนระบบ
                                                                                                          34

                                                                  
                  3.4.4 มีนิสัยรักการอาน การเขียน การแสวงหาความรูและการใชภาษาใน
การพัฒนาตน และสรางสรรคงานอาชีพ
                 3.4.5 ตระหนักในวัฒนธรรมการใชภาษาและความเปนไทย ภูมิใจและ
ชื่นชมในวรรณคดีและวรรณกรรมซึ่งเปนภูมิปญญาของคนไทย
                 3.4.6 สามารถนําทักษะทางภาษามาประยุกตใชในชีวิตจริงไดอยางมีคุณภาพ

                              ขั้นตอนการจัดทําเอกสารประกอบหลักสูตร

              ผูวิ จัยได จัด ทําเอกสารประกอบหลัก สูตรโดยดํ าเนินการตามหลัก สูตรการศึกษาขั้น
พื้นฐานพุทธศักราช 2544 กระทรวงศึกษาธิการ (2544 : 63-64) ดังนี้
              1. ศึ กษาสาระ และมาตรฐานการเรีย นรูชว งชั้ น กลุมสาระการเรี ย นรู ภ าษาไทยใน
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 สาระที่เหมาะกับและตรงกับมาตรฐานที่กําหนด
ในรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนาคือ สาระที่ 4 : หลักการใชภาษา
มาตรฐานที่ 4.1 : เขาใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและ
พลังของภาษา ภูมิปญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไวเปนสมบัติของชาติ ในมาตรฐาน
การเรียนรูชวงชั้น ม. 4-6 ในขอ 6 ศึกษา รวบรวมวรรณกรรมพื้นบาน ศึกษาความหมายของ
ภาษาถิ่น สํานวนและภาษิตที่มีในวรรณกรรมพื้นบาน และวิเคราะหคุณคาทางดานภาษาและ
สังคม
              2. ศึกษาเอกสาร ตํารา เกี่ยวกับหลักภาษา การใชภาษา วรรณคดี วรรณกรรม
โดยออกสํารวจขอมูลภาคสนามในการเก็บขอมูล ขอมูลที่ไดมาสวนมากเปนวรรณกรรมประเภท
มุขปาฐะ และเอกสารที่พิมพไวเพื่อเผยแพร
              3. จั ด ทํ า สาระการเรี ย นรู ช ว งชั้ น โดยวิ เ คราะห ม าตรฐานการเรี ย นรู ช ว งชั้ น ให
สอดคลองกับสาระการเรียนรูชวงชั้น
              4. จัดทําสาระการเรียนรูชวงชั้นรายภาค
              5. จัดทําผลการเรียนรูที่คาดหวังรายชวงชั้นรายภาค โดยจัดทําตารางวิเคราะหผลการ
เรียนรูที่คาดหวัง
              6. ตรวจสอบความสัมพันธของสาระการเรียนรูกับมาตรฐานการเรียนรูรายภาค
              7. จัดทําคําอธิบายรายวิชา โดยกําหนด ชื่อรายวิชา ชั้นป จํานวนชั่วโมง จํานวน
หนวยกิต ดังนี้
                                                                                                              35

                        7.1 ชื่อรายวิชา การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยรายวิชา
                                                                             ้
เพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา สําหรับนักเรียนชันมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียน
                      ู
นวมินทราชินทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล กรุงเทพมหานคร
                        7.2 ชั้นของนักเรียนทีจะเปดสอน
                                              ่
                        7.3 เวลาในการสอน
                  8. จัดทําหนวยการเรียนรู นําคําอธิบายรายวิชามาจัดทําหนวยการเรียนรู โดยนําหัวขอ
และรายละเอียดของสาระการเรียนรูมากําหนดเปนหนวยการเรียนรู
                  9. การจัดทําแผนการจัดการเรียนรู โดยนําหนวยการเรียนรูที่กําหนดมาจัดทําแผนการ
เรียนรูแตละหนวยการเรียนรู โดยกําหนดจุดประสงคการเรียนรูจากผลการเรียนรูของแตละหนวย
การจัดแผนการจัดการเรียนรู มีองคประกอบที่สําคัญดังนี้
                        9.1 ผลการเรียนรูที่คาดหวัง ไดกําหนดใหนักเรียนมีความรูความเขาใจทั้ง 3 ดานคือ
                                     ั                                 ึ
ดานความรูความเขาใจ มีทกษะในการปฏิบัติ และมีความรูสกนึกคิดที่ดีตอวิชาทีเ่ รียน
                        9.2 กําหนดสาระการเรียนรู กําหนดจากมาตรฐานชวงชัน และคําอธิบายรายวิชา
                                                                               ้
                        9.3 กระบวนการจัดการเรียนรู และวิธีสอน รูปแบบการสอนและกลวิธีการสอนใน
หองเรียนจะมีหลายวิธี แลวแตผูสอนจะคัดเลือกใหเหมาะสมกับเนื้อเรื่องและความแตกตาง ของ
ผูเ รี ย น ซึ่ ง มี นั ก การศึก ษาหลายทา นได จั ด วิ ธี ส อนออกเป น หมวดหมูเ พื่อ ใหผู ส อนนํ า ไปใช ไ ด
เหมาะสมดังที่ สุกัญญา ธารีวรรณ ( 2531 : 81-151) ไดเสนอวิธีสอนดังนี้
                            1. วิธีสอนแบบปาฐกถาหรือวิธีสอนแบบบรรยาย ( Lecture Method )
                            2. วิธีสอนแบบอภิปรายและซักถาม (Discussion Method)
                            3. วิธีสอนแบบอนุมาน (Deductive Method )
                            4. วิธีสอนแบบกลุมยอย ( Small Group Discussion Method)
                            5. วิธีสอนแบบสาธิต ( Demonstration Method )
                            6. วิธีสอนแบบทดลอง ( Laboratory Method)
                            7. วิธีสอนแบบแกปญหา ( Problem - Solving Method )
                                                
                            8. วิธีสอนแบบโครงการ ( Project Method )
                            9. วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู ( Inquiry Method )
                            10. วิธีสอนแบบหนวย (Unit Teaching Method )
                            11. วิธีสอนแบบบูรณาการ ( Integration Method )
                            12. การสอนเปนคณะ ( Group Teaching Method)
                                                                                                        36

                     13. การสอนแบบนาฏการ ( Role Play Method )
                     14. วิธีสอนแบบใชสถานการณจําลอง (Stimulation Technique)
                     15. วิธีสอนแบบใชบทบาทสมมุติ ( Role Play Method )
                     16. วิธีสอนแบบศูนยการเรียน(Learning Centered Method)
                     17. วิธีสอนแบบใชบทเรียนโปรแกรม ( Programmed Instruction Method )
                     18. การสอนความคิดริเริมสรางสรรค ( Synectics Instructional Method )
                                             ่
                     19. การสอนเปนรายบุคคล ( Individual Study Method)
            วิธีสอนที่กลาวมา สวนใหญก็คลายคลึงกันกับนักการศึกษาคนอื่น แตอาจแตกตางกัน
ไปในขั้นตอนและรายละเอียด ไมวาผูสอนจะเลือกวิธีสอนแบบใดสิ่งที่สําคัญที่จะละเลยไมไดนั้น
คือความแตกตางของผูเรียนในแตละทองถิ่น ผูสอนตองเลือกวิธีสอนใหเหมาะสม ซึ่งบุญชม ศรี
สะอาด ( 2537 :4 , อางถึงใน สุพจน ศรีสะอาด 2539 : 31 – 32 ) ไดเสนอขอควรคํานึงในการ
เลือกวิธีสอนโดยใหพิจารณาถึงองคประกอบตอไปนี้
            1. จุ ด ประสงค ข องบทเรี ย น การที่ จ ะเลื อ กใช วิ ธี ใ ด วิ ธี นั้ น จะต อ งสอดคล อ งกั บ
จุดประสงคของบทเรียน กลาวคือเปนวิธีที่มั่นใจวาจะสามารถชวยใหบรรลุจุดประสงคอยางมี
ประสิทธิภาพที่สุด
            2. ลักษณะของเนื้อหา ควรเลือกวิธีสอนที่สอดคลองกับลักษณะของเนื้อหา สาระที่
จะสอน
            3. ลักษณะของผูเรียน วิธีสอนบางวิธีสามารถใชไดกับผูเรียนหลายวัย หลายประเภท
แตบางวิธีเหมาะสมกับผูเรียนบางวัย บางประเภทจึงตองเลือกวิธีที่เหมาะสมกับลักษณะของผูเรียน
นั้น ๆ
            4. เวลาในการสอนแตละครั้งมีกําหนดเวลาเทาใด เพียงพอสําหรับการสอนดวยวิธีการ
นั้น ๆ หรือไม
            5. สถานที่ การสอนบางวิธีจําเปนตองจัดสภาพหองเรียน โตะ เกาอี้ ใหเหมาะสม
เชน วิธีสอนแบบศูนยกลางเรียน วิธีสอนแบบอภิปรายกลุมเปนตน ซึ่งแตละวิธีจะมีการจัดสภาพ
หองเรียนที่แตกตางกัน ผูสอนจึงตองคํานึงถึงความเหมาะสมในสวนนี้ดวย
            6. จํานวนผูเรียน ผูเรียนมีจํานวนมากนอยเทาใด จํานวนผูเรียนนั้นเหมาะสมกับวิธีที่
เลือกใชหรือไม ในการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย สามารถใชวิธีสอนใหเหมาะสมได
หลายรูปแบบ
            นอกจากวิธีสอนที่กลาวมาแลว การเรียนการสอนรายวิชา ท40202 วรรณกรรมทองถิ่น
เขตทวีวัฒนา ควรจะเนนการใชกระบวนการ ซึ่งเปนจุดเนนของการจัดการเรียนการสอนตาม
                                                                                                           37

หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กําหนดความหมายของกระบานการไววา “ เปน
แนวทางดําเนินการในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีขั้นตอนซึ่งวางไวอยางเปนลําดับตั้งแตตนจนจบแลวเสร็จ
ตามจุดประสงคที่กําหนดไว ขั้นตอนดังกลาวเปนขั้นตอนที่มีผูเสนอไว ไดมีการทดลองใชแลว
อย า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพและนํ า ไปสู ค วามสํ า เร็ จ ตามจุ ด ประสงค ต รงเป า หมาย โดยใช เ วลาและ
ทรัพยากรนอยที่สุด”
                กรมวิชาการ ( 2534 : 13) ไดกลาวถึงกระบวนการตาง ๆ ไวดังนี้
                1. ทักษะกระบวนการ 9 ขั้น
                2. กระบวนการสรางความคิดรวบยอด
                3. กระบวนการคิดอยางมีวจารณญาณ   ิ
                4. กระบวนการแกปญหา
                5. กระบวนการสรางความตระหนัก
                6. กระบวนการปฏิบัติ
                7. กระบวนการคณิตศาสตร
                8. กระบวนการเรียนภาษา
                9. กระบวนการกลุม
                10. กระบวนการสรางเจตคติ
                11. กระบวนการสรางคานิยม
                12. กระบวนการเรียนรูความเขาใจ
                ทักษะกระบวนการสอน ครูตองเลือกใชวิธีสอนที่เหมาะสมกับผูเรียน เพื่อใหนักเรียน
เกิ ด การเรี ย นรู ก ระบวนให ไ ด ดั ง นั้ น ในการสอนใหผู เ รี ย นรั บรู แ ละนํา กระบวนการไปใช นั้ น
ครู ค วรเลื อ กใช วิ ธี ส อนที่ เ ห็ น ว า เหมาะสมและความพร อ มของนั ก เรี ย นโดยต อ งคํ า นึ ง ถึ ง เวลา
แต เ พื่ อ ให ก ระบวนการดั ง กล า วมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ จึ ง ต อ งมี ก ารกํ า หนดขั้ น ตอนไว เ ป น แนวทาง
(กรมวิชาการ 2531 : 13 )
                   9.4 สื่อการเรียนการสอน
                       สื่ อ การเรี ย นการสอนตามหลั ก สู ต รมั ธ ยมศึ ก ษาตอนปลาย พุ ท ธศั ก ราช 2524
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533 ) หมายถึงหนังสือเรียน ไดแก หนังสือที่กําหนดใหใชสําหรับการเรียน
การสอนวิชาใดรายวิชาใดวิชาหนึ่ง โดยเฉพาะมีเนื้อหาตรงตามที่ระบุไวในรายวิชานั้น ๆ อาจจะมี
ลักษณะเปนเลมหรือเปนชุดก็ได
                       แบบฝกหัด ไดแก สื่อการเรียนสําหรับใหผูเรียนไดฝกปฏิบัติ เพื่อชวยเสริมให
เกิดทักษะและความแตกฉานในบทเรียน
                                                                                                                 38

                   หนังสือเสริมประสบการณ ไดแก หนังสือเสริมการเรียนการสอนตามหลักสูตร
มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่องก็ได สําหรับผูเรียนศึกษาหาความรูดวย
ตนเอง หนังสือเสริมประสบการณแยกเปน 6 ประเภท
                   1. หนังสืออานนอกเวลา เปนหนังสือที่กําหนดใหใชในการเรียนวิชาใดวิชาหนึ่ง
ตามหลักสูตรนอกเหนือจากหนังสือเรียนสําหรับใหนักเรียนอานนอกเวลาเรียน โดยถือกิจกรรม
เกี่ยวกับหนังสือนี้เปนสวนหนึ่งของการเรียนการสอนตามหลักสูตร
                   2. หนั ง สื อ อ า นเพิ่ ม เติ ม เป น หนั ง สื อ ที่ มี เ นื้ อ หาตามหลั ก สู ต ร ซึ่ ง มี ค วาม
เหมาะสมกับวัยและความสามารถในการอานของนักเรียน สําหรับใหศึกษาหาความรูเพิ่มเติมดวย
ตนเอง
                   3. หนังสืออุเทศ เปนหนังสือสําหรับคนควา อางอิง เกี่ยวกับการเรียนการสอน
โดยมีการเรียบเรียงเปนเชิงวิชาการ
                   4. หนังสือสงเสริมการอาน เปนหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องทั่วไป ไมขัดตอ
วัฒนธรรม ประเพณี และศีลธรรมอันดีงามใหความรู มีคติ และมีสารประโยชน มุงสงเสริม
ใหผูอานเกิดทักษะในการอานและมีนิสัยรักการอาน
                   5. คูมือครู ไดแก เอกสารแนะนําครูเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ตามหลักสูตร
                   6. คูมือการเรียนการสอน ไดแก เอกสารหรือหนังสือสําหรับครูและนักเรียนใช
ประกอบการเรี ย นการสอน ประกอบด ว ยเนื้ อ หาสาระ และกิ จ กรรมการเรี ย นการสอนตาม
หลักสูตร
                     ้
               9.5 ขันตอนการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน
                   การปรับสื่อการเรียนการสอนที่มีอยูแลว                      ทองถิ่นควรดําเนินการตามขั้นตอน
ตอไปนี้
                   1. เคราะหหลักสูตร ศึกษาวิเคราะหจดประสงค คําอธิบายรายวิชาและคาบเวลา
                                                                 ุ
                                                ้
เรียนที่ปรากฏอยูในหลักสูตรวารายวิชานันมีลักษณะสําคัญอยางไร มุงใหผูเรียนเกิดความรูทกษะ                    ั
การปฏิบัติ เจตคติและคานิยมอยางไร มีขอบขายเนื้อหาเพียงใดและมีคาบเรียนเทาใด เพื่อจะได
กําหนดสื่อการเรียนการสอนที่จะใชอยางเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
                   2. สํารวจสื่อ เอกสารหรือหนังสือ สํารวจรวบรวมสื่อ เอกสารหรือหนังสือที่มี
เนื้อ หาสาระเกี่ ย วข อ งกั บจุ ด ประสงค และคํา อธิบ ายรายวิ ช าจากแหล งตา ง ๆ เชน ห องสมุ ด
ผูทรงคุณวุฒิ เพื่อนํามาศึกษาวิเคราะหความเหมาะสมสอดคลองกับหลักสูตร
                                                                                               39

                   3. วิเคราะหสื่อ เอกสารหรือหนังสือ วิเคราะหสื่อเอกสารหรือหนังสือที่สํารวจ
เพื่อพิจารณาวาจะสามารถนํามาใชประกอบการเรียนการสอนตามหลักสูตรไดหรือไมเพียงใด โดย
ใชหลักเกณฑตอไปนี้
                         3.1 การสนองจุดประสงคของหลักสูตร
                         3.2 มีเนื้อหาตามที่ปรากฏในคําอธิบายรายวิชา
                         3.3 สงเสริมการพัฒนาทักษะ
                         3.4 สงเสริมการพัฒนาเจตคติและคานิยม
                         3.5 สงเสริมการนําไปปฏิบัติในชีวิตประจําวัน
                   4. ความเหมาะสมของเนื้อหา
                         4.1 ถูกตองตามหลักสูตรที่กําหนด
                         4.2 ไมลาสมัย
                         4.3 เหมาะสมกับเวลาเรียน
                         4.4 ยากงายเหมาะสมกับระดับชั้น
                         4.5 เรียงลําดับเนื้อหาไมสับสน
                         4.6 อธิบายความชัดเจน เขาใจงาย
                         4.7 ใชตัวอยางประกอบชวยความเขาใจไดดี
                         4.8 ใชภาพประกอบ ตาราง แผนภูมิ ฯลฯ เพื่อชวยความเขาใจอยางเหมาะสม
                   5. การใชภาษา
                         5.1 ถูกตองเหมาะสมตามหลักภาษา
                         5.2 กะทัดรัดไมเยิ่นเยอหรือวกวน
                                  ั
                         5.3 ใชศพทและประโยคไมซับซอน เหมาะกับระดับชั้น
                   6. กิจกรรมเสนอแนะ                เปนสิ่งที่ผูสอนควรแนะนําไวในตอนทายของแผน
การเรียนรูเพื่อใหผูเรียนรูจัก คิด วิเคราะห สังเคราะห วิจารณ ไดอยางมีประสิทธิภาพ
               9.6 การวัดและประเมินผล
                   การเรียนการสอนจะไดผลสมความมุงหมายมากนอยเพียงใดนั้น ตองมีการวัด
และประเมินผล การวัดนั้นนอกจากจะวัดวานักเรียนมีความรูมากนอยเพียงใดแลว ยังสามารถนํา
ผลไปปรั บ ปรุ ง การเรี ย นการสอนให มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพมากขึ้ น วิ ช าภาษาไทยเป น วิ ช าทั ก ษะมี
กระบวนการเรียนคอนขางซับซอน การวัดและประเมินผลจึงจําเปนตองใชหลายวิธี
                   สมศักดิ์ สินธุระเวชญ และจันทิมา พรหมโชติกุล ( 2525 : 211-214 ) ได
กลาวถึงหลักการประเมินผลการเรียนวิชาภาษาไทยไวดังนี้
                                                                                             40

                    1. การประเมินผลกอนเรียน ( Placement test ) เพื่อตองการทราบความรูพื้นฐาน
ของผูเรียนในเรื่องนั้น ๆ และนําผลการประเมินที่ไดรับไปวางแผนจัดการเรียนการสอน
                    2. การประเมินผลระหวางเรียน ( Formative Evaluation ) เปนการประเมินผล
เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน โดยประเมินความรูความสามารถตามจุดประสงคที่กําหนดไว
ระหวางเรียนแตละหนวย ซึ่งจะตองเรียงตามลําดับขั้นของการเรียนรู จุดประสงคใดไมผานตอง
ซอม ผูประเมินตองใชเครื่องมือในแตละจุดประสงคใหสอดคลองกัน
                    3. การประเมินผลรวม (Summative Evaluation ) เปนการประเมินเมื่อสิ้นสุด
การสอนในแตละวิชา การประเมินผลรวมนี้ จําเปนจะตองประเมินใหครอบคลุมทุกจุดประสงค
              การวัดและประเมินผลวิชาภาษาไทยมีขอบเขตกวางและมีวิธีการหลายวิธี เพื่อใหการ
วัดผลมีประสิทธิภาพดี สามารถวัดไดถูกตองตรงตามความเปนจริง ครูภาษาไทยควรใชหลายวิธี
ประกอบกัน
              สุจริต เพียรชอบ (2531 : 280 – 284 ) ไดเสนอวิธีวัดผลตาง ๆ ดังตอไปนี้
              1. การถาม ตอบปากเปลา ขณะที่การสอนดําเนินไปหรือเมื่อการสอนเนื้อหาตอนนั้น
เสร็จสิ้นลงแลว ครูอาจถามปากเปลาใหนักเรียนตอบเปนการวัดผลว านักเรียนเกิ ดการเรียนรู
หรือไม ขอสําคัญควรถามนักเรียนหลาย ๆ คน และมีคําถามหลาย ๆ คําถามจะไดครอบคลุมเนื้อหา
ที่ไดเรียนไปทั้งหมด
              2. การสอบปากเปลา นอกจากการสอบขอเขียนแลวการสอบปากเปลาก็เปนวิธีหนึ่ง
ซึ่งครูสามารถใชวัดผลการสอนภาษาไทยได เพราะนอกจากจะเปนการวัดผลทางดานเนื้อหาแลว
ก็ยังเปนการสงเสริมความสามารถในการพูดจาโตตอบของนักเรียนดวย
              3. การสัมภาษณ การสัมภาษณนักเรียนเปนรายบุคคลนั้นเปนวิธีที่จะชวยใหครูได
รูจักนักเรียนที่ตนสอนดียิ่งขึ้น ทั้งในดานเนื้อหาวิชาที่เรียนไป และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตาง ๆ
ทางดานภาษา ครูจะไดสังเกตเห็นการใชภาษาของนักเรียนอยางใกลชิด นอกจากนั้นจะทําใหครูได
ทราบพฤติกรรมของนักเรียนดานอื่น ๆ อีกดาย เชน ทัศนคติของนักเรียนที่มีตอภาษาไทย อุดมคติ
และคานิยมตาง ๆ ผลจากการสัมภาษณนั้นครูภาษาไทยอาจบันทึกไว และใชสําหรับประกอบการ
พิจารณาผลการเรียนภาษาไทยรวมกับวิธีการอื่น ๆ ได
              4. การสนทนา การสนทนาอยางเปนกันเองกับนักเรียนจะชวยใหครูมีความเขาใจ
นักเรียนที่ตนสอนดียิ่งขึ้น การสนทนานั้นนอกจากจะเปนการพูดคุยกันเกี่ยวกับความรูสึกนึกคิด
ของนักเรียนเกี่ยวกับทางดานภาษาไทยแลว ควรจะไดสนทนากันอยางไมเปนทางการเกี่ยวกับ
เนื้อหาวิชาภาษาไทยที่ไดเรียนไปดวยระหวางที่สนทนานั้นจะทําใหครูพอที่จะประเมินผลไดวา
นักเรียนมีความเขาใจเรื่องที่เรียนไปแลวหรือไม นอกจากนั้นอาจจะจัดใหนักเรียนสองคนออกไป
                                                                                                         41

สนทนากันหนาชั้นเปนการซักถามและอธิบายถึงเนื้อหาวิชาตามที่ครูไดรับมอบหมายใหไปศึกษา
คนความาหรืออาจจะสนทนาเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนไปแลวก็ได ครูก็สามารถวัดผลไดวานักเรียนมี
ความเขาใจเกี่ยวกับเรื่องที่สนทนามากนอยเพียงใด
             5. การอภิปราย ในการเรียนการสอนภาษาไทยนั้น การอภิปรายก็เปนอีกวิธีหนึ่งที่เปด
โอกาสให นั ก เรี ย นได แ สดงความรู สึ ก และทรรศนะต า ง ๆ จะเป น การเป ด อภิ ป รายทั่ ว ไป
การอภิปรายแบบปาฐกถาหมู การอภิปรายเปนคณะ หรือการอภิปรายซักถามก็ตาม ครูสามารถที่
จะสังเกตความสามารถในการพูด มารยาทในการพูด ความเปนคนใจกวาง การยอมรับและ
การเคารพ ความคิดเห็นของผูอื่น ในขณะเดียวกันครูก็ไดทราบวานักเรียนมีความเขาใจเนื้อหา
ภาษาไทยที่ นักเรี ยนกํ าลังอภิปรายกั นมากนอ ยเพียงใด มีอะไรที่ครูจะตองสอนเพิ่ มเติม หรือ
ปรับปรุงแกไขอยางไรบาง
             6. การประชุมกลุมยอย การแบงนักเรียนออกเปนกลุมจะเปนกลุมละประมาณ 3 – 5 คน
หรือ 10- 15 คน เพื่อใหนักเรียนอภิปรายระดมความคิดชวยกันแกปญหาหรือตั้งเกณฑในการอาน
ออกเสียงการพูด นักเรียนจะมีงานกลุมมาเสนอหนาชั้น ทั้งเปนในรูปรายงานปากเปลา และ
รายงานประชุมที่เนนขอเขียน วิธีการดําเนินการ และผลการประชุมของนักเรียนจะชวยใหครู
ประเมินการสอนไดเปนอยางดี
             7. การสังเกต ครูควรที่จะไดสังเกตการใชภาษาไทยของนักเรียนในขณะที่นักเรียนรวม
กิ จ กรรมทั้ ง ในห อ งเรี ย น และนอกห อ งเรี ย น และควรที่ จ ะได จ ดบั น ทึ ก ไว ด ว ยว า นั ก เรี ย น
มีความสามารถ หรือมีขอบกพรองสมควรที่จะไดรับการแกไขในดานใดบาง
             8. การใชแบบสอบถาม การใชแบบสอบถามนั้นเปนการเปดโอกาสใหนักเรียนมี
สวนรวมในการประเมินผลการเรียนของตนเอง นักเรียนจะไดมีโอกาสแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ
การเรียนการสอนภาษาไทย และเสนอขอคิดเห็นตาง ๆ ในบางกรณีครูก็อาจสรางแบบสอบถาม
ขึ้นเพื่อศึกษาในดานการฟง การอาน เปนตน
             9. การใหนักเรียนทํารายงานเสนอผลการคนควา รายงานนี้อาจจะเปนรายบุคคลหรือ
ทําเปนกลุมได การใหนักเรียนศึกษาคนควาแลวทําเปนรายงาน นักเรียนจะไดความรูในวงกวาง
โดยเฉพาะนําผลงานที่คนความานําเสนอหนาโรงเรียนจะทําใหวงความคิดกวางขวางออกไปดวย
เพราะจะมีการอภิปรายซักถาม การตั้งขอสังเกต หรือกลาวเพิ่มเติมจากครูหรือเพื่อน ๆ ดวย ครูจึง
สามารถวัดผลไดทั้งในดานเนื้อหา พฤติกรรมที่นักเรียนแสดงความคิดเห็นไดตรงกัน
             10. การใชมาตราสวนประเมินคา มาตราสวนประเมินคานี้ในดานการเรียนการสอน
ภาษาไทย ผูประเมินจะเปนบุคคลหลายฝาย เชน ครู เพื่อน และตัวของนักเรียนเอง มาตราสวน
ประเมินคาจะชวยใหการประเมินผล ละเอียดลออและมีความเปนปรนัยมากขึ้น และการที่นักเรียน
                                                                                                    42

มีโอกาสประเมินตนเองดวยนั้น จะทําใหนักเรียนยอมรับขอบกพรองของตน และการที่นักเรียนมี
โอกาสประเมินตนเองดวยนั้น จะทําใหนักเรียนยอมรับขอบกพรองของตนเอง และพยายามหาทาง
ปรับปรุงแกไข
              11. การบันทึกพฤติกรรมทางภาษาของนักเรียน คือ การที่ครูคอยสังเกตการใชภาษา
ของนักเรียน แลวบันทึกไว โดยที่ไมไดบันทึกความคิดเห็นของครูลงไปดวยในขณะที่ครูบันทึก
พฤติกรรมทางการใชภาษาของนักเรียนนั้น ครูก็อาจที่จะไดสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในดาน
อื่น ๆ ไปดวย ทั้งนี้เพื่อใชเปนหลักฐานในการวางแผนปรับปรุง การใชภาษาและพฤติกรรมดาน
อื่นของนักเรียนตอไป
              12. วัดผลโดยใชแผนภูมิแสดงเกณฑ เกณฑที่ตั้งไวในการเรียนการสอนภาษาไทยนั้น
ในหลาย ๆ กรณีครูไดเปดโอกาสใหนักเรียนชวยกันสรางเกณฑในดานตาง ๆ ไว เชน การฟงที่ดี
การสนทนา การอภิปราย การเขียนเรียงความที่ดี แลวเขียนใสแผนภูมิไว เมื่อนักเรียนลงมือ
ปฏิบัติแลวก็ควรที่จะไดนําเกณฑนั้น ๆ มาใชเปนเครื่องชวยตัดสินวา นักเรียนสามารถปฏิบัติตาม
เกณฑที่ไดตั้งไวไดหรือไม
              13. การสอบขอเขียน ขอสอบที่ใชควรจะมีทั้งแบบปรนัยและอัตนัย ทั้งนี้ใหครอบคลุม
เนื้อหา การวั ดผลก็ ควรจะไดเ ปนไปตามวัตถุประสงคที่ตั้ง ไว และควรที่จะไดวัด ทุกด านทั้ง
พุทธพิสัย ทัศนคติพิสัย และทักษพิสัย แตละพิสัยก็ควรจะไดประเมินผลทุกอยาง เชน พุทธพิสัย
ก็ ค วรที่ จ ะได วั ด ทุ ก ด า น ทั้ ง ในด า นความรู ความเข า ใจ การประยุ ก ต ใ ช การวิ เ คราะห
การสังเคราะห และการประเมินคา เปนตน
                   นอกจากวิธีวัดและประเมินผลที่กลาวมาแลว ครูภาษาไทยอาจวัดผลดวยวิธีอื่น ได
เชน ความสามารถดานการวาดภาพประกอบ การแสดงละคร การโตวาที หรือการใชสถานการณ
จําลอง และอีกวิธีหนึ่งที่ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ที่เนนมากคือ การ
วัดผลตามสภาพจริง โดยที่ไมตองอาศัยขอสอบ แตใชสายตาในการประเมินซึ่งก็ถือวาเปนการ
วัดผลที่มีประสิทธิภาพอีกวิธีหนึ่ง

                                ความรูเกี่ยวกับวรรณกรรมทองถิ่น
1. ความหมายของวรรณกรรมทองถิ่น
          คําวา “วรรณกรรมทองถิ่น” ประกอบดวยศัพท “วรรณกรรม ” และ “ทองถิ่น” คําวา
วรรณกรรม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ไดใหความหมายไววา “งานหนังสือ”
ตามหลั ก ฐานปรากฏว า มี ก ารใช ค รั้ ง แรกในพระราชบั ญ ญั ติ คุ ม ครองศิ ล ปะ และวรรณกรรม
พ.ศ. 2475 เหตุที่เกิดคําวา “วรรณกรรม” เพราะวา “วรรณคดี” ซึ่งมีความหมายอยางกวาง หมายถึง
                                                                                                     43

ขอความที่เขียนขึ้นอานแลวเขาใจเปนเรื่องราว และความหมายอยางแคบ หมายถึง หนังสือที่แตง
ดีทั้งเรื่องและศิลปะการแตง แสดงออกซึ่งความงามดวยถอยคําและสามารถทําใหผูอานเกิดความ
เพลิดเพลินเกิดอารมณคลอยตาม ตามลีลาของถอยคําใชประพันธขึ้น ตอมาคําวา “ วรรณคดี”
เหลือแตความหมายอยางแคบเทานั้น ดังนั้นจึงเกิดคําวา “วรรณกรรม” ขึ้น เพื่อใชในความหมายที่
หมายถึงหนังสือหรือเอกสารที่เกิดขึ้น ดวยความพยายามที่จะสื่อสารความคิดสาระอยางใดอยาง
หนึ่ง
             สวนคําวา “ทองถิ่น” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ไดใหความหมาย
ไววา “ทองถิ่นใดทองถิ่นหนึ่งโดยเฉพาะ”
             จึงอาจกลาวไดวาวรรณกรรมทองถิ่นนั้น เปนวรรณกรรมที่แตละทองถิ่นสรางสรรค
ขึ้นมา เปนสิ่งจําลองสภาพชีวิตความเปนอยูของสังคมในทองถิ่นใดทองถิ่นหนึ่ง
             คําว า วรรณกรรมท องถิ่ น หมายรวมถึง วรรณกรรมมุ ข ปาฐะ และวรรณกรรมที่
ปรากฏอยู ใ นท อ งถิ่ น ซึ่ ง แตกต า งไปจากวรรณกรรมแบบฉบั บ หรื อ วรรณคดี ข องประเทศ
วรรณกรรมทองถิ่นนั้น เกิดขึ้นดวยภูมิปญญาของคนในทองถิ่น และมีคนในทองถิ่นนั้นเองเปน
ผูสราง และผูใชรูปแบบของวรรณกรรมทองถิ่น มักจะเปนไปตามความนิยมของทองถิ่นนั้น ๆ
2. ลักษณะของวรรณกรรม
             ประคอง เจริญจิตรกรรม (2535 : 2-4) ไดอธิบายลักษณะของวรรณกรรมทองถิ่น
สรุปไดดังนี้
             1. วรรณกรรมทองถิ่นเปนมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาทางมุขปาฐะ กลาวคือ
มีลักษณะที่ไมเปนทางการ แพรหลายอยูในกลุมชนทองถิ่น จะมีลักษณะที่แตกตางกันไปตาม
รายละเอี ย ดปลีก ย อย ในขณะที่ ถ า ยทอดโดยจะมี ก ารเล า เสริม ต อ ๆ กั น มา จึ งทํ าให เ รื่ อ งราว
แพรกระจายออกไป
             2. วรรณกรรมทองถิ่นเปนแหลงขอมูล ที่บันทึกขนบธรรมเนียมประเพณีของกลุมชน
ทองถิ่น อันเปนแบบฉบับใหคนยุคตอมาเชื่อถือและปฏิบัติตาม เชน การนับถือผีบรรพบุรุษที่
มักจะนิยมตั้งพิธีบวงสรวง หรืออัญเชิญเทวดาและผีตาง ๆ ในพิธีไหวผีตอนแตงงาน
             3. วรรณกรรมทองถิ่นมักจะไมปรากฏนามผูแตง เพราะเปนเรื่องเลาสืบตอกันมา หรือ
ถามีนามผูแตงมักจะเปนผูคัดลอก หรือเรียบเรียงขึ้นจากเรื่องที่เลากันอยูในทองถิ่นนั้น
             4. วรรณกรรมทองถิ่นจะใชภาษาทองถิ่น ลักษณะถอยคําที่ใชจึงเปนคํางาย ๆ สื่อ
ความหมายอยางตรงไปตรงมา
             5. วรรณกรรมทองถิ่นมีจุดมุงหมายเพื่อสนองความตองการของสังคมในทองถิ่น ทั้ง
ในดานความบันเทิง และอธิบายเรื่องราวตาง ๆ ตลอดจนสั่งสอนจริยธรรมอีกดวย
                                                                                            44

3. ประเภทของวรรณกรรมทองถิ่น
             วรรณกรรมทองถิ่นของไทยสามารถแบงประเภทลักษณะดังนี้
             1. แบงตามลักษณะรูปแบบวรรณกรรม ไดแก
                  1.1 วรรณกรรมรอยแกว คือ เรื่องเลาหรือบันทึกดวยภาษาที่ไมมีลักษณะบังคับใด ๆ
ไมมีคณะสัมผัส ฯลฯ
                  1.2 วรรณกรรมรอยกรอง คือ เรื่องราวหรือบันทึกดวยภาษาที่จํากัดตามลักษณะคํา
ประพันธ มีคณะสัมผัส ฯลฯ
             2. แบงตามลักษณะการถายทอด ไดแก
                  2.1 วรรณกรรมมุขปาฐะ เปนวรรณกรรมที่ถายทอดสืบตอกันมา ดวยการบอกเลา
           ี
จดจําไมมการบันทึกหรือถายทอดไวเปนเรื่องราวหรือสัญลักษณ เรื่องราวใดที่มีอยูนานก็แสดงวา
เรื่องราวนั้นมีผูนิยมมาก เชน ปริศนาคําทาย ภาษิตสํานวน นิทาน เรื่องเลาตํานาน เปนตน
                  2.2 วรรณกรรมลายลักษณ เปนวรรณกรรมมุขปาฐะมากอน แลวไดรับการบันทึก
เปนตัวอักษรและมีการสืบทอดดวยการอาน
4. คุณคาของวรรณกรรมทองถิ่น
             วรรณกรรมทองถิ่นเปนวรรณกรรมที่แตละทองถิ่นสรางสรรคขึ้นมา แสดงถึงสภาพชีวิต
ความเปนอยูของสังคม บางอยางมุงสอนคติธรรม การประพฤติตนใหเหมาะสมกับสังคม จึงนับ
         ุ      ้                                        ้
ไดวามีคณคาทังดานบันเทิงและการสั่งสอนอบรม บางครังเปนการบันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร
เชนพวกตํานาน เปนตน
             คุณคาของวรรณกรรมทองถิ่นนั้น ธวัช ปุณโณทก (2525 : 9 - 10) กลาววา ชวยทําให
เขาใจสังคมและวิถีชีวิตของคนในสังคม ดังนี้
             1. วรรณกรรมทองถิ่ นเปนมรดกทางวัฒนธรรม ที่ ทํา ใหเ ห็นการเปลี่ ยนแปลงทาง
มโนทัศนของกลุมชนในแตละทองถิ่น
             2. วรรณกรรมทองถิ่นมีอิทธิพลตอการกําหนดระเบียบปฏิบัตและพฤติกรรมของกลุมชน
                                                                      ิ
ในทองถิ่น
             3. วรรณกรรมทองถิ่นทําใหเปนความสัมพันธของบุคคลในครอบครัวไทย กลาวคือ
พอแมตองเลี้ยงดูบุตรใหเจริญเติบโตและมีครอบครัวสืบตอไป ซึ่งแนวคิดและพฤติกรรมของตัว
ละครจะปรากฏสะทอนฉายออกมาใหเห็นวิถีของชาวบาน มีลักษณะเปนครอบครัวใหญ ทีนิยมให        ่
ลูก ๆ อยูกับพอแม ซึ่งผิดกับชาติทางยุโรป
             4. วรรณกรรมทองถิ่นทําใหเห็นคานิยมในสังคมนั้นๆ ไมวาจะเปนคานิยม เรื่องความงาม
ความดี ความเจริญหรือคุณธรรมตางๆ ที่สืบเนื่องมาจากพุทธศาสนา
                                                                                                         45

                 สรุปไดวา การศึกษาวรรณกรรมทองถิ่นก็คือ การศึกษาสังคมของเรา เมื่อเราเขาใจ
สังคมนั้นก็ทําใหเราเขาใจรากเหงาหรือที่มาของตัวเรานันเอง ่
5. ประโยชนในการศึกษาวรรณกรรมทองถิ่น
           ผูศึกษาวรรณกรรมทองถิ่น จะไดรับประโยชน 3 ประการ คือ
           1. ประโยชนทางดานวิชาการ ผูที่ศึกษาวรรณกรรมทองถิ่นจะเขาใจสิ่งตอไปนี้ยิ่งขึ้น
                 1.1 ปรัชญาชีวิตและสังคมของทองถิ่นอันเปนพื้นฐานของสังคม เชน ความเชื่อ
คตินิยม จารีตประเพณีที่ประพฤติปฏิบัติกันโดยทั่วไปในประชาคมนั้น ไดถูกสอดแทรกอยูใน
วรรณกรรมทองถิ่น
                 1.2 การจัดระเบียบสังคม หรือการควบคุมสังคมอันเปนพันธกรณีของกลุมชน ตอง
               ่
ประพฤติ เพือความสงบสุขของประชาคมนั้นๆ บทบัญญัติตางๆ อันเปนปทัสฐานของสังคมนั้น
ไดสั่งสอนสืบตอกันมาโดยมิไดมีการจดบันทึกไว แตก็ปรากฏอยูในวรรณกรรมทองถิ่นเหลานัน                     ้
                                                                 ่
สังคมชนบทในสมัยอดีต กฎหมายของรัฐบาลกลางมิไดมีสวนเกียวของในการควบคุมสังคมมากนัก
                                               ิ
แตปรัชญาพุทธศาสนา จารีต ความเชื่อ คตินยม ซึ่งเปนที่ยอมรับของประชาคมจะมีบทบาทควบคุม
สังคมอยางยิ่ง
                 1.3 ประวั ติ ศ าสตร สั ง คมของท อ งถิ่ น วรรณกรรมท อ งถิ่ น เป น ข อ มู ล สํ า คั ญ ใน
การศึกษาประวัติศาสตรของทองถิ่น โดยเฉพาะทางดานการจัดระบบสังคม การควบคุมสังคม
ตลอดจนจารีตประเพณีของสังคมนั้น
                 1.4 ภาษาถิ่น วรรณกรรมทองถิ่นโดยเฉพาะวรรณกรรมลายลักษณที่ไดบันทึกไว
ตั้งแตสมัยอดีตยังเปนคลังแหงคําภาษาอื่น ถึงแมบางคําอาจจะเลิกใชไปแลวในปจจุบัน แตก็ยัง
ปรากฏอยูในเอกสารวรรณกรรมทองถิ่นเหลานั้น นอกจากนี้นักภาษศาสตรยังสามารถเห็นการ
คลี่คลาย(กลายเสียง,กลายความหมาย) ของคําภาษาไทยไดดีจากเอกสารวรรณกรรมทองถิ่นตางๆ
ของไทย
                 1.5 เปนการกาวหนาทางวิชาการ การตระหนักถึงคุณคาของวรรณกรรมทองถิ่น
จนไดมีการนํามาจัดอยูในหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งมีแนวโนมในการที่จะสงเสริม
การศึกษารวบรวมคนควาวรรณกรรมทองถิ่นเหลานั้นใหกวางขวางยิ่งขึ้น อันเปนปจจัยสําคัญใน
การอนุรักษศิลปวัฒนธรรมทองถิ่น ซึ่งหมายถึงเอกลักษณของชนชาติไทยอีกโสดหนึ่ง
                 1.6 เปนการอนุรักษวรรณกรรมทองถิ่นตางๆ ของไทยไมใหสาบสูญกอนภาวะ
อันควร
           2. ประโยชนโดยตรงตอบุคคล
                 2.1 เพื่อใหผูศึกษาวรรณกรรมทองถิ่นมีมโนทัศนอันกวาง ยอมรับแนวคิด ปรัชญา
ชีวิตของชนทุกชั้น ทุกทองถิ่น ทุกสังคม
                                                                                                      46


                2.2 ผูศึกษาวรรณกรรมทองถิ่นจะทราบถึงภูมิปญญาของบรรพบุรุษของตน
                2.3 ยอมรับแนวคิดของชนชาติที่ตางทองถิ่น ตางสังคมและตางยุคสมัย
                2.4 ไดรับประสบการณแหงชีวิตใหกวางขวางยิ่งขึ้น
                2.5 มีโอกาสไดเรียนรูภาษาถิ่น วัฒนธรรมทองถิ่นอื่นๆ อีกดวย
            3. ประโยชนทางดานการเมืองการปกครอง
                3.1 ผู ศึ ก ษาวรรณกรรมท อ งถิ่ น จะมี ค วามภาคภู มิ ใ จในอดี ต ของท อ งถิ่ น ที่ ต นมี
ภูมิลําเนาอยู และทองถิ่นอื่นๆ ของชาติดวย ซึ่งกอใหเกิดชาตินิยม ภูมิใจในวัฒนธรรมของชาติ
                3.2 ผูศึกษาวรรณกรรมทองถิ่นจะเกิดความรัก ความเขาใจในทองถิ่นของตน
                3.3 ผู ศึ ก ษาวรรณกรรมจะตระหนั ก ในคุ ณ ค า และย อ มมี ค วามหวงแหน ซึ่ ง
กอใหเกิดการอนุรักษวรรณกรรมทองถิ่นอีกดวย
                3.4 ทําใหเกิดความเขาใจอันดีระหวางชนในชาติ และยอมสมานสามัคคีกัน
                3.5 กอใหเกิดการพัฒนา ระบบสังคมของชาติอยางมีทิศทาง โดยอาศัยระบบสังคม
ทองถิ่น ปรัชญาชีวิตในสังคมทองถิ่นอันเปนพื้นฐานในการพัฒนา
6. นิทานพื้นบาน
            1. ความหมายของนิทาน
                คําวา "นิทาน"             พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542
ใหความหมายของนิทานไววา นิทาน น. เรื่องที่เลากันมา เชนนิทานชาดก นิทานอีสป นิทาน
คํากลอน เปนตน
                กิ่งแกว อัตถากร (2519 :12) ไดใหความหมายของนิทานวา หมายถึงเรื่องที่เลาสืบ
กันมาเปนมรดกทางวัฒนธรรม สวนใหญถายทอดดวยวิธีมุขปาฐะ
                ทัศนีย ทานตะวณิช (2522 : 60) ไดกลาววา นิทาน คือเรื่องเลาที่อาศัยการถายทอด
ทางวาจาและจดจําเปนสําคัญในการสืบเนื่องจากนิทาน จากรุนหนึ่งไปยังอีกรุนหนึ่ง
                ประเทือง คลายสุบรรณ (2531 : 62) ไดใหความหมายของนิทานไววา เปนเรื่อง
เลาที่ชาวบานผูกเรื่องขึ้นเลาสูกันฟงดวยถอยคําธรรมดา เปนภาษารอยแกว หรือถอยคําสํานวน
ธรรมดา หรือถอยคําสํานวนของชาวบานในแตละถิ่น เลาสืบตอกันมาเปนเวลาชานาน จนไม
ทราบวาใครเปนตนคิดแตงขึ้น
                จากขอความขางตนสรุปไดวา นิทาน หมายถึง เรื่องที่เลาสืบตอกันมาเปนเวลาชา
นานดวยวิธีมุขปาฐะ เปนมรดกทางวัฒนธรรม มักเลาดวยรอยแกวและไมทราบวาผูเลาดั้งเดิมเปน
ใคร
                                                                                              47

              2. ลักษณะของนิทาน
                 นิทานในทองถิ่นตางๆ จะมีความแตกตางกันในสวนปลีกยอยตามสภาพภูมิศาสตร
ที่ชนในชาติแยกยายกันอยู แตถึงแมจะมีรายละเอียดของเนื้อเรื่องแตกตางกันออกไป ก็ยังคงมีสวน
ที่คลายคลึงกัน และเหมือนกันเปนสวนใหญ ซึ่งแสดงใหเห็นถึงเอกลักษณของชนในชาติ
                 กุหลาบ มัลลิกะมาส (2518 :99-100)                ไดใหหลักสังเกตวานิทานมีลักษณะ
ดังตอไปนี้
                  1. เปนเรื่องเลาดวยถอยคําธรรมดา เปนภาษารอยแกว ไมใชรอยกรอง
                  2. เลาสืบตอกันมาเปนเวลาชานาน แตตอมาในระยะหลัง เมือการเขียนเจริญขึ้น
                                                                               ่
จึงมีการจดบันทึกเปนลายลักษณอักษร ตามเคาที่เคยเลาดวยปากเปลา
                  3. ไมปรากฏวาผูเลาดั้งเดิมเปนใคร
                  4. ตองแสดงความคิดและความเชื่อของชาวบาน
                 ลักษณะสําคัญที่สุดของนิทาน จึงอยูที่ตองเปนนิทานที่เลาสืบทอดกันมาดวยปาก
                                                           ่
และไมทราบวาใครเปนผูแตง เปนการเลาจากความจําทีไดฟงตอๆ กันมา เชน พอเลาใหลูกฟง
เคยฟงมาจากปูหรือยา ปูยาเคยฟงจากทวด และทวดเคยฟงจากผูอื่นเลามาอีกที ไมสามารถสืบสาว
ไดวาผูเลาคนแรกคือใคร
                 ภิญโญ จิตตธรรม (2529 : 41) ไดกลาวถึงลักษณะนิทานพื้นบานไวคลายคลึงกัน
ดังนี้
                 1. เปนเรื่องเลาดวยถอยคําธรรมดา เปนคํารอยแกว
                 2. เลากันมาดวยปากเปนเวลาชานาน
                 3. ไมปรากฏวาผูเลาดั้งเดิมเปนใคร เลาตอๆกันมา แมจะเขียนขึนภายหลังก็เขียน
                                                                                 ้
จากเคานิทานเดิม
                 4. เรื่องไมซับซอน เลางายๆตรงไปตรงมา
                 5. การเลา การถายทอดไมอาศัยอุปกรณ ไมมีฉาก ไมมีการแตงตัว
              3. ประเภทของนิทาน
                  นักคติชนวิทยาไดแบงประเภทของนิทานตามเกณฑตางๆ ดังนี้
                 1. การแบงนิทานตามรูปแบบนิทาน (Form)
                  2. การแบงนิทานตามอนุภาคหรือสารัตถะ (Motif)
                  3. การแบงนิทานตามแบบเรื่องนิทาน (Type)
                                                ้
                  4. การแบงนิทานตามเขตพืนที่ (Area)
การแบงประเภทแตละแบบมีรายละเอียดดังนี้
                                                                                           48

            1. การแบงนิทานตามรูปแบบนิทาน (Form)
                                             ้
                 การแบงนิทานตามรูปแบบนัน ไดมการแบงไวหลายแนวตามทรรศนะและเหตุผล
                                                    ี
ของนักคติชนวิทยา ดังตอไปนี้
                 กุหลาบ มัลลิกะมาส (2518 : 105-110) ไดแบงนิทานตามรูปแบบของนิทาน
ออกเปน 5 ประเภท ซึ่งสรุปไดดังนี้
                 1. นิทานปรัมปรา (Fairy Tale) เปนเรื่องสมมติที่คอนขางยาวมีสารัตถะ หลาย
สารัตถะมีฉากเปนความฝน ไมบอกสถานที่เดนชัด เนื้อเรื่องประกอบดวยอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย ตัว
                                          ี่            ุ
เอกเปนผูมีคุณสมบัติพิเศษ เชน เปนผูทมีอํานาจ มีบญ มีฤทธิ์เดช ตอนจบของเรื่องจะจบดวย
ความสุข
                 2. นิทานทองถิ่น (Legend) มีขนาดสั้นกวานิทานปรัมปรา เปนเรื่องเหตุการณเดียว
      ่                                                             ิ
และเกียวกับความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี โชคลาง หรือคตินยมของพื้นบาน พื้นเมืองของ
คนแตละทองถิ่น ซึ่งเชื่อวาเกิดจริง เปนจริง หรือมีเคาความจริง มีตัวบุคคลจริง มีสถานที่จริง
นิทานทองถิ่นจําแนกออกไดดังนี้
                    2.1 นิทานประเภทอธิบาย (Expianatory Tale) เปนนิทานที่อธิบายสิ่งตาง ๆ
เชน อธิบายปรากฏการณธรรมชาติ อธิบายสาเหตุของความเชื่อบางอยาง อธิบายชื่อสถานที่ เปนตน
                    2.2 นิทานเกียวกับความเชื่อตาง ๆ เชน โชคลาง เรื่องผี เรื่องเกี่ยวกับไสย
                                   ่
ศาสตร การใชคาถาอาคม เวทมนตร เปนตน
                    2.3 นิทานเกียวกับสมบัติที่ฝงเอาไว
                                 ่             
                    2.4 นิทานวีรบุรุษ เปนเรื่องราวที่กลาวถึง คุณธรรม ความฉลาด ความกลา
หาญของบุคคล ซึ่งสวนมากเปนวีรบุรุษภายในชาติ หรือภายในทองถิ่น
                    2.5 นิทานคติสอนใจ เปนเรื่องสั้นๆไมสมจริง มีเจตนาที่จะสอนความประพฤติ
อยางใดอยางหนึ่ง
                    2.6 นิทานเกี่ยวกับนักบวชตางๆ เปนเรื่องเกี่ยวกับอภินหารของนักบวชที่เจริญ
                                                                          ิ
ภาวนาจนมีฌานแกกลา
                 3. เทพนิยาย (Myth) เปนนิทานที่มีเทวดา นางฟา เปนตัวสําคัญ และเทพนิยายนี้มี
               ั
สวนสัมพันธกบความเชื่อทางศาสนา พิธีกรรมตางๆ ที่มนุษยปฏิบัติในทางศาสนา
                 4. นิทานเรื่องสัตว (Animal Tale) เปนนิทานที่มีสัตวเปนตัวเอก พูดได มีความ
                                                      ่
นึกคิดเหมือนคน มีทั้งสัตวปา และสัตวบาน นิทานเรืองสัตวแบงได 2 ประเภท ดังนี้
                    4.1 นิทานประเภทสอนคติธรรม (Fable)
                    4.2 นิทานประเภทเลาซ้ําหรือเลาไมจบ (Cumulative Tale)
                                                                                          49


               5. นิทานตลกขบขัน (Jest) เปนเรื่องสั้นๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมของคนที่ไมนาจะ
เปนไปได อาจเปนเรื่องของความโง กลโกง ความเชื่อ เปนตน
                   สวนกิ่งแกว อัตถากร (2519 : 12-14) ไดแบงนิทานโดยใชรูปแบบเปนเกณฑ
โดยแบงออกเปน 8 ประเภท ดังนี้
                   1. เทพนิยาย (Fairy Tale) เปนเรื่องคอนขางยาว ประกอบดวยหลายอนุภาค
หลายตอน ฉากมักเปนแดนสมมติ ไมบงสถานที่เดนชัด การพรรณนามักวิจิตรพิสดาร โครงเรื่อง
จะเปนทํานองเจาชายที่เกงกลาสามารถ ผจญอุปสรรคพบเจาหญิงครองรักกัน เชน เรื่องโสนนอย
เรือนงาม คาวี เปนตน
                   2. นิทานชีวิต (Romantic Tale) อยูในโลกของความจริง ไมเนนอภินิหาร จะมี
ขนาดเรื่องคอนขางยาว ประกอบดวยหลายอนุภาค หลายตอน มีการบงสถานที่และเวลาเดนชัด
โครงเรื่องมักเปนการตอสูและการครองรักของพระเอกนางเอก ไดแก นิทาน ชุดอาหรับราตรี
นิทานทรงเครื่องของไทย
                   3. นิทานวีรบุรุษ (Hero Tale) มีขนาดคอนขางยาว ประกอบดวยหลายอนุภาค
หลายตอน ฉากจะเนนแดนชีวิตจริง โครงเรื่องมักเปนการลําดับเหตุการณ การผจญภัย การตอสู
ของวีรบุรุษหลายเหตุการณเปนอนุกรม เชน การผจญภัยของเฮรคิวลิส
                   4. นิทานประจําถิ่น (Local Legend) โครงเรื่องของนิทานประเภทนี้จะเนนการ
กระทําและความสําคัญของบุคคลในทองถิ่น อํานาจผีสางเทวดา ซึ่งผูเลาเชื่อวาเปนเหตุการณจริง
ในแดนชีวิตจริง ตัวละครอาจเปนมนุษย ผี เทวดา หรือสัตว ขนาดของเรื่องแลวแตกรณี เชน
เมืองลับแล เจาแมสรอยดอกหมาก ทาวปาจิต นางอรพิมพ
                   5. นิทานอธิบายเหตุ (Explanatory Tale) คือนิทานที่พยายามอธิบายสิ่งที่มนุษย
สงสัยและหาคําตอบไมไดวาทําไม ทั้งที่เพื่ออธิบายความเปนมาของสัตว บุคคล สิ่งของหรือ
ปรากฏการณตางๆ เชน ทําไมจึงเกิดสุริยคราส ทําไมมดตะนอยจึงเอวคอด
                   6. ตํานานและเทวปกรณ (Myth) เปนเรื่องราวเกียวกับความเชื่อทางศาสนาและ
                                                                  ่
พิธีกรรม โครงเรื่องจะประกอบดวยอนุภาควาดวยตนกําเนิดของจักรวาล โลก มนุษย สัตว
สิ่งของ กับวาดวยโครงสราง ความสัมพันธและกฎเกณฑ ตลอดจนคุณและโทษของพฤติกรรม
ตางๆ เชน พระพิฆเนศ พระมนูกับน้ําทวมโลก
                   7. เรื่องสัตว (Animal Story) เปนนิทานที่มีสัตวเปนตัวเอก แสดงพฤติกรรม
                                         ิ
ตางๆ หากเลาเปนเชิงเปรียบเทียบกับชีวตมนุษย เพื่อใหคติสอนใจ เรียกวา นิทานอุทธาหรณ
(Fable) เชน เรื่องสุนัขจิ้งจอกกับนกกระสา
                                                                                               50

                                                                               
                      8. มุขตลก (Jest) โครงเรื่องจะเปนเหตุการณขัดแยงที่ผูฟงมองดวยอารมณขัน
ไมถือโทษตัวละครเปนคนทุกประเภท เชน เรื่องศรีธนญชัย เรื่องตาเถรยายชี
                   2. การแบงนิทานตามอนุภาคหรือสารัตถะ (Motif)
                      คําวาอนุภาค ( Motif ) ที่ใชเกี่ยวกับนิทานพื้นบาน หมายถึงองคประกอบที่เล็ก
ที่สุดซึ่งพบไดเสมอในนิทานพื้นบาน มักเปนสิ่งที่แปลกและสะดุดตา องคประกอบที่จัดเปน
อนุภาคแบงไดเปน 3 ประเภท คือ ตัวละคร วัตถุหรือสิ่งของ และเหตุการณหรือพฤติกรรม
                      สติธ ทอมปสัน (Stith Thompsom) ไดแบงตามประเด็นสําคัญของเรื่องที่
เรียกวาอนุภาคหรือสารัตถะของเรื่อง (Motif) ซึ่งหมายถึงองคประกอบเล็ก ๆ ของนิทานเรื่องใด
เรื่องหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่จะคงอยูไมเปลี่ยนแปลงทําใหเกิดการจําและสืบทอดกันตอมา ไมวา
นิทานเรื่องนั้นจะเลารายละเอียดแตกตาง ผิดเพี้ยนกันออกไปอยางไรก็ตาม เชน มีของวิเศษ
การแปลงกาย การขอพร การอุมสม การเลือกคู การเสี่ยงทาย เปนตน
                      คําวา อนุภาค ( Motif ) ประกอบดวยลักษณะ 3 ประการ คือ
                      1. ตัวละครสําคัญในเรื่องจะแปลกพิสดารกวาตัวอื่น หรือมีบางสิ่งบางอยางเปน
พิเศษ เชน เปนหอยสังข เปนลูกคนสุดทอง เปนคูแฝด เปนเจาหญิงตกยาก หรือเปนลูกกําพรา
เปนตน
                      2. วัตถุหรือสิ่งของ ซึ่งมีลักษณะเดนหรือแปลก เชนตะเกียงวิเศษ
                      3. อนุภาคหรือสารัตถะหนึ่ง ๆ จะเปนเหตุการณเดียว แตนิทานในเรื่องหนึ่งมี
หลายสารัตถะ
              วิธีการแบงอนุภาคของนิทานจะใชพยัญชนะภาษาอังกฤษ และตัวเลขกํากับ อนุภาคที่
            ่                 ุ
เปนสวนทียอยลงไปจะใชจดทศนิยม เชน
               AO – A99.....
                      A99.426...
               ตัวอยางการแบงนิทานตามสารัตถะ ( Motif Index )
                A. สารัตถะเชิงเทพนิยาย ( Mythological Motif ) เกี่ยวกับการสรางโลก มีประเภท
ยอยลงไปดังนี้
                     A0 -             A 99 นิทานเกียวกับพระผูสรางโลก
                                                        ่
                     A 100 -          A 499 เทพเจาตาง ๆ
                                ฯลฯ
                B. สารัตถะเกี่ยวกับสัตว มีประเภทยอย ๆ คือ
                     B0 -             B 99 สัตวในนิทานปรัมปรา
                                                                         51

  B 100 -         B 199 สัตววเิ ศษ
                ฯลฯ
C. เกี่ยวกับของตองหาม เชน หามนําน้ําสมสายชูไปลพบุรี
D. เกี่ยวกับเวทมนตคาถา แบงออกดังนี้
   D0 -              D 699 การกลายราง
   D 700 -           D 799 การสิ้นแรงมนต
                 ฯลฯ
E. เกี่ยวกับความตาย
    E0 -             E 199 การชุบชีวิตใหม เชน ในเรื่องคาวี
    E 200 -          E 599 เรื่องผีและการกลับฟนคืนชีพ
    E 600 -          E 699 การกลับชาติมาเกิด เชน ปลาบูทอง
F. เกี่ยวกับสิ่งประหลาดมหัศจรรยตาง ๆ
                                    
    F0 -             F 199 การเดินทางไปโลกอื่น
    F 700 -          F 899 สถานที่หรือสิ่งแปลกมหัศจรรย เชน ตนนารีผล
    F 900 -          F 1099 เหตุการณประหลาด เชน เมืองลมเพราะกินกระรอก
G. เกี่ยวกับยักษรากษส ( รวมทั้งแมมดหมอผี ฯลฯ )
     G 10            -      G 399 ชนิดของยักษรากษส
     G 400           -      G 499 เมื่อยักษรากษสชนะ
     G 500           -      G 599 เมื่อยักษรากษสแพ
 H. เกี่ยวกับการทดสอบหรือพิสูจน
     H0              -      H 199 การพิสูจนทางหลักฐาน เชน เกือกแกวของนาง
                                      ซิลเดอเรลลา
                     ฯลฯ
        ่
 J. เกียวกับคนโง คนฉลาด เปนเรื่องทางนามธรรม สวนใหญไดจากนิทานตลก
     แบงยอยดังนี้
    J0               -      J 199 ที่มาและความมีปญญา
    J 100            -      J 1099 การกระทําที่โงเงาและหลักแหลม
                     ฯลฯ
K. เกี่ยวกับกลลวง หรือการลอใหหลงผิด เชน เรื่องศรีธนญไชย แบงยอยดังนี้
                                                                                          52

                 K0               -           K 99 การแขงขันชนะดวยกลลวง เชน กระตายกับเตา
                 K 100            -           K 299 กลเม็ดในการคาขาย
                                  ฯลฯ
             3. การแบงนิทานตามเรื่องนิทาน (Type)
                คนสําคัญในการจําแนกนิทานชนิดนี้คือ Antti Aarne ซึ่งเปนผูจัดทําหนังสือแบบ
                         ้
เรื่องของนิทานพื้นบานขึน โดยการนํานิทานจากยุโรปตอนเหนือมาจําแนกโดยละเอียดตามแบบ
ของเรื่อง แอนทิ อารน ไดจําแนกนิทานที่รวบรวมไดออกเปน 540 แบบเรื่อง ตอมาสติธ ทอมปสัน
(Stith Thompson) ไดนําหนังสือเลมนี้มาจัดทําเพิ่ม มีการจําแนกนิทานจากยุโรปตอนใต ยุโรป
ตะวันออกเฉียงใต นิทานตะวันออก และอินเดีย เพื่อสะดวกแกการศึกษาโดยแบงนิทานชาวบาน
ออกเปน 3 หมวดใหญ คือ
                           ่
                1. นิทานเกียวกับสัตวซึ่งจําแนกไปเปนสัตวปา และสัตวบาน
                2. นิทานชาวบานทั่วไป มีการจําแนกเปนประเภทยอย ๆ อีก ไดแกนิทานที่เกียวกับ
                                                                                         ่
                                        ่
เวทมนตคาถา นิทานศาสนา นิทานเกียวกับยักษ รากษส และนิทานแบบโรแมนติค
ซึ่งมักอยูในขอบเขตของความจริงเสมอ
                3. นิทานตลกขบขัน ประกอบดวยนิทานตลกประเภทตาง ๆ เชน นิทานเกี่ยวกับ
                                                                     ่
คนโง คนฉลาด นิทานโกหก นิทานเกี่ยวกับสามีภรรยา ที่เปนเรื่องเกียวกับการอาชีพตาง ๆ ก็มี
ไดแกการทํานา การเลี้ยงสัตว การตกปลา และการลาสัตว เปนตน
                                            ้
                4. การแบงนิทานตามเขตพืนที่ ( Area)
                   เปนการแบงนิทานอยางกวางๆ ใชเขตทางภูมศาสตรเปนหลัก โดยจัดนิทานที่มี
                                                               ิ
ลักษณะคลายคลึงกันเขาไวเปนเขตเดียวกัน ดังนี้
                  4.1 เขตอินเดีย
                  4.2 เขตที่นับถือศาสนาอิสลาม
                  4.3 เขตที่ชนชาติยวในเอเซียไมเนอร
                                    ิ
                  4.4 เขตประเทศสลาวิค
                  4.5 เขตรัฐตางๆแถบตะวันออกของทะเลบอลติค
                  4.6 เขตแหลมสแกนดิเนียเวีย
                  4.7 เขตของชนชาติที่พูดภาษาเยอรมัน
                  4.8 เขตประเทศฝรั่งเศส
                  4.9 เขตประเทศสเปนและโปรตุเกส
                  4.10 เขตประเทศอิตาลี
                                                                                               53

                     4.11 เขตประเทศอังกฤษ
                     4.12 เขตประเทศสกอตแลนด และไอซแลนด
            4 . คุณคาของนิทาน
                 นิทาน เปนขอมูลที่นักคติชนวิทยาใหความสนใจรวบรวมและศึกษากันมาก เพราะ
นิทานกับกลุมชนเจาของนิทานมีความผูกพันกันมาก การศึกษานิทานจะชวยใหเขาใกล กลุมชนได
                             ุ
อยางดี ดั้งนั้นนิทานจึงมีคณคาอยางยิ่ง กลาวคือ
                 1. นิทานเปนตนกําเนิดของวรรณคดีของชาติตาง ๆ เชน ขุนชาง – ขุนแผน
ไกรทอง คาวี
                 2. นิ ท านแสดงให เ ห็ น สภาพชี วิ ต ของบุ ค คลในท อ งถิ่ น เช น ขนบธรรมเนี ย ม
ประเพณี ความเชื่อถือและความคิดตางๆ การเลาเรื่องผีปอบ ผีกระสือ คนโลภมาก ลวนสนับสนุน
คํากลาวนี้และยังทําใหเกิดความเขาใจระหวางกลุมชนดวย
                 3. นิ ท าน เป น เครื่ อ งสอนศี ล ธรรม เพราะนิ ท านพื้ น บ า นเกื อ บทุ ก ประเภท
โดยเฉพาะประเภทตํานานและเทวปกรณ จะแสดงผลของการทําความดี ความชั่วไวอยางชัดเจน
และแมนิทานตลก ก็ยังมีคติแทรกไวเสมอ การสอนศีลธรรมผานนิทานนั้น โดยทั่วไปไดผลดีกวา
สอนโดยตรง
                 4. นิทานเปนเครื่องมือถายทอดความรู ความคิดจากรุนหนึ่งมาสูคนอีกรุนหนึ่ง
เชนนิทานอธิบายเหตุ และนิทานประจําถิ่น
                 5. นิทานเปนเครืองบันเทิงใจกลุมชน เชนนิทานตลกขบขันและ เทพนิยาย นิทาน
                                    ่
พื้นบานเปนสายใยแหงความรัก ความอบอุนในครอบครัว และในสังคม การที่พอแม ปูยาตายาย
และลูกหลาน ลอมวงกันเลานิทาน ฟงนิทาน ยอมทําใหครอบครับอบอุน คนในครอบครัวใกลชด               ิ
กัน เกิดความเขาใจ และผูใหญยังมีโอกาสสอดแทรกการอบรมสั่งสอนไปดวย
                 กิ่งแกว อัตถากร (2520 : 6) ไดกลาวถึงคุณคาของนิทานพื้นบานไวดงนี้
                                                                                     ั
                 1. ใหรูถึงภาษาและคําพูดประจําถิ่น
                                
                 2. ใหความรูดานมุขปาฐะ เชน บทเพลง ภาษิต คําพังเพย ความเชื่อ
                                  
                 3. ใหความรูดานอมุขปาฐะ เชน ศิลป หัตถกรรม และสถาปตยกรรม
                 4. ใหรูถึงลักษณะการผสมอยูในนิทาน เชน การรองรํา การละเลน ละคร พิธีกรรม
ประเพณี
                 สุธิวงศ พงศไพบูลย (2512 : 18) ไดกลาวถึงคุณคาของนิทานพื้นบานไว 5 ประการ
คือ
                 1. กอใหเกิดความเพลิดเพลินบันเทิงใจ
                                                                                              54

                   2. ใหความรูเรื่องภาษา ศัพท สํานวน
                   3. สะทอนใหเห็นประเพณีวัฒนธรรมบางอยาง ตลอดจนสภาพภูมิประเทศ ภูมินาม
วิทยา และภาวะสังคม
                   4. ประโยชนใหเกิดผลทางอื่น ๆ เชน นิทานบางเรื่องเปนที่มาของวรรณคดี บางเรื่อง
มีผูผูกเปนบทขับรอง ดัดแปลงเปนบทละครวิทยุโทรทัศน นอกจากนี้ในวิชาการศึกษา ครูสามารถ
นํานิทานมาใชประกอบการสอนบทเรียนบางบทบางตอนใหสัมฤทธิ์ผลยิ่งขึ้น
                   วิเชียร ณ นคร (2531 : 30-31) กลาววา นิทานพื้นบานแตละถิ่น แมจะมีโครงเรื่อง
                                                                       
แกนเรื่อง ตัวละคร และฉากแตกตางกันตามความคิดอานหรือภูมิปญญาของแตละทองถิ่นก็จริง
แตก็มีลักษณะรวมกันหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องคุณคาของนิทาน ซึ่งอาจสรุปได 5 ประการ
คือ
                   1. คุณคาทางการสําเริงอารมณ หมายถึง คุณคาในแงความสนุกเพลิดเพลินตอผูฟง
                                            ่
หรือผูอาน เพราะนิทานเปนวรรณกรรมทีมีตัวละครแสดงประวัติความเปนมา แสดงพฤติกรรมหรือ
การแสดงออกของตัวละคร สามารถสรางความสนุกสนาน แฝงความรูและคติเตือนใจใหแกผฟง               ู
ได การฟงนิทานจึงเปนการสําเริงอารมณอีกวิธีหนึ่ง
                   2. คุณคาทางสังคมสัมพันธ หมายถึง คุณคาในแงการสรางความสัมพันธในกลุมพวก
เพราะการฟงนิทานมักฟงกันในหมูเครือญาติ เพื่อฝูง หรือในหมูบาน การฟงรวมกันยอมกอใหเกิด
ความสนิทมักคุน ความรักและเขาใจกันมากขึ้น
                   3. คุณคาทางปญญา หมายถึง คุณคาในแงสรางความฉลาดรอบรู และเสริมสราง
                                                                    ิ
สติปญญาแกตนเอง การไดฟงนิทานก็เทากับไดฟงความคิดและภูมปญญาของผูประพันธ ซึ่งได
                                                                                  
กลั่นกรองและทดสอบมาจากสังคมรุนตาง ๆ มาแลว ยอมกอใหเกิดความมีภูมิปญญาแกตัวผูฟง            
                              ั                                   ั
ไดมาก ขณะเดียวกันก็ไดรบความรูเรื่องศัพทสํานวนภาษาควบคูกนไปดวย
                   4. คุณคาทางการปลูกฝงและถายทอดความคิดและความเชือของสังคมไปยังสมาชิก
                                                                           ่
                         ี
ใหม สังคมมนุษยมวัฒนธรรมในการสืบทอดและดํารงเผาพันธุหลายวิธี การเลานิทานก็เปนอีกวิธี
หนึ่งที่ใชเพื่อการนี้
                   5. คุณคาทางการศึกษาวัฒนธรรม หมายถึง คุณคาในแงสะทอนภาพสังคมแกผูฟง
ทั้งโดยเจตนาและไมเจตนา นิทานเปนมรดกทางปญญาของผูคนในสังคมหนึ่งๆ เมื่อผูกนิทานขึ้น
                 ่                                       ้
จึงหนีไมพนทีจะตองเอาความคิดและคานิยมในยุคสมัยนันๆ เขามา การศึกษานิทานจึงเทากับเปน
การศึกษาวัฒนธรรมของชุมชนไปในตัว
                                                                                                            55

                 นิทานพื้นบานไมวาถิ่นใดยอมใหคุณคาแกผูอาน หรือผูฟงดานความเพลิดเพลิน
ความรูเกี่ยวกับทองถิ่น ใหคติแงคิดในการดํารงชีวิต สรางความผูกพันในกลุม และเปนบอเกิด
ศิลปะแขนงอื่นๆ
              5. ประโยชนของนิทาน
                 1. ทําใหผูศึกษาเขาใจชีวิตและสังคมของทองถิ่นอันเปนพื้นฐานของสังคม เชน
ความเชื่อ คานิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี
                 2. ทําใหสังคมมีระเบียบ เพราะนิทานพื้นบานไดสะทอนใหเห็นความเชื่อตาง ๆ
ซึ่งเปรียบเสมือนกรอบลอมใหชีวิตอยูในขอบเขตที่นิยมกันวาดี และถูกตอง และไดรับการอบรม
อยูกับวิถีชีวิตแบบนั้น ๆ มาตลอด
                 3. ทําใหไดประโยชนทางดานภาษา เพราะนิทานพื้นบานจะสะทอนใหเห็นคุณคา
ดานภาษาจากภาษาถิ่นที่ใชในกลุมชนตางๆ หรือจะปรากฏในลักษณะของการใชถอยคําในรูปของ
ภาษิต สํานวน คําพังเพย ปริศนาคําทาย เปนตน
                 4. ทําใหไดรับประโยชนทางดานจิตวิทยา มีการอบรมนิสัยของเยาวชนโดยการใช
ความเชื่อตาง ๆ เชน หามเลนซอนหาตอนกลางคืน เพราะผีจะลักไปซอน เพราะเปนหวงสวัสดิ
ภาพของเด็ก อาจเกิดอันตรายได หากไปซอนในที่ไมปลอดภัยอาจโดนสัตวมีพิษทํารายหรือโดน
ลักพาตัวไปก็ได
                 5. ทํ า ให เ กิ ด ความภาคภู มิ ใ จในท อ งถิ่ น ของตน ก อ ให เ กิ ด ชาติ นิ ย ม ภู มิ ใ จใน
วัฒนธรรมของชาติ
                 6. ทําใหตระหนักในคุณคา ทําใหเกิดความหวงแหนอันใหเกิดการอนุรักษนิทาน
พื้นบาน
7. ตํานาน
              1. ความหมายของตํานาน
                 คําวา “ตํานาน” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542 ไดให
ความหมายไววา ตํานาน หมายถึง เรื่องแสดงกิจการอันมีมาแลว หรือเรื่องราวนมนานที่เลาตอกัน
มาดวยปาก โดยมากเกี่ยวกับโบราณวัตถุ และโบราณสถานหรือบานเมือง
                 นาฏวิภา ชิตานนท (2524 : 107-120) ไดสรุปคําจํากัดความของตํานานไว 3
ประการ ดังนี้
                 1. ตํานาน คือนิทานพื้นบาน ซึ่งรวมหมายถึงนิทานปรัมปรา นิทานทองถิ่น และ
เทพนิยาย เขาดวยกัน ตํานานมีความหมายผสมอยูระหวางนิทานและนิยาย เพราะตํานานเปนเรื่อง
เลาซึ่งสมมติวาเกิดขึ้นจริง แสดงประวัติความเปนมาของราชวงศ กษัตริย บานเมือง สถานที่
                                                                                                         56

ตลอดจนปูชนียสถานและปูชนียวั ตถุ เรื่องราวเหลานี้อาจเปน ที่มีเคาความจริ งหรือเปนเรื่องที่
ประดิษฐขึ้นมาจากมโนภาพและความนึกคิดตามอุดมคติ บางสวนเกิดจากความชางสังเกต ความ
สนใจ และความพยายามหาคําตอบใหความชางสังเกตนั้น ทั้งยังสนองตอบทัศนคติ ความตองการ
บางประการของคนแตละสมัย ขณะเดียวกันตํานานก็เปนเรื่องเลากันทั่วไป เพื่อความสนุกสนาน
บางครั้งสอดแทรกคติเพื่อสอนใจไปดวย ในลักษณะนี้ตํานานจึงเกิดจากคําบอกเลาเกาแก ความ
เชื่อและประสบการณรวมกันของสังคม ทําใหเรื่องราวซับซอน พิสดารหนักแนน งดงามยิ่งขึ้น
เพราะไดรับการผสมผสานความคิด ความเชื่อ สํานึกและผานการขัดเกลาของแตละสมัยเขาไปดวย
จนในที่สุดความเชื่อ และอุดมคติดังกลาวถูกปลูกฝงจนติดอยูในสํานึกจนยากที่จะสลัดทิ้งไป
                ตํานานมีวิธีการถายทอดในลักษณะการบอกเลา จดจํา และอานใหฟง ในระดับ
ชาวบาน ตํานานจึงแพรหลายเปนสมบัติของสังคม ไมจํากัดอยูเฉพาะบุคคลบางกลุม ตํานานจึงมี
โอกาสสืบทอดมาถึงปจจุบันอยางคอนขางสมบูรณ
                2. ตํานานคือ งานบันทึกประวัติศาสตรศาสนา อันเกิดจากความเชื่อและศรัทธา
ความหวังและความกลัวที่จะรักษาความเชื่อ อุดมคติ และสัญลักษณของพุทธศาสนา นอกจากนี้
แลวยังใชตํานานเปนเครื่องมือในการแสวงบุญ และจรรโลงพุทธศาสนาไวดวย ดังนั้นเรื่องราวทาง
ศาสนาที่บันทึกลงไวในตํานานมีผลใหตํานานมีลักษณะเปนบันทึกทางศาสนา
                3. ตํานานคือบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับบานเมือง กษัตริยราชวงศ เหตุการณตางๆ
เกี่ยวกับมนุษยและสังคมในอดีต ทั้งเหตุการณที่เปนปรากฏการณทางธรรมชาติและปรากฏการณ
ทางประวัติศาสตร เรื่องราวของตํานานสวนนี้ใหความรูเกี่ยวกับเหตุการณตางๆ ที่เกิดขึ้นอยาง
กวางขวางในชวงเวลาสืบเนื่องกันและผานการคัดเลือกแลวจากผูบันทึกในอดีตวามีความสําคัญ
ความเข า ใจของผู ผู ก ตํ า นานมี ผ ลต อ การจดบั น ทึ ก อธิ บ ายปรากฏการณ ท างธรรมชาติ และ
ปรากฏการณทางประวัติศาสตร ซึ่งมีวิวัฒนาการเห็นเดนชัด
             2. ลักษณะของตํานาน
                ตํ า นานเป น เรื่ อ งเกี่ ย วกั บ คํ า บอกเล า ปรั ม ปรา ซึ่ ง เล า ถ า ยทอดกั น มาโดยหา
แหลงกําเนิดไมได ถึงแมวาเรื่องราวเหลานี้จะถูกบันทึกลงไวในสมัยหนึ่ง ก็มิไดหมายความวา
เรื่องราวที่ปรากฏในตํานานจะแมนยําถูกตองเพราะการบันทึกตํานานเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณนั้น
ผานไปนานแลว สวนที่เปนคําบอกเลาปรัมปราก็ถูกถายทอดลงไวเชนที่เลาสืบๆ กันมา โดยไมได
ผานการไตสวนสืบหาขอเท็จจริง นอกจากนี้ตํานานยังมีลักษณะของการจด คัดลอก รวบรวม
ชําระ แกไข ดวยจุดประสงคตางๆ ซึ่งทําใหเรื่องราวในตํานานคลาดเคลื่อนหางไกลจากจุดเริ่มตน
ออกไปทุกที เนื้อหาและสํานวนของตํานานของฉบับตางๆ ลวนแตกตางกันดวยเปาหมายในการ
เรียนที่มาของขอมูล ความนิยมและทัศนคติรวมถึงคานิยมประจําถิ่น ผลใหตํานานแตกตางกันได
                                                                                                       57

                นาฏวิภา ชลิตานนท (2524 : 107-112) ไดแบงเนื้อหาของตํานานออกเปน 3
ประเภทซึ่งสรุปไดดังนี้
                1. ตํานานที่มีเนื้อหาดึกดําบรรพ
                    ตํ า นานประเภทนี้ เ ขี ย นด ว ยภาษายวน มี เ นื้ อ หาเกี่ ย วกั บ เมื อ งโบราณทาง
ภาคเหนื อสุ ด ของประเทศไทย บั น ทึ ก เรื่ อ งราวปรั ม ปรา เกี่ ย วกั บ กํ า เนิ ด ของมนุ ษ ย เชื้ อ ชาติ
บานเมืองและ ตําบล เรื่องราวของกษัตริยและทายาทของพระองค เนื้อหาแตละสวนไมสัมพันธ
กันทําใหยากแกการติดตามเรื่องราว ซึ่งสรางความสนเทหใหผูศึกษาอยางยิ่ง เพราะไมอาจยืนยัน
ที่มา เวลาที่แตง และตัวผูประพันธได
                2. ตํานานที่มีเนื้อหาแบบประวัติศาสตรสากล
                    เปน การเรี ย นประวัติ ศาสตรแ นวพุทธศาสนา ซึ่ งรุง เรือ งและรูจั ก กัน ดี เชน
จามเทวีวงศ ซึ่งเขียนโดยพระโพธิรังสี ตํานานที่มีเนื้อหาแบบประวัติศาสตรสากลนี้จะเริ่มเรื่องดวย
การกลาวถึงความเปนมาของพุทธศาสนาตั้งแตพระพุทธเจาตรัสรูเรื่อยมาจนถึงการประกาศศาสนา
มีการกลาวถึงเรื่องราวทางดานอาณาจักรบางแตไมหลุดพนไปจากอิทธิพลของพุทธศาสนา
                3. ตํานานปูชนียสถานและปูชนียวัตถุ
                    จั ด เป น ตํ า นานที่ มี จํ า นวนมากที่ สุ ด เนื้ อ หาจั ด อยู ใ นกรอบของพุ ท ธศาสนา
มีขอบเขตคือเนนเฉพาะเรื่องราวปูชนียสถานและวัตถุตางๆ การแบงเนื้อหาของตํานานออกเปน
3 ประเภทนั้น ทําใหแยกศึกษาที่มาของตํานานได 2 แนวทางดังนี้
                    3.1 ตํานานฝายวัด
                            ตํานานฝายวัดเปนผลงานการบันทึกของพระภิกษุหรือนักบวชในพุทธ
ศาสนา เนื้อหาของตํานานฝายวัดจะเริ่มตนดวยการนมัสการพระรัตนตรัย ประวัติพระพุทธเจา
ตั้งแตประสูติ ตรัสรู – ปรินิพพาน เนื้อหาของตํานานฝายวัด จึงแบงออกเปนสวนใหญๆ ไดสอง
สวน คือสวนแรกเกี่ยวกับประวัติพุทธศาสนาในอินเดียและศรีลังกา และสวนหลังเกี่ยวกับประวัติ
ทองถิ่น ในสวนที่เกี่ยวกับทองถิ่นนั้นตํานานฝายวัดจะใหความสําคัญตอเหตุการณดานพุทธจักร
มากกวาอาณาจักร ในสวนจุดมงหมายของตํานานฝายวัด มุงแสดงประวัติของโบราณสถานและ
โบราณวัตถุทางพุทธศาสนาโดยเฉพาะที่เกี่ยวของกับความขลังและความศักดิ์สิทธ ประกอบกับผู
แตงฝายวัด คือพระหรือนักบวชทางศาสนา ซึ่งมีความรูในภาษาบาลีอยางดีเยี่ยม จึงมีผลในการ
สรางบรรยากาศ และความรูสึกเลื่อมใสใหกับผูที่ไดอานถึงแมตํานานฝายวัดบางอยางจะมิไดมาจาก
ภาษาบาลีก็ตาม แตก็มีลักษณะเปนตํานานประจําถิ่น คือตํานานปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ ซึ่ง
ตํานานเหลานี้จะกลาวอธิบายถึงเรื่องราวเกิดขึ้น ความเปนมาของปูชนียสถานและวัตถุสําคัญของ
                                                                                                          58

แตละทองถิ่น ตํานานเหลานี้จึงเขียนดวยภาษาพื้นเมือง เพื่อใหทุกคนเขาใจเรื่องราวไดทั่วถึงใน
ฐานะเปนชาวถิ่นของปูชนียสถานและวัตถุนั้นๆ นอกจากนี้แลวยังมีจุดประสงคที่แอบแฝงอยู คือ
การใช ศาสนาเปนเครื่องมือในการปกครองอันเปนจุดประสงคตกทอดแฝงตัวมาแตเริ่มกําเนิด
ศาสนา ดวยปรากฏวาฝายอาณาจักรมีสวนเขาไปสัมพันธกับศาสนาตั้งแตตน พระพุทธเจาซึ่งมา
จากวรรณกษัตริย ทัศนคติ และแนวคิดของพระองค หรือแมแตธรรมะซึ่งตรัสรูภายหลังลวนเกิด
จากการหลอหลอมของทัศนคติฝายปกครอง ซึ่งมีอยูในคําสอนพุทธศาสนาสําหรับการบานทั่วไป
แล ว จึ ง เป น ไปในทํ า นองเอื้ อ ประโยชน ฝ า ยปกครองทางอ อ ม เช น การสอนให ค นทํ า ความดี
ประพฤติตนดีทั้งกาย วาจาใจ ไมเบียดเบียนซึ่งกันและกัน การสอนใหรูสึกเปนมิตรกับเพื่อน
ตํานานฝายวัดจึงมิไดเกิดขึ้น เพราะศาสนาเพื่อศาสนาเทานั้น แตอาจเปนไปไดเชนกันวาอาจ
เกิดขึ้นเนื่องจากศาสนาและการเมือง เพื่อศาสนาและสังคมจากอิทธิพลทางการเมืองที่แฝงตัวอยู
เพื่อผลทางการปกครอง โดยอาศัยศาสนาเปนแกนกลาง
                     3.2 ตํานานฝายเมือง
                            ตํ า นานประเภทนี้ จ ดบั น ทึ ก เรื่ อ งราวปรั ม ปรากึ่ ง นิ ท านพื้ น บ า นกึ่ ง
ประวัติศาสตรทองถิ่น ในลักษณะของการคัดลอกกันตอๆ มา เนื้อหาจะมุงเนนเกี่ยวกับเหตุการณ
บานเมือง มนุษย บรรพบุรุษ กษัตริยราชวงศ และสันตติวงศ ความเปนมาของเมืองและตําบล
ตางๆ เนื้อหาไมเริ่มตนดวยเวลาอดีตกาล แตเริ่มตนหลังพระพุทธเจาปรินิพพานแลว เนื้อหา
เรื่องราวมักสับสนวุนวาย ไมเปนระเบียบประณีตเนนเรื่องราวของวีรบุรุษประจําเผา ที่เนนในการ
สรางความบันเทิงใหแกผูฟง เพื่อตอบสนองความอยากรูอยากเห็นเกี่ยวกับอดีต เพื่ออธิบายประวัติ
ของบานเมืองตําบล สถานที่ตางๆ เรื่องราวของบรรพบุรุษและวีรบุรุษประจําเผา เพื่อเปนหลักฐาน
เปนความรูแกผูคนทั่วๆ ไปและลูกหลาน               นอกจากนี้ยังเนนความเปนอันหนึ่งอันเดียวกันของ
ประชาชน ภายใตบรรพบุรุษหรือวีรบุรุษคนเดียวกัน เรื่องราวของบรรพบุรุษหรือวีรบุรุษประจํา
ถิ่นที่แสดงในตํานานฝายเมืองคือ เอกลักษณของเผา ซึ่งมีความหมายบงชี้ความคลายคลึงและความ
แตกตางระหวางเผาพันธุ เชื้อชาติ และชุมชน เพราะเรื่องราวเหลานี้เปนสิ่งหนึ่งที่แสดงรองรอย
ความเปนมาในอดีตของแตละชุมชน และเชื้อชาติไดอยางชัดเจนเมื่อเนื้อหาของตํานานฝายเมือง
ใหความสําคัญตอสมาชิกของสังคมและเหตุการณบานเมืองมากกวาศาสนา สิ่งที่ตํานานฝายเมือง
ทําคือ สรางสํานึกเกี่ยวกับฐานะใหกับประชาชน โดยประชาชนจะตองสํานึกวาฐานะแรกของตน
ตอสังคมคือ ความเปนพลเมืองของรัฐภายใตหนาที่ของเงื่อนไขซึ่งกําหนดขึ้น สําหรับภาษาไทยที่
ใชในการเขียนตํานานฝายเมืองมักเปนภาษาไทยหรือภาษาพื้นเมือง ซึ่งคนทั่วไปสามารถอานหรือ
ฟงเขาใจได และแบงแยกชุมชนอยางคอนขางชัดเจน จึงเปนเรื่องราวของอาณาจักรยิ่งกวาศาสนา
                                                                                                                      59

               3. บทบาทของตํานานกับวิถีชีวิตของคนไทย
                     ตํ า นานมี อิ ทธิ พบต อวิ ถีชีวิต ของไทยมาช า นานแลว สถานที่สําคั ญไม วา จะเป น
ปูชนียสถาน และปูชนียวัตถุที่สรางขึ้นมาลวนมีความเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตคนไทยดังตอไปนี้
                     1. ตํานานเกิดขึ้นในสังคมของพุทธศาสนา ศาสนาเปนสิ่งมีอิทธิพลอยางยิ่งตอชีวิต
สมัยนั้นทุกระดับ จนกลายเปนสวนหนึ่งของชีวิตประจําวันตั้งแตเกิดจนตาย ศาสนาจึงเปนกติกา
ของสังคมสมัยนั้นที่มีสวนกําหนดแนวความคิด คานิยม และโลกทรรศนของผูคน
                     2 ภาพสังคมไม เ อื้ออํ านวยตอการบัน ทึก เรื่องราวในแงอื่น เพราะคําสอนของ
ศาสนาควบคุมใหคนยอมรับสภาพของตนในชาตินี้ โดยไมขัดแยงสงสัยตามกฎแหงกรรมและ
ความเชื่อทางศาสนา ทําใหคนมีความหวังในการเลื่อนฐานะของตนดวยการขวนขวายทําบุญใน
ปจจุบัน
                     3. วัดเปนแหลงสะสมความรูและวิทยาการตางๆ พระจึงกลายเปนกลุมชนที่ไดรับ
การศึกษาและทรงความรูอยางดีเลิศ ผูจดบันทึกหรือผูประพันธตํานานหากมิใชพระก็เปนผูมี
ความรู ซึ่ ง ได รั บ การศึ ก ษาอบรมจากวั ด ดั ง นั้ น พระและศิ ษ ย วั ด จึ ง เป น ผู ผู ก ขาดในการบั น ทึ ก
เรื่องราวตางๆ และเนื่องจากใกลชิดกับศาสนาจึงใชศาสนาเปนหลัก โดยอาศัยขอมูลจากตําราทาง
ศาสนาในการจดบันทึก และตํานานแทบทุกฉบับจะผูกเรื่องราวใหเกี่ยวของสอดคลองกับความเชื่อ
ทางศาสนาเสมอสภาพแวดลอมทางการเมืองในระหวางที่มาของการประพันธตํานาน คือประมาณ
พุทธศตวรรษที่ 20-21 คือในสมัยแรกของยุคอาณาจักรยังไมมีระบบการปกครองและวิธีควบคุม
กําลังพลที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ทําใหสังคมแบบอาณาจักรแตกแยก จึงไดมีการคิดหาวิธีในการ
ใชเครื่องมืออยางใหมที่จะควบคุมกําลังคน และทําใหผูคนยอมรับความชอบธรรมในการปกครอง
ของผูปกครอง พุทธศาสนาจึงดูมีประโยชน ตอชนชั้นปกครองที่ตองการหาเครื่องมือควบคุม
กําลังคนมีที่มีสถาบันสงฆเปนตัวจักรสําคัญในการใชความคิดทางศาสนามาสรางความชอบธรรม
ใหผูปกครอง และตอบคําถามที่เกิดขึ้นในสังคม ดังนั้นตํานานจึงมีหนาที่พิเศษเปนเครื่องชี้นําแนะ
ทางปฏิบัติของประชาชนที่พึงมีตอรัฐ ในลักษณะที่จะสรางสรรคระเบียบและความเปนอันหนึ่งอัน
เดียวกันเพื่อความสะดวกในการปกครอง
               4. คุณคาของตํานาน
                     1. ใหคุณคาในดานการอภิปรายประวัติศาสตรที่ไดรับอิทธิพลจากตะวันตก ทําให
ผูเขียนตํานานพยายามนําเสนอใหเปนเรื่องขบขัน และเปนเรื่องที่ทดสอบไมไดวามีความจริงอยู
เพียงใด โดยเฉพาะสวนที่เกี่ยวกับเรื่องราวปรัมปรา
                     2 ให ค วามรู เ กี่ ย วกั บ ประวั ติ ศ าสตร อ ย า งค อ นข า งแม น ยํ า ตั้ ง แต ป ระวั ติ ข อง
พระพุทธเจา การเผยแผพระพุทธศาสนาในอินเดีย ลังกา และตํานานใกลเคียงตางๆ
                                                                                                              60

                3. ตํานานยังใหขอเท็จจริงเกี่ยวกับความมีจริงของเมือง สถานที่อางถึงในตํานาน
ปรากฏหลักฐานวาเปนจริง
                4. ตํานานมีคาเปนตําราทางประวัติศาสตร ความคิด ความเชื่อของมนุษยอยางจะ
หาจากที่อื่นไมได ความคิดในตํานานจึงเปนสวนที่จริงที่สุด และมีคาที่สุดของตํานาน ซึ่งให
ความรูเกี่ยวกับโลกทัศน ความเชื่อ คานิยมของสังคมแตละสังคม
                5. ตํ า นานทํ า ให รู คุ ณ ค า เกี่ ย วกั บ อิ ท ธิ พ ลของศาสนาต อ อาณาจั ก ร ต อ สั ง คม
ตอความคิด ตอระเบียบวิถีการดํารงชีวิตของคนในยุคสมัยนั้น ในการเขาไปมีสวนกําหนดแนวคิด
ของประชาชนและทฤษฎีการปกครอง
8. เพลงพื้นบาน
             1. ความหมายของเพลงพื้นบาน
                คําวา "เพลงพื้นบาน" (Folk songs) มีผูใหความหมายไวดังนี้
                สุมามาลย เรืองเดช (2526 : 41) ใหความหมายเพลงพื้นบานไววา เพลงพื้นบาน
คือ วรรณกรรมชาวบานประเภทหนึ่งที่ใชรองเลนในสังคมทองถิ่น ถายทอดสืบตอกันมาโดยใช
ความจํา ไมมีการบันทึกใหทราบถึงผูแตง ที่มาของเพลง หรือแมกระทั่งระเบียบวิธีการเลนก็ใช
จดจําสืบตอกันมา จึงเรียกไดวาเปนวรรณกรรมปากเปลา หรือวรรณกรรมมุขปาฐะ เปนวัฒนธรรม
ด า นการบั น เทิ ง ของชาวบ า นในท อ งถิ่ น แล ว แพร ก ระจายจากถิ่ น หนึ่ ง ไปยั ง อี ก ถิ่ น หนึ่ ง ซึ่ ง มี
ความสัมพันธกับวิถีชีวิตเปนอยางมาก
                ทัศนีย ทานตวณิช (2523 : 77) ไดใหความหมายเพลงพื้นบานวาเพลงพื้นบาน คือ
เพลงของชาวบานซึ่งเกิดจากการปฏิภาณไหวพริบและลักษณะความเปนคนเจาบทเจากลอนของคน
ไทย จึงมีลักษณะคมคายแฝงอยูในความเรียบงายแบบชาวบาน และเปนสิ่งสะทอนสภาพชีวตความ                    ิ
เปนอยู ขนบธรรมเนียมประเพณีและความคิด ความเชื่อของชาวบานในทองถิ่นนั้นๆ
                สรุปไดวา "เพลงพื้นบาน" หมายถึง เพลงของชาวบานที่ใชรองเลนกันในทองถิ่น
ของตน มักใชถอยคําเรียบงาย มีสํานวนคมคายอันเกิดจากปฏิภาณไหวพริบ รองเลนโตตอบกัน
ระหวางชายและหญิงในงานเทศกาลหรืองานรื่นเริงตางๆ หรือรองเวลาประกอบกิจการงานอาชีพ
มีการถายทอดทางวาจา และการจดจํา ไมมีการจดบันทึก
             2. ความสําคัญของเพลงพื้นบาน
                2.1 เปนมรดกทางวัฒนธรรม เพราะเพลงพื้นบานเปนขอมูลมุขปาฐะมีการถายทอด
กันทางวาจา มีเนื้อหาเกี่ยวของกับวัฒนธรรมของคนในแตละทองถิ่น นับเปนมรดกทางวัฒนธรรม
อยางหนึ่งซึ่งควรไดรับการอนุรักษไว
                                                                                         61

              2.2 เปนสิ่งแสดงวิถีชีวิตของชาวบานไดเดนชัด เนื้อหาของเพลงซึ่งเปนเพลงของ
ชาวบานยอมแสดงถึงวิถีชีวิตของชาวบานไดอยางเดนชัด
              2.3 เปนมหรสพชิ้นเอกของชาวบาน เพลงพื้นบานมีบทบาทสําคัญที่ชวยใหเด็กหนุม  
สาวตลอดจนคนแกเฒาในหมูบานไดรับความสุข สบายใจ ทั้งในยามวาง ยามเทศกาล หรือแมใน
เวลาประกอบกิจการงานอาชีพ
              2.4 เปนเครื่องสรางความสามัคคีเปนอันหนึ่งอันเดียวกันของกลุมชน การที่ผูคนมี
โอกาสพบปะคุยกันตลอดจนรองเลนในสิ่งที่พึงพอใจรวมกัน เปนเหตุใหผูคนเกิดความรักใคร
ปรองดองกัน มีความรูสึกวาเปนพวกพองเดียวกัน เปนผลใหผูคนทํามาหากิน และดํารงชีวิตอยู
รวมกันไดดวยความสุข
           3. ลักษณะเฉพาะของเพลงพื้นบาน
              เอนก นาวิกมูล (2527 : 77-92) กลาวถึงลักษณะเฉพาะของเพลงพื้นบานไวดังนี้
              3.1 เพลงพื้นบานเปนเพลงของกลุมชน คนในสังคมมีสวนรวมในการเปนเจาของ
บทเพลง ชาวบานรวมกันขับรอง หรืออยางนอยเคยฟงและรูจักเนื้อเพลง เปนตนวา เพลงในทุงนา
และลานนวดขาว เชน เพลงเกี่ยวขาว เพลงสงฟาง เพลงพานฟาง เปนเพลงที่เกิดจากการทํางาน
รวมกันของชาวนา มีการรองโตตอบกัน เนื้อรองจึงสั้นและงายตอการโตตอบ คนอื่นๆที่ไมไดรอง
ในขณะนั้น ก็เปนลูกคูคอยรองรับและใหจังหวะ
              3.2 เพลงพื้นบานสวนใหญเปนเพลงที่มีเนื้อรองไมตายตัว เนื้อรองหรือบทเพลง
สามารถขยายออกไปไดเรื่อยๆ หรือตัดทอนใหสั้นเขาก็ไดตามใจคนรอง เราจึงพบเสมอวา เพลง
พื้นบานเพลงเดียวกัน แตมีเนื้อความที่แตกตางกัน
              3.3 เพลงพื้นบานสวนใหญมีความเรียบงาย จะปรากฏอยูในถอยคํา การรองและ
การแสดงออก ความเรียบงายในการใชถอยคํา คือ การใชคํา สํานวน โวหาร และความเปรียบ
งายๆ ที่ชาวบานใชโดยทั่วไป ไมใชศัพทสูงที่ตองแปล มีทํานองหลักของเพลงทํานองเดียว
ความเรียบงายในการรอง มีการรองซ้ํา ซ้ําวรรค รองซ้ําไปซ้ํามาหลายเที่ยว สวนความเรียบงาย
ในการแสดง ก็คือ ในการรองไมตองมีอุปกรณมาประกอบมากมาย รองเลนกันตามลานบาน ลาน
วัด หรือตามเวทียกสูงที่ไมมีการสรางฉากประกอบ เครื่องดนตรีก็เปนเพียงเครื่องดนตรีเพื่อให
จังหวะ หรือการใชปรบมือประกอบก็ได การแตงกายก็แตงกายแบบชาวบานทั่วไป
           4. ศัพทเฉพาะเกี่ยวกับเพลงพื้นบาน
              สุกัญญา ภัทราชัย (2532 : 230-233) ไดอธิบายศัพทเฉพาะเกี่ยวกับเพลงพื้นบานไว
ดังนี้
                                                                                               62

                 4.1 ผูรอง ชาวภาคกลางเรียกผูรองเพลงนําในเพลงโตตอบของฝายชายวา "พอ
เพลง" และเรียกผูหญิงที่รองเพลงนําของฝายหญิงวา "แมเพลง" ผูรองคนแรกเรียกวา "คอตน"
คนที่รองถัดไปเรียกวา "คอสอง" , "คอสาม" ตามลําดับ
                 4.2 ลูกคู หมายถึง ผูมีหนาที่รองรับ รองซ้ําความ รองสอดแทรกจังหวะ ตามแต
ลักษณะของเพลงเพื่อใหเกิดความสนุกสนาน และยังมีหนาที่ใหจังหวะผูรองโดยปรบมือ
                 4.3 ครูเพลง ธรรมเนียมไทยยกยองครูวาเปนผูมีพระคุณ โดยเฉพาะครูในดานการ
แสดง จะตองมีการไหวรําลึกพระคุณครู กอนเลนเพลงพื้นบานที่เปนการแสดงทุกครั้ง การไหวครู
เพลงมี 2 ประเภทคือ
                     4.3.1 ครูเพลงที่เปนจิตวิญญาณ อาจเปนเทพ หรือเปนผี ที่ศิลปนนับถือและ
เชื่อวา สามารถดลบันดาลให การแสดงของตนประสบผลสําเร็จหรือลมเหลว เชน พอเพลงแม
เพลงอาชีพ เพลงฉอย และเพลงทรงเครื่องของภาคกลาง จะไหว "หัวพอแก หรือ ฤๅษี"
                     4.3.2 ผูที่ไดรับการยกยองวามีความสามารถในการรอง อาจเปนผูรองรุนเกาที่
รูจักแตชื่อ หรือเปนผูที่มีคนฝากตัวเปนศิษยใหชวยฝกสอน
                 4.4 ครูพักลักจํา คือ ครูผูที่รองเพลงพื้นบานภาคกลางและภาคใต มิไดฝากตัวเปน
ศิษยใหสอนเพลงโดยตรง แตแอบฟง หรือไดยินกลอนที่รองแลวจํากลอนเขามารองตอ
                 4.5 มุตโต คือ รูแจง นอกจากกลอนที่ครูมอบใหพอเพลง แมเพลงที่ชํานาญจะ
สามารถประดิษฐกลอนไดดวยตนเอง มีปฏิภาณไหวพริบ เรียกวา "มุตโตแตก"
                 4.6 กลอนแดง หมายถึง กลอนที่มีคํากลาวถึงอวัยวะเพศ และพฤติกรรมทางเพศ
อยางตรงไปตรงมา ไมมีการหลีกเลี่ยง
                 4.7 กลอนตับ หมายถึง กลอนชุดตางๆ ที่ผูกเปนเรื่องในการรองของเพลงพื้นบาน
ภาคกลาง เช น ตั บชิ งชู หมายถึ ง กลอนชุ ด ผูก เป น เรื่อ งชายสองแย งหญิ ง หนึ่ง ตับ กระโดด
หมายถึงกลอนที่เกี่ยวของกับบันไดเรือน
              5. ประเภทของเพลงพื้นบาน
                 ประเทือง คลายสุบรรณ (2531 : 89) แบงเพลงพื้นบานออกเปน 3 ประเภท คือ
                 1. เพลงพิธีกรรม คือเพลงที่ใชรองในพิธีใดพิธีหนึ่ง เชน พิธีเกี่ยวกับการเกิด
การบวช หรือการทําบุญตามประเพณี เชน เพลงประกอบการแหนางแมว การแหลทําขวัญนาค
และเพลงพิษฐาน
                 2 เพลงกลอมเด็ก คือ เพลงที่รองเหกลอมเด็กทารก เพือใหเด็กทารกเพลิดเพลิน
                                                                          ่
หลับงาย มีเนื้อรองสั้นๆ เนื้อเพลงมีความหมายเอาใจและยกยอเด็ก บางเพลงก็ขูใหเด็กกลัวบาง
                                                                                                63

สะทอนใหเห็นสภาพและความเปนอยูในสังคมบาง หรือบางเพลงก็มีลักษณะสั่งสอนอบรมให คติ
                                         
ธรรมไปในตัว ซึ่งแสดงถึงความรักใครหวงใยของพอแม ปูยาตายาย ที่มีตอลูกหลาน
                3. เพลงรองเลน คือ เพลงที่ชาวบานใชรองเลนในยามวางจากภารกิจการงาน เชน
เพลงฉอย เพลงลําตัด เปนตน เพื่อความสนุกสนานผอนคลายความเหน็ดเหนื่อยจากการทํางาน
เชน เพลงสงฟาง หรือเพลงที่ใชรองเลนในเทศกาลตางๆ เชน เพลงรอยพรรษา เปนตน
                สุกัญญา ภัทราชัย (2532 : 350) แบงเพลงพื้นบานโดยแบงตามจุดประสงคของ
เพลงดังนี้
                1. เพลงกลอมเด็ก คือ เพลงที่รองเพื่อกลอมใหเด็กนอนหลับไดไวขึ้น เพลงกลอม
เด็กเปนเพลงสั้นๆ รองชาๆ มีเอื้อนยาวๆ
                2. เพลงปลอบเด็ก หรือ เพลงหยอกเด็ก เปนเพลงที่รองเพื่อปลอบหรือยอกเด็ก
เปนเพลงสั้น ๆ ใชคํางาย ๆ มักเปนคําเลียนเสียงธรรมชาติ เพื่อเรียกรองความสนใจของเด็ก เพลง
                                                    ั
ชนิดนี้มักมีการแสดงทาทางประกอบเพื่อฝกใหเด็กรูจกใชอวัยวะแขน – ขา
                3. เพลงรองเลน คือเพลงที่เด็กใชรองเลนเพือความสนุกสนาน อาจเปนเพลงรอง
                                                            ่
ธรรมดา หรือรองลอเลียน เพลงรองเลนเปนเพลงสั้นๆ เลนคําคลองจอง และเลนเสียงสูงต่ํา
เนื้อหาของเพลงนํามาจากสิ่งรอบๆ ตัวเด็ก เรื่องธรรมชาติ ครอบครัว เพื่อนฝูง บางวรรคก็มี
                            ี
ความหมาย บางวรรคก็ไมมความหมายเพราะมุงกระทุงเสียงใหนาสนใจเทานั้น
                4. เพลงประกอบการละเลนเด็ก คือเพลงที่ใชรองประกอบการเลน อาจเปนการ
รองกลุม รองเดี่ยว หรือสลับกันรองก็ได บางทีก็มีการตบมือใหจังหวะหรือทําทาทางประกอบ
                5. เพลงปฏิพากย หรือเพลงโตตอบชายหญิง คือ เพลงที่ใชรองโตตอบกันในเชิง
                              
เกี้ยวพาราสี ซึ่งมีจุดเดนอยูที่ปฏิภาณ การใชโวหารชิงไหวชิงพริบกัน เพลงปฏิภาณเปนเพลงที่
รองเลนกันเปนกลุมหรือเปนวง ประกอบดวยคนนําเพลงที่เรียกวา พอเพลง แมเพลง และมีลกคู        ู
คอยใหจังหวะ เปนเพลงที่เลนกันในยามเทศกาลที่หนุมสาวมีโอกาสพบปะกัน เชน เทศกาลตรุษ
สงกรานต เทศกาลกฐินผาปา และในงานบุญตางๆ
                6. เพลงประกอบพิธีกรรม คือเพลงที่ใชรองประกอบในพิธีกรรม เชน เพลงแมศรี
            6. อิทธิพลของเพลงพื้นบานที่มีตอสังคมไทย
                เพลงพื้นบานมีอิทธิพลตอสังคมไทยตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบันดังนี้
                1. ใหความบันเทิง เพลงพื้นบานใหความบันเทิงสนุกสนานเพลิดเพลินแกสมาชิก
ในสังคม เพราะเนื้อหาของเพลงเต็มไปดวยโวหารปฏิภาณ และโวหารสังวาสที่เรียกเสียงหัวเราะ
จากผูฟง อีกทั้งมีจังหวะสนุก คึกคักเราใจ มีทาทางรายรํายั่วเยาเขาทํานอง ทั้งผูฟงและผูรองก็
เพลิดเพลินผอนคลายอารมณเครียดไปในตัว
                                                                                              64

                 2. ใหการศึกษา เพลงพื้นบานมีบทบาทสําคัญในการใหความรูทั้งทางตรงและ
ทางออม คําสั่งสอนหรือความรูโดยตรง เชน ความรูความเขาใจเกี่ยวกับธรรมชาติ สภาพแวดลอม
การดําเนินชีวิตในสังคม รวมทั้งความรูเกี่ยวกับพุทธประวัติ หลักธรรมตางๆ สวนความรูทางออม
คือใชเปนสื่อในการอบรมสั่งสอนมักสอดแทรกคานิยม และกฎเกณฑที่ควรปฏิบัติในสังคมไวใน
บทเพลง
                 3. ควบคุมสังคม เพลงพื้นบานมีบทบาทในการควบคุมสังคม เนื่องจากในเนื้อหา
ของเพลงมีการชี้แนะระเบียบแบบแผน และพฤติกรรมที่เหมาะสมในสังคม พอเพลง แมเพลง
นอกจากจะน้ําเสียงดี โวหารดีแลว ยังมีความรูทั้งในเรื่องประสบการณชีวิตและเรื่องทั่วๆ ไป มา
เสนอเพื่อโนมนาวจิตใจผูฟงใหคลอยตาม โดยสอดแทรกคําสอนทางพุทธศาสนาใหประพฤติตน
ในสิ่งที่ดี มีศีลธรรม
                 4. เปนทางระบายความคับของใจ เพลงพื้นบานเปนรอยกรองที่มีความเปนอิสระ
ในการสื่อสารทางอารมณ ความรูสึกนึกคิด จึงเปนทางออกที่คนในสังคมใชระบบความคับของใจ
ที่มีตอสภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ และประเพณี คานิยมของสังคม
                 5. เปนสื่อมวลชนชาวบาน ในยุคกอนที่จะมีวิทยุ โทรทัศน เพลงพื้นบานไดทํา
หนาที่เปนสื่อมวลชนกระจายขาวสาร เชน เพลงรอยพรรษาเปนการเชิญชวน บอกบุญแกชาวบาน
ใหเตรียมตัวเตรียมใจไปทําบุญเนื่องในวันออกพรรษาอยางพรอมเพรียง นอกจากนี้เพลงพื้นบานยัง
ไดแสดงทัศนคติของชาวบานที่มีเหตุการณบานเมือง เนื้อหาของเพลงมีการวิพากษวิจารณทาง
การเมืองของรัฐบาลดวย
                    จากอิทธิพลของเพลงพื้นบานที่กลาวมาแลวขางตน จะเห็นไดวาเพลงพื้นบานได
สรางความรูสึกเปนอันหนึ่งอันเดียงกันใหแกคนสังคม ทั้งยังเปนภาพสะทอนของสังคมชาวบานได
อยางถูกตองตามความเปนจริงมากที่สุดอีกดวย
             7. คุณคาของเพลงพื้นบาน
                 เพลงพื้นบานสามารถสะทอนภาพทางวัฒนธรรมที่หลากหลายของกลุมชน จึงมี
คุณคาดังนี้
                 1. คุณคาในตัวเอง
                    เพลงพื้นบานเปนมรดกทางวรรณกรรม บทเพลงอันไพเราะ ดวยคําสละสลวยที่
สอดแทรกไวดวยปรัชญา หรือคําสั่งสอนของคนเจาบทเจากลอน ไดถูกสืบทอดจากปากตอปากที่
เรียกวา มุขปาฐะ เพลงพื้นบานพื้นเมืองถูกรอยกรองขึ้นดวยถอยคําที่เรียบงายแตกินใจ สิ่งเหลานี้
เองที่ทําใหบทเพลงมีคา นับเปนศิลปะทางภาษาอยางหนึ่ง จัดเปนวรรณกรรมมุขปาฐะอยางแทจริง
                                                                                            65

และแสดงถึงวิถีชีวิตของชาวบานไดเดนชัด เพลงพื้นบานมักจะสะทอนภาพชีวิตชนบท ลักษณะ
ความเปนอยูของชาวบาน การประกอบอาชีพ ทัศนคติและความเชื่อ มักกลาวไวในบทเพลง
                 2. คุณคาทางสังคม
                     เพลงของชาวบานมักสอดแทรกคําสั่งสอนไวในบทเพลง เพื่อกลอมเกลาจิตใจ
ผูฟงใหเห็นคนดีในสังคม เชน เพลงกลอมเด็ก คนกลอมจะรองเพลงที่มีคุณคาในทวงทํานอง และ
อารมณของความรักความเอ็นดูสูตัวเด็ก ทําใหเด็กเติบโตขึ้นมาทามกลางความอบอุนในหมูญาติพี่
นอง เพลงประกอบการละเลนของเด็กก็เชนเดียวกัน ทําใหเด็กมีพัฒนาการทางดานรางกายและ
จิตใจ เกิดความสนุกสนานและรักใครปรองดองกัน ฝกใหเปนคนรูแพ รูชนะ รูอภัย เปนตน
เมื่อเขาชวงวัยหนุมสาวและเปนผูใหญ พวกเขาไดฟงเพลงพื้นบานในงานเทศกาลตางๆ ทําใหเขา
ไดมีโอกาสพบปะเกี้ยวพาราสีกัน ซึ่งเปนจุดเริ่มตนของการตั้งครอบครัวใหมในปจจุบันเพลง
พื้น บานไดลดบทบาทลงไปจนกลาวไดวาหมดบทบาท และหนาที่ ไปจากสังคมไทยเสียแลว
เนื่องจากอิทธิพลของระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีแบบใหมเขามาทดแทน จึงทําใหวิถีชีวิตของ
คนไทยเปลี่ยนแปลงไป อยางไรก็ตามแมวาเพลงพื้นบานจะหมดความสําคัญ และลดบทบาท
ไปจากสังคมไทย ก็มิใชจะสูญหายไปเสียทีเดียว เพลงพื้นบานยังไดเปลี่ยนรูปแบบเปนศิลปะเพื่อ
การแสดงของศิลปนอาชีพ เชน ลําตัดคณะหวังเตะ คณะแมประยูร และเพลงอีแซวของคณะ
แมขวัญจิต ศรีประจันต
9. ปริศนาคําทาย
             1. ความหมายของปริศนา
                 คําวา “ปริศนาคําทาย” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให
ความหมายเฉพาะคําวา "ปริศนา" ไวดังนี้
                 ปริศนา (ปริดสะหนา) น. สิ่งหรือถอยคําที่ผูขึ้น เปนเงื่อนงําเพื่อใหแกใหทาย
                 ปริศนาคําทาย คือ สิ่งหรือถอยคําที่ผูกขึ้นเปนปญหา หรือคําถามสําหรับใหทาย
ซึ่งผูถามอาจถามตรง ๆ หรือถามโดยออม คําถามจะใชภาษาสั้น ๆ งาย ๆ กระชับอาจใหถอยคํา
ธรรมดาเปนภาษารอยแกว หรือจะมีสัมผัสแบบรอยกรองก็ได
                 ปริศนาคําทายจัดเปนวรรณกรรมประเภทมุขปาฐะ นิยมเลนกันทั้งเด็กและผูใหญ
คือ เปนการพักผอนเพื่อความเพลิดเพลินในยามวางอยางหนึ่ง
                 ปริศนาคําทายจะใหความรูเกี่ยวกับความคิด และความรูสึกของชาวบานที่ตกทอด
สืบกันมา การทายปริศนามีอยูทุกภาคของประเทศไทย เปนการละเลนของไทยที่มีมาแตโบราณ
กาล นิยมเลนกันในเวลาเย็น เมื่อทุกคนในครอบครัวรับประทานอาหารเย็นเรียบรอยแลว เด็ก ๆ ก็
                                                                                                          66

จะจั บกลุ มคุย กั น บางที ก็เ ล า นิ ท านบ าง เลน ทายปริศ นากั น บ าง เพื่ อเป น การพั ก ผ อ นหยอ นใจ
เสริมสรางปฏิภาณและความคิดในการหาเหตุผล คําถามที่มักนํามาถามกัน ก็เปนสิ่งที่อยูรอบกาย
ตนเอง อันไดแก สัตว สิ่งของ เครื่องใชตางๆ ปรากฏการณธรรมชาติ สภาพชีวิตคนไทยในดาน
วัฒนธรรม ประเพณีและความเชื่อที่แผงอยูในปริศนานั้น ๆ
                 การทายปริศนา มีวิธีหลายวิธีดวยกัน แตมีลักษณะที่คลายคลึงกันคือ ผูเลนทาย
จะตองตกลงกันวาใครจะเปนผูทายกอน ถาใครยอมแพก็ตองทําตามที่ผูชนะบอกใหทํา
             2. ที่มาของปริศนาคําทาย
                 ในสมัยโบราณการลองประลองภูมิปญญาวาผูใดมีความเฉลียวฉลาดหรือไมเพียงใด
วิธีหนึ่งก็คือการทายปริศนา หรือการทายปญหา อาจเปนปริศนาที่ถามตรง ๆ บาง หรือผูให
แยบยลบาง สุดแตจะคิดกั น มีทั้งปญหาทางโลกและทางธรรม มีเรื่องราวตางๆ ที่เ ลาถึงการ
แกปญหา และบางครั้งอาจทาทายมีเดิมพันกันถึงชีวิต บางเรื่องอาจเปนการใชปริศนาเปนสื่อสวาท
หรือเครื่ องมือหาคู เชน เจ า เมืองมีพระธิดาองคเ ดีย ว อยากไดลูก เขยมีป ญญาก็ผูก ปริ ศนาขึ้น
ถาชายใดแกปริศนานั้นไดถูกตอง ก็จะไดอภิเษกกับพระธิดา และไดครอบครัวบานเมืองดวย
                 ปริศนานี้อาจผูกเปนลายลักษณอักษร อาจทายดวยคําพูด ภาพ หรือลายแทงก็ได
บางครั้งปริศนาอาจเปนเพียงทาทางโดยไมตองอาศัยคําพูดเลย เชน ในเรื่องมโหสถ (ชาติหนึ่งใน
ทศชาติของพระพุทธเจา) มโหสถไดเสาะหาคูครองไปพบหญิงที่ถูกใจ แตไมทราบวานางมีสามี
หรือยัง จึงยืนอยูหางๆ และกํามือออกไปเปนเชิงถามวานางมีเจาของหรือยัง นางก็เขาใจทาปริศนา
ของมโหสถ จึงแบมือออกมาหมายความวายังวางอยู มโหสถถามชื่อนาง นางมิไดบอกตรง ๆ
กลับพูดเปนปริศนาวา "สิ่งที่ดิฉันไมมีทั้งอดีต อนาคต และปจจุบัน นั่นแหละคือชื่อของดิฉัน"
มโหสถก็คิดออกวานางชื่อ อมร เพราะความไมตายเปนสิ่งที่ไมมีอยูบนโลก
                 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวก็มีการทายปริศนากันแพรหลาย
เมื่อสมัยที่พระองคดํารงพระอิสริยยศเปนพระบรมโอรสาธิราช เจาฟามหาวชิราวุธมกุฎราชกุมาร ก็
ทรงพระราชนิพนธปริศนาขึ้นใหขาราชบริพารในพระองคคิดตอบ สมัยรัชกาลที่ 5 มีงานฤดูหนาว
ที่วัดเบญจมบพิตร พระบรมโอรสาธิราช(ร.6) ทรงจัดใหมีการทายปริศนาและพระราชทานรางวัล
ใหแกผูที่ทายถูกตอง พระองคทรงพระราชนิพนธปริศนาคําทายมากมาย ผูกเปนโคลงบาง รอย
แกวบาง โคลงปริศนาสวนใหญเปนความรูเกี่ยวกับบุคคลในประวัติศาสตร สถานที่ เชน ชื่อวัด
ชื่อเมืองสําคัญฯ ความรูเรื่องวรรณคดี และตัวละครในวรรณคดี ตลอดจนคําศัพทบางคํา ความรู
รอบตัว และปริศนาเชาวนบาง ดังจะขอยกตัวอยางดังนี้
                                                                                                67

                ปริศนาเกี่ยวกับสถานที่
                    วัดหนึ่งนามเรียกคลาย                    เวลา
                    ราตรีตอทิวา                             นั้นไซร
                    มีนามที่ชนสา                             มัญเรียก
                    แปลวาวัดซึ่งไร                         รมไมชายคา
                คําเฉลย คือ "วัดอรุณราชวราราม" หรือเรียกเปนสามัญวา "วัดแจง"
            3. ประเภทของปริศนาคําทาย
                การแบงประเภทของปริศนาคําทาย นพคุณ คุณาชีวะ (2519 : 9) ไดแบงปริศนา
คําทายออกเปนประเภทใหญๆ ไดดังนี้
                1. ปริศนาคําทายเกี่ยวกับพืช
                2. ปริศนาคําทายเกี่ยวกับสัตว
                3. ปริศนาคําทายเกี่ยวกับธรรมชาติ
                4. ปริศนาคําทายเกี่ยวกับสวนของรางกาย
                5. ปริศนาคําทายเกี่ยวกับอาการกิริยาและการกระทํา คําตอบเนนใหเห็นถึงอาการ
กิริยา ทาทางของมนุษยหรือการกระทําอยางใดอยางหนึ่ง
                6. ปริศนาคําทายเกี่ยวกับสิ่งของเครื่องใช
                7. ปริศนาคําทายเกี่ยวกับอาหารการกิน
                8. ปริศนาคําทายเกี่ยวกับการละเลน ศาสนา และขนบธรรมเนียมประเพณีตางๆ
                9. ปริศนาคําทายหลายคําตอบ มี 2 แบบ คือ
                    9.1 ปริศนาคําทายหลายตอนคําตอบเดียว ไดแก ปริศนาคําทายหลายตอนที่มี
คําตอบเกี่ยวเนื่องกันอยูซึ่งสวนมากจะซ้ําเสียงคําตนหรือคําทาย เชน อะไรเอย ตัวอยูปา ตาอยูบาง
หางอยูเรือ (เสือ หางตาเสือ หาเสือเรือ)
                    9.2 ปริศนาคําทายหลายตอนคําตอบตางกัน เปนปริศนาคําทายที่มีความหมาย
ตอนถามตอเนื่องกันและมีหลายคําตอบ โดยคําตอบแตกตางกันหรือเปนเรื่องราวก็มี เชน อะไรเอย
ตาโต ตีนใหญ กินไมไดขี้มาก (พระอาทิตย ตีนฟา เมฆ)
            4. ลักษณะโครงสรางของปริศนาคําทาย
                โครงสรางของปริศนาคําทาย จะมี 3 สวน สวนนํา สวนเนื้อหา และสวนลงทาย
                                                                                                         68

                 สวนนํา คือ คําถามที่วาอะไรเอย ตอนขึ้นตนตองขึ้นอยางนี้ทุกครั้ง เพื่อเปนคําถาม
นําใหผูตอบไดเตรียมตัวตั้งใจฟงปริศนาใหชัดเจนเพื่อจะคิดตอบคําถาม
                 สวนเนื้อหา คือ ตัวปริศนาซึ่งจะบอกถึงลักษณะของสิ่งที่ทาย โดยเปรียบเนนไปที่
รูปรางลักษณะพิเศษ ประโยชนที่ใชสอย ความหมาย หรือลักษณะตางๆ
                 สวนลงทาย คือสวนที่จะขยายความ บอกใบคําตอบ เรงเราใหคิดทาย หรือให
กําลังใจ ใหรางวัลแกผูตอบ
                 ลักษณะการใชถอยคําในปริศนาคําทาย สวนมากเปนถอยคําที่มีสัมผัสคลองจองกัน
ทั้งที่เปนขอความตอนเดียวและหลายตอน สวนที่ไมสัมผัสคลองจองมีอยูเปนจํานวนมาก และมัก
เปนขอความสั้นๆเพียงตอนเดียว
              5. ขอสังเกตพิเศษของปริศนาคําทาย
                 1. สวนหนึ่งของปริศนาคําทายจูงใจใหผูทายคิดสองแงสองมุม โดยมากมักเปน
เรื่องหยาบโลนทางเพศ
                 2. เปนเรื่องหยาบโลนโดยตรง เปนการแสดงออกทางความตองการทางเพศ
                 3. ตัวปริศนาคําทายมักใชคํากลองจองกัน ซึ่งบงบอกลักษณะของคนไทยประการ
หนึ่งคือ ความเปนคนเจาบทเจากลอน
                 4. ตัวปริศนาคําทายของไทยไมนิยมถามตรงไปตรงมา มักใชสิ่งเปรียบเทียบ
              6. วิธีการเลนปริศนา
                 ปริศนาคําทายของไทยมีเลนกันมาเปนเวลาชานาน สมัยโบราณนิยมเลนกันตอน
เย็นๆ หลังอาหารเย็นแลว หรือตอนค่ํา ผูใหญจะทายปญหาลูกหลาน หรือเลนเวลามีงานที่มีเด็กมา
ชุมนุมกันมากๆ เชน ตรุษสงกรานต งานบวชนาค โกนจุก เปนตน คือเหมือนเปนการละเลน
หรือมหรสพอยางหนึ่งในงาน สําหรับเด็กๆ มักเลนกันเอง เชน เวลาเลี้ยงควายกลางทุง ตามลาน
วัดวันทําบุญ หรือเวลารวมเลนกันตามบาน หลังบาน เปนตน
                 ปริ ศนาคํ า ทายมี เ ล น ทั่ ว ไปทุก ทอ งถิ่น ลัก ษณะการเลน ก็ คล ายๆ กัน เป น แต ใ ช
ถอยคําแตกตางกันไปตามภาษาถิ่นเทานั้น เชน
                 ภาคกลาง              อะไรเอย ที่ลุมมีหนอน ที่ดอนมีน้ํา                  (รังผึ้ง)
                 ภาคเหนือ             อะหยังเอาะ ขี้มอดคาง ขี้จางลอด                    (ใยแมงมุ ม )
                 ภาคอีสาน             แมนหยังเอย ตัดกกบตาย ตัดปลายบเหี่ยว              (ผม)
                 ภาคใต                                        ่
                                      ไอไหรหาแรกเกิดพีนุยนองใหญ นานๆ ไปพี่ใหญนองนุย       
(มะมวงหิมพานต)
                                                                                               69

                วิธีการเลนทายปริศนาอะไรเอย ทุกทองถิ่นมีลักษณะคลายๆกัน คือ แบงเปนสอง
ฝายผลัดกันเปนฝายถามกับฝายตอบ ถาถามแลวตอบไมไดก็จะมีการบอกใบกันบาง และหากบอก
ใบแลวยังตอบไมได ถาตองการรูคําตอบจะตองยอมแพ ฝายถามจะเฉลยคําตอบตอเมื่อตองทําตาม
ขอแมตางๆ ในการยอม เชน เขกเขา ใหกินน้ํา กินขนมจนอิ่ม หรือยอมใหสัญญา ยอมเปน
                                                ้                    ิ
ทาสฯลฯ ซึ่งถือวาเปนการเสียศักดิ์ศรีมาก ทั้งนีก็เพื่อเปนการเนนใหคดใชสติปญญากัน ไมใหยอม
งายๆนั่นเอง
            7. คุณคาของปริศนาคําทาย
                1. คุณคาในดานสังคมที่สะทอนวิถีชีวิตใหเห็นถึงสภาพความเปนอยู การทํามาหา
กิน ขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา ดังเชน
                     1.1 ขนบธรรมเนียมประเพณี จะเห็นไดจากปริศนาคําทายที่เกียวกับประเพณี
                                                                                   ่
              
ตางๆ จะมีอยูจํานวนมาก เชน การกินหมาก การเลี้ยงเด็ก การทํากิน เชน อะไรเอย ขี่อายสูง จูง
อายพัน รบกันในบาน ขีเ้ มาเขาดวย เลือดไหลออกมา (หมากพลู ยาเสน น้ําหมาก)
                     1.2 สภาพบานเรือน สะทอนใหเห็นถึงวัสดุอุปกรณที่คนในทองถิ่นนํามาสราง
บานเรือน เชน อะไรเอย กลางวันพาลูกยืน กลางคืนพาลูกนอน (บันได)
                     1.3 การประกอบอาชีพ ปริศนาคําทายจํานวนมากทีถามเกี่ยวกับการประกอบ
                                                                        ่
อาชีพ โดยเฉพาะดานเกษตรกรรมที่เปนอาชีพหลักของคนไทย หรือ การทอผา การหาปลา เชน
อะไรเอย แปดตีนเหยียบนางธรณี สองหางยาวรี ฤๅษีหนามน ตีกนตามหลัง (คนไถนา) อะไรเอย
ทางโนนก็ฟาทางนี้ก็ฟา เรือชะลาแลนกลาง (กระสวยทอผา)
                     1.4 สภาพความเปนอยูอาหารการกิน ปริศนาคําทายที่นําเอาสภาพชีวิตความ
เปนอยูอาหารจําพวกพืชและสีมาเปนปมปริศนานั้น สะทอนถึงความอุดมสมบูรณของทองถิ่น
ตลอดจนแสดงถึงความเฉลียวฉลาดที่คนไทยเรานําเอาธรรมชาติที่ใกลตัวเปนปริศนาคําทายได
เชน อะไรเอย น้ําเต็มเมื่อออน น้ําคลอนเมื่อแก (มะพราว) อะไรเอย เล็กนุงผาขาว สาวนุงผาเขียว
แกนุงผาแดง (พริก)
                     1.5 ดานศาสนาและวัฒนธรรม มีการนําเอาแบบแผนในทางสังคมดานการ
ครองชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีทางศาสนาเปนปริศนาคําทายได เชน อะไรเอย โตงเตงอยู
หนาขา ไมเปดผามองไมเห็น อะไรเอย ปนใหแข็ง แยงเขาหวางขา (โจงกระเบน)
            2. คุณคาดานอิทธิพลตอการดํารงชีวิตของคนไทย
                ปริศนาคําทายนิยมเลนกันในทองถิ่นของไทย จึงมีความสัมพันธกับการดํารงชีวิต
ของกลุมชนในทองถิ่น ดังนี้
                                                                                             70

               2.1 ลั ก ษณะนิ สั ย ของคนไทย ที่ นิ ย มการใช ส ติ ป ญ ญาแก ไ ขป ญ หา ความรั ก
สนุกสนานและมีอารมณขันของคนไทย เชน อะไรเอย นารีมีรู เพชรสีชมพู อยูในรูนารี (ตางหู)
อะไรเอย หุบเทากระบอก ถอกเทากระดง (รม)
               2.2 แสดงลักษณะภาษา ทุกทองถิ่นนิยมทายปริศนาคําทายจึงมีลักษณะภาษาตางๆ
ออกไปตามภาษาถิ่น เชน ภาคอีสาน พื้นบานวา อีหยังเรือแมนอีหยัง ภาคใต พื้นบานวา ไอไหร
หาหรืออาจเปนวลี หรือการเปรียบเทียบความเปนคําสองแงสองงาม หรือเปนคําหยาบโดยตรงก็มี
เชน อะไรเอย หยุกหยุกน้ําเขา เหยาเหยาน้ําออก แลวเช็ดในเช็ดนอก (คนบวนปาก)
               2.3 ทําหนาที่บันทึกและถายทอดพฤติกรรมสภาพธรรมชาติและวิถีชีวิตของกลุม
คนในทองถิ่น เชน อะไรเอย สัตวปามาอยูบาน กินอาหารอยางเดียว เคี้ยวแลวคาย (กระตายขูด
มะพราว) อะไรเอย สุกก็ไมหอม งอมก็ไมหลน แหงคาตน คนกินได (ขาวโพด)
           8. ประโยชนของปริศนาคําทาย
               สุนันท อุดมเวช (2524 :99-100) ไดกลาวถึงประโยชนของปริศนาคําทายสรุปได
ดังนี้3
               1. ฝกสมอง ลองปญญา
               2. มีปฏิภาณไหวพริบฉับไว
               3. เปนคนทันคน มีความรูกวางขวางขึ้น
               4. เปนคนชางสังเกตสิ่งตางๆรอบตัว
               5. รูจักใชเวลาใหเกิดประโยชน
               6. เกิดความสนุกสนาน เปนการผอนคลายความตึงเครียด
               7. ไดอนุรักษวัฒนธรรมเกาๆ ของไทยไว
               8. สะทอนใหเห็นถึง วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ การดําเนินชีวิต ความเจริญ
ทั้งทางดานวัตถุและจิตใจของคนไทย
               9. ไดเห็นเอกลักษณทางภาษาของไทยอีกรูปแบบหนึ่ง
               10. ไดเห็นลักษณะแนวคิด การเปรียบเทียบ และการใชลักษณะคําถามซึ่งเปน
ลักษณะเฉพาะของปริศนาคําทาย
10. สํานวนและภาษิต
           สํานวนและภาษิตเปนวรรณกรรมทองถิ่นประเภทมุขปาฐะที่อยูในความนิยมตลอดมา
สํานวนและภาษิตของแตละทองถิ่นมักคลายคลึงกัน คือเปนคําพูดที่มีความไพเราะคมคาย เปนคํา
                                                                                        71

สอนใจ หรืออาจกระทบกระเทียบเปรียบเปรย โดยใชคําสั้นๆ มิไดมุงหมายใชแปลตรงตัวแตมี
ความหมายลึกซึ้งกวาคําพูดธรรมดา
            1. ความหมายของสํานวน
               พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542 ไดใหความหมายของ
สํานวนไววา น. ถอยคําที่เรียบเรียง , โวหาร บางทีใชคําวา สํานวนโวหาร,คดี
               สุนันท อุดมเวช (2524 : 90) ไดกลาวถึงความหมายของสํานวนวา หมายถึง
ถอยคําที่คมคายสละสลวย สรุปความไดกระชับ และเขาใจงาย อาจเปนเรื่องของการกลาว
เปรียบเทียบ เปรียบเปรย หรือแฝงความหมายโดยนัย
               สํานวน จึงหมายถึงถอยคําสั้นๆ ที่เปนชั้นเชิงใหคด ไมแปลตรงไปตรงมา แตมี
                                                                ิ
ความหมายอยางอื่น เชน เฒาหัวงู บานแตกสาแหรกขาด
            2. ที่มาของสํานวน
               สํานวนมีมูลเหตุที่เกิดจากคานิยม ความเปนอยูและการพิจารณาสิ่งแวดลอมตางๆ
รอบตัว นํามาพูดเปรียบเปรยขึ้น เปนตนวา จากธรรมชาติ จากการกระทํา ความประพฤติ
การกินอยูของคน จากแบบแผนประเพณีและวัฒนธรรม ศาสนา นิกาย นิทาน ตํานาน หรือ
ประวัติศาสตร การกีฬา หรือการละเลนตางๆ และมูลเหตุอื่นๆ อีกซึง ประคอง นิมมานเหมินท
                                                                  ่
 ( 2527 : 155-158 ) ไดสรุปไวดังนี้
               1. สํานวนที่เกิดจากธรรมชาติ ดิน น้ํา ลม ไฟ ฝน ตนไม เชน ขาวคอยฝน
คลื่นกระทบฝง คลื่นใตน้ํา น้ํากลิ้งบนใบบอน ฯลฯ
               2. สํานวนที่เกิดจากสัตว เชน อีกาตอมรุง ไกแกแมปลาชอน ขี่ชางจับตักแตน
                                                                                      ๊
                        ้
เตาใหญไขกลบ วัวแกเคียวหญาออน ฯลฯ
               3. สํานวนที่เกิดจากการกระทํา ความประพฤติ และชีวิตความเปนอยูของคน เชน
                                                                    ้
ไกลปนเที่ยง คนรักเทาผืนหนัง คนชังเทาผืนเสื่อ หวานพืชหวังผล เลียงคนหวังพึ่ง ขึ้นตนไมปะ
รังแตน
               4. สํานวนที่เกิดจากอวัยวะตางๆ เชน คดในขอ งอในกระดูก ลูบหนาปะจมูก ตา
บอดไดแวน ผงเขาตาตัวเอง ลืมตาอาปาก
               5. สํานวนที่เกิดจากของกินของใช อยางเชน ขาวแดงแกงรอน ขาวยากหมากแพง
ขาวใหมปลามัน ปูนอยางใหขาดเตา ใกลเกลือกินดาง กินปูนรอนทอง เอาปูนหมายหัว บานเคยอยู
อูเคยนอน
                                                                                         72

               6. สํานวนที่เกิดจากการละเลน กีฬา หรือการพนันแขงขัน เชน วาวขาดลมลอย
วาวติดลมบน หัวปนเปนลูกขาง รุกฆาต ลูกหมอ ลูกไล งงเปนไกตาแตก ไกรองบอน หนาเปน
มา หมากรุก บอนแตก แบไต
               7. สํานวนที่มาจากพระพุทธศาสนา เชน เกาะชายผาเหลือง กรวดน้ําคว่ําขัน ขน
ทรายเขาวัด ขอสวนบุญ บุญทํากรรมแตง ปดทองหลังพระ บาตรใหญ กรรมตามทัน ชายสาม
โบสถ จุลกฐิน ตัดหางปลอยวัด
               8. สํานวนที่มาจากนิทาน ตํานาน หรือวรรณคดี เชนกระตายขาเดียว กบเลือกนาย
หมาหางดวน กากี หนีเสือปะจระเข ชักแมน้ําทั้งหา เทพอุมสม ปากพระรวง งอมพระราม ยักษ
ลักมาลิงพาไป ปลอยมาอุปการ ไกไดพลอย เสือเฒาจําศีล สอนลูกใหเปนโจร ศรศิลปไมกินกัน
               9. สํานวนที่มาจากแบบแผนประเพณีและวัฒนธรรมไทย เชน กินสี่ถวย กิน
ขันหมาก กินไขขวัญ กินเครื่องเซน เขาตามตรอกออกตามประตู คนตายขายคนเปน ชางเทาหลัง
ตื่นกอนนอนหลัง เปนทองแผนเดียวกัน ผูหญิงเปนควาย ผูชายเปนคน
               10. สํานวนที่มาจากกฎหมาย หรือพงศาวดาร เชน กําหนดกฎหมาย เจาขุนมูลนาย
มะพราวหาวยัดปาก หมอนทานเคยเรียง เสบียงทานเคยกิน
            3. ประเภทของสํานวน
                                                                          ั
               ถอยคําสํานวน อาจกลาวเปนขอความตอนเดียว ซึ่งอาจจะมีสมผัสคลองจองกัน
หรือไมมีสัมผัสก็ได หรือกลาวเปนขอความหลายตอน ซึ่งตองมีสัมผัสคลองจองกัน มีลักษณะเปน
รอยกรอง มีความไพเราะ
               สํานวนแบงตามรูปแบบได 2 ประเภท คือ
               1. สํานวนประเภทไมมีสัมผัส มีอยู 3 ลักษณะ คือ
                    1.1 สํานวนที่เปนคําเดียว     เชน แกะดํา ฯลฯ
                    1.2 สํานวนที่เปนกลุมคํา     เชน สูจนยิบตา ขมิ้นกับปูน ลูกไกในกํามือ
                    1.3 สํานวนที่เปนประโยค เชน หนูตกถังขาวสาร เอื้อมเด็ดดอกฟา ฯลฯ
                2. สํานวนประเภทสัมผัส มีอยู 3 ลักษณะ คือ
                    2.1 สํานวนที่มีวรรคเดียว ซึ่งอาจเปนไดทั้งสัมผัสสระ และสัมผัสอักษร ทํา
ใหเสียงกระทบกระทั่งกัน เกิดความไพเราะนาฟง เชน เกิดดอกออกผล สํามะเลเทเมา
                                   ี
                    2.2. สํานวนที่มหลายวรรค ซึ่งจํานวนคําระหวางวรรคหนากับวรรคหลังนั้น
มักจะเทาๆ กัน หรือใกลเคียงกันทําใหเวลาพูดมีเสียงคําและจังหวะวรรคไพเราะนาฟงยิ่งขึ้น เชน
น้ําขุนออกไป น้ําใสเขามา ทํานาออมกลา ทําปลาออมเกลือ นอนหลับไมรู นอนคูไมเห็น
                                                                                                73

              4. คุณคาของสํานวน
                    สํานวนไทยมีความสัมพันธกับการดํารงชีวิตของคนไทยในทองถิ่นอยางใกลชิด
เป น สิ่ ง สะท อ นความเป น อยู ค า นิ ย ม ขนบธรรมเนี ย มประเพณี และการดํ า รงชี วิ ต ในสั ง คม
ตลอดจนความรัก การครองเรือน ซึ่งมีอยูในวิถีของคนไทยหลายดานดังนี้
                    1. สะทอนการดํารงชีวิตของกลุมชนในทองถิ่น แสดงความเป น อยู อยางงา ยๆ
พึ่งพิงธรรมชาติ อาหารการกินก็มาจากพืชและสัตวในทองถิ่น เชน ข า วแดงแกงร อ นปลาข อ ง
เดียวกัน ขาวไมมียาง เกลียดตัวกินไข เกลียดปลาไหลกินน้ําแกง ฯลฯ
                    2 สะทอนความเชื่อความศรัทธาในศาสนา โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องผีสาง เทวดา
เชน บนเขาผีดีเขาพระ เห็นชายผาเหลือง พระมาลัยมาโปรด
                    3. สะทอนคานิยมไทย ไดแก
                       3.1 คานิยมการยกยองผูชายใหเปนผูนํา เชน ชายขาวเปลือก หญิงขาวสาร
                       3.2 คานิยมเกียวกับความรักพวกพอง คนไทยมีความผูกพันใกลชิดกับครอบครัว
                                     ่
จึงใหความสําคัญแกครอบครัวในระบบเครือญาติของตน เชน เชื้อไมทิ้งแถวสายสะดือเดียวกัน
เลือดขนกวาน้า   ํ
                       3.3 สะท อ นการปฏิ บั ติ ต นตามขนบธรรมเนี ย มประเพณี เช น กิ น ขั น หมาก
มีเหยามีเรือน ออกเรือน เขาตามตรอกออกตามประตู ไปลามาไหว ฯลฯ
                       3.4 สะทอนความรักการครองเรือน เชน รวมหอลงโรงเปนทองแผนเดียวกัน
รักคนที่เขารักเราดีกวา
              5. ความหมายของภาษิต
                    พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542 ใหความหมายของภาษิตไววา
                    ภาษิต (น.) “กลาวตามศัพทเปนคํากลาง ๆ ใชไดทั้งทางดี และทางชั่ว แตโดย
ความหมายแลวประสงคคํากลาวที่ถือวาเปนคติ” ภาษิตจึงเปนขอความที่ผูกลาว กลาวออกมาเพือ        ่
สื่อความคิดบางอยาง สวนมากจะกลาวในเชิงเปรียบเทียบอยางคมคาย
                    ประสิทธิ์ กาพยกลอน และนิพนธ อินสิน (2524 : 119) ไดใหความหมายของ
สุภาษิต คําพังเพย ไววา "สุภาษิต หมายถึง ขอความสั้นๆ กะทัดรัด แตความหมายชัดเจนลึกซึ้ง
                                ่
มีคติใจ หรือใหความจริงเกียวกับความคิด และแนวปฏิบัติ ซึ่งสามารถพิสูจนเชื่อถือได เชน “เสีย
นอยเสียยาก เสียมากเสียงาย”
                    นภาลัย สุวรรณธาดา (2528 : 489-900) ไดใหความหมายของภาษิตวา “ภาษิต
คําในทางคติชนวิทยา หมายถึง คํากลาวที่สืบทอดกันมาตาประเพณี และมีความหมายคอนขางกวาง
คือรวมทั้งที่เปนสุภาษิตและคําพังเพยไวดวย”    
                                                                                                          74

                   สรุปไดวา ภาษิต หมายถึง คําพูด หรือคํากลาวที่ติดปากของคนไทย มีคติชวนฟง
                 ้
เปนขอความสันๆ แตเนนความลึกซึ้ง และเปนคําสอนไปในตัว แสดงความเปนไปของโลกหรือ
ชี้ใหเห็นสัจจะแหงชีวิต
             6. ที่มาของภาษิต
                   ภาษิตเปนคํากลาวที่ไมปรากฏที่มาแนชัด อาจเกิดจากคําพูดหรือขอเขียนของบุคคล
ใดบุคคลหนึ่งแลวจดจําถายทอดกันมาจากบุคคลผูทรงประสบการณชีวิต
             7. ความจําเปนในการใชภาษิต
                                                                 ิ
                   ความจําเปนในการใชภาษิตที่อยูในวิถีชีวตของคนไทยมีดังนี้
                   1. ตองการคําเพื่อสื่อสารความรูสึกใหเพียงพอ เมื่อเกิดความตองการคําใหเพียงพอ
กั บ ความรู สึ ก จึ ง ต อ งคิ ด คํ า ใหม อาจจะอิ ง คํ า เดิ ม แต เ ปลี่ ย นความหมายไปบ า ง หรื อ คล า ย
ความหมายเดิมก็มีอยูมาก ตัวอยาง แพเปนพระชนะเปนมาร ฯลฯ
                   2 ตองการหลีกเลี่ยงการใชคําบางคํา ซึ่งถาใชแลวอาจหยาบคาย หรือกอใหเกิด
ความไม ส บาย ตั ว อย า ง คํ า ว า ตาย อาจมี ห ลายสํ า นวน เช น ซี้ ม อ งเท ง เสร็ จ เสี ย ชี วิ ต
ถึงแกกรรม ไปสวรรค ไปนรก เปนตน หรือถายปสสาวะ อาจใชคําวา เบา ไปปา ไปยิงกระตาย
ไปเก็บดอกไม ฯลฯ
                   3. เพื่อใหสภาพ หรือเหมาะสมฐานะของบุคคล เชน ตัดผม ทรงเครื่อง หรือทรง
                                  ุ
พระเครื่องใหญ
                   4. ตองการใหคําพูดมีรสชาติ หรือเกิดภาพ เชน เถียงคอเปนเอ็น หลังยาว วิ่งจน
ลิ้นหอย
             8. ประเภทของภาษิต
                   การแบงประเภทของภาษิตแบงไดหลายลักษณะ ซึ่งแตละแบบก็จะมีเนือหาคลายคลึง   ้
กัน ดังเชน เจือ สตะเวทิน (2517 : 76) ไดแบง 15 ประเภท ดังนี้
                   8.1 ภาษิตเกี่ยวกับครอบครัว เชน พอแมคอพระของลูก ลูกไมยอมหลนไมไกลตน
                                                                   ื
                   8.2 ภาษิตเกี่ยวกับการศึกษาอบรม เชน รักวัวใหผกรักลูกใหตี ไมออนดัดงาย ไม
                                                                               ู
      ั
แกดดยาก
                                    ่
                   8.3 ภาษิตเกียวกับความรักและการครองเรือน เชน คูแลวไมแคลวกัน ผัวเปนชาง
เทาหนา เมียเปนชางเทาหลัง
                                      ่
                   8.4 ภาษิตเกียวกับการทํามาหากิน เชน เกิดเปนคนตองพึ่งตัวเอง อยาเอามะพราว
หาวไปขายสวน
                                                                                                75

                   8.5 ภาษิตเกี่ยวกับเศรษฐกิจ และการครองชีพ เชนอยาเสียนอยเสียยาก เสียมากเสีย
                 ํ                                         ่
งาย ไมเห็นน้าอยาพึ่งตัดกระบอก ไมเห็นกระรอกอยาพึงโกงหนาไม
                                  ่
                   8.6 ภาษิตเกียวกับตนเอง เชน ไกงามเพราะขน คนงามเพราะแตง อยาเอาพิมเสน
มาแลกกับเกลือ
                   8.7 ภาษิตเกี่ยวกับสังคม-สมาคม เชน คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย คนรัก
เทาผืนหนัง คนชังเทาผืนเสือ    ่
                                    ่
                   8.8 ภาษิตเกียวกับวาจา เชน พูดดีเปนศรีแกตว พูดชัวอัปราชัย พูดไปสองไพเบี้ย
                                                                ั       ่
นิ่งเสียตําลึงทอง
                                      ่
                   8.9 ภาษิตเกียวกับเกียรติยศชื่อเสียง เชน เสียชีพอยาเสียสัตย ชาติเสือตองไวลาย
ชาติชายตองไวชื่อ
                                            ่
                   8.10 ภาษิตเกียวกับการปกครอง เชน อยาสอนหนังสือสังฆราช น้ํารอนปลาเปน
น้ําเย็นปลาตาย
                                        ่
                   8.11 ภาษิตเกียวกับศีลธรรม-วัฒนธรรม เชน สันโดษเปนทรัพยอยางยิ่ง
                                              ่
                   8.12 ภาษิตเกียวกับบานเกิดเมืองนอน เชน จงรักบานเกิดเมืองนอน อยาฉอราช
บังหลวง
                                          ่
                   8.13 ภาษิตเกียวกับกรรม เชน หวานพืชใดไดผลอยางนัน ทําดีไดดี ทําชั่วไดชว
                                                                          ้                   ั่
              9. โครงสรางของภาษิต
                   แมวาการแบงประเภทของภาษิตจะแบงไดหลายลักษณะ แตไมวาจะแบงในลักษณะ
ใด โครงสรางของภาษิตจะมีลักษณะที่เหมือนกันดังที่ กิ่งแกว อัตถากร ไดกลาวถึง การแบง
ลักษณะโครงสรางของภาษิตไว สรุปไดดงนี้         ั
                   1. รูปแบบของประโยคมีดังนี้
                       1.1 ประโยคเดียว เชน พอแมคือพระของลูก ลูกไมยอมหลนไมไกลตน
                       1.2 มีประโยคพวงเปนเหตุเปนผลกัน เชน ความวัวไมทันหายความควายเขามา
แทรก
                       1.3 มีคําวา "อยา" อยูระหวางประโยค เชน ตัวเปนไทยอยาคบทาส ตัวเปน
ปราชญอยาคบคนพาล
                       1.4 ละประธาน เชน เขาปาอยาเสียเมือง ไปพบวัวอยาฟนเชือก ทํานาอยาเสียไร
                                                                              
เลี้ยงไกอยาเสียรั้ว กินบนเรือน ขี้บนหลังคา
                       1.5 มีคําวา "มัก" อยูระหวางประโยค เชน กลานักมักบาบิ่น ทุกขนักมักเศรา
ดิ้นนักมักเจ็บ ดวนนักมักสะดุด
                                                                                             76

                      1.6 ขึ้นตนดวยคําวา "มัก" เชน มักความพลันได มักไขพลันตาย
                      1.7 มีคําวา "ให" อยูระหวางประโยค เชน เขียนเสือใหววกลัว ดักลอบให
                                                                                ั
                                         ั่                       ู                ้
หมั่นกู เจาชูใหหมั่นเกี้ยว รักยาวใหบน รักสั้นใหตอ คบคนใหดหนา ซื้อผาใหดูเนือ ปูนอยาให
ขาดเตา ขาวของอยาใหขาดโอง
                 2. เปนนามวลี เชนผูดีแปดสาแหรก ทาสในเรือนเบี้ย ชางเทาหลัง ฯลฯ
                 3. เปนกริยาวลี เชน กันดีกวาแก โคนกลวยอยาไวหนอ
             10. เนื้อหาภาษิต
                 เนื้อหาของภาษิตมีที่มาจากแรงบันดาลใจ ซึ่งเปนความคิด อารมณ หรือประสบการณ
ของมนุษย เนื้อหาของภาษิตจึงเกี่ยวกับมิติตาง ๆ ของชีวิตมนุษ ยความรัก และการครองเรือน
ศีลธรรม วัฒนธรรม การศึกษาอบรม ความเชื่อเรื่องบุญกรรม การกลาวถึงเนื้อหาของภาษิตจึง
กลาวถึงใน 4 ลักษณะคือ
                 1. ภาษิตเกี่ยวกับความรักและการครองเรือน มักมุงสั่งสอนผูหญิง ในเรื่องความรัก
การเลือกคูและการครองเรือน แสดงความหวงใยของผูใหญที่มีตอบุตรหลานและแสดงคานิยมของ
คนไทยในเรื่องครอบครัวในเรื่องการรักนวลสงวนตัว เชน อยาชิงสุกกอนหาม จงรักนวลสงวนตัว
อดเปรี้ยวไวกินหวาน
                 2 ภาษิตเกี่ยวกับศีลธรรม - วัฒนธรรม สวนใหญจะเห็นเปนเกี่ยวกับศาสนา ไสย
ศาสตร และขนบธรรมเนียมประเพณีไดแก ความเชื่อทางศาสนา เชนแพเปนพระชนะเปนมา
รสวรรคอยูในอก นรกอยูในใจ
                 3. ภาษิตเกี่ยวกับการศึกษาอบรม มุงสั่งสอนในดานความประพฤติการปฏิบติตน    ั
ในดานการทํางาน การศึกษาหาความรู ไดแก การเคารพซื่อสัตยตอผูใหญ เชน เดินตามหลัง
ผูใหญหมาไมกัด และการศึกษาหาความรู เชน ฝนทั่งใหเปนเข็ม พูดดีเปนศรีแกปาก
                 4. ภาษิตเกี่ยวกับความเชื่อในดานบุญกรรม มุงอบรมสั่งสอนในดานของศาสนา
เกี่ยวกับบุญกรรมเพื่อเปนการควบคุมสังคมอีกลักษณะหนึ่ง ไดแก การทําความดี เชน คนดีผีคุม
กงกํากงเกวียน บุญทํากรรมแตง
11. การสงเสริมและอนุรักษวรรณกรรม
             วรรณกรรมทองถิ่นเปนมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคายิ่ง เพราะวัฒนธรรมคือวิถีชีวิตของ
มนุษยที่ประพฤติปฏิบัติกันมาแตในอดีตกาล และยังคงสืบทอดกันตอมาในปจจุบัน วรรณกรรม
ทองถิ่นเปนสิ่งที่มีคุณคาควรแกการสืบทอด แตในปจจุบันนี้ การแพรกระจายและการผสมผสาน
กันของวัฒนธรรมตางชาติตางภาษา ไดแพรกระจายไปทั่วโลก ทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทาง
วัฒนธรรม ซึ่งมีทั้งการเปลี่ยนแปลงไปบางสวน การเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบและเนื้อหา และยังมี
                                                                                                     77

การพั ฒ นาเพื่ อ ประโยชน ใ ช ส อยในสภาพป จ จุ บั น อี ก ด ว ย จึ ง นั บ ได ว า วรรณกรรมท อ งถิ่ น
เปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอยางไมหยุดยั้ง
            เมื่อเปนเชนนี้จึงจําเปนอยางยิ่งที่จะตองมีการอนุรักษสิ่งตางๆ ที่เปนวรรณกรรมทองถิ่น
ซึ่งหมายความถึงการรักษาสภาพใหคงอยูในลักษณะเปนของแทดั้งเดิม โดยแบงการอนุรักษเปน 2
ลักษณะ คือ
            1. การอนุรักษรูปแบบ หมายถึง การรักษาวัฒนธรรมใหคงรูปแบบดั้งเดิม เชน เพลง
พื้นบานก็รักษาขั้นตอนการรอง เนื้อรอง ทํานอง ทาทางรํา เปนตน
            2. การอนุรักษเนื้อหา หมายถึง การรักษาวัฒนธรรมพื้นบานในดานเนื้อหา ประโยชน
ใชสอย วิธีการผลิต และการรวบรวมขอมูลเพื่อการศึกษา เชน เอกสาร และควรมีการฝกปฏิบัติ
จริง เพื่อรวบรวมไวศึกษาไดอยางถูกตอง
            เมื่อไดมีการอนุรักษแลว แนวทางที่จะทําใหเกิดการสืบทอดตอ เพื่อมิใหเกิดการขาด
ตอนก็คือ การสงเสริม ซึ่งหมายความถึง การกระทําทุกวิถีทางที่จะทําใหวรรณกรรมทองถิ่นตางๆ
ไดรับการรื้อฟนและสงเสริมใหคงอยูในสังคมไทยตอไป ซึ่งการสงเสริมมี 3 ลักษณะ คือ
            1. สงเสริมโดยทางตรง หมายถึง สงเสริมใหมีการรักษาและปฏิบัติยึดถือวัฒนธรรม
พื้นบานอยางจริงจังในกลุมของชุมชน
            2. สงเสริมโดยทางออม หมายถึง สงเสริมโดยการปลุกเราใหกลุมชนหันมาสนใจสิ่งที่
เปนวรรณกรรมทองถิ่น
            3. สงเสริมโดยการศึกษา หมายถึง การมุงเนนใหสิ่งที่เปนวรรณกรรมทองถิ่นตางๆ
เขาอยูในระบบการเรียนการสอน และรวมตลอดถึงสถาบันการศึกษาจัดเก็บรวบรวมขอมูลตางๆ
ไวอยางเปนระบบ และใหบริการตอผูมีความประสงค
            เมื่อมีการอนุรักษสงเสริมแลว ขั้นตอนสุดทายก็คือ การเผยแพร ใหกลุมชนไดรับทราบ
ใหเกิดความภาคภูมิใจ และเกิดความรักหวงแหนวรรณกรรมทองถิ่นตางๆ ซึ่งการเผยแพรมี 3
ลักษณะ คือ
            1. เผยแพรทางสื่อมวลชน
            2. เผยแพรโดยเอกสารสิ่งพิมพ
            3. เผยแพรโดยการทองเที่ยว
            ปจจุบันความเจริญทุกๆดานไดเขามาสูสังคมไทย วัฒนธรรมทางตะวันตกที่นาสนใจ
และดูเหมือนวาเปนสิ่งทันสมัย เยาวชนจึงหันไปสนใจมากกวา การหาความบันเทิงจากวรรณกรรม
ในทองถิ่น เชน การฟงนิทาน การรองเพลงพื้นบาน เปนตน หรือถามีการแสดงเหลานี้ก็จะมีผูให
ความสนใจเพียงไมกี่คน อันที่จริงแลวก็ตองยอมรับวาสังคมและคานิยมเปลี่ยนแปลงไป วัฒนธรรม
                                                                                                                 78

ใหม ๆ ยอมเกิดขึ้น ดังนั้นการสงเสริมและอนุรักษวรรณกรรมทองถิ่นนั้นจึงถือไดวาเปนการรักษา
มรดกทางวัฒนธรรมอันจะนําไปสูการรักษาชาติ
                   การอนุรักษและเผยแพรวรรณกรรมทองถิ่น
                   วรรณกรรมทองถิ่นซึ่งเคยรุงเรืองอยูในหมูชาวบานตามทองถิ่นตาง ๆ โดยมีรูปแบบ
และเนื้อหาตลอดจนการดําเนินเรื่อง ใหสอดคลองกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมของทองถิ่นนั้น ๆ
วัดเปนศูนยกลางของการเผยแพรและสรางสรรค ประชาชนในทองถิ่นนั้น มีสิทธิที่จะหวงแหน
และอนุรักษวรรณกรรมทองถิ่นเหลานั้นไว โดยการสืบทอดใหอนุชนรุนหนึ่งถายทอดสูอนุชนอีก
รุนหนึ่งอยางตอเนื่อง ในรูปแบบที่กระทําไดหลายทาง เชน การฟงเลา การอาน การคัดลอก
การศึกษาตลอดจนถึงการนําไปถายทอดทางการแสดง
                   ความสําคัญของการอนุรักษสงเสริมและเผยแพรวรรณกรรมทองถิ่น
                   มูลเหตุแหงการอนุรักษวรรณกรรมทองถิ่นหรือวรรณกรรมพื้นบาน สืบเนื่องมาจาก
แหลงขอมูลของวรรณกรรมพื้นบานในอดีตกาลไมมั่นคงถาวร เชน วัตถุหรือวัสดุที่ใชในการบันทึก
วรรณกรรมพื้ น บ า นที่ เ ป น ลายลั ก ษณ สู ญ เสี ย ได ง า ย ทั้ ง โดยธรรมชาติ ข องวั ส ดุ แ ละโดยความ
รูเ ท า ไม ถึ ง การณ ข องมนุษ ย กล า วคื อ วั สดุ ที่ ใ ช บัน ทึ ก วรรณกรรมพื้น บ า นทํ า ด ว ยวั สดุ โ บราณ
เชน กระดาษขอย ใบลาน กระดาษสา วัสดุที่ใ ชจารึกก็เสื่อมสภาพไดงาย ทําใหเลอะเลือน
ขาดขอความไป สวนในเรื่องของการรูเทาไมถึงการณคือ การไมรูคุณคาของวรรณกรรม ทอดทิ้ง
เผาทิ้ง ปลอยใหมดปลวกกัดกินหรือขายใหชาวตางประเทศไป มีวรรณกรรมอยูเปนจํานวนไมนอย
ที่สูญหายและสูญเสียไปในลักษณะดังกลาว
                   นอกจากนี้วรรณกรรมทองถิ่นประเภทมุขปาฐะ คือ การเลาสืบทอดโดยปากตอปาก ก็
สู ญ หายตามไปกั บ บุ ค คลผู จ ดจํ า ได ไ ม ส มบู ร ณ จึ ง ทํ า ให ว รรณกรรมท อ งถิ่ น ทางมุ ข ปาฐะลด
ความสําคัญลงไป นอกจากนี้ผูสืบทอดจํานวนหนึ่งไดนําเอาวรรณกรรมตางๆ เหลานั้นมาดัดแปลง
เพิ่มเติมไปในทางไมเหมาะสม เชน เลาไปในลักษณะตลกลามก ทําใหอนุชนรุนหลังเขาใจวา
วรรณกรรมทองถิ่นเปนเรื่องไรสาระ ไมควรคาแกการจดจํา วรรณกรรมมุขปาฐะจํานวนไมนอยได
สูญหายไปดวยเหตุเชนนี้
                   สภาพการอนุรักษสงเสริมและเผยแพรวรรณกรรมทองถิ่นในปจจุบัน
                   การอนุรักษและการเผยแพรวรรณกรรมทองถิ่นในทางที่ถูกที่ควรก็คือ การใหการศึกษา
แกอนุชนรุ นหลัง ให เขาใจและไดพบไดอานไดฟ งจากผูรูแจงเห็นจริง และส งเสริมใหศึ กษา
คนควาจากแหลงขอมูลโดยตรง ตลอดจนสงเสริมใหมีการเก็บรักษาวรรณกรรมทองถิ่นที่เปนลาย
ลักษณ อยาไดนําไปทําลายหรือขายไปอยางรูเทาไมถึงการณ ควรชวยกันเก็บรักษาไวตามแหลง
หรือสถานศึกษาที่มีผูรูผูเลน เชน รวบรวมไวตามวัด ตามโรงเรียน หรือตามศูนยวัฒนธรรม
                                                                                                           79

สํารับวรรณกรรมที่เปนมุขปาฐะก็จะตองมีการจดบันทึกขอมูล สืบเสาะหาผูที่สืบทอดไว แลวจด
บันทึกไวเปนลายลักษณอักษรใหถูกตองตามระบบ เชน บันทึกขอมูลโดยแถบบันทึกเสียง หรือวีดี
ทัศนแลวนําขอมูลเหลานั้นออกเผยแพร
             การอนุรักษเผยแพรอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถเผยแพรและอนุรักษไดเปนอยางดี คือ
การจัดพิมพในระบบการพิมพเปนรูปเลม โดยวิธีการเก็บลายละเอียด และถอดความใหเปนภาษที่
อานไดโดยทั่วไป แตจะตองถายจากตนฉบับเพื่อเปนหลักฐานและเพื่อการศึกษาอีกดวย ก็จะทําให
การอนุรักษและการเผยแพรวรรณกรรมพื้นบานคงอยูไดสืบตอไป เพื่อประโยชนในการศึกษาใหรู
ถึงสภาพสังคมวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีตาง ๆ ที่มีปรากฏอยูในวรรณกรรมทองถิ่น
ตาง ๆ ซึ่งควรคาแกการอนุรักษเผยแพรและสืบทอดตอไป
             ปญหาของการอนุรักษสงเสริมและเผยแพรวรรณกรรมทองถิ่น
             ประเด็นสําคัญของปญหาการอนุรักษสงเสริมและเผยแพรวรรณกรรมทองถิ่น แบงเปน
4 ประการ คือ
             1. การถูกทําลายในสภาพดินฟาอากาศ สัตว และแมลงตางๆ วรรณกรรมที่จารึกลงใน
วัสดุที่ไมคงทนจะถูกทําลายไป
             2 การถูกทําลายโดยมนุษย ซึ่งมีภาวะที่เกิดจากการรูเทาไมถึงการณ เผาทิ้ง ทําลายทิ้ง
เพราะไมรูคุณคา อานไมออก ภาวะทางเศรษฐกิจที่มีผูรูผูเลนพบเห็นและของซื้อไปในราคาถูก ทํา
ให เ อกสารหรื อ วรรณกรรมถู ก ย า ยถิ่ น ที่ และ/หรื อ ถู ก ขายต อ ไปยั ง ต า งประเทศ ซึ่ ง ป จ จุ บั น มี
วรรณกรรมลายลักษณอยูตามพิพิธภัณฑทั่วโลกมากมายมหาศาล
             3. ขาดผูรูผูเลนที่ใหความสําคัญอยางจริงจัง และขาดผูมีความรูในการอานการปริวรรต
             4. ขาดการพิมพเผยแพร เพราะผูที่สนใจจะซื้อมีอยูในวงจํากัด ทําใหผูพิมพเผยแพร
ขาดทุนในแงของการลงทุน การนําสูประชาชนจึงอยูในวงผูรูผูเลนเทานั้น ปญหาในการเผยแพรจึง
ถูกตัดขาดออกไป คงมีแตการอนุรักษไวในสถาบันการศึกษาที่มีผูศึกษาวงจํากัดแคบ ๆ เทานั้น
ความสนใจเกี่ยวกับเพลงพื้นบานจึงขาดชวงไป
             แนวทางในการอนุรักษวรรณกรรมทองถิ่น
             แนวทางในการอนุรักษวรรณกรรมทองถิ่นควรมีปจจัยเกื้อหนุนดังนี้
             1. อาศั ยเทคโนโลยีสมัย ใหม ชว ยเสริม และเก็ บข อมูล เชน การบัน ทึ ก แถบเสีย ง
การบันทึกวีดิทัศน การถายภาพยนตร ฯลฯ
             2. จัดตั้งกลุมผูสนใจ ผูรูผูเลน แลวบันทึกขอมูลดวยภาพ แถบเสียง วีดิทัศน แลว
ถายทอดใหผูอื่น
                                                                                                       80

           3. สงเสริมใหมีการประกวดแขงขันรองเพลงพื้นบานในเทศกาลสําคัญ ๆ ทั้งเอกชน
และในสถานศึกษา
12. งานวิจัยที่เกี่ยวของ
           12.1 งานวิจัยในประเทศ
                    การศึ ก ษางานวิ จั ย ที่ มี ก ารนํ า วรรณกรรมท อ งถิ่ น มาใช ป ระโยชน ใ นการเรี ย น
การสอนมีดังนี้
                    ศศิวิมล ศรีสุโข (2539 : บทคัดยอ) วิจัยเรื่องการพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นรายวิชา
ท 035 วรรณกรรมทองถิ่น สําหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดกรมสามัญศึกษา
เขตการศึกษา 5 มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาความคิดเห็นและความตองการของครูผูสอนวิชาภาษาไทย
ในการจัดการเรี ยนการสอนวิ ชา ท 035 วรรณกรรมทองถิ่น ตลอดจนจัด ทําเอกสารประกอบ
หลักสูตรรายวิชา ท 035 วรรณกรรมทองถิ่น ผลการวิจัยพบวา ครูผูสอนภาษาไทยมีความตองการ
และเห็นดวยกับการจัดการเรียนการสอนรายวิชา ท 035 วรรณกรรมทองถิ่นในระดับมาก เอกสาร
ประกอบหลักสูตรรายวิชา ท 035 วรรณกรรมทองถิ่นมีความเหมาะสมทุกดาน สัมฤทธิผลการเรียน
รายวิชา ท 035 วรรณกรรมทองถิ่นหลังเรียนมีคาสูงกวากอนเรียนมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01
เจตคติตอการเรียนรายวิชา ท 035 วรรณกรรมทองถิ่นของนักเรียนอยูในระดับสูง
                    สุวรรณา ตั้งไชยคีรี (2539 : บทคัดยอ) วิจัยเรื่อง การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่น
รายวิชาท 0381 นิทานพื้นบาน สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนตน จังหวัดนครปฐม มี
วัตถุประสงคเพื่อพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นรายวิชา ท 031 นิทานพื้นบาน ผลการวิจัยพบวา
นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยูในเกณฑดีมาก และมีเจตคติที่ดีตอการเรียน
                    สุพจน สุทธิศักดิ์ (2539 : บทคัดยอ) วิจัยเรื่อง การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่น
รายวิชา ท 031 นิทานพื้นบาน สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนตน จังหวัดนครศรีธรรมราช มี
วัตถุประสงคเพื่อจัดทําเอกสารประกอบหลักสูตรรายวิชา ท 031 นิทานพื้นบาน ผลการวิจัยพบวา
นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกวาเกณฑที่กําหนด และมีเจตคติที่ดีตอการเรียนรายวิชา ท031
นิทานพื้นบาน
                    ปวีณา บุนนาค (2542 : บทคัดยอ ) “การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นรายวิชาท 035
วรรณกรรมทองถิ่นสําหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย วัตถุประสงคเพื่อสรางเอกสาร
ประกอบหลั ก สู ต รรายวิ ช า ท 035 วรรณกรรมท อ งถิ่ น ผลการวิ จั ย พบว า เอกสารประกอบ
หลักสูตรรายวิชา ท 035 วรรณกรรมทองถิ่นมีความเหมาะสมที่จะนําไปใชสอน เนื่องจากนักเรียนมี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกวาเกณฑที่กําหนดไว และนักเรียนมีเจตคติตอการเรียนรายวิชา ท 035
วรรณกรรมทองถิ่นอยูในระดับสูง
                                                                                                               81

              12.2 งานวิจัยตางประเทศ
                     ริกเกิลสเวิรธ (Wirgglesworth 1976 : 5658-A, อางถึงใน สุพจน สุทธิศักดิ์ 2539 :
76)ไดวิจัยเกี่ยวกับการใชสํานวนภาษาถิ่น Ilianen ที่ปรากฏอยูในนิทานพื้นบานของชนเผา
Monobo ในหมูเกาะมินดะเนาประเทศฟลิปปนส ผลการศึกษาสรุปไดวา นิทานพื้นบานมี
ความสําคัญทั้งในแงเปนเครื่องบันเทิงใจ และชี้ใหเห็นถึง จริยธรรม รวมทั้งสะทอนใหเห็นคานิยม
ในสังคม และลักษณะของชนเผา Monobo
                     เบ็ดตี แอ็กเนส บอสมา (Bette Agnes Bosma 1981 : 42/06A .) วิจัยเชิงทดลอง
เพื่ อ ศึ ก ษาว า จะสามารถนํ า นิ ท านพื้ น บ า นมาเป น สื่ อ ในทั ก ษะการอ า นแบบวิ จ ารณ อ ย า งมี
ประสิทธิภาพไดหรือไม กลุมตัวอยางเปนนักเรียนเกรด 6 วิเคราะหโดยการหาคาความแปรปรวน
ผลการวิจัยสรุปไดวา นิทานพื้นบานทําใหการสอนเชิงวิจารณของนักเรียนมีความกาวหนา เมื่อ
เปรียบเทียบคะแนนกอนเรียนและหลังเรียน พบวาไมมีความแตกตางระหวางกลุมทดลองกับกลุม
ควบคุม
                     มัวดีน เจฟเฟอสัน ( Jefferson         1996 : บทคัดยอ ) ไดวิจัยเรื่อง ผลของ
วรรณกรรมในบทเรียนที่มีตอความรูและทัศนคติของนักเรียนอาฟริกัน – อเมริกันเกี่ยวกับคติชน
ชาวอาฟริกัน–อเมริกัน โดยศึกษานักเรียนเกรด 8 จํานวน 21 คน ผลการวิจัยพบวา การรับรูของ
นักเรียนในเรื่องคติชน อาฟริกัน – อเมริกัน เปนการสรางลําดับเหตุการณทางสังคม และเปนการ
อธิบายขนบธรรมเนียมประเพณีทางสังคม และประวัติศาสตรของชาวอาฟริกัน – อเมริกัน เพิ่มขึ้น
เปนการสงเสริมมรดกทางวัฒนธรรมและทําใหนักเรียนมีทัศนคติที่ดีตอชาวอาฟริกัน - อเมริกัน
                     จากเอกสารและงายวิ จั ย ดั ง กล า ว แสดงให เ ห็ น ว า มี ผู วิ จั ย ส ว นหนึ่ ง ได เ ห็ น
ความสําคัญของหลักสูตรทองถิ่น และนําขอมูลของทองถิ่นมาสรางเปนหลักสูตรโดยใชเครื่องมือ
ตาง ๆ เพื่อใหหลักสูตรทองถิ่นมีคุณภาพและประสิทธิภาพเปนที่ยอมรับทางดานวิชาการ และการวิจัย
ดวยเหตุและปจจัยดังกลาวผูวิจัยจึงไดสรางเครื่องมือที่เปนเอกสารประกอบหลักสูตรเพื่อใชสอน
หลักสูตรทองถิ่นที่เปนสวนของวรรณกรรมเพื่อใหเห็นคุณคาของวรรณกรรมทองถิ่นสืบไป
                                           บทที่ 3

                                     การดําเนินการวิจัย

          การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยรายวิชาเพิ่มเติม
ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนนวมินท-
ราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล กรุงเทพมหานคร” เปนการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental
Research) ใชรูปแบบ One-group Pretest Posttest Design (บํารุง โตรัตน, 2534: 29–31) โดยมี
วัตถุประสงคเพื่อหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
รายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา และเพื่อเปรียบเทียบคะแนนวัดผล
สัมฤทธิ์ของนักเรียนกอนและหลังการใชเอกสารประกอบหลักสูตร ตลอดจนศึกษาความคิดเห็น
ของนักเรียนที่มีตอเอกสารประกอบหลักสูตรฯ โดยไดแบงขั้นตอนการวิจัย ดังตอไปนี้

ประชากรและกลุมตัวอยาง
           ประชากรที่ใชในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ
สตรีวิทยา พุทธมณฑล กรุงเทพมหานคร จํานวน 6 หองเรียน รวมทั้งสิ้น 240 คน
           กลุมตัวอยาง คือ นักเรียนชันมัธยมศึกษาปที่ 4 ในภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2548
                                       ้
โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล โดยการสุมมา 1 หองเรียน จํานวน 40 คน ดวย
วิธีการสุมตัวอยางแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

           ึ
ตัวแปรที่ศกษา
                    ึ
          ตัวแปรที่ศกษา แบงออกเปน 2 ประเภท คือ
          1. ตัวแปรตน ไดแก การสอนโดยใชเอกสารประกอบหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรู
ภาษาไทยรายวิชาเพิ่มเติม ท40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปที่ 4 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล กรุงเทพมหานคร
          2. ตัวแปรตาม ไดแก
               2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
               2.2 ความคิดเห็นของนักเรียนที่มตอเอกสารประกอบหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรู
                                             ี
ภาษาไทย รายวิชาเพิ่มเติม ท40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา

                                             82
                                                                                              83

ระยะเวลาในการทดลอง
                                                         ้
        ใชเวลาทดลอง 18 สัปดาห สัปดาหละ 2 ชั่วโมง รวมทังสิ้น 36 ชั่วโมง

         ขั้นตอนการทดลอง
                          ้
         ผูวิจัยไดแบงขันตอนการทดลองดังตอไปนี้

          ขั้นตอนที่ 1 ขั้นเตรียมการ
          1. ขั้นเตรียมการจัดทําเอกสารประกอบหลักสูตร
               1.1 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
                   โดยศึกษาวิเคราะหจากสาระที่ 4 หลักการใชภาษา มาตรฐานที่ 4.1 เขาใจ
ธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปญญาทาง
ภาษา และรักษาภาษาไทยไวเปนสมบัติของชาติ โดยเนนที่ขอ 6 ชวงชั้นที่ 4 ศึกษา รวบรวม
วรรณกรรมพื้นบาน ศึกษาความหมายของภาษาถิ่น สํานวนภาษิตที่มีในวรรณกรรมพื้นบาน และ
วิเคราะหคุณคาทางดานภาษา
               1.2 ศึกษาเอกสาร ตํารา และงานวิจัยที่เกี่ยวของ
               1.3 วินิจฉัยและสํารวจความจําเปนของชุมชน
                   ผูวิจัยไดเชิญผูนําชุมชน ครูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย และผูบริหารโรงเรียน
มาสนทนากลุมยอย (Focus Group) เพื่อสํารวจสภาพปญหาในการเปดสอนรายวิชาเพิ่มเติม ท40202
วรรณกรรมเขตทวี วั ฒ นา ใหส อดคล อ งกั บ ความต อ งการของชุม ชน ที่ ป ระชุ ม เห็ น ว า ควรให
นักเรียนศึกษาวรรณกรรมทองถิ่นประเภทนิทานพื้นบาน ตํานาน เพลงพื้นบาน ปริศนาคําทาย และ
ภาษิตสํานวน เพราะเนื้อหาเหลานี้สามารถสํารวจขอมูลไดดวยวิธีมุขปาฐะ ทําใหนักเรียนไดศึกษา
คนควาแหลงเรียนรูในชุมชนอยางแทจริง ทั้งเนื้อหาวรรณกรรมเหลานี้ยังสอดแทรกวิถีชีวิต คานิยม
ประเพณี และวัฒนธรรมของชาวทวีวัฒนาได เชน เพลงขอทานกระยาสารท เปนตน
               1.4 สํารวจและเก็บขอมูลภาคสนาม
                   ผูวิจัยไดออกสํารวจขอมูลภาคสนามดวยวิธีการสัมภาษณและใชแบบสอบถาม
ไดขอมูลวรรณกรรมทองถิ่น ดังนี้
                   1.4.1 นิทาน                          4    เรื่อง
                   1.4.2 ตํานาน                         3    เรื่อง
                   1.4.3 เพลงพื้นบาน                  17 เพลง
                   1.4.4 ปริศนาคําทาย                  105 ปริศนา
                   1.4.5 สํานวนและภาษิต                 88 สํานวน
                                                                                                          84

               1.5 คัดเลือกวรรณกรรม
                    ผู วิ จั ย ได สํ า รวจและคั ด เลื อ กวรรณกรรมท อ งถิ่ น เขตทวี วั ฒ นา เพื่ อ ให ไ ด
วรรณกรรมทองถิ่นประเภทตางๆ สําหรับใชเปนสื่อในการสรางเอกสารประกอบหลักสูตรทองถิ่น
โดยใชเกณฑในคําอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม ท40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา ซึ่งจะเลือก
เฉพาะเรื่องที่มีคุณคาทางภาษาและมีอิทธิพลตอการดํารงชีวิตของคนในทองถิ่น ซึ่งประกอบดวย
แนวคิด ความเชื่อ คานิยมวิถีชีวิต ภาษา และขนบธรรมเนียมประเพณี ( ภาคผนวก ก)
          2. ขั้นเตรียมการจัดทําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
               ขอสอบวัดผลสัมฤทธิ์เปนขอสอบกอนและหลังเรียน เปนขอสอบฉบับเดียวกัน มี
ขั้นเตรียมการ ดังนี้
               2.1 ศึกษาทฤษฎีเกี่ยวกับการสรางขอสอบแบบอิงเกณฑ (Criterion Referenced Test)
และแนวทางการสรางขอสอบจากหนังสือเทคนิคการสรางขอสอบวิชาภาษาไทยของกรมวิชาการ
และเทคนิคการเขียนขอสอบของชวาล แพรัตกุล
               2.2 วิเคราะหผลการเรียนรูที่คาดหวังจากรายวิชาเพิ่มเติม ท40202 วรรณกรรม
ทองถิ่นเขตทวีวัฒนา (ภาคผนวก ข)
               2.3 สรางตารางกําหนดเนื้อหาขอสอบ (Table of Test Specification) ใหครอบคลุม
ตามผลการเรียนรูที่คาดหวัง (ภาคผนวก ข)
          3. ขั้ น เตรี ย มการจั ด ทํ า แบบสอบถามความคิ ด เห็ น ที่ นั ก เรี ย นมี ต อ เอกสารประกอบ
หลักสูตร มีขั้นตอนดังนี้
               3.1 ศึกษาวิธีสรางแบบสอบถามความคิดเห็น มีลักษณะเปนแบบมาตราสวนประเมิน
คา (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคอรท (Likert’s Five Rating Scales)
               3.2 ศึกษาเทคนิคการเขียนขอทดสอบของชวาล แพรัตกุล
               3.3 ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวของ

          ขั้นตอนที่ 2 ขั้ น สร า งและการพั ฒ นาหาประสิ ท ธิ ภ าพของเครื่ อ งมื อ ที่ ใ ช ใ นการวิ จั ย
เครื่องมือที่ใชในการวิจัย ไดแก
          1) เอกสารประกอบหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยรายวิชาเพิ่มเติม ท40202
วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา
          2) แบบทดสอบวั ด ผลสั ม ฤทธิ์ ท างการเรี ย นของนั ก เรี ย นรายวิ ช าเพิ่ ม เติ ม ท40202
วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา
          3) แบบสอบถามความคิดเห็นที่นักเรียนมีตอเอกสารประกอบหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติม
ท40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา
                                                                                                                85

                โดยมีขั้นตอนการสรางและการพัฒนาหาประสิทธิภาพของเครื่องมือที่ใชในการวิจัย
ดังนี
                 1. การสรางและการพัฒนาเอกสารประกอบหลักสูตร
                    1.1 จัดทําสาระและการเรียนรูที่คาดหวัง (ภาคผนวก ข)
                    1.2 วิเคราะหความสัมพันธระหวางมาตรฐานการเรียนรูชวงชั้นและสาระการเรียนรู
ชวงชั้น (ภาคผนวก ข)
                    1.3 วิเคราะหความสัมพันธระหวางผลการเรียนรูที่คาดหวังและสาระการเรียนรู
รายภาค (ภาคผนวก ข)
                    1.4 วิเคราะหหลักสูตร แสดงจํานวนผลการเรียนรูในแตละบท (ภาคผนวก ข)
                    1.5 จัดทําคําอธิบายรายวิชา
                         ผู วิ จั ย ได วิ เ คราะห คํ า อธิ บ ายรายวิ ช าจากหลั ก สู ต รการศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐาน
พุทธศักราช 2544 กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ชวงชั้นที่ 4 สาระที่ 4 มาตรฐานที่ 4.1 มาตรฐาน
การเรียนรูชวงชั้น ม. 4-6 ขอที่ 6
                         ...ศึกษาความเปนมาของวรรณกรรม เพลงพื้นบาน ปริศนาคําทาย
                         ภาษิ ต และสํ า นวน ตํ า นาน นิ ท าน โดยให ศึ ก ษาเกี่ ย วกั บ ที่ ม า
                         คุณคาภาษาและสังคม เนื้อหา คําศัพท ความหมาย และอิทธิพล
                         ตอการดํารงชีวิต เพื่อใหมีความรู ความเขาใจ เห็นคุณคา และ
                         รวมมือกับผูอื่นในการอนุรักษวรรณกรรมทองถิ่น...
                    1.6 จัดทําหนวยการเรียนรู
                         ผูวิจัยไดนําสาระการเรียนรูรายภาคที่กําหนดไปบูรณาการจัดทําเปนหนวย
การเรียนรูหนวยยอย เพื่อความสะดวกในการจัดการเรียนรู และผูเรียนไดเรียนรูในลักษณะองครวม
หนวยการเรียนรูแตละหนวยประกอบดวย มาตรฐานการเรียนรู สาระการเรียนรู และจํานวนเวลา
สําหรับการจัดการเรียนรู ซึ่งเมื่อเรียนครบทุกหนวยยอยแลว ผูเรียนสามารถบรรลุตามผลการเรียนรู
ที่คาดหวังรายภาค (ภาคผนวก ข)
                    1.7 จัดทําแผนการจัดการเรียนรู
                         แผนการจัดการเรียนรู                    ผูวิจัยวิเคราะหจากคําอธิบายรายวิชารายภาคและ
หนวยการเรียนรู แลวนํามากําหนดเปนแผนการจัดการเรียนรูของผูเรียนและผูสอน ทั้งหมดมี 18 แผน
               ้
ใชเวลาเรียนทังหมด 36 ชั่วโมง (ภาคผนวก ข) โดยมีการพัฒนาและหาประสิทธิภาพดังนี้
                         1.7.1 นําแผนการจัดการเรียนรูไปใหอาจารยที่ปรึกษาและผูเชี่ยวชาญตรวจ
เพื่อความถูกตองและเหมาะสม
                                                                                            86

                      1.7.2 นําแผนการจัดการเรียนรูไปปรับปรุงแกไข
                      1.7.3 นําแผนการจัดการเรียนรูไปทดลองกับนักเรียนที่ไมใชกลุมตัวอยางที่
เปนกลุมเล็ก
                                                                      ี
                      1.7.4 นําผลการทดลองมาปรับปรุงแกไขเพื่อใหมประสิทธิภาพ
                      1.7.5 นําแผนการจัดการเรียนรูที่ปรับปรุงเพื่อไปทดลองกับกลุมตัวอยาง
         2. การสรางและการพัฒนาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรีย
             แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์มีการสรางและหาประสิทธิภาพดังนี้
             2.1 สรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากตารางที่กําหนด ตามลักษณะ
ความสําคัญ (ภาคผนวก ค)
             2.2 สรางขอสอบวัดผลสัมฤทธิ์จากตารางวิเคราะหเปนแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จํานวน
80 ขอ โดยตอบถูกให 1 คะแนน ตอบผิดได 0 คะแนน
             2.3 ตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหาและความถูกตองของการใชภาษา โดยนํา
ขอสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่สรางขึ้นใหอาจารยที่ปรึกษาและผูเชี่ยวชาญจํานวน 3 คน ตรวจสอบ
                                                                         ่
ประเมินความเที่ยงตรงของเนื้อหาแตละขอ แลวนําผลของการประเมินความเทียงตรงตามเนื้อหามา
คํานวณหาคาดัชนีของความสอดคลอง (Index of Item-Objective Congruence: IOC) ตามแนวคิด
ของ Robin Elli and Hambleton แลวนํามาปรับปรุงแกไข

                                        IOC =
                                                ∑R
                                                  N

                      IOC = ดัชนีความสอดคลองระหวางขอสอบกับจุดประสงค
                      ∑R = ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ
                      N = จํานวนผูเชี่ยวชาญ

                   ขอสอบที่มีคา IOC ตั้งแต 0.50 ขึ้นไป แสดงวาขอสอบนั้นสามารถวัดจุดประสงค
ขอนั้นๆ ได แตขอสอบที่มีคา IOC ต่ํากวา 0.50 ควรปรับปรุงหรือตัดทิ้ง
               2.4 นําแบบทดสอบที่ปรับปรุงแลวไปทดลองใชกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล กรุงเทพมหานคร ในภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา
2548 ที่ไมไดเปนกลุมตัวอยาง จํานวน 1 หองเรียน เพื่อหาคุณภาพของขอสอบ
               2.5 นําผลคะแนนที่ไดจากการทดลองไปวิเคราะหหาความยากงายและคาอํานาจ
จําแนกของขอสอบ โดยใชโปรแกรมสําเร็จรูป B-IN420S ของหนวยศึกษานิเทศก กรมสามัญศึกษา
                                                                                              87

เขตการศึกษา 8 โดยเลือกขอสอบที่มีคาความยากงายตั้งแต 0.20-0.80 มีคาอํานาจจําแนก 0.2 ขึ้นไป
(ภาคผนวก ฉ)
              2.6 นําขอสอบที่ไดรับการวิเคราะหแลว คัดเลือกใหเหลือเพียง 40 ขอ พรอมทั้ง
ตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหาที่คัดเลือกแลววามีความสอดคลองกับตารางที่กําหนดเนื้อหา
ของแบบทดสอบ
              2.7 นําแบบทดสอบมาวิเคราะหหาความเชื่อมั่น (Reliability) ของขอสอบ โดยใช
สูตร KR-21 (Kruder and Richardson Formula 21) โดยมีความเชื่อมั่นของขอสอบทั้งฉบับ เทากับ
0.62 (ภาคผนวก ฉ)
              2.8 นํา แบบทดสอบไปทดลองกับ กลุม ตั ว อย า งก อ นเรี ย นและหลั ง เรี ย น โดยนํ า
ขอสอบฉบับเดียวกันมาสลับขอและสลับตัวเลือกใหม (ภาคผนวก ฉ)
          3. การสรา งและพั ฒ นาแบบสอบถามความคิ ด เห็ น ที่ นัก เรี ย นมีต อ เอกสารประกอบ
หลักสูตร เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอเอกสารประกอบหลักสูตร และเพื่อปรับปรุง
เอกสารประกอบหลักสูตรใหมีคุณภาพยิ่งขึ้น แบบสอบถามความคิดเห็นมีลักษณะเปนแบบมาตรา
สวนประเมินคา (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคอรท (Likert’s Five Rating Scales) โดยมีขั้นตอน
การสรางและพัฒนา ดังนี้
              3.1 ศึกษาวิธีสรางแบบสอบถาม โดยใชวิธีของลิเคอรท (Likert Rating)
              3.2 สรางแบบสอบถามความคิดเห็นที่นักเรียนมีตอเอกสารประกอบหลักสูตรเรื่อง
วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา รวมทั้งสิ้น 20 ขอ (ภาคผนวก ง) โดยถามคําถามดานรูปแบบคือ
ความเหมาะสมของเวลา ผลการเรี ย นรู ที่ ค าดหวั ง ด า นเนื้ อ หาสาระ ด า นกิ จ กรรมการเรี ย นรู
กระบวนการเรียนรู สื่อและอุปกรณการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล และประโยชนที่
ไดรับ วามีมากนอยในระดับใด โดยใหเลือก 5 ระดับ ดังนี้
                       เห็นดวยอยางยิ่ง ใหคาระดับเทากับ 5
                       เห็นดวย             ใหคาระดับเทากับ 4
                       ไมแนใจ             ใหคาระดับเทากับ 3
                       ไมเห็นดวย          ใหคาระดับเทากับ 2
                       ไมเห็นดวยอยางยิ่ง ใหคาระดับเทากับ 1
              3.3 นําแบบสอบถามความคิด เห็น ที่สรางขึ้น ให อาจารยที่ ปรึกษาและผู เ ชี่ยวชาญ
จํานวน 3 คน ตรวจสอบความเหมาะสมของคําถามและรูปแบบของภาษา เพื่อปรับปรุงแกไข
              3.4 ตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหาและความถูกตองของการใชภาษา โดยนํา
                                                    ่
แบบสอบถามที่สรางขึ้นใหอาจารยที่ปรึกษาและผูเชียวชาญจํานวน 3 คนตรวจสอบประเมินความ
                                                                                         88

                                                                  ่
เที่ยงตรงของเนื้อหาแตละขอ แลวนําผลของการประเมินความเทียงตรงตามเนื้อหามาคํานวณหาคา
ดัชนีของความสอดคลอง (Index of Item-Objective Congruence: IOC) ตามแนวคิดของ Robin
Elli and Hambleton แลวนํามาปรับปรุงแกไขตามคําแนะนําของอาจารยที่ปรึกษาและผูเชี่ยวชาญ
(ภาคผนวก ฉ)
                 3.5 นําแบบสอบถามวัดความคิดเห็นที่ปรับปรุงแกไขแลวไปใชกับกลุมทดลองกลุม
               ั
เล็ก โดยใหนกเรียนทําแบบสอบถามความคิดเห็นหลังจากเรียนดวยเอกสารประกอบหลักสูตร เมื่อ
เสร็จสิ้นทุกบทแลวนําผลคะแนนที่ไดมาวิเคราะหหาความเชื่อมั่น โดยใชสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา
(α Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) ไดคาความเชื่อมั่นเทากับ 0.82
           การวิจัยครั้งนี้ผูวิจัยไดทดลองใชเอกสารประกอบหลักสูตรจํานวน 7 บท 18 แผนการ
เรียนรู เพื่อหาประสิทธิภาพตามเกณฑที่กําหนด คือ 75/75 โดยดําเนินการหาประสิทธิภาพของ
เอกสารประกอบหลักสูตรตามขั้นตอนตอไปนี้
           ขั้นทดลองกลุมเล็ก (Small Group Testing) ทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล กรุงเทพมหานคร ในภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา
2548 ที่ไมใชกลุมตัวอยาง จํานวน 10 คน โดยใหนักเรียนทําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์กอนเรียน
(Pretest) จากนั้นใหนักเรียนเรียนเอกสารประกอบหลักสูตร 7 บท 18 แผน โดยใหแบบทดสอบ
รายบททั้งหมด 7 บท และทําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (Posttest) เพื่อนํา
คะแนนแบบทดสอบทั้ง 7 บท และคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน มาคํานวณหา
ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตรตามเกณฑ 75/75 และปรับปรุงแกไขเพื่อนําไปใชใน
ขั้นทดลองกั บ กลุ มตั ว อย า งในขั้น ต อไป ซึ่งคาประสิทธิ ภาพของเอกสารประกอบหลัก สูต รใน
ขั้นทดลองกลุมเล็กที่ได ปรากฏผลดังนี้
                                                                                         89

ตารางที่ 1 ผลคะแนนจากการทําแบบทดสอบรายบทจํานวน 7 บท และแบบทดสอบหลังเรียน
           ในขั้นทดลองกลุมเล็ก

                  คะแนนแบบทดสอบรายบท                                  คะแนนสอบ
                                                    รวม     รอยละ                   รอยละ
นักเรียน   1    2     3   4    5     6         7                       หลังเรียน
           10   10 10 10 10 10                20       80    100.00             20       100
  1        8    7     7   6    8     8        16       60     75.00             16        80
  2        8    6     8   8    7     7        17       61     76.25             17        85
  3        7    8     7   7    8     7        16       60     75.00             16        80
  4        7    7     8   7    6     8        17       60     75.00             17        85
  5        8    9     8   8    7     8        16       64     80.00             15        75
  6        8    7     7   7    8     7        16       60     75.00             16        80
  7        9    8     7   9    8     8        14       63     78.75             16        80
  8        8    7     6   8    7     9        16       61     76.25             17        85
  9        7    6     6   8    9     8        18       62     77.50             16        80
  10       8    7     7   9    8     7        17       63     78.75             18        90
                                          รวม         614     76.75           164         82
                                                      800                     200


         จากตารางที่ 1 แสดงใหเห็นวา ในขั้นทดลองกลุมเล็กซึ่งทดลองกับนักเรียนจํานวน 10
คน นักเรียนทําคะแนนจากแบบทดสอบรายบทไดคะแนนรวมได 614 คะแนน จากคะแนนเต็ม 800
คะแนน คิดเปนรอยละ 76.75 และทําคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนไดคะแนนรวม
164 คะแนน จากคะแนนเต็ม 200 คะแนน คิดเปนรอยละ 82
         สรุปผลของประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตรในขั้นทดลองกลุมเล็ก เทากับ
76.75/82.00

        ขั้นตอนที่ 3 ขั้นการทดลองกับกลุมตัวอยาง
        ขั้นทดลองกับกลุมตัวอยาง ผูวิจัยดําเนินการดังนี้
        แบบแผนการทดลองเปนการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ใชรูปแบบ
One–group Pretest Posttest Design (บํารุง โตรัตน, 2534: 29–31) ซึ่งมีรูปแบบการวิจัยดังนี้
                                                                                      90


           สอบกอนสอน            ทดลอง       สอบหลังสอน
           T1                    X           T2

          T1    แทน การสอบกอนการใชเอกสารประกอบหลักสูตร
          T2    แทน การสอบหลังการใชเอกสารประกอบหลักสูตร
          X     แทน การใชเอกสารประกอบหลักสูตร

            ขั้นตอนการทดลองกับกลุมตัวอยาง ดังนี้
                                                       
            1. ขั้นทดสอบกอนเรียน (Pretest) ใชกับกลุมตัวอยางจํานวน 40 คน ทําแบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิ์กอนเรียนเอกสารประกอบหลักสูตร บันทึกคะแนนกอนเรียน
            2. ขั้นทดลองใชเอกสารประกอบหลักสูตรตามแผนการจัดการเรียนรู 18 แผน 36 ชั่วโมง
                                              ั
            3. เมื่อเรียนจบในแตละบท ใหนกเรียนทําแบบทดสอบรายบทจนครบ 7 บท แลว
บันทึกคะแนนไว
            4. เมื่อกลุมตัวอยางเรียนครบ 18 แผนการจัดการเรียนรูแลว ใหทําแบบสอบถามความ
          ่
คิดเห็นทีนักเรียนมีตอเอกสารประกอบหลักสูตร
                                                     
            5. ขั้นทดสอบหลังเรียน (Posttest) ใหกลุมตัวอยางทําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลัง
เรียน เพื่อนําไปวิเคราะหขอมูลตอไป

          ขั้นตอนที่ 4 วิเคราะหขอมูล
          ผูวิจัยไดเก็บรวบรวมขอมูลเพื่อนําไปวิเคราะหตามขั้นตอนตอไปนี้
          1. การหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตร โดยนําคะแนนรายบททั้ง 7 บท
มาเปรียบเทียบกับคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน คํานวณคาสถิติพื้นฐาน ไดแก คะแนนเฉลี่ย สวน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน และคารอยละ นํามาวิเคราะหประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตรตาม
เกณฑ 75/75 จากสูตร E1/E2 (ชัยยงค พรหมวงศ และคณะ, 2520: 136-137) ดังนี้
          สูตรที่ 1
                                           (∑ X i / N )
                                    E1 =                  100
                                                A
               เมื่อ E1   คือ   ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตรรายวิชา ท 42202
                     Xi   คือ   คะแนนรวมของแบบฝกหัดทุกชุดของผูเรียนคนที่ i
                     A    คือ   คะแนนเต็มของแบบฝกหัดทุกบทรวมกัน
                     N    คือ   จํานวนผูเรียน
                                                                                    91

        สูตรที่ 2
                                    E2 =
                                           ∑F   i

                                           N × 100
                                              B
               เมื่อ E2 คือ ประสิทธิภาพของผลสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวรรณกรรม
                            ทองถิ่นเขตทวีวัฒนา (Posttest) ของผูเรียน
                     Fi คือ คะแนนของผลสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนเอกสารประกอบ
                            หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202
                            วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา (Posttest) ของผูเรียนคนที่ i
                     B คือ คะแนนเต็ ม ของแบบทดสอบสอบวั ด ผลสั ม ฤทธิ์ ในการเรี ย น
                            เอกสารประกอบหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย รายวิชา
                            เพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา
                     N คือ จํานวนผูเรียน

                                                 
        2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเรียนของกลุมตัวอยางกอนและหลังการเรียนโดยใช
เอกสารประกอบหลักสูตร โดยใช t-test แบบจับคู
        3. วิเคราะหขอมูลจากแบบสอบถามความคิดเห็นรายขอ ซึ่งมีลักษณะเปนแบบมาตรา
                                                         ่
สวนประมาณคา โดยนําคาระดับที่ไดมาหาคาเฉลี่ยและสวนเบียงเบนมาตรฐาน แลวนํามาแปล
ความหมายคาระดับ ตามเกณฑที่ปรับจากเบสท (Best) ดังนี้
              1.00 ≤ x < 1.50 หมายถึง ผูตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นตอเอกสาร
                                           ประกอบหลักสูตรโดยเฉลี่ยอยูในระดับนอยที่สุด
              1.50 ≤ x < 2.50 หมายถึง ผูตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นตอเอกสาร
                                           ประกอบหลักสูตรโดยเฉลี่ยอยูในระดับนอย
              2.50 ≤ x < 3.50 หมายถึง ผูตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นตอเอกสาร
                                           ประกอบหลักสูตรโดยเฉลี่ยอยูในระดับปาน
                                           กลาง
              3.50 ≤ x < 4.50 หมายถึง ผูตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นตอเอกสาร
                                           ประกอบหลักสูตรโดยเฉลี่ยอยูในระดับ ดี
              4.50 ≤ x < 5.00 หมายถึง ผูตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นตอเอกสาร
                                           ประกอบหลักสูตรโดยเฉลี่ยอยูในระดับดีมาก
                                         บทที่ 4

                                   ผลการวิเคราะหขอมูล

             การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย รายวิชา
เพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียน
              ู                                                ิั
นวมินทราชินทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล กรุงเทพมหานคร ผูวจยไดนําเสนอผลการวิเคราะห
ขอมูลเปน 3 ขั้นตอน ดังนี้
             ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะหขอมูลเพื่อหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตร
ตามเกณฑ 75 / 75 ( ชัยยงค พรหมวงศ และคณะ 2520 : 136-137 ) จากการทดลองกับกลุม
ตัวอยาง จํานวน 40 คน
             ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะหขอมูลเพื่อเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ของนักเรียนกลุมตัวอยางกอนและหลังการทดลองใชเอกสารประกอบหลักสูตร
              ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะหขอมูลคะแนนความคิดเห็นจากแบบสอบถาม
                ่
ความคิดเห็นทีนักเรียนมีตอเอกสารประกอบหลักสูตร

 ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะหหาประสิทธิภาพตามเกณฑ 75 / 75 ของเอกสารประกอบหลักสูตร
ผูวิจัยไดวเิ คราะหผลดังนี้
                1. คะแนนแบบทดสอบรายบทของกลุมตัวอยาง จํานวน 40 คน วิเคราะหคะแนนเฉลี่ย
( x ) สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) และคารอยละของคะแนน และจัดลําดับคะแนนเฉลี่ยของแต
ละบท ผลการวิเคราะหแสดงในตารางที่ 2 ดังนี้




                                            92
                                                                                            93

ตารางที่ 2 คะแนนเฉลี่ย ( x ) สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) คารอยละ (%) และลําดับของ
           คะแนนเฉลี่ยจากการทําแบบทดสอบรายบทของเอกสารประกอบหลักสูตร

 บท                 เรื่อง               คะแนน        X        (S.D.)    รอยละ       ลําดับ
  ที่                                     เต็ม                                           ที่
  1 ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับ              10        7.41       1.50      74.00          5
      วรรณกรรม
  2 เพลงพื้นบาน                            10        7.20      0.72      72.00         6
  3 ปริศนาคําทาย                            10        8.63      1.05      86.00         1
  4 ภาษิตสํานวน                             10        7.90      0.67      79.00         3
  5 ตํานาน                                  10        8.33      1.00      83.00         2
  6 นิทาน                                   10        6.65      0.66      67.00         7
  7 การสงเสริมและอนุรักษ                  20       16.85      1.92      78.69         4
      วรรณกรรม

          จากตารางที่ 2 แสดงใหเห็นวา กลุมตัวอยางสามารถทําแบบทดสอบรายบทในเอกสาร
                                                                                      ่
ประกอบหลักสูตร ไดดังนี้ แบบทดสอบรายบทที่นักเรียนทําคะแนนเฉลี่ยไดสูงสุดคือบทที่ 3 เรือง
ปริศนาคําทาย ( 86% ) อันดับที่สองคือบทที่ 5 เรื่องตํานาน (83 %) สวนแบบทดสอบรายบทที่ได
คะแนนเฉลี่ยต่ําสุด ไดแก บทที่ 6 เรื่องนิทาน
          2. วิเคราะหหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตร โดยการหาคารอยละของ
คะแนนจากการทํ า แบบทดสอบรายบททั้ ง หมด 7 บท และค า ร อ ยละของคะแนนจากการทํ า
แบบทดสอบหลังเรียนของกลุมตัวอยาง 40 คน ผลการวิเคราะหแสดงในตารางที่ 3
                                                                                    94

ตารางที่ 3 คารอยละของคะแนนจากการทําแบบทดสอบรายบทจํานวน 7 บท และคารอยละ
           ของคะแนนจากการทําแบบทดสอบหลังเรียนของกลุมตัวอยาง จํานวน 40 คน

 นักเรียน             คะแนนแบบทดสอบรายบท             รวม   รอย    คะแนน     รอย
            1    2      3     4      5     6    7          ละ      สอบหลัง   ละ
                                                                    เรียน
            10   10    10     10    10     10   20   80     100      20       100
      1      2    6     8      7     7      6   16   52    65.00     16      80.00
      2     8     7     8      7     9      6   18   63    78.75     19      95.00
      3      8    6     8      8     9      7   16   62    77.50     19      95.00
      4      9    8     9      8     8      7   18   67    83.75     16      80.00
      5      8    7     9      7     8      8   16   63    78.75     18      90.00
      6      3    6     8      8     7      7   20   59    73.75     17      85.00
      7      7    6    10      8    10      8   12   61    76.25     18      90.00
      8      7    7     9      9     7      6   12   57    71.25     16      80.00
      9      9    8     8      7     9      6   20   67    83.75     18      90.00
     10      7    7    10      8    10      7   18   67    83.75     17      85.00
     11      9    8     9      8     7      6   16   63    78.75     18      90.00
     12      6    7     7      8     8      7   16   59    73.75     17      85.00
     13      7    8     9      9     9      7   16   65    81.25     18      90.00
     14      7    8     8      8    10      7   18   66    82.50     17      85.00
     15      9    7     9      8     8      7   18   66    82.50     18      90.00
     16      8    7     8      8     8      6   18   63    78.75     17      85.00
     17      7    6     7      7     9      8   14   58    72.50     18      90.00
     18      6    7     6      8     5      6   14   52    65.00     18      90.00
     19      8    8     8      7     8      7   16   62    77.50     19      95.00
     20      8    7     9      7     8      6   16   61    76.25     19      95.00
     21      5    8     9      9     9      6   20   66    82.50     18      90.00
     22      9    7     9      8     7      7   18   65    81.25     17      85.00
     23      8    7     7      8     9      7   16   62    77.50     18      90.00
     24      8    7     9      8     9      7   18   66    82.50     18      90.00
     25      9    7     8      8     8      8   18   66    82.50     19      95.00
                                                                                          95

ตารางที่ 3 ( ตอ)

 นักเรียน                คะแนนแบบทดสอบรายบท                  รวม    รอยละ   คะแนน รอย
               1    2      3     4      5       6      7                     สอบหลัง ละ
                                                                              เรียน
              10    10    10     10     10     10     20      80
     26        8     7    10      7      8      7     18      65    81.25      18   90.00
     27        9     7     9      8      8      6     16      63    78.75      14   70.00
     28       7      6    10      9      8      6     18      64    80.00      17   85.00
     29        7     8    10      8      9      7     20      69    86.25     19    95.00
     30        7     8     9      7      9      6     18      64    80.00      18   90.00
     31        7     7    10      8      7      6     16      61    76.25     17    8500
     32        8     7     8      7      9      6     14      59    73.75     14    70.00
     33        7     8    10      9      9      7     18      68    85.00      18   90.00
     34        8     7     7      8      9      7     18      64    80.00      18   90.00
     35        8     9     9      7      8      6     16      63    78.75     16    80.00
     36        6     7     9      8      8      6     18      62    77.50      18   90.00
     37        8     7    10      8      9      6     18      66    82.50     19    95.00
     38        9     8    10      9      9      7     16      68    85.00      17   85.00
     39        8     8     8      9      8      6     16      63    78.75     18    90.00
     40        7     7     7      8      9      7     16      61    76.25     17    85.00
                                                     รวม    2518    78.68     701   87.62
                                                            3,200             800



             จากตารางที่ 3 แสดงใหเห็นวา กลุมตัวอยางทําคะแนนจากแบบทดสอบรายบทได
คะแนน รวม 2,518 คะแนน จากคะแนนเต็ม 3,200 คะแนน คิดเปนรอยละ 78.68 และทํา
คะแนนแบบทดสอบหลังเรียนรวม 701 คะแนน จากคะแนนเต็ม 800 คะแนน คิดเปนรอยละ
87.62 ดังนั้นประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตรในขั้นทดลองมีคาเทากับ 78.68 / 87.62
ซึ่งสูงกวาเกณฑที่กําหนดไวคือ 75 / 75 รอยละ 2.5 ขึ้นไป จึงแสดงวาเอกสารประกอบหลักสูตรมี
ประสิทธิภาพดี ซึ่งเปนไปตามสมมติฐานขอ 1

ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะหเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน กอนและหลัง
การใชเอกสารประกอบหลักสูตร ดังตางรางที่ 4 และที่ 5 ตามลําดับดังนี้
                                                                                     96

ตารางที่ 4 คะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ของกลุมตัวอยางกอนและหลังการทดลอง และ ผลตาง (D) ของ
           คะแนนในการทดสอบทั้งสองครั้ง

 นักเรียน        คะแนนเต็ม (20)   ผลตาง     นักเรียน      คะแนนเต็ม (20)   ผลตาง
 คนที่        กอนเรียน หลังเรียน (D)         คนที่     กอนเรียน หลังเรียน   (D)
     1            5           16    11          21          13         18      5
     2            14          19    5           22          15         17      2
     3            15          19    4           23          15         18      3
     4            13          16    3           24          12         18      6
     5            12          18    6           25          12         19      7
     6            11          17    6           26          15         18      3
     7            12          18    6           27          12         14      2
     8            14          16    2           28          14         17      3
     9            12          18    6           29          15         19      4
     10           15          17    2           30          15         18      3
     11           14          18    4           31          11         17      6
     12           12          17    5           32          15         14      -1
     13           11          18    7           33          16         18      2
     14           10          17    7           34          16         18      5
     15           13          18    5           35          16         16      0
     16           14          17    3           36          16         18      2
     17           16          18    2           37          15         19      4
     18           15          18    3           38          15         17      2
     19           15          27    2           39          16         18      2
     20           15          19    4           40          14         17      3

           จากตารางที่ 4 แสดงใหเห็นวา คะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ของกลุมตัวอยางสูงขึ้นหลังจาก
เรียนเอกสารประกอบหลักสูตร 7 บท 18 แผนการเรียนรูที่ผูวิจัยสรางขึ้น คาผลตางของคะแนน
จากการทดสอบกอนและหลังการใชเอกสารประกอบหลักสูตร สูงสุดมีคาเทากับ 11 และต่ําสุดมีคา
เทากับ 0 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน
                                                                                           97

ตารางที่ 5 เปรียบเทียบคะแนน ( x ) สวนเบียงเบนมาตรฐาน ( S.D.) คะแนนผลตาง (D)
                                         ่
           และคาทดสอบ t ของกลุมตัวอยาง

   การ       คะแนน          X        S.D.         D         S.D.          t       T table
 ทดสอบ        เต็ม
กอนเรียน      20         13.52      2.14
                                                 3.95       2.23       11.34*       2.02

หลังเรียน      20         17.52      1.19

*มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

           จากตารางที่ 5 แสดงใหเห็นวา คาเฉลี่ยคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ของกลุมตัวอยาง หลัง
การทดลอง สูงกวากอนการทดลองอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยคาเฉลี่ยของคะแนน
หลังการทดลองการใชเอกสารประกอบหลักสูตรเทากับ 17.52 ซึ่งสูงกวา คาเฉลี่ยของคะแนนกอน
การทดลองใชเอกสารประกอบหลักสูตรที่มีคาเทากับ 13.52 และผลตางเฉลี่ยระหวางหลังการใช
เอกสารประกอบหลักสูตร และกอนการใชเอกสารประกอบหลักสูตรเทากับ 3.95 คะแนน คา t
เทากับ 11.34 สูงกวาคา t จากตาราง ( t = 2.02) ดังนั้นแสดงวา คะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ของกลุม
ตัวอยาง หลังการใชเอกสารประกอบหลักสูตรทั้ง 7 บท 18 แผนการจัดการเรียนรู สูงกวา คะแนน
วัดผลสัมฤทธิ์กอนการใชเอกสารประกอบหลักสูตรอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งเปนไป
ตามสมมติฐานขอที่ 2
 ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะหความคิดเห็นของนักเรียนที่มตอเอกสารประกอบหลักสูตร ดังปรากฏ
                                                      ี
            ในตารางที่ 6 ดังนี้
                                                                                        98

ตารางที่ 6 คาระดับเฉลี่ย ( X ) และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แสดงความคิดเห็น
                            ่
           ของนักเรียน ทีมีตอเอกสารประกอบหลักสูตร จํานวน 20 ขอ

  ขอ                          ขอความ                       X    S.D.    อันดับคาเฉลี่ย
  1. วิชาวรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา ควรเปดสอน              4.08 0.66          7
      นักเรียนทุกระดับชั้น เพื่อใหเกิดความรักในทองถิ่นตน
  2. สาระของวรรณกรรมทองถิ่นควรใหชุมชนเขามามี              4.03 0.62           8
      สวนรวมในการจัดทําหลักสูตร
  3. ปราชญชาวบานมีบทบาทมากในการถายทอดความรู              4.23 0.62           4
      จากทองถิ่นสูโรงเรียน
  4. เมื่อนักเรียนไดศึกษาวรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา        4.10 0.67           6
      แลว เห็นคุณคาของทองถิ่นมากกวาเดิม
  5. นักเรียนคิดวาสาระของวิชาวรรณกรรมทองถิ่นเขตทวี         4.03 0.66           9
                                              ่
      วัฒนา เหมาะสมกับเวลา และหนวยกิตทีกําหนดแลว
  6. นักเรียนไดนําความรูจากการเรียนวิชาวรรณกรรม            3.80 0.61           20
      ทองถิ่นเขตทวีวัฒนา ไปใชในชีวิตประจําวันไดดีขน ึ้
  7. วิธีและกระบวนการสอนของผูสอน นักเรียนคิดวา             4.13 0.52           5
      เหมาะสม และสอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวังดี
      แลว
                                   
  8. สื่ออุปกรณและแหลงเรียนรูที่ผูสอนนํามาประกอบ          3.83 0.62           19
      และใหนักเรียนคนควาเหมาะสมกับสาระและ
      กระบวนการเรียนรูเหมาะสมแลว
  9. การวัดและประเมินผลในวิชาวรรณกรรมทองถิ่นเขต             3.97 0.58           12
      ทวีวัฒนา นักเรียนไดรับความรู ทักษะ และเจตคติ ที่
      เหมาะสม
  10. การศึกษาเรื่องราวของนิทานพื้นบานทําใหนักเรียน        3.98 0.73           11
                             ี
      ไดรับความรู ดานวิถีชวิต ความเชื่อ ประเพณี คานิยม
      ของคนในทองถิ่น
                                                                                    99

ตารางที่ 6 (ตอ)

  ขอ                        ขอความ                      X    S.D.   อันดับคาเฉลี่ย
                           ่
  11. การเรียนเรื่องราวเกียวกับตํานานของชาวทวีวัฒนาทํา    3.88 0.56         15
            ั
      ใหนกเรียนภาคภูมิใจในสิ่งที่มีคาในทองถิ่นตนเชน
      ถนนอุทยาน เปนตน
  12. การที่ชาวทวีวฒนามีเพลงพืนบานของตนเองคือ เพลง
                      ั          ้                        3.93 0.69         14
      “ขอทานกระยาสารท” ทําใหนักเรียนตองอนุรักษ และ
      เผยแพรใหผูอื่นไดทราบ
  13. ปริศนาคําทายของชาวทวีวัฒนา มีลักษณะเหมือน           3.85 0.70         17
      ปริศนาของชาวภาคกลางทั่วไป ไมมีความแตกตางทาง
      ภาษา
  14. สํานวนภาษิตของชาวทวีวัฒนาสวนมากจะใชคําที่         3.86 0.55         16
      งาย ๆ ประโยคสั้นๆ ไมซับซอน และมุงใชใน 
      ชีวิตประจําวัน
  15. นักเรียนคิดวาในเขตทวีวัฒนาควรตองมีการอนุรักษ     4.40 0.59         1
                    ้
      วรรณกรรมพืนบาน เพราะสิ่งที่มีคาอาจสูญหายไป
      อยางนาเสียดาย
                        ้          ื้
  16. ควรมีการจัดตังพิพิธภัณฑพนบานในโรงเรียนของเรา      3.95 0.78         13
      เนื่องจากนักเรียนสวนมากมีภูมิลําเนาอยูทวีวัฒนา
  17. นักเรียนควรสรางองคความรูในเรื่องวรรณกรรม         3.83 0.55         18
      ทองถิ่นเขตทวีวัฒนา เพื่อเผยแพรใหผูอื่นทราบถึง
      เรื่องราวตางๆ ในทองถิ่นของชาวทวีวัฒนา
                                                                                            100

ตารางที่ 6 (ตอ)
  ขอ                           ขอความ                          X  S.D.       อันดับคาเฉลี่ย
                                              ั
  18. ควรเผยแพรวรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวฒนา ในสื่อ              4.00 0.78             10
         ตาง ๆ เชน เผยแพรในเว็บไซดของโรงเรียน และ
         นวัตกรรมตางๆ เพื่องายแกการคนควาของผูอื่น
  19. สิ่งที่นักเรียนภาคภูมิใจในถิ่นตนคือ ถนนอุทยาน ที่มี      4.30 0.76             3
         ผูกลาววา “ถนนที่สวยที่สุดในประเทศไทย”
  20. หลักสูตรทองถิ่นกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยรายวิชา       4.35 0.62             2
         เพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา
                       
         มีประโยชนตอชาวทวีวัฒนาอยางมาก
                                   รวม                         4.02 0.56

              จากตารางที่ 6 แสดงใหเห็นวา นักเรียนมีความคิดเห็นตอเอกสารประกอบหลักสูตร
                                          ่      
ทั้ง 18 แผนการเรียนรู ไดคาระดับเฉลียรวมอยูในระดับดี ( x = 4.02 , S.D. = 0.56 ) จึงสรุปวา
                          ่
นักเรียนมีความคิดเห็นทีดี ตอเอกสารประกอบหลักสูตร สําหรับแบบสอบถามขอที่มีคะแนนเฉลี่ย
สูงสุด คือ ขอ 15 นักเรียนคิดวาในเขตทวีวัฒนาควรตองมีการอนุรักษวรรณกรรมพื้นบาน เพราะ
สิ่งที่มีคาอาจสูญหายไปอยางนาเสียดาย ( x = 4.40 , S.D. = 0.59 ) ซึ่งนักเรียนมีความคิดเห็นทีดี
                                                                                             ่
ตอเอกสารประกอบหลักสูตร สําหรับแบบสอบถามขอที่มีคะแนนเฉลี่ยเปนอันดับสอง คือขอ 20
หลักสูตรทองถิ่นกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขต
ทวีวัฒนา มีประโยชนตอชาวทวีวัฒนาอยางมาก ( x = 4.35 , S.D. = 0.62) ซึ่งนักเรียนมีความ
            ่
คิดเห็นทีดีตอเอกสารประกอบหลักสูตร สําหรับแบบสอบถามขอที่มีคะแนนต่ําสุด คือ ขอ 6
                                                                                ิ
นักเรียนไดนําความรูจากการเรียนวิชาวรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา ไปใชในชีวตประจําวันไดดี
ขึ้น( x = 3.80 , S.D. = 0.61 ) ซึ่งนักเรียนมีความคิดเห็นที่ดี ตอเอกสารประกอบหลักสูตร สําหรับ
แบบสอบถามขอที่มีคะแนนเฉลี่ยรองอันดับสุดทาย คือขอ 8 สื่ออุปกรณและแลงเรียนรูที่ผูสอน
นํามาประกอบและใหนักเรียนคนควา เหมาะสมกับสาระ และกระบวนการเรียนรูเหมาะสมแลว
( x = 3.83 , S.D. = 0.62 ) ซึ่งนักเรียนมีความคิดเห็นทีดีตอเอกสารประกอบหลักสูตร
                                                      ่
                                                  บทที่ 5

                                   สรุป อภิปรายผล และขอเสนอแนะ

              การวิ จั ย เรื่ อ ง “การพั ฒ นาหลั ก สู ต รท อ งถิ่น กลุ ม สาระการเรี ย นรู ภ าษาไทยรายวิ ช า
เพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียน
นวมิ น ทราชิ นู ทิ ศ สตรี วิ ท ยา พุ ท ธมณฑล กรุ ง เทพมหานคร” เป น การวิ จั ย เชิ ง ทดลอง
( experimental research ) โดยใชรูปแบบ one - group pretest posttest design มีวัตถุประสงค
เพื่ อ พั ฒ นาและหาประสิ ท ธิ ภ าพของเอกสารประกอบหลั ก สู ต ร เปรี ย บเที ย บผลสั ม ฤทธิ์ ข อง
นักเรียนกอนและหลังการใชเอกสารประกอบหลักสูตร และศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอ
เอกสารประกอบหลักสูตร กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
ภาคเรี ย นที่ 2 ป ก ารศึ ก ษา 2548 โรงเรี ย นนวมิ น ทราชิ นู ทิ ศ สตรี วิ ท ยา พุ ท ธมณฑล
กรุงเทพมหานคร โดยการสุมหองเรียน 1 หอง ดวยวิธีการสุมอยางเจาะจง จํานวน 40 คน จาก
ประชากรทั้งหมด 240 คน

เครื่องมือที่ใชในการวิจัยครังนี้
                              ้
               1. เอกสารประกอบหลั ก สู ต รกลุ ม สาระการเรี ย นรู ภ าษาไทยสํ า หรั บ นั ก เรี ย นชั้ น
มัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล กรุงเทพมหานคร
               2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เปนแบบทดสอบกอนและหลังการใชเอกสารประกอบ
หลักสูตร
               3. แบบสอบถามความคิดเห็นที่นักเรียนมีตอเอกสารประกอบหลักสูตร
               การดําเนินการวิจัยครั้งนี้ไดดําเนินการทดลองตามลําดับขั้นตอนในการวิจัยดังนี้
               1. ทําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนเรียน โดยใหนักเรียนกลุมตัวอยาง
จํานวน 40 คน ทําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์จํานวน 40 ขอ ที่ผูวิจัยสรางขึ้น
               2. ดําเนินการทดลอง ผูวิจัยดําเนินการสอนนักเรียนโดยใชเอกสารประกอบหลักสูตร
ที่ผูวิจัยสรางขึ้น ใชระยะเวลาในการสอนรวม 18 สัปดาห สัปดาหละ 2 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 36
ชั่วโมง
               3. ใหนักเรียนทําแบบทดสอบรายบทหลังการเรียนในแตละบท รวมทั้งสิ้น 7 ครั้ง


                                                    101
                                                                                                   102

          4. ให นั ก เรี ย นทํ า แบบทดสอบวั ด ผลสั ม ฤทธิ์ ห ลั ง เรี ย น ซึ่ ง เป น ฉบั บ เดี ย วกั บ
แบบทดสอบกอนเรียน
          5. ใหนักเรียนทําแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีตอเอกสารประกอบหลักสูตร หลังการเรียน
ในแตละบทรวมทั้งสิ้น 7 ครั้ง โดยใหนักเรียนทําแบบสอบถามในชั่วโมงสุดทายของการเรียน
          6. ให นั ก เรี ย นทํ า แบบทดสอบวั ด ผลสั ม ฤทธิ์ ห ลั ง เรี ย น ซึ่ ง เป น ฉบั บ เดี ย วกั บ
แบบทดสอบกอนเรียน
          7. นําคะแนนที่ไดจากแบบทดสอบรายบทและคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลัง
เรียนไปคํานวณหาประสิทธิภาพของบทเรียน เปรียบเทียบคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์กอนและหลังเรียน
เอกสารประกอบหลักสูตร และนําขอมูลจากแบบสอบถามความคิดเห็นที่นักเรียนมีตอเอกสาร
ประกอบหลักสูตรมาวิเคราะหโดยใชวิธีการทางสถิติเพื่อการทดสอบสมมติฐาน

สรุปผลการวิจัย
                                       
            จากการศึกษาและวิเคราะหขอมูลการวิจัย สรุปผลไดดังนี้
            1. ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตรอยูในระดับดีมาก จากผลการวิเคราะห
ขอมูลจากคะแนนแบบทดสอบรายบทไดคะแนนคิดเปนรอยละ 78.68 และคะแนนแบบทดสอบ
หลังเรียนไดคะแนนคิดเปนรอยละ 87.62 ดังนั้นประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตรมีคา
เทากับ 78.58/87.62 ซึ่งสูงกวาเกณฑที่กําหนดไว 75 / 75 รอยละ 2.5 ขึ้นไป ซึ่งแสดงวาเอกสาร
ประกอบหลักสูตรมีประสิทธิภาพดีมาก ซึ่งเปนไปตามสมมติฐานขอที่ 1
            2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุมตัวอยางกอนและหลังการทดลอง
แตกตางกัน อย างมี นัย สําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยคาเฉลี่ ยของคะแนนหลังการทดลองใช
เอกสารประกอบหลักสูตรเทากับ 17.52 ซึ่งสูงกวาคาเฉลี่ยของคะแนนกอนการทดลองใชเอกสาร
ประกอบหลักสูตรที่มีคาเทากับ 13.52 และผลตางของคะแนนเฉลี่ยระหวางหลังการใชเอกสาร
ประกอบหลัก สูตรและกอนการใชเอกสารประกอบหลัก สูตร เทากับ 3.95 คะแนน แสดงวา
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุมตัวอยางหลังการใชเอกสารประกอบหลักสูตร สูง
กวาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์กอนใชเอกสารประกอบหลักสูตร ซึ่งเปนไปตามสมมติฐานขอที่ 2
            3. ผลการวิเคราะหแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอเอกสารประกอบ
หลักสูตร นักเรียนมีความคิดเห็นที่ดีตอเอกสารประกอบหลักสูตร โดยมีคะแนนเฉลี่ยเทากับ
4.02 คะแนน ซึ่งเปนไปตามสมมติฐานขอที่ 3
                                                                                                    103

การอภิปรายผลการทดลอง
              จากผลการวิเคราะหขอมูล สามารถนํามาอภิปรายผลไดดงตอไปนี้    ั
              1. ผลการวิจัยขอที่ 1 พบวา เอกสารประกอบหลักสูตรที่ผูวิจัยสรางขึ้น มีประสิทธิภาพ
เทากับ 78.68 / 87.62 ซึ่งสูงกวาเกณฑที่กําหนดไว 75 /75 ถือวาอยูในเกณฑดีมาก เนื่องจาก
เหตุผลดังนี้
                 1.1 เอกสารประกอบหลักสูตรที่ผูวิจัยสรางขึ้น อยูบนรากฐานหลักสูตรการศึกษา
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ที่สนองความตองการของชุมชน จึงทําใหมีการยืดหยุน
ของเนื้อหา ทําใหนักเรียนมีความสนใจที่จะศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวกับทองถิ่นตน ซึ่งสอดคลองกับ
ผลการวิจัยของ อารีย สุวรรณทัศน (2540) สุทธิดา พรจําเริญ (2540) และปวีณา บุนนาค
(2542) ที่พบวา คาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบหลักสูตรสูงกวาเกณฑที่กําหนดไว
                 1.2 องคประกอบของเอกสารประกอบหลักสูตร เชนแบบสอบถามรายบทที่ผูวิจัย
สร า งขึ้ น โดยมี ผ ลการเรี ย นรู ที่ ค าดหวั ง เหมื อ นกั บ แบบทดสอบวั ด ผลสั ม ฤทธิ์ มี ก ารวั ด และ
ประเมินผลทั้ง 3 ดาน คือ ความรู ทักษะ และเจตคติ ทําใหนักเรียนมีความรูความเขาใจใน
บทเรียนไดดี พรอมทั้งไดฝกปฏิบัติอยางถูกตองตามกระบวนการเรียนรู
              2. ผลการวิจัยขอที่ 2 พบวา คะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ของกลุมตัวอยางหลังเรียนเอกสาร
ประกอบหลักสูตร สูงกวากอนเรียนดวยเอกสารประกอบหลักสูตร อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่
ระดับ 0.05 ทั้งนี้อาจมีเหตุผลดังนี้
                 2.1 กระบวนการเรียนรู วิธีสอน และกิจกรรมการสอน ผูวิจัยใหหลากหลายวิธี
เชน การสอนโดยใชวิธีแผนที่ความคิด กระบวนการกลุม กระบวนการคิดอยางมีวิจารณญาณ
โดยเฉพาะวิธีการที่สอบถามผูรู ซึ่งเปนวิธีการที่กระตุนใหนักเรียนเกิดการเรียนรูที่มีประสิทธิภาพ
นั ก เรี ย นสามารถค น ควาหาความรู ดว ยตัว เอง นั ก เรี ย นมี กิจ กรรมที่ทา ทาย เชน การออกไป
สัมภาษณชาวบาน การออกไปทัศนศึกษาแหลงเรียนรูภายนอกโรงเรียน และสิ่งที่สําคัญในบาง
โอกาสได เ ชิ ญ ปราชญช าวบา นมาสอนนั ก เรี ย นในโรงเรี ย นจึ ง ทํ า ใหนั ก เรี ย นเกิ ด การเรี ย นจาก
ประสบการณตรง จึงทําใหคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกวากอนเรียน ซึ่งสอดคลองกับ
ผลการวิ จั ย ของ วรรณภา พุ ม เจริ ญ (2534:บทคัด ยอ ) ที่ ทํ า การศึ ก ษาโดยใช เ อกสารประกอบ
หลักสูตร ผลการวิจัยพบวาสัมฤทธิผลการอานในใจกอนเรียนและหลังเรียนของกลุมทดลองมี
ความแตกต า งกั น อย า งมี นั ย สํ า คั ญที่ ร ะดั บ .05 และงานวิ จั ย ของสุ จิ ต รา ศาสตร ว าหา (2541:
บทคัดยอ) ซึ่งไดศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โดยสอนตาม
คูมือครู และการสอนแบบตางๆ โดยมีนิทานเปนองคประกอบ พบวาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน
กลุมทดลองและกลุมควบคุมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และสอดคลองกับ
                                                                                                      104

งานวิจัยของสมศรี ธรรมสารโสภณ (2534:84-85) และครีจเจอร (Krieger 1988:1394-A) ที่พบวา
การสอนที่เนนกระบวนการ(Process) ทําใหนักเรียนพัฒนาความสามารถในการเขียนดานเนื้อหา
มากวาการเขียนแบบเนนผลงาน
                  2.2 สื่ออุปกรณและแหลงเรียนรูที่สรางขึ้นสอดคลองกับหลักสูตรการศึกษาขั้น
พื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ที่กําหนดแนวทางในการจัดการศึกษา โดยใหยึดหลักวาผูเรียนทุกคนมี
ความสามารถเรี ย นรู แ ละพั ฒ นาตนเองได และถื อ ว า ผู เ รี ย นมี ค วามสํ า คั ญ ที่ สุ ด ผู ส อนต อ ง
เปลี่ยนแปลงบทบาทจากการเปนผูชี้นํา ผูถายทอดความรู ไปเป น ผูชว ยเหลือ ส งเสริม และ
สนับสนุน ในการแสวงหาความรูจากสื่อและแหลงการเรียนรูตาง ๆ และใหขอมูลที่ถูกตองแก
ผูเรียน เพื่อนําขอมูลเหลานั้นไปใชสรางสรรคความรูตน
                  2.3 ผลการเรียนรูที่คาดหวังในเอกสารประกอบหลักสูตร ผูวิจัยไดวิเคราะหตาม
แนวทางของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ที่มุงปลูกฝงดานปญญาพัฒนาการ
คิดของผูเรียนใหมีความสามารถในการคิดสรางสรรค คิดอยางมีวิจารณญาณแลว ยังมุงพัฒนา
ความสามารถทางอารมณ โดยการปลูกฝงใหผูเรียนเห็นคุณคาของตนเองและทองถิ่น เขาใจตนเอง
เห็นอกเห็นใจผูอื่น และสามารถแกปญหาขอขัดแยงทางอารมณไดอยางถูกตองเหมาะสม
                  2.4 การวัดและประเมินผล ผูวิจัยไดศึกษาแนวการวัดและประเมินของหลักสูตร
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 และ สมศักดิ์ สินธุระเวชญ จันทิมา พรหมโชติกุล
2525 : 211-214 ) ที่กลาววาตองประเมินใหครอบคลุมทุกจุดประสงคขอบเขตกวางและมีวิธีการ
หลายวิธี ซึ่งเปนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน ที่เปนฉบับเดียวกับแบบทดสอบหลังเรียน
เมื่อนักเรียนไดเรียนเอกสารประกอบหลักสูตรจบบทเรียนแลว จึงทําใหนักเรียนเกิดความรูความ
เข า ใจมากยิ่ ง ขึ้ น จึ ง ทํ า ให ค ะแนนแบบทดสอบหลั ง เรี ย นมากกว า ก อ นเรี ย น ซึ่ ง สอดคล อ งกั บ
ผลการวิจัยของปริญญา ปานชาวนา (2545:บทคัดยอ) ที่พบวาคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูง
กวากอนเรียน
              3. จากผลการวิ จั ย ข อ 3 ที่ พบวา นัก เรีย นมีความคิ ด เห็ น ที่ดีตอ เอกสารประกอบ
หลักสูตร คือมีคะแนนเฉลี่ยเทากับ 4.02 คะแนน ซึ่งสามารถอภิปรายไดดังนี้
                  3.1 แบบสอบถามขอที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด คือ ขอ 15 ความวานักเรียนคิดวาใน
เขตทวี วั ฒ นาควรต อ งมี ก ารอนุ รั ก ษ ว รรณกรรมพื้ น บ า น เพราะสิ่ ง ที่ มี ค า อาจสู ญ หายไปอย า ง
นาเสียดาย ( x = 4.40 , S.D. = 0.59 ) ซึ่งนักเรียนมีความคิดเห็นที่ดีตอเอกสารประกอบหลักสูตร
ซึ่งอภิปรายไดวา เมื่ อกอ นเรี ยนนัก เรีย นไมรูจัก ความเปนมาของทองถิ่น ไมรูว าทองถิ่น ตนมี
ความสําคัญอยางไร และมีสิ่งที่มีคุณคาอยางไรบาง แตเมื่อไดเรียนรูเรื่องของทองถิ่นจากเอกสาร
ประกอบหลักสูตรจึงรูวาทองถิ่นตนมีคุณคาอยางไร และสิ่งที่สําคัญ นักเรียนไดออกสํารวจขอมูล
                                                                                                              105

ออกสัมภาษณ และไดพบปะพูดคุยกับบุคคลในทองถิ่น นักเรียนจึงเกิดความรูความเขาใจใน
วรรณกรรมทองถิ่น และสิ่งที่สําคัญคือในทองถิ่นทวีวัฒนา มีปจจัยเกื้อหนุนที่ทําใหนักเรียนเห็น
คุณคาในการอนุรักษวรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา เชนมีถนนอุทยาน คลองทวีวัฒนา ประวัติ
วัดปุรณาวาส ประวัติหลวงพออินทร-จันทร
                3.2 แบบสอบถามขอที่มีคะแนนเฉลี่ยเปนอันดับสอง คือขอที่ 20 ความวาหลักสูตร
ทองถิ่นกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา มี
ประโยชนตอชาวทวีวัฒนาอยางมาก ( x = 4.35 , S.D. = 0.62) ซึ่งนักเรียนมีความคิดเห็นที่ดีตอ
เอกสารประกอบหลักสูตร
                3.3 แบบสอบถามขอที่มีคะแนนต่ําสุด คือ ขอ 6 ความวานักเรียนไดนําความรูจาก
                                         ั
การเรียนวิชาวรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวฒนา ไปใชในชีวิตประจําวันไดดีขึ้น ( x = 3.80 , S.D.
                                    ่
= 0.61 ) ซึ่งนักเรียนมีความคิดเห็นทีดี ตอเอกสารประกอบหลักสูตร
                3.4 แบบสอบถามขอที่มีคะแนนเฉลี่ยรองอันดับสุดทาย คือขอ 8 ความวาสื่อ
                                                    ั
อุปกรณและแลงเรียนรูที่ผูสอนนํามาประกอบและใหนกเรียนคนควา เหมาะสมกับสาระ และ
กระบวนการเรียนรูเหมาะสมแลว ( x = 3.83 , S.D.= 0.62 ) ซึ่งนักเรียนมีความคิดเห็นทีดีตอเอกสาร
                                                                                  ่
ประกอบหลักสูตร

ขอเสนอแนะ
            ขอเสนอแนะเพื่อการนําผลการวิจัยไปใช และพัฒนาเพิ่มขึ้น
             จากการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยมีขอเสนอแนะที่เปนประโยชนตอการเรียนรูโดยใช
เอกสารประกอบหลักสูตร เพื่อการทําวิจัยในครั้งตอไปดังนี้
            1. ขอเสนอแนะในการเรียนรูโดยใชเอกสารประกอบหลักสูตร
                1.1 การคัดเลือกวรรณกรรม ควรเลือกใหเหมาะสมกับวัย คุณคาของวรรณกรรม
ความต อ งการของผู เ รี ย น สิ่ ง ที่ สํ า คั ญ เนื้ อ เรื่ อ งต อ งสามารถนํ า มาจั ด กิ จ กรรมการเรี ย นรู ไ ด
หลากหลาย
                1.2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู ควรจัดกิจกรรมที่หลากหลายไมซ้ํากัน และสิ่งที่
สําคัญตองคํานึงถึงความแตกตางระหวางบุคคล และกิจกรรมตองสนองความตองการของผูเรียน
ดวย
                1.3 การวัดและประเมินผล
                    1.3.1 กอนเรียน ควรคํานึงถึงความยากงายใหพอเหมาะ คําถามตองกระตุนให
ผูเรียนมีความตองการที่จะเรียนรูในเรื่องนั้น ๆ
                                                                                               106

                    1.3.2 ระหวางเรียน ควรคํานึงถึงกระบวนการที่สอน เนื้อหาละเอียด ชัดเจน
ครอบคลุมเนื้อหาหรือไม
                    1.3.3 หลั ง เรี ยน ควรคํ านึงถึงผลการเรี ยนรูที่ คาดหวังวา แบบทดสอบนั้น
ครอบคลุมหรือไม และตองตอบคําถามไดวา ผูเรียนรูเรื่องนั้นๆดีพอหรือยัง
                1.4 ผูสอนควรศึกษาแผนการจัดการเรียนรูใหเขาใจ ตองลําดับขั้นตอนการสอนให
แมนยํา และตองหาวิธีแกปญหาเมื่อไมสามารถสอนไดตามแผนนั้น ๆ
                1.5 ในการที่ผูเรี ยนตองออกไปคนควาจากแหลงเรียนรู ภายนอก ครูตองเตรีย ม
วิทยากร หรือปราชญชาวบานใหพรอมเพื่อไมใหเสียเวลาในการศึกษา
                1.6 ผูสอนควรใชคําถามที่กระตุนเตือนใหผูเ รียนคิดอยูตลอดเวลาในการเรี ยนรู
ผูสอนไมควรชี้นําใหผูเรียนคิดตาม
                1.7 ผู ส อนต อ งสอดแทรกคุ ณ ธรรม จริ ย ธรรม ทุ ก แผนการจั ด การเรี ย นรู เ พื่ อ
ประโยชนใหผูเรียนไดรูวาคนดีมีลักษณะอยางไร
             2. ขอเสนอแนะในการทําวิจัยครั้งตอไป
                2.1 ควรมีการจัดทําเอกสารประกอบหลักสูตรสอนหลักสูตรทองถิ่นในชวงชั้นอื่น ๆ
เพื่อใหนักเรียนเกิดการเรียนรูที่ตอเนื่อง
                2.2 ควรมีการวิจัยสรางเอกสารประกอบหลักสูตรโดยใชวิธีการสอนที่เปนโครงงาน
หรือคอมพิวเตอรชวยสอน
                                                                                     107


                                      บรรณานุกรม

ภาษาไทย

กมล สุดประเสริฐ. การเรียนการสอนตามหลักสูตรใหม . กรุงเทพ ฯ : ม.ป.ท. , 2526 .
กรมวิชาการ . หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายพุทธศักราช 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533)
            กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพคุรุสภา , 2535 .
กระทรวงศึกษาธิการ. กรมวิชาการ. ขอคิดเบื้องตนในการสอนและการสอนที่เนนกระบวนการ .
            กรุงเทพฯ : โรงพิมพ คุรุสภาลาดพราว , 2534 .
 กระทรวงศึกษาธิการ. กรมวิชาการ . คูมือการพัฒนาหลักสูตรตามความตองการของทองถิ่น .
            กรุงเทพฯ : โรงพิมพคุรุสภาลาดพราว , 2536.
________ . ขอคิดเบื้องตนในการสอนและการสอนที่เนนกระบวนการ . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ
              คุรุสภา , 2539 .
_______. ก หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 . กรุงเทพ ฯ : สํานักพิมพ
               วัฒนาพานิช , 2544 .
_______. ข การจัดสาระการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย .กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ
            กรมวิชาการ , 2544 .
กาญจนา คุณารักษ. หลักสูตรและการพัฒนา . นครปฐม : โรงพิมพมหาวิทยาลัยศิลปากร
            วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร , 2527.
กาญจนา นาคพันธ . สํานวนไทย . กรุงเทพฯ : รวมสาสน , 2514.
กิ่งแกว อัตถากร. วรรณกรรมบานใน . เอกสารการนิเทศการศึกษา ฉบับที่ 13. กรุงเทพฯ :
           หนวยศึกษานิเทศก กรมการฝกหัดครู , 2514.
________. คติชนวิทยา . กรุงเทพฯ : โรงพิมพคุรุสภา, 2519.
กุหลาบ มัลลิกามาศ. คติชาวบาน . กรุงเทพฯ : ชวนพิมพสําราญราษฎร , 2509.
จันจิรา ขาวสะอาด . “ การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นรายวิชา ท 031 นิทานพื้นบาน สําหรับนักเรียน
           ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนตน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เขตการศึกษา 5.”
           วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการสอนภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย
            มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2537.
                                                                                  108


เจือ สตะเวทิน . สุภาษิตไทย . กรุงเทพฯ : สุทธิสารการพิมพ, 2515 .
ใจทิพย เชื้อรัตนพงษ. “แนวคิดและวิธีการพัฒนาหลักสูตรอยางเปนระบบ.” สารพัฒนา
             หลักสูตร . ปที่ 13, ฉบับที่ 116 (มกราคม - มีนาคม 2537) : 25 .
ชลธิรา กลัดอยู . วรรณคดีของปวงชน . กรุงเทพฯ : ฝายวิชาการ สจม. จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย,
             2517.
ชวาล แพรัตกุล. เทคนิคการเขียนขอสอบ . กรุงเทพฯ : โรงพิมพพิทักษอักษร, 2518.
ชัยยงค พรหมวงศและคณะ . ระบบสื่อการสอน . กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย , 2520.
เดวิด เค. วัยอาจ. "การเขียนประวัติศาสตรไทยแบบตํานานและพงศาวดาร." วารสารธรรมศาสตร
             6 (มิถุนายน - กันยายน 2519) : 1-8 .
ทัศนีย ทานตวณิช. คติชนชาวบาน . ชลบุรี : ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก
             คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน , 2523.
ธวัช ปุณโณทก. วรรณกรรมทองถิ่น . กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร, 2525.
ธํารง บัวศรี . ทฤษฎีหลักสูตรการออกแบบและพัฒนา . กรุงเทพฯ : เอราวัณการพิมพ , 2531.
นพคุณ คุณาชีวะ. การจัดหมวดหมูปริศนาของไทย . กรุงเทพฯ : หนวยศึกษานิเทศก
             กรมการฝกหัดครู , 2519.
นภาลัย สุวรรณธาดา . " ภาษิตและสํานวน.” เอกสารการสอนชุดวิชาภาษาไทย 8 เลม 2
             หนวยที่ 11 , 489-900 . กรุงเทพมหานคร : สาขาวิชาศึกษาศาสตร
             มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช , 2528.
นาฎวิภา ชลิตานนท. ประวัติศาสตรนิพนธไทย . กรุงเทพฯ : ลิ้นจี่การพิมพ, 2524 .
นุสรา กฤษณะเศรณี. “การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่น รายวิชา ท 031 นิทานพื้นบานสําหรับนักเรียน
                ระดับมัธยมศึกษาตอนตนในจังหวัดราชบุรี.”วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตร
                มหาบัณฑิต สาขาการสอนภาษาไทย ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอน
                บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศิลปากร, 2540.
บํารุง โตรัตน. การออกแบบงานวิจัยสาขาภาษาศาสตรประยุกต . นครปฐม : โรงพิมพ
                   มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร, 2534.
บุญชม ศรีสะอาด . การพัฒนาการสอน . กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน,2537.
บุปผา ทวีสุข . คติชาวบาน . กรุงเทพฯ : คุณพินอักษรกิจ , 2520 .
โบราณราชธานินท , พระยา . ตํานานกรุงเกา . กรุงเทพฯ : โรงพิมพสหอุปกรณ, 2502 .
ประคอง เจริญจิตรธรรม . หนังสือเรียนภาษาไทย รายวิชา 035 วรรณกรรมทองถิ่น .
              กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพไทยวัฒนาพานิช จํากัด , 2535 .
                                                                                      109


ประคอง นิมมานเหมินทร . "นิทานพื้นบานในประเทศไทย ." ใน เอกสารการสอนชุดวิชา
            ภาษาไทย 8 หนวยที่ 1-7 สาขาวิชาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ,
            74-76 . นนทบุรี : สํานักพิมพมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช , 2531
ประชากิจกรจักร , พระยา . ประวัติศาสนา . กรุงเทพฯ : ประพาสตนการพิมพ , 2509 .
ประเทือง คลายสุบรรณ. วัฒนธรรมพื้นบาน . กรุงเทพฯ : สุทธิสารการพิมพ , 2531.
ประสิทธิ์ กาพยกลอน และนิพนธ อินสิน . หนังสือเรียนภาษาไทยรายวิชา ท 051 ภาษากับ
            วัฒนธรรม . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพไทยวัฒนาพานิช จํากัด , 2524 .
ปริญญา ปานชาวนา. “การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นรายวิชา ท 035 วรรณกรรมทองถิ่นระดับ
               มัธยมศึกษาตอนปลายจังหวัดสุราษฎรธานี.” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตร
               มหาบัณฑิต สาขาการสอนภาษาไทย ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอน
               บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศิลปากร, 2545.
ปรีชา นิพนธพิทยา. การประถมศึกษากับการพัฒนา . กรุงเทพฯ : ธีระพงษการพิมพ,2524.
ปวีณา บุนนาค . “การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่น รายวิชา ท035 วรรณกรรมทองถิ่นสําหรับนักเรียน
               ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จังหวัดกาญจนบุรี. ” วิทยานิพนธปริญญา
               ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการสอนภาษาไทย ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอน
               บัณฑิตวิทยา ลัยมหาวิทยาลัยศิลปากร , 2540.
พะนอม แกวกําเนิด . หลักการของหลักสูตรประถมศึกษาและมัธยมศึกษา
                ( ฉบับปรับปรุง พ.ศ 2533 ). กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ , 2526.
พันทิพา อุทัยสุข และสิริวรรณ ศรีพหล. “ การสอนโดยยึดผูเรียนเปนศูนยกลาง.” ใน เอกสาร
               การสอนชุดวิชาวิทยาการจัดการหนวยที่ 8 – 15 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ,
               15-165. กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ , 2539.
ภิญโญ จิตตธรรม . แนวทางการศึกษาวรรณกรรมทองถิ่น . ม.ป.ท. , 2529.
มาโนชญ บุญญานุวัตร . “หลักสูตรทองถิ่นคืออะไร.” รายงานการสัมมนาหัวหนาสถานศึกษา
               องคการบริหารสวนจังหวัด ป 2521 , 2521.
ราชบัณฑิตยสถาน . พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 . กรุงเทพ ฯ : นานมีบุคส
              พับลิเคชั่นส , 2546.
วรรณภา พุมเจริญ. “ การใชนิทานพื้นเมืองอเมริกาใตพัฒนาการอานในใจนักเรียนชั้นมัธยม
               ศึกษาปที่ 1 โรงเรียนกําแพงวิทยา จังหวัดนครปฐม.” วิทยานิพนธปริญญา
              มหาบัณฑิต สาขาการสอนภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร,
              2534.
                                                                                   110


วิชัย วงษใหญ . พัฒนาหลักสูตรและการสอนมิติใหม . กรุงเทพ ฯ : โอเดียนสโตร , 2525 .
วิเชียร ณ นคร. รายงานการศึกษานิทานพื้นบานในจังหวัดนครศรีธรรมราช . นครศรีธรรมราช :
             วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช , 2531.
ศรีสุดา จริยากุล . “ปริศนาคําทาย” ใน เอกสารการสอนชุดวิชาภาษาไทย 8 เลม 2 หนวยที่ 8 ,
             575-654 กรุงเทพฯ : สาขาวิชาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ,
             2528.
ศศิวิมล ศรีสุขใจ. “การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นรายวิชาท 035 วรรณกรรมทองถิ่น สําหรับ
            นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 5.”
            วิทยานิพนปริญญามหาบัณฑิต สาขาการสอนภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย
            มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2539.
สงัด อุทรานันท. พื้นฐานและหลักการพัฒนาหลักสูตร . พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ
            มิตรสยาม, 2532.
สมศรี ธรรมสารโสภณ . “ การศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษของ
            นักเรียนมัธยมศึกษาปที่ 6 ที่เรียนดวยวิธีการสอนแบบเนนกระบวนการและแบบ
            เนนผลงาน.” วิทยานิพนธปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอน
            ภาษาอังกฤษบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย , 2533.
สมศักดิ์ สินธุระเวชญ และ จันทิมา พรหมโชติกุล. “ การวัด และการประเมินผลการเรียนวิชา
             ภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา.” ใน เอกสารการสอนชุดวิชาการสอนภาษาไทย
             หนวย ที่ 1-8 , 214 . กรุงเทพฯ : รุงศิลปการพิมพ, 2525.
สวัสดิ์ จงกล. “การพัฒนาชนบทกับการพัฒนาหลักสูตร.” วารสารจันทรเกษม 28 ,
                (พฤศจิกายน – ธันวาคม 2528) : 48.
สํานักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแหงชาติ . เอกสารประกอบโครงการอบรมครูประจําป
                งบประมาณ 2536 การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นตามความตองการของทองถิ่น .
                กรุงเทพฯ : โรงพิมพคุรุสภา, 2536.
___________. ก แผนพัฒนาการศึกษาแหงชาติ พุทธศักราช 2535 . ม. ป. ท ., 2540.
___________. ข แผนพัฒนาการศึกษาแหงชาติ ฉบับที่ 8 ( 2540-2544) . ม.ป.ท. , 2540.
___________. ก พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 . ม.ป.ท. , 2542 .
___________ . ข หลากหลายวิธีสอนของครูตนแบบ 2541 วิชาภาษาไทย , กรุงเทพฯ :2542 .
สุกัญญา ธารีวรรณ. หลักการสอนและการเตรียมการภาคปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : ภาควิชาหลักสูตร
                 และการสอน วิทยาลัยครูสวนสุนันทา , 2531.
                                                                                           111


สุกัญญา สุจฉายา . เพลงปฏิพากย : บทเพลงแกงปฏิภาณของชาวบานไทย . กรุงเทพมหานคร :
                สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ, 2525.
สุจริต เพียรชอบ. “ การจัดการศึกษาภาษาไทย.” ใน เอกสารการสอนภาษาไทย หนวยที่ 1-8
                 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช , 138-245 . กรุงเทพฯ : รุงศิลปการพิมพ, 2525 .
สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย . วิธีสอนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา . กรุงเทพ ฯ :
                สํานักพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2536.
สุจิตรา ศาสตรวาหา. “การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถม
             ศึกษาปที่ 6 ในโรงเรียนที่ใชการสอนแบบสื่อสารโดยมีนิทานเปนองคประกอบ.”
             วิทยานิพนธปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ บัณฑิตวิทยาลัย
              มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2541.
สุทธิดา พรจําเริญ. “การสรางสื่อการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษปฏิบัติงาน สําหรับนักเรียนชั้น
             มัธยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนพระแสงวิทยา จังหวัดสุราษฎรธานี.” วิทยานิพนธ
             ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการสอนภาษาอังกฤษในฐานะ
             ภาษาตางประเทศบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2540.
สุธิวงศ พงศไพบูลย . คติชาวบานปกษใต . กรุงเทพฯ : กาวหนาการพิมพ, 2512.
สุพจน สุทธิศักดิ์ . “ การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นรายวิชา ท 031 นิทานพื้นบาน สําหรับนักเรียน
            ระดับมัธยมศึกษาตอนตน จังหวัดนครศรีธรรมราช .” วิทยานิพนธปริญญา
             มหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร,
             2539.
สุพิน บุญชูวงศ. หลักการสอน . กรุงเทพฯ : สุทธิสารการพิมพ , 2534 .
สุมิตร คุณานุกร . หลักสูตรและการสอน . กรุงเทพฯ : โรงพิมพชวนพิมพ , 2518 .
สุมามาลย เรืองเดช . ก เพลงพื้นบานจากพนมทวน . กรุงเทพมหานคร : หนวยศึกษานิเทศก
            กรมการฝกหัดครู, 2526 .
_________. ข “รําเหยย เอกลักษณของชาวพนมทวน. ” วัฒนธรรมไทย 22 (มี.ค. 2526) : 28-33.
สุวรรณา ตั้งไชยคิรี. “ การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่นรายวิชา ท 031 นิทานพื้นบานสําหรับนักเรียน
             ชั้นมัธยมศึกษาตอนตน จังหวัดนครปฐม.” วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต
             สาขาวิชาการสอนภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2539.
อรสา ปราชญนคร. หลักสูตรและแบบเรียนมัธยมศึกษา . กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช,2525.
เอนก นาวิกมูล . เพลงนอกศตวรรษ . พิมพครั้งที่ 3 . กรุงเทพมหานคร : เมืองโบราณ, 2527.
                                                                                  112


อารี สุวรรณทัศน.“การสรางแบบฝกทักษะการฟงภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร โดยใชสื่อการ
          สอนจริง สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนโพรงมะเดื่อวิทยาคม
          จังหวัดนครปฐม.” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอน
          อังกฤษในฐานะภาษาตางประเทศ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2540.
อุไรวรรณ ปราบริปู. “การใชบทเรียนนิทานภาษาอังกฤษที่มีนิทานเปนองคประกอบกับผลสัมฤทธิ์
           ทางการเรียนและพัฒนาการทางการใชภาษาอังกฤษของนักเรียน.” วิทยานิพนธ
           ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย
           มหาสารคาม, 2543.
                                                                                         113


ภาษาอังกฤษ
Bobbit, F. Lanbin. The Curriculm. Boston : Houghton Miffin, 1981.
Bosma, Bette Agnes. “ An Experimental Study to Determine the Feasibility of using
               Folk Literature to Teach Select Critical Reading Skills to Sixth Grades.”
               Dissertation Abstracts International 42 ( 1981) : 2588-A.
Hill , Elizabeth. “ A Comparative Study of the Cultural , Narrative , and Language Content
               of Selected Folktales Told in Burma , Canada , and Yoruba land.” Dissertation
               Abstracts International 52 (1992 ) : 4020 - A .
Taba , Hilda . Curriculum Development : Theory and Practice. New York : Harcourt , Brace
               And Word , 1962 .
Wrigglesworth , H. J. “ Folk Rhetorient in the Narration of Ilianen Monobo Folktales.”
            Dissertation Abstracts International 39 ( 1979) : 5658 - A .
ภาคผนวก
                                  115




           ภาคผนวก ก
การคัดเลือกและวิเคราะหวรรณกรรม
                                                                                      116




                                  การคัดเลือกวรรณกรรม

            การคัดเลือกวรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา ที่ผูวิจัยนํามาเปนสื่อการสอนรายวิชา
ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่น ไดรวบรวมไวเปนแหลงเรียนรูสําหรับนักเรียนจะไดคนควา โดยมี
แหลงขอมูล และเอกสารงานวิจัย ดังนี้

ประเภทนิทาน
          1. นิทานพื้นบานเขตทวีวัฒนาแขวงทวีวัฒนา หมู 1 รวบรวมโดย
นายเฉลียว คงทน จํานวน 1 เรื่อง
          2. นิทานพื้นบานเขตทวีวัฒนาแขวงทวีวัฒนา หมู 2 รวบรวมโดย นางประจวบ
ผิวทอง จํานวน 1 เรื่อง
          3. นิทานพื้นบานเขตทวีวัฒนาชุมชนหมูบานรวมเกื้อ รวบรวมโดย นางสังเวียน
โกศล จํานวน 1 เรื่อง
          4. นิทานพื้นบานเขตทวีวัฒนา แขวงศาลาธรรมสพนหลังชุมชนสถานีรถไฟศาลายา
รวบรวมโดย นายสุบิน สุวรรณ จํานวน 1 เรื่อง

ประเภทเพลงพื้นบาน
           1. ประเภทเพลงรองเลน เขตทวีวัฒนา รวบรวมโดย นายสี สารําพึง 1 เพลง
           2. ประเภทเพลงเด็ก รวบรวมโดย นายวรินทร เขียวสะอาด ประธานสภาวัฒนธรรม
จํานวน 14 เพลง
           3. ประเภทเพลงประกอบพิธี รวบรวมโดย นายวรินทร เขียวสะอาด ประธานสภา
วัฒนธรรม จํานวน 2 เพลง
ประเภทตํานานและเรื่องเลา
           1. ตํานานถนนอักษะ และพุทธมณฑล จากเอกสารของเขตทวีวัฒนา จดหมายแหตุ
กรุงศรี และเอกสารจากวัดปุรณาวาส ประวัติถนนอักษะ ของเขตทวีวัฒนา แขวงทวีวัฒนา
กรุงเทพมหานคร
           2. ประวัติวัดปุรณาวาส จากเอกสารวัดปุรณาวาส และคําบอกเลาของ พระครูนนทกิจ
โกศล เจาอาวาส
                                                                                              117


         3. ตํานานหลวงพออินทร หลวงพอจันทร จากเอกสารทางวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา
กรุงเทพมหานคร

             จากการศึกษาคนควาวิจัยวรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา ผูวิจัยไดรวบรวม
วรรณกรรมทั้งหมดไวที่กลุมสาระภาษาไทยโดยจัดไวเปนหมวดหมูเพื่อใหนักเรียนเขามาศึกษาคน
ควาเพื่อเปนแหลงเรียนรูหลักสูตรทองถิ่น โดยผูวิจัยคัดเลือกวรรณกรรมที่เห็นวาเปนประโยชนเพื่อ
เปนสื่อประกอบการสอนดังนี้ นิทานพื้นบานจํานวน 4 เรื่อง เพลงพื้นบานจํานวน 14 เพลง
ตํานานและเรื่องเลาจํานวน 3 เรื่อง

ตารางที่ 7 ตารางวิเคราะหคุณลักษณะของนิทานพื้นบานที่ใชเปนสื่อการสอนรายวิชาเพิ่มเติม
           ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา

                                                       ประโยชนที่ไดรับ
          เรื่อง
                             แนวคิด        ความเชื่อ        คานิยม        วิถีชีวิต   ประเพณี

        เสือไทย               ความ         กรรมตาม      เขาตาม หนักเอาเบา                แห
                             ประมาท         สนอง       ตรอกออก      สู                ขันหมาก
                                                       ตามประตู
   ทําไมเสือจึงมีลาย        การแกเผ็ด    สัตวพูดได ปากเปนเอก หาของปา

     มามาจากไหน           ความฉลาด            ปฏิภาณ
                                            สวรรค                         ใชสัตว
                                             ไหวพริบ                       ทํางาน
      เลือกลูกเขย          ความฉลาด หนามยอก คูกันแลวไม                  คาขาย       เลือกคู
                                    หนามบง แคลวกัน
                                                                                          118


ตารางที่ 8 ตารางวิเคราะหคุณลักษณะของตํานานที่ใชเปนสื่อการเรียนรูรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202
           วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา

                ตํานาน                                          คุณคาที่ไดรับ
               ถนนอักษะ                     สามารถใหคุณคาดานประวัติศาสตรอยางแมนยํา
                                            ทําใหผูศึกษาสามารถไดทบทวนเหตุการณในสมัย
                                            สงครามโลกครั้งที่ 2 ได และทําใหเขาใจวาคําวา
                                            อักษะมาจาก 3 ประเทศ คือเยอรมันนี อิตาลี และ
                                            ญี่ปุน ทําใหทราบถึงสาเหตุวาเพราะเหตุใดถนน
                                            อักษะมีความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร แตใชทุน
                                            สรางไปหลายพันลานบาท
                                            เพราะเปนถนนแหงประวัติศาสตรนั่นเอง
               พุทธมณฑล                     พุทธมณฑลเปนปูชนียสถานใหคุณคาทางดาน
                                            ศาสนา ใหผูศึกษาทราบวาประเทศไทยเปนดินแดน
                                            แหงชาวพุทธ ดวยเหตุนี้ จึงทําใหรอดพนภัยจาก
                                            สงครามโลกครั้งที่ 2 ได
              วัดปุรณาวาส                   วัดปุรณาวาสเปนตํานานดาน ปูชนียสถาน เปน
                                            ตํานานฝายวัด ใหคุณคาทางใจ ทําใหผูศึกษาเห็น
                                            ความสําคัญของวัดปุรณาวาสซึ่งเปนวัดที่เกาแกมา
                                            ตั้งแตรัชกาลที่ 4และทราบถึงสกุล ยงใจยุทธ ที่
                                            อุปการะวัดนี้
     หลวงพออินทร –หลวงพอจันทร           เปนตํานานฝายวัด ประเภท ปูชนียวัตถุ ใหคุณคา
                                            ทางใจ เปนที่พึ่งในยามทุกขยากของชาวบาน
                                            และปลูกฝงความเชื่อไมใหผูใดมาลบลูพระศาสนา
                                                                                             119


ตารางที่ 9 ตารางวิเคราะหคุณลักษณะของเพลงพื้นบานที่ใชเปนสื่อการเรียนรูรายวิชา
            เพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา

                                                    สาระประโยชนที่ไดรับ
            เรื่อง
                            ประเภท       ความเชื่อ         คานิยม       วิถีชีวิต    ประเพณี

1. เพลงขอทานกระยา         เพลงรอง      ทําบุญให        รองเพลง      ชาวนา         ทําบุญเดือน
สารท                      เลน          ทาน              เกี้ยวสาว                   10
2. เพลงเกี่ยวขาว         เพลงรอง                       ใชเพลงเปน   ชาวนา         ลงแขกเกี่ยว
                          เลน                           สื่อแหง                    ขาว
                                                         ความรัก
3. เตนกํารําเคียว        เพลงรอง                       ชายเปนผู    ชาวนา         การเลนพื้น
                          เลน                           นําครอบ                     บาน
                                                         ครัว
4. มอญซอนผา             เพลงเด็ก      เชื่อผูใหญ     ชาวมอญ        ใชเวลาวาง
                                                         ชอบเย็บผา    ใหเปน
                                                         ไวที่เอว     ประโยชน
5. งูกินหาง               เพลงเด็ก      หามจับงู        ชอบสนุก       ใชเวลาวาง
                                        ขางหาง                        ใหเปน
                                                                       ประโยชน
6. ปดแอบ                 เพลงเด็ก      คําแชง          ชอบเลน       ชาวนา
                                                         เปนกลุม
7. จ้ําจี้มะเขือเปราะ     เพลงเด็ก      วัดเปนที่       เกี่ยวพาราสี ใชเรือเปน
                                        รวบทุกสิ่ง                    พาหนะ
                                                                                       120


ตารางที่ 9 ( ตอ )

                                                สาระประโยชนที่ไดรับ
               เรื่อง
                          ประเภท      ความเชื่อ        คานิยม      วิถีชีวิต    ประเพณี

 8. แมงมุม                เพลงเด็ก   สัตวทําบาน ชอบเลน
                                        สกปก
 9. อายเขอายโขง       เพลงเด็ก    สัตวดุราย ชอบสนุก        เ ล น เ ป น
                                                                กลุม
 10. รีรีขาวสาร         เพลงเด็ก    เก็บเล็ก        รักพวกพอง เลนเปน
                                     ประสม                      กลุม
                                     นอย
 11. จี้จุบ             เพลงเด็ก    โงตกเปน                    ชอบเลน
                                     เหยื่อคน
                                     ฉลาด
 12. ตบแผละ              เพลงเด็ก                    ชอบเลน

 13. โพงพาง              เพลงเด็ก                    เอาชนะ       อาชีพ



 14 รับขวัญเด็กแรกเกิด  เพลง         เกิด แก        พิธีรับขวัญ การเกิด        ประเพณีรับ
                        ประกอบ       เจ็บ ตาย                                   ขวัญ
                        พิธี
 15. พิธีทําขวัญขาวแม เพลง         แมโพสพ         เลี้ยงเทวดา ที่พึ่งในการ พิธีทําขวัญ
 โพสพ                   ประกอบ                                   ทํามาหากิน ขาว
                        พิธี
                                                                                               121


ตารางที่ 10 สรุปผลการคัดเลือกนิทานพื้นบานที่ใชเปนเนื้อหาและสื่อการเรียนรู

    ลําดับ             ชื่อเรื่อง          ประเภท              สนองจุด           เหตุผลสําคัญที่
                                                               ประสงคที่              เลือก
1            เสือไทย                   คติสอนใจ           ขอ14                 1.เปนเรื่องที่ชาว
                                                          1.คุณคา              บานทวีวัฒนาเลา
                                                           2.ประโยชน           ใหลูกหลานฟง
                                                          ขอ15                 มานาน
                                                          1.ความสัมพันธ        2. สะทอนความ
                                                          กับสังคม              เชื่อทางพุทธ
                                                          ขอ 16                ศาสนาเรื่องทําดี
                                                          1.ที่มา               ไดดีทําชั่วไดชั่ว
                                                          2. จําแนก             3. สะทอนวิถี
                                                          ประเภทนิทาน           ชีวิตของชาว
                                                                                ชนบท
2            ทําไมเสือจึงมีลาย         อธิบายเหตุ         ขอ 14                1.สะทอนอาชีพ
                                                          1.ลักษณะ              สานกระชุ
                                                          2.คุณคา              กระพอม
                                                          3.ประโยชน ,          2. สะทอนการมี
                                                          4.ศัพททองถิ่น       ไหวพริบในการ
                                                          ขอ 15                แกปญหาเพื่อเอา
                                                          1.ความสัมพันธ        ตัวรอด
                                                          ของสังคม
                                                          ขอ 16
                                                          1.บอกที่มา
                                                          2.จําแนกประเภท
                                                                                  122


ตารางที่ 10 ( ตอ )
  ลําดับ            ชื่อเรื่อง           ประเภท        สนองจุด      เหตุผลสําคัญที่
                                                      ประสงคที่            เลือก
3            มามาจากไหน         สัตว            ขอ 14           1.สะทอนความ
                                                  1.คุณคา         เชื่อเรื่องสวรรค
                                                  2.ลักษณะ         2.สะทอนภาพ
                                                  3.ประโยชน       ภูมิศาสตรที่เปน
                                                  ขอ15            ทุงเลี้ยงสัตว
                                                  1.ความสัมพันธ   3.สะทอนใหเชื่อ
                                                  ของนิทานกับ      ผูที่มีความรูแนะ
                                                  สังคม            นําจะประสบ
                                                  ขอ 16           ความสําเร็จ
                                                  1.บอกที่มา
                                                  2.จําแนกประเภท
3            เลือกลูกเขย         คติสอนใจ         ขอ 14           1.ยกยองการ
                                                  1.คุณคา         เลือกลูกเขยที่
                                                  2.ลักษณะ         ฉลาด
                                                  3.ประโยชน       2.แสดงความรัก
                                                  ขอ 15           ที่พอแมมีตอบุตร
                                                  ความสัมพันธ     3. สะทอนวิถี
                                                  ของสังคม         ชีวิต ในเรื่องการ
                                                  ขอ 16           ประกอบอาชีพ
                                                  1.บอกที่มา       4.ใชปญญาใน
                                                  2.จําแนกประเภท   การแกปญหา
                                                                                             123


 ตารางที่ 11 สรุปผลการคัดเลือกเพลงพื้นบานที่ใชเปนเนื้อหาและสื่อการเรียนรู
  ลําดับ           ชื่อเพลง              ประเภท                สนองจุด          เหตุผลสําคัญที่เลือก
                                                               ประสงคที่
1           เพลงขอทานกระยาสารท เพลงรองเลน               ขอ 3                 1. เพลงขอทาน
                                                          1.ลักษณะ              กระยาสารทเปน
                                                          2.ที่มา               เพลงที่ชาวบานทวี
                                                          3.คําศัพท            วัฒนาเปนผูแตงและ
                                                          4.ประเภท              ใชรองเลนในเทศ
                                                          ขอ4                  กาลกวนกระยา
                                                          1.วิถีชีวิต           สารทซึ่งสะทอน
                                                          2.คานิยม             ภาพสังคมของทวี
                                                          ขอ 8                 วัฒนา ดังนั้นนัก
                                                          1. ยอมรับในคุณ        เรียนสมควรที่จะ
                                                          คา                   ตองศึกษาเปนอยาง
                                                          2.สะทอนภาพใน         ยิ่ง
                                                          อดีต                  2. สะทอนสังคมที่มี
                                                                                อิทธิพลตอวรรณคดี
                                                                                และวรรณกรรม
                                                                                3.สะทอนภาพสังคม
                                                                                ของหนุมสาวใน
                                                                                อดีตของทวีวัฒนา
                                                                                4.สะทอนภาพ
                                                                                ประเพณี วัฒน
                                                                                ธรรมของชาวทวี
                                                                                วัฒนา
                                                                                5. สะทอนภาพความ
                                                                                เชื่อทางพระพุทธ
                                                                                ศาสนา
                                                                           124


ตารางที่ 11 ( ตอ )
  ลําดับ            ชื่อเพลง      ประเภท          สนองจุด      เหตุผลสําคัญที่เลือก
                                                 ประสงคที่
2           เพลงมอญซอนผา     ประกอบการเลน ขอ 7            1.สะทอนใหเห็นพฤติ
                                             1.ดัดแปลงให     กรรมของคนในอดีต
                                             เหมาะสมกับ       2. สะทอนใหเห็น
                                             ปจจุบัน         ประเพณี
                                             2.คําศัพท       วัฒนธรรมการเลน
                                             ขอ 8            3.เปนตัวอยางทีดีใน
                                             1.ยอมรับในคุณ    การแสดงออกที่สราง
                                             คา              สรรค
                                             2.มองเห็นภาพใน
                                             อดีต
3           เพลงงูกินหาง       ประกอบการเลน ขอ 8            1.สะทอนความรักของ
                                             1.ยอมรับในคุณ    แมที่มีตอ
                                             คา              ลูก
                                             2.มองเห็นปะ      2.เปนการเลนที่สราง
                                             โยชน            สรรค
                                                              3.คนทุกภาคของ
                                                              ประเทศไทยรูจักเลน
                                                              เพลงนี้
                                                              สะทอนใหเห็นความ
                                                              รักและความสามัคคี
4           ปดแอบ             ประกอบการเลน ขอ8             1.สะทอนใหเห็นความ
                                             1.ยอมรับในคุณ    เชื่อเรื่องการสาปแชง
                                             คา              2.สะทอนอาชีพการ
                                             2.ใชปญญาใน     ทํานา
                                             การแกปญหา      3.สะทอนความแหง
                                                              แลง
                                                                                 125


ตารางที่ 11 ( ตอ )
  ลําดับ            ชื่อเพลง            ประเภท          สนองจุด       เหตุผลสําคัญที่
                                                       ประสงคที่          เลือก
5           เพลงจ้ําจี้มะเขือเปราะ   ประกอบการเลน ขอ 8            1.สะทอนวิถีชีวิต
                                                   1.ยอมรับในคุณ    สังคมในอดีต
                                                   คา              2.สะทอนการ
                                                   2.ศัพทสํานวน    แตงกายในอดีต
                                                                    3.สะทอนการ
                                                                    เกี้ยวพาราสี
6           เพลงแมงมุม               ประกอบการเลน ขอ8             1.สะทอนธรรม
                                                   1.ยอมรับในคุณ    ชาติของสัตว
                                                   คา              2.เปนการบูรณา
                                                   2.ศัพทสํานวน    การทุกเรื่อง
7           เพลงรีรีขาวสาร          ประกอบการเลน ขอ 8            1.สะทอนอาชีพ
                                                   1.ยอมรับในคุณ    2.สะทอนวิถีชีวิต
                                                   คา              คนไทย
                                                   2.ศัพทสํานวน    3.สอนเรื่องความ
                                                                    ประหยัด
8           เพลงจี้จุบ              ประกอบการเลน ขอ 8            1.ฝกสมองใหนัก
                                                   1.ยอมรับในคุณ    เรียนใชความเร็ว
                                                   คา              2.ฝกคําคลองจอง
                                                   2.ศัพทสํานวน
9           เพลงตบแผละ               ประกอบการเลน ขอ 8            1.ฝกใหนักเรียน
                                                   1.ยอมรับในคุณ    เกิดทักษะ
                                                   คา              2.นักเรียนมีความ
                                                   2.ศัพทสํานวน    สนุกสนาน
                                                                    3.สะทอนในการ
                                                                    เลนคํา
                                                                              126


ตารางที่ 11 (ตอ)
  ลําดับ            ชื่อเพลง       ประเภท         สนองจุด      เหตุผลสําคัญที่เลือก
                                                 ประสงคที่
10          เพลงโพงพาง         ประกอบการเลน ขอ 8             1.สะทอนอาชีพการ
                                             1.ยอมรับในคุณ     จับปลา
                                             คา               2.ใหนักเรียนรูจัก
                                             2.วิถีชีวิต       เครื่องมือจับปลา
                                             3.ศัพทสํานวน     โดยอาศัยภูมิปญญา
                                                               ชาวบาน
11          เพลงซักสาว        เพลงรองเลน   ขอ 3            1.สะทอนวิถีชีวิต
                                              1.ความหมาย       ของคนในเมืองและ
                                              ศัพท            คนชนบท
                                              2.ประเภท         2.นักเรียนเรียนรู
                                              ขอ 8            ศัพทที่อยูในเพลง
                                              1. ยอมรับในคุณ
                                              คา
                                              2.ศัพทสํานวน
12          เพลงใครอิ่มกอน    เพลงรองเลน   ขอ 4            1.สะทอนการมอบ
                                              1.วิถีชีวิต      หมายหนาที่ใหเด็ก
                                              2.คานิยม        2.สะทอนประเภท
                                                               การแสดงในอดีต
13          เพลงเกี่ยวขาว     เพลงรองเลน   ขอ 5            1.สะทอนอาชีพ
                                              1.วิถีชีวิต      2.สะทอนพฤติกรรม
                                              2.คานิยม        มนุษย
14          เพลงรําวงสามัคคี   เพลงรองเลน   ขอ4             1.สะทอนความ
                                              1.วิถีชีวิต      สามัคคีของหมูคณะ
                                              2.คานิยม        2.เปนตัวอยางที่ดีให
                                                               กับนักเรียน
                                                                                127


ตารางที่ 11 ( ตอ )
  ลําดับ            ชื่อเพลง          ประเภท         สนองจุด       เหตุผลสําคัญที่
                                                    ประสงคที่            เลือก
15          เพลงยวนยาเหล        รองเลน      ขอ4             1.สะทอนสังคม
                                                1.วิถีชีวิต      ของหนุมสาว
                                                2.คานิยม        2.สะทอนพฤติ
                                                                 กรรมมนุษย
16          เพลงรับขวัญเด็กแรกเกิด ประกอบพิธี   ขอ 6            1.สะทอนความ
                                                1.ฝกรอง        เชื่อเรื่องแมเด็ก
                                                2.วิถีชีวิต      แรกเกิด
                                                3.คานิยม        2.สะทอนความ
                                                4.ประเพณี        รักของแม

17          พิธีขวัญขาวแมโพสพ   ประกอบพิธี    ขอ 4            1.สะทอนความ
                                                1.วิถีชีวิต      กตัญูที่มีตอผูมี
                                                2.คานิยม        พระคุณ
                                                3.ประเพณี        2.สะทอนคานิยม
                                                4.ความกตัญู     3.สะทอนอาชีพ
                                                                 4.สะทอน
                                                                 ประเพณี
                                                                                      128


ตารางที่ 12 สรุปผลการคัดเลือกตํานานที่ใชเปนเนื้อหาและสื่อการเรียนรู
  ลําดับ           หัวเรื่อง              ประเภท             สนองจุด      เหตุผลสําคัญที่
                                                            ประสงคที่          เลือก
1           ถนนอุทยาน              ปูชนียสถาน           ขอที่ 13        1.สะทอนประวัติ
                                                        ที่มา            ศาสตร
                                                        ความหมาย         2.สะทอนแนว
                                                        วิถีชีวิต        ความคิดของผูนํา
                                                        คุณคา           ประเทศ
                                                        อิทธิพล          3.นักเรียนเกิด
                                                        ประเภท           ความภาคภูมิใจ
                                                                         4.นักเรียนมีแนว
                                                                         คิดที่จะอนุรักษ
2          พุทธมณฑล                  ปูชนียสถาน         ขอที่ 13        1.สะทอนอิทธิ
                                                        ที่มา            พลทางศาสนาที่มี
                                                        ความหมาย         ตอพุทธศาสนิก
                                                        วิถีชีวิต        ชน
                                                        คุณคา           2.สะทอนภูมิ
                                                        อิทธิพล          ปญญาของผูนํา
                                                        ประเภท           ประเทศ
                                                                         3.สะทอนวิถีชีวิต
                                                                         ของชุมชนในถิ่น
                                                                         ทวีวัฒนาและ
                                                                         พุทธมณฑลที่มี
                                                                         บริเวณติดตอกัน
3          วัดปุรณาวาส               ปูชนียสถาน         ขอที่ 13        1.สะทอนความ
                                                        ที่มา ความหมาย เชื่อเกี่ยวกับพุทธ
                                                        วิถีชีวิต คุณคา ศาสนา
                                                        อิทธิพล ประเภท 2.นักเรียนไดรับรู
                                                                         ประวัติความเปน
                                                                         มา
                                                                                   129



ตารางที่ 12 ( ตอ )
  ลําดับ            หัวเรื่อง           ประเภท         สนองจุด         เหตุผลสําคัญที่
                                                      ประสงคที่            เลือก
4           หลวงพออินทร -จันทร   ปูชนียวัตถุ   ขอที่ 13          1.สะทอนความ
                                                  ที่มา ความหมาย     เชื่อทางศาสนา
                                                  วิถีชีวิต คุณคา   2.สะทอนอิทธิ
                                                  อิทธิพล ประเภท     พลความรักทอง
                                                                     ถิ่น
                                                                     3.สะทอนใหนัก
                                                                     เรียนมีความ
                                                                     ละอายตอบาป
                 ภาคผนวก ข
         เอกสารประกอบหลักสูตร
รายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่น
                                            131




         เอกสารประกอบหลักสูตร
รายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่น




                 โดย
         นางเยาวนาฎ วรรณศิริ
                                                                                                     132

                                                  คํานํา

                หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544                   เปนหลักสูตรแกนกลางของ
ประเทศที่มีจุดประสงคที่จะพัฒนาคุณภาพของผูเรียนใหเปนคนดี มีปญญา มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีขีด
ความสามารถในการแขงขัน โดยเฉพาะอยางยิ่ง การเพิ่มศักยภาพของผูเรียนใหสูงขึ้น สามารถ
ดํ า รงชี วิ ต อย า งมี ค วามสุ ข ได บ นพื้ น ฐานของความเป น ไทยและความเป น สากล รวมทั้ ง มี
ความสามารถในการประกอบอาชีพหรือศึกษาตอตามความถนัดและความสามารถของแตละบุคคล
หลักสูตรแกนกลางของประเทศเปนกรอบหรือทิศทางในการจัดทําหลักสูตรสถานศึกษา
                การจัดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ไดนําแนวคิด
ดังกลาวขางตนมาเปนแนวทางการพัฒนาหลักสูตร โดยจัดทําเปนสาระการเรียนรู มาตรฐานการ
เรียนรูกลุมสาระภาษาไทยและมาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น เพื่อเปนแนวทางใหสถานศึกษาจัดทํา
หลักสูตรและจัดการเรียนรูใหสอดคลองตามมาตรฐานการเรียนรูที่กําหนด
                การพัฒนาหลักสูตรเปนภารกิจสําคัญอยางหนึ่งของสถานศึกษา ที่เนนใหผูเรียนได
ศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวของกับวรรณกรรมทองถิ่นของตน เพื่อใหผูเรียนไดรักถิ่นฐาน และมีสวน
รวมในการแกปญหาทองถิ่น ภาษาไทยมีสวนที่เปนเนื้อหาสาระไดแก กฎเกณฑทางภาษาหรือ
หลักการใชภาษา ผูใชภาษาจะตองเรียนรูหลักภาษาไทยและใชไดถูกตอง แตสวนที่เปนวรรณคดี
และวรรณกรรม ซึ่งผูเรียนจะตองศึกษาเนื้อหาที่เปน เพลงพื้นบาน ปริศนาคําทาย ภาษิตและ
สํานวน ตํานาน นิทาน โดยใหศึกษาเกี่ยวกับ ที่มา คุณคาภาษาและสังคม เนื้อหา คําศัพท
สํานวนภาษา ความหมาย และ อิทธิพลตอการดํารงชีวิต เพื่อใหมีความรูความเขาใจ เห็นคุณคา
และร ว มมื อ กั บ ผู อื่ น ในการอนุ รั ก ษ ว รรณกรรมท อ งถิ่ น เพื่ อ ให ก ารพั ฒ นาหลั ก สู ต รบรรลุ
วัตถุประสงค ตามที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ไดกําหนดไวเปนแกนกลาง
ตอไป



                                        นางเยาวนาฎ วรรณศิริ
                                                                            133

                                        สารบัญ
                                                                            หนา
คํานํา                                                                      131
สวนที่ 1 เอกสารประกอบหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติม 4 40202 วรรณกรรมทองถิ่น      133
ตอนที่ 1 สวนประกอบเอกสารประกอบหลักสูตร                                      134
          ลักษณะรายวิชา                                                     134
          หลักการของเอกสารประกอบหลักสูตร                                    134
           การดําเนินการจัดทําหลักสูตร                                       135
           วิเคราะหความสัมพันธระหวางมาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น และสาระ    136
           วิเคราะหลักสูตรแสดงจํานวนผลการเรียนรูในแตละบท                 137
           วิเคราะหความสําคัญของสาระแตละบทที่สัมพันธกับแบบทดสอบวัดผล
                สัมฤทธิ์                                                    138
           วิเคราะหผลการเรียนรูที่คาดหวังและสาระการเรียนรูรายภาค         139
           คําอธิบายรายวิชา                                                 141
           สังเขปเนื้อหารายวิชา                                             141
           การวัดและประเมินผล                                               143
   ตอนที่ 2 รายละเอียดประกอบเอกสารประกอบหลักสูตร                            145
           ตารางวิเคราะหหนวยการเรียนรู                                   146
           โครงการสอนระยะยาว                                                147
           แผนการจัดการเรียนรูประจําชั่วโมง                                150
   ตอนที่ 3 เนื้อหารายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่น                335
                                                               134




                          สวนที่ 1

เอกสารประกอบหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติม ท40202 วรรณกรรมทองถิ่น
                                                                                              135

                                        ตอนที่ 1
                           สวนประกอบของเอกสารประกอบหลักสูตร

1. ลักษณะรายวิชา
2. หลักการของเอกสารประกอบหลักสูตร
3. การดําเนินการจัดทําหลักสูตร
                                                          
4. วิเคราะหความสัมพันธระหวางมาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น และสาระการเรียนรูชวงชั้น    
5. การวิเคราะหหลักสูตร แสดงจํานวนผลการเรียนรูในแตละบท
6. คําอธิบายรายวิชา
7. สังเขปเนื้อหารายวิชา
8. การวัดและประเมินผล
รายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่น
1. ลักษณะรายวิชา
              ่
   รหัสและชือวิชา                  ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่น
   สภาพรายวิชา                     วิชาเพิ่มเติม
   เวลาเรียน                       2 ชั่วโมง / สัปดาห / ภาค
                                   รวมเวลา 18 สัปดาห 36 ชั่วโมง
   หนวยการเรียน                   1 หนวยกิต
2. หลักการของเอกสารประกอบหลักสูตร
                   เอกสารประกอบหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวี
วัฒนา จัดทําขึ้นเพื่อใหครูผูสอนกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยใชเปนแนวทางในการจัดการเรียน
การสอนรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่น ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จะเห็นได
วาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 ไดเปดโอกาสใหทองถิ่นสามารถดําเนินการจัด
การศึกษาใหสอดคลองเหมาะสมกับสภาพทองถิ่น เนื่องจากแตละทองถิ่นมีความแตกตางกันทั้ง
ดานลักษณะทางภูมิศาสตรภูมิอากาศความเปนอยูการดําเนินชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และฐานะทาง
เศรษฐกิจสังคม การใชหลักสูตรเดียวกันทั่วประเทศยอมไมสัมพันธกับชีวิตจริงที่เปนอยูทําให
ละเลยตอมรดกทางวัฒนธรรม และสิ่งอันพึงอนุรักษของทองถิ่น ทําใหลืมเลือนสิ่งที่มีคาของ
ทองถิ่น ดังนั้น จึงจําเปนตองมีการพัฒนาหลักสูตรทองถิ่น เพื่อใหผูเรียนไดรูจักทองถิ่นตน เห็น
คุณคา เกิดความรัก ความภูมิใจในการจัดทําเอกสารประกอบหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202
วรรณกรรมทองถิ่น ครูผูสอนสามารถปรับเปลี่ยนสาระการเรียนรู กิจกรรมการเรียนการสอน ให
                                                                                               136

เหมาะสมกับสภาพและความตองการของทองถิ่น และสนองความตองการของสังคมที่ใชหลักสูตร
นั้น เพื่อใหเกิดประสิทธิภาพแกผูเรียนเปนสําคัญ
3. การดําเนินการจัดทําหลักสูตร
                 การจัดทําหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาแตละแหงจะมีปรัชญาการจัด
การศึกษาที่แตกตางกัน ดังนั้น สถานศึกษาจึงควรกําหนดปรัชญาและวิสัยทัศนของโรงเรียนให
ชั ด เจน กํ า หนดจุ ด เน น การจั ด การเรี ย นการสอนให ส อดคล อ งกั บ ความต อ งการของท อ งถิ่ น
สภาพแวดลอมทางสังคมและเศรษฐกิจสถานศึกษาควรศึกษาหลักการ จุดหมายของหลักสูตร
การศึกษาขั้นพื้นฐาน          การจัดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกําหนดกลุมสาระการเรียนรู
รวมทั้งกําหนดสัดสวนเวลาสําหรับการจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูตางๆ และกิจกรรมพัฒนา
ผูเรียน กําหนดเวลาการเรียนของกลุมสาระการเรียนรู โดยเฉพาะกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
ซึ่งเปนกลุมทักษะพื้นฐานของการสื่อสาร และเปนเครื่องมือของการเรียนรู
               หลังจากกําหนดอัตราเวลาเรียนของกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยแลว สถานศึกษา
ควรดําเนินงานจัดทําหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยตามแผนภูมิที่ปรากฏในบทที่ 2 ตอไป
                                                                                        137

                                                                           
4. วิเคราะหความสัมพันธระหวางมาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น และสาระการเรียนรูชวงชั้น

                                                                          
ตารางที่ 13 แสดงผลการวิเคราะหมาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น และสาระการเรียนรูชวงชั้น

                                 กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
                                   สาระที่ 4 หลักการใชภาษา
   มาตรฐานการเรียนรูที่ 4.1 ขอ (6) ศึกษา รวบรวมวรรณกรรมพื้นบาน ศึกษาความหมายของ
  ภาษาถิ่น สํานวนภาษิตที่มีในวรรณกรรมพื้นบาน และวิเคราะหคุณคาทางดานภาษาและสังคม
           มาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น                         สาระการเรียนรูชวงชั้น
  (6) ศึกษา รวบรวมวรรณกรรมพื้นบาน                                   ่
                                                1.ความรูเบื้องตนเกียวกับวรรณกรรมทองถิ่น
  ศึกษาความหมายของภาษาถิ่น สํานวนภาษิต 2.ศึกษาเพลงพืนบาน       ้
  ที่มีในวรรณกรรมพื้นบาน และวิเคราะห          3.ศึกษาปริศนาคําทาย
  คุณคาทางดานภาษาและสังคม                     4.ศึกษาความหมาย ภาษิต สํานวนที่มีใน
                                                ทองถิ่น
                                                5.ศึกษา ตํานาน เรื่องเลา ที่มีในทองถิ่น
                                                6.ศึกษา นิทานที่มีในทองถิ่น
                                                7. การอนุรักษวรรณกรรมทองถิ่น
                                                                                  138

5. การวิเคราะหหลักสูตร แสดงจํานวนผลการเรียนรูในแตละบท
ตารางที่ 14 แสดงผลการวิเคราะหหลักสูตร แสดงจํานวนผลการเรียนรูในแตละบทเรียน

       ผลการเรียนรูที่    ความรู-   ความรูสึกนึกคิด    การปฏิบัติ   รวม     รอยละ
              คาดหวัง      ความจํา      Affective-       Psychomotor
     สาระ                 Knowledge      domain            domain
1.ความรูเบื้องตน           1               1                          2       10
เกี่ยวกับวรรณกรรม
                ้
2.ศึกษาเพลงพืนบาน            2              2               2          6       30
3.ศึกษาปริศนาคํา              1                              1          2       10
ทาย
4.ศึกษา ภาษิต                 1                              1          2       10
สํานวน
5.ศึกษาตํานาน                 1                                         1        5
เรื่องเลา
6.ศึกษานิทาน                  3              1               1          5       25
7.สงเสริมแลอนุรักษ                         1               1          2       10
วรรณกรรมทองถิ่น
           รวม                9              5                6        20       100
         รอยละ              45             25               30                 100
                                                                           139

     ตารางที่ 15 ตารางแสดงความสําคัญของสาระแตละบทที่สัมพันธกับแบบทดสอบ
                 วัดผลสัมฤทธิ์

พฤติกรรม ความรู ความ การ              การ        การ   ประเมิน รวม อันดับ
            ความจํา เขาใจ นําไปใช วิเคราะห สังเคราะห คา
    สาระ      10      10      10        10        10      10     60
   ความรู    6        5       6         8         5       8     38    2
  เบื้องตน
  เกี่ยวกับ
วรรณกรรม
   นิทาน       3       5       5         5         3       3     24    7
   ตํานาน      3       4       5         4         5       5     26    6
    เพลง       6       5       8         6         4       8     37    3
  พื้นบาน
 ปริศนาคํา     5       7       7         4         4       3     30    4
     ทาย
 ภาษิตและ      5       7       7         4         3       3     29    5
   สํานวน
  สงเสริม    8        8       7         6         5       8     42    1
     และ
  อนุรักษ
วรรณกรรม
   ทองถิ่น
     รวม      36      41      45        37        29.     38    226
   อันดับ      5       2       1         4         6       3
ความสําคัญ
                                                                                         140

ตารางที่ 16 .การแสดงผลการวิเคราะหความสัมพันธระหวางผลการเรียนรูที่คาดหวัง
              และสาระการเรียนรูรายภาค

                                  กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
                                   สาระที่ 4 หลักการใชภาษา
   มาตรฐานการเรียนรูที่ 4.1 ขอ (6) ศึกษา รวบรวมวรรณกรรมพื้นบาน ศึกษาความหมายของ
  ภาษาถิ่น สํานวนภาษิตที่มีในวรรณกรรมพื้นบาน และวิเคราะหคุณคาทางดานภาษาและสังคม
           สาระการเรียนรูชวงชั้นที 4                   ผลการเรียนรูที่คาดหวังรายภาค
                                                              ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
 1.ความรูเบื้องตนเกียวกับวรรณกรรมทองถิ่น 1.อธิบายความหมาย และลักษณะ ของ
                      ่
                                                 วรรณกรรมทองถิ่นได
                                                 2.จัดกลุมประเภทและคุณคาของวรรณกรรม
                                                 ของทองถิ่น

 2.ศึกษาเพลงพืนบาน
              ้                              3. อธิบายความหมาย ลักษณะ ที่มา คําศัพท
                                                                         ้
                                             และระบุแระเภทของเพลงพืนบานได
                                                                                      ่
                                             4.อธิบายวิถีชีวิต คานิยมของคนในทองถินที่
                                             อยูในเพลงพื้นเด็ก
                                             5. อธิบายวิถีชีวิต คานิยมของทองถิ่นที่อยูใน
                                             เพลงประกอบการทํางาน
                                             6. ฝกรองเพลงประกอบพิธี
                                             7.มีการดัดแปลงเพลงพื้นบานใหเหมาะสมกับ
                                             ปจจุบัน
                                             8.ยอมรับในคุณคาที่มีอยูในเพลงพื้นบาน และ
                                             มองเห็นภาพสะทอนในอดีตไดชัดเจน

 3.ศึกษาปริศนาคําทาย                         9. วิเคราะหความหมาย ที่มา โครงสราง
                                             คุณคา ของปริศนาคําทายได
                                             10. สามารถเลือกปริศนาคําทายที่มีประโยชน
                                             ไปใชเลนในชีวิตประจําวัน
                                                                                    141

ตารางที่ 16 ( ตอ)

                              กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย (ตอ)
                                   สาระที่ 4 หลักการใชภาษา
   มาตรฐานการเรียนรูที่ 4.1 ขอ (6) ศึกษา รวบรวมวรรณกรรมพื้นบาน ศึกษาความหมายของ
  ภาษาถิ่น สํานวนภาษิตที่มีในวรรณกรรมพื้นบาน และวิเคราะหคุณคาทางดานภาษาและสังคม
          สาระการเรียนรูชวงชั้นที 4                    ผลการเรียนรูที่คาดหวังรายภาค
                                                              ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
 4.ศึกษาภาษิต สํานวน                             11.อธิบายความหมาย ที่มา ประเภท ลักษณะ
                                                 โครงสรางของภาษิตและสํานวน
                                                 12 เลือกภาษิตและสํานวนมาใชใน
                                                 ชีวิตประจําวันไดถูกตองเหมาะสม

 5.ศึกษาตํานาน และเรื่องเลา                13.อธิบาย ความหมาย คุณคา ลักษณะ และ
                                            บทบาทของตํานานกับวิถีชีวิตของคนไทย




 6.ศึกษานิทาน                               14.อธิบายความหมาย ลักษณะ คุณคา
                                            ประโยชน ของนิทาน
                                            15.บอกความสัมพันธของนิทานกับสังคมได
                                            16. บอกที่มาและจําแนกประเภทของนิทานได
                                            17. บอกคุณคาในนิทานพรอมการนําไปใชได
                                            ในชีวิตประจําวัน
                                            18. บอกคติที่ไดจากนิทานและนําความรูที่
                                            ไดรับไปสรางองคความรูใหผูรับทราบ
                                                                                           142

ตารางที่ 16 ( ตอ )

                              กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย (ตอ)
                                   สาระที่ 4 หลักการใชภาษา
  มาตรฐานการเรียนรูที่ 4.1 ขอ (6) ศึกษา รวบรวมวรรณกรรมพื้นบาน ศึกษาความหมายของ
 ภาษาถิ่น สํานวนภาษิตที่มีในวรรณกรรมพื้นบาน และวิเคราะหคุณคาทางดานภาษาและสังคม
           สาระการเรียนรูชวงชั้นที 4                   ผลการเรียนรูที่คาดหวังรายภาค
                                                              ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
 7. การสงเสริมและอนุรักษวรรณกรรมทองถิ่น 19. บอกถึงปญหาและแนวทางแกไขในการ
                                                 อนุรักษวรรณกรรมทองถิ่นไดตามหลักการ
                                                 20. จัดเก็บรวบรวมและเผยแพรวรรณกรรม
                                                 ทองถิ่นของตนไดอยางภาคภูมิใจ



6. คําอธิบายรายวิชา
               ศึกษาเพลงพื้นบาน ปริศนาคําทาย ภาษิตและสํานวน ตํานาน นิทาน นิยาย
เรื่องเลา โดยใหศึกษาเกี่ยวกับ ที่มา คุณคาภาษาและสังคม เนื้อหาสํานวนภาษา ความหมาย และ
อิทธิพลตอการดํารงชีวิต เพื่อใหมีความรูความเขาใจ เห็นคุณคาและรวมมือกับผูอื่นในการอนุรักษ
วรรณกรรมทองถิ่น
7. สังเขปเนื้อหารายวิชา
                                                 ่
              เอกสารประกอบหลักสูตรรายวิชาเพิมเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่น กําหนด
สังเขปเนื้อหาเปน 7บท ดังนี้
              บทที่ 1. ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับวรรณกรรมทองถิ่น
              บทที่ 2 เพลงพื้นบาน
              บทที่ 3 ปริศนาคําทาย
              บทที่ 4 ภาษิต สํานวน
              บทที่ 5 ตํานาน และเรื่องเลา
              บทที่ 6 นิทาน
              บทที่ 7 การสงเสริมและอนุรักษวรรณกรรมทองถิ่น
                                                                  143


รายละเอียดของเนื้อหา
บทที่ 1
                             ่
       1. ความรูเบื้องตนเกียวกับวรรณกรรมทองถิ่น
          1.1 ความหมายและลักษณะของวรรณกรรมทองถิ่น
          1.2 ประเภทของวรรณกรรมทองถิ่น
          1.3 คุณคาของวรรณกรรมทองถิ่น
บทที่ 2
       2 ศึกษาเพลงพื้นบาน
           2.1 ความรูเกี่ยวกับเพลงพื้นบาน
          2.2 ความสําคัญและคุณคาของเพลงพื้นบาน
           2.3 อิทธิพลเพลงพื้นบานตอวิถีชีวิตของคนในทองถิ่น
                 2.3.1 เพลงเด็ก
                  2.3.2 เพลงประกอบพิธี
                  2.3.3 เพลงประกอบการเลน
บทที่ 3
      3. ศึกษาปริศนาคําทาย
          3.1 ความหมายและที่มาของปริศนาคําทาย
                                          ้
           3.2 ลักษณะโครงสราง และเนือหาของปริศนาคําทาย
           3.3 คุณคาและประโยชนของปริศนาคําทาย
บทที่ 4
        4 ศึกษาภาษิต สํานวน
            4.1 ลักษณะที่มาของภาษิต
             4.2 ประเภทของภาษิต
                                                 
             4.3 คุณคาและอิทธิพลของภาษิตที่มีตอการดําเนินชีวิต
             4.4 ที่มาของสํานวนไทย
              4.5 ประเภทของสํานวนไทย
               4.6 คุณคาและประโยชนของสํานวนไทย
บทที่ 5
      5. ศึกษาตํานาน และเรื่องเลา
                                                                                                   144

                             5.1 ที่มา ความหมายของตํานาน
                              5.2 เนื้อหาและประเภทตํานาน
                                                                             ิ
                          5.3 คุณคาและอิทธิพลของตํานานที่มีตอการดําเนินชีวตของคนในทองถิ่น
                 บทที่ 6
                  6. ศึกษานิทาน
                       6.1 ความหมายของนิทาน
                       6.2 ที่มาและประเภทนิทานในประเทศไทย
                       6.3 คุณคาและอิทธิพลของนิทานตอวิถีชีวิตไทย
                  บทที่ 7
                   7. การอนุรักษวรรณกรรมทองถิ่น
                       7.1 ความสําคัญของการอนุรักษสงเสริมและเผยแพรวรรณกรรมทองถิ่น
                        7.2 สภาพการอนุรักษสงเสริมและเผยแพรวรรณกรรมทองถิ่นในปจจุบัน
                         7.3 แนวทางที่ควรกระทําเพื่อการอนุรักษวรรณกรรมพื้นบาน
8. การวัดและประเมินผล
              การวัดและประเมินผล ยึดตามระเบียบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
 พุทธศักราช 2544ซึ่งกําหนดดังนี้
              8.1 การประเมินผลระหวางเรียน ประเมินการปฏิบัติกิจกรรมระหวางเรียนของ
นักเรียนโดยวิธีนําเสนอผลงานที่นักเรียนคนควา เครื่องมือที่ใช คือ แบบประเมินกิจกรรมระหวาง
เรียน
                 8.2          การประเมินผลหลังจากเรียนจบหลักสูตรเปนการประเมินผลเพื่อวัด
ความสามารถดานตางๆของนักเรียน 7 ดาน คือ
ความรู ความจํา ความเขาใจ การนําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห การประเมินคา และ
ความคิดสรางสรรค เครื่องมือที่ใชคือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยมีเกณฑการ
ประเมินดังนี้
                      8.2.1           เกณฑ ก ารประเมิ น ตามที่ ก ระทรวงศึ ก ษาธิ ก ารได มี คํ า สั่ ง
กระทรวงศึกษาธิการ ที่ วก 1166/2544 เรื่อง การใชหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2544 กระจายอํานาจใหโรงเรียนนําหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการไปดําเนินการ
จัดทําหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อจัดการเรียนการสอนใหสอดคลองกับวิสัยทัศนของโรงเรียน ความ
ตองการของผูเรียน ผูปกครอง ชุมชน และสังคม พรอมกับกระจายอํานาจใหโรงเรียนสามารถทํา
การประเมิน ตัดสิน และกําหนดรูปแบบการรายงานผลการเรียนไดเอง ทําใหโรงเรียนมีระบบการ
                                                                                       145

รายงานผลการเรียนแตกตางกันหลากหลาย กระทรวงศึกษาธิการจึงกําหนดระบบการรายงานผล
การเรียนกลางขึ้น สําหรับใชในการเปรียบเทียบผลการเรียนของนักเรียน เพื่อการจัดสรรโอกาสใน
การศึกษาตอตามบทบัญญัติแหงพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 26 และเพื่อ
การคัดเลือกหรือแขงขันอื่นใดที่จัดโดยหนวยงานของทางราชการ เปนระบบรายงานผลการเรียน
8 ระดับ ดังนี้
                 1. ระดับผลการเรียน 4              หมายถึง ผลการเรียนดีเยี่ยม
                 2. ระดับผลการเรียน 3.5            หมายถึง ผลการเรียนดีมาก
                 3. ระดับผลการเรียน 3              หมายถึง ผลการเรียนดี
                 4. ระดับผลการเรียน 2.5            หมายถึง ผลการเรียนคอนขางดี
                 5. ระดับผลการเรียน 2               หมายถึง ผลการเรียนนาพอใจ
                  6. ระดับผลการเรียน 1.5            หมายถึง ผลการเรียนพอใช
                  7. ระดับผลการเรียน 1              หมายถึง ผลการเรียนผานเกณฑขั้นต่าํ
                   8. ระดับผลการเรียน 0             หมายถึง ผลการเรียนต่ํากวาเกณฑขั้นต่ํา
               8.2.2 การประเมินรายวิชานี้การประเมิน 3 ดาน (ตารางที่ 11) คือ
                      ดานความรูความเขาใจ ( พุทธิพิสัย ) รอยละ45
                       ดานปฎิบัติ (ทักษพิสัย)             รอยละ30
                       ดานเจตคติ (จิตพิสัย)               รอยละ 25
               8.2.3 อัตราสวนการประเมินผล กําหนดดังนี้
                          การประเมินผลระหวางเรียน รอยละ 80
                           การประเมินผลหลังเรียน           รอยละ 20
                                                146




ตอนที่ 2 รายละเอียดประกอบเอกสารประกอบหลักสูตร
           1.หนวยการเรียนรู
           2.โครงการสอนระยะยาว
           3.แผนการเรียนรูประจําชั่วโมง
                                                                                    147

                                                   ่
ตารางที่ 17 แสดงผลการแบงหนวยการเรียนรูรายวิชาเพิมเติม ท 40202 วรรณกรรมทองถิ่น
            เขตทวีวัฒนา

 หนวยที่                              ชื่อหนวย                        จํานวนชั่วโมง
    1.                    ้                      ่
            วรรณกรรมพืนบาน (ความรูเบื้องตนเกียวกับวรรณกรรม)                 2
    2.      รองขานหารัก (เพลงพื้นบาน)                                       10
    3.      ประจักษความหมาย (ปริศนาคําทาย)                                   2
    4.      ปราศรัยคติธรรม (ภาษิต สํานวน)                                     2
    5.      รูตํานานตน (ตํานาน เรื่องเลา)                                    6
    6.      ขนเรื่องมาเลา (นิทาน)                                             8
    7.      เฝาหวงถิ่นตน (การสงเสริมและอนุรักษวรรณกรรมทองถิ่น)             6
                      รวม                                                     36
                                                                                           148

ตารางที่ 18 โครงการสอนระยะยาว

     หัวขอเรื่อง          เนื้อเรื่อง      ผลการเรียนรูที่คาดหวัง        สัปดาหท/ี่
                                                                           ชั่วโมง
1.ความรูเบื้องตน   1.ความหมายและ          1.อธิบายความหมายและ            สัปดาหที่ 1/
เกี่ยวกับวรรณกรรม    ลักษณะของ              ลักษณะเฉพาะของ                 2 ชั่วโมง
                     วรรณกรรมทองถิ่น       วรรณกรรมทองถิ่นไดและ
                     2.ประเภทของ            จําแนกประเภทของ
                     วรรณกรรม               วรรณกรรมทองถิ่นได
                     3.คุณคาและประโยชน    ถูกตอง
                     ของวรรณกรรม            2.ดัดแปลงคุณคาของ
                     ทองถิ่น               วรรณกรรมในอดีตมาใชใน
                                            ชีวิตประจําวันได
2.ศึกษาเพลงพืนบาน
             ้       1.ความรูเกี่ยวกับเพลง 3.อธิบายความหมาย
                     พื้นบาน               ลักษณะ ที่มา คําศัพท และ
                                            ระบุประเภทของเพลง
                                            พื้นบานได

                     2.เพลงเด็ก             4.อธิบายวิถีชีวิต คานิยมของ
                                            คนในทองถิ่นที่ไดจากเพลง

                     3.เพลงประกอบการ        5. อธิบายวิถีชีวิต คานิยม
                     ทํางาน                 ของคนในทองถิ่นที่ไดจาก
                                            เพลง
                     4.เพลงประกอบการ        6.ฝกรองเพลงประกอบพิธีได
                     พิธี                   อยางมีความพรอมทาง
                                            อารมณ
                     5.เพลงประกอบการ        7.มีการดัดแปลงใหเหมาะสม
                     เลน                   กับปจจุบัน
                                                                                         149

ตารางที่ 18 (ตอ)
หัวขอเรื่อง                  เนื้อเรื่อง   ผลการเรียนรูที่คาดหวัง       สัปดาหท/ี่ ช.ม.
                      6.ความสําคัญและ       8.ยอมรับในคุณคาที่มีอยูใน
                      คุณคาของเพลง         เพลงพื้นบาน และมองเห็น
                      พื้นบานรวมทัง    ้   ภาพสะทอนในอดีตได
                      อิทธิพลเพลงพื้นบาน   ชัดเจน
                      ตอวิถีของคนใน
                      ทองถิ่น
3. ปริศนาคําทาย       1.ความหมายและที่มา    9. วิเคราะห ความหมาย ที่มา             ี่
                                                                          สัปดาหท7 /
                      ของปริศนาคําทาย       โครงสราง คุณคา ของ          2 ชั่วโมง
                      2.ลักษณะโครงสราง     ปริศนาคําทายได
                      และประเภทของ          10.สามารถเลือกปริศนาคํา
                      ปริศนาคําทาย          ทายที่มีประโยชนไปใชเลน
                      3.คุณคาของปริศนา     ทายกับผูอื่นได
4.ภาษิต สํานวน        1.ความหมายของ         11.อธิบายความหมาย ที่มา       สัปดาหที่ 8 /
                      ภาษิตและ สํานวน       ประเภท ลักษณะโครงสราง        2 ชั่วโมง
                      2.ที่มาของสํานวน      คุณคา ประโยชน ของภาษิต
                      และภาษิต              สํานวน ได
                      2.ประเภทของภาษิต      12.สามารถเลือกปริศนาคํา
                      และสํานวนไทย          ทายที่มีประโยชน
                      3.ลักษณะโครงสราง     ไปใชเลนในชีวิตประจําวัน
                      และเนื้อหาของภาษิต
                      และสํานวน
                      4.คุณคาและประโยชน
                      ของภาษิต และสํานวน
5.ตํานาน เรื่องเลา   1.ที่มา ความหมาย      13.อธิบาย ความหมาย         สัปดาหที่ 9-11
                      ของตํานาน             คุณคา ลักษณะ และบทบาท 6 ชั่วโมง
                      2.เนื้อหาและประเภท    ของตํานานกับวิถีชีวิตของคน
                      3.คุณคาและอิทธิพล    ไทย
                      ของตํานาน
                                                                                    150

ตารางที่ 18 (ตอ)
     หัวขอเรื่อง         เนื้อเรื่อง     ผลการเรียนรูที่คาดหวัง      สัปดาหท/ี่
                                                                       ชั่วโมง
6.นิทาน             1.ความหมายของ         14.อธิบายความหมาย            สัปดาหที่ 12/2
                    นิทาน                 ลักษณะ คุณคา ประโยชน       ชั่วโมง
                                          ของนิทาน
                                          15. บอกความสัมพันธของ
                                          นิทานกับสังคมได
                    2.ที่มาและประเภท      16.บอกที่มาและจําแนก         สัปดาหที่ 13/2
                    นิทาน                 ประเภทของนิทานได            ชั่วโมง

                    3.คุณคาและอิทธิพล  17.บอกคุณคาที่มีอยูในนิทาน           ี่
                                                                       สัปดาหท14/2
                                        พรอมนําไปใชใน                ชั่วโมง
                                        ชีวิตประจําวันได
                    4.ประโยชนของนิทาน 18.บอกคติที่ไดจากนิทาน         สัปดาหที่ 15/2
                                        และนําความรูที่ไดรับไป       ชั่วโมง
                                        สรางองคความรูใหผูอื่น
                                        ไดรับทราบ
7. การอนุรักษ      1.ความสําคัญของการ 19.บอกถึงปญหาและ               สัปดาหที่ 16 /
วรรณกรรมทองถิ่น    อนุรักษสงเสริมและ แนวทางแกไขวรรณกรรม            2 ชั่วโมง
                    เผยแพรวรรณกรรม     ทองถิ่นไดอยางมีหลักการ
                    ทองถิ่น            20.จัดเก็บรวบรวมและ
                    3.แนวทางแกไข       เผยแพรวรรณกรรมใน              สัปดาหที่ 17-
                                        ทองถิ่นของตนไดอยาง          18/4
                                        ภาคภูมใจิ                      ชั่วโมง
                                                                                        151

                                       แผนการจัดการเรียนรูที่ 1
หนวยการเรียนรูที่ 1                       วิชาภาษาไทย
                           ่
เรื่อง ความรูเบื้องตนเกียวกับวรรณกรรม จํานวน 2 ชั่วโมง             ชวงชั้นที่ 4
ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4                       ภาคเรียนที่ 2             ปการศึกษา 2548
สาระการเรียนรูที่ 4                        มาตรฐาน 4.1
มาตรฐานดานผลผลิตที่ 3                      เปนบุคคลแหงการเรียนรู
        ั
ตัวชี้วดที่ 1                               มีความกระตือรือรนและสนใจในการเรียนรูจากแหลง
                                            ความรูตางๆ และสามารถตั้งคําถามเพื่อหาเหตุผล
           …………………………………………………………………
1. ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
     1.1 ดานความรู-ความจํา ( Knowledge )
          1.1.1. อธิบายความหมายและลักษณะเฉพาะของวรรณกรรมทองถิ่นได
และจําแนกประเภทของวรรณกรรมทองถิ่นไดถูกตอง
     1.2 ดานความรูสึกนึกคิด (Affective domain )
          1.2.1.นําคุณคาของวรรณกรรมในอดีตมาใชในชีวิตประจําวันได
     1.3 ดานคุณธรรมจริยธรรมและคานิยมอันพึงประสงค
                                                          ี
           1.3.1 เปนผูมีจิตใจออนนอมยอมรับเฉพาะสิ่งที่ดไมเปนพิษภัยตอตนเอง
และผูอื่น
2. สาระการเรียนรู
    2.1 ความหมายและลักษณะของวรรณกรรมทองถิ่น
    2.2 ประเภทของวรรณกรรมทองถิ่น
    2.3 คุณคาและประโยชนของวรรณกรรมทองถิ่น
3. กระบวนการจัดการเรียนรู
      กระบวนการเรียนรู แผนที่ความคิด
4. กิจกรรมการเรียนรู
               ขั้นนํา
                1. นําแผนบันทึกภาพศิลปวัฒนธรรมของภาคตางๆขึ้นฉายจอรับภาพใหนักเรียนดู
                         ั
                2. ใหนกเรียนตอบคําถามวา จังหวัดใดมีศิลปวัฒนธรรมที่ทุกคนรูจัก
                                                            ั
                3. ผูสอนนําการแสดงของแตละจังหวัดที่นกเรียนสรุปเขาสูวรรณกรรมทองถิ่น
               ขั้นสอน
                                                                                      152

                                     ั
               4. ครูตั้งคําถามใหนกเรียนสรุปความหมายของวรรณกรรม
            5. ครูพิมพชื่อ นิทาน ตํานาน ปริศนา สํานวน ภาษิต เพลงพื้นบาน โดยพิมพ แลว
     ั                           ู
ใหนกเรียนแยกประเภทใหถกตองในเวลา 3 นาที
                                   ่
            6. ครูวาดแผนทีความคิดลงบนกระดาน โดยเขียนชื่อวรรณกรรมทองถิ่นไวในวงกลม
โดยมีกิ่งสาขา ชื่อ เพลงพื้นบาน ปริศนาคําทาย ภาษิตสํานวน ตํานานเรื่องเลาและนิทาน ให
นักเรียนนําชื่อที่ครูใหในขอ 1 ไปใสในหัวขอตามความเขาใจของนักเรียน
            7. นักเรียนแบงกลุม ครูแจกใบความรูที่ 1 เรื่องความหมาย และลักษณะของ
                                                                              ั
วรรณกรรมทองถิ่น และใบความรูที่ 2 เรื่อง ประเภทของวรรณกรรมทองถิ่น ใหนกเรียนศึกษา
ดวยตนเอ
              8. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามเรื่องที่ยังไมเขาใจ
                               
              9. ใหแตละกลุมสรุปขอความในใบความรูที่ครูแจกให โดยทําเปนแผนที่ความคิด
แลวออกมาอภิปรายหนาชันเรียน ้
            ขั้นสรุป
              10. ครูตั้งคําถามใหนักเรียนตอบถึงความแตกตางวรรณกรรมแตละชนิด
              11. ครูแจกใบความรูที่ 3 เรื่องคุณคาของวรรณกรรม โดยใหนักเรียนบอกถึงคุณคา
ของวรรณกรรมมาคนละ 1 ขอ โดยใหนักเรียนไปเขียนบนกระดาน คนใดตอบไดตรงจุดประสงค
จะไดรางวัล และกลาวคําชมเชย
              12. นักเรียนทําแบบทดสอบกอนเรียน 40 ขอ
                         ั
               13. ใหนกเรียนทําแบบฝกหัดทายหนวยเรื่อง วรรณกรรมทองถิ่นจํานวน 10 ขอ
5. สื่ออุปกรณและแหลงการเรียนรู
                5.1 สื่อและอุปกรณ
                      5.1.1 แผนบันทึกภาพเปน VCD
                      5.1.2 แบบฟอรมของ Mind mapping
                      5.1.3 แบบทดสอบกอนเรียน
                      5.1.4 ใบความรู ที่ 1 เรื่องความหมาย และลักษณะของวรรณกรรมทองถิ่น
                      5.1.5 ใบความรูที่ 2 เรื่องประเภทของวรรณกรรมทองถิ่น
                      5.1.6 ใบความรูที่ 3 เรื่องคุณคาของวรรณกรรมทองถิ่น
                      5.1.7 แบบทดสอบทายหนวย
                 5.2 แหลงการเรียนรู
                      5.2.1 หองสมุดโรงเรียน
                                                                       153

                  5.2.2 บานนักเรียน
                  5.2.3 ปราชญชาวบาน
6. การวัดและประเมินผล

    ผลการเรียนรูที่   น้ําหนักคะแนน    วิธีวัด        เครื่องมือวัด
      คาดหวัง
                       K     p     A

  1.ดานความรู-        5   ตรวจแบบฝกหัด               แบบฝกหัด
  ความจํา
      1.1 อธิบาย
  ความหมายและ
  ลักษณะเฉพาะของ
  วรรณกรรมทองถิ่น
  จําแนกประเภทได
  2. ความรูสึกนึกคิด     5 การสังเกตขณะ        แบบสังเกตการทํางาน
       2.1บอกคุณคา         ผูเรียนทํากิจกรรม
  และประโยชนของ
  วรรณกรรมทองถิ่น
  ได
  3. ดานคุณธรรม          ผ การพิจารณา          แบบตรวจสอบรายการ
  จริยธรรมและ               ผลสําเร็จของงาน    ขั้นตอนของกระบวนการ
  คานิยมอันพึง                                    ตั้งแตตนจนสําเร็จ
  ประสงค
      3.1เปนผูมีจิตใจ
  ออนนอมรับเฉพาะ
  สิ่งที่ดีตอตนเอง
  และผูอื่น
7.กิจกรรมเสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………
                                                                    154

                               บันทึกผลการสอน
                        เรื่อง………………………….
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1.ดานความรู
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………...................................
2.ดานทักษะกระบวนการ
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
3.ดานคุณธรรม/จริยธรรม/คุณลักษณะอันพึงประสงค
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
  ปญหาที่ควรแกไข/พัฒนา     วิธีดําเนินการแกไข/พัฒนา ผลการแกไข/พัฒนา
                            155




    สื่อการเรียนรู
แผนการจัดการเรียนรูที่ 1
                                                                                                                                           156

                                                 แบบวัดคุณภาพผลงาน
                      วิชาภาษาไทยรายวิชาเพิ่มเติม ท 40202 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
ชื่อกลุม………………………………………ชั้น……………..........................................................
               
สมาชิกในกลุม....................................................................................................................................
………………………………………………………………………………………………………
คําชี้แจง : ใหใสตัวเลขในชองตามเกณฑการใหคะแนน (ดังแนบ)
   รายการ ความ                 การ                   ผลงาน                   วิธีการ               ความ                    รวม รอย
              เหมาะสม คํานวณ                         สอดคลอง นําเสนอ สมบูรณ                                                         ละ
              ของขอมูล ถูกตอง                      กับ                     ผลงาน                 ของผลงาน
                               ตาม                   จุดประสงค
                               ขั้นตอน
 กลุม        4 3 2 1 0 4 3 2 1 0 4 3 2 1 0 4 3 2 1 0 4 3 2 1 0

 1
 2
 3
 4
 5
 6
 7
 8
 รวม
 รอยละ
เกณฑการใหคะแนน (คะแนนเต็ม 4 คะแนน)
ได 4 คะแนน เมื่อนําเสนอดวยวิธีการกระชับ ชัดเจน เปนไปตามลําดับขั้นตอน ไมสับสนวกวน
คํานวณถูกตองตามหลักวิชาทุกขั้นตอน มีความคิดสรางสรรค การนําเสนอนาสนใจ(น้ําเสียง
ชัดเจน มีความเชื่อมั่น กระตือรือรน เตรียมเนื้อหา สื่ออุปกรณครบถวน การใชภาษาถูกตองตาม
อักขระวิธี ออกเสียงควบกล้ําถูกตองทุกคํา 3 คะแนน เมื่อนําเสนอดวยการที่ชัดเจน ตามลําดับ
ขั้นตอนที่ตอเนื่อง คํานวณถูกตองตามหลักวิชาเกือบทุกขั้นตอน มีความคิดสรางสรรค (น้ําเสียง
ชัดเจน มีความเชื่อมั่น กระตือรือรน เตรียมเนื้อหา สื่ออุปกรณครบถวน การใชภาษาบางคํา
                                                                                     157

อาจจะมีการผิดเพี้ยนไปบาง) 2 คะแนน เมื่อมีการนําเสนอตามลําดับขั้นตอน สื่อความหมายได
พอสมควรคํานวณถูกตองตามหลักวิชา อาจจะมีการผิดพลาดบาง (กระตือรือรน มีรองรอยของการ
เตรียมอุปกรณ) 1 คะแนน เมื่อนําเสนออยางไมมีลําดับขั้นตอน ไมมีความตั้งใจที่จะนําเสนอ
ผลงาน (ไมมีการเตรียมการที่นําเสนอผลงาน ผูนําเสนอถูกกําหนดอยางไมรูตัว ) 0 คะแนน เมื่อ
ไมมีผลงาน (ไมมีใครมาเสนอผลงาน)
                                                                                  ้
หมายเหตุ : ขอความในวงเล็บ หมายถึง การพิจารณาเมื่อมีการนําเสนอดวยวิธีการพูดหนาชันเรียน
หรือรวมอภิปราย
                                                                       158

                                 แบบสังเกตการทํางาน

ชื่อกลุม………………………………………..ชื่อผูประเมิน
ใบงานที่ ……………………เรื่อง……………………………………

                   รายการ                       ดี    ปานกลาง     ควร
                                                                ปรับปรุง
              น้ําหนักคะแนน                     3        2         1
นิสัยในการทํางาน
1.มีการวางแผนการทํางาน
2.ทํางานเสร็จทันตามกําหนดเวลา
3.มีความตั้งใจในการทํางาน
4.มีความคิดริเริ่มสรางสรรค
5.ขอความชวยเหลือเมื่อมีความจําเปน
ทักษะการเรียน
1.ใชเวลาคุมคา
2.มีความตั้งใจเรียน
3.มีการจดบันทึกที่ดี
4.มีการทบทวนความรูและสรุป
5.มีหลักการทางวิชาการ
ทักษะทางสังคม
1.ทํางานรวมกับผูอื่นได
2.มีการแสดงความคิดเห็นอยางมีเหตุผล
3.ยอมรับฟงความคิดเห็นของผูอื่น
4.มีลักษณะเปนผูนําและผูตามที่ดี
5.แนะนําเพื่อนดวยเมตตาธรรม
                       รวม

   เพื่อน    ครู     ตนเอง
                                                                                        159

                                      ใบความรูที่ 1
                     เรื่อง ความหมายและลักษณะของวรรณกรรมทองถิ่น

ความหมายของคําวา “ วรรณกรรมทองถิ่น “
             คําวา “ วรรณกรรมทองถิ่น “ หมายรวมถึง วรรณกรรมลายลักษณ และมุขปาฐะ ที่
ปรากฏอยูในทองถิ่น ซึ่งแตกตางไปจากวรรณกรรมและวรรณคดีของประเทศ วรรณกรรมทองถิ่น
นั้น เกิดขึ้นดวยภูมิปญญาของคนในทองถิ่น และมีคนในทองถิ่นเปนผูอนุรักษรูปแบบของ
วรรณกรรมทองถิ่น มักจะเปนไปตามความนิยมของทองถิ่นนั้นๆ
 ลักษณะของวรรณกรรมทองถิ่น
               วรรณกรรมทองถิ่นยอมเปนเหมือนกระจกเงาที่จะสะทอนวัฒนธรรมและสภาพชีวิต
ตลอดจนความคิดของคนในทองถิ่น จุดมุงหมายของวรรณกรรมทองถิ่น สวนมากมิไดอวดฝปาก
มีแตเนื้อหาสาระ ตลอดจนคตินิยมเนื่องดวยพุทธศาสนามีลักษณะดังนี้
            ประคอง เจริญจิตรกรรม (2535 : 2-4) ไดอธิบายลักษณะของวรรณกรรมทองถิ่น
สรุปไดดังนี้
            1. วรรณกรรมทองถิ่นเปนมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาทางมุขปาฐะ กลาวคือมี
                                      
ลักษณะที่ไมเปนทางการ แพรหลายอยูในกลุมชนทองถิ่น จะมีลักษณะที่แตกตางกันไปตาม
รายละเอียดปลีกยอย ในขณะที่ถายทอดโดยจะมีการเลาเสริมตอ ๆ กันมา จึงทําใหเรื่องราว
แพรกระจายออกไป
              2. วรรณกรรมทองถิ่นเปนแหลงขอมูล ที่บันทึกขนบธรรมเนียมประเพณีของกลุมชน
                                           ่
ทองถิ่น อันเปนแบบฉบับใหคนยุคตอมาเชือถือและปฏิบัติตาม เชน การนับถือผีบรรพบุรุษที่
มักจะนิยมตั้งพิธีบวงสรวง หรืออัญเชิญเทวดาและผีตาง ๆ ในพิธีไหวผีตอนแตงงาน
              3. วรรณกรรมทองถิ่นมักจะไมปรากฏนามผูแตง เพราะเปนเรื่องเลาสืบตอกันมา หรือ
                                                                                       ้
ถามีนามผูแตงมักจะเปนผูคัดลอก หรือเรียบเรียงขึ้นจากเรื่องที่เลากันอยูในทองถิ่นนัน
              4. วรรณกรรมทองถิ่นจะใชภาษาทองถิ่น ลักษณะถอยคําที่ใชจึงเปนคํางาย ๆ สื่อ
ความหมายอยางตรงไปตรงมา
              5. วรรณกรรมทองถิ่นมีจุดมุงหมายเพื่อสนองความตองการของสังคมในทองถิ่น ทั้ง
ในดานความบันเทิง และอธิบายเรื่องราวตาง ๆ ตลอดจนสั่งสอนจริยธรรมอีกดวย
                                                                                          160

                                         ใบความรู ที่ 2
                             เรื่อง ประเภทของวรรณกรรมทองถิ่น

ประเภทของวรรณกรรมทองถิ่น

             วรรณกรรมทองถิ่นของไทย ประคอง เจริญจิตรกรรม (2535 : 2-4) ไดอธิบาย
ลักษณะของวรรณกรรมทองถิ่น สามารถแบงประเภทลักษณะ ดังนี้
              1. ตามลักษณะรูปแบบวรรณกรรม คือ
                  1.1 วรรณกรรมรอยแกว คือ เรื่องเลาหรือบันทึกดวยภาษาที่ไมมีลักษณะบังคับใด
ๆ ไมมีคณะสัมผัส ฯลฯ
                                                                           ่
                  1.2 วรรณกรรมรอยกรอง คือ เรื่องราวหรือบันทึกดวยภาษาทีจํากัดตามลักษณะคํา
ประพันธ มีคณะสัมผัส ฯลฯ
             2. แบงตามลักษณะการถายทอด คือ
                  2.1 วรรณกรรมมุขปาฐะ เปนวรรณกรรมที่ถายทอดสืบตอกันมา ดวยการบอกเลา
          ี
จดจําไมมการบันทึกหรือถายทอดไวเปนเรื่องราวหรือสัญลักษณ เรื่องราวใดที่มีอยูนานก็แสดงวา
เรื่องราวนั้นมีผูนิยมมาก เชน ปริศนาคําทาย ภาษิตสํานวน นิทาน เรื่องเลาตํานาน เปนตน
                  2.2 วรรณกรรมลายลักษณ เปนวรรณกรรมมุขปาฐะมากอน แลวไดรับการบันทึก
เปนตัวอักษรและมีการสืบทอดดวยการอาน
                                                                                        161


                                         ใบความรูที่ 3
                             เรื่อง คุณคาของวรรณกรรมทองถิ่น
                              …………………………………..

คุณคาของวรรณกรรมทองถิ่น
                                                                        ่
             วรรณกรรมทองถิ่นเปนมรดกทางวัฒนธรรม ที่ทําใหเห็นการเปลียนแปลงทางมโน
ทัศนของกลุมชนในแตละทองถิ่น บางอยางมุงสอนคติธรรม การประพฤติตนใหเหมะสมกับสังคม
                 ุ
จึงนับไดวามีคณคาทั้งดานบันเทิงและการสั่งสอนอบรม บางครั้งเปนการบันทึกหลักฐานทาง
ประวัติศาสตรเชนตํานานเปนตน คุณคาของวรรณกรรมทองถิ่นนั้น ธวัช ปุณโณฑก (2525:9-10)
                                        ิ
กลาววา ชวยทําใหเขาใจสังคมและวิถีชีวตคนในสังคม ดังนี้
             1. วรรณกรรมทองถิ่นเปนมรดกทางวัฒนธรรม ที่ทําใหเห็นการเปลี่ยนแปลงทางมโน
ทัศนของกลุมชนในแตละทองถิ่น
             2. วรรณกรรมทองถิ่นทําใหเห็นความสัมพันธของบุคคลในครอบครัวไทย กลาวคือ
พอแมตองเลี้ยงบุตรใหเจริญเติบโตและมีครอบครัวสืบตอไป ซึ่งแนวคิดและพฤติกรรมของตัว
ละครจะปรากฏสะทอนฉายออกมาใหเห็นวิถีของชาวบาน มีลักษณะเปนครอบครัวใหญ ที่นยมให       ิ
ลูกๆ อยูกับพอแม
             3. วรรณกรรมทองถิ่นทําใหเห็นคานิยมในสังคมนั้นๆ ไมวาจะเปนคานิยม เรื่องความ
งาม ความดี ความเจริญหรือคุณธรรมตางๆ ที่สืบเนื่องมาจากพุทธศาสนา
                                                                   ั
             4. วรรณกรรมทองถิ่นมีอิทธิพลตอการกําหนดระเบียบปฏิบติและพฤติกรรมของกลุม
ชนในทองถิ่น
              สรุปไดวา การศึกษาวรรณกรรมทองถิ่นก็คือ การศึกษาสังคมของเราเมื่อเราเขาใจ
               ื
สังคมนั่น ก็คอเราเขาใจราก
                                                                                         162



                                        ใบงานที่ 1
                            เรื่อง วรรณกรรมทองถิ่นเขตทวีวัฒนา
                                   …………………………..

คําชี้แจง : ใหนักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนองานตามใบงานที่ 1 และใบงานที่ 2 โดยทําเปน
แผนที่ความคิด แลวอธิบายใหเพื่อนกลุมอื่นเขาใจ

            ขอที่ 1 ใบงานที่ 1 เรื่องลักษณะของวรรณกรรมทองถิ่นมีอะไรบางใหสรุปแตสิ่งที่
                                                   
สําคัญแลวทําเปนแผนที่ความคิดเปนรูปอะไรก็ได แตตองสัมพันธกันและตอเนื่องกัน
            ขอที่ 2 ใบงานที่ 2 เรื่องประเภทของวรรณกรรม ใหนักเรียนบอกประเภทของ
                                        ่
วรรณกรรมใหถูกตอง โดยทําเปนแผนทีความคิดรูปแบบใดก็ได
                                                                  163




                                      ่
                         ตัวอยางแผนทีความคิด
                  เรื่องประเภทของวรรณกรรมทองถิ่น
                        ………………………….

                               ปริศนาคําทาย




                                                       ภาษิตสํานวน
เพลงพื้นบาน


                                 วรรณกรรม
                                   ทองถิ่น




          นิทาน
                                                    ตํานานและเรื่อง
                                                          เลา
                                                                                       164

                                   ขอทดสอบทายหนวย
                             วิชาวรรณกรรมทองถิ่น (ท 40202 )
                                ……………………………..
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1. อธิบายความหมายและลักษณะเฉพาะของวรรณกรรมทองถิ่นไดและจําแนกประเภทของ
วรรณกรรมทองถิ่นไดถูกตอง
2. ดัดแปลงคุณคาของวรรณกรรมในอดีตมาใชในชีวิตประจําวันได
คําชี้แจง : ใหนักเรียนกากบาทลงบนขอที่ถูกตอง
1. วรรณกรรมทองถิ่นมีความหมายตรงกับขอใด
          1.เรื่องสั้น                            2.นวนิยาย
                                        ่
          3.ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในทองถินตน       4.เรื่องที่เลาสืบตอกันมาจากปูยาตายาย
2. เรื่องใดตอไปนี้เปนวรรณกรรมทองถิ่น
          1.ปลาบูทอง                             2.แมนาคพระโขนง
          3.พญากงพญาพาน                           4.ทุกขอที่กลาวมา
3. วัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาทางมุขปาฐะ แพรกระจายเขามาในแตละทองถิ่นไดอยางไร
          1.เลาสืบตอกันมาดวยปาก                2. อานหนังสือที่บันทึกไว
          3.พระเทศนในวันธรรมสวนะ                 4.มีการขโมยสมุดบันทึกกัน
4. วรรณกรรมลายลักษณหมายถึงขอใด
          1.เลาสืบตอกันมาดวยปาก                2.เลากันดวยปากแลวนํามาบันทึกทีหลัง
          3.บันทึกแลวนํามาเลาดวยปาก            4. ถูกทั้งขอ 2 และขอ 3
5. ขอใดไมใชวรรณกรรมทองถิ่น
          1.นิทานพื้นบาน                         2.เพลงพื้นบาน
          3.การเลนตางๆ                          4.การพนันที่เลนหนาศพในเวลากลางคืน
6. วรรณกรรมทองถิ่น ที่ขึ้นตนวา “อะไรเอย” เปนวรรณกรรมชนิดใด และถายทอดโดยวิธีใด
          1.เพลงกลอมเด็ก โดยวิธีรอง             2.ปริศนาคําทาย โดยวิธีเลา
          3.ภาษิตสํานวน โดยวิธีบันทึก             4.เพลงพื้นบาน โดยวิธีรอง
อานขอความตอไปนี้แลวตอบคําถามขอ 7-8 “ มีหมูบานหนึ่ง ซึ่งไกลความเจริญพอสมควร จะ
                                                  ั                   ่
กลาวถึงครอบครัว 2 ครอบครัว ซึ่งอยูหมูบานใกลกน ครอบครัวหนึงเปนเศรษฐี อีกครอบครัว
หนึ่งเปนยาจก แตบานยาจกจะชอบทําบุญทําทานเสมอ สวนบานเศรษฐีไมเคยทําบุญทําทานเลย”
                                                                                             165


7. ขอความที่ยกมานี้เปนวรรณกรรมพื้นบานชนิดใด
        1.นิทานพื้นบาน                              2.ตํานานเรื่องเลา
        3.การเลนพื้นบาน                            4.ภาษิตสํานวน
                         ุ
8. ขอความที่ยกมานี้ มีคณคาอะไรบาง
        1.ใหความเพลิดเพลิน                          2.ใหความบันเทิง
        3.ใหขอคิด                                  4.ใหคติเตือนใจ
                                          ั
9. ขอใดไมใชอิทธิพลที่คนในยุคปจจุบนรับมาจากคนในอดีต
        1.การพูดจา                                   2.การแตงกาย
        3.การแจกการดเชิญไปในงานตางๆ                4.การมีหองและของใชสวนตัว
10. ขอใดตอไปนี้ที่ไมใชแหลงเรียนรูที่นักเรียนควรไปศึกษาหาความรูเ รื่องวรรณกรรมทองถิ่นได
        1.วัด                                        2.ปราชญชาวบาน
        3.ศูนยการคา                                               
                                                     4.หองสมุดหมูบาน

เฉลย
1. 3 2. 4       3. 1     4. 2    5.4     6. 2     7. 1    8.3      9. 4    10.3
                                                                                        166

                                      แผนการจัดการเรียนรูที่ 2
หนวยการเรียนรูที่ 2                      วิชาภาษาไทย
เรื่อง เพลงพื้นบาน                        จํานวน 2 ชั่วโมง         ชวงชั้นที่ 4
ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4                      ภาคเรียนที่ 2            ปการศึกษา 2548
สาระการเรียนรูที่ 4                       มาตรฐาน 4.1
มาตรฐานดานผลผลิตที่ 3                     เปนบุคคลแหงการเรียนรู
        ั
ตัวชี้วดที่ 2                              มีนิสัยรักการอานและคนควาหาความรูสามารถใช
                                           หองสมุด แหลงความรู หรือสื่อตางทั้งในและนอก
                                           โรงเรียน
…………………………………………………………………………………………………….
1. ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
     1.1 ดานความรู
          อธิบายความหมาย ลักษณะ ที่มา คําศัพท และระบุประเภทของเพลงพื้นบานได
     1.2 ดานทักษะ
          จําแนกประเภทเพลงพื้นบานได
     1.3 ดานคุณธรรมจริยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค
          มีความตั้งใจยอมรับคุณคาที่มีประโยชนตอตนเองและผูอื่น
2. สาระการเรียนรู
     2.1 ความหมายของเพลงพื้นบาน
     2.2 ลักษณะเฉพาะของเพลงพื้นบาน
     2.3 ประเภทเพลงพื้นบาน
                        ่
    2.4 ศัพทเฉพาะเกียวกับเพลงพื้นบาน
3. กระบวนการจัดการเรียนรู
     การจัดกิจกรรมตามวัฏจักรการเรียนรู ( 4 MAT )
4. กิจกรรมการเรียนรู
              ขั้นนํา
              (สวนที่ 1 ไตรตรองประสบการณ)
              ขั้นที่ 1 ใหแตละคนเห็นคุณคาในสิ่งที่เรียน
                                                                        ่
              1. ครูแจกใบงานที่ 1 ใหนักเรียนตอบคําถาม ตามประเด็นทีนักเรียนไดอาน
              ขั้นสอน
                                                                                       167

              ขั้นที่ 2 วิเคราะหประสบการณ
                                                                      ่     ั
              2. ครูแจกใบงานที่ 2 รายชื่อเพลงพื้นบานตางๆ เพือใหนกเรียนเลือกไปสรุปในแผน
ที่ความคิด (Mind mapping )
(สวนที่ 2 สรางความคิดรวบยอด)
              ขั้นที่ 3 ปรับประสบการณเปนความคิดรวบยอด
              3. ครูแจกใบความรู ที่ 1 เรื่อง ความหมายของเพลงพื้นบาน
                               ใบความรูที่ 2 เรื่อง ลักษณะเฉพาะของเพลงพื้นบาน
                               ใบความรูที่ 3 เรื่อง ประเภทของเพลงพื้นบาน
                                                                         ้
                               ใบความรูที่ 4 เรื่อง ศัพทเกี่ยวกับเพลงพืนบาน
                ขั้นที่ 4 หาความรูเพิ่มเติม
                                                                               ั      
              4. ครูจัดเตรียมหนังสือที่มีเพลงพื้นบานประมาณ 10 เลม ใหนกเรียนแตละกลุม
คนควาเพิ่มเติม
               (สวนที่ 3 การปฏิบัติฝกทักษะและการสรางชิ้นงาน)
                ขั้นที่ 5 ใหผูเรียนฝกปฏิบัติ
                             ั                  
                5. ใหนกเรียนแตละกลุมรองเพลงพื้นบานตาม ครู และแถบบันทึกเสียง
              ขั้นที่ 6 สรางชิ้นงานตามความถนัด
                           ั
                6. ใหนกเรียนนําใบความรูที่ไดรับมอบหมายมาสรางชิ้นงานตามความถนัดแลว
                 ้
นําเสนอหนาชันเรียน
               (สวนที่ 4 ชื่นชมผลงานและการประยุกตได)
              ขั้นที่ 7 วิเคราะหผลดีและประยุกตใช
                7. ครูใหเพื่อนแตละกลุมประเมินผลงานของผูนําเสนอ ครูชื่นชม และเสนอแนะ
             ขั้นที่ 8 แลกเปลี่ยนความรูความคิดกับผูอื่น
                         ั                    
                8. ใหนกเรียนแตละกลุมแลกเปลี่ยนใบความรูเพื่อจดบันทึก
             ขั้นสรุป
              1. นักเรียนแลกเปลี่ยนสมุดจดบันทึก
             2. ทําแบบฝกหัด
                                            ั
             3. ครูตั้งคําถามเพื่อใหนกเรียนสรุปความได
5. สื่ออุปกรณและแหลงการเรียนรู
              5.1 สื่อและอุปกรณ
                    5.1.1 ใบความรู ที่ 1 เรื่อง           ความหมายของเพลงพื้นบาน
                                                                                  168

                5.1.2 ใบความรูที่ 2 เรื่อง     ลักษณะเฉพาะของเพลงพื้นบาน
                5.1.3 ใบความรูที่ 3 เรื่อง     ประเภทของเพลงพื้นบาน
                                                       ่
                5.1.4 ใบความรูที่ 4 เรื่อง ศัพทที่เกียวของกับเพลงพื้นบาน
             5.2 แหลงการเรียนรู
                  5.2.1 หองสมุดโรงเรียน
                  5.2.2 ปราชญชาวบาน
                  5.2.3 หองสมุดวัด
                  5.2.4 พิพิธภัณฑพื้นบานทวีวัฒนา

6. การวัดและประเมินผล

   ผลการเรียนรูที่     น้ําหนักคะแนน           วิธีวัด           เครื่องมือวัด
     คาดหวัง
                        K      p     A

            
1.ดานความรู-ความจํา
  1.1อธิบายความ         5                    ตอบคําถาม              ใบงาน
หมายของ คําศัพท

2. ดานทักษะ                   5           อภิปรายหนาชั้น      แบบประเมิน
จําแนกประเภทเพลง
พื้นบานได
3. ดานคุณธรรม                       5    ตรวจแบบสังเกต           แบบสังเกต
จริยธรรมและคานิยม
อันพึงประสงค
ความตั้งใจยอมรับคุณ
คาที่มีประโยชนตอ
ตนเองและผูอน ื่
                                                                     169

7.กิจกรรมเสนอแนะ
………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………….
                                      บันทึกผลการสอน
                              เรื่อง………………………….
ผลการเรียนรู
        1.ดานความรู
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
        2.ดานทักษะกระบวนการ
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………
        3.ดานคุณธรรม/จริยธรรม/คุณลักษณะอันพึงประสงค
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
ปญหาที่ควรแกไข/พัฒนา        วิธีดําเนินการแกไข/พัฒนา ผลการแกไข/พัฒนา
                      170




  สื่อการเรียนรู
แผนการเรียนรูที่ 2
                                                                                                                                          171


                                      แบบประเมินทักษะรองเพลงพื้นบาน
                              วิชาภาษาไทย สาระเพิ่ม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
ชื่อกลุม………………………………………ชั้น……………........................................................
               
สมาชิกในกลุม...................................................................................................................................
………………………………………………………………………………………………………
คําชี้แจง : ใหใสตัวเลขในชองตามเกณฑการใหคะแนน (ดังแนบ)
              ความพรอม ทํานอง                       อักขระ                  ความ                  การ                     รวม รอย
    รายการ ในการรอง                                                         สนใจของ แกปญหา                                         ละ
              เพลง                                                           เพื่อน                เฉพาะหนา
กลุม         4 3 2 1 0 4 3 2 1 0 4 3 2 1 0 4 3 2 1 0 4 3 2 1 0

1
2
3
4
5
6
7
8
รวม
รอยละ
                                                                                                  172

                               แบบประเมินกิจกรรมระหวางเรียน

ชื่อกลุม………………………………………..ชื่อผูประเมิน...................................................
ใบงานที่ ……………………เรื่อง……………………………………

                   รายการ                                ดี           ปานกลาง        ตองปรับปรุง
               น้ําหนักคะแนน                             3                2                   1
นิสัยในการทํางาน
1.มีการวางแผนการทํางาน
2.ทํางานเสร็จทันตามกําหนดเวลา
3.มีความตั้งใจในการทํางาน
4.มีความคิดริเริ่มสรางสรรค
5.ขอความชวยเหลือเมื่อมีความจําเปน
ทักษะการเรียน
1.ใชเวลาคุมคา
2.มีความตั้งใจเรียน
3.มีการจดบันทึกที่ดี
4.มีการทบทวนความรูและสรุป
5.มีหลักการทางวิชาการ
ทักษะทางสังคม
1.ทํางานรวมกับผูอื่นได
2.มีการแสดงความคิดเห็นอยางมีเหตุผล
3.ยอมรับฟงความคิดเห็นของผูอื่น
4.มีลักษณะเปนผูนําและผูตามที่ดี
5.แนะนําเพื่อนดวยเมตตาธรรม
รวม
                                                                                       173


                                        ใบความรูที่ 1
                             เรื่อง ความหมายของเพลงพื้นบาน

 คําวา "เพลงพื้นบาน" (Folk songs) สุมามาลย เรืองเดช (2526 : 41) ใหความหมายเพลงพื้นบาน
วา
                                                                ่
              เพลงพื้นบาน คือ วรรณกรรมชาวบานประเภทหนึงที่ใชรองเลนในสังคมทองถิ่น
                                         ี
ถายทอดสืบตอกันมาโดยใชความจํา ไมมการบันทึกใหทราบถึงผูแตง ที่มาของเพลง หรือ
แมกระทั่งระเบียบวิธีการเลนก็ใชจดจําสืบตอกันมา จึงเรียกไดวาเปนวรรณกรรมปากเปลา หรือ
วรรณกรรมมุขปาฐะ เปนวัฒนธรรมดานการบันเทิงของชาวบานในทองถิ่น แลวแพระกระจายจาก
ถิ่นหนึ่งไปยังอีกถิ่นหนึ่ง มีความสัมพันธกับวิถีชีวิตเปนอยางมาก
              ทัศนีย ทานตวณิช (2523 : 77) ไดใหความหมายเพลงพื้นบานวา
              เพลงพื้นบาน คือเพลงของชาวบานซึ่งเกิดจากการปฏิภาณไหวพริบและลักษณะความ
เปนคนเจาบทเจากลอนของคนไทย จึงมีลักษณะคมคายแฝงอยูในความเรียบงายแบบชาวบาน และ
เปนสิ่งสะทอนสภาพชีวิตความเปนอยู ขนบธรรมเนียมประเพณีและความคิด ความเชื่อของ
ชาวบานในทองถิ่นนั้นๆ
             สรุปไดวา "เพลงพื้นบาน" หมายถึง เพลงของชาวบานที่ใชรองเลนกันในทองถิ่นของ
ตน มักใชถอยคําเรียบงาน มีสํานวนคมคายอันเกิดจากปฏิภาณไหวพริบ รองเลนโตตอบกัน
ระหวางชายและหญิงในงานเทศกาลหรืองานรื่นเริงตางๆ หรือรองเวลาประกอบกิจการงานอาชีพ
มีการถายทอดทางวาจา และการจดจํา ไมมีการจดบันทึก
                                                                                         174


                                              ใบความรูที่ 2
                                      เรื่อง ลักษณะเพลงพื้นบาน



ลักษณะเฉพาะของเพลงพื้นบาน
             1. เพลงพื้นบานเปนเพลงของกลุมชน คนในสังคมมีสวนรวมในการเปนเจาของบท
เพลง ชาวบานรวมกันขับรอง หรืออยางนอยเคยฟงและรูจักเนื้อเพลง เปนตนวา เพลงในทุงนา
                            ่
ลานนวดขาว เชน เพลงเกียวขาว เพลงสงฟาง เพลงพานฟาง เปนเพลงที่เกิดจากการทํางาน
รวมกันของชาวนา เนื้อรองจึงสั้นและงายตอการโตตอบ คนอื่นที่ไมไดรองในขณะนั้น ก็เปนลูกคู
คอยรองรับและใหจังหวะ
             2. เพลงพื้นบานสวนใหญเปนเพลงที่มเี นื้อรองไมตายตัว เนื้อรองหรือบทเพลง
สามารถขยายออกไปไดเรื่อยๆ หรือตัดทอนใหสั้นเขาก็ไดตามใจคนรอง เราจึงพบเสมอวา เพลง
พื้นบานเดียวกัน แตมีเนื้อความที่แตกตางกัน
             3. เพลงพื้นบานสวนใหญมีความเรียบงาย จะปรากฏอยูในถอยคํา การรองและการ
แสดงออก ความเรียบงายในการใชถอยคํา คือการใชคํา สํานวน โวหาร และความเปรียบงายๆที่
ชาวบานบานใชโดยทั่วไป ไมใชศัพทสูงที่ตองแปล ความเรียบงายในการรอง มีการรองซ้ํา ซ้ํา
วรรคมีทํานองหลักเพลงทํานองเดียว รองซ้ําไปซ้ํามาหลายเที่ยว สวนการเรียบงายในการแสดง ก็
คือ ในการรองไมตองมีอุปกรณมาประกอบมากมาย รองเลนกันตามลานบาน ลานวัด หรือตาม
เวทียกสูงที่ไมมีการสรางฉากประกอบ เครื่องดนตรีก็เปนเพียงใหจังหวะ หรือการปรบมือประกอบ
ก็ได การแตงกายก็แตงกายแบบชาวบานทั่วไป
                                                                                           175


                                            ใบความรูที่ 3
                                   เรื่องประเภทของเพลงพื้นบาน


ประเภทของเพลงพื้นบาน
                                                       ้
             สุกัญญา ภัทราชัย (2532:350) แบงเพลงพืนบานตามจุดประสงคของเพลงดังนี้
                                                ี
             1. เพลงพิธีกรรม คือเพลงที่ใชในพิธใดพิธีหนึ่ง เชนพิธีเกี่ยวกับการเกิด การบวช
หรือการทําบุญตามประเพณี เชน เพลงประกอบการแหนางแมว การแหลทําขวัญนาค และเพลง
พิษฐาน
              2. เพลงกลอมเด็ก คือ เพลงที่รองเหกลอมเด็ก เพื่อใหเด็กไดเพลิดเพลินหลับงาย มี
เนื้อรองสั้นๆ เนื้อเพลงมีความหมายเอาใจและยกยอเด็ก บางเพลงก็ขูใหเด็กกลัว สะทอนใหเห็น
ภาพ และความเปนอยูในสังคมบาง หรือบางเพลงก็มีลักษณะสั่งสอนอบรมใหคติไปในตัว ซึ่ง
                                                    ี
แสดงถึงความรักใครหวงใยของพอแม ปูยาตายาย ที่มตอลูกหลาน
              3. เพลงปลอบเด็ก หรือเพลงหยอกเด็ก เปนเพลงที่รองเพื่อปลอบหรือหยอกเด็ก เปน
เพลงสั้น ๆ ใชคํางาย ๆ มักเปนคําเลียนเสียงธรรมชาติ เพื่อเรียกรองความสนใจของเด็ก เพลงชนิด
นี้มักมีการแสดงทาทางประกอบเพื่อฝกใหเด็กรูจักอวัยวะ แขน และขา
              4. เพลงประกอบการเลนเด็ก คือเพลงที่เด็กใชรองประกอบการเลน อาจเปนการรอง
กลุม รองเดี่ยว หรือสลับกันรองก็ได บางทีก็มีการตบมือใหจังหวะหรือทําทาประกอบ
              5. เพลงปฏิพากย หรือเพลงโตตอบชายหญิง คือเพลงที่ใชรองโตตอบกันในเชิงเกียว   ้
พาราสี ซึ่งมีจุดเดนอยูในปฏิภาณ การใชโวหารชิงไหวชิงพริบกัน
                                                         
               เพลงปฏิภาณเปนเพลงที่รองเลนกันเปนกลุมหรือเปนวง ประกอบดวยพอเพลง แม
                ู
เพลง และมีลกคูใหจังหวะ เปนเพลงที่เลนในในยามเทศกาลที่หนุมสาวมีโอกาสพบปะกันเชน
เทศกาลตรุษสงกรานต เทศกาลกฐินผาปา และในงานบุญตาง ๆ
               6. เพลงประกอบพิธี คือเพลงที่ใชรองประกอบในพิธีกรรม เชนเพลงแมศรี
                                                                                                     176




                                            ใบความรูที่ 4
                              เรื่อง ศัพทเฉพาะเกี่ยวกับเพลงพื้นบาน


                  ่
ศัพทเฉพาะเกียวกับเพลงพื้นบาน
                1. ผูรอง ชาวภาคกลางเรียกผูรองนําในเพลงโตตอบของฝายชายวา “พอเพลง” และ
เรียกผูที่รองเพลงนําฝายหญิงวา “แมเพลง” ผูรองคนแรกเรียกวา “คอตน” คนที่รองถัดไปเรียกวา”
คอสอง” “คอสาม” ตามลําดับ
                2. ลูกคู หมายถึง ผูมีหนาที่รองรับ รองซ้ําความ รองสอดแทรกจังหวะ ตามแต
ลักษณะของเพลงเพื่อใหเกิดความสนุกสนาน และยังมีหนาที่ใหจังหวะผูรองดวยการปรบมือ
                                                         
                3. ครูเพลง ธรรมเนียมไทยยกยองครูวาเปนผูมีพระคุณ โดยเฉพาะครูในดานการแสดง
จะตองมีการไหวรําลึกพระคุณครู กอนเลนเพลงพื้นบานที่เปนการแสดงทุกครั้ง การไหวครูเพลงมี
2 ประเภท คือ
                       1. ครูเพลงที่เปนจิตวิญญาณ อาจเปนเทพ ที่ศิลปนนับถือและเชื่อวาสามารถดล
บันดาลใหการแสดงของตนประสบผลสําเร็จหรือลมเหลว เชน พอเพลงแมเพลงอาชีพ เพลงฉอย
และเพลงทรงเครื่องของภาคกลางจะไหว “ หัวพอแก หรือฤๅษี ”
                                                                                                     ั
                       2. ผูที่ไดรับการยกยองวามีความสามารถในการรอง อาจเปนผูรองรุนเกาที่รูจกแต
                                                
ชื่อ หรือเปนผูที่มีคนฝากตัวเปนศิษยใหชวยฝกสอน
                4. ครูพักลักจํา คือ ครูผูที่รองเพลงพื้นบานภาคกลางและภาคใต มิไดฝากตัวเปนศิษย
ใหสอนเพลงโดยตรง แตแอบฟง หรือไดยินกลอนที่รองแลวจํากลอนเขามารองตอ
                 5. มุตโต คือ รูแจงนอกจากกลอนที่ครูมอบใหพอเพลง แมเพลงที่ชํานาญจะสามารถ
                          
ประดิษฐกลอนไดดวยตนเอง มีปฏิภาณไหวพริบเรียกวา “ มุตโตแตก ”
                 6. กลอนแดง หมายถึง กลอนที่มีคํากลาวถึงอวัยวะเพศ และพฤติกรรมทางเพศอยาง
ตรงไปตรงมา ไมมีการหลีกเลี่ยง
                 7. กลอนตับ หมายถึง กลอนชุดตางๆ ที่ผูกเปนเรื่องในการรองของเพลงพื้นบานภาค
กลาง เชน ตับชิงชู หมายถึง กลอนชุดผูกเปนเรื่องชายสองแยงหญิงหนึ่ง ตับกระโดด หมายถึง
              ่
กลอนที่เกียวของกับบันไดเรือน
                                                                                         177

                                          ใบงานที่ 1
                                เรื่อง คุณคาของเพลงพื้นบาน

คําชี้แจง : ใหนักเรียนอานขอความที่ยกมานี้ แลวตอบคําถาม

             เพลงพื้นบานเปนมรดกทางวรรณกรรม บทเพลงอันไพเราะ ถอยคําสละสลวยที่
สอดแทรกไวดวยปรัชญา หรือคําสั่งสอนของคนเจาบทเจากลอน ไดถูกสืบทอดจากปากตอปากที่
                             ้
เรียกวา มุขปาฐะ เพลงพืนบานพื้นเมืองถูกรอยกรองขึ้นดวยถอยคําที่เรียบงายแตกินใจ
                                                                            ่
             สิ่งเหลานี้เองที่ทําใหบทเพลงมีคา นับเปนศิลปะทางภาษาอยางหนึง จัดเปน
วรรณกรรมมุขปาฐะอยางแทจริง และแสดงถึงวิถีชีวิตของชาวบานไดเดนชัด เพลงพื้นบานมักจะ
สะทอนภาพชีวิตชนบท ลักษณะความเปนอยูของชาวบาน การประกอบอาชีพ ทัศนคติและความ
เชื่อ มักกลาวไวในบทเพลง
             เพลงของชาวบานมักสอดแทรกคําสั่งสอนไวในบทเพลง เพื่อกลอมเกลาจิตใจผูฟงให
เห็นคนดีในสังคม เชน เพลงกลอมเด็ก คนกลอมจะรองเพลงที่มีคุณคาในทวงทํานอง และอารมณ
                               ั                                                 
ของความรักความเอ็นดูสูตวเด็ก ทําใหเด็กเติบโตขึ้นมาทามกลางความอบอุนในหมูญาติพี่นอง
เพลงประกอบการละเลนของเด็กก็เชนเดียวกัน ทําใหเด็กมีพัฒนาการทางดานรางกายและจิตใจ
เกิดความสนุกสนานและรักใครปรองดองกัน ฝกใหเปนคนรูแพ รูชนะ รูอภัย เปนตน
             เมื่อเขาชวงวัยหนุมสาวและเปนผูใหญ พวกเขาไดฟงเพลงพื้นบานในงานเทศกาลตางๆ
                ี                                        ่          ้
ทําใหเขาไดมโอกาสพบปะเกี้ยวพาราสีกัน ซึ่งเปนจุดเริมตนของการตังครอบครัวใหม
                       ั
            ในปจจุบนเพลงพื้นบานไดลดบทบาทลงไปจนกลาวไดวาหมดบทบาท และหนาที่ ไป
จากสังคมไทยเสียแลว เนื่องจากอิทธิพลของระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีแบบใหมเขามา
                          ี
ทดแทน จึงทําใหวิถีชวิตของคนไทยเปลี่ยนแปลงไป อยางไรก็ตามแมวาเพลงพื้นบานจะหมด
ความสําคัญ และลดบทบาทไปจากสังคมไทย ก็มิใชจะสูญหายไปเสียทีเดียว เพลงพืนบานยังได  ้
                                 ่
เปลี่ยนรูปแบบเปนศิลปะเพือการแสดงของศิลปนอาชีพ เชน ลําตัดคณะหวังเตะ คณะแมประยูร
และเพลงอีแซวของคณะแมขวัญจิต ศรีประจันต
                                                                                                                                                       178

              ั
คําสั่ง : ใหนกเรียนตอบคําถามตอไปนี้

1. จงอธิบายวา เพราะเหตุใดเพลงพื้นบานจึงเปนมรดกทางวัฒนธรรม
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
....................................................................................
                                 ุ
2. เพลงพื้นบานใหคณคาทางสังคมอยางไรบาง
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
                                                                                  179



                                  ใบงานที่ 2


    ั
ใหนกเรียนนําเพลงพื้นบานตอไปนี้ไปสรางแผนที่ความคิดเพื่อแยกประเภทเพลงพื้นบาน

  เพลงเกี่ยวขาว เพลงพิษฐาน เพลงฉอย เพลงแมศรี เพลงนกเขา เพลงนกกาเหวา เพลงรีๆ
  ขาวสาร เพลงจ้ําจี้มะเขือเปราะ เพลงแมงมุม เพลงจันทรเจาเอย เพลงเหยย เพลงมาลัย
  เพลงเตนกํารําเคียว เพลงนวดขาว เพลงทําขวัญนาค เพลงโกนจุก เพลงคลองชาง
  เพลงวัดเอยวัดโบสถ
                                                                                          180


                                      แผนการจัดการเรียนรูที่ 3
หนวยการเรียนรูที่ 2                        วิชาภาษาไทย
เรื่อง เพลงเด็ก                              จํานวน 2 ชั่วโมง         ชวงชั้นที่ 4
ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4                        ภาคเรียนที่ 2            ปการศึกษา 2548
สาระการเรียนรูที่ 4                         มาตรฐาน 4.1
มาตรฐานดานผลผลิตที่ 3                       เปนบุคคลแหงการเรียนรู
        ั
ตัวชี้วดที่ 3                                สามารถเลือกใชวิธีการแสวงหาความรู ขอมูล ขาวสาร
                                                                        ่
                                             เพื่อพัฒนาตนเองอยางตอเนือง
……………………………………………………………………………………………………….
1.ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
   1.1 ดานความรู
          อธิบายวิถีชีวิต คานิยมของคนในทองถิ่นที่ไดจากเพลง
   1.2 ดานทักษะและกระบวนการ
          ปฏิบัติตามแบบอยางไดอยางอัตโนมัติ
   1.3 ดานคุณธรรมจริยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค
                           ั
          แสดงลักษณะนิสยที่รักความเปนไทยออกมาไดอยางชัดเจน
2.สาระการเรียนรู
    2.1 ความหมายของเพลงเด็ก
    2.2 ประโยชนของเพลงเด็ก
3. กระบวนการจัดการเรียนรู
               กระบวนการเรียนรู กระบวนการสรางคานิยม
4. กิจกรรมการเรียนรู
               ขั้นนํา
               สังเกต ตระหนัก
               1. ครูเปดเทปเพลง กลอมเด็ก “เพลงนกกาเหวา” ใหนักเรียนฟง
                        ั
               2. ใหนกเรียนชวยกันวิเคราะหเนื้อเพลงวาสะทอนอะไรออกมาบาง
              ขั้นสอน
              ประเมินเชิงเหตุผล
              3. ครูแจกใบความรูที่ 1 เรื่องประโยชนเพลงพื้นบาน
                                                                                         181

                                                               ้
            4. ครูแจกใบงานที่ 1 ใหนักเรียนวิเคราะหเนื้อเพลงพืนบานโดยแบงเปนกลุม ละ 5 คน
                      ั                                                     ั
            5. ใหนกเรียนแตละกลุมที่ไดไปคนควาเพิ่มเติมเพลงเด็กในเขตทวีวฒนา โดยการ
สอบถามจากชาวบาน แลวทํางานงานมาสงภายใน 2 สัปดาห
           กําหนดคานิยม
                        
           6. แตละกลุมใหสรุปคานิยมในใบงานที่ 2
           วางแผนปฏิบัติ
                    ั
           7. ใหนกเรียนออกมารองเพลงกลอมเด็กอาจเปนกลุมหรือรองทีละคนก็ได
โดยใหเพื่อนกลุมอื่นประเมิน
           ปฏิบัติดวยความชื่นชม
           ขั้นสรุป
           8. ครูสรุปขอคิด ขอดี ชื่นชมแตละกลุม
           9. นักเรียนประเมินผลกันเองตามผลงานที่นําเสนอ
5. สื่ออุปกรณและแหลงเรียนรู
           5.1 สื่อและอุปกรณ
                5.1.1 ใบความรูที่ 1 เรื่องประโยชนของเพลงพื้นบาน
                5.1.2 ใบงานที่ 1 ชื่อเพลงเด็ก
                5.1.3 ใบงานที่ 2 คุณคาเพลงเด็ก
                5.1.4 เทปเพลงกลอมเด็ก
            5.2 แหลงการเรียนรู
                 5.2.1 หองสมุดกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
                 5.2.2 ปราชญชาวบาน
                 5.2.3 หอสมุดมหาวิทยาลัยมหิดลวิทยาเขตศาลายา
                                                                             182

6. การวัดและประเมินผล

   ผลการเรียนรูที่     น้ําหนักคะแนน        วิธีวัด         เครื่องมือวัด
     คาดหวัง
                        K     p    A

 1.ดานความรู- 
 ความจํา                5               ตรวจใบงานที่ 1        ใบงานที่ 1
    1.1 อธิบายวิถี
 ชีวิต คานิยมของคน
 ในทองถิ่นที่ไดจาก
 เพลงกลอมเด็ก
 2. ดานทักษะ                 5
 นักเรียนรองเพลง                       นักเรียนรองเพลง   แบบประเมินทักษะ
 กลอมเด็กอยางนอย                         กลอมเด็ก
 คนละ 1 เพลง
 3. ดานคุณธรรม                     5
 จริยธรรมและ
 คานิยมอันพึง
 ประสงค                                ตรวจใบงานที่ 2        ใบงานที่ 2
 แสดงลักษณะนิสัยที่
 รักความเปนไทย
 ออกมาไดอยาง
 ชัดเจน




7. กิจกรรมเสนอแนะ
………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………….
                                                                    183

                               บันทึกผลการสอน
                        เรื่อง………………………….
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1.ดานความรู
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………
2. ดานทักษะกระบวนการ
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………
3.ดานคุณธรรม/จริยธรรม/คุณลักษณะอันพึงประสงค……………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………
ปญหาที่ควรแกไข/พัฒนา       วิธีดําเนินการแกไข/พัฒนา ผลการแกไข/พัฒนา
                            184




    สื่อการเรียนรู
แผนการจัดการเรียนรูที่ 3
                                                                                         185



                                     ใบความรูที่ 1
                                ประโยชนของเพลงกลอมเด็ก

เพลงกลอมเด็ก
            เปนเพลงที่ใชรองเพื่อกลอมเด็กใหนอนหลับหรือหายกวนโยเย โดยปกติจะมี
ทวงทํานองหรือลีลาชา ๆ เนิบๆ เพลงกลอมเด็กจะชวยใหเกิดความอบอุนและอารมณหายขุนมัว
                                            ้
เด็กจะไดรับความอบอุน เพลงกลอมเด็กนีนอกจากจะมีประโยชนในการกลอมเด็กโดยตรงแลว ยัง
เปนสิ่งชวยผอนคลายความเหนื่อยหนายของผูเลี้ยงดวย เพราะผูเลี้ยงไดเพลิดเพลินกับเสียงเพลง
ของตัวเอง หากผูรองมีความในใจพูดออกมาไมได ก็นําเรื่องนั้นมาผูกขึ้นเปนเพลงกลอมเด็ก เปน
การระบายความอัดอั้นตันใจของตนอีกดวย จึงไดมีขอความหลายเรื่องหลายอยางเกิดขึ้น เชน เพลง
ลอเลียนสังคม ฝากรัก ตัดเพอตอวา อบรมสั่งสอน และเนื้อเรื่องใดดีมีคติก็มักจะจดจํา และรอง
กันอยางแพรหลาย
บทบาทและหนาที่ของเพลงกลอมเด็ก
            1. ใหเด็กหลับเร็ว และเกิดความอบอุนแกรางกายและจิตใจ
            2. สรางความบันเทิงใจ และผอนคลายใหกับผูรอง
                                                                           
            3. เปนเครื่องสื่อสารชาวบาน ( Folk Media ) เพื่อเผยแพรความรูความคิดของคนหนึ่ง
ไปยังอีกคนหนึ่ง
            4. ปลูกฝงคุณสมบัติความเปนกุลบุตรกุลธิดา เพลงเด็กจะเปนเครื่องชี้แนวในการครอง
ตนเอง
            5. เปนการรักษาประเพณีไทยใหสอดคลองกับคานิยมของสังคมสวนรวม และการธํารง
รักษาไวซึ่งสถาบันครอบครัวใหมีความอบอุนผูกพันกันตลอดไป
            6. การปกปองสิทธิและหนาที่อันพึงมีโดยชอบธรรม โดยเฉพาะสังคมในครอบครัว
                                                                                             186

                                            ใบงานที่ 1
                                    เรื่อง วิเคราะหเนื้อเพลง

คําชี้แจง : ใหนักเรียนวิเคราะหเนื้อเพลงตอไปนี้ตามหัวขอที่กําหนดใหโดยไมใหซ้ําเพลงกัน
                                        1. เพลงรีรีขาวสาร
         รีรีขาวสาร                                สองทะนานขาวเปลือก
         เลือกทองใบลาน                             เก็บเบี้ยใตถุนราน
         คดขาวใสจาน                               พาลเอาคนขางหลังไว

                                     2. เพลงวัดเอยวัดโบสถ
           วัดเอยวัดโบสถ                         ปลูกขาวโพดสาลี
        ลูกเขยตกทุกขไดยาก                        แมยายมาพรากลูกสาวหนี
        ถากุศลไมตายเอย                           จะตีแมยายสักที
        พอตาไปไหนเอย                              ทําไมแมยายถึงทําอยางนี้
        พอตาไมอยูเอย                            ยองไปดูแมยายที
                                       3. ลูกนอยนอนเปล
        โอละเห เอ เอ เอย                       นอนเปลแมจะไกว
        นอนไปเอยอยาออนไปนัก                      ขี้มักจะเคยตัวเอย
        เจาเอี้ยงนอนไปเสียบาง                               ่
                                                   ก็คอยยังชัวเอย
        พอคุณทูนหัวของแมจงนอน
                                         4. เพลงนกขมิน   ้
        นางนกขมิ้นเจามาทิ้งถิ่น                   บินไปที่ไหนเลาเอย
        กอนเขามาชื่นเธอ                           สิลืมกรงทองที่ขังมัน
        โศกศัลยระรื่นโศกศัลย                     รูปสวยดั่งทองที่เขาปน
                    ้
        แตใจเจานันยังผันแปร                      ไมแนสักรายเอย
                                       5. เพลงนกกาเหวา
        กาเหวาเอยไขไวใหแมกาฟกเอย            แมกาเอยก็หลงรักคิดวาลูกในอุทร
        คาบเอาขาวมาเผื่อ คาบเอาเหยื่อมาปอน ตอนจะสอนใหหัดบิน
        แมกาพาไปกินที่ทาน้ําพระคงคา              ตีนก็เหยียบสาหรายปากก็ไซรหาปลา
        กินเอยกินกุงกินกั้งเอย                  กินหอยกระพังแมลงเอย
                                                                                                                                                       187

                                             ั                                   ้
                                      ใหนกเรียนวิเคราะหเพลงพืนบานตามหัวขอตอไปนี้
1. ชื่อเพลง..........................................................................................................................
2. ประเภทของเพลง............................................................................................................
                          ั
3. คุณคาที่ไดรบ...................................................................................................................
                       ี่
4. ประโยชนทไดรับ............................................................................................................
5. อิทธิพลที่มีตอคนไทย.....................................................................................................
6. อื่น ๆ ที่นักเรียนคิดวามีประโยชน..........................................................................................
.......................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
                                                                       188

                                          ใบงานที่ 2
                                   คานิยมจากเพลงกลอมเด็ก

                           ้
คําชี้แจง : อานเนื้อเพลงนีแลวตอบคําถามขางลาง

                                       เจานกกาเหวา
                        “เจากาเหวาเอย             ไขไวใหแมกาฟก
                        แมกาก็หลงรัก                คิดวาลูกในอุทร
                        คาบเอาขาวมาเผื่อ                        ่
                                                     คาบเอาเหยือมาปอน
                         ปกหางยังออน               ทอแทเพิ่งสอนบิน”
                                          วัดโบสถ
                        วัดเอยวัดโบสถ              ปลูกขาวโพดสาลี
                       ลูกเขยตกยาก                   แมยายก็พรากลูกสาวหนี
                       เจาขาวโพดสาลี               ปานฉะนี้จะโรยรา
    ั
ใหนกเรียนตอบคําถามตอไปนี้
                   ้
        1. 2 เพลงนีมีอะไรที่เหมือนกัน และตางกัน อยางไรบาง
        2. จงบอกคติและคุณคาที่ไดจาก 2 เพลงนี้
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
                                                                                       189

                                     แผนการจัดการเรียนรูที่ 4
หนวยการเรียนรูที่ 2                     วิชาภาษาไทย
เรื่อง เพลงประกอบการทํางาน                จํานวน 2 ชั่วโมง         ชวงชั้นที่ 4
ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4                     ภาคเรียนที่ 2            ปการศึกษา 2547
สาระการเรียนรูที่ 4                      มาตรฐาน 4.1
มาตรฐานดานผลผลิตที่ 3                    เปนบุคคลแหงการเรียนรู
        ั ่
ตัวชี้วดที3                               สามารถเลือกใชวิธีการแสวงหาความรู ขอมูล ขาวสาร
                                                                     ่
                                          เพื่อพัฒนาตนเองอยางตอเนือง
……………………………………………………………………………………………………….
1. ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
     1.1 ดานความรู
          จําแนกประเภทและจัดกลุมเพลงประกอบการทํางานได
     1.2 ดานทักษะกระบวนการ
          มีการสนองตอบตามคําแนะนําโดยการเลียนแบ
     1.3 ดานคุณธรรมจริยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค
          อธิบายวิถีชีวิต คานิยมของคนในทองถิ่นที่ไดจากเพลงประกอบการทํางาน

2. สาระการเรียนรู
            เพลงประกอบการทํางานเปนเพลงที่รองเลนเพื่อความสนุกสนานในระหวางการทํางาน
                                         ่
เพื่อเปนการผอนคลายความเหน็ดเหนื่อยทีไดรับจากการทํางาน เพลงประกอบการทํางานเปนมรดก
ทางปญญาที่จะสะสมตอเนื่องกันมา จนกลายเปนสวนหนึ่งในชีวิตของคนไทย ดังนันเพลง้
                                     ิ
ประกอบการทํางานจะทําใหเขาใจวิถีชีวต และคานิยมของคนในทองถิ่น
3.กระบวนการจัดการเรียนรู
            กระบวนการเรียนรู กระบวนการสรางคานิยม
4.กิจกรรมการเรียนรู
           ขั้นนํา
                                                                    ั
           1. ครูนําภาพชีวิตความเปนอยูของชาวทวีวัฒนาขึ้นจอ ภาพใหนกเรียนดูแตละภาพ
เชน ชีวิตความเปนอยูริมคลองทวีวัฒนา ชีวิตชาวสวนกลวยไม ชีวิตคนทําสวนผัก และ ชีวิตคน
                            ั
ทํานาเปนภาพสุดทาย ใหนกเรียนเขียนวิจารณแตละภาพโดยใหพูดถึงดานดี และดานที่ตอง
ปรับปรุงในสมุดแบบฝกหัด
                                                                                        190

                                                  ั                          ่
           2. ครูนําเพลงประกอบการทํางานมาใหนกเรียนฟง เชน เพลงเกียวขาว เพลงรําวง
ฉลองการเกี่ยวขาวเสร็จแลว เพลงเตนกํารําเคียว แลวเชื่อมโยงเขาสูเพลงพื้นบาน ของทวีวัฒนา
คือเพลงขอทานกระยาสารท
           ขั้นสอน
                                                                       ั
           3. ครูนําเนื้อเพลง ขอทานกระยาสารทฉายขึ้นจอ เพื่อฝกใหนกเรียนรอง โดยบอกที่มา
                                 ั              ุ
และคุณคาของเนื้อเพลงโดยใหนกเรียนบอกวามีคณคาดานใดบางลงในสมุด
                    ั
           4. ใหนกเรียนกลุมที่ไดรับมอบหมายไปคนควาเรื่องเพลงพื้นบานประเภทประกอบการ
ทํางาน แลวทํารายงานมาสงภายใน 2 สัปดาห
           ขั้นสรุป
                      ั               ้
           5. ใหนกเรียนวิเคราะหเนือเพลงขอทานกระยาสารท
           6. ครูและนักเรียนชวยกันสรุปประโยชนและคุณคาที่ไดรับจากเพลงพื้นบานประเภท
ประกอบการทํางาน
5. สื่ออุปกรณและแหลงการเรียนรู
           5.1 สื่ออุปกรณ
                 5.1.1 ภาพชีวิตความเปนอยูของชาวทวีวัฒนา
                 5.1.2 แถบบันทึกเสียงเพลงพื้นบาน ขอทานกระยาสารท
                  5.1.3 เนื้อเพลงพื้นบานประกอบการทํางานของชาวทวีวัฒนา
                  5.1.4 แบบประเมินคุณภาพของผลงาน
           5.2 แหลงการเรียนรู
                  5.2.1 โรงเรียนคลองตนไทรที่รองเพลง ขอทานกระยาสารทได
                  5.2.2 โรงเรียนวัดปุรณาวาส
                                                                                                                                                     191

6. การวัดและประเมินผล

     ผลการเรียนรูที่                     น้ําหนักคะแนน                             วิธีวัด                        เครื่องมือวัด
       คาดหวัง
                                         K           p           A

1..ดานความรู                            ผ                                     ตรวจสมุด                       บันทึกทักษะการ
  จําแนกประเภทและ                                                                                                   เรียนรู
จัดกลุมเพลง
ประกอบการทํางาน
ได

2. ดานทักษะ                                         ผ                    สังเกตขณะผูเรียน แบบสังเกตการทํางาน
กระบวนการ                                                                 ทํากิจกรรม
มีการสนองตอบตาม
คําแนะนําโดยการ
เลียนแบบ
3. ดานคุณธรรม                                                   5        ทําแบบวิเคราะห                         แบบวิเคราะห
จริยธรรมและคานิยม
อันพึงประสงค
อธิบายวิถีชีวิต
คานิยมของคนใน
ทองถิ่นที่ไดจากเพลง
ประกอบการทํางาน




7.กิจกรรมเสนอแนะ
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
                                                                    192


                               บันทึกผลการสอน
                        เรื่อง………………………….
ผลการเรียนรู
1.ดานความรู
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………
2.ดานทักษะกระบวนการ
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………
3.ดานคุณธรรม/จริยธรรม/คุณลักษณะอันพึงประสงค……………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………
ปญหาที่ควรแกไข/พัฒนา       วิธีดําเนินการแกไข/พัฒนา ผลการแกไข/พัฒนา
                            193




    สื่อการเรียนรู
แผนการจัดการเรียนรูที่ 4
                                                                                         194

                                        ใบความรูที่ 2
                          เพลงประกอบการทํางานของชาวทวีวัฒนา
                            เรื่อง ลักษณะของเพลง “ขอทานกระยาสารท”

ประวัติความเปนมา
                              ้                             ี
           ในอดีตผูคนในพืนที่เขตทวีวัฒนาสวนใหญมีวิถีชวิตคลายคลึงกันกับชาวนาภาคกลาง
ทั่วไป ในชวงเทศกาลสารทไทยในวันแรม 15 คํา เดือน 10 ชาวบานที่วางจากการทํานา รวมทั้ง
ลูกหลานที่ไปทํางานที่อื่นก็จะกลับมาเยี่ยมบาน ก็จะรวมกันกวนขนมกระยาสารทเพื่อนําไปใส
บาตรที่วัดในวันสารทกอนหนาวันสารท 3 วัน ชาวบานที่อยูตามริมคลองก็จะมีการเลนเพลง
ขอทานกระยาสารทเพื่อความสนุกสนานดวยการพายเรือรองเพลงขอทานไปตามเสนทางคลอง
ตางๆ เพื่อขอทานกระยาสารทไปรวมในงานบุญ
           การเลนเพลงขอทานกระยาสารทเริ่มขึ้นเมื่อใดไมมีหลักฐานปรากฏ แตหากยอนอดีตไป
ประมาณ 20 – 30 ปที่ผานมา ผูคนที่อาศัยอยูริมคลองในเขตทวีวัฒนา และเขตตลิ่งชัน ที่อาศัยอยู
ตามริมคลองมหาสวัสดิ์ คลองบางระมาด คลองบางพรหม คลองบางเชือกหนัง ฯลฯ
จะรูจักการเลนเพลงขอทานกระยาสารทในชวงเดือน 10 เปนอยางดี เปนที่รูจักกันวาในคืนกอนจะ
ถึงวันสารทจะไดยินเสียงดังกังวานของกลุมกลอง ฉิ่ง กรับ และเสียงรองของเพลงขอทานกระยา
สารท พายเรือมาจอดรองเพลงขอทานที่หัวสะพาน หรือศาลาทาน้ําหนาบาน ชาวบานจะแบง
ขาวสาร อาหารแหง ผลไม และกระยาสารทที่เตรียมไวคอยทําบุญในวันรุงขึ้นใหทานแกผูที่พาย
                                                      ั                        ี่
เรือมาขอ ซึ่งบางครั้งผูที่พายเรือมาขอทานก็เปนที่รูจกกัน บางครั้งอาจเปนญาติพนองปลอมตัวมา
                                         ้ํ
เลนเพลงขอทานกระยาสารทเพื่อแกลงดูนาใจอัธยาศัยไมตรี

วิธีการเลนเพลงขอทานกระยาสารท
            จากคําบอกเลาของนายสี สารําพึง อายุ 80 ป ชาวบานเขตทวีวัฒนาซึ่งเคยเลนเพลง
ขอทานกระยาสารทในอดีต ในวันแรม 14 ค่ําเดือน 10 กอนถึงวันสารทเพียง 1 วัน จะมีการพาย
เรือรองเพลงขอทานกระยาสารทไปตามบานญาติพี่นองตามริมสองฝงคลอง ภายในเรือจะมีผูรอง
3 คน ลูกคู 1-2 คน มีเครื่องดนตรี คือ ฉิ่ง กรับ และกลอง โดยทั้งหมดจะปลอมตัวใหสกปรก
มอมแมมเพื่อไมใหญาติจําได
                                                         ี
            ความสนุกสนานของเพลงขอทานกระยาสารทอยูท่การปลอมตัวเปนขอทานพายเรือไป
ตามบานญาติพี่นอง หรือคนรูจักแลวรองเพลงขอทาน โดยไมใหฝายทีเ่ ปนเจาของบานจําได แตใน
                                          
บางครั้งหากเจาของบานอยากเห็นหนา ก็ตองมีการแกลงหยอกเยากัน มีการจับตัวไวบาง ผูกมัด
                                                                                              195

เรือลามโซไวบาง หากผูรองไมเปดหนาเปดหมวก ก็จะไมยอมปลอยไปขอทานบานอื่น บางครั้ง
                                                               ่
เจาของบานก็ขอใหรองเพลงขอทานที่ตนชอบกอนจะใหทาน เปนทีสนุกสนานกันทั้งสองฝาย
จุดมุงหมายในการเลนเพลงขอทานกระยาสารท
            สําหรับชายหนุม การเลนเพลงขอทานกระยาสารท นอกเหนือจะมีจุดมุงหมายเพื่อนํา
ขาวของที่ไดมาทําบุญที่วัดในวันสารท และเปนการสนุกสนานอยางหนึ่งแลว ก็ยังเปนโอกาสที่จะ
                                          ่
ไดพบปะ หรือทําความรูจักกับหญิงสาวทีตนหมายปองไว

                                        เนื้อเพลง “ขอทานกระยาสารท”
               เพลงขอทานกระยาสารทมีทวงทํานองคลายเพลงเรือของชาวภาคกลาง โดยมีผรองนํา         ู
และลูกคูคอยรองรับกันเนื้อหาในทอนแรกเปนการเอื้อนเอยถึงความยากจนขัดสนของตัวผูรอง จึง
ตองพายเรือมารองขอกระยาสารท กลวย หรือขาวของตามแตเจาของบานจะมีจิตกุศลใหทาน ถา
เจาของบานยังไมออกมา ก็จะรองตอไปจนกวาจะออกมาทําทาน บางครั้งเนื้อเพลงที่รองก็เปน
เรื่องราวในวรรณคดีมาขับรอง เชน จันทโครพ พระยากงพระยาพาน พระลักษณวงศ หากผูรอง
เพลงขอทานคนใดมีความสามารถก็อาจจะคิดคํารองขึ้นมาสดๆ ที่เรียกวา “ตับเพลง” ทําให
สนุกสนานยิ่งขึ้น
1. เออ.....วันนีเ้ ปนวันศีลวันทาน ทานมีขาวสุกกระยาสารทขาวสารเชิญมาทําทานเถิดเจาปะคุณ
  เออ.....ลูกพายเรือมา พอมาถึงหนาทา ลูกก็ลาเรือหยุด มือหนึ่งก็ฉุดบันได
แลวก็รองเรียกหา คุณพอจะคุณแมจา กรุณาลงมาทําทานใหลูกหนอย ลูกนี้ขัดสนจนยาก อดๆ
อยากๆ ทุกวันไป ทานมีกระยาสารทสักถวย กลวยสักใบ ตามแตจะให เอยทาน
              (ลูกคูรับ) เออ.....มีกระยาสารทสักถวยเออ.....กลวยสักใบ กระยาสารทสักถวย
 กลวยสักใบตามแตจะใหเอยทาน.......
2. ตัวลูกนี้เปรียบเหมือนลูกไก ที่พลัดแมเที่ยวมารองเซ็งแซอยูตามใตถุน ทานมีขาวสุกกระยา
สารทเชิญมาทําทานดวย หรือจะเปนสมสุกหรือลูกหนวย หรือจะเปนสมกลวยน้ําหวา หรือคนละ
อัฐคนละไพโปรดเมตตา ศรัทธาลงทําเอยทาน
               (ลูกคูรับ) เออ.....คนละอัฐคนละไพเออ......โปรดเมตตา คนละอัฐคนละไพโปรด
เมตตา ศรัทธาลงทําเอยทาน.....
3. ศิโลราบลูกมากราบกม สองมือพนมขึ้นเหนือเศียร มากราบเทาทานเจาประคุณ
โปรดการุญอยาไดวาลูกมาเบียดเบียน ลูกนี้ขัดสนจนเหลือ ลูกจึงไดลงเรือมาขอทาน ขอใหคณ             ุ
                   
พอคุณแมที่อยูบนบาน โปรดลงมาใหทานลูกเถิดเอย
                (ลูกคูรับ) เออ.....ขอใหคุณพอคุณแม เออ.....ที่อยูบนบานโปรดลงมาใหทานลูก
                                                                                                 196

เถิดเอยนา........(ซ้ํา)
                                                                                      ่
4. ลูกจะรําพันกลั่นกลอน ถึงแมพราหมณเกสรมิ่งมารศรี สันโดษเดี่ยวเจาเทียวมาในกลางปาพงพี
เที่ยวติดตามตัวพระผัวขวัญ แตตัวเจานั้นทรงครรภไดครึ่งป มาพบพรานไพรใจโมหัน นางให
              ่                                   ่
นึกหวาดหวันมิ่งขวัญหนี ครั้นจะหลบเลียงไปหรือก็ไมพน นางจึงแอบตนพระไทรศรี เพราะ
ความกลัวพรานปาใจกาลี เสียแลววันนี้เอยนา
                  (ลูกคูรับ) เออ.....เพราะความกลัวพรานปาเออ.....ใจกาลี เพราะความกลัวพรานปา
ใจกาลี เสียแลววันนี้เอยนา.....
5 .ฝายเฒาพรานปาเหลือบมาเห็น องคเจาเนื้อเย็นพราหมณชี แกจึงเดินเขาไปใกลแลวไตถาม
                                 
เหตุใดเจาพราหมณจึงมาอยูในไพรศรี เจาจงเลาละลอกบอกความเถิดนะพราหมณชี เสียเถอะ
วันนี้เอยนา
                    (ลูกคูรับ) เออ.....เจาจงเลาละลอกเออ.....บอกความ เจาจงเลาละลอกบอกความ
เถิดนะพราหมณชีเถอะวันนี้เอยนา.....
6. ฝายเจาพราหมณเมื่อไดฟงพรานถาม ก็จึงตอบเนื้อความไปโดยมุสา ขาไดพลัดเพื่อนเดินมา
                                   
เถื่อนทาง เดินเดี่ยวมากลางปาครั้นจะคืนกลับเขาบุรีราช ก็ไดมาแคลวคลาด
ไอสวรรย พี่พรานขาหรือพี่จะพานองไป นองก็เต็มใจจะจรรัน แตบานเมืองพีอยูที่ไหนอยูใกล ่
หรือไกล ชวยบอกนองที ตัวนองเต็มใจไปกับพีเ่ สียแลววันนี้เอยนา
                    (ลูกคูรับ) เออ.....ตัวนองเต็มใจเออ.....ไปกับพี่ ตัวนองเต็มใจไปกับพี่เสียแลว
วันนี้เอยนา......
7. เมื่อคุณพอคุณแมใหทานลูกแลว ลูกแกวขอใหพร ขอใหคุณพอคุณแมสุขสโมสร เชิญมา
รับเอาพรของลูกไป
                    (ลูกคูรับ) เออ.....ขอใหคุณพอคุณแมสุขโขเออ.....สโมสร ขอใหคุณพอคุณแมสุข
โขสโมสร เชิญมารับเอาพรของลูกไป
                                                                              ( นายสี สารําพึง )
                                                         เพลง เกี่ยวขาว
เกี่ยวเถอะนะพอเกี่ยว                               เกี่ยวเถอะนะแมเกี่ยว
อยามัวชะแงแลเหลียว                                                ่
                                                    เดี๋ยวเคียวจะเกียวกอยเอย
                                                                       (นางสลวย ผลตระกูล)
                                                    เพลงเตนกํารําเคียว
ชาย มาเถิดเอย                  เอยราแมมา มารึมาแมมา มาเถิดแมมา มารึมาแมมา
                                                                                       197

มาเถิดแมนุชนอง        พี่จะเปนฆองใหนองเปนป                ๊             ํ
                                                        ตอยตะริดติดตอดน้ําแหงน้าหยอดที่
ตรงลิ้นป              มาเถิดแมมา มารึมาแมมา มาเตนกําย่ําหญากันในนานี่เอย
                สรอย เออเอยนี่เอยมาเตนกําย่ําหญากันในนานี้เอย
หญิง มาเถิดเอย... เอยราแมมา มารึมาแมมา ฝนกระจายปลายนา
แลวนองจะมาอยางไรเอย (เออเอยไรเอย ฝนกระจายปลายนาแลวนองจะมาอยางไรเอย)
ชาย ไปกันเถิดนางเอย...           เอยราแมไป ไปรึไปแมไป ไปชมนกกันทีในปา    ่
ไปชมพฤกษากันที่ในไพร             ไปชมชะนีผีไพรกันเลนกันในดงเอย (รับ)
หญิง ไปเถิดเอย... เอยราพอไป ไปรึไปพอไป นองเดินขยิกจิกไหล
ตามกนพี่ชายไปเอย (รับ)
ชาย เดินกันเถิดนางเอย... เอยราแมเดินเดินรึเดินแมเดิน ยางเทาขึ้นโคกเสียง
โพระดกมันรองเกริ่น จะพาหนูนอยไป ทองพะเนิน ชมเลนใหเพลินในเอย (รับ)
หญิง เดินกันเถิดนายเอย..เอยรา พอเดินเดินรึเดินพอเดิน หนทางก็ระหกระเหิน แลวนองจะ
เดินอยางไรเอย (รับ)
                ( นางสลวย                                 ้
                                 ผลตระกูล รองตามแบบเนือรองของกรมศิลปากร )
                                                                                      198

                                        ใบงานที่ 2
                        วิเคราะหเพลง “ขอทานกระยาสารท”
                               ...................................
 ชื่อ   ประเภท   ความ คุณคา ประเพณี วิถีชีวิต ภาษาที่                   ทวงทํา   อื่นๆ
                  เชื่อ                                            ใช    นอง
 เพลง
ขอทาน
กระยา
 สารท
                                                                        199

                     แบบประเมินกิจกรรมระหวางเรียน
ชื่อกลุม………………………………………..ชื่อผูประเมิน
ใบงานที่ ……………………เรื่อง……………………………………

              รายการ                     ดี          ปานกลาง   ตองปรับปรุง
           น้ําหนักคะแนน                 3              2           1
นิสัยในการทํางาน
1.มีการวางแผนการทํางาน
2.ทํางานเสร็จทันตามกําหนดเวลา
3.มีความตั้งใจในการทํางาน
4.มีความคิดริเริ่มสรางสรรค
5.ขอความชวยเหลือเมื่อมีความจําเปน
ทักษะการเรียน
1.ใชเวลาคุมคา
2.มีความตั้งใจเรียน
3.มีการจดบันทึกที่ดี
4.มีการทบทวนความรูและสรุป
5.มีหลักการทางวิชาการ
ทักษะทางสังคม
1.ทํางานรวมกับผูอื่นได
2.มีการแสดงความคิดเห็นอยางมีเหตุผล
3.ยอมรับฟงความคิดเห็นของผูอื่น
4.มีลักษณะเปนผูนําและผูตามที่ดี
5.แนะนําเพื่อนดวยเมตตาธรรม
                       รวม
ขอคิดเห็นเพิ่มเติม
…………………………………………………………………
      เพื่อน      ครู ตนเอง
                                                                                              200

                                            แผนการจัดการเรียนรูที่ 5
หนวยการเรียนรูที่ 2                            วิชาภาษาไทย
เรื่อง เพลงประกอบการพิธี                         จํานวน 2 ชั่วโมง         ชวงชั้นที่ 4
ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4                            ภาคเรียนที่ 2            ปการศึกษา 2548
สาระการเรียนรูที่ 4                             มาตรฐาน 4.1
มาตรฐานดานผลผลิตที่ 3                           เปนบุคคลแหงการเรียนรู
         ั ่
ตัวชี้วดที3                                      สามารถเลือกใชวิธีการแสวงหาความรู ขอมูล ขาวสาร
                                                                            ่
                                                 เพื่อพัฒนาตนเองอยางตอเนือง
……………………………………………………………………………………………………….
1. ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
      1.1 ดานความรู
           นักเรียนอธิบายประวัติความเปนมาของเพลงที่ใชประกอบพิธี
       1.2 ดานทักษะกระบวนการ
             ผูเรียนฝกรองเพลงประกอบพิธีได
        1.3 ดานคุณธรรมจริยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค
                                ิ
             อธิบายวิถีชีวต คานิยมของคนในทองถิ่นที่ไดจากเพลงประกอบพิธี
2. สาระการเรียนรู
     2.1 ความหมายของเพลงประกอบพิธี
     2.2 ลักษณะสําคัญของเพลงประกอบพิธี
3. กระบวนการจัดการเรียนรู
                     กระบวนการคิดอยางมีวิจารณญาณ
4. กิจกรรมการเรียนรู
                    ขั้นนํา
                                                                      ั
                    1. ครูนําเขาสูบทเรียนดวยการแจกใบงานที่ 1 ใหนกเรียนเลือกเพลงพื้นบาน
                                                         ํ
                    2. ครูและนักเรียนชวยกันวิเคราะหคาตอบ
                    ขั้นสอน
                            ั
                    3. ใหนกเรียนดูภาพจากแผน VCD พิธีการแตงงาน การบวชนาค การโกนจุก การ
ตาย การบายศรีสูขวัญ ไหวครู การรับขวัญเด็กแรกเกิด การทําขวัญขาว
                              ั             ิ
                    4. ใหนกเรียนวิจารณพธีการตางๆลงในสมุด
                    5. ครูแจกใบความรู 1 เรื่อง ลักษณะของเพลงที่ใชประกอบพิธี
                                                                                          201

              6. ครูแจกใบความรูที่ 2 เนื้อเพลงประกอบพิธี เพื่อใหนักเรียนฝกรองตามแถบ
บันทึกเสียง
            7. ครูและนักเรียนชวยกันวิเคราะหลักษณะเพลงพื้นบานบนกระดานโดยให
นักเรียนตอบคําถามแขงขันกันเปนแถว
            ขั้นสรุป
                    ั
            8. ใหนกเรียนยกตัวอยางเพลงประกอบพิธี
            9. สรุปใบความรูทั้งหมด
           10. จดบันทึกสิ่งที่เปนสาระนารู
5. สื่ออุปกรณและแหลงการเรียนรู
           5.1 สื่อและอุปกรณ
                  5.1.1 ใบความรูที่ 1 เรื่อง ลักษณะเพลงประกอบพิธี
                  5.1.2 ใบความรูที่ 2 เนื้อเพลงประกอบพิธี
                  5.1.3 แผน VCD เรื่องงานประเพณีตาง ๆ
                  5.1.4 แถบบันทึกเสียงเพลงพื้นบาน
          5.2 แหลงการเรียนรู
                  5.2.1 ปราชญชาวบาน
                  5.2.2 ที่ทําการสภาวัฒนธรรมเขตทวีวฒนา  ั
                  5.2.3 พิพิธภัณฑพื้นบานทวีวัฒนา
                                                                                                                                                        202

6. การวัดและประเมินผล

      ผลการเรียนรูที่                    น้ําหนักคะแนน                             วิธีวัด                            เครื่องมือวัด
        คาดหวัง
                                         K           p           A

  1. ดานความรู
  นักเรียนอธิบาย                          5                                    ตอบคําถาม                                ใบงานที่ 1
  ประวัติความเปนมา
  ของเพลงขอทาน
  กระยาสารท
  2. ดานทักษะ                                       5                    ฝกรอง                                           สังเกต
  ผูเรียนฝกรองเพลง
  ประกอบพิธีขอทาน
  กระยาสารทได”

  3. ดานคุณธรรม                                                 5        ตรวจใบงานที่ 2                                ใบงานที่ 2
  จริยธรรมและ
  คานิยมอันพึง
  ประสงค
  อธิบายวิถีชีวิต
  คานิยมของคนใน
  ทองถิ่นที่ไดจาก
  เพลงประกอบพิธี



7.กิจกรรมเสนอแนะ
.....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
                                                                     203


                                บันทึกผลการสอน
                         เรื่อง………………………….
ผลการเรียนรู
        1. ดานความรู
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………...................................
        2. ดานทักษะกระบวนการ
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………
        3. ดานคุณธรรม/จริยธรรม/คุณลักษณะอันพึงประสงค……………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………
ปญหาที่ควรแกไข/พัฒนา        วิธีดําเนินการแกไข/พัฒนา ผลการแกไข/พัฒนา
                            204




    สื่อการเรียนรู
แผนการจัดการเรียนรูที่ 5
                                                                                               205

                                             ใบงานที่ 1
                                        เรื่อง เลนอะไรดี

               ั                      ้
คําสั่ง : ใหนกเรียนอานขอความตอไปนีแลวตอบคําถาม
              ในปจจุบันประเทศไทยไดมีการสงเสริมภูมิปญญาไทย ที่ละทิ้งกันมานาน แมแต
หลักสูตรการศึกษาการศึกษาขั้นพื้นฐานก็เปดโอกาสใหโรงเรียนจัดทําหลักสูตรทองถิ่นเอง
ตอไปนี้จะใหนักเรียนทําเครืองหมาย bหนาขอที่นักเรียนคิดวาเปนเพลงพื้นบานพรอมทั้งให
                            ่
เหตุผลวาทําไมถึงเลือก
……….1. เพลงพวงมาลัย                     เพราะ…………………………………….......................
……….2. เพลงอีแซว                        เพราะ…………………………………...........................
……….3. เพลงกลับบานเรารักรออยู เพราะ…………………………………….......................
……….4. เพลงแมศรี                       เพราะ…………………………………………...............
……….5. บททําขวัญนาค                     เพราะ……………………………………………...........
……….6. เพลงธรณีกรรณแสง                  เพราะ……………………………………………...........
……….7. เพลงมนตรักลูกทุง               เพราะ…………………………………………...............
……….8. เพลงแคมี                        เพราะ………………………………………...................
……….9. เพลงสาธุการ                      เพราะ…………………………………….......................
……….10. เพลงขอทานกระยาสารท เพราะ…………...............................................................

เฉลย 1. การเลนพื้นบานของชาวภาคกลาง                            ้
                                                    2. การเลนพืนบานของชาวสุพรรณ
     3. เพลงสตริง                                   4. เพลงไทยเดิม
     5. เพลงประกอบพิธี                              6. เพลงประกอบพิธี
     7. เพลงลูกทุง                                 8. เพลงสตริง
      9. เพลงประกอบพิธี                             10 . เพลงพื้นบานชาวทวีวัฒนา
                                                                                     206

                                       ใบความรูที่ 1
                                                       ี
                             เรื่อง เพลงที่ใชประกอบพิธตาง ๆ

         เพลงประกอบพิธี คือเพลงที่ใชรองในพิธีใดพิธีหนึ่ง เพลงประกอบพิธีเปนมรดกทาง
                                                                        ้
ปญญาที่สะสมตอเนื่องกันมา จนกลายเปนสวนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย ดังนันการศึกษาเพลง
              ํ
ประกอบพิธีจาทําใหเขาใจวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อของคนในทองถิ่น เชนพิธี
เกี่ยวกับการเกิด การบวช หรือการทําบุญตามประเพณี เชนเพลงประกอบการแหนางแมว การ
แหลทําขวัญนาค และเพลงพิษฐาน
         คุณคาของเพลงพื้นบาน
                 1.คุณคาในตัวเอง เปนมรดกทางสังคม บทเพลงอันไพเราะ ถอยคําสละสลวยที่
สอดแทรกดวยปรัชญา
                                                       
                 2.คุณคาทางสังคม เพื่อกลอมเกลาจิตใจผูฟงใหเปนคนดีในสังคม ทําใหมีการ
พัฒนาทางดานรางกาย และจิตใจ เกิดความสนุกสนานรักใครปรองดองกัน ฝกรูแพรูชนะ รูอภัย
เปนตน
                                                                            207

                               ใบความรูที่ 2
                     ตัวอยางเพลงพื้นบานประกอบพิธี

                              รับขวัญเด็กแรกเกิด
       สามวันลูกผี    สี่วัน ลูกใคร รับไปไดเนอ
                                                      (นางวัน ประสบโชค)
                              พิธีขวัญขาวแมโพสพ
        ขวัญเหนอ      ขวัญเหนอ        แมมา     แมสรอยมะลิวัลย
แมจันทรมะลิลา       เชิญขวัญแมมา แมคุณ เหนอขวัญเหนอ
                                                     (นางสังเวียน นาคบุญ)
                                                                                         208

                                       แผนการจัดการเรียนรูที่ 6
หนวยการเรียนรูที่ 2                       วิชาภาษาไทย
เรื่อง เพลงประกอบการเลน                    จํานวน 2 ชั่วโมง         ชวงชั้นที่ 4
ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4                       ภาคเรียนที่ 2            ปการศึกษา 2548
สาระการเรียนรูที่ 4                        มาตรฐาน 4.1
มาตรฐานดานผลผลิตที่ 3                      เปนบุคคลแหงการเรียนรู
         ั ่
ตัวชี้วดที3                                 สามารถเลือกใชวิธีการแสวงหาความรู ขอมูล ขาวสาร
                                                                       ่
                                            เพื่อพัฒนาตนเองอยางตอเนือง
……………………………………………………………………………………………………….
1. ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
     1.1 ดานความรู
          บอกที่มาของเพลงพื้นบานประเภทประกอบการเลนเด็กได
     1.2 ดานทักษะกระบวนการ
           สามารถวิเคราะหเนื้อเพลงได
     1.3 ดานคุณธรรมจริยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค
            บอกประโยชนและคุณคาของเพลงประกอบการเลนไดตามสภาพจริง
2. สาระการเรียนรู
      2.1 ที่มาของเพลงประกอบการเลนเด็ก
      2.2 คุณคาของเพลงประกอบการเลนเด็ก
      2.3 เนื้อหาเพลงประกอบการเลนเด็กของชาวทวีวัฒนา
3.กระบวนการจัดการเรียนรู
             กระบวนการเรียนรู กระบวนการคิดวิเคราะห
4. กิจกรรมการเรียนรู
             ขั้นนํา
             1. ครูนําภาพการเลนตางๆของไทยใหนักเรียนดู เชนมากานกลวย มอญซอนผา
รีรีขาวสาร งูกินหาง
                                                                          ั
             2. ครูเปดแถบบันทึกเสียงการรองเพลงประกอบการเลนเด็กใหนกเรียนฟง พรอมทั้งฝก
       ั
ใหนกเรียนรองตาม
                      ั
             3. ใหนกเรียนวิเคราะหการเลนแตละชนิดในใบงานที่ 1
             ขั้นสอน
                                                                                         209

           4. ครูแจกใบความรูที่ 1 เรื่องที่มาของเพลงประกอบการเลนของเด็ก
                    ั
            5. ใหนกเรียนศึกษาใบงานที่ 1เปนกลุม
                        ั
            6. ใหนกเรียนทําใบงานที่ 2 ตอบคําถามเกี่ยวกับที่มาของเพลงประกอบการเลนเด็ก
            7. ครูแจกใบความรูที่ 2 เนื้อเพลงการเลนพื้นบาน
            8. นักเรียนแตละกลุมออกมาสาธิตการเลนพื้นบาน
                      ั
            9. ใหนกเรียนกลุมที่ไดรับมอบหมายใหไปคนควาเรื่องเพลงพื้นบานประเภท
ประกอบการเลน แลวทํารายงานมาสงภายใน 2 สัปดาห
           ขั้นสรุป
           10. นักเรียนดัดแปลงการเลนใหเหมาะสมกับยุคปจจุบน   ั
           11. ครูและนักเรียนชวยกันสรุป
           12. จดบันทึกสิ่งที่เปนสาระนารู
5. สื่ออุปกรณและแหลงการเรียนรู
           5.1 สื่ออุปกรณ
               5.1.1 ใบความรูที่ 1 เรื่องที่มาของเพลงประกอบการเลนของเด็ก
               5.1.2 ใบความรูที่ 2 เนื้อเพลงประกอบการเลนเด็ก
               5.1.3 ใบงานที่ 1 ตอบคําถามจากใบความรูที่ 1
                5.1.4 ใบงานที่ 2 แบบวิเคราะหเนื้อเพลง
                5.1.5 แถบบันทึกเพลงประกอบการเลนเพลงพื้นบาน
                5.1.6 แผนภาพ VCD ภาพการเลนของเด็ก
          5.2 แหลงการเรียนรู
               5.2.1 ปราชญชาวบาน
               5.2.2 ที่ทําการสภาวัฒนธรรมเขตทวีวัฒนา
                                                                                                                                                    210

6. การวัดและประเมินผล

     ผลการเรียนรูที่                    น้ําหนักคะแนน                            วิธีวัด                        เครื่องมือวัด
       คาดหวัง
                                         K          p          A

1..ดานความรู
บอกที่มาของเพลง                          5                              นักเรียนทําใบงาน                      เฉลยใบงานที่ 1
พื้นบานประเภท                                                                 ที่ 1
ประกอบการเลนเด็ก
ได
2. ดานทักษะ
กระบวนการ
 สามารถเลือกเลน                                                5       นักเรียนทําใบงาน                      ตรวจใบงานที่ 2
เพลงเด็กไดอยาง                                                        ที่ 2
เหมาะสมกับโอกาส
และวัยของเด็ก

3. ดานคุณธรรม
จริยธรรมและคานิยม
อันพึงประสงค
เปนบุคคลแหงการ                                    5                   นักเรียนทํา                            ตรวจรายงานที่
เรียนรู                                                                รายงานมาสง                              มอบหมาย

7.กิจกรรมเสนอแนะ
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………..
.........................................................................................................................................................
                                                                     211


                                บันทึกผลการสอน
                         เรื่อง………………………….
ผลการเรียนรู
        1. ดานความรู
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………
        2. ดานทักษะกระบวนการ
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………
        3. ดานคุณธรรม/จริยธรรม/คุณลักษณะอันพึงประสงค……………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
ปญหาที่ควรแกไข/พัฒนา        วิธีดําเนินการแกไข/พัฒนา ผลการแกไข/พัฒนา
                            212




    สื่อการเรียนรู
แผนการจัดการเรียนรูที่ 6
                                                                                         213




                                          ใบความรูที่ 1
                              เรื่องที่มาของเพลงประกอบการเลน

ความสําคัญและที่มาของเพลงพื้นบาน
              1. เปนมรดกทางวัฒนธรรม เพราะเปนเพลงประเภทมุขปาฐะ ถายทอดทางวาจา
เนื้อหาเกี่ยวของทางวัฒนธรรม
             2. เปนสิ่งแสดงวิถีชีวิตของชาวบานไดเดนชัด เนื้อหาของเพลงเปนการแสดงมีการวิถี
ชีวิตของชาวบาน
              3. เปนมหรสพชิ้นเอกของชาวบาน ชวยใหหนุมสาว คนแก และเด็ก พบกันอยาง
     เปดเผยและพบกันในเทศกาล
              4. ใหความบันเทิง ใหความสนุกสนาน เพลิดเพลินกับสมาชิกในสังคม
ใหคุณคาดานการศึกษา เปนการสั่งสอนอบรมผูเลนผูฟงทั้งทางตรงและทางออม
               5. ควบคุมสังคม เนื่องจากในเนื้อหาของเพลงพื้นบานประกอบการเลนจะมีระเบียบ
แบบแผนวิธีเลนที่เรียบรอย เชนการขึ้นรองกอนหลังของพอเพลง แมเพลง ลูกคู
               6.ระบายความคับของใจของ เนื้อหาในเพลงพื้นบานมีอิสระทางอารมณ ความรูสึก
นึกคิด จึงเปนทางออกที่ดีในสังคม
               7.เปนสื่อสารมวลชนของชาวบาน ทําหนาที่เปนสื่อกระจายขาวสารในสังคมในยุค
สมัยกอนไมมี วิทยุ โทรทัศน
               จากอิทธิพลของเพลงพื้นบานที่กลาวมาแลวขางตน จะเห็นไดวา เพลงพื้นบานได
สรางความรูสึกเปนอันหนึ่งอันเดียวกันใหแกสังคม ทั้งยังเปนภาพสะทอนของสังคมชาวบานได
อยางถูกตองตามความเปนจริงที่สุด
                                                                                                                                               214

                                                                ใบงานที่ 1
                                                     เรื่อง ที่มาของเพลงพื้นบาน

                                         ่
คําชี้แจง : ใหนักเรียนบอกชือเพลงที่ตรงกับประเภทของเพลงประกอบการเลนเด็ก
                   1. เปนมรดกทางวัฒนธรรม เพราะเปนเพลงประเภทมุขปาฐะ ถายทอดทางวาจา
เนื้อหาเกี่ยวของทางวัฒนธรรม คือ
เพลง......................................................................................................................
                                                      ิ
                    2. เปนสิ่งแสดงวิถีชีวตของชาวบานไดเดนชัด เนือหาของเพลงเปนการแสดง          ้
วิถีชีวิตของชาวบาน คือ
เพลง.....................................................................................................................
                    3. ใหความบันเทิง ใหความสนุกสนาน เพลิดเพลินกับสมาชิกในสังคมใหคุณคา
ดานการศึกษา เปนการสั่งสอนอบรมผูเลนผูฟงทั้งทางตรงและทางออม คือ
เพลง......................................................................................................................
                    4. ควบคุมสังคม เนื่องจากในเนื้อหาของเพลงพื้นบานประกอบการเลนจะมีระเบียบ
แบบแผน วิธีเลนที่เรียบรอย เชนการขึ้นรองกอนหลังของพอเพลง แมเพลง ลูกคู
คือเพลง.............................................................................................................................................
                    5. ระบายความคับของใจของ เนื้อหาในเพลงพืนบานมีอิสระทางอารมณ ความรูสึก  ้
นึกคิด จึงเปนทางออกที่ดีในสังคม
คือเพลง..................................................................................
                   6. เปนสื่อสารมวลชนของชาวบาน ในยุคสมัยกอนไมมี วิทยุ โทรทัศน เพลง
พื้นบานทําหนาที่เปนสื่อกระจายขาวสารในสังคม คือ
เพลง.........................................................................
                                                                                          215


                                       ใบความรูที่ 2
                       เรื่องประโยชน และคุณคาเพลงประกอบการเลน

            จากการศึกษาพบวา การรองเพลงประกอบการเลนมีมาตั้งแตครั้งโบราณ มีประโยชน
ตอผูเลนและผูรองหลายประการ เชน ทําใหเกิดความรักใครในหมูเ พื่อนฝูง และเครือญาติ แถมยัง
ชวยผอนคลายอารมณใหสนุกสนาน เลนอะไรดีกวากัน

        แมงมุม          ประโยชน        : เกิดความสามัคคี
                        ขอดี           : มีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว
                        ขอเสีย         : เจ็บที่หลังมือเพราะถูกหยิก

        จ้ําจี้         ประโยชน        : การระวังภัยที่ดี
                        ขอดี                                     ่
                                        : เกิดทักษะการเคลื่อนไหวทีดี
                        ขอเสีย         : อาจเกิดการโกงกัน

        รีรีขาวสาร     ประโยชน        : การชวยเหลือเกื้อกูลกัน
                        ขอดี           : รักใครปรองดองกัน
                        ขอเสีย         : อาจเกิดการหกลมบาดเจ็บ
                                                                                                                         216

                                 ใบงานที่ 2 วิเคราะหเนื้อเพลงประกอบการเลน

คําสั่ง : ใหนักเรียนวิเคราะหเนื้อเพลงตอไปนี้ตามตัวอยางใบความรูที่ 2

                                                 เพลงแมงมุม
                                          แมงมุม        ขยุมหลังคา
                                        แมวกินปลา หมากัดกระพุงกน 

            เนื้อเพลงประกอบการเลนแมงมุมขยุมหลังคาของเด็กๆ คือเอามือมาหยิกบนมือของ
                                                  ้
เพื่อนแลวทําซอนๆกันกี่คนก็ได แลวยกขึนยกลง เมื่อเพลงจบก็รีบชักมือกลับ การเปรียบเทียบมือที่
ซอนกันเปนแมงมุม หลังมือเปนหลังคา เปนการเปรียบเทียบที่คลายคลึงกัน เพราะแมงมุม
สวนมากอยูตามฝาหรือเพดาน
คําถาม
                                            ้
            1. ประโยชนของเพลงนีมีอะไรบาง...............................................................................
                            ้
            2. เพลงนีสะทอนใหเห็นคุณคาอะไรบาง.......................................................................
                          ้
            3. เพลงนีรองเพื่อบอกอะไรแกคนฟง..............................................................................
                                                    จ้ําจี้มะเขือเปราะ
                                        จ้ําจี้มะเขือเปราะ             กะเทาะหนาแวน
                                พายเรืออกแอน                          อาบน้ําทาไหน
                                อาบน้ําทาวัด                          เอาแปงที่ไหนผัด
                                        ่
                                กระจกทีไหนสอง                                  ่
                                                                       เยี่ยมเยียมมองมอง
                                นกขุนทองรอง วู
                                                             ่
             การเลนจ้ําจี้ คือ การเลนที่ใหผูเลนนังลอมวงกัน และคว่ําฝามือลงขางหนาผูเลนคน
              ้
หนึ่ง จะเอานิวจิ้มไปบนหลังมือของทุกๆคน ซึ่งกําลังชวยกันรองเพลง เมื่อเพลงจบพอดีกับการจี้
ลงไปบนหลังมือของใครจะตองชักมือกลับถือวาแพ จนกระทั่งหมดทุกมือ
คําถาม
                              ํ
             1. เพลงจ้าจี้ตางกับเพลงแมงมุมอยางไร..........................................................................
             2. จุดประสงคเพลงนี้รองเพื่ออะไร................................................................................
                        ้
             3. เพลงนีสะทอนคานิยมอะไรบาง.................................................................................
                                                                                                                        217

                                                      เพลง รีรีขาวสาร

                            รีรีขาวสาร                         สองทะนานขาวเปลือก
                   เลือกทองใบลาน                               เก็บเบี้ยใตถุนราน
                   คดขาวใสจาน                                  พานเอาคนขางหลังไว
             การเลนรีรีขาวสาร วิธีเลนคือ ใหผูเลน 2 คน ยืนหันหนาเขาหากันและเอามือจับกัน
                                
ไวชูขึ้นสูงกวาศีรษะทําเปนซุม ผูเลนคนอื่นๆ เกาะเอวกันเปนแถวยาวเดินลอดซุมใหทันกับเพลงที่
รองเพลงจบตอนไหนผูที่เอามือทําซุมจะกักเอาผูเลนคนคนทายไว สําหรับลงโทษ เชน ใหรําวง
บาง หรือลงโทษอยางอื่น
คําถาม
             1. จงอธิบายคําวาทะนานหมายถึงอะไร............................................................................
             2. เพลงนี้แสดงภาพอะไรของกลุมชน.............................................................................
             3. สาเหตุใดตองกักเอาคนขางหลังไว..............................................................................
                                                                                                                                          218


                                                 แบบวัดคุณภาพผลงาน
                              วิชาภาษาไทย สาระเพิ่ม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
ชื่อกลุม………………………………………ชั้น……………........................................................
               
สมาชิกในกลุม...................................................................................................................................
………………………………………………………………………………………………………
คําชี้แจง : ใหใสตัวเลขในชองตามเกณฑการใหคะแนน (ดังแนบ)
              ความ             การ                   ผลงาน                   วิธีการ               ความ                    รวม รอย
              เหมาะสม คํานวณ                         สอดคลอง นําเสนอ สมบูรณ                                                            ละ
 รายการ ของขอมูล ถูกตอง                            กับ                     ผลงาน                 ของผลงาน
                               ตาม                   จุดประสงค
                               ขั้นตอน
 กลุม        4 3 2 1 0 4 3 2 1 0 4 3 2 1 0 4 3 2 1 0 4 3 2 1 0

 1
 2
 3
 4
 5
 6
 7
 8
 รวม
 รอยละ
                                                                         219


                       ตัวอยางเพลงพื้นบานประกอบการเลนของชาวทวีวัฒนา
เพลงการเลนเด็ก
                             เพลงมอญซอนผา
       อีมอญซอนผา                              ตุกตาอยูขางหลัง
    ไปโนนไปนี่                                  ฉันจะตีกนเธอ
                                                 (นางสลวย ผลตระกูล)
                             เพลงงูกินหาง
          แมงูเอย                              กินน้ําบอไหน
กินน้ําบอหิน                                    บินไปก็บินมา
         แมงูเอย                               กินน้ําบอไหน
กินน้ําบอโศก                                    โยกไปก็โยกมา
         แมงูเอย                               กินน้ําบอไหน
กินน้ําบอทราย                                   ยายไปก็ยายมา
กินหัวกินหาง                                     กินกลางตลอดตัว
                                                 (นางเฉลียว ปานนาค)
                               ปดแอบ
         ปดตาไมมิด                                ตัวจี้ดเขาตา
พอแมทํานา                                         ไดขาวเม็ดเดียว
                                                    (นางประโพย โตมอญ)
                                          ้
                               เพลง จ้ําจีมะเขือเปราะ
        จ้ําจี้มะเขือเปราะ                          กะเทาะหนาแวน
พายเรืออกแอน                                       กระแทนตนกุม  
สาวสาวหนุมหนุม                                    อาบน้ําทาไหน
อาบน้ําทาวัด                                       เอาแปงที่ไหนผัด
เอากระจกที่ไหนสอง                                  เยี่ยม ๆ มอง ๆ
นกขุนทองรองวู
                                                 (นางประโพย โตมอญ)
                                    เพลงแมงมุม
                                                                               220

แมงมุม ขยุมหลังคา แมวกินปลา หมากัดกระพุงกน
                                                         (นางยุพา เขียวขาว)
                             เพลงอายเขอายโขง
อายเขอายโขง อยูในโพรงไมสัก                อายเขฟนหัก กัดคนไมเขา
                                                         (นางยุพา เขียวขาว)
                              เพลง รี รี ขาวสาร
                   รี รี ขาสาร                 สองทะนานขาวเปลือก
                  เลือกทองใบลาน                       ้
                                                เก็บเบียใตถุนราน
                  คดขาวใสจาน                   พาลเอาคนขางหลังไว
                                               (นางศรีนวล สุขศรี)
                                  เพลง จี้จุบ
                      ้
          จุมจาดี จีจาหลบ กินขี้กบ หลบไมทัน
                                                         (นางศรีนวล สุขศรี)
                                  เพลง ตบแผละ
ตบแผละ             ตบแผละ            ตบบน ตบลาง ตบหลัง
                                                         (นายชัย ศรีสวัสดิ์)
                                    เพลง โพงพาง
โพงพางเอย ปลาเขาลอด ปลาตาบอด เขาลอดโพงพาง
                                                         (นายชัย ศรีสวัสดิ์)
                                                                             221



                                  แบบทดสอบทายหนวยการเรียน
                                      เรื่องเพลงพื้นบาน

คําสั่ง : ใหนักเรียนทําเครื่องหมายกากบาทหนาขอที่ถูกตองที่สุด
                                        ่
1. ขอใดเปนเพลงพื้นบานของทวีวัฒนาทีคนพบ
            1. เพลงเกี่ยวขาว             2. เพลงขอทานกระยาสารท
            3. เพลงอีแซว                  4. เพลงพวงมาลัย
2. เพลงใดตอไปนี้ที่เปนเพลงกลอมเด็ก
            1. รีรีขาวสาร                        2. แมงมุม
            3. เพลงวัดโบสถ                       3. มอญซอนผา
3. เพลงพื้นบานใหประโยชนดานใดมากที่สุด
            1. วิทยาศาสตร                        2. คณิตศาสตร
            3. ศิลปศึกษา                          4. สังคมศึกษา
4. ผูที่รองเพลงพื้นบานโดยมีคําหยาบโลนเกี่ยวกับอวัยวะเพศตรงกับขอใด
            1. มุตโต                              2. กลอนแดง
            3. กลอนตับ                            4. ครูพักลักจํา
5. เพลงใดตอไปนี้เปนเพลงพื้นบานประเภทการเลน
            1. กาเหวา                            2. งูกินหาง
            3. เพลงทําขวัญนาค                     4. เพลงบายศรี
6. เพลงใดตอไปนี้เปนเพลงพื้นบานประเภทประกอบพิธีกรรม
            1. เพลงเรือ                           2. เพลงฉอย
            3. เพลงพวงมาลัย                       4. เพลงทําขวัญขาว
                               ั
7. เพลงพื้นบานของชาวทวีวฒนาเปนเพลงที่มีเนื้อรองคลายคลึงกับภาคใด
            1. ภาคกลาง                            2. ภาคใต
            3. ภาคเหนือ                           4. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
8. เพลงพื้นบานสะทอนภาพใดมากที่สุด
            1. การประกอบอาชีพ                     2. วิถีชีวิตประจําวัน
            3. ศาสนา                              4. การเมือง
                                                                                   222

9. เพลงพื้นบานขอใดเปนการแสดงพลังสามัคคี
       1. งูกินหาง                           2. แมงมุม
       3. มอญซอนผา                         4. โพงพาง
10. เพลงใดเปนเพลงพื้นบาน
       1. แคมี ของ พลพล                     2. คนอกหัก ของไอน้ํา
       3. สนตองลม ของสุนทราภรณ             4. เพลงอีแซว ของขวัญจิต ศรีประจันต

เฉลย
       1. 1    2. 3   3. 4    4. 2   5. 2    6. 4   7. 1   8. 2   9. 1    10. 4
                                                                                         223

                                     แผนการจัดการเรียนรูที่ 7
หนวยการเรียนรูที่ 3                       วิชาภาษาไทย
เรื่อง ปริศนาคําทาย                         จํานวน 2 ชั่วโมง         ชวงชั้นที่ 4
ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4                       ภาคเรียนที่ 2            ปการศึกษา 2548
สาระการเรียนรูที่ 4                        มาตรฐาน 4.1
มาตรฐานดานผลผลิตที่ 3                      เปนบุคคลแหงการเรียนรู
       ั ่
ตัวชี้วดที3                                 สามารถเลือกใชวิธีการแสวงหาความรู ขอมูล ขาวสาร
                                                                       ่
                                            เพื่อพัฒนาตนเองอยางตอเนือง
……………………………………………………………………………………………………….
1.ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
   1.1 ดานความรู
       วิเคราะหความหมาย ที่มา โครงสราง คุณคาของปริศนาคําทายได
   1.2 ดานทักษะกระบวนการ
                               ี
        เลือกปริศนาคําทายที่มประโยชนไปใชเลนทายผูอื่นไดอยางมีอารมณสนุกสนาน
   1.3 ดานคุณธรรมจริยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค
                             ั
        แสดงลักษณะนิสยอันดีตอผูอื่น
2.สาระการเรียนรู
    2.1 ความหมาย และที่มา ของปริศนาคําทาย
    2.2 โครงสรางและประเภทของปริศนาคําทาย
    2.3 คุณคาที่ไดรับ
3. กระบวนการจัดการเรียนรู
               กระบวนการเรียนรู การสอนแบบบูรณาการกับวิชาศิลปศึกษา
4.กิจกรรมการเรียนรู
              ขั้นนํา
                         ั
               1. ใหนกเรียนแบงกลุมเปน 4 กลุมๆละ 8 คน
               2. ครูแจกใบงานที่ 1 ใหนักเรียนวาดภาพลงในแผนใสตามคําสั่ง
                       ั
              3. ใหนกเรียนนําแผนใสที่วาดมานําเสนอหนาชั้นกลุมละ 3 นาที
              ขั้นสอน
                           ั
              4. ครูใหนกเรียนแตละกลุมตั้งปริศนาคําทายใหมีคําตอบตามรูปที่วาด เชน ถาวาด
รูปไก ก็ถามวา อะไรเอย สองเดินมา หลังคามุงจาก คําตอบ คือไก
                                                                                    224

            5. แจกใบความรูที่ 1 เรื่องสาระสําคัญของปริศนาคําทาย
            6. ครูฉายภาพในโปรแกรม PowerPoint เปนปริศนาคําทายที่เปนของทวีวัฒนาให
               
นักเรียนเปนผูทายปริศนา ใครตอบถูก ใหคะแนนขอละ 1 คะแนน
            7. ใหแตละกลุมหาปริศนาคําทายมาทายเลนกับเพื่อน
                                                                        ั
            8. ใหกลุมที่ไดรับมอบหมายใหไปคนควาปริศนาคําทายของทวีวฒนาแลวทํารายงานมา
สงภายใน 2 สัปดาห
            ขั้นสรุป
            9. ครูสรุปประเด็นสําคัญของปริศนาคําทายใหนักเรียนจดบันทึกลงในสมุด
                         ั
            10. ใหนกเรียนทําแบบสอบถามทายหนวย
            11. จดบันทึกสิ่งที่เปนสาระนารู
                       ั
            12. ใหนกเรียนนําใบงานที่ 2 ไปทําเปนการบาน
             13. ตรวจรายงานที่มอบหมาย
5.สื่ออุปกรณและแหลงการเรียนรู
           5.1 สื่ออุปกรณ
                 5.1.1 ใบงานที่ 1 ใหนักเรียนวาดภาพตามคําสั่งโดยบูรณาการกับวิชาศิลปศึกษา
                 5.1.2 ใบความรูที่ 1 สาระสําคัญของปริศนาคําทาย
                 5.1.3 ใบงานที่ 2 เรื่องจัดประเภทปริศนาคําทาย
                 5.1.4 ภาพนิ่ง โปรแกรม PowerPoint
                 5.1.5 เครื่องฉายขามศีรษะ และแผนใส
                 5.1.6 แบบประเมินตามสภาพจริง
          5.2 แหลงการเรียนรู
                 5.2.1 ปราชญชาวบาน
                 5.2.2 ที่ทําการสภาวัฒนธรรมเขตทวีวัฒนา
                                                                                 225

6. การวัดและประเมินผล

   ผลการเรียนรูที่     น้ําหนักคะแนน       วิธีวัด            เครื่องมือวัด
     คาดหวัง
                        K     p    A

 1. ดานความรู         5                 นักเรียนทํา        แบบขอทดสอบ
 วิเคราะหความหมาย                        แบทดสอบ
 ที่มา โครงสราง                          ทายหนวย
 คุณคาของปริศนาคํา
 ทายได
 2 ดานทักษะ                  5         นักเรียนที่ไดรบ แบบประเมินตามสภาพจริง
                                                       ั
 กระบวนการ                               มอบหมายทํา
 นําผลงานที่คนควา                         รายงาน
 มานําเสนอออกมา
 แสดงในรูปธรรม

 3. ดานคุณธรรม                    ผ    การรวมอภิปราย         การสังเกต
 จริยธรรมและ                                  สรุป
 คานิยมอันพึง
 ประสงค
 แสดงลักษณะนิสัย
 อันดีตอผูอื่น

7. ขอเสนอแนะ
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………..
                                                                     226


                                บันทึกผลการสอน
                         เรื่อง………………………….
ผลการเรียนรู
1. ดานความรู
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
2. ดานทักษะกระบวนการ
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………
3. ดานคุณธรรม/จริยธรรม/คุณลักษณะอันพึงประสงค……………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………
ปญหาที่ควรแกไข/พัฒนา        วิธีดําเนินการแกไข/พัฒนา ผลการแกไข/พัฒนา
                         227




   สื่อการเรียนรู
แผนการจัดเรียนรูที่ 7
                                                                              228

                                   ใบงานที่ 1

คําชี้แจง   ใหทานวางแผนและออกแบบสวนเกษตรพื้นที่ขนาด 1 ไร โดยใหมีคําตอไปนี้ไป
            เปนองคประกอบของสวนเกษตร
            1. สี่ตีนเดินมาหลังคามุงกระเบื้อง            (เตา)
            2. สองตีนเดินมาหลังคามุงจาก                  (ไก)
            3. ตนเทาครกใบปรกดิน                        (ตะไคร)
            4. ตนเทาเรือใบหอเกลือไมมิด               (ตนสน)
            5. เกิดมานาเวทนา มีตาทั่วตัว                (สัปปะรด)
            6. ปากหนึ่งกินหญา ปากหนึ่งกินดิน             (ควาย ไถ คนไถนา)
                ปากหนึ่งพูดร่ําไป
             7. เชาๆเขาถ้ํา ค่ําๆออกเรียง                (ดาว)
            8. สองตีนเดินมา หลังคามุงจาก                   (ไก)
            9. เมื่อเด็กนุงผาเขียว แกทีเดียวนุงผาแดง (พริก)
            10. เรากลืนมันเราอยู มันกลืนเราเราตาย (น้ํา)
                                                                                          229


                                        ใบความรูที่ 1
                             เรื่อง สาระสําคัญของปริศนาคําทาย

1. ความหมายของปริศนาคําทาย
             ปริศนาคําทายหมายถึงสิ่งหรือถอยคําที่ผูกขึ้น เปนเงื่อนงําเพื่อใหทาย หรือคําถาม
สําหรับใหทายซึ่งผูถามอาจถามตรงๆหรือถามโดดออม คําถามจะใชภาษาสั้นๆงายๆ กระชับ
เปนไดทั้งรอยแกวและรอยกรอง
              ปริศนาคําทายจัดเปนวรรณกรรมประเภทมุขปาฐะ นิยมเลนไดทั้งเด็กและผูใหญ เปน
                  ่
การพักผอนเพือความเพลิดเพลินในยามวางอยางหนึ่ง
              ปริศนาคําทายจะใหความรูเกี่ยวกับความคิด และความรูสึกของชาวบานที่ตกทอดสืบ
                              
กันมา การทายปริศนามีอยูทุกภาคของประเทศไทย เปนการละเลนของไทยที่มีมาแตโบราณกาล
                            ่
นิยมเลนกันในเวลาเย็น เมือทุกคนในครอบครัวรับประทานอาหารเย็นแลว เด็กๆจะจับกลุมคุยกัน
บางทีก็เลานิทานบาง เลนปริศนาคําทายกันบาง เพื่อเปนการพักผอนหยอนใจ เสริมสรางปฏิภาณ
และความคิดในการหาเหตุผล
              การทายปริศนา มีวิธีทายหลายวิธีดวยกัน แตมีลักษณะที่คลายคลึงกันคือ ผูเลนทาย
จะตองตกลงกันวาใครจะเปนผูทายกอน ถาใครยอมแพก็ตองทําตามผูชนะบอกใหทา          ํ
ที่มาของปริศนาคําทาย
                                                 
              ในสมัยโบราณการลองภูมิปญญาวาผูใดมีความเฉลียวฉลาดหรือไมเพียงใด วิธหนึ่งก็    ี
                                                         ่
คือการทายปริศนา หรือการทายปญหา อาจเปนปริศนาทีถามตรงๆ หรือผูกเรื่องใหแยบยลสุดแต
               ั้
จะคิดกัน มีทงปญหาทางโลกและทางธรรม บางครั้งอาจมีเดิมพันถึงชีวิต บางครั้งอาจเปน
เครื่องมือในการหาคูครอง ในประเทศไทยแพรหลายในสมัยรัชกาลที่ 6
วิธีการเลนปริศนาคําทาย
               ทุกทองถิ่นมีลักษณะคลายๆกันคือ แบงเปนสองฝายผลัดกันเปนฝายถามกับฝายตอบ
                                       ็
ถาถามแลวตอบ ถาถามแลวตอบไมไดกจะมีการบอกใบกันบาง และหากบอกใบแลวยังตอบไมได
ก็ตองยอมแพถึงจะไดคําตอบ ฝายถามจะเฉลยคําตอบ ตอเมื่อตองทําตามขอแมตางๆ
2. ประโยชนของปริศนาคําทาย
               1. ฝกสมองลองปญญา
               2. มีปฏิภาณไหวพริบฉับไว
               3. เปนคนทันคนมีความรูกวางขวางขึ้น
                                                                                          230

                4. เปนคนชางสังเกตสิ่งตางๆรอบตัว
                5. รูจักใชเวลาวางใหเปนประโยชน ฯลฯ
3. ลักษณะโครงสรางของปริศนาคําทาย
               โครงสรางปริศนาคําทาย จะมี 3 สวน สวนนํา สวนเนื้อหา สวนลงทาย
                                            ้
สวนนํา คือถามวา อะไรเอย สวนเนือหา คือ ตัวปริศนา จะบอกถึงลักษณะของสิ่งที่ทาย โดย
เปรียบเนนไปที่รูปราง ลักษณะพิเศษ ประโยชนที่ใชสอย ความหมาย หรือลักษณะตางๆ
สวนลงทาย คือ สวนที่จะขยายความ บอกใบคําตอบ เรงเราใหคิดทาย หรือใหกําลังใจ
4. ประเภทของปริศนาคําทาย
               1. คําทายเกียวกับพืช ่
               2. คําทายเกียวกับสัตว ่
               3. คําทายเกียวกับธรรมชาติ่
                                          ่
               4. คําทายที่เกียวกับสวนของรางกาย
                              ่
               5. คําทายเกียวกับสิ่งของเครื่องใช
                                ่
               6. คําทายเกียวกับอาหารการกิน
                                  ่
               7. คําทายเกียวกับพิธีการ
5. คุณคาของปริศนา
     ปริศนามีคุณคาที่สําคัญดังนี้
                                                ี
      51. คุณคาในดานสังคมที่สะทอนวิถีชวิตใหเห็นถึงสภาพความเปนอยู การทํามาหากิจ
ขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา ดังเชน
                                                                           ่
          5.1.1 ขนบธรรมเนียมประเพณี จะเห็นไดจากปริศนาคําทายที่เกียวกับประเพณีตางๆ จะมี
                                              ้
อยูจํานวนมาก เชน การกินหมาก การเลียงเด็ก การทํากิน เชน
                 อะไรเอย ขี่อายสูง จูงอายพัน รบกันในบาน ขีเ้ มาเขาดวยเลือดไหลออกมา (หมาก
พลู ยาเสน น้ําหมาก)
          5.1.2 สภาพบานเรือน สะทอนใหเห็นถึงวัสดุอุปกรณที่คนในทองถิ่นนํามาสรางบานเรือน
เชน
                  อะไรเอย กลางวันพาลูกยืน กลางคืนพาลูกนอน (บันได)
          5.1.3 การประกอบอาชีพ ปริศนาคําทายจํานวนมากที่ถามเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ โดย
เฉพาดานเกษตรกรรมที่เปนอาชีพหลักของคนไทย หรือ การทอผา การหาปลาฯ เชน
                  อะไรเอย แปดตีนเหยียบนางธรณี สองหางยาวรี ฤๅษีหนามน ตีกนตามหลัง (คน
ไถนา)
                                                                                      231

                 อะไรเอย ทางโนนก็ฟาทางนี้ก็ฟา เรือชะลาแลนกลาง (กระสวยทอผา)
          5.1.4 สภาพความเปนอยูอาหารการกิน ปริศนาคําทายที่นําเอาสภาพชีวิตความเปนอยู
                                              ้
อาหารจําพวกพืชและสีมาเปนปมปริศนานัน สะทอนถึงความอุดมสมบูรณของทองถิ่น ตลอดจน
                            ่
แสดงถึงความเฉลียวฉลาดทีคนไทยเรานําเอาธรรมชาติที่ใกลตัวเปนปริศนาคําทายได
เชน
                  อะไรเอย น้ําเต็มเมื่อออน น้ําคลอนเมื่อแก (มะพราว)
                  อะไรเอย เล็กนุงผาขาว สาวนุงผาเขียว แกนุงผาแดง (พริก)
          5.1.5 ดานศาสนาและวัฒนธรรม มีการนําเอาแบบแผนในทางสังคมดานการครองชีวิต
วัฒนธรรม และประเพณีทางศาสนาเปนปริศนาคําทายได เชน
                  อะไรเอย โตงเตงอยูหนาขา ไมเปดผามองไมเห็น
                              
                  อะไรเอย ปนใหแข็ง แยงเขาหวางขา (โจงกระเบน)
       5. 2. คุณคาดานอิทธิพลตอการดํารงชีวิตของคนไทย
              ปริศนาคําทายนิยมเลนกันในทองถิ่นของไทย จึงมีความสัมพันธกับการดํารงชีวิตของ
กลุมชนในทองถิ่น ดังนี้
                                                   ิ
              5.2.1 ลักษณะนิสัยของคนไทย ที่นยมการใชสติปญญาแกไขปญหา ความรัก
สนุกสนานและมีอารมณขันของคนไทย เชน
                  อะไรเอย นารีมีรู เพชรสีชมพู อยูในรูนารี (ตางหู)
                  อะไรเอย หุบเทากระบอก ถอกเทากระดง (รม)
              5.2.2 แสดงลักษณะภาษา ทุกทองถิ่นนิยมทายปริศนาคําทายจึงมีลักษณะภาษาตางๆ
                                                                               ้
ออกไปตามภาษาถิ่น เชน ภาคอีสาน พื้นบานวา อีหยังเรือแมนอีหยัง ภาคใต พืนบานวา ไอไหร
หา หรืออาจเปนวลี หรือการเปรียบเทียบความเปนคําสองแงสองงาม หรือเปนคําหยาบโดยตรงก็มี
เชน อะไรเอย หยุกหยุกน้ําเขา เหยาเหยาน้ําออก แลวเช็ดในเช็ดนอก (คนบวนปาก)
                                                                                 ิ
              5.2.3 ทําหนาที่บันทึกและถายทอดพฤติกรรมสภาพธรรมชาติและวิถีชีวตของกลุมคน
                                                                     ้
ในทองถิ่น เชน อะไรเอย สัตวปามาอยูบาน กินอาหารอยางเดียว เคียวแลวคาย (กระตายขูด
มะพราว) อะไรเอย สุกก็ไมหอม งอมก็ไมหลน แหงคาตน คนกินได (ขาวโพด)
                                                                                   232

                                         ใบงานที่ 2
จงนําคําปริศนาคําทายตอไปนี้จัดเขาประเภทเดียวกัน
1.อะไรเอย      สองตีนเดินมา            หลังคามุงจาก              (ไก)
2.อะไรเอย      นกกระปูดตาแดง           น้ําแหงก็ตาย             (ตะเกียง)
3.อะไรเอย      กาดํากระโดดลงน้ํา       กลายเปนกาขาว             (เม็ดแมงลัก)
4.อะไรเอย      เกิดมามีหางไมมีขา      พอสิ้นชีวามีแตขาไมมีหาง  (กบ)
5.อะไรเอย      ยกตีนขามหัว            เอาตัวรอดได              (มุง)
6.อะไรเอย      มีฟนมากมาย             แตกินอะไรไมได          (หวี)
7.อะไรเอย      กะลาซีกเดียว            ขามทะเลได               (ดวงจันทร)
8.อะไรเอย      นารีมีรูเพชรสีชมพู      คารูนารี                  (ตุมหู)
9.อะไรเอย      สูงกวาฟา              ต่ํากวาหญานิดเดียว      (ภูเขา
10.อะไรเอย ขางนอกขรุขระ               ขางในตะติ๊งโหนง        (นอยหนา,ทุเรียน)
11.อะไรเอย เขียวชอุมพุมไสว           ไมมีใบมีแตเม็ด          (ฝน)
12.อะไรเอย ขาวยามค่ํา                  ต่ํายามนอน                (คนตาขาว)
13.อะไรเอย เอาหินทําไส                เอาใบทําตัว               (ปูนกินกับหมาก)
14.อะไรเอย พระอินทรอยูบนฟา          พลัดตกลมมาเยี่ยวแตก        (มะพราวออน)
15.อะไรเอย ยุงเหมือนใยบัว                     
                                        มีตัวอยูกลาง              (แมงมุม)
16.อะไรเอย เรือนสองเสาหญาคาสองตับ นอนไมหลับลุกขึ้นรองเพลง (ไกขัน)
17.อะไรเอย ลูกสัปดนเลนกับแม                                    (ลูกกุญแจ)
18.อะไรเอย ขาไปสองคน                   มืดฟามัวฝนกลับมาคนเดียว  (เงา)
19.อะไรเอย นั่งเทาแขนออน             กินกอนพระ                (ทัพพี)
20.อะไรเอย มีลูกอยูที่ตีนมีตารอบตัว มีหูอยูบนหัว               (แห)
                                                                                                                                         233

                                                        แบบประเมินตามสภาพจริง
ชื่อ..................................................................................................................ผูประเมิน

 ขอความ                     5                     4                     3                     2                     1             รวม
    ความ
  สมบูรณ
ของเนื้อหา
    ความ
  ทันเวลา
  คุณคาที่
   ไดรับ
   ผลการ
 วิเคราะห
    ความ
ถูกตองของ
  รูปแบบ
                                                                                           234

                                          แบบทดสอบทายหนวย
                                            เรื่อง ปริศนาคําทาย
                                          ………………………..
     ั
ใหนกเรียนตอบคําถามตอไปนี้ โดยอานจากใบความรูที่ 1 (ขอละ 1 คะแนน)
1.ปริศนาคําทายมีความหมายวา
………………………………………………………………………………………………………
2. ปริศนาคําทายจัดเปนวรรณกรรมประเภท……………………………………………………….
                    ี
3.จงอธิบายวิธการเลนปริศนาคําทายมาใหเขาใจ
………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………..........................................................................
 4. “อะไรเอย ปนใหแข็ง              แยงเขาหวางขา ”
                ั
     ใหนกเรียนทายวาอะไร…………………………………………………………………………
                  ้
       ปริศนานีสะทอนอะไรบาง……………………………………………………………………
5.ปริศนาคําทายมีประโยชนดานใดบาง    
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
“ อะไรเอย            ที่ลุมมีหนอน ที่ดอนมีน้ํา
        ั
6. ใหนกเรียนตอบคําถามตอไปนี้
    6.1 ทายปริศนา………………………………………………………………………………..
    6.2 บอกถึงโครงสรางประโยคขางบนนี้
              ……………………………………………………………………………………………
“ อะไรเอย            ชื่อยูปา       ตัวอยูบาน ”
7. ตอบคําถามตอไปนี้
    7.1 ทายปริศนา……………………………………………………………………………….
    7.2 ปริศนานี้จัดเปนประเภทใด………………………………………………………………
            ั
8. ใหนกเรียนเขียนปริศนาคําทายที่จัดเขาประเภท สะทอนการทํามาหากิน
………………………………………………………………………………………………….
          ั                        ่
9. ใหนกเรียนเขียนปริศนาทีสะทอนวัฒนธรรม……………………………………………….
              ั                  ้
10. ใหนกเรียนคิดปริศนาขึนเองพรอมเฉลย………………………………………………….
                                                                                          235


                                        แผนการจัดการเรียนรูที่ 8
หนวยการเรียนรูที่ 4                        วิชาภาษาไทย
เรื่อง ภาษิต สํานวน                          จํานวน 2 ชั่วโมง         ชวงชั้นที่ 4
ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4                        ภาคเรียนที่ 2            ปการศึกษา 2548
สาระการเรียนรูที่ 4                         มาตรฐาน 4.1
มาตรฐานดานผลผลิตที่ 3                       เปนบุคคลแหงการเรียนรู
        ั ่
ตัวชี้วดที3                                  สามารถเลือกใชวิธีการแสวงหาความรู ขอมูล ขาวสาร
                                                                        ่
                                             เพื่อพัฒนาตนเองอยางตอเนือง
……………………………………………………………………………………………………….
1.ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
    1.1 ดานความรู
                              ่
         อธิบายความหมาย ทีมา ประเภท ลักษณะโครงสราง คุณคา ประโยชน
ของภาษิต สํานวนได
     1.2 ดานทักษะกระบวนการ
         จําแนกภาษิต และสํานวนออกจากกันไดอยางมีเหตุผลอางอิง
     1.3 ดานคุณธรรมจริยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค
           พิจารณาเลือกสรรสิ่งที่รับรูใหแตกตางกันตามประเภทใหถูกตอง
2.สาระการเรียนรู
   2.1 ความหมาย ของภาษิต และสํานวน
   2.2 ที่มาของสํานวนและภาษิต
    2.3 ลักษณะโครงสรางและเนื้อหาของภาษิตและสํานวน
    2.4 คุณคาและประโยชนของภาษิต
3. กระบวนการจัดการเรียนรู
                กระบวนการเรียนรู กระบวนการคิดอยางมีวจารณญาณ   ิ
4. กิจกรรมการเรียนรู
               ขั้นนํา
               สังเกต
                1. ครูนําตัวอยางสํานวนและสุภาษิต ขึ้นแสดงภาพในโปรแกรม PowerPoint พรอม
ทั้งอธิบายถึงความแตกตางกันระหวางสํานวนและสุภาษิต
                                                                                     236

                       ั
              2.ใหนกเรียนแขงขันกันตอบคําถามในความแตกตางระหวางสํานวนและสุภาษิต
             ขั้นสอน
            อธิบาย
                                                                           ั
            3. แจกใบความรูที่ 1 เรื่องสาระสําคัญของสํานวนและภาษิตใหนกเรียนทุกคน
                         ั
            4. ใหนกเรียนแบงออกเปน 2 กลุม เทาๆกัน
                  กลุมที่ 1 ทําใบงานที่ 1
                  กลุมที่ 2 ทําใบงานที่ 2
             5. ใหแตละกลุมออกนําเสนอหนาชั้น
             6. เพื่อนกลุมอื่นวิจารณ
             เชื่อมโยงความสัมพันธ
             7. กลุมที่ 1 และกลุมที่ 2 แลกเปลี่ยนความรูดวยการแลกเปลี่ยนสมุดจดบันทึก
                           ั
             8. ใหนกเรียนกลุมที่ไดรับมอบหมายหารายงานเรื่องสํานวนสุภาษิตสงรายงานภายใน
2 สัปดาห
            วิจารณ
            9. ครูวิจารณการนําเสนอเพื่อปรับปรุงตอไป
            ขั้นสรุป
            10. เฉลยใบงาน และนักเรียนทําแบบทดสอบทายหนวย
            11. นักเรียนสรางองคความรูโดยจัดปายนิเทศหนาหองเรียน
5. สื่ออุปกรณและแหลงการเรียนรู
             5.1 สื่ออุปกรณ
                  5.1.1 แผนใสและเครื่องฉายขามศีรษะ
                   5.1.2 ใบความรูที่ 1 สาระสําคัญของสํานวนและสุภาษิต
                  5.1.3 ใบงานที่ 1
                  5.1.4 ใบงานที่ 2
                   5.1.5 แบบประเมินคุณภาพของผลงาน
               5.2 แหลงการเรียนรู
                   5.2.1 ปราชญชาวบาน
                   5.2.2 ที่ทําการสภาวัฒนธรรมเขตทวีวัฒนา
                                                                               237

6. การวัดและประเมินผล
    ผลการเรียนรูที่  น้ําหนักคะแนน        วิธีวัด             เครื่องมือวัด
       คาดหวัง
                      K       p   A

 1..ดานความรู           5                      ่
                                      ตรวจใบงานที1             เฉลยใบงาน
 อธิบายความหมาย
 ที่มา ประเภท
 ลักษณะโครงสราง
 คุณคา ประโยชน
 2. ดานทักษะ                 5                  ่
                                      ตรวจใบงานที2      เฉลยใบงาน
 กระบวนการ
 จําแนกภาษิต และ
 สํานวนออกจากกัน
 ไดอยางมีเหตุผล
 อางอิง
 3. ดานคุณธรรม                   ผ   พิจารณาผลงานที่         แบบประเมิน
 จริยธรรมและ                                       ้
                                      นําเสนอหนาชัน
 คานิยมอันพึง                             เรียน
 ประสงค
 พิจารณาเลือกสรรสิ่ง
 ที่รับรูใหแตกตางกัน
 ตามประเภทให
 ถูกตอง



7. ขอเสนอแนะ
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………..
                                                                     238

                                บันทึกผลการสอน
                         เรื่อง………………………….
ผลการเรียนรู
1 .ดานความรู
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………
2. ดานทักษะกระบวนการ
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………
3. ดานคุณธรรม/จริยธรรม/คุณลักษณะอันพึงประสงค……………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………
ปญหาที่ควรแกไข/พัฒนา        วิธีดําเนินการแกไข/พัฒนา ผลการแกไข/พัฒนา
                            239




    สื่อการเรียนรู
แผนการจัดการเรียนรูที่ 8
                                                                                       240

                                       ใบความรูที่ 1
                         เรื่อง สาระสําคัญของสํานวน และสุภาษิต

สาระสําคัญ
                ภาษิตและสํานวนเปนเครื่องมือในการถายทอดคําสอน ประสบการณ ความเชื่อ
ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีตางๆ จากบรรพบุรุษสูคนรุนหลัง ในรูปลักษณะภาษาที่
กะทัดรัด สละสลวย มีความหมายกินใจลึกซึ้ง
                ภาษิต หมายถึง ขอความสั้นๆ กะทัดรัด แตความหมายชัดเจนลึกซึ้ง มีคติ หรือให
              ่
ความจริงเกียวกับความคิด และแนวปฏิบัติ ซึ่งสามารถพิสูจนเชื่อถือได เชน “ คบคนพาล พาลไป
หาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตจะพาไปหาผล ” มีลักษณะเปนคําสั่งสอน
                สํานวน หมายถึง ถอยคําที่คมคาย สละสลวย สรุปความไดกะทัดรัด เขาใจงาย อาจ
เปนเรื่องของการกลาวเปรียบเทียบ เปรียบเปรย หรือแฝงความหมายโดยนัย เชน กิ้งกาไดทอง
ผาขี้ริ้วหอทอง
ประเภทของภาษิตและสํานวนไทย
                 1. ภาษิตสํานวนที่มีคติมุงสั่งสอน เชน
                      ชางตายทั้งตัว เอาใบบัวปด
                      ปดทองหลังพระ
                  2. ภาษิตสํานวนที่เปนสํานวนเปรียบเทียบ
                      ไกงามเพราะขน คนงามเพราะแตง        หัวลานไดหวี
                      ไกไดพลอย                          ลิงไดแกว
                  3. ภาษิตสํานวนที่เปนแบบอุปมาอุปไมย
                      ใจดําเหมือนอีกา                     ไวเหมือนลิง
                      ผิวขาวราวไขปอก                     เรียบรอยเหมือนผาพับไว
                  4. ภาษิตสํานวนประเภทคําอางอิง โดยนําความจริงมากลาว
                      ชนะใจตนเอง                          ความจริงเปนสิ่งไมตาย
                                            ั
                      ไมออนดัดงาย ไมแกดดยาก          เพชรในตม
คุณคาของภาษิตและสํานวน
                   1. ใชเปนเครื่องเตือนใจ บอกแนวทางในการดําเนินชีวิต
                   2. แสดงใหเห็นความจริง และสัจธรรมของโลก
                                                                                  241

                                                           ่                      ิ
           3. ทําใหทราบถึงคติความเชื่อ ประเพณี คานิยม เพือสะทอนภาพการดําเนินชีวตของ
คนในอดีต
           4. ทําใหทราบถึงอิทธิพลของศาสนาที่สอดแทรกอยูกับสํานวนและภาษิต
            5. ทําใหมองเห็นเอกลักษณและความงดงามทางภาษาอีกรูปแบบหนึ่ง
                                          ่
            6. เปนประโยชนในการคนควาเพือเปรียบเทียบกับสุภาษิตของชาติอื่น
            7. สามารถนําไปใชอางอิงในงานเขียนประเภทตางๆไดอยางสมเหตุผล
                                                                                                                                 242


                                                           ใบงานที่ 1

              ั
คําสั่ง : ใหนกเรียนบอกประเภทของภาษิตและสํานวนตอไปนี้

        1. น้ํากลิ้งบนใบบอน………………………………………………………………………
        2. กลิ้งครกขึ้นภูเขา…………………………………………………………………………
        3. ตําน้ําพริกละลายแมน้ํา…………………………………………………………………
        4. กบในกะลาครอบ………………………………………………………………………
        5. ใกลเกลือกินดาง………………………………………………………………………
        6. จวักตักขาว………………………………………………………………………………
        7. หอมศีลสัตย……………………………………………………………………………
        8. น้ําซึมบอทราย…………………………………………………………………………
        9. น้ําลึกหยั่งได ใจคนหยั่งยาก……………………………………………………………
        10. เสียชีพอยาเสียสัตย……………………………………………………………………
    ั
ใหนกเรียนบอกถึงคุณคาของภาษิตและสํานวนตอไปนี้
                          ั
        1. เขียนเสือใหววกลัว………………………………………………………………………
        2. ไมออนดัดงายไมแกดัดยาก……………………………………………………………
        3. ทาสในเรือนเบี้ย…………………………………………………………………………
        4. ยอมแมวขาย……………………………………………………………………………
        5. กินปูนรอนทอง…………………………………………………………………………
        6. สวยแตรูปจูบไมหอม……………………………………………………………………
        7. ความจริงเปนสิ่งไมตาย………………………………………………………………
        8. แกวงเทาหาเสี้ยน………………………………………………………………………
        9. ผัวหาบเมียคอน……………………………………………………………………….....
       10. ไกเห็นตีนงู งูเห็นนมไก...................................................................................................
                                                                                             243

                                            ใบงานที่ 2

              ั
คําสั่ง : ใหนกเรียนนําภาษิตและสํานวนตอไปนี้ไปแตงเปนเรื่องราวที่เกี่ยวกับชีวิตประจําวัน

ขวางงูไมพนคอ                      ชี้โพรงใหกระรอก              ไมออนดัดงายไมแกดัดยาก
อยาเด็ดดอกฟา                       ปากเปนเอก เลขเปนโท          ชาชาไดพราเลมงาม
ตําน้ําพริกละลายแมน้ําขี่ชางจับตั๊กแตน เห็นชางขี้ ขี้ตามชาง    ฆาชางเอางา
วัวหายลอมคอก                        เห็นกงจักรเปนดอกบัว          ตักน้ําลดหัวตอ
งมเข็มในมหาสมุทร                     ปลาใหญกินปลาเล็ก             หัวลานไดหวี
คลุมถุงชน                            แมวนอนหวด                               ่
                                                                   กระตายตืนตูม
                                                                                        244

                                     แบบวัดคุณภาพผลงาน
                           วิชาภาษาไทย สาระเพิ่ม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
ชื่อกลุม………………………………………ชั้น…………….
               
สมาชิกในกลุม……………………………………………………………………………
คําชี้แจง : ใหใสตัวเลขในชองตามเกณฑการใหคะแนน (ดังแนบ)
              ความ          การ        ผลงาน         วิธีการ      ความ     รวม         รอย
              เหมาะสม คํานวณ           สอดคลอง นําเสนอ สมบูรณ                        ละ
    รายการ ของขอมูล ถูกตอง           กับ           ผลงาน        ของผลงาน
                            ตาม        จุดประสงค
                            ขั้นตอน
    กลุม 4 3 2 1 0 4 3 2 1 0 4 3 2 1 0 4 3 2 1 0 4 3 2 1 0

   1
   2
   3
   4
   5
   6
   7
   8
   รวม
   รอยละ
เกณฑการใหคะแนน (คะแนนเต็ม 4 คะแนน)
4         คะแนน เมื่อนําเสนอดวยวิธีการกระชับ ชัดเจน เปนไปตามลําดับขั้นตอน ไมสับสน
วกวน คํานวณถูกตองตามหลักวิชาทุกขั้นตอน มีความคิดสรางสรรค การนําเสนอนาสนใจ
(น้ําเสียงชัดเจน มีความเชื่อมั่น กระตือรือรน เตรียมเนื้อหาสื่ออุปกรณครบถวน การใชภาษา
ถูกตองตามอักขรวิธี ออกเสียงควบกล้ําถูกตอง ทุกคํา
3         คะแนน เมื่อนําเสนอดวยการที่ชัดเจน ตามลําดับขั้นตอนที่ตอเนื่อง คํานวณถูกตองตาม
หลักวิชาเกือบทุกขั้นตอน มีความคิดสรางสรรค ((น้ําเสียงชัดเจน มีความเชื่อมั่น กระตือรือรน
เตรียมเนื้อหา สื่ออุปกรณครบถวน การใชภาษาบางคําอาจจะมีการผิดเพี้ยนไปบาง)
                                                                                     245

2       คะแนน เมื่อมีการนําเสนอตามลําดับขั้นตอน สื่อความหมายไดพอสมควร
คํานวณถูกตองตามหลักวิชา อาจจะมีการผิดพลาดบาง (กระตือรือรน มีรองรอย
ของการเตรียมอุปกรณ)
1       คะแนน เมื่อนําเสนออยางไมมีลําดับขั้นตอน ไมมีความตั้งใจที่จะนําเสนอผลงาน
                                                                 ั
(ไมมีการเตรียมการที่นําเสนอผลงาน ผูนําเสนอถูกกําหนดอยางไมรูตว )
0       คะแนน เมื่อไมมีผลงาน (ไมมีใครมาเสนอผลงาน)
หมายเหตุ : ขอความในวงเล็บ หมายถึง การพิจารณาเมื่อมีการนําเสนอดวยวิธีการพูดหนาชันเรียน
                                                                                   ้
หรือรวมอภิปราย
                                                                                  246

                                       แบบทดสอบทายหนวย
                                        เรื่อง ภาษิต สํานวน
คําชี้แจง : ใหนักเรียนเติมคําลงในชองวางใหถูกตองและสมบูรณ
1. ภาษิต กับสํานวน ตางกันอยางไร
………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………
2. ขอความที่วา “ ไมออนดัดงาย ไมแกดัดยาก ” กับขอความที่วา “ ชาวนากับงูเหา ”
      ั
ใหนกเรียนบอกวาอะไรเปนภาษิต อะไรเปนสํานวน จงอธิบายเหตุผล
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
3. ภาษิต และสํานวน มีคุณคาตอคนไทยอยางไรบาง
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
4. อานขอความตอไปนี้ แลวตอบวาควรใช ภาษิตสํานวนใดไดบาง
“ นายอานันตเปนนักการเมืองที่มีอํานาจมาก และมีลูกนองมากมาย จึงไดคดโกงประเทศ โดยกิน
สินบาทคาดสินบนอยูเสมอ วันหนึ่งมีการยุบสภา นายอนันตจึงหมดอํานาจลง ความชั่วทั้งหลายที่
เคยทํามาก็ผุดขึ้นมากมายมายในที่สุดตองติดคุก ”
ตรงกับภาษิตสํานวน
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………..................................
5. จงอธิบายภาษิตสํานวนตอไปนี้
         5.1 สําเนียงสอภาษา กริยาสอสกุล…………………………………………………………
                                     ้
         5.2 สิบพอคาไมเทาพระยาเลียง…………………………………………………………….
         5.3 มีวิชาดีกวาทรัพย……………………………………………………………………….
         5.4 ลูกผูชายลายมือนั้นคือยศ……………………………………………………………….
         5.5 หมาเห็นเครื่องบิน
                         ั่
         5.6 รักยาวใหบน รักสั้นใหตอ……………………………………………………………..
                                                                                       247


                                     แผนการจัดการเรียนรูที่ 9
หนวยการเรียนรูที่ 5                     วิชาภาษาไทย
เรื่อง ตํานาน เรื่องเลา                  จํานวน 2 ชั่วโมง         ชวงชั้นที่ 4
ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4                     ภาคเรียนที่ 2            ปการศึกษา 2548
สาระการเรียนรูที่ 4                      มาตรฐาน 4.1
มาตรฐานดานผลผลิตที่ 3                    เปนบุคคลแหงการเรียนรู
        ั ่
ตัวชี้วดที3                               สามารถเลือกใชวิธีการแสวงหาความรู ขอมูล ขาวสาร
                                                                     ่
                                          เพื่อพัฒนาตนเองอยางตอเนือง
……………………………………………………………………………………………………….
1. ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
    1.1 ดานความรู
         อธิบายความหมาย คุณคา ลักษณะ และบทบาทของตํานานกับวิถีชีวิตของคนในทองถิ่น
    1.2 ดานทักษะกระบวนการ
         นําเสนอขอมูลหนาชั้นเรียนตามลําดับ
     1.3 ดานคุณธรรมจริยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค
           สามารถปรับตัวเขาหาชุมชนอยางมีมารยาทที่งดงาม
2.สาระการเรียนรู
    2.1 ความหมาย ของ ตํานาน
    2.2 ลักษณะของตํานาน
    2.3 คุณคาของตํานาน
3.กระบวนการจัดการเรียนรู
                กระบวนการเรียนรู กระบวนการสรางความคิดรวบยอด
4. กิจกรรมการเรียนรู
                ขั้นนํา
                                                  ่
                1. ครูนําภาพถนนอักษะ (ปจจุบันเปลียนชื่อเปน ถนนอุทยาน) คลองทวีวัฒนา
สภาพภูมิทัศนทั่วไปของ แขวงศาลาธรรมสพน ฉายขึ้นจอเปนโปรแกรม Power point ใหนักเรียน
              ั
ดู และใหนกเรียนวิจารณแสดงความคิดเห็น
                2. ครูถามถึงที่มาของถนนอักษะ คลองทวีวัฒนา คําวา “ศาลาธรรมสพน”ให
นักเรียนที่ทราบตอบ และบอกวาสิ่งเหลานี้มีตํานานทั้งสิ้น
                                                                                      248

                    ั
           3. ใหนกเรียนบอกความหมายของคําวา “ตํานาน” โดยนักเรียนคนใดตอบใกลเคียงครู
ใหรางวัล อาจเปนคะแนน หรืออุปกรณการเรียน หรือใหเพื่อนปรบมือให ก็ได
            ขั้นสอน
           4. ครูแจกใบความรูที่ 1 เรื่อง ลักษณะของตํานาน ใบความรูที่ 2 เรื่องคุณคาของ
ตํานาน
                        ั
            5. ใหนกเรียนออกมาสรุปใบความรูที่ 1 และที่ 2 อาจเปนกลุม หรือเดี่ยวก็ได
                      ั
            6. ใหนกเรียนทําใบงานที่ 1 เพื่อวัดความรูของนักเรียน
            ขั้นสรุป
            7. ครูและนักเรียนสรุปความหมายของตํานาน
                            ั
            8. ครูใหนกเรียนตอบถึงคุณคาที่ไดรับจากตํานาน
                          ั
            9. ใหนกเรียนอธิบายลักษณะของตํานาน
            10. นักเรียนยกตัวอยางตํานานที่รูจัก
5.สื่ออุปกรณและแหลงการเรียนรู
           5.1 สื่ออุปกรณ
                 5.1.1 ภาพถนนอุทยาน คลองทวีวัฒนา ภาพภูมิทัศนของแขวงศาลาธรรมสพน
                 5.1.2 โปรเจ็คเตอรฉายภาพบนจอ L C D
                 5.1.3 ใบความรูที่ 1 เรื่องลักษณะของตํานาน
                 5.1.4 ใบความรูที่ 2 เรื่อง คุณคาของตํานาน
                 5.1.5 ใบงานที่ 1 ความรูเรื่องตํานาน
           5.2 แหลงการเรียนรู
                 5.2.1 ปราชญชาวบาน
                 5.2.2 ที่ทําการสภาวัฒนธรรมเขตทวีวัฒนา
                                                                                 249

6. การวัดและประเมินผล

   ผลการเรียนรูที่     น้ําหนักคะแนน       วิธีวัด          เครื่องมือวัด
     คาดหวัง
                        K     p    A

1..ดานความรู          5               การตรวจใบงาน         เฉลยใบงาน
อธิบายความหมาย
คุณคา ลักษณะ และ
บทบาทของตํานาน
กับวิถีชีวิตของคน
ในทองถิ่น
2. ดานทักษะ                 ผ          บันทึกทักษะการ แบบบันทึกการเรียนรู
กระบวนการนําเสนอ                             เรียนรู  สงเสริมศักยภาพ
ขอมูลหนาชั้นเรียน                                     ผูเรียน
ตามลําดับ
3. ดานคุณธรรม                     ผ      การซักถาม     คําถามที่กระตุนการคิด
จริยธรรมและคานิยม                                            การนควา
อันพึงประสงค
สามารถปรับตัวเขาหา
ชุมชนอยางมีมารยาท
ที่งดงาม



7. ขอเสนอแนะ
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………..
                                                                             250


                                  บันทึกผลการสอน
                           เรื่อง………………………….
ผลการเรียนรู
1. ดานความรู
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
2. ดานทักษะกระบวนการ
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………….......................................................
3. ดานคุณธรรม/จริยธรรม/คุณลักษณะอันพึงประสงค…………………………………….............
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………
ปญหาที่ควรแกไข/พัฒนา        วิธีดําเนินการแกไข/พัฒนา ผลการแกไข/พัฒนา
                      251




  สื่อการเรียนรู
แผนการเรียนรูที่ 9
                                                                                          252

                                          ใบความรูที่ 1
                                    เรื่องลักษณะของตํานาน
ความหมายของตํานาน

               Encyclopedia Americana (1975: 169) อธิบายไววา “ ตํานาน” คือเรื่องเลาตอๆมา
                                       ่
โดยสมมติวาจริง เปนเรื่องซึ่งมักเกียวกับกษัตริย วีรบุรุษ หรือบุคคลสําคัญ เปนชนิดหนึ่งของ
                          ่
นิทานพื้นบานซึ่งเนนเกียวกับมนุษย มีจุดมุงหมายที่จะอธิบายหรือสรรเสริญบรรพบุรุษโดยเฉพาะ
ตํานานมิใชการจดบันทึกทางประวัติศาสตร แตอาจกลาวถึงบุคคลในประวัติศาสตร และ
ขอเท็จจริงบางประการในประวัติศาสตร
                นาฎวิภา ชลิตานนท (2524:107-120) ไดสรุปคําจํากัดความของตํานานไว 3 ประการ
ดังนี้
                                               
               1. ตํานานมีความหมายผสมอยูระหวางนิทานและนิยาย เพราะตํานานเปนเรื่องเลา ซึ่ง
                  ้
สมมติวาเกิดขึนจริงแสดงประวัติความเปนมาของราชวงศอาจมีเคาความจริง หรือเปนเรื่องที่
            ึ้                                   ่
ประดิษฐขนจากมโนภาพ ตํานานจึงเปนเรืองราวอันเปนผลงานทางอารมณและภูมิหลังของสังคม
รุนกอน เรื่องราวและบุคคลที่ผูกขึ้นอยางโลดโผนสวนหนึ่ง ก็เพื่อมุงหมายใหเกิดความสนุกสนาน
เพลิดเพลิน
                                                   ิ
               2. ตํานานคืองานบันทึกประวัตศาสตรศาสนา อันเกิดจากความเชื่อและศรัทธา
                             ่
ความหลังและความกลัวทีจะรักษาจะพบความเชื่ออุดมคติ และสัญลักษณของพุทธศานาไว
                                             ่
               3. ตํานานคือบันทึกเรื่องราวเกียวกับบานเมือง กษัตริยราชวงศ และเหตุการณตาง ๆ
เกี่ยวกับมนุษยและสังคมในอดีต เหตุการณณที่ปรากฏการณทางธรรมชาติ และปรากฏก