Docstoc

ระบบฐานข้อมูล (Database System)

Document Sample
ระบบฐานข้อมูล (Database System) Powered By Docstoc
					2.2 ระบบฐานข้อมูล (Database System)
        ฐานข้อมูลประกอบไปด้วยรายละเอียดของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน
ซึ่งถูกจัดเก็บในที่เดียวกันอย่างเป็นระบบ
เพื่อประโยชน์ในการจัดการและเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
        แนวความคิดเบื้องต้นของฐานข้อมูล คือ
การใช้งานฐานข้อมูลเดียวสาหรับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันทั้งหมด
โดยฐานข้อมูลดังกล่าวจะถูกควบคุมโดยซอฟแวร์ชุดเดียวแทนที่จะใช้งานแฟ้มข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่
กระจัดกระจายและมีการดูแลโดยผู้ใช้กลุ่มต่าง ๆ กัน เป้าหมายสูงสุดของแนวคิดเกี่ยวกับฐานข้อมูล
คือ การที่ข้อมูลแต่ละชุดถูกป้อนและจัดเก็บเพียงครั้งเดียว
ผู้ใช้ที่ได้รับสิทธิ์ทุกคนจะสามารถเรียกใช้ข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ได้อย่างง่ายและรวดเร็ว
สามารถแยกช่องทางการขายได้อย่าถูกต้องและรวดเร็ว
รวมทั้งข้อมูลที่เป็นอิสระจากโปรแกรมเฉพาะกิจใด ๆ

ความสาคัญของการประมวลผลแบบระบบฐานข้อมูล
         1.สามารถลดความซ้าซ้อนของข้อมูลได้
         การเก็บข้อมูลชนิดเดียวกันไว้หลาย ๆ ที่ ทาให้เกิดความซ้าซ้อน (Redundancy)
ดังนั้นการนาข้อมูลมารวมเก็บไว้ในฐานข้อมูล จะช่วยลดปัญหาการเกิดความซ้าซ้อนของข้อมูลได้
โดยระบบจัดการฐานข้อมูล (Database Management System : DBMS)
จะช่วยควบคุมความซ้าซ้อนได้
เนื่องจากระบบจัดการฐานข้อมูลจะทราบได้ตลอดเวลาว่ามีข้อมูลซ้าซ้อนกันอยู่ที่ใดบ้าง
         2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้
         หากมีการเก็บข้อมูลชนิดเดียวกันไว้หลาย ๆ ที่และมีการปรับปรุงข้อมูลเดียวกันนี้
แต่ปรับปรุงไม่ครบทุกที่ที่มีข้อมูลเก็บอยู่ก็จะทาให้เกิดปัญหาข้อมูลชนิดเดียวกัน
อาจมีค่าไม่เหมือนกันในแต่ละที่ที่เก็บข้อมูลอยู่ จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งของข้อมูลขึ้น
(Inconsistency)
         3. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ฐานข้อมูลจะเป็นการจัดเก็บข้อมูลรวมไว้ด้วยกัน
ดังนั้นหากผู้ใช้ต้องการใช้ข้อมูลในฐานข้อมูลที่มาจากแฟ้มข้อมูลต่างๆ ก็จะทาได้โดยง่าย
         4. สามารถรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล
                                                                                        6

         บางครั้งพบว่าการจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลอาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เช่น
จากการที่ผู้ป้อนข้อมูลป้อนข้อมูลผิดพลาดคือป้อนจากตัวเลขหนึ่งไปเป็นอีกตัวเลขหนึ่ง
โดยเฉพาะกรณีมีผู้ใช้หลายคนต้องใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลร่วมกัน
หากผู้ใช้คนใดคนหนึ่งแก้ไขข้อมูลผิดพลาดก็ทาให้ผู้อื่นได้รับผลกระทบตามไปด้วย
ในระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) จะสามารถใส่กฎเกณฑ์เพื่อควบคุมความผิดพลาดที่เกดขึ้น
         5. สามารถกาหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูลได้
         การเก็บข้อมูลร่วมกันไว้ในฐานข้อมูล
จะทาให้สามารถกาหนดมาตรฐานของข้อมูลได้รวมทั้งมาตรฐานต่าง                                ๆ
ในการจัดเก็บข้อมูลให้เป็นไปในลักษณะเดียวกันได้ เช่นการกาหนดรูปแบบการเขียน           วันที่
ในลักษณะ วัน/เดือน/ปี หรือ ปี/เดือน/วัน ทั้งนี้จะมีผู้ที่คอยบริหารฐานข้อมูลที่เราเรียกว่า
ผู้บริหารฐานข้อมูล (Database Administrator : DBA) เป็นผู้กาหนดมาตรฐานต่างๆ
         6. สามารถกาหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้ระบบความปลอดภัยในที่นี้
เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ที่ไม่มีสิทธิมาใช้ หรือมาเห็นข้อมูลบางอย่างในระบบ
ผู้บริหารฐานข้อมูลจะสามารถกาหนดระดับการเรียกใช้ข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคนได้ตามความเหมาะ
สม
         7. เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล ในระบบฐานข้อมูลจะมีตัวจัดการฐานข้อมูล
ที่ทาหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล โปรแกรมต่าง ๆ
อาจไม่จาเป็นต้องมีโครงสร้างข้อมูลทุกครั้ง ดังนั้นการแก้ไขข้อมูลบางครั้ง
จึงอาจกระทาเฉพาะกับโปรแกรมที่เรียกใช้ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้น
ส่วนโปรแกรมที่ไม่ได้เรียกใช้ข้อมูลดังกล่าว ก็จะเป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลง

2.2.1 ระบบฐานข้อมูล SQL Server 2000

             บริษัท Microsoft นั้นได้พัฒนาโปรแกรม SQL Server 2000 ซึ่งเป็น DBMS
ที่ใช้จัดการระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relation Database Management System หรือ
RDBMS) SQL Server 2000 ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานในระบบงานใหญ่ๆ
ที่ ต้ อ งมี ก ารใช้ ง านฐานข้ อ มู ล จากผู้ ใ ช้ ง านหลายๆ คน ดั ง นั้ น SQL Server 2000
จึงต้องมีความสามารถในการจัดการระบบฐานข้อมูล ดังต่อไปนี้
             1.         เป็น DBMS แบบ Multiuser Client-Server Dabase Management System
ซึ่งมีความสามารถในการรองรับผู้ใช้งานที่เข้ามาใช้งานฐานข้อมูลได้หลายๆ คนในเวลาเดียวกัน
                                                                                                                        7

ดังนั้น SQL Server 2000                    จึงเหมาะกับระบบงานเล็กๆ ในองค์กรไปจนถึงระดับใหญ่
โดยขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของระบบคอมพิวเตอร์ที่เราใช้ว่ จะสนับสนุนได้ถึงระดับไหน
           2.       มีความสามารถสาหรับเพิ่มประสิทธิภาพการทางานให้กับระบบฐานข้อมูลอย่างค
ร บ ถ้ ว น เ ช่ น ก า ร ส ร้ า ง วิ ว , ก า ร ส ร้ า ง อิ น เ ด็ ก ซ์ ,
และการสร้างฟังก์ชั่นเพิ่มเติมนอกเหนือจากฟังก์ชั่นที่มีไว้ให้แล้ว เป็นต้น
           3.       ระบบความปลอดภั ย ของ SQL                                           Server                       2000
ที่ ถู ก แบ่ ง ออกเป็ น หล าย ระ ดั บ ตั้ ง แต่ ร ะ ดั บ การล๊ อ กอิ น เข้ า ใช้ ง านระ บบฐานข้ อ มู ล
จนถึ ง ระดั บ การตรวจสอบสิ ท ธิ ก ารใช้ ง านออบเจ็ ก ต์ ต่ า งๆ ที่ อ ยู่ ใ นระบบฐา นข้ อ มู ล
ทาให้สามารถจัดการความปลอดภัยของระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความยืดหยุ่น
           4.       ส นั บ ส นุ น ก า ร ท า ง า น แ บ บ มั ล ติ โ ป ร เ ซ ส เ ซ อ ร์
ซึ่ ง ท าให้ ส ามารถจั ด การข้ อ มู ล ได้ อ ย่ า งรวดเร็ ว ขึ้ น โดยจะกระจายงานไปให้ ซี พี ยู แ ต่ ล ะตั ว
แล้วนาผลลัพธ์ที่ได้มารวมกัน รวมทั้งยังสามารถสร้างระบบการทางานแบบกระจาย (Distributed
Query) ได้อีกด้วย โดยการกระจายฐานข้อมูลไปอยู่บนเซิร์ฟเวอร์หลายๆ ตัว
           5.       มี ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร ส า ร อ ง ข้ อ มู ล
และยังสามารถคืนสภาพฐานข้อมูลได้อย่างอัตโนมัติเมื่อระบบทางานล้มเหลว เนื่องจาก SQL
Server            2000                       มี ก า รเ ก็ บข้ อ มู ล ที่ เ กี่ ย ว กั บ ก าร แ ก้ ไ ข ข้ อ มู ล นั้ น ไ ว้
ทาให้ข้อมูลในระบบฐานข้อมูลมีเสถียรภาพน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
           6.       มีเครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยในการจัดการระบบฐานข้อมูล เช่น Query Analyzer,
SQL                    Enterprise                    Manager,                          SQL                     Profiler
ทาให้การจัดการระบบฐานข้อมูลที่ยุ่งยากซ้าซ้อนกลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น
           7.       สนับสนุนการทางาน OLTP (Online Transaction Processing), Data Mining,
Data Warehousing และแอพพลิเคชั่นทางด้านอีคอมเมิร์ช

2.2.2 การเชื่อมต่อกับฐานข้อมูล
          OLEDB หรือ (Object Link Embedding Database)
          OLEDB จะมีโพรไวเดอร์ (provider)
ทาหน้าที่คล้ายกับไดร์เวอร์ในระบบการติดต่อฐานข้อมูล แบบ DNS และ DNSLess
แต่โพรไวเดอร์จะมีลักษณะพิเศษกว่า
                                                                                                8

คือมีการติดต่อกับฐานข้อมูลที่เร็วกว่าและรองรับการใช้ฐานข้อมูลแบบสัมพันธ์ (Relational
Database) เป็นต้น


2.2.3 Visual Studio .NET
        Visual          Studio          .NET         ถือเป็นเครื่องมือพัฒนา          Application
ตัวแรกที่ออกมารองรับการทางานตามแนวความคิดของสถาปัตยกรรม                     .NET      Framework
ซึ่งประกอบไปด้วยเครื่องมือต่างๆ ดังนี้
        - Visual Basic .NET
        - Visual C++ .NET
        - Visual C# .NET
        - ASP .NET
        ภาษา Visual C# ถือเป็นภาษาที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับแนวคิดของการเขียนโปรแกรมในยุค
.NET อาจจะกล่าวได้ว่า ภาษา Visual C# คือ ภาษาต้นแบบของการเขียนโปรแกรมใน .NET นั่นเอง
โดยที่ภาษาอื่นๆ       ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้     จะต้องปรับตัวเข้าหา        .NET        ทั้งหมด
ซึ่งคุณสามารถสังเกตได้ว่าไวยากรณ์การใช้งานของแต่ละภาษานั้น
ล้วนแล้วแต่ถูกปรับเปลี่ยนไปจากเวอร์ชันก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
        สถาปัตยกรรม .NET Framework
        สถาปัตยกรรม                       .NET                   Framework                     คือ
กรอบการทางานของการเขียนโปรแกรมที่ไมโครซอฟต์คิดขึ้นมา                  เพื่อรองรับการติดต่อสื่อสาร
เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล (Exchange Data) ระหว่างกัน หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างแพลตฟอร์ม
(Platform) ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยอาศัยภาษา XML (Extensible Markup Language)
ทาหน้าที่เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างแพลตฟอร์มไฟล์ของฐานข้อมูล
        ภาษา Visual C#
        ภาษา         C#          เป็นภาษาที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการทางานในยุค              .NET
โดยมีแนวของภาษาเป็นแบบการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุสมัยใหม่ (Modern Object Oriented
Programming) เรียกสั้นๆว่า Modern OOP
        แนวความคิดของการเขียนโปรแกรมแบบ Modern OOP เกิดจากการที่ Microsoft
พัฒนาคลาส (Class) ต้นแบบต่างๆ ขึ้นมา ที่เรียกว่า Base Class Library
แล้วนามาจัดหมวดหมู่ให้เป็นระเบียบ เมื่อต้องการเรียกใช้งานคลาสใด ก็จะอาศัย Namespaces
                                                                                                                    9

System เข้ามาช่วยในการระบุคลาสต้นแบบต่างๆ เพื่อให้ผู้พัฒนาสามารถนา Object ต่างๆ
ที่อยู่ในคลาสนั้นๆ ออกมาใช้งานได้ง่ายดาย
            ระบบ Namespaces
            ระบบ Namespaces ท าหน้ าที่ รวบรวม Object ต้ นแบบต่ างๆ เหล่ านี้ เข้า ด้ว ยกั น
แล้วแบ่งออกเป็นหมวดหมู่เป็นสัดส่วน แล้วกาหนดให้ Object เหล่านี้เป็นออบเจ็กต์เหล่านี้เป็น
Object หลักของระบบไปเลย
            ใ น ร ะ บ บ ก า ร เ รี ย ก ก ลุ่ ม Object เ ดิ ม เ ว ล า คุ ณ ต้ อ ง ก า ร ท า ง า น ก็ ส ร้ า ง ขึ้ น ม า
เมื่ อ ไม่ ใ ช้ แ ล้ ว ก็ ล บทิ้ ง ไป จะใช้ ค รั้ ง หนึ่ ง ก็ ต้ อ งสร้ า งใหม่ แล้ ว ก็ ล บอี ก ยกตั ว อย่ า งเช่ น
เวลาคุณจะเรียกใช้ Object กลุ่ม Object ADO ในภาษา ASP ซึ่งยกตัวอย่างที่ชัดมาก
            การที่ ก าหนดให้ Object ต้นแบบเหล่านี้เป็น Object ของระบบ มีข้อดีก็คือ ระบบต่างๆ
จ ะ เ ส ถี ย ร ม า ก ขึ้ น เ พ ร า ะ ว่ า ถู ก ผ ส า น เ ข้ า เ ป็ น เ นื้ อ เ ดี ย ว กั น
เพียงแต่ว่าคุณจะไปจบที่การเรียกใช้งานกลุ่มออบเจ็กต์ใด
            Namespaces                   ชั้นบนสุดเรียกว่า System               มีเพียงตัวเดียว ประกอบไปด้วย
Namespacesย่อยๆ                     สืบทอดลงมามากมายมหาศาล                      แยกเป็นกลุ่มๆ              เป็นชั้นๆ
โดยที่แต่ละลาดับชั้นจะคั่นด้วยเครื่องหมาย . เช่น
            System.Drawing
            System.Web
            System.Xml
            System.Data
            System.Data.OleDb
            System.Windows.Forms ฯลฯ
            จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า เมื่อใดก็ตามต้องการเรียกใช้งาน Object ต้นแบบใดๆ
ก็ตาม ต้องระบุ Namespaces เพื่อให้การเรียกใช้ออบเจ็กต์ต้นแบบดังกล่าว ไม่เกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา

        หลักการทางานของตัวแปลภาษา Visual C#
        ความสาคัญอีกอย่างหนึ่งของภาษาต่างๆ ในยุค .NET ก็คือ ตัวแปลภาษา หรือที่เราเรียกว่า
คอมไพเลอร์ (Compiler) จากอดีตที่ผ่านมา เราจะพบว่าแต่ละภาษาจะมีตัวแปลภาษาเป็นของตัวเอง
เช่น Visual C++ ก็จะมีตัวแปลภาษาเป็นของตัวเอง VB ก็มีตัวแปลภาษาเป็นของตัวเองเช่นกัน
                                                                            10

           แต่สาหรับภาษาต่างๆ ที่อยู่ใน Visual Studio .NET แล้ว Microsoft
ได้ปรับปรุงตัวแปรภาษาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยไม่ว่าคุณพัฒนา Application
ด้วยภาษาใดก็ตามจะอาศัยตัวแปลภาษา
ที่เรียกว่า CLR (Common Language Runtime) ทาหน้าที่แปลง Code
ที่คุณเขียนไปสู่ภาษาเครื่อง
ดังรูป




                         VB .NET, VC# .NET, VC++ .NET
                                   Compiler



                                   Code ภาษา MSIL


                                    ตัวแปลภาษา CLR




                                     Code Binary


                                รูปภาพ การแปลง Code

       จากภาพ จะเห็นว่า เมื่อเกิดการแปลโค้ดที่มาจากภาษาใดๆ ก็ตามใน .NET
จะอาศัยตัวแปรภาษา CLR ทาหน้าที่แปลออกมาเป็นภาษากลางที่เรียกว่า IL (Intermediate
                                                                                                              11

Language) ก่อน เมื่อได้ Code ของ IL มาแล้ว ถ้าต้องการแปลออกมาเป็นภาษาเครื่อง
ก็อาศัยหลักการทางานของเครื่องจักรเสมือน (Visual Machine) แปลภาษา IL อีกครั้งหนึ่ง
โดยอาศัยคอมไพเลอร์ JIT (Just-In-Time)
         จะเห็นได้ว่าด้วยหลักการทางานของตัวแปลภาษา CLR สามารถตีความได้ว่า
ในยุค .NET Microsoft ได้พัฒนาให้ทุกๆ ภาษาเข้าสู่จุดศูนย์กลาง กล่าวคือ
ไม่ว่าคุณจะพัฒนา
Application           ด้วยภาษาใดก็ตามท้ายที่สุดแล้ว      ก็จะได้      Code            IL
ชุดเดียวกันที่จะพร้อมแปลเป็นภาษาเครื่องได้ทันที                            ซึ่งมีข้อดีคือ
คุณสามารถใช้ภาษาอะไรก็ได้ที่ถนัดเขียนโปรแกรมกับ .NET ก็ได้ ผลลัพธ์เหมือนกัน
หรืออาจจะสร้าง Application จากภาษาต่างๆ มากกว่า 1 ภาษาได้ ทาให้ยืดหยุ่นต่อการพัฒนา
Application แบบเป็นทีม




2.2.4 ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
        1. ความหมายของฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
                ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์จะเป็นการจัดการรวบรวมข้อมูลเป็นแถวและคอลัมน์ในลัก
        ษณะที่เป็น 2 มิติ ที่ประกอบด้วย Attribute ที่แสดงคุณสมบัติของ Relation หนึ่ง ๆ โดยที่
        Relation ต่ า ง ๆ ได้ ผ่ า นกระบวนการท า            Relation ให้ เ ป็ น บรรทั ด ฐาน (Normalized)
        ในระหว่างการออกแบบเพื่อลดความซ้าซ้อนและเพื่อให้การการจัดการฐานข้ อมูลเป็นไปอ
        ย่างมีประสิทธิภาพ
        2. คุณลักษณะในการจัดเก็บข้อมูลของรีเลชั่น
                ในรีเลชั่นประกอบไปด้วยข้อมูลของแอททริบิวต์ต่าง ๆ ที่ถูกเก็บในรูปตารางมิติ
        คือ แถว และคอลัมน์ คุณลักษณะในการจัดข้อมูลของรีเลชั่นมีดังนี้
                2.1      การจั ด เก็ บ ข้ อ มู ล ในรี เ ลชั่ น จะถู ก เรี ย งตามล าดั บ ลงบนสื่ อ เก็ บ ข้ อ มู ล
        แต่การเรียกใช้ข้อมูล
                      ในรีเลชั่นสามารถเรียกใช้ตามที่ผู้ใช้ต้องการ
                                                                                                            12

         2.2              ข้ อ มู ล ที่ จั ด เ ก็ บ ไ ว้ ใ น แ ต่ ล ะ แ ถ ว จ ะ ไ ม่ มี ข้ อ มู ล ที่ ซ้ า กั น
ทั้งนี้เพราะการจัดการฐานข้อมูลที่ดีที่
               ไ ม่ ค ว ร จ ะ มี ข้ อ มู ล ที่ ช้ า ซ้ อ น กั น อ ยู่ ใ น รี เ ล ชั่ น
โดยระบบจัดการฐานข้อมูลจะมีกลไกใช้ใน
                การควบคุมไม่ให้มีความซ้าซ้อนเกิดขึ้น
         2.3
การเรียงลาดับของแอททริบิวต์แต่ละแอททริบิวต์ของรีเลชั่นจะเรียงลาดับอย่างไรก็ได้ ไม่
               มีการระบุว่าแอททริบิวต์ซ้ายสุด เป็นแอททริบิวต์แรก หรือแอททริบิวต์ขวาสุด
               เป็นแอททริบิวต์สุดท้าย
         2.4              ข้ อ มู ล ใ น แ ต่ ล ะ แ อ ท ท ริ บิ ว ต์ ข อ ง Tuple                     ห นึ่ ง ๆ
จะต้องบรรจุข้อมูลเพียงค่าเดียว ไม่ใช่กลุ่ม
                ของข้อมูลที่แสดงค่ามากกว่าหนึ่งแถว(Repeating Group)
          2.5
ข้อมูลในแต่ละแอททริบิวต์จะต้องมีค่าข้อมูลประเภทเดียวกันซ้าถูกกาหนดค่าให้เป็น
                 Domain
3. ประเภทของคีย์
         3.1 Candidate Key หมายถึง เป็นคีย์ที่มีขนาดเล็กที่สุด ที่ทาให้ข้อมูลแต่ละ Tuple
ของRelation มีค่าข้อมูลที่ไม่ซ้ากัน
         3.2 Primary Key หมายถึง Candidate Key ที่ถูก ทาหน้าที่ใ ห้เป็นคีย์ หลัก
ใช้อักษรย่อ[PK]
         3.3 Foreign Key หมายถึง Attribute ใด Attribute หนึ่งในRelation ที่ใช้อ้างไปยัง
Attribute ที่ ท าหน้า ที่ เ ป็ น Candidate Key ของอีก Relation หนึ่ งที่ มีค วามสัม พั นธ์ กั น
เพื่อประโยชน์ในการเชื่อโยงข้อมูลระหว่างตาราง ใช้ อักษรย่อ[FK]
         3.4 Alternate Key หมายถึง Candidate Key ที่ไม่ถูกเลือกให้เป็น Primary Key
หรือ Foreign Key
4. ข้อดีของระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
                                                                                                           13

          4.1
ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์เป็นกลุ่มของรีเลชั่นหรือตารางที่ข้อมูลถูกจัดเก็บในแถและคอลัมน์
ทาให้ผู้ใช้มองข้อมูลได้ง่าย
          4.2 ผู้ใช้ไม่จาเป็นต้องรู้ว่าข้อมูลถูกจัดเก็บอย่างไร รวมถึงวิธีการเรียกใช้ข้อมูล
          4.3 การเรียกใช้หรือเชื่อมโยงข้อมูลสามารถทาได้ง่าย


5. ER-Diagram
          ER-Diagram
เป็นแบบจาลองข้อมูลซึ่งแสดงคาโครงสร้างของฐานข้อมูลที่เป็นอิสระจากซอร์ฟแวร์ที่จะใ
ช้    ใ      น      ก     า      ร     พั     ฒ       น      า     ฐ      า     น      ข้     อ      มู     ล
รวมทั้งรายละเอียดและความสัมพันธ์ ระหว่างข้อมูลในระบบในลักษณะที่เป็นภาพรวม
ท า ใ ห้ เ ป็ น ป ร ะ โ ย ช น์ อ ย่ า ง ม า ก ต่ อ ก า ร ร ว บ ร ว ม แ ล ะ วิ เ ค ร า ะ ห์ ร า ย ล ะ เ อี ย ด
ต ล อ ด จ น ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ข อ ง ข้ อ มู ล ต่ า ง                                                     ๆ
ท าให้ บุ ค คลที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ ฐานข้ อ มู ล สามารถเข้ า ใจลั ก ษณะของข้ อ มู ล ต่ า งๆ
ทาให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูลสามารถเข้าใจลักษณะของข้อมูลและความสั
ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง ข้ อ มู ล ไ ด้ ง่ า ย แ ล ะ ถู ก ต้ อ ง ต ร ง กั น ร ะ บ บ ที่ ไ ด้ รั บ
การออกแบบจึ ง มี ค วามถู ก ต้ อ งและสอดคล้ อ งกั บ วั ต ถุ ป ระสงค์ ข ององค์ ก ร อี -
อาร์ โ มเดลประกอบด้ ว ย 4 ส่ ว น คื อ เอนทิ ตี้ Property ความสั ม พั น ธ์ Subtype                         และ
Supertype


คาศัพท์เกี่ยวกับฐานข้อมูล
          Entity
                    Entity ห ม า ย ถึ ง สิ่ ง ที่ ส น ใ จ ส า ม า ร ถ ร ะ บุ ไ ด้ ใ น ค ว า ม เ ป็ น จ ริ ง
          แ ล ะ ต้ อ ง ก า ร เ ก็ บ ร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง ด้ ว ย ไ ว้ ใ น ฐ า น ข้ อ มู ล
          โดยตัวอย่างของเอนทิตี้ประเภทต่างๆ เช่น บุคคล สถานที่ สิ่งของ หรือ เหตุการณ์
          เอนทิตี้สามารถจาแนกได้เป็น 2 ประเภท
                                                                                                     14

             1. Entity ป ก ติ (Strong Entity)                                          ห ม า ย ถึ ง
เอนทิ ตี้ ที่ ส นใจและต้ อ งการจั ด เก็ บ ข้ อ มู ล ที่ เ กี่ ย วข้ อ งไว้ ใ นระบบฐานข้ อ มู ล
ซึ่งการคงอยู่ของเอนทิตี้นี้ไม่เกี่ยวข้องกับเอนทิตี้อื่น




                                            Entity ปกติ
             2.                                      Entity อ่ อ น แ อ ห ม า ย ถึ ง
เ อ น ทิ ตี้ ที่ มี ก า ร ค ง อ ยู่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง กั บ เ อ น ทิ ตี้ อื่ น ใ น ร ะ บ บ ฐ า น ข้ อ มู ล
โดยเอนทิ ตี้ อื่ น ที่ มี ค วามสั ม พั น ธ์ กั บ เอนทิ ตี้ นี้ เ รี ย กว่ า Parent              Entity
ห       รื        อ     อ       า      จ       ก       ล่      า       ว       ไ      ด้      ว่      า
เอนทิ ตี้ อ่ อ นแอจะไม่ มี ค วามหมายหรื อ ไม่ ส ามารถปรากฏในฐานข้ อ มู ล ได้
หากปราศจาก Parent Entity ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน ในอี -อาร์ไดอะแกรม
ใช้ สั ญ ลั ก ษณ์ รู ป สี่ เ หลี่ ย มผื น ผ้ า สองรู ป ซ้ อ นกั น (double                  rectangle)
แทนหนึ่งเอนทีตี้อ่อนแอ โดยมีชื่อของเอนทิตี้อ่อนแอนั้น ๆ กากับอยู่ภายใน



                                           Entity อ่อนแอ




Property
             Property                                                           ห ม า ย ถึ ง
ข้ อ มู ล ที่ แ สดงคุ ณ สมบั ติ ห รื อ คุ ณ ลั ก ษณะของเอนทิ ตี้ ห รื อ ความสั ม พั น ธ์ เช่ น
Property          ของเอนทิ ตี้ นั ก ศึ ก ษาประกอบด้ ว ย รหั ส ประจ าตั ว ชื่ อ สกุ ล เพศ
รหัสคณะ เป็นต้น
                                                                                                 15


                                               Property


       Relationships (ความสัมพันธ์)
                ห ม า ย ถึ ง ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง                               Entity
       การจ าแนกประเภทของความสั ม พั น ธ์ ต ามความสั ม พั น ธ์ ร ะหว่ า งเอนทิ ตี้
       วิธีนี้สามารถจาแนกความสัมพันธ์ได้เป็น 3 ประเภท

           1. ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One-to-one Relationships)
         การแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลใน Entity หนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับข้อมูลในอีก
         Entity หนึ่ง ในลักษณะหนึ่งต่อหนึ่ง (1 : 1)
            2. ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม (One-to-many Relationships)
         การแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลใน Entity หนึ่ง
ที่มีความสัมพันธ์กับข้อมูลหลาย ๆ ข้อมูล
         ในอีก Entity หนึ่ง ในลักษณะ (1:m)
            3. ความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม (Many-to-many Relationships)
             การแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลสอง Entity ในลักษณะกลุ่มต่อกลุ่ม (m:n)

       Subtype และ Super type
                ห า ก เ อ น ทิ ตี้ ใ ด ส า ม า ร ถ จ า แ น ก อ อ ก เ ป็ น เ อ น ทิ ตี้ ย่ อ ย ๆ ไ ด้
       โดยแต่ละสมาชิกในเอนทิตี้ย่อยนั้นสามารถมีคุณสมบัติ Identity ได้ด้วยตนเอง
       เอนทิ ตี้ ห ลั ก ที่ ถู ก น ามาจ าแนก เรี ย กว่ า Supertype            ส่ ว นเอนทิ ตี้ ย่ อ ย
       จ าแนกออกมาจะเรี ย กว่ า Subtype                   หรื อ อี ก นั ย หนึ่ ง อาจกล่ า วได้ ว่ า
       เอนทิ ตี้ ห นึ่ ง จะเป็ น Subtype            ของอี ก เอนทิ ตี้ ห นึ่ ง ที่ เ ป็ น Supertype
       ก็ต่อเมื่อSupertype ประกอบด้วยทุก Property ที่มีใน Supertypeโดย Subtype
       สามารถมี Property เพิ่มเติมจาก Supertype ได้
                                                                                                      16

2.3 การนา Crystal Reports ไปใช้ร่วมกับ application อื่น
          การนา Crystal Reports มาใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์ต่าง ๆ มีวัตถุประสงค์
เพื่อศึกษาวิธีการสร้างรายงานด้วย Crystal Reports โดยจะนาไปประยุกต์ใช้ในโครงงานต่อไป
โดยนาโปรแกรม Crystal Reports มาใช้ร่วมกับ Visual Basic ซึ่งมีความจาเป็นที่จะต้องศึกษา
Control และ Component ของ Visual Basic ควบคู่ไปด้วยผลการศึกษาพบว่า โปรแกรม Crystal
Reports
นี้ง่ายต่อการใช้งานและสามารถติดต่อกับข้อมูลได้จากโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลได้หลายประเภท
อาทิเช่น Microsoft SQL, Microsoft SQL Server, Xbase Files, รวมทั้งการติดต่อจากฐานข้อมูลผ่าน
ODBC อีกด้วย และโปรแกรม Crystal Reports นี้ยังมีรูปแบบรายงานให้เลือกได้หลายรูปแบบ เช่น
รายงานย่อย,                รายงานในรูปแบบตาราง,                รายงานในรูปแบบรายละเอียด
และยังสามารถนาเสนอข้อมูลในรูปแบบกราฟต่าง                     ๆ               ได้หลายรูปแบบ
รวมถึงการมีฟังก์ชันหลากหลายที่มากกว่า 160 ฟังก์ชัน ในการรองรับความต้องการของ
รายงานที่เราต้องการสร้างขึ้นมา และยังสามารถนาเสนอข้อมูลในรูปแบบกราฟได้มากกว่า 80 แบบ
และยังสามารถนาเสนอรายงานที่มีความถูกต้อง สวยงาม และหลากหลาย

2.4 แบบจาลอง UML (Unified Modelling Language)
          UML                 (Unified               Modelling                 Language)
เป็นภาษาแผนภาพที่ใช้แสดงการทางานของระบบงาน ในการวิเคราะห์และออกแบบระบบเชิงวัตถุ
(Object Oriented Analysis and Design) ซึ่งภาษาแผนภาพที่ใช้แสดงนั้นมีหลายแบบด้วยกัน ได้แก่
Use Case Diagram, Class Diagram, Sequence Diagram และ Activity Diagram
ซึ่งมีหลักการในการออกแบบและเขียนแผนภาพดังต่อไปนี้

2.4.1 Use Case Diagram
               Use Case Diagram คือ แผนภาพที่ แสดงการท างานของผู้ใ ช้ร ะบบ (User)
และความสัมพันธ์กับระบบย่อย (Sub systems) ภายในระบบใหญ่ ในการเขียน Use Case Diagram
ผู้ใช้ระบบ (User) จะถูกกาหนดว่าให้เป็น Actor และ ระบบย่อย (Sub systems) คือ Use Case
จุ ด ป ร ะ ส ง ค์ ห ลั ก ข อ ง ก า ร เ ขี ย น                 Use             Case              Diagram
ก็ เ พื่ อ เล่ า เรื่ อ งราวทั้ ง หมดของระบบว่ า มี ก ารท างานอะไรบ้ า ง เป็ น การดึ ง Requirement
ห รื อ เ รื่ อ ง ร า ว ต่ า ง                        ๆ                 ข อ ง ร ะ บ บ จ า ก ผู้ ใ ช้ ง า น
ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการวิเคราะห์และออกแบบระบบ สัญลักษณ์ที่ใช้ใน Use Case Diagram
                                                                                                         17

จะใช้สัญลักษณ์รูปคนแทน Actor ใช้สัญลักษณ์วงรีแทน Use Case และใช้เส้นตรงในการเชื่อม
Actor กับ Use Case เพื่อแสดงการใช้งานของ Use Case ของ Actor นอกจากนั้น Use Case ทุก
ๆตัวจะต้องอยู่ภายในสี่เหลี่ยมเดียวกันซึ่งมีชื่อของระบบระบุอยู่ด้วย




                         ตัวอย่าง Use Case Diagram ของระบบจัดการบัตรเครดิต
           แสดง                            Use                      Case                          Diagram
ที่ เ ป็ น ก า ร จ า ล อ ง ภ า พ ก า ร ท า ง า น ข อ ง ร ะ บ บ ก า ร จั ด ก า ร ก า ร ใ ช้ บั ต ร เ ค ร ดิ ต
ซึ่งจะเห็นได้ว่าระบบนี้ประกอบไปด้วย 4 ระบบย่อยคือ
           1. ระบบการรับและประมวลผลรายการการใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตของลูกค้าแสดงด้วย Use
Case ชื่อ
               Perform Card Transaction
           2. ระบบการจัดทาใบเสร็จการชาระเงินด้วยบัตรเครดิต แสดงด้วย Use Case ชื่อ Process
Customer Bill
           3. ระบบการรวบรวมยอดใช้จ่ายแต่ละวัน แสดงด้วย Use Case ชื่อ Reconcile Transaction
           4. ระบบการจัดการบัญชีของลุกค้า แสดงด้วย Use Case ชื่อ Manage Customer Account
           2.4.1.1 ความสัมพันธ์ระหว่าง Use Case
           หมายถึง ความสัม พั นธ์ที่แต่ล ะ Use Case ภายในระบบเองมีความสัมพั นธ์กั น
โดยความสัมพันธ์ของ Use Case นั้น สามารถแบ่งออกได้ 2 แบบ คือ Include และ Extends
           ความสัมพันธ์แบบ Include หมายถึง การที่ Use Case หนึ่ง เรียกใช้งาน Use Case
อีกอันหนึ่ง คล้าย ๆ กับการเรียกใช้งาน Program ย่อยโดย Program หลัก
การเขียนสัญลักษณ์แทนการ Include ของ Use Case นั้น
ใช้สัญลักษณ์เส้นประพร้อมหัวลูกศรชี้ไปยัง Use Case ที่ถูกเรียกใช้งาน และมีคาว่า <<include>>
กากับอยู่บนเส้นลูกศร ดังรูป
                                                                                                           18




                             ความสัมพันธ์ระหว่าง Use Case แบบ Include

          ความสั ม พั น ธ์ แ บบ    Extend       หมายถึ ง       การที่        Use       Case
หนึ่งไปมีผลต่อการทางานตามปกติของอีก Use Case หนึ่ง นั่นหมายถึงว่า Use Case ที่มา Extend
นั้น จะมี ผ ลท าให้ก ารท างานของUse Case ที่ ถู ก Extend ถู ก รบกวนหรื อมี ก ารสะดุ ด
หรือมีกิจกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป สัญลักษณ์ที่ใช้แทน Extend ใน Use Case Diagram ก็คือ
ใช้สัญลักษณ์ลูกศร โดยเริ่มจาก Use Case ที่Extend ไปยัง Use Case ที่ถูก Extend และมีคาว่า <<
extend >>กากับ ดังรูป




                             ความสัมพันธ์ระหว่าง Use Case แบบ Extends

2.4.2 Class Diagram
           Class Diagram คือ แผนภาพที่ใช้แสดง Class และความสัมพันธ์ในแง่ต่าง ๆ (Relation)
ระหว่ า ง Class เหล่ า นั้ น ซึ่ ง ความสั ม พั น ธ์ ที่ ก ล่ า วถึ ง ใน Class Diagram
นี่ ถื อ เป็ น ค วา ม สั มพั น ธ์ เ ชิ ง ส ถิ ต ย์          (Static           Relationship)        ห มา ย ถึ ง
ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ที่ มี อ ยู่ แ ล้ ว เ ป็ น ป ก ติ ใ น ร ะ ห ว่ า ง               Class ต่ า ง         ๆ
ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้ นเนื่องจากกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งเรียกว่า ความสัมพันธ์เชิงกิจกรรม
(Dynamic Relationship) สิ่งที่ปรากฏใน Class Diagram นั้นประกอบด้วยกลุ่มของ Class
และ กลุ่ ม ของ                Relationship              โดย สั ญ ลั ก ษณ์ ที่ ใ ช้ ใ นการแสดง          Class
นั้ น จะแทนด้ ว ยสี่ เ หลี่ ย มที่ แ บ่ ง ออกเป็ น 3ส่ ว น โดยแต่ ล ะส่ ว นนั้ น (จากบนลงล่ า ง)
จะใช้ในการแสดง ชื่อของ Class, Attribute, และฟังก์ชัน ต่าง ๆ ตามลาดับ
                                                                                                            19




                                          ตัวอย่าง Class Diagram

           ใ น ก า ร เ ขี ย น สั ญ ลั ก ษ ณ์ แ ท น Class สิ่ ง ที่ ต้ อ ง ค า นึ ง ถึ ง อี ก สิ่ ง ห นึ่ ง คื อ
ระดับการเข้าถึงเรียกสัญลักษณ์ที่ใช้แทนการเข้าถึงนี้ว่า Visibility แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่
           1. Private เ ขี ย น แ ท น ด้ ว ย สั ญ ลั ก ษ ณ์ – ห ม า ย ถึ ง Attribute ห รื อ ฟั ง ก์ ชั น
ที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก แต่สามารถมองเห็นได้จากภายในตัวของ Class เองเท่านั้น
           2. Protect เขี ย นแทนด้ ว ยสั ญ ลั ก ษณ์ #      หมายถึ ง Attribute หรื อ ฟั ง ก์ ชั น
ที่สงวนไว้สาหรับการทา Inheritance โดยเฉพาะ Attribute หรือ ฟังก์ชันเหล่านี้ จะเป็นของ Super
class เมื่อทาการ Inheritance แล้ว Attribute หรือ ฟังก์ชันที่มี Visibility แบบ Protect จะกลายไปเป็น
Private Attribute ฟังก์ชัน หรือ Protected ขึ้นอยู่กับภาษา Programming ที่นาไปใช้
           3. Public เขี ย นแทนด้ ว ยสั ญ ลั ก ษณ์ + หมายถึ ง Attribute หรื อ ฟั ง ก์ ชั น
ที่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก และสามารถเข้าไปเปลี่ยนค่า อ่านค่าหรือเรียกใช้งาน Attribute
หรื อ ฟั ง ก์ ชั น นั้ น ได้ ทั น ที โ ดยอิ ส ระจากภายนอก (โดยทั่ ว ไปแล้ ว Visibility แบบ Public
มักจะใช้กับฟังก์ชันมากกว่า Attribute)

2.4.2.1 สัญลักษณ์แสดงความสัมพันธ์




                                ลักษณะความสัมพันธ์ของ Class Diagram
                                                                                                               20


การเขียน Class Diagram




                                         ตัวอย่าง Class Diagram



2.4.3 Sequence Diagram
          Sequence Diagram คื อ การสร้ า งแ บบจ าลองเชิ ง กิ จ กรรม (Dynamic Model หรื อ
Behavioural Model) ซึ่ ง ก็ คื อ ก าร จ า ล อ ง ก ระ บ ว นก า ร ที่ ท า ใ ห้ เ กิ ด กิ จ ก ร รม ข อ งร ะ บ บ
เกิดจากชุดของกิจกรรม ซึ่งกิจกรรมหนึ่ง ๆ นั้นเกิดจากการที่ Object หนึ่งโต้ตอบกับอีก Object
ห นึ่ ง Sequence Diagram เ ป็ น Diagram ที่ ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย Class ห รื อ Object
เส้นที่ใช้เพื่อแสดงลาดับเวลา และเส้นที่ใช้เพื่อแสดงกิจกรรมที่เกิดจาก Object หรือ Class ใน
Diagram ภ า ย ใ น Sequence Diagram จ ะ ใ ช้ สี่ เ ห ลี่ ย ม แ ท น Class ห รื อ Object
ซึ่งภายในกรอบสี่เหลี่ย มจะมี ชื่อของ Object หรือ Class ประกอบอยู่ ในรูปแบบ Object: Class
กิจกรรมที่เกิดขึ้นจะแทนด้วยลูกศรแนวนอนที่ชี้จาก Class หรือ Object หนึ่งไปยัง Class หรือ
Object ต่ อ ไป การระบุ ชื่ อ กิ จ กรรมนั้ น จะอยู่ ใ นรู ป แบบ                    [Condition]         ฟั ง ก์ ชั น
ชื่ อ ข อ ง กิ จ ก ร ร ม จ ะ ต้ อ ง เ ป็ น ฟั ง ก์ ชั น ที่ มี อ ยู่ ใ น Class ห รื อ Object ที่ ลู ก ศ ร ชี้ ไ ป
เส้นแสดงเวลาจะแทนด้ วยเส้นตรงประแนวตั้ง โดยเวลาจะเดิน จากด้านบนลงมาสู่ด้านล่า ง
นั้นหมายถึง ว่ า          ถ้า หากกิ จกรรมที่เกิ ดขึ้ นเกิ ดอยู่ ด้า นบนสุดกิ จกรรมนั้นเป็น กิ จกรรมแรก
และกิจกรรมที่อยู่บริเวณต่าลงมาจะเป็นกิจกรรมที่เกิดต่อจากนั้น
                                                                                   21




                               ตัวอย่างSequence Diagram
2.4.4 Activity Diagram
        Activities Diagram แสดงล าดั บ กิ จ กรรมของการท างาน (Work Flow)
สามารถแสดงทางเลือกที่เกิดขึ้นได้ Activity Diagram จะแสดงขั้นตอนการทางานในการปฏิบัติการ
โดยประกอบไปด้วยสถานะต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการทางาน และผลจากการทางานในขั้นตอนต่าง
ๆ
        2.4.4.1 วงกลมสีดา คือ จุดเริ่มต้น
        2.4.4.2 วงกลมสีดา มีวงล้อมอีกชั้น คือ จุดสิ้นสุด
        2.4.4.3 Swim lanes เป็ น การแบ่ ง กลุ่ ม activity เป็ น ช่ อ งในแนวดิ่ ง
และก าหนดแต่ ล ะช่ องด้ว ยชื่ อ object ไว้ ด้ านบน           การแบ่ง เป็ น Swim lanes
ช่วยให้แยกแยะผู้รับผิดชอบ แต่ละงานได้ว่าใครควรจะเป็นคนทางานในหมวดหมู่ใด




                               ตัวอย่าง Activity Diagram
                           การวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติพื้นฐาน
                                                                                     22

      หลังจากวิจัยได้รวบรวมข้อมูลมาเรียบร้อยแล้ว งานที่จะต้องปฏิบัติต่อไปก็คือ
การวิเคราะห์ข้อมูล และการแปลความหมายข้อมูล ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้
      1. การตรวจสอบข้อมูลควรทาทันทีหลังจากเก็บรวบรวมข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว
วัตถุประสงค์ของการตรวจสอบข้อมูล คือ
             1. ตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูลขาดหาย และหรือลืมตอบ
             2 . ตรวจความเป็นไปได้ของข้อมูล
             3. ตรวจสภาพความเป็นเอกภาพของการได้มาซึ่งข้อมูล
      2. การจัดทาข้อมูล คือ การจัดเตรียมข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว
จัดให้เป็นระบบสะดวกแก่การวิเคราะห์ข้อมูลในขั้นต่อไป แบ่งเป็น 2 กรณี
            1. ไม่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ คือ
การนาข้อมูลที่ได้มาสร้างตารางแจกแจงความถี่ หรือแผนภูมิต่าง ๆ
            2. ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ คือ
การนาข้อมูลทีได้มาจัดเตรียมในลักษณะที่พร้อมจะป้อนสู่คอมพิวเตอร์
     3. การวิเคราะห์ข้อมูล สิ่งที่สาคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลก็คือ
ผู้วิจัยต้องเลือกใช้สถิติให้เหมาะสมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการวิจัย
และลักษณะของข้อมูลสถิติที่ได้รับความนิยมในการนาไปใช้

   4. การเสนอผลข้อมูล

        4.1 การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในลักษณะของการบรรยาย
        4.2 การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในลักษณะต่าง ๆ เป็นการนาเสนอข้อมูลที่เป็น ตัวเลข

        4.3 การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในลักษณะแผนภูมิ
                 - แผนภูมิรูปภาพ (Pictogram)
                 - แผนภูมิแท่ง (Histogram)
                 - แผนภูมิเส้น (Line graphs)
                 - กราฟความถี่สะสม (Ogive Curve)
                 - แผนภูมิวง (Pie Chart)

   5. การแปลความหมายข้อมูล
                                                                                             23

          การอธิบายผลของการวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล
ให้เกี่ยวโยงกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย
ข้อผิดพลาดในการแปลความหมายข้อมูลที่ผู้วิจัยมักจะปฏิบัติบ่อย ๆ ก็คือ
แปลความหมายข้อมูลโดยการอ่านค่าจากตารางที่เป็นผลการวิเคราะห์ข้อมูลเท่านั้น
โดยไม่อธิบายความหมายว่า
ค่าที่ได้นั้นหมายถึงอะไรซึ่งผู้วิจัยควรจะนาตารางแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลและการแปลความหม
ายข้อมูลจากตารางนั้นไว้ใต้ตารางทันที

สถิติพื้นฐานที่ใช้อธิบายคุณลักษณะของข้อมูลได้แก่
1. ร้อยละ (Percentage)
         เป็นสถิติที่นิยมใช้กันมากในการวิจัยเพราะเป็นตัวเลขที่เข้าใจง่าย
ในการคานวณเป็นการเปรียบทียบตัวเลขจานวนหนึ่งกับตัวเลขอีกจานวนหนึ่งที่เทียบส่วนเป็น 100
ดังนั้นในการคานวณหาค่าร้อยละจึงใช้ตัวเลขที่เราต้องการเปรียบเทียบหารด้วยจานวนเต็มของสิ่งนั้
น แล้วคูณด้วย 100

2. การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง (Measures of Central Tendency)

1. ค่าเฉลี่ยเลขคณิต(Mean) เป็นค่าสถิติที่ใช้กับข้อมูลชนิดมาตราอันตรภาค (Interval Scale)
และมาตราส่วนหรืออัตราส่วน (Ratio Scale) ในการคานวณค่าเฉลี่ยใช้ค่าของข้อมูลทุกค่าที่มีอยู่
ผลรวมของค่าเบี่ยงเบนจากค่าเฉลี่ยมีค่าเป็นศูนย์ เป็นค่าสถิติที่มีความคงที่ในการวัดมากที่สุด
แต่ไม่เหมาะที่จะใช้ในกรณีที่มีข้อมูลที่มีค่าแตกต่างไปจากข้อมูลอื่น ๆ มาก ๆ ปนอยู่ด้วยหรือข้อมูล
สุดโต่ง (Extreme Value)
เพราะจะมีผลทาให้ค่าที่คานวณได้คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงที่ถือว่าเป็นตัวแทนของข้อมูลนั้
น

2. มัธยฐาน (Median) เป็นค่าสถิติที่ใช้ได้กับข้อมูลมาตราเรียงอันดับ (Ordinal Scale)
ข้อมูลมาตราอันตรภาคชั้นและข้อมูลมาตราอัตราส่วน
การคานวณค่ามัธยฐานใช้เฉพาะค่าบางค่าที่อยู่ตรงกลาง
เป็นค่าสถิติที่มีความคงที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยเลขคณิต แต่มีค่าคงที่มากกว่าค่าฐานนิยม
เป็นค่าที่ใช้ประมาณค่าพารามิเตอร์ได้ใกล้เคียงน้อยกว่าค่าเฉลี่ยแต่ดีกว่าค่าฐานนิยม
                                                                                              24

สามารถใช้กับข้อมูลที่มีจานวนที่แตกต่างไปจากข้อมูลอื่น ๆ มาก ๆ ปนอยู่ด้วยได้(สุดโต่ง)
เนื่องจากจะไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อการคานวณค่ามัธยฐานที่จัดว่าเป็นตัวแทนของข้อมูล

3. ฐานนิยม (Mode) เป็นค่าสถิติที่ใช้กับข้อมูลได้ทุกชนิด คือข้อมูลมาตรานามบัญญัติ (Nominal
Scale) ข้อมูลมาตราเรียงอันดับ ข้อมูลมาตราอันตรภาคและข้อมูลมาตราอันตราส่วน
เป็นค่าสถิติที่หาง่ายที่สุดแต่เป็นตัวแทนที่มีความหมายน้อยที่สุด
เป็นค่าที่มีความคงที่น้อยที่สุดและในการประมาณค่าพารามิเตอร์
ค่าฐานนิยมจะใกล้เคียงความจริงน้อยที่สุด

3. การวัดการกระจาย (Measure of Variability)
         ในการสรุปลักษณะต่าง ๆ
ของข้อมูลด้วยการใช้การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลางเพียงอย่างเดียวไม่พอ
เนื่องจากการวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลางนั้น
เพียงแต่ได้ค่าที่เป็นตัวแทนของข้อมูลแต่ละชุดเท่านั้นแต่จะไม่ทราบว่าข้อมูลเหล่านั้นมีค่าใกล้เคียง
กัน หรือกระจายจากกันมากน้อยเพียงใด
ข้อมูลบางชุดอาจจะมีค่าที่ได้จากการวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลางเท่ากัน
แต่การกระจายของข้อมูลแต่ละชุดอาจจะต่างกัน

4. การวัดความสัมพันธ์ (Measures 0f Relationship)
         เป็นการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่สนใจว่ามีความสัมพันธ์กันหรือไม่
และความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นไปในทิศทางใด

				
DOCUMENT INFO
Description: ฐานข้อมูลประกอบไปด้วยรายละเอียดของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งถูกจัดเก็บในที่เดียวกันอย่างเป็นระบบ เพื่อประโยชน์ในการจัดการและเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวความคิดเบื้องต้นของฐานข้อมูล คือ การใช้งานฐานข้อมูลเดียวสำหรับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันทั้งหมด โดยฐานข้อมูลดังกล่าวจะถูกควบคุมโดยซอฟแวร์ชุดเดียวแทนที่จะใช้งานแฟ้มข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่กระจัดกระจายและมีการดูแลโดยผู้ใช้กลุ่มต่าง ๆ กัน เป้าหมายสูงสุดของ