Docstoc

Islam and Liberate Slave

Document Sample
Islam and Liberate Slave Powered By Docstoc
					~1~
~2~
                                  ~3~




                             ่                      ่           ่          ้
“สิ่งที่ข้าพเจ้ าเชื่ออย่างมันใจก็คือความจริ งที่วาระบอบทาสในหมูชาวมุสลิมนัน
                                         ่        ่     ่
            ดีกว่าระบอบทาสที่ปรากฏอยูในหมูชนอื่นหมูชนใดทังหมด”้

                             กุสตาฟ เลอบอง
                              (1841-1931)
                               ~4~



                              สารบัญ

ปฐมบทแห่ งการปลดแอก                    5

บทที่ 2 มายาคติทาสแห่ งโลกตะวันตก      39

บทที่ 3 ทาสในกฎหมายอิสลาม              94

ปั จฉิมวจี                             195

บรรณานุกรม                             207
                                                  ~5~


                                     ปฐมบทแห่ งการปลดแอก
                                          ‫بِسـم اهللِ الرْحَـن الرحـِْيم‬
                                          ِ َّ ِ ْ َّ              ِْ
                                                    ِ
 ‫اَْلَمد هللِ الْقائِل َب تِاَابِِ اااَلْيَـمم أَتمْت ُ لَمم دنْـكَمم أأََمَم ُ لتَْيمم عِممْى أريْي ُ لَمم‬
           ِ ِ                                                                           ِ
 ُُ          ََ ْ َ ْ ْ ُ َ ْ ْ َ ْ ُ ْ ُ                           َ ْ َْ              ْ ِ َ ُْْ
 ِ ُ َّ َ َّ ِ ُ ِ َ ُْ ُ                                                                          ِ
 ‫اْإلسالَم دنْـكًا))، أالصالَةُ أالسالَم لتَى عَبِيِّ ِ الْقائِل ااإِنَّاتم أُمدثَات اْألُممر فَِإن شراْألُممر‬
  ْ                 ْ               َْ             ِ َ               َ ُ َّ َ َّ َ                   َ ِْ
                 ‫ُمدثَاتُـها))، ألتَى آلِِ أصحبِ ِ أمن تَبِع هدنَ ُ أأاالَهُ أَما بَـمد‬
                  ُ ْ َّ          ََ ْ َ َ ْ َ َ ْ َ َ                      ََ        َ َ ُْ

            ประวัติ ศ าสตร์ คื อหนึ่งในสาขาวิช าที่ ถูก จัดแจงอยู่ใ นศาสตร์ แขนงมนุษ ยศาสตร์ และ
สังคมศาสตร์ อันเป็ นลัก ษณะวิธีการแบ่งประเภทแห่งองค์ความรู้ ของมนุษ ย์ที่ สะท้ อนถึ งมายา
อิท ธิ พลแห่ งลัท ธิ Secularism (ฆราวาสนิ ย ม) ซึ่ง ทํ าการตัดผ่าความสัมพัน ธ์ แห่งองค์ความรู้
ระหว่างฝ่ ายศาสนจักรกับฆราวาสออกจากกันโดยสิ ้นเชิงตามคติโลกทัศน์ของระบอบดังกล่าว
              ้                             ั
เพราะฉะนันการศึกษาประวัติศาสตร์อนมีคํานิยามทางวิชาการว่าหมายถึงการศึกษาถึงพัฒนาการ
ของมนุษย์และสังคมโลกอันมีมนุษย์เป็ นศูนย์กลางแห่งการศึกษาตามเจตคติของสํานักคิดสายนี ้
        ้                                                                   ้
จึงมีเปาหมายแห่งการศึกษาที่เป็ นไปเพียงเพื่อ ‚โลกแห่งฆราวาส‛ เท่านัน บทสรุปแห่งการศึกษา
                                                                      ้
ประวัติศาสตร์ ของมนุษยชาติที่ ถูกครอบงําผ่านปรัชญาแขนงนี ก็คืออุบาทว์การณ์ เดียวกันกับ ที่
วิท ยาศาสตร์ ถูก กระทํ า มานั่ น คื อ การเขี่ ย ศาสนาออกจากสารบบการศึก ษาและตี ก รอบให้
                                        ึ
ประวัติศาสตร์เป็ นเพียง ‚ศาสตร์ ‛ ที่ศกษาเรื่องราวของมนุษย์, ‚เพื่อ‛ มนุษย์และโดยมนุษย์เท่านัน ้
อันหมายความเป็ นนัยว่าพระเจ้ ามิอาจแทรกแซงประวัติศาสตร์ ของมวลมนุษยชาติเฉกเช่นที่นัก
ปรัชญาในอดีตเชื่อถือกันได้ อีก อุดมคติศาสตร์ของมันจึงดํารงสถานภาพในฐานะองค์ความรู้ที่คอย
          ้                                                   ้                       ้
บอกยํ า ถึ ง ความผิ ด พลาดของมนุษ ย์ ใ นอดี ต กาลเพื่ อ ป องกัน ประวัติ ศ าสตร์ ‚ซํ า รอย‛ ของ
มนุษยชาติอีกครังคราหน้
                 ้
            กระนันก็ดีการขาด ‚แรงจูงใจ‛ อันเป็ นปรมัตถ์(ความจริ งสัมบูรณ์ -The Ultimate Truth)
                                              ู
ของปรัชญาประวัติศาสตร์โลกีย์นี ้ได้ พิสจน์ถึงความผิดพลาดในรากฐานแห่งปรัชญาของพวกเขา
                       ่                                   ้
อุดมคติศาสตร์ที่วาประวัติศาสตร์คือสิ่งที่บอกบ่งและปองกันความผิดพลาดซํ ้าซากของมนุษยชาติ
                                                ั
ในอดีตกลับกลายมาเป็ นเพียงอุดมการณ์อนไร้ ซึ่ง ‚อาภาส‛ ปาน ‚วิมานในอากาศ‛ ของการศึกษา
                                                                    ้
ที่ห่างไกลจากโลกแห่งความจริ ง หายนะแห่งสงครามโลกครังที่ ๑ ได้ บอกกล่าวถึงความวินาศ
                                          ้                             ้
ร้ ายแรงของมนุษยชาติ แต่กลับมิอาจปองกันหายนะที่อาจเกิดขึ ้นซํารอยเดิมได้ อีก ในเพียงไม่กี่ปี
                         ้            ั
ต่อมา สงครามโลกครังที่ ๒ จึงอุบติขึ ้นคล้ ายจะตอกยํ ้าการล่มสลายของปรัชญาประวัติศาสตร์ ใน
แบบ Secularism ที่แบ่งสันแยกส่วนปวงองค์ความรู้เ ดิมของมนุษยชาติออกจากกันตามแบบ
กระบวนการผลิตประเภทแบ่งงานกันทําของลัทธิเศรษฐกิจกาลีโลกอย่างทุนนิยม นักวิทยาศาสตร์
จึงได้ ถูกแยกออกจากนัก ปรัช ญา, นักประวัติศาสตร์ จึงได้ ถูก แยกออกจากนัก การศาสนา วิช า
                                                 ~6~

ประวัติศาสตร์จึงได้ เคยถูกประกาศให้ ถึงจุดจบของการศึกษาเสียทีเนื่องจากไม่ช่วยเหลือเจือจุน
มนุษยชาติจากความหลงผิดรวมถึงไม่ช่วยสรรสร้ างอารยะสังคมใดๆได้ อีก
                                         ั
           อิสลามอันเป็ น ‚ระบอบวิถีสมบูรณ์ ‛ (Absolute System) ที่เ ป็ นเหนื อกว่าสถานะของ
ความเชื่อทางศาสนาได้ หล่อหลอมองค์รวมแห่งความรู้, การดําเนินชีวิตและวิถีก ารเมืองตลอดจน
เศรษฐกิจของมวลมนุษย์เข้ าอยู่ภายใต้ ร่มธงแห่ง ‚เอกภาพ‛ ของพระผู้เป็ นเจ้ า (Oneness of God)
      ้
ดังนันการศึกษาประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติตามปรัชญาของอิสลามจึงมิอาจแยกส่วนออกจาก
ศาสนาได้ อย่างเด็ดขาด ในทางกลับกันความเข้ าใจอันถ่องแท้ ในประวัติศาสตร์จะก่อผลให้ เกิดองค์
                     ่                                                             ้
ความรู้ที่สมบูรณ์ตอศาสนาโดยตรง ดังที่เราจะพบว่าภายใต้ การศึกษาอิสลามนัน ประวัติศาสตร์จะ
                                               ้
เข้ าไปเป็ นกลไกแห่งความรู้ของอิสลามทังในวิชา ‚ซิเราะฮฺ ‛,ตัฟซีร,หะดีษและแม้ กระทั่งวิชาอากี
ดะฮฺ (Theology) เองก็ ต าม ความแตกต่างของอิสลามกับ ปรัช ญาประวัติศาสตร์ (Historical
                                                                       ้
Philosophy) ของพวกฆราวาสนิย มจึงมีหัวใจสําคัญอยู่ตรงเปาหมายของการศึกษา กล่าวคือ
สําหรับอิสลามแล้ วการศึกษาประวัติศาสตร์ล้วนเป็ นไปเพื่อสนองรับเจตนารมณ์ของพระผู้เป็ นเจ้ า
                                                         ้
เป็ นการศึกษาว่าด้ วยเรื่องพัฒนาการของมนุษย์ที่มีเปาหมายสูงสุดเพื่อการเสริ มสร้ างศรั ทธาและ
                                  ่
ความยําเกรงของมวลมนุษย์ตอพระองค์ตลอดจนยืนยันถึงความเป็ นหนึ่งเดียวในพลานุภาพแห่ง
ผองจัก รวาลที่ ปวงสรรพสิ่งต่างอาศัย อยู่ใ นร่ มเงาของพระองค์ ดังที่ พระองค์ได้ ทรงบัญ ชาผอง
มนุษย์ให้ ออกเดินทางเพื่อศึกษาร่องรอยความหายนะของมนุษยชาติตลอดในหน้ าประวัติศาสตร์
(3:137) เพื่อที่มนุษย์จะได้ เรี ยนรู้ถึงความหลงผิดของบุคคลในอดีตพร้ อมนําบทเรี ยนเหล่านันไป    ้
        ่                     ่                     ้
สานสูความเคารพภักดีตอพระองค์ (29:20) เปาหมายของการศึกษาประวัติศาสตร์ ในปรัชญาของ
อิสลามจึงเป็ นไปเพื่อความศรัทธาอย่างแท้ จริ งและนี่คืออุดมการณ์เชิงประวัติศาสตร์ (Historical
Ideology) อันเป็ นปรมัตถ์ของประชาชาตินี ้ เป็ นประวัติศาสตร์ ที่มิได้ มีจุดหมายปลายทางแห่ง
                       ั
การศึกษาเพื่อการรู้จกมนุษย์เพียงอย่างเดียว หากแต่มีปลายทางเพื่อการศรัทธาในพระเจ้ า เป็ น
ประวัติศ าสตร์ เ พื่ อพระเจ้ าอย่ า งแท้ จ ริ ง เป็ นการกระทํ าที่ อยู่ใ นกรอบคิดแห่ง “เอกพฤตินัย ”1
(Tawheed of Action) และ ‚เอกวิทยา‛ (Tawheed of Knowledge) ที่ทุกก้ าวกระบวนของการ
                           ั้
ขับเคลื่อนองค์ความรู้นนจะถูกย้ อนกลับไปยังพระเป็ นเจ้ าเพื่อสัตย์ปฏิญาณถึงความเกรียงไกรของ
พระองค์เพียงผู้เดียวเท่านัน     ้
                         ้
           แต่แม้ กระนันก็ตาม! ไม่ว่าผองความรู้และปรัชญาในด้ านประวัติศ าสตร์ ของอิสลามจะ
                                                                              ้
วิเศษวิโรจกันปานใด การเสริ มสร้ างความรู้ทางประวัติศาสตร์ อย่างลึกซึงให้ แก่เยาวชนมุสลิมใน
                                                                            ้
ระดับที่จะกลายเป็ นพลังทางความคิดความเคลื่อนไหวของพวกเขานัน กลับดุจราวความรู้ที่ไร้ ซึ่ง


1
  หลักคิดประการนี ้ท่านผู้อ่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ ในหนังสือของกลุ่มอัซซาบิกูนชื่อว่า ‚เอกพฤตินัย‛ เขียน
                                    ั
โดย ท่านชัยคุลมุญาฮิดีน อับดุลลอฮฺอซซาม แปลโดย สหายบัยตุลอันศอร หาอ่านได้ ที่ www.baitulansar.info
                                             ~7~

                               ุ
คุณค่าทางจิตวิทยามากที่สด ลักษณะวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ ของอิสลามตามที่เห็นกันอยู่ใน
                             ้           ั                              ั ุ
หน้ าหนังสือต่างๆทุกวันนีกลับมีลกษณะที่หยาบกร้ านและไร้ สีสนที่สด กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเรา
ปราศจากสิ่งที่เ ป็ น ‚ทฤษฎี ‛ (Theory) ที่ หลากหลายในการใช้ วิภาษและศึกษาประวัติศาสตร์
อิส ลามให้ เกิ ด สี สัน และดูน่ า สนใจเพื่ อ สร้ างคํ า อธิ บ ายที่ ห ลากหลายต่อ การเปลี่ ย นผ่า นใน
                                                                         ั
ประวัติศาสตร์ อิสลาม เนื่องจากทฤษฎีทุกชนิดคือกรอบคิดที่มีลกษณะเฉพาะตนในการอธิบาย
เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์หนึ่งใดได้ แตกต่างกันไปตามอัตภาพของแต่ละทฤษฎีจะกระทําได้ แต่
ดังที่กล่าวไปแล้ วว่าโดยมากของการศึกษาประวัติศาสตร์อิสลามจะเป็ นการเล่าเรื่ องไปเรื่ อยเปื่ อย
                                               ้
เหมือนเส้ นตรงหรื อเส้ นขนานว่าคนนันทําอย่างไร คนนีเ้ ป็ นแบบไหน หรื ออาจจะกล่าวได้ ว่าเป็ น
                     ู
ประวัติสาสตร์ที่ถกมองจากนักวิชาการตะวันตกในรูปของประวัติศาสตร์ ที่มีจุดเริ่ มต้ นและจุดจบ
ตายตัว มากกว่าจะเป็ นประวัติศาสตร์ ที่เสริ มสร้ างพลังทางความคิดเชิงอิสลามแก่เยาวชน ทังที่        ้
ประวัติศาสตร์คือวิชาที่มีพลังในการผลักดันการต่อสู้ทางการเมืองในระดับสูงมาโดยตลอด บรรดา
                            ั ้                               ้
นักปกครองและนักปฏิวติทังดีและชั่วบนบรรณพิ ภพนี ต่างก็ เคยใช้ ประวัติศาสตร์ เป็ นอาวุธทาง
                                                                  ้ ้
การเมืองเพื่ อกระตุ้น การขับ เคลื่อนของมวลชนมาแล้ วทังสิน ดังที่ อดอล์ฟ ฮิ ต เลอร์ แห่งนาซี
                                           ั ่
เยอรมันเคยใช้ ประวัติศาสตร์ชาติพนธุ์วาด้ วยชนอารยันในการระดมคนเยอรมันเพื่อการกวาดล้ าง
                          ่
ชนชาติยิว หรือแม้ กระทังการที่พวกยิวไซออนิสต์ใช้ ประวัติศาสตร์ เพื่อตบตาชาวโลกให้ สนับสนุน
ขบวนการของพวกเขาที่ได้ ทําการเบียดเบียนชีวิตของชาวปาเลสไตน์ ซึ่งนับว่าน่ าเศร้ าใจมากที่
                   ั
ประวัติศาสตร์อนยาวนานของประชาชาติอิสลามกลับไม่ถูกนํามาเป็ นพลังการต่อสู้ทางการเมือง
โดยเฉพาะในกาลปั จ จุบัน ที่ โลกกํ าลังอธรรมต่ออิสลามจากวาทกรรมเรื่ อง ‚ลัท ธิ ก่ อการร้ าย‛
                 ้
(Terrorism) ทังที่หากเราพิจารณากระบวนการศึกษาประวัติศาสตร์ ของกลุ่มอื่นๆที่โลกให้ ความ
สนใจกัน เช่น ลัทธิมาร์ก เราจะพบว่ากรอบคิดทางประวัติศาสตร์ของมาร์กซิสต์ (Marxism) มีเพียง
                                                 ้     ้
แค่เรื่องของเศรษฐกิจและการต่อสู้ทางชนชันเท่านันโดยปฏิเสธอิทธิพลของจิตโดยสิ ้นเชิง แต่ไฉน
                                       ้
เลยกรอบคิด อัน จํากัด ดังกล่าวนีจึงกลับกลายมาเป็ นพลังทางความคิดแก่เ ยาวชนหนุ่ มสาวใน
                                 ุ                                 ั
ศตวรรษที่ 20 ที่ทรงพลังที่สดจนผลักดันโลกให้ เกิดการปฏิวติ, สงครามปลดแอกประชาชนผู้ยากไร้
                                   ้         ้
และพลังทางการเมืองที่แบ่งขัวโลกทังสองออกจากกันได้ อย่างน่าทึ่ง แต่ในทางกลับกันกรอบคิด
                                                                            ่
ทางประวัติศาสตร์ของอิสลามแม้ จะมีกรอบคิดมากมายหลายแขนงไม่วาจะ การต่อสูระหว่างความ     ้
                                                   ้                              ้ ั
จริ งกับความเท็จ(อิ สลามและอื่นๆ),การต่อสูระหว่างศรัทธาและปฏิ เสธ,การต่อสูกบความงมงายใน
อารยธรรมเจว็ดของมนุษยชาติ ,ปรัชญาเศรษฐกิ จแบบอิ สลาม,กฎหมายและหลักความยุติธรรมใน
                                                         ้      ้
ทัศนะอิ สลาม,การปกครองและรัฐอิ สลาม ฯลฯ ทังหมดนีกลับกลายเป็ นเรื่ องมหัศจรรย์ของมหา
จักรวาลมากที่ประชาชาติอิสลามมีฐานความคิดมากมายแต่กลับไม่มีส่วนร่วมในการจัดระเบียบ
              ่
โลกแม้ กระทังการเสนอความคิดในทางปรัชญาประวัติศาสตร์เอาเสียเลย การต่อสู้ทางความคิดใน
        ั                            ั
ปั จจุบนที่มีกระแส ‚อิสลามานุวตร‛ (Islamization = กระบวนการทําทุกอย่างให้ เป็ นอิสลาม)เป็ น
                                            ~8~

                                                     ั
ตัวชี ้นําในระดับสามารถที่จะเขย่าปรัชญาตะวันตกก็ยงจัดว่าน้ อย,สงครามญิฮาดเพื่อการปลดแอก
            ู                          ้
มุสลิมที่ถกกดขี่ก็แทบไม่ต้องพูดถึง(ทังที่ประวัติศาสตร์อิสลามกลับถูกจารึกด้ วยเลือดของชุฮะดะอฺ
   ้
ทังสิ ้น-อัมตะวาทะของเชคอับดุลลอฮฺ อัซซาม) ,การแบ่งโลกออกเป็ นสองค่ายคือค่ายแห่งความ
                                                                 ้ ุ
ศรัทธาและค่ายแห่งการปฏิเสธก็หายต๋อมเป็ นสุญญากาศ(ทังที่มสลิมเคยมีอาณาจักรอิสลามที่
กําราบมหาอํานาจค่ายปฏิเสธอย่างโรมันและเปอร์เซียมาแล้ วในอดีต) และที่เล่นเอาข้ าฯต้ องอยาก
                                           ้
มุดดินแทรกหนีลี ้หายไปจากผู้คนสักครังคราวก็คือ นอกจากกลุ่มกิจกรรมตามแนวทางสังคมนิยม
                                                  ้
หรือลัทธิมาร์กจะตีความคําว่า ‚สิทธิสตรี ‛ สลับขัวกับนิยามของฝ่ ายประชาธิปไตยแล้ วพวกเขายัง
มองการเปลือยเปล่าอวดเรื อนร่ างของสตรี ว่าหมายถึงการกดขี่ต่อสตรี เพศและสตรี แห่งชนชัน          ้
กรรมาชีพ(มิใช่เรื่องของศีลธรรม) แรงขับเคลื่อนในแนวคิดสตรีของพวกเขาสามารถทําให้ ช่วงหนึ่ง
ของการประกวดนางงามในหน้ าประวัติศาสตร์ไทยต้ องประสบภาวะวิกฤติจนเกือบสูญหายไปจาก
สังคมเพราะถูกพิษสังคมนิยมต่อต้ าน และข่าวล่าสุดที่ข้าฯได้ รับมาว่าในช่วงที่โลกกําลังรื่ นเริ งไป
                                               ุ
กับด้ วยเทศกาลบอลโลก (ค.ศ.2010) ชาติมสลิมต่างๆอย่าง อินโดนีเซียและตุรกีกลับส่งนางงาม
โง่ๆเข้ าประกวด ในขณะชาติคอมมิวนิสต์อย่างเกาหลีใต้ กลับปฏิเสธการส่งสตรี เข้ าร่วมกิจกรรม
                                                                            ่
วิตถารนี ้ด้ วยเหตุผลว่ามันเป็ นกิจกรรมจากกระบวยกลของทุนนิยมโสโครกนันเอง!!!? และสิ่งที่เล่น
                                                                          ่        ั
เอาข้ าฯต้ องแทบแทรกแผ่นดินหนีก็จากคําถามซึ่งอาจารย์ของข้ าฯผู้ถือมันในลัทธิสงคมนิยมได้
                 ้ ุ          ั้
ถามข้ าฯว่า ‚ทังที่มสลิ มมี ทงบัญญัติเรื่ องแต่งกายสตรี ที่เข้มงวดมากแต่ทาไมพวก Activists (นัก
                                                       ุ
กิ จกรรม) ในวงการมุสลิ มจึงไม่สามารถปลุกระดมให้มสลิ มใช้สิทธิ ของพลเมืองไทยประท้วงต่อต้าน
                                         ่
การประกวดนางสาวไทยหรื อแม้กระทังการประกวดระดับโลก ?‛ ถ้ าท่านเป็ นข้ าฯท่านจะตอบเขา
                     ุ      ้
อย่างไรหรือ?? โอ้ มสลิมทังหลาย

                      ‚ปวงเขา เบา‘ศรัทธา’ กลับยาตราท้ามารยล
                               ปวงเรา‘ศรัทธาชน’ มิ วายพ้นจนปากรู ‛

         นี่คือพวกเรา! ที่มีปรัชญาคําสอนทางศาสนาอย่างวิโรจโสตประสาทแต่กลับส่งผลต่อการ
                                                      ้         ้
จัดระเบีย บสังคมได้ น้อยมาก ผลแห่งความอัปยศที่เ กิดขึนเหล่านีล้วนหาใช่เกิดจากการที่ เรามี
                       ่            ั
ปรัชญาแห่งคําสอนที่ออนด้ อยไร้ สีสนอุดมการณ์ หากแต่รากฐานของปั ญหามาจากการขาดการ
สอนอิสลามในเชิงอุดมการณ์อย่างเพียงพอที่จะเป็ นพลังทางความคิดแก่วิญํูชน พูดอีกนัยหนึ่งก็
คือ โลกอิสลามขาดการสอนอิสลามอย่างเป็ น ‚วิทยาศาสตร์‛ มาอย่างช้ านานแล้ วว่าอิสลามดีและ
เจ๋งกว่าชาวบ้ านเขา (ทุนนิยม,ประชาธิปไตย,สังคมนิยม) อย่างไร ?และระบอบของคนอื่นเขากดขี่
รังแกเพื่อนมนุษย์อย่างไร ? คําว่าศึกษาอย่างเป็ นวิทยาศาสตร์ หมายถึงการนําเสนอสมมุติฐาน
                          ั              ู                        ่
และทําการตรวจสอบ,วิจย,วิพากษ์ หรือพิสจน์ให้ เห็นในเชิงประจักษ์ วามัน ‚จริง‛ ดังที่ คาร์ ล มาร์ ก
                                                      ~9~

ได้ ชี ้ให้ เห็นถึงระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมว่าเลวร้ ายอย่างไร ? จากทฤษฎี ‚มูลค่าส่วนเกิน‛ อัน
         ่
ลือลันของเขา แล้ วประชาชาติอิสลามของเราล่ะเชื่อว่าระบอบเศรษฐกิจแบบอิสลามที่ห้ามดอกเบี ้ย
                                                               ั
อนุญาตกําไรและมีแนวทางซะกาตดีกว่าของชาวบ้ านเขาแต่ก็ยงขาดนักคิดของโลกมุสลิมที่จะมา
อธิ บายบอกชาวโลกว่าเศรษฐกิ จของอิสลามดีกว่าทุน นิย มในระดับที่ สามารถสะเทื อนโลกได้ 2
                          ้
ปั ญหาดังที่เอ่ยมานีจึงเป็ นผลมาจากปั ญหาในทาง ‚ปั ญ ญา‛ ของมุสลิม เมื่อสภาพการณ์ เป็ น
                                       ั
เช่นนี ้หนทางเดียวที่จะสามารถ ‚ปฏิวติปัญญา‛ ของมวลมุสลิมจนก่อกระแสการต่อสู้ทางความคิด
ระหว่างอุดมการณ์อิสลามกับอนารยะชน (Barbarians) ในนามอื่นๆชนิดที่จะเกิดผลที่สดก็คือการ  ุ
           ั
ปฏิวติท างการศึก ษาในวงวิช าการอิสลามที่จํ าต้ องสลัดมวลมุสลิมออกจากปลักแห่ง ‚นกแก้ ว
นกขุนทอง‛ หรื อกระบวนการคิดที่ล้าหลังไม่เป็ นตรรกะ (Non-Logical Thinking) ตลอดจนการ
                        ่
นิยมในอัตลักษณ์กลุมชนพวกพ้ องของตนเองว่าฉันคืออิควานคือสะละฟี ย์คือฮะฎอรี ย์อย่างมืดมัว
ตาบอดจนขาดอิสรภาพทางความคิดของตนเองในการรับใช้ อิสลามซึ่งในทรรศนะของข้ าพเจ้ าแล้ ว
                                                                   ้
พิจารณาว่านอกเหนือจากวิชาการอิสลามที่มวลมุสลิมจําต้ องเรียนนันพวกเขายังต้ องเรี ยนศาสตร์
                                                         ่ ั
เหล่านี ้เพื่อการพัฒนาประชาชาติอิสลามโดยเฉพาะในหมูนกเผยแพร่อิสลาม
              1. วิชาตรรกะวิทยา (Logical Science) ความรู้ของวิชาดังกล่าวนี ้จะช่วยชําระ
                                                                         ้
ความมืดบอดในทางความคิดต่างๆซึ่งแฝงตัวอยู่ในจิตใจของมวลมุสลิม ทังยังจะเป็ นวิชาที่คอยขัด
เกลาให้ ปัญญาชนมุสลิมรู้จักถึงวิธีของการอนุมานและให้ เหตุผลที่ถูกต้ องและยุติธรรม ปฏิเสธ
                                     ่                       ้
ไม่ได้ เลยว่าส่วนหนึ่งของความวุนวายขัดแย้ งในสังคมมุสลิมนันก็ล้วนเป็ นผลมาจากการปราศจาก
การใช้ เหตุผลที่ดีเพียงพอในการจัดการปั ญหาความขัดแย้ งซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ ้นได้ ก็
                                             ้
ต่อเมื่อมีการเรี ยนรู้ต รรกะ นอกเหนื อจากนีแล้ วตรรกะวิท ยายังใช้ เ ป็ นอาวุธอันทรงพลังในการ
      ้                                               ั
ปกปองและอธิบายถึงสัจธรรมของอิสลามในกาลปั จจุบน แม้ กระทั่งกับคําถามที่แสนยากเย็นเช่น
ใครสร้ างอัล ลอฮฺ เราก็ จ ะพบว่าตรรกะสามารถช่ว ยมุส ลิมให้ ต อบคํ าถามนี ไ้ ด้ อ ย่ างง่ายดาย
                ้                  ่
เพราะฉะนันความคิดล้ าหลังที่วาตรรกะคือวิชาที่หะรอมต้ องห้ ามอันเป็ นผลมาจากการใช้ ขนตอน    ั้
ทางตรรกะที่ผิดพลาดหรื อไม่สมบูรณ์ของอุลามาอ์โลกมุสลิมในอดีตจึงควรที่จะต้ องปั ดทิงความ   ้
                    ั
เข้ าใจครํ่าครึดงกล่าวนี ้เสียใหม่

2
          ั                      ้
    แต่ก็ยงนับว่าดีที่กระแสการฟื นฟูอิสลามภายใต้ วาทกรรมทางปั ญญาที่ว่า ‚อิสลามานุวัตร‛ (Islamization) ใน
                              ่           ่
รอบหลายทศวรรษมานี ้ได้ สงผลต่อการเปลียนแปลงอย่างเป็ นรูปธรรมขึ ้นในโลกจนก่อเกิดภาวะปฏิ กิริยาจากฝ่ าย
ตรงข้ ามที่ ต่ อ ต้ านโลกอิ ส ลามในระดั บ ที่ ใ กล้ ก้ าวไปถึง การต่ อ สู้ท างความคิ ด แล้ ว ตั ว อย่ า งเช่ น ปรั ช ญา
วิทยาศาสตร์ ของยุโรปที่อยู่บนฐานของการปฏิเสธพระเจ้ าตามลัทธิดาร์ วิน (Darwinism) มาหลายศตวรรษได้ ถูก
  ่                    ู
สันสะเทือนและพิสจน์ว่า ‚เทียม‛ ภายหลังกระแส ‚วิทยาศาสตร์ อิสลาม‛ (Islamic Science) เติบโตขึ ้น การมา
                                      ั              ่
ของท่านฮารูน ยะหฺยาและทีมงานวิจยของเขาได้ สงผลให้ เกิดการต่อต้ านวิทยาศาสตร์ อิสลามเพื่อปกปองทฤษฎี           ้
                                                              ่
โบราณเหล่านั ้น ดังที่ปรากฏว่ารัฐบาลอังกฤษและฝรั่งเศสสังห้ ามหนังสือของท่านเข้ าประเทศ
                                              ~ 10 ~

                                                                     ่
           2. วิชาปรัชญา (Philosophy) ปรัชญาคือวิชาที่วาด้ วยการศึกษาความคิดและกฎเกณฑ์
                  ่     ั                            ู                              ้
ทางความรู้ตางๆที่นกปรัชญาในอดีตได้ ปพื ้นวางไว้ การศึกษาวิชาดังกล่าวนีมิได้ หมายความว่าให้
                                                                              ้
เราทําการศึกษาเพื่อที่จะได้ หลงใหลหรือเชื่อตามปรัชญาดังกล่าวนัน เพราะในความเป็ นจริ งแล้ ว
ปรัชญาแตกต่างจากตรรกะตรงที่ปรัชญาคือวิชาที่หาความชัดเจนและคําตอบตายตัวของแต่ ละ
ปั ญหาไม่ได้ ในขณะที่ตรรกะคื อกระบวนการหาความจริ งสูงสุด หากแต่การศึกษาปรัชญานัน ก็                 ้
เพียงเพื่อที่จะรับทราบถึงความคิดพื ้นฐานของชาวตะวันตกและตะวันออกอันเป็ นความคิดที่ เป็ นขัว            ้
ตรงข้ ามกับอิสลาม กล่าวคือทุกความคิดนอกรี ตในยุคสมัยของเรานีไ้ ม่ว่าจะเป็ น ฆราวาสนิยม,
                                                                                ้
สตรี นิยม,วัตถุนิยมหรือแม้ แต่ Post Modern เองต่างล้ วนแล้ วผ่านขันตอนของการเป็ นปรัชญามา
         ้          ้              ั
ก่อนทังสิ ้น ดังนันการต่อสู้กบความคิดเหล่านี ้จะไม่อาจบรรลุผลสําเร็จได้ หากเราไร้ ซึ่งความรู้ในทาง
ปรัชญา เพราะปรัชญาจะเป็ นความรู้ที่ทําให้ เรารู้ถึงความคิดมูลฐานและช่องโหว่ของลัท ธิเหล่านี ้ได้
                                                                                  ้
อย่างดี และตรรกะวิทยาจะเป็ นอาวุธที่คอยประหัตประหารปรัชญาที่เป็ นขัวตรงข้ ามกับอิสลามอีก
   ้
ขันตอนหนึ่ง
           3. สังคมศาสตร์ (Social Science) การศึกษาวิชาสังคมศาสตร์ จะช่วยหล่อหลอมโลก
                                                                                       ้
ทัศน์ของชาวมุสลิมให้ อยู่ในรูปแบบที่สมบูรณ์ยิ่งขึ ้น การศึกษาศาสตร์ ในแขนงนีจะทําให้ บรรดา
เยาวชนมุสลิมเกิดอุดมการณ์ที่จะรับใช้ ศาสนาและประชาคมมุสลิม เพราะแม้ ว่าในบางส่วนของ
ศาสตร์แขนงนี ้จะมีปรัชญาที่เป็ นพิษภัยต่ออิสลามในการศึกษาแต่โดยภาพรวมแล้ วสังคมศาสตร์
                                                         ู
คือวิชาที่มีกระบวนการในการขัดเกลาให้ ผ้ ศึกษาเกิดอุดมการณ์ของการทํางานเสียสละหรื อ ‚จิต
                                              ุ
สาธารณะ‛ ที่จะรับใช้ ประชาชนผู้ทกข์ยาก การที่ประชาชนคนต่างศาสนิกมักต่อขานชาวมุสลิมว่า
                               ้
เป็ นชนที่ เ ห็ น แก่ ต ั ว นั น ก็ สื บ เนื่ อ งจากการที่ สั ง คมมุ ส ลิ ม ปราศจากการทํ า งานบริ การ
                                                       ั
สาธารณประโยชน์แก่มวลมนุษย์ การที่สงคมมุสลิมในยุคปั จจุบันว่างเว้ นจากผู้ร้ ูที่จะคอยลุกขึ ้น
       ั                                                   ้
ต่อสู้กบทรราชเพื่อสิทธิประโยชน์ของประชาชนนันก็สืบเนื่องจากเหล่าผู้ร้ ูอิสลามปราศจากความ
                      ่                                      ้         ึ
เข้ าใจอันถ่องแท้ ตอศาสตร์แขนงนี ้ พวกเขาเหล่านันเพียงแต่ศกษาวิชาการศาสนาอย่างซังกะตาย
              ุ                      ้             ั
และท้ ายที่สดก็เป็ นเพียงชนชันที่เห็นแก่ตวซึ่งคอยตักตวงผลประโยชน์ของเม็ดเงินในองค์ กรศาสนา
                                 ้
หนําซํ ้ายังวางตัวเป็ นชนชันกลาง-สูงในสังคมที่ประชาชนตาดําๆจะเข้ าถึงก็ยากเย็นแสนเข็ญเป็ น
                                                                 ู
หนัก หนา ซึ่ง แตกต่า งจากพวกชี อ ะฮฺ รอฟิ เฎาะฮฺ ที่ ผ้ ร้ ู ของพวกเขาต่างรํ่ า เรี ย นความรู้ ในด้ า น
                                                               ั
สังคมศาสตร์อย่างขะมักเขม้ นแล้ วก็นําไปประยุกต์กบลัทธิของพวกเขาอย่างลงตัว เราจึงพบผู้ร้ ูของ
พวกเขาที่คอยเป็ นกระบอกเสียงแก่ประชาชนมาตลอด ในอิรัคภายใต้ การกดขี่ของซัดดาม อัลลา
                                                                                           ุ
มะฮฺมุฮัมมัด บาเก็ ร ศ็อดรฺ ได้ ต่อสู้ร่วมกับประชาชนจนตนเองต้ องเสียชี พไปในที่ สด ในอิหร่ าน
ดร.อะลี ชาริอะตี คือแกนนําคนสําคัญก่อนการมาของโคมัยนีที่ได้ เรียกร้ องความยุติ ธรรมในสังคม
อิหร่านแก่ประชาชนจากกษัตริย์วงศ์ปะฮฺละสีย์จนต้ องถูกกุมขังและทรมานในคุกมาอย่างยาวนาน
                ุ
อัลลามะฮฺมรตะฏอ อัลมุเตาะฮฺฮะรีย์คือหนึ่งในนักปราชญ์ชีอะฮฺที่เคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อตอบโต้
                                            ~ 11 ~

           ้
แนวคิดขัวตรงข้ ามกับอิสลามอาทิสตรี นิยม,มาร์ กซิสต์จนตัวเขาได้ ถูกฝ่ ายที่ นิยมในระบอบเซคิว
       ั                                    ่
ลาร์สงหารลงอย่างโหดร้ าย และแม้ กระทังผู้นําสูงสุดของพวกรอฟิ เฎาะฮฺอย่างอะลีคอมาเนอีย์นน        ั้
                                ้
ก็เคยผ่านสมรภูมิรบในการปกปองประเทศอิหร่านจากการบุกรุกของอิรัคมาแล้ วจนทุกวันนี ้ร่องรอย
                                                                             ้
ของสงครามยังคงปรากฏอยู่ในตัวของเขาดังที่เราจะเห็นว่ามือขวาของเขานั นใช้ การไม่ได้ จากการ
ถูกกับระเบิดในสงคราม
                                                                ้
          4. รั ฐศาสตร์ (Political Science) ศาสตร์ ดังกล่าวนี จะช่วยสรรสร้ างการตระหนักรู้ใ น
ความสําคัญ ของการมีอยู่ของสิ่งต่างๆเช่น รัฐอิสลาม, อุดมการณ์ทางเมืองและการเคลื่อนไหว,
การคัดค้ านต่อระบอบการเมืองอื่นๆ, และรวมไปถึงการญิ ฮาดด้ วยเช่นกัน
                                                ้                          ้
          5. วิทยาศาสตร์ (Science) พื น ฐานของอารยธรรมยุคใหม่นัน คือวิท ยาศาสตร์ และ
                 ั้
วิทยาศาสตร์นนถูกมองว่าเป็ นความจริงอันสูงสุดเสมอที่คอยนิยามสิ่งอื่นเช่นศาสนาให้ เป็ นความ
เท็จ หรื อความงมงายอยู่ตลอด การศึก ษาวิทยาศาสตร์ นอกจากจะช่วยเป็ นกําลังสําคัญในการ
พัฒนาโลกมุสลิมและคัด ค้ านปรัชญาของการปฏิเสธพระเจ้ าแล้ ว ยังคอยเป็ นรากฐานสําคัญ ที่
                                                    ั                              ้
ยืนยันถึงความยิ่งใหญ่และการมีอยู่ของพระองค์อลลอฮฺได้ อย่างดีเยี่ยมผ่านสาขาทังทางด้ านดารา
ศาสตร์และชีววิทยา
                    ั้                ้
          ศาสตร์ทง 5 แขนงข้ างต้ นนีจําต้ องได้ รับการศึกษาอย่างแท้ จริ งในหมู่นักวิชาการอิสลาม
   ้
ทังหลาย และจําต้ องพึงระวังในการศึกษาเพราะในศาสตร์บางแขนงดังกล่าวย่อมต้ องมีสิ่งที่ขดแย้ ง    ั
                                  ้                     ั้
กับหลักการอิสลามโดยตรง ดังนันการศึกษาศาสตร์ทง 5 แขนงนี ้จะได้ ผลตรงตามเจตนารมณ์ของ
                                    ั                             ึ
อิสลามมากน้ อยเพียงใดก็ขึ ้นอยู่กบความรู้ในวิชาการอิสลามของผู้ศกษาว่ามีมากน้ อยเพียงใดด้ วย
                           ้
เป็ นเงาตามตัว และเมื่อนันแหละที่ปัญญาชนมุสลิมจะทําการสลัดความคิดมืดบอดของตัวเองออก
                                              ่
จากปลักแห่งปั ญญาเก่าแล้ วกระโจนเข้ าสูคําว่าปั ญญาชนมุสลิมที่รับใช้ อิสลามอย่างแท้ จริงได้
                                        ั             ้
          ปฏิเสธไม่ได้ เลยว่าในภาวะที่สงคมมุสลิมทังไทยและเทศน์ต่างต้ องประสบกับการรุมเร้ า
                                                              ุ
จากอุดมการณ์ และมรสุมวิช าการของเหล่าศัตรูอิสลามที่ม่งร้ ายหมายขวัญ วาดทําลายอิสลาม
                                                           ั้
อย่างเป็ นระบบผ่านกระบวนวิธีคิดอย่างดีของศัตรูอยู่นน หนังสือตําราอิสลามเอาเฉพาะที่ปรากฏ
อยู่ในแผงหนังสือของประเทศไทยกลับดาษดื่นไปด้ วยงานวรรณกรรมอิสลามที่อ่อนด้ อยทังในเชิง      ้
การวิเคราะห์,อุดมการณ์และความเป็ นวิชาการ ดังที่บังเกิดปรากฏการณ์ ‚สภาวะการขาดการโต้
กลับ‛ (Non Rebuttal) ต่อศัตรูอิสลามซึ่ง ‚อ้ างตน‛ ว่าหลงผิดตีพิมพ์หนังสือหมิ่นเกียรติคณของ  ุ
                                          ้
ท่านศาสนทูต มุฮัมมัด ศ็อลฯ เพื่อตอกยําในทฤษฎี Muhammad’s Pedophilia ( ยุวกาม) อันถูก
โฆษณาชวนเชื่อจากต่างประเทศ ในทางกลับกันตําราอิสลามในบ้ านเรากลับยังล้ าหลังด้ วยการ
ตีพิมพ์หนังสืออัตชีวประวัติท่านนบี ศ็อลฯ ,ในขณะที่การวิพากษ์ ท่านศาสนทูตได้ ก่อสร้ างทฤษฎีที่
อธิบายใหม่อย่างมากมายในโลกตะวันตกหนังสือในเชิงนักบูรพาคดีอิสลามฉบับภาษาไทยเพียงพึง                 ่
จะคลําหางฟาดฟั นกับพวกนักบูรพาคดีโบราณอย่าง Sir William Moor และ มาโกลิอธด้ วยซํา,      ุ       ้
                                            ~ 12 ~

               ั ุ
ในขณะที่ลทธิอบาทว์กาลีโลกอย่างรอฟิ เฎาะฮฺตีพิมพ์หนังสือเชิง‛ชําเรา‛ ประวัติศาสตร์ อิสลามใน
นาม “ชําระประวัติศาสตร์ อิสลามและโลกมุสลิม ” ฝ่ ายซุนนะฮฺพึ่งจะตีพิมพ์หนังสือประวัติ 4 คอ
                                                               ุ
ลีฟะฮฺในแบบพื ้นฐานอยู่เลย และที่เจ็บชํ ้าระกํากายใจที่สดก็คือสถิติที่ข้าฯได้ สอบถามจากร้ านค้ า
                                                                 ุ
หนังสืออิสลามเกี่ยวกับประเภทหนังสืออิสลามที่ขายดีที่สดของร้ านค้ าก็ปรากฏว่าหนังสืออิสลามที่
           ุ
ขายดีที่สดกลับไม่พ้นเทือกเถาเหล่ากอจําพวกหนังสือรักโรแมนติกแบบอิสลาม,รักชายหญิ ง,รั กใน
                                                    ้     ้
ชมรมมุสลิม,ซึ่งได้ ถูก ตีพิมพ์ ออกมาด้ วยนํ าพัก นําแรงของเยาวชนมุสลิมหลากหลายเล่มและ
รูป แบบ ในขณะที่ หนังสืออย่ างเช่น ตัฟซีรฟิ ซิลาลกุรอาน กลับหาเยาวชนแค่ห ยิ บมือซื ออ่านก็     ้
                                              ่
ยากเย็นแสนเข็ญปานงมเข็ม แม้ กระทังการจัดเสวนาถ้ าเข่าข่ายหัวข้ อเรื่ องรักๆใคร่ๆห้ องประชุมก็
จะล้ นหลามไปด้ วยผู้คนปานปลาในมหาสมุทร นี่หรือสิ่งที่ผองวิญํูชนฝั นใฝ่ ??! นี่หรือคือมวลชาติ
                                                                         ่
ผู้สืบทอดมรดกแห่งปวงศาสนทูตในฐานะ ‚อุลามาอฺ‛ !!? นี่หรือกลุมชนที่ท่านซัยยิดกุฏฏ๊ บและผอง   ุ
             ่          ่                                    ั
ปราชญ์ตางหมายมันไว้ ว่าจะเป็ นกําลังพลในการปฏิวติโลกสู่อิสลาม ในเมื่อเปาหมายสูง สุดของ  ้
เยาวชนกลับกลายมาเป็ นเรื่องราวเข้ าข่าย ‚ต่อหน้ ามะพลับลับหลังสะโก‛ ไปเสียแทน!!!??!!
           ถ้ าท่านสอบถามเยาวชนที่เกิดทันยุคสังคมนิยม (The Socialist) เฟื่ องฟูหรื อแม้ แต่พวก
แอคติวิสต์หน้ าใหม่ที่เคลื่อนไหวตามความคิดนี ้ที่พอจะเหลือรอดอยู่ในประเทศไทยว่าหนังสืออะไร
                               ุ       ่
ที่ขายดีและทรงอิทธิพลที่สดในหมูพวกเขา เขาจะตอบว่า ‚โฉมหน้าศักดิ นาไทย‛ ของคุณ จิตร ภูมิ
ศักดิ์ แต่ถ้าคุณถามเยาวชนมุสลิมว่าหนังสืออะไรที่พวกเขาซืออ่านมากที่สดในยุคแห่งการฟื ้นฟู
                                                                     ้              ุ
                                   ่
อิสลามที่ปวงมุสลิมต้ องหลังเลือดชโลมดินถวายหัว,กายใจเพื่อปกปั กพิทักษ์ อิสลาม คํา ตอบก็คือ
                                                                                             ู
หนังสือเชิง ‚รัก‛ ในมิติศาสนา ถ้ าคุณถามเยาวชนนักสังคมนิยมถึงหัวข้ อการบรรยายที่ผ้ คนเข้ าฟั ง
         ุ                                                                 ั
มากที่สด พวกท่านจะได้ คําตอบจากเขาว่า หัวข้ อเกี่ยวกับการปฏิวติ,การล้ มศักดินา,การต่อสู้ทาง
                                                                                      ่
การเมืองในช่วง 14-6 ตุลาฯ,ทฤษฎีมาร์กซิสต์ ฯลฯ ถามว่าข้ าฯรู้ได้ อย่างไร ? นันก็เพราะข้ าฯเคยมี
                                                      ่
โอกาสคลุกคลีตีโมงทางวิชาการกับเยาวชนกลุมนี ้มาบ้ างและเคยผ่านงานเขียนวรรณกรรมทางการ
                                                                             ุ
เมืองของพวกเขามาแล้ ว แต่เราล่ะเยาวชนมุสลิมฟั งหัวข้ ออะไรมากที่สดชนิดห้ องประชุมผู้คนถล่ม
ทลายถ้ าไม่ใ ช่ เ รื่ อง ‚ปั ญ หารัก วัย รุ่ น ‛ !!? จึ งไม่แปลกที่ สังคมมุส ลิม ต้ องประสบภาวะขาด
                                     ้
คนทํางานศาสนาในเมื่อเปาหมายหรื อความสมบูรณ์แห่งดุลยภาพชีวิตในความเป็ นมุสลิมถูก
                                                                       ้
กระพือฮือโหมว่าจักสมบูรณ์ได้ ก็ต้องผ่านการ ‚แต่งงาน‛ เท่านัน กิจกรรมที่เสริ มสร้ างการหาคู่แก่
                                                        ่
เยาวชนจึงพรั่งพรูก้าวหน้ าปานดอกเห็ด เมื่อหาคูแต่งงานกันได้ เสร็จก็ เร้ นกายหายไปจากเวทีงาน
ศาสนา แน่นอนว่าข้ าฯมิได้ ตําหนิกลุ่มองค์กรทางศาสนาที่อาสาเข้ ามาแก้ ปั ญหาชายหญิ งเพราะ
พวกเขากํ าลังขจัดความเสื่อมโทรมในสังคมแต่ข้าฯตําหนิเยาวชนมุสลิมที่ ปากก็ แสร้ งหลอกว่า
อยากทํางานศาสนาแต่ก็รังแต่สร้ างปั ญหาเรื่องหญิงๆชายๆให้ เขาแก้ ไขกันไม่จบสิ ้นชั่วนาตาปี ก็ยัง
                                 ้
ไม่เห็นคนเหล่านี ้หันมาปกปองอิสลามจากเหล่าศัตรู เสียเลย ในขณะที่กิจกรรมเสริมสร้ างความเป็ น
นักกิจกรรมวิชาการเฉพาะด้ าน (The Professional Activist) เพื่อรับมือกับภัยอุบาทว์เยี่ยง ชีอะฮฺ
                                               ~ 13 ~

,กุรอานนิ ยูน ,พวกนิ ย มทฤษฎีวิวัฒนาการ (เช่น มุสลิมบางก๊ ก เชื่ อว่า มนุษ ย์ มาจากลิงด้ วยการ
กําหนดของ อัลลอฮฺ !!), พวกสังคมวิทยาอิสลาม 3และนักดาอีย์อีกหลายประเภทที่จะต้ องก้ าวมา
ล้ างบางความเสื่อมทรามของสังคมกลับหาไม่พบแม้ นเศษหยิบมือ ! ความสําคัญในกระบวนการ
                    ้                                           ้
สร้ างคนตรงนี กลับได้ รับ การเมิน เฉยจากองค์ก รมุสลิมทังหลายขณะเดีย วกัน กับ ที่ เราเองกลับ
                                                                    ้                     ้
เรี ย กร้ องให้ ฟื้นฟูโลกมุสลิมเพื่อแข็งขัน กับ ยิ ว !!? แล้ วแบบนี จ ะมีห น้ าไปเที ย บขัน กับพวกยิ วได้
อย่ า งไรในขณะที่ เ ราพึ่ง จะสอน ‚คน‛ ให้ เป็ นแพทย์ ยิ วเขาสอน ‚แพทย์ ‛ ให้ เ ป็ น ‚แพทย์ ‛ ที่
เหนือกว่า ‚คน‛ ไปแล้ ว ด้ วยเหตุนี ้เองปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดปั ญหาจึงมักไม่ได้ รับการแก้ ไข
เนื่องจากขาดบุคคลากร เช่น ปั ญหาการขยายตัวของลัทธิชีอะฮฺในตอนใต้ ของไทยที่ยากเกินกว่าจะ
                                                   ้
ต้ านทานไหวเพราะขาดบุคลากรด้ านนี ้ ครันจะให้ อ.ฟารี ด เฟ็ นดี ้ รับเหมาปราบปรามชีอะฮฺคน
          ้            ู
เดียวทังประเทศก็ดจะเป็ นความอับปางของสังคมมุสลิมอย่างน่าอาดูร นี่ยังไม่นับเรื่ องสารพัดสาร
                           ั                                                          ุ
เพปั ญหาที่ถาโถมใส่สงคมมุสลิมและไร้ การแก้ ไขจากการถืออีโก้ ของผู้ใหญ่มสลิมและความบ้ าคลัง              ่
ในระบบการทํางานที่ถือพรรคถือพวกว่าฉันเป็ นอิควานเธอเป็ นสะละฟี ย์ ทงหลาย           ั้
                         ้
            เพราะฉะนันก้ าวแรกที่ควร ‚ปลดแอก‛ เยาวชนก็คือการปลดปล่อยพวกเขาจากระบอบ
การศึกษาอิสลามแบบครํ่าครึที่ไม่เป็ นการคิดเชิงตรรกะ (Non Logical Thinking) หรื อปลดปล่อย
พวกเขาจาก ‚ปลักแห่งปั ญญาเก่า‛ (The Wallow of Outmoded Intellect) ซึ่งการปฏิวติทาง                ั
การศึกษาและความคิดที่ข้าฯเอ่ยไปนี ้ มิได้ หมายความว่าให้ ละทิ ้งแนวทางของเก่าและดังเดิมอย่าง    ้
แนวทางแห่งกัลยาณชนชาวสะลัฟแต่ประการใด แต่หมายถึงการปฏิวติ ‚วิสยทัศน์ ‛ ในการมอง  ั      ั
                                                                               ้
ศาสนาโดยยึ ดรากเดิ มแห่งแนวทางชาวสะลัฟเป็ นกรอบคิดวิธีจากนัน จึงค่อยเริ่ มกระบวนการ
กระจายความคิดผ่านงานเขียน,สัมมนาบรรยายและการเรียนจนเป็ นผลให้ การสอนอิสลามในเชิง
อุดมการณ์เกิดผลอย่างเป็ นรูปธรรมที่สด       ุ
            ที่กล่าวมาอย่างยืดเยื ้อถึงกระบวนการสอนอิสลามเชิงอุดมการณ์นี ้ก็เพื่อที่จะปูฐานและชัก
ลากเข้ ามาสู่ปั ญ หาในการศึก ษาประวัติศาสตร์ อิสลามของเรา ดังที่ ก ล่าวไปแล้ วว่าการศึก ษา
ประวัติศาสตร์ของเราเป็ นเพียงกระบวนการเล่าเหตุการณ์ในอดีตเพื่อให้ ‚ทราบ‛ เท่านันมิใช่เพื่อให้ ้
‚คิ ด ‛ หรื อ ‚เคลื่ อ นไหว‛ พูด อี ก อย่ า งก็ คื อ เราศึก ษาประวัติ ศ าสตร์ อิ ส ลามนอกจากจะขาด
กระบวนการวิเคราะห์ ในทางเหตุผลและตรรกะแล้ ว เรายังขาดการศึกษาประวัติศาสตร์ ในเชิ ง
อุด มการณ์ อี ก ด้ ว ย การศึก ษาประวัติ ศ าสตร์ อิ ส ลามในเชิ ง อุด มการณ์ ห มายถึ ง เราศึ ก ษา
ประวัติศาสตร์ อิสลามผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ หรื อเป็ น ‚วิทยาศาสตร์ ‛ เพื่อหล่อหลอมให้
ประวัติศาสตร์อิสลามเป็ นศาสตร์ที่ผลักดันให้ เกิดการจัดระเบียบสังคมหรือแม้ กระทังเปลี่ยนแปลง ่


3
  หมายถึงพวกนักวิชาการกาเฟรตามมหาวิทยาลัยทั ้งหลายที่มักจะสอนอิสลามอย่างเสียหายโดยอาศัยทฤษฎี
ในทางสังคมวิทยา
                                               ~ 14 ~

โลกก็ ตาม ยกตัวอย่าง เราควรศึกษาถึงความสําเร็ จ ในด้ านการเมืองการปกครองตามระบอบ
                          ั
คอลีฟะฮฺในสมัยของท่านอุมร รอฎิฯ ว่าอะไรคือปั จจัยก่อร่างสร้ างความสําเร็จด้ วยการวิเคราะห์
                                   ้
ตามกระบวนการ ‚วิทยาศาสตร์ ‛ จากนันจึงเป็ นการศึกษาประวัติศาสตร์ อิสลามช่วงดังกล่าวด้ วย
การสรรสร้ างอุดมการณ์ที่บทสรุปของมันคือการจัดระเบียบโลกอันหมายถึงความเคลื่อนไหวทาง
                                      ้                              ้         ้
การเมืองเพื่ อสถาปนาระบอบคอลีฟะฮฺขึนมาใหม่!!และเราจะก้ าวไปสู่เ ปาหมายนัน อย่ างเป็ น
วิทยาศาสตร์อย่างไร4

                          ั
        ประวัติศาสตร์กบวิวรณ์ธรรมปฏิพากย์ (Dialectical and Historical Revelation)
        นอกจากการศึก ษาประวัติ ศาสตร์ อิสลามในเชิงอุดมการณ์ แล้ วหากขาดซึ่งทฤษฎีท าง
                                                                                     ้
ความรู้ อุดมการณ์ ที่ได้ เ อ่ยไปก็ มิอาจบังเกิ ดขึ ้นมาได้ สิ่งที่ ข้าฯหมายขวัญ และตังปณิธานที่ จ ะ
นําเสนอทฤษฎีหนึ่งในกาลอนาคตอย่างเป็ นทางการ (อินชาอัลลอฮฺ) ก็คือ การศึกษาประวัติศาสตร์
                                         ้
ของมวลมนุษย์ในเชิงอิสลาม ซึ่งตรงนีมิได้ หมายถึงการศึกษาประวัติศาสตร์ อิสลามเป็ นหลัก
โปรดอย่าได้ คลาดเคลื่อนความเข้ าใจไป แต่การศึกษาประวัติศาสตร์ เชิงอิสลามหมายถึง ‚วิวรณ์
ธรรมปฏิพากย์‛, หรือการวิภาษประวัติศาสตร์เชิงวิธีอิสลาม ซึ่งสุดแต่จะเรี ยกขานกัน ตรงนีจะขอ  ้
อธิบายความหมายของมันอย่างง่ายว่า คําว่า ‚วิวรณ์‛ เราอาจจะให้ ความหมายว่า วะฮีย์ ซึ่งก็คือ
พระวจนะ,สาสน์ แ ห่ ง อิ ส ลามที่ พ ระองค์ อัล ลอฮฺ ท รงประทานแก่ ท่า นนบี ส่ว นคํา ว่า ‚ธรรม‛
(Dogma) ก็หมายถึงแก่นคําสอน,ส่วนคําว่า ‚ปฏิพากย์ ‛ อันใกล้ เคียงกันกับ ‚ปฏิวาท‛ หมายถึง
                                 ้
การวิภาษ,โต้ แย้ ง,หักล้ าง ดังนันเมื่อรวมเป็ น ‚วิวรณ์ธรรมปฏิพากย์ ‛ (Dialectical and Historical
Revelation) จึงหมายถึง การวิภาษด้ วยคําสอนแห่งวิวรณ์ของพระผู้เป็ นเจ้ า ในทางทฤษฎีหมายถึง
การศึกษาประวัติศาสตร์ ด้วยวิธีการโต้ แย้ งต่อทฤษฎีเก่าของพวกลัทธิปฏิเสธพระเจ้ า (Atheism)
โดยใช้ คําสอนที่ถูก วะฮีย์จ ากพระเจ้ าเป็ นกรอบและแก่ นในการศึกษาประวัติศาสตร์ พูดง่ายๆ
                                           ั้                             ่ ั
หมายถึง การใช้ แนวคิดแบบอิสลามที่มีทงจิตนิยมและวัตถุนิยมควบคูกนไปเป็ นกรอบและแก่นใน
                                                                                 ้
การวิภ าษปรากฏการณ์ ของสังคมมนุษ ย์ ใ นประวัติศ าสตร์ จากข้ อสรุ ป นี ก รอบในการวิ ภาษ
ประวัติศาสตร์ ของอิสลามจึงกว้ างขวางแต่จะมีรากเหง้ าของการวิภาษคือเรื่ องของการศรัทธา(อี
มาน)และการปฏิเสธศรัทธา(กุฟรฺ) ต่อพระเจ้ าเป็ นแกนหลักของเรื่ องในการอธิบายประวัติศาสตร์
เพราะการศรัทธาและการปฏิเ สธเป็ นหน่วยที่สําคัญดุจรากแก้ วในทางกฎหมายอิสลาม ในเมื่อ

4
                    ่
   ดังที่ขบวนการเคลือนไหวของพี่น้องมุสลิมในยุโรปภายใต้ นาม ‚ฮิสบุตตะฮฺรีร‛ ได้ ทําเอกสารมากมายเพื่อศึกษา
เปรี ย บเที ย บระบอบการปกครองแบบคอลี ฟ ะฮฺ แ ละระบอบประชาธิ ป ไตย(ซึ่ ง เป็ นการศึ ก ษาอย่ า งเป็ น
วิทยาศาสตร์ ) ผลจากการศึกษาประวัติศาสตร์ อิสลามในเชิงอุดมการณ์ นี ้ส่งผลให้ กลุ่มดัง กล่าวรวมตัวกันเพื่ อ
                                                                     ้
เคลื่อนไหวทางการเมืองในการสถาปนาระบอบคอลีฟะฮฺขึ ้นมาใหม่อีกครัง เราขอดุอาอ์ ต่อพระองค์ อัลลอฮฺไ ด้
                  ่
โปรดสนับสนุนกลุมนี ้ด้ วยเทอญ
                                              ~ 15 ~

รัฐ ศาสตร์ ยังมีก ารศึก ษาที่ อาศัย กรอบคิด แตกต่างกัน ไปในแต่ละสํานัก เช่น พวกหนึ่งศึก ษา
รัฐศาสตร์ ในเชิงพฤติ กรรมศาสตร์ อีก พวกหนึ่งศึกษารัฐ ศาสตร์ ใ นเชิ งจิตวิทยา พวกหนึ่งในเชิ ง
                                                                  ั้
สังคมวิทยา แล้ วไฉนเล่าการศึกษาประวัติศาสตร์ของมนุษย์ทงที่เกี่ยวข้ องกับมุสลิมโดยตรงหรื อไม่
ก็ตามจะไม่นํ าเอาการวิภาษประวัติศ าสตร์ แบบอิสลามมาเป็ นกรอบบ้ างเล่า !!? ถ้ าการศึกษา
                        ้
ประวัติศาสตร์ไทยครังหนึ่งเคยถูกศึกษาผ่านสกุลดํารงราชานุภาพในเชิ งชาตินิยมคติศกดินา ถ้ า   ั
                                  ้
การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยครังหนึ่งเคยศึกษาผ่านการวิเคราะห์ในเชิงสังคมนิยมหรื อลัทธิมาร์ ก
(Marxism) โดยคุณ จิตร ภูมิศกดิ์ แล้ วไฉนกันเล่าในวันนี ้เมื่อกระแสอิสลามานุวตรกําลังขับเคลื่อน
                                ั                                                 ั
เราจะศึกษาประวัติศาสตร์ไทยและสากลที่ไม่ใช่เพียงแค่ประวัติศาสตร์ ของมุสลิมอย่างเดียวด้ วย
กระบวนวิ ธี ท างประวัติ ศ าสตร์ ด ัง ที่ ก ล่า วไปบ้ างไม่ไ ด้ !!? ถ้ าการอธิ บ ายเหตุก ารณ์ ป ฏิ วัติ
ประชาธิปไตยไทยปี พ.ศ. 2475 จะต้ องสรุปตามสํานักคิดชาตินิยมประวัติศาสตร์ สายศักดินาว่า
เป็ นเพราะคณะราษฎรชิงสุกก่อนหามไม่เคารพภักดีใคร่เป็ นใหญ่ในแผ่ นดินแทนพระมหากษัตริ ย์
                                                                            ้
แล้ วไซร้ ถ้ าการอธิบายปรากฏการณ์ปี 2475 ว่าหมายถึงการต่อสู้ทางชนชันระหว่างชนชันศักดินา     ้
          ้ ุ             ้                                            ุ
กับชนชันกฎมพี(ชนชันกลาง)ที่เติบโตขึ ้นจากการพัฒนาของลัทธิทนนิยมและระบอบอุตสาหกรรม
ตามสํานักมาร์ กซิสต์แล้ วไซร้ ข้ าฯในฐานะมุสลิมผู้ตํ่าต้ อยคนหนึ่งก็จ ะขอสรุปความตาม ‚วิวรณ์
                                    ั ้ ้                                ้
ธรรมปฏิพากย์‛ ว่าการการปฏิวติครังนีคือการต่อสู้และเข้ าแย่งชิงพืนที่อํานาจทางโลกของ ‚ลัทธิ
ปฏิเสธพระเจ้ าใหม่‛ (Neo-Atheism) โดยคณะราษฎร( ในนามของประชาธิปไตย,ทุนนิยม,ชนชัน                    ้
              ้
กลางซึ่ง ทัง หมดมี ฐ านมาจากปรั ช ญา Secularism ที่ ป ฏิ เ สธพระเจ้ าของยุโ รปยุค หลังปฏิวัติ
                ั้                                                                    ้
วิทยาศาสตร์ทงสิ ้น) แทนที่ ‚ลัทธิปฏิเสธพระเจ้ าเดิม‛ (Classical Atheism) ของชนชันศักดินาไทย
(ที่มาในนามของระบอบสมบูรณาญาสิท ธิราชย์ซึ่งยกกษั ตริ ย์เ ป็ นเทวะราชาหรื อกึ่ งเทพเจ้ ากึ่ ง
                   ้
กษัตริ ย์) เหล่านีคื อการวิเ คราะห์ป ระวัติศาสตร์ ตามกรอบของ ‚วิวรณ์ธรรมปฏิพากย์ ‛ หรื อการ
วิภาษประวัติศาสตร์ในเชิงอิสลามที่มีแกนเรื่อง (Theme) ของการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ อยู่ตรงที่
                                                        ้
การศรั ท ธาและการปฏิเ สธพระเจ้ าเป็ นหลัก ดัง นัน หาก คาร์ ล มาร์ ก ในฐานะบิ ดาแห่ง ลัท ธิ
คอมมิวนิสต์ จะสรุ ปใน The Communist Manifesto ของเขาว่าประวัติศ าสตร์ ของมวลสังคม
                                                 ้
มนุษย์คือประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ทางชนชัน เช่น เสรี ชนกับทาส ผู้ถูกกดขี่กับผู้กดขี่ ผู้ปกครอง
                      ั
กับประชาชนโดยมีวตถุ(เศรษฐกิจ)เป็ นปั จจัยสําคัญในการต่อสู้ นอกจากข้ าฯจะค้ านแล้ วข้ าฯจะ
                                                                              ้
ขอยื น ยัน ว่าการต่อสู้ของมวลมนุษ ย์ ใ นตลอดประวัติศาสตร์ ที่ผ่านมานั น คือการต่อสู้ที่ เ กิ ดขึน     ้
ระหว่าง ‚ระบอบอัตลักษณ์‛ (Identity System) ของในแต่ละลัทธิแต่ละกลุ่มต่างๆเป็ นหลักทังสิ ้น     ้
ระบอบอัตลักษณ์หมายถึงระบอบหนึ่งใดก็ตามที่ถูกหล่อหลอมขึ ้นจนเป็ นโครงสร้ างชัดเจนและมี
เอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงตัวตนเฉพาะของมันตลอดจนมีความแตกต่างจากสิ่งอื่น โดยพื ้นฐานแล้ วสิ่ง
ที่เราเรียกว่า ระบอบอัตลักษณ์ จะมีองค์ประกอบ 2 ประการคือ 1. ความเชื่อถือศรัทธาต่อสิ่งหนึ่ง
สิ่งใดอัน เป็ นนัยยะทางนามธรรมหรื อจิ ตนิย ม 2. วัตถุ อัน หมายถึ งผลประโยชน์ ที่ระบอบนัน ๆ        ้
                                                  ~ 16 ~

                        ้
ครอบงําอยู่บนโลกนีซึ่งอาจรวมถึง ระบอบเศรษฐกิจ,ระบบการเมือง,ชนชันฐานันดรทางสังคม        ้
                                         ้
,ประเทศชาติ เป็ นต้ น องค์ประกอบทัง 2 นี ้จะกระทําการณ์เป็ นปฏิกิริยาร่วมต่อกันจนพัฒนาไปสู่
                      ั
การสนับสนุนคํ ้าชูกนและกันและหล่อหลอมขึ ้นเป็ น “ระบอบอัตลักษณ์” ในแบบของตนขึ ้นมา เมื่อ
เป็ นเช่นนี ้การที่โลกอันกว้ างใหญ่ไพศาลต่างมีความคิดความเชื่อและวัตถุแตกต่างกันไปตามแต่ละ
บริบทของพื ้นที่ ระบอบอัตลักษณ์ในแบบต่างๆก็จะถูกอุบัติขึ ้นมาจากองค์ประกอบทังสองอย่างนี ้       ้
และเกิดการขัดแย้ งต่อสู้ระหว่างระบอบอัตลักษณ์ต่างๆขึ ้นเพื่อเอาชนะต่อกัน เมื่อเรามองด้ วยใจ
                                                                 ั้            ั
เป็ นธรรมแล้ วเราจะพบว่าในประวัติศาสตร์ ของมนุษย์นนการต่ อสู้ขดแย้ งกันเป็ นสิ่งที่เกิดขึ ้นมา
                                 ้
ตลอดเวลา และการขัดแย้ งครังสําคัญๆของโลกที่เป็ นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ ก็ล้วนแล้ วเป็ น
                                       ั       ้                                     ู
ความขัดแย้ งทางระบอบอัตลักษณ์กนเองทังสิ ้น ในสมัยสงครามเย็น สิ่งที่ถกเรียกว่าประชาธิปไตย
ประกอบไปด้ วย ความเชื่อศรัทธาอย่างแรงกล้ าของสมาชิกในระบอบนี ้ว่ามันคือระบอบอันสมบูรณ์
กอปรไปกับวัตถุที่ระบอบนีไ้ ด้ ครอบงําไว้ ไม่ว่าจะเป็ นระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิ ยม,การค้ าเสรี ,
                                                              ั้
โครงสร้ างการปกครองแบบรัฐสภาและประเทศชาติทงประเทศแม่อย่างสหรัฐอเมริกาและพลพรรค
ของมัน ในขณะที่สิ่งที่ถูกเรี ยกว่า คอมมิวนิสต์ต่างก็ประกอบไปด้ วยความเชื่อศรัทธามันในลัทธิ          ่
มาร์กอย่างแรงกล้ า ดังที่ปรัชญามาร์กซิสม์ได้ ถูกศรัทธาโดยพวกเขาว่าเป็ นดอกผลสูงสุดแห่งการ
พัฒนาของความคิดปรัช ญาและความรู้ท างวิท ยาศาสตร์ ของมนุษ ยชาติ 5และวัตถุใ นลัทธิ นีคือ                       ้
ระบอบเศรษฐกิ จแบบสังคมนิยมและรัฐบาลกรรมาชีพ การขัดแย้ งต่อสู้ ในสงครามเย็น กว่าครึ่ ง
                           ่
ศตวรรษจึงเป็ นการต่อสู้ผานการขัดแย้ งของระบอบอัตลักษณ์ที่เรียกว่าประชาธิปไตยฝ่ ายหนึ่งและ
                               ้
คอมมิวนิสต์ฝ่ายหนึ่ง จากนันเมื่อฝ่ ายคอมมิวนิสต์พ่ายแพ้ แล้ วประวัติศาสตร์ โลกก็เปลี่ยนไปเข้ าสู่
                                   ้ ้                                                     ้
ยุค โลกาภิวัฒ น์ ผ่า นการต่อ สู้ทัง สิ น ข้ า ฯจึ ง ไม่เ ชื่ อ ตามที่ ค าร์ ล มาร์ ก ได้ ตัง ทฤษฎีไ ว้ ว่า วัต ถุ
(เศรษฐกิจ และระบบการเมือง)เพี ยงประการเดียวคือตัวแปรสําคัญ ที่กํ าหนดความเปลี่ยนทาง
ประวัติศ าสตร์ เพราะหากชาวคอมมิวนิ สต์ป ราศจากซึ่งความเชื่อในลัท ธิ มาร์ ก ,หากพวกเขา
ปราศจากซึ่งความศรัทธาในวัตถุนิยมวิภาษวิธี(ทฤษฎีของหนึ่งของพวกเขา)แล้ ว สงครามเย็นก็ไม่
อาจเกิดขึ ้นเพราะเศรษฐกิจเป็ นปั จจัยสําคัญเพียงอย่างเดียว การมองว่ามนุษย์ขดแย้ งทางชนชัน    ั                 ้
เพราะความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ(เช่นนายทุนกับกรรมกร)จึงเป็ นการมองที่หยาบกร้ านเกินไปใน
                                                                        ้
การพิจารณาโลกนี ้ สิ่งที่เราพิจารณาก็คือความเชื่อได้ เข้ าไปเกือกูลการมีอยู่ของวัตถุจนกลายเป็ น
                                                 ้
ระบอบอัตลักษณ์หนึ่งๆขึ ้นมาในสังคม ดังนันในสังคมยุคอดีตความเชื่อเรื่องผีสางก็คํ ้าจุนการมีอยู่
ของระบอบเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรม ดังที่เราจะพบว่าคนป่ าเถื่อนในยุคนันได้ กราบไหว้ ขอต่อ      ้

5
  ดู อารัมภบท ใน บุญศักดิ์ แสงระวี. โลกทัศน์...ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษ. และ สุพจน์ ด่านตระกูล. คอมมิวนิสต์
            ่
สอนอะไร?. ซึงได้ กล่าวว่า สังคมคอมมิวนิสต์คือที่ฝันใฝ่ ของคนยากจนเช่นเดียวกับสังคมอิมามมะฮฺดีเป็ นที่ฝันใฝ่
ของชาวมุสลิม คํากล่าวของเขาสะท้ อนภาพว่าลัทธิ มาร์ กมิได้ มีองค์ ประกอบทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวแต่มี
                                                        ุ
ศรัทธาและความเชื่อที่แรงกล้ า(อากีดะฮฺ)เช่นเดียวกับที่มสลิมศรัทธาในการมาของท่านมะฮฺดี
                                              ~ 17 ~

                                ่ ้
เทวดาของพวกเขาให้ สงนําฝนลงมาเพื่อรักษาการเกษตรกรรมอันเป็ นระบอบเศรษฐกิจของพวก
                                                ้
เขา ในสังคมทาส คริ สต์ ศาสนาเองก็ ได้ คําจุนการมีอยู่ของทาสดังจะได้ วิพากษ์ ในรายละเอีย ด
                                  ้
ต่อไป ในสังคมศักดินาทังคริสต์ศาสนาและพุทธศาสนาก็คํ ้าจุนการมีอยู่ของระบบเศรษฐกิจเช่นนี ้
             ั้                       ้                                                 ้
ตรงที่ ทงสองศาสนาต่างไม่ป องกัน หรื อแก้ ปั ญ หาการขูดรี ดของระบอบศัก ดิน าทัง สถาบัน ทาง
                      ้                                     ั้
ศาสนาของทังสองต่างก็รับศักดิ นาจากแรงงานมนุษย์ทงสิ ้น ข้ าฯจึงมองว่าการที่ทงเฮเกลส์และั้
                                                                   ้
มาร์กมัวถกเถียงกันว่าวัตถุกําหนดจิตหรื อจิตกําหนดวัตถุ ก่อนนันคือสิ่งที่ไร้ สาระ เพราะโดยหลัก
           ้
แล้ วทังจิ ต (ความเชื่ อศรัท ธา)และวัต ถุต่างก็ ไ ม่มีศัก ยภาพในการดําเนิ น ตั วมัน เองได้ เ ลยหาก
                                                                                          ้
ปราศจากฝ่ ายตรงข้ ามเกื ้อกูลต่อกัน อิสลามค้ นพบมาอย่างยาวนานก่อนมาร์ กด้ วยซําแล้ วว่าวัตถุ
                  ้                                                        ั
ในบางครังก็เป็ นบ่อเกิดที่กําหนดความเชื่อและศาสนาของผู้คน ดังที่อลกุรอานทรงดํารัสว่าหลักคํา
                                              ั
สอนทางศาสนาของคนบางจําพวกขึ ้นอยู่กบเม็ดเงินหรือเศรษฐกิจของพวกเขา (2:79) แต่กระนันก็               ้
ตามอิสลามก็เป็ นเพียงระบอบอัตลักษณ์เดียวที่แตกต่างจากศาสนาเหล่านี ้ หากชาวมาร์ กซิสต์จะ
                                                                                    ้
เชื่อว่าอิสลามและพระเจ้ าเป็ นผลมาจากการมีอยู่ของระบอบเศรษฐกิจในสมัยนัน ข้ อพิสจน์ของ            ู
                ้
ทฤษฎีนีอยู่ที่ไหน ? ถ้ าอิสลามเป็ นผลมาจากพลังทางเศรษฐกิจหรื อวัตถุ เหตุใดในการอธิบาย
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอิสลามจึงไม่เรื่องไสยศาสตร์เข้ ามาไม่มีเรื่องโลกแบนแบบคริสต์ศาสนา
                            ้
แล้ วการห้ ามดอกเบี ยและการห้ ามเช่าที่ ดิน แบบศักดินาตามแก่น คําสอนของอิสลามเล่าได้ ถูก
                          ้                 ้          ้
เศรษฐกิจในยุคนันสร้ างขึ ้นมาได้ อย่างไรทังที่ดอกเบียและการเช่าที่ดินก็มีอยู่ใ นระบอบความเชื่อ
                    ้
อื่นๆขณะนัน? ถ้ าอิสลามก่อตัวขึ ้นจากการกําหนดของวัตถุแล้ วกระไรกันเล่าที่อิสลามได้ มีบัญญัติ
                                                                       ั่ ่ ้
เรื่ องซะกาตเพื่อทําลายการกระจุกตัวทางเศรษฐกิ จของพวกผู้มงคังทังที่บัญญัติเ หล่านี กลับไม่     ้
                                                                                             ่
ปรากฎในศาสนาอื่นเลย ถ้ าวัตถุกําหนดให้ อิสลามเกิดขึ ้นแล้ วกระไรกัน เล่าที่อิสลามกลับมุงยกเลิก
                                    ้   ้
การมีอยู่ของระบอบทาสทังที่ขณะนันทาสคือแหล่งเศรษฐกิจสําคัญของสังคมอารเบียและเราก็ไม่
พบนโยบายเลิกทาสในศาสนาอื่นๆแบบอิสลามเลย??? ทิศทางการกําหนดของอํานาจแห่งวัตถุมี
                                                                              ้
ความเป็ นไปได้ แค่ไหนกันที่จะสร้ างระบอบแบบอิสลามขึ ้นมาให้ เป็ นเช่นนี ?? สัจธรรมในอิสลาม
                                                  ั
และการมีอยู่ของพระเจ้ ามันยิ่งใหญ่มากกว่าที่วตถุจะเข้ ามาแทรกแซงได้ วัตถุนิยมเองต่างหากที่ไม่
สามารถให้ คําอธิบายถึงการกําเนิดของจักรวาลและการท้ าทายอันมหัศจรรย์ของอัลกุรอาน วัตถุ
                                                          ้    ้
นิยมเองต่างหากที่ บ๊องตื ้นเชื่ อไปว่าวัตถุในจัก รวาลทังหมดนีล้วนเคลื่ อนไหวไปตามกฎเกณฑ์ ที่
                                                                 ู              ั
แม่นยําของมันแต่ก็เชื่อไปเช่นเดียวกันว่ากฎเกณฑ์เหล่านี ้ไม่มีผ้ กําหนดให้ แก่มน มันมีมาเองในตัว
         ั้ ั ั้
วัตถุทงที่วตถุทงหมดนี ้ไม่ใช่ “สมองอันชาญฉลาด” ที่จะเคลื่อนไหวไปตามเจตนารมณ์เสรี ของมัน
       ้                                                             ู
ได้ ทังที่ประสบการณ์ของมนุษย์ยืนยันว่าเมื่อมีกฎเกณฑ์ก็ต้องมีผ้ วางกฎ เมื่อวัตถุดําเนินไปอย่างมี
                                                                                      ู
ระเบี ยบ วัต ถุที่ ไม่มีสมองและความรู้ สึกย่ อมไม่อาจดําเนิน ไปได้ น อกจากต้ องมีผ้ ควบคุม และ
             ุ                ั
ท้ ายที่สดสิ่งที่ทฤษฎีวตถุนิยมของพวกมาร์กซิสม์ทําได้ ในการอธิบายถึงจุดกําเนิดของสสารวัตถุทง          ั้
                        ้
มวลในเอกภพนีก็ คือ การหยิ บทฤษฎีวิวัฒนาการซึ่งกํ าลังจะล่มสลายไปแล้ วในปั จจุบัน กาลมา
                                              ~ 18 ~

สนับสนุนทัศนะของพวกตนเท่านัน6 แต่การเจริญเติบโตขึ ้นมากของวิทยาศาสตร์ ได้ เข้ ามาทําลาย
                                       ้
ความเข้ าใจผิดๆของนักปรัชญาวัตถุนิยมเหล่านี ้ พระเจ้ าซึ่งเคยถูกมองอย่างหยามเกียรติจากพวก
                 ้
ทรยศเหล่า นี ว่าเป็ นเพี ย งผลิ ต ผลแห่งความงมงายของการเป็ นสมุฏฐานแห่ งวัตถุ( วัตถุสร้ าง
                                                  ่
จินตนาการแก่มนุษย์เรื่องพระเจ้ าขึ ้นมา)กําลังสังสอนพวกเขาถึงบทเรียนอันล้ มเหลวในการอธิบาย
การกํ าเนิ ด ชี วิต และจั ก รวาลที่ ค รอบงํ ายุโรปมาอย่ างยาวนาน วิท ยาศาสตร์ จึงมิ ใ ช่อื่น ใดเลย
                                             ่
นอกจากเป็ นเพียงแค่กระบวนการเรียนรู้วาพระเจ้ าทํางานโดยกฎต่างๆที่พระองค์ได้ สร้ างขึ ้นไว้ ใน
จักรวาลนี ้อย่างไร7
                            ู
            อิสลามจึงมิได้ ถกกําหนดขึ ้นจากวัตถุหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจ พระเจ้ าอัลลอฮฺตะอาลา
                                         ้
ต่างหากที่เป็ นเบื ้องหลังของอิสลามทังระบอบ แม้ นอิสลามจะประกอบไปด้ วยความเชื่อ(จิต)และ
                                                                ั
วัตถุในตัวเองจนเป็ นระบอบอัตลักษณ์ในนามอิสลามขึ ้นมา แต่วตถุในอิสลามล้ วนเป็ นผลมาจาก
การกําหนดของพระเจ้ า วัตถุในอิสลามอยู่ภายใต้ การควบคุมของศรัทธาในพระเจ้ าเพราะฉะนัน              ้
                                                      ้
อิสลามจึงเป็ นศาสนาเดียวที่ห้ามการรับดอกเบี ้ยทังจากมุสลิมกันเองและจากผู้อื่นซึ่งศาสนาอื่นไม่
มีเช่น นี ้ และปั ญหาของวัตถุ( เศรษฐกิจ )ในยุคปั จ จุบัน เช่น ประกัน ชีวิต,กลไกตลาด,การกักตุน
                                                                                    ้
สินค้ า,การผูกขาดการค้ า,ระบอบการค้ าแบบธุรกิจเครื อข่าย ฯลฯ ปั ญหาร่วมสมัยทังหมดนีเ้ ราจะ
                                ้
พบว่ามีเพียงแค่อิสลามเท่านันที่สามารถเข้ ามาตอบคําถามหรือควบคุมความเป็ นไปของเศรษฐกิจ
                                  ้
เหล่านี ้ได้ ระบอบเศรษฐกิจทังหมดเหล่านี ้ล้ วนอยู่ภายใต้ การกําหนดของหลักศรัทธาในพระเจ้ าของ
มวลมุสลิมต่อสิ่งที่พระองค์ได้ ทรงห้ ามไว้ ท่านจะไม่พบเลยว่าคริ สต์และพุทธศาสนาได้ พูดอย่างไร
                                                        ้
ต่อระบบธุรกิ จเครื อข่าย,และท่านจะไม่พบเลยว่าทังพุทธ,คริ สต์,ยิ วและพราหมณ์ ได้ มีระบอบ
                                                          ั
เศรษฐกิจภายใต้ การกําหนดทางเทววิทยาอย่างไร ได้ คดค้ านต่อทุนนิยมอย่างไร เหมือนที่อิสลามมี
เศรษฐกิจและธนาคารอิสลาม ศรัทธาในอิสลามจึงเป็ นตัวกําหนดต่อทิศทางของเศรษฐกิจ
                                     ้                                  ั้
            พิจารณาจากที่ร่ายมาทังหมดแล้ ว ‚ระบอบอัตลักษณ์‛ ที่มีอยู่นนแบ่งออกเป็ น 2 ประเภท
       ้
เท่านันคือ
                                                                               ้
            1. ระบอบอัตลักษณ์ ในแบบเอกนิ ยม (เตาฮีด) ซึ่งมีเพียงแค่อิสลามเท่านันที่อยู่ในระบอบนี ้
            2. ระบอบอัตลักษณ์ ในแบบภาคีนิยม (ชิริก) ซึ่งสามารถแยกออกเป็ นส่วนย่อยสองส่วนคือ
ภาคีนิยมเชิ งเทววิ ทยา เช่น ยิว,คริ สต์และศาสนาที่เชื่อในเทพเจ้ า และ ภาคี นิยมเชิ งวัตถุ นั่นคือ
                              ้                 ั
ระบอบที่ปฏิเสธพระเจ้ าทังหมดในยุคปั จจุบนและอธิบายทุกอย่างด้ วยปรัชญาของชาร์ ล ดาวิน ไม่
                                                    ้                      ั
ศรัทธาต่อการมีอยู่ของสิ่งที่เหนือประสาทสัมผัสทัง 5 หรื อสิ่งพ้ นญาณวิสย อย่างไรก็ตามข้ าฯเห็น

6
 บุญศักดิ์ แสงระวี. โลกทัศน์...ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษ. หน้ า 49; สุพจน์ ด่านตระกูล. คอมมิวนิสต์ สอนอะไร?.
หน้ า 23.
7
  ท่านผู้อ่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมถึงการวิพาก์ปรัชญาที่ปฏิเสธพระเจ้ าและความหลงผิดของวิทยาศาสตร์ ที่คิด
                                                 ุ
จะปฏิเสธการมีอยู่ของพระองค์ได้ ใน เมาลานา วาฮิดดดีน คาน. ใครว่าพระเจ้ าไม่มี. หน้ า 11-68.
                                                ~ 19 ~

พ้ องกับข้ อวิเคราะห์ของท่านฮารูน ยะฮฺยาว่าระบอบประเภทหลังนี ้เป็ นมุชริกแนวใหม่ที่ไม่ได้ ปฏิเสธ
                                          ้
พระเจ้ าโดยแก่ นแท้ เ ลยหากแต่ละทิ งพระเจ้ าที่ แท้ จ ริ งแล้ วแสวงหาพระเจ้ าจอมปลอมอื่น ๆมา
อธิบายสรรพสิ่งในจักรวาล พระเจ้ าของพวกเขาจึงมีนามแตกต่างกันไปเช่น “ธรรมชาติ”, “สสาร”,
“อะตอม”, “ความบังเอิญ”, “การวิวฒนาการ” เป็ นต้ น8
                                    ั
          หากพูดในศัพท์เทคนิคของอิสลามแล้ วระบอบอัตลักษณ์อื่นไปจากอิสลามนันถูกพิจารณา  ้
                       ้                                      ่
ว่าเป็ น ‚ฏอฆูต‛ ฉะนันในการต่อสู้ของระบอบอัตลักษณ์ตางๆที่เกิดขึ ้นบนหน้ าประวัติศาสตร์ ย่อม
หนีไม่พ้นการต่อสู้ในสองรูปแบบ คือ
          1. การต่อสู้ระหว่างระบอบอัตลักษณ์ภาคีนิยมกันเอง 2. การต่อสู้ระหว่างระบอบอัต
ลักษณ์เอกนิยมกับภาคีนิยม
                                                                              ้
          การต่อสู้ระหว่างระบอบอัตลักษณ์แบบภาคีนิยมกันเองนันอยู่ในเงื่อนไขของกาลเวลาที่
ระบอบอัต ลัก ษณ์ แบบภาคี นิ ย มได้ ก่ อตัวและพัฒนาไปในรู ป แบบต่างๆจนเกิ ดการขัดแย้ งกัน
กลายเป็ นการต่อสู้ระหว่างระบอบอัตลักษณ์แบบภาคีนิยมในแบบเก่าและแบบใหม่เป็ นรากของ
               ั้ ้                                                                                ู
เหตุการณ์ ทงสิน เช่น กรี ก (ลัท ธิ เพเกิ น)รบกับ เปอร์ เ ซี ย (ลัท ธิโซโรแอสเตอร์ ),คอมมิวนิ สต์ส้ กับ
                               ้
ประชาธิปไตย,สงครามโลกครังที่ ๑ และ ๒ (ลัทธิฟาสซิสต์,ชาตินิยม,บูชิโด) ,การปราบปรามพวก
ลัทธิเพเกินส์โดยคริ สตจักร, ประชาธิปไตยต่อสู้กับสังคมนิยมและสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในไทย
        ้
ฯลฯทังหมดนี ้คือการฟาดฟั นกันของระบอบอัตลักษณ์แบบภาคีนิยมในแบบเก่าและใหม่กนเอง               ั
                                              ั
          ในอีกแง่หนึ่งการต่อสู้ของมนุษย์มนก็ คือการต่อสู้ระหว่างระบอบอัตลักษณ์เอกนิยมกับ
                         ุั
ภาคีนิยม เช่น ท่านนบีมฮมมัดกับพวกมุชริก,สงครามระหว่างอาณาจักรอิสลามในยุคแรกกับพวก
โรมัน และเปอร์ เซี ย,สงครามครูเสดระหว่างคริ สต์กับอิสลาม,สงครามอัฟกานิ สถานกับ โซเวียต,
สงครามอัฟกานิสถานกับอเมริกา,สงครามต่อต้ านการก่อการร้ ายของอเมริ กากับบรรดามุญาฮิดีน
                                                                                   ้     ้
หากเราจะยึ ด ถื อคํ า อธิ บ ายของมาร์ ก ที่ ว่ามนุษ ยชาติต่อ สู้กัน ในทางชนชัน เท่านัน โดยมี วัต ถุ
(เศรษฐกิจ)เป็ นเหตุ เราจะไม่สามารถทําการอธิบายถึงประวัติศาสตร์ ของการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ ้น
                                        ่                           ั้
ในสมัยของท่านนบีได้ เลย เพราะกลุมชนที่เข้ าร่วมกับท่านนบีนนประมวลไปด้ วยชนทุกชันในสังคม    ้
                             ่                     ื                        ้
ดังที่เราสามารถแทนค่าได้ วาท่านหญิงคอดียะฮฺคอตัวแทนของชนชันนายทุน,ท่านบิลาลคือตัวแทน
           ้              ั           ั                     ้          ั่ ่
ของชนชันทาส ท่านอบูบกรและอุมรคือตัวแทนของชนชันนําที่มงคังในสังคม(Elite) ขณะที่ท่านอะ
ลีและฮัมซะฮฺคือตัวแทนของกลุมอภิสิทธิ์ชนในสังคมอารเบียเพราะท่านคือตระกูลกุเรชบนีฮาชิมที่
                                 ่
ถูกนับถือด้ วยเหตุผลทางสายเลือดแห่งตระกูลศาสดาอันพิสทธิ์ ส่วนท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺนันถือได้
                                                                 ุ                             ้
                                                                         ่
ว่าท่านเป็ นตัวแทนของคนยากคนจนในสังคมเป็ นตัวแทนของกลุมคนที่มงแสวงหาความศรัทธาในุ่


8
 ท่านผู้อ่านที่สนใจสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ ในหนังสือ พระเจ้ ามีจริงหรื อ : ความจริ งที่มิอาจปฏิ เสธ. แปลโดย
อบุลลัยษฺ . ในบทที่ 2
                                                ~ 20 ~

                                                             ้
จิตใจ ขณะที่ท่านอุษมานเองก็เป็ นตัวแทนของชนชันสูงที่มีอิทธิพลในสังคมเพราะท่านเป็ นเครื อ
          ั                   ุ ั                    ่ ่
ญาติกบตระกูลบนีอมยยะฮฺที่ขึ ้นชื่อในความมังคังทางเศรษฐกิจ และหากจะนับรวมวะรอเกาะอฺอิบ
นุเ นาฟั ลบาทหลวงคริ สต์เ ตีย นซึ่งได้ ใ ห้ สัญ ญากับท่านนบีว่าจะช่วยต่อสู้กับ ท่านนบี เ พราะเขา
                                                                                    ้
ศรัทธาว่าท่านนบีเป็ นรอซูลของพระเจ้ าแล้ ว ชายผู้นี ้ก็จะเป็ นตัวแทนของชนชันนักบวชในสังคมอีก
                                                   ้
ด้ วย คนเหล่านี ้ซึ่งมาจากหลากหลายชนชันได้ เข้ าร่วมกันเพื่อสนับสนุนภารกิจของท่านนบี ศ็อลฯ
                                        ่                           ้
อันเป็ นภารกิจที่ไม่สามารถระบุวาเป็ นการต่อสู้ทางชนชันเพื่อประโยชน์ผลทางเศรษฐกิจได้ เลย
                                                      ้
              หากเราพิจารณาการต่อสู้ระหว่างชนชัน เช่น เสรีชนกับทาส ผู้ปกครองกับประชาชนตามที่
                                          ั้
ลัทธิมาร์กซ์ได้ พยายามเสนอไว้ นน เราจะพบว่าในความเป็ นจริ งแล้ วการกดขี่และต่อสู้ทางชนชัน                 ้
ระหว่างมนุษย์ต่างก็เป็ นผลจากระบอบอัตลักษณ์ในแบบภาคีนิ ยมเป็ นเหตุเบืองแรกอีกทีทงสิน   ้              ั้ ้
กล่า วคื อ การปฏิ เ สธศรัท ธาในพระเจ้ าที่ แ ท้ จริ ง ได้ นํ า หายนะสู่ม นุษ ย์ ด้ ว ยการหยิ่ ง ผยองใน
ความสามารถของมนุษย์เองจนเกิดมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่ถือตนเหนือกว่ามนุษย์ กลุ่มอื่น ความหยิ่ ง
                                                                ้
ผยองของมนุษ ย์กลุ่มที่ มองตนเองว่าเหนือกว่าผู้อื่น ทังในด้ านเศรษฐกิจและอํานาจนันได้ ก่อให้     ้
                ่                            ้                                    ้
มนุษย์กลุมนี ้เกิดจิตสํานึกทางชนชันจนระเบิดขึ ้นเป็ นช่องว่างระหว่างชนชันมนุษย์อีกที การต่อสู้
                        ้
และกดขี่ทางชนชันจึงมีผลมาจากการปฏิเสธพระเจ้ าจากระบอบอัตลักษณ์ในแบบภาคีนิยมเป็ น
       ้          ้ ้                          ้
พื น เดิ ม ทัง สิ น และที่ เ ลยเถิ ด ไปถึ ง ขัน ยกตนเองว่า เป็ นพระเจ้ าก็ ป รากฏมี ใ ห้ เห็ น ตลอดหน้ า
ประวัติ ศ าสตร์ ดังที่ ช าวอียิ ป ต์ โบราณเชื่ อว่าฟาโรห์ คื อพระเจ้ า,ชาวจี น ยุคโบราณเชื่ อ ว่าพระ
จักรพรรดิจีนคือโอรสแห่งสวรรค์,กษัตริ ย์ยุโรปองค์ต่างๆล้ วนถือตนเป็ นตัวแทนพระเจ้ าที่มีสิทธิชี ้
ขาดแทนพระองค์ทกประการตามระบอบเทวสิทธิ์ (Divine Ruler) ฯลฯ พื ้นฐานจากการปฏิเสธพระ
                            ุ
เจ้ าที่ แท้ จ ริ งและถูก ต้ องทํ าให้ จิ ต ใจตํ่าของมนุษ ย์ บ างส่วนซึ่งมองตนว่าเหนื อกว่าผู้อื่น บังเกิ ด
              ึ           ้                                                 ้
ความรู้สกทางชนชันต่อเพื่อนมนุษย์ตามมา การกดขี่ทางชนชันจึงบังเกิดขึ ้นบนรากฐานของการ
                                                                                ้
ปฏิเสธพระเจ้ าและเช่นเดียวกันว่าการศรัทธาในพระเจ้ าอย่างแท้ จริงเท่านันที่จะนําสังคมมนุษย์มา
   ่                              ้                                   ้
สูการพังทลายของชนชันเพราะในการศรัทธาต่อพระเจ้ านันมนุษย์ย่อมเท่าเทียมกันเสมอต่อพระ
                                    ้                             ้
พักตร์ ของพระองค์ ดังนันการปฏิเสธพระเจ้ าจึงเป็ นพืนฐานหลักในการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กลุ่ม
                                                         ้
ต่างๆตลอดประวัติศาสตร์ ในขณะที่เรื่องของชนชันและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจคือผลสะท้ อน
จากการปฏิเสธพระเจ้ า การปฏิเสธพระเจ้ าจึงเป็ นปรัชญาและกรอบคิดในเชิงนามธรรม ส่วนชนชัน                       ้
และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจคืออาวุธที่รับใช้ ปรัชญาปฏิเสธพระเจ้ าที่เป็ นรูปธรรมมากที่สด ! ดัง         ุ
ปรากฏตัวอย่ างอัน ลือลั่น ในหน้ าประวัติศาสตร์ อิสลามที่ สอดคล้ องกับ การวิเ คราะห์ ข้างต้ น นี ้
                                                                        ุ ั
เรื่องราวดังกล่าวคือกรณีความขัดแย้ งระหว่างท่านคอลีฟะฮฺอมรกับกษัตริย์ญิบีละฮฺ อิบนุอลอัยษัม       ั
กล่าวคือหลังจากกษัตริ ย์แห่งอาณาจักรฆ็อซซานผู้นีไ้ ด้ หันหน้ าเข้ ารับอิสลามแล้ ว ในปี เดียวกัน
     ้
นันเองเขาได้ เดินทางไปประกอบพิธีฮัจจ์และทํา การ ‚ตอวาฟ‛ (เดินวนรอบ) สถาน อัลกะอฺบะฮฺ
            ้         ่                                                       ้
ทันใดนันชายหนุมสามัญชนผู้หนึ่งจากเผ่าฟะสอเราะฮฺได้ พลาดพลังเหยียบผ้ าคลุมกายของกษัตริย์
                                                 ~ 21 ~

                                                                                    ้                 ู
ผู้นี ้เข้ าจนเป็ นผลให้ เกิดการฉีกขาดเสียหาย ด้ วยใจที่เย่อหยิ่งในชนชันฐานันดรศักดินา กษัตริ ย์ผ้ นี ้
                                                                                       ้
ได้ ปรี่ ตรงเข้ าไปทุบ ตีใบหน้ าของชายดังกล่าวจนจมูกหัก หลังจากนันชายผู้ได้ รับบาดเจ็บได้ เข้ า
               ่            ุ ั              ั           ั
อุทธรณ์ตอคอลีฟะฮฺอมร ท่านอุมรจึงได้ ตดสินด้ วยวิธีที่เท่าเทียมกันโดยให้ ชายสามัญชนผู้นี ้ทําการ
                                                                         ู ั้
หักจมูกกษัตริย์แห่งอาณาจักรฆ็อซซานกลับคืนบ้ าง กษัตริ ย์ผ้ นนจึงได้ ปรามาสต่อท่านอุมรว่าเรา   ั
                                   ้                                            ั
มิใช่กษัตริ ย์และชายผู้นีมิใช่เ ป็ นแค่สามัญชนดอกหรื อ ? ท่านอุมรตอบว่า ใช่ท่านคือกษัตริ ย์แต่
                               ้
อิสลามได้ ทําให้ ท่านทังสองเสมอภาคกัน กษัตริ ย์ญิบีละฮฺจะไม่มีสิ่งใดเหนือกว่าสามัญชนผู้นีไ้ ด้
                                 ้                                     ั
เว้ นเพียงแต่ศรัทธาเท่านัน การตัดสินอันยุติธรรมของท่านอุมรยังผลให้ กษัตริ ย์ญิบีละฮฺรังเกี ยจใน
                                     ้                 ุ     ั
บัญญัติอิสลามประการนีมากจนในที่สดเขาก็ตดสินใจออกจากอิสลามสู่ศาสนาแห่งลัทธิปฏิเสธ
พระเจ้ าหรือระบอบอัตลักษณ์ในแบบภาคีนิยมตามเดิม9 เรื่องราวตัวอย่างที่หยิบยกมาข้ างต้ นนีคือ          ้
                   ้
เหตุการณ์ครังสําคัญในหน้ าประวัติศาสตร์ อิสลาม ความขัดแย้ งระหว่างกษัตริ ย์ญิบีละฮฺกั บชาย
อาหรับชนบทผู้หนึ่งเมื่อพิจารณาอย่างผิวเผินแล้ ววางอยู่บนแง่คิดในทางทฤษฎีของมาร์กซ์ที่วาการ      ่
                                                           ้              ั ู
ต่อสู้ของมนุษย์คือการต่อสู้บนความเป็ นชนชันของฝ่ ายผู้กดขี่กบผู้ถกกดขี่ กษัตริย์ญิบีละฮฺดํารงตน
                                                                   ู
ในฐานะผู้กดขี่ในขณะที่ชายอาหรับผู้นี ้อยู่ในฐานะผู้ถกกดขี่หรืออาจจะมองว่าเป็ นการรังแกกันใน
                 ้
ฐานะชนชัน ปกครองกับประชาชนก็ เป็ นได้ โดยมีเศรษฐกิ จ(ความรํ่ ารวยกว่า)เป็ นตัวสนับสนุน
                          ู              ้                                    ้
อํานาจของกษัตริย์ผ้ นี ้ กระนันก็ตามพื ้นฐานของการต่อสู้ทางชนชันนี ้มิได้ เกิดขึ ้นเพราะจิตสํานึกใน
         ้                                           ู
ชนชันเป็ นมูลเหตุเบื ้องแรก หากแต่มลเหตุเบื ้องแรกคือความศรัทธาในระบอบอัตลักษณ์แบบภาคี
                                                                     ้
นิยมซึ่งปฏิเสธศรัทธาในพระเจ้ า จิตสํานึกในการถือชนชันจึงเป็ นผลสะท้ อนตามมาทีหลัง ดังนัน                  ้
เมื่ออิสลามอันเป็ นสาสน์แห่งการศรัทธาในพระเจ้ าเข้ ามาสรรสร้ างความยุติธรรมผ่านตัวท่านอุมร                  ั
                             ้                                                              ู
ต่อกรณีนี ้ การถือชนชันซึ่งเป็ นผลมาจากการปฏิเสธพระเจ้ าอีกทีจึงผลักดันให้ กษัตริย์ผ้ นี ้จําต้ องละ
                                                                           ู
ทิ ้งอิสลามในฐานะสาสน์แห่งความเสมอภาคของผองมนุษย์ส่การปฏิเสธพระเจ้ า หรื อระบอบอัต
ลัก ษณ์ แบบภาคี นิ ย มไปในที่ สุด เมื่อ เขาพบว่าการศรั ท ธาในพระเจ้ าของอิ สลามไม่สามารถ
                                       ้
ตอบสนองต่อระบอบชนชันของมนุษย์ได้ ดีเท่ากับระบอบอัตลักษณ์แบบภาคีนิยม เขาจึงเลือกที่จะ
                                           ่
ปฏิเสธอิสลามและเดินหน้ าเข้ าสูปลักแห่งการปฏิเสธพระเจ้ าไปในทันใด เพราะฉะนันจากกรณีนี ้   ้
                                                   ้
การปฏิเสธพระเจ้ าอันเป็ นปรัชญาพืนฐานที่ฝังแน่นอยู่ในตัวกษัตริ ย์ญิบีละฮฺ จึงมีเรื่ องของชนชัน          ้
                                                                                      ู ้
เข้ ามาเป็ นเครื่ องมือในการตอบสนองต่อหลักคิดดังกล่าว กษัตริ ย์ ผ้ นีจึงได้ หันหลังกลับไปสู่ลทธิ  ั
                                                 ้
ปฏิเสธพระเจ้ าโดยมีเรื่องของชนชันเป็ นเครื่ องมือ และการที่อิสลามเข้ ามาเป็ นอาวุธในการต่อกร
              ้ ้ ้                                                               ้
ทางชนชัน ครังนี อิสลามดํารงตนในฐานะเครื่ องมือที่ ทําลายชนชัน มนุษ ย์จ ากรากฐานแห่งการ
                                               ั                 ั
ศรัทธาต่อพระผู้เป็ นเจ้ า การต่อสู้กนระหว่างท่านอุมรและสามัญชนอาหรับฝ่ ายหนึ่งกับกษัตริย์แห่ง
                                                               ้
อาณาจักรฆ็อซซานผู้นี ้ฝ่ ายหนึ่งจึงเป็ นการตอกยําถึงหลักคิดในเรื่ องการต่อสู้ระหว่างระบอบเอก


9
    Jurji Zaydan’s. 1978. History of Islamic Civilization. Translated by D.S. Margoliouth. P. 28-29.
                                           ~ 22 ~

                                                       ้
นิยมและระบอบภาคีนิยมโดยอาศัยเงื่อนไขทางชนชันเป็ นอาวุธในการต่อสู้ หากมนุษยชาติใฝ่ ฝั น
                      ้
ที่จะทําลายชนชันที่เกิดขึ ้นระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเสียจริง มนุษย์จึงไม่สามารถแก้ ไขปั ญหาได้
ด้ วยการต่อสู้ของชนชันกรรมาชีพหรื อการทําลายพวกนายทุนและสังห้ ามการถือครองกรรมสิทธิ์
                            ้                                           ่
ส่วนบุคคลตามทฤษฎีมาร์ กได้ หากแต่มนุษย์จําต้ องศรัทธาในระบอบอิสลามของพระเจ้ าอย่าง
                ้             ้
แท้ จริงเท่านันความเป็ นชนชันจึงจะสูญหาย เพราะประวัติศาสตร์ การต่อสู้ของมนุษย์คือการต่อสู้
                                      ้                       ั           ้
ระหว่างศรัทธาและปฏิเสธ การปกปองประชาชนของท่านอุมรในกรณีนีจึงมิใช่การต่อสู้ระหว่างผู้
                                                                                         ู
กดขี่และผู้ถูก กดขี่เ พราะท่านอุมัรดํารงตําแหน่งผู้ป กครองสูงสุดของรัฐอยู่แล้ ว การที่ผ้ ป กครอง
                  ั                                                   ู
อย่างท่านอุมรเป็ นกระบอกเสียงแก่สามัญชนเพื่อต่อกรกับกษัตริ ย์ผ้ กดขี่จึงมิใช่เป็ นปฏิกิริยาทาง
                                         ้
การเมืองที่เป็ นผลมาจากเรื่องของชนชันอย่างแน่นอน หากแต่เป็ นปฏิกิริยาที่เป็ นผลจากเรื่ องของ
                                ู
การศรัทธาในพระเป็ นเจ้ าที่ฟมฟั กความยุติธรรมเท่านัน !     ้
          การต่อสู้ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชน หรื อ ผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่ หรื อการต่อสู้ทางชน
   ้                    ั
ชันในกรณีอื่นก็ยงถือว่ามีรากเหง้ ามาจากระบอบอัตลักษณ์แบบภาคีนิยมเป็ นปั ญหาพื ้นฐานทังสิ ้น  ้
เช่น ในอียิป ต์ระหว่างรัฐ บาลนัสเซอร์ ( ระบอบอัตลัก ษณ์ แบบภาคีนิยม-คอมมิวนิ สต์)กับกลุ่มอิ
              ู
ควานมุสลิมนที่ศรัทธาในพระเจ้ า, ในอิสราเอลระหว่างลัทธิไซออนิ สม์ (ระบอบอัตลักษณ์แบบภาคี
นิยม-ยิว) กับ ประชาชนปาเลสไตน์( ศรัทธาในพระเจ้ า), การปฏิวัติใ นรัสเซีย และฝรั่งเศสแม้ จ ะ
สามารถวิภาษอย่างผิวเผินภายนอกว่าเป็ นปฏิกิ ริยาทางการเมืองจากเงื่อนไขของชนชันแต่เมื่อ      ้
                                    ั
พิจารณาในเชิงลึกปรากฏการณ์ดงกล่าวต่างก็มีรากเหง้ าของปั ญหามาจากการที่กษัตริ ย์ดํารงตน
เยี่ยงคนตังภาคีตอพระเจ้ าจากระบอบเทวสิทธิ์เป็ นเบืองแรกทังสิ ้นการขูดรี ดทางชนชันจึงติดตาม
            ้             ่                              ้      ้                     ้
มาภายหลังจากที่ลัทธิป ฏิเสธพระเจ้ าอุบัติขึ ้นก่อน ซึ่งในฝรั่งเศสลัท ธิปฏิเสธพระเจ้ าใหม่ (Neo-
Atheism) ในนาม ‚ประชาธิปไตย‛ ก็เข้ าแทนที่ระบอบเทวสิทธิ์ ในรัสเซียลัทธิปฏิเสธพระเจ้ าใหม่ใน
                                  ั
นามคอมมิวนิสม์ก็เข้ าแทนที่ ลทธิปฏิเสธพระเจ้ าเก่า (Classical Atheism) ของจักรพรรดิซาร์ นิ
โคลัส
          การต่อสู้ในแบบดังกล่าวนี ้ข้ าพเจ้ าได้ ถอด Model ออกเป็ นรูปสามเหลี่ยมเพื่อฉายภาพให้
เห็นถึงปั ญหาความทุกข์ยากของมวลมนุษยชาติที่มีพื ้นฐานมาจากปรัชญาของการปฏิเสธพระเจ้ า
เป็ นมูลฐานทังสิ ้น ้
                                            ~ 23 ~




          จาก Model ของสามเหลี่ยมดังกล่าวเราสามารถที่จะทําการอธิบายได้ ว่าลัทธิปฏิเสธพระ
       ้
เจ้ านันคือแก่นแท้ ของปั ญหาแห่งความทุกข์ยากของมวลมนุษยชาติ เพราะลัทธิปฏิเสธพระเจ้ าคือ
                          ้                                    ้
ต้ นเหตุแรกที่ทําให้ ชนชันเป็ นผลปฏิกิริยาติดตามมา นับตังแต่วินาทีแรกของสิ่งมีชีวิตนีเ้ มื่ออิบลีส
                     ่
โอหังปฏิเสธคําสังของอัลลอฮฺที่จะทําการกราบกรานต่ออาดัม การปฏิเสธของอิบลีสมิใช่สาเหตุ
                       ั          ่
เบื ้องแรกที่ทําให้ มนปฏิเสธคําสังของอัลลอฮฺหากแต่การกุฟรฺหรือการปฏิเสธต่ออัลลอฮฺที่อยู่ในห้ วง
                                           ั                 ่
จิตใจของอิบลีสต่างหากที่เป็ นผลให้ มนทําการปฏิเสธคําสังของอัลลอฮฺ และเมื่ออิบลีสมีสภาพของ
                                                                   ้
การปฏิเสธต่อพระองค์ในจิตใจแล้ วมันจึงใช้ เรื่องราวของ ‚ชนชัน‛ มาเป็ นอาวุธในการแสดงความ
                                     ้                               ั
โอหังต่อพระองค์ โดยอ้ างว่ามันนัน ‚เหนือกว่า ‛ อาดัมตรงที่มน ถูกสร้ างมาจากไฟและอาดัมถูก
สร้ างมาจากดิน!!
                                                    ้            ้
          หลังจากที่มนุษย์ได้ เข้ ามาอาศัยอยู่ในพืนพิภพนีมนุษย์กลุ่มหนึ่งได้ ถูกล่อลวงโดยอิบลีส
ด้ วยลัทธิปฏิเสธพระเจ้ า มนุษย์ที่ได้ ริเริ่มในการปฏิเสธพระเจ้ าจึงเกิดความหยิ่งผยองที่จะดิ ้นรนตน
                                         ่                                           ่         ่
เพื่อให้ อยู่ในฐานะที่เหนือกว่ามนุษย์สวนอื่นพร้ อมกันนี ้ก็ได้ พยายามที่จะให้ มนุษย์สวนอื่นที่ออนแอ
ตกอยู่ใต้ เบี ้ยล่างของตนเอง การสงครามและเข่นฆ่าระหว่างมวลมนุษย์จึงติดตามมาและท้ ายที่สด          ุ
                               ั้              ้                                  ้
แล้ วมนุษย์ฝ่ายที่ชนะจึงได้ ตงตนเป็ นชนชันผู้ปกครองและอาศัยเรื่ องของ ‚ชนชัน‛ มากดขี่มนุษย์
กันเองด้ วยการยกตนเป็ นพระเจ้ าหรือกษัตริย์ที่ได้ รับการอวตารและต้ องอยู่ในฐานะของผู้ที่จักควร
                                       ้
ได้ รับการเคารพสักการะจากไพร่ฟาประชาชนของตน นั่นคือเหตุผลที่ ว่าเหตุใดอารยธรรมของ
                                                ~ 24 ~

                               ้                                 ่ ั
มนุษย์ในอดีตที่มีชนชันจึงมีการบูชาผู้ปกครองควบคูกนไปเป็ นเงาตามตัว !!! นั่นก็เพราะว่าชนชัน                ้
                                                                             ู
และการปฏิเสธพระเจ้ าหรื อการชิ ริก คือ 2 สิ่งที่ สําคัญที่ ผ้ ปกครองในอดีตหยิบฉวยมาใช้ ในการ
          ้
ปกปองฐานะภาพทางการเมืองของตน หากท่านพิจารณาอารยธรรมในอดีตมวลมนุษย์ต่างตกอยู่
                                       ้              ุ                ้
ภายใต้ ระบอบสังคมที่มีชนชัน ในอียิปต์ยคโบราณชนชันเกิดขึ ้นมาเพียงเพื่อรับรองสภาพการเป็ น
                                                           ั
กษัตริย์ของฟาโรห์ในฐานะผู้ปกครองโดยมีลทธิปฏิเสธพระเจ้ าเป็ นรากเหง้ าของปั ญหานับตังแต่                ้
                                                                                  ้
ฟาโรห์ริเริ่ มกระทําตนเป็ นพระเจ้ าของชาวอียิปต์ ในอินเดียชนชันของมนุษย์เกิดขึ ้นเป็ นระบอบ
                             ้
วรรณะอันซับซ้ อนทังนี ้ก็ไม่ใช่อื่นใดนอกจากเพื่อตอบสนองต่อสถาบันของชนชันผู้ปกครองที่เกิด        ้
                                               ้
ขึ ้นมาจากลัทธิปฏิเสธพระเจ้ าเป็ นเบืองเหตุแรก เราจึงพบว่ากษัตริ ย์อินเดียในอดีตกาลมักผูกติด
ตนเองเข้ ากับการเป็ นองค์อวตารของพระเจ้ าที่มนุษย์จะต้ องเคารพบูชาเช่นเรื่ องราวของพระราม
เป็ นต้ น ในประเทศสยามยุคอดีต กษัตริย์สมัยกรุงอยุธยาดํารงตนอยู่ในระบอบเทวราชาที่กษัตริ ย์
                                                               ้
อยู่ในฐานะของการเคารพบูชาและมนุษย์ชนชันล่า งๆของสังคมนับตังแต่ไพร่ทาสไปต้ องเคารพ       ้
                                   ั
กราบไหว้ ในเขมรกษัตริย์ชยวรมันต์ที่ 2 กระทําตนในฐานะพระเจ้ าในคราบมนุษย์ที่ประชาชนชาว
ขอมต้ องบูชาเช่นกัน จากตัวอย่างเหล่านี ้เราจะพบว่าลัทธิปฏิเสธพระเจ้ าคือหลักปรัชญานามธรรม
        ู                                ้                                          ้
ที่ถกหยิบยืมใช้ โดยพวกชนชันปกครองพร้ อมกับอาศัยเรื่ องของชนชัน(ซึ่งเป็ นแขนงหนึ่งของวัตถุ)
                                                     ้ ้
มาเป็ นเครื่ องมือตอบสนองต่อตนเองทังสิน ลัท ธิป ฏิเสธพระเจ้ าจึงเป็ นปรัชญานามธรรมที่ ถูก
                   ้                                                           ั้
ระบอบชนชันอันเป็ นเครื่องมือรูปธรรมคอยตอบสนองต่อมนุษย์ทงปวงที่ยึดมันในลัทธิปฏิเสธพระ          ่
เจ้ าหรือระบอบฏอฆูต สามส่วนนี ้จึงเป็ นสามเหลี่ยมที่ทําการกดขี่มวลมนุษย์ร่วมกันมาตลอดและ
            ้                                                ้                        ้
ดังนันปั ญหาของมนุษย์จึงมิได้ เกิดขึ ้นจากชนชันเป็ นเบื ้องแรกแต่ชนชันเกิดขึ ้นภายหลังจากการที่
มนุษย์ ริเ ริ่ มปฏิเสธพระเจ้ าเป็ นเหตุแต่แรกเริ่ มแล้ ว ในยุคสมัย ต่อมาเมื่อลัท ธิป ฏิเ สธพระเจ้ าได้
      ั                                    ั
วิวฒนาการมาเป็ นระบอบที่ซบซ้ อนขึ ้นจากแต่เดิมเป็ นเรื่องการบูชามนุษย์กนเองสูการบูชาแนวคิด  ั     ่
                                     ้
วิตถารต่างๆ ระบอบชนชัน ของมนุษ ย์ จึงแปรเปลี่ย นทิ ศทางไปด้ วย ในระบอบประชาธิ ป ไตย
                         ั                       ู
ภายหลังจากที่ลทธิปฏิเสธพระเจ้ าได้ ถกวางรากฐานขึ ้นจากคําสอนของปรัชญาเซคิวลาร์ระบอบชน
    ้                                              ้
ชันของมนุษย์จึงพัฒนาการมาเป็ นชนชันนายทุนและกรรมกรเพราะมนุษย์ได้ ปฏิเสธพระเจ้ าและ
                     ่                                                   ่ ่
กระโจนเข้ าสูการตักตวงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอันมังคังอย่างบ้ าคลัง มนุษย์จึงมิใช่ถูกพิษทาง ่
              ้                  ้
ชนชัน กดขี่เ ป็ นเหตุเ บื องแรกแต่มนุษ ย์ ถูก พิ ษ ภัย ของลัท ธิ ป ฏิเ สธพระเจ้ าที่ แท้ จ ริ งกดขี่กัน เอง
                                                                     ่
ต่างหาก การต่อสู้ของมวลมนุษยชาติจึงเป็ นการต่อสู้ผานลัทธิปฏิเสธพระเจ้ ากับความเชื่อที่ศรัทธา
ในพระเจ้ าเท่านัน!     ้
                           ั                 ้
                การต่อสู้ดงกล่าวบางครังไม่จําเป็ นต้ องอยู่ในรูปแบบของการประหัตประหารอย่างเดียว
                                                         ้
เสมอไปหากแต่อยู่ในรูปแบบของการเป็ นขัวตรงข้ ามในทุกมิติของชีวิตได้ ด้วยเช่นกัน ในแวดวง
วิชาการมันก็มีการต่อสู้ระหว่างแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ของ ชาร์ล ดาร์วิน กับแนวคิดวิทยาศาสตร์
อิสลาม (Islamic Science),ในเชิงสังคมวิทยามันคือต่อสู้ในเรื่ องของนิยามสิทธิสตรี ระหว่างโลก
                                           ~ 25 ~

                  ้
มุสลิมกับโลกทังมวล ในเชิ งมานุษ ยวิทยามัน คือการต่อสู้ระหว่างแนวคิดกําเนิ ดมนุษย์ จากนบี
                                          ่
อาดัมกับกําเนิดมนุษย์จากลิงพันธุ์ตางๆ ในเชิงการปกครองมันคือการต่อสู้เพื่อใช้ กฎหมายอิสลาม
                                                                        ้
กับ กฎหมายสากล และยังปรากฏการต่อสู้ใ นด้ านอื่น ๆอีก มากที่ มี พืน ฐานจากกรอบคิด ทาง
                                                                      ุ
ประวัติศาสตร์นี ้ เช่น ในเชิงวัฒนธรรม(วัฒนธรรมท้ องถิ่น, มลายู-ฮินดูพทธ Vs อิสลาม), ในเชิงทาง
                                                                           ั
เพศ (Free Sex ก่อนแต่งแบบตะวันตก Vs อิสลาม), ในเชิงศีลธรรม (ลัทธิมงสวิรัติไม่ฆ่าสัตว์ Vs
                                  ่
อิสลามที่ฆ่าสัตว์), ในเชิงสิทธิสวนบุคคล(ฮิญาบ Vs ลัทธิเปลือยกาย), ในเชิงเศรษฐกิจ (ดอกเบีย      ้
Vs ไม่กินดอกเบี ้ย), ในเชิงบริโภค (หะลาล Vs ไม่หะลาล, เชือด Vs ไม่เชือด, กินหมู Vs ไม่กินหมู),
ในเชิงเครื่องดื่ม!!! (เมา Vs ไม่เมา) ฯลฯ
            ความขัดแย้ งที่สะท้ อนภาพของการยืนอยู่คนละฟากฝั่ งซึ่งไม่สามารถสอดประสานกันได้
   ้                                                                                ั้
ทังหมดตามที่เสนอไปนี ้คือตัวยืนยันว่าพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติทงหมดวางอยู่
บนพื ้นฐานของการต่อสู้ระหว่างแต่ละระบอบอัตลักษณ์มาโดยตลอด แน่นอนการต่อสู้ระหว่างฝ่ าย
ที่ยืนหยัดจะปกปิ ดร่างกายด้ วยฮิญาบกับฝ่ ายที่ยืนหยัดจะแก้ ผ้า,การต่อสู้ระหว่างฝ่ ายที่ยืนหยัดจะ
                                                                             ั้
มีเพศสัมพันธ์ด้วยระบบครอบครัวกับฝ่ ายที่ เชื่อต่อการมีเพศสัมพันธ์อย่างเสรีทงหมดคือการขัดแย้ ง
ระหว่างระบอบอัตลักษณ์อิสลามกับระบอบอัต ลักษณ์เสรี นิยม เป็ นการสงครามทางอุดมการณ์
                                                      ั
ระหว่างการศรัทธาพระเจ้ าและกฎหมายของพระองค์กบการปฏิเสธพระเจ้ าและกฎหมายของมัน!
             ้
ในบางครังการต่อสู้ระหว่างมนุษยชาติก็ส่งผลให้ ความเจริญรุ่งเรืองของอารยธรรมที่เหนือกว่าได้ รับ
การถ่ายโอนไปยังชาติที่ล้าหลัง ดังที่นักประวัติ ศาสตร์ ได้ ยืนยันถึงผลของสงครามครูเสดที่ทําให้
ชาวยุโรปซึ่งกําลังล้ าหลังตลอดจนพวกมองโกลได้ รับพลานิสงฆ์จากความเจริ ญของโลกมุสลิมจน
        ้
เป็ นพื นฐานให้ ยุโรปทํ าการปฏิวัติต นเองเพื่อสร้ างความเจริ ญ ในภายหลังต่อมา ปรากฏการณ์
               ้
ดังกล่าวนีบอกแก่เราเป็ นอย่างดีว่าแม้ กระทั่งผ่านการต่ อสู้ด้วยคมดาบระหว่างมนุษย์ 2 กลุ่มนี ้
รัศมีจ ากแนวทางของพระเจ้ าก็ยังถ่ ายโอนไปยังชาติศัตรูจ นส่งผลให้ เ กิดการพัฒนาได้ ในทาง
กลับกันการรุกรานโลกมุสลิมของมหาอํานาจตะวันตกในยุคอาณานิคมนอกจากจะไม่สามารถ
                                      ่
ถ่ายทอดวิทยาการของยุโรปเข้ าสูโลกมุสลิมเพื่อสร้ างความเจริญได้ แล้ ว ฝ่ ายมุสลิมในฐานะผู้แพ้ ได้
                                        ้
สูญเสียฐานะทางประวัติศาสตร์ครังใหญ่ในฐานะอดีตมหาอํานาจภายใต้ ร่มธงของพระผู้เป็ นเจ้ าที่
                                                                                ้
เคยปกครองโลกกลับกลายมาเป็ นเพียงประชากรหนึ่งของโลกที่สร้ างปั ญหาเรื อรังต่อการพัฒนา
          ุ                         ้                                                      ้
มากที่สด ประวัติศาสตร์ ฉากนียืนยันแก่เราแล้ วว่ารัศมีแห่งทางนําจากพระผู้เป็ นเจ้ าเท่านันที่จะ
หลอมอารยธรรมแก่มวลมนุษย์ ในขณะที่ หนทางของลัท ธิปฏิเสธพระเจ้ าจะไม่สามารถเยียวยา
                                                                  ุ
ภาวะล้ มละลายของประชาชาติอิสลามได้ วิทยาการความเจริญที่ยโรปยัดเยียดแก่โลกมุสลิมจะไม่
สามารถกระตุ้นการพัฒนาที่จีรังแก่โลกมุสลิมได้ เลยเพราะเป็ นความเจริญในด้ านวัตถุในระดับที่ 2-
3 และไม่มีวันที่จะอาจหาญไปทัด เทียมความเจริ ญของชาติทุนนิยมตัวแม่อย่าง สหรัฐอเมริ ก า
                                            ~ 26 ~

นอกจากประชาชาติจะปั ดทิ ้งปลักแห่งเดรัจฉานอารยะนี ้ไปแล้ วย้ อนศรกลับสู่อารยธรรมอิสลามที่
เราได้ จากร้ างลามาแสนนาน
                                                                                 ่
           นี่คือกรอบการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ในหนทางของเรา ที่เราศรัทธามันว่าประวัติศาสตร์
                    ั                                                              ้
ของมวลมนุษย์อนประกอบไปด้ วยการเปลี่ยนแปลง,ขัดแย้ ง,ต่อสู้,พัฒนา,ตกตํ่า ทังมวลล้ วนวางอยู่
                                                                ้
บนฐานของระบอบอิสลามและระบอบอื่นๆเป็ นเหตุเท่านัน แม้ แต่หนังสือของข้ าฯเล่มนีเ้ องก็มิใช่
อื่นใดนอกจากเป็ นการต่อสู้ระหว่าง ‛ประวัติศาสตร์เพื่อพระเจ้ า‛ (The Monotheistic History) กับ
‚ประวัติศ าสตร์ เพื่ อการปฏิเ สธพระเจ้ า ‛ (The Atheistic History) ตามคติพจน์ ‚วิวรณ์ธรรม
ปฏิพากย์‛ (Dialectical and Historical Revelation)
                                                            ้
           ผลงานอันตํ่าต้ อยของข้ าฯเล่มนี ้คืองานที่เป็ นทังการทดลอง,และความพยายามที่จะศึกษา
                                ั ั
ประวัติศาสตร์อิสลามในวิสยน์ทศน์ (Vision) ใหม่ๆบ้ าง ดังที่กล่าวไปแล้ วในตอนต้ นว่าการศึกษา
ประวัติศ าสตร์ อิสลามที่ ผ่านมาของแวดวงวิช าการอิสลาม เน้ นการศึก ษาในเชิ งการบอกเล่า
มากกว่าที่จะเป็ นการวิภาษด้ วยทฤษฎี การศึกษาประวัติศาสตร์อิสลามจึงมักจะถูกให้ ลกษณะจาก ั
นัก ประวัติศ าสตร์ ที่ มิใ ช่มุสลิมว่าเป็ นประวัติศาสตร์ แบบเส้ น ตรงหมายถึ งศึก ษาประวัติศาสตร์
อิสลามในระนาบเดียวเป็ นเส้ นตรงนับแต่พระเจ้ าสร้ างโลกจวบถึงวันแห่งการพิพากษา ซึ่งโดยมาก
ก็ จ ะเป็ นการศึก ษาโดยใช้ โครงสร้ างส่ว นบนของสัง คมและรั ฐ มาเป็ นศูน ย์ ก ลางในการเล่า
                                                                       ้
ประวัติศาสตร์ เช่น ราชวงศ์และผู้ปกครองต่างๆ เป็ นต้ น ด้ วยเหตุนีองค์ประกอบบางประการที่มี
                                                              ู
ความสําคัญในหน้ าประวัติศาสตร์อิสลามเพียงแต่ไม่ได้ ถกจัดวางอยู่ในกรอบโครงสร้ างส่วนบนจึง
มักจะตกหล่นหายไปจากหน้ าประวัติศาสตร์อิสลามไปอย่างเสียดาย เช่น เรื่องราวของทาส เป็ นต้ น
           ทาสคื อสิ่งที่ ฝังรากลึกอยู่ในอารยธรรมมนุษย์ทั่วโลก ซึ่งก่ อปฏิกิ ริยาในฐานะโครงสร้ าง
                                                                         ั
ส่วนล่างของรัฐต่อโครงสร้ างส่วนบนของสังคม นี่คือคําตอบที่ว่าเหตุอนใดสถาบันคอลีฟะฮฺและ
ศาสนาอิสลามจึงรี บ เร่ งหาหนทางในการปลดปล่อยทาสด้ วยวิธีที่ หลากหลายนับ ตังแต่สมัย ที่   ้
มนุษย์ ยังนิ ยมระบอบทาสกันอยู่ การศึกษาประวัติศาสตร์ อิสลามด้ วยวิสัยทัศน์ใหม่ผ่านชนชัน         ้
‚ทาส‛ หรื อทําให้ ทาสเป็ นแกนหลักของประวัติศาสตร์ จะสะท้ อนภาพของความพยายามในการ
ปลดแอกทาสจากบทบาทของศาสนาอิสลามในหน้ าประวัติศาสตร์,บทบาทจากตัวของท่านศาสน
ทูตและอัครสาวกตลอดจนบทบาทในทางการปกครองของอิ สลาม ในแง่หนึ่งหากเราว่ากล่าวไป
ตามการศึกษา ‚ประวัติศาสตร์ เชิงอุดมการณ์ ‛ (The Ideological History) ที่กล่าวไปในตอนต้ น
ของหนังสือแล้ ว การศึกษาประวัติศาสตร์อิสลามว่าด้ วยเรื่องทาสสามารถสะท้ อนภาพของการเป็ น
ระบอบสัมบูรณ์แห่งอิสรภาพของอิสลาม กล่าวคือ ในขณะที่ประชาธิปไตยคือระบอบการเมืองที่ถก               ู
                                                                     ั
มองว่ามอบเสรีภาพแก่ประชาชน แต่อิสลามกลับลํ ้าหน้ ากว่าวิสยทัศน์ของระบอบประชาธิปไตย
เพราะอิสลามพิจารณาจากความจริ งว่ารากฐานของสันติภาพก็คืออิสรภาพของมนุษยชาติที่จัก
                                                                   ้
ต้ องได้ รับ การปลดแอกออกจากปลักแห่งการกดขี่ ในส่วนนี อิสลามจึงริ เ ริ่ ม หาหนทางในการ
                                           ~ 27 ~

                                                           ้
ปลดปล่อยทาสให้ เป็ นอิสระด้ วยหนทางวิธีต่างๆนับตังแต่ยุคสมัยที่อารยธรรมโลกยังใช้ แรงงาน
                                  ้
ทาสเป็ นโครงสร้ างพื น ฐานทางเศรษฐกิ จ ดัง ที่ น ครรั ฐ กรี ก โบราณซึ่ ง ปกครองด้ ว ยระบอบ
ประชาธิปไตยแห่งแรกของโลกตามปรัชญา ‚อุตมรัฐ‛ (The Republic) ของเพลงโต แต่กระนันรัฐ         ้
ประชาธิปไตยกรี กกลับปรากฏการกดขี่ข่มเหงทาสแม้ แต่พวกนักปรัชญากรี กเองก็ละเลยมิได้ ให้
ความสลัก สําคัญแก่ท าสมากนัก ในทางกลับ กันอิสลามมองว่าทาสคือระบอบอัน ชั่วร้ าย ความ
พยายามในการปลดแอกทาสของอิสลามจึงริ เริ่ มเกิดขึ ้นเมื่อ 1400 ปี ที่แล้ วในสมัยที่ระบอบการ
                          ั                                                   ้
ผลิตของมนุษย์ยงเป็ นแบบเกษตรกรรมที่ใช้ แรงงานทาสทําการเพาะปลูกด้ วยซํา ความก้ าวหน้ า
ของอิสลามคือการย้ อนศรริเริ่มหาทางปลดปล่อยทาสโดยไม่ต้องรีรอให้ ระบอบการผลิตของมนุษย์
                ่
เปลี่ยนไปสูระบอบอุตสาหกรรมก่อนแล้ วจึงค่อยหาทางเลิกทาสตามที่พวกนักคิดสายมาร์ กซิสต์
                  ั             ้
คาดการณ์กนไว้ ดังนันขบวนการเคลื่อนไหวของอิสลามเพื่อการปลดแอกทาสจึงเป็ นผลมาจาก
                                          ่                       ้
ความศรัทธาในความเท่าเทียมของมนุษย์ตอพระเป็ นเจ้ าเท่านัน มิใช่การปลดแอกทาสอันเกิดจาก
การมีผลประโยชน์ในระบอบทุนนิยม(ดังที่ ร.๕ ได้ ทําไว้ ) หรื อการถูกองค์กรสิทธิมนุษยชนกดดัน
เช่นที่ประเทศแอฟริกาหลายๆประเทศเลิกทาสกันไป ซึ่งนับเป็ นปรากฏการณ์ที่แปลกใหม่มากใน
              ้             ้
ยุคสมัยนันที่ชนชันปกครองหรื อโครงสร้ างส่วนบนของรัฐกลับกลายมาเป็ นกระบอกเสียงในการ
                                                   ุ ั
ปลดแอกทาส ดังปรากฏเหตุการณ์ที่ท่านคอลีฟะฮฺอมรเฆี่ยนตีนายทาสเนื่องจากปฏิเสธคําร้ องขอ
                              ั                                 ั
ของทาสในการไถ่ตวเป็ นไท อันเป็ นปรากฏการณ์ที่ผิ ดวิสยเดิมของสังคมประวัติศาสตร์ ที่ชนชัน        ้
ปกครองคือพวกที่ชอบและอนุรักษ์ ระบอบทาสมากที่สด           ุ
                      ้
          ดังนันหากระบอบลัทธิประชาธิปไตยคือระบอบการเมืองที่ถูกใฝ่ หาดุจราวอุดมคติรัฐของ
มวลมนุษย์ในฐานะระบอบที่มอบ ‚เสรีภาพ‛ แก่มวลมนุษย์แล้ ว อัล-อิสลามย่อมถือว่าเป็ นระบอบ
การเมืองและสังคมที่ที่ลํ ้าหน้ าและควรจะถูกใฝ่ หาจากมวลมนุษย์ยิ่งเสียกว่าระบอบประชาธิปไตย
ในฐานะที่อิสลามคือกระบวนการที่พยายามทําลายหัวใจที่เป็ นปั ญหาแก่ ‚เสรีภาพ‛ ของมนุษย์นน      ั่
ก็คือระบอบทาส เพราะเสรี ภาพหรื อประชาธิป ไตยที่แท้ จริ งย่อมไม่อาจบังเกิดเป็ นอุดมคติรัฐได้
                                                 ั
ตราบใดที่ประชากรส่วนใหญ่แห่งสังคมยังอยู่ใต้ พนธนาการแห่งระบอบทาสที่ขาด ‚เสรีภาพ‛ อย่าง
    ุ               ่                  ้               ้
ที่สด ความมุงหมายของรัฐอิสลามนับตังแต่เกิดขึ ้นครังแรกบนคาบสมุทรอารเบียโดยท่านศาสนทูต
           ุ่                                                           ่               ้
จึงไม่ได้ มงความสนใจไปที่อํานาจอธิปไตยแห่งรัฐจะต้ องเป็ นของใคร?(แม้ วาประชาชนทุกเชือชาติ
                        ่                                    ุ่
ศาสนาจะมีสวนร่วมในการร่างธรรมนูญแห่งรัฐ) หากแต่มงไปที่ประชากรซึ่งลัทธิประชาธิปไตยอ้ าง
ว่าคือเจ้ าของอธิปไตยของรัฐอีกนับล้ านคนทั่วโลกซึ่งยังคงอยู่ในสภาพกึ่งสัตว์กึ่งมนุษย์ จํานวน
มากของทาสและไพร่ขาดอิสรภาพ แล้ วระบอบประชาธิปไตยจะสรรสร้ างสวรรค์แห่งบรรณพิภพที่
                                                                                 ั
มอบ ‚เสรี ภาพ‛ แก่ใครในเมื่อแรงงานทาสอันเป็ นประชากรผู้ผลิตปั จจัยยังชีพแก่สงคมยังคงถูก
จองจําในสภาพอดอยาก เพลโต,อริสโตเติล,และนักปรัชญารัฐศาสตร์ได้ เคยคิดคํานึงถึงความทุกข์
ยากของประชาชนทาสไพร่บ้างไหม ?! ในขณะที่พวกเขาระดมพลังสมองเพื่อสรรหารูปแบบรัฐที่ดี
                                                  ~ 28 ~

    ุ                                                              ่
ที่สดผ่านปรัชญาการเมืองต่างๆแต่ทว่าพวกเขาลืมคํานึงไปหรือไม่วาพื ้นฐานของการกบฏและการ
      ั
ปฏิวติคือ ‚ความยากจนและการกดขี่‛ !?! รัฐเสรีภาพที่แท้ จริงจะเกิดขึ ้นได้ อย่างไรในเมื่อมนุษย์ยัง
ถูก กดขี่และระบบการจัดการทาสเป็ นไปอย่างโหดร้ ายที่ สุด หัวใจหลักของประชาธิ ปไตยย่ อม
หมายถึงความเท่าเทียมกันของมนุษย์ แต่กรีกซึ่งถูกยกย่องว่าเป็ นชาติประชาธิปไตยแห่งแรกของ
โลกกลับไม่มีระบบที่จะประกันสิทธิ สภาพของทาสไม่มีแม้ แต่จะเปลี่ย นชีวิตของทาสให้ ดีขึ ้น !!?
            ้ ้
เพราะฉะนันพื น ฐานที่ จะก่อให้ รัฐเกิดปั ญ หาจึงมิใช่ประเด็น ที่ว่าอํานาจอธิป ไตยเป็ นของใคร?
เพราะในอิ สลามอํา นาจอธิ ป ไตยเป็ นของพระเจ้ า มนุษ ย์ เ ป็ นเพี ย งผู้ดํา เนิ น การให้ ธรรมนูญ
                            ู     ั        ้
‚อัลกุรอาน‛ ของพระองค์ถกปฏิบติใช้ เท่านัน แต่อิสลามพิจารณาพื ้นฐานปั ญหาของรัฐว่าเกิดจาก
‚ความอดอยาก,ความทุกข์ยาก และการขาดอิสรภาพ‛(ความยากจนและการกดขี่) ท่านศาสนทูต
                ้         ุ     ่               ้
ผู้ทราบปั ญหานีอย่างดีที่สดจึงสังใช้ มวลมุสลิมทังหลายว่า
               ِ ِ ُ ْ َ                       ِ َ ُّ َ ِ ُ ُ َ ِ ْ ِ
            ُ‫أَطْممما اْلَائع، ألمدأا الْمرنض، أفُمما الْماِنَ ". قَال سفيَان أالْماِن األَسًن‬
                        َ َ ُ                              َ     َ         َ            ُ
 َ‚จงให้อาหารแก่ผหิวโหย ใส่ใจในการเยี่ยมเยียนผูป่วยและปลดแอก “อัลอานี” ซุฟยานกล่าวว่า
 َ               ู้                            ้
“อัลอานี ” หมายถึง บุคคลที่อยู่ในสภาพที่ถูกจองจา(เช่น เชลยด้วยการจ่ายเงิ นไถ่ตวเขา-ผูแปล)10‛
                                                                              ั      ้
         ความอดอยากและความเจ็บป่ วยของประชาชนคือ ‚สัญลักษณ์ ‛ (Symbol) แห่งความ
ยากจนและทุกข์ยากของประชาราษฎรภายในรัฐ ในขณะที่การจองจํามนุษย์คือ ‚สัญลักษณ์‛ แห่ง
                                                                           ้
การกดขี่ที่ประชาชนขาดอิสรภาพเช่น ระบอบทาส เป็ นต้ น จากวจนะประการนีของท่านศาสนทูต
                                                      ้                         ั
จึงสะท้ อนภาพว่าท่านศาสนทูต มุ่งเน้ น การแก้ ปัญหาพืน ฐานของรัฐและสังคมที่มก เกิ ดขึ ้นจาก
                                              ่
ความยากจนและการกดขี่เป็ นหลัก มากกว่าจะมุงอภิปรายในเชิงอภิปรัชญาการเมืองอย่างไร้ สาระ
ดังที่เพลโตได้ ทําไว้
                                                                                       ้
         ในการศึกษา ‚ประวัติศาสตร์ เชิงอุดมการณ์ ‛ (The Ideological History) ผ่านชนชันทาส
                                                  ่
ยังมีประเด็นสําคัญอีกประการหนึ่งซึ่งมิอาจละเลยนันคือ ความพยายามในการปลดแอกทาสของ
                                                                     ั
ท่านศาสนทูต ศ็อลฯ ในมิติหนึ่งมันสะท้ อนสถานภาพของการเป็ น ‚นักปฏิวติ‛ และ ‚ผู้ ปลดปล่อย‛
                                  ้
ของท่านศาสนทูต ศ็อลฯ ต่อชนชันทาสด้ วย ท่านศาสนทูตในฐานะผู้ปกครองรัฐมาดีนะฮฺ ก็คือ
                                         ้
บุคลากรรัฐจากโครงสร้ างส่วนบนหรือชนชันปกครองที่ได้ พยายามอย่างหนักหน่วงและแยบยลใน
                          ั
การวางหมากแห่งการปฏิวติเพื่ อปลดปล่อยทาสสู่อิสรภาพ เราจะพบว่าท่านศาสนทูตได้ ปฏิวัติ
                                    ู
ระบอบทาสผ่านปั จจัย 3 ประการที่ผกพันพฤติกรรมมนุษย์ในทางปั จเจกชนคือ
         1) การปลดแอกทาสทางกาย หมายถึ ง การต้ อ งไม่ป ฏิ บัติ ต่อ ทาสอย่ างทารุ ณ เช่ น
                            ่                           ้          ้
             ท่านศาสนทูตสังห้ ามการเฆี่ยนตีทาสซึ่งคนทังโลกในขณะนันนิยมทํากัน


10
     ศอฮีฮฺ-อัลบุคอรี ย์. เล่ม 4 หน้ า 2055. หมายเลขหะดีษที่ 5058
                                             ~ 29 ~

       2) การปลดแอกทาสทางใจ หมายถึง การล้ มล้ างความเชื่อเดิมที่ว่านายทาสมีสิทธิเหนือ
             ทาสทุกประการ ซึ่ง ท่านมาล้ มล้ างด้ วยการสอนว่าทาสมีสิทธิเหนือนายด้ วย
                                                                                    ั่
       3) การปลดแอกทาสทางวาจา ในมิตินี ้ท่านศาสนทูตห้ ามเรียกทาสว่า ‚ทาส‛ แต่สงใช้ ให้
             เรียกทาสว่า ‚พี่น้อง‛
       ความพยายามในการปลดแอกทาสของท่านศาสนทูตนี ้ได้ ฉายภาพของผู้ปลดปล่อยชนชัน         ้
ทาสผ่านจริยวัตรของตัวท่าน และได้ ถูกสืบทอดเจตนารมณ์เรื่ อยมาผ่านเหล่าอัครสาวกของท่าน
                                                               ั          ้
วจนะหนึ่งซึ่งสะท้ อนมายาลักษณ์ของท่านศาสนทูตในฐานะนักปฏิวติเพื่อชนชันทาส ความว่า
          ‫لتمبد املمتمك املصتح أجران . أالذي عفس أيب هرنرة بيده ! لمال اْلهاد ُب سبيل اهلل‬
                       ‫، أاْلج ، أبر أمي ، ألحبب أن أممت أأعا ممتمك‬
                                   ั
 ‚‚สาหรับทาสที่ประพฤติ ดี (คือ รู้จกตักเตือนเจ้านายเมื่อเขาผิ ด, และตนเองก็เคร่งครัดในอิ บา
                                                    ้
 ดะฮ์ ) จะได้รับผลบุญ 2 ส่วน, ขอสาบานต่อพระผูซึ่งชี วิตของอบูฮุร็อยเราะฮฺอยู่ใต้เงื้อมหัตถ์
ของพระองค์ ! ถ้าไม่เพราะภาระเรื่องการญิ ฮาดในวิ ถีแห่งอัลลอฮ์ , ภาระเรื่องการทาหัจญ์ , และ
      ภาระเรื่องการปรนนิ บติคณแม่ของฉันแล้ว ฉันก็อยากจะตายในขณะตัวเองเป็ นทาส.11
                          ั ุ

         นี่ คื อ โอวาทของท่ านศาสนทูตที่ ไ ด้ ส ะท้ อ นมุมมองใหม่ ใ นเรื่ อ งของทาสไว้ ว่า ทาสใน
                       ้     ้
กฎหมายอิสลามนันบางครังหาใช่ว่าจะมีสถานะภาพที่ด้อยกว่าเสรี ชนเสมอไปเพราะจากหะดีษ
                                                                     ้
บทนี ้ผลบุญที่ทาสได้ รับจากการประพฤติตนในหนทางของศาสนานันมีมากกว่าเสรีชนถึง 2 เท่าซึ่ง
นับเป็ นมิติใหม่ของกฎหมายในยุคสมัยนันที่ได้ มอบอภิสิทธิ์พิเศษแก่ทาสในกิจกรรมเดียวกันกับที่
                                         ้
                               ้
เสรีชนกระทํากัน นอกจากนีทาสยังหาใช่ตําแหน่งที่จักควรได้ รับ การดูแคลนรังเกียจเดียดฉันท์แต่
อย่างใด ในทางกลับกันตําแหน่งอันยิ่งใหญ่ของท่านในการเป็ นนบีและรอซูลของอัลลอฮฺหาได้ ทํา
                         ้
ให้ ท่านพึงชังในชนชันทาสเลย ความห่วงใยอาดูรและหมายที่จะให้ ประชาชาติและโลกทังผองพึง        ้
                                                   ั
ใส่ใจต่อทาสได้ ปลูกฝั งคุณธรรมอันยิ่ งใหญ่แก่อครสาวกของท่านนบีเช่นท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ ใ น
         ู                                     ้
อัตราที่สงมาก ซึ่งแม้ กระทั่งการตายในห้ วงบันปลายของชีวิตเหล่ากัลญาณชนในอิสลามก็ยังไม่
อาจที่จะรังเกียจการตายในสภาพของทาสได้ เลย!!!! ท่านนบีจึงเป็ นประหนึ่งราวพลังใจของทาสผู้
           ั้
ถูกกดขี่ทงหลายว่าแม้ พวกเขาจะต้ องได้ รับการข่มเหงไปทั่วหย่อมหญ้ า แต่ตําแหน่งทาสที่มนุษย์
       ้                   ้
โลกทังหลายรังเกียจนันกลับเป็ นตําแหน่งอันได้ รับการเมตตาจากพระเจ้ าและยังเป็ นที่ประสงค์ แก่
                                       ้           ั้         ่        ู
สาวกคนสําคัญของท่านด้ วยซํ ้าไป ดังนันมนุษย์ทงผองที่กดขี่ขมเหงดูถกทาสก็เท่ากับพวกเขาได้ ดู
           ั
ถูกกดขี่ตวของท่านนบีด้วยทางอ้ อมในฐานะท่านเป็ นสัญลักษณ์ที่เป็ นจุดร่วมและผู้ออกรับแทน
                    ั้               ้
ทาสซึ่งถูกกดขี่ทงหลาย โอ้ ศรัทธาชนทังหลายพึงตระหนักไว้ เถิด

11
        ั
     สุนนอัล-กุบรอ. หมายเลขหะดีษที่ 15331.
                                           ~ 30 ~



                                  ั้
                       ‚ชนใดใคร่ ชนชน                 ้
                                       มิ กรายพ้นชังชันทาส
                          ้
                     ‚ชนนันแสนปรามาส ยอดพจนารถมิ ปานเปรย‛

                                   ่
            เราสามารถสรุปได้ วาความพยายามในการปลดแอกทาสที่เกิดขึ ้นในหน้ าประวัติศาสตร์ยค     ุ
                                                                              ้
ต้ นของอิสลามผ่านกิจกรรมการเคลื่อนไหวของตัวท่านนบีและบรรดาอัครสาวกนัน แท้ ที่จริ งแล้ วก็
คือความเคลื่อนไหวที่อยู่ในขอบข่ายของ ‚การต่อสู้‛ อีกคํารบหนึ่ง และการต่อสู้เพื่อปลดแอกทาส
                                                          ้
ของขบวนการอิสลามภายใต้ ร่มธงของท่านศาสนทูตนัน ไม่อาจสามารถที่จะอธิบายว่าการต่อสู้
                                          ้
อันตราตรึงใจผองเราดังกล่าวนันมีผลประโยชน์ท างด้ านเศรษฐกิจและการเมืองใดๆแอบแฝงอยู่
                                            ้
เนื่ อ งจากการต่อ สู้ล้ า งบางชนชัน ในหมู่ม นุษ ย์ โ ดยขบวนการอิ ส ลามล้ ว นเป็ นไปเพื่ อ สนอง
เจตนารมณ์ของพระผู้เป็ นเจ้ า ผู้เป็ นนายคน นายชีวิตของผองมนุษย์ที่แท้ จริ งเพียงผู้เดียวเท่านัน ้
การปลดแอกทาสอันถือเป็ นคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ (อัลกุรอาน 90:13) ที่พระองค์ได้ บัญชาไว้ จะตรา
ตรึงประวัติศาสตร์อิสลามไว้ ด้วยกับประวัติศาสตร์แห่ง ‚การต่อสู้‛ ระหว่างแนวทางที่ศรัทธาในพระ
                                        ุ ั
เจ้ าที่แท้ จริงกับ ระบอบทาสที่อบติขึ ้นจากลัทธิปฏิเสธพระเจ้ า ตามทฤษฎี ‚วิวรณ์ธรรมปฏิพากย์ ‛
                                                                  ้
อีกคํารบหนึ่ง กล่าวคือ ฝ่ ายท่านศาสนทูตและขบวนการอิสลามทังหมดที่ประสงค์จะเลิกทาสคือผู้
                                                       ั้           ่
ต่อสู้ถวายชีวิตแด่พระเจ้ า ในขณะที่อารยธรรมมนุษย์ทงหลายไม่วาจะ กรีก,โรมัน,จีน,อินเดีย,ไทย,
ลาตินอเมริกา,ยุโรป ฯลฯ ต่างก็ล้วนเป็ นอารยธรรมที่กดขี่ข่มเหงทาสซึ่งจะต้ องถูกจัดอยู่ในอารย
                                                                        ้
ธรรมแห่งการปฏิเสธพระเจ้ าเพราะการนับถือเจว็ดพระเจ้ าปลอมทังหลายของอารยธรรมเหล่านี ้
                                  ั ิ                        ่                     ั
เป็ นผลให้ ระบอบทาสถูกอุบตขึ ้น การมาของอิสลามจึงควบคูไปกับพันธะกิจการต่อสู้กบอารยธรรม
                     ้                ั                                   ้
ทาสนิย มเหล่านี ใ นฐานะที่ มน คื ออารยธรรมและฝ่ ายที่อยู่บนการดือแพ่งปฏิเสธพระเป็ นเจ้ าที่
แท้ จริงมาโดยตลอด
            ในขณะที่โลกริ เริ่ มมาตรการเลิกทาสจากการพัฒนาการในวิทยาการของมนุษยชาติแต่
                                                                      ้
อิสลามกลับริเริ่มเลิกทาสจากจิตสํานึกในความเสมอภาคทางชนชันของปวงมนุษย์ที่มีต่อพระเจ้ า
                                ้                               ั
กล่าวคือสังคมในยุคอดีตนันกระบวนการผลิตของมนุษย์ขึ ้นอยู่กบการทําเกษตรกรรม ระบอบการ
ผลิตของมนุษ ย์ จึงจมปลัก อยู่แค่ผื น ดิน การใช้ แรงงานทาสภายใต้ ระบอบศัก ดิน าสวามิภัก ดิ์
(Feudalism) ที่ท าสจํ าต้ องสังกัด อยู่ใ น Manner ของขุน นางแต่ละคนจึงเป็ นไปอย่ างราบรื่ น
อย่ างไรก็ ดี การปฏิวัติท างอุต สาหกรรมในยุโรปนํ าพามาซึ่งระบอบการผลิตแบบใหม่ที่เ รี ยกว่า
‚อุตสาหกรรม‛ ซึ่งการมีทาสไม่สามารถรองรับกับระบอบการผลิตแบบอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ
แบบทุนนิยมได้ อีกต่อไป การเลิกทาสในยุโรปเพื่อแปรเปลี่ยนแรงงานจากทาสไปสู่กรรมกรหรื อชน
   ้                   ั
ชันกรรมาชีพจึงอุบติขึ ้นตามกฎของการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ เพราะการผลิต
สินค้ าในโรงงานอุตสาหกรรมย่อมต้ องการใช้ คนจํานวนมากเพื่อผลิตสินค้ าปริ มาณมากๆในแต่ละ
                                            ~ 31 ~

วันตามหลักของการ ‚แบ่งงานกันทํา‛ ระบอบแรงงานกรรมกรจึงกลายเป็ นทางเลือกที่สําคัญของ
                                                                 ้
โรงงานอุตสาหกรรมในยุโรปผนวกพร้ อมกับการเติบโตของชนชันกระฎมพีที่โค่นล้ มอํานาจพวก
                                                                         ุ
                                         ้
ซากเดนศักดินา แรงขับเคลื่อนเหล่านีต่างหากที่เป็ นตัวผลักดันให้ ระบอบทาสต้ องถึงจุดจบลงใน
             ่ ั                      ั้
ยุโรปควบคูกบการที่บรรดาชาติทงหลายเริ่ มเข้ าสู่ระบอบการผลิตแบบอุตสาหกรรม หาใช่ความ
อยากมักใคร่ชนิดต้ องการเลิกทาสเพราะจิตใจรักในมนุษยธรรมอย่างกับที่ประวัติศาสตร์อิสลามได้
กระทําลงไปแต่อย่ างใดไม่ ในอีกทางหนึ่งการเกิดระบอบอุตสาหกรรมมาพร้ อมกับลัท ธิ โบราณ
อย่างลัทธิพาณิชย์นิยมซึ่งต่อมาพัฒนากลายเป็ นลัทธิจักรวรรดินิยมล่าอาณานิคมทังหลาย การ    ้
พัฒนาอุตสาหกรรมทําให้ ชาติยุโรปผลิตสินค้ าออกมาจนล้ นตลาด จึงเกิดความอยากในการยึด
                               ้
ครองชาติล้าหลังในเอเชียทังหลายเพื่อหมายกอบโกยทรัพยากรของเอเชียและบีบคันคนเอเชียให้    ้
บริโภคสินค้ าของตนเองที่ล้นตลาดไร้ ราคาอยู่ในยุโรป การเข้ ามาของชาติยุโรปในเอเชียในแง่หนึ่ง
คือกระบวนการที่ทดแทนระบอบทาสแบบเก่าด้ วยระบอบทาสใหม่นั่นคือระบอบอาณานิคมที่บีบ
   ้                                          ู
คันประชากรในอาณานิคมคือเบี ้ยล่างที่ถกกดขี่กดหัวใช้ แรงงานเยี่ยงสัตว์ไม่ต่างอะไรกับทาสดังที่
                                                                    ้
มันเกิดขึ ้นในอินเดียและเอเชียตะวันออกฉียงใต้ เป็ นต้ น เพราะฉะนันการเลิกทาสในสังคมมนุษย์
โลกจึงเกิดขึ ้นเพราะความจําเป็ นทางวัตถุอย่างเศรษฐกิ จและระบอบการผลิตที่แปรเปลี่ยนของ
          ั้         ุ
มนุษย์ทงสิ ้น ชาติยโรปเลิกทาสเพราะอุตสาหกรรมเกิดขึ ้นและการแทนที่ด้วยระบอบทาสใหม่นั่นก็
คืออาณานิคม ส่วนชาติในเอเชียหลังการเข้ ามาของมหาอํานาจตะวันตกแล้ วการเลิกทาสจึงถูก
บังคับไปโดยปริ ย าย เพราะการดํ ารงซึ่งแรงงานทาสไม่อาจสอดรับ กับสถานการณ์ ของโลกใน
        ้
ขณะนันได้ แล้ ว ดังที่ ร.๕ ผู้ได้ รับการสรรเสริญในฐานะผู้เลิกทาสได้ กระทําไว้ แม้ นว่าพระองค์ท่าน
จะทําการเลิกทาสเพียงเพราะความจําเป็ นทางการเมืองโลกในขณะนันเท่านัน    ้      ้
           โดยสรุปการเลิกทาสของประชากรโลกจึงเป็ นเหตุผลของวัตถุล้วนๆหาใช่เหตุผลทางจิตใจ
                                                  ้
แต่ประการใด จนเมื่อโลกผ่านสงครามโลกครังที่ 2 มาบรรดาชาติที่อยู่ห่างไกลการเข้ าถึงของชาว
ยุโรปเช่นมอริทาเนียและบางส่วนของตะวันออกกลางที่ทุนนิยมไปไม่ถึงก็พึ่งจะเลิกล้ มไปจากการ
                                                            ้
กดดันขององค์ กรสิทธิมนุษยชนหรื อองค์ก รทาสสากลทังหลาย และมาตรแม้ นว่าว่าองค์กรสิท ธิ
มนุษ ยชนจะประกาศเลิ ก ทาสหมดทั่ว โลกด้ ว ยกับ คํ า ว่า ‚มนุษ ยธรรม‛ ก็ ต าม หากแต่เ ป็ น
มนุษยธรรมที่เกิดขึ ้นผ่านความเคยชินต่อสถานภาพของคนที่เป็ นอิสระแก่ตนแล้ ว พูดง่ายๆก็คือแรง
สํานึกในสิทธิมนุษยชนต่อเรื่องทาสขององค์กรฝรั่งเหล่านีเ้ กิดขึ ้นหลังจากที่ยุโรปประกาศเลิกทาส
                                                                                    ้
จนหมดสิ ้นแล้ ว จิตสํานึกในความเป็ นมนุษย์ที่เสรีจึงอัดแน่นตราตรึงใจชาติยุโรปทังปวงที่ผ่านพ้ น
                                                          ้
ระบอบทาสสู่ระบอบที่ดีกว่าอย่างประชาธิปไตย กระนัน ก็ตามความเหนือกว่าของอิสลามกลับ
                                                               ้
ปรากฏในมิ ติ ที่ ว่า อิสลามดํ าเนิ น มาตรการปล่อยทาสนับ ตังแต่มนุษ ย์ โลกยังไม่ร้ ู จัก กับ คําว่า
                                                ้    ้                     ้
‚เสรีภาพ‛ และ ‚ความเสมอภาค‛ เลยด้ วยซํา นับตังแต่ช่วงสมัยที่โลกทังมวลนิยมใช้ ทาสในการ
                                            ้
ผลิตปั จจัยยังชีพแก่มนุษย์ด้วยกัน โดยทังนี ้ความพยายามจะปล่อยทาสของมวลมุสลิมระเบิดขึ ้น
                                               ~ 32 ~

จากจิตสํานึกในเรื่อง ‚ความเสมอภาค‛ ของมนุษย์ในฐานะสิ่งถูกสร้ าง(มัคลูก)ของพระองค์อลลอฮฺั
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือความศรัทธาในพระผู้เป็ นเจ้ าคือรากฐานที่บังเกิดความคิดในเรื่ องความเสมอ
                  ั                                   ้
ภาคของมนุษย์อนส่งผลให้ เกิดการต่อสู้เพื่อทําลายชนชันทาสที่บีฑามนุษย์อย่างเหลื่อมลํ ้ามาก
    ุ
ที่สด
        ความพยายามของอิสลามที่ต้องการจะเลิก ทาสจึงเป็ นเรื่ องที่น่าสรรเสริ ญยิ่งกว่าแม้ ว่า
อิสลามจะไม่สามารถทําลายทาสให้ หมดไปจากโลกได้ ก็ตาม เนื่องจากความพยายามดังกล่าวของ
อิสลามเป็ นความพยายามที่จะล้ มล้ างระบอบทาสจากเหตุผลทางมนุษยธรรมโดยแท้ จ ริ ง การ
                                                                      ้
ปล่อยทาสของอิสลามจึงไม่มีผลประโยชน์ด้านทุนนิยมและเศรษฐกิจใดๆทังสิ ้น เพราะกระบวนการ
                                                                         ั
ปล่อยทาสของอิสลามคืออุดมคติแห่งศาสนาที่หวังในพระเมตตาของพระองค์อลลอฮฺเท่านัน ดังอํา  ้
มตะโอวาทของท่านศาสนทูตความว่า
                  ‫من ألاق رقبة مؤمكة ألاق اهلل بمل إرب مكها إربا مك من الكار‬
                                     ่ ่
"บุคคลใดที่ได้ ปลดปล่อยทาสผู้ศรัทธามันหนึงคน อัลลอฮฺจะทรงปลดปล่อยมวลอวัยวะให้ พ้นจาก
             ไฟนรก ประหนึงทุกอวัยวะของทาสถูกปลดปล่อยจากความเป็ นทาส‛12
                         ่

           ความพยายามเลิก ทาสของประชาชาติอิสลามจึงเปรี ย บเสมือนการริ เ ริ่ มหาพลังงาน
            ้        ้             ้
ทดแทนนํามัน นับตังแต่สมัย ที่ นํ ามัน ยังไม่ขาดแคลน แต่ก ารเลิก ทาสขององค์กรสิท ธิมนุษ ยชน
                                                                      ้
สากลในชื่อต่างๆก็เปรียบเสมือนความพยายามหาพลังงานทดแทนนํามันในภาวะที่นํามันเริ่ มจะ         ้
                                                                        ้
หมดโลกแล้ ว เฉกเช่ น เดี ย วกัน กับ สถานภาพของอิ ส ลามในตอนนี ที่ ยัง คงยื น หยัด ต่อ สู้เ พื่ อ
ปลดปล่อยสตรีเพศจากการตกเป็ นทาสกามและสินค้ าทางเพศของเหล่าบุรุษที่แฝงตัวผ่านชื่ออัน
สวยหรูอย่าง ‚ความเท่าเทียมระหว่างชายหญิง‛,ผ่านกิจกรรมอุปัทวันตราย (กิจกรรมอุบาทว์และ
อันตราย) เช่น การนุ่งน้ อยห่มน้ อย,เซ็กส์ก่อนแต่ง,และสารพัดความเสื่อมทรามทางเพศในรูปสื่อ
                             ั
และสิ่งพิมพ์ ภาวะวิกฤติดงกล่าวนี ้ไม่ปรากฏกลุ่มชนใดที่จะยืนหยัดต่อต้ านได้ ดีไปกว่าอิสลามแล้ ว
                       ้                                                      ้
จนเมื่อโลกย่างเข้ าขันวินาศกาเลวิปริ ตพุทธิ(โลกพินาศ,ปั ญญาวิปริ ต) เมื่อนันโลกอาจจะหันมา
รํ าลึก ถึงคุณ ความดีของอิสลามเช่น ที่ช าติยุโรปหัน มายอมรับว่าอารยธรรมอาหรับ อิสลามคือผู้
              ุ                  ่ ุ ้
ผลักดันให้ ยโรปก้ าวข้ ามยุคมืดสูยคฟื นฟูวิทยาการมาได้
           ประวัติศาสตร์การเลิกทาสของอิสลามจึงเป็ นหน้ าประวัติศาสตร์ แห่ง ‚ประวัติศาสตร์ เพื่อ
                                                    ้
พระเจ้ า‛ หาใช่ประวัติศาสตร์ แห่งการต่อสู้ทางชนชันตามทฤษฎีของมาร์ ก เพราะขบวนการเลิก
                         ้
ทาสในอิ สลามเกิ ด ขึน โดยฝ่ ายผู้ป กครอง (ที่ ม าร์ ก ซมองว่า คือ ฝ่ ายผู้ก ดขี่ ) ซึ่ ง กลายม าเป็ น
                           ้
กระบอกเสียงแก่ทาสทังผองเสียเอง ตัวท่านศาสนทูตและอัครสาวกคนสําคัญเช่น ท่านอุมร อิบ              ั

12
            ุ
     ศอฮีฮฺมสลิม. กิตาบุลอิตกฺ. หมายเลขหะดีษ : 1509
                                             ~ 33 ~

     ็
นุคอฏฏ๊ อบ เองจัดอยู่ในฐานะผู้ปกครองสูงสุดของรัฐอิสลามแห่งอารเบียต่อสู้ดําเนินการเพื่อปลด
                                                ่            ุ
แอกทาสให้ เป็ นไทมาโดยตลอด แม้ กระทังในทุกอณูขมขนลมหายใจของท่านนบีเองก็สะท้ อนภาพ
                                                                          ุ      ั
ของผู้เป็ น ‚บิดาแห่งทาส‛ ตามที่ท่านอิบนุกะษี ร นักประวัติศาสตร์มสลิมได้ บนทึกเรื่องราวของท่าน
เซด อิบนุฮะริษะฮฺ ผู้มีสถานะเดิมคือ ‚ทาส‛ ของท่านนบี ไว้ ในหนังสือ ‚กิศอศุลอัมบิยาอฺ‛ ของ
                                              ั
ท่านว่า เมื่อตอนที่พ่อของเซดมาขอไถ่ตวเซดจากการเป็ นทาสของท่านนบี กลับกลายเป็ นฝ่ ายเซด
                                                               ั
เสีย เองที่ออกมารับแทนนบีด้วยการปฏิเสธการไถ่ ตวจากพ่อของเขา โดยเซดได้ ตอบไปว่า การ
       ั                     ุั       ้    ั
ปฏิบติของท่านนบีมฮมมัดนันแม้ ฉนจะมีสภาพ ‚เดิม‛ คือ ทาส แต่ท่านนบีปฏิบัติต่อฉันราวลูกใน
                                  ้
ไส้ แท้ ๆของท่านด้ วยเหตุนีบิดาของเซดจึงจํายอมกลับบ้ านและปล่อยให้ เซดอยู่กับท่านนบี ต่อไป
และนันคือที่มาของการที่ชาวอาหรับพิจารณาว่าท่านเซดคือบุตรบุญธรรมของท่านนบี ศ็อลฯ 13 การ
           ่
         ั                 ่
ปฏิบติของท่านนบีตอทาสของท่านอย่างเลิศงามเช่นนี ้ส่งผลให้ ประวัติศาสตร์ต้องโจษจันท์ไปชัวชีพ         ่
ว่า มหาศาสดาที่นิตยสาร Times เคยยกให้ เป็ นมหาบุรุษโลกหมายเลข 1 นีอาจจะเป็ นมนุษย์คน ้
เดียวที่ทาสเต็มใจจะเป็ นทาสของท่านมากกว่าที่จะเป็ นไทกับครอบครัวเดิมของตนเอง!!! ในขณะที่
การเลิกทาสในไทยแม้ จะปรากฏหลักฐานว่าทาสบางส่วนรํ่าไห้ ที่ต้องจากนายไป แต่นั่นเป็ นการรํ่ า
ไห้ ของทาสที่เกิดจากการไร้ ที่ทางทํากินในอนาคตของพวกเขา(เพราะอยู่กับนายแม้ ว่าจะไร้ เกียรติ
แต่ไม่อดตาย) หาใช่การรํ่าไห้ โดยมีที่ทางทํากิน มีครอบครัวบิดาบังเกิดเกล้ ามารับไปอยู่อย่างสุข
สบาย แต่กลับประสงค์จะเป็ นทาสดังเรื่องราวของท่านเซด!!!
             นับเป็ นเรื่องที่น่าเศร้ าใจระคนสงสัยแท้ ที่อิสลามซึ่งเป็ นศาสนาเดียวที่ให้ ความสําคัญต่อ
การปลดแอกทาสได้ ถูกละเลยในความสําคัญของหน้ าประวัติศาสตร์ บทนีจากเยาวชนและผอง      ้
                                                                        ั     ั
วิชาการของเรา ผองมุสลิมได้ สะท้ อนภาพความเฉื่อยชาและวิสยทัศน์อนคับแคบด้ วยการละเลย
ความสนใจต่อปั ญหาเรื่ องทาสในกรอบคิดของอิสลาม บางคนของพวกเขาอ้ างว่ายุค สมัยนีไ้ ม่มี
ทาสแล้ วความจําเป็ นในการศึกษาเรื่ องของทาสจึ งไม่มีเหลืออยู่!!? ปรากฏการณ์ข้างต้ น คือภาพ
สะท้ อนปั ญญาอัน วิป ระการของมุสลิมยุคปั จจุบันที่พิจารณาความรู้ ทางศาสนาในมิติของสิ่งที่
                                                                                       ้
ดําเนินและเกี่ยวข้ องกับชีวิตประจําวันของพวกเขาในด้ านหนึ่งด้ านใดเท่านัน ผลจากวิสยทัศน์ที่    ั
อ่อนแอข้ างต้ นยังสะท้ อนภาพของการเฉื่อยชาต่อประวัติศาสตร์ ในหมู่พวกเรา เพราะความสําคัญ
                                        ั้
ของศาสตร์แห่งประวัติศาสตร์นนอยู่ในมิติของปรัชญาที่ว่ามันคือกระบวนวิชาที่จะเสริ มสร้ างการ
                                                      ้
ตระหนักรู้ในคุณค่าของสิ่งที่เกิดขึ ้นจากอดีตทังความผิดพลาดและความสําเร็จ ‚ทาส‛ ในฐานะ
ระบอบสังคมอันป่ าเถื่อนเก่าแก่ที่ไม่ปรากฏในโลกยุคปั จจุบันแล้ วจึงเป็ นผลสะท้ อนความล้ าหลัง
                              ั                          ้       ั
ทางประวัติศาสตร์ ที่บงเกิดแก่เหล่ามุสลิมในวันนีซึ่งมีลกษณะของการขาดอุดมคติทางความเชื่อ


13
  Imam Imaduddin Abul-Fida Ismail Ibn Kathir. Stories of The Prophets. Translated by Muhammad
Mustapha Geme’ah, Al-Azhar P. 190
                                           ~ 34 ~

ทางประวัติศาสตร์ ในการขับเคลื่อนเพื่อทํางานอิสลาม พวกเขาอ้ างไปได้ อย่างไรว่าสังคมมุสลิมไม่
มีความจําเป็ นต้ องสนใจเรื่องทาสอีกต่อไม่ก็ในเมื่ออัลกุรอานเสียเองที่พูดถึงกฎเกณฑ์ของทาสไว้
                      ่
อย่างมากมาย นันหมายความว่าหากวิภาษด้ วยตรรกะชนิดเดียวกัน มุสลิมเองไม่จําต้ องเสียเวลา
ศึกษาเรี ยนรู้ค วามหมายเชิงลึก ของโองการอัลกุรอานที่ ว่าด้ วยระบอบทาสแล้ วใช่ห รื อไม่!!? ที่
                        ้ ้
ซํ ้าร้ ายยิ่งไปกว่านันทังที่ผลสํารวจจากการซักถามต่อเยาวชนของข้ าฯมาตลอดหลายปี มานี ้สะท้ อน
ภาพแห่งความอวิชชาในเรื่องทาส กล่าวคือเมื่อเราถามถึงกฎเกณฑ์ข้อเท็จจริ งที่อิสลามอนุมติการ    ั
หลับนอนกับเชลย-ทาสหญิงจากสงคราม พวกเราจะพบความน่าเศร้ าใจว่าเกือบทังหมดของพวก    ้
เขาไม่ร้ ูตื ้นลึกหนาบางของเรื่องนี ้เลย เพราะพวกเขาสักแต่คิดอย่างวิประการว่าทาสมันไม่มีในโลก
                                           ่           ้
แล้ วอย่าไปสนใจเลย อัลกุรอานว่าไงก็วาท่องไปตามนัน นี่คือภาพสะท้ อนของการศึกษาอิสลามใน
สังคมแบบงูๆปลาไร้ การวิเคราะห์และดีแต่ท่องจําใช่หรื อไม่ !!? พวกเขาอ้ างว่าอย่าไปสนใจเรื่ อง
                                              ั
ทาสเลยเพราะยุคนี ้ไม่มีทาสแล้ ว แต่เมื่อมีบญชรวิชาการจากพวกปฏิเสธพระเจ้ ามากมายกล่าวว่า
อิสลามไม่ห้ามเรื่องทาสย่อมหมายความว่าอิสลามส่งเสริมการมีทาส พวกเขากลับก่อจริ ตด้ วยการ
                                ู                                     ั
ตอบโต้ ไม่ออกสํารอกไม่ถก??! อิสลามให้ ทหารมุสลิมร่วมประเวณีกบเชลยหญิ งที่จับจากสงคราม
ได้ แสดงว่าอนุญาตการข่มขืนเชลยหญิงใช่หรือไม่!!? พวกเขาก็เงียบงงเป็ นเป่ าสาก!!? หากมุสลิม
            ้
สมัยนีทําสงครามแล้ วเผอิญจับคนเป็ นเชลยมาล่ะ ? จะเอามาทําทาสและหลับนอนหรื อทําเป็ น
‚นางบําเรอ‛ ได้ อีกไหม !!? ทาสไม่มีแต่บัญญัติเรื่ องทาสถูกยกเลิกแล้ วหรื อยัง !!? แล้ วอ้ างมาได้
อย่างไรว่าไม่ต้องศึกษาเรื่องทาสเพราะทาสไม่มีแล้ ว !!? ความอับเฉาเบาวิชาการของสังคมมุสลิม
                  ่         ั
เช่นนี ้นี่เองที่สงผลให้ ศตรูอิสลามรีบฉกฉวยวิกฤติเปลี่ยนเป็ นโอกาส ด้ วยการโหมกระหนํ่าทางสื่อ
ต่างๆว่าอิสลามสอนให้ กดขี่ทาส อิสลามเป็ นพวกอนุรัก ษ์ การมีทาส พวกเขาเสนอภาพเช่นนีไ้ ด้
                                    ุ                           ั
เนื่องจากความล้ าหลังของชาติมสลิมในอาฟริกาบางประเทศที่ยงคงระบอบทาสอันกดขี่มนุษย์อยู่
                                                                  ้
นี ้ ผนวกกับความไม่เดียงสาของโลกมุสลิมในประเด็นเรื่องทาสนีจึงทําให้ อิสลามถูกประณามจาก
          ่
ศัตรูวาเป็ นศาสนาโบราณครํ่าครึที่ไม่ยอมให้ มีการเลิกทาส คนส่วนใหญ่ของโลกนีเ้ มื่อพูดถึงทาสก็
                                                                        ้
มักนึกอิสลามเป็ นศาสนาแรกๆที่รังแกทาส และที่ร้ ายแรงไปกว่านัน ‚คนบ้ าแห่งประวัติศาสตร์ ‛
(The Madman of History) บางคนอย่างเช่น นาย อาลี ดาชตีย์ อดีตรอฟิ เฎาะฮฺชีอะฮฺมรตัด ก็ยังุ
หยิบประเด็นเรื่ องทาสมาโจมตีท่านนบีเสียได้ ว่าท่านคือ ‚ศาสดาเทียม‛ (False Prophet) เพราะ
                                                         ั้   ้
ท่านเป็ นผู้ที่มีเอี่ยวกับระบอบทาส โดยอ้ างว่าท่านนบีนนเคยซือ,และครอบครองทาสตลอดจนจับ
                          ้
คนมาเป็ นเชลยดังนันศาสนาอิสลามของท่านนบีจึงไม่มีความเป็ นสากลอยู่ในตัวเอง โดยที่เขาไม่
                              ้
พิจ ารณาเลยว่าท่านซื อทาสมาเพื่อมอบชีวิตใหม่ที่ดีก ว่าแก่ ทาส ท่านครอบครองทาสด้ วยการ
         ั ่                      ั                                          ุ
ปฏิบติตอทาสเยี่ยงลูกในไส้ ดงกรณีของท่านเซด นี่คือความแปลกประหลาดที่สดในมหาจักรวาลนี ้
      ุ                                                     ้       ุ
ที่มสลิมถูกใส่ร้ายให้ เข้ าใจผิดในเรื่ องทาส และที่แปลกเพียนที่สดเลยก็คือ พวกมุสลิมในไทยเรา
                 ้ ั้
ต้ องศึกษาตังแต่ชนประถมเกี่ยวกับพระเดชพระคุณของ ร.๕ ในการเลิกทาส แต่เมื่อศึกษาจุดยืน
                                            ~ 35 ~

                ่
อิสลามที่มีตอทาสคนวิประการบางคนกลับมองว่าเสียเวลาที่จะทําการศึกษาเพราะโลกยุคนีไ้ ม่มี
ทาส!!?
                                                ้
          หนังสืออันตํ่าต้ อยของข้ าฯเล่มนีคือความพยายามที่ จะเสาะหาถึงคุณนุป การที่ศาสนา
อิสลามได้ กระทําไว้ แก่มวลมนุษยชาติด้วยการปลดแอกมนุษย์จากระบอบทาสอันเลวร้ าย ในแง่
หนึ่งมันก็สะท้ อนภาพของการเป็ นศาสนาที่คํานึงถึงสิ ทธิมนุษยชนมนุษย์ของอิสลามที่คอยจัดหา
                                                            ้
มาตรการร้ อยแปดพัน เก้ าในการเลิ ก ทาสนับ ตังแต่มนุษ ย์ ยังค้ าขายทาสเป็ นของปกติ ความ
พยายามของขบวนการอิสลามในการปล่อยทาสล้ วนเป็ นความพยายามที่กระทําไป ‚เพื่อพระเจ้ า‛
                                                                              ้
อย่างแท้ จริงโดยไร้ การแทรกแซงจากองค์กรสิทธิมนุษยชนใดๆ แต่กระนันก็ตามความเลวร้ ายของ
สื่อมวลชนแห่งลัทธิปฏิเสธพระเจ้ าก็คือการกล่าวโทษปั ญหาแห่งระบอบทาสโดยโยนความผิดแห่ง
                                                  ้
ประวัติศาสตร์แก่ศาสนาอิสลาม กล่าวคือทังที่อิสลามอุบัติขึ ้นมาเพื่อริ เริ่ มจะปลดปล่อยทาสก่อน
                  ้
ศาสนาอื่นใดทังสิ ้น แต่กลับกลายเป็ นว่าเมื่ออิสลามดําเนินนโยบายเลิกทาสแบบ ‚ทีละขันตอน‛         ้
มากกว่าที่จะดําเนินนโยบายแบบ ‚เลิกเด็ดขาด‛ ซึ่งในขณะเดียวกันระบอบทาสที่มีมากทั่วทุกมุม
                                                              ่
โลกก็ยากเกินกว่าที่มวลมุสลิมและอิสลามเพียงกลุมเดียวจะปลดแอกทาสได้ หมดทุกคน เมื่อเห็น
เช่นนี ้พวกสื่อมวลชนแห่งลัทธิปฏิเสธพระเจ้ าจึงล้ างสมองชาวโลกผู้อคติบางส่วนให้ เข้ าใจถือโทษว่า
                                                                        ้
ที่ระบอบทาสไม่หมดสิ ้นไปจากสังคมในตะวันออกกลางนันเป็ นเพราะอิสลาม!! มันกลับกลายเป็ น
      ้                                   ้                               ้
ว่าทังที่อิสลามริเริ่มปลดแอกทาสนับตังแต่สมัยที่ศาสนาทังหลายยังมุดในกะโหลกกะลาไม่ใยดีต่อ
ทาส เพียงแต่ความที่อิสลามคํานึงถึงข้ อเท็จจริงว่าการห้ ามทาสด้ วยวิธี ‚เด็ดขาด‛ นอกจากจะไม่มี
                             ั                ้
ผลดีแล้ วยังเป็ นผลร้ ายแก่สงคมด้ วยซํา(ดังสงครามกลางเมืองในอเมริ กาที่มีปมปั ญหาจากเรื่ อง
                                                        ้
ทาส) อิสลามจึงค่อยปลดปล่อยทาสอย่างเป็ นขันตอน แต่ไปๆมาๆเมื่ออิสลามปลดแอกทาสได้ ไม่
                                                                  ้         ้
หมดก็กลับกล่าวโทษว่าเป็ นความผิดของอิสลามทังที่โลกทังผองนั่งเมินเฉยดูทาสถูกกดขี่กันเป็ น
เป่ าสากเสียแต่แรก!! มันเหมือนกับชายคนหนึ่งที่ทนดูบรรดาคนติดยาเสพย์ติดในสังคมไม่ได้ เขา
                                                      ้
จึงอาสาลงมือบําบัดอาการติดยาแก่คนเหล่านันด้ วยวิธีการค่อยๆลดการใช้ ปริ มาณยาของผู้เสพย์
ลง มากกว่าที่จะห้ ามเด็ดขาดเพื่อเสี่ยงกับการ ‚ลงแดงตาย‛ ของคนติดยา อย่างไรก็ตามในบรรดา
              ้                                     ้
คนติดยาทังหมด 80 คน มีเพียง 60 คนเท่านันที่สามารถเลิกยาได้ จากวิธีการนี ้ ในขณะคนที่เหลือ
อีก 20 คนไม่สามารถเลิก ยาได้ เนื่ องจากอาการติดยางอมแงมเกินเยียวยา ถามว่ามันถูกต้ อง
            ั                                             ้
หรือไม่ที่สงคมซึ่งเมินเฉยพวกคนติดยาเหล่านี ้ตังแต่แรกจะ ‚เสนอหน้ า‛ มาด่าว่าชายคนนีว่าโหลย   ้
                                                                                        ั้
โท่ยห่วยแตกไร้ นํ ้ายาหรือแม้ กระทั่งกล่าวโทษเขาว่าการที่คนไม่สามารถเลิกยาได้ ทงหมด 80 คน
   ้                                                                ้ ั
นันเป็ นเพราะตัวเขาจุ้นจ้ านไม่เข้ าเรื่องคนเดียว!! ทังที่สงคมอื่นๆไม่เคยคิดยื่นมือเข้ าช่วยเหลือคน
           ่ ้                                                                             ้
ติดยากลุมนี ้ตังแต่แรก แต่เมื่อเขาอาสาแก้ ปัญหานี ้ด้ วยวิธีการ ‚ค่อยๆลดยา‛ ลงเพื่อปองกันการลง
                                            ้
แดงจากการห้ ามยาเด็ด ขาดแต่กระนันบางส่วนของผู้ใ ช้ ยาก็ ยังไม่สามารถเลิกยาได้ มัน ย่อมไร้
                       ุ                                        ้
สาระและเลวร้ ายที่สดหากเราจะกล่าวโทษชายผู้นีว่าการที่คนไม่สามารถเลิกยาได้ หมด ‚ทุกคน‛
                                            ~ 36 ~

    ้
นัน เป็ นเพราะวิธี ก ารในการรั ก ษาของเขา และพวกที่ เ หลือ อีก 20 คนก็ ถูก นํ าไปรัก ษาต่อ ที่
                                 ้
โรงพยาบาลจนหาย ดังนันโลกจึงควรประณามชายคนนี ้และยกย่องพวกที่เมินเฉยในตอนแรกแล้ ว
ก็ฉวยโอกาสพา 20 คนที่เหลือไปโรงพยาบาล แน่นอนมันย่อมเป็ นเรื่ องเหลวไหลที่ใครสักคนจะมี
                               ่               ู
พฤติกรรมดังตัวอย่างที่วามา เพราะที่ถกต้ องแล้ วเราควรยกย่องชายผู้นี ้ในฐานะผู้ริเริ่มคนแรก ฉันท์
                    ั้
ใดก็ฉันท์นนการที่พวกสมองบางส่วนหนึ่งพยายามจะโจมตีอิสลามด้ วยเหตุผลโง่ๆว่าอิสลามไม่
                                           ้
ห้ ามการมีทาสอย่าง ‚เด็ดขาด‛ ดังนันจึงควรประณามอิสลามที่ทําให้ ระบอบทาสถูกมองว่า ‚ไม่
                       ่ ู                   ้
บาป‛ ในหมูผ้ คนในตะวันออกกลาง ทังที่อิสลามก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับตัวอย่างของชายผู้
นี ้ที่ริเริ่มใช้ ความพยายามในการทําลายด้ วยวิธีการค่อยเป็ นค่อยไป ซึ่งอาจจะมีบางส่วนที่หลงค้ าง
                           ้
ตกเหลืออยู่ ดังนันการยกเลิก ทาสขององค์ก รสิท ธิมนุษ ยชนสากลย่อมเป็ นสิ่งที่ น่ายิน ดี แต่การ
กล่าวโทษว่าระบอบทาสอยู่ได้ ในตะวันออกกลางและแอฟริกาเพราะกฎหมายอิสลามยอมรับการมี
              ้
ทาส ทังที่ขณะเดียวกันอิสลามกลับพยายามอย่างสุดความสามารถในการล้ มล้ างระบอบนีก็คือ               ้
ความเลวพอๆกันกับที่เรากล่าวโทษชายผู้พยายามบําบัดอาการติดยาด้ วยเหตุผลที่เขา ‚ไม่ห้าม‛
                                       ้
การเสพย์ ย าอย่ างเด็ด ขาดทังที่ เ ขาพยายามอย่ างยิ่ งยวดจนสุดความสามารถเพื่ อให้ ผ้ ติดยา    ู
                                     ้
สามารถเลิกยาได้ เพราะฉะนันสิ่งที่โลกควรกระทําคือยกย่องสรรเสริญอิสลามในการพยายามดําริ
                             ้
ที่จะปลดปล่อยทาสตังแต่แรกเริ่ ม แม้ ว่าอิสลามจะไม่ห้ามการมีทาสอย่างเด็ดขาดแต่กลับหากล
ยุทธ์ทําลายระบอบทาสในอีกทางหนึ่ง และแม้ ว่าอิสลามจะไม่สามารถเลิกทาสได้ หมดทุกคนบน
                 ั่
โลกนี ้แต่นนก็คือสิ่งที่น่ายกย่องในฐานะที่อิสลามริเริ่มกระบวนการทําลายทาสขึ ้นมาในตอนแรก
                                                     ุ                    ้
                คนโง่บางส่วนอาจจะแย้ งมาว่าฮุก่มอิสลามว่าด้ วยเรื่ องทาสนันยังไม่ถูกยกเลิก พูดอีกนัย
                                                                                   ั้
หนึ่งก็คือ หากชาติที่ขาดการพัฒนาอย่างเช่น มอริทาเนีย ยังมีการใช้ ทาสอยู่นนแสดงว่าไม่เป็ นไร ก็
                                                           ้
เท่ากับอิสลาม ‚ส่งเสริ ม‛ การมีทาสหรื อหากยุคนีจะมีใครอุตริ สร้ างระบอบทาสขึ ้นมาใหม่ก็ย่อม
‚ไม่บาป‛ ในทัศนะของอิสลามนั่นเอง!! นี่ คือการวิเคราะห์ ที่ต้องขอใช้ คําว่า ‚โง่แล้ วอวดฉลาด‛
                                                                            ั
อย่างยิ่งเพราะประการแรกเลย ทาสไม่ใช่ระบอบที่อิสลามสร้ างขึ ้นแต่มนมีมาก่อนอิสลามนับร้ อยปี
                                   ้                                                  ้
แล้ ว ประการที่สองเมื่อครันอิสลามอุบัติมา อิสลามจํากัดการเพิ่มปริ มานของชนชันทาสด้ วยการ
‚ห้ าม‛ (หะรอม) นําคนอิสระมาเป็ นทาสอีกในขณะพวกที่เป็ นทาสอยู่แล้ วอิสลามก็เร่งหามาตรการ
                                                         ้
ปลดปล่อยอย่างเป็ นระบบ ประการที่สาม ดังนันการอ้ างว่าอิสลาม ‚ไม่ห้ามการมีทาส‛ ซึ่งถ้ าใน
                                                                                ั้
ปั จจุบันใครจะสร้ างระบอบทาสขึ ้นมาใหม่ก็ ย่อมไม่บาปหรื อกระทําได้ นน คือคําอ้ างที่ผิดพลาด
                                                   ้
อย่างมากเพราะมนุษย์ในปั จจุบันเกือบทังหมดของโลกไม่ใช่ทาสแต่เป็ นเป็ นเสรี ชน และอิสลาม
                                                       ้           ุ
‚ห้ าม‛ การนําคนที่เป็ นไทมาเป็ นทาส ดังนันการไม่ยกเลิกฮุก่มทาสของอิสลามจึงไม่มีส่วนเอื ้อให้
ระบอบทาสเกิดขึ ้นมาใหม่ตามคนโง่ๆบางคนคิดกันแต่อย่างใด เพราะในอิสลามห้ ามนําคนเป็ นไท
                                         ้
มาเป็ นทาส และในอิสลามนัน การทํ าคนให้ เ ป็ นทาสได้ มีก รณี เ ดีย วคือพวกที่ ตกเป็ นเชลยใน
                                                 ั                            ้
สงคราม ‚ญิฮาด‛ เพื่ออิสลามหรือพวกที่ขดขวางมาดร้ ายต่ออิสลามเท่านันและการสงครามญิฮาด
                                            ~ 37 ~

                                         ้
ไม่ใช่การรุกรานหาเรื่องผู้อื่น ดังนันหากไม่มีใครขัดขวางอิสลามทาสเชลยก็ย่อมเกิดขึ ้นไม่ได้ แต่ก็
   ่                                   ั                                          ้
นันอีกแหละว่า การที่อิสลามอนุมติการทําคนให้ เป็ นทาสกรณีเชลยศึกเท่านัน ก็อาจจะมีบางพวก
           ่
อ้ างว่านันไงช่องโหว่ของกฎหมายอิสลามที่จะทําให้ ทาสเกิดขึ ้นใหม่ได้ อีก เพราะสงครามยังมีอยู่
                                                                           ้
ต่อไป ซึ่งประเด็นของ เชลยและการเป็ นทาสของเชลยสงครามนีจะได้ วิเคราะห์เ จาะลึก ในส่วน
เนื ้อหาต่อไป
                                                                         ั ั้
             อย่างไรก็ตามในส่วนของเชลยศึกสงครามที่อิสลามอนุมตินนยังมีข้อสับสนทางกฎหมาย
                                                                       ้
ดังที่ได้ กล่าวไปแล้ วคือ กรณีเชลยหญิ งที่ถูกจับมาในสงครามนันหลักการอิสลามอนุมติให้ ทหาร       ั
                                                                                       ้
มุสลิมสามารถร่ วมประเวณี กับ พวกนางได้ ข้ อบัญ ญัติท างกฎหมายประการนี จึงส่งผลให้ เ กิ ด
จิน ตนาการที่เ บี่ ย งเบนคลาดเคลื่อนไปว่าอิสลามอนุญ าตการ ‚ข่มขืน ‛ เชลยหญิ งอัน เป็ นการ
                           ่                             ่
กระทําที่มนุษยชาติตางประณาม มนุษยชาติตางเป็ นสักขีพยานถึง ความโหดร้ ายที่ผ้ หญิ งต้ องตก   ู
                                                                                    ุ่
เป็ นเหยื่อกามราคะในสงครามอันหื่นกระหาย ไม่ว่าจะเป็ นกรณีที่ทหารญี่ ปนข่มขืนสตรี ในเมือง
นานกิงของจีนเกือบยกเมือง, การข่มขืนสตรีชาวเยอรมันตามท้ องถนนเมื่อคราวที่กรุงเบอร์ลินถูกโซ
เวียตถลุงจนพินาศ, การข่มขืนสตรีชาวเวียดนามและเกาหลีเหนื อโดยตํารวจโลกอเมริ กาพระเอก
                                                       ้
ตลอดกาลที่ พี่ไทยเลีย แข้ งขามาตลอดนับ ตังแต่สมัย เผด็จ การถนอม-ประภาสฯลฯ แล้ วการที่
สงคราม ‚ญิ ฮ าด‛ ของมุสลิมอนุมัติก ารหลับ นอนกับ เชลยหญิ งได้ ก ารกระทํ าเช่นนี จ ะต่างกัน   ้
                      ั                    ้
อย่างไรกับกรณีตวอย่างที่ยกมากระนันหรื อ ? ด้ วยเหตุแห่งความสับสนในข้ อกฎหมายนีจึงทําให้          ้
หนังสือเล่มนี ้อาจจะกอปรไปด้ วยการวิเคราะห์ทางกฎหมายอิสลามตามที่ความสามารถอันน้ อย
                                                     ้
นิดของข้ าฯพอจะวิเคราะห์ได้ หนังสือเล่มนีจึงอาจจะไม่ใช่หนังสือว่าด้ วยการปลดแอกทาสของ
อิสลามอย่างเดียวซึ่งจะรวมถึงการวิเคราะห์ข้อกฎหมายอิสลามประการนี ้แทรกด้ วย
                                    ้             ้
             ข้ าฯขอยื น ยัน อีก ครังครา ณ ที่ นี ว่าประวัติ ศาสตร์ ก ารต่อสู้และความขัดแย้ งของผอง
มนุษยชาติคือประวัติศาสตร์ แห่งการต่อสู้ระหว่างฝ่ ายศรัทธาและฝ่ ายปฏิเสธต่อพระผู้เป็ นเจ้ าที่
             ้
แท้ จริงทังสิ ้น ซึ่งในบางกรณีการฟาดฟั นจนครึ่งค่อนโลกเกือบจะพินาศอับปางเช่น สงครามโลกครัง         ้
                                                           ั
ที่ ๑ และ ๒ , สงครามเย็น ต่างก็ล้วนเป็ นปฏิกิริยาที่ลทธิปฏิเสธพระเจ้ าในรูปแบบและชื่อต่างๆฟาด
ฟั นกันเพื่อแย่งชิงพื ้นที่ความเป็ นใหญ่บนโลกนี ้ของลัทธิตนภายใต้ การดูชมของมารร้ ายอิบลีสที่หลง
                                                                              ู          ่
ยิ ้มกระหย่องย้ อมใจที่ได้ เห็นมนุษย์ชาติฟาดฟั นกันเพื่อผลประโยชน์สงสุดของตน นันก็คื อ การลวง
หลอกลูกหลานอาดัมให้ ถ อยห่างจากการศรัท ธาต่อพระเจ้ าที่เที่ ยงแท้ การฟาดฟั นต่อสู้กันของ
มนุษยชาติในหน้ าประวัติศาสตร์จึงมิอาจจะจบสิ ้นได้ ภายใต้ เงื่อนไขลวงโลกอย่าง องค์กรสันติภาพ
สากลในนาม U.N. หรื อการจัดสัมมนาสมานฉันท์ในห้ องแอร์ เย็นฉํ่าแสนสบายภายใต้ กองคราบ
เลือดของมวลมนุษย์ที่ถูกสังหารมาอย่างยาวนาน หนทางเดียวของมนุษยชาติที่จะหลุดพ้ นจาก
        ั
ทุกข์อนเข็ญขมนี ้ก็คือการเข้ าร่วมเป็ นส่วนหนึ่งในการต่อสู้แห่งประวัติศาสตร์ โดยเลือกอยู่ฝ่ายข้ าง
แนวทางที่ศ รัทธาในพระผู้เป็ นเจ้ าอย่าง ‚อัลอิสลาม‛ เพื่อปลดแอกมนุษย์จากการเป็ นทาสของ
                                               ~ 38 ~

ระบอบปฏิ เ สธพระเจ้ า ความพ่ายแพ้ ข องระบอบปฏิเ สธพระเจ้ าอย่ างราบคาบเท่ านัน จะนํ า             ้
ความสุขมาสู่อารยะธรรมมนุษย์ ได้ มนุษย์จึงมิอาจหลีก หนีจากประวัติศาสตร์ แห่งการต่อสู้เพื่ อ
                                                                         ู
กลบเกลื่อนความขัดแย้ งด้ วยสันติภาพเทียมใดๆได้ เพราะมนุษย์ได้ ถกแบ่งกว้ างๆเป็ นเพียงมนุษย์
                          ู
ผู้ศรัทธาและมนุษย์ผ้ ปฏิเสธต่อพระเจ้ า ซึ่งพวกแรกยืนอยู่บนประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ในหนทาง
               ั
ของพระองค์อลลอฮฺ ในขณะที่พวกหลังยืนอยู่บนประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้เพื่อระบอบปฏิเสธพระ
                            ้
เจ้ าในรูปแบบต่างๆทังปวง (4:76) การต่อสู้มิได้ หมายความถึงการจับอาวุธฟาดฟั นเพียงอย่างเดียว
      ั                           ้                             ่
แต่ยงรวมถึง ‚ความขัดแย้ งทังปวง‛ ระหว่างมนุษย์สองฝ่ ายไม่วาจะเป็ นในด้ านความคิด,วิชาการ,
                                                        ้
วิทยาศาสตร์และระบอบวิถีชีวิตการเมืองและสังคมทังหมดล้ วนจะต้ องถูกรวมเข้ าอยู่ในการต่อสู้ใน
                       ั้
หน้ าประวัติศาสตร์ทงสิ ้น
          หนังสือของข้ าฯเล่มนี ้จักขอเป็ นส่วนร่วมหนึ่งในการต่อสู้ของประวัติศาสตร์ มนุษยชาติใน
                                                   ่
ฟากฝั่ งของชนที่ศรัทธาในพระเจ้ า ด้ วยความมันใจอย่างเปี่ ยมล้ นว่าการต่อสู้กับศัตรูผ้ โอหังของ  ู
พระองค์จะทําให้ ผองเราลิ ้มรสแห่งความสําเร็จจากคําสัญญาของพระองค์ (5:35) แม้ ว่าภาวะโลก
ในขณะนี ้จะถูกปกคลุมไปด้ วยพละกําลังของลัทธิปฏิเสธพระเจ้ าอย่ างดาษดื่น จนประวัติศาสตร์
                                                                           ้
โลก ณ ตอนนี ้กลับกลายเป็ นเพียง ‚ประวัติศาสตร์เพื่อฏอฆูต‛ แต่กระนันก็ตามแม้ ความทุกข์ระทม
                               ุ ้ ุ            ุ                                  ้
จะยาวนานปานใด แต่ทกครังที่มสลิมทุกผู้ทกนามตระหง่านยืนขึ ้นมาเพื่อปกปองแนวทางอันเที่ยง
แท้ ของพวกเขา บรรดามุสลิมได้ ยืนขึ ้นเพื่อคัดค้ านศัตรูในนามของชนผู้เปลี่ยนประวัติศาสตร์ ไปสู่
ประวัติศาสตร์ หน้ าใหม่ที่รัศมีของพระผู้เป็ นเจ้ าจะส่องจรัสเจิดจ้ าปกคลุมผองชนทุกหย่อมหญ้ า
จากคําสัญญาของพระองค์ที่จะให้ ผองมุสลิมได้ ครอบครองหน้ าแผ่นดินนี ้และศาสนาของพระองค์
                                                                                              ้
จัก มั่น คงแผ่ก ว้ า งไร้ สิ่ งใดเที ย มทาน (24:25) ชัย ชนะอัน ยิ่ ง ใหญ่ จ ะต้ อ งบัง เกิ ดขึน จริ ง และ
                                                                    ั
ประวัติศาสตร์โลกภายใต้ การต่อสู้ของศรัทธาชนจะผลักดันให้ ลทธิปฏิเสธพระเจ้ าของอิบลีสต้ อง
                 ุ
ปราชัยไปในที่สด ประวัติศาสตร์ โลกจะต้ องแปรเปลี่ยนไปสู่ประวัติศาสตร์ แห่งชัยชนะของฝ่ ายผู้
                                           ั้
ศรัทธาในพระเจ้ า และประวัติศาสตร์ทงผองจะต้ องถูกจารึกในฐานะ ‚ประวัติศาสตร์ เพื่อพระเจ้ า ‛
                                                                       ั         ุ
และโดยพลานุภาพของพระเจ้ าที่แท้ จริงเพียงหนึ่งเดียวคือ พระองค์อลลอฮฺศบฮานะฮุวาตะอาลา
ขอประวัติศาสตร์จงมีเพียงไว้ เพื่อรับใช้ แด่พระอัลลอฮฺเพียงผู้เดียวเทอญ

                                                           หรือท่ านกาลังอยู่นอกประวัติศาสตร์ ?
                                                                      ชัรฟุดดีน อามิลี
                                                                         ่         ู
                                                                     (กลุมอัซซาบิกน)
                                                                dolmabahce_26@hotmail.com
                                               ~ 39 ~

                                         บทที่ 2
                                มายาคติทาสแห่ งโลกตะวันตก

           ในช่วงเพลาสายของฤดูร้อนวันหนึ่ง ข้ าพเจ้ าถูกปลุกขึ ้นมาจากห้ วงวังวนแห่งการหลับใหล
                                         ่
ด้ วยเสียงโทรศัพท์มือถือที่ร้องแผดลันอยู่ตรงมุมห้ องของข้ า ฯ เมื่อชําเลืองดูก็ปรากฏว่าเป็ นเบอร์
โทรศัพ ท์ ข องท่ า นอาจารย์ ช ะรี ฟ วงศ์ เ สงี่ ย ม อามี ร กลุ่ม อัซ ซาบิ กูน ผู้จัด เจนในเรื่ อ งศาสนา
                                                              ั
เปรียบเทียบของเรานี่เอง หลังจากกดรับสายตามปกติวิสยแล้ วท่านอาจารย์ชะรีฟก็บอกสันๆแค่ว่า            ้
                         ่           ู
คุณอีซา(สมาชิกกลุมอัซซาบิกนอดีตคริสต์ชนท่านหนึ่ง)สงสัยในเรื่องของทาสอันเป็ นฐานันดรทาง
สังคมแขนงหนึ่งที่ได้ มีการกล่าวถึงในศาสนาอิสลาม จึงอยากจะให้ ข้าฯช่วยไขข้ อข้ องใจกันเสีย
หน่อยเนื่องเพราะไปอ่านอัลกุรอานแปลไทยฉบับของนักเรียนเก่าอาหรับโองการว่าด้ วยเชลย-ทาส
                                   ั
หญิงซึ่งทหารมุสลิมได้ รับอนุมติให้ หลับนอนด้ วยได้ โดยไม่ต้องแต่งงาน (4:24) ข้ าพเจ้ าจึงชีแจงแก่     ้
คุณอีซาไปและหลังจากการเสวนาไขข้ อข้ องใจกันในเรื่องทาสแล้ วเราต่างก็จบการสนทนาและแยก
ย้ ายกันไปตามวิถีทางของตน
                                       ้
           อย่างไรก็ดีตลอดวันนันข้ าฯเกิดความกระวนกระวายใจต่อแรงกระตุ้นในห้ วงจิตสํา นึกบาง
ประการซึ่งกําลังถูกพรํ่าเรียกอยู่ในดวงจิตมากขึ ้นทุกคราที จนเป็ นผลให้ ดวงจิตต้ องเกิดอาการไม่
สงบอยู่รํ่าไปเนื่องด้ วยรู้อยู่ในทรวงอกว่าเรื่องราวข้ อข้ องใจเกี่ยวกับเรื่องทาสที่ข้าฯได้ รับการถามไถ่
เมื่อเช้ านี ้ ในกาลหนึ่งแล้ วก็เคยเป็ นปั ญหาคาใจแก่ข้าฯจนต้ องร้ อนรนค้ นคว้ าเพื่อแสวงหาคําตอบ
กันชนิดทุกลักทุเลพอดู อาจจะด้ วยประเด็นดังกล่าวเป็ นประเด็นอ่อนไหวในทางประวัติศาสตร์และ
ศีลธรรมซึ่งล่อแหลมต่อการเบี่ยงเบนความเข้ าใจอันถูกต้ องตามเจตคติของอิสลามได้ คําปรารภ
ของคุณอีซาที่สะท้ อนความอ่อนไหวและความล่อแหลมของการเข้ าใจผิดซึ่งก่อเค้ าแห่งจินตนาการ
                                ั                                  ู
ว่าอิสลามคือศาสนาที่อนุมติเรื่องการหลับนอนกับสตรีทาสที่ถกจับมาเป็ นเชลยจากสงคราม(โดยมิ
                                                                          ู
ต้ องแต่งงาน)คล้ ายกับจะตอกยํ ้าความพยายามของเหล่าบูรพาคดีผ้ แผดเผาไปด้ วยเพลิงแห่งโมหะ
คติซึ่งกําลังโหมกระหนํ่าโฆษณาชวนเชื่ออยู่ในร่ มธงแห่งชาติยุโรปว่าอิสลามคื อศาสนาแห่งการ
                                            ุ ั                 ่               ั
ข่มขืนเชลยหญิง!!อิสลามคือศาสนาที่อตริสงคมทาสอันชัวร้ ายขึ ้นมา!!มุฮมมัดคือชายผู้ข่มขืนสตรี
เพศจากสงครามและพ่อค้ าทาส!!(ขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺที่ข้าฯต้ องเอ่ยคําโฆษณาวิตถารเช่นนี)้
                                                                                    ้
ปมปั ญหาในหลักการอิสลามข้ อนี ้รบเร้ าจิตใจข้ าฯให้ รีบลงมือเขียนเอกสารชี แจงประเด็นนีโ้ ดยเร็ว
             ้
แต่ก ระนันก็ดี เนื่ องด้ วยภาระที่กํ าลังงุ่นง่านสาละวนกับ การเรี ย บเรี ยงหนังสือเล่มใหม่อยู่นันจึง    ้
                                             ั
ผลักดันให้ ข้าฯต้ องผละทิ ้งเจตนารมณ์ดงกล่าวนี ้ไปพร้ อมกับปลอบใจตัวเองว่าคงไม่เป็ นไรกระมัง
เพราะในสังคมไทยยังไม่ปรากฏการถกเถียงในปั ญหาดังกล่าวนี ้จึงมิควรชักศึกเข้ าบ้ านเสียก่อน!!
                                                                             ั้
           วันรุ่งขึ ้นในขณะที่กําลังโลดแล่นหาความรู้อยู่ในโลกไซเบอร์ นนหัวสมองก็พลันสังการให้      ่
                                                    ้                   ้
ลองค้ น หาคํ าว่าทาสหญิ งหรื อเชลยในเวปกูเ กิ ลดู การค้ น หาครังนี ไ้ ด้ นําพาข้ าฯให้ ตระหนัก ถึ ง
                                               ~ 40 ~

                                ้
ปั ญหาร้ ายแรงประการนีแล้ วเนื่ องเพราะข้ าฯได้ พานพบเห็นกระดานเสวนาในเว็ปพันธ์ ทิพย์อัน
เพียบพร้ อมไปด้ วยเหล่าผู้สะพรึงชังในอัล -อิสลามสุดประดามีกําลังวิพากษ์ อิสลามกันอย่างสนุก
ปากจากประเด็นเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์กับทาสหญิ งในสงคราม คนเหล่านีประโคมคบเพลิง         ้
                 ู                                                   ุ
พยาบาทแก่ลกสมุนของตนเองด้ วยข้ อหาต่างๆนานาจนท้ ายที่สดก็สรุปเอาดื อๆว่าเปาหมายเบือง ้         ้      ้
ลึกที่กระตุ้นเหล่าทหารมุสลิมให้ ออกสู่การญิ ฮาดก็หมายเพียงแค่จะครอบครองหญิ งเชลยงามๆ
                                                    ั
และนํามาปรนเปรอเพ้ อใคร่ระเริงกามารมณ์ กนเสียมากกว่า!!
               ้
           ครันเมื่อเห็นการณ์เป็ นเช่นนี ้แล้ วข้ าฯก็มิอาจนิ่งเฉยทนต่อไปได้ อีก ต้ นฉบับหนังสือเล่มใหม่
                                                                                       ้ ้
จึงถูกปั ดออกไปจากสารบบการทํางานเสียก่อนแล้ วจึงเริ่มลงมือเขียนหนังสือชินนีขึ ้นแทน ซึ่งหาก
                                                                          ั้
จะให้ วิพากษ์ วิจารณ์ถึงข้ อกล่าวหาที่ปรากฏอยู่ในเว็ปพันธ์ทิพย์นนก็คงมิใช่บทวิเคราะห์ในเรื่ อง
ทาสที่แปลกใหม่แต่อย่างใดเลย เป็ นแต่เพียงแค่การคัดลอกข้ อมูลจากเว็ปไซต์ฝรั่งต่างๆที่อคติต่อ
อิสลามอย่างน่าเวทนามานําเสนอเพื่อปลุกกระแสชาตินิยมเกลียดมุสลิมขึ ้นในชาติเท่านัน!                  ้
                              ู                                ่
           เมื่อพูดถึงสิ่งที่ถกเรียกกันในภาษาของมนุษย์วา ทาส (Slave) ห้ วงความเข้ าใจของผู้คนที่
                           ้
ได้ รับฟั งถึงคํ าศัพท์นี มัก จะก่ อเกิ ดความรู้ สึก สะอิดสะเอียนและโกรธแค้ น ถึ งความเลวร้ ายของ
                                     ่
ระบอบสังคมในยุคอดีตที่ได้ มีสวนร่วมในการรังแกบีฑากดขี่มนุษย์ด้วยกันภายใต้ ปลักของความ
เป็ น “ทาส” ซึ่งส่อภาพของความไร้ ซึ่งอิสรภาพและเสมอภาคที่มนุษย์กลุ่มผู้อ่อนด้ อยได้ รับการยัด
                                                                        ั
เยียดในสถานภาพดังกล่าว พร้ อมกันนี ้ความเกลียดชังดังกล่าวก็มกผลักดันความรู้สกไปในทิศทาง      ึ
                                                       ่
เดียวกันในลักษณะของการเกลียดชังและอคติตอระบอบความคิดและสังคมวัฒนธรรมใดๆก็ตาม
ในอดีตที่ มีส่วนร่ วมรู้ เห็นสนับสนุนต่อการคงอยู่ของระบอบอันโสมมเช่นระบอบทาส (Slavery)
      ้
ดังนันโดยพื ้นฐานแล้ วหากมีระบอบความเชื่อใดๆที่พิจารณาอย่างผิวเผินแล้ วเป็ นสิ่งที่สอแววว่าจะ    ่
                                                 ้
สนับ สนุน ต่อการมีอยู่ของทาสระบอบนันก็ จะถูกตราหน้ าว่าเป็ นระบอบที่ชั่วร้ ายในสายตาของ
                         ั
มนุษย์ในกาลปั จจุบนอันเนื่องจากโลกทัศน์ของผู้คนในยุคร่วมสมัยที่ถวิลหาความเสมอภาคและ
อิสรภาพตามสโลแกนสวยหรู ของลัท ธิ ป ระชาธิ ป ไตยนั่น เอง อิสลามซึ่งโดยพื น ฐานแล้ วมีก าร   ้
                                                           ้
บัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับระบอบทาสจึงมักตกเป็ นเปาของการหมิ่นเหม่โจมตีอย่างมืดบอดเสมอ
มา
                                               ั
           ในมุมมองของข้ าฯแล้ ว หากไม่นบปั ญหาของการวิพากษ์ เรื่องการแต่งงานระหว่างท่านนบี
ศ็อลฯ กับท่านหญิ งอาอิชะฮฺ รอฏิฯ ปั ญหาเรื่ องทาสนับได้ ว่าเป็ นประเด็นปั ญหาที่ถูกหยิบยกมา
                                                         ุ
โจมตีให้ ร้ายอย่างคลาดเคลื่อนต่ออิสลามมากที่สด ข้ าฯเองในฐานะคนที่ชอบตะลอนไปกับโลกไซ
เบอร์พบเห็นอย่างทันตาเลยว่าในบรรดาประเด็น “พระเอก” ที่พวกต่อต้ านอิสลามในเว็ปไซต์มก                     ั
                                   ้
หยิบยกโฆษณากันชนิดสะบันหั่นแหลกก็คือการมีอยู่ของกฎหมายอิสลามในการยอมรับระบอบ
            ้
ทาส ดังนันก่อนจะได้ เข้ าไปวิพากษ์ วิจารณ์ กันในรายละเอียดถึงข้ อกฎหมายอิสลามในเรื่ องของ
                                                 ~ 41 ~

             ้                       ้
ระบอบทาสนัน ข้ าฯเห็นว่าควรจะมีการรื อถอน (Struggle) และทําลายความเข้ าใจผิดๆในเรื่ อง
               ้
ทาสอย่างเป็ นขันเป็ นตอนเสียก่อน

ทาส : กับความพยายามขององค์ความรู้ตะวันตกในการหาแพะรับบาป
            ระบอบทาสถื อ ได้ ว่ า เป็ นระบอบแห่ ง ความด่ า งพร้ อยของมวลมนุ ษ ยชาติ ที่ นั ก
                  ่                                                                     ่
ประวัติศาสตร์ตางก็พยายามที่จะหาคําตอบถึงสาเหตุแห่งการเกิดขึ ้นของระบอบอันชัวร้ ายดังกล่าว
นี ้มาโดยตลอด โลกตะวันตกซึ่งถูกปกครองด้ วยร่มธงของวิชาความรู้ในแบบคริ สต์เตียนตลอดจน
ลัท ธิ ป ฏิ เ สธพระเจ้ าต่ า งก็ มุ่ง มาดพยายามที่ จ ะหาผู้รั บ ผิ ด ชอบต่อ ก ารคงอยู่ ข องระบอบนี ้
                                            ู
กระบวนการกล่อมเกลาความรู้ แก่ผ้ ค นผ่านงานเขียนทางวิชาการและสื่อคืออาวุธชิ นเด็ดที่โลก    ้
ตะวันตกได้ สร้ างตราบาปให้ แก่ประชาชาติอิสลามในเรื่องของการมีอยู่ของระบอบทาสในภูมิภาค
                                                                                  ั
ตะวันออกกลาง ความอาฆาตมาดร้ ายของโลกคริ สต์เตียนและยุโรปภายใต้ ลทธิปฏิเสธพระเจ้ าที่
ถูกฟูมฟั กมาอย่างยาวนานได้ สรรสร้ างคําอธิบายแก่พวกเขาว่าการคงอยู่ของระบอบทาสในยุค
          ั ้
ปั จจุบนนันเป็ นผลมาจากตัวตนของศาสนาอิสลามเอง และเพื่อบิดเบือนข้ อใส่ไคล้ เหล่านีใ้ ห้ ดมี      ู
ความน่าเชื่อถือมากขึ ้น การหยิบยกประเด็นทางข้ อกฎหมายอิสลามมานําเสนอตบตาแก่ชาวโลก
                                                                                ู
ว่ากฎหมายอิสลามยอมรับการมีทาส(มีแล้ วไม่บาป) จึงเป็ นประเด็นสําคัญที่ถกหยิบยกมานําเสนอ
               ้                                               ้
กันบ่อยครังในระยะหลังๆมา ดังที่เราจะพบว่าสื่อตะวันตกนันได้ หยิบฉวยสภาวะของชาติแอฟริ กา
มุสลิมบางชาติ ที่ขาดการพัฒนาและยังคงไว้ ซึ่งระบอบทาสมาเป็ นตัวโฆษณาถึ งการมีอยู่ของ
                                                                            ้
ระบอบอันป่ าเถื่อนนี ้เพื่อดึงดูดใจผู้คนให้ เกิดความเห็นใจต่อทาสเหล่านันและสร้ างความเกลียชัง
ต่อชาวมุสลิมและศาสนาอิสลามในฐานะผู้คํ ้าจุนต่อการมีอยู่ของระบอบนี ้ เรามักจะได้ รับทราบ
                                                     ้
และพบเห็นตามสื่อสารคดีตะวันตกเกี่ยวกับเรื่ องนีถึงการทรมานกดขี่ทาสดังที่ได้ ถูกกระทําอยู่ใน
        ุ                                     ุ
ชาติมสลิมบางชาติ โดยเฉพาะในชาติมสลิมบริเวณแอฟริ กาและตะวันออกกลางที่ระบอบการทํา
คนเป็ นทาสยังคงมีอยู่กระทังทุกวันนี 14ประเทศซูดานคือหนึ่งในประเทศมุสลิมที่ได้ ถกโจมตีวายังคง
                               ่          ้                                         ู         ่
                                         15
                                                ั
มีระบอบทาสอยู่ในแถบท้ องที่ชนบท แต่ก็ยงถือว่าน้ อยกว่าประเทศมอริทาเนียซึ่งประมาณการณ์
กันว่ามีทาสมากถึง 6 แสนคนจากผู้ชาย,สตรีและเด็กหรือคิดเป็ น 20 % ของประชากรทังหมดและ         ้
โดยมากถูกบังคับเป็ นทาสเพื่อใช้ เป็ นแรงงานในการผลิต16

14
     Does Slavery Still Exist?. : http://www.anti-slaverysociety.org/slavery.htm.
15
   John Eibner. My Career Redeeming Slaves. : http://www.meforum.org/449/my-career-redeeming-
slaves
16
    The East African. Mauritania made slavery illegal last month. :
http://www.saiia.org.za/governance-and-aprm-opinion/mauritania-made-slavery-illegal-last-
month.html
                                                ~ 42 ~

                                                           ุ                        ้
            การคงอยู่ของระบอบทาสอันล้ าหลังในชาติมสลิมที่ขาดการพัฒนาเหล่านี บ่อยครังมัก   ้
ได้ รับการอธิบายถึงสาเหตุแห่งการดํารงอยู่อย่างเชื่อมโยงต่อหลักการอิสลามว่าเป็ นส่วนสําคัญที่
ได้ สร้ างความสัมพันธ์ทางสังคมในรูปแบบทาสให้ เกิดขึ ้นในทวีปแอฟริกาและตะวันออกกลาง ดังที่
เราจะพบว่าภายใต้ คําอธิบายถึงการกําเนิดขึ ้นของสาธารณรัฐอิสลามแห่งซาอุดิอารเบียของวงศ์
ซาอู๊ด การมีอยู่ของระบอบทาสในรัฐซาอุดิอารเบียจนถึงปี 1960 มากถึง 3 แสนคน ก็ได้ กลับกลาย
                                 ิ
มาเป็ นข้ อเท็จจริงเชิงสถิตซึ่งสร้ างภาพตัวแทนต่อกฎหมายและรัฐอิสลามอย่างผิดๆว่าคํ ้าจุนต่อการ
มีอยู่ของระบอบทาสดังกรณีของรัฐซาอุดิอารเบียที่ถกปกครองด้ วยกฎหมายอิสลามเอง17
                                                       ู
            ความพยายามในการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมผ่านตัวแปรของทาสในองค์ความรู้
                                             ้     ู                              ้
จากโลกตะวันตกดังที่ยกตัวอย่างกล่าวไปนันได้ พิสจน์แก่เราอย่างชัดแจ้ งว่าบางครังความลําเอียง
                           ่                                                          ู
เป็ นสิ่งที่มีอยู่ในหมูชาวตะวันตกชนิดไม่เคยจางหายและการขาดการลําดับเหตุการณ์ที่ถกต้ องก็มก  ั
ส่งผลต่อการวิเคราะห์ความป่ วยไข้ ของสังคมได้ อย่างขลาดเขลาเช่นกัน ความพยายามที่จะยัด
เยียดให้ อิสลามต้ องเป็ นผู้แบกรับความรับผิดชอบต่อการเกิดขึ ้นของระบอบทาสในดินแดนดังกล่าว
                                                                                ้
ถือว่าเป็ นความอธรรมที่องค์ความรู้ใดๆก็ตามมิอาจจะยอมรับได้ ด้วยประการทังปวง หากแม้ นว่า
การดํารงอยู่ของทาสในอาณาบริ เวณใดในสมัยปั จจุบันหรื อการปรากฏร่องรอยของการมีอยู่ของ
ระบอบดังกล่าวในยุคสมัยหลังสงครามโลกเป็ นต้ นมาคือข้ อตัดสินที่ทําให้ ศาสนาหลักในท้ องที่เป็ น
                                                 ่                       ่              ้
ผู้รับผิดชอบแล้ วไซร้ ข้ าฯเองก็มิอาจทราบได้ วาพวกนักวิชาการที่มีอคติตออิสลามเหล่านีจะทําการ
                             ่                 ่                   ้
สรุปเอาอย่างดื ้อๆดังที่ทํากับอิสลามหรือไม่วาทุกศาสนาบนโลกใบนีล้วนมีส่วนร่วมในการกดขี่คํ ้า
                               ้
จุนต่อระบอบทาสทังสิ ้น!!? เมื่อเราพิจารณาจากข้ อเท็จจริงที่ว่าตัวเลขที่ได้ รับการประมาณการณ์
ว่าในโลกยุคปั จจุบนยังคงมีประชาการโลกที่ตกอยู่ใต้ สภาพของความเป็ นทาสสูงถึง 12 ล้ าน 18หรื อ
                         ั
อาจจะมากถึง 27 ล้ านคน19และพื ้นที่ที่คาดการณ์วามีประชาคมทาสใหญ่ที่สดก็คือดินแดนเอเชีย
                                                     ่                        ุ
                                                                       ้
ใต้ ที่ก ารเป็ นทาสของผู้ค นโดยมากมัก มาจากปั ญ หาของการเป็ นหนี สินที่ ไม่อาจชดใช้ ทาสใน
ดินแดนเหล่านี ้จึงมักตกอยู่ในสภาพคล้ ายคลึงกับทาสในยุคอดีตที่ยอมขายตัวเองเป็ นทาสสินไถ่แก่
เจ้ าหนี ้จนบ่อยครังการเป็ นทาสก็มีการสืบทอดไปยังชนรุ่นต่อมา20ดังนันสภาพของทาสในยุคสมัยที่
                       ้                                             ้
                                                         ้
ผู้คนต่างภูมิใจต่อความเบ่งบานของประชาธิปไตยนันระบอบทาสยังไม่เคยสูญหายไปจากมนุษย์
                     ้
แต่อย่างใด อีกทังนักวิชาการที่มองการณ์ไกลและลึกลํ ้าก็ได้ มีความพยายามจะวิพากษ์ ว่าระบอบ
ทาสยังไม่เคยหมดไปจากสังคมมนุษย์หากแต่ได้ แปรรูปของระบอบนีเ้ ข้ าสู่กระบวนการผลิตแบบ
17
     Islam and slavery : http://www.bbc.co.uk/religion/religions/islam/history/slavery_8.shtml.
18
     Forced labour : http://www.ilo.org/global/Themes/Forced_Labour/lang--en/index.htm.
19
    E. Benjamin Skinner. Sex trafficking in South Africa: World Cup slavery fear . :
http://www.time.com/time/magazine/article/0,9171,1952335,00.html.
20
     Slavery in the 21st century. : http://www.newint.org/issue337/facts.htm.
                                                ~ 43 ~

ใหม่ในยุคสมัยที่ เศรษฐกิ จทุนนิย มและโรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ ้น และการทํางานดุจ สัตว์ของ
                                  ้
มนุษย์ในระบอบเศรษฐกิจเหล่านีด้วยสภาพที่ไม่ต่างอะไรจากทาสแรงงานในอดีต มนุษย์ในยุค
       ั ้
ปั จจุบนนีจึงสมควรแก่การภูมิใจกับการหมดไปของทาสจริงหรือ???!
         นักวิชาการได้ พิจารณาว่าเงื่อนไขที่จะถูกถือว่าสังคมทาสจะยังคงมีอยู่ในยุคสมัยปั จจุ บัน
   ้
นันประกอบไปด้ วยสภาพความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เป็ นไปในทางลบหลากหลายรูปแบบ เช่น
                                                                   ่
ทาสหนี ้สิน (debt bondage),ข้ าติดที่ดิน,ทาสครัวเรือนหรือแม้ กระทังการบังคับเด็กทํางาน,ทหาร
เด็กและการบังคับการแต่งงานก็ตามแต่21เมื่อพิจารณาจากข้ อเท็จจริ งส่วนนี เ้ ราก็จะพบว่าระบอบ
สังคมทาสยังมิได้ ห ายไปแต่อย่างใดเลยในโลกยุคร่ วมสมัย และแม้ กระทั่งปั จจุบัน เองก็ตาม ใน
                ่                                                                ้
ประเทศจีนแม้ วารัฐบาลจะประกาศเลิกทาสอย่างเป็ นทางการขึ ้นในปี 1910 แต่กระนันก็ตามการมี
อยู่ของระบอบทาสก็ยังคงได้ รับการปฏิบัติอยู่ต่อไปในบางพืนที่ของประเทศ22ในรัฐฟลอริ ดาของ
                                                             ้
                                                ั
สหรัฐอเมริกาเองการมีทาสอย่างผิดกฎหมายก็ยงคงดําเนินอยู่อย่างลับๆต่อไป กล่าวกันว่าจํานวน
ของทาสมีมากถึง 1,000 คนซึ่งถูกบังคับให้ ใช้ แรงงานในการก่อสร้ าง 23ขณะที่ในปี 2007 มณฑล
                                                                          ู
ฉานซีและเหินหนานของประเทศจีนได้ เปิ ดเผยตัวเลขของคน 570 คนที่ได้ ถกจับไปเป็ นทาสแรงงาน
ในการผลิตก้ อนอิฐ24ซึ่งในจํานวนนี ้มีเด็กรวมอยู่ด้วยถึง 69 คน25และในปี ถัดมา ระบอบทาสก็ยงคง
                                                                                          ั
ถูกค้ นพบเจอในประเทศเนปาล ส่งผลรัฐบาลเนปาลจําต้ องทําการปล่อยทาสที่ยังคงหลงเหลืออยู่
ในระบอบแรงงานบังคับที่เรียกกันว่า Haliya ซึ่งมีคนเป็ นทาสมากถึง 20,000 คน26 ประเทศอินเดีย
                                                                        ้
ก็เช่นเดียวกันที่ต้ องประสบกับ ปั ญหาความเหลื่อมลํ ้าทางสังคมที่เ กิดขึนจากความล้ าหลังทาง
                          ้
ศรัทธาของพวกเขา ชนชันจัณฑาลซึ่งมีสภาพชีวิตที่ตํ่ากว่าสุนัข ถือว่าเป็ นประชากรที่มีมากถึง 40
                                                                 ู
ล้ านคนในประเทศอินเดียซึ่งต้ องถูกบังคับทํางานด้ วยข้ อสัญญาที่ผกมัดพวกเขาจนกว่าพวกเขาจะ




21
   Religion & Ethics – Modern slavery: Modern forms of slavery. :
http://www.bbc.co.uk/ethics/slavery/modern/modern_2.shtml.
22
     Convictions in China slave trial. : http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/6902459.stm.
23
   Florida Modern-Day Slavery Museum An examination of the history and Evolution of slavery in
Florida’s !elds. : http://www.ciw-online.org/freedom_march/MuseumBookletWeb.pdf
24
     Convictions in China slave trial. : http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/6902459.stm.
25
    Zhe, Zhu. More than 460 rescued from brick kiln slavery.
http://www.chinadaily.com.cn/china/2007-06/15/content_894802.htm.
26
    Nepal abolishes slave labour system. :
http://www.abc.net.au/news/stories/2008/09/08/2357789.htm?section=justin
                                                 ~ 44 ~

ทํางานชดใช้ หนี ้สินจนหมดในสภาพที่ไม่ตางอะไรกับทาสสินไถ่ในอดีตเลย27ส่วนประเทศบราซิลที่
                                               ่
                               ั
อยู่ในละตินอเมริกาเองก็ยงคงหลงเหลือทาสมากถึง 5000 คนและพึ่งจะได้ รับการช่วยเหลือจาก
เจ้ าหน้ าที่รัฐในช่วงปี 2008 นี เ้ องด้ วยซํา28ส่วนประเทศเอธิโอเปี ยนันในช่วงปี 1930 เองตัวเลขที่
                                             ้                           ้
ประมาณการณ์การมีอยู่ของทาสก็สงถึง 2 ล้ านคน29เช่นเดียวกันกับประเทศเกาหลีระบอบทาสได้
                                          ู
ถูกยกเลิกอย่างเป็ นทางการในนโยบายการปฏิรูปประเทศในปี 1894 (The Gabo Reform of
                             ั
1894) แต่ทว่าในทางปฏิบติระบอบทาสกลับยังคงมีอยู่ไปจนถึงปี 1930 ในสมัยของชาวงศ์โชซอน
ที่ได้ ปกครองเกาหลีประการณ์กนว่าทาสมีมากถึง 50 % ของประชากรเกาหลีใต้ ทงหมด30
                                    ั                                                 ั้
                         ้                                 ั
            จากข้ อมูลทังหมดระบอบทาสมิใช่เป็ นสิ่งที่ยงคงหลงเหลือติดค้างเป็ นปั ญหาเพียงแค่ในรัฐ
                ้          ุ
มุสลิมเท่านันหากแต่ทกพื ้นที่ของทุกศาสนาต่างล้ วนแล้ วแต่ประสบปั ญหาการมีอยู่ของระบอบทาส
   ้
ทังสิ ้น ถ้ าเราใช้ มาตรฐานทางตรรกะในแบบเดียวกันกับที่พวกตะวันตกกระทําต่ออิสลามเราจะ
                                                                  ้              ้
สามารถตัดสิน ไปในทิ ศทางเดี ย วกัน ว่า ทุก ศาสนาบนโลกนี ล้วนแล้ วแต่คําจุน ระบอบทาสจาก
                  ่                                      ั
ข้ อเท็จจริงที่วาระบอบทาสยังคงมีและได้ รับการปฏิบติอยู่ในดินแดนที่ ศาสนาคริ สต์,พุทธและฮินดู
                    ั้
เป็ นใหญ่อยู่ทงสิ ้น ซึ่งแน่นอนว่าการตัดสินเช่นนี ้ดูคล้ ายจะเป็ นเรื่องไม่ประเทืองปั ญญาแต่ทว่ามัน
กลับกลายมาเป็ นเครื่ องมือพิพากษาอิสลามอย่างไม่ประเทืองปั ญญาไปได้ ในที่สด ทังที่หากเรา  ุ ้
             ั                                                                     ้
วิพากษ์ กนในเชิงลึกแล้ ว การดํารงอยู่ของระบอบทาสในดิ นแดนพุทธศาสนานันส่วนหนึ่ งต้ องถือ
ความกับศาสนาพุทธด้ วยในฐานะองค์ความรู้ที่บกพร่องซึ่งมิได้ ชี ้นําแก่ศาสนิกชนของตนเองในการ
ปฏิบัติต่อทาสแต่อย่างใดนอกจากการนิ่งเงีย บและปล่อยปละละเลยให้ ศาสนิ กชนของตนเอง
                       ่
กระทําการณ์ตอทาสไปตามอัตตาแห่งตน ขณะที่ศาสนาคริ สต์เองก็จําต้ องถู กวิพากษ์ ไปในทางที่
                                 ่
หนักกว่าจากข้ อเท็จจริงที่วาคริสต์ศาสนาคํ ้าจุนการมีอยู่ของระบอบทาสด้ วยการกล่อมเกลาทาส
                                                                              ั
ให้ เคารพเชื่อฟั งนายของตนอย่างเต็มใจ (ดู ธิโมธี 6:1) หรื อแม้ แต่การที่ลทธิประชาธิปไตยปล่อย
ปละละเลยการมีอยู่ของระบอบทาสในรัฐของตนเองดังที่เห็นก็จําต้ องควรได้ รับการตําหนิถึงความ
เสื่อมสมรรถภาพในการแก้ ปัญหาทาสของลัทธินี ้เช่นเดียวกัน


27
    India: The current situation of Dalits, especially in Punjab; and any protest rallies held by dalits in
Punjab in 1997 and 1998 and subsequent reaction by the authorities :
http://www.unhcr.org/refworld/docid/3ae6ad3914.html
28
    Vladimir Hernandez. Forced labour clouds boom in Brazil's Amazon. :
http://www.bbc.co.uk/news/10230766
29
  Freedom is a good thing but it means a dearth of slaves : Twentieth Century Solutions to the
Abolition of Slavery (PDF). http://www.yale.edu/glc/events/cbss/Miers.pdf.
30
     Encyclopædia Britannica – Slavery. : http://www.britannica.com/blackhistory/article-24156.
                                            ~ 45 ~

                                                         ่
             การคงอยู่ของระบอบสังคมทาสแม้ กระทังในโลกยุคทุนนิยมดังตัวอย่างที่ได้ ยกแสดงไปคือ
ข้ อบ่งชี ้อย่างชัดเจนว่าระบอบทาสมิใช่ความสัมพันธ์ทางสังคมอันชั่วร้ ายที่สามารถล้ มเลิกได้ ด้วย
                          ่                   ่
การตรากฎหมายสังห้ ามเด็ดขาด และนันคือเหตุผลที่ตอบคําถามแก่เราว่าเหตุไฉนเลยการมาของ
อิสลามเมื่ อ 1400 กว่าปี ก่ อนในขณะที่ สังคมทาสกํ าลังเบ่ งบานอยู่ใ นอุ้งมือของพลเมืองโลก
           ้
ขณะนัน อิสลามจึงไม่อาจที่ จ ะทํ าการเลิก ทาสอย่ างเฉี ย บขาดได้ เพราะนอกจากการกระทํ า
ดังกล่าวจะไม่เป็ นผลอันเนื่องจากระบอบเศรษฐกิจและรูปแบบการผลิตของมนุษย์ในยุคอดีตนัน                 ้
                                                               ่
วางหลักอยู่บ นเกษตรกรรมที่ต้องใช้ แรงงานทาสแล้ ว การสังเลิกทาสอย่างเด็ดขาดนอกจากจะ
สร้ างสภาวะสุญญากาศทางสังคมมนุษย์ที่อาจต้ องเผชิญการล่มสลายทางเศรษฐกิจและรูปแบบ
การผลิตแล้ ว การเข่นฆ่าและสงครามก็อาจเข้ ามาแทนที่อิสรภาพของทาสที่ได้ รับการยกเลิกด้ วยซํ ้า
                                                             ั
ไป การเลิกทาสในสหรัฐอเมริกาด้ วยสภาวะทางสังคมที่ยงไม่พร้ อมต่อการเลิกทาสอย่างเฉียบพลัน
                                        ่
กลับกลายเป็ นสื่อนําพาประเทศไปสูหายนะนั่นคือการก่อสงครามกันระหว่างรัฐฝ่ ายเหนือและรัฐ
ฝ่ ายใต้ ที่ไม่ยินยอมเลิกทาสเพราะเกรงว่าจะเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สงครามครังนีร้้ ูจักกัน้
ในนาม สงครามกลางเมือง (Civil War) ซึ่งล้ างผลาญชีวิตพลเรื อนไปอย่างมหาศาล ฉะนันการ              ้
คํานึงถึ งข้ อเท็จ จริ งที่ ว่าระบอบสังคมทาสมิอาจยกเลิกได้ อย่า งทันควันโดยเฉพาะในยุคสมัย ที่
                        ้
อิสลามปรากฏขึน ในคาบสมุทรอารเบี ย อิสลามจึงมุ่งหมายหาทางแก้ ปัญ หาระบอบทาสด้ วย
วิธีการอื่นๆมากกว่าที่จะดันทุรังเลิกทาสไปอย่างขลาดเขลาเหมือนที่สหรั ฐอเมริ กากระทํา และนั่น
จะเป็ นคําตอบแก่เราไปสู่คําถามอีกประการหนึ่งว่าเหตุใ ดกฎหมายอิสลามจึงยอมรับเรื่ องการมี
                    ู                                 ู่
ทาสว่าเป็ นสิ่งที่ถกต้ องตามกฎหมาย? สิ่งที่ผ้ อานจําต้ องเข้ าใจในเบื ้องต้ นก่อนก็คือว่า การเลิกทาส
      ู                     ่                     ั
ที่ถกกระทําโดยชาติตางๆจนเป็ นผลให้ สงคมปั จจุบันเป็ นสังคมที่ปราศจากทาสแล้ วเช่นกรณีของ
                               ้
ประเทศไทยเองก็ตาม ทังหมดนี ้หาได้ เกิดขึ ้นจากความมีมนุษยธรรมของมนุษย์เป็ นปั จจัยหลักแต่
ประการใดไม่ หากแต่รูป แบบการผลิ ต ของมนุษ ย์ ที่ ไ ด้ เ ปลี่ ย นไปจากระบอบเศรษฐกิ จ แบบ
                      ่                             ั                              ้
เกษตรกรรมเข้ าสูระบอบอุตสาหกรรมที่มีลทธิพานิชย์นิยมเป็ นตัวสนับสนุน ดังนันการเลิกทาสด้ วย
                                          ้
การตรากฎหมายจนเป็ นผลสําเร็จนันส่วนสําคัญของมันมาจากการที่ระบอบการผลิตของมนุษย์
เริ่ มเปลี่ยนแปลงไป ระบอบการผลิตแบบอุตสาหกรรมที่เข้ ามาแทนที่ เกษตรกรรมตลอดจนการ
                                                ้
เกิดขึ ้นของลัทธิอาณานิคมล่าเมืองขึ ้นทังหมดนีเ้ ป็ นความเปลี่ยนแปลงทางวัตถุของมนุษยชาติที่
                                                                 ้
ส่งผลต่อการเลิกทาสไปในเวลาเดียวกัน เราจะพบว่าในยุโรปนันการเปลี่ยนแปลงสังคมทาสเกิดขึ ้น
        ั
ได้ อนเนื่องจากระบอบสังคมแบบศักดินาได้ เข้ ามาแทนที่ระบอบทาสเสียก่อน แต่ในขณะเดียวกัน
                                                           ั
รูปแบบทางสังคมของชาติเอเชียและแอฟริ กาที่วิวฒนาการไปอย่างเชื่องช้ าและแตกต่างจากไป
               ้                  ั
จากยุโรปนันการเลิกทาสก็มกเป็ นผลจากการเข้ ามาคุกคามของลัทธิอาณานิคมเสียมาก และการ
                                            ้
เลิกทาสโดยชนผิวขาวเจ้ าอาณานิคมนันก็มิได้ เป็ นผลของมนุษย์ธรรมในจิตใจแต่อย่างใด หากแต่
                                    ้
การเข้ ามาของลัทธิอาณานิคมนันในทางหนึ่งก็จําต้ องอาศัยแรงงานของคนในอาณานิคมเพื่อการ
                                          ~ 46 ~

ผลิตสินค้ าในโรงงาน การมีอยู่ของสังคมทาสย่อมไม่สามารถนําพาแรงงานของคนในอาณานิคม
        ่
มาสูโรงงานอุตสาหกรรมอันเนื่องจากทาสเป็ นทรัพย์สินครอบครองของขุนนางและผู้มีอํานาจใน
                  ้    ่
ท้ องถิ่น ดังนันการมุงกดดันเจ้ าผู้ครองนครในอาณานิคมให้ ทําการเลิกทาสเพื่อสอดรับกับระบอบ
                                 ้
การผลิตของพวกตนจึงเป็ นเปาหมายหลัก ของพวกฝรั่งอาณานิ คม ดังที่เ ราจะพบว่าสังคมทาส
ได้ รับการคุกคามขึ ้นในประเทศเพนซิลวาเนีย ปี 1688 ก็ต่อเมื่ออิทธิพลของพวกเยอรมันและดัทช์
ได้ เริ่มเข้ ามาคุกคาม ขณะที่การประกาศห้ ามการค้ าทาสในอังกฤษเมื่อปี 1807 ก็นําพามาซึ่งการ
เลิกทาสที่ติดตามมาในอาณานิคมของตนเอง ดังที่พบว่าในปี 1896 จนถึง 1902 ในรัชสมัยของ
                                                                     ้
สุลต่านฮามูด บินมุฮัมมัด แห่งซานซิบาร์ พระองค์ได้ ทําการเลิกทาสทังหมดภายหลังจากที่ได้ ถูก
จักวรรดิ์องกฤษทําการกดดัน หรื อหากเราจะพิจารณาอย่างใจเป็ นธรรมแล้ วแม้ จะมีการยกเลิกทาส
              ั
ในยุโรปบางกรณีที่ไม่ได้ เป็ นไปตามเงื่อนไขของสภาพทางเศรษฐกิจ ดังเช่น กรณีการเลิกทาสใน
ฝรั่งเศส เมื่อปี 1794 หลังชัยชนะของกลุมปฏิวติฝรั่งเศสในนามคณะจาโคแบ็งส์ (Jacobins)31 แต่
                                            ่   ั
การเลิกทาสในฝรั่งเศสที่เกิดขึ ้นก็สามารถที่จะมองว่าเป็ นผลกระทบมาจากการเปลี่ยนแปลงการ
ปกครองที่ก่อให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้ างทางสังคมจนเกินกว่าที่ระบอบทาสจะยังคงปั กหลัก
                                     ั
อยู่ได้ อีกต่อไป กล่าวคือการปฏิวตินําพามาซึ่งการล้ มตายและสูญสิ ้นอํานาจของพวกนายทาสเช่น
ขุนนาง การทําลายเข่นฆ่านายทาสจึงยั งผลให้ ระบอบทาสถูกทําลายไปด้ วยโดยปริ ยายการเลิก
                                                              ่
ทาสจึงพร้ อมต่อการกระทําได้ ซึ่งแตกต่างกับบริบทของชาติตางๆในโลกตะวันออก
                                   ุ ั
             เมื่อศาสนาอิสลามได้ อบติขึ ้นในคาบสมุทรอารเบียใน ศตวรรษที่ 7 ความป่ วยไข้ ทางสังคม
                                                                ั
ในดินแดนแห่งนี ้มีมากมายสุดคณานับ หนึ่งในความป่ วยไข้ ดงกล่าวก็คือสถานภาพอันตกตํ่าของ
สตรีและระบอบทาส ความเข้ าใจที่ควรจะถูกปรับโลกทัศน์ใหม่ก็คือ อิสลามมิได้ เกี่ยวข้ องต่อการ
กําเนิดขึ ้นของระบอบทาสแต่อย่างใดเลย เพราะทาสเป็ นระบอบสังคมที่เป็ นที่นิยมและมีอยู่อย่าง
                                                                  ้
ดาษดื่นอยู่แล้ วก่อนการกําเนิดของศาสนทูตมุฮัมมัด ศ็อลฯ ด้ วยซํา ความเข้ าใจที่ว่าอิสลามเป็ น
แหล่งกํ าเนิ ด ของระบอบทาสจึง เป็ นความโง่เ ขลาเบาวิช าเป็ นอย่ างยิ่ ง เพราะแม้ ก ระทั่งทวี ป
                                              ุ
แอฟริกาเองอันเป็ นตลาดค้ าทาสที่ใหญ่ที่สดในโลกมุสลิมแล้ วก็ตามระบอบทาสก็ยังคงมีอยู่ อย่าง
                              ้                             ้
ยาวนานในอาณาบริ เ วณนี ก่อนการมาของอิสลามด้ วยซํา ไป โดยเฉพาะในเขตพื น ที่ ของทวีป ้
                                       ้
แอฟริกาที่อิสลามได้ แผ่ขยายไปนันการคงอยู่ของสังคมทาสก็มีมาก่อนหน้ าอิสลามแล้ ว และแม้ น
ว่ายุคสมัยที่อิสลามได้ เข้ ามาปกครองทวีปแอฟริการูปแบบของทาสในสังคมอิสลามก็ยงแตกต่างไปั
จากทาสที่มีอยู่ใ นวัฒนธรรมเดิมของแอฟริ กา แบบแผนโดยทั่วไปของระบอบทาสที่มีอยู่ในชาติ


31
    Abolition Movement - EARLY ANTISLAVERY EFFORTS, EARLY EFFORTS OF BLACKS,
REVOLUTIONARY ERA ABOLITIONISM, NORTHERN ABOLITIONISM. :
http://encyclopedia.jrank.org/articles/pages/5913/Abolition-Movement.html
                                                ~ 47 ~

                              ้
มุสลิมในแอฟริกาเขตร้ อนนันสามารถที่จะยอมรับด้ วยความยุติธรรมว่ามันเป็ นรูปแบบที่แตกต่าง
ไปจากสังคมทาสในอาณาบริเวณอื่นๆของแอฟริกาที่อิสลามเข้ าไปไม่ถึง32
            ระบอบทาสเป็ นระบอบสังคมอันเลวร้ ายซึ่งมีมากับมนุษยชาติเกือบ 11,000 ปี มาแล้ ว 33
แหล่งบัน ทึกอัน เก่าแก่ ที่สุด ที่ เราหาได้ ซึ่งพูดถึ งระบอบทาสก็ คือประมวลกฎหมายของกษั ตริ ย์
ฮัมมูรอบี มาตราที่ 7 (The Code of Hammurabi) ประมาณ 1760 ปี ก่ อนคริ สต์ก าล และ
แม้ กระทังในยุคสมัยแห่งไบเบิลเองระบอบทาสก็ได้ มีปรากฎอยู่แต่เดิมแล้ ว 34 สาเหตุแห่งระบอบ
            ่
                      ั
ทาสส่วนใหญ่ก็มกเกิดจาก 1) หนี ้สินโดยบุคคลที่ล้มละลายมักขายตัวเองเป็ นทาสเพื่อหลีกหนีการ
                                                                   ู้
เป็ นหนี ้ 2) การลงโทษอาชญากรรม 3)เชลยสงคราม ซึ่งกรณีนีผ้ ชนะสงครามมักทําการประหาร
                                                           ู
ผู้ชายและนําเด็กกับสตรีมาทําทาส แต่อาจจะมีบ้างที่ผ้ ชายจะถูกนํามาเป็ นทาสเพื่อใช้ แรงงาน 4)
การลัก พาตัวเด็ก มาขายเป็ นทาส 5) เด็ก ที่ ถื อกํ าเนิ ดขึน ในสภาพของทาส 35 จากรู ป แบบทัง 5
                                                             ้                                ้
                        ้                                                 ้
ประเภทข้ างต้ นนีบ่อเกิดแห่งระบอบทาสจึงส่งผลให้ ระบอบสังคมเช่นนี ปรากฎอยู่แทบจะทุกอารย
                                        ่
ธรรมของมนุษยชาติเหมือนๆกันไม่วาจะเป็ น อียิปต์โบราณ,จีนโบราณ,พวกอัคคาเดียน,อัซซีเรี ยน,
อินเดียโบราณ,กรีกโบราณและจักวรรดิ์โรมันไม่เว้ นแม่กระทังรัฐคอลีฟะฮฺก็มีชนชันทาสปรากฎอยู่
                                                               ่                  ้
เป็ นเรื่องปกติวิสย36อย่างไรก็ตามการเปรียบเทียบสังคมทาสที่มีอยู่รัฐมุสลิมกับรัฐอื่นนันเป็ นความ
                    ั                                                                 ้
                                                                      ้
อธรรมโดยแท้ เพราะความแตกต่างของอิสลามกับอารยธรรมอื่นๆทังหมดนันก็คือในประเภทของ้
                                                                                ้
ทาส 5 ประเภทที่ได้ กล่าวไปอิสลามยอมรับการเป็ นทาสได้ เพียงกรณีเดียวเท่านันคือทาสจากเชลย
สงคราม ดังจะได้ วิพากษ์ ในรายละเอียดกันต่อไป
                  ้                                                     ้
            กระนันก็ตามภาพพจน์ของทาสในโลกอาหรับหรือโลกมุสลิมนันดูเหมือนจะเป็ นภาพมายา
                ั                                 ่
อย่างหนึ่งที่นกบูรพาคดีและโลกคริสต์เตียนมุงมาดที่จะวาดภาพความน่ากลัวให้ แก่โลกมุสลิม ดังที่
เรามัก จะตกอยู่ภายใต้ วาทกรรม “ฮาเรม” (Harem) ที่ โลกตะวันตกได้ ฟูมฟั กภาพเน่าเฟะทาง
                            ู
ศีลธรรมแก่โลกมุสลิมให้ ผ้ อื่นได้ เข้ าใจกัน ในยามใดก็ตามที่นิยายหรื อวรรณคดีอาหรับย้ อนยุคถูก
ขับขานขึ ้นบอกเล่าผ่านสื่อภาพยนตร์และหนังสือ ภาพของหญิ งทาสสวยงามแต่งตัวน้ อยชิน คอย       ้
                                                                                    ้
รับใช้ เ หล่าสุลต่านตัณ หากลับก็ จะล่องลอยเข้ ามาล้ างสมองผู้เสพย์ สื่อดังกล่าวนัน อยู่รํ่าไป ใน
          ้                                                                 ั
บางครังสิ่งที่มีอยู่ในโลกมุสลิมอันเป็ นพฤติกรรมเสื่อมทรามของมนุษย์ก็มกได้ รับการโฆษณาจน
                                                        ั่ ู
เกินพอดีประหนึ่งราวกับชาวมุสลิมมิใช่มนุษย์ที่มีชวดีถกผิดคละเคล้ ากันไปและประหนึ่งราวกับสิ่ ง
32
     Allan G.B. Fisher & Humphrey J.Fisher. Slavery and Muslim Society in Africa. P. 9
33
     Slavery. : http://www.britannica.com/EBchecked/topic/548305/slavery.
34
     Mesopotamia: The Code of Hammurabi.: http://www.wsu.edu/~dee/MESO/CODE.HTM.
35
  W. V. Harris: The Journal of Roman Studies, 1999. Demography, Geography and the Sources of
Roman Slaves,
36
     Historical survey - Slave-owning societies. : http://www.britannica.com/blackhistory/article-24156
                                               ~ 48 ~

                        ้            ่
ที่มีอยู่ในโลกมุสลิมนันเป็ นความชัวช้ าที่โลกตะวันตกคริสต์เตียนมิอาจทําใจยอมรับได้ ประหนึ่งตน
เป็ นอารยธรรมไม่ร้ ูเดียงสาที่สะอาดบริ สทธิ์จากความโสมมของมนุษย์ก็มิปานว่างันเถอะ! เพราะ
                                          ุ                                        ้
                                                                                ้
ประเด็นของการปฏิบัติต่อทาสอย่างไม่ดีไม่งามที่มีปรากฏขึ ้นในโลกมุสลิมนันก็เป็ นเรื่ องปกติที่
                             ั ั ้              ั                     ้
อารยธรรมอื่นต่างก็มีปฏิบติกนทังสิ ้น แต่เหตุอนใดเล่าที่การพุ่งเปาโจมตีหรื อวิพากษ์ วิจารณ์ จึงลง
อยู่เพียงแค่ในโลกมุสลิม ดังเช่นกรณีของตลาดค้ าทาสที่มีอยู่ในอาณาจักรออตโตมันขนาดใหญ่ ซึ่ง
                                                              ้
มักเป็ นเรื่องราวหนึ่งที่นิยมหยิบยกมากล่าวถึงกันบ่อยครังในงานวิชาการตะวันตก ตลอดจนห้ อง
                                                                ั
หับรโหฐานที่เหล่าสุลต่านออตโตมันสร้ างขึ ้นเพื่อใช้ เป็ นที่พกพิงของนางบําเรอแต่ละรายก็มกได้ รับั
                                                                              ้           ้
การพูดถึงประหนึ่งราวกับว่าเรื่องโสโครกเช่นนี ้มีเพียงแค่ในโลกมุสลิมเท่านันหรื อ ?? ทังที่เรื่ องของ
                                                                                     ั ั
นาบําเรอหรือแม้ แต่ตลาดค้ าทาสต่างก็เป็ นสิ่งที่กษัตริย์คริสต์เตียนในยุโรปนิยมปฏิบติกนมาตลอด
                                                                  ่
ซึ่งไม่จําเป็ นต้ องนํามากล่าวกันให้ ขายหน้ ากันตรงนี ้ แม้ กระทังในอาณาจักรไบแซนตีนคริ สต์เตียน
                                                                    ้
เองก็มีการค้ าทาสกันเป็ นเรื่องปกติกล่าวกันว่าพวกชนชาติไวกิงอันเป็ นชนชาตินักรบของยุโรปมัก
นิยมนําเชลยศึกมาขายในตลาดทาสของอาณาจักรไบแซนตีนเสมอ การสงครามระหว่างออตโตมัน
กับไบแซนตีนนํ าพามาซึ่งการจับเชลยสงครามมาเป็ นทาสผลัดกัน ไปมาเสมอ พวกนักรบคริ สต์
เตียนแห่งมอลต้ ายังได้ เคยบุกโจมตีกองเรือมุสลิมและนํามุสลิมไปขายเป็ นทาสเสียด้ วยซําไป จน     ้
แถบมอลต้ าได้ กลายเป็ นตลาดค้ าทาสระหว่างแอฟริกาเหนือและเตอร์กที่สําคัญในเวลาต่อมาและ
ตลาดค้ าทาสที่มอลต้ านี ้ก็ยงคงอยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงศตวรรษที่ 1837 ในปี 1452 เช่นกันที่โป๊ ป
                              ั
                                                                            ั           ั
Nicholas V ได้ ออกสิ่งที่เรี ยกว่า papal bull Dum Diversas ซึ่งอนุมติให้ กษัตริ ย์อลฟองโซแห่ง
โปรตุเกสสามารถที่จะออกกฎหมายการค้ าทาสมุสลิม(ซาราเซ็น)และพวกปฏิเสธคริ สต์ศาสนาได้
อย่างถูกกฎหมายภายใต้ หลักศรัทธาในคริ สต์ศาสนานิกายโรมันคาธอลิกในขณะนั นด้ วยซําไป!!   ้           ้
           ั
ขณะที่องกฤษเองก็เป็ นชาติสําคัญที่ทําหน้ าที่เป็ นนักค้ าทาสในคาบสมุทรแอตแลนติค โดยเฉพาะ
                                ู
ในปี 1600 เป็ นต้ นไปทาสได้ ถกประกาศว่าเป็ นเรื่องถูกกฎหมายในอาณานิคมอเมริ กาทัง 13 แห่ง    ้
ของอังกฤษ และผลกําไรจากการค้ าทาสของอังกฤษก็คิดเป็ นรายได้ 5 % จากรายได้ ทางเศรษฐกิจ
ทังหมดของอังกฤษในยุคสมัยของการปฏิวติทางอุตสาหกรรม 38ทังๆที่การค้ าทาสและคํ ้าจุนทาส
   ้                                          ั                         ้
              ู                   ่                                       ่
เหล่านี ้ได้ ถกกระทําไปภายใต้ กลุมคนทางศาสนาต่างๆบนโลกนี ้ไม่วาจะเป็ นพุทธ,คริ สต์,พราหมณ์
และยิวเองก็ ตาม แต่การพาดพิ งศาสนาหรื อสร้ างภาพตัวแทนว่าศาสนาเกี่ ยวพัน กับ ธุรกิจ ทาส
เหล่านี ้กลับไม่เคยเกิดขึ ้นกับศาสนาใดๆเลยยกเว้ นกับอิสลาม!!! เมื่อใดก็ตามที่เรื่องราวของทาสได้


37
    A medical service for slaves in Malta during the rule of the Order of St. John of Jerusalem. :
http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC1033829/
38
    Was slavery the engine of economic growth?. :
http://www.digitalhistory.uh.edu/historyonline/con_economic.cfm
                                                 ~ 49 ~

ถูกเอ่ยขึ ้นมาภายใต้ บริบทของโลกมุสลิม คําว่า “อิสลาม” หรื อ “มุสลิม” มักจะได้ รับการเชื่อมโยง
       ่ั
เข้ าสูวงวนแห่งการพาดพิงดังกล่าว
              ้      ้            ้
          ทังหมดทังหลายเหล่านีล้วนแล้ วแต่เป็ นแผนการของชาวยุโรปในการหาแพะรับบาปต่อ
                                                                                 ้
การเกิดขึ ้นของอาชญากรรมมนุษย์ที่เรี ยกว่าทาส ความพยายามของพวกเขามีเปาประสงค์เพียง
เพื่อจะปิ ดบังซ่อนเร้ นธาตุแท้ ของศาสนาแห่งชาวยุโรปที่ได้ มีส่วนคํ ้าจุนต่อการมีอยู่ของสังคมทาส
เป็ นเวลามานานนับ หลายศตวรรษแล้ วที่ ชาวยุโรปต้ องร้ อนรนใจเพื่อแสวงหาคําอธิบ ายต่อการ
กระทําชั่วช้ าของพวกเขาที่มีต่อมวลมนุษ ยชาติ ประวัติศาสตร์ ของพวกเขาถูกจารึกในนามแห่ง
ความโหดร้ ายป่ าเถื่อนที่พวกเขากระทําต่อชนชาติที่ล้าหลังในทางวัตถุกว่า ในสมัยกลางการเกิดขึ ้น
                                             ้
ของศูนย์กลางคริ สต์ศาสนาแห่งกรุงโรมันทังตะวันตกและตะวัน ออกนําพามาซึ่งการเข่นฆ่าล้ าง
                                                                                          ู
ผลาญต่อศาสนาท้ องถิ่น การกวาดล้ างลัทธิความเชื่อท้ องถิ่น (Paganism) ในยุโรปซึ่งได้ ถกกระทํา
                                                                     ้
ในนามของพระเจ้ า พวกแม่มดและคนนอกศาสนาถูก จับ เผาทั งเป็ น ในสมัย สงครามครู เ สด
                       ั
ประวัติศาสตร์ได้ บนทึกถึงความโหดร้ ายของพวกคริสต์เตียนที่ได้ กระทําต่อชาวมุสลิมด้ วยการเผา
                   ้
พวกเขาย่างกินทังเป็ น! และแม้ กระทั่งในเรื่ องราวของทาสเองเราคงไม่อาจลืม ถึงความเลวร้ าย
สามานย์ที่ช นผิวขาวคริ สต์เตียนได้ บุกจับคนผิวดําในทวีปแอฟริ กามาทํ า เป็ นทาสอย่างโหดร้ าย
            ้                                              ่
ทารุณ ครังหนึ่งพวกคริสต์เตียนจากสเปนได้ เคยบุกรุกเข้ าสูดินแดนละตินอเมริกาใต้ และทําการเข่น
ฆ่าล้ างผลาญคนพื ้นเมืองพร้ อมกันนี ้ยังจับคนพื ้นเมืองมาใช้ แรงงานอย่างทารุณจนการบุกรุกละติน
                                ้
ของพวกผิวขาวคริ สต์เตี ยนนี กลับกลายมาเป็ นต้ นเหตุแห่งการสูญพัน ธุ์ ของชนชาติอิน เดีย แดง
                                                                 ้
เพียงแค่บนเกาะเฮติ ประมาณการณ์กันว่าในศตวรรษที่ 16 นัน ประชากรอินเดียนมีมากถึง 2-4
                         ั                                                    ้
ล้ านคนในขณะที่ปัจจุบนไม่มีชาวอินเดียนบนเกาะนี ้หลงเหลืออยู่อีกเลย อีกทังประชากรอินเดียน
ในเกาะอิสปานิโอลา ระหว่างปี ค.ศ. 1492-1518 มีการลดลงมากชนิดน่าใจหายจากจํานวนเดิมที่
                                                              ้
มีมากถึง 2-3 ล้ านคนเหลือเพียง 12,000 – 14,000 คนเท่านัน!!!! การลดลงของประชากรชนิดน่า
ใจหายใจควํ่านี ้ถูกอธิบายว่าเป็ นผลมาจากความโหดร้ ายของผู้ยึดครองสเปนโดยการบังคับทํางาน
หนักและอดอาหารตลอดจนการนําโรคฝี ดาษของตนเองเข้ ามากระจายในอาณาบริ เวณนี เ้ ป็ นครัง             ้
แรก การลดลงของจํานวนประชากรที่มากถึงร้ อยละ 90-95 จึงนับเป็ นอาชญากรรมที่น่ากลัวที่สด         ุ
     ้
ครังหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่พวกผิวขาวภายใต้ ร่มธงของคริ สต์ศาสนาได้ กระทําไปต่อ
ทาสในอาณานิคมของพวกตน39ขณะเดียวกันเราเองก็จะต้ องไม่ลืมนึกถึงความโหดร้ ายที่พวกฝรั่ง
ได้ กระทําต่อชนผิวดําด้ วยการจับพวกเขามาเป็ นทาสแรงงานในสหรัฐอเมริกาที่ทํางานไม่ต่างอะไร
                                                        ั
กับสัตว์ การกระทําดังกล่าวต่อชนผิวดําได้ รับการอนุมติโดยดีจากรัฐบาลอังกฤษ โดยกระทําไป
อย่างทารุณด้ วยการจับชนผิวดําจากแอฟริกาและขนพวกเขาขึ ้นเรื อมายังอาณานิคมของอังกฤษใน


39
     จิตราภรณ์ ตันรัตนกุล. ละตินอเมริกา. หน้ า 33-35
                                             ~ 50 ~

        ้                                                  ่           ู
ขณะนันซึ่งก็คือสหรัฐอเมริกา ตัวเลขประมาณการณ์วาคนผิวดําที่ถกอังกฤษจับมาใช้ เป็ นแรงงาน
                                        ้
ทาสในระหว่างปี 1680 ถึง 1786 นันมีมากถึง 2,130,000 คน อย่างไรก็ตามในสารานุกรมบริ ททา
                                                                                         ้
นิก้า ได้ ให้ ข้อมูลแก่เราว่าจํานวนประชากรทาสที่ได้ ตายลงระหว่างปี ค.ศ. 1661-1774 นันมีมากถึง
9 ล้ านคน! ซึ่งล้ มตายลงไปในระหว่างการล่าทาส,การขนย้ ายทาสและการขนส่งทาส พูดให้ ง่าย
                           ้          ู                                           ้
แล้ วก็คือ จํานวนทาสทังหมดที่ได้ ถกจับมาเพื่อทํางานในอาณานิคมของอังกฤษนันมีเพียงแค่ 1 ใน
                   ้               ้
10 ของทาสทังหมดเท่านันที่มาถึงอเมริกาส่วนที่เหลือได้ ล้มตายในระหว่างการจับกุมและขนย้ าย
หมด!!40ความเลวร้ ายทังหมดนี ้ที่โลกคริสต์เตียนได้ กระทําต่อทาสกลับกลายมาเป็ นด่างพร้ อยแห่ง
                               ้
                                                                   ่
ความอับอายของพวกเขา สิ่งที่พวกเขากระทําได้ หลังจากกดขี่ขมเหงทาสมาอย่างยาวนานก็คือการ
ออกคําประกาศขอโทษโง่ๆสวยหรูแก่ชาวผิวดําแอฟริกา เช่นในเดือนกันยายน และ พฤศจิกายน ปี
2006 รัฐบาลอังกฤษและนายโทนี่ แบลร์ ได้ ออกถ้ อยแถลงอย่างเป็ นทางการของชาติเพื่อขอโทษ
ต่อทาสผิวดําที่โคตรเหง้ าบรรพบุรุษของตัวเองได้ กระทําลงไป อย่างไรก็ตามด้ วยกับความเจ็บแค้ น
และอับอายต่อาชญากรรมของตนเองโลกคริ สต์เตียนจึงได้ พยายามเบี่ยงเบนประเด็นและปกปิ ด
          ่
ความชัวของตนเองด้ วยการสรรสร้ างอิทธิพลทางงานวิชาการเพื่อกล่อมเกลาผู้คนของโลกให้ เข้ าใจ
                             ั
ว่าระบอบทาสคือสิ่งที่สมพันธ์โดยตรงกับการดํารงอยู่ของมหาอาณาจักรอิสลามในอดีต โดยหยิบ
                                                                              ้ ้
ยกประเด็นในเรื่ องการที่กฎหมายอิสลามยอมรับการมีทาสมาเป็ นจุดโจมตี ทังนีก็เพื่อที่จะกลบ
เกลื่อนและปกปิ ดข้ อเท็จจริ งที่ว่าสิ่งที่คอยคํ ้าจุนการมีอยู่ของระบอบทาสในสังคมของพวกคริ สต์
                 ้                                               ู
เตียนยุโรปนันก็มาจากอิทธิพลและคําสอนในไบเบิลเองที่ได้ ฟมฟั กพวกเขาไว้ ดังที่เราจะพบว่าเซน
ปอลได้ ทําการชี ้นําบรรดาทาสให้ เคารพเชื่อฟั งภักดีต่อนายของตนและพิจารณาว่าการเคารพเชื่อ
                       ้
ฟั งนายของตนนันก็คือหนึ่งในการเคารพเชื่อฟั งพระคริสต์ จุดสําคัญตรงนี ้ได้ บ่งชี ้แก่เราว่าตามแก่น
ธรรมแห่ง ไบเบิลแล้ วทาสเป็ นสิ่งที่ถูก กฎหมาย การผูก โยงเรื่ องการเชื่ อฟั งนายทาสว่าเป็ นเนื อ ้
                                          ้
เดียวกันกับการเชื่อฟั งพระเมซิอานันบ่งชี ้อย่างชัดเจนว่าทาสคือสิ่งที่ถูกกฎหมายในคริ สต์ศาสนา
                                                                     ั
เพราะย่อมไม่กินกับสติปัญญาหากเราจะเข้ าใจว่าทาสเป็ นสิ่งที่ขดกับคําสอนของคริ สต์ศาสนาแต่
การผิดกฎหมายดังกล่าวกลับควรได้ รับการเชื่อในฐานะเดียวกันกับการเชื่อฟั งพระเมซิอา!! พระ
คัมภีร์ได้ ระบุวา    ่
                                 ้                                       ่
ฝ่ ายพวกทาสจงเชื่อฟังผูที่เป็ นนายฝ่ ายเนื้อหนังด้วยใจเกรงกลัวจนตัวสัน ด้วยน้าใสใจจริ งเหมื อน
กระทาแก่พระคริ สต์
ไม่เหมือนอย่างคนที่ทาแต่ต่อหน้า อย่างคนที่ทาให้ชอบใจคน แต่จงทาเหมื อนอย่างทาสของพระ
คริ สต์คือกระทาตามชอบพระทัยพระเจ้าด้วยความเต็มใจ
              ั                                          ั                             ั
จงปรนนิ บตินายด้วยจิ ตใจชื่นบาน เหมือนกับปรนนิ บติองค์พระผูเ้ ป็ นเจ้า ไม่ใช่ปรนนิ บติมนุษย์

40
     Muhammad S. Al-Munajjid. Islam and slavery: http://www.islam-qa.com/en/ref/94840
                                               ~ 51 ~

                             ้                                ้ ั้                      ้
เพราะท่านรู้อยู่แล้วว่าผูใดกระทาความดีประการใด ผูนนก็จะได้รับบาเหน็จอย่างนันจากองค์พระผู้
เป็ นเจ้าอีก ไม่ว่าเขาจะเป็ นทาสหรื อเป็ นไทย (เอเฟซัส 6:5-8)
        ้
ท่านทังหลายที่เป็ นผู้รับใช้ จงเชื่อฟั งนายของท่านด้วยความยาเกรงทุกอย่าง ไม่ใช่เฉพาะนายที่
                               ้     ั้
เป็ นคนใจดีและสุภาพเท่านัน แต่ทงนายที่ร้ายด้วย (1 เปโตร 2:18)
จงให้ค นทั้ง หลายที่อยู่ใ ต้แอกแห่ง ความเป็ นทาส ถื อว่านายของตนเป็ นผู้สมควรแก่ ก ารได้รับ
เกี ยรติ ยศทุกสถาน เพื่อพระนามของพระเจ้าและคาสอนของพระองค์จะมิ ได้ถูกหมิ่ นประมาท (1 ทิ
โมธี 6:1)
                                             ้                                                ้
           สิ่งที่ต้องเข้ าใจนอกเหนือจากนีก็คือความจริ งที่ว่า ปรัชญาของอริ สโตเติลนัน ถือว่าเป็ น
ปรัชญาที่ทรงอิทธิพลต่อโลกทัศน์การศึกษาของพวกพระและนักบวชคริ สต์เตียนในยุคกลางอย่ าง
มาก ในมุมมองของอริสโตเติล เขายอมรับในทฤษฎีของการเป็ นทาสโดยธรรมชาติ กล่าวคือทฤษฎี
ดังกล่าวนี ได้ ก ล่าวอ้ างว่ามนุษ ย์ นัน ได้ ถูก ทํ าให้ เ ป็ นทาสโดยธรรมชาติ 41หลัก คิ ดวิต รถารของ
               ้                        ้
                          ่
อริสโตเติลเช่นนีไ้ ด้ สงอิทธิพลไปยังบาทหลวงคริ สต์เตียนนามอุโฆษในยุคต่อมาอย่างเซนต์โธมัส
                                                     ู
อไควนัส ที่เขาเห็นพ้ องกับอริสโตเติลว่ามนุษย์ถกทําให้ เป็ นทาสโดยธรรมชาติและการมีอยู่ของทาส
                    ั                                                                       ้
ก็ไม่ใช่เรื่องที่ขดแย้ งต่อหลักศรัทธาของมนุษย์ที่จะดํารงอยู่ในสถานภาพต้ อยตํ่าเช่นนันได้ อไควนัส
พิจารณามนุษย์ด้วยโลกทัศน์หยาบๆว่า มนุษย์ที่ชาญฉลาดและมีความโดดเด่นนันดูเหมือนจะเกิด   ้
มาเพื่อเป็ นนายคนโดยธรรมชาติอยู่แล้ วในขณะที่มนุษย์ซึ่งมีความฉลาดน้ อยแต่มีร่างกายกํายานัน         ้
ก็จะถูกธรรมชาติเลือกสรรมาให้ กระทําการณ์ในฐานะคนรับใช้ อไควนัสยังเห็นพ้ องต้ องกันกับเซนต์
                      ่
ออกัสตินในแง่ที่วาระบอบทาสเป็ นผลมาจากความเสื่อมโทรมของสังคม ยิ่งไปกว่านันอไควนัสยัง      ้
                                 ้
ได้ คิดเตลิดไปอีกว่าจักรวาลนันมีโครงสร้ างทางธรรมชาติของมันที่มอบอํานาจและความเหนือกว่า
แก่มนุษย์เหนือสิ่งอื่น โลกทัศน์ของอไควนัสจึงอาจจะดูดีกว่าอริ สโตเติลอยู่บ้างแต่กระนันเขาก็ยัง   ้
                  ้
เห็นว่าทาสนันมีสิทธิที่จํากัดและยังยอมรับการที่นายทาสทุบตีทาสมากกว่าที่จะมอบความเมตตา
แก่ทาส42 เกี่ยวกับมุมมองเรื่องทาสที่อริสโตเติลเชื่อถืออยู่นี ้ได้ เกิดการวิพากษ์ วิจารณ์ติดตามมาใน
ประเด็นของ สถานะภาพของอริสโตเติลในด้ านความเป็ นปราชญ์และปั ญญาชนของเขา ตลอดจน
ข้ อแตกต่างระหว่างผู้เป็ นรอซูลกับผู้เป็ นนักปรัชญา
           บุค คลในโลกมัก กล่า วสรรเสริ ญ อริ ส โตเติล ว่าเป็ นปราชญ์ ปั ญ ญาชนผู้ยิ่ ง ใหญ่ โดย
                                                            ้
พิจารณาว่าคําว่าปั ญญาชนถูกใช้ เพื่อหมายถึงคนทังหลายที่ทํางานด้ วยสมอง ซึ่งก็ได้ แก่พวกนัก
คิดนัก ศึกษา นัก วิช าการ ครูและอาจารย์เ ป็ นต้ น นี่ เป็ นคําที่ เรานํามาใช้ กัน แต่ในความหมาย

41
   Léonie J. Archer (1988). Slavery and Other Forms of Unfree Labour: And Other Forms of Unfree
Labour." History Workshop Centre for Social History (Oxford, England), Published by Routledge,
Page 28
42
     Philosophers justifying slavery : http://www.bbc.co.uk/ethics/slavery/ethics/philosophers_1.shtml
                                              ~ 52 ~

เฉพาะของมัน ปั ญญาชนคือผู้ปฏิบัติตามอุด มการณ์ ท่ ีเขาเลือกอย่ างมีจิต สานึกต่ างหาก
                                         ้           ้
อุดมการณ์และความสํานึกทางชนชันของเขานันเองที่ช่วยให้ เขาได้ ร้ ูถึงขีวิตและการปฏิบัติ การ
ดํารงชีวิตและการคิดพร้ อมกับอุดมคติที่จะก่อขึ ้นเป็ นปรัชญาแห่งชีวิตของเขา สิ่งต่างๆเหล่านีจะ       ้
                                                                              ้
สร้ างจิตสํานึกที่จะทําให้ เขาอุทิศตัวเองให้ กับมันด้ วยการอุทิศตนให้ แก่เปาหมายทางอุดมการณ์
เขาจะเป็ นคนรักนักต่อสู้ เขาจะมีความสํานึกศรัทธาที่จะนําขบวนการก้ าวหน้ าในประวัติศาสตร์
                            ุ
และปลุกมนุษยชาติให้ ลกขึ ้นรู้ความจริ งแห่งการมีชีวิตของพวกเขาในสังคม บทบาทที่เขาแสดง
ออกไปในประวัติศาสตร์ทําให้ เขาแตกต่างไปจากนักปรัชญา นักปรัชญาอย่างเช่นอริสโตเติล จะไม่
มีความสํานึกและความศรัทธาประเภทนี ้ อริ สโตเติลมิใช่ปัญญาชนเพราะเขามิได้ ริเริ่ มขบวนการ
                          ั
ทางสังคมและการปฏิวติใดๆในสังคมของเขา และเขามิได้ ปลุกมวลชนที่ได้ รับความเจ็บปวดใน
                                                             ่
สมัยของเขาให้ ร้ ูถึงความจริงของสังคม พลาโตเองก็ไม่ตางไปจากอริ สโตเติลเพราะเขาไม่สามารถ
                                             ่
แก้ ไขปั ญหาของสังคมของเขาได้ ถึงว่าแม้ วาเขาจะพบแนวความคิดอันหนึ่งก็ตาม พโทเลมีเป็ นนัก
                                ู
วิทนาศาสตร์และเป็ นแพทย์ผ้ มีความรู้ทางด้ านวิทยาศาสตร์มากมาย แต่วิทยาสาสตร์ ของเขามิได้
มีอิทธิพลต่อการชะตากรรมของมนุษย์ในยุคของเขาแต่อย่างใด ถ้ าหากกรี กมีคนเช่นนีนับพันคน         ้
ชีวิตของเขาก็คงเหมือนที่เป็ นก่อนๆมา บางทีอาจจะแย่ยิ่งกว่าด้ วยซํ ้าไป เพราะปั ญญาชนเช่ นนี ้
                                                                                           ้
คือผู้บ ริ โภคที่เ กี ย จคร้ านคอยดู ด ซึม สิ่ งที่ช าวนาผลิต มา สิ่งที่ ก รี ก ต้ องการนั นมิ ใช่ นั ก
ปรั ชญาหรื อนั ก วิทยาศาสตร์ แต่ เ ป็ นคนมี อุด มการณ์ ท่ ีจริ งจังในการที่จะปรั บ ปรุ งและ
                                                                                   ้
เปลี่ยนแปลงทาสที่ได้ รับความทุกข์ ยากถึงแม้ ว่าผู้ท่ ีมีอุดมการณ์ เหล่ านีจะเป็ นคนธรรมดา
หรื อทาสก็ตาม การหมกมุ่นอยู่กับ ความลี ้ลับ ของการสร้ างเรื่ องแก่นสารดึก ดําบรรพ์ทํ าให้ นัก
ปรัขญาไม่สามารถอุทิศ ตัวเองให้ กับการแก้ ปัญ หาทางสังคมได้ อย่างไรก็ ตามบรรดารอซูล นัน                ้
                                                                                        ั
มักจะเกิดมาเพื่อเปลี่ยนแปลงและสรรสร้ างประวัติศาสตร์ขึ ้นมาใหม่ อันเป็ นการปฏิวติที่นํามนุษย์
     ุ            ่ ั
ที่ทกข์ยากไปสูสงคมที่เปลี่ยนแปลงใหม่ บรรดาประกาศกจึงเป็ นมนุษย์ธรรมดาแต่พิเศษกว่าคนอื่น
ในด้ านจิ ต วิญ ญาณและการอุทิ ศ ตัว พวกเขาแตกต่างไปจากนัก ปรัช ญา ศิลปิ น นัก การเมือง
                                               ่                ่
นักบวชและคนทุกจําพวกบนโลกใบนี ้และนันคือเหตุผลที่วาเหตุใดบรรดารอซูลหรื อประกาศกของ
พระเจ้ าจึงไม่เคยปรากฎพบนักปรัชญาจอมเพ้ อฝั นและนักการเมืองจอมโกหกเลย
                        ้                          ้
          ข้ อเท็จจริงทังหมดที่เราได้ นําเสนอไปนี ย่อมชี ้ได้ อย่างชัดเจนถึงการยอมรับในระบอบทาส
ของคริ สต์ ศ าสนา ด้ วยเหตุนี เ้ องความอับ อายต่อข้ อเท็จ จริ งของศาสนาของพวกเขาตลอดจน
โศกนาฏกรรมที่ชาวคริ สต์เตียนยุโรปได้ ทําลงไปในนามของศาสนาต่อทาสจึงสังสมมาเป็ นความ   ่
อาฆาตมาดร้ ายต่อชาวมุสลิมและพยายามที่จะปั ดความผิดที่พวกตนได้ กระทําต่อมนุษยชาติว่า
เป็ นเพราะหลักกฎหมายของอิสลามซึ่งยอมรับการมีทาสนั่นเองทึ่ทําให้ ทาสไม่เคยหมดสิ ้นไปจาก
โลกใบนี ้!!
                                              ~ 53 ~

ข้ อเท็จของกฎหมายอิสลามต่อการยอมรับการมีอยู่ของทาส
                                                                                          ุ
              ข้ าพเจ้ าได้ กล่าวไปแล้ วในตอนต้ นว่า ความป่ วยไข้ ของมวลมนุษยชาติทีได้ อตริ สร้ างสังคม
                   ้
ทาสขึ ้นมานันดําเนินอยู่มาอย่างยาวนานนับไม่ร้ ูกี่ศตวรรษก่อนการมาของอิสลาม การมุ่งเลิกทาส
อย่างเฉียบพลันนอกจากจะไม่ยังผลแล้ วยังรังแต่จะสร้ างความเสียหายให้ เกิดขึ ้นแก่สงคมขนาน       ั
ใหญ่ไปด้ วย ในทางกลับกันการมุ่งนิ่ งเงียบปล่อยปละละเลยทาสที่อยู่ในระบอบสังคมอันอธรรม
                                 ่
ก่อนการมาของอิสลามนันก็มิใช่ทางแก้ ที่แท้ จริงหากแต่เป็ นการนิ่งเฉยต่อความเลวร้ ายในสังคมซึ่ง
                                         ้
มิ ใ ช่ลัก ษณะนิ สัย ของศาสนานี ที่ ถูก ประทานลงมาเพื่ อปลดแอกผู้ถูก กดขี่ อิ สลามจึ งคิดที่ จ ะ
แก้ ปัญหาการกดขี่เพื่อนมนุษย์ด้วยระบอบทาสโดยการมุ่งจัดระเบียบทาสในสังคมเสียใหม่ การ
                               ู
บัญญัติกฎหมายให้ ผ้ คนสามารถที่จะมีทาสในครอบครองได้ จึงบังเกิดขึ ้นด้ วยวิทยปั ญญาของพระ
           ุ่
เจ้ าที่มงจะทําลายสภาพของการไร้ สิทธิทางกฎหมายคุ้มครองต่อพวกทาส โดยทังนี อิสลามนันไม่้ ้             ้
                                       ั ่                ้         ่
ยอมรับและประณามการปฏิบติตอทาสที่มีมาก่อนทังสิ ้นไม่วาจะอยู่ในสังคมของพวกป่ าเถื่อนบูชา
                             ั ่
เทวรูปหรือการปฏิบติตอทาสในหมู่ชาวยิวและคริ สต์ชนก็ดี อิสลามจึงหาทางออกด้ วยการอนุมติ                   ั
                                                      ้
การมีท าสพร้ อมกับ บัญ ญัติ ก ฎหมายที่ ป กป องสิท ธิ ข องทาสไปในขณะเดีย วกัน อัน เป็ นความ
                                                  ้
พยายามที่จะดึงพวกทาสเข้ าสู่ระบบที่ปกปองปากเสี ยงและสิทธิของพวกเขาจากนันก็ตลบหลัง           ้
พวกนายทาสด้ วยการวางข้ อกฎหมายในเรื่ องการดูแ ลทาสอย่ า งเข้ มงวดและมีม นุษ ย์ ธ รรม
ตลอดจนการหา ‚ช่องทาง‛ ที่จะให้ ทาสแต่ละรายหลุดพ้ นเพื่อการเป็ นไทด้ วยเงื่อนไขทางกฎหมาย
                                                    ั       ้
ไปในตัวด้ วย เช่น เมื่อการมีทาสเป็ นที่ อนุมติกระนัน ก็ตามการเฆี่ย นตีท าสกฎหมายอิสลามจะ
                         ู                                                  ้
กําหนดให้ ทาสที่ถกตีเป็ นไทไปโดยปริ ยาย เป็ นต้ น เพราะฉะนันทัศนะของคนอวิชชาบางจําพวก
     ่                                                                        ่
ที่วาอิสลามคํ ้าจุนการมีทาสเพราะอิสลามได้ สร้ างความเข้ าใจที่วาการมีทาสคือสิ่ง ‚ไม่บาป‛ ขึ ้นใน
       ่ ุ
หมูมสลิมจึงเป็ นการมองที่ตื ้นเขินและใช้ เปลือกนอกมาทําการวิพากษ์ อย่ างไร้ แก่นแท้ และไม่เป็ น
                                                                                        ้
ตรรกะ การที่รัฐหนึ่งใดบนโลกนี ้ต่างก็มีกฎหมายว่าด้ วยคนต่างด้ าวย่อมเป็ นข้ อบ่งชีว่ารัฐนัน อยาก ้
                                                        ้
ให้ มีการอพยพเข้ าเมืองของคนต่างด้ าวกระนันหรื อ ??? หามิได้ ! การมีกฎหมายคนต่างด้ าวเป็ น
                                                                          ้
เพียงการจัดระเบียบต่อการอพยพของผู้คนซึ่งรัฐใดๆบนโลกนีก็ไม่ อาจกีดกันการอพยพได้ ดงนัน                ั ้
เพื่อเป็ นผลดีกว่า การบัญญัติกฎหมายคนต่างด้ าวจึงเป็ นการจัดระเบียบการอพยพของมนุษย์ซึ่ง
                                                              ้       ้
ไม่ อ าจห้ ามได้ ให้ อยู่ ใ นครรลองคลองธรรมที่ ดี ขึ น เท่ า นัน กฎหมายเรื่ อ งทาสในอิ ส ลามก็
เช่นเดียวกัน!
                                                                  ุ
              ท่ านฟั ศลุร เราะฮฺมาน (1919 –1988) ปราชญ์ มสลิมชาวอินเดียได้ ให้ แง่คิดไว้ ว่า การที่
                                                                                 ้
อิสลามยอมรับ การมีอยู่ของสัง คมทาสว่าเป็ นเรื่ องถูก ต้ องตามกฎหมายนัน ก็ เ พราะว่ามัน คื อ
ทางเลือกเดียวที่เป็ นไปได้ แล้ วในการที่จะแก้ ปัญหาของทาสที่มีอยู่ในยุคสมัยของท่านศาสนทูต
มุฮัมมัด ศ็อลฯ อันเนื่องจากทาสเป็ นสิ่งที่ฝังแน่นอยู่ในโครงสร้ างทางสังคมและเศรษฐกิ จของ
                                                                        ั
มนุษย์ และการจะให้ ชาวมุสลิมทําการปล่อยทาสด้ วยการไถ่ตวแต่เพียงอย่างเดียวให้ หมดไปอย่าง
                                                  ~ 54 ~

                                        ้
รวดเร็ ว ทั่ว คาบสมุท รอารเบี ย นัน คื อ สิ่ ง ที่ ย่ อ มไม่สามารถ
                                                         ้
กระทํ า ได้ อย่ างแน่ น อน คงมีแต่นัก ฝั น เท่านัน ที่ จ ะทํ าตาม
จินตนาการเหล่านี43      ้
             ท่ า น อั ล เ บิ ร์ ต ฮู ร อ นี ย์ (1915-1993) นั ก
ประวัติ ศ าสตร์ แ ห่ ง มหาวิ ท ยาลัย อ็อ กฟอร์ ด แห่ ง ประเทศ
อังกฤษ ได้ ก ล่าวถึ งคุณ ความดี ของกฎหมายอิสลามที่มีต่อ
ทาสไว้ วา  ่
                                                   ้
             “ความคิ ด ในเรื่ องความเป็ นทาสนัน ในสังคมมุสลิ ม
ไม่ได้เ ป็ นเหมื อนกับที่ป ระเทศต่ างๆของอเมริ กาเหนื อและ
อเมริ กาใต้ค้น พบ และประกอบด้วยคนชาติ ต่ างๆของยุโรป
                   ้
ตะวันตกนับตังแต่คริ สต์ ศตวรรษที่ 16 เป็ นต้นไป ความเป็ น
                                                                      ้
ทาสเป็ นสถานภาพหนึ่งที่กฎหมายอิ สลามยอมรับ ตามกฎหมายนันมุสลิ มที่เกิ ดมาเป็ นอิ สรชนไม่
                                   ้                   ุ
สามารถทาให้เป็ นทาสได้ ฉะนันทาสจึงไม่ใช่มสลิ มแต่เป็ นพวกที่ถูกจับตัวมาจากสงครามหรื อไม่ก็
หาซื้ อมา หรื อเป็ นเด็ ก ที่มีพ่อแม่เ ป็ นทาสและเกิ ดมาในความเป็ นทาส พวกเขาไม่มีสิท ธิ ท าง
กฎหมายเต็มที่อย่างอิ สรชน แต่กฎหมายชะรี อะฮ์ ได้กาหนดไว้ว่าพวกทาสควรจะได้การดูแลด้วย
ความยุติธรรมและกรุณา การปลดปล่อยพวกเขาเป็ นการกระทาที่ควรได้รับการยกย่องอย่างหนึ่ง
ความสัมพันธ์ ของนายควรจะสนิ ทสนมกัน และอาจจะดารงอยู่ต่อไปหลังทาสได้รับอิ สรภาพแล้ว
เช่นเขาอาจแต่งงานกับบุตรสาวของนายหรื อทาธุรกิ จให้นายก็ได้”44
             ในขณะที่ มัว ริ ส โกเดอฟรอย นัก บูร พาคดีที่ ศึก ษาเกี่ ย วกับ อารยธรรมอิ ส ลามได้ ใ ห้
                                                             ้
ความเห็นว่า คํ าว่า “ครอบครัว” ในหมู่ชาวอาหรับ นันมีนิย ามที่แตกต่างไปจากความเข้ าใจของ
                                                                              ั้
ประชากรโลกเพราะคําว่าครอบครัวจะเกิดความหมายที่สมบูรณ์ขึ ้นมาได้ นนต้ องรวมเอาทาสเข้ าไว้
                                                     ่         ั้                         ้
เป็ นองค์ประกอบหนึ่งของครอบครัวด้ วย ไม่วาทาสผู้นนจะเป็ นผิวขาวหรื อดําก็ตาม อีกทังแม้ นว่า
                 ั                                                      ั่
พระคัมภีร์อลกุรอานจะยอมรับการมีทาสไว้ แต่ขณะเดียวกันก็ได้ สงสอนให้ บรรดานายทาสดูแล
      ั ่                                                          ้
ปฏิบติตอทาสอย่างดีและส่งเสริมการปล่อยทาสให้ เป็ นอิสระทังนี ้ก็เพื่อที่จะยกระดับทางสังคมของ
พวกเขาไว้ 45ข้ อเท็จจริงทางสังคมประการนี ้ได้ ฉายภาพให้ เราเข้ าใจถึงแก่นแท้ ของระบอบทาสในหมู่
ชาวมุสลิมอาหรับว่ามันมิได้ วางฐานอยู่บนความสัมพันธ์ของระบอบการผลิตและพลังทางการผลิต
ระหว่างความเป็ นนายกับความเป็ นทาสอันตํ่าต้ อย หากแต่ทาสเป็ นหนึ่งในความสัมพันธ์ที่แนบ
แน่นเป็ นเนื ้อเดียวกับครอบครัว
43
     Fazlur Rahman. Islam, University of Chicago Press, p.38
44
     อัลเบิร์ต ฮูรานี. ประวัติศาสตร์ ของชนชาติอาหรับ. หน้ า 176-177.
45
     Maurice Gaudefroy-Demombynes. Muslim Institutions. P.136
                                             ~ 55 ~

          เมื่อปรากฏการณ์ทาสเป็ นสิ่งที่มิอาจหลีกห่างได้ ขณะเดียวกันการนิ่งเฉยต่อปั ญหาดังกล่าว
ก็รังจะเป็ นการดูดายต่อความอธรรม อิสลามในฐานะศาสนาที่มาปฏิรูปความชั่วของคาบสมุทร
อารเบียจึงได้ วางระบบกฎหมายเพื่อให้ ทาสได้ สามารถลืมตาอ้ าปากขึ ้นมาได้ บ้าง เราอาจพิจารณา
                                      ั้
ว่ารัฐบาลอิสลามแห่งนครมาดีนะฮฺนนจําต้ องมีนโยบายประนีประนอมกับสภาพทางเศรษฐกิจและ
                                               ้
โครงสร้ างทางสังคมเท่าที่เป็ นไปได้ ในขณะนัน การคงอยู่ของความสัมพันธ์ทางการผลิตอย่างนาย
                                                 ้
ทาสกับทาส และโครงสร้ างทางสังคมขณะนัน ที่มีแต่ความเหลื่อมลํ ้าได้ กดดัน (Input) ต่อรัฐบาล
อิสลามให้ ยอมรับการมีอยู่ของสังคมทาส รัฐบาลอิสลามจึงต้ องยอมรับข้ อเรี ยกร้ องทางสังคมใน
เบื ้องต้ นด้ วยการใช้ กฎหมายอิสลามในการคุ้มครองต่อฐานันดรทาสในสังคมโดยการแปรนโยบาย
                                                     ั่
ดังกล่าวออกไปเป็ นข้ อกฎหมายของรัฐที่ระบุสงห้ ามการนําเสรีชนใดๆมาเป็ นทาสเพิ่มขึ ้นอีก ที การ
                                                                                    ้
ยอมรับ ทาสในข้ อกฎหมายของอิส ลามเป็ นเพี ย งการยอมประนี ป ระนอมเบื องต้ น เพื่ อรั ก ษา
   ้
เปาหมายสูงสุดของรัฐอิสลามที่สําคัญกว่าในภายหลังนั่นคือการขยายตัวของศาสนาอิ สลามที่จะ
พาเสรีภาพและความเท่าเทียมของมนุษย์ภายใต้ ร่มธงของพระผู้เป็ นเจ้ า อันเป็ นมาตรการทําลาย
การคงอยู่ของสังคมทาสไปโดยปริยาย การวิจารณ์อย่างโง่งมของ อาลี ดาชตีย์ (Ali Dashti) อดีต
                                           ่
นักวิชาการชีอะฮฺที่ออกจากอิสลามไปสูความเป็ นกาเฟรซึ่งได้ วิจารณ์อิสลามว่าเป็ นศาสนาที่ไม่มี
ความเป็ นสัจ ธรรมและสากลพอที่ มนุษ ย์ จ ะยอมรับ ได้ โดยอ้ างเหตุผลของความไม่เ ป็ นสากล
ดังกล่าวจากกฎหมายทาสในอิสลามเป็ นหนึ่งในบรรดาข้ ออ้ างของเขา46 สิ่งที่ต้องวิภาษต่อไปก็คือ
                                ั
ความเป็ นสากลที่เป็ นปรมัตถ์สตย์จริงที่ว่านั่นคืออะไร ? หรื อการเป็ นสากลจําต้ องแสดงออกผ่า น
                                         ้
การไม่ยอมรับการมีอยู่ของทาสกระนันหรือเป็ นเงื่อนไขแล้ วหรือ? ความเป็ นสากลควรจะอยู่บนการ
                                                   ่                        ้
หลีกหนีออกจากความป่ วยไข้ ของสังคมควบคูไปกับการไม่แก้ ไขใดๆกระนันหรื อ ? ศาสนาที่เป็ นสัจ
ธรรมจะต้ องวางอยู่บนพื ้นฐานของอุดมคติที่ “กินไม่ได้ ” มากกว่าการยอมรับความจริงในสังคม(สัจ
                        ่ ุ                  ั          ้              ่
นิยม)เพื่อพัฒนาไปสูอดมคติที่เป็ นภาววิสยกระนันหรือ? จะเห็นได้ วาการวิจารณ์อิสลามของอดีต
                            ุ                                        ั
นักวิชาการรอฟิ เฎาะฮฺมรตัดรายนี ้นอกจากจะไม่เป็ นตรรกะแล้ วก็ยงสะท้ อนให้ ภาพของความโง่งม
ที่เป็ นสื่อให้ เขาออกจากศาสนาไปด้ วย
                                                                  ้           ่
             การดําเนินนโยบายของอิสลามเรื่องทาสในแรกเริ่ มเลยนันคือการมุงกําจัดแหล่งต้ นกําเนิด
ของระบอบทาสเพื่อมิให้ ทาสใหม่ๆได้ เพิ่มขึ ้นในสังคมอีก ซึ่งดังที่ได้ กล่าวไปแล้ วว่าการเป็ นทาสของ
            ั้
มนุษย์นนมักมาจากสาเหตุหลักๆดังนี ้
1) หนี ้สินโดยบุคคลที่ล้มละลายมักขายตัวเองเป็ นทาสเพื่อหลีกหนีการเป็ นหนี ้
2) การลงโทษอาชญากรรม



46
     Ali Dashti. Twenty Three Years:A Study of the Prophet Career of Mohammad. P.181
                                                 ~ 56 ~

3)เชลยสงคราม ซึ่งกรณีนี ้ผู้ชนะสงครามมักทําการประหารผู้ชายและนําเด็กกับสตรี มาทําทาส แต่
                  ู
อาจจะมีบ้างที่ผ้ ชายจะถูกนํามาเป็ นทาสเพื่อใช้ แรงงาน
4) การลักพาตัวเด็กมาขายเป็ นทาส
5) เด็กที่ถือกําเนิดขึ ้นในสภาพของทาสโดยมารดาของนางเป็ นนางบําเรอของพวกนายทาส
                                    ้                                                 ้
          ในบรรดาแหล่งกําเนิดทาสทัง 5 ประเภทนี ้อิสลามได้ ทําลายแหล่งกําเนิดของมันไปทังสิ ้น
                                                       ้
4 ประการ คงเหลือแต่เพี ยงทาสที่มาจากเชลยศึกเท่านัน โดยการวางหลักปรัชญากว้ างๆไว้ ว่า
                    ้          ู
มนุษย์ที่เป็ นไทนันจะต้ องไม่ถกนํามาเป็ นทาสอีก ดังวจนะของท่านรอซูล ศ็อลฯ อันเป็ นหะดีษกุด
        ่
ซีย์ที่วา
                                                      ِ ِ
  ‫ثَالثَةٌ أَعَا خصمهم نَـمم الْقيَامة ، أمن تْك ُ خصم ُ خصماُ ُ ، ذتر مكهم : رجل بَاع حرا‬
                                                                                       َ
   ِّ ُ َ ٌ ُ َ                 ْ َ َ َ ْ َ ُ ْ ََ َ َ ْ ْ ُ ُ ْ َ
                                      ُ َ‫فَأَتل َثَك‬
                                            َََ
    ุ                         ั                 ่
‚มีบคคลสามจําพวกซึ่งพระองค์อลลอฮฺจะเป็ นศัตรูตอเขาในวันแห่งการพิพากษา และผู้ใดก็ตามที่
                      ั                                            ่
 พระองค์ทรงเป็ นศัตรูกบเขาพระองค์จะได้ รับชัยชนะ(และเขาจะปราชัย) นันคือบุคคลผู้ที่ขายเสรี
                         ชน(เป็ นทาส)และรับเอาราคา(ค่าตัว)ไว้ ‛47

         จากหะดีษบทนี ้มันได้ บ่งชี ้อย่างชัดแจ้ งแก่เราว่าอิสลามได้ ริเริ่ มหาหนทางในการกําจัดต้ น
ตอของการเกิดระบอบทาสด้ วยการคัดค้ านการนําคนมาเป็ นทาสในทุกกรณีเว้ นแต่เพียงทาสเชลย
          ้                                      ั้                             ้
ศึกเท่านัน ส่วนในกรณีที่ 5 ซึ่งทาสหญิ งได้ ตงครรภ์กับ นายทาสของตนนัน อิสลามก็ได้ วางหลัก
               ่
กฎหมายที่วาเด็กที่เกิดมาและทาสหญิงผู้เป็ นแม่ของเด็กจะต้องเป็ นไทไปโดยปริยาย ท่านอบุลอะอฺ
                 ู
ลา อัลเมาว์ดดีย์ ได้ แสดงความเห็นต่อหะดีษต้ นนี ้ไว้ วา ่
                                                    ั้
         ‚พจนารถของท่านรอซูล ศ็อลฯ บทนี้นนมี ความหมายครอบคลุม และไม่ได้ถูกแก้ไขหรื อ
นาเอาไปปรับใช้เพียงแค่เฉพาะบางชนชาติ ,เผ่าพันธุ์,ประเทศหรื อกับบางศาสนาเท่านัน ชาวยุโรป   ้
ได้รับคาสรรเสริ ญ อัน ยิ่ งใหญ่ ในการแอบอ้างว่าพวกเขาทาการยกเลิ ก ระบอบทาสจากโลกนี้ได้
แม้ว่าพวกเขาจะพึ่งกระทามันไว้ในช่วงกลางของศตวรรษสุด ท้ายนี้ก็ตาม(ศตวรรษที่ 20) แต่ทว่า
ก่ อ นหน้า นี้ อานาจชองพวกยุโ รปเหล่ านี้ ได้ส่ งผลให้พ วกเขาท าการบุก รุ ก แอฟริ กากัน อย่ า ง
กว้างขวางมาก โดยการจับ คนอิ สระของพวกเขามาเป็ นเชลยและทาการขนย้ายพวกเขาเข้าสู่
                                                            ั้                       ั
อาณานิ คม การกระทาที่พวกยุโรปกระทาต่อคนเหล่านี้นนเลวร้ายยิ่ งกว่าการปฏิ บติที่มนุษย์ มีต่อ
สัตว์เสียอีก ตาราต่างๆที่ชาวยุโรปได้เขียนถึงเรื่องนี้ต่างก็ยอมรับในข้อเท็จจริ ง ส่วนนี้‛48



47
                                    ู
     ศอฮีฮฺอัล-บุคอรีย์. กิตาบอัลบุยอ์. หมายเลขหะดีษ : 2114
48
     Abul A’la Mawdudi. Human Right in Islam. P.17.
                                               ~ 57 ~

             และด้ วยกับข้ อเท็จจริงที่อิสลามได้ หาทางแก้ ไขปั ญหาของการมีอยู่ของสังคมทาสนี ้ จึงทํา
ให้ การมาของอิสลามได้ ส่งผลในวงกว้ างต่อการลดลงของประชากรทาสในดินแดนมุสลิม ดังที่
ศาสตราจารย์ Annemarie Schimmel นักวิชาการด้ านอารยธรรมอิสลามร่วมสมัยได้ ให้ ความเห็น
ว่าเนื่ องจากการที่ ท าสภายใต้ ก ฎหมายอิสลามนัน             ้
สามารถยอมรับได้ เ พียงแค่ทาสเชลยและเด็กทาสที่
                                  ้        ้
เกิดจากพ่อแม่ที่เป็ นทาสทังคู่เท่านัน ด้ วยมาตรการ
           ้
เหล่า นี ก ารยกเลิ ก ทาสด้ ว ยทฤษฎี ข องอิ ส ลามจึ ง
ควบคู่ไปกับ การขยายตัวของอิสลามด้ วยเช่น กัน49
ขณะที่ เ บอร์ น าด เลวิ ส ให้ ความเห็ น ว่ า ผลของ
กฎหมายอิสลามในอัลกุรอานที่ได้ จํากัดประเภทของ
ทาสไว้ ได้ ทํ าให้ ท าสลดลงมากในดินแดนตะวันออก
กลางจนทํ าให้ ชาวอาหรั บ ซึ่ง ต้ อ งการทาสจํ า ต้ อ ง
แสวงหาตลาดทาสในดิ น แดนอื่น ๆซึ่งส่ง ผลให้ ก าร
นําเข้ าทาสจากดิ นแดนของคนต่างศาสนามีจํานวน
เพิ่มขึ ้น50
                ้                                                                      ู
             ทังหมดนี ้คือข้ อเท็จจริงที่อยู่เบื ้องหลังการยอมรับว่าทาสเป็ นเรื่องที่ถกต้ องตามกฎหมายใน
                                              ั
อิสลาม เพราะย่อมไม่เป็ นประโยชน์อนใดเลยที่หลักกฎหมายอันประเสริฐของอิสลามจะต้องนิ่งเฉย
                                                                                      ้ ้ ้
ดูดายสภาพความเลวร้ ายที่ ท าสได้ รับการปฏิบัติอยู่ใ นสังคมโลกขณะนัน ทังนี อิสลามอัน เป็ น
                          ั                                      ้
ศาสนาที่มาเพื่อปฏิวติความเลวทรามที่โลกมีอยู่ในขณะนันย่อมไม่สามารถที่จะแอบอ้ างว่าตนเอง
คือทางนําแห่งมนุษยชาติได้ หากอิสลามทําการนิ่งเฉยต่อปั ญหาทาสเช่นในบางศาสนาที่สอนให้
ตนเองหลุดพ้ นกันถ่ายเดียวหรือไม่ก็เอออ่อห่อหมกไปกับการปฏิบัติต่อทาสในวิถีที่ไร้ มนุษยธรรม
ดังบัญญัติของบางศาสนาที่ข้าฯได้ ยกตัวบทมาแล้ ว เราจะพบว่าในหลักการอิสลามนันการจะให้            ้
ปลดปล่อยทาสชนิ ดถอนรากถอนโคนดังที่ โลกในยุคศตวรรษที่ 20 กระทํ านัน เป็ นสิ่งที่อิสลาม     ้
กระทําไม่ได้ อันเนื่องมาจากทาสเป็ นทรัพย์ส มบัติของคนมากหน้ าหลายตาในสังคม การมุ่งเลิก
ทาสอย่างเฉียบพลันในแง่หนึ่งก็เสมือนหนึ่งการปล้ นแหล่งทรัพยากรที่พวกพ่อค้ าและเจ้ าขุนมูล
              ้      ่
นายยุคนันมีอยู่ นันยิ่งเป็ นการร้ ายแรงยิ่งกว่าที่อิสลามจะสร้ างศัตรูขึ ้นมาด้ วยวิธีการไร้ สติเช่นนัน้
     ้                                                                           ุ
ดังนันในเบื ้องแรกแล้ วสิ่งที่อิสลามกระทําการช่วยเหลือทาสได้ มากที่สดก็คือ ช่วยเหลือทาสที่เป็ น
มุสลิมก่อน(แต่มิได้ หมายความว่าทาสที่ นับถือศาสนาอื่นอิสลามจะเมินเฉย เพราะโดยกฎหมาย


49
     Annemarie Schimmel. 1992. Islam: An Introduction. P.67.
50
     Lewis. Race and Slavery in the Middle East: an Historical Enquiry. P.10
                                            ~ 58 ~

                                                                      ้           ้
อิสลามแล้ วมุสลิมจะเป็ นทาสไม่ได้ ) การช่วยเหลือทาสที่เป็ นมุสลิมในเบืองแรกก่อนนันหมายถึง
                               ั                                            ้
การช่วยเหลือบรรดาทาสที่หนหน้ าเข้ ารับอิสลามใหม่ๆ ที่จําต้ องกระทําไปตามนีก็เพราะว่าทาสที่
                      ้
มุ่งเข้ ารับ อิสลามนัน จําต้ องหานายคนใหม่ที่จ ะดูแลตนไปตามครรลองของอิสลาม และปรากฏ
                                                      ้             ้
ตัวอย่างว่ากรณีที่ทาสคนใดหันหน้ าเข้ ารับอิสลามนันบรรดาทาสเหล่านันมักจะได้ รับการกดขี่บีฑา
จากนายเดิมของตนเพื่อให้ ออกจากศาสนาอิสลามดังกรณีของท่านบิลาล อัครสาวกทาสคนสําคัญ
                                     ้              ั                                   ้
ของท่านศาสนทูต ศ็อลฯ เป็ นต้ น อีกทังหากทาสที่หนเข้ ารับอิสลามจํานวนมากไม่ได้ รับการปกปอง
ช่วยเหลือจากบรรดามุสลิมกันเองก่อนแล้ วไซร้ ใครกันเล่าที่จะช่วยเหลือพวกเขาเพราะหน้ าที่ของ
            ้             ้
มุสลิมนันคือการปกปองช่วยเหลือพี่ น้องของเขาที่กําลังถูกอธรรม ซึ่งนั่นคือต้ นที่มาของบัญญัติ
                        ่                                               ุ
กฎหมายอิสลามที่วาหากทาสคนใดเข้ ารับอิสลามแล้ วจึงเป็ นหน้ าที่ หนักแก่มสลิมที่จะต้ องหาทาง
                                                                                      ั
ปลดปล่อยเขาให้ เป็ นไทในกรณีที่เขาไม่ใช่นายทาส ดังที่บรรดาซอฮาบะฮฺได้ หาเงินมาไถ่ตวท่าน
                                       ุ
บิลาลจากนายของเขา และในกรณีที่มสลิมเองเมื่อปรากฏว่ามีทาสของเขาเข้ ารับอิ สลามแล้ วการ
                                                                  ้
เป็ นทาสของเขาจะเป็ นประตูไปสู่การปล่อยทาสที่รับอิสลามเหล่านันสู่ความเป็ นไท หลักฐานใน
เรื่องนี ้เราได้ จากการกระทําของท่านนบี ศ็อลฯ ซึ่งท่านได้ ทดสอบความศรัทธาของทาสหญิ งผู้หนึ่ง
ว่า
      ‫أنن اهلل قال ُب السماء قال من أعا قال أع رسمل اهلل قال ألاقها فإهنا مؤمكة‬
                                      ู         ้ ้
‚อัลลอฮฺอยู่ไหน? นางตอบว่า อยู่สงเหนือชันฟา ท่านรอซูลได้ ถามนางต่อไปว่า ฉันคือใคร นางตอบ
                                          ้
 ว่าท่านคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ ดังนันท่านรอซูล ศ็อลฯ ได้กล่าวแก่นายทาสของนางว่า จงปล่อย
                                  นางเป็ นไทเสียเพราะนางคือผู้ศรัทธา‛51
                                                           ้ ้
           จึงสรุปได้ ณ ตรงนี ้ว่าหลักของกฎหมายอิสลามนันมีเปาประสงค์ที่จะเยียวยาทาสที่อยู่ใน
                                ้
สังคมอารเบียในห้ วงขณะนัน หาใช่ความประสงค์ที่จะเพิ่มพูนหรื อคํ ้าจุนการมีอยู่ของระอบทาส
                                                       ู ั
ดังที่คนสติปัญญาน้ อยบางคนได้ นึกคิดฝั นเอา สิ่งที่ผ้ คดค้ านอิสลามควรจะกระทําในการวิพ ากษ์
                                              ้
อิสลามในเรื่องทาสก็คือหากว่าอิสลามมีเปาประสงค์ในการคํ ้าจุนส่งเสริ มระบอบทาสดังที่ว่าจริ ง
       ั
เหตุอนใดกันเล่าที่กฎหมายอิสลามจึงทําการกําจัดต้ นตอแห่งการเกิดทาสใหม่ๆในสังคมด้ วยการ
  ่                                                                     ั่
สังห้ ามการนํ าคนเสรี ช นทุก ประเภทมาเป็ นทาส ขณะเดียวกัน ก็ ได้ สงใช้ อย่างหนักแน่นถึ งการ
ปลดปล่อยทาสไปในตัวด้ วยเช่นกัน? กลวิธีกําจัดการเพิ่มลดทอนการมีอยู่ของทาสในสังคมเช่นนี ้
         ้
กระนันหรือที่พวกเขาพิจารณาว่ามันคือการส่งเสริมการมีทาส!!??


51
     สุนันอบูดาวุด. หมายเลขหะดีษ : 3282. อย่างไรก็ตามในกรณีที่ทาสเข้ ารับอิสลามนั ้นแม้ นแบบอย่างของ
                                                         ั
ท่านนบี ศ็อลฯ จะแสดงออกถึงการปล่อยทาสในทันทีแต่ก็ยงไม่ใช่เงื่อนไขถึงขั ้น “วาญิ บ” เพราะทาสยังสามารถ
เป็ นทาสในขณะที่เป็ นมุสลิมอยู่ได้ นายทาสอาจพิจารณาให้ ปลดปล่อยทาสในช่วงเวลาที่เหมาะสมและนั่นคือ
สาเหตุที่ว่าทาสที่ดํารงอยู่ในสถานภาพของมุสลิมนั ้นจะมีข้อกฎหมายบังคับใช้ อีกแบบ
                                              ~ 59 ~

            ท่านเชคอับดุรเราะฮฺมานไอ ดูอีย์ (Abdurrahman I Doi) นักวิชาการด้ านกฎหมายอิสลาม
จากมหาวิทยาลัย Ahmadu Bello University แห่งประเทศไนจีเรียได้ กล่าวสรุปเรื่องของทาสไว้ วา  ่
                         ้                                   ้      ่
 ‚นักกฎหมายมุสลิ มทังปวงได้เห็นพ้องกันว่าความเป็ นทาสนันคือสิ่ งทีถูกกีดกันในการสืบทอดเป็ น
มรดก พวกเขาจะไม่รับมรดก(ของการเป็ นทาสต่อกัน)และจะไม่ถูกทาให้รับมรดกด้วย หากว่าทาส
    ใดตายไปเขาจะต้องไม่ถูกสืบทอดมรดก(การเป็ นทาส)เพราะความสัมพันธ์ ของเขา เพราะว่าใน
                                                      ่                     ้
 ฐานะทาสแล้วเขาไม่ได้ครอบครองสิ่ งใดๆและสิ่ งใดทีทาสครอบครองต่างก็ลวนเป็ นของนายทาส
      ้                         ้
    ทังสิ้ นและตัวของทาสเองนันได้ถูกดูแลเสมือนหนึ่งทรัพย์สินของนาย อิ สลามได้สร้างผลบุญอัน
                ู้                                  ั                    ุ
ยิ่ งใหญ่แก่ผที่ปลดปล่อยทาสให้เป็ นไทในฐานะที่มนเป็ นการกระทาอันมีคณธรรมและยังทาให้การ
                                           ั                                  ้
ปล่อยทาสเป็ นการทดแทนความผิ ดที่ตวเองกระทาไป(กัฟฟาเราะฮฺ) เพราะฉะนันในโลกปัจจุบนนัน     ั ้
                           ทาสไม่มีอยู่แล้วปัญหาของทาสจึงไม่ปรากฏอยู่อีก‛52

ทาสกับปั ญหาเรื่องคาศัพท์
           ปั ญหาประการหนึ่งที่ข้าฯมองว่าเป็ นต้ นเหตุแห่งรากเหง้ าของการโจมตีอิสลามในเรื่องทาส
                                                                         ้
นี ้ก็มาจากปั ญหาเรื่องของคําศัพท์ที่เราเรียกขานว่า “ทาส” นั่นเอง โดยพืนฐานแล้ วคําว่าทาสเป็ น
คําที่ติดลบไม่มีด้านบวกใดๆปรากฎอยู่ในความหมายทางภาษาของมันเลย เช่นคําว่า ทาสทาง
ความคิด,ทาสรัก,ทาสทางเศรษฐกิจ เหล่านี ้ล้ วนเป็ นผลสะท้ อนถึงความหมายเชิงลบต่อเรื่องทาสที่
ความเข้ าใจของมนุษย์โดยทั่วไปรับรู้กัน เพราะคํานิยามโดยทั่วไปของคําว่า ทาส หรื อความเป็ น
         ้                     ุ                 ั ิ
ทาส นันหมายถึงระบอบที่บคคลผู้หนึ่งถูกปฏิบตภายใต้ ฐานะของการเป็ นเพียงแค่ทรัพย์สินและถูก
บังคับเพื่อการทํางาน นอกจากนียังเป็ นเรื่ องที่ถูกต้ องตามกฎหมายอีกด้ วยที่จะทําการฆ่าทาส53
                                     ้
เมื่อพิ จ ารณาจากคํ านิ ย ามของคํ าว่าทาสดังกล่าวนีเ้ ราจะพบว่ามัน ขัดแย้ ง กับ หลักนิ ติศาสตร์
อิสลามและไม่มีมนุษย์ธรรมอันใดยอมรับระบอบดังกล่าวได้ ผลของวาทกรรมและโลกทัศน์ที่ได้
                                       ้
สอดแทรกอยู่ในคําศัพท์ทางภาษานีจึงได้ ก่อจินตภาพแห่งความโหดร้ ายต่อระบอบทาส การพูด
หรื อการกระทํ าอัน ใดที่ เ ป็ นการยอมรับ ถึ งการมีอยู่ของทาสก็ จ ะถูก ความเกลีย ดชังเข้ าทํ าการ
            ั                                                       ่
วิพากษ์ อนเป็ นผลมาจากจินตภาพแห่งความหวาดกลัวที่มนุษย์มีตอระบอบนี ้ การพูดอย่างหยาบๆ
ว่ากฎหมายอิสลามยอมรับการมีทาสโดยมิได้ ลําดับ การอธิ บายที่ชัดเจนจึงรังแต่จ ะสร้ างความ
  ่            ู        ุ ้
วุนวายแก่ผ้ ฟังอย่างที่สด ทังที่ในแง่ของกฎหมายอิสลามแล้ วการเป็ นทาสที่อิสลามยอมรับนันมิได้ ้
      ั
มีอตลักษณ์ร่วมหรือคํานิยามใดๆที่สอดรับกับคํานิยามและความเข้ าใจที่มนุษย์มีต่อทาสเลย ทาส
                                   ่                 ู        ั
ในระบอบอิสลามเป็ นเพียงคนกลุมหนึ่งในสังคมที่ผกมัดอยู่กบข้ อกฎหมายอันแตกต่างจากเสรี ชน

52
     Abdur Rahman I. Doi. Shariah : The Islamic Law. P.291.
53
    Welcome to Encyclopidia Britannica's Guide to Black History.
http://www.britannica.com/blackhistory/article-24164.
                                            ~ 60 ~

                                ้
แต่ไม่ถื อว่าด้ อยกว่าเสีย ทังหมด หากจะถื อเอาเรื่ องของการทํ างานมาระบุว่าคนประเภทนี ใ น       ้
กฎหมายอิสลามคื อทาสก็ ถือว่าเป็ นสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ ใ นการให้ ป ระเภทเพราะทาสในกฎหมาย
            ้         ่
อิสลามนันถูกสังห้ ามการทํางานจนเกินความสามารถและมีขอบเขตของการทํางานชัดเจน มิได้ อยู่
ในฐานะของผู้ทํางานเช่น ทาสผิวดํ าอเมริ ก าแต่อย่ างใด และการทํ างานก็ มิได้ โหดร้ ายไปกว่า
                              ั                             ้                            ั่
แรงงานในยุคปั จจุบนด้ วยซํ ้าไป บางทีอาจจะดีกว่าด้ วยซําตรงที่กฎหมายอิสลามได้ สงใช้ ให้ นาย
                                          ้                     ่
ทาสทํางานร่วมกับทาสของตนเอง ทังกฎหมายอิสลามยังสังห้ ามการทารุ ณกรรมทางกายและ
                                                                                       ่
จิตใจต่อทาสอีกด้ วย มิจําต้ องพูดถึงเรื่องของการฆ่าทาสที่ในกฎหมายอื่นๆยังให้ สิทธิสวนนี ้ไว้ แต่ใน
              ้                                                         ู
อิสลามนันถือว่าชีวิตมนุษย์มีอาจจะถูกละเมิดเพราะสถานะภาพที่มีสงตํ่าจากบรรไดทางสังคม
       ้
ดังนันในมุมมองของข้ าพเจ้ าจึงเห็นว่าเหล่านักวิชาการมุสลิมควรจะสรรหาคําศัพท์ใหม่ๆมาแทนที่
คําที่มีความหมายเชิงลบและไม่ตรงต่อข้ อเท็จจริ งของกฎหมายอิสลามเช่นคําว่าทาสเสียเพื่อการ
นิยามหรือยอมรับคนกลุ่มนีใ้ นสังคมอิสลามจะไม่เป็ นการสร้ างภาพตัวแทนอันสะอิดสะเอียนแก่
ภาพลักษณ์ของอิสลาม เพราะหากเราพิจารณาข้ อเท็จจริ งที่ว่าอัลกุรอานเองมิได้ เรี ยกคนกลุ่มนี ้
ด้ วยชื่ อของทาสหากแต่ เ รี ย กพวกเขาในฐานะ “สิ่งที่ อยู่ใ นครอบครองของมือขวา” (วะมามะ
ละกัตอัยมานุกุม) ซึ่งตามสํานวนภาษาอาหรับแล้ วคําว่ามือขวาเป็ นเรื่ องของการให้ เกีย รติและ
                  ้
เมตตาธรรม ทังหะดีษของท่านนบี ศ็อลฯ ก็ได้ ระบุห้ามเรียกพวกเขาด้ วยชื่อคําว่า “ทาส” หากแต่ให้
เราเรียกพวกเขาว่า “พี่น้อง” เมื่อพิจารณาจากจุดนี ้ข้ าพเจ้ าจึงมองว่าการจะตัดทอนอิทธิพลโสโครก
                                                   ุ
ทางวิชาการของพวกตะวันตกในเรื่องทาสได้ ดีที่สดก็คือการที่เหล่านักวิชาการมุสลิมยุติการเรี ยก
                          ้
กลุ่มคนประเภทนี ในกฎหมายอิสลามด้ วยคําว่าทาสเสีย แม้ ว่าโดยข้ อเท็จจริ งแล้ วพวกเขาจะมี
ลัก ษณะร่ วมบางอย่างกับ คํา นิย ามของคําว่าทาสในความหมายทั่วไป แต่ก็ เป็ นลักษณะที่มิได้
                                                                      ้
สะท้ อนสถานภาพทางกฎหมายอิสลามที่แท้ จริงของพวกเขาได้ เลย ทังรังแต่จะเป็ นการสร้ างความ
                                                 ั
เสียหายแก่กฎหมายอิสลามด้ วยซํ ้าไป อุปมาได้ กบคําว่าศาสดาซึ่งแม้ จะมีคนถอดความหมายของ
คํานี ้มาจากคําว่า รอซูล หรือ นบี ก็ตามทีโดยอาศัยลักษณะร่วมของการเป็ นผู้ประกาศศาสนามา
เป็ นพื ้นฐานของคําแปลก็ตามแต่ทว่าสําหรับผู้มีความเข้ าใจอันถูกต้ องก็จะรู้ว่าคําว่าศาสดามิได้
                    ู                                    ั้                  ั
เป็ นคําแปลที่ถกต้ องของคําว่ารอซูลเลย ฉันท์ใดก็ฉันท์นน บุคคลในมือขวา ที่อล-กุรอานได้ บญญัติั
เรียกไว้ ก็ไม่ใช่ทาสในเจตนารมณ์เดิมของกฎหมายแห่งพระผู้อภิบาลเลย หากแต่เป็ นกลุ่มชนทาง
                ่                                     ั
สังคมอีกกลุมชนหนึ่งที่อิสลามได้ สร้ างขึ ้นมาโดยมีลกษณะทางกฎหมายที่พิเศษแตกต่างไปจากเสรี
         ่                  ้           ั
ชนทัวๆไป แต่กระนันก็ตามพวกเขาก็ยงมีสิทธิมีเสียงทางกฎหมายในอิสลาม มีสิทธิเหนือเจ้ านาย
ของเขาในบางประการ มีสิทธิที่จะได้ รับการเรียนหนังสือ มีสิทธิในอาหารประเภทเดียวกับเสรีชน มี
                                                                                     ้
สิทธิในการเป็ นผู้นําเหนือเสรี ชนอื่นๆ มีสิทธิในเครื่ องแต่งกายเช่นเดียวกับเสรี ชน ทังในบางเรื่ อง
กฎหมายอิสลามยังให้ สิทธิพวกเขาเหนือกว่าเสรีชนด้ วยซํ ้าเช่น หากเสรี ชนผิดประเวณีพวกเขาจะ
                        ้
ถูกโบย 100 ครังแต่หากทาสกระทํ าผิดประเวณี กฎหมายจะลดหย่อนการลงโทษแก่เขาแค่ครึ่ ง
                                            ~ 61 ~

                       ่          ้          ้
เดียวของเสรีชน นันคือ 50 ครัง เพราฉะนันการที่เราพิจารณาสิทธิทางข้ อกฎหมายของพวกเขาจาก
                   ้
ข้ อเท็จจริงทังหมดแต่ฝืนดันทุรังเรียกพวกเขาในสภาพอันตํ่าต้ อยว่าทาสจึงเป็ นเรื่ องที่ไม่ กาลเทศะ
เพราะคนกลุ่มนี ไ้ ม่อยู่ใ นนิย ามของคําว่าทาสในความเข้ าใจของคนทั่วไปแล้ ว นี่คือเหตุผลที่ว่า
                                                                      ่
ทําไมอัลกุรอานจึงเรียกพวกเขาด้ วยชื่ออื่นและเหตุใดท่านนบี ศ็อลฯ จึงสังห้ ามการเรียกพวกเขาว่า
“ทาส” !!! การยอมรับพวกเขาด้ วยชื่อของทาสจึงเป็ นการกระทําที่ไม่บังควรและไม่ถูกต้ องสิ ้นดี
               ้
เพราะฉะนันการพูดหยาบๆและขวานผ่าซากของนักวิชาการบางคนที่ว่าอิสลามยอมรับการมีทาส
                         ุ                                     ึ
จึงเป็ นทารกระทําที่หนหันหยาบกร้ านและไม่พิจารณาความรู้สกของผู้ฟัง เอาเสียเลย เราสมควรที่
จะกล่าวว่าอิสลามยอมรับการมีอยู่ของคนกลุ่มหนึ่งในสังคมที่เรี ยกกันว่า “บุคคลภายใต้ มือขวา”
                                                                    ่
และกฎหมายอิสลามไม่ยอมรับและเกี่ยวข้ องใดๆกับระบอบทาสอันชัวร้ ายที่มีอยู่ในสังคมมนุษย์ยค            ุ
                           ่                                                 ้
อดีต หากแต่อิสลามมีกลุมคนทางสังคมจําพวกหนึ่งในรูปแบบของตนเอง ดังนันเมื่อมุสลิมหันมา
                 ่                       ้
เรียกคนกลุมนี ้ด้ วยชื่อนามอื่นเมื่อนันแหละที่วาทกรรมเรื่องทาสของโลกตะวันตกจะกลายเป็ นสิ่งที่
ไร้ พลังในการโจมตีอิสลามและความวุ่นวายจากการพูดหยาบๆว่าอิสลามยอมรับการมีทาสก็จะ
หมดสิ ้นไป เช่นเดียวกับเรื่องการมีภรรยา 4 คน แทนที่จะใช้ คําพูดฆ่าตัวเองว่าอิสลามให้ มีเมีย 4
คนได้ ! เราก็ควรจะเปลี่ยนสํานวนคําพูดว่าอิสลามจํากัดการมีภรรยาแค่ 4 คนในขณะที่ศาสนาอืนๆ          ่
             ั                             ้
ไม่มีระบุตวเลขจํากัด แทนที่เราจะตังหัวข้ อการเสวนาว่าทําไมอิสลามจึงมีเมียได้ 4 คนเราก็ควรจะ
เปลี่ยนภาษาว่าทําไมอิสลามจํากัดจํานวนภรรยา? จากเรื่องของภรรยา 4 ที่แต่เดิมอยู่กับประเด็น
                                                                  ึ
ของการให้ “มี” ก็จะพัฒนามาเป็ นประเด็นของการ “จํากัด” ความรู้สกที่เป็ นบวกจึงติดตามมาโดย
                                                             ้
ปริ ย าย นี่ คือความจริ งที่ เ ราต้ องยอมรับ ว่าภาษาในบางครังจะพัฒนามาเป็ นวาทกรรมที่สร้ าง
                                       ้
ความคิด ของมนุษ ย์ ใ นคํ าศัพท์ นัน ๆ หรื อสร้ างอํานาจในการโน้ มน้ าวให้ มนุษ ย์ ร้ ูสึก เป็ นลบต่อ
                     ่
คําศัพท์และกลุมชนที่เกี่ยวข้ องเสมอไป

ทาส : กับปั ญหาเรื่องนางบาเรอ (Concubine)
                                               ้
         ในบรรดาทาสที่ดํารงตนอยู่ในโลกขณะนัน นอกเหนือจากการมีอยู่ของทาสแรงงานแล้ ว
                                                         ั
สตรีที่อยู่ในสภาพของทาสก็เป็ นอีกฐานันดรหนึ่งทางสังคมที่มกถูกพวกผู้รากมากดีทําการกดขี่ทาง
                                                               ้
เพศต่อพวกนาง พูดให้ เข้ าใจง่ายๆแล้ วก็คือในสังคมยุคอดีตนันทาสหญิ งมักจะถูกนํามาใช้ เป็ น
                                         ้
นางบําเรอเพื่อตอบสนองกามคุณของชนชันสูงในสังคมเช่นพวก “กษัตริ ย์” และขุนนางอยู่เสมอ
                       ุ      ่
ความสัมพันธ์ทางเพศที่บรุษมีตอทาสหญิงถือว่าเป็ นธรรมเนียมซึ่งนิยมกระทํากันแทบในทุกสังคม
                         ่
ของมนุษย์ในยุคอดีต ไม่วาจะเป็ นโรมัน,กรี ก,ไทยและโลกมุสลิมเองก็ตาม รูปแบบความสัมพันธ์
                                                           ้
ทางเพศที่นายทาสของนางกระทําต่อทาสหญิ งของพวกนางนันมักปรากฎรูปแบบแตกต่างกันไป
              ้                                              ้
ตามแต่ละพืนที่และวัฒนธรรม ในบางที่เช่น วัฒนธรรมไทยนันทาสหญิ งเป็ นเพี ยงเครื่ องบําเรอ
                                             ้
ความสุขทางกามของนายทาสซึ่งวางอยู่บนพืน ฐานของการกดขี่ท างเพศเพราะฝ่ ายชายมักไม่
                                          ~ 62 ~

                                             ั
รับผิดชอบต่อผลของการกระทําและการมีสมพันธ์ท างเพศกับพวกนางก็เ ป็ นเพี ยงเรื่ องของการ
                                                                     ู ้
ระบายความใคร่โดยแท้ เพราะมัน มิได้ ย กสถานภาพของสตรี ให้ สงขึนมาเลยแต่อย่างใด ขณะที่
กฎหมายในเรื่ องของทาสหญิ งที่ ถูก ระบุอยู่ใ นพระคัมภีร์ ไบเบิลภาคพันธสัญ ญาเดิมแม้ จ ะเป็ น
                                                                                 ั
กฎหมายที่เริ่มจัดวางระเบียบความสัมพันธ์ทางเพศกับทาสหญิงแล้ วก็ตาม แต่ก็ยงอยู่ในลักษณะที่
หยาบกร้ านและดิบสากเกินกว่าที่อิสลามจะยอมรับได้ กล่าวได้ ว่าหากไม่พิจารณากฎหมายของ
                                                        ั้
ฮัมมูรอบีย์ที่มีความลํ ้าหน้ าในเรื่องของทาสหญิงที่ตงครรภ์บ้างแล้ ว สภาพของทาสหญิ งที่ต้องถูก
                                                  ้
บังคับให้ ปรนเปรอทางเพศต่อนายทาสของตนนันเป็ นไปอย่างไร้ มนุษยธรรมและผิดแผกแตกต่าง
                                                           ้       ้
กัน ไปตามอัต ตาค่านิ ย มของกลุ่มนายทาสแต่ละพื น ผิวโลก ครัน เมื่ออิสลามปรากฏขึน มาบน    ้
คาบสมุทรอารเบียในราวศตวรรษที่ 7 ข้ อกฎหมายของอิสลามก็เช่นเดียวกันกับกฎหมายเรื่ องทาส
ดังที่ได้ กล่าวไปว่าเมื่ออิสลามไม่สามารถเลิกทาสได้ อย่างเฉียบพลันได้ อิสลามจึงเลือกที่จะบัญญัติ
กฎหมายต่างๆขึ ้นมาเพื่อคุ้มครองและจัดระเบียบธรรมเนียมทาสขึ ้นในดินแดนอารเบีย การทํางาน
ประดุจสัตว์ของทาสก็ได้ รับการประกันสิทธิขึ ้น และเช่นเดียวกันความสัมพันธ์ทางเพศที่นายทาสมี
ต่อทาสหญิงของตนในสภาพอันเลวร้ ายก็ได้ รับ การยกสภาพขึ ้นโดยกฎหมายอิสลาม พูดอีกทาง
แล้ วก็คือกฎหมายอิสลามยอมรับความสัมพันธ์ ทางเพศที่ นายทาสมีต่อทาสหญิ งของนางโดยมิ
จําเป็ นต้ องผ่านพิธีการแต่งงานแต่อย่างใด
           อย่างไรก็ตามมโนธรรมอันละเอียดอ่อนของข้ อกฎหมายอิสลามประการนี ้ดูเหมือนจะสูงส่ง
เกินไปกว่าที่มโนธรรมอันหยาบกร้ านของพวกนักวิชาการตะวันตกผู้พึงชั งอิสลามจะเข้ าใจได้ เมื่อ
พวกเขาพบเจออย่ างเหลือกลานต่อข้ อกฎหมายอิสลามประการนี ้ พวกเขาก็ได้ เติมเต็มไฟแห่ง
                 ุ                                                         ้
ความชิงชังที่สมอยู่ในใจพวกเขาเข้ าไปในงานวิชาการที่พวกเขาเขียนขึนเพื่อวิพากษ์ อิสลามใน
                                                                                      ้    ้
ประเด็น นี ้ ดังที่ พวกเขาได้ สร้ างวาทกรรมเรื่ อง “ทาสสวาท” ( The Sex Slaves) ขึน เพื่ อป าย
              ั                                     ั                    ่
ภาพพจน์อนน่าอับอายต่อท่านศาสนทูตของเรามุฮมมัด ศ็อลฯ โดยโจมตีวาท่านรอซูลของเราก็เป็ น
                                                      ้
หนึ่งในผู้เ สพสุขทางเพศกับทาสหญิ ง นอกจากนี พวกเขายังได้ สร้ างวาทกรรมว่าด้ วยเรื่ องของ
“ฮาเร็ม” (Harem) ขึ ้นมาเพื่อที่จะสร้ างภาพตัวแทนแก่อารยธรรมอิสลามว่า ปั กรากอยู่บนฐานของ
                                     ั                         ้
การเสพสุขทางเพศจนเกินพอดีกบเหล่าทาสหญิงสวยงามทังหลายมาทุกยุคทุกสมัย โดยหยิบยก
        ั                                                                    ่
กรณีตวอย่างของอาณาจักรออตโตมันขึ ้นมาเป็ นภาพตัวแทนแห่งความหมกมุนในกามคุณของโลก
                                                             ้
มุสลิม พวกเขาได้ หยิบยกห้ องหับรโหฐานของนางบําเรอทังหลายที่มีอยู่ในราชวังอันอันวิจิต รของ
อาณาจักรออตโตมัน เช่น พระราชวังท็อปคาปึ และโดลมาบาเช่ ขึ ้นมาฉายภาพ นอกจากนี ้พวกเขา
ยังจินตนาการด้ วยการวาดภาพตลาดการค้ าทาสหญิงเพื่อการเสพสุขทางเพศที่มีอยู่ในโลกอาหรับ
                                                                 ู                  ้
ขึ ้นมาอย่างน่าเกลียดและชิงชัง ประหนึ่งราวกับว่าทาสหญิงที่ถกขายอยู่ในโลกมุสลิมนันถูกกระทํา
                                                                               ้
ชนิดที่มิใช่มนุษย์หากแต่เป็ นเครื่องมือสนองความใคร่แก่พวกขุนนางเงินหนาทังปวง ดังภาพวาดที่
ชื่อว่าThe Slave Market ซึ่งถูกวาดโดย Jean-Léon Gérôme จนภาพดังกล่าวกลับกลายเป็ นภาพ
                                              ~ 63 ~

                                                                                ิ
ที่ได้ รับความนิยมในการอธิบายถึงสภาพทาสของโลกมุสลิมในวิชาประวัตศาสตร์และอารยธรรมใน
            ั ้                                         ู
ยุคปั จจุบน ทังที่ในความเป็ นจริงแล้ วทาสหญิงที่ได้ ถกขายอยู่ในตลาดของพวกอาหรับนันใช่ว่าจะ   ้
                                            ู ้
ถูก ล่ามโซ่เปลื ้องผ้ าล่อนจ้ อนเพื่อให้ ผ้ ซือได้ แลชมสัดส่วนของร่ างกายจนพอใจก็ หาไม่ !!! ชาว
             ้ ั
อาหรับนันมีวฒนธรรมในเรื่ องการปกปิ ดร่างกายในที่สาธารณะมาตลอดหาได้ นุ่งลมห่มอากาศ
ดังที่พวกสตรีสมองบางในยุคเสรีนิยมนี ้ได้ กระทําไปแต่อย่างใดเลย และหากว่าจะมีการค้ าทาสใน
                               ้
รู ป แบบที่ วิต รถารเช่น นัน อยู่จ ริ งในประวัติศาสต์อาหรับ นั่น ก็ เ ป็ นเพี ย งการกระทํ าส่วนหนึ่ง ที่
                                        ่                         ้
กฎหมายอิสลามไม่ยอมรับ และใช่วาการดูหมิ่นสตรี เช่นนีจะไม่เคยเกิดขึ ้นในอาณาบริ เวณอื่นใด
ของโลกใบนี ้เลยก็หาไม่กลับกันเรื่ องของนางบํา เรอที่มาจากทาสหญิ งนีเ้ ป็ นสิ่งที่มีอยู่ในทุกพืนที่   ้
ของทุกศาสนาในโลกนี ้
           ในวัฒนธรรมของพวกป่ าเถื่อนคริ สต์เตียนตะวันตก กล่าวได้ ว่าในช่วงศตวรรษที่ 19-ต้ น
                                                                       ้
ศตวรรษที่ 20 ระบอบนางบําเรอที่ถูกสร้ างขึ ้นจากระบอบทาสนันได้ เฟื่ องฟูเ ติบโตขึ ้นอย่างมาก
                                                     ้
ความตกตํ่าของยุโรปที่ได้ ปฏิบัติต่อทาสหญิ งนันเลวร้ ายยิ่งกว่าพวกออตโตมันเสียอีก ในขณะที่
                             ้
ทาสหญิงในออตโตมันนันสามารถที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ แค่เพียงกับนายทาสของตนหรื อหากเป็ น
                                                                ้
กษัตริย์ก็สามารถเป็ นนางบําเรอเพียงแค่ของกษัตริย์เท่านัน แต่ทาสหญิ งผิ วขาวในยุโรปนันได้ ถูก   ้
                                                                                   ั
บีบบังคับให้ เป็ นทาสโสเภณี ดังเช่นกรณี ในอังกฤษ ทาสหญิ งที่เป็ นโสเภณีมกมาจากช่วงวัยอายุ
                                                              ้
13 ปี และมีราคาค่าตัวที่แสนถูก เพี ยงแค่ 5 ปอนด์เท่านัน ธุรกิจ ทาส-โสเภณีนีไ้ ด้ เฟื่ องฟูขึนมาก ้
ในช่วงปี 1880 เช่นเดียวกับในประเทศอเจนตินาร์ ธุรกิจทาสโสเภณี ได้ เฟื่ องฟูขึ ้นในปี 1860-1939
ขณะเดียวกันกับที่สหรัฐอเมริกาหญิงโสเภณีผิวขาวได้ เกิดความนิยมขึ ้นมากในสหรัฐอเมริกาช่วงปี
                         ้                                  ู
1910 พวกเธอเหล่านันต่างถูกนําตัวมาจากยุโรปและได้ ถกบังคับให้ ขายตัวในซ่องโสเภณีของรัฐชิ
คาโก้ ไม่ตางอะไรกับทาสหญิ งในยุคอดีตเลย 54ธุรกิจทาสของยุโรปยังได้ เชื่อมต่อเกี่ยวโยงกับชาติ
              ่
                                          ั                                                ้ ้
เอเชียด้ วยเช่นกัน ประวัติศาสตร์ได้ บนทึกถึงการสมคบคิดกันในธุรกิจ ค้ าทางเพศสตรี ชินนีระหว่าง
                                 ุ่
จักรวรรดิโปรตุเกสและญี่ ปน ในช่วงศตวรรษที่ 16-17 พวกข้ าหลวงโปรตุเกสได้ ติดต่อขอซือทาส             ้
                    ้      ั                  ุ่
สาวและบางครังก็ได้ จบเชลยหญิงในญี่ปนมา ทาสเหล่านีไ้ ด้ ถูกใช้ เป็ นเครื่ องมือระบายความใคร่
                                                                    ้
แก่พวกโรปตุเกสบนเรือเดินทางของพวกเขา และสตรี เหล่านียังได้ ถูกนําไปขายต่อในเกาะมาเก๊ า
ตลอดจนอาณานิคมอื่นๆของโปรตุเกสเช่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินเดีย ดังปรากฎการค้ า
                      ุ่
ทาสหญิ งชาวญี่ ปนในเมืองโกอา (Goa) ของประเทศอินเดียจนที่นั่นขึ ้นชื่อว่าเป็ นแหล่งขายทาส
                 ุ่
สวาทชาวญี่ปนของอาณานิคมโปรตุเกสช่วงศตวรรษที่ 16-17 เลยก็วาได้             ่



54
   Cecil Adeams. The Straight Dope: Was there really such a thing as "white slavery?.
http://www.straightdope.com/columns/read/1302/was-there-really-such-a-thing-as-white-slavery
                                                  ~ 64 ~

                                                        ้
           พื ้นที่ของการค้ าทาสดังที่ได้ ยกตัวอย่างไปนันล้ วนแล้ วแต่มาจากพื ้นที่ ของชนทุกศาสนาที่
                                   ้ ั้
ได้ มีส่วนร่ วมในอาชญากรรมนี ทงสิ ้น แต่เหตุใ ดกัน เล่าเมื่อคําว่าฮาเร็ มได้ รับการเอ่ย ขึ ้นมาห้ วง
                     ่
ความคิดเราจะมุงความเข้ าใจไปที่พวกแขกอาหรับสวมชุดยาวนับถือศาสนาอิสลามเท่านัน!! และ            ้
ที่น่าเอือมละอายใจเป็ นอย่างยิ่งก็คือการที่พวกนักวิชาการในยุคปั จจุบันซึ่งเสแสร้ งทําเป็ นโจมตี
เรื่องของทาสนางบําเรอซึ่งมีอยู่ในโลกมุสลิมเมื่อนานมาแล้ วกลั บนั่งเงียบทนดูการมีอยู่ของทาส
สวาทในรูปแบบใหม่ นันก็คือการขายตัวอย่างถูกกฎหมายในนามประชาธิปไตยไปได้ 55 มีองค์กร
                         ่
                                                                     ั
สิทธิมนุษยชนและนักเคลื่อนไหวเพื่อสตรีรายใดบ้ างที่ได้ โจมตีสมพันธ์ทางเพศอันเลวร้ ายนี ซึ่งวาง   ้
                                                      ้
อยู่บนฐานของการเสพสุขทางเพศอย่างสุดเหวี่ยงทังยังต่างจากทาสหญิ งในยุคอดีตตรงที่ว่าพวก
                                                                 ู
โสเภณีได้ รับเงินในการขายบริการทางเพศของตัวเองแก่ผ้ อื่นในขณะที่ทาสหญิ งในอดีตได้ รับการ
      ้                                                            ้
เลี ย งดูจ ากนายของตนแทน!!! ความแตกต่ า งเหล่ า นี อ ยู่ต รงไหน!!และเหตุใ ดกฎหมาย
ประชาธิปไตยจึงยอมรับการมีอยู่ของโสเภณีอย่างน่าไม่อายแต่กระแดะแสร้ งทําเป็ นต่อต้ านการมี
อยู่ของทาสสวาทได้ !! ข้ าพเจ้ าคงไม่จําเป็ นต้ องค้ นคว้ าเพื่อแสดงสถิติให้ ท่านผู้อ่านทราบว่ากี่มาก
น้ อยของสตรี แล้ วที่ถูกดึงดูดเข้ าสู่ธุรกิจ ทางเพศในประเทศต่างๆทั่วโลกภายใต้ การยอมรับ ของ
กฎหมายโสโครกในนามประชาธิปไตย!!!? ในขณะที่กฎหมายอิสลามยอมรับการมีสมพันธ์ทางเพศ           ั
กับทาสหญิงอย่างมีระบบ ตลอดจนการไม่จํากัดอายุการแต่งงานของเด็ก พวกนักสตรี นิยมและ
สิทธิมนุษชนปั ญญาอ่อนก็ทําการโจมตีอิสลามอย่างมืดบอดและอวิชชาแต่พวกเขากลับนังทนยิ ้มดู       ่
การออกกฎหมายโสเภณี อย่ างโจ๋งครึ่มในบ้ านเมืองของพวกเขาได้ ในขณะที่ก ฎหมายอิสลาม
                                                               ้
ยอมรับการมีอยู่ของระบอบสามีเดียวแต่ 4 ภรรยากระนันก็ตามพวกเขาก็แสร้ งทําเป็ นเห็นใจสตรี
                                                           ้
มุสลิมโดยการรณรงค์บอยคอตกฎหมายอสิลามข้ อนี ้ ทังที่บ้านเมืองแห่งประชาธิปไตยของพวกเขา
    ้
นัน เมื่อหนุ่มสาวบรรลุนิติ ภาวะแล้ ว กฎหมายของพวกเขาได้ อณุญ าติ หนุ่มสาวของพวกเขาให้
สามารถมี 1 ผัว 100 เมีย หรือ 100 ผัว 1 เมียก็ได้ หรือ 100 ผัว 1000 เมีย ฯลฯ ก็ได้ ด้ วยการมีอยู่
                                                             ั
อย่างปราศจากความรับผิดชอบ ด้ วยการมีภรรยาไว้ ที่ผบบาร์ ,ซ่องโสเภณีตลอดจนนักศึกษาของ
                       ั
พวกเขาต่างก็มีผวเมียกันอย่างสุดเหวี่ยงในช่วงวัยเรียนโดยการนิ่งเงียบเป็ นซาตานใบ้ ของระบอบ
การปกครองของพวกเขา มิหนําซํ ้าพวกเขายังมีโรงงานอุตสาหกรรมฆ่าเด็กที่เกิดขึ ้นจากความไม่
พร้ อมของผัวเมียที่เสพสุขกันจากระบอบร้ อยผัวพันเมียพันเมียของพวกเขานั่นเองซึ่งก็น่าสมเพท
พวกเขาเหลือเกินที่ได้ ดิ ้นรนสรรสร้ างระบอบกฎหมายที่รองรับการฆ่าเด็กอันเกิดจากระบอบ “ร้ อย
ผัวพันเมีย” ของพวกเขาขณะเดียวกับที่พวกเขากลับมีกฎหมายห้ ามละเมิดทารุณกรรมสัตว์และ
พวกเขาเองกลับยินดีปรีดาในการมีกฎหมายทารุณกรรมเข่นฆ่าเด็ก!! ดังที่เราเห็นว่าเมื่อคราวที่นัซ


55
                                                                                    ั
   อันเป็ นพัฒนาการด้ านธุรกิจโสเภณีของพวกยุโรปที่จากอดีตใช้ ทาสหญิงเป็ นสินค้ าแต่บดนี ้ได้ ใช้ เสรีชนเป็ น
สินค้ าเสียแล้ ว ดังนั ้นเรื่องของทาสสวาทและนางบําเรอได้ หมดไปจากโลกนี ้จริงเหรอ ?
                                             ~ 65 ~

รีล เอิรฮาม นักร้ องนําแห่งวง Carpenter จากดินแดนอินโดนีเซียได้ ตกเป็ นข่าวฉ่าวโฉ่หลังจากที่
คลิป วิดีโออุบาทว์ของตนเองได้ แพร่ก ระจายออกมาทางอินเตอร์ เน็ทพร้ อมกับ ข้ อมูลเน่าเฟะว่า
นักร้ องนําผู้นี ้มีเมีย(ผิดประเวณี) มากถึง 30 กว่ารายจากสตรี ในหมู่วงการมายาบันเทิง ความเน่า
เฟะของพฤติกรรมดังกล่าวภายใต้ ระบอบประชาธิปไตยฆราวาสได้ ผลักดันให้ พี่น้องมุสลิมก่อการ
ประท้ วงต่อภาครัฐเพื่อการลงโทษนักร้ องรายนีด้วยข้ อกฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม แต่ทว่า
                                                   ้
                                     ้
การเคลื่อนไหวเพื่อศีลธรรมในครังนี ้ได้ รับการตราหน้ าจากสื่อพวกเขาว่าเป็ นเรื่องของพวกมุสลิมหัว
รุนแรง และการดําเนินการลงโทษต่อนักร้ องรายนี ้ก็เป็ นเพียงการลงโทษในข้ อหาเผยแพร่สื่อ ลามก
                                                                                 ้
อนาจาร พูดให้ ง่ายแล้ วก็คือกฎหมายประชาธิปไตยมิได้ มองว่าการที่นักร้ องรายนีมีเมียมากถึง 30
                             ้
ราย(และใน 30 รายนี ก็ มี ผัว เป็ นของตนเองไปในตัว ด้ วยตามระบอบร้ อยผัวพัน เมีย !)ว่าเป็ น
ความผิดบาปหากแต่ที่ผิดบาปเพราะไปเผยแพร่ภาพวิดีโอกามกิจของเขาออกสู่สายตาสาธารณะ
      ้                                                         ู
ดังนันเราจึงเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยและลัทธิเสรีนิยมได้ ผกขาดคําว่าสิทธิมนุษยชนและอํานาจ
ชอบธรรมทางกฎหมายไว้ แก่พวกตนอย่างเดียวพร้ อมกับประณามพวกอื่นที่ไม่เห็นด้ วยกับตนว่า
เป็ นพวกล้ า หลัง อัน เป็ นผลทางรู ป ธรรมหนึ่ ง ที่ ส่อ ภาพของวิ ว รณ์ ธ รรมปฏิ พ ากษ์ ไ ด้ อ ย่ า งดี
กระบวนการดังกล่าวของประชาธิปไตยเกิดขึ ้นได้ จากการขึ ้นเป็ นมหาอํานาจของพวกเขาที่ได้ เข้ า
                                                                            ู
ไปก้ าวก่ายจัดระเบียบโลกตามอัตตาแห่งตนเอง ผลร้ ายจากการที่โลกมิได้ ถกปกครองด้ วยอิสลาม
จึงยังผลให้ การจัดระเบียบโลกถูกดําเนินการไปบนพื ้นฐานของความเน่าเฟะและการออกกฎหมาย
อันป่ าเถื่อนของพวกเขา
                       ั                                                            ้
            หากผู้ที่คดค้ านอิสลามจะอ้ างว่าการอณุญาตในเรื่องทางเพศตามที่เห็นมานันมิใช่เป็ นการ
                                                            ้
อนุญาตของโลกศาสนา หากแต่เป็ นของโลกฆราวาส ดังนันยังไงเสียศาสนาอิสลามซึ่งได้ อนุญาต
                               ั
สัมพันธ์ทางเพศกับทาสก็ยงผิดอยู่ดี!? เราก็ขอถามกลับว่าพวกนักวิพากษ์ อิสลามได้ ใช้ เหตุผลอัน
ใดในการแบ่งแยกความชอบธรรมระหว่างโลกศาสนากับโลกแห่งฆราวาส พวกเขาได้ ใช้ อะไรเป็ น
มาตรฐานในการมองว่าหากโลกฆราวาสออกกฎหมายโสโครกมาชนิดใดประชาชนก็ สามารถ
ยอมรับ และปฏิบัติ ต ามอย่ างหน้ าไม่อายได้ แ ต่ห ากศาสนาออกกฎหมายในลัก ษณะเดีย วกัน
                                                ้                 ่
ประชาชนก็ต้องหันหน้ ามาประณามศาสนานันว่าเป็ นศาสนาชัวประหนึ่งคนกลับกลอกได้ เล่า!!??
                         ้                                          ้
            อิสลามนันในทางทฤษฎีแล้ วมิใช่ “ศาสนา” เพราะศาสนานันโดยข้ อเท็จจริงแล้ วมีขอบเขต
                                                     ั                                ้
พื ้นที่อยู่แค่เรื่องของความเชื่อศรัทธาและการปฏิบติที่เป็ นพิธีกรรมตามความเชื่อเท่านัน แต่อิสลาม
    ้
นันคือ “ระบอบอัตลัก ษณ์ ” ประเภทหนึ่งของโลกที่ ประมวลไปด้ วยความเชื่ อศรัทธา,เอกวิท ยา,
รูปแบบกฎหมาย,เศรษฐกิจ,การเมือง,และความสัมพันธ์ระหว่ างปั จเจกชนภายในสังคม เป็ นต้ น
                                  ้
และสิ่งใดก็ ตามที่ถูก ถัก ทอขึน มาจนเป็ น “ระบอบอัตลักษณ์ ” อีก ประเภทหนึ่งซึ่งแตกต่างจาก
ระบอบอัตลักษณ์อิสลามแล้ ว อิสลามพิจารณาว่ามันคือระบอบแห่งตอฆูต ที่เป็ นปฏิปักษ์ กับพระ
         ้ ้                                                              ้
เจ้ าทังสิน การที่ มีระบอบหนึ่งใดในโลกยอมรับการมีอยู่ของโสเภณี นัน ไม่ว่าจะมัน ถูก เรี ย กว่า
                                               ~ 66 ~

ศาสนาหรือระบอบการปกครองก็ตาม แต่โดยรวมแล้ วก็ถือว่าเป็ นระบอบฏอฆูตเช่นกัน และบุคคล
                                                 ้
ใดก็ตามที่เห็นพ้ องด้ วยกับระบอบนันก็สมควรในการได้ รับคําประณามแม้ ว่าพวกเขาจะไม่อ้างว่า
ประชาธิ ป ไตยคื อ ศาสนาของพวกเขาก็ ตาม แต่ห ากความเชื่ อของพวกเขายอมรับ ในระบอบ
                                ั                          ้
ประชาธิปไตยและปฏิบติตามกฎหมายเหล่านันอย่างสบายใจแล้ วไซร้ พวกเขายังจะมีหน้ ามาอ้ าง
                                                                       ้
ได้ อย่างไรอีกว่ากฎหมายการค้ าประเวณีในรัฐของพวกเขานันเป็ นเรื่องทางโลกมิใช่ทางธรรมดังนัน                ้
                                                                 ้
พวกเขาจึงมีค วามชอบธรรมในการออกกฎหมายทังที่ พวกเขาก็ป ฏิบัติตามระบอบอัตลัก ษณ์
           ้
เหล่านันที่พวกเขาเชื่อถือกันมาว่าเป็ นระบอบที่ดีและถูกกฎหมาย!! การหลอกตนเองว่าพวกตนมี
                                                       ั
หลักคําสอนทางศาสนาอันสูงส่งแต่ปฏิบติในโลกความจริงมิได้ จนต้ องสร้ างระบอบอันชัวร้ ายขึ ้นมา   ่
                  ่                                  ้                           ั
รองรับควบคูไปกับศาสนา ศาสนาเช่นนันมันจะมีนํ ้ายาหรือประโยชน์อนใดอีก?? การหลอกตัวเอง
อย่างกลับกลอกว่าตนนับถือศาสนาที่ไม่ยินยอมเรื่องโสเภณีควบคู่ไปกับการยอมรับในระบอบอัต
ลัก ษณ์ ที่ เ ปิ ดไฟเขีย วให้ แก่ โ สเภณี มัน คื อสิ่ ง ที่ แ ตกต่า งกัน ประการใดเล่า !!!??! ตราบใดที่
                                                                   ั
ประชาธิปไตยและระบอบอัตลักษณ์อื่นๆได้ รับการปฏิบติบนพื ้นฐานของกฎหมายและการยอมรับ
                              ่                                          ้
ประชาธิปไตยก็ไม่ตางอะไรกับศาสนาเพราะประชาธิปไตยนัน เรื่ องของความเชื่อคือองค์ประกอบ
                            ่                      ่                           ุ
หนึ่งด้ วยเช่นกัน นันก็คือความเชื่อที่วาระบอบของตนเองดีเลิศที่สด ประชาธิปไตยจึงเป็ นศาสนา
                                           ้                                 ้
ทางเลือกหนึ่งของโลกยุค ใหม่นีและผู้ที่ป ฏิบัติตามในระบอบนี จึงเป็ นศาสนิกหนึ่งของระบอบนี ้
เช่นกัน และเมื่อใช้ ตรรกะและคําอ้ างในลักษณะเดียวกันแล้ ว อิสลามอันเป็ นระบอบอัตลักษณ์หนึ่ง
ที่มิใ ช่แค่เ พี ย งศาสนาและความเชื่ อก็ มีสิท ธิ อันชอบธรรมในการออกกฎหมายเป็ นของตัวเอง
เช่น เดียวกัน และแน่นอนว่ากฎหมายความสัมพัน ธ์ท างเพศกับทาสหญิ ง โดยไม่ต้องแต่งงานที่
                          ้
อิสลามออกมานันดีเลิศประเสริฐศรีกว่ากฎหมายขายตัวที่ระบอบประชาธิปไตยได้ ร่างขึ ้นมาชนิด
เทียบกันไม่ติดดังจะได้ อธิบายต่อไป!!
              อย่างไรก็ตามแต่การวิพากษ์ เรื่ องกฎหมายทาสของอิสลามโดยพวกต่อต้ านอิสลามดังที่
                ้                                        ่
กล่าวไปนันมีข้อสังเกตุสําคัญอยู่ตรงจุดที่วาพวกเขากําหนดความชอบธรรมแก่ระบอบการปกครอง
ของประชาธิป ไตยว่ามีสิทธิ ในการออกกฎหมายการขายตัวเป็ นโสเภณี แต่ก ระนัน ก็ตามเมื่อมี        ้
ศาสนาเช่นอิสลามได้ กระทําการบัญญัติกฎหมายเรื่ องทาสหญิ งไว้ ด้ วย แรงจูงใจในการวิพากษ์
                                             ู
กฎหมายข้ อนี ้ของอิสลามกลับดูสงขึ ้นติดตามมาอย่างไม่เป็ นธรรมและไม่เป็ นตรรกะ เพราะหากพูด
                        ่
ถึงข้ อเท็จจริงที่วาเมื่อนักเคลื่อนไหวรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนในนามประชาธิปไตยได้ ยอมรับการ
มี อ ยู่ อ ย่ า งถู ก ต้ อ งของรั ก ร่ ว มเพศ,การผิ ด ประเวณี , โสเภณี แ ละแม้ กระทั่ง การฆ่ า เด็ก ด้ ว ย
                                               ั               ั
กระบวนการทําแท้ งแล้ วไซร้ เหตุอนใดกันเล่าการมีสมพันธ์ทางเพศกับทาสหญิ งอย่างถูกต้ องตาม
                                                                           ้
กฎหมายในทัศนะอิสลามจึงเป็ นสิ่งที่ต้องได้ รับการประณาม? ทังที่รูปแบบซึ่งอิสลามได้ กําหนดไว้
จากความสัมพันธ์ทางเพศประการนี ้มิใช่รูปแบบอันไร้ มนุษยธรรมป่ าเถื่อนแต่อย่างใดเลย หากเรา
                                                             ้
ละเลยการพิจารณาจากคําตอบอันสัจธรรมสันๆที่ว่าเพราะพวกเขา “โง่เขลา” เรื่ องอิสลามอย่าง
                                             ~ 67 ~

สุดกําลังแล้ ว เราก็จะพบว่าแรงต่อต้ านกฎหมายอิสลามประการนีเ้ กิดขึ ้นจากการนิยามตัวตนของ
                                                                   ั้
อิสลามผิดๆว่าเป็ นเพียง “ศาสนา” ซึ่งโลกทัศน์เดิมของมนุษย์นนศาสนาไม่มีความชอบธรรม(ไม่
ควร)เสมอภาคกับระบอบประชาธิ ปไตยของพวกเขาในการวางหลักกฎหมายในเรื่ องเพศไว้ โลก
          ่                                                           ้
ทัศน์ที่วาศาสนาไม่มีความชอบธรรมในการพูดถึงกฎหมายเช่นนีล้วนเป็ นผลมาจากมายาคติลวง
หลอกในเรื่อง “เพศ” และเรื่อง “ธรรมะ” ที่มีอยู่ในแทบทุกศาสนาของโลกนีตางหาก     ้่
                                          ้
            สิ่งที่เราต้ องเข้ าใจในเบืองต้ นต่อข้ อกฎหมายอิสลามในเรื่ องทาสก็คือว่า เมื่ออิสลามให้
                           ั
นายทาสสามารถมีสมพันธ์ทางเพศกับทาสหญิงของเขาโดยมิจําเป็ นต้ องผ่านการแต่งงานนัน เรื่ อง            ้
                                        ้
ของเพศสัมพัน ธ์ ระหว่างคนทังสองจะต้ องไม่ถูกมองประหนึ่งราวกับ ว่ามัน คือ หัวใจหลัก และ
รู ปแบบเดียวของความสัมพันธ์ ที่นายทาสมีต่อทาสสาวของเขา กล่า วอีกในนัยหนึ่งการอนุมัติ
                                                    ้     ่      ่
กฎหมายดังกล่าวตามเจตคติของอิสลามนันมิใช่วาอิสลามจะมันหมายให้ ทาสหญิ งทําหน้ าที่เป็ น
นางบําเรอแก่นายของเขาก็หาไม่ กลับกันเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวก็คือการผลักดันให้ นาย
                                                      ้
ทาสกับทาสหญิงของเขาที่พึงพอใจต่อกันนันสามารถที่จะเป็ นสามี-ภรรยากันได้ โดยมิต้องผ่านพิธี
                                                            ้
การแต่งงานอย่างเป็ นทางการให้ เสียเวลา หรือเมื่อทังสองพึงใจกันแล้ วก็สามารถร่วมหลับนอนกัน
ได้ อย่ างสบายใจและใช้ ชี วิต ตามปกติ ต่อ ไปได้ ความเข้ า ใจผิด ๆที่ ว่า นางทาสคือ นางบํ าเรอ
        ้                           ้                   ั
“เท่านัน” เกิดขึ ้นจากการพุ่งเปาไปที่ข้ออนุมติของกฎหมายอิสลามแล้ วนํามาเป็ นภาพตัวแทนแห่ง
                     ั้
ความสัมพันธ์ทงหมดระหว่างนายทาสกับทาสหญิ ง ที่วกวนอยู่แต่เรื่ องการเสพสุขทางเพศเท่านัน               ้
แน่นอนหากพิจารณาข้ อกฎหมายอิสลามเช่นนี ้ความโกลาหลก็จะเกิดในรูปแบบขอบข่ายเดียวกัน
                        ่                       ้                                        ั้
กล่าวคือ สตรีที่ผานการแต่งงานกับบุรุษนันกฎหมายอิสลามได้ ให้ สิทธิอย่างเต็มที่แก่ทงสองในการ
ร่วมเสพสุขทางเพศกัน การร่ วมหลับนอนกัน ระหว่างสามี -ภรรยาคือการอนุมัติประการหนึ่งที่
                                      ้
อิสลามมีไว้ แก่มนุษย์ แต่กระนันก็ตามข้ อกฎหมายของอิสลามเรื่ องแต่งงานก็ไม่มีใครจะเข้ าใจไป
ว่าอิสลามได้ สรรสร้ างภรรยาให้ เป็ น “นางบําเรอ” ของสามีและการหลับนอนของสามีกับภรรยาก็
                                                  ้
เป็ นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะโดยทังนี ้แล้ วองค์ประกอบของการเป็ นสามี -ภรรยานันแม้ จะมี    ้
                                                                          ้
เรื่องบนเตียงเป็ นองค์ประกอบร่วมก็ตามแต่ก็มิใช่เป็ นองค์ประกอบทังหมดและเป็ นภาพตัวแทน
                                  ้
แห่งความสัมพันธ์ของคนทังสองได้ ในทางเดียวกันองค์ประกอบของการเป็ นนายทาส-ทาสหญิ งก็
                                                              ้                        ้
มิใช่จะมีเรื่องบนเตียงเป็ นองค์ประกอบเดียวเช่นกัน อีกทังความสัมพันธ์ระหว่างคนทังสองก็ได้ ถูก
   ่                                                                        ั      ้
สังห้ ามการปิ ดลับเฉกเช่นกรณีของเมียน้ อยในระบอบประชาธิปไตยปั จจุบน ดังนันการมุงนําเอาข้ อ  ่
      ั
อนุมติทางกฎหมายประการนี ้มาสร้ างภาพกลบความสัมพันธ์อื่นๆระหว่างนายทาส-ทาสหญิ งโดย
                                                                        ้
การผลิตวาทกรรมชั่วๆอย่าง “ทาสสวาท” (Sex Slaves) เพื่อบ่งชีว่าทาสหญิ งมีไว้ เพื่อเรื่ องเพศ
อย่างเดียวมันก็คงเป็ นเรื่องบ้ าบอพอๆกับการสร้ างวาทกรรมคล้ ายๆกันขึ ้นมาอย่าง “ภรรยาสวาท”
                             ้                                                   ้
(Sex Wife) เพื่อบ่งชีว่าภรรยาที่ผ่านการแต่งงานก็มีไว้ เพื่อเรื่ องทางเพศเท่ านันซึ่งเป็ นการมองที่
หยาบช้ าและไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของอิสลาม แน่นอนหากยึดตามมาตรฐานเดียวกันนีสถาบัน                   ้
                                                          ~ 68 ~

ทางครอบครัวของมนุษยชาติก็จะพังทลายและการแต่งงานของมนุษย์ก็จะพังพินาศกลายเป็ นเรื่อง
                                       ้                 ้                 ั
ไร้ มนุษยธรรมไปตามๆกัน ด้ วยเหตุนีจึงจําต้ องเข้ าใจว่าเปาประสงค์ของการอนุมติ การเสพสุขทาง
                                     ้
เพศระหว่างสามี-ภรรยาในอิสลามนันก็เพื่อตอบสนองต่อข้ อเท็จจริ งของมนุษย์ที่ ว่ามนุษย์มีความ
                                   ้
ปราถนาในทางเพศต่อกันเพื่อการปองกันบาปใหญ่จากการผิดประเวณี ตลอดจนการสืบเผ่ าพันธ์
                                                           ั   ั
มนุษยชาติ เช่นเดียวกันกับที่ข้อกฎหมายอิสลามซึ่งอนุมติการมีสมพันธ์ทางเพศกับทาสหญิงนันก็  ้
      ้
เพื่อปองกันการผิดประเวณีที่อาจเกิดขึ ้นจากความหิวกระหายทางเพศของธรรมชาติมนุษย์ ด้ วย
(อัลกุรอาน-4:25) ตลอดจนเพื่ อสืบ เผ่ าพั นธ์ ม นุษยชาติและเพื่อการยกเลิกทาสเพราะ
                           ้                                 ้
นอกจากลูกทาสที่เกิดขึนมาจะเป็ นไทแล้ วนางทาสผู้นันก็จะเป็ นไทติดตามมาด้ วยตาม
                                                                 ั
กรอบของกฎหมายอิสลาม! ขอให้ พิจารณาใจความของคัมภีร์อลกุรอานอย่างแท้ จริงใหม่ว่า อัล
         ้
กุรอานนันได้ ให้ เกียรติและสิทธิแก่ทาสหญิงด้ วยการกล่าวว่า
              ِ ِ ْ ُ ِ ِّ ُ                           َ َ َّ ْ ِ ِ ِ ْ ُ ِ َ ْ ُ َ ِ                               ِ ِ
                                                                                                            ْ ْ ُ ْ ْ َّ َ َ
  ُ َّ‫أمن َّلْ نَساَطع مكمم طَمالً أَن نَكمح ٱلْمحص َٰكَ ٱلْمؤم َٰكَ فَمن ما متَم ْ أَْديََٰكُمم من فَـاَـيََٰامم ٱلْمؤم َٰكَ أٱلت‬
         َ         ُ ُ
             ِ
      ٍ ‫أَلتَم بِِإديََٰكِمم بـمضمم من بـمض فَٱعمحمهن بِِإذْن أَهتِهن أآتُمهن أُجمرهن بِٱلْممرأف ُْص َٰكَ ٍ ييـر مسفح‬
                                      ِ                                        ِ َّ ِ ٍ
         ََٰ ََٰ ُ َ ْ َ َ ‫ْ ِ َّ َ ُ َّ ُ َ ُ َّ َ ْ ُ ُم‬                            ُ ُ               ْ َ ِّ ْ ُ ُ ْ َ ْ ُ ُ ْ
  ‫أالَ ماَّخذت أَخدان فَإِذآ أُحصن فَإِن أَتَـٌن بِفحشة فَـمتَْيهن عِصف ما لتَى ٱلْمحص َٰكَ ِ من ٱلْمذاب ذَلِك لِمن‬
   َْ َ
                   ِ َ ِ
                        َ َ
                                                                              ٍ ِ
                                        َ ْ ُ َ َ ُ ْ َّ ِ َ َ ََٰ َْ ْ َّ ْ َ َ ْ َ ُ َ
                                                                                                     ِ            ٍ       ِ َٰ ِ
                                                                     ِ                                                ِ           ِ
                                                                   ‫خشي ٱلْمكَ َ مْكمم أأَن تَصِِبُأاْ خْيـر لَّمم أٱلتَّ ُ يفمر رحيم‬
                                                                   ٌ َّ ٌ ُ َ َ ْ ُ ٌ َ ْ َ ْ ُ                             َ َ َ
                           ่
            และผู้ใดในหมูพวกเต้ าไม่สามารถมีกําลัง( ไม่มีความพร้ อมทางเศรษฐกิจและปั จจัยอื่น )ที่
จะแต่งงานกับบรรดาหญิงอิสระที่มีศรัทธาได้ ก็จงแต่งงานกับเด็กสาว(ทาสหญิง)ของพวกเจ้ าที่เป็ น
                  ่
ผู้ศรัทธาในหมูที่มือขวาของพวกเจ้ าครอบครอง และอัลลอฮฺเป็ นผู้ทรงรอบรู้ยิ่งที่ในการศรัทธาของ
                         ่          ้                       ้
พวกเจ้ าบางคนในหมูพวกเจ้ านันมาจากอีกบางคน ดังนันจงแต่งงานกับพวกนางด้ วยการอนุมติ              ั
จากผู้เป็ นนายของพวกนาง และจงให้ แก่พวกนางซึ่งสินตอบแทนของพวกนางโดยชอบธรรม ใน
ฐานะที่พวกนางเป็ นหญิงที่ได้ รับการแต่งงานมิใช่เป็ นหญิ งที่ค้าประเวณี และไม่ ใช่ เมียลับ เมื่อ
พวกนางได้ รับการแต่งงานแล้ ว หากพวกนางกระทําความชั่ว(ผิดประเวณี )พวกนางก็จะได้ รับโทษ
                                             ่                ่                   ่
ครึ่งหนึ่งของโทษที่บรรดาหญิงอิสระได้ รับ นันสําหรับผู้ในหมูพวกเจ้ าที่กลัวการทําชัวและการที่พวก
             ้        ้
เจ้ าอดกลันไว้ ได้ นัน เป็ นการดีกว่าสําหรับพวกเจ้ า และอัลลอฮฺเป็ นผู้ทรงอภัย โทษ ผู้ท รงเมตตา
เสมอ (4:25)
            จากโองการข้ างต้ น ข้ อกฎหมายได้ บ่งบอกแก่เราว่าทาสหญิงหรือ “เด็กสาว” ในอิสลามนัน    ้
                                                     ่
พวกนางมีสิทธิที่จะเป็ นภรรยาของผู้อื่นที่นางพึงใจ นันคือพวกนางมีสิทธิที่จะแต่งงานมีครอบครัว
                                      ้                   ้
เฉกเช่นเดียวกับผู้อื่น นอกจากนี ้เปาหมายของพวกนางนันย่อมมิใช่ เพื่อการเป็ นนางบําเรอแก่ใคร
แต่อย่ างใดเลย อัลกุรอานโองการนีไ้ ด้ ป ระณามการนําทาสมาเป็ นเมีย ลับ(นางบํ าเรอ)และการ
               ั                                                ้           ่
ค้ าประเวณีดงที่พวกยุโรปคริ สต์เตียนเคยกระทําไว้ พร้ อมกันนียังได้ มีการสังให้ มอบสินสมรสแก่
        ้
นางทังนี ้แล้ วก็เพื่อว่านางจะได้ อยู่ในฐานะหญิงที่มีเกียรติ ใจความของอัลกุรอานข้ างต้ นนีจึง้
          ั
เป็ นที่ชดแจ้ งแล้ วจากข้ อครหาของพวกนักสิทธิมนุษยชนจอมปลอมซึ่งวิพากษ์ อิสลามอย่างโง่ๆว่า
                                                 ~ 69 ~

                             ้                                     ้
รังแกทาสหญิง อีกทังการแต่งงานในข้ อกฎหมายข้ างต้ นนีหมายถึงการที่นางสามารถแต่งงานกับ
ชายอื่นที่มิใช่นายทาสของนางได้ ท่านเมาดูดีได้ กล่าวว่า
                                                   ั        ่           ้
“ถ้าหากนายทาสแต่งงานทาสหญิ งของตนให้กบชายอืน เขาก็ตองสละสิ ทธิ ทีเ่ ขามี อยู่ในการอยู่ร่วม
                 ฉันท์สามีภรรยากับนาง แต่ยงคงมีสิทธิ อืนๆเช่นการรับใช้จากนางเป็ นต้น ”56
                                           ั              ่
                         ุ
         ท่านอิบนุกดามะฮฺ อัลมักดิซีย์กล่าวว่า
                                                                          ، ‫فإن زأج أما حرم لتي االسامااع‬
                                                                                                َُ       َّ َ
             ُّ ِ
      ‫فأما حترمي االسامااع هبا فال شك في أال اخاالف ، فإهنا قد صارت مباحة لتزأج ، أال حتل املرأة‬
                                                                                               ِ
                                                                                      َِ
                                                                     ‫.لرجتٌن ، فإن أطئَها لَزم ُ اإلٍب أالامزنر‬
                                                                                                 َ
                                                     ‫أقال : قال أْحد جيتد أال نُرجم . نمين أع نمزر باْلتد‬
                                                              َّ
         “หากนายทาสได้จัด การแต่ งงานให้ท าสหญิ งของเขาแก่ ช ายอื่น ... ดังนั้นมัน จึ งเป็ นที่
ต้อ งห้า มแก่ น ายทาสอี ก ที่ จ ะมี เ พศสัม พัน ธ์ กับ นาง ไม่ มี ข้อ สังสัย และข้อ ขั ด แย้ง ใดๆ(ในหมู่
                                                               ้                    ั
นักปราชญ์ )เลยต่อข้อห้ามดังกล่าว เพราะว่า ณ ขณะนันนางได้เป็ นที่อนุมติแก่สามีของนางเท่านัน                    ้
                                     ั
เพราะไม่มีสตรี ใดที่จะถูกอนุมติแก่ชายสองคนได้และหากว่านายได้มีเพศสัมพันธ์ กับเธอเขาก็คือผู้
                                                                      ั
ที่กระทาบาปและต้องถูกลงโทษ ซึ่งตามทัศนะของอิ มามอะฮฺมดแล้วเขาจะต้องถูกเฆี่ยนแต่ไม่ต้อง
ถูกขว้าง(ด้วยหิ น) บทลงโทษสาหรับเขาควรจะทาในรูปแบบของการเฆี่ยน”57
         ข้ อกฎหมายข้ างต้ นสะท้ อนภาพถึงการเคารพในบูรณภาพทางเพศที่กฎหมายอิสลามมีต่อ
                                 ้
ทาสหญิง เส้ นแบ่งเขตกันระหว่างเรื่ องเพศที่มีศีลธรรมกับเรื่ องเพศที่ไร้ ความเป็ นธรรมนันอยู่ตรง       ้
                           ั                            ้
การที่สตรีเป็ นที่อนุมติทางเพศแก่ชายผู้เดียวเท่านัน ทาสหญิ งในอิสลามได้ ถูกกรอบศีลธรรมทาง
              ้ ้                              ั                              ้
เพศส่วนนี ป กป องไว้ เ พราะนางจะถูก อนุมติแก่ ชายคนเดีย วเท่านัน ไม่สามีก็ นายของนาง นาง
               ู       ั
จะต้ องไม่ถกปฏิบติประหนึ่งเรือสองแคมที่สามารถเสพสุขกับบุรษใดก็ได้ ที่พึงใจนาง บูรณภาพทาง
                               ้
เพศที่อิสลามวางไว้ นีจึงเป็ นการประมวลสิทธิทางกฎหมายที่ลํ ้าหน้ าอย่างมากในโลกยุคโบราณ
เพราะนอกจากสตรี ท าสในยุคอดีต จะถูก ใช้ เป็ นแรงงานทางเพศแก่ ชายมากหน้ าหลายตาแล้ ว
                                   ั ั
สถานภาพสตรีในยุคปั จจุบนก็ยงระยําตํ่าช้ ากว่าสตรีทาสในกฎหมายอิสลามอย่างเทียบไม่ได้ เลย
                                                                 ่ ้
ประเภทแรกคือพวกโสเภณีที่ยอมให้ บุรุษมากหลายหลังนํากามได้ ไม่เลือกหน้ า เพียงเพื่อแลกกับ
เศษเงิน ส่วนประเภทที่สองคือสตรี ใจตํ่าช้ าที่ยอมให้ บุรุษพึง “ลิ ้มรส” กายเธอได้ โดยไม่คิดค่าแรง
ทางเศรษฐกิจเลยแต่อย่างใด สตรีพวกนี ้พร้ อมที่จะเสียตนแก่ชายใดก็ได้ ตามแรงขับทางธรรมชาติ
                                       ่              ่                   ั
ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี ้เป็ นที่นิยมในหมูมากของหนุมสาวกาลปั จจุบนไม่เว้ นแม้ แต่หนุ่มสาวที่รับมรดก


56
                                                                 ั
   เมาลานา ซัยยิดอบุลอะลาเมาดูดี. ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมายคัมภีร์อล-กุรอาน เล่ม 1. หน้ า 336-337. แปล
โดย บรรจง บินกาซัน.
57
     อัลมุฆนีย์. เล่ม 7. หมายเลขที่ 5334.
                                                ~ 70 ~

การเป็ นมุสลิมมาจากโครตเหง้ าศักราชของเขา ตามตรรกะแล้ วหญิงประเภทนี ้น่าจะบรมเลวยิ่งกว่า
                                                                                   ้
โสเภณีที่ต้องขายตัวเพื่อหาเงินประทังชีพเสียอีก เพราะสตรี ประเภทหลังนีมิได้ อะไรเลยแม้ กระทั่ ง
เศษเงินสิ่งที่นางได้ คือความกระหายตามธรรมชาติแห่งความเป็ นสัตว์ของนางเท่านัน เมื่อพิจารณา      ้
                     ้                                                   ั้ ั
ความจริ งตรงนีแล้ วการที่สตรี ก ลุ่มหนึ่งรังเกียจอาชีพโสเภณีทงที่ตวเองก็ ปล่อยตัวไปตามความ
                                                                                ั
กระหายอย่ างไร้ ศี ลธรรม จึงไม่เป็ นเหตุผลและตรรกะเลยกับ การที่ สงคมประณามสตรี โสเภณี
ถ่ายเดียวแต่กลับเมินเฉยที่จะรังเกียจหญิงประเภทหลังนี ้หรือนับพวกนางป็ นโสเภณีประเภทหนึ่งที่
ร้ ายแรงกว่า
           ดังที่เ ราจะพบว่าการจัด ประเภทหญิ งผิดประเวณี ว่าเป็ นหญิ งโสเภณีนันคือจุดยื นทาง ้
สังคมที่กัลญาณชนอิสลามได้ กระทําไว้ ท่านอิบ นิกะษี รได้ อธิบายประโยคที่ว่า “มิใช่เป็ นหญิ งที่
ค้ าประเวณี และไม่ ใช่ เมียลับ” ว่า
                       ِ
            } ٍ َٰ‫أقمل تماىل: { ُمصكَـَٰ } أي: لفائف لن الزعا ال ناماطيك ، أهلذا قال: { يْيـر مسـَٰفحـ‬
                    َ َُ ََ                                                             َ ُْ
                       ٍ َْ ِ َِ
      ‫أهن الزأاِن الالٌب ال ديكمن من أرادهن بالفاحشة. أقمل تماىل: { أالَ ماَّخذات أَخدان } ، قال ابن‬
                                      ُ َ
 { ‫لباس: { املسافحات } هن الزأاِن املمتكات، نمين الزأاِن الالٌب ال ديكمن أحداً أرادهن بالفاحشة، أ‬
    ‫ماَّخذات أَخدان } نمين: أخالء. تذا رأي لن أيب هرنرة أجماهد أالشميب أالضحاك ألطاء اخلراساِن‬
                                                                           ‫أ‬                     ٍ َْ ِ َِ
                                                                                                           ُ
                                                                    ‫أحيٍن بن أيب تثًن أمقاتل بن حيان أالسدي‬
           “พระดํ ารัสของอัลลอฮฺต ะอาลาที่ว่า –ในฐานะที่พวกนางเป็ นหญิ งที่ได้ รับการแต่งงาน-
                                                  ่
หมายถึง พวกนางเป็ นสตรีที่มีเกียรติซึ่งไม่ลวงละเมิดประพฤติเวณี และนี่คือเหตุผลที่พระองค์ทรง
กล่าวในวรรคต่อมาว่า-มิใช่เป็ นหญิงที่ค้าประเวณี- ตรงนี ้หมายถึงหญิ งโสเภณีซึ่งไม่ยอมหลีกห่าง
                                   ั่
จากความสัมพันธ์ทางเพศที่ชวร้ าย-และคําดํารัสของอัลลอฮฺตะอาลาที่ว่า-และไม่ใช่หญิ งที่ยึดเอา
                                                                  ั
ชายเป็ นเพื่อนสนิท(เป็ นเมียลับหรือสําส่อน)- ท่านอิบนุอบบาสกล่าวว่า บรรดาหญิ งที่ค้าประเวณี
หมายถึงหญิงโสเภณีซึ่งไม่ยอมหลีกห่างจากความสัมพันธ์ทางเพศอันใดก็ตามที่ชวร้ าย-และหญิงที่   ั่
ยึดเอาชายเป็ นเพื่อนสนิท(เป็ นเมียลับหรือสําส่อน)-หมายถึงบรรดาเพื่อนชาย(ที่นางลอบซินาด้ วย)
                                                        ุ
ความหมายดังกล่าวนี ้ถูกรายงานมาจากท่านอบูฮร็อยเราะฮฺ,ท่านมุญาฮิด,ท่านชะอฺบีย์.ท่านเฎาะฮฺ
                         ั
ฮาก,ท่านอะฏออ์อลคุรอซานี,ท่ายะฮฺยาบินอบีกะษี ร,และท่านมุกอติลบินฮัยยานและท่านอัซซุด
ดีย์”58
                                                          ้
           ในการอธิบายถึงความเหลื่อมลํ ้าทางชนชันระหว่างทาสหญิงกับสตรี ไท ท่านเมาดูดีกล่าว
ว่า
                                                                ้                    ้
“ความแตกต่างในหมู่คนเป็ นเพียงการเปรี ยบเทียบเท่านัน นอกเหนือไปจากนันแล้วมุสลิ มทุกคนจะ
                                        ่     ุ
    เท่าเทียมกัน ความจริ งแล้วสิ่ งทีทาให้มสลิมคนหนึ่งแตกต่างไปจากอีกคนหนึ่งก็คือคุณภาพของ

58
     ตัฟซีรอิบนิกะษี ร. เล่ม 2. หน้ า 261
                                             ~ 71 ~

ความศรัทธามิ ใช่การผูกขาดตาแหน่งที่สงกว่าทางสังคม อาจเป็ นไปได้ที่บางทีทาสหญิ งมุสลิ มบาง
                                          ู
        คนอาจจะมีความศรัทธาและศีลธรรมที่สงกว่าหญิ งเป็ นไทในตระกูลสูงบางคนด้วยซ้าไป”59
                                                  ู
                                                                     ู
           ทาสหญิงในสังคมมุสลิมภายใต้ กฎหมายอิสลามจึงมิได้ ถกสร้ างขึ ้นเพื่อเป็ นนางบําเรอของ
                                            ้
นายทาสเช่นที่ทาสหญิงในยุโรปถูกบี บคันไป หากแต่เป็ นเพียงความสัมพันธ์ทางกฎหมายประการ
                       ั   ู
หนึ่งที่อิสลามอนุมติแก่ผ้ ที่ไม่มีความสามารถที่จะแต่งงานกับหญิงไทได้ และแน่นอนว่าหากปรากฏ
                                                        ่
มุสลิมบางคนและอารยธรรมหนึ่งใดประพฤติไม่ดีตอทาสหญิงเช่นดังที่ มีพวกนางไว้ เพื่อการสนอง
                         ้
ทางเพศโดยตรงเท่านัน แล้ วมาทําการสรุปเอาดื ้อๆว่ากฎหมายอิสลามข้ อนี ้ไม่ดีและควรประณามก็
ถือว่าเป็ นการกระทําที่ โง่เขลาและไม่เ ป็ นตรรกะอีกตามเคยเพราะเป็ นการนําพฤติก รรมชั่วของ
                             ้                                                      ้
มนุษย์มาเป็ นข้ ออ้ างเท่านัน เนื่องจากดังที่กล่าวไปแล้ วว่ากฎหมายอิสลามประการนีมิได้ ต้องการ
                                        ั                                     ั
ให้ ทาสหญิงเป็ นนางบําเรอหากแต่อนุมติให้ นายทาสและทาสสาวสามารถมีสมพันธ์กันได้ โดยไม่
                   ุ           ้                              ั่
ต้ องแต่งงานให้ ย่งยากเท่านัน ซึ่งหากใช้ ความประพฤติชวมาเป็ นตรรกะหักล้ างในทิศทางเดียวกัน
การที่ชายคนหนึ่งซึ่งมีภรรยาและไม่เคยเลี ้ยงดูใส่ ใจภรรยาของเขาเลยนอกจากจะหาโอกาสร่วม
                     ้
เพศกับนางเท่านัน(และในสังคมก็มีคนแบบนี ้เยอะ) เราจะถือว่าเขาได้ กระทําให้ ภรรยาของเขาเป็ น
นางบําเรอได้ หรื อไม่?? และมนุษย์ ควรประณามตลอดจนยกเลิก “การแต่งงาน” เพื่อแก้ ปัญหา
               ้                                          ้
เหล่านี ้กระนันหรือ!!!??! แน่นอนว่าคงมีคนโง่เท่านันที่คิดจะหยิบยกเอาพฤติกรรมชั่ว ของมนุษย์ผ้ ู
                                   ้                                        ้
ฉวยโอกาสทางกฎหมายเหล่านีมาใช้ เป็ นข้ ออ้ างในการหักล้ างมิให้ กฎหมายนันมีอยู่ การที่โลกนีมี  ้
พวกแมงดาเกาะเมียกินคื อการนําไปสู่ข้อสรุปที่ว่ามนุษย์ ไม่ต้องแต่งงานดีก ว่าและทุกศาสนาที่
ยอมรับการแต่งงานจึงสมควรถูกประณามด้ วยเช่นนันหรือ!!??!      ้
                                              ้                                   ้
           ประเด็นที่ต้องนํามาวิพากษ์ ในขันตอนต่อมาก็คือ ในกฎหมายอิสลามนันความสัมพัน ธ์
                                                                       ้ ้
ทางเพศที่น ายทาสมุสลิมได้ รับอนุมัติให้ มีต่อทาสหญิ งของเขานันเกิ ดขึนจากเงื่ อนไขของเชลย
                                                ู
สงครามที่เป็ นสตรี กล่าวคือการสงครามที่ถกกระทําไปในนามของอิสลามหรื อที่เรี ยกว่า “ญิ ฮาด”
    ้
นันนําพามาซึ่งสตรีจากสงครามในฐานะเชลย หลังสิ ้นสุดสงครามแล้ วกฎหมายอิสลามได้ อนุมติให้      ั
                                                                                ั
นําสตรีเหล่านี ้มาเป็ นทาสได้ และการเป็ นทาสดังกล่าวก็ย่อมนําพามาซึ่งข้ ออนุมติทางกฎหมายใน
                                                      ่
เรื่องความสัมพันธ์ทางเพศที่นายทาสสามารถมีตอพวกนางได้ กล่าวอีกด้ านหนึ่งแล้ วทาสหญิ งที่มี
                                                                   ่
อยู่ในกฎหมายอิสลามความจริงก็คือเชลยหญิงจากสงครามนันเอง การพูดถึงข้ อกฎหมายประการ
                                     ู              ้
นี ้ด้ วยการจัดลําดับการอธิบายไม่ถกต้ องตามขันตอนและปราศจากการไตร่ตรองอย่างลึกซึงแยบ      ้
         ั                                                       ่
ยลก็มกจะเกิดข้ อเข้ าใจผิดพลาดไปต่างๆนานาๆ ข้ อสรุปที่วาเมื่ออิสลามให้ สิทธิแก่ทหารมุสลิมใน
การร่วมหลับนอนกับเชลย-ทาสหญิ งของพวกเขาแล้ วก็ย่อมหมายถึงการให้ สิทธิในการ “ข่มขืน”
พวกนางดูจะกลายมาเป็ นประเด็นวิพากษ์ อย่างมืดบอดในความเช้ าใจของพวกตะวันตกซึ่งกําลัง
59
                                                                 ั
   เมาลานา ซัยยิดอบุลอะลาเมาดูดี. ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมายคัมภีร์อล-กุรอาน เล่ม 1. หน้ า 336-337. แปล
โดย บรรจง บินกาซัน.
                                            ~ 72 ~

       ั
ต่อสู้ขบเคี่ยวกับเหล่ามุญาฮิดีนในยุคปั จจุบันนี ้ ต้ นที่มาของความเข้ าใจผิดและคลาดเคลื่อนใน
                 ้
ประเด็น เหล่านี ล้ว นแล้ วแต่ม าจากกการนํ าเสนอของเว็ป ไซต์ นัก บูร พาคดีค ริ ส ต์ เ ตี ย นอย่ า ง
                      ้
Answering-Islam ทังสิ ้น ดังที่ เจ้ าเหม่ง บาทหลวงคริ สต์เ ตียนนามว่า Sam Shamoun ได้ เขีย น
บทความเกี่ยวกับเรื่องนี ้ในเว็ปไซต์ของเขาความว่า

Here is a reference permitting to rape captive women: Also (prohibited are) women
already married, except those whom your right hands possess: Thus hath God
ordained (Prohibitions) against you: Except for these, all others are lawful, provided ye
seek (them in marriage) with gifts from your property, - desiring chastity, not lust,
seeing that ye derive benefit from them, give them their dowers (at least) as
prescribed; but if, after a dower is prescribed, agree Mutually (to vary it), there is no
blame on you, and God is All-knowing, All-wise. S. 4:24 Y. Ali
The above passage emphatically allows for the raping of women that are taken
captive, even if these captives happened to be married! It did not remain an abstract
theoretical right, but was readily put into practice by the Muslim jihadists: Abu Sirma
said to Abu Sa'id al Khadri (Allah he pleased with him): O Abu Sa'id, did you hear
Allah's Messenger (may peace be upon him) mentioning al-'azl? He said: Yes, and
added: We went out with Allah's Messenger (may peace be upon him) on the
expedition to the Bi'l-Mustaliq and took captive some excellent Arab women; and we
desired them, for we were suffering from the absence of our wives, (but at the same
time) we also desired ransom for them. So we decided to have sexual intercourse with
them but by observing 'azl (Withdrawing the male sexual organ before emission of
semen to avoid conception). But we said: We are doing an act whereas Allah's
Messenger is amongst us; why not ask him? So we asked Allah's Messenger (may
peace be upon him), and he said: It does not matter if you do not do it, for every soul
that is to be born up to the Day of Resurrection will be born. (Sahih Muslim, Book 008,
Number 3371)

        Ibn Kathir wrote: <except those whom your right hands possess> except those
women whom you acquire through war, for you are allowed such women after making
sure they are not pregnant. Imam Ahmad recorded that Abu Sa’id Al-Khudri said, "We
captured some women from the area of Awtas who were already married, and we
                                           ~ 73 ~

disliked having sexual relations with them because they already had husbands. So, we
asked the Prophet about this matter, and this Ayah was revealed…
<Also (forbidden are) women already married, except those whom your right hands
possess>.Consequently, we had sexual relations with these women." This is the
wording collected by AT-Tirmidhi, An-Nasa’i, Ibn Jarir and Muslim in his Sahih. (Tafsir
Ibn Kathir (Abridged) Volume 2, Parts 3, 4 & 5 (Surat Al-Baqarah, Verse 253, to Surat
An-Nisa, Verse 147), abridged by a group of scholars under the supervision of Shaykh
Safiur-Rahman Al-Mubarakpuri [Darussalam Publishers & Distributors, Riyadh,
Houston, New York, Lahore; First edition, March 2000], p. 422; bold emphasis ours)

                                                ั               ั
พอจะแปลได้ ความว่า : ต่อไปนี้คือข้อมูลที่ชี้ชดถึงการอนุมติให้ข่มขืนเชลยหญิ งได้
และบรรดาหญิ งที่อยู่ในปกครองของสามี นอกจากที่มือขวาของพวกเจ้าครอบครองเป็ นบัญญัติ
                                            ั                                ้
ของอัลลอฮฺที่มีแก่พวกเจ้า และได้ถูกอนุมติให้แก่พวกเจ้าที่นอกเหนื อจากนันในการที่พวกเจ้าจะ
                                                      ้                  ้
แสวงหามาด้วยทรัพย์ของพวกเจ้า ในฐานะเป็ นผูแต่งงาน มิ ใช่ในฐานะผูล่วงประเวณี ดังนันหญิ ง  ้
                                                        ้
ใดที่พวกเจ้าเสพสุขด้วยนางจากบรรดาหญิ งเหล่านัน ก็จงให้แก่พวกนาง ซึ่ งสิ นตอบแทนแก่พวก
นาง ตามที่มีก าหนดไว้และไม่เป็ นบาปใด ๆแก่พวกเจ้าในสิ่ งที่พวกเจ้าต่างยิ น ยอมกัน ในสิ่ งนั้น
                       ้                            ้         ้
หลังจากที่มีกาหนดนันขึ้นแท้จริ งอัลลอฮฺเป็ นผูทรงรอบรู้ ผูทรงปรี ชาญาณ(4:24)
                                              ั
‚โองการข้างต้นนี้คือการเน้นย้าในการอนุมติการข่มขืนสตรี ซึ่งถูกจับเป็ นเชลย แม้ว่าเชลยเหล่านี้จะ
ผ่านการแต่งงานมาแล้วก็ตาม!! มิ หนาซ้ ามันมิ ได้คงไว้ซึ่งสิ ทธิ ในเรื่ องดังกล่าวแต่ในทางทฤษฎี
       ้                       ั ั        ั                 ้
เท่านัน แต่ทว่ามันได้ถูกปฏิ บติกนในหมู่นกรบมุสลิ มทังหลายด้วย ดังปรากฏรายงานในเรื่ องนี้ว่า
อบูสิรมะอฺ ได้กล่าวแก่ อบูสะอี ดอัลคุดรี ว่า โอ้อบูสะอี ด ท่านเคยได้ยินท่านศาสนทูตเอ่ยถึงสิ่ งที่
เรี ยกกันว่า ‚อัล-อัศลฺ‛ หรื อไม่? เขาได้ตอบว่า ใช่และยังกล่าวเพิ่ มเติ มว่า เราได้ออกไปกับท่าน
                                                          ั
ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ในการท าสงครามกับเผ่าบนูอลมุสตอลิ ก และได้จับ ผู้หญิ ง อาหรับชั้นเลิ ศ
บางส่วนมาเป็ นเชลย และพวกเราก็ใคร่ กาหนัดในตัวของพวกนาง เนื่องด้วยพวกเราได้ เหิ นห่าง
                                                  ้                        ั
จากภรรยาของพวกเรา (แต่ทว่าในช่วงเวลานัน) พวกเราปรารถนาที่จะไถ่ตวนาง(ด้วยการเรี ยกค่า
                           ้                                      ั              ่
ปฏิ กรรมสงคราม) ดังนันพวกเราจึงตัดสิ นใจร่วมประเวณี กบพวกนางด้วยการหลังนอก(อัศลฺ) แต่
เราก็กล่าวกันว่า : เรากาลังกระทาการณ์ (เหล่านี้) ขณะที่ท่านศาสนทูตได้อยู่ร่วมกับพวกเรา ใย
                                       ้
กันเล่าเราจึงไม่ถามตัวท่านล่ะ ? ดังนันพวกเราจึ งไปถามท่านศาสนทูต(เกี่ยวกับประเด็นนี้) และ
ท่านศาสนทูต ก็ ก ล่าวตอบมาว่า ไม่มีป ระโยชน์ อะไรที่ท่านจะท าเช่น นั้น เพราะมวลวิ ญ ญาณ
     ั
ที่อลลอฮฺประสงค์จะให้กาเนิ ดจะต้องมีอยู่จนถึงวันกิ ยามะฮฺ
                         ุ
(หะดีษจาก ซอเฮี๊ยฮฺมสลิ ม บาบที่ 8 หมายเลขที่ 3371)
อิ บนุกะษี รได้เขียนไว้ว่า ‚นอกจากที่มือขวาของพวกเจ้าครอบครอง‛
                                               ~ 74 ~

หมายถึง เว้นแต่สตรี ซึ่งพวกท่านได้รับมาจากการทาสงคราม เพราะท่านได้รับการอนุมติ(ในการ           ั
                                        ่                          ั้
หลับนอน)กับสตรี ประเภทนี้หลังจากมันใจแล้วว่าพวกหล่อนมิ ได้ตงครรภ์(จากสามีเดิ มของนาง)
               ั    ั                                                     ั
อิ มามอะฮฺมดได้บนทึกไว้ว่า อบูสะอีด อัลคุดรี ได้กล่าวว่า ‚พวกเราได้จบหญิ งอาหรับบางส่วนจาก
บริ เวณที่เรี ยกกันว่า เอาตาส มาเป็ นเชลยซึ่ งนางเหล่านี้ได้ผ่านการแต่งงานมาแล้ว และพวกเราก็
รังเกี ยจที่จะมีเพศสัมพันธ์ กับพวกนางเพราะว่าพวกนางล้วนแล้วแต่ก็มีสามี กันแล้ว ดังนันเราจึ ง     ้
สอบถามท่านศาสนทูตเกี่ยวกับประเด็นนี้ และโองการในเรื่องนี้จึงถูกประทานลงมาความว่า
และบรรดาหญิ งที่อยู่ในปกครองของสามีนอกจากที่มือขวาของพวกเจ้าครอบครอง
         ้                            ั                               ั
จากนันพวกเราจึงได้มีเพศสัมพันธ์ กบสตรี เหล่านี้ : หะดี ษเหล่านี้บนทึกโดย อัตติ รมิ ซีย์,อันนะซะ
อี ย์,อิ บนุยะรี รและมุสลิ มใน ‚อัศศอเฮี๊ ยฮฺ ‛ ของเขา (อ้ างจาก Tafsir Ibn Kathir (Abridged)
Volume 2, Parts 3, 4 & 5 (Surat Al-Baqarah, Verse 253, to Surat An-Nisa, Verse 147),
abridged by a group of scholars under the supervision of Shaykh Safiur-Rahman Al-
Mubarakpuri [Darussalam Publishers & Distributors, Riyadh, Houston, New York,
Lahore; First edition, March 2000], p. 422; bold emphasis ours)
                          ้
โดยสรุปจากข้ อเขียนทังหมดของนายแซม แชมมูนดังที่ได้ เสนอไปนี ้ เจ้ าตัวผู้เขียนตลอดจนคนอื่นๆ
                                                                        ั
ก็คงเข้ าใจเช่นเดียวกันว่าศาสนาอิสลามเป็ นศาสนาที่ บรมเลวซึ่งอนุมติเรื่ องของการขืนใจทางเพศ
ต่อสตรี ที่ ถูกจับ มาเป็ นเชลยภายใต้ ภารกิ จ อัน ยิ่งใหญ่ อย่ างสงครามศัก ดิ์ สิท ธิ์ ( หรื อ ‚จี ฮัด ‛ ใน
                                    ้
สํานวนของสํานักนักข่าวไทย) ว่างันเถอะ!!?

ทัศนะวิภาษ
        ก่ อนจัก ได้ ทํ าการวิพากษ์ ถึ งความเข้ าใจอัน เป็ นผลมาจากความอวิช ชาของนายแซม
เชมมูน ผู้นี ้ ข้ าฯต้ องการที่จะสร้ างความเข้ าใจในเบื ้องต้ นแก่ท่านผู้อ่านก่อนว่าในกรณีของการจับ
                               ้
คนมาเป็ นเชลยสงครามนันกินความหมายเฉพาะแค่บุคคลที่มิได้ เป็ นมุสลิมเท่านันที่จะถูกจับมา ้
                                                    ้
เป็ นทาสเชลยในกฎหมายอิสลาม เพราะโดยพืนฐานแล้ วอิสลามห้ ามการทําสงครามต่อสู้เข่นฆ่า
กันระหว่างมุสลิมด้ วยกันเอง และในขณะเดียวกันสงครามในทัศนะของอิสลามก็ วางอยู่บนปั จจัย
                           ้                                ่
เพียงไม่กี่ประเด็นเท่านันซึ่งอาจจะสามารถอธิบายได้ วาประเด็นหลักๆของสงครามในอิสลามก็เป็ น
                                                                       ู
สงครามในการประกาศความชอบธรรมในอิสรภาพทางศาสนาที่ถกปิ ดกันจากอารยธรรมอื่นๆ      ้
                                                                                 ้
        ประการสําคัญที่ท่านผู้อ่านจําต้ องเข้ าใจก่อนก็คือโดยหลักการพืนฐานของอิสลามแล้ ว
                                                  ้
บุคคลที่ตกเป็ นทาสภายใต้ ร่มธงของอิสลามนันจะมีสิทธิ,เกียรติยศและการได้ รับการดูแลอย่างดี
เฉกเช่น เดี ย วกับ ที่ มนุษ ย์ ปุถุช นคนอื่น ๆเขามีกัน ซึ่งในความเป็ นจริ ง ของกฎหมายอิสลามนัน    ้
“การข่ มขืน” เชลยหญิงจากที่ได้ รับในการทําสงครามคือสิ่งต้ องห้ ามที่ไม่ ชอบด้ วยกฎหมาย แต่
ในทางกลับกันอิสลามก็ได้ อนุญาตให้ แก่ชายมุสลิมสามารถที่จะมีเพศสัมพันธ์กับทาส-เชลยหญิ ง
                                            ~ 75 ~

                                            ้
ของพวกเขาได้ แต่ก ฎหมายในส่วนนี มิได้ หมายความว่ า การอนุ ญาตให้ มี เพศสั ม พั นธ์ จะ
หมายถึงการเปิ ดไฟเขีย วให้ “ข่ ม ขืน ” แก่ ส ตรี ท่ ีถูก จับ มาเป็ นทาสได้ หากเราพิ จ ารณา
                                  ั
ข้ อเท็จจริ งที่ว่าพระองค์อลลอฮฺและท่านศาสนทูตต่างบัญ ชาใช้ แก่ชายมุสลิมทําการดู แลเลี ้ยงดู
ทาส-เชลยหญิ งของพวกเขาด้ วยการให้ เกี ยรติและเคารพสิท ธิของพวกนางอย่ างดี ข้ าฯเองมิได้
ปฏิเสธดอกว่าหะดีษเรื่ องการหลับนอนกับเชลยหญิ งที่ น าย แซม แชมมูน ยกมาอ้ างอิงจากการ
                              ้               ั
รายงานของอบูสะอีดนันเป็ นหะดีษที่มีบนทึกอยู่จริงในตําราประมวลหะดีษของชาวมุสลิม หากแต่
                                                                         ู       ้
ว่ามัน เป็ นเพีย งการหยิ บหะดี ษมานํ าเสนอชนิดโยนเผือกร้ อนแก่ผ้ อ่านทังที่ ตนเอง(และอาจจะ
            ่ ่
รวมถึงผู้อานทัวๆไป)มิได้ ร้ ูกฎเกณฑ์ความเป็ นมาและเหตุผลวิทยปั ญญาของกฎหมายดังกล่าวใน
อิสลามเลย การนําเสนอหะดีษ ข้ างต้ นจึงเบี่ยงเบนกลายไปเป็ นฉากสงครามแห่งการข่มขืนของ
เหล่าอัครสาวกแห่งท่านศาสนทูตไปเสียฉิบ!! ซึ่งหากการเข้ าใจถึงหลักกฎหมายอิสลามทําได้ เพียง
แค่การนั่ง อ่านตัวบทหะดีษเพี ยงผิวเผินแล้ วก็ทึกทักตามเข้ าใจแห่งอัตตาของตนดังที่ นาย แซม
                           ั้                                    ้
แชมมูน กระทําอยู่นน ประชาชาติอิสลามก็คงมิจําเป็ นต้ องดันด้ นกันอย่างสาหัสเพื่อเขียนตํารา
อรรถาธิ บ ายหะดี ษ กัน ให้ เ หนื่ อยเปล่าก็ ได้ ก ระมัง หนังสือ ฟั ตฮุลบารี ย์ ของอิมามอิบ นุฮ ะญัร
                       ุ                                                             ั
และชัรฮฺศอเฮี๊ยฮฺมสลิม ของ อิมามนะวาวีย์ ก็คงมิจําเป็ นต้ องหยิบยกมาใช้ กนให้ เปลืองเวลาแต่
ประการใด!!
                                      ่                                    ่
          ตลอดระยะเวลาที่ผานมาในหน้ าประวัติศาสตร์ มนุษย์ชาติตางเข้ าใจผิดเพี ้ยนกันมาตลอด
ว่าอิสลามคือผู้ก่อสร้ างระบบทาสขึ ้นมา,อิสลามคือศาสนาที่เปิ ดทางให้ แก่นายทาสในการกดขี่ทาส
ความเข้ าใจดังกล่าวนีเ้ กิด ขึ ้นมาจากการโหมโฆษณาทางสื่อตะวันตกถึงความโหดร้ ายของทาส
                                    ุ               ้
ตามที่ปรากฏอยู่ในชาติมสลิมแถบแอฟริ ก า ทังที่ความเป็ นจริ งแล้ วการนําเอาความล้ าหลังของ
                                                                                       ้
ประเทศในโลกที่ 3 มาโหมกระหนํ่ายัดเยียดว่าเป็ นผลมาจากคําสอนของอิสลามนันเรี ยกได้ ว่าเป็ น
การกระทําอาชญากรรมของสื่อตะวันตกอย่างแท้ จริง เพราะการมีทาสในสังคมแอฟริกาแป็ นผลมา
                                                                             ้
จากสภาพแวดล้ อมที่ขาดการพัฒนาและความล้ าหลังทางเศรษฐกิจ ทังการมีทาสเองก็มิใช่หลัก
      ั ั          ่ ุ
ปฏิบติกนในหมูมสลิมเพียงถ่ายเดียว ในหมู่คริ สต์ชนในแถบแอฟริ กาเองก็ยังมีการคงไว้ ซึ่งระบบ
                                                  ู
ทาสเฉกเช่นเดียวกับศาสนาพื ้นบ้ านและลัทธิบชาผีอื่นๆ มิหนําซํ ้าเจ้ าพวกฝรั่งตานํ ้าข้ าวที่พี่ไทยเรา
                                          ่     ั
เทิดทูนนักหนามิใช่หรือที่เป็ นกลุมบุคคลที่จบชนผิวดําในแอฟฟริกาไปเป็ นทาสของชาวยุโรปอย่าง
                         ่
โหดเหี ้ยมจนนําไปสูสงครามกลางเมืองในอเมริ กาเพราะปั ญหาเรื่ องทาสเป็ นต้ นเหตุ แม้ กระทั่งพี่
                                        ้
ไทยเราเองก็ มีป รากฏชนชัน ทาสไพร่ ม าตลอดระยะประวัติศาสตร์ ทังสถานภาพของทาสใน  ้
                ุ                                     ้
สังคมไทยก็สดแสนตํ่าต้ อยมิปานสัตว์ตนหนึ่งเท่านัน เพราะนอกจากจะถูกใช้ งานเยี่ยงสัตว์แล้ วนาง
        ้                       ้                                      ้           ้
ทาสทังหลายยังตกเป็ นเปาของกามารมณ์จากพวกท่านขุนศักดินาทังหลายทังเคราะห์กรรมก็มกซํ ้า              ั
ซัดอีก เมื่อเมีย หลวงรู้ค วามเข้ าก็นิ ยมตบนางทาสกัน กระจายดังที่พบเห็น การตามละครนําเน่า       ้
โบราณของไทย
                                                ~ 76 ~

                อารยธรรมทาสที่อยู่ฝังรากในสังคมมนุษย์ต่างราบรื่ นมาตลอดเนื่องด้ วยเพราะศาสนา
ต่างๆของโลกมิเคยวางระบบในการทําลายสังคมทาสอย่างเช่นที่อิสลามได้ วางไว้ แต่อย่างใดเลย
      ้
ดังนันอุปมาการยัดเยียดระบบทาสแก่อิสลามด้ วยการกระทําของมุสลิมบางกลุ่มนันก็อปมัยได้ กับ      ้ ุ
การยัดเยี ยดเรื่ องการผิด ประเวณี แก่ พุทธศาสนาด้ วยการทุศีลทางเพศของเหล่าพระสงฆ์( และ
                               ้               ั                                  ่
รวมถึงเยาวชนไทยทังผองในยุคปั จจุบน)ตามที่มีปรากฏกันอย่างดาษดืนในหน้ าจอทีวี ซึ่งบุคคลผู้มี
                  ั ่
ปั ญญาก็จกรู้ดีวาการอุปมาอุปมัยยัดเยียดในลักษณะดังกล่าวนี ้คือความอธรรมและอ่อนโลกทัศน์
                                                   ั้
ทางตรรกะอย่างแท้ จริ ง ฉันท์ใดก็ฉันท์นนการจะเข้ าใจถึงจุดยืนและเจตคติของอิสลามต่อระบบ
                                                        ้
ทาสและการ ‚ข่มขืน ‛ เชลย-ทาสหญิ งนัน จํ าต้ องตรวจสอบอิสลามจากแม่บ ททางศาสนาคือ
             ั
คัมภีร์อลกุรอานและหะดีษอันเป็ นวจนะของท่านศาสนทูต มิใช่ไปเล่นหยิบยกการประพฤติมิ ชอบ
ของอารยธรรมหนึ่งใดมาตัดสินกัน
                                                             ้
               สิ่งที่ ท่านผู้อ่านควรจะกระทํ าไว้ เ ป็ นเบืองต้ นก่ อนก็ คือการทํ าลายความเข้ าใจผิดๆที่ว่า
อิสลามเป็ นผู้ริเริ่มระบอบทาสขึ ้นมาในสังคมโลก แต่ในทางตรงข้ ามแล้ วระบอบทาสคือสิ่งที่ ปรากฏ
                                                                 ้
เป็ นโครงสร้ างสําคัญของทุกสังคมในยุคอดีตนับตังแต่ก่อนการมาของอิสลามด้ วยซําไป มันคงดู         ้
เป็ นเรื่ องที่ไม่ไกลเกินจริ งนักหากจะทําการสรุปไปว่าระบอบทาสคือธรรมเนี ยมอันเก่ าแก่ที่อบัติ         ุ
                                     ้
ขึ ้นมาพร้ อมๆกับสงครามครังแรกของมวลมนุษยชาติจากสาเหตุที่ว่าระบอบทาสนันคือ ผลลัพธ์ ที่       ้
                                                                     ้                    ้
เกิ ดขึ ้นจากการทํ าสงครามกันเองในมวลมนุษ ย์ ดังนันระบอบทาสที่ เกิ ดขึ ้นครังแรกจึงเกิ ดขึน              ้
                                 ้                                 ้
หลังจากสงครามครัง แรกของมนุษ ยชาติได้ เ กิ ดขึน และวิสัย ของสงครามแล้ ว โดยทั่ว ไปมัน ก็
เปรียบเสมือนโรงงานซึ่งได้ แปรเปลี่ยนสภาพธรรมชาติของมนุษย์จากบุคคลผู้อ่อนโยนสู่มนุษย์ที่
                                                                                      ู ่
แข็งกระด้ าง,จากมนุษย์ที่หวาดกลัวในคาวเลือดก็กลับกลายมาเป็ นมนุษย์ผ้ หลังเลือดศัตรูชโลมดิน
                                                                                ้
เพื่ อตนเอง และสําหรับบุคคลที่มิได้ ถูกสังหารลงในการสงครามนัน ตามธรรมเนี ยมปฏิบัติของ
สงครามยุคอดีตแล้ วการตกเป็ นเชลยและนําไปเป็ นทาสคือทางเลือกหนึ่งของผู้เผด็จศึกสงคราม
    ้                                                 ั
ทังหลาย เช่นเดียวกับการประหาร,การไถ่ตว,การแลกเปลี่ยนเชลยและการปล่อยเชลยศึกไปอย่างดี
           ่
งามที่ตางก็เป็ นทางเลือกหนึ่งในการทําสงครามทังสิ ้น            ้
                         ้
               เมื่อครังที่ศาสนาอิสลามได้ ปรากฏขึ ้นในคาบสมุทรอารเบี ยและขจรขจายไปทั่วทุกเผ่าของ
                ้
อาหรับนัน ประวัติศาสตร์ ที่ถูกต้ องได้ บอกแก่เราว่าการมาของอิสลามต้ องเผชิญกับการคุกคาม
                                                    ่                         ้
และท้ าทายโดยบรรดาศัตรูของพวกเขาทัวทุกสารทิศ ในห้ วงเวลานันธรรมเนียมสงครามที่มกมีการ               ั
                                             ั            ั่
จับเชลยศึกมาเป็ นทาสได้ รับการปฏิบติอยู่ทวไปจนกลายเป็ นวัฒ นธรรมทางสงครามประการหนึ่ง
                                                                                    ้
ไปแล้ ว โดยเฉพาะในหมู่นัก รบอาหรั บ ที่ นิ ย มทํ า สงครามกัน มาตัง แต่ ยุค สมัย ก่ อ นอิ ส ลาม
                   ้                             ่
เพราะฉะนันดังที่ได้ กล่าวไปแล้ วว่าการมุงจะให้ อิสลามเลิกทาสอย่างเฉียบพลันขึ ้นในสังคมยามนัน               ้
นอกจากจะเป็ นความพยายามที่แทบเป็ นไปไม่ได้ แล้ วยังอาจเป็ นสาเหตุที่สร้ างความยุ่งเหยิงและ
โกลาหลขึ ้นในหมู่ชาวอาหรับ มุสลิมเสีย แทน ด้ วยเหตุนีเ้ องกระบวนการในการเลิกทาสด้ วยการ
                                              ~ 77 ~

                          ้
จัดการอย่างเป็ นขันตอนจึงถูกนํามาเป็ นเครื่องมือแทนที่นโยบายการเลิกทาสอย่างเฉียบพลันที่ไม่
                            ั
เป็ นผลในทางปฏิบติ เพราะหากว่าการสงครามระหว่างมุสลิมกับศัตรูของพวกเขาในอดีตต้ องจบ
                     ้ ุ
ลงด้ วยการบีบคันให้ มสลิมทําการปล่อยเชลยศึกของพวกเขาให้ เป็ นไทกันเพียงทางเลือกเดียว ใน
                                ั               ั
ขณะเดียวกันกับที่ศตรูของพวกเขาได้ จบเชลยมุสลิมมาทําเป็ นทาสในทิศทางตรงกันข้ ามด้ วยแล้ ว
การกระทําดังกล่าวก็คงมิใช่อื่นใดนอกจากจะเป็ นการเปิ ดโอกาสให้ ความหายนะคืบคลานเข้ ามาสู่
สังคมและกองทัพมุสลิมอันเป็ นการมอบโอกาสอันยิ่งใหญ่โดยใช่เหตุแก่เหล่าศัตรูของอิสลามได้ ซึ่ง
                                  ู                        ้
แน่นอนว่าย่อมไม่มีผ้ มีสติปัญญาคนใดจะทําใจบีบคันมุสลิมให้ ยอมรับการกระทําดังกล่าวนันได้           ้
                 ้
ยิ่งไปกว่านันมันเป็ นสิ่งที่จํ าต้ องยอมรับ อย่ างแท้ จ ริ งไม่เพ้ อฝั น ไปกับศีลธรรมอุดมคติว่าศิลปะ
                              ู                     ั้
ทางการสงครามที่ถกกระทําโดยฝ่ ายศัตรูนนมักจะถูกกระทํากลับในทิศทางเดียวกันโดยฝ่ ายตรง
               ้                                                              ้
ข้ ามด้ วย ทังนี ้ก็เพื่อที่จะธํารงไว้ ซึ่งความสมดุลทางการทหารระหว่างทังสองฝ่ าย ด้ วยข้ อเท็จจริ ง
                                                       ุ
เหล่านี ้เองที่อิสลามจําต้ องมีการอนุโลมให้ มสลิมสามารถนําเชลยมาเป็ นทาสของพวกเขาได้ เพื่อ
รักษาดุลยภาพทางการทหารที่ฝ่ายศัตรูเองก็ได้ มีการจับมุสลิมไปเป็ นทาสเช่น เดียวกัน พูดถึงตอนนี ้
พวกแอนตี ้อิสลามอาจจะลุกขึ ้นคัดค้ านว่า ในเมื่ออิสลามมีหลักการเรื่ องญิ ฮาดอยู่ แล้ วสงครามที่
                                        ั                                                ่
มุสลิมกระทําไปในยุคปั จจุบนนี ้เล่ามันจะไม่เป็ นกระบวนการที่ ทําให้ โลกต้ องกลับไปสูระบอบสังคม
                                          ้                  ู
ทาสเฉกเช่นในอดีตอีกกระนันหรือ? อิสลามจะไม่ใช่ผ้ สร้ างระบอบทาสขึ ้นใหม่และคํ ้าจุนการมีทาส
                                    ้
ดอกหรือ? ยิ่งไปกว่านันเพื่อให้ ข้อครหานี ้เพิ่มนํ ้าหนักมากขึ ้น พวกเขาจึงได้ นําเอาคําฟั ตวาของท่าน
                                                  ้
ชัยคฺซอและฮฺ อัลเฟาซาน นักวิชาการชันปราชญ์ราชบัณฑิตของซาอุดิอารเบียมานําเสนอไว้ วา              ่
            “ระบอบทาสจะยังคงอยู่ตราบเท่าที่การญิ ฮาดในหนทางของอัลลอฮฺยงคงอยู่”60      ั
           จากคําฟั ตวาดังกล่าวนี ้เองที่เหล่านักวิชาการตะวันตกได้ หยิบยกมาเป็ นข้ อโจมตีอิสลามว่า
                                                         ้       ้
อิสลามคื อตัวการที่จ ะทํ าให้ ระบอบทาสเกิ ดขึน มาอีก ครัง คราบนหน้ าพิ ภพนี ้ เพราะกฎหมาย
                                                                                  ้
อิสลามได้ เปิ ดทางให้ นําเชลยสงครามมาทําทาส ข้ อวิพากษ์ วิจารณ์เหล่านีล้วนแล้ วแต่เป็ นผลมา
                   ุ
จากปราชญ์มสลิมส่วนหนึ่งด้ วยเช่นกันที่นิยมใช้ คําหมิ่นเหม่หรื อ “ขวานผ่าซาก” ที่อาจก่อให้ เกิด
การเข้ าใจอิสลามอย่างสับสนเสียหาย ตลอดจนความโง่เขลาของพวกนักต่อต้ านอิสลามด้ วย
                                                                        ้
           เกี่ยวกับประเด็นนี ้เรามีประเด็นต้ องทําความเข้ าใจดังนี ว่า อิสลามปฏิเสธระบอบทาสทุก
                                                               ้
กรณีเว้ นแต่ทาสที่มาจากกรณีของเชลยสงครามเท่านัน และสงครามที่ว่านันหมายถึงสงครามญิ   ้
ฮาดในศาสนาอิสลาม แน่นอนว่าการญิฮาดมิใช่การรุกรานหรื อการเข่นฆ่าล้ างผลาญ การญิ ฮาด
                                      ั       ่
อาจจะเกิดขึ ้นจากกรณีที่ศตรูอิสลามมุงวางแผนเพื่อทําการบ่อนทําลายรัฐอิสลามหรื อกรณีที่ศตรู           ั
                        ่
อิสลามบุกรุกเข้ าสูรัฐอิสลามแล้ ว หรือในอีกกรณีหนึ่งการญิฮาดจะเกิดขึ ้นก็ต่อเมื่อรัฐหนึ่งรัฐใดทํา

60
    The Heresies of Sayyid Qutb in Light of the Statements of the Ulamaa (Part 2) :
http://www.allaahuakbar.net/jamaat-e-islaami/qutb/heresies_of_sayyid_qutb2.htm
                                             ~ 78 ~

ตนเป็ นศัต รูกับ รัฐ อิสลาม โดยการกี ดกัน การเผยแพร่ ศาสนาอิสลามในรัฐ ดังกล่าว กีดกันสิท ธิ
มนุษยชนของชาวมุสลิมในรัฐดังกล่าว กีดกันสิทธิทางศาสนาของชาวมุสลิม ญิ ฮาดจึงจําเป็ นที่
                  ้
จะต้ องเกิ ดขึน เพื่ อการปลดปล่อยการกดขี่ช าวมุสลิมและทํ าให้ อิสลามสามารถดํารงอยู่ได้ ใ น
                        ้
ดินแดนต่างๆ ดังนันญิ ฮาดจึงเป็ นสงครามแห่งความชอบธรรมที่เป็ นผลมาจากความอธรรมของ
ฝ่ ายศัตรูก่อน
                                                       ้
            การญิ ฮ าดหรื อ สงครามของชาวมุส ลิ ม นั น จะต้ องกระทํ า ไปภายใต้ กฎเกณฑ์ ท าง
มนุษยธรรมมากมายเช่น การไม่ฆ่าสตรีและพลเรือนผู้บริสทธิ์ การไม่ทําลายข้ าวของแม้ กระทั่งการ
                                                            ุ
                ั     ่
ตัดต้ นไม้ ก็ยงถูกสังห้ ามในกฎหมายการญิฮาดของอิสลาม เมื่อการญิ ฮาดเสร็จสิ ้นลงเชลยศึกจาก
                                                              ้
สงครามจึงเป็ นสิ่งที่ติดตามมาเป็ นของคู่กัน เชลยสงครามนันโดยปกติแล้ วกฎหมายสากลในยุค
          ั ้
ปั จจุบนนันยอมรับได้ หากผู้ชนะสงครามมิได้ ทารุณกรรมเชลยศึก และแน่นอนว่ากฎหมายอิสลาม
     ั่             ั ่
ได้ สงใช้ ให้ ปฏิบติตอเชลยศึกอย่างดี
                            ้
            คําว่า “ทาส” นัน หมายถึ งบุคคลที่ ไม่มีอิสระแก่ ตนเอง คําว่า “เชลย” ก็เ ช่น เดีย วกัน ที่
หมายความว่าเป็ นบุคคลที่ไม่มีอิสระในตนเอง และอาจจะถูกบังคับใช้ แรงงานเช่นเดียวกันกับทาส
        ้                             ั                                               ่
ดังนันการที่กฎหมายอิสลามอนุมติการนําเชลยมาเป็ นทาสก็สืบเนื่องจากข้ อเท็จจริงที่วาทาสเชลย
กับเชลยสงครามในยุคปั จจุบันก็คือสิ่งเดียวกันนั่นเอง!!! และเชลยศึกก็เป็ นบุคคลในกฎหมาย
                                                         ้
ประเภทหนึ่ งที่ ก ฎหมายนานาชาติ ใ นสังคมทุก วัน นี ต่า งก็ ย อมรับ จะแตกต่างกัน เพี ย งแต่ว่า
                          ั
กฎหมายนานาชาติมกจะแก้ ไขปั ญหาของเชลยศึกด้ วยการกุมขังในตะรางหรื อค่ายกักขังนักโทษ
                                  ้
แต่อิสลามซึ่งประเสริฐกว่านันมองว่าการกักขังเชลยในคุกตะรางเป็ นการกระทําที่ไม่สมควรเพราะ
โดยพื ้นฐานแล้ วคุกเป็ นสิ่งเลวร้ ายต่อผู้ถูกกุมขังจนพวกเขาไม่มีอิสรภาพในด้ านต่างๆ อิสลามจึง
                              ้
แก้ ปั ญหาเชลยศึก เหล่านี ด้วยการทํ าให้ เ ป็ นทาสเพราะสภาพการเป็ นทาสเชลยในอิสลามนัน             ้
แตกต่างและดีเลิศกว่าการถูกกุมขังอยู่ในคุกตะรางดังเช่นที่กฎหมายสากลในยุคปั จจุบนกระทําไป ั
                                    ้
เสียอีก เพราะทาสในอิสลามนันมีสิทธิทางการศึกษา,ทํางานตามความสามารถของตน,ใส่เสื ้อผ้ า
เช่นเดียวกับนาย,กินอาหารเช่นเดียวกับนายทาสของตนและสามารถเรียกร้ องสิทธิการเป็ นไทจาก
นายของตนได้ ฯลฯ ซึ่งเป็ นมาตรการลงโทษต่อเชลยศึกที่ดีและมีมนุษยธรรมกว่าการกักขังพวกเขา
อยู่ในเรือนจําหรือค่ายกักกันในสภาพอันเลวร้ ายดังที่เราพบเห็นสหรัฐอเมริ กากุมขังผู้ก่อการร้ าย
และเชลยจากสงครามในอัฟกานิสถานบนคุกอ่าวกวนตานาโมในสภาพที่ไร้ มนุษยธรรมอย่างมาก
                                                ่                     ้
แต่ก็กลับถูกยอมรับจากกฎหมายนานาชาติวาการกุมขังเชลยศึกเช่นนันเป็ นที่ยอมรับได้ แล้ วกระไร
กันเล่าพวกเขาจึงแสร้ งตบตาชาวโลกว่าพวกเขายอมรับกฎหมายทาสเชลยในอิสลามไม่ได้ อีก ???!
เหล่านี ้คือข้ อกฎหมายและแบบฉบับของท่าน ศาสนทูต ศ็อลฯ ที่เราจะพบจากช่วงชีวิตแห่งการทํา
                                ้
สงครามของท่านว่าน้ อยครังมากหรื อแทบไม่มีเลยที่ท่านจะตัดสินชะตากรรมของเชลยด้ วยการ
                                                                                    ้
ประหารหรื อไม่ก็กุมขังพวกเขาแบบที่ กฎหมายยุคปั จจุบันได้ กระทําไว้ เพราะฉะนันข้ อกฎหมาย
                                                   ~ 79 ~

                    ั                                   ้
ของอิสลามที่อนุมติให้ นําเชลยสงครามมาเป็ นทาสนันถือว่าเป็ นเพียงมาตรการการลงโทษทาง
                                                                     ่ ั
กฎหมายต่อผู้ละเมิดหรือเชลยศึกที่อิสลามกระทําไปในยุคอดีตควบคูกบการประกันสิทธิมนุษยชน
ทางกฎหมายแก่ทาสประเภทนี ไ้ ว้ เช่นเดียวกับที่ กฎหมายสากลในยุคปั จจุบันมีมาตรการในการ
                                                                             ้
ลงโทษผู้ละเมิดหรือเชลยศึกด้ วยการกุมขังในค่ายกักกันหรือคุกตะราง ดังนันข้ อกฎหมายเรื่ องทาส
                       ้                                                 ้
ในอิสลามประการนี จึงไม่มีสิ่งใดที่ ค วรจะถูก ประณามเพราะเป็ นพื น ฐานในการแก้ ไขปั ญ หา
                                                                ่
สงครามอย่างหนึ่งที่รัฐต่างๆทุกวันนี ้ก็กระทํากันอยู่ในรูปแบบที่ตางกัน หากแต่ความเข้ าใจผิดและ
          ึ              ่                                        ึ        ่
ความรู้สกไม่ดีที่คนมีตอข้ อกฎหมายนี ้ก็ล้วนแล้ วแต่มาจากความรู้สกไม่ดีตอคําว่า “ทาส” เพราะคน
            ั              ่                                                             ู
ยุคปั จจุบนนี ้มีโลกทัศน์ตอคําดังกล่าวในทางลบมากรวมถึงการขาดความเข้ าใจว่า “ทาส” ที่ถกระบุ
                                      ้
อยู่ในกฎหมายสงครามของอิสลามนันคือคนละความหมายกับทาสที่ทัศนคติของมนุษย์มีอยู่และ
                                    ้
เข้ าใจ เพราะทาสเชลยในอิสลามนันเป็ นเพียงบุคคลผู้ละเมิดต่อรัฐอิสลามซึ่ งถูกกฎหมายอิสลาม
                             ้             ั                                       ่
ใช้ มาตรการลงโทษเท่านัน ดังที่ท่าน ชัยคฺอชชันกีตีย์ (รอฮิมาฮุลลอฮฺ) ได้ อธิบายไว้ วา
 ‫أسبب املتك بالرق : هم المفر ، أُماربة اهلل أرسمل ، فإذا أقدر اهللُ املستمٌن اجملاهدنن الباذلٌن‬
                    َ
 ‫مهجهم أأمماهلم أمجيع قماهم أما ألطاهم اهلل فاممن تتمة اهلل هي المتيا لتى المفار : جمتهم‬     َُ
           ‫متماً هلم بالسيب إال إذا اخاار اإلمام املن أأ الفداء ملا ُب ذلك من املصتحة لتمستمٌن‬
                                                          َّ
“เหตุผลสาหรับการมี อยู่ของระบอบทาสก็ คือ(การลงโทษต่อ)กุฟรฺ (การปฏิ เสธศรัทธา)และการ
                                          ั
ต่อต้าน(ด้วยการทาสงคราม)ต่อพระองค์อลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ เมื่อพระองค์ อลลอฮฺได้  ั
       ั     ุ
อนุมติแก่มญาฮิ ดีนมุสลิ มซึ่งพวกเขาได้ถวายวิ ญญาณและทรัพย์สินของพวกเขาและการต่อสู้(เพื่อ
                                ้                               ั
อัลลอฮฺ)ด้วยกับความเข้มแข็งทังหมดของพวกเขาตลอดจนสิ่ งที่อลลอฮฺได้มอบแก่พวกเขา โดยทา
                             ั้                           ้                 ั
ให้พระดารัสของพระองค์นนสูงส่งเหนื อเหล่าผู้ปฏิ เสธ ดังนันพระองค์ จึงอนุมติทรัพย์ สินของพวก
                                                      ้
เขาด้วยการให้มีระบอบทาส(การนาเชลยมาเป็ นทาส-ผูแปล)จนกว่าผู้ปกครองมุสลิ มได้เลื อกที่จะ
ปล่อยเชลยให้เ ป็ นอิ สระไปปล่าวๆหรื อปล่อยเชลยด้วยการไถ่ ตัวก็ ได้ ห ากว่าสิ่ งดังกล่าวนั้น มี
ประโยชน์ต่อบรรดามุสลิ ม”61
                                                                    ั้                  ุ
          ในสงครามทางศาสนาที่เกิดขึ ้นระหว่างฝ่ ายมุสลิมกับศัตรูนน กรณีของเชลยศึกที่มสลิม
                                      ั้         ้          ้
ได้ มาไม่ว่าจะเป็ นชายหรื อหญิ งก็ดี นนมิใช่ว่าทังหมดเหล่านีจะถูกนํามาเป็ นทาสและปราศจาก
                                                              ้        ้      ้
ทางออกเลยโดยสิ ้นเชิง ในทางกลับกันการได้ เชลยศึกเหล่านีมาในเบืองแรกนันรัฐบาลหรื อผู้นํา
มุสลิมจะต้ องทําการประวิงเวลาเพื่อที่จะสามารถนําพวกเชลยเหล่านี ้ไปแลกเปลี่ยนคืนกันกับเชลย
           ู      ั
มุสลิมที่ถกศัตรูจบไปด้ วย ในช่วงระหว่างนี ้เชลยสงครามที่ตกอยู่ใต้ การจับกุมของชาวมุสลิมจะต้อง
ได้ รับ การปฏิบัติ ด้ วยความดี งามและอิสลามประณามการทารุ ณ กรรมเชลยสงครามทุก กรณี
                           ้
ชะตากรรมของเชลยจึงขึนอยู่กับฝ่ ายตรงข้ ามว่าจะยินยอมส่งเชลยศึกมุสลิมมาแลกเปลี่ยนคืน

61
     อัฎวาอุลบะยาน ฟี ตัฟซีริลกุรฺอาน บิลกุรฺอาน. เล่ม 3 หน้ า 120.
                                              ~ 80 ~

                                                                                     ้
หรือไม่เพราะชีวิตและเลือดเนื ้อของความเป็ นพี่น้องมุสลิมร่วมศาสนานันต้ องมาก่อนสิ่งใดทังสิ ้น     ้
ชาวมุสลิมจึงไม่มีสิ่งใดจะขัดขวางการแลกเปลี่ยนเชลยเพราะพวกเขาจะต้ องเห็นแก่อิสรภาพของพี่
                             ้
น้ องของพวกเขาเป็ นเบืองแรกก่อน ในทางตรงกันข้ ามเราพบว่าฝ่ ายศัตรูของมุสลิม เสียเองที่ไม่
ยิ น ยอมให้ มี ก ารแลกเปลี่ ย นเชลยเพราะนอกจากพวกเขาต้ อ งการจับ มุส ลิ ม เป็ นเชลยเพื่ อ
จุดประสงค์ใดก็ตามแต่แล้ ว พวกเขามักไม่แยแสสนใจต่อเพื่อนร่วมศาสนาของพวกเขาที่จะต้ องมา
ตกเป็ นเชลยสงครามในมือของมุสลิม ท่านอบุลอะอ์ลา เมาดูดีย์ได้ ทําการอรรถาธิบายโองการนี ้
(4:24) ไว้ วา   ่
                      ั
           “ไม่อนุมติให้ทหารคนใดมีความสัมพันธ์ ทางเพศกับเชลยสงคราม “ทันที ” ที่นางตกอยู่ใน
                                                              ้                   ั้
ความครอบครองของตน กฎหมายอิ สลามต้องการให้ส่งผูหญิ งเหล่านี้ทงหมดไปให้รัฐบาลที่มีสิทธิ
                                                                          ่            ั
จะปล่อยพวกนางให้เป็ นอิ สระ หรื อแลกเปลี่ยนนางกับเชลยมุสลิ มทีถูกศัตรูจบไปหรื อแจกจ่ายพวก
                                              ้                                          ้
นางให้แก่พวกทหาร และเฉพาะกับผูหญิ งที่รัฐบาลมอบให้อย่างเป็ นทางการเท่านันที่เป็ นที่อนุมติ            ั
ให้ทหารอยู่ร่วมกับนางฉันท์สามีภรรยา.”62
                    ้
           กระนันก็ตามหากการแลกเปลี่ยนเชลยมิอาจทําขึ ้นได้ แล้ ว ในกรณีของเชลยหญิ งที่ถูกจับ
มาสตรีเหล่านี ้จะถูกมอบหมายจากรัฐบาลอิสลาม(คอลีฟะฮฺหรื ออามีร)ให้ อยู่ในการรับผิดชอบดูแล
ของทหารมุสลิมแต่ละรายไปในฐานะที่นางเป็ นทรัพย์สงครามประเภทหนึ่งตามหลักการอิสลาม
                                                   ้
(ฆอนีมะฮฺ) กระบวนการมอบหมายดังกล่าวนีจะเกิดขึ ้นหลังจากสงครามสิ ้นสุดลงแล้ วและเหล่า
ทหารพร้ อมกับเชลยศึกได้ กลับมายังรัฐอิสลาม เมื่อรัฐบาลอิสลามพิจารณาแล้ วว่าจะมอบหมายให้
สตรีเชลยตกอยู่ในการครอบครองรับผิดชอบของทหารแต่ละรายไปนัน การมอบหมายเหล่านีจะ    ้                   ้
มอบหมายสิทธิทางกฎหมายแก่ทหารในการมีเพศสัมพันธ์กับนางแต่เพียงแค่เฉพาะกับสตรี ที่เขา
                                          ้
ได้ รับมอบจากรัฐบาลอิสลามเท่านัน เชลยหญิงรายอื่นที่เขาไม่ได้ รับมอบจะเป็ นที่ต้องห้ ามแก่เขา
                                                     ้
สิทธิที่ทหารได้ รับมอบหมายจากรัฐบาลอิสลามนันเรี ยกว่า “สิทธิของการเป็ นนายทาส” (Right of
                                                                   ั
Ownership) ต่อสตรี ที่ตนได้ รับมอบหมายมา และเมื่อสิทธิดงกล่าวได้ ถูกมอบหมายจากรัฐบาล
                                                                            ั
อิสลามแก่เขาไปแล้ วสิทธิประการนี ้จะเป็ นผลให้ เขาสามารถที่จะมีสมพันธ์ทางเพศกับนางได้ อย่าง
                                                            ึ
ถูกต้ องตามกฎหมาย กล่าวถึงตรงนี ้หลายคนอาจจะรู้สกรังเกียจและอยากจะประณามอิสลามว่า
                  ั     ุ               ั                       ึ่
เหตุใดจึงอนุมติให้ บรุษสามารถมีสมพันธ์ทางเพศกับสตรีซงไม่ใช่ภรรยาตามความเข้ าใจของมนุษย์
              ั
ยุคปั จจุบนได้ สิ่งที่จําต้ องยํ ้าเตือนแก่มวลมุสลิมกันเองอยู่เสมอก่อนก็คือว่าเมื่อกฎหมายชะรี อะฮฺ
                                            ั
ของอิสลามได้ ทําให้ สิ่งใดเป็ นที่อนุมติแก่เขาแล้ วมันเป็ นสิ่งจําเป็ นที่มวลมุสลิมจะต้ องยอมรับว่ามัน
            ู                                          ่
คือสิ่งที่ถกต้ องตามกรอบกฎหมายของอิสลาม ไม่วามันจะสวนทางกับอัตตาความรู้สกของค่านิยม        ึ
                                                                              ้
มนุษย์ หรื อไม่และไม่ว่าเราจะทราบถึ งวิทยปั ญ ญาที่ซ่อนเร้ นอยู่เ บืองหลังข้ อกฎหมายดังกล่าว
62
                                                                 ั
   เมาลานา ซัยยิดอบุลอะลาเมาดูดี. ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมายคัมภีร์อล-กุรอาน เล่ม 1. หน้ า 335. แปลโดย
บรรจง บินกาซัน
                                                               ~ 81 ~

                                                        ั          ุ                    ่
หรือไม่ก็ตาม เพราะมันเป็ นหน้ าที่บงคับแก่มสลิมที่จะต้ องเชื่อมันในข้ อกฎหมายเหล่านันแต่ไม่เป็ น                           ้
        ั           ุ
ที่บงคับแก่มสลิมที่จะต้ องดิ ้นรนแสวงหาเหตุผลอันแท้ จริงที่ซ่อนอยู่เบืองหลังข้ อกฎหมายต่างๆใน    ้
                                                 ้
อิสลาม อันเนื่องมาจากบางครังข้ อจํากัดด้ านองค์ความรู้และข้ อจํากัดด้ านกาลเวลาของเราอาจจะ
          ่
ไม่สงผลให้ การแสวงหาวิทยปั ญญาในข้ อกฎหมายต่างๆของอิสลามสําเร็จสมบูรณ์ขึ ้นได้
                             ั
                พระองค์อลลอฮฺตะอาลาได้ ตรัสไว้ ในอัลกุรอานไว้ วา                  ่
                        ‫قُل أَأَعْـاُم أَلتَم أَم ٱلتَّ ُ أمن أَظْتَم ِممَّن تاَم شهادة لكدهُ من ٱلتَّ ِ أما ٱلتَّ ُ بِغَافِل لما تَـممتُمن‬
                        َ َ ْ َّ َ ٍ                                 ِ ِ
                                                          ََ َ َ ًَ َ َ َ َ ْ ُ ْ ََ
                                                                                                                   ِ ْ
                                                                                                                      ُ ْ ْ
                                      ั                                                        ้
                ‚จงกล่าวเถิด(มุฮมมัด) ว่าพวกท่านรู้ดียิ่งกว่าอัลลอฮ์กระนันหรือ? แล้ วผู้ใดจะอธรรมยิ่งไป
                                                                                          ั้
กว่าผู้ที่ปิดบังหลักฐานจากอัลลอฮ์ ซึ่งมีอยู่ที่เ ขา และอัลลอฮ์ นนจะไม่ทรงเผลอในสิ่งที่พวกเจ้ า
กระทํากันอยู่‛ (2:140)
                      ้
                ดังนันเมื่อคนหนึ่งคนใดไม่สามารถที่จะแสวงหาวิทยปั ญญาซึ่งถูกซ่อนเร้ นอยู่เบืองหลังข้ อ                          ้
กฎหมายอิสลามแต่ละประการได้ เพราะความอับจนทางวิชาการของเขา ตัวเขาเองก็ไม่มีสิทธิที่จะ
ประณามกฎหมายอิสลามด้ วยความไม่ร้ ู ของเขาเองได้ เพราะในทางตรงกัน ข้ ามแล้ ว ไม่ มี ข้อ
กฎหมายชะรีอัตข้ อใดในอิสลามที่จะสวนทางหรื อไม่ กินกับสติปัญญาและวิทยญานของ
มวลมนุษย์ ได้ ดังเช่นข้ อกฎหมายเรื่ องของการหลับนอนกับทาสหญิ งของพวกเขาโดยไม่ต้องทํา
การแต่งงานซึ่งพอจะประมวลวิทยปั ญญาของมันได้ ดงนี ้                          ั
                การเป็ นนายทาสเหนือทาสหญิ งอย่างถูกต้ องตามกฎหมายซึ่งมุสลิมคนหนึ่งได้ รับสิท ธิ
                                             ้
ดังกล่าวจากรัฐบาลอิสลามนันในทางเดียวกันมันก็ได้ มอบการกระทําที่ถกต้ องตามกฎหมายแก่ทง                ู                                      ั้
                                                             ่
สองในการที่จะสามารถมีเพศสัมพันธ์ตอกันได้ เพราะในขณะที่ “พิธีการแต่งงาน” ได้ มอบสิทธิ ทาง
                         ู                 ั
กฎหมายแก่ ผ้ ชายในการมีสมพัน ธ์ทางเพศต่อสตรี ที่เ ขาแต่งงานด้ วย การครอบครองทาสหญิ ง
อย่างถูกต้ องตามกฎหมายก็คือกระบวนการที่ได้ เข้ าไป “แทนที่ ” พิธีการแต่งงานที่ ผ้ ชายจะต้ อง                             ู
                                                                                      ้
กระทําต่อ สตรี ที่เ ขาพึงใจ เพราะสถานภาพของหญิ งทาสนัน อิสลามมิได้ พินิจ นางอย่ างตํ่าๆว่า
“ทาสสวาท” (Sex Slave) ดังที่พวกอนารยะชนคนเถื่อนกําลังเข้ าใจไปก็หาไม่ ในทางกลับกันนาง
จะถูกเรียกว่า “ศัรรียะฮฺ” ( ‫ ) سرنة‬ซึ่งเป็ นคําที่มาจากรากศัพท์ในภาษาอาหรับว่า “อัล-ศิร”
( ‫ ) السر‬อัน หมายถึงการแต่งงานนั่นเอง ดังนันฐานะของทาสหญิ งในอิสลามจึงมิใช่นางบําเรอ
    ِّ ِّ                                                             ้
หากแต่น างเพียงดํารงอยู่ในสถานภาพทางสังคมที่ มีความแตกต่างกันเพี ยงแค่ในกระบวนการ
                               ั้                     ั          ั                           ้
เริ่มต้ นที่จะทําให้ ทงสองได้ รับอนุมติให้ มีสมพันธ์ทางเพศได้ เท่านัน กล่าวคือ สตรี ที่เป็ นเสรี ชนนัน                                   ้
              ่
โดยทัวไปแล้ วพวกเขาไม่สามารถที่จะถูกครอบครอง.ซื ้อขายเช่นหญิ งทาสได้ ด้ วยเหตุนีการที่ชาย                                    ้
                                               ั          ั้                  ้
หญิงจะสามารถร่วมประเวณีกนได้ นนจึงจะต้ องผ่านขันตอนทางกฎหมายอิสลามเสียก่อนนั่นคือ
                                                                                ่   ่
การแต่งงานซึ่งเมื่อพิธีการสมรสได้ เกิดขึ ้นแก่ชายหญิงคูหนึ่งคูใดแล้ ว พิธีสมรสจะมอบสิทธิทางเพศ
            ู
แก่ผ้ ชายในการที่เขาจะร่วมหลับนอนกับภรรยาของตน ในทางตรงกันข้ ามทาสหญิ งนันสามารถที่                                    ้
                                         ั ้
จะครอบครองหรือซื ้อมาได้ ดงนันเมื่อชายใดได้ สิทธิทางกฎหมายในการเป็ นนายทาสต่อทาสหญิ ง
                                           ~ 82 ~

คนหนึ่งคนใดแล้ ว สิทธิในการเป็ นนายทาสนี ้จะเป็ นกระบวนการทางกฎหมายใหม่ที่เข้ าไปแทนที่
การแต่ง งานระหว่า งนายทาสกับ ทาสหญิ ง ของตนและนํ า มาซึ่ ง สิ ท ธิ ข องนายทาสในการมี
                ั                                                  ั        ้
เพศสัมพันธ์กบทาสหญิงด้ วยเช่นกัน ลักษณะของกฎหมายชะรีอตประเภทนีจะมีพบคล้ ายๆกันใน
                                ้
เรื่องของการรับประทานเนือสัตว์เป็ นอาหาร กล่าวคือในกรณีของประเภทสัตว์บกแล้ ว การเชือด
สัตว์พร้ อมกับการกล่าวว่า “บิสมิลละฮิอัลลอฮุอักบัร” จะเป็ นกระบวนการทางกฎหมายที่มอบ
                                                                 ้               ้
สิทธิการรับประทาน(หะล้ าล)แก่มนุษย์ แต่ในกรณีของสัตว์นํา เช่น ปลา, การซือปลา(ในตลาด),
                                            ั
การจับมันมาจากหนองบึง,หรื อการได้ มนมาอย่างถูกกฎหมาย(ไม่ได้ ขโมย)จะมอบสิทธิของการ
                         ู ั้          ่           ั
เป็ นเจ้ าของแก่มนุษย์ผ้ นนและนําไปสูการอนุมติ(หะล้ าล)ที่จะกินมันได้ โดยไม่ต้องทําการเชือดอีก
                                                                              ้
ตัวอย่างกฎหมายดังกล่าวนีเ้ ราจะพบว่า ในกรณีของการรับประทานปลานันการได้ มนมาอย่าง     ั
ถูกต้ องตามกฎหมายจะมอบสิทธิการรับประทาน(หะล้ าล)แก่มนุษย์ซึ่งเป็ นกระบวนการที่เข้ าไป
แทนที่ ก ารเชื อดสัต ว์ซึ่งมอบสิท ธิ แก่ มนุษ ย์ ใ นการรับ ประทานสัตว์บ กได้ ข้ อกฎหมายเหล่า นี ้
สามารถที่จะเปรี ยบได้ กับกรณีของสัมพันธ์ทางเพศว่าการเป็ นเจ้ าของต่อทาสหญิ งอย่างถูกต้ อง
                   ้                      ั                            ั
ตามกฎหมายนันได้ ทําให้ นางเป็ นที่อนุมติแก่นายของนางที่จะมีสมพันธ์ทางเพศกับนางได้ โดยไม่
                                                          ้                        ั
ต้ องผ่านพิธีการแต่งงานอีก พิจารณาจากข้ อเท็จจริ งทังหมดนี ้เราจึงพบว่าการอนุมติการหลับนอน
กับทาสหญิงโดยมิต้องผ่านการแต่งงานจึงเป็ นข้ อกฎหมายของอิสลามที่มิใช่การกระทําทางเพศอัน
ป่ าเถื่อนหรือไร้ อารยธรรมแต่อย่างใดเลย ในทางตรงกันข้ ามข้ อกฎหมายดังกล่าวคือ ความสัมพันธ์
ระหว่างปั จเจกชนที่วางรากฐานอยู่บนศีลธรรมจรรยาเทียบเท่ากับสัมพันธ์ทางเพศที่สามี -ภรรยามี
ต่อกันด้ วยซํ ้าไป โดยพิจารณาจากข้ อเท็จจริงทางกฎหมายที่ว่าความสัมพันธ์ที่นายทาสมีต่อทาส
                                                     ้
หญิ งกับ ความสัมพัน ธ์ที่ นายทาสมีต่อภรรยานันคือความสัมพันธ์ท างเพศที่ ต่างก็ มีจุดร่ วมและ
                                                                         ้
ขอบข่ายของกฎหมายที่คล้ ายคลึงกัน กล่าวคือ ในกรณีข องภรรยานันตามกฎหมายของอิสลาม
ภรรยาไม่สามารถที่จะมี 2 สามีหรือร่วมประเวณีกับชายอื่นได้ กรณีของทาสหญิ งก็เช่นเดียวกันที่
                                                                     ้
นางจะไม่อาจมีนายทาส 2 คนเพื่อการร่วมประเวณีกับนางได้ ทังสตรี ไทและทาสหญิ งต่างก็มีจุด
                     ่                                 ั้
ร่วมเหมือนกันที่วาบุคคลที่มีสิทธิร่วมเพศกับนางได้ นนมีเพียงแค่คนเดียว คือสามีและนายทาสของ
                                                               ้
นางตามลําดับ ความเหมือนในลําดับ ต่อมาก็คือ สตรี ไทนัน การแต่งงานของนางได้ วางอยู่บ น
                              ู
ขอบข่ายทางกฎหมายที่มีบรณภาพ หมายถึง นางไม่สามารถที่จะทําการแต่งงานพรํ่ าเพรื่ อกับชาย
คนใดที่พึงใจได้ จนกว่าการแต่งงานเดิมของนางจะสิ ้นสุดลงผ่านกระบวนวิธีที่เราเรียกว่า “การหย่า”
                                               ่
ทาสหญิงเชลยก็เช่นเดียวกันหากว่านางได้ ผานการแต่งงานมาก่อนแล้ วในดินแดนอื่นๆและได้ ถูก
                          ่
จับมาเป็ นเชลยเข้ ามาสูดินแดนมุสลิมเพียงนางผู้เดียวเดียวโดยปราศจากสามีของนาง ดังนันก็ยัง ้
                            ้
ไม่เป็ นอนุญาตแก่ใ ครทังสิ ้นที่ จะแตะต้ องตัวนางจนกว่าสถานภาพการแต่งงานเดิมของนางจะ
สิ ้นสุดลงซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะกระทําได้ เ มื่อรัฐ บาลอิสลามประกาศมอบหมายให้ เ ขาอยู่
ภายใต้ การดูแลของมุสลิมในฐานะทาสหญิงเพราะการนํานางเข้ าสู่รัฐอิสลามในฐานะเชลยนันจะ         ้
                                              ~ 83 ~

เป็ นผลให้ การแต่งงานของเชลยหญิงสิ ้นสุดลง จากสาเหตุที่ว่ามันย่อมเป็ นไปไม่ ได้ ที่สามีของนาง
                                                                                  ้
ซึ่งอยู่ใ นเขตรัฐ ที่ เ ป็ นศัต รู กับ อิสลามจะยังคงสถานะของการเป็ นสามีทังที่ ภรรยาของเขาเป็ น
                                                                  ั้
ประชากรของรัฐอิสลามไปแล้ ว เพราะมันย่อมเป็ นไปไม่ได้ ที่ทงสองจะเดินเหินฝ่ าวงล้ อมแห่งความ
                                                                                             ั
ขัดแย้ งระหว่างรัฐอิสลามกับรัฐศัตรูเพื่อมาพบปะอยู่ร่วมกันฉันท์ สามี-ภรรยา และนี่ก็ยงเป็ นเหตุผล
     ่                                 ู่              ู
ที่วาเหตุไฉนเลยในกรณีที่คสามี-ภรรยาได้ ถกจับมาเป็ นเชลยของรัฐอิสลามด้ วยกันนันชาวมุสลิมจึง ้
                ั
ไม่ได้ รับ อนุมติ ให้ มีสัมพัน ธ์ท างเพศกับนางตามกฎหมายนี ไ้ ด้ เ พราะการแต่งงานของนางยังไม่
                                   ่                                                   ้ ้
สิ ้นสุดลงจากข้ อเท็จจริงที่วาสามีของนางก็ได้ ถูกจับมาเป็ นทาสด้ วย! ดังกล่าวนีบ่งชีว่าอิสลามได้
เคารพในบูรณภาพของครอบครัวและฐานะของการเป็ นสามี -ภรรยาที่มิอาจจะทําการข่มเหงสตรี
                                                         ั
แต่อย่างใดได้ เพราะหากอิสลามมีข้ออนุมติให้ ‚ข่มขืน‛ แล้ วไซร้ อิสลามไม่จําเป็ นต้ องเคารพใน
                                                                       ้
บูรณภาพแห่งครอบครัวของเชลยหญิ งเลยเพราะการข่มขืนนันไม่ อยู่ใต้ อํานาจของศีลธรรมใดๆ
                                                     ้
นอกจากอํานาจแห่งความเป็ นสัตว์เท่านัน ความเหมือนประการต่อมาก็คือในกรณีของหญิ งไทนัน                    ้
หากนางได้ หย่าร้ างจากสามีเดิมแล้ ว กว่านางจะแต่งงานใหม่ได้ นางจะต้ องผ่านช่วงเวลาที่เรี ยกว่า
“อิดดะฮฺ” ไปก่อนนางจึงจะแต่งงานใหม่ได้ ซึ่งอิดดะฮฺตรงนี ้หมายถึงช่วงเวลาที่รอให้ มดลูกของสตรี
                                             ้             ้
สะอาดจากเชื ้อสุจิเดิมของสามีนาง ทังนี ้ก็เพื่อปองกันความสับสนในบุตรที่จะเกิดขึ ้นมาว่าเป็ นของ
                                                             ่       ู
สามีเก่าหรือสามีใหม่ ทาสหญิงก็เช่นเดียวกันที่วาหากนางได้ ถกตัดสินเป็ นทาสไปแล้ วกว่านายของ
นางจะสามารถร่ วมหลับ นอนกับ นางได้ นางจะต้ องพ้ นช่ว งเวลาของความสะอาดในมดลูก
เช่นเดียวกันเรียกว่า “อิสติบรออ์” ซึ่งแล้ วแต่กรณีไปบางรายก็จะต้ องรอให้ นางหมดรอบเดือนหรื อ
30 วัน บางรายก็จะต้ องรอถึง 2 รอบเดือนหรือ 60 วัน เราได้ หลักฐานจากหะดีษที่วา            ่
                          ، ‫أال حيل المرئ نؤمن باهلل أاليمم اآلخر أن نقع لتى امرأة من السيب حْى نساِبئها‬
                                     ั    ุ
            ‚และไม่เป็ นที่อนุมติแก่บรุษซึ่งศรัทธาในอัลลอฮฺและวันสุดท้ ายจะทําการร่วมประเวณีกับ
สตรีที่ตกเป็ นเชลยจนกว่าเขาจะได้ พิสจน์จนประจักษ์ แจ้ งแล้ วว่านางมิได้ ตงครรภ์(กับสามีเดิม) 63
                                               ู                               ั้
                                                                ้
            ความเหมือนประการต่อมาก็คือกรณีของหญิงไทนันการแต่งงานจะกลายมาเป็ นข้ อบังคับ
                                                                                               ้
ให้ สามีของนางต้ องเลี ้ยงดูนางด้ วยการมอบอาหาร,เสื ้อผ้ า,ที่อยู่อาศัยให้ สิ่งดังกล่าวทังหมดก็เป็ น
สิทธิของทาสหญิงเช่นเดียวกันที่นางจะต้ องได้ รับจากนาย ความเหมือนประการต่อมาคือ ในกรณี
                  ้
ของหญิงไทนันการแต่งงานจะยังผลให้ ญาติสนิทของนางเช่น แม่,น้ องสาว,พี่สาว เป็ นที่ต้องห้ ามใน
          ั
การมีสมพันธ์ทางเพศกับสามีของนาง ทาสหญิ งก็เช่นเดียวกันที่ว่าหากนายทาสได้ มีสมพันธ์ทาง            ั
เพศกับนางแล้ วญาติสนิทของนางจะเป็ นที่ต้องห้ ามสําหรับนายทาสของนางด้ วย ความเหมือน
                                                 ้
ประการต่อมาคือในกรณีของหญิงไทนันบุตรที่เกิดมาจะต้ องเป็ นบุตรตามกฎหมายและรับมรดกได้
                                                   ่
และกรณีของทาสหญิงก็เช่นเดียวกันที่วา บุตรที่เกิดจากนางจะเป็ นบุตรตามกฎหมายเสมอภาคกับ

63
           ั
     อัสสุนนอัล-กุบรอ. หมายเลขหะดีษ : 15111
                                              ~ 84 ~

บุตรของภรรยาและสามารถรับมรดกของบิดาได้ เท่าเทียมกันด้ วย มิหนําซํ ้ายังทําให้ มารดาของนาง
                        ่                                                          ่
พ้ นสภาพของการเป็ นทาสสูความเป็ นไทด้ วย!! ท่านเมาดูดีได้ อธิบายข้ อกฎหมายนี ้ไว้ วา

                                                                ้
               “ไม่มีใครอื่นนอกไปจากผู้ที่ได้รับทาสหญิ งเท่านันที่มีสิทธิ จะ “สัมผัสเธอ” ลูกหลานของ
ทาสหญิ งที่เกิ ดกับเขาจะเป็ นเด็กที่ถูกต้องตามกฎหมาย และจะมีสิทธิ ทางกฎหมายเหมือนกับสิ ทธิ
ที่กฎหมายของพระเจ้ามอบให้กับลูกๆที่มาจากท้องของเขา หลังจากที่ให้กาเนิ ดลูกแล้วนางไม่
อาจจะถูกไปขายเยี่ยงทาสอี กต่อไป และนางจะเป็ นอิ สระทันที โดยปริ ยายหลังจากนายของนาง
เสียชี วิต”64
                                                       ั
               ข้ อกฎหมายของอิสลามได้ ทําการปฏิวติความตํ่าช้ าของสิทธิมนุษยชนที่มีอยู่ในสังคมโลก
   ้                  ้
ทังหมดขณะนัน เพราะนอกจากบุตรของทาสหญิ งจะได้ รับเกียรติเสมอภาคเช่นเดียวกับ บุตรของ
                            ้
ภรรยาแล้ ว การตังครรภ์ของนางจะเป็ นเหตุให้ การเป็ นทาสสิ ้นสุดลง เรี ย กได้ ว่าเป็ นการทําลาย
โครงสร้ างที่ชั่วร้ ายของสังคมโดยยึ ดเอาจุดอ่อนของมนุษย์(เรื่ องความต้ องการทางเพศ)มาเป็ น
                        ่                    ั           ้                 ้        ้
ใบเบิกทางไปสูอิสรภาพของมนุษย์กนเอง ดังนันจุดร่วมที่เหมือนกันทังหลายทังปวงนีระหว่างสตรี    ้
ไทกับทาสหญิงย่อมเป็ นสิ่งที่ไม่กินกับสติปัญญามากหากใครบางคนจะมองว่าสัมพันธ์ทางเพศกั บ
ทาสหญิ ง เป็ นเรื่ อ งที่ น่ า ประณามเพราะนั่ น หมายความว่ า เขาจะต้ องท าการประณาม
ความสัมพันธ์ ทางเพศของสามี-ภรรยาไปในตัวด้ วยเช่ นกัน
                                         ่
               ข้ อครหาและคําวิจารณ์ตอกฎหมายอิสลามในเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศกับทาสนีเ้ กิดขึ ้น
จากการมุ่งแต่จ ะพิ จ ารณาว่า “แต่ง งานหรื อ ไม่แต่ง งาน” กัน เพี ย งจุดเดี ย วโดยไม่พิ จ ารณา
                                                 ุ           ้
องค์ประกอบแห่งความสมบูรณ์และมีดลยภาพใดๆทังสิ ้นในข้ อกฎหมายนี ้เลย ทังที่การขาดหายไป  ้
                                               ้
ของพิ ธีก ารแต่งงานของทาสหญิ งนัน ก็ ล้วนแล้ วแต่มีเ หตุผลทางกฎหมายในการรองรับ ทังสิน           ้ ้
                          ่                ั
กล่าวคือหากเรามุงที่จะให้ การมีสมพันธ์ทางเพศกับทาสหญิงต้ องเกิดขึ ้นผ่านกระบวนการแต่งงาน
เพี ย งอย่ างเดี ย วแล้ ว นั่น จะรั งแต่เ ป็ นการสร้ างข้ อกฎหมายที่ สับ สนและขบขัน แก่ ศาสนาของ
                                 ่
อัลลอฮฺอย่างแน่นอน นันก็เพราะว่าการแต่งงานคือการมอบ “มะฮัร” (สินนํ ้าใจแก่เจ้ าสาว) ดังที่อล        ั
กุรอานได้ บัญชาไว้ (อัลกุรอาน 2:24) มะฮัรจึงเป็ นเงื่อนไขสําคัญของการแต่งงานในกฎหมาย
อิสลาม อย่างไรก็ตามหากผู้ชายจําต้ องมอบมะฮัรแก่ทาสหญิ งเพื่อการแต่งงานแล้ วมันก็ย่อมเป็ น
สิ่ง ที่ เ ป็ นไปไม่ไ ด้ ที่ เ ขาจะกระทํ า เช่น นัน เพราะว่า โดยความเป็ นทาสแล้ ว นางไม่มี ก รรมสิ ท ธิ์
                                                   ้
ครอบครองในทรัพย์สินใดๆ เสื ้อผ้ าที่อยู่อาศัยที่นางมีอยู่ก็ล้วนแล้ วแต่เป็ นทรัพย์สินของนายทาสที่
                                                                              ่
อิสลามบัญชาให้ มอบแก่นางไว้ ใช้ สอย หากการแต่งงานคือการให้ มะฮัรนันก็หมายความว่านางจะ
ไม่มีสิทธิในการครอบครองมะฮัรเพราะนางเป็ นทาส มะฮัรที่นายทาสมอบให้ เพื่อการแต่งงานก็จะ
ย้ อนกลับ ไปหานายทาสเสี ย เองการแต่ง งานก็ จ ะกลายเป็ นว่า นายทาสต้ องมอบมะฮัร แก่
64
     เมาลานา เมาดูดี. อ้ างแล้ ว.
                                                 ~ 85 ~

                                                 ้
ตัวเอง!!???! นายทาสจึงกลายมาเป็ นทังผู้ให้ มะฮัรและผู้รับมะฮัรในเวลาเดียวกัน !? การกระทํา
   ้
ทังหมดนี ้จะกลับกลายมาเป็ นเรื่องตลกขบขันของพิธีการแต่งงานอันสําคัญยิ่งในหลักการอิสลาม
และนี่ แหละคื อเหตุผลอัน สําคัญที่ อิสลามไม่อนุมัติให้ นายทาสทํ าการแต่งงานกับทาสหญิ งใน
สภาพที่นางยังคงเป็ นทาสอยู่เว้ นแต่จะเขาจะปล่อยนางให้ เป็ นไทเสียก่อน
           ท่านเชคซอและฮฺ อัฃเฟาซาน ได้ กล่าวว่า
         ‫حيرم لتى المبد أن نازأج سيدت لإلمجاع ، أألع ناكاَب تمهنا سيدت مع تمع زأجها ؛ ألن لمل مكهما‬
                                                                      ‫ممتم‬
     ‫أحماماً. أحيرم لتى السيد أن نازأج تا ؛ ألن لقد املتك أقمى من لقد الكماح ، أال جيامع لقد مع ما‬
           ٌ
                                                                                          ‫هم أيمف مك‬
                                                                                             ُ
           “และเป็ นที่ต้องห้ ามสําหรับทาสชายที่จะแต่งงานกับนายหญิงของเขาตามมติเอกฉันท์ของ
ปวงปราชญ์ เพราะว่า มัน มีค วามแตกต่า งระหว่า งสถานภาพของนาง ในการเป็ นภรรยากับ
สถานภาพของทาสในการเป็ นสามี กล่าวคือระหว่างทาสชายกับนายหญิงนันอยู่ใต้ ข้อกฎหมายแต่ ้
ละข้ อที่แตกต่างกันไป และมันคือสิ่งที่ต้องห้ ามสําหรับนายทาสที่จะแต่งงานกับทาสหญิ งของเขา
เพราะว่าสถานภาพของการเป็ นนายทาสคือสิ่งที่หนักกว่านิติกรรมสัญญาทางการแต่งงานและนิติ
กรรมสัญญาจะไม่ถกรวมเข้ ากับสิ่งอื่นที่มีสภาพเบากว่า”65
                       ู
                                  ้
           คําพูดของท่านเชคนันโดยสรุปแล้ วหมายความว่าการแต่งงานข้ ามสถานภาพกันระหว่าง
นายทาสกับทาสหญิงหรือระหว่างทาสชายกับนายหญิงคือสิ่งที่ไม่เป็ นที่อนุญาต เพราะระหว่างเสรี
                ้
ชนกับทาสนันยังมีข้อกฎหมายที่แตกต่างกันอยู่เช่น บทลงโทษการผิดประเวณีที่ทาสจะได้ รับโทษ
เบากว่าเสรีชน ในขณะเดียวกันหากนายทาสจะทําการแต่งงานกับทาสหญิ งนันเขาจําต้ องปล่อย       ้
                                              ั                                 ั่
นางให้ เป็ นไทก่อนแล้ วจึงแต่งงานได้ อนเป็ นข้ อส่งเสริมสําคัญที่ท่านนบีได้ สงใช้ ไว้ แต่ไม่อนุญาตให้
นายแต่งงานกับนางในสภาพที่นางยังเป็ นทาสอยู่ อย่างไรก็ตามแต่กรณีของการที่นางทาสจะแต่ง
                               ้
กับ ชายอื่น ที่ เป็ นเสรี ช นนัน เป็ นสิ่งที่ กระทํ าได้ ภายใต้ ก ารอนุญ าตของนายเสมือนบิ ดาอนุญ าต
บุตรสาว
           เมื่อความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างนายทาสกับทาสหญิ งของเขาตามข้ อกฎหมายอิสลาม
แทบจะเป็ นเนื ้อเดียวกันกับความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างสามี-ภรรยาแล้ ว ข้ อวิภาษประการต่อมา
ที่ควรพิจารณาก็คือความสัมพันธ์ทางเพศในรูปแบบนี ้แตกต่างอย่างไรกับโลกทัศน์ในเรื่ องเมียลับ
                                                                                     ้ั
(Mistress) ,โสเภณี (Prostitution) ของสังคมในยุคปั จจุบัน นี่คือตัวแปรชีวดสําคัญที่ผ้ ต่อต้ าน  ู
กฎหมายประการนี ้ของอิสลามจะต้ องยึดถือเป็ นสรณะในหัวขมองของพวกเขา เพราะย่อมไม่เป็ น
                                                                    ้
การประเทื องปั ญ ญานักหากเขาจะต่อต้ านกฎหมายข้ อนี ของอิสลามอย่างปราศจากการยึดถื อ



65
           ั
     อัลมุลคคอศ อัลฟิ กฮีย์. เล่ม 1 หน้ า 196.
                                              ~ 86 ~

สมมุติฐานสนับสนุนรูปแบบทางเพศอันน่ารังเกียจที่พวกเขาเข้ าใจว่าเป็ นรูปแบบความสัมพันธ์ทาง
เพศในกฎหมายทาสของอิสลาม
                                                                  ั้
        ในกรณีของทาสสวาทหรือทาสหญิงโสเภณีนน สตรีเปรียบดังผู้ขายเรือนร่างตัวเองแลกกับ
ค่าธรรมเนียมการบริการแก่ชายใดก็ตามที่พึงใจหมายใคร่และพร้ อมจ่ายเพื่อเสพสุขกับตัวนางซึ่ง
แตกต่างกับทาสหญิงในอิสลามที่พวกนางเป็ นสมาชิกหนึ่งในครอบครัว! ในขณะที่การค้ าประเวณี
ด้ วยหญิงทาสทําให้ นางต้ องตกเป็ นเครื่องระบายกามคุณของบุรุษมากหน้ าหลายตาแต่ทาสหญิ ง
ในอิ สลามสามารถมีสัมพัน ธ์ ท างเพศได้ เ พี ย งกับ ชายผู้เ ดีย วนั่น คือ นายของนางบนฐานของ
               ุ
ความสัมพันธ์ดจดังสามี-ภรรยา ต่ างกันเพียงแค่ ว่าภรรยาเข้ าสู่การเป็ นสมาชิกของครอบครัว
ผ่ านการมอบหมายของผู้ปกครองสตรี (วะลี) ในขณะที่ทาสหญิงเข้ า สู่การเป็ นสมาชิกใน
ครอบครัวผู้ชายผ่ านการมอบหมายของผู้ปกครองรัฐ! ในขณะที่หญิงทาสโสเภณีหรือระบอบ
เมียลับของคนในยุคปั จจุบัน วางฐานความสัมพัน ธ์บ นความไร้ รับ ผิดชอบแต่สตรี ท าสในสังคม
อิสลามพวกนางล้ วนได้ รับเกียรติและการดูแลรับผิดชอบจากนายของนาง บุตรของนางก็มีเกียรติ
                                                                                    ู
เฉกเช่นเดียวกับบุตรสตรีไททุกประการ ในสังคมมุสลิมพวกนางจะไม่ถกมองว่าเป็ นนางบําเรอหรื อ
                                                  ู               ั
เมียลับแต่อย่างใด เพราะเป็ นที่ต้องห้ ามที่ผ้ ชายซึ่งมีสมพันธ์ทางเพศกับทาสหญิ งจะทําการปกปิ ด
                 ั
ความสัมพันธ์ดงกล่าวต่อสังคมภายนอกประหนึ่งราวนางเป็ นเมียน้ อยก็มิปาน กลับกันเขาจะต้ อง
                        ั             ั                                          ั
เปิ ดเผยความสัมพันธ์ดงกล่าวแก่สงคมภายนอกรับรู้เสมือนกับที่สงคมรับทราบว่าใครคือภรรยา
ของเขา
                                                                               ้
        กฎหมายอิสลามจึงพิจารณาว่าสตรี ไทและทาสหญิ งนันต่างก็ มีสถานะภาพเหมือนกัน
                      ้                             ้
กล่าวคือนางเป็ นชนชันที่มีเกียรติด้วยกันทังคู่มิใช่ถือว่าภรรยาเป็ นเมียหลวงและทาสคือเมียลับ
                                                      ้ ้
นางบําเรออย่างที่บางสังคมได้ กระทํา เพราะทังนีพวกนางเป็ นหนึ่งในองค์ประกอบสําคัญในการ
สืบเผ่าพันธุ์และสรรสร้ างครอบครัวแก่มวลมนุษย์ เราจะพบว่าอัลกุรอานนันได้ ยอมรับต่อสภาพ       ้
                    ่
ธรรมชาติของมนุษย์วามีความหิวกระหายต่อการร่วมเพศกันทุกคน ดังนันกฎหมายของพระเจ้ าจึง    ้
                                                                          ่
บัญญัติขอบเขตของการร่วมเพศอย่างถูกต้ องว่าชายหญิงที่ผานการร่วมเพศอย่างถูกต้ องนันจะไม่                 ้
เป็ นบาป ภรรยาและทาสหญิ งต่างก็อยู่ในฐานะอันมีเกียรติเช่น เดียวกันจากข้ อเท็จจริ งที่ว่าพวก
           ้
นางได้ ป กป องธรรมชาติ ท างเพศอัน ดิบ สากของบุรุษ จากความบาปและความโสมมให้ อยู่ใ น
ครรลองคลองธรรมอันถูกต้ อง อัลกุรอานกล่าวว่า
                                         َ َ ْ ِ ِ ُُ ْ ُ َ ِ َ
                                         ‫أٱلَّذنن هم لِفرأجهم حافِظُمن‬
                            ِ                                        َ َ َ ْ ْ ِ ِ َ ْ َٰ َ
                          ‫إِالَّ لتَى أَزأاجهم أَأ ما متَم ْ أَْديَاعـُهم فَِإعـَّهم يْيـر متُممٌن‬
                          َ َ ُ َ ُْ ُْ
        “และบรรดาผู้ที่ระวังรักษาทวารของพวกเขา(จากการผิดประเวณี) นอกจากแก่ค่ครองของ                  ู
                                                                            ้
พวกเขาหรือที่มือขวาของพวกเขาครอบครองในลักษณะเช่นนันพวกเขาจะไม่เป็ นที่ถกตําหนิ ” (อัล              ู
กุรอาน 70:29-30)
                                                  ~ 87 ~

             จากโองการนี ้เราจะพบว่าโดยพื ้นฐานทางธรรมชาติแล้ วอิสลามมองเรื่องของกามารมณ์ว่า
                                                ้                            ้
เป็ นสิ่งโสมมสําหรับมนุษย์ ด้ วยเหตุนีอิสลามจึงเรี ยกร้ องให้ มนุษย์ทั งชายและหญิ งปกปองรักษา  ้
อวัยวะเพศตัวเองจากการร่วมประเวณีที่ไร้ ขอบเขตและผิดบาป ขณะเดียวกันอิสลามก็พิจารณาว่า
มนุษย์ไม่สามารถหนีออกจากความต้ องการทางเพศได้ อิสลามจึงเปิ ดทางให้ แก่สมพันธ์ทางเพศที่ ั
                                      ้
ถูกต้ องเพี ยงแค่ 2 ทางเท่านันคือ การร่วมเพศกับภรรยา และการร่ วมเพศกั บทาสหญิ งของนาง
                 ้
ด้ วยเหตุนี ้ทังทาสหญิงและภรรยาจึงต่างก็เป็ นองค์ประกอบสําคัญที่จรรโลงสังคมอิสลามให้ อยู่ใน
                            ู
กรอบของทางเพศที่ถกต้ อง พวกนางจึงถูกมองว่าเป็ นหนทางแห่งการปกปองการผิดประเวณีแก่   ้
                                                                       ู
มนุษย์ ดังที่อิมามชาฟิ อีย์ (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน) ปราชญ์ผ้ ยิ่งใหญ่ของโลกอิสลามได้ กล่าวว่า
                   ‫فدل تااب اهلل لز أجل لتى أن ما أباح من الفرأج فإمنا أباح من أحد المجهٌن الكماح أأ ما‬
                                                                                            ‫متم اليمٌن‬
                                                                               ้         ั
             “คัมภีร์ของอัลลอฮฺได้บ่งชี้ว่าความสัมพันธ์ ทางเพศในอิ สลามนันเป็ นที่อนุมติเพี ยงแค่ใน 2
กรณี เท่านันคือภรรยาและสิ่ งที่อยู่ในมือขวาของพวกเขา”66
               ้
             ท่านอิบนิญะรีร อัฏฏ็อบะรีย์ (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน) ได้ กล่าวว่า
‫نقمل تماىل ذتره : أالذنن هم لفرأجهم حافظمن ، حافظمن لن تل ما حرم اهلل لتيهم أيمها في ، إال‬
                                 .‫أهنم يًن متممٌن ُب ترك حفظها لتى أزأاجهم أأ ما متم أدياهنم من إمائهم‬
                                        ่
             “อัลลอฮฺทรงดํารัสไว้ วา และบรรดาผู้ที่ระวังรักษาทวารของพวกเขา(จากการผิดประเวณี)
                    ้                                                    ั
หมายถึง ปกปองอวัยวะเพศของพวกเขาจากการกระทําทุกสิ่งที่อลลอฮฺได้ ทรงห้ ามไว้ และพวกเขา
         ู                                  ้
จะไม่ถกตําหนิหากพวกเขามิได้ ปกปองตนเองจากภรรยาหรือจากทาสหญิงที่อยู่ในมือขวาของพวก
เขา”67
                          ุ
             ท่านอิบนุกดามะฮฺ กล่าวว่า
             ‫أال خالف ُب إباحة الاسري أأطء اإلماء ; لقمل اهلل تماىل : أالذنن هم لفرأجهم حافظمن إال‬
                                                        ‫لتى أزأاجهم أأ ما متم أدياهنم فإهنم يًن متممٌن‬
                               ั              ่ ั                                ั
             “และไม่เป็ นที่ขดแย้ ง(ในหมูนกวิชาการ)ว่ามันเป็ นสิ่งที่ถูกอนุมติในการที่จะมีภรรยาทาส
           ั                                                  ั
และมีสมพันธ์ทางเพศกับทาสหญิงเพราะว่าพระองค์อลลอฮฺตะอาลาได้ ตรัสไว้ ว่า “และบรรดาผู้ที่
                                                                           ู
ระวังรักษาทวารของพวกเขา(จากการผิดประเวณี) นอกจากแก่ค่ครองของพวกเขาหรื อที่มือขวา
ของพวกเขาครอบครองในลักษณะเช่นนันพวกเขาจะไม่เป็ นที่ถกตําหนิ ” (อัลกุรอาน 70:29-30)”68
                                                  ้                  ู


66
     อัลอุม เล่ม 5 หน้ า 46
67
     ญามิอิลบะยาน ฟี ตะวีลิลกุรฺอาน. เล่ม 23 หน้ า 617.
68
     อัลมุฆนี. เล่ม 10 หน้ า 411.
                                          ~ 88 ~

                                               ้                                ้
            โลกทัศน์ของอิสลามที่พิจารณาว่า ทังภรรยาและทาสหญิ งจะเป็ นตัวปองกันความบาป
                            ั่
จากสัมพันธ์ทางเพศที่ชวร้ ายของการผิดประเวณีได้ กลับกลายมาเป็ นการย้ อนศรและทําลายโลก
        ั
ทัศน์ อนโง่งมของทุกๆศาสนาทีมีมาก่อนอิสลาม เพราะหากเราพิจารณาศาสนาในโลกนีทงปวง              ้ ั้
                      ้
ที่มาก่อนอิสลามนันเราจะพบว่าพวกเขาพิจารณาสตรี ใ นทางที่ เป็ นลบและมองพวกนางว่าเป็ น
                                                                  ้
ต้ น เหตุแห่งความบาป จากโลกทัศ น์ เ พ้ อฝั น ของพวกเขาเช่น นีจึงทํ าให้ เ กิ ดระบอบของการถื อ
                  ่ ั
สันโดษขึ ้นในหมูนกพรตนักบวชในศาสนาของพวกเขาเพื่อหลีกห่างจากกิจกรรมทางเพศที่พวกเขา
                          ่
มองว่าเป็ นบาปกรรมนันเอง ในความเชื่อของพวกกรี กโบราณสตรี เกิดขึ ้นจากความประสงค์ของ
                                   ้                 ่
เทพซุส กษัตริย์ของทวยเทพทังหลาย เพราะซุสได้ สงกล่องแห่งความอับ โชคบนโลกนีมาพร้ อมกับ   ้
          ู                          ้
สตรีที่ถกบรรจุไว้ ภายในกล่อง ดังนันสตรี จึงได้ ถูกเรี ยกในภาษากรี กว่า แพนโดรา (Pandora) ซึ่ง
                                         ้
หมายถึงการประทานทุกอย่ าง ตรงนี ห มายถึ งการที่ สตรี เ ป็ นผู้มอบความชั่วร้ ายแก่โลก คริ สต์
                                           ่
ศาสนาเองก็มีความเชื่อในเชิงไสยศาสตร์ตอสตรี คล้ ายคลึงกันเพราะพวกเขาพิจารณาสตรี ว่าเป็ น
ต้ นเหตุแห่งความบาปและยากลําบากของมนุษย์ กล่าวคืออีฟได้ ถูกเชื่อกัน มาตลอดว่าเป็ นตัว
                                 ้                 ้
ล่อลวงอาดัมให้ กินแอปเปิ ลของพระเจ้ าเพราะฉะนันอีฟจึงเป็ นต้ นเหตุให้ อาดัมฝ่ าฝื นพระเจ้ าและ
                                                                    ่        ั้
ต้ องมาทนทุกข์ใช้ ชีวิตอันยากลําบากบนโลกนี ้ ความเชื่อไสยศาสตร์ตอสตรีทงหมดดังที่ได้ กล่าวไป
                   ่
จึงเป็ นเหตุผลที่วาเหตุใดศาสนาที่มีอยู่ในอารยธรรมของมนุษย์ส่วนมากจึงมุ่งเน้ นการพรํ่ าสอนให้
บุรุษหนีห่างจากการครองคูเ่ พราะพวกเขาพิจารณาว่าสตรีคือความบาปและการมีกิจกรรมทางเพศ
                                             ้
ร่วมกับพวกนางคือปราการสําคัญที่ขวางกันการเข้ าถึงพระธรรมได้ ในศาสนาของพวกเชน กลุ่ม
                        ู ่                            ่              ่
นักบวชหรือพระได้ ถกสังห้ ามยุ่งเกี่ยวกับสตรีแม้ กระทังการมอง ซึ่งไม่ตางอะไรกับโลกทัศน์ของพวก
พุทธเลย พวกยิวและคริสต์ก็มีโลกทัศน์คล้ ายคลึงกันที่พวกเขาพิจารณาว่ากลุ่มชนชันทางศาสนา้
                                                                                   ั
เช่นพวกพระจะต้ องไม่มีภรรยา การปรากฏขึ ้นของอิสลามจึงเปรียบเสมือนการปฏิวติทางสังคมใน
อดีตที่ มนุษย์ ต่างก็ งมงายอยู่กับโลกทัศน์ไสยศาสตร์ ที่ มองสตรี ว่าขวางกัน พระธรรมแก่ใ จคน 69
                                                                           ้
ในขณะที่โลกยุโรปหลังการก้ าวเข้ าสู่ยุคสมัยแห่งความรู้แจ้ งแล้ ว พวกนักปรัช ญาและศิลปิ นชาว
ฝรั่งเศสผู้วางรากฐานคิดของระบอบประชาธิปไตยต่างก็แสดงความสุดโต่งออกมาในเรื่ องของทาง
เพศไปอีกลักษณะหนึ่ง สําหรับพวกเขาแล้ วการหักห้ ามเสรีภาพทางเพศคือความเลวร้ ายที่ระบอบ
                               ้       ้
สัง คมในยุค อดี ต สร้ างขึน มา ดังนัน พวกนัก คิด ศิ ลปิ นชาวฝรั่ งเศสอย่ า ง อเล็ก ซานเดร ดูมัส
และอัลเฟรด นาเกส์จึงได้ พิจารณาว่าการแสวงหาความพึงพอใจทางเพศจากเรือนร่างนันเป็ นสิทธิ    ้
ทางธรรมชาติโดยกําเนิดของมนุษย์อยู่แล้ ว การกีดกันเสรีทางเพศเหล่านี ้โดยใช้ กรอบทางศีลธรรม
ของสังคมจึงเป็ นความโหดร้ ายที่พวกเขาอยากจะทําลายเสียให้ สิ ้นซาก ปิ แอร์ ลอยนักปรัชญาชาว


69
   โปรดดูคําวิพากษ์ เหล่านี ้ได้ ใน Mawlana Wahiduddin Khan. Woman Between Islam And Western
Society. P. 21-26
                                              ~ 89 ~

ฝรั่งเศสได้ เสนอความคิดเกี่ยวกับเสรี ภาพทางเพศจนถึงขนาดปากกล้ ากล่าวว่าความเป็ นแม่คน
แม้ นจะต้ องอยู่ภายใต้ การผิดกฎหมายและอัปยศนันก็สามารถยอมรับได้ 70 และด้ วยกับหลักคิดใน
                                                             ้
ศีล ธรรมปรั ช ญาทางเพศเพ้ อฝั น ของพวกเขาเช่ น นี เ้ องที่ ร ะบอบกฎหมายทางเพศของลัท ธิ
ประชาธิปไตยจึงได้ ให้ เสรีภาพทางเพศแก่หนุ่มสาวอย่างไร้ ขอบเขต ในระบอบของพวกเขาแล้ วการ
มีเซ็กส์ผิดผัวผิดเมียผิดลูกชาวบ้ านตามคติ “ร้ อยผัวพันเมีย” มิใช่ความบาปและความผิดในทัศนะ
ของพวกเขา ดังที่เราจะพบว่าในปี 2553 เมื่อดาราหญิงคนหนึ่งของประเทศไทยได้ ออกมาประกาศ
                   ้
ว่าตนเองตังครรภ์กับดาราชายคนหนึ่งอย่างไม่กระดากอายแล้ ว ดาราชายผู้นน กลับ ปฏิเสธไม่           ั้
ยอมรับในขณะที่ดาราชายอีกคนหนึ่งก็ออกมาประกาศว่าเขาเคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับดารา
                 ้                                                                   ้
หญิ งคนนี อย่างมั่วซั่วอิรุงตุงนังไปหมด ความวุ่น วายวิตถารเหล่านีก ลับเป็ นเรื่ องตลกร้ ายของ
                             ุ                                                  ั้
สังคมไทยและท้ ายที่สดระบอบประชาธิปไตยนี ้ก็เอาผิดอะไรไม่ได้ ทงสิ ้นการกับผิดประเวณีหมู่ของ
       ้
ชนชันนําทางสังคมของพวกเขา เพราะในกฎหมายของพวกเขาแล้ ว พฤติกรรมทังปวงนีคือเรื่ องไม่         ้    ้
ผิดแผกแหวกคอกแต่อย่างใดเลยตามกรอบโลกทัศน์เรื่องเสรีภาพของประชาธิปไตย เช่นเดียวกับที่
                                                   ู           ู
อีก กรณีห นึ่ง ดาราสาวคนหนึ่งได้ แอบมีช้ กับสามีผ้ อื่ น จนต้ องเผ่น ไปดินแดนภารตะหนีอายแต่
         ้                         ้
กระนันการผิดลูกผิดเมียเหล่านีก็ถือโทษเอาความไม่ได้ ตามลัทธิของพวกเขา ส่วนศาสนาพุทธก็
หมดความสามารถที่จะจัดระเบียบสิ่งเหล่านี ้แล้ ว เพศสัมพันธ์จึงถือเป็ นวิกฤติหนึ่งของมนุษย์โลก
                           ั
ในยุคอดีตและปั จจุบนที่พวกเขาต่างหาจุดสมดุลไม่พบเลย พวกหนึ่งหักห้ ามสตรี โดยสิ ้นเชิงจาก
                                                                            ้
เหตุผลของธรรมะ อีกพวกหนึ่งส่งเสริ มเสรี ภาพทางเพศโดยสิ น เชิงจากเหตุผลของเสรี ภาพและ
                                                        ั
อิสรภาพ พวกแรกได้ ทําให้ สิ่งที่พระเจ้ าทรงอนุมติเป็ นต้ องห้ ามและพวกที่สองได้ ทําให้ สิ่งที่พระเจ้ า
                       ั                       ่                         ั
ต้ องห้ ามเป็ นอนุมติแทน พวกเขาจึงไม่ตางอะไรกับโองการที่อลลอฮฺได้ ทรงตรัสว่า
                                     ِ َّ‫ٱَّتذأاْ أَحبارهم أرهباعَـهم أَرباباً من دأن ٱلت‬
                                             ِ ِّ                                      َّ
                                               ُ        َْ ْ ُ َ ْ ُ َ ْ ُ َ َ ْ ۤ ُ َ
              ‚พวกเขาได้ ยึดเอา บรรดานักปราชญ์ของพวกเขา และบรรดาบาดหลวงของพวกเขาเป็ น
                                       พระเจ้ าอื่นจากอัลลอฮ์‛ (9:31)
               ่
           นันก็เพราะว่าพวกเขาได้ ยึดเอานักบวชและนักปรัชญามาเป็ นผู้ ตรากฎหมายอันอวิชชา
เหล่านี ้ขึ ้นเทียบเท่ากับอัลลอฮฺตะอาลา แต่ในทางกลับกันกฎหมายใดที่พระองค์ทรงบัญญัติขึ ้นมา
                                                 ั
เพื่อมวลมุสลิมเป็ นการเฉพาะพวกเขาก็มกแสร้ งทําไม่ถูกจริ ตและกระเหียนกระหือรื อที่จะทําการ ้
ต่อต้ านอย่างมืดบอด บทเรียนจากความกลับกลอกของพวกเขาจึงควรนํามาเป็ นข้ อตระหนักในการ
                     ้
รับ ฟั งการชี นํ า ทางความคิ ด ของพวกเขา ข้ า ฯเห็ น ว่าเป็ นหน้ า ที่ ของมวลมุสลิ มที่ พวกจะต้ อ ง
                         ่
ภาคภูมิใจและเชื่อมันในความสัตย์จริ งของกฎหมายแห่งพระองค์อลลอฮฺตะอาลา กรณีของเรื่ องั
ทาสก็เฉกเช่นเดียวกันที่ไม่มีความจําเป็ นและเหตุผลใดๆสนับสนุนความอับอายของมวลมุสลิม ใน

70
     ซัยยิดอบุลอะอฺลาเมาดูดี. การคลุมหน้ ากับสถานภาพสตรีในอิสลาม. หน้ า 54-55. แปลโดยกุหลาบเขียว.
                                               ~ 90 ~

ข้ อกฎหมายนี ้ กลับกันพวกเขาควรจะยืนขึ ้นท้ าทายต่อพวกเสรีนิยมในฐานะที่ศาสนาของพวกเขา
ได้ เป็ นศาสนาแรกของโลกที่คิดจะจัดระเบียบการละเมิดทางเพศและการกดขี่ที่มนุษย์มีต่อทาสใน
                                                                        ้
ตลอดประวัติศาสตร์มา และทาสในกรอบของกฎหมายอิสลามนันพวกเขามิใช่ชนชันทางสังคมที่              ้
                                                              ่ ั                ั
ตํ่าต้ อยหากแต่พวกเขาเป็ นทางเลือกหนึ่งในการครองคูกนของมวลมนุษย์อนมิได้ ดํารงอยู่ในฐานะ
             ั
เมียลับที่อลกุรอานได้ ประณามไว้
           ท่านอิบนิกะษี ร (รอฮิมาฮุลลอฮฺ) กล่าวว่า
                 ‫تان الاسري لتى الزأجة مباحاً ُب شرنمة إبراهيم لتي السالم أقد فمت إبراهيم لتي السالم ُب‬ ‫أ‬
                                                                              ‫هاجر ملا تسرى هبا لتى سارة‬
                                                                  ู     ัิ
           “การนําเอาทาสหญิงมาเป็ น “ภรรยา” คือสิ่งที่ได้ ถกอนุมตตามข้ อกฎหมายของท่านนบีอิบ
  รอฮีม(อับราฮัม) ท่านนบีอิบรอฮีมได้ กระทําสิ่งดังกล่าวกับนางฮะญัรเมื่อตอนที่ท่านได้ รับเอานาง
 หะญัรมาอยู่ในฐานะภรรยาทาสซึ่งเป็ นช่วงเวลาเดียวกันกับตอนที่ท่านแต่งงานกับนางซาเราะฮฺ”71
                                                       ้
           คําอธิบายของท่านอิบนิกะษี รข้ างต้ นบ่งชีแก่เราว่านักกฎหมายอิสลามผู้ปราดเปรื่ องมิได้
เข้ าใจไขว้ เขวอย่างที่พวกแอนตี ้อิสลามได้ เข้ าใจไปเลย กล่าวคือท่านได้ พิจารณาว่าทาสหญิงเองแม้
         ่
จะไม่ผานพิธีการสมรสแต่พวกนางก็มิได้ อยู่ในฐานะตํ่าต้ อยเช่นเมียน้ อยหรือนางบําเรอแต่อย่างใด
ในทางกลับกันฐานะของพวกท่านก็เช่นเดียวกับฐานะของภรรยา
                                                ้         ั
           คําถามที่ยังคงปรากฏขึ ้นต่อจากนีก็คือเหตุอนใดในกฎหมายอิสลามจึงไม่จํากัดจํานวน
                                                            ้
การมี ภรรยาทาสไว้ กล่าวคื อในกฎหมายอิส ลามนัน ผู้ช ายสามารถมีท าสหญิ งกี่ คนก็ ไ ด้ ตาม
                                                                      ้
ความสามารถของตัวเอง การไม่จํากัดข้ อกฎหมายเหล่านี ทําให้ พวกผู้นิย มตะวันตกบางคนได้
           ่
วิจารณ์วากฎหมายอิสลามมีช่องโหว่เพราะจะเป็ นการเปิ ดโอกาสให้ คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี
สามารถซื ้อหาทาสหญิงสวยงามเพื่อการเป็ นนางบําเรอแก่เขาอย่างไม่มีขอบเขตและจํานวนได้
                                 ้                                         ่
           ต่อคําถามดังกล่าวนันเราสามารถวิพากษ์ พวกเกลับไปได้ วา พวกเขาพูดประหนึ่งราวกับว่า
หากกฎหมายอิสลามจํากัดจํานวนภรรยาทาสไว้ แล้ วการแสวงหาทาสหญิงมาเป็ นนางบําเรออย่าง
                       ่            ้                          ้
ไม่จบสิ ้นของคนมังมีบ างคนนันจะหมดไปด้ วยกระนันหรื อ ? คําตอบก็ คือ ไม่ เพราะขนาดว่า
กฎหมายอิสลามจํากัดจํานวนภรรยาไว้ เพียงแค่ 4 คนแล้ วก็ตามเราก็พบเจอบุคคลชันสูงของโลก            ้
               ่         ั
มุสลิมในหมูกษัตริย์ยงคงมีภรรยาเป็ นร้ อยๆคน บางรายก็มีภรรยาเกือบครึ่งร้ อย ดังนันการแสวงหา   ้
                                           ้
นางบํ าเรอของบุค คลผู้ไร้ จิ ต สํา นึก นัน การกํ าหนดข้ อ กฎหมายจึง มิใ ช่ป ระเด็น สํ าคัญ ในการ
                                                     ุ
แก้ ปัญหาแต่อย่างใดเลย ประการต่อมาการที่บคคลผู้หนึ่งสามารถแสวงหาทาสหญิงมาเป็ นภรรยา
                              ั้                                    ่
ของเขาในจํานวนมากได้ นนมิใช่การกระทําที่เกิดขึ ้นได้ ง่ายทัวไปในสังคมเพราะทาสหญิงเป็ นสิงที่มี       ่
                                                   ้
ราคาแพง กลุ่ม คนที่ ส ามารถกระทํ า เช่ น นั น ได้ ก็ จ ะเป็ นเพี ย งกลุ่ม คนที่ มี กํ า ลัง ทรั พ ย์ แ ละ

71
     ตัฟซีรอิบนิกะษี ร. เล่ม 2 หน้ า 76
                                            ~ 91 ~

ความสามารถในการเลี ้ยงดูพวกนาง ดังเช่นในสังคมโรมันของยุคอดีตเองการนําทาสหญิ งมาเป็ น
เครื่องบําเรอทางเพศได้ ถกกระทําไปโดยพวกชนชันสูงของสังคมส่วนน้ อยเท่านัน 72ประการถัดมา
                             ู                       ้                           ้
                               ้                                           ้
ดังที่ได้ ก ล่าวไปแล้ วว่าเป าหมายของทาสหญิ งในข้ อกฎหมายอิสลามนันพวกนางมิใ ช่ถูก สร้ าง
ขึ ้นมาเพื่อการเป็ นนางบําเรอของใคร จากแบบอย่างของท่านรอซูล ศ็อลฯ แล้ วพวกนางได้ รับการ
                                 ่                     ้                       ู
ยกเกียรติเช่นเดียวกับภรรยาทัวไป และยิ่งไปกว่านันกฎหมายอิสลามยังจัดให้ ลกนางทาสเป็ นเด็ก
ไทในกฎหมายเช่น เดีย วกับบุต รของภรรยาและมารดาของนางเองก็จ ะเป็ นไทจากการตังครรภ์      ้
      ้
ดังนันการเปิ ดประตูของการมีทาสหญิงอย่างไม่มีขอบเขตในแง่หนึ่งแล้ วก็จะเป็ นการเปิ ดประตูไปสู่
                                                                             ้
การเลิกทาสอย่างไม่มีขอบเขตเช่นเดียวกัน! กฎหมายอิสลามจึงพิจารณาถึงเปาหมายสุดท้ ายของ
                     ั้
มันว่าทาสหญิ งที่ตงครรภ์เหล่านี ้จะได้ อิสรภาพติดตามมา ผู้ใดมีทาสหญิงในครอบครองเยอะผู้นน       ั้
ก็จะปลดปล่อยทาสหญิงในครอบครองเยอะเป็ นเงาตามตัว จึงไม่มีเหตุผลใดๆที่กฎหมายอิสลาม
                                                                                   ้
จะพิ จารณาอย่างฉาบฉวยเพื่ อให้ มี ก ารจํากัดจํานวนการครอบครองทาสไว้ ทังที่มันเป็ นโอกาส
สํ า คัญ ที่ ท าสหญิ ง จํ า นวนมากจะได้ รั บ อิ ส รภาพจากนายทาสที่ รํ่ า รวยของพวกนางซึ่ ง ต้ อ ง
รับผิดชอบพวกนางอย่างยุติธรรมตามที่กฎหมายอิสลามได้ กําหนดไว้

สรุป (Summary)
           ระบอบทาสมิได้ ถือกําเนิดขึ ้นโดยศาสนาอิสลามหากแต่เป็ นความป่ วยไข้ ในสังคมซึ่งฝั ง
รากลึกก่อนการมาของอิสลามอย่างยาวนาน กฎหมายอิสลามได้ พยายามอย่างยิ่งที่จะล้ มเลิกทาส
ที่มีอยู่ในสังคมอิสลามด้ วยการยกเกียรติและสิทธิของพวกเขาขึ ้นเสมอภาคเหมือนกับสมาชิกอื่นๆ
                   ้ ้
ในสัง คม โดยทั ง นี ป ระตูแ ละหนทางที่ จ ะนํ า ไปสู่ก ารมี ท าสใหม่ๆ ในสัง คมได้ ถู ก ปิ ดล งใน
ขณะเดียวกันที่ประตูแห่งการปลดปล่อยทาสให้ เป็ นอิสระได้ รับการเปิ ดขึ ้นอย่างมากมายโดยข้ อ
                                          ู                               ั
กฎหมายอิสลาม การปลดปล่อยทาสได้ ถกพิจารณาว่าเป็ นคุณธรรมความดีอนยิ่งใหญ่ในสายพระ
                     ั
เนตรของพระองค์อลลอฮฺตะอาลา ผู้ที่ทําการศึกษาข้ อกฎหมายทาสในอิสลามจําต้ องระมัดระวัง
อย่างมากในการพิจารณาการมีอยู่ของทาสหญิงในสังคมมุสลิม กล่าวคือเราไม่ควรที่จะพุ่งเปาการ     ้
                                             ้                   ้
มองทาสในสังคมมุสลิมไปที่ทาสหญิ งและเปาหมายทางเพศเท่านันเพราะนั่นจะนําไปสู่การบิ ด
                                                                        ้
เบี ้ยวในความเข้ าใจอิสลามอย่างร้ ายกาจ หากแต่ควรจะมองไปยังภาพทังหมดทุกมิติของสังคม
อิสลามอันบริสทธิ์ที่มีอยู่ในสมัยของท่านรอซูล ศ็อลฯ ไม่วาจะเป็ นในมิติด้านคุณธรรม,การบําเพ็ญ
                ุ                                      ่
                                                                               ่ ั
ตนเพื่อศาสนา,ความเสียสละ,ความเมตตา,ความกล้ าหาญและบุคลิกอันสูงส่งในหมูอครสาวกของ
ท่านศาสนทูต ศ็อลฯ ซึ่งได้ รับการขัดเกลาอบรมจากตัวของท่านศาสนทูตเอง ระดับขันของความ ้
ศรัทธาและยําเกรงต่อพระเจ้ าของพวกเขาตลอดจนการแสวงหาคําสัญญาแห่งสวงสวรรค์ นนได้              ั้

72
    Keith Bradley. Resisting Slavery in Ancient Rome. :
http://www.bbc.co.uk/history/ancient/romans/slavery_01.shtml
                                               ~ 92 ~

                                                   ่
หล่อหลอมความดีงามในตัวบุคคลขึ ้นมาและนันย่อมเป็ นเรื่องโง่งมและขลาดเขลาอย่างมากที่หาก
                                                                          ้
ใครบางคนจะนําเอาสังคมอุดมคติที่เป็ นจริงของอิสลามในยุคสมัยนันมาเปรียบเทียบกับสังคมเน่า
                                       ่       ั
เฟะของยุคสมัยหลังมาหรือแม้ กระทังปั จจุบนก็ตาม! การเปรียบเทียบระบอบทาสในสังคมอิสลาม
                ั
ยุคท่านนบีกบทาสในอาณานิคมของพวกฝรั่งหรื อทาสหญิ งในสังคมไทยก็ดีล้วนแล้ วแต่เป็ นมโน
                        ้                              ้
ธรรมที่หยาบกร้ านทังสิ ้น เพราะพวกทาสเหล่านันล้ วนแล้ วเป็ นทาสขึ ้นมาได้ จากการปล้ นสะดม
ของพวกยุโรปและการจับเสรีชนผู้บริสทธิ์มาเป็ นทาสจากแดนดงต่างๆเช่นทวีปแอฟริ กาจากนันจึง
                                          ุ                                                        ้
                                         ั ่
นําพวกเขาไปยังอาณานิคมและปฏิบติตอพวกเขาประหนึ่งสัตว์ ในทางกลับกันในหมูทาสที่ ปรากฏ        ่
ขึ ้นในสังคมอิสลามยุคท่านศาสนทูตอันเป็ นยุคแห่งการบัญญัติกฎหมายอิสลามขึ ้นมา บรรดาทาส
กลับกลายมาเป็ นกลุ่มชนที่โดดเด่นในแวดวงสังคมอิสลาม ในหมู่พวกทาสที่เป็ นสาวกชันนําก็มี           ้
ท่านบิลาล,ท่านอัมมารบิน ยาซี ร ท่านซัลมานอัลฟาริ ซีย์และท่านเซดบิน ฮะรี ษะฮฺ (รอฏิยัลลอฮุ
                                                                                      ้
อันฮุม) แม้ แต่ในสังคมมุสลิมรุ่นหลังซึ่งได้ ดํารงอยู่ในคุณความดีกลุ่มชนที่มีพืนเพจากความเป็ น
                            ้
ทาสก็ ยังคงโดดเด่น ขึน มาอย่ างน่าจับ ใจ ท่านอิมามอบูห ะนี ฟะฮฺ นัก ปราชญ์ ด้านนิ ติศาสตร์ ผ้ ู
ยิ่งใหญ่ของโลกมุสลิมก็เป็ นหลานปู่ ของทาสชาวเปอร์เซีย73ขณะที่ท่านอิบนุอิสหาก นักวิชาการคน
แรกของโลกมุสลิมที่เขียนหนังสือประวัติชีวิตของท่านนบี (ศิเราะฮฺรอซูลลุลลอฮฺ) ก็เป็ นหลานปู่ ของ
ทาสเชลยชาวคริสต์เตียนชื่อยะซาร74นอกเหนือจากทังสองท่านนีแล้ วนักวิชาการที่มีพืนเพมาจาก
                                                          ้            ้                    ้
                                             ุ ั
ครอบครัวทาสยังปรากฎ ท่านวะฮฺบ์ อิบนุมนบบิฮฺ (เสียชีวิตปี ฮิจเราะฮฺ110) ท่านผู้นี ้เป็ นบุตรของมุ
                                                     ้
นับบิฮฺซึ่งได้ ตกเป็ นเชลยและกลายเป็ นทาสในครังร่วมรบเคียงข้ างกองทัพเปอร์ เซียบริ เวณตอนใต้
ของอารเบีย ท่านวะฮฺบ์ ได้ กลายมาเป็ นนักวิชาการอิสลามซึ่งผลิตตําราประวัติศาสตร์มากมายเช่น
“อัล-มุบตะดาอ์”,กิศอศุลอัมบิยาอ์, ฮิกมะตุลลุกมาน, เป็ นต้ น ท่านมูซา บิน อุกบะฮฺ (เสีย ปี 141)
ท่านเป็ นทาสของวงศ์ตระกูลท่านซุเบรอิบนุเอาวาม แต่ท่านก็เป็ นนักหะดีษผู้ปราดเปรื่ องและเจน
จัดในเรื่องราวของประวัติศาสตร์ การทําสงครามของท่านรอซูล ศ็อลฯ ความปราดเปรื่ องของท่านมี
ตัวแปรชี ้วัดที่สําคัญว่าท่านคืออาจารย์ของท่านอิมามมาลิก !, อัลวากิดีย์ (เสียปี 207) เป็ นหนึ่งใน
อดีตทาสของอับดุลลอฮฺบินบุร็อยดะฮฺแห่งตระกูลอัสลาม วากิดีย์เป็ นหนึ่งในนักประวัติศาสตร์ คน
สําคัญของมุสลิมเป็ นหนึ่งในศิษย์ของท่านอิมามมาลิกและซุฟยานอัษเษารีย์ ตําราที่เขาเขียนมีชื่อ
ว่า กิตาบอัลริดดะฮฺ ซึ่งอธิบายถึงเหตุการณ์ การตกศาสนาของชาวอาหรับในยุคสมัยของท่าน
อบูบัก ร วากิ ดี ย์ ยังมี เ ลขานุก ารคนสําคัญ ที่ สุด คือท่า นอิบ นุส ะอฺด์เ จ้ าของตํารา อัล -เตาะบะ



73
    ฟิ ลลิพ เค. ฮิตตี. ประวัติศาสตร์ อาหรับและกําเนิดอิสลาม(History of the Arabs). แปลโดย ทรงยศ แววหงษ์ .
หน้ า 142.
74
     เล่มเดียวกัน. หน้ า 129
                                               ~ 93 ~

กอตอัล-กุบรอ อย่างไรก็ตามแม้ นตัววากิดียจะถูกมองว่าเป็ นนักประวัติศาสตร์คนสําคัญแต่ความ
เสื่อมเสียในพฤติกรรมของเขาก็คือการชอบกุเรื่องเท็จใส่ไคล้ ท่านรอซูล ศ็อลฯ75
          เราจะพบว่าเพียงแค่เพียงไม่กี่ช่วงอายุคนจากรุ่นปู่ มาสู่รุ่นหลาน สังคมอิสลามสามารถ
แปรสภาพความเป็ นทาสของตระกูลหนึ่งมาเป็ นนักวิชาการผู้มีเกียรติของโลกมุสลิมได้ อย่างทันตา
เห็น ดังที่ท่านเมาดูดีได้ กล่าวว่า
           “ผลสะท้อนจากนโยบายด้านมนุษยธรรมของอิ สลามได้ปรากฏให้เห็นว่าจานวนมากของ
    ้
 ผูคนที่ได้ถกจับมาเป็ นเชลยจากสงครามระหว่างประเทศและได้ถูกนามาสู่ประเทศมุสลิ มในฐานะ
             ู
        ้                 ั
 ทาสนัน คนเหล่านี้ได้หนมาน้อมรับอิ สลามและบุตรหลานของพวกเขาก็ได้ผลิ ตบรรดานักวิ ชาการ
                                                                              ่
  ,บรรดาอิ มาม,บรรดานักกฎหมาย,บรรดานักตัฟซี ร.บรรดารัฐบุรุษและนายพลทัวไปของกองทัพ
               และในท้ายที่สดพวกเขาเหล่านี้ก็ได้กลายมาเป็ นผูปกครองของโลกมุสลิ ม”76
                            ุ                                ้




75
      รอฟลี แวหะมะ. เอกสารประกอบ รายวิชาประวัติศาสตร์ อิสลาม 1 (761-208 Islamic History 1). หน้ า 21-
29.
76
      Abul A’la Mawdudi. Human Right in Islam. P.19 .
                                            ~ 94 ~

                                          บทที่ 3
                                      ทาสในกฎหมายอิสลาม

          เนื ้อหาในภาคส่วนนี ้ข้ าฯจะได้ ทําการนําเสนอถึงข้ อกฎหมายของอิสลามในเรื่ องที่เกี่ยวกับ
                    ั ่
การประพฤติปฏิบติตอทาสในครอบครองของพวกเขา และเพื่อที่เราจะได้ เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง
                                                                  ้
ที่ศาสนาอิสลามได้ ให้ ไว้ แก่ระบอบทาสที่มีอยู่ในสังคมโลกขณะนันก็ย่อมถือว่าเป็ นความจําเป็ นที่
        ่
ท่านผู้อานพึงรับทราบถึงสภาพของทาสในภาพรวมที่มีอยู่ในโลกขณะนันเสียก่อน ้

ทาสในอารยธรรมโลกก่ อนสมัยอิสลาม
         มนุษย์ที่ขาดซึ่งศรัทธาในพระเจ้ ามักจะถูกธรรมชาติแห่งความเย่อหยิ่งจองหองเข้ าครอบงํา
                                                                    ู
จนคิดอยู่เสมอว่าตนเองมีค วามเหนื อและโดดเด่นกว่ามนุษ ย์ผ้ อื่น ความโน้ มเอียงในจิ ตใจของ
                                          ู
มนุษย์ที่อยากจะมีอํานาจเหนือมนุษย์ผ้ อื่นได้ ผลักดันให้ มวลมนุษย์ต้องทําการเข่นฆ่ากัน สงคราม
                                                    ั                           ู
และความพ่ายแพ้ ตลอดจนชัยชนะได้ ทําให้ มนุษย์สมผัสถึงกลิ่นคาวเลือดของศัตรูผ้ พ่ายแพ้ ที่พวก
                                                             ั
เขาได้ ป ระหัต ประหารไปอย่ างทารุณ กรรม อย่างไรก็ ตามวิวฒนาการทางสังคมและศิลปะการ
                                                                        ้
สงครามของมนุษย์ได้ นําไปสู่การเกิดขึ ้นของระบอบสังคมทาส นับตังแต่ที่มนุษย์ร้ ู จักปั กหลักตัง    ้
แหล่งอาศัย แทนที่การอพยพเร่ร่อนเพื่ อหาอาหารและความอบอุ่นของอากาศ การสงครามของ
มนุษย์ในยุคสมัยนี ้จากการประหารศัตรูจึงถูกแทนที่ด้วยการจับคนมาเป็ นทาสเพื่อใช้ เป็ นแรงงาน
                               ั                        ุ
ในการเกษตรกรรมและปศุสตว์ของพวกเขา และท้ ายที่สดเมื่อเรื่องของการค้ าได้ ปรากฏขึ ้นในจิตใจ
ของมนุษย์ ทาสก็ได้ กลับกลายมาเป็ นสินค้ าในตลาดชนิดหนึ่งของสังคมยุคโบราณ ระบอบสังคม
   ้                                                                  ุ    ่
ทังหมดดังกล่าวนี ้คือสิ่งที่ดําเนินอยู่ในอารยธรรมเก่าแก่ของมนุษย์ยคอดีตไม่วาจะเป็ นอัซซีเรี ย,บา
บิโลนและอียิ ปต์ แต่ท ว่าหากพิ จ ารณากันถึ งความเฟื่ องฟูใ นธุรกิ จ การค้ าทาสอย่างเดีย วแล้ ว
อาณาจักรโรมันดูเหมือนจะโดดเด่นเป็ นพิเศษในเรื่ องของธุรกิจการค้ าทาส กล่าวกันว่าตลาดค้ า
                                                               ้
ทาสของโรมันได้ บรรจุทาสไว้ ในปริมาณที่มากมาย ทาสเหล่านีมิได้ ถูกพิจารณาว่าเป็ นมนุษย์เลย
       ้
ด้ วยซํากลับกันพวกเขาได้ ถูกขายในตลาดเช่นเดียวกับแพะแกะ ในด้ านการปฏิบัติพวกเขาก็ถูก
                                                                                      ่
กระทําประหนึ่งราวกับเป็ นสัตว์สี่เท้ า การละเมิดทางเพศต่อทาสและการตบตีหรือแม้ กระทังการฆ่า
                                    ั
ทาสเพื่อความสะใจเป็ นวัตรปฏิบติอยู่ในสังคมของพวกโรมัน
              ่
         โดยทัวไปแล้ วทาสในสังคมโรมันมักมีอยู่แทบทุกครัวเรือน ส่วนมากของพวกทาสก็มาจาก
                                                ้                  ้ั
เชลยสงครามหรือไม่ก็เชื ้อสายของทาสเชลยทังสิ ้น ทาสเหล่านีมกจะมีหน้ าที่เรื่ องการรับผิดชอบ
ครัวเรือนหากดีหน่อยก็จะถูกสอนให้ ทํามาค้ าขายเพื่อผลประโยชน์แก่นาย ในสังคมอื่นๆอย่างเช่น
พวกเปอร์เซีย ทาสก็ปรากฏอยู่อย่างดาษดื่นไม่แพ้ โรมันแต่อย่างใดเลย กล่าวกันว่าพวกเปอร์ เซีย
                                                                 ู
นิยมที่จะจับทาสเชลยศึกมาจากเผ่าเตอร์กแล้ วก็นํามาขายแก่ผ้ อื่นในราคางาม ไม่เพียงแต่เท่านัน     ้
                                            ~ 95 ~

        ้                                                                         ้
บางครั ง สงครามระหว่า งพวกเปอร์ เ ซี ย กับ กรี ก ก็ นํ า พามาซึ่ ง สิ น ค้ า ทาสชัน เยี่ ย มราคาแพง
ประวัติศาสตร์ได้ บันทึกไว้ ว่าจักรพรรดิปารวิซ (Parwiz) แห่งเปอร์ เซียได้ จับกษัตริ ย์ มาวไรซ์ แห่ง
กรีกมาทอดขายเป็ นทาสในตลาดพร้ อมกับทาสอีก 100 คนในสภาพที่แต่งกายเยี่ยงที่ชนชันกษัตริย์        ้
มักสวมใส่กนั

ทาสในสังคมอาหรับก่ อนสมัยอิสลาม
           พวกอาหรับก็เฉกเช่นเดียวกันกับชนชาติอื่นๆ พวกเขานําเอาเชลยสงครามมาทําเป็ นทาส
                   ้                   ั
หรือบ่อยครังพวกอาหรับก็มกนําเข้ าทาสมาจากดินแดนรอบนอกของอารเบีย เช่น พวกอบิสสิเนียน
และและบัรบารูส ซึ่งอาศัยอยู่ในอาณาบริเวณของประเทศเอธิโอเปี ยในปั จจุบัน ธุรกิจการค้ าทาส
ในสังคมของพวกอาหรับมักกระทําขึ ้นในช่วงที่มีเทศกาลสําคัญๆของพวกเขา โดยมีพวกอาหรับ
                     ่                                       ่
กุเรชเป็ นกลุมนายทุนสําคัญในการค้ าทาส และในหมูกเุ รชก็จะมีชายชื่ออับดุลลอฮฺบินํุดอานเป็ น
                                           ุ ้
พ่อค้ าทาสที่มีชื่อเสียงมากที่สดทังยังมีบทบาทสําคัญต่อพวกกุเรชมากเพราะเขาได้ เป็ นผู้นําของ
พวกกุเรชในการทําสงครามอัล-ฟิ ญารอันลือลัน            ่
                                 ้                       ุ
           ธรรมเนียมการซือทาสของพวกอาหรับก็สดแสนจะป่ าเถื่อ น กล่าวกันว่าเมื่อผู้ใดซือทาส    ้
                        ั                                                               ู
จากตลาดผู้ซื ้อก็มกนําเชือกมาคล้ องคอทาสและลากถูไถไปตามท้ องถนนในขณะที่ ผ้ ซื่อนั่งอยู่บน
                                   ้           ู   ั                                ้
หลังม้ า! นอกจากนี ้บ่อยครังทาสก็ได้ ถกปฏิบติราวกับเป็ นเพียงสินค้ าชิ ้นหนึ่งเท่านัน กล่าวคือพวก
อาหรับมักมอบทาสให้ เ ป็ นของขวัญ แก่เจ้ าสาวในวัน แต่ งงาน ดังกรณี ของบัชชารอิบนุบุรดฺและ
                             ู
มารดาของเขาที่ได้ ถกมอบเป็ นของขวัญแก่สตรีเผ่าอุก็อยลีย์ในวันแต่งงาน
                               ้                                ั
           ส่วนพวกชนชันนําทางสังคมเช่นเจ้ าชายและกษัตริ ย์ก็มกสะสมทาสเพื่อแสดงบารมีทาง
สังคมของพวกตน ดังเช่น เมื่อคราวที่ เ จ้ าชายแห่งฮิ มยัรนามว่าซุลคุละอ์ได้ มาเยี่ ยมเยี ย นท่าน
      ั ้
อบูบกรนัน เขามีทาสซึ่งติดตามมาด้ วยถึงพันคน และพวกอาหรับที่มีเกียรติทางสังคมก็มกมีทาส      ั
                                                           ้            ้
กันแทบทุกรายเพื่อไว้ ใช้ งานในครัวเรื อน นอกจากนีการมีทาสไว้ เพื่อเปาหมายทางการทหารและ
                 ั
สงครามก็มกนิยมกระทําอยู่เช่นเดียวกัน กล่าวกันว่าอับดุลลอฮฺอิบนิอะบีรอบิ อะฮฺ มีทาสจํานวน
                                            ้          ้
มากไว้ ใช้ ในการทหาร แต่กระนันก็ตามการบีบคันทาสอย่างไร้ มนุษยธรรมเหล่านีก็มก ปรากฏผล  ้ ั
สะท้ อนออกมาว่าทาสเหล่านีไ้ ม่มีความซื่อสัตย์ต่อหน้ าที่ของตนเอง การนําทาสมาเป็ นทหารใน
                                     ่
สงครามยังคงมีอยู่จนกระทังการมาของศาสนาอิสลาม พวกกุเรชที่ต่อต้ านอิสลามก็ยัง คงนําทาส
               ั
มาต่อสู้กบอิสลามเหมือนเดิม อย่างไรก็ตามความโหดร้ ายที่พวกอาหรับกระทําต่อทาสปรากฏใน
รูป ลัก ษณ์ ที่แม้ น ว่าทาสจะออกไปร่ วมรบกับ นายของตนจนล้ มตายมากน้ อยเพีย งใด ในยามที่
                                                 ่
สงครามจบลงพวกทาสเหล่านี ้กลับไม่มีสวนได้ ใดๆกับทรัพย์สงครามที่พวกเขาได้ ต่อสู้จนเลือกโชก
             ้                           ้
มิ ห นํ า ซํ า ทรั พ ย์ ส งครามทั ง หมดได้ ถู ก ครอบครองโดยเจ้ านายของพวกเขาเพี ย งผู้เดี ย ว
                           ้                                      ู
นอกเหนือไปจากนีก ารนํ าทาสมาเป็ นเครื่ องบํ าเรอทางเพศแก่ ผ้ ชายก็ เ ป็ นธรรมเนีย มของพวก
                                                ~ 96 ~

                     ้                   ่         ้
อาหรับเช่นเดียวกัน ทังนางทาสเหล่านี ้ไม่วานางจะตังครรภ์หรือไม่ก็ตามบุตรของนางที่เกิดมาและ
ตัวนางเองก็จะถูกพิ จารณาว่าเป็ นทาสต่อไป ความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างทาสหญิ งกับนายจึง
มิได้ ยกสถานะภาพทางสังคมใดๆตามมาเลย การเรี ยกร้ องอิสรภาพของพวกทาสก็ทําได้ เพียงแค่
การร้ องขอให้ นายของตนขายตนเองแก่ผ้ อื่นต่อเท่านัน77
                                       ู         ้

สถานภาพของฐานันดรทาสในอิสลาม
                 ้                     ู
          ในเบืองต้ นหากข้ าฯจะพิสจ น์ถึ งการ ‚ห้ าม‛ ของกฎหมายอิสลามในการ ‚ข่มขืน‛ ทาส
                                                                                  ู
หญิงเพื่อหักล้ างข้ อใส่ไคล้ ที่พวกคริสต์เตียนได้ กระทําไป เราสามารถที่จะทําการพิสจน์ ข้อหักล้ าง
                                                         ู
เหล่านีไ้ ด้ ด้วยการจําแนกหลักฐานกว้ างๆจากหะดีษที่ถกต้ องและจากหลักฐานจําเพาะว่าด้ วยเรื่อง
ทาสโดยตรง หลักฐานกว้ างๆที่ สื่อความหมายไปยังการ ‚ห้ าม‛ การกดขี่ข่มเหงและข่มขื น ทาส
                           ู
พิจารณาได้ จากหะดีษที่ถกต้ องบทหนึ่งความว่า

                                            ‫ال يرر أال يرار‬
     ‚ท่านศาสนทูตกล่าวว่า :‛ความชัวร้ ายจะไม่ถกกระทําหรือก่อให้ เกิดขึ ้น(ต่อผู้อื่น)ในอิสลาม‛78
                                  ่           ู

                                  ่
          จากหะดีษบทนี ้รูปคําที่วา ‚ผู้ อื่น‛ หมายความถึงมวลมนุษย์ทุกคน และแน่นอนย่อมต้ อง
                                                                                    ่
กินความรวมถึงทาสหญิงด้ วยเช่นกัน เพราะการข่มขืนทาสหญิงคือการกระทําอันชัวร้ ายซึ่งเป็ นการ
           ้                                         ้
ละเมิดทังทางอารมณ์และร่างกายต่อสตรีเพศ ทังยังเป็ นบาปใหญ่แก่ชายมุสลิมด้ วยหากเขาคิดที่
จะละเลยหรือเพิกเฉยกรอบกฎเกณฑ์กว้ างๆที่หะดีษข้ างต้ นได้ กล่าวไว้ เพียงเพื่อสนองตอบต่อกาม
                                                   ั
คุณของตนเอง เนื่องเพราะว่าท่านศาสนทูตได้ บญชาแก่เราให้ ทําการดูแลทาสหญิ งของเขาอย่างดี
                                              ู ่
และเคารพในเกียรติของนางซึ่งเป็ นข้ อพิสจน์วาการข่มขืนทาสหญิงคือสิ่งต้ องห้ ามในอิสลาม!!
                              ั่
          ท่านศาสนทูตยังได้ สงสอนให้ พึงตระหนักต่อสิทธิแห่งความ ‚เท่าเทียม‛ กันของผู้เป็ นทาส
ดังวจนะอีกบทหนึ่งของท่านดังนี ้
                                            ‫لن املمرأر بن سمند قال لقي أبا ذر بالربذة ألتي حتة ألتى‬
‫يالم حتة فسألا لن ذلك فقال إِن سابب رجال فمًنت بأم فقال يل الكيب صتى اهلل لتي أستم نا أبا‬
      ‫ذر ألًنت بأم إعك امرؤ فيك جاهتية إخماعمم خملمم جمتهم اهلل حت أندنمم فمن تان أخمه حت‬
                ‫نده فتيطمم مما نأتل أليتبس مما نتبس أال تمتفمهم ما نغتبهم فإن تتفاممهم فأليكمهم‬


77
     Jurji Zaydan’s. 1978. History of Islamic Civilization. Translated by D.S. Margoliouth. P. 13-15
78
     อัสอัลกุบรอ. หมายเลขที่ 11546 .
                                                ~ 97 ~

                              ั                     ั
“จากอัลมะอฺรูรกล่าวว่า ณ ที่อรรอบะสะฮฺ ฉันได้พบอบูซรซึ่ งได้สวมเสื้อคลุมเช่นเดี ยวกับทาสของ
                                                                            ั
เขาฉันจึงถามเขาไปถึงสาเหตุที่เขาได้ให้ทาสสวมเสื้อคลุมแบบเดียวกับเขา อบูซรตอบว่า ฉันได้พูด
สบประมาทชายคนหนึ่งด้วยการเรี ยกชื่อมารดาของเขาด้วยนามที่ไม่ดี ท่านรอซูลจึงกล่าวแก่ฉนว่า ั
         ั              ุ
โอ้อบูซรเอ๋ยเจ้ายังคงมีบคลิ กภาพเยี่ยงคนยุคสมัยแห่งความอวิ ชชาอยู่ ทาสของท่านแท้จริ งแล้วก็
       ้                  ั
คือพี่นองของพวกท่านที่อลลอฮฺได้มอบให้เขาอยู่ภายใต้การคุ้มครองของท่าน บุคคลใดที่มีพี่น้อง
               ้
(ทาส)ใต้การคุมครองของเขาไว้ก็จักควรต้องมอบแก่พวกเขาจากสิ่ งที่ท่านกิ นและสวมใส่ เขาจัก
ต้องไม่มอบภาระแก่ทาสด้วยกับการงานที่เกิ นความสามารถของทาส หากแม้นว่าท่านจาต้อง
มอบหมายแก่พวกเขาให้ทางานหนักในกรณี ใดก็ตามแต่ ฉันขอชี้แนะแก่ท่านให้ช่วยเหลื อพวกเขา
ในการทางาน79‛

                               ่
          วจนะข้ างต้ นคือคําสังใช้ ของท่านศาสนทูตแห่งอิสลามต่อปวงประชาราษฎรทังหลายจาก  ้
ประชาชาติของท่านให้ พึงทําลายและยกเลิกค่านิ ยม ‚เดียรถีย์‛ ที่บั่นทอนคุณค่าและความเท่า
                                   ั
เทียมของผองมนุษย์จากการอุบติขึ ้นของระบบทาส ใจความของหะดีษข้ างต้ นได้ ทําลายกรอบทาง
                                       ุ
วัฒนธรรมในสังคมเดิมของมนุษย์ยคอดีตที่แบ่งแยกเขตแดนของความเป็ นคนออกจากความเป็ น
‚ทาส‛ อย่างชัดเจนกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือความเป็ นทาสในยุคอดีตคือฐานันดรทางสังคมที่อยู่นอก
กรอบของคําว่า ‚คน‛ ไปแล้ วการกดขี่บีฑาข่มเหงต่อทาสด้ วยมุมมองว่าทาสคือสิ่งมีชีวิตที่ประดุจ
                                 ้                                          ่
สัตว์ก่อผลให้ เกิดการขาดสะบันของจิตสํานึกในเมตตาธรรมที่นายทาสพึงมีตอแรงงานทาส ในช่วง
เวลาแห่งความป่ าเถื่อนในโลกยุคอารยธรรมแบบดังกล่าวอิสลามจึงปรากฏตนขึ ้นบนหน้ าแผ่นดิน
                     ้
ด้ วยการยกระดับชันของทาสที่เหนือกว่าสภาวะของความเป็ น ‚คน‛ เพราะหากแม้ นว่าทาสถูกมอง
จากสังคมในระดับดีขึ ้นมาหน่อยว่าเป็ น ‚คน‛ ก็มิอาจบ่งบอกได้ อย่างเต็มตัวถึงสภาวะของการกดขี่
                                                                                   ่ ้
ที่จะลดน้ อยถอยลงได้ เพราะการเป็ นคนที่ดํารงสถานภาพของความไร้ เกียรติในหมูชนชันทาสก็ยัง
                                                              ้               ั
เป็ นปราการสําคัญที่เอื ้ออํานวยให้ นายทาสทําการกดขี่ต่อไปทังมนุษย์ยังมีนิสยอันธพาลในกมล
                       ู                                                  ้
สัน ดานในการกดขี่ผ้ ค นกัน เองอยู่แล้ ว อิสลามจึงประกัน สิท ธิ ท าสได้ ลํายุคที่ สุดด้ วยการมอบ
               ู
สถานภาพที่ผกพันกับความเป็ นสายเลือดของนายทาสด้ วยตําแหน่ง ‚พี่น้อง‛ อันเป็ นการเสริ มใส่
                   ้
ความรั ก ต่อ ชนชัน ทาสเข้ าไปในตัว ซึ่ ง ผลของการยกระดับ ทาสสู่ค วามเป็ น ‚พี่ น้ อง‛ ที่ กิ น
ความหมายกว้ างกว่า ‚ความเท่าเทียม‛ ดังกล่าวนี ้จะผูกพันสถานภาพของพี่น้องอย่างเป็ นรูปธรรม
                                     ่                                  ่
เข้ ากับลักษณะของการทํางานนันก็คือ การที่ฐานันดรทาสซึ่งถูกยกระดับสูการเป็ น ‚พี่น้อง‛ จักต้ อง
             ้
ได้ รับการเลียงดูอย่ างดีเ ช่นเดีย วกับที่ นายทาสมีทุก ประการ ระบบการประกันสิท ธิของทาสใน
                                                                ู
อิสลามจึงไปไกลถึงขนาดทําลายสัญลักษณ์ของความเป็ นทาสที่ ผกพันกับคํานิยามในการทํางาน
อย่างหนักถวายตนแด่นายแทบชีวาวายกลายเป็ นการทํางาน ‚ร่วมกัน‛ ระหว่างนายทาสกับทาส
79
     ศอฮีฮฺอัล-บุคอรีย์. กิตาบุลอีมาน. หมายเลขหะดีษ : 30
                                                    ~ 98 ~

และยังเป็ นการทํางานตามความสามารถซึ่งถือเป็ นการทําลายหัวใจสําคัญ ของระบอบทาสให้
พังทลายลงอย่ างตรงจุด ที่ สุด มโนธรรมอัน ละเอี ย ดอ่อนของท่า นนบี ศ็อลฯ จึ งฉายภาพของ
ความสัมพันธ์ระหว่างทาสกับนายทาสในทิศทางที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงอํานาจ หากแต่เป็ นเรื่ อง
                                                     ่
ของการมอบความไว้ วางใจดังใจความหะดีษที่ระบุวาทาสคือฐานันดรที่พระเจ้ ามอบให้ อยู่ใต้ การ
ดูแลของเสรี ชนจากความไว้ วางใจของพระองค์ด้วยระบบกฎหมาย การครอบครองทาสจึงสร้ าง
          ึ                                     ู
ความรู้สกประหนึ่งราวกับการดูแลทรัพย์สินที่ผ้ มีอํานาจได้ มอบหมายแก่คนที่ด้อยอํานาจกว่าตน
ในการดูแล
          การแนะนําของท่านนบีใ นสิท ธิของทาสดังกล่าวจึงหาใช่การแนะนํ าที่สักแต่ว่าพูดเป็ น
                                   ั
ทฤษฎีโก้ ๆอย่างกับพวกนักปฏิวติจอมปลอมก็หาไม่ ในทางกลับกันท่านศาสนทูตยังได้ วางกลยุทธ์
                             ่       ั            ั
อันแยบยลในการนําไปสูการปฏิบติจากทฤษฎีดงกล่าว ด้ วยการวางหมากกลความสัมพันธ์ในชีวิต
ของมนุษย์ระหว่างนายทาสและทาสจากการร่วมกินร่วมใช้ และร่วมทํางานด้ วยกัน อันจะเป็ นผล
        ่         ึ
นําไปสูความรู้สกที่ ‚เท่าเทียม‛ กันของความเป็ นมนุษย์อย่างแท้ จริง
          คํ า ถามที่ ติ ด ตามมาจากการใคร่ ครวญถึ ง วจนะอัน ยิ่ งใหญ่ ข้า งต้ น ก็ คื อว่าเหตุอัน ใด
                                                         ้
ปรารถนาอันแรงกล้ าของท่านนบีใ นการทําลายชนชันทาสจึงปรากฏออกมาในรูป แบบของการ
ทําลายคํานิยามของการเป็ น ‚ทาส‛ ที่หมายถึง การขูดรี ดทางการผลิตระหว่างนายกับทาสกลับ
กลายมาเป็ นการให้ คํานิยามใหม่ของคําว่าทาสอันหมายถึง ‚การทํางานร่วมกันกับนายทาส‛ ไป
                                       ั
เสียได้ แรงปรารถนาอันยิ่งใหญ่ดงกล่าวของบรมศาสนทูตแห่งอิสลามสะท้ อนผ่านความห่วงใย
ชนิดสุดหัวใจของท่านศาสนทูต ในการวางหมากกลล้ มล้ างระบอบทาสจากการเอื ้อนเอ่ยอํามตะ
วาจาก่อนการวายชนม์ของท่านความว่า
               ‫لن لتى صتمات اهلل لتي قال: تان آخر تالم الكيب صتى اهلل لتي أ ستم الصالة الصالة‬
                                                              ‫اتقما اهلل فيما متم أدياعمم- صحيح‬
                                            ่
ท่านอะลี อิบนุอบีตอลิบ รายงานว่า ‚คําสังเสียสุดท้ ายก่อนการสิ ้นชีวิตของท่านศาสนทูตก็คือ (จง
ดํารงไว้ ซึ่ง) ละหมาด ! ละหมาด ! จงยําเกรงต่ออัลลอฮฺเกี่ยวกับมวลทาสหญิ งในมือขวาของพวก
ท่าน-หะดีษศอฮี ฮฺ80‛
                                                                     ้
          อิส ลามคื อ ศาสนาที่ เ น้ น หนัก ในการปฏิ บัติศ าสนกิ จ พื น ฐานอย่ างละหมาดด้ ว ยการ
พิจารณาศาสนกิจดังกล่าวประหนึ่งสายใยความสัมพันธ์และความจงรักภักดีที่มนุษย์มีต่อพระเจ้ า
            ้                    ุ                               ่                    ่
แต่กระนันก็ตามการดูแลทุกข์สขของทาสกลับถูกยกมาเป็ นคําสังเสียเคียงข้ างควบคูไปกับศาสนกิจ
                                              ิ        ั                        ่
ดังกล่าวไว้ อย่างยิ่งใหญ่ราวกับจะตอกยํ ้ามิตการปฏิบติศาสนกิจที่ผองมุสลิมมีตอพระเจ้ าซึ่งไม่อาจ
แยกขาดมิติความสัมพัน ธ์ทางความประพฤติของมนุษย์ออกจากการให้ เกียรติทาสที่ถูกกดขี่มา

80
     อัลอะดับอัลมุฟร็อด. หน้ า 67 หมายเลข ที่ 158
                                                    ~ 99 ~

ตลอดหน้ าประวัติศาสตร์ ได้ ตราบใดที่มวลมุสลิมกระทํากิจทางศาสนาเช่นการละหมาดอันเป็ น
       ่
คําสังเสียก่อนสิ ้นชีพของท่านศาสนทูตฉันท์ใด การพึงระวังในเรื่องการกดขี่บีทาทาสก็จําต้ องควบคู่
                        ั ั ั้
ไปกับการปฏิบติฉนท์นน การละหมาดวันละ 5 เวลาต่อวันในฐานะสํานึกของปวงชนต่อคําสังเสีย                       ่
                                                                            ่
ของท่านนบีจึงตอกยํ ้าการประกันสิทธิของทาสไปในตัวเช่นกัน คําสังเสียในเรื่องทาสของท่านศาสน
ทูตก่อนการสิ ้นใจสะท้ อนภาพของการเป็ น ‚นักสิทธิมนุษยชนที่แท้ จริ ง ‛ ของท่านศาสนทูตที่หวัน               ่
วิตกถึงวิกฤติการณ์ของโลกมนุษย์ที่เกิดขึ ้นจากการนําคนเป็ นทาส สิ่งสําคัญมากมายสุดคนานับ
               ู ่                                  ู                 ่
ซึ่งมิได้ ถกสังเสียก่อนการสิ ้นใจแต่ทว่าได้ ถกแทนที่ด้วยคําสังเสียในความเป็ นห่วงของท่านศาสนทูต
         ่                                              ั
ที่มีตอทาสคือภาพสะท้ อนการเป็ น ‚นักปฏิวติ‛ และ ‚ปฏิรูป‛ ต่อระบอบสังคมโลกอันชัวช้ าที่ฝังราก    ่
ลึกอยู่ในจิตใจอันเปี่ ยมด้ วยเมตตาธรรมของท่านศาสนทูต (ศ็อลฯ) จะมีนักปฏิวติคนใดบนหน้ า     ั
                                  ้
แผ่นดินนี ้อีกเล่าที่การสินชีพของเขาจักควบคู่มาพร้ อมกับความรักที่มีต่อปวงทาสในบรรณพิภพ
เช่นที่ท่านศาสนทูตเป็ นอยู่
           ‫تٌن خًنا أنقمل أطمممهم مما‬   ‫جابر بن لبد اهلل نقمل تان الكيب صتى اهلل لتي أ ستم نمصى باملمتم‬
                                                   ‫تأتتمن أألبسمهم من لبمسمم أال تمذبما ختق اهلل لز أ جل‬
                                     ั                                                            ั
                ท่านญาบิ ร อิ บนุอบดิ ลละฮฺ กล่าวว่า ‚ท่านศาสนทูต (ศ็อลลัลลอฮฺฮุอะลัยฮิ วสสลาม) ได้
   ่                            ้
สังเสียว่า บรรดาทาสนันควรจักต้องได้รับการดูแลอย่างดี ท่านยังได้กล่าวว่า จงให้อาหารแก่พวก
ทาสจากสิ่ งที่ท่านกิ น และจงแต่งตัวแก่พวกเขาจากสิ่ งเดี ยวกันกับที่พวกท่านสวมใส่ และจงอย่า
ลงโทษแก่สิ่งที่อลลอฮฺได้สรรค์สร้างขึ้นมา(ทาส)-หะดีษศอฮี ฮฺ81
                         ั
                           ้
                เป็ นอีกครังหนึ่งที่วจนะในเรื่ องความเท่าเทียมของทาสกับเสรี ชนได้ ถูกท่านรอซูล ศ็อลฯ
                     ้                                                  ั
เน้ นยํ ้าอีกครัง เราควรจะเข้ ามาพิจารณาในทางปรัชญาว่าเหตุอนใดท่านรอซูลจึงได้ สงเสียดังกล่าว ั่
     ้
นีมาตลอด ใจความหะดีษ เริ่ มต้ น ขึ ้นด้ วยการพูดอย่ างกว้ างๆว่าทาสจะต้ องได้ รับการปฏิบัติใ น
                                                 ้
ขอบข่ายที่พอจะเรี ยกว่า “ดี” ได้ กระนันก็ตามแบบอย่างของท่านศาสนทูต ศ็อลฯ ก็ ชียํา เราอยู่           ้ ้
                                                                ั้
เสมอว่าลักษณะสภาพของทาสที่จะถูกเรี ยกว่าดีได้ นนจําต้ องมีองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ รูปแบบ
                                                                               ้ ่
ของการบริโภคต้ องเป็ นรูปแบบเดียวกัน พิจารณาองค์ ประกอบแรกนีคําสังเสียได้ ท้าทายยุคสมัย
และกาลเวลาอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ในอดีตบุคคลที่ครอบครองทาสจะต้ องเป็ นผู้มงคังอย่างปฏิเสธ ั่ ่
                                               ้
ไม่ได้ และความแตกต่างทางด้ านชนชันอันเกิดจากการครอบครองทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ระหว่าง
                                                      ุ       ้
มนุษย์ที่สะท้ อนออกผลมาอย่างรูปธรรมที่สดล้ วนมีพืนฐานสําคัญมาจากความต่างในการบริ โภค
                                                                   ั่
ด้ วยเช่นกัน ลัทธิบริโภคนิยมและความฟุ่ มเฟื อยของผู้มงมีคือปราการสําคัญที่คํ ้าชูคอหอยพวกเขา
                                            ่              ั
อยู่บนความโอหังที่เย่อหยิ่ง แม้ กระทังในกาลปั จจุบนที่เราอาศัยอยู่ก็ตาม ลัทธิทุนนิยมและบริ โภค
นิยมได้ สร้ างความเหลื่อมลํ ้าทางสังคมมาจากการบริ โภคเป็ นสําคัญ ในขณะที่คนรวยได้ สวาปาม

81
     อัลอะดับอัลมุฟร็อด. หน้ า 76 หมายเลข ที่ 188
                                                ~ 100 ~

อาหารราคาแพงอย่างมูมมามจนต้ องทิ ้งอาหารเพราะปริ มาณอันมากมายซึ่งทําให้ บริ โภคไม่หมด
                               ้
แต่คนอีก นับ ล้ านในสังคมนี จะแทบจะยังต้ องขายลูก กิน เพื่ อประทังชีวิต ในขณะที่ มีก ารกัก ตุน
อาหารเพื่อลูกเล่นของกลไกตลาดทุนนิยมแต่ทว่าคนในทวีปแอฟริ กากลับต้ องทนทุกข์ทรมานจน
ต้ องดื่มปั สวะวัวกินแก้ กระหาย นับเป็ นความน่าสมเพทเวทนามากที่ระบอบประชาธิปไตยซึ่งหลง
ระเริงไปกับความเสมอภาคและเสรี ภาพจอมปลอมของพวกเขาไม่อาจทําลายปราการของความ
เหลื่อมลํ ้าทางการบริโภคได้ และก็น่าสมเพทเวทนาประชาชาติอิสลามในยุคปั จจุบันอีกเช่ นกันที่
                                                                               ้
พวกเขาต่างก็กุมคําสอนอันมีมนุษย์ ธรรมและจิ ตสาธารณะอยู่ในอก กระนันก็ตามพวกมุสลิมก็
                                        ั                                    ่
กลับ ถูก มองว่าเป็ นชนชาติที่เ ห็น แก่ ตวและพวกพ้ องในขณะที่ ทาสยังถูก สังห้ ามจากสภาพแห่ง
ความอดอยากแต่ชาวแอฟริกานับแสนที่เป็ นเสรีชนและอดอยากกลับถูกเมินเฉยจากรัฐบาลนํามัน         ้
ของมุสลิมจนพวกฝรั่งต้ องดําเนินการเคลื่อนไหวด้ วยการจัดคอนเสิร์ตเพื่อส่งอาหารไปช่วยเหลือ
ประชากรในแอฟริกา องต์ประกอบที่ 2 จากหะดีษต้ นนีไ้ ด้ ทําลายปราการของความแตกต่างจาก
                                                                           ้
ภายนอกหรื อในด้ านเครื่ องแต่งกาย และองค์ประกอบที่ 3 คือการสกัดกัน การลงโทษทาสที่ลํา         ้
         ุ
หน้ าที่สดในยุคสมัยนัน   ้
     ‫سالم بن لمرأ حيدث لن رجل من أصحاب الكيب صتى اهلل لتي أ ستم قال الكيب صتى اهلل لتي أ‬
                                                                                         ‫أرقاؤ‬
                ‫تم إخماعمم: ستم فأحسكما إليهم اساميكمهم لتى ما يتبمم أأليكمهم لتى ما يتبما‬
                  ั                         ้
 ซัลลามอิ บนุอมรฺ รายงานจากซอฮาบะฮฺผูหนึ่งของท่านศาสนทูต ศ็อลฯ ซึ่งท่านศาสนทูตกล่าวว่า
                           ่ ้            ้        ั
    ‚ทาสของท่านก็คือพีนองของท่าน ดังนันจงปฏิ บติต่อพวกเขาอย่างดี จงขอความช่วยเหลือ(ให้
   ทางาน)จากพวกเขาในสิ่ งที่สาคัญแก่ท่าน และจงช่วยเหลือพวกเขาในสิ่ งที่สาคัญของพวกเขา82

                                ‫أ‬
  ‫لن أىب هرنرة لن الكيب صتى اهلل لتي أ ستم قال لتممتمك طمام تسمت أال نمتف من الممل ما ال‬
                                                                                     ‫نطيق‬
                  ุ                                                   ้
        ท่านอบูฮร็อยเราะฮฺ รายงานว่า ท่านศาสนทูต ศ็อลฯ กล่าวว่า ‚ทาสนัน(ต่างก็)มี(สิทธิใน)
อาหารและเสื ้อผ้ าของเขา จงอย่าระวางแก่ทาสด้ วยกับการงานที่พวกเขาไม่สามารถจะกระทําได้ -
หะดีษศอฮี ฮฺ‛83




82
   อัลอะดับอัลมุฟร็อด. หน้ า 76 หมายเลข ที่ 190 หะดีษต้ นนี ้มีสายรายงานที่ฎออีฟ(อ่อน)เพราะซัลลามอิบนุ
อัมรฺ มิได้ ทํ าการระบุชัดเจนว่า เขารับรายงานนี ้จากซอฮาบะฮฺท่านใด อย่างไรก็ ตามเนื ้อหาของหะดี ษนี ้มีความ
                            ฺ
สอดคล้ องกับหะดีษศอฮีฮอื่นๆที่ข้าฯได้ นําเสนอไปแล้ ว
83
     อัลอะดับอัลมุฟร็อด. หน้ า 76 หมายเลข ที่ 192
                                              ~ 101 ~

             วจนะของท่านศาสนทูตใน 2 กระแสนีไ้ ด้ ให้ คํานิยามของคําว่าทาสที่แ ปลกใหม่ลํ ้ายุคอัน
ผูก พัน ธ์คํ านิ ยามดังกล่าวไว้ กับ การปฏิบัติด้วยมนุษ ยธรรมของนายทาสต่อผู้เป็ นทาสกล่าวคือ
                                                                          ้
ความ ‚เท่าเทียม‛ ที่อิสลามเสี ้ยมสอนนายทาสในการปฏิบัติต่อทาสนันจําต้ องปรากฏผลในทาง
                                                                              ้
รูปธรรมคือการกินอาหารและสวมใส่เสื ้อผ้ าเช่นเดียวกับทาส เพราะเหล่านีคือสิทธิที่ ทาสมีต่อนาย
                           ้
ของตนเองที่ยิ่งไปกว่านันคือการที่ทาสไม่ควรได้ รับการลงโทษอย่างป่ าเถื่อนและสามารถละเลย
                                                                                ้
การทํ างานที่ เ กิ น ความสามารถของตนเองได้ วจนะของท่านศาสนทูตทังสองต้ น นี จึงเป็ นการ  ้
                             ้
ประกันในสิทธิเสรีภาพขันพื ้นฐานที่ทาสจักต้ องได้ รับจากนายของเขา
             หลังการประกันสิทธิของทาสดังที่ได้ กล่าวไปในวจนะต่างๆแล้ ว การทําลายระบอบทาสใน
    ้
ขันต่อมาจึงปรากฏผ่านวจนะบทนี ้ ความว่า
        ‫لن مهام بن مكب أع مسع أبا هرنرة ريي اهلل لك حيدث لن الكيب صتى اهلل لتي أستم أع قال ال نقل‬
  ‫أحدتم أطمم ربك أيئ ربك اسق ربك أليقل سيدي ممالي أال نقل أحدتم لبدي أميت أليقل فااي‬
                                                                                    ‫أفااٌب أيالمي‬
             ‚จากอบูฮุร็อยเราะฮฺ กล่าวว่า ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า อย่าได้เอ่ย เอื้อนวาจาว่า จงน า
อาหารมาให้นายของท่าน จงหาน้ามาให้นายของท่านอาบน้าละหมาด จงหาน้าดื่มมาให้นายของ
ท่านที ซิ ! แต่ ท่านจงแทนตัวเอง(ในยามที่น ายทาสพูด กับ ทาส)ว่ า ‚ซัย ยิ ดี ‛ หรื อ ‚เมาลาอี ‛
      ้
(ผูปกครอง) และขณะเดียวกันก็ไม่ควรกล่าว(แก่ทาส)ว่า ‚ทาสชายของฉัน ‛ หรื อ ‚ทาสหญิ งของ
ฉัน‛ แต่ให้กล่าวว่า หนุ่มน้อยของฉัน หรื อ สาวน้อยของฉัน หรื อ เด็กน้อยของฉันแทน 84
                                                          ้           ั
             วจนะอันทรงเกียรติของท่านศาสนทูตข้ างต้ นนีคือการปฏิวติระบอบทาสในรูปแบบที่ก้ าว
                      ้             ้
ลํ ้าหน้ าที่ สุด ครังแรกบนโลกนี ด้ วยการยุติก ารเรี ย กมนุษ ย์ ด้วยสรรพนามว่า ‚ทาส‛ พร้ อมแปร
                                ่                                           ้
สถานะภาพเดิมของทาสมาสูการสานใยความรักระหว่างมนุษย์ด้วยการชีนําปวงประชามุสลิมให้
เรียกทาสว่า ‚พี่น้อง‛ หรื อ นามที่สื่อความสัมพันธ์ของบุคคลในครอบครัว ผลของการปฏิวติทาง      ั
วัฒนธรรมดังกล่าวนี ้ปรากฏผ่านการเรียกขาน ‚ชื่อบุคคล‛ ในสังคมมุสลิมกล่าวคือคําว่าบ่าวหรื อ
                                                        ่                             ้
ทาสในภาษาอาหรับจะใช้ คําว่า ‚อับดุน‛ ซึ่งอิสลามสังห้ ามเรียกมนุษย์ด้วยกันในชื่อนีนอกจากจะ
                        ้                                               ้
ใช้ เรี ยกเพื่อบ่งชีถึงความเป็ นทาสหรื อบ่าวที่มนุษย์มีต่อพระเจ้ าเท่านัน ในขณะที่อารยธรรมโลก
ภายใต้ ร่มธงของศาสนาอื่นๆนอกจากจะไม่มีการวางหมากกลเพื่อยุติสถานะภาพความเป็ น ‚สัตว์
ในกายมนุษย์ ‛ ของทาสแล้ วยังเออออห่อหมกกับการเรี ยกขานมนุษย์ด้วยกันว่า ‚ทาส‛ ! ความ
                                          ู
เด็ดขาดและเน้ นยํ ้าในสิทธิของทาสได้ ถกจารึกไว้ ในคําตักเตือนอันยิ่งใหญ่ของท่านศาสนทูต ศ็อลฯ
         ่          ั
ที่มีตอท่านอบูซรจากความผิดโทษฐานที่ท่านได้ เรี ยกชื่อมารดาของทาสของท่านด้ วยกับนามอัน
เสื่อมเสียดังปรากฏการตักเตือนของท่านว่า

84
     ศอฮีฮฺอัล-บุคอรีย์. หมายเลขหะดีษ: 2414
                                                                 ~ 102 ~


     َ َ ْ َ ْ ُ ِ َْ ُ ُ َ َ ْ ُ َ َ ْ ُ َ ْ                                         ِ
     ‫نَا أَبَا ذر أَليَّـ ْرتَ ُ بِأُم ِ إِعَّك امرؤ فِيك جاهتِيَّةٌ، إِخماعُمم خملُمم، جمتَهم التَّ ُ حت َ أَنْدنمم، فَمن تان‬
                                                                                           َ َ ٌُ ْ َ ِّ                               َ ٍّ َ
                ‫أَخمهُ حت َ نَدهِ فَـ ْتيُطْمِم ُ ِممَّا نَأْتلُ، أْليُـ ْتبِس ُ ِممَّا نـَْتبَس، أالَ تُمتِّفمهم ما نَـغتِبُـهم، فَِإن تتَّفاُممهم‬
                ُْ ُ ْ َ ْ ُْ ْ َ ُْ ُ َ َ ُ                                         ْ َ ُ                           ْ
                                                                                                                                    ِ َْ
                                                                                                                                                 ُ
                                                                                                                                                ِ ‫فَأ‬
                                                                                                                                         ‫َليكُمهم‬
                                                                                                                                         ُْ
                                  ั
‚โอ้อบูซัร เจ้ายังคงมี ลกษณะบางประการเยี่ยงผู้คนอวิ ชชา ทาสของเจ้าก็คือ ‚พี่น้อง‛ ของเจ้า
                                                                     ่
และอัลลอฮฺได้มอบหมายให้พวกเขาอยู่ภายใต้คาสังของเจ้า ดังนันผูใดก็ตามที่มี ‚พี่น้อง‛(ทาส) ที่        ้ ้
                     ่                ั
อยู่ภายใต้คาสังของเขาก็จกควรที่จะต้องให้อาหารแก่พวกเขาเช่นเดียวกับอาหารที่พวกท่านกิ น จัก
ควรประดับประดาเสื้อผ้าแก่พวกเขาเช่นเดียวกับที่ท่านสวมใส่ และจงอย่าขอให้พวกเขาทางานใน
สิ่ งที่ เ กิ น ความสามารถของพวกเขา และหากเจ้ ากระท าเช่ น นั้น ไปก็ จ งช่ ว ยเหลื อ เขาท างาน
ด้วย!!!‛85
                                                                   ้
               หะดีษข้ างต้ นนี ้ได้ ให้ แง่คิดแก่ชนมุสลิมทังปวงว่าฐานันดรทาสยังถูกประกันด้ วยสิทธิของ
การไม่อาจจะได้ รับการเหยียดหยามในด้ านวาจาจากนายทาส นันก็เพราะว่าการเป็ นนายทาสของ               ่
                                                                                  ่
บุคคลผู้หนึ่งมิได้ มาจากพละกําลังความสามารถที่เขามีตอมนุษย์ผ้ อื่นหากแต่วาสิทธิในการได้ เป็ น       ู                  ่
                                                                           ั
นายทาสของบุคคลผู้หนึ่งเป็ นเพีย งสิทธิ ที่พระองค์อลลอฮฺ ได้ มอบแก่ตวเขาเพื่อการดูแลมนุษ ย์                 ั
           ้
เท่านัน ความงดงามและการให้ เกียรติแก่ทาสดังกล่าวไปนีมันสอดรับกับสติปัญญาแล้ วหรื อกับ  ้
การที่บางคนยังคงดื ้อแพ่งคิดว่าอิสลามสอนให้ มีการ ‚ข่มขืน ‚ทาสหญิ งทังๆที่อิสลามยกเกียรติ                          ้
พวกนางเป็ นถึง ‚พี่น้อง‛ แล้ วคนโง่ที่ไหนจะเชื่ ออีกว่าอิสลามสอนให้ ‚ข่มขืน ‛ พี่น้อง!!? หะดีษ
                ้                                           ้
ข้ างต้ น นี ยังมี สิ่งที่ น่าพิ จ ารณาอย่ างลึก ซึ งตรงจุ ดที่ ว่า ท่านได้ สั่งใช้ เราให้ มอบอาหารประเภท
                           ้
เดียวกับที่เรากินนันให้ ทาสกินด้ วย นโยบายดังกล่าวของท่านนบีได้ ทลายความเหลื่อมลํ ้าทางการ
                                                         ่ ่
บริโภคที่มนุษย์ได้ สร้ างขึ ้นมาจากความมังคังทางเศรษฐกิจ หากเราพิจารณาว่าโลกยุคปั จจุบันนี ้
ถูกพิ ษของลัทธิทุนนิ ยมและบริ โภคนิ ยมเล่น งานเอาจนมนุษย์ต้องแตกต่างกัน จากพืน ฐานทาง                                                  ้
                                          ั
เศรษฐกิจ มุสลิมในยุคปั จจุบนก็พึงพิจารณาด้ วยความตระหนักว่าแม้ กระทั่งความเหลื่อมลํ ้าชนิด
                                        ้
ระหว่างนายทาสกับทาสนันอิสลามก็ได้ ทําลายลงด้ วยนโยบายของหลักความเสมอภาคแห่งการ
                                    ้
บริโภคด้ วย ยิ่งไปกว่านันเพื่อให้ นโยบายนี ้ได้ รับการปฏิบัติอย่างเป็ นรูปธรรมมิใช่อดมคติลอยๆท่าน                          ุ
รอซูลจึงได้ ชี ้ทางว่า
     ‫إذا أتى أحدتم خادم بطمام فإن َّل جيتس مم فتيكاأل لقمة أأ لقماٌن أأ أتتة أأ أتتاٌن فإع أيل‬
                                                                                                                                              ‫لالج‬




85
     ศอฮีฮฺอัล-บุคอรีย์. กิตาบุลอีมาน. หมายเลขหะดีษ : 30
                                                ~ 103 ~

            “เมื่อคนรับใช้ (ทาส)ของท่านนําอาหารมาให้ ท่าน หากไม่ได้ ให้ นั่งร่วมวงกับท่าน(เพราะ
ความรังเกียจ-ผู้แปล)ก็ให้ เขารับประทานร่วมสักคําหรื อสองคํา หรื อสักหนึ่งมื ้อหรื อสองมื ้อเพราะ
คนรับใช้ คือผู้ที่ได้ ตระเตรียมอาหารนัน”86     ้
                                                                          ้
            หะดีษข้ างต้ นนี ้ท่านรอซูลได้ ทลายความแตกต่างทางชนชันอย่างเป็ นรูปธรรมด้ วยการให้
          ่
ทาสนังกินอาหารร่วมโต๊ ะกับพวกนายทาสซึ่งเป็ นนโยบายที่สืบเนื่องต่อมาจากการสังให้ กินอาหาร  ่
                                       ้                       ่            ่
ประเภทเดียวกัน และกระนันก็ตามแม้ นว่าในหมูนายทาสจะมีบางกลุมที่ถือตนรังเกียจการนั่งร่วม
                                           ั
โต๊ ะเดียวกับทาส ท่านรอซูลก็ยงเข้ นให้ เราเลือกที่จะให้ ทาสได้ กินร่วมโต๊ ะกับนายของตนเพียงแค่คํา
เดียวก็ยังดี!! นี่คือคําสอนอันประเสริ ฐที่ พยายามจะทําลายความเหลื่อมลํ ้าทางการบริ โภคของ
                                                       ้
มนุษยชาติ เราจะพบว่าโลกยุคปั จจุบัน นันพวกเขาได้ แบ่งแยกฐานะของผู้คนจากตําแหน่งทาง
               ้
สังคม ดังนันรัฐมนตรีจึงกินร่วมโต๊ ะกับบ๋อยไม่ได้ กษัตริย์ก็กินร่วมโต๊ ะกับประชาชนไม่ได้ ผู้บริ หาร
บริษัทก็กินร่วมโต๊ ะกับเด็กเสริฟไม่ได้ แต่คอลีฟะฮฺอิสลามซึ่งมีสถานภาพอันยิ่งใหญ่ดจดังจักพรรดิ์
                                                                                            ุ ่
โลกอย่างท่านอุมัรอิบ นุค็อฎฎ๊ อบกลับกิ นร่วมโต๊ ะอาหารกับทาสผู้ตํ่าต้ อยได้ !!! นี่ ไม่ใ ช่อดมคติ ุ
                                                 ้               ้
เพราะอุด มคติ เ ป็ นแค่ค วามฝั น แต่นี คื อสิ่ งที่ เ คยเกิ ด ขึน มาแล้ ว และความสูญ เสีย อํานาจทาง
ประวัติศาสตร์ของมวลมุสลิมได้ นําพาไปสู่ความสูญ หายของภาพประวัติศาสตร์ อนน่าประทับใจ     ั
                      ู                            ั
เหล่านี ้ไปเสียแต่ถกแทนที่ด้วยหลักปฏิบติของมุสลิมยุคทุนนิยมที่ได้ แบ่งสังคมออกเป็ นชันชนเป็ น   ้
   ้               ้                     ้                   ้     ้            ้ ้
ชันกลาง ชนชันแรงงาน ชนชันข้ าราชการ ชนชันเจ้ า ชนชันผู้ร้ ู ที่ต่างชนชันทังหมดก็มีอาณาจักร
                                 ้
ทางสังคมเป็ นของตัวเองทังสิ ้นภายใต้ หน้ ากากจอมปลอมของความเป็ นพี่น้องร่วมศาสนาเพียงแค่
                                     ่
ลมปาก และนี่คือเหตุผลที่วาทําไมตัวข้ าฯไม่เคยพบเห็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยหรือเคยคิดที่จะกิน
                                                                              ่
อาหารร่วมโต๊ ะกับพ่อครัวโทรมๆที่ทําอาหารให้ พวกเขาเลย หรือแม้ กระทังการคะยันคะยอพวกเขา้
                                                                                    ้
ให้ กินอาหารที่เสริฟมาสักคําก็ยังดี โดยมิต้องเสแสร้ งอ้ างเหตุผลใดๆเพื่อปกปองตนเองเพราะทัง          ้
                                   ่
มวลนี ้คือซุนนะฮฺที่เป็ นข้ อสังใช้ ซึ่งไม่มีเหตุผลใดในการใช้ ปฏิเสธมันได้
                                             ้                          ั
            สมควรที่จะกล่าวอีกครังว่า มูลเหตุและปั จจัย ‚หลัก‛ ที่ชกนําอารยธรรมมนุษย์ให้ กระโจน
       ่ั
ไปสูวงวนแห่งระบอบสังคมทาสก็สืบเนื่องจากความชาชินของอารยธรรมมนุษย์ในการบูชารูปเจว็ด
                 ู
หรือแม้ แต่บชามนุษย์ด้วยกันเองในฐานะ ‚เทวราชา‛ หรืออวตารของพระเจ้ าในคราบมนุษย์รวมทัง                   ้
อื่นๆจากระบบอันโง่เขลานี ้ ซึ่งอิสลามขนานนามมันว่า ‚ชิรกฺ ‛ (Polytheism) อันหมายถึงการตัง             ้
                                                         ุ
ภาคีหรือการให้ มนุษย์และก้ อนกรวดมามีห้ นส่วนแห่งการได้ รับการเคารพกราบไหว้ จากมวลมนุษย์
                                                           ้
ร่วมกับพระเจ้ าที่แท้ จ ริ ง ระบอบแห่งการตังภาคีซึ่งฝั งรากลึกในอารยธรรมมนุษย์จึงได้ ถ่ายโอน
                                                     ้               ่
ความเย่อหยิ่งในการเป็ นเจ้ าชีวิตต่อไพร่ฟาประชาราษฎรเข้ าสูจิตใจของเหล่าบรรดากษัตริย์และชน
     ้                     ่
ชันปกครอง นําพาไปสูความปรารถนาอันแรงกล้ าที่ จะได้ รับการบูชาจากมนุษย์ด้วยกันดุจดัง ตน


86
     ศอฮีฮฺอัล-บุคอรีย์. กิตาบุลอิตกฺ. หมายเลขหะดีษ : 2418
                                                        ~ 104 ~

เป็ นพระเจ้ า สงครามและการจับคนมาเป็ นทาสจึงเริ่ มขึ ้นด้ วยเหตุผลประการนี ้ อย่ างไรก็ดีตาม
หลักฐานจากแม่บททางศาสนาของอิสลามดังที่ได้ ยกไปแล้ วนันสะท้ อนมโนทัศน์ของอิสลามต่อ ้
                                 ่               ้
ระบอบทาสได้ เป็ นอย่างดีวาอิสลามมีเปาหมายในการล้ มล้ างความโหดร้ ายของระบอบทาสอย่าง
         ้                     ้
เป็ นขันตอน มูลเหตุเบืองลึกที่กลายมาเป็ นแรงผลักดันให้ ศาสนาอิสลามรังเกียจการกดขี่ทาสก็
เนื่องด้ วยอิสลามเป็ นศาสนาที่ชิงชังและเป็ นศัตรูต่อระบอบป่ าเถื่อนอย่างระบอบการตังภาคีและ                    ้
บูชาคนหรื อ ‚ชิรกฺ ‛ อย่างแรงกล้ า ดังปรากฏการประกาศกร้ าวของอิสลามที่สะท้ อนเจตนารมณ์
สูงสุดในการกวาดล้ างระบอบภาคีบูชาคนอันเป็ นบ่อเกิดแห่งระบอบทาสให้ หมดสิ ้นไปจากหน้ า
แผ่นดินนี ้ผ่านวจนะของท่านศาสนทูตที่วา               ่
  ‫لن ابْن لمر ، قَال : قَال رسمل التَّ ِ صتَّى التَّ ُ لتَْي ِ أستَّم : " بُمِثْ ُ بِالسْيف حْى نـُمبَد التَّ ُ ال شرنك‬
    َ ِ َ َ َ ْ َّ َ ِ َّ                              َ ََ َ                  َ         ُ ُ َ َ َ ََ ُ ِ ِ َ
                                                                                                                    ، ُ َ‫. "ل‬
           ุ ั
อิบนุอมร (รอฎิฯ) รายงานว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺได้ กล่าวว่า ‚ฉันได้ ถูกส่งมาด้ วยกับคมดาบ
จนกระทั่งพระองค์ อัลลอฮฺ จ ะถูก เคารพบูช าเพี ย งพระองค์เ ดีย วโดยปราศจากการตังภาคีต่อ                            ้
พระองค์‛87
               ท่านอิบนิรอญับอัล-ฮันบะลีย์ กล่าวว่า คําพูดของท่านนบีที่ว่า “ฉันได้ ถูกส่งมาด้ วยกับคม
                                       ู
ดาบ” หมายถึงท่านรอซูลได้ ได้ ถกส่งมายังมวลมนุษย์เพื่อเรียกร้ องมนุษย์ไปสูการศรัทธาต่ออัลลอฮฺ     ่
เพียงผู้เดียวด้ วยกับคมดาบภายหลังจากท่านรอซูลได้ เรียกร้ องพวกเขาด้ วยกับหลักฐานแล้ ว ดังนัน                                    ้
                                   ่ ั        ั้                       ้
ผู้ใดไม่ตอบรับการเรียกร้ องสูอลลอฮฺทงที่การเรียกร้ องนันได้ กระทําไปผ่านอัลกุรอาน,หลักฐานและ
การเรี ยกร้ องด้ วยวิท ยปั ญ ญาแล้ ว คมดาบจึงเป็ นหนทางแห่งการเรี ยกร้ องสุดท้ ายสําหรับเขา 88
                                                        ้
ความสัมพันธ์ของการเรี ยกร้ องมนุษย์ที่ดื ้อรันและเป็ นปฏิปักษ์ ต่ออิสลามสู่การศรัทธาในพระเจ้ า
(เตาฮีด)ด้ วยคมดาบกับการทําลายการกดขี่มวลมนุษย์ภายใต้ ปลักของความเป็ นทาสที่ถกเกื ้อหนุน                        ู
                                                                    ้
คํ ้าจุนอยู่โดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชและการตังภาคีต่อพระองค์จึงหล่อหลอมขึ ้นเป็ นเนื อ                                        ้
เดียวกันอย่างไม่อาจแยกได้ เลย ดังปรากฎการญิฮาดของมวลมุสลิมในยุคแรกที่พวกเขาหมายมัน                                        ่
ในการล้ างบางการกดขี่มนุษย์จากระบอบทาสของพวกเทวราชานิยมทังหลาย ภาพที่ชัดเจนที่สด            ้                               ุ
                           ้
ของเหตุก ารณ์ นี คื อ การสงครามระหว่ า งบรรดาฃอฮาบะฮฺ กั บ มหาอาณาจั ก รเปอร์ เ ซี ย
                         ั                         ่
ประวัติศาสตร์ได้ บนทึกไว้ ถึงระบอบอันชัวร้ ายที่คอสโร(กษัตริย์) แห่งเปอร์เซียองค์ตางๆได้ กดขี่มวล       ่
มนุษย์อย่างกว้ างขวางด้ วยการอ้ างตนว่าเป็ นสมมุติเทพที่มนุษย์ต้องเคารพกราบไหว้ การสงคราม
                             ้
ของชาวมุสลิมในครังนี ้ได้ รับการประกาศกร้ าวต่อหน้ าท้ องพระโรงของกษัตริย์เปอร์เซียและจอมทัพ
รุสตัมก่อนการสงครามจะระเบิดขึ ้นโดยท่านริบอีย์บินอามีรทูตของฝ่ ายมุสลิม ความว่า

87
                     ั
     มุสนัดอิมามอะฮฺมด. หมายเลขหะดีษ : 4969
88
     Muhammad Abdussalam Faraj. Jihad The Absent Obligation. P.14-15.
                                               ~ 105 ~

              “พระเจ้ าทรงส่งเรามาเพื่อปลดปล่อยมนุษย์ออกจากการเป็ นทาสของมนุษย์ด้วยกันสู่การ
เป็ นบ่าวของพระองค์เพียงองค์เดียว”89
              ความสําเร็จของอิสลามในการล้ มล้ างระบอบทาสและยกระดับความเสมอภาคของมนุษย์
            ู
ยังได้ ถกจารึกในหน้ าประวัติศาสตร์ ผ่านการกระทําของอัครสาวกผู้ยิ่งใหญ่ของท่านศาสนทูตซึ่ง
                                   ้                  ั        ็
เป็ นแบบอย่างแด่มวลมุสลิมทังผองอย่างท่านอุมร อิบนุคอตต๊ อบ (รอฎิฯ) เมื่อคราวที่ท่านเดินทาง
จะไปเปิ ดเมืองเยรูซาเลม ชาวเมืองต้ องพากันตกใจเมื่อพบว่าประมุขของอาณาจักรอิสลามอันเป็ น
อาณาจักรที่กว้ างใหญ่ไพศาลนับจากแอฟริกาตะวันตกจรดชายแดนจีนอย่างท่านอุมรต้ องเป็ นคน           ั
                                         ั                   ้
จูงม้ าให้ แก่ทาสของท่านซึ่งกําลังขี่มนอยู่ ด้ วยเหตุผลพืนๆว่าท่านจะแบ่งเบาความเหนื่อยล้ าของ
                                                ั
ทาสตลอดการเดินทางได้ บ้าง ในขณะที่อครสาวกของท่านศาสนทูตอีกท่านหนึ่งคือท่านอบูซร(รอฎิ                 ั
                          ่
ฯ)ได้ กระทําตามคําสังใช้ ของท่านศาสนทูตด้ วยการแบ่งเครื่ องนุ่งห่มของท่านครึ่งหนึ่งแก่ทาสและ
                                                                             ้
เก็บอีกครึ่งหนึ่งไว้ สวมใส่เอง พฤติกรรมอันน่าสรรเสริ ญและวจนะทังมวลเหล่านีคือแบบอย่างแก่  ้
                              ั่                        ่
ปวงมุสลิมที่อิสลามได้ สงสอนให้ พวกเขายึดถือมันในการใช้ เป็ นแบบแผนแห่งการปลดแอกทาส
จากความเป็ น ‚สัตว์‛ เพราะแบบอย่างของบรรดาอัครสาวกของท่านศาสนทูตแล้ วนันได้ รับการสัง       ้            ่
               ้
ใช้ เน้ น ยํ าจากท่ า นศาสนทูต ให้ เรายึ ด มั่น ไว้ อ ย่ างเหนี ย วแน่ น ด้ ว ยเช่ น กัน และด้ วยเหตุแ ห่ ง
                            ั                             ู
แบบอย่างของท่านอุมรนี ้ บรรดาผู้นํามุสลิมจึงได้ ถกบังคับมิให้ มอบความยากเย็นลําเค็ญแก่บรรดา
ทาส ทาสจะต้ องไม่ถูก ทรมาน, ข่มเหงบีฑ า,หรื อเลี ้ยงดูอย่ างอธรรม บรรดาทาสสามารถที่ จ ะ
                      ่
แต่งงานในหมูพวกเขากันเองภายใต้ การอนุญาตของนายทาส หรือแม้ กระทังสามารถที่จะแต่งงาน   ่
กับชายและสตรีที่เป็ นไทได้ ! บรรดาทาสยังสามารถที่จะปรากฏตัวในฐานะ ‚พยาน‛ และมีสวนร่วม              ่
                                                                               ู
พร้ อมกับชายที่เป็ นไทในธุรการต่างๆได้ จํานวนมากจากบรรดาทาสได้ ถกมอบหมายให้ เป็ นข้ าหลวง
       ั
ผู้บญชาการแห่งกองทัพ และเจ้ าหน้ าที่ เพราะในสายตาของอิสลามแล้ วทาสผู้เปี่ ยมไปด้ วยศรัทธา
   ้
นันย่อมมีระดับที่เหนือกว่าคนเป็ นไทที่ขาดศรัทธา
                  ้              ้
              ทังนี ้การปฐกถาครังสุดท้ ายของท่านศาสนทูตต่อผองมุสลิมนับแสนก็มิพ้นการประกันสิทธิ
                                              ั
เสรีภาพของทาสดังที่ท่านอิบนุซะอฺด์ได้ บนทึกไว้ ความว่า
                 ‚และ(พึงตระหนักในเรื่องเกี่ยวกับ) เหล่าทาสของท่าน! จงพิ จารณาดูเถิ ดว่าท่านได้มอบ
                                            ่
อาหารแก่ทาสซึ่งอาหารเช่นเดียวกับทีท่านรับประทานหรื อไม่? และได้ตกแต่งพวกเขาเช่นเดียวกับ
   สิ่ งที่พวกท่านสวมใส่หรื อไม่? หากแม้นว่าพวกทาสได้กระทาการณ์ ผิดพลาดที่เกิ นกว่าท่านจะให้




89
            ั
  บิดายะฮฺวนนิฮายะฮฺ ของท่านอิบนิกะษี ร อ้ างถึงใน อบุลหะซัน อาลี อัล -นัดวีย์. โลกสูญเสียอะไรจากความ
                   ุ
ตกตํ่าของประชาชาติมสลิมภาค 1. หน้ า141.
                                               ~ 106 ~

อภัยเขาได้ก็จงขายเขา(แก่นายคนอื่น)เสีย เพราะว่าพวกทาสต่างก็เป็ นบ่าวของพระเจ้าและจักต้อง
                                  ไม่ถกทารุณกรรม!!90‛
                                       ู

                                                 ้
         คําเทศนาของท่านศาสนทูตในวจนะนียังคงถูกจารึกไว้ แด่มวลมุสลิมเพื่อเป็ นแนวทางใน
                                                                                    ้
การจัดการปั ญหาความขัดแย้ งระหว่างทาสกับนายทาส วจนะข้ างต้ นได้ บ่งชีถึงกรอบคิดในเรื่ อง
ทาสที่แตกต่างออกไปของอิสลามกับวัฒนธรรมทาสในอารยธรรมอื่น สําหรับอิสลามแล้ วคํานึงถึง
                ่                                                              ุ
ข้ อเท็จจริงที่วามนุษย์จะได้ ชื่อว่าทาสหรือชนผู้เป็ นไทแล้ วต่างล้ วนก็เป็ นปุถชนที่หลงลืมผิดพลาดได้
           ้                                                                      ่
ด้ วยกันทังสิ ้น แต่ความผิดพลาดในการทํางานของทาสในอารยธรรมมนุษย์ที่ผานมาคือบ่อเกิดแห่ง
พฤติกรรมการลงโทษทารุณกรรมอันเลวร้ ายที่มนุษย์มีต่อทาส อิสลามจึงลํ ้าหน้ ากว่าใครอื่นด้ วย
การวางกรอบกฎหมายให้ นายทาสผู้ชิงชังต่อทาสที่ทํางานบกพร่องด้ วยการขายเขาแก่นายคนอื่น
                                                               ้
มากกว่าที่จะลงโทษด้ วยการทารุณกรรมใดๆ นอกจากนี หลักคําสอนของท่านนบีที่กําชับให้ เรา
ตกแต่งประดับประดาทาสด้ วยเสื ้อผ้ าชนิดเดียวกัน ก็ เป็ นความลุ้มลึก ของท่านที่ ต้องการเจาะ
                                                    ้
ทําลายเปลือกนอกของมนุษ ย์ ที่ แบ่งแยกชนชัน ออกจากกัน ด้ วยเครื่ องประดับ ซึ่งก็ ปรากฏผล
ออกมาอย่างเป็ นรูปธรรมจากหะดีษอีกต้ นหนึ่งความว่า
                 ‫لن املمرأر بن سمند قال: رأن أبا ذر الغفاري ريي اهلل لك ألتي حتة ألتى‬
                                                                           ‫يالم حتة‬
                                 ุั                     ั                                  ้
           ‚จากอัลมะอฺรูร อิ บนุสวยดฺ เล่าว่าฉันเห็นอบูซร อัลฆิ ฟารี ใส่เสื้อคลุมอยู่ รวมทังทาสของ
เขาก็ใส่ เสื้อคลุมเช่ นเดียวกับเขา91‛
           จากหะดีษต้ นนี ้ผลของมันได้ ปรากฏอย่างเป็ นรูปธรรมว่าซอฮาบะฮฺระดับแนวหน้ าอย่าง
            ั                                 ้                               ั
ท่านอบูซรได้ ทลายความแบ่งแยกทางชนชัน(ดังที่พวกบริโภคนิยมยุคปั จจุบนนิยมกระทํา)ด้ วยการ
มอบเสื ้อคลุมในลักษณะเดียวกันกับที่เขาสวมใส่ให้ แก่ทาสของเขา โดยไม่เหนียมอายว่าภายนอก
                                                          ้      ้                ้
ของท่านต้ องถูกห่อหุ้มด้ วยเสื ้อผ้ าที่ไม่แตกต่างกับชนชันทาสทังที่โลกในขณะนันถือว่าทาสคือชน
   ้          ุ
ชันตํ่าที่สดของมนุษย์ สภาพของทาสในอารยธรรมอิสลามช่างสุขสมภิรมย์หมายเสียนี่กระไร! เนื่อง
เพราะแม้ นพวกเขาจะเป็ นทาสแต่อิสลามก็ได้ ทําการประกันเสรีภาพและสิทธิของพวกเขาไว้ อย่างดี
เยี่ยม ผิดกับสังคมอนารยะของลัทธิบริโภคนิยมและทุนนิยมเฉกเช่นทุกวันนี ้ แม้ นว่าทาสจะปลอด
พ้ นไปจากสังคมในระบอบนีไ้ ปแล้ วแต่สภาพของมนุษย์กลับเลวร้ ายยิ่งกว่าทาสในสังคมอิสลาม
เสียด้ วยซํ ้าไป เพราะในขณะที่อิสลามกดหัวพวกนายทาสให้ มอบอาหารแก่ทาสเช่นเดียวกับที่พวก

90
    โปรดดูหนังสือของท่านอิบนิซะอฺด์ ที่ชื่อว่า ฏ็ อบะกอตอัลกุบรอ เล่ม 2 ส่วนที่ 1 หน้ า 133 อ้ างถึงใน Majid
Ali Khan. Muhammad The Final Messenger. P.315.
91
     ศอฮีฮฺอัล-บุคอรีย์. กิตาบุลอีมาน. หมายเลขหะดีษ : 30
                                              ~ 107 ~

เขากิ น อยู่ ระบอบทุน นิ ย มซึ่งมีก ระบวนการผลิตอาหารในปริ มาณมากต่อวัน กลับ ไม่สามารถ
เยียวยาคนอดอยากที่เป็ น ‚ไท‛ นับแสนตามท้ องถนนใจกลางเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์คได้ ในขณะที่
                                           ้
อาหารมากมายถูกผลิตและบ่อยครังต้ องเน่าบูดเพราะจําหน่ายไม่ทนจากภาวะสินค้ าล้ นตลาดแต่ั
ผู้คน 2 ใน 3 ของโลกกลับต้ องอดอยากแทบดื่มมูลสัตว์กิน !! ในขณะที่ระบอบทุนนิยมได้ ก่อเกิด
                   ุ     ้ ้
เสื ้อผ้ าขยะๆที่สดแสนฟุงเฟอมากมายตามตลาดแต่คนมากมายในโลกกลับยังขาดแคลนเสื ้อผ้ าดีๆ
ใช้ ระบอบสังคมที่อาหารเหลือเฟื อนับ แสนต้ องเน่าบูดควบคู่กับ ความอดอยากของประชาชน
                                                  ้
ระบอบสังคมที่เสื ้อผ้ านับแสนต้ องถูกเขี่ยทิงเนื่องจากหมดความนิยมควบคู่ไปกับการขาดแคลน
                                  ั
เสื ้อผ้ าใช้ ของประชากรโลก นี่มนระบอบวิตถารอุบาทว์กาลีโลกสิ ้นดี!! แม้ แต่กรรมกรยุคทุนนิยมเอง
               ุ            ั
ก็ตามแต่คณภาพชีวิตก็ยงเลวกว่าทาสในอารยธรรมอิสลามอยู่หลายปี ดีดก ท่านเคยเห็นกรรมกร         ั
คนใดบ้ างเล่าที่ สามารถดํ ารงตํ าแหน่ง เป็ นข้ าหลวงเช่น ที่ อิสลามได้ ใ ห้ แก่ ท าสไว้ ??! สภาพ
                                                                                ้
เศรษฐกิจและกระบวนการผลิตแบบทุนนิยมได้ รีดนาทาเร้ นชนชันกรรมาชีพด้ วยวิธีการไล่ออกจาก
งานเสมอในยามที่เศรษฐกิจโลกถึงคราววินาศเพราะความอิ่มตัวและล้ นตลาดของสินค้ า กลับกัน
                                                                                              ้
ภาษี ที่ ป ระชาชนต้ อ งจ่ า ยแก่ รั ฐ ก็ ก ลับ ถูก ใช้ โอบอุ้ม ธุร กิ จ ของพวกนายทุน ทังหลายในยามที่
                                                        ้
เศรษฐกิจอ่อนแอ สมควรที่จะกล่าวสรุปในที่นีว่าภายใต้ ความหลงระเริ งดุจหนุ่มสาวใจแตกของ
                              ่                                               ้       ้
ระบอบทุนนิยมที่มนุษย์ตางเป็ น ‚เสรีชน‛ แค่เพียงเปลือกนอกทังสิ ้นนัน ชนชันทาสในยุคบรรพกาล    ้
                                ้                         ั                       ้
ได้ แปรเปลี่ยนมาเป็ นชนชันกรรมาชีพในยุคปั จจุบนและนายทาสทังหลายก็กลายพันธ์มาเป็ นพวก
นายทุนหน้ าเลือดที่สร้ างความเสียหายบนหน้ าแผ่นดินมากที่สด                  ุ
                                                                          ้
            วจนะอีกกระแสหนึ่งของท่านศาสนทูต ศ็อลฯ ที่ บ่งชีชัดอย่างชัดเจนว่าการ ‚กดขี่‛ ทาส-
หญิ งคือสิ่งต้ องห้ ามในกฎหมายอิสลาม ดังที่ท่านศาสนทูต ศ็อลฯ กล่าวว่า
                                    ‫ما من لبد اسرتلاه اهلل رلية فتم حيطها بكصيحة إال َّل جيد رائحة اْلكة‬
                                         ั
            “ไม่มีบุคคลใดที่พระองค์อลลอฮฺได้ มอบ “ผู้คน” ให้ อยู่ภายใต้ การดูแลของเขาแล้ วเขาก็
                                                            ่          ั้
ล้ มเหลวในการดูแลพวกเขาอย่างเหมาะสม เว้ นแต่วาเขาผู้นนจะไม่ได้ สดดมกลิ่นอันหอมชวลของ    ู
สวงสวรรค์”92

                                   ้               ้
        คําว่า ‚ผู้ คน‛ ในวจนะบทนี ห มายถึ งผู้คนทังมวลและย่ อมกิ น ความถึ งทาสหญิ งอย่ าง
                                                                                       ุ
แน่นอน และเช่นกันว่าการ ‚ข่มขืน‛ ทาสหญิงคือความล้ มเหลวในการดูแลอย่าง ‚ชั่วร้ าย‛ ที่สดที่
                                           ้
นายทาสกระทําต่อหญิงทาสของตนเอง ดังนันการข่มขืนทาสหญิงจึงเป็ นสิ่งต้ องห้ ามโดยตัวของมัน
                                     ุ
เอง อันจะเป็ นผลให้ เกิดบาปใหญ่แก่มสลิมตนใดก็ตามแต่ที่ละเมิดต่อทาสหญิงด้ วยการเพิกเฉยไม่
                                       ้ ้
สนใจวจนะของท่านศาสนทูต ศ็อลฯ ทังนีแม้ นางจะได้ ชื่อว่า ‚ทาสหญิ ง‛ ที่ไม่เป็ นไทแก่ตนก็ตาม

92
     ศอฮีฮฺอัล-บุคอรีย์. กิตาบุลอะฮฺกาม. หมายเลขหะดีษ : 6731
                                                         ~ 108 ~

       ้
กระนันคุณค่าและความเป็ นคนของนางคือปั จจัยสําคัญที่อิสลามพิจารณาและนํามาเป็ นเงื่อนไข
บังคับให้ นายทาสมุสลิมต้ องดูแลให้ ความเมตตาแก่พวกนางดังปรากฏคําสังใช้ ในอัลกุรอานความ        ่
ว่า
                 ِ ِ ْ ِ ِ َٰ                                   ِ
               ‫أٱلبُدأاْ ٱلتَّ َ أالَ تُشتماْ بِِ شْيئاً أبِٱلْملِدنْن إِحساعاً أبِذي ٱلْق ْرىب أٱلْيََٰاَمى أٱلْمسمٌن أٱْلَار ذي‬
                        َ َ َ َ َٰ َ َ َٰ َ ُ                     َ َ ْ ِ َ ََٰ َ َ ُ‫َ ْ ر‬             ِ                     َُْ
          ُْ َ َ َ ُّ ُِ                                                                ِ ِ َّ ِ ْ ِ ْ َٰ َ ُ
    ً‫ٱلْق ْرىب أٱْلَار ٱْلُكُب أٱلصاحب بِٱْلَْكب أٱبْن ٱلسبِيل أما متَم ْ أَْديََٰكُمم إِن ٱلتَّ َ الَ حيب من تان ُماَاال‬
                                    َّ ْ ُ             َ َ َ َ ِ َّ ِ َ ِ                            َ                  َ
                                                                                                                           ً‫فَخمرا‬
                                                                                                                               ُ
                                                                ่             ั
            และจงเคารพสักการะอัลลอฮฺเถิด และอย่าให้ มีสิ่งหนึงสิ่งใดเป็ นภาคีกบพระองค์ และจงทําดีตอ   ่
     ั           ้                              ิ                       ั
ผู้บงเกิดเกล้ าทังสองและต่อผู้เป็ นญาติที่ใกล้ ชด และเด็กกําพร้ าและผู้ขดสน และเพื่อนบ้ านใกล้ เคียงและ
          ่
เพื่อนที่หางไกล และเพื่อนเคียงข้ าง และผู้เดินทาง และผู้ที่มือขวาของพวกเจ้ าครอบครอง แท้ จริ งอัลลอฮฺ
ไม่ทรงชอบผู้ยะโส ผู้โอ้ อวด (4:36)
                  ่                                                                ้
          วลีที่วา ‚และสิ่งที่มือขวาของเจ้ าครอบครอง‛ ในโองการข้ างต้ นนีหมายถึงบุคคลผู้มีทาส
                                            ั         ั            ู
หญิงในครอบครองดูแลซึ่งพระองค์อลลอฮฺได้ บญชาให้ ดแลพวกนางอย่างมีเมตตาธรรมเนื่องด้ วย
การใช้ คําว่า ‚มือขวา‛ ก็สะท้ อนภาพของการให้ เกียรติทาสหญิ งเพราะในภาษาอาหรับคําว่า ‚มือ
                                              ้
ขวา‛ คือภาษาทางสัญลักษณ์ที่บ่งชีถึงการมอบความเมตตาเช่น บริ จาคก็ให้ บริ จาคด้ วยมือขวา
เป็ นต้ น คํ าสั่งเหล่านี เ้ คีย งคู่ไปกับ ความสัมพันธ์ ของกลุ่มคําสั่งในโองการเดียวกัน ที่พระองค์ได้
บัญชาให้ มนุษย์เคารพสักการะพระองค์!! รวมถึงเคารพกตัญ ํูต่อบิดรมารดาและสานสายใย
           ่
สัมพันธ์ตอเพื่อนบ้ าน
                                                                 ่
          ความเมตตาและมนุษย์ธรรมของอิสลามที่มีตอทาสยังผ่านตัวอย่างดังต่อไปนี ้อีก
                      ‫لن أيب مسممد األعصاري قال تك أيرب يالما يل فسمم من ختفي صمتا التم أبا‬
    ‫مسممد هلل أقدر لتيك مكك لتي فالاف فإذا هم رسمل اهلل صتى اهلل لتي أستم فقت نا رسمل اهلل‬
                                          ‫هم حر لمج اهلل فقال أما لم َّل تفمل لتفحاك الكار أأ ملساك الكار‬
                    ั                                        ั                            ั้
          ‚อบูมสอูดอัลอันศอรี ย์รายงานว่า : ขณะที่ฉนกาลังทุบตีทาสของฉันอยู่นน ฉันได้ยินเสี ยง
                                                               ั
ดังขึ้นมาจากข้างหลังของฉัน(พร้อมกับกล่าวว่า) อบูมสอูด จงทราบเถิ ด พระองค์ อลลอฮฺนนทรงมี      ั     ั้
อานาจมากล้นเหนื อตัวเจ้ามากกว่าที่เจ้ามี อานาจเหนื อทาสผู้นี้เสี ยอี ก ฉันจึ งหันกลับไปดูยงต้น        ั
เสียงและพบว่ามันคื อ ท่านศาสนทูต ศ็อลฯ ฉันจึ งได้กล่าวแก่ท่านว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ
                                                                                        ้
ฉันได้ปล่อยเขาให้เป็ นไทเพื่อเป็ นเกี ยรติ คุ ณแด่พระประสงค์ ของอัลลอฮฺ ดังนันท่านศาสนทูตจึ ง
กล่าว หากเจ้าไม่ทาเช่นนัน ประตูแห่งไฟนรกจะถูกเปิ ดแก่เจ้าหรื อไม่ไฟนรกก็จะแผดเผาเจ้า93‛
                                  ้

                                 ุ ั
           มีรายงานจากท่าน อิบนิอมรเล่าว่า เขาได้ ยินท่านรอซูล ศ็อลฯ กล่าวว่า

93
            ุ
     ศอฮีฮฺมสลิม. หมายเลขหะดีษ : 1659
                                             ~ 109 ~

                                                        ‫ممتم‬
                                 ‫من لطم ت أأ يرب فمفارت أن نماق‬
                “บุคคลใดตบหรือทุบตีทาส ค่าปรับสําหรับเขาคือการปลดปล่อยทาสคนนัน”94
                                                                             ้


                                                           ้
           หะดีษต่างๆเหล่านี ้คือข้ อระวังให้ เหล่ามุสลิมทังหลายตระหนักในเรื่ องการลงไม้ ลงมือกับ
                                                                               ้
ทาส ท่านศาสนทูตได้ ยืนยันอย่างหนักแน่นแก่เราว่าในขณะที่พวกนายทาสทังหลายกระทําตนหยิ่ง
                                         ้                   ั
ผยองคิดว่าตนมีอํานาจเหนือทาสนัน แต่ทว่าพระองค์อลลอฮฺกลับมีพระอํานาจเหนือเขาอย่างมาก
                                                         ั         ุ     ั ่
ล้ น นี่คือคําตักเตือนอันเปี่ ยมไปด้วยวิทยญาณที่หกห้ ามมิให้ มสลิมปฏิบติตอทาสประหนึ่งราวอารย
                       ั ่                           ้
ธรรมเดียรถีย์ปฏิบติตอทาสกัน และสําหรับผู้พลังพลาดตีทาสไปแล้ ว อิสลามก็มีทางออกแก่เขาว่า
เขาจะต้ องปล่อยทาสเป็ นไทและท่านศาสนทูตได้ บอกแก่เราว่าหากเราไม่กระทําตามกฎดังกล่าว
                     ั                                                           ้
นรกก็คือสถานที่อนเหมาะสมแก่เราแล้ ว นี่คือการบอกเป็ นนัยแล้ วว่าในอิสลามนันการทุบตี ทาสคือ
            ่
หนทาสสูไฟนรกและการทุบตีทาสจะเป็ นผลให้ ทาสเป็ นอิสระ!! ขอท่านผู้อ่านจงพิจารณาเถิดว่า
                                                       ั
กฎหมายของอิสลามประเภทนี ้หากถูกนําใช้ ปฏิบติในสังคมทาสทั่วโลก ทาสจะไม่ต้องถูกจารึกใน
                                           ู
ประวัติศาสตร์ด้วยฐานะของมนุษย์ที่ถกกดขี่อีกเลยหรือไม่ก็การทุบตีทาสในสังคมอารยธรรมโลกก็
จะเป็ นสื่อให้ ท าสหมดไปจากโลกนี ้ ประวัติศาสตร์ โลกก็จ ะถูกจารึกอย่างแปลกประหลาดยิ่งว่า
ระบอบทาสหมดไปจากโลกนี ้ก็เพราะการทารุณกรรมทาส การกดขี่ทาสทําให้ ทาสหมดไปจากโลก
นี ้!!?
           จากเรื่องราวข้ างต้ นมหาบุรุษผู้เป็ นศาสนทูตแห่งพระเจ้ าและต้ นแบบของผองมนุษยชาติ
       ั่               ุ                                            ่                ้
ได้ สงห้ ามเรามิให้ ทบตีและเฆี่ยนลงโทษพวกนาง พร้ อมด้ วยกับการสังให้ ปลดนางทาสทังหลายที่ได้
ถูก ละเมิดจากเจ้ านายด้ วยกรรมวิธีด ังกล่าวให้ เ ป็ นทาส ซึ่ง แน่ล่ะว่าการกระทําของท่านรอซูล
สําหรับมวลมุสลิมแล้ วย่อมเป็ นแบบอย่างหนักอันปฏิเสธมิได้ เพราะใครจงใจจะปฏิเสธแบบอย่าง
(ซุนนะฮฺ)ของท่านด้ วยความเย่อหยิ่งจองหองเขาจะกลายเป็ น ‚กาเฟร‛ ที่ต้องถูกรัฐบาลอิสลาม
ประหารชีวิต! และการกระทําของท่านนบีย่อมได้ รับการสนับสนุนเชิดชูบั ญญัติเป็ นกฎหมายแก่
มวลมุสลิม การปลดปล่อยทาสหญิ งเพียงเพราะถูกนายทาสทุบตี คือความลํ ้าหน้ าในกฎหมาย
ยกเลิก ทาสของอิสลาม เพราะเท่ากับอิสลามมาวางกรอบในการห้ ามทุบตีก ดขี่ทาสอันเป็ นการ
ยกระดับทาสขึ ้นมาอีกคํารบหนึ่ง ลักษณะเด่นของอิสลามประการนี ้มิอาจปรากฏพบในอารยธรรม
                                       ่                         ั           ้
สังคมทาสอื่นๆเลยเพราะการทุบตีขมเหงทาสเป็ นหลักปฏิบติของนายทาสทังมวลอยู่แล้ ว กล่าวคือ
การทุบตีทาสคือการกระทําของนายทาสต่อทาสที่เป็ นการกดขี่เชิง ‚สัญลักษณ์ ‛ เพราะหัวใจหลัก
แห่งการกดขี่ทาสในมโนทัศน์ของมนุษย์ก็คือการเฆี่ยนตีทาส กฎหมายอิสลามที่ห้ามการทารุ ณ
                                                               ้
กรรมทาสจึงเป็ นการทําลายสัญ ลัก ษณ์แห่งการกดขี่นี ด้วยการทดแทนอิสรภาพแก่ ทาสทังปวง          ้

94
            ุ
     ศอฮีฮฺมสลิม กิตาบุลอีมาน. หมายเลขหะดีษ : 1657.
                                              ~ 110 ~

           ้                                                  ั่              ั           ้
เพราะฉะนันแม้ แต่การทุบตีทาสท่านศาสนทูตของเรายังได้ สงห้ ามการปฏิบติเยี่ยงนี ้ดังนันกระไรกัน
                       ่                                                         ั
เล่า ‚การข่มขืน‛ ซึ่งชัวร้ ายกว่าการทุบตีอยู่หลายขุมจึงถูกเชื่อว่ามันเป็ นที่อนุมติในอิสลามอย่ างปั ก
                    ั
ใจจากฝ่ ายผู้อคติชงต่ออิสลามชนิดน่าสมเพทเวทนาถึงเพียงนี !้ !
                                       ่
        ในขณะที่กฎหมายอิสลามสังห้ ามการตีทาส แต่ในทางกลับกันพระคัมภีร์ไบเบิลของยิ ว
และคริสต์กลับเปิ ดช่องโหว่ให้ เกิดการตีทาสได้ อย่างเสรีโดยมีเงื่อนไขว่าการทุบตีทาสจะต้ องไม่ให้
                                                                                     ั้
ทาสล้ มตายในทันทีที่ลงมือตี ทาส แต่ถ้าหากทาสตายวันรุ่งขึ้นก็ถือว่าการทุบตี นนไม่เป็ นไร!! ดัง
ปรากฏบัญญัติความว่า

                              ้
       อพยพ 21:20-21 ถ้าผูใดทุบตี ทาสชายหญิ งของตนด้วยไม้ จนตายคามื อผู้นนต้องถูกั้
                       ้              ั                                ้
ปรับโทษ.. หากว่าทาสนันมีชีวิตต่อไปได้วนหนึ่งหรื อสองวันจึงตาย นายก็ไม่ตองถูกปรับโทษเพราะ
     ้
ทาสนันเป็ นดังเงิ นของนาย..

          พระบัญญัตินี ้จึงเปิ ดช่องให้ นายทาสสามารถทําการตีทาสให้ ตายอย่างไรก็ได้ ขอเพียงอย่า
                                      ้
ให้ ตายทันทีก็พอ เพราะทาสนันคือเงินทองทรัพย์สินของเรา พูดอีกนัยหนึ่งพระบัญญัตินีจะส่อเค้ า       ้
ให้ น ายทาสสามารถ ‚ข่มขืน ‛ ทาสได้ ไหมก็ใ นเมื่อการ ‚ฆ่า‛ ทาสยังมีช่องทางให้ ก ระทํ าได้ จาก
เหตุผลที่ตื ้นเขินว่าทาสคือทรัพย์สินของเราแล้ วไฉนกันเล่าการ ‚ข่มขืน‛ ทาสหญิ งซึ่งเลวน้ อยกว่า
                            ู     ั
การ ‚ฆ่า‛ ทาสจะไม่ถกอนุมติจากบัญญัติประการนี ้ด้ วยเหตุผลเดียวกันว่า ‚ทาสคือทรัพย์สินของ
                                                                            ั่
เรา‛ !!??! ถ้ าหากว่ากันไปตามตรรกะแล้ วการที่ท่านศาสนทูตได้ สงห้ ามมุสลิมมิให้ กระทําการใดๆ
              ่         ้                                                      ้               ั
อันเป็ นสิ่งชัวช้ าทังปวงแก่ผ้ เู ป็ นทาสที่อยู่ใต้ ปกครอง ซึ่งการข่มขืนนันสติปัญญาบ่งชี ้ได้ ชดเจนว่าคือ
                      ่       ้                                                      ่
การกระทําอันชัวช้ าดังนันการข่มขืนทาสจึงตกอยู่ในการกระทําอันชั่วช้ าซึ่งถูกสังห้ ามในหลักการ
ของอิสลามไปโดยปริ ยาย และหากจะมีนักบูรพาคดีคริ สต์เตียนคนใดจะดันทุรังหัวชนฝาอ้ างว่า
                          ั                          ่                    ้
อิสลามสอนให้ ปฏิบติดีและมิให้ กระทําการชัวร้ ายต่อทาสในเรื่องทังปวง ‚ยกเว้ น‛ เพียงการข่มขืน
                   ้                         ้                                     ้
ทาสหญิงเท่านันที่อิสลามยอมให้ ดังนันจึงจําเป็ นแก่เหล่าผู้ชิงชังแก่อิสลามทังหลายที่จะต้ องนํา
                     ู ่                               ่
หลักฐานมาพิสจน์วาอิสลาม ‚ยกเว้ น‛ กรณีขมขืนไว้ ซึ่งถ้ าหากพวกเขาหาไม่ได้ (ซึ่งแน่นอนว่าหา
                                        ้
ไม่ได้ เ พราะไม่มีหะดี ษเช่นว่านีอยู่เลย) เราก็สามารถที่จะสรุ ปในทันทีได้ เ ลยว่าอิสลามห้ ามการ
ข่มขืนทาสหญิงทุกกรณี!!

ทาสกับความเหนือกว่าทางกฎหมาย

                                                              ้         ่
         หนึ่งในสิทธิทางกฎหมายบางประการที่อิสลามมอบให้ ทาสนันเรี ยกได้ วามีความลํ ้าหน้ าไป
                                     ้
กว่าข้ อกฎหมายอื่นที่มีอยู่ในโลกขณะนันและอาจจะแม้ ปัจจุบันก็ตาม สําหรับอิสลามแล้ วแม้ โดย
     ั                                            ้                              ั
นิตินยทาสจะมีสถานภาพที่ด้อยกว่าเสรีชนอยู่ แต่กระนันก็ตามช้ อกฎหมายของอิสลามก็ยงให้ สิทธิ
                                                                      ้
ทางกฎหมายบางประการแก่ทาสที่เสรีชนไม่ได้ รับ หนึ่งในข้ อกฎหมายเหล่านันก็คือการลดโทษการ
                                                       ~ 111 ~

กระทําผิดประเวณีที่ทาสได้ กระทําไป โทษของการผิดประเวณีของเสรีชนที่อิสลามได้ กําหนดไว้ คือ
การโบย 100 ทีและทําการเนรเทศอีก 1 ปี มาตรการลงโทษอันรุ นแรงนีเ้ ป็ นสิ่งที่ยอมรับได้ ด้วย
สามัญสํานึกหากเราพิจารณาถึงอาชญากรรมที่เกิดขึ ้นติดตามมาจากการผิด ประเวณี คงไม่ต้อง
                                                                 ่
อภิปรายในรายละเอียดมากเพียงเราสามารถพิจารณาจากความจริงที่วาการผิดประเวณีของคนใจ
        ้                   ่
แตกทังหลายได้ นําพาไปสูการฆาตกรรมเด็กทารกอีกนับล้ านคนจากกฎหมายว่าด้ วยการทําแท้ ง
                                               ั                                   ้
เมื่อเทียบกับการโบย 100 ทีและการเนรเทศแล้ วก็ยงถือว่าเป็ นการลงโทษที่เบากว่าด้ วยซํา กับการ
                                  ้
ฆ่าเด็กในไส้ ของเขาพวกเขา ดังนันในอิสลามการผิดประเวณีจึงถูกพิจารณาว่าเป็ นอาชญากรรมที่
เลวร้ ายในอิสลาม และด้ วยจากโลกทัศน์ของอิสลามที่พิจารณาว่าการผิดประเวณีคือบาปอันหนัก
                                                     ้
หน่วงนี ้ อัลกุรอานจึงได้ ประทานข้ อกฎหมายลงมาเป็ นขันตอนดังนี ้

  ِ              َّ ُ ُ ِ ْ ُ ِ َ
  ‫أٱلالٌَِّب نَأْتٌِن ٱلْ ََٰفحشةَ من عِّسآئِمم فَٱساَشهدأاْ لتَْيهن أَربَمةً مْكمم فَِإن شهدأاْ فَأَمسممهن ُِب ٱلْبُـيُمت‬
                                                         ِ
                                         ْ ُ ِّ ْ َّ َ ُ ْ ْ ْ ُ َ
                                                                      ِ                       ِ ِ
                                                                                                 َ       َ               َ
                                                                   ً‫حْى نَـاَـمفَّاهن ٱلْممت أَأ جيمل ٱلتَّ ُ هلُن سبِيال‬
                                                                         َ َّ َ َ َ َْ ْ ُ ْ َ َّ ُ َ َٰ َّ َ
                                       ่                ้
และบรรดาผู้ที่กระทําสิ่งลามกจากในหมูสตรีของพวกเจ้ านัน จงให้ มีพยานสี่คนของพวกเจ้ ายืนยัน
          ้                                          ้
นางเหล่านันถ้ าพวกเขายืนยันแล้ ว ก็จงกักขังนางเหล่านันไว้ ในบ้ าน จนกว่าความตายจะพรากพวก
นาง หรือไม่ก็จะทรงให้ มีทางหนึ่งสําหรับพวกนาง (4:15)

  ้                             ้
นีคือวิวรณ์แรกเกี่ยวกับเรื่ องนีซึ่งได้ ถูกประทานลงมาในแรกเริ่ มเพื่อวางกฎหมายลงโทษทั่ว ๆไป
                                              ้
เกี่ยวกับการทําผิดประเวณีของสตรี จากนันวิวรณ์ที่ 2 จึงได้ ประทานลงมาเพื่อดําเนินมาตรการ
            ้
ลงโทษต่อทัง 2 เพศดังความว่า

                    ِ َّ َّ َ َ َّ                                                          ُ ُْ ِ ِ ِ َ َ
                ً‫أٱلتَّذان نَأْتِيَاهنَا مكمم فَآذُأمهَا فَِإن تَابَا أأَصتَحا فَأَلريماْ لْكـهمآ إِن ٱلتَّ َ تان تَـماباً رحيما‬
                                                 َُ َ ُ ِْ َ ْ َ
                      ่                            ้                       ้
และชายสองคนในหมูของพวกเจ้ าที่กระทําการลามก นัน พวกเจ้ าจงลงโทษเขาเสียทังสองคน หาก
  ้                     ้                                                    ้
ทังสองสํานึกผิดกลับเนือกลับตัวและปรับปรุงแก้ ไขแล้ ว ก็จงระงับการลงโทษเขาทังสองเสีย แท้
            ั้
จริงอัลลอฮฺนนเป็ นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ (4:16)

            ้
และหลังจากนันวิวรณ์ที่ 3 จึงได้ ประทานลงมาเพื่อระบุถึงรูปแบบของการลงโทษพวกเสพเมถุนผิด
กฎหมายว่า

                                ِ ِ                                            ِ ِّ ٍ ِ َّ ُ ُ
    ‫ٱلزاعِيَةُ أٱلزاِن فَٱجتِدأاْ تل أاحد مْكـهما مئَةَ ج ْتدةٍ أالَ تَأْخذتم ِِما رأْفَةٌ ُِب دنن ٱلتَّ ِ إِن تكاُم تُـؤمكُمن‬
    َ ِْ ْ ُ                                  َ َ ‫َ َ َ ُ ْ ُ ْ هب‬                َُ        َ          ْ ِ َّ َ َّ
                                                            ‫بِٱلتَّ ِ أٱلْيَـمِم ٱآلخر ألْيَشهد لذابـَهما طَآئِفةٌ من ٱلْمؤمكٌِن‬
                                                                ِ
                                                            َ ْ ُ َ ِّ َ َ ُ َ َ ْ َ ْ َ ِ
                                                                                                        ِ
                                                                                                               ْ َ
                                                 ~ 112 ~

          ู                                            ้
หญิ งมีช้ และชายมีช้ ู พวกเจ้ าจงโบยแต่ละคนในสองคนนันคนละหนึ่งร้ อยที และอย่าให้ ความ
            ้                            ้     ้
สงสารยับยังการกระทําของพวกเจ้ าต่อคนทังสองนัน ในบัญญัติของอัลลอฮฺเป็ นอันขาด หากพวก
                                             ่
เจ้ าศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันปรโลก และจงให้ กลุมหนึ่งของบรรดาผู้ศรัทธาเป็ นพยานในการลงโทษ
      ้
เขาทังสอง (24:2)

                        ้                                                             ู
          จากโองการทังหมดนี ้มันบ่งชี ้แก่เราว่าข้ อกฎหมายของอิสลามได้ ระบุโทษแก่ผ้ ผิดประเวณี
                                          ้
ด้ วยการโบยพวกเขาเป็ นจํานวน 100 ครังและเนรเทศไปจากบ้ านเกิดเป็ นเวลา 1 ปี อย่างไรก็ตาม
                          ั้                          ้
ในกรณีของการเล่นชู้นนเขาจะต้ องถูกเฆี่ยน 100 ครังพร้ อมด้ วยการขว้ างก้ อนหินจากมวลชนจนถึง
                                                        ุ
แก่ความตาย การลงโทษถึง 2 มาตรการเช่นนี ้แม้ จะมีอลามาอ์บางส่วนตีความว่าไม่จําเป็ นจะต้ อง
ทําการเฆี่ยนหากสามารถที่จะพาไปยังสถานที่ขว้ างผู้ผิดประเวณีได้ เลย แต่ความเข้ าใจของนัก
กฎหมายส่วนนี ้ไม่สอดคล้ องกับการกระทําของท่านอะลี อิบนุอะบีตอลิบ (รอฎิฯ) ซอฮาบะฮฺผ้ เู จน
จัดในด้ านกฎหมายอิสลาม เพราะตามการตัดสินของท่านอะลีต่อหญิ งเล่นขู้นางหนึ่งนัน ปรากฏ       ้
                 ั่
พบว่าท่านได้ สงเฆี่ยนนางในวันพฤหัสและได้ ขว้ างนางด้ วยหิน ในวันศุกร์ โดยท่านได้ ระบุ อย่าง
                                  ้
ชัดเจนว่าการกระทํ าของท่านทังหมดเป็ นการปฏิบัติตามบัญญัติของอัลลอฺและแบบอย่ างการ
                                                              ้
ลงโทษของท่านรอซูล ศ็อลฯ อย่างไรก็ตามที่ได้ อธิบายมาทังหมดนีเ้ ป็ นการลงโทษต่อเสรี ชนทั่วไป
                                    ั้
แต่ในกรณีของทาสที่ผิดประเวณีนนกฎหมายอิสลามได้ ลดจํานวนการลงโทษเป็ นครึ่งหนึ่งของเสรี
                             ้                            ้     ้                   ้
ชนคือจากการเฆี่ยน 100 ครังมาเป็ นเฆี่ยนเพียง 50 ครัง ดังนันมาตรการการลงโทษขันรุน แรงด้ วย
การขว้ างหิ น จนถึ งแก่ ความตายแม้ จ ะเป็ นการกระทําผิดเช่น เดีย วกับ เสรี ช น(เล่น ชู้) ก็ ตาม แต่
ฐานันดรทาสก็ ยังถือว่าได้ รับการยกเว้ น จากข้ อกฎหมายเหล่านี ้ กล่าวคือเงื่อนไขของผู้ผิดที่จ ะ
                                            ั้                       ้
สามารถลงโทษตามกฎหมายการขว้ างได้ นนมีเพียง 4 ประการเท่านันคือ 1) เป็ นมุสลิม 2) เป็ นคน
      ั                                                     ุ
สติสมปชัญญะปกติ 3) ผ่านการแต่งงานแล้ ว 4) ต้ องบรรุลนิติภาวะตามกรอบของศาสนาแล้ ว 5)
จะต้ องเป็ นเสรีชนมิใช่ทาส95 ข้ อกฎหมายทังหมดนี ้จึงเป็ นการลดหย่อนและคุ้มครองฐานันดรทาส
                                             ้
ในสังคมหรือจะพูดในทางกลับกันแล้ วก็ถือว่าเป็ นการให้ สิทธิทางกฎหมายแก่ทาสที่เหนือกว่าเสรี
        ่
ชนนันเอง ในความเห็นของท่านเมาดูดีข้อกฎหมายดังกล่าวนี ้มีขึ ้นจากเหตุผลที่ว่าสตรี ไทนันได้ รับ้
การคุ้มครองทางสังคมที่เหนือกว่าทาสหญิงอยู่แล้ ว96ข้ อกฎหมายของอิสลามประการนี ้จึงพยายาม
                                               ้                         ้ั
จะถ่วงดุลความเหลื่อมลํ ้าทางสังคมที่บ่อยครังกฎหมายที่ไร้ นํ ้ายาบนโลกนีมกจะถือโทษเอาความ
                                       ้                          ั้
ได้ เพียงแค่คนตํ่ าต้ อยในสังคมเท่านัน และแม้ ว่าทาสหญิ งผู้นน จะเป็ นทาสเลวที่ทําผิดประเวณี
   ้
ซําซากกฎหมายอิสลามก็ เปิ ดทางแก้ ปั ญหาเพีย งแค่ก ารขายพวกนางเสีย ดังมีหะดีษ ที่ระบุว่า
ท่านนบีกล่าวว่า

95
     Abdurrahman I Doi. Shariah The Islamic Law. P.239
96
     เมาลานา ซัยยิดอบุลอะลาเมาดูดี. อ้ างแล้ ว. หน้ า 338
                                                ~ 113 ~

       ‫إذا زع األمة فاجتدأها ٍب إذا زع فاجتدأها ٍب إذا زع فاجتدأها ُب الثالثة أأ الرابمة بيممها ألم‬
                                                                                             ‫بضفًن‬

“เมื่อทาสหญิงทําผิดประเวณีก็จงเฆี่ยนเธอ หากละเมิดอีกก็จงเฆี่ยนอีกหากละเมิดอีกเป็ นครังที่ 3้
                                  ้
ก็จงเฆี่ยนอีก หากละเมิดอีกเป็ นครังที่ 4 ก็จงขายนางไปเสีย แม้ จะได้ ราคาเพียงเชือกที่ทําจากผมก็
ตาม(ราคาน้ อยนิด)”97

        นอกเหนือไปจากบริบทของการลงโทษแล้ ว ในด้ านพฤติกรรมด้ านการแต่งกาย กฎหมาย
อิสลามก็ยังผ่อนปรนให้ แก่ท าสหญิ งกว่าเสรี ชนอยู่มาก เพราะในกรณีของเสรี ช นนันกฎหมาย  ้
           ั่
อิสลามได้ สงใช้ พวกนางอย่างแข้ งขันถึงการสวมใส่ฮิญาบและส่งเสริ มในเรื่ องการปิ ดหน้ าแก่พวก
                                      ้                          ้
นาง อย่างไรก็ดีในกรณีของทาสหญิงนันการสวมฮิญาบของนางนัน “ไม่วาญิ บ” สําหรับนาง โดย
                                          ู
นางสามารถที่จะเปิ ดเผยเส้ นผมของนางแก่ผ้ อื่นได้ ดังหะดีษที่เป็ นหลักฐานของเรื่องนี ้ความว่า

     ‫لن أعس ريي اهلل لك قال أقام الكيب صتى اهلل لتي أستم بٌن خيِب أاملدنكة ثالثا نبىن لتي بصفية بك‬
       ‫حيي فدلمت املستمٌن إىل أليما فما تان فيها من خبز أال ْلم أمر باألعطاع فألقى فيها من الامر‬
        ‫أاألقط أالسمن فماع أليما فقال املستممن إحدى أمهات املؤمكٌن أأ مما متم دييك فقالما إن‬
      ‫حجبها فهي من أمهات املؤمكٌن أإن َّل حيجبها فهي مما متم دييك فتما ارحتل أطى هلا ختف أمد‬
                                                                             ‫اْلجاب بيكها أبٌن الكاس‬

           “จากอนัสบินมาลิกเล่าว่า ท่านนบี ศ็อลฯ ได้ หยุดพักค้ างแรมสามวันระหว่างเดินทางจาก
คอยบัรไปมะดีนะฮฺ ท่านได้ อยู่ร่วมกันฉันท์สามี-ภรรยากับซอฟี ยะฮฺอย่างสมบูรณ์(หลังจากแต่งงาน
                                        ้
แล้ ว) ฉันเองได้ ทําหน้ าที่เชิญมุสลิมทังหลายมาร่วมงานฉลองแต่งงานของท่านนบี ในงานมีทงขนมั้
             ้       ่                     ้
ปั งและเนือ ท่านสังให้ คลี่ผ้าหนังออก ตังอินทผาลัม เนยแห้ งและเนยเหลวซึ่งก็คือกระบวนการ
เฉลิมฉลองการแต่งงานของท่านรอซูล ศ็อลฯ บรรดามุสลิมต่างกล่าว(ด้ วยความประหลาดใจ)ว่า
นางเป็ นหนึ่งในภรรยาของท่านนบี หรือว่าเป็ นเพียงทาสในปกครองของท่านรอซูล พวกเขาจึงตังข้ อ   ้
         ่                                    ั่               ้
สังเกตุวาหากท่านรอซูลว่าหากท่านรอซูลไม่สงให้ เธอปิ ดม่านกันแล้ วเธอก็เป็ นเพียงทาสในปกครอง
               ้                                   ั                       ่
ของท่าน ดังนันเมื่อท่านรอซูลออกเดินทาง(จากที่พกแรม)ท่านรอซูลได้ ให้ เธอนังอยู่ข้า งหลังท่านใน
อูฐตัวเดียวกันและทําม่านกันระหว่างนางซอฟี ยะฮฺกบประชาชนทัวไป(แสดงว่าเธอคือภรรยา) 98
                                                     ั           ่



97
     ศอฮีฮฺอัล-บุคอรีย์. หมายเลขหะดีษ : 2417.
98
     ศอฮีฮฺอัล-บคอรีย์. กิตาบุนนิกาฮฺ. หมายเลขหะดีษ : 4797
                                           ~ 114 ~

                          ้
          จากหะดีษต้ นนีท่านหญิงซอฟี ยะฮฺหนึ่งในภรรยาของท่านนบี ศ็อลฯ ซึ่งกําลังเป็ นที่เข้ าใจ
                                ้
(ผิด)ในหมู่ซ อฮาบะฮฺ ขณะนันว่า นางเป็ นทาสของท่านนบี แต่ก็ได้ รับการแก้ ไขความเข้ าใจก็โดย
                     ้                                                           ้
อาศัยจากการปิ ดกันผ้ าม่านของนางเป็ นตัวพิจารณา อย่างไรก็ตามพึงทราบไว้ ณ จุดนีว่าการผ่อน
                                                     ้
ปรนในเรื่องฮิญาบแก่ทาสหญิงในข้ อกฎหมายอิสลามนันมิได้ หมายความว่าอิสลามมีเปาประสงค์ ้
                              ้
ที่จะสร้ างความต่างทางชนชันระหว่างเสรี ชนกับทาสแต่อย่างใดไม่ เพราะหลักฐานที่เราได้ ยกไป
            ้                                                    ้
ก่อนหน้ านันบ่งชี ้แก่เราอย่างชัดเจนแล้ วว่ากฎหมายอิสลามเน้ นยําถึงความเสมอภาคในเรื่ องการ
แต่งกายระหว่างทาสกับนายของเขาอยู่เสมอ คนบางพวกเช่น รอฟิ เฎาะฮฺ ชีอะฮฺจ อมโสโครกได้
                                                               ้            ั
พยายามร่วมมือกับศัตรูอิสลามด้ วยการสรรหาหะดีษอุปโลกน์มาปายสีแก่ท่านอุมรอิบนุค็อฏฏ๊ อบ
                                              ้
ว่าท่านได้ แสดงออกถึงความโหดร้ ายและถือชันชนกันระหว่างเสรี ชนกับทาสด้ วยการเฆี่ยนตีทาส
หญิงที่สวมใส่ฮิญาบและบังคับพวกนางให้ ถอดฮิญาบออก ความอคติชิงชังได้ ทําให้ พวกเขายกหะ
ดีษมาบทหนึ่งซึ่งมีเนื ้อหาความว่า

 ‫لن املسيب بن دارم قال : رأن لمر أُب نده درة فضرب رأس أمة حْى سقط القكاع لن رأسها ، قال‬
                                                                   ‫: فيم األمة تشب باْلرة‬

                                                  ั
        ‚จากมุสัยยับบินดาร็อมกล่าวว่า ฉันเห็นอุมรถือแส้ ไว้ ในมือของเขาและทําการเฆี่ยนไปที่
                           ่
ศีรษะของนางทาสจนกระทังผ้ าคลุมศีรษะของนางได้ หลุดออกจนสามารถเห็น(ผมของ)นางได้ และ
   ั
อุมรกล่าวขึ ้นว่า ทําไมทาสจึงริอาจมาแต่งกายเฉกเช่นที่สตรีไทแต่งกายได้ ‛

       หะดีษนี ้บันทึกไว้ ใน เตาะบะกอตอัลกุบรอ ของท่านอิบนุสะอฺด์ เล่ม 7 หน้ า 127,กันซ์ -
อัลอุมมาล หะดีษที่ 41928, ตารีคดิมัชก์ เล่ม 58 หน้ า 191

                                                                ่ ั
           สายรายงานต้ นนี ้เป็ นสายรายงานไม่ศอฮีฮฺจากสาเหตุที่วามุสยยับบินดาร็อมผู้รายงานหะ
                                    ั ้                                               ้
ดีษต้ นนี ้เป็ นบุคคลที่ไม่เป็ นรู้จกทังตัวตนและสถานภาพในการรายงานหะดีษของเขา ดังนันจึงเป็ น
ผลให้ หะดีษต้ นนี ้ไม่มีความถูกต้ องแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามหากเราทึกทักไปว่าหะดีษต้ นนีเ้ ป็ นสิ่ง
    ู          ่                             ั                          ุ
ที่ถกต้ องนันก็อาจหมายความว่าท่านอุมรไม่อนุญาตให้ สตรี ทาสซึ่งไม่ใช่มสลิมมาสวมใส่ผ้าคลุม
                                        ุ            ้
ศีรษะซึ่งเป็ นสัญลักษณ์ของสตรีมสลิมผู้ศรัทธาเพื่อปองกันความสับสนในการพิจารณาว่าคนใดคือ
มุสลิมและคนใดเป็ นทาส

                                ั
        ในด้ านการประพฤติปฏิบติศาสนกิจ บุคคลผู้เป็ นทาสก็จะได้ รับผลบุญตอบแทนในความ
จริงใจของเขาเป็ น 2 เท่าจากเสรีชนดังหะดีษความว่า
                                                ~ 115 ~

            ‫لن أيب ممسى ريي اهلل لك لن الكيب صتى اهلل لتي أستم قال املمتمك الذي حيسن لبادة رب‬
                                 ‫أنؤدي إىل سيده الذي ل لتي من اْلق أالكصيحة أالطالة ل أجران‬

               ู
       “จากอบูมซาเล่าว่า ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่าสําหรับทาสที่ทําอิบาดะฮฺต่อพระเจ้ าอย่างดี
และบริการตามภาระหน้ าที่และเชื่อฟั งนาย ย่อมได้ รับการตอบแทนเป็ นสองเท่า”99

        หะดีษดังกล่าวได้ ระบุถึงสิทธิผลบุญที่ทาสจะได้ รับเหนือกว่าเสรีชน ผลจากคําสอนเหล่านี ้
     ่
ได้ สงผลต่อความปราถนาอิจฉาในความดีที่เสรี ชนมีต่อทาส ดังที่ข้าฯได้ ยกตัวอย่างไปในตอนต้ น
                                                                   ่
ของหนังสือแล้ วว่าแม้ กระทั่งท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺเองก็ ยังได้ เ คยลันวาจาว่าท่ านอยากจะตายใน
                                                         ู
สภาพของการเป็ นทาส คําสอนของอิสลามข้ อนี ้จะต้ องไม่ถกตีความอย่างผิดๆว่าเป็ นเล่ห์เพทุบาย
ทางศาสนาที่จะธํารงการมีอยู่ของทาสในสังคมโดยเอาเรื่ องผลบุญทางศาสนามาหลอกลวงเพื่อ
                                                      ้ ั            ่
สนองต่อการกดขี่ทางสังคม เพราะในกฎหมายอิสลามนันมีบญญัติสงเสริมและผลบุญอันมากมาย
                                                                       ้
จากความประเสริฐของการปล่อยทาสที่เสรีชนพึงกระทําอยู่แล้ ว อีกทังผู้เป็ นนายเองก็จําต้ องได้ รับ
การไต่สวนถึงความผิดที่ตนเองจะได้ รับหากพวกเขามักง่ายหรือสะเพร่าในการดูแลทาสในอํานาจ
ของพวกเขา

       ข้ อกฎหมายอีกประการหนึ่งที่อิสลามได้ ให้ สิทธิแก่ทาสอย่างเสมอภาคกับเสรี ชนก็คื อทาส
  ้                                 ่        ั้
นันสามารถที่จะเป็ นพยานในศาลได้ ไม่วาทาสผู้นนจะเป็ นทาสชายหรือทาสหญิง

       : ‫قال أعس : شهادة المبد جائزة إذا تان لدال أأجازها شرنح ، أزرارة بن أأَب ، أقال ابن سًننن‬
  ‫شهادت جائزة إال المبد لسيده . أأجازها اْلسن ، أإبراهيم ُب الشيء الااف . أقال شرنح : تتمم بكم‬
                                                                                      ‫. لبيد أإماء‬

                                                     ้
“ท่านอะนัสบินมาลิกกล่าวว่า การเป็ นพยานของทาสนันคือสิ่งที่ถูกอนุญาต ตราบใดที่ทาสผู้นน      ั้
เป็ นบุคคลผู้ท รงความยุติธรรม และท่านท่านสุร็อยฮฺและสุรอเราะฮฺบิ นอบีเ อาฟาก็ ได้ ยอมรับใน
หลักการเดียวกันนี ้ และท่านอิบนุซิรีนกล่าวว่า ทาสสามารถเป็ นพยานได้ เว้ นแต่คดีของนายตนเอง
      ้ ู
เท่านันที่ถกห้ าม ส่วนท่านอัลหะซันและท่านอิบรอฮีมก็ยอมรับการเป็ นพยานของทาสเพียงแต่ต้อง
เป็ นกรณีของคดีความเล็กๆน้ อยๆ และชุร็อยฮฺกล่าวเพิ่มว่าพวกท่านทุกคนล้ วนแล้ วแต่เป็ นบุตรของ
ทาสหญิงและชายทังสิ ้น”100
                     ้


99
     ฟั ตฮุลบารี ย์ฯ. กิตาบุลอิตก. หมายเลขหะดีษ : 2413
100
            ั
      อัสสุนนอัลกุบรอ. หมายเลขหะดีษ : 19993
                                             ~ 116 ~

        จากความเห็นของบรรดาซอฮาบะฮฺเหล่านี ้ เข้ าใจได้ ว่าในกรณีพิพาทซึ่งต้ องขึ ้นศาลนัน             ้
บรรดาทาสจะมีสิทธิ์ในการเป็ นพยานต่อจําเลยเช่นเดียวกับเสรีชนทุกประการทังนักวิชาการข้ างต้ น
                                                                                   ้
  ้      ้                                          ้ ้
ทังหมดนัน ก็ ล้วนแล้ วแต่เ ป็ นวงศ์ ว านทาสมาก่ อนทังสิน พิ สูจ น์ ใ ห้ เ ห็น ถึ งพื่ น ที่ ของความเป็ น
นักวิชาการซึ่งเปิ ดกว้ างแก่พวกทาสด้ วยเช่นกัน

             ั
ทาสกับการปฏิวติทางจักรวาลวิทยาของอิสลาม

          การมาของอิสลามในคาบสมุทรอารเบีย นอกจากหลักคําสอนจะเป็ นการปฏิวติความ      ั
                                                       ้                       ั          ั
เสื่อมทรามทางสังคมด้ วยเรื่องของทาสแล้ ว ที่ไปไกลกว่านันคือการที่อิสลามได้ ปฏิวติโลกทัศน์อน
                                 ุ                ่
บิดเบี ้ยวทางดาราศาสตร์ที่มนุษย์ยคอดีตผู้จมปลักอยูกับไสยศาสตร์ และโหราศาสตร์ได้ หลงงมงาย
     ั
อยู่กบมันมาเป็ นเวลาช้ านาน

           หนึ่งในปรากฏการณ์ ท างธรรมชาติที่ ฉายภาพความโง่เขลาของอารยธรรมมนุษ ย์ในยุค
อดีตก็คือปรากฏการณ์ ที่เราเรี ยกกันว่า สุริยุปราคาและจันทรุปราคา อันเป็ นปรากฏการณ์ ที่เกิด
                       ่
ความมืดมัวหมองไปทัวทุกหย่อมหญ้ า ในดินแดนของชาวจีนโบราณพวกเขาเชื่อกันอย่างมงายว่า
                  ั้
ปรากฏการณ์ ทงสองเกิด ขึ ้นจากการที่เทพเจ้ ามังกรได้ กลืนดวงอาทิตย์ไว้ เพื่อเป็ นการรักษาหรื อ
ทํานุบํารุง ในขณะที่พวกอาหรับ ในสมัยของท่านนบี ศ็อลฯ เองก็มีความเชื่อว่า ปรากฏการณ์ ดัง
กล่าวคือความผัวผวนทางธรรมชาติที่เกิดขึ ้นจากการตายของบุคคลผู้ศกดิ์สิทธิ์หรือบุคคลที่มีบารมี
                                                                        ั
                                                             ้
สําคัญต่อคนในสังคม ความเชื่ อผิดแผกดังกล่าวปรากฏขึนในปี ที่ 10 ของฮิจ เราะฮฺศักราชเมื่อ
                     ้                                     ุ
ปรากฎว่าในปี นีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติประเภทนีไ้ ด้ อบัติขึ ้นพร้ อมๆกับการตายของอิบรอฮีม
บุตรของท่านนบี ศ็อลฯ ประชาชนต่างพากั น เข้ าใจไปว่าการตายของอิบรอฮีมบุตรของท่านนบี
           ้                                                          ุ
ศ็อลฯ นันจะเป็ นผลให้ ธรรมชาติเกิความผันผวนขึ ้น และแน่นอนที่สดหากท่านรอซูลของเราเป็ น
หนึ่งในบรรดาศาสดาเทียมที่ไม่ได้ มาจากพระเจ้ า ท่านก็จะต้ องฉวยโอกาสจากปรากฎการณ์ทาง
ธรรมชาตินี ้เพื่อเสริมสร้ างความศักดิ์สิทธิ์ของตนเองอย่างแน่นอน แต่กลับไม่ได้ เป็ นเช่นนัน ท่านรอ
                                                                                         ้
                                                ั
ซูลผู้เป็ นศาสนทูตของพระเจ้ าที่แท้ จริงได้ ปฏิวติทางจักรวาลวิทยาด้ วยการยกเลิกคําอธิบายในเชิง
ไสยศาสตร์ เ หล่านี ้ ดัง ปรากฎในการบัน ทึก ของท่านอิมามบุคอรี ย์ ใ นหนังสือ ศอฮี ฮฺ ของท่า น
ท่านนบีได้ กล่าวหักล้ างความเชื่องมงายเหล่านี ้ว่า

                                            ั้
        “อุปราคาของดวงอาทิ ตย์และดวงจันทร์ นนมิ ได้เกิ ดขึ้นจากการตายของมนุษย์ แต่อย่างใด
     ้                 ั
มันทังสองเป็ นเพียงแค่สญญาณที่ได้ถูกมอบแก่มนุษย์ โดยพระผู้เป็ นเจ้า เมื่อพวกท่านพบเจอมัน
                                                ~ 117 ~

ท่านควรจะทาการละหมาด,สรรเสริ ญพระองค์ และขอความเมตตาและความจาเริ ญจากพระองค์
ตลอดจนการมอบบางสิ่ งในกุศลธรรม”101

                                                        ้                   ้
        ความเฉียบแหลมแห่งแบบอย่างของท่านศาสนทูตนันยังไปไกลกว่านัน เพื่อเป็ นการทลาย
ความงมงายในจิ ต ใจมนุษ ย์ อย่ างเป็ นรู ป ธรรมชัดเจน ท่านรอซูลได้ สั่งใช้ ใ ห้ มวลมุสลิมทํ าการ
                                                   ้                              ั
ปลดปล่อยทาสให้ เป็ นไทในยามที่เกิดอุปราคาเหล่านีขึ ้นมา อันนับว่าเป็ นการปฏิวติทางจักรวาล
                        ้
วิทยาของคนยุคสมัยนันโดยเชื่อมโยงความงมงายของพวกเขาไปสู่การปลดปล่อยอิสระภาพของ
      ้
ทาสทังหลาย เป็ นการวางหมากในการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้ างสังคมและวัฒนธรรม การปลด
ทาสให้ เป็ นไทจึงเป็ นอนุสรณ์แห่งการปลดปล่อยความเข้ าใจทางจักรวาลเชิงไสยศาสตร์ที่มนุษย์ ยค    ุ
สมัยอดีตได้ เข้ าใจกัน ดังรายงานที่ศอฮีฮฺความว่า

         ‫لن أمساء بك أيب بمر ريي اهلل لكهما قال أمر الكيب صتى اهلل لتي أستم بالمااقة ُب تسمف‬
                                                      ‫الشمس تابم لتي لن الدراأردي لن هشام‬

                                                      ั่
“จากอัสมาอ์บุต รของอบูบักร เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลฯ ได้ สงให้ ปลดปล่อยทาสในขณะที่เ กิด สุริย
คราส”102

                           ‫لن أمساء بك أيب بمر ريي اهلل لكهما قال تكا عؤمر لكد اخلسمف بالمااقة‬

                   ุ        ั                             ั่
       “จากอัสมาอ์บตรของอบูบกร เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลฯ ได้ สงให้ ปลดปล่อยทาสในขณะที่เกิด
จันทรคราส”103



ทาสกับสิทธิแห่งความบริสทธิ์ทางเพศ
                       ุ

                                                                                           ้
          ดังที่ได้ กล่าวไว้ ในตอนต้ นๆของหนังสือแล้ วว่าธุรกิจการค้ าประเวณีด้วยทาสหญิ งนันเป็ น
           ั                                                ่ ่
หลักปฏิบติของพวกยุโรปคริสต์เตียนในการสร้ างความมังคังแก่พวกเขามาโดยตลอด แม้ กระทังทุก        ่
                    ั                                  ่
วันนี ้พวกเขาก็ยงแปรสภาพของสตรีที่เป็ นเสรีชนไปสูความเป็ นทาสสวาทได้ อย่างไร้ ยางอาย ธุรกิจ

101
    หนังสือ ฟั ตฮุลบารีย์ เล่ม 2 หน้ า 424 อ้ างถึงใน Maulana Wahiduddin Khan. Woman Between Islam
and Western Society. P. 18-19
102
      ศอฮีฮฺอัล-บุคอรีย์. หมายเลขหะดีษ : 2383
103
      ศอฮีฮฺอัล-บุคอรีย์. หมายเลขหะดีษ : 2384
                                                          ~ 118 ~

โสเภณีที่เฟื่ องฟูขึ ้นในยุโรปคือผลจากวัฒนธรรมทาสโสเภณีของพวกเขาที่ฝังรากลึกมาอย่างช้ า
นาน

      ในหลักการของอิสลาม ทาสหญิงมีสิทธิมนุษยชนทุกประการเฉกเช่นเดียวกับสตรี ไทอื่นๆ
                                                        ่
ความปรารถนาที่จะรักษาพรมจรรย์ของตนหรือความมุงหวังที่จะเป็ นของชายใดคนหนึ่งที่เป็ นสามี
        ้                                   ้
ของนางนัน คื อ สิ่งที่ ก ฎหมายอิสลามปกป องมาตลอด การบี บ บังคับ ทาสหญิ ง ให้ ข ายตัวเพื่ อ
                                                                            ั
ผลประโยชน์ทางการค้ าหรื อแม้ กระทั่งการข่มขืนรังแกทางเพศต่อนางล้ วนแล้ วแต่ขดแย้ งกับข้ อ
                         ้                                             ่
กฎหมายของอิสลามทังสิ ้น เกี่ยวกับเรื่องนี ้อัลกุรอานได้ อรรถาธิบายไว้ วา

                                                                            ُّ َ َ ْ َ ْ ِ
    ‫أالَ تُمرهماْ فَـاَـيَاتِمم لتَى ٱلْبِغَآء إِن أَردن حتَصكاً لَِّاْباَـغُماْ لرض ٱْلَيَاةِ ٱلدعْـيَا أمن نُمرههن فَِإن ٱلتَّ َ من‬
      ِ َّ َّ ِ ْ
                      ُ       َ َ ُّ ْ َ َ َ                                                            َ ُْ               ُِ ْ َ
                                                                                                      ِ
                                                                                                َ‫بَـمد إِتراههن يفمر رحيم‬ ِ ِ
                                                                                                 َ ٌ َّ ٌ ُ َ َّ ِ َ ْ ْ
         “และพวกเจ้ าอย่ าบังคับบรรดาทาสีของพวกเจ้ าให้ ผิดประเวณี หากนางประสงค์จะอยู่
อย่างบริสทธิ์ แต่พวกเจ้ าต้ องการผลประโยชน์แห่งการดํารงชีวิตในโลกนี ้ และผู้ใดบังคับพวกนาง
            ุ
       ้         ้
เช่น นัน ดังนัน หลังจากการบัง คับ พวกนาง แท้ จริ งอัลลอฮฺ เ ป็ นผู้ท รงอภัย ผู้ท รงเมตตาเสมอ
(24:33)

           มีปรากฏหะดีษที่เข้ ามาขยายถึงความเป็ นมาของโองการนีไ้ ว้ วา  ่
              ‫نقمل جاءت مسميكة لبمض األعصار فقال إن سيدي نمرهين لتى البغاء جابر بن لبد اهلل‬
                                                           ‫فكزل ُب ذلك أال تمرهما فاياتمم لتى البغاء‬
                          ั                     ั
           ญาบิร อิบนิอบดุลลอฮฺกล่าวว่า ‚มุซยกะฮฺ ทาสหญิงจากเผ่าอันศอร ได้ มาหาฉันพร้ อมกับ
กล่าวว่า นายของฉันบังคับขู่เข็ญฉันให้ กระทาการณ์ อันผิดประเวณี (ขายตัว) หลังจากนัน                ้
                            ู
โองการดังกล่าวนี ้จึงได้ ถกประทานลงมาความว่า ‚และพวกเจ้ าจงอย่าบังคับบรรดาทาสีของพวก
เจ้ าให้ ผิดประเวณี หากนางประสงค์จะอยู่อย่างบริสทธิ์‛ (24:33)104
                                                       ุ
                       ั
            ท่านอบูมสอูด อัลอันศอรีกล่าวว่า
            ‫لن أيب مسممد أن الكيب صتى اهلل لتي أستم هنى لن َثن المتب أمهر البغي أحتمان الماهن‬
                                    ั่                               ั
                     “ท่านรอซูลได้ สงห้ ามการรับรายได้ ของการขายสุนข,รายได้ จากโสเภณีและรายได้
จากโหราศาสตร์ ”105



104
         ั
      สุนนอบูดาวุด. กิตาบอัฏเฏาะลาก. หมายเลขหะดีษ : 2311
105
         ั
      สุนนอิบนิมาญะฮฺ. หมายเลขหะดีษ : 2152
                                              ~ 119 ~

        จากโองการและหะดี ษดังกล่าว สรุป ได้ ว่าอิสลามได้ สั่งห้ ามอย่ างชัดเจนถึงการ ‚ล่วง
                                   ่
ละเมิดทางเพศ‛ ต่อทาสหญิงไม่วาจะเป็ นการบีบบังคับทางเพศต่อนางเพื่อการค้ าหรือรูปแบบใดๆ
              ้ ้       ้
ก็ตามแต่ ทังนันก็เพื่อปองกันสิทธิและความประสงค์ของทาสหญิ งในการรักษาพรมจารี ของนาง
                                                                    ู
ด้ วยเหตุนีเ้ องจึงทําให้ ส องนักปราชญ์ ด้านอรรถคดีและนิติศาสตร์ ผ้ ปราดเปรื่ องของโลกอิสลาม
ชนิดหาคนเทียบมิได้ อย่างท่านอิมามมาลิกและอิมามชาฟิ อีย์ต้องตัดสินว่าการข่มขืนทาสหญิ งคือ
การกระทําที่จําต้ องได้ รับโทษ
        ท่านอิมามมาลิกกล่าวว่า
                : ‫َ األمر لكدعا ُب الرجل نغاصب املرأة بمراً تاع أأ ثيبا : أهنا إن تاع حرة‬  ِ
        ‫فمتي صداق مثتها , أإن تاع أمة : فمتي ما عقص من َثكها ، أالمقمبة ُب ذلك لتى‬
                                                      َ
                                          ‫املغاصب ، أال لقمبة لتى املغاصبة ُب ذلك تت‬

         ‚ในทัศนะของเราผู้ชายที่ขมขืนสตรีโดยไม่คํานึงถึงว่านางคือผู้บริสทธิ์หรือไม่ หากว่านาง
                                   ่                                         ุ
                    ่
 เป็ นหญิงไท ชายผู้ขมขืนนางต้ องจ่ายค่าสินสอดให้ เท่ากับหญิงอื่นที่มีฐานะเท่ากับนาง และหาก
                          ่                                               ู
 นางเป็ นหญิงทาส ชายผู้ขมขืนต้ องจ่าย เพื่อชดใช้ เกียรติ และคุณค่าที่ได้ สญเสียไปจากนาง ส่วน
                                       ่              ี                     ูู       ่
 การลงโทษจะต้ องถูกบังคับใช้ แก่ชายผู้ขมขืน และไม่มการลงโทษแก่สตรีผ้ ถกข่มขืนไม่วาในกรณี
                                         ใดก็ตาม‛106
        ท่านอิมามชาฟิ อีย์กล่าวว่า
            ‫أإذا اياصب الرجل اْلارنة ٍب وطئها بعد الغصب أهم من يًن أهل اْلهالة أخذت‬
                                                              ‫مك اْلارنة أالمقر وأقيم عليه حد الزنا‬
                ‚หากชายได้ ครอบครองทาสหญิงด้ วยการใช้ กําลัง (เข้ าครอบครอง) และต่อมาได้ ร่วม
              ั
ประเวณีกบทาสหญิงหลังจากได้ รับตัวนางมาด้ วยการบีบบังคับใช้ กําลัง และหากว่าชายผู้นนไม่ถก   ั้ ู
       ่
แก้ ตาง(ในการกระทําของเขา)ด้ วย(เหตุผลของ)ความอวิชชา(ในทางกฎหมายของอิสลามประการ
            ้
 นี ้) ดังนันเขาจะไม่มีสิทธิเป็ นนายของทาสหญิงผู้นี ้อีก เขาจะต้ องถูกบังคับให้ จ่ายค่าชดเชยและ
                    จะต้ องยอมรับการลงโทษสําหรับเพศสัมพันธ์ต้องห้ ามของเขา‛107

                                               ่                                   ู
       นี่คือหลักกฎหมายอันแท้ จริงของอิสลามที่ผานการวินิจฉัยของสองนักนิติศาสตร์ ผ้ ยิ่งใหญ่
                                                           ั
ในโลกอิสลามผ่านองค์ความรู้ ด้านอิสลามอย่างรอบด้ าน มิใช่สกแต่ว่าอ่านแม่บทหะดีษอย่างที่

106
             ั
      อัล-มุวตเฏาะอ์. เล่ม 2 หน้ า 734. หมายเลขหะดีษ : 1412
107
      อัลอุม. เล่ม 3 หน้ า 253.
                                                           ~ 120 ~

                                        ้
นาย แซม แชมมูน กระทําอยู่แล้ วจากนันจึงมาทึกทักขยายความจนเข้ ารกเข้ าพงไปในที่สด เห็นุ
                                                                 ้
อย่างนี ้ก็อยากจะแทรกแผ่นดินมุดแทนเจ้ าพวกนักบูรพาคดีเหล่านันเสียจริ งๆ ก็มีอย่างที่ไหนกัน
โฆษณากันเสียดิบ ดีว่าเป็ น ‚มวยสากล‛ แต่พอขึ ้นยกชกสังเวียนคราบของ ‚มวยวัด‛ ดีๆก็หลุด
ล่อนจ้ อนมาให้ เห็นอย่างน่าเวทนา
                                                         ้     ้
          สมควรที่จะกล่าวไว้ ว่าการวินิจฉัยของท่านอิมามทัง 2 นันวางอยู่บนแบบอย่างแห่งการ
กระทําของบุรุษที่ชาวมุสลิมยกย่องเมียงมองว่าประเสริฐมากกว่าใครเพื่อนแล้ วในประชาชาตินี ้รอง
                                 ั               ั     ็
จากท่านศาสนทูต และท่านอบูบกร ซึ่งก็คือท่านอุมร อิบนิคอตต้ อบ จากหะดีษซอเฮี๊ยฮฺบทนี ้

     ‫أَخبَـرعَا أَبُم اْلُسٌن بْن الْفضل الْقطَّان أَخبَـرعَا لْبد التَّ ِ بْن جمفر بْن درساُـمنْ ِ حدثـَكَا نَـمقمب بْن سفيَان‬
     َ ْ ُ ُ ُ ُ ْ َّ َ َ ْ ُ ُ ِ ِ َ ْ َ ُ                                  ُ َ َ ْ ُ َ ْ َ ُ َِْ ْ                             َْ
َ‫حدثـَكَا اْلَسن بْن الربِيع ح أأَخبَـرعَا أَبُم عَصر بْن قَـاَادةَ أَخبَـرعَا أَبُم الْفضل بْن َخًنُأنْ ِ أَخبَـرعَا أَْحَد بْن َندة‬
  َ َْ ُ ُ ْ َ ْ َ َِ ُ ِ ْ َ                                   َْ َ ُ ْ
                                                                                 ِ
                                                                                               َ ْ َ ِ َّ ُ ُ َ ْ َّ َ
  ‫حدثـَكَا اْلَسن بْن الربِيع حدثـَكَا لْبد التَّ ِ بْن الْمبَارك لن تهمس لن هارأن بْن األَصم قَال : بَـمث لمر‬
  ُ َ ُ َ َ َ ِّ َ ِ َ ُ َ ْ َ ٍ َ ْ َ ْ َ َ ُ ُ
                                                                          ِ                  ُ َ َّ َ ِ َّ ُ ُ َ ْ َّ َ
            ‫بْن اخلَطَّاب ريى التَّ ُ لْك ُ خالِد بْن الْملِيد َب جْيش فَـبَـمث خالِد يرار بْن األَزأر َب سرنَّة َب خْيل‬
             ٍ َ ِ ٍ ِ َ ِ ِ َْ َ َ َ ِ ٌ َ َ َ ٍ َ ِ ِ َ َ َ َ َ                                                   ِ ِ ْ
                                                                                                                  َ َ               ُ
                                               ِ                    َِ                              ٍ           ِ
   ُ‫فَأَيارأا لتَى حى من بَىن أَسد فَأَصابُما امرأَةً لرأسا مجيتَةً فَأَلجبَ ْ يرارا فَسأَهلَا أَصحابَ ُ فَأَلطُمها إِنَّاه‬
              َ ْ              َ ْ َ َ ًَ                    َْ            ً ُ َ َ ْ َ َ ِ ْ ٍّ َ َ ُ َ
             ْ ِّ ٌ َ َ َ َ ِ َ ْ ٍ َ َ َ ُ َّ ِ ِ َ ِ ُ َ َ ِ َ َ َّ َ َ َ َ
             ‫فَـمقَع لتَْيـها فَـتَما قَـفل عَدم أسقط َب نَدهِ فَـتَما دفِع إِىل خالِد أَخبَـرهُ بِالَّذى فَـمل قَال خالِد فَِإِّن قَد‬
                           ِ ِ             ِ                           ِ ِِ
               َ َِ َ ْ ْ َ ْ ُ َ ُ َ َ َ ُ َ َ َ َ ‫َ ـ َ َ َ َ َ َ َ َّ م‬
           َ‫أَج ْزتُها لَك أطَيَّْباُـها لَك قَال الَ حْى تَ ْاُب بذلك إىل لمر فَماَب لمر أَن اريخ ُ باْلجارة فَجاء‬
                                      ‫تِاَاب لمر ريى التَّ ُ لْك ُ أقَد تُمَب فَـقال ما تان التَّ ُ لِيُخزى يرار بْن األَزأر‬
                                      ِْ
                                        َ َ ََ ِْ
                                                         ِ                  َ َ َ َ َ َِّ ُ ‫َ َ ْ ـ‬                 ِ
                                                                                                                  َ َ ََ ُ ُ
                                                                        ั
                ฮารูน บิน อัลอะศ็อม กล่าวว่า : ท่านอุมรอิบนิค็อตต๊ อบ รอฎิฯ ได้ ส่งคอลิดบินวะลีดเข้ า
                                  ้               ่
ร่วมในกองทัพ ดังนันคอลิดจึงได้ สงฎิรอร บินอัลอัสวัร เข้ าร่วมในกองทหารม้ าและพวกเขาได้ บุกรุก
เข้ าไปในบริเวณที่เป็ นเขตแดนของเผ่าบนีอะสาด พวกเขาได้ จับเจ้ าสาวผู้เลอโฉมผู้หนึ่ง มา ฎิรอร
                                    ้
หลงไหลในตัวเธอดังนันเขาจึงขอให้ เพื่ อนๆของเขามอบนางคนนีใ้ ห้ ตวเขาซึ่งพวกเขาก็ยิ นยอม                ั
                                                                                                  ึ
ต่อมาเขาได้ ร่วมรักกับนางผู้นี ้และเมื่อเสร็จสิ ้นกามกิจแล้ ว ฎิรอร ก็ร้ ูสกสํานึกผิดเขาจึงเข้ าไปหาคอ
                                ั
ลิดและปรับทุกข์กบเขาถึงความผิดดังกล่าว คอลิดได้ กล่าวว่า ‚ฉันอนุมติแก่ท่านและได้ ทําให้ มน              ั                            ั
เป็ นที่หะล้ าลแก่ท่าน‛ แต่ฎิรอรได้ กล่าวว่า ‚ไม่! จนกว่าท่านจะเขียนจดหมายแจ้ งเรื่องนี ้รายงานไป
ยังท่านอุมัร (พวกเขาจึงเขีย นไป) และอุมัรก็ ตัดสิน มาว่า ฎิรอร จะต้ องถูก ขว้ างด้ วยก้ อนหิ น
                                         ้
(ประหารชี วิต )!!ในขณะนัน จดหมายการตัดสิน ของท่านอุมัรได้ ถูก ส่งมาและฎิรอรก็ ได้ ตายไป
                                                           ั
เสียก่อน (คอลิด) จึงกล่าวว่าพระองค์อลลอฮฺทรงไม่ประสงค์ให้ เกิดความอัปยศ(แก่ฎิรอรที่จะต้ อง
ถูกประหารเช่นนัน)108         ้
                         ้
                ดังนันมันย่อมเป็ นการไม่ประเทืองแด่ปัญญาของผองวิญํูชนเลยหากเขาจะนึกคิดไปว่า
อิส ลามคื อศาสนาที่ ‚ไฟเขี ย ว‛ ในการข่ม ขืน ทาสหญิ ง หรื อลดค่าของนางลงให้ เ ป็ นเพี ย งแค่

108
         ั
      สุนนอัลกุบรอ. หมายเลขหะดีษ : 18685
                                               ~ 121 ~

                          ้
นางบําเรอ!! ทังที่หลักฐานอันชัดแจ้ งและความเข้ าใจของปราชญ์ กัลญาณชนแห่งอิสลามมิได้
                 ้                          ้           ้
เข้ าใจเช่น นัน แต่อย่ างใดเลย ปั ญหาทังหมดทังหลายอัน ปรากฏจนก่อให้ มีก ารวิพากษ์ วิจารณ์
                                 ่                ั                       ้
อิสลามว่าเป็ นศาสนาชัวร้ ายที่เปิ ดทางให้ กบการข่มขืนสตรีในทุกครังที่มีการทําสงครามนันเกิดขึ ้น ้
                                                                        ุ                ่
จากการอ่านโองการอัลกุรอานไม่เข้ าใจของคนส่วนใหญ่ที่มิใช่มสลิม คนเหล่านี ้ได้ อานพบโองการที่
               ั
อิสลามอนุมติสิทธิของทหารมุสลิมในการหลับนอนกับทาสหญิงที่ได้ จากเชลยในสงครามจึ งทึกทัก
                                          ้
ไปในตัวแล้ วว่ากระบวนการดังกล่าวนีคือการข่มขืนเพราะภาพแห่งฉากการข่มขืนเชลยหญิ งใน
หน้ าประวัติ ศาสตร์ สงครามของมนุษยชาติได้ ก่ อจิน ตภาพอัน เบี่ ยงเบนในการเข้ าใจอัลกุรอาน
                                                    ้                 ้
โองการดัง กล่า ว สิ่ง แรกที่ ต้ อ งควรเน้ น ยํ าให้ มีก ารนิ ย ามขึน มาใหม่ก่ อนก็ คื อคํ า ว่า ‚ข่ม ขื น ‛
                                                             ่
หมายความว่าอย่างไร แน่นอนในหลักความเข้ าใจทัวไปแล้ วการข่มขืนหมายถึงการที่บุรุษเพศและ
                               ั
สตรีร่วมประเวณีกนในสภาพที่ฝ่ายหญิงไม่เต็มใจและได้ รับการขืนใจจากฝ่ ายชายด้ วยพละกําลังที่
เหนื อกว่า แต่ในกรณี ของการหลับ นอนกับ เชลย-ทาสหญิ งตามที่ อิสลามได้ อนุมัติไปนัน หาใช่           ้
                   ั                                  ้                                ั
ลักษณะวิธีดงกล่าวนี !้ !? ฐานปั ญหาของเรื่ องทังหมดที่ก่อให้ เกิดความเข้ าใจที่สบสนเหล่านีเ้ กิด
จากแว่นตาแห่งยุคสมัยใหม่ที่มองไปยังสภาพความสัมพันธ์ทางเพศในยุคอดีต มนุษย์เราทุกวันนี ้
                                              ้                                   ้
ต่างเกิดมาในสภาพที่โลกปราศจากชนชันทาสและรังเกียจการมีทาสอย่างสุดขัวหัวใจ ในขณะที่คน
           ้                       ั                              ่
ยุคอดีตนันการมีทาสคือปกติวิสยของสภาพสังคมโลก นันก็เพราะว่ามาตรฐานในการกําหนดกรอบ
                                     ั
เกณฑ์ทางศีลธรรมของคนยุคปั จจุบนกับยุคอดีตแตกต่างกันมาก เมื่อพบการพูดถึงกฎหมายทาส
ในอิสลามคนยุค ปั จจุบันจึงก่อกิเ ลศจริ ตไปว่าอิสลามสนับ สนุน เรื่ องทาส อิสลามสนับ สนุน การ
ข่มขืนสตรีทาส!!
                                                          ั
          ในความเป็ นจริ งแล้ วการที่อิสลามอนุมติให้ ทหารมุสลิมสามารถหลับนอนกับหญิ งทาส
                            ั้
จากเชลยศึก ได้ นน มิได้ หมายความไปว่ามันเป็ นรู ปแบบสัมพันธ์ ทางเพศของการข่มขืน แต่เ รา
จําต้ องรับทราบว่าธรรมเนียมการนําเชลยศึกมาเป็ นทาสในอดีตนั นคือเรื่ องปกติท่ ีมีมาก่ อน
                                                                            ้
อิส ลามนั บ พั น ๆปี อิส ลามมิ ได้ เริ่ มต้ นมั น เพี ย งแค่ ม าเพื่ อ จัด การระบบดั งกล่ า วให้ มี
ขอบเขตที่ดีขนและพยายามหาทางกาจัดมันเท่ านัน กล่าวคือในการทําสงครามนันเมื่อผู้หญิ ง
                       ึ้                                       ้                           ้
ถูกจับแล้ วโดยปกติจะถูกแบ่งให้ ทหารมุสลิมแต่ละรายไปในฐานะเชลยศึกเพื่อนําไปเป็ นทาสตาม
                                                ุ
ธรรมเนียมปกติของชนยุคอดีต ซึ่งการที่มสลิมคนหนึ่งได้ เชลยใดมาเขาย่อมเป็ นนายทาสของเชลย
     ั้
ผู้นนและมีสิทธิที่จะมีเพศสัมพันธ์กับนางได้ แต่ ทังนีความสัมพันธ์ ทางเพศดังกล่ าวก็จาต้ อง
                                                            ้ ้
ได้ รับการยินยอมจากตัวนางด้ วยความเต็มใจด้ วยหาใช่ การบีบบังคับขืนใจนางก็หาไม่
นายทหารมุสลิมจะต้ องให้ เกียรตินางและไม่สามารถบังคับตบตีใช้ กําลังเพื่อร่วมเพศกับนางได้ หาก
                                                                    ้
นางไม่ยินยอม แต่หากนางยินยอมด้ วยความเต็มใจก็ถือว่าทังสองสามารถร่วมหลับนอนกันได้ โดย
                                                                                ่
ไม่จําเป็ นต้ องแต่งงานเพราะถือว่านายทาสมีสิทธิความเป็ นเจ้ าของโดยดุษฎีตอนางแล้ ว ในอิสลาม
                     ้
การแต่งงานนันกระทําขึ ้นกับหญิงไทที่เรา ‚ไม่มีสิทธิเหนือนาง‛ เพื่อเป็ นแบบแผนในการตกลงปลง
                                        ~ 122 ~

                                        ้
ใจร่วมใช้ ชีวิตกันฉันท์สามีภรรยาเท่านัน แต่กรณี ของทาส นายทาสถือว่ามีสิทธิเหนือทาสหญิ งของ
                                                                              ้
เขาแล้ วหากนางประสงค์จะใช้ ชีวิต ฉันท์สามีภรรยากับนายทาสซึ่งกรณีเ ช่นนีแหละที่อิสลามได้
      ั       ั้
อนุมติให้ ทงสองปลงใจกันได้ โดยไม่ต้องแต่งงานกันให้ เสียเวลา เพราะถือว่านายมีสิทธิของความ
เป็ นเจ้ าของเหนือนางแล้ ว แต่ก็ นั่นแหละแม้ อิสลามจะมองว่านายทาสมีสิท ธิความเป็ นเจ้ าของ
เหนือนางแล้ วก็ตามอิสลามก็ไม่ได้ หมายความว่าเจ้ าของสามารถกระทําตามใจกับทาสของเขาได้
                                          ั              ั
หากนางไม่ยินยอม และการที่อิสลามอนุมติให้ นายทาสมีสมพันธ์ที่ถูกต้ องกับนางได้ ก็หาใช่เป็ น
                                                     ้
การลดค่าของนางเป็ นแค่นางบําเรอ กลับกันการที่นางตังครรภ์จะเป็ นสื่อช่วยยกระดับของนางให้
เป็ นไทตามกฎหมายอิสลามอันเป็ นความสัมพันธ์ที่วางอยู่บนความรับผิดชอบของนายทาสต่อตัว
            ั                                                                       ้
นาง มิใช่สมพันธ์ประหนึ่งหญิ งขายตัวไร้ ยางอายในยุคทุ นนิยมปั จจุบันนี !้ ! เพราะฉะนันโดยสรุป
                                      ั
แล้ วเชลยหญิงสงครามที่อิสลามอนุมติจึงมิได้ อยู่ในความหมายของการข่มขืนเชลยหญิ งแต่อย่าง
ใด หากแต่เป็ นสัมพันธ์ด้วยความเต็มใจระหว่างนายทหารมุสลิมที่ได้ รับมอบสิทธิกับเชลยหญิ งที่
                                             ้
อยู่ในความดูแลของเขา ในขณะที่การข่มขืนนันหมายถึงการขืนใจผู้หญิ งในทางเพศอย่างไร้ ความ
รับผิดชอบและขอบเขตที่สด!!  ุ

สถานภาพของทาสหญิงในอิสลาม: ความบิดเบี ้ยวในมโนทัศน์ของประชากรโลก
                                                                ุ ั
          เมื่ออิสลามภายใต้ การนําพาของท่านศาสนทูต ศ็อลฯ ได้ อบติขึ ้นบนบรรณพิภพนี ้ ระบอบ
                                                   ั่
ทาสคือปรากฏการณ์พื ้นฐานของสังคมมนุษย์ทวโลกซึ่งมีอยู่แต่เดิมหลายศตวรรษก่อนการมาของ
อิสลาม ระบอบทาสกลับกลายมาเป็ นเบ้ าหลอมแห่งอารยธรรมมนุษย์ยุคอดีตแทบทุกอารยธรรม
จนยากเกินที่จะจิตนาการไปว่าอารยธรรมใดบ้ างของมนุษย์บนหน้ าประวัติศาสตร์ ที่จะปลอดจาก
                                  ั้                                ุ
สภาพของการกดขี่บีฑาทาส แต่ทงที่ระบอบสังคมทาสคือความจริ งที่สดแสนจะธรรมดาของอารย
ธรรมมนุษย์ในอดีต อิสลามกลับเป็ นศาสนาแรกที่คํานึงถึงความเสื่อมโทรมและป่ วยไข้ ของสังคมที่
        ้
เกิ ดขึน จากการกดขี่ท าส อิสลามคํานึงถึ งความต้ องการของทาสในการได้ รับ การประกัน สิท ธิ
เสรีภาพและการช่วยเหลือ การมาของอิสลามจึงเป็ นแต่เพียงความพยายามที่จะเข้ ามาปฏิรุป และ
                                        ่
จัดระเบียบสังคมทาสใหม่ด้วยการสอนสังวางกฎหมายในการดูแลทาสประหนึ่งเหมือนราวกับทาส
                                           ั้ ้
เป็ นบุคคลที่เป็ นไทเช่นมนุษย์คนอื่นๆ แต่ทงนีการมายกเลิกทาสของอิสลามก็หาใช่การใช่วิธีการ
      ั
ปฏิวติหรือก่อสงครามปลดแอกทาสด้ วยการทําสงครามเข่นฆ่านายทาสอย่างกับที่พวกทาสกระทํา
                                              ั่
กับนายของตนหลังจากอับราฮัมลินคอร์นได้ สงยกเลิกทาสในสหรัฐอเมริกา กรรมวิธีของอิสลามใน
                                                 ้
การแก้ ปัญหาสังคมเช่น ทาสจะเป็ นไปตามขันตอนเช่นเดียวกับที่อิสลามมายกเลิกการดื่มสุราก็
                ้                    ่
เป็ นไปตามขันตอนเช่นกัน ด้ วยการสังใช้ ให้ งดดื่มสุราในช่วงแรกเฉพาะตอนใกล้ เวลาละหมาด และ
ภายหลังจึงห้ ามการดื่มสุราทุกกรณี
                                           ~ 123 ~

                  ้
           ดังนันมันจึงเป็ นธรรมเนี ยมของสงครามในยุคอดีตจากทุกอารยธรรมที่จ ะต้ องมีการนํ า
                                                                                   ั
เชลยศึกชายและหญิงไปเป็ นทาส ซึ่งอิสลามมิได้ เริ่มระบอบดังกล่าวนี ้แต่มนเป็ นธรรมเนียมปฏิบัติ
                        ้
ของนัก รบทุก ๆพื น ที่ มาเป็ นระยะเวลาที่ ย าวนานแล้ วก่ อนการมาของอิสลามด้ ว ยซํ า และเมื่อ ้
              ั
อิสลามอุบติขึ ้นบนหน้ าแผ่นดินนี ้อิสลามจึงเพียงแต่พยายามที่จะกําจัดธรรมเนียมอธรรมดังกล่าวนี ้
       ้                               ้                   ั
ทีละขันทีละตอน แต่กระนันก็ตามการที่อิสลามอนุมติให้ ทหารมุสลิมนําหญิงเชลยมาเป็ นทาสได้ ก็
         ่                                           ั
หาใช่วาอิสลามส่งเสริ มระบอบทาสไม่ แต่มนคือความจําเป็ นและสามัญสํานึก เบืองแรกที่มสลิม   ้          ุ
                                     ั
จะต้ องตอบโต้ ฝ่ายศัตรูที่จบชาวมุสลิมไปเป็ นทาสในระหว่างสงครามบ้ าง ด้ วยเหตุนีมสลิมในยุค ุ้
   ้
นันจึงมีความชอบธรรมที่จะจับคนของฝ่ ายศัตรูมาเป็ นทาสบ้ างแลกเปลี่ยนกันบ้ าง แต่ ถึงแม้ จะถูก
จับมาเป็ นทาสระบอบอิสลามก็ประกันสิทธิแก่พวกเขาไว้ อย่างดีงามดังหลั กฐานที่ได้ กล่าวไปใน
                                               ั
ตอนต้ นซึ่งแตกต่างกับฝ่ ายตรงข้ ามที่จบมุสลิมไปเป็ นทาสพร้ อมกับกดขี่บีฑาต่างๆนานา แต่ดงที่ได้   ั
                      ้
กล่าวไปแล้ วว่าเปาหมายที่แท้ จริ งของอิสลามวางอยู่บนแผนการที่จะทําลายระบอบทาสเหล่านี ้
อิสลามจึงเป็ นเพียงศาสนาเดียวที่มีอยู่ที่ได้ ประทานกฎหมายอันแยบยลซึ่งจักนําพาไปสู่การกําจัด
                                   ้             ั
ธรรมเนียมปฏิบัติเ หล่านีด้ วยการอนุมติใ ห้ ท หารมุสลิมสามารถมีสัมพัน ธ์ท างเพศกับหญิ ง ทาส
เหล่านีไ้ ด้ ในรูปแบบของการรับผิดชอบหาใช่การจับคนมาบํารุงบําเรอกามตัณหาดังที่คนโง่บาง
     ่
กลุมเข้ าใจไม่ กล่าวคือการมีเพศสัมพันธ์จําต้ องผ่านการยินยอมจากทาสหญิ ง ดังที่กล่าวไปแล้ ว
                          ั                ่       ้
และหากสัมพันธ์ดงกล่าวนําพาไปสูการตังครรภ์ของนางตัวนางจะถูกยกระดับและกลายเป็ นไท
บุตรของนางก็จะเป็ นบุตรอันชอบธรรมตามกฎหมายของชายมุสลิมผู้นันทุกประการซึ่ง            ้
สามารถรับมรดกได้ เช่ นเดียวกับบุตรของภรรยารายอื่นๆ นี่คือกฎระเบียบที่อิสลามวางไว้ ซึ่ง
ไม่ปรากฏในศาสนาและสังคมอื่นใดเลย เพราะในสังคมอื่นๆแม้ ว่านางทาสจะถูกนายทาสสนอง
                ั                        ั             ั
ความใคร่กนปางใดก็ตามนางก็ยงเป็ นทาสอยู่วนยังคํ่าและบุตรของนางก็จักได้ ชื่อว่า ‚ลูกทาส‛ ที่
ไม่มีสิทธิมีเสียงเช่นเดียวกับบุตรของเมียหลวงรายอื่นๆ ประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรไทยจึงไม่เคย
ปรากฏพบลูกทาสขึ ้นครองราชย์เป็ นกษัตริย์เลย!
                                                                 ้               ั
           แผนการอีกประการหนึ่งที่อิสลามซ่อนเร้ นไว้ เบืองหลังการอนุมติทหารมุสลิมให้ นําหญิ ง
เชลยมาเป็ นทาสก็เนื่องด้ วยผลทางจิตวิทยาที่อิสลามหวังจะให้ กลิ่นอายแห่งอิสลามได้ แทรกซึมเข้ า
  ่ ั                                                                     ้ ้ั
สูหวใจนางในระหว่างการได้ รับการดูแลจากทหารฝ่ ายมุสลิม ซึ่งทังนีดงที่ได้ กล่าวแล้ วว่าเมื่อนาง
                                             ่
ถูกจับมาเป็ นทาสแต่อิสลามก็สอนสังให้ นายทาสดูแลนางด้ วยการให้ เกียรติและเคารพนางอย่างดี
นางจะต้ องได้ รับอาหารและเสื ้อผ้ าอาภรณ์เช่นเดียวกับที่นายทาสมีอยู่ การสร้ างความรู้ สึกที่ดีแก่
                                 ่
นางเหล่านี ้จะเบิกโรงไปสูการเปิ ดใจของนางและในจังหวะนี ้เองที่ทหารมุสลิมจะเริ่มสอนสังอิสลาม    ่
                    ั
ให้ แก่นางได้ ร้ ูจกเนื่องเพราะเป็ นการชี ้นําจากท่านนบีแก่ทหารมุสลิมทุกนายให้ กระทําดังต่อไปนี ้แก่
ทาสหญิงว่า
                            ‫من تاع ل جارنة فماهلا فأحسن إليها ٍب ألاقها أتزأجها تان ل أجران‬
                                                 ~ 124 ~

                            ้                                ่
             ‚บุคคลผูมีทาสหญิ งในครอบครองก็จงอบรมสังสอนให้มีมารยาทที่ดี แล้วปลดปล่อยเธอ
                     แต่งงานให้เธอ การกระทาเช่นนี้จะได้ผลบุญตอบแทนเป็ นสองเท่า‛109
                                                                 ่
           เหล่านี ้คือแผนการที่อิสลามได้ วางแผนไว้ เพื่อนําไปสูการปลดปล่อยสตรี จากการเป็ นทาส
                        ้
อย่างเป็ นระบบขันตอน!! หาใช่การเสี ้ยมสอนให้ ทหารหรือนายทาสมุสลิมเอาเปรี ยบสตรี ทาสด้ วย
การปูยี ้ปูยําเกียรติยศของนางดังที่พวกคนโสโครกพยายามที่จะบิดเบือนมันไม่ เพราะหากแม้ นว่า
                 ้                                                    ้
อิสลามมีเป าประสงค์ ห มายที่จ ะให้ ท หารมุสลิมและนายทาสทังหลาย ‚ข่มขืน‛ หญิ งทาสหรื อ
       ั ั
ปฏิบติกบนางประหนึ่งราวกับเป็ นนางบําเรอได้ จริงแล้ วไซร้ ใยอิสลามจะต้ องวางกฎเกณฑ์ว่า หาก
         ้
นางตังครรภ์แล้ วนางจะเป็ นไทและบุตรของนางจะเป็ นบุตรตามกฎหมายมีสิทธิรับมรดกจากบิดา
ทุกประการอันเป็ นการทําลายระบบทาสอย่างแยบยลได้ เล่า!!? ถ้ าหากอิสลามเป็ นดัง ‚เขาว่า ‛    ่
                                                               ุ
จริ งๆอิสลามก็มิจําต้ องวางกฎระเบียบปฏิบัติต่อทาสให้ ย่งยากมากความดังที่ได้ นําเสนอไปเลย
                                  ้
กลับกันอิสลามควรจะชี แนะหรื อทําเมินเฉยต่อสิท ธิของทาสหญิ งโดยปล่อยให้ ท หารมุสลิมสุด
                                                           ้
แล้ วแต่จ ะปฏิบัติ ต่อนางตามความพอใจ!! สิ่งเหล่านี มิเคยปรากฏในหลักธรรมของอิสลามเลย
                                    ้
กลับ กัน มัน คื อ สภาพที่ เ กิ ด ขึน กับ อารยธรรมและศาสนาอื่น ๆ ในคริ ส ต์ ศาสนาบิ ดาสามารถ
           ่                                                              ้
แม้ กระทังขายบุตรสาวแท้ ๆของตัวเองเป็ นทาสได้ (Exodus 21:7) ซํายังได้ รับการไฟเขียวจากพระ
เจ้ าให้ ฆ่าสตรีทกคนหลังจากสงครามสิ ้นสุดลงคงเหลือแต่สตรีบริสทธิ์เท่านันที่เก็บไว้ ให้ พวกทหาร
                      ุ                                                 ุ      ้
ลิ ้มลองดังความว่า
                              ้
              เพราะฉะนันจงประหารชีวตเด็กผู้ชายเล็กเสียทุกคนและประหารชีวตผู้หญิงซึ่งได้
                                          ิ                                             ิ
      ร่วมกับผูชายเสียทุกคน..แต่ จงไว้ ชีวตเด็กผู้หญิงที่ยังไม่ ได้ ร่วมกับผู้ชายไว้ สาหรับท่าน
                   ้                          ิ
                                              ทั้งหลายเอง..110
           คริ สต์ ศาสนาไม่มีกฎเกณฑ์ ระบุถึงสิทธิ ของสตรี ท าสเลย ไม่มีแม้ ก ระทั่งคําสั่งห้ ามการ
ข่มขืนหากทหารคริสต์เตียนจะข่มขืนเชลยหญิงของนางล่ะจะผิดหลักศาสนาตรงไหนก็ในเมื่อไม่มี
                                ้
กฎระเบียบใดๆวางทังสิ ้น!!! ในสังคมอารยธรรมของศาสนาอื่นๆไม่ว่าจะเป็ นยิว พุทธ พราหมณ์ -
                          ่
ฮินดู หรือแม้ กระทังในสังคมไทยในยุคอดีตกาลไม่มีการระบุสิทธิของทาส หญิงทาสสามารถเป็ นได้
               ้
ทุก อย่ างตังแต่คนงานที่ ทํางานประดุจ ราว ‚สัตว์‛ ไปจนถึงนางบํ าเรอ พวกซากเดนศัก ดิน าขุน
นางในอดีตต่างก็กดขี่บีฑาข่มเหงทาสหญิ งให้ นางเป็ นเพียง ‚นางสนมกํานัลใน‛ ที่คอยเติมเต็ม
                                            ้ ้
ความใคร่ของเหล่าขุน นางกันแทบทังสิน การกดขี่รังแกทาสในอดีตกระทําการอย่างสุดเหวี่ย ง
                                                ้
ปราศจากขอบเขตเนื่องเพราะศาสนาทังหลายบกพร่องและไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆทังสิ ้น ทังในเรื่ อง    ้     ้

109
      ศอฮีฮฺอัล-บุคอรีย์. เล่ม 2 หน้ า 899. กิตาบุลอิตกฺ. หมายเลขหะดีษ : 2406
110
     พระคัมภีร์ไบเบิล, ฉบับพันธสัญญาเดิม (ออนไลน์ ) : กันดารวิถี 31:17-18 สืบค้ นจาก
http://www.bible2search.net/cgi-bin/bblink.pl?word2=&option=กันดาร
วิถี&less=31&type=type2&choice=17&tst=ob
                                         ~ 125 ~

เชลยทาสหรื อทาสติดที่ดิ นก็ตาม ประวัติศาสตร์ การทําสงครามของมนุษยชาติ จึงถูกละเลงด้ วย
นํ ้าตาอันขื่นขมของสตรี ทาสผู้ถูกข่มขืนในสมรภูมิต่างๆ สงครามเวียดนามนําพามาซึ่งการข่มขืน
                                     ั       ั่                  ุ
เชลยหญิงโดยพวกทหารอเมริกนชาติชว ในบอสเนียร์สตรีมสลิมนับหมื่นถูกรุมข่มขืนจากทหารเซอ
                                                                   ุ่
เบียร์ซึ่งนับถือคริสต์ศาสนา สงครามที่เมืองนานกิงระหว่างญี่ปนกับจีนนําพามาซึ่งการจับหญิงชาว
                                  ุ่
จีน นับ แสนไปให้ ท หารญี่ ปนข่มขืน จนภาพถ่ ายแห่งความอัปยศดังกล่าวยังมีให้ เห็นถึ งปั จจุบัน
            ่
แม้ กระทังสงครามที่ไทยทํากับพม่า,เขมรและชาติเพื่อนบ้ านอื่นๆ ทหารไทยเองก็ไม่เคยละเว้ นลาภ
          ั                                                                         ้
โชคที่ตวเองได้ มาจากการทําสงครามนั่นก็คือการขืนใจสตรี เชลยของชาติอื่นๆทังสิ ้น!! สิ่งเหล่านี ้
       ้                                                   ้                          ้
เกิ ดขึน จากระบบอันป่ าเถื่ อนที่สังคมยุคอดีตสร้ างมัน ขึน มาและบรรดาศาสนาทังหลายต่างก็
                                                  ่
บกพร่องและไม่พยายามจะล้ มล้ างความชัวร้ ายเหล่านี ้ไป แล้ วใยกันเล่าเมื่ออิสลามมาเพื่อวางแผน
                         ้             ้                                      ุ
ทําลายระบบเหล่านีอย่างเป็ นขันตอนอิสลามจึงถูกมองอย่างอธรรมที่สดในประวัติศาสตร์ ว่าเป็ น
               ่
ศาสนาที่สงเสริมการข่มขืนเชลยหญิงไปได้ !!!
                                ้                   ั          ้
            จากที่ร่ายยาวมาทังหมดย่อมเป็ นที่ชดแจ้ งแก่ชนทังหลายแล้ วว่าการโจมตีและคําถามของ
                       ่
ผู้คนที่ถาโถมเข้ าสูอิสลามผ่านประเด็นดังกล่าวนี ้ล้ วนแล้ วต่างก็เป็ นผลมาจากการขาดความเข้ าใจ
                                                             ั
ในวิทยญาณอันยิ่งใหญ่ของอิสลามที่อยู่เบื ้องหลังการอนุมติให้ ครอบครองทาสหญิ งได้ โดยสักแต่
เพียงคิดว่าอิสลามวางกฎระเบียบดังกล่าวตามคตินิยมของสงครามแบบทะเลทรายที่มงสนองตอบ         ุ่
ต่อความมักมากในกามคุณของเหล่าอัศวินอิสลาม!! หามิได้ เลยนั่นมิใช่เ ป็ นจุดหมายสูงสุดของ
กฎหมายดังกล่าว ในทางกลับกันกฎหมายดังกล่าวคือความต้ องการที่จะปลดแอกทาสจากธรรม
เนียมอันโหดร้ ายในอดีตซึ่งสิ่งที่ สนับสนุนคําอ้ างดังกล่าวก็คือกฎเหล็กของอิสลามที่ว่าหากนาย
                                                ้
ทาสได้ หลับนอนจนทําให้ ทาสของนางตังครรภ์ขึ ้นมาแล้ วนายทาสมิสามารถจะขายเธอให้ แ ก่ผ้ อื่น    ู
                                         ้
หรือผลักไสไล่ส่งเธอ ยิ่งไปกว่านันหากนายทาสได้ ตายไปหล่อนจะมิอาจถูกถือเป็ นหญิ งทาสอีก
ต่อไปได้ อีกเพราะหล่อนจะเป็ นอิสระและบุตรของนางก็คือบุตรตามกฎหมายของนายทาสที่มีสิทธิ
รับมรดกเช่นเดียวกับบุตรของภรรยาอื่นๆทุกประการ!!และแน่นอนมันเป็ นความสัมพันธ์ทางเพศที่
วางอยู่บนความรับผิดชอบ
                                                                            ้
            ความเข้ าใจอันคลาดเคลื่อนและบิดเบือนของผู้คนในทุกวันนี ้นันยังเตลิดไปไกลถึงขนาดว่า
                 ั                                                        ้                ่
อิสลามอนุมติให้ ผ้ เู ป็ นนายหลับนอนกับหญิงรับใช้ ภายในบ้ านได้ !! ทังๆที่ไม่เคยปรากฎคําสังสอน
                                                                                  ้
ใดๆจากอิสลามเช่นดังกว่าเลย เพราะหญิงรับใช้ เป็ นหญิงไทมิใช่หญิงทาส!!ดังนันจึงเป็ นที่ต้องห้ าม
                     ั
ทุกกรณีที่จะมีสมพันธ์ทางเพศกับหญิงรับใช้ ยกเว้ นแต่จะผ่านการแต่งงานเท่านัน!     ้
                                                                        ้
            สิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่องก็คือระบอบทาสยุคปั จจุบันนันต่างก็ล้วนหมดสิ ้นไปจากสังคม
ส่วนใหญ่ ของโลกแล้ วหลังการตกลงช่วยเหลือ กัน ของนานาประเทศในเรื่ องนี ้ ซึ่ ง การกระทํ า
ดังกล่าวของนานาชาติก็ล้วนแล้ วแต่สอดคล้ องกับอุดมการณ์ของอิสลามในการปลดแอกทาสที่ถูก
                                           ้          ้               ้
ดําเนินการมาเกือบ 1400 ปี มาแล้ วทังสิ ้น!! อีกทังสิ่งที่เหนือชันกว่าของอิสลามในการที่อิสลาม
                                                           ~ 126 ~

      ั                                                  ั้
อนุมติการหลับนอนของนายทาสกับหญิงทาสได้ นนนอกจากจะด้ วยเหตุผลดังที่ได้ กล่าวไปทังหมด              ้
แล้ ว อิสลามยังตระหนัก ถึงข้ อเท็จ จริ งของตัวตนมนุษ ย์ที่ ห นี ไม่พ้นความอยากในกามารมณ์ ที่
อาจจะก่อให้ เกิด ผลร้ ายต่อสังคมถ้ าความอยากดังกล่าวไม่ได้ รับการควบคุมและสนองตอบจน
                                                 ่
กลายเป็ นการระเบิดทางอารมณ์นําพาไปสูการข่มขืนและการผิดประเวณี เพราะฉะนันอิสลามจึง           ้
                                  ั            ั
แก้ ปัญหาเหล่านี ้ด้ วยการอนุมติให้ ชายมีสมพันธ์ทางเพศกับ ทาสหญิ งได้ ภายใต้ เงื่อนไขแห่งวิทย
ปั ญญาของ 2 ประการคื อ 1) ในกรณีที่ช ายไม่สามารถสรรหาสินสอดหรื อความพร้ อมในการ
แต่งงานกับหญิ งไทได้ 2) ในกรณี ที่ฝ่ายชายหวั่นเกรงในอารมณ์ท างเพศของตนเองจนอาจจะ
ก่ อ ให้ เกิ ด การผิ ด ประเวณี อั น เป็ นสัม พัน ธ์ ‚ต้ อ งห้ าม‛ อย่ า งร้ ายกาจในทัศ นะอิ ส ลามซึ่ ง ใน
                                                                                 ้
ขณะเดีย วกัน ฝ่ ายชายเองกลับ ไม่มี ความพร้ อมในการแต่ง งาน ดังนัน ทาสหญิ ง ที่ อ ยู่ใ นการ
                                                               ั
ครอบครองจึงเป็ นตัวเลือกที่สองที่นายทาสสามารถมีสมพันธ์รักฉันท์สามีภรรยาได้

                 ่
เชลยหญิงที่ผานการแต่งงาน : กระบวนการทําคนให้ เป็ น ‚ทาส‛
                                                                          ่ั
          ในการศึกษาเรื่องทาสของข้ าฯ ข้ าฯพบว่าผู้คนต่างกระโจนเข้ าสูวงวนแห่งความสับสนและ
                                                          ้
ข้ องใจในวิทยญาณของอิสลามว่าหากแม้ นอิสลามมีเปาประสงค์ต้องการทําลายระบอบทาสอัน
โหดร้ ายเหล่านี ้ตามที่อ้างจริ ง แล้ วทําไมกันเล่าที่อิสลามกลับคงไว้ ซึ่งกระบวนการที่ทําคนให้ เป็ น
                                                                ้
‚ทาส‛ ผ่านการจับเชลยและตีตราสถานภาพของบุคคลเหล่านันเป็ น ‚ทาส‛ มากกว่าจะปล่อยพวก
                           ้
เขาให้ เป็ นอิสระเสีย อีกทังในกรณีของหญิงเชลยที่ผ่านการแต่งงานมาแล้ วล่ะ การจับนางมาเป็ น
               ั
ทาสแล้ วอนุมติการหลับนอนของนายทาสแก่นางจะไม่เป็ นการละเมิดภรรยาของผู้อื่นดอกหรือ?
                                                                   ้                       ่
          โดยสรุปจากข้ อกังขาและข้ องใจเหล่านี ้ก็คือว่าผู้คนต่างตังมาตรฐานกันในตรงจุดที่วาหาก
อิสลามต้ องการส่งเสริมการปลดแอกทาสจริ งก็จําเป็ นแก่อิสลามที่จะต้ อง ‚ห้ าม‛ การนําคนเชลย
มาเป็ นทาสหรื อพูดอีก นัย หนึ่งก็ คื อการสงครามของอิสลามไม่ควรที่ จ ะมีก ารจับ เชลยมาไว้ ใ น
ครอบครองเลยแต่ควรจะปล่อยพวกเชลยให้ หมดสิ ้นไปต่างหาก ประเด็นของคนเหล่านีจึงเดินมา        ้
                             ่
บรรจบในจุดของคําถามที่วาทําไมต้ อง ‚จับ‛ ? และทําไมไม่ ‚ปล่อย‛ ?

ทัศนะวิพากษ์
             หากเราได้ หวนกลับไปเหลียวแลและเมียงมองถึงพระบัญชาของพระองค์อลลอฮฺ ตามที่                                 ั
                                                                               ้
ปรากฏในอัลกุรอานแล้ วเราจะพบว่าเกี่ยวกับเชลยศึกนันอัลกุรอานได้ มอบทางเลือกให้ ผ้ ศรัทธา                                       ู
เพียงแค่ 2 ประการเท่านันคือ      ้
                        ِ                                      ِ
 ُ َّ‫حْى إِذآ أَثْخكاُممهم فَشدأاْ ٱلْمثَاق فَإِما مكِّا بَـمد أإِما فدآءً حْى تَضع ٱْلَْرب أَأزارها ذلك ألَم نَشآءُ الت‬
            َ ْ َ َ َ َ َ َ ْ ُ ْ َ َ َٰ َّ َ َ َّ َ ُ ْ َ َّ َ َ ُّ ُ ْ ُ ُ َ َ َٰ َّ َ
                                                                         ِ                                     ِ            ِ
                     ‫الَعْـاَصر مْكـهم ألَـَٰمن لِّيَْبـتُماْ بَـمضمم بِبَـمض أٱلَّذنن قُاِتُماْ ُِب سبِيل ٱلتَّ ِ فَـتَن نُضل أَلماهلُم‬
                                   ِ
                      ْ َ َ ْ َّ                   ِ َ                 َ َ ٍ ْ ُْ َ ْ َ                              َ ْ ُ ََ
                                            ~ 127 ~

                             ่
                 “จนกระทังเมื่อพวกเจ้ าปราบพวกเขาจนแพ้ แล้ ว ก็จงจับพวกเขาเป็ นเชลยหลังจากนันจะ  ้
ปล่อยเป็ นไทหรื อจะเรี ยกเอาค่าไถ่ก็ได้ จนกระทั่งการทําสงครามได้ สิ ้นสุดลงด้ วยการวางอาวุธ
             ้
เช่นนันแหละ และหากอัลลอฮ.ทรงประสงค์แน่นอน พระองค์ จะทรงตอบแทนการลงโทษพวกเขา
        ั้
แต่ทงนี ้เพื่อพระองค์จะทรงทดสอบบางคนในหมู่พวกเจ้ ากับอีกบางคน ส่วนบรรดาผู้ที่ถูกฆ่าตาย
ในทางของอัลลอฮ. พระองค์จะไม่ทรงทําให้ การงานของพวกเขาไร้ ผลเป็ นอันขาด” (47:4)
โองการนี ไ้ ด้ พูด ถึ งทางเลื อกของทหารมุสลิ มในการจัด การปั ญ หาเชลยว่าพวกเขามี เ พี ย ง 2
                        ้
ทางเลือกเท่านันคือ 1) ปล่อยตัวเชลยไป 2) ปล่อยเชลยด้ วยวิธีการไถ่ถอนตัวด้ วยเงิน ซึ่งวิธีการที่ 2
    ้                                                                     ่                 ู
นีหาใช่ว่าอิสลามกําลังจะเสี ้ยมสอนทหารมุสลิมให้ กระทําตัวดังโจรห้ าร้ อยเรี ย กค่าไถ่ผ้ ค นดังที่
กําลังปลุกระดมโดยพวกผู้บ้าคลั่ง ในศาสนาประจําชาติตามเว็ป ไซต์ก็หาไม่ หากแต่เป็ นหนึ่งใน
กระบวนการปลดปล่อยเชลยที่ควรค่าแก่การกระทําเนื่องจากการสงครามนําพามาซึ่งความหายนะ
                                                 ั
ทางทรัพยากร,ชีวิตและทรัพย์สิน การไถ่ตวเชลยจึงเป็ นการเรียกร้ องความเสียหายของผู้ชนะจากผู้
           ้                   ่
แพ้ ทังยังเป็ นการสังสอนให้ เห็นถึงความยากลําบากในการทําสงครามแก่เชลยด้ วยเพื่อมิให้ เกิด
                                                                      ู
ความ ‚เหลิง‛ จากการปล่อยไปง่ายๆอันจะเป็ นผลให้ เชลยที่ถกปล่อยหวนกลับมาทําสงครามใหม่
                                 ั        ้
อีก การเรียกค่าไถ่ตวจากเชลยนีปัจจุบันก็พัฒนามาเป็ นระบบค่าปฏิกรรมสงครามที่นานาชาติก็
ยอมรับในหลักการข้ อนี ้ กฎเกณฑ์จากโองการเหล่านี ้จะปรากฏพบในแบบอย่างของท่านศาสนทูต
                           ้                                     ู
มากมายหลายครัง เช่น ในสงครามบะดัร เชลยส่วนใหญ่ถกปล่อยตัวไปเว้ นแค่บางคนที่ต้องจ่ายค่า
      ั                                 ั
ไถ่ตวในขณะที่หากจ่ายค่าไถ่ตวไม่ได้ ก็ให้ ไปสอนหนังสือแทน โองการเหล่านีเ้ ราจะไม่พบถึงการ
ชี ้แนะแก่ทหารมุสลิมเลยว่าทหารมุสลิมควรจะนําคนมาเป็ นทาส แต่แม้ จะไม่ชี ้แนะให้ นําคนมาเป็ น
ทาสก็ไม่ได้ หมายความถึงการ ‚ห้ าม‛ โดยสิ ้นเชิงเพราะปรากฏการจับเชลยมาเป็ นทาสอยู่บ้างใน
การทําสงครามของท่านนบีเนื่องเพราะสถานการณ์และปั จจัยแวดล้ อมที่จําเป็ น แต่ส่วนใหญ่ของ
สงครามที่ท่านกระทําท่านมักจะปล่อยผู้คนเป็ นอิสระเสมอ
                 อย่ างไรก็ ดี หากจะมีค นสมองตื ้นบางคนทํ าการวิพากษ์ วิจ ารณ์ ท่านศาสนทูตถึ งความ
โหดร้ ายที่ทหารมุสลิมทําการประหารเชลยศึกผู้ชายชาวยิวเผ่าบนีกุร็อยเซาะฮฺทงหมดและสังจับั้        ่
                                     ้
เด็กและสตรีมาเป็ นทาสนัน จําต้ องเป็ นสิ่งที่ได้ รับการชี ้แจง(ซึ่งหนังสือเอกสารภาษาไทยส่วนใหญ่
                                                   ั
มักละเลยไม่ชี ้แจง) และบอกกล่าวว่ากรณีดงกล่าวนี ้ไม่ได้ เป็ นจุดชี ้ชัดว่าอิสลามคือศาสนาที่ทําคน
ให้ เป็ นทาส!
                                   ้        ุ
                 1) แต่เดิมนันยิวเผ่าบนีกร็อยเซาะฮฺเป็ นพันธมิตรที่ทําสัญญาสันติภาพในการร่วมปกปอง  ้
                                                                        ู
บ้ านเมืองกับฝ่ ายมุสลิม(และในสัญญาก็ระบุโทษประหารแก่ผ้ ละเมิดแล้ วด้ วย) อย่างไรก็ดีก่อน
               ้
หน้ านีมียิ วอยู่ 2 ตระกูลที่หัก หลังด้ วยการละเมิดสัญ ญาสัน ติภาพกับมุสลิมคือ เผ่าบนีน ะดีร
                                              ่          ้                   ้
และบนีก็อยนุกออฺ ซึ่งท่านศาสนทูตสังลงโทษขันเบาแค่เ นรเทศเท่านันยังผลให้ การลงโทษด้ วย
                                           ~ 128 ~

ความเมตตาของท่านนบีทําให้ ยิวเผ่าอื่นๆเช่นบนีกุร็อยเซาะฮฺเกิดอาการเหลิงคิดจะเอาเยี่ยงอย่าง
ตาม
                                            ้                                  ั้    ั
         2) ในการละเมิดสัญญาโดยพวกยิวนันพวกเขาไปเข้ าร่วมกับกองทัพฝ่ ายผู้ตงภาคีนบหมื่น
                                        ้ ุ้
คนหมายจะเผด็จศึกฝ่ ายมุสลิมซึ่งหากครังนีมสลิมพ่ายแพ้ แล้ วไซร้ ทหารมุสลิมคงจะถุกเข่นฆ่า
อย่างทารุณกรรมในที่สด     ุ
                            ั้
         3) หลังจากผู้ตงภาคีพันธมิตรยิวถอนตัวกลับไปแล้ ว พวกยิวก็หันหน้ ามาทําสงครามกับ
                        ุ
ฝ่ ายมุสลิมต่อจนในที่สดก็พ่ายแพ้ อาวุธดาบ 1500 เล่ม เสื ้อเกราะ 300 ตัว หอก 2000 ด้ าม และ
                    ู
โล่อีก 1500 อันได้ ถกค้ นพบเจอในค่ายของพวกยิวอันเป็ นการแสดงให้ เห็นถึงความพยายามของ
พวกเขาในการฆ่าฝ่ ายมุสลิม111
                                   ้ ้
         4) โทษฐานในความผิด ครังนี ท่านศาสนทูตมิได้ ตัดสิน อะไรไป ท่านเพีย งแค่บอกว่าให้
พวกยิวเลือกเอาตามประสงค์ ว่าจะให้ ท่านศาสนทูต ตัดสินอย่างไร พวกยิวก็เลยยิมกระหย่อม้
                                                                                       ั
ย่องใจโดยได้ เสนอให้ ท่านซะอฺด บินมุอาซ หนึ่งในอัครสาวกของท่านศาสนทูตอดีตยิวเป็ นผู้ตดสิน
                               ้
ความผิดของพวกเขาในครังนี ้ เพราะคิดเอาว่าความเป็ นยิวเดิมของท่านซะอฺดอาจจะทําให้ ท่านเห็น
ใจในพวกยิวกันเอง แต่ทว่าการเลือกท่านซะอฺดของฝ่ ายยิวหาได้ เป็ นไปตามแผนการของพวกเขาไม่
เนื่องเพราะท่านซะอฺดซึ่งเคยเป็ นอดีตยิว ท่ านจึงได้ ใช้ คัมภีร์ของชาวยิว(ไบเบิลพันธสัญญา
เดิม) มาตัดสินพวกยิวเผ่ าบนีกุร็อยเซาะฮฺด้วยมาตรฐานของชาวยิว เองความว่า

พระราชบัญญัติ 20
                                               ้ ้                                 ้
20:10 เมื่อพวกท่านเข้าไปใกล้เมืองซึ่งท่านจะไปสูรบนัน จงเสนอหลักสันติ ภาพแก่เมืองนันก่อน
                                                                            ้
20:11 ถ้าเขาตอบท่านอย่างสันติ และเปิ ดประตูเมื องให้แก่ท่าน ก็ให้ประชาชนทังปวงที่พบอยู่ใน
       ้                                 ั
เมืองนันทางานโยธาให้แก่ท่านและปรนนิ บติท่าน
                 ้             ั                                              ้
20:12 ถ้าเมืองนันไม่ร่วมสันติ กบท่าน แต่กลับออกมารบ ก็ให้ท่านเข้าล้อมตีเมืองนันได้
                                             ้
20:13 เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าประทานเมืองนันไว้ในมื อท่านแล้ว ท่านจงฆ่าชายทุกคนเสี ยด้วย
คมดาบ
           ู้                                   ้                 ั้
20:14 แต่ผหญิ งและเด็ก สัตว์และทุกสิ่ งในเมืองนัน คือของที่ริบไว้ทงหมด ท่านจงยึดเอาเป็ นของ
ตัว ท่านจงอิ่ มใจในของที่ริบมาจากศัตรูของท่าน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน

               ้                                                   ั้
          ดังนันการตัดสินจึงเป็ นไปตามกฎเหล็กในพระคัมภีร์ไบเบิลที่ทงคริสต์และยิวเองต่างบังคับ
     ั
ใช้ กบผู้อื่นมาโดยตลอด ชะตากรรมของสตรียิวจึงต้ องตกเป็ นเชลย-ทาสแก่ฝ่ายมุสลิม เพราะฉะนัน    ้

111
                                                                  ั
    เมาลานา ซัยยิดอบุลอะลาเมาดูดี. ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมายคัมภีร์อลกุรอาน เล่ม 5. แปลโดย บรรจง บิน
กาซัน. หน้ า 2012
                                            ~ 129 ~

                                       ้ ้
การจับสตรีชาวยิวมาเป็ นทาสในครังนี จึงมิอาจจะถือโทษว่ าเป็ นบัญญัติของอิสลามที่เสียม                ้
สอนสนั บ สนุ นการมีทาสก็หาไม่ หากแต่ เ ป็ นการตั ด สินด้ วยคาสอนของคริส ต์ ศาสนา
                                                                            ้
และยิวเองและหากจะมีการประณามหยามเหยียดว่าการตัด สินครังนีเ้ ป็ นการตัดสินที่โหดร้ ายก็
                                                                                 ้ ้
ขอให้ ตระหนักถึงข้ อเท็จจริ งที่ว่าหากฝ่ ายมุสลิมได้ พ่ายแพ้ ในสงครามครังนีพวกเขาจะถูกตัดสิน
ด้ วยวิธีการที่โหดร้ ายกว่านี ้ พวกยิวอาจจะตัดสินชะตากรรมของมุสลิมด้ วยไบเบิลโองการนี ้
                       ้
           เพราะฉะนันจงประหารชีวิตเด็กผู้ชายเล็กเสียทุกคนและประหารชีวิตผู้หญิงซึงได้ ร่วมกับ่
                                                   ั                                     ้
     ผู้ชายเสียทุกคน..แต่จงไว้ ชีวิตเด็กผู้หญิงที่ยงไม่ได้ ร่วมกับผู้ชายไว้ สําหรับท่านทังหลายเอง..
                         พระคัมภีร์ไบเบิล, ฉบับพันธสัญญาเดิม กันดารวิถี 31:17-18

พระราชบัญญัติ 13
13:12 ถ้าท่านทั้งหลายได้ยิ น ว่า ในหัวเมื องหนึ่ งหัวเมื องใดซึ่ งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน
ประทานให้ท่านอาศัยอยู่นน     ั้
                                         ั                                         ้
13:13 มีบางคนที่เป็ นลูกของเบลีอลได้ออกไปจากท่ามกลางท่าน ชักชวนชาวเมืองนันว่า `ให้เราไป
         ั                                          ั
ปรนนิ บติพระอื่นกันเถิ ด' ซึ่งเป็ นพระที่ท่านไม่รู้จก
              ้                                  ้
13:14 ท่านทังหลายจงสอบถามและอุตส่าห์คนหาและถามดูอย่างขะมักเขม้น และดูเถิ ด ถ้าเป็ น
                                                           ้
ความจริ งและเป็ นเรื่องแน่นอนว่า สิ่ งที่น่าสะอิ ดสะเอียนนันมีคนกระทากันอยู่ในหมู่พวกท่าน
                                   ้                                             ้
13:15 ท่านจงฆ่าชาวเมืองนันเสียด้วยคมดาบ ทาลายเสียให้สิ้นเชิ งด้วยคมดาบ ทังคนทังหลายที่้
                  ้
อาศัยในเมืองนันและฝูงสัตว์ดวย          ้
                                ้            ้                                 ้
13:16 ท่านจงเก็บข้าวของทังสิ้ นในเมืองนันไปกองไว้ที่กลางถนน และเผาเมื องนันกับบรรดาข้าว
                ้                                                    ้
ของในเมืองนันเสียด้วยไฟ เพื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ให้เมืองนันร้างอยู่เป็ นนิ ตย์ อย่าสร้าง
ขึ้นมาใหม่อีกเลย
                                     ้
13:17 อย่าให้ของต้องห้ามนันมาติ ดพันมือของท่าน เพื่อว่าพระเยโฮวาห์ จะทรงหันจากพระพิ โรธ
ยิ่ งของพระองค์ และทรงสาแดงพระกรุณาคุณต่อท่าน และทรงเมตตาท่าน ให้ท่านทวีมากขึ้น ดังที่
                      ั
พระองค์ปฏิ ญาณไว้กบบรรพบุรุษของท่านนัน         ้
13:18 เมื่อท่านทั้งหลายเชื่ อฟั งพระสุรเสี ย งของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน คื อรัก ษาพระ
           ั้                     ั ้
บัญญัติทงสิ้ นของพระองค์ดงที่ขาพเจ้าบัญชาท่านไว้ในวันนี้ และกระทาสิ่ งที่ถูกต้องตามสายพระ
เนตรพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน"

พระราชบัญญัติ 17
                                  ้                                              ้
17:2 ภายในประตูเมืองใดๆของท่านทังหลายซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านนัน
                                                        ่
ถ้าพบว่าในท่ามกลางพวกท่านมีชายหรื อหญิ งคนใดกระทาความชัวในสายพระเนตรของพระเยโฮ
วาห์พระเจ้าของท่าน โดยละเมิ ดพันธสัญญาของพระองค์
                                        ~ 130 ~

                        ั                               ้
17:3 และไปปรนนิ บติพระอื่น และนมัสการพระเหล่านัน หรื อดวงอาทิ ตย์ ดวงจันทร์ หรื ออันใดที่
                                     ้
เป็ นบริ วารท้องฟ้ า ซึ่งข้าพเจ้าได้หามไว้
17:4 มีคนมาบอกท่านแล้วและท่านก็ได้ยิน และได้สอบถามอย่างขะมักเขม้น และดูเถิ ด ถ้าเป็ น
                                                           ้
ความจริ งและเป็ นเรื่องแน่นอนว่า สิ่ งที่น่าสะอิ ดสะเอียนนันมีคนกระทากันในอิ สราเอล
                                  ้           ั่     ้
17:5 ท่านจงนาชายหรื อหญิ งผูกระทาสิ่ งที่ชวร้ายนันมาที่ประตูเมื อง และท่านจงเอาหิ นขว้างชาย
            ้
หรื อหญิ งนันเสียให้ตาย

พระราชบัญญัติ 13
13:6 ถ้าพี่ชายน้องชายของท่านมารดาเดียวกันกับท่าน หรื อบุตรชายบุตรสาวของท่าน หรื อภรรยา
ที่อยู่ใ นอ้อ มอกของท่าน หรื อมิ ต รสหายร่ วมใจของท่าน ชัก ชวนท่ านอย่างลับ ๆว่า `ให้เ ราไป
          ั                                                                 ั
ปรนนิ บติพระอื่นกันเถิ ด' ซึ่งเป็ นพระที่ท่านเองหรื อบรรพบุรุษของท่านไม่รู้จก
                                      ั้
13:7 เป็ นพระบางองค์ของชนชาติ ทงหลายซึ่งอยู่รอบท่าน ไม่ว่าใกล้หรื อไกล จากสุดปลายแผ่นดิ น
                   ุ
โลกข้างนี้ถึงที่สดปลายโลกข้างโน้น
                                                 ั
13:8 ท่านอย่ายอมตามหรื อเชื่อฟังเขา อย่าให้นยน์ตาของท่านเมตตาปรานีเขา ท่านอย่าไว้ชีวิตเขา
หรื ออย่าซ่อนเขาไว้เลย
13:9 ท่านจงประหารชี วิตเขาเสียเป็ นแน่ ท่านควรลงมือก่อนในการทาโทษเขาถึงตาย และต่อไปให้
บรรดาประชาชนร่วมมือด้วย
13:10 ท่านจงเอาหิ นขว้างเขาให้ตาย เพราะเขาแสวงหาช่องที่จะพาท่านไปจากพระเยโฮวาห์ พระ
                 ้
เจ้าของท่าน ผูทรงพาท่านออกจากแผ่นดิ นอียิปต์ออกจากเรื อนทาส
                          ้
13:11 และคนอิ สราเอลทังปวงจะฟังและยาเกรง ไม่กระทาความชั่วเช่นนี้ท่ามกลางท่านทังหลาย   ้
อีกเลย
13:12 ถ้าท่านทั้งหลายได้ยิ น ว่า ในหัวเมื องหนึ่ งหัวเมื องใดซึ่ งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน
ประทานให้ท่านอาศัยอยู่นน     ั้

พระราชบัญญัติ 13
                  ้
คาตักเตือนเรื่องผูพยากรณ์ เท็จ
                             ู้              ้
13:1 "ถ้าในหมู่พวกท่านมีผพยากรณ์ หรื อผูฝันเห็นเหตุการณ์ เกิ ดขึ้น และสาแดงหมายสาคัญหรื อ
การมหัศจรรย์แก่ท่าน
                                                               ้
13:2 และหมายสาคัญ หรื อการมหัศจรรย์ ซึ่งเขาบอกท่านนัน สาเร็ จจริ ง ถ้าเขากล่าวว่า `ให้เรา
                                                  ั                    ั      ้
ติ ดตามพระอื่นกันเถิ ด' ซึ่งเป็ นพระที่ท่านไม่รู้จก `และให้เรามาปรนนิ บติพระนัน'
                                           ~ 131 ~

                                                                    ้
13:3 ท่านอย่าเชื่อฟั งคาของผู้พยากรณ์ หรื อผู้ฝันเห็น เหตุการณ์ คนนัน เพราะพระเยโฮวาห์ พระ
                                                   ้
เจ้าของท่านลองใจท่านดู เพื่อให้ทรงทราบว่า ท่านทังหลายรักพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านด้วย
สุดจิ ตสุดใจของท่านหรื อไม่
              ้
13:4 ท่านทังหลายจงดาเนิ นตามพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน และยาเกรงพระองค์ และรักษา
                                                                            ั
พระบัญญัติของพระองค์ และเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และท่านจงปรนนิ บติพระองค์ และ
                ั
ติ ดสนิ ทอยู่กบพระองค์
           ้             ้                     ้                              ั่
13:5 แต่ผูพยากรณ์ หรื อผูฝันเห็นเหตุการณ์ คนนันต้องมีโทษถึงตาย เพราะว่าเขาได้สงสอนให้กบฏ
ต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน ผู้ทรงนาท่านออกจากแผ่นดิ นอี ยิปต์ และทรงไถ่ท่านออกจาก
เรื อนทาส เขากระทาให้

พระราชบัญญัติ 18
                     ้
คาตักเตือนเรื่องผูพยากรณ์ เท็จ (มธ 7:15-16)
               ้                                                      ั
18:20 แต่ผูพยากรณ์ คนใดบังอาจกล่าวคาในนามของเราซึ่งเรามิ ได้บญชาให้กล่าวหรื อผู้นนกล่าว  ั้
                         ้          ั้
ในนามของพระอื่น ผูพยากรณ์ นนต้องมีโทษถึงตาย'
                                                                              ั        ้
18:21 และถ้าท่านนึกในใจว่า `ทาอย่างไรเราจึงจะรู้พระวจนะที่พระเยโฮวาห์ ยงมิ ได้ตรัสนันได้'
                 ้
18:22 เมื่อผูพยากรณ์ กล่าวคาในพระนามของพระเยโฮวาห์ ถ้ามิ ได้เป็ นไปจริ งตามถ้อยคาของผู้
กล่าว ถ้อยคานั้น มิ ได้เ ป็ นพระวจนะที่พระเยโฮวาห์ ต รัส ผู้พยากรณ์ น ั้น บัง อาจกล่าวเอง ท่าน
   ้
ทังหลายอย่าเกรงกลัวเขาเลย"
             ้         ้
           ทังหมดทังหลายนี ้หากจะเป็ นความผิดก็คงต้ องถือโทษโกรธาแก่ศาสนายิวและคริ สต์เสีย
เองที่ได้ บรรจุกฎของสงครามที่รุนแรงเช่นนี ้ มิใช่มาถือโทษโกรธความต่ออิสลามเพราะในอัลกุรอาน
ไม่มีบทลงโทษที่รุนแรงประการนี ้อยู่เลย และการตัดสินเช่นนีโ้ ดยตัว ของท่านศาสนทูตเองก็มิเคย
ปรากฏตลอดชี วิ ต แห่ ง การทํ า สงครามเพื่ อ อิ ส ลามของท่ านเลย ท่ า น ดร.อะลี มะญี ด คาน
                                                  ุั
ผู้เชี่ยวชาญด้ านอัตตะชีวประวัติของท่านนบีมฮมมัด ศ็อล ฯ ได้ กล่าวไว้ วา ่
                                                     ้ ั                             ้
 ‚หากแม้นว่าพวกยิ วได้เลือกให้ท่านศาสดาเป็ นผูตดสินในความผิ ดครั้งนี้พวกเขาคงไม่ตองพบกับ
 หายนะร้ายแรงเช่นนี้ หรื อหากแม้นว่าพวกเขาอ้อนวอนขอโทษต่อท่านศาสดาเมื่อพวกเขาพบท่าน
 ชาวยิ วก็อาจจะได้รับการอภัยโทษ (เหมือนทุกๆครั้งที่ผ่านมา) ก็ได้ เพราะท่านศาสดาคือผูเ้ มตตา
     เสมอ แต่ทว่าพวกยิ วเป็ นชนผูเ้ ย่อหยิ่ งในความแข็งแกร่งในด้านพลังอานาจของพวกเขา ซึ่งด้วย
                   ้
      เพราะสิ่ งนันเองที่พวกเขาจึงอวดดีและหมายจะฆ่าท่านนบี ท่านซะอฺดจึงมี สิทธิ ในการตัดสิ น
                                         บทลงโทษดังกล่าว‛112


112
      Dr. Ali Majid Khan. Muhammad The Final Messenger. P.228.
                                          ~ 132 ~

                                       ุ                      ้
           การจับเชลยชาวยิวเผ่าบนีกร็อยซาะฮฺในสงครามครังนี ้ยังปรากฏประเด็นการวิพากษ์ อย่าง
รุนแรงในหมู่นักบูรพาคดีคริ สต์เตียนและนักวิชาการแขนงต่อต้ านอิสลามโดยตรง เช่น Ali Sina
เจ้ าของงานวรรณกรรมลวงโลกอย่าง ‚Understanding Muhammad‛ ที่ได้ ขนานนามต่อท่านศา
สนทูตอย่างหยาบช้ าว่า ‚Muhammad was a Rapist‛ โดยที่อะลี ซินา ได้ ให้ เหตุผลโต้ แย้ งว่าการที่
                 ั                       ั
ท่านนบีได้ ตวนาง ร็อยฮะนะฮฺ บินติซมอูน อันนัดรียะฮฺ มาเป็ น ทาสหญิ งส่วนตัวของท่านนัน เป็ น้
                                                                                 ่
การเบิกโรงให้ ท่านนบีสามารถร่วมหลับนอนกับเชลยศึกผู้นี ้ได้ ซึ่งการหลับนอนที่วานี ้คือสิ่งเดียวกัน
                                     ่
กับที่เรียกว่า ‚การข่มขืนเชลยศึก‛ นันเอง
                                                   ้
           ข้ อสรุปในแบบดังกล่าวของอะลี ซินา นันวางอยู่บนฉันทาคติ,อวิช ชาและจิตใจที่ถูกสุม
                                                 ั
เพลิงพยาบาทต่ออิสลามและท่านศาสนทูตมุฮมมัด ศ็อลฯ เพราะข้ อมูลเกี่ยวกับตัวของนางร็อยฮะ
               ั
นะฮฺ บินติซมอูน อันนัดรียะฮฺ มิได้ ปรากฏในลักษณะวิตถารดังที่คนสกปรกอย่างอะลี ซินาพยายาม
                       ่
จะบิดเบือนตบตาผู้อานแต่อย่างใดเลย
           เกี่ยวกับชะตากรรมของนาง ร็อยฮะนะฮฺ บินติซัมอูน อันนัดรี ยะฮฺ หลังการประหารที่บนี
                   ั้
กุร็อยเซาะฮฺนนบรรดานักประวัติศาสตร์ได้ มีความเห็นแตกต่างออกเป็ น 3 ทรรศนะ
           ทรรศนะที่ 1 กล่าวว่านางได้ ถูกจับเป็ นเชลยแต่ก็ได้ รับการปล่อยตัวไป นางจึงกลับไปอยู่
กับครอบครัวของนางและอาศัยอยู่ที่นั่นอย่างเงียบสงบ ทัศนะดังกล่าวนีเ้ ป็ นของปราชญ์ ด้าน ‚สิ
เราะฮฺ‛ อย่างท่านอัลลามะฮฺ ชิบลี นัวอฺมานีย์
           ทรรศนะที่ 2 กล่าวว่า หลังจากนางร็อยฮานะฮฺตกเป็ นเชลยของท่านศาสนทูต ศ็อลฯ แล้ ว
ท่านศาสนทูตได้ ปล่อยเธอให้ เป็ นอิสระและแต่งงานกับเธอ อย่างไรเสียนางเลือกที่จะอยู่ในฐานะ
ของทาสหญิงมากกว่า และในเวลาต่อมานางก็เข้ ารับอิสลามทัศนะดังกล่าวนีเ้ ป็ นของท่านอิบนุล
ก็อยยิม
           ทรรศนะที่ 3 กล่าวว่าท่านศาสนทูตได้ สมรสกับนางหลังจากนางเข้ ารับอิสลามและนางได้
                                                         ่
ใช้ ชีวิตร่วมกับท่านรอซูลในฐานะภรรยาของท่านจนกระทังนางได้ เสียชีวิตลงหลังจากท่านศาสนทูต
เสร็จสิ ้นการทําฮิจญะตุลวะดาอฺ ศพของนางถูกฝั งไว้ ที่อลบะเกี๊ยะอฺ 113นี่เป็ นทัศนะของท่านอิบนุฮิ
                                                       ั
ชาม,ท่านอบุลฟะร็อจอิบนุลเญาซีย์และท่านอัลลามะฮฺซอฟี ยุรเราะฮฺมานอัลมุบาร็อกฟูรีย์114
                         ้                                                         ่
           จากทรรศนะทัง 3 ดังที่เสนอไปข้ างต้ นเราจะพบว่าไม่มีทรรศนะใดเลยที่สอเค้ าไปในทางว่า
ท่า นศาสนทูต ข่มเหงใจนาง เนื่ อ งจากความสัมพัน ธ์ ร ะหว่า งท่ านศาสนทูตกับ นางล้ ว นผ่า น
                            ้
กระบวนการของพิธีสมรสทังสิ ้นแล้ วไฉนกันเล่าที่คนอย่างอะลี ซินา ซึ่งอ้ างตนว่าเจนจัดในอิสลาม
กลับลวงหลอกชาวโลกว่าการกระทําของท่านศาสนทูตคือการข่มขืนเชลยหญิงไปเสียได้ !!?
113
      Ali Majid Khan. Muhammad The Final Messenger. P.231.
114
    Safiurrahman Al-Mubarakpuri. Ar-Raheeq Al-Makhtum The Sealed Nectar Biography of the
Noble Prophet. P.378.
                                            ~ 133 ~

                                           ้                              ้
          ที่จําต้ องแจกแจงกันดังที่เห็นนันก็มิใช่อื่นใดนอกจากความตังใจของข้ าฯที่จะปรับความ
เข้ าใจและทัศนะคติบางประการต่อท่านผู้อ่าน เนื่องด้ วยว่าข้ าฯได้ อ่านพบในงานเขีย นและบท
วิเคราะห์มากมายจากนักวิชาการจําพวกไม่ถ่องแท้ แก่ ตนแห่งวิชาการอิสลาม ที่ได้ พยายามหา
เหตุก ารณ์บ างประการจากหน้ าประวัติศาสตร์ มาสนับ สนุน สมมุติฐ านของพวกเขาว่าอิสลาม
เสริมสร้ างระบอบทาสขึ ้นมา
                                                       ่
          เกี่ยวกับประเด็นในเรื่องของ ทาสหญิงที่ผานการแต่งงานมาแล้ วตลอดจนกระบวนการทํา
                                               ั
คนให้ เป็ น ‚ทาส‛ ผ่านการทําสงครามที่ยงถูกข้ องใจกังขาจากผู้คนตามที่ได้ กล่าวสรุปไว้ ในตอนต้ น
                     ้
เกี่ยวกับเรื่องนี ้นัน ท่านมุฟตี อิบรอฮีม เดไซ แห่งแอฟริกาใต้ ได้ ให้ ความกระจ่างแก่เราในฟั ตวาของ
ท่านความว่า
          ‚หลังจากที่ทหารมุสลิ มได้กลับไปสู่เขตแดนของรัฐอิ สลาม(พร้อมด้วยเชลย)แล้ว ทหารแต่
ละนายจะได้รับมอบสิ ทธิ ให้มีความสัมพันธ์ ทางเพศก็แต่ เฉพาะกับทาส-เชลยหญิ งที่พวกเขาได้รับ
มอบสิ ท ธิ ในการดูแลเท่ านั้น ซึ่ งจะไม่รวมถึ งทาสหญิ งอื่นๆที่เขาไม่ได้ถูก มอบสิ ท ธิ ในความเป็ น
เจ้าของให้ ซึ่งสิ ทธิ ในความเป็ นเจ้าของดังกล่าวนี้จะถูกมอบโดยรัฐบาลของรัฐอิ สลามภายใต้การ
      ั        ้
อนุมติของผูนาแห่งรัฐอิ สลาม(อะมีรุลมุอฺมินีน) และด้วยกับสิ ทธิ ในความเป็ นเจ้าของต่อทาสหญิ ง
เหล่านี้ จะถือเป็ นสิ่ งอนุมติตามกฎหมายในการที่นายทาสจะมีสมพันธ์ ทางเพศกับนางได้( ซึ่งมิได้
                               ั                                    ั
หมายถึงการข่ มขืนทาสหญิงดังที่ได้ อธิบายไปแล้ ว) อย่างไรก็ตามสาหรับทาสหญิ งที่ได้เคย
                                 ้                                             ุ
ผ่านการแต่งงานมาแล้วตังแต่ช่วงที่นางยังอยู่ในรัฐแห่งศัตรูอิสลามซึ่งไม่ใช่มสลิ ม และนางก็ได้ถูก
                                                                            ั
จับเป็ นเชลยมาคนเดียวโดยไม่มีสามี ในเวลาต่อมา ย่อมไม่ถือเป็ นสิ่ งอนุมติสาหรับทหารมุสลิ มทีจะ     ่
มีความสัมพันธ์ ทางเพศกับนางจนกว่าการแต่งงานของนางก่อนหน้านี้จะเป็ นสิ่ งโมฆะลง ซึ่งกรณี นี้
จะเกิ ด ผลขึ้ น ได้ก็ ต่อ เมื่อทหารมุส ลิ มส่ง เธอให้แก่ รัฐ บาลอิ สลามและท าให้เ ป็ นที่ถูก ต้องตาม
                 ุ                                                                        ั
กฎหมายแก่มสลิ ม การที่ทหารส่งเชลยหญิ งประเภทนี้กลับไปสู่รัฐอิ สลามจะเป็ นสิ่ งที่ยงผลให้การ
แต่งงานของเธอก่อนหน้านี้ขาดลงและเป็ นโมฆะด้วยหลักทางกฎหมายอิ สลามเนื่องจากว่าสามี
                                    ั้
ของเธอเป็ นพลเมื องของรัฐที่ตงตนเป็ นศัตรู ต่ออิ สลามและเธอกลายเป็ นพลเมื องของรัฐอิ สลาม
                                                     ้
และมันจะกลายเป็ นสิ่ งที่มิอาจเป็ นไปได้สาหรับทังสองที่จะพบปะและร่วมชี วิตฉันท์ สามี ภรรยากัน
อีก จากกฎหมายดังกล่าวนี้คือเหตุผลที่บ่งบอกว่าเหตุใดในกรณี ที่สามี ของเธอถูกจับมาเป็ นเชลย
และกลายเป็ น ทาสพร้ อมกับ นางนั้น นายทหารมุสลิ มจึ งมิ อาจจะมี สัมพัน ธ์ ทางเพศกับ นางได้.
(เพราะความเป็ นสามี -ภรรยายังไม่สิ้นสุดลง)
          ความเหมือนอีกประการหนึ่งระหว่างหญิ งไทกับหญิ งทาส-เชลยก็คือว่า ในขณะที่หญิ งไท
                                                                                 ้
ซึ่งได้หย่ากับสามีจะสามารถแต่งงานใหม่ได้ก็ต่อเมื่อหมดช่วง ‚อิ ดดะฮฺ‛ เท่านัน เช่นเดียวกันหญิ ง
                        ั                    ้
เชลยจะสามารถมีสมพันธ์ ทางเพศได้ก็ตองพ้นช่วงที่เรี ยกว่า ‚อิ สติ บรออฺ‛
                                               ~ 134 ~

                                     ั่                                             ั
          ท่านรอซูลลุลลอฮฺ ได้สงใช้แก่เหล่าอัครสาวกของท่านไว้ว่าให้พวกเขาปฏิ บติต่อทาสหญิ ง
ด้วยความเมตตาและมนุษยธรรม ด้วยการมองพวกเขาในฐานะสมาชิ กของครอบครัว เหตุผลหลัก
                   ั                                 ้
ของอิ สลามที่อนุมติ ให้นาพวกนางมาเป็ นทาสนันก็มาจากการคานึงถึ งข้อเท็จจริ งที่ว่าพวกนาง
                                        ั้                                        ั
ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งวิ ธีนี้นนย่อมเป็ นสิ่ งที่ดีกว่าจะปล่อยให้พวกเธอถูกปฏิ บติราวกับบุคคล
                                           ้
ทุพลภาพ และทอดทิ้ งพวกนางให้ตองเร่ร่อนอยู่ตามท้องถนนในสังคมที่แปลกหน้าภายใต้สภาพที่
                                   ั
ยากจนและแร้นแค้น การปฏิ บติเช่นนี้ในท้ายที่สุดแล้วจะเป็ นผลก่อให้เกิ ดการยกระดับสภาพอัน
เลวร้ายที่บรรดาเชลยหญิ งอาจจะต้องขายตัวเพื่อประทังชี วิต(เนื่องจากการล้มตายของครอบครัว
ในสงคราม) สงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1914 คื อภาพสะท้อนให้เห็น อย่างชัดเจนถึงสภาพอัน
เลวร้ายของสตรี ที่ถูกปล่อยเป็ นอิ สระซึ่ งพวกเธอจาต้องเร่ ร่อนอยู่ตามท้องถนนในสภาพแวดล้อม
                                                       ้
ของสังคมที่เลวร้าย ในระหว่างช่วงสงครามครั้งนันสตรี ชาวเยอรมันและอังกฤษต่างได้ถูกปล่อย
เป็ นอิ ส ระในสภาพที่ ต้อ งเร่ ร่ อ นอยู่ ต ามท้อ งถนนในสภาพที่ ไ ม่ มี ใ ครจะมอบอาหารให้น าง
                              ั                                                               ั
ผลกระทบดังกล่าวนี้คือสิ่ งที่ชดแจ้งถึงสภาพอันเลวร้ายและไร้อารยะยิ่ งกว่าเดิ มจากวิ ธีการที่สงคม
                                               ้                                            ั
ทอดทิ้ งพวกนางไปโดยไม่เหลี ย วแล ดังนัน มันคื อสิ่ งที่เป็ นหลัก ฐานได้เลยว่าหลัก การปฏิ บติต่อ
                                ั้
เชลยหญิ งที่อิสลามได้วางไว้นนคื อสิ่ งที่จะน