file

Document Sample
file Powered By Docstoc
					                                                                                     ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 1
                              บทที่ 1 ความหมายของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

      ความหมายของระบบเครือข่าย

         ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) หรือจะเรียกกันสั้น ๆ ว่า ระบบเครือข่าย (Network)
ประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครื่องที่สามารถติดต่อกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้
การติดต่อจะผ่านทางช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ เช่น สายโทรศัพท์ สายไฟฟ้า หรือผ่านทางสื่อแบบอื่น ๆ ได้แก่ โมเด็ม
(Modem) ไมโครเวฟ (Microwave) สัญญาณอินฟราเรด (Infrared) เป็นต้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะหมายถึง
การที่เรานาเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 2 เครื่องมาเชื่อมต่อกันวัตถุประสงค์ที่ต้องต่อกันนี้
มักเกิดจากความต้องการที่จะใช้ทรัพยากรของระบบร่วมกัน เช่น ใช้เนื้อที่เก็บข้อมูลในดิสก์ร่วมกัน
ใช้งานเครื่องพิมพ์เลเซอร์ที่มีอยู่เครื่องเดียวร่วมกันต้องการส่งข้อมูลให้กับบุคคลอื่นในระบบไปใช้งาน
หรือต้องการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน เป็นต้น
        ฉะนั้น ระบบเครือข่าย (Network) คือ ระบบที่นาเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC หรือ Personal
Computer) แต่ละเครื่องมาเชื่อมต่อกันด้วยกลวิธีทางระบบคอมพิวเตอร์นั่นเอง
        ในการแบ่งชนิดของระบบเครือข่าย (Network) นั้นจะแบ่งระบบเครือข่าย (Network) ได้เป็น 3 แบบด้วยกัน คือ
        1. ระบบเครือข่ายระดับประเทศ (Wide Area Network หรือ WAN)
        2. ระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น (Local Area Network หรือ LAN)
        3. ระบบเครือข่ายระดับเมือง (Metropolitan Area Network หรือ MAN)
ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดของประเภทของระบบเครือข่ายทั้ง 3 แบบ ในบทต่อไป
        ประโยชน์ของระบบเครือข่าย
        ประโยชน์ของการนาเครื่องคอมพิวเตอร์มาต่อเชื่อมกันนั้นมีหลายประการได้แก่
        1. สามารถใช้ทรัพยากร (Resource) ที่มีราคาสูงร่วมกันได้ เช่น Harddisk, Printer
เป็นต้นทาให้ประหยัดค่าใช้จ่ายทางด้าน Hardware ลงไปได้มาก
        2. สามารถนาระบบเครือข่าย (Network) ไปเชื่อมต่อหรือเป็นประตูทางผ่าน (Gateway)
เพื่อเข้าสู่คอมพิวเตอร์ระบบอื่น ๆ ได้ เช่น Minicomputer. Mainframe เป็นต้น
      3. ประหยัดค่าใช้จ่ายทางด้าน Software เนื่องจากสามารถติดตั้ง Software ที่เป็นแบบเครือข่าย (Network)
โดยราคาที่ติดตั้งแบบเครือข่ายนั้นจะถูกกว่าการซื้อ Software มาติดตั้งที่ HarddisK ของเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC)
แต่ละเครื่อง รวมทั้งเป็นการง่ายต่อการบารุงรักษา (Maintenance) เช่น การ Update Software ที่ทุก ๆ
เครื่องทาให้เสียเวลาเป็นอย่างมาก
        4. User สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ เนื่องจากข้อมูลของ User จะเก็บอยู่ใน Harddisk ตัวเดียวกันหมด
นอกจากนั้น User สามารถนั่งทางานที่คอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ได้ ซึ่งสามารถที่จะเรียกใช้ข้อมูลของตนเองได้เสมอ
       5. สามารถใช้งานโปรแกรมประเภท Multiuser ได้ Multiuser คือ โปรแกรมที่ใช้งานได้หลาย ๆ คนพร้อม ๆ กัน
                                                                                        ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 2
ประโยชน์ของระบบเครือข่ายที่กล่าวข้างต้นเป็นแบบคร่าว ๆ
แต่ถ้าจะแบ่งเป็นประเภทหรือเป็นหมวดหมู่ให้เห็นและเข้าใจได้อย่างชัดเจนแล้ว
สามารถแบ่งประโยชน์ของระบบเครือข่ายที่มีต่อผู้ใช้แบ่งหัวข้อใหญ่ ๆ ได้ ดังนี้

     1. การใช้ Hardware ร่วมกัน
     2. การใช้ Software ร่วมกัน
     3. การเชื่อมต่อกับระบบอื่น
     4. การใช้ระบบ Multiusers

       1. การใช้ Hardware ร่วมกัน ดังนี้ที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นว่า
ระบบเครือข่ายจะช่วยให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่อง Hardware ลงไปได้ ทั้งนี้เนื่องจากจะสามารถนา Hardware
บางประเภทมาใช้งานร่วมกันได้ ได้แก่
           - Share Diskspace เป็นการใช้งานร่วมกันของเนื้อที่ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลซึ่งรวม Harddisk และ CD ROMS
(Compace-Disk Read-Only Memory) ซึ่งจะใช้ Harddisk หรือ CD ROMS จากเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) ที่เรียกว่า File
Server โดย File Server นี้จะเป็นเครื่องที่ใช้ในการเก็บข้อมูล (Data) ของ User และ Software ของระบบทั้งหมด
รวมทั้งควบคุมการทางานของระบบ Network ด้วย
            - Share printer เครื่องพิมพ์เป็นอุปกรณ์ต่อพ่วง (Peripherals) ที่ใช้งานมากที่สุดโดยเฉพาะในปัจจุบันมี
Printer ราคาสูงเกิดขึ้นมากมายโดยเฉพาะ Laser Printer และเครื่องพิมพ์สี (Color
Printer)ซึ่งมีราคาแพงและจาเป็นต้องนามาใช้งานร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนอกจากนั้นในกรณีที่เรานาเครื่อง
พิมพ์มาใช้งานในระบบ Network มากกว่า 1 เครื่อง เช่น Dot Matrix, Laser Printer, Color Printer, Ink Jet เป็นต้น
ในการส่งงานไปพิมพ์นั้น และสามารถเลือกได้ว่าต้องการใช้งานเครื่องพิมพ์ชนิดใดได้ด้วย
ซึ่งทาให้การทางานง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
                                                                                              ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 3




         - Share Communication Devices เป็นการนาอุปกรณ์สื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์มาใช้งานร่วมกัน เช่น
Modem ซึ่งใช้ในการเปลี่ยนถ่ายข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ด้วยกันโดยอาศัย สายโทรศัพท์ นอกจาก Modem
แล้วอุปกรณ์อีกอย่างหนึ่งที่สามารถนามาใช้งานร่วมกันได้คือ FAX โดยสามารถที่จะทาการพิมพ์ข้อมูลที่ Workstation
ส่วนตัว และส่งผ่านข้อมูลผ่านระบบ Network ไปที่เครื่อง FAX ได้ทันที โดยไม่จาเป็นต้องกระดาษ แล้วเดินไปส่ง
FAX ;ที่เครื่อง FAX อื่น ๆ อีกต่อไป

       2. การใช้ Software ร่วมกัน Software ที่ใช้งานบนระบบ Network แบ่งออกเป็น Software Packages และ Data
เมื่อใช้ระบบ Network สามารถที่จะนา Software ทั้ง 2 ชนิดมาใช้งานร่วมกันได้

          - Share Software Packages ในปัจจุบันสิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ก็คือ เรื่องของลิขสิทธิ์ทาง ถ้ามีเครื่องคอมพิวเตอร์
(PC) แต่ละเครื่องช้างแยกกันอยู่ก็จาเป็นที่จะต้องซื้อ Software ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายมาใช้งาน นั่นคือ 1
ชุดต่อ 1 เครื่อง รวมทั้งยังต้องคอยระวังในเรื่องของการ Copy Software มาใช้งานเองของ User แต่ละคนด้วย
การนาระบบ Network มาใช้งานจะช่วยลดปัญหาของการทาผิดกฎหมายทางด้านลิขสิทธิ์ได้

      นอกจากนั้น Software ที่ใช้งานบนระบบ Network จะมีความคล่องตัวกว่า Software บนเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC)
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการ Maintain หรือการซ่อมบารุง ปรับปรุง Software ให้ถูกต้อง เช่น มีรุ่นที่ Upgrade
มาใหม่ จะสามารถติดตั้งและ Upgrade Software ทั้ง 10 เครื่อง ซึ่งเสียเวลามาก นอกจากนี้กรณีที่ใช้ Workstation
ประเภท Diskless Workstation User จะไม่มีสิทธิ์ในการใช้งานแผ่น Disk เลย ทาให้สามารถขจัดปัญหาของ Virus
ที่สามารถจะแพร่ระบาดอยู่ได้รวมทั้งการตรวจสอบ Virus ก็ไม่จาเป็นต้องตรวจสอบที่เครื่องคอมพิวเตอร์ (PC)
แต่ละเครื่องแต่ตรวจสอบที่ File ;Server เพียงเครื่องเดียว ทาให้ประหยัดเวลา และเกิดการทางานที่คล่องตัวมากยิ่งขึ้น

       สาหรับเรื่องของ License หรือ ลิขสิทธิ์นั้น Software ที่จะนามาใช้งานบนระบบ Network จะต้องเป็น Software
รุ่น Network เท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันมี License Software สาหรับระบบ Network อยู่ 2 แบบ คือ
                                                                                       ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 4


      1. Concurrent Use License หมายถึง Software ที่ระบุจานวน User สามารถใช้งานได้สูงสุดบนระบบ Network
เช่น แบบ 20 Copy นั่นหมายถึง User สามารถใช้งาน Software ตัวนี้สามารถใช้งานได้พร้อมกัน 20 คน

     2. Per User License หมายถึง Software ที่จะต้องระบุจานวน User
ลงไปเลยว่าต้องการใช้เท่าใดแต่ในการทางานจริง ๆ แล้วจะใช้กี่คนพร้อมกันก็ได้

          - Share Data ปัญหาที่เกิดขึ้นแน่นอนสาหรับการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) แยกกันก็คือ
ในกรณีที่เราต้องการข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งจะต้อง Copy
ลงในแผ่นดิสก์แล้วนาไปเรียกใช้จากเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าข้อมูลนั้นมีขนาดใหญ่
หรือาต้องการใช้งานข้อมูลร่วมกันบ่อย ๆ จะทาให้เสียเวลาในการ Copy ข้อมูลมาก ถ้านาระบบ Network
มาใช้งานข้อมูลของ User แต่ละคนจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน คือ Harddidk ของ File Server ดังนั้น User
แต่ละคนจะสามารถเรียกใช้ข้อมูลซึ่งกันและกันได้ทันทีแต่ทั้งขึ้นอยู่กับการกาหนดสิทธิ
ในการเรียกใช้ข้อมูลของแต่ละ User ซึ่งจะสามารถกาหนดได้ว่า User
คนใดจะสามารถใช้งานข้อมูลใดได้ถึงระดับใดบ้าง จากประโยชน์ขอการใช้ Software ร่วมกันนี้ ข้อมูลจะถูกเก็บอยู่ที่
File Server ข้อมูลจึงถูกต้อง ทันสมัยและรวดเร็ว เป็นการควบคุมข้อมูลที่จุดศูนย์กลาง โดยแต่ละ Workstation
สามารถใช้ข้อมูลของ Workstation อื่นได้ทีนทีถ้ามีสิทธิ์ โดยไม่ต้องรีรอจึงทาให้การทางานสะดวกขึ้น (Flexibke)
นอกจากนั้น ยังลดขั้นตอนในการปฏิบัติงานและลดเวลาในการทางาน คือ
แทนที่จะต้องเสียเวลาในการรอข้อมูลซึ่งกันและกัน เพื่อที่จะทางานขั้นต่อไป
ก็ทาให้ไม่ต้องเสียเวลาและลดความผิดพลาดที่เกิดจากข้อมูลไม่ถูกต้องทันสมัย

        3. การเชื่อมต่อกับระบบอื่น ในระบบงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) เมื่อต้องการนาเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC)
มาเชื่อมต่อมกับระบบอื่น เช่น Mainframe Emulation ปัญหาก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์ (Pc) 1
เครื่องจะต้องมีอุปกรณ์พิเศษต่อเชื่อม 1 ชุด ซึ่งปกติจะมีราคาสูงมาก
เมื่อมีการทางานที่มากขึ้นการต่อเชื่อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์(PC) เพียง 1 ชุด อาจไม่เพียงพอในการใช้งาน
อาจจาเป็นต้องต่อมากยิ่งขึ้นทาให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากตามไปด้วย แต่ถ้ามีระบบ Network อยู่แล้ว
สามารถที่จะนาเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) และอุปกรณ์ต่อเชื่อมสาหรับระบบเพียง 1 ชุดมาใช้งาน หลังจากนั้น
Workstation เครื่องอื่นที่ไม่มีอุปกรณ์ต่อเชื่อมนี้ก็สามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่นได้ด้วย
เสมือนมีอุปกรณ์เชื่อมต่อติดตั้งที่เครื่องของตนเองลักษณะเช่นนี้เรียกว่า Gateway
                                                                                            ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 5




                        4. การใช้ระบบ Multiusers การใช้ระบบ Multiusers หมายถึง ระบบที่ User
 สามารถใช้โปรแกรมหรือข้อมูลเดียวกันได้ครั้งละหลาย ๆ คน ซึ่ง Network นั้นสามารถใช้งานระบบนี้ได้เป็นอย่างดี
ทาให้ในปัจจุบันผู้ใช้งานในระบบ Mainframe หรือ Mini Computer ได้หันมาเล็งเห็นถึงความสาคัญขอระบบ Network
       และเริ่มใช้งานระบบนี้มากยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนของการทางานในระบบ Multiusers ได้แก่

           - E-Mail (Electronic Mail ) ซึ่ง User แต่ละคนสามารถส่งและรับข้อมูลหรือข่าวสารซึ่งกันและกันได้
  โดยผ่านทาง Workstation ของตนเอง มีโปรแกรมที่ใช้งานแบบ E-Mail ได้มากมายเ ช่น Work Perfect Office, CC-
                            Mail, Microsoft Exchange, Microsoft Outlook เป็นต้น

                   - Schedule หรือ Group Calendar เป็นโปรแกรมที่รวบรวมปฏิทินรายวันของ User
 แต่ละคนมารวมกันเป็นตาราง (Schedule) ของทั้งระบบ ทาให้ผู้จัดการระบบสามารถทราบนัดหมายต่าง ๆ ของ User
                แต่ละคนได้ และวางแผนการทางานได้สะดวกยิ่งขึ้น เช่น Word Perfect Office

                - Database สามารถใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลเดียวกันได้พร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน File Server
                        ได้ถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น จนมี File Server เฉพาะสาหรับงาน Database เรียกว่า Database
      จึงมีผู้กล่าวว่าประสิทธิภาพในการทางานของ Database Server นี้ใกล้เคียงหรืออาจจะดีกว่าแบบ Mini Computer
                                  เสียอีก ดังนั้น การจะนาระบบ Network มาใช้งานในองค์กรนั้น
         จึงควรพิจารณาถึงความเหมาะสมและความเป็นไปได้ด้วย ถึงแม้จะประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของ Hardware
             เนื่องจากสามารถนาอุปกรณ์บางอย่างมาใช้ร่วมกันได้ก็จริงอยู่ แต่การลงทุนในตอนเริ่มต้นก็สูงเช่นกัน
            ทั้งนี้เนื่องจากเราต้องซื้อ Server ที่มีประสิทธิ์ภาพสูงรวมทั้งอุปกรณ์การติดตั้งอื่น ๆ อีกหลายอย่างดังนั้น
ผู้ที่จะตัดสินใจนาระบบ Network มาใช้งานจึงควรพิจารณาให้ถี่ถ้วน ทั้งนี้อาจอาศัยรายละเอียดต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น
                                  รวมทั้งนโยบายขององค์กร และงบประมาณทางการเงินอีกด้วย
                                                                                     ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 6




                                        บทที่ 2 ประเภทของเครือข่าย

      ประเภทของระบบเครือข่าย

       ในการแบ่งชนิดของระบบเครือข่าย (Network) สามารถดูได้จากลักษณะการติดตั้งใช้งานทางภูมิศาสตร์
จึงสามารถแบ่งระบบเครือข่าย (Network) ได้เป็น 3 แบบด้วยกัน คือ

       1. ระบบเครือข่ายระดับประเทศ (Wide Area Network หรือ WAN)
เป็นระบบเครือข่ายที่ติดตั้งใช้งานอยู่ในบริเวณกว้าง เช่น ระบบเครือข่ายที่ติดตั้งใช้งานทั่วโลก
โดยปกติมีอัตราการส่งข้อมูลที่ต่าและมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาดได้สูง การส่งข้อมูลอาจใช้อุปกรณ์ในการสื่อสาร เช่น
โมเด็ม (Modem) มาช่วย




       2. ระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น (Local Area Network หรือ LAN)
เป็นระบบเครือข่ายที่ใช้งานอยู่ในบริเวณไม่กว้างนัก อาจใช้อยู่ภายในอาคารเดียวกันหรืออาคารที่อยู่ใกล้กัน เช่น
ใช้ภายในมหาวิทยาลัย อาคารสานักงาน คลังสินค้า หรือ โรงงาน เป็นต้น การส่งข้อมูลสามารถทาได้ด้วยความเร็วสูง
และมีข้อผิดพลาดน้อย
ระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่นนี้จึงถูกออกแบบมาให้ช่วยลดต้นทุนและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทางานและใช้งานอุ
ปกรณ์ต่าง ๆ ร่วมกัน
       3. ระบบเครือข่ายระดับเมือง (Metropolitan Area Network หรือ MAN) เป็นระบบเครือข่ายที่มีขนาดอยู่ระหว่าง
                                                                                         ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 7
LAN และ WAN คือ เป็นระบบเครือข่ายที่ใช้ภายในเมืองหรือจังหวัดเท่านั้น
         ความสัมพันธ์ระหว่าง LAN และ WAN
         LAN หรือ Local Area Network เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระยะใกล้ คือ
ใช้เชื่อมต่อกันในบริเวณที่ไม่ห่างจากกันมากนัก โดยการเชื่อมต่อนี้ทาได้โดยสายสัญญาณพิเศษ ในสถานที่หนึ่ง ๆ
หรือองค์กรหนึ่ง ๆ สามารถที่จะสร้างระบบ LAN หลาย ๆ ชุดได้หรือเชื่อมระบบ LAN
แต่ละชุดที่มีอยู่แล้วเข้าด้วยกันอีกทีก็ได้

       อุปกรณ์ที่ต้องใช้ประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีการติดตั้ง การ์ดเนตเวิร์คหรือเรียกย่อ ๆ การ์ด LAN
สื่อสัญณาณซึ่งอาจเป็นสายเคเบิลแบบใดแบบหนึ่ง ระบบปฏิบัติการควบคุมเครือข่ายเช่น Novell Netware, Banyan
VINES, Windows NT Server เป็นต้น




         คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องที่เชื่อมโยงกันในระบบเครือข่าย LAN จะต้องมีส่วนประกอบที่สาคัญ คือ การ์ด LAN
หรือ Network Interface Card (NIC)
อุปกรณ์ชิ้นนี้จะช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ติดต่อกันได้ในเครือข่ายเสมือนกับที่โมเด็มเป็นอุปกรณ์ช่วยให้เครื่องคอมพิว
เตอร์ติดต่อส่งข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ได้ สิ่งทีแตกต่างกันคือ การ์ด LAN
นี้เป็นอุปกรณ์ที่ทาให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารข้อมูลด้วยความเร็วสูงในระดับ 10 หรือ 100 เมกะบิตต่อวินาที
เร็วกว่าที่ส่งผ่านโมเด็มประมาณ 500 ถึง 2-3 พันเท่า โดยมีสายสัญญาณแบบพิเศษเป็นตัวกลางสายดังกล่าว เช่น สาย
Coaxial (สาย LAN ที่เห็นเป็นสีดา ๆ ) สาย Fiber Optic หรือใยแก้วนาแสง สาย Unshield Twisted Pair (UTP) คล้าย ๆ
โทรศัพท์ธรรมดาแต่ใหญ่กว่าเล็กน้อย เป็นต้น การ์ด LAN
แต่ละการ์ดที่ออกจากโรงงานจะต้องมีหมายเลขอ้างอิงเฉพาะซึ่งแตกต่างกัน
เพื่อใช้อ้างถึงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่ออยู่ด้วยกันเป็นเครือข่ายให้สามารถติดต่อกันได้
                                                                                        ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 8




         ในกรณีที่มีระบบเครือข่าย LAN ตั้งแต่ 2 ระบบขึ้นไปที่อยู่ไกลกันมาก ไม่ได้อยู่ในบริเวณเดียวกัน
หรือมีคอมพิวเตอร์บางเครื่องในเครือข่ายที่อยู่ไกลมาก จาต้องใช้อุปกรณ์และบริการพิเศษเพื่อช่วยในการเชื่อมโยงกัน
ซึ่งจะเรียกว่าเป็นเครือข่ายระยะไกลหรือเครือข่ายแบบ MAN หรือ Wide Area Network
ในการเชื่อมกันนี้สามารถทาได้หลายวิธี เช่น เชื่อมผ่านสายที่เช่ามาเป็นพิเศษ ( Leased Line) จากองค์การโทรศัพท์
เชื่อมผ่านระบบไมโครเวฟ เชื่อมผ่านเครือข่ายบริการ ISDN ของการสื่อสารฯ หรือแม้แต่ผ่านดาวเทียม เป็นต้น
อุปกรณ์พิเศษที่จะช่วยเชื่อม LAN เข้าด้วยกันให้กลายเป็น WAN นี้เรียกว่าประตูเชื่อมต่อ หรือ Gateway
ซึ่งจะทาให้ระบบเครือข่ายขยายได้อย่างไม่สิ้นสุด

        จากเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้งานเดี่ยว ๆ หลายเครื่องถูกเชื่อมต่อกันกลายเป็นเครือข่าย LAN เมื่อมีเครือข่าย LAN
หลาย ๆ ระบบแยกกันก็ถูกเชื่อมโยงกันกลายเป็นเครือข่ายแบบ WAN โดยหลักการแล้วเครือข่าย WAN
จะประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ 4 ส่วนคือ
          - ส่วนแรก ได้แก่ อุปกรณ์ที่ใช้ต่อเชื่อม LAN เข้าด้วยกัน เช่น Bridge หรือ Router
          - ส่วนที่สอง คือ อุปกรณ์ช่วยในการต่อเข้าสู่เครือข่าย WAN เป็นตัว Gateway เช่น โมเด็ม
ในกรณีใช้บริการผ่านเครือข่ายโทรศัพท์หรือ Terminal Adapter ในกรณีใช้บริการ ISDN
          - ส่วนที่สาม ได้แก่ สื่อสัญณาณหรือ Media เช่น สายโทรศัพท์ คลื่นวิทยุ
          - ส่วนที่สี่ คือ ส่วนของการบริการ WAN หมายถึง เครือข่ายของผู้ให้บริการในการเชื่อมต่อระยะไกล ๆ เช่น
องค์การโทรศัพท์หรือการสื่อสาร (รวมทั้งผู้รับสัมปทานจากทั้งสองหน่วยงาน เช่น Data Net เป็นต้น เช่น
บริการสายเช่าพิเศษแบบที่ต่อจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งโดยตรง ไม่ต้องผ่านระบบชุมสายโทรศัพท์ธรรมดา (point to
point ) เช่น Leased Line หรือ T1. บริการที่ผ่านระบบชุมสาย (Circuit Switch) เช่น บริการโทรศัพท์หรือบริการ ISDN,
บริการที่จัดการส่งข้อมูลให้แบบเป็นส่วน ๆ (Packet) โดยคิดเงินตามปริมาณข้อมูลที่รับส่ง (Packet Switch) เช่น
บริการ X.25 หรือบริการ Frame Relay

      จากนั้นเครือข่าย WAN ที่หนึ่งก็จะสามารถเชื่อมเข้ากับ WAN ในอีกที่หนึ่งหรืออีกประเทศหนึ่งได้
ทาให้ระบบเครือข่ายเป็นไปในลักษณะ Internetworking ขยายครอบคลุมกว้างขวางขึ้นไปเรื่อย ๆ
                                                                                            ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 9
ซึ่งเป็นหลักการที่กลายมาเป็นระบบเครือข่ายอินเตอร์เนตในที่สุด

        การเชื่อมโยงในลักษณะดังกล่าวระหว่างระบบที่แตกต่างกัน จาเป็นต้องมีมาตรฐานในการติดต่อกัน
หรือเรียกว่าต้องมีระเบียบวิธีในการสื่อความกัน ซึ่งเรียกเป็นศัพท์เฉพาะว่าโปรโตคอล (Protocol)
มิฉะนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดต่อกันก็จะคุยกันไม่รู้เรื่อง ไม่ทราบว่ามีใครติดต่ออยู่บ้างและไม่ทราบว่าใครอยู่ที่ไหน
วิธีการที่จะคุยกันได้ ก็มีการกาหนดวิธีการติดต่อที่ทุกคนทราบและถือเป็นมาตรฐานได้
สาหรับเครือข่ายอินเตอร์เนตมีการใช้งานโปรโตคอลที่ชื่อว่าT CP/IP หรือ Transmission Control Protocol / Internet
Protocol เป็นระเบียบวิธีการมาตรฐานในการติดต่อ ใครต้องการเชื่อมกันเป็นเครือข่ายอินเตอร์เนตก็ต้องไปคุยกันแบบ
TCP/IP ปัจจุบันนี้ในเครือข่ายอินเตอร์เนตมีเครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมต่ออยู่หลายล้านเครื่อง
และมีผู้ใช้งานหลายสิบล้านคน โดยทั้งจานวนเครื่องและจานวนคนต่างก็พุ่งทะยานขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน




       Internetwork การเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย

         Internetwork คือ การที่หลาย ๆ เครือข่ายเชื่อมต่อกันและทางานเสมือนเป็นเครือข่ายอันเดียวกัน
ในอดีตเมื่อเริ่มมีการนาเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือ PC มาใช้งานในเชิงธุรกิจในยุคแรก ๆ นั้น
เนื่องจากมีการพัฒนา Application ทางธุรกิจให้เลือกใช้งานมากมาก
ก็ทาให้จานวนการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมีเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
แต่เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ได้ถูกเชื่อมโยงกันทาให้ผู้ใช้พบปัญหาต่าง ๆ เช่น
                                                                                           ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 10
เครื่องคอมพิวเตอร์บางเครื่องไม่ได้ต่อเครื่องพิมพ์ไว้
เวลาจะพิมพ์งานก็ต้องเอาข้อมูลนั้นไปพิมพ์ที่เครื่องอื่นทาให้ไม่สะดวกและยุ่งยาก
ยิ่งเมื่อองค์กรธุรกิจนั้นขยายตัวมากก็ทาให้ปัญหาการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในแบบเครื่องเดียวโดด ๆ (Stand alone)
กลายเป็นความไม่สะดวกเท่าที่ควร ทางแก้ไขคือการติดตั้งระบบเครือข่าย LAN
เพื่อเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้สามารถใช้งานร่วมกันได้ เครือข่าย LAN
ช่วยทาให้ผู้ใช้สามารถใช้งานข้อมูลรวมกันกับหน่วยงานอื่น ๆ
ได้หรือสามารถส่งผ่านข้อมูลไปมาระหว่างหน่วยงานได้อย่างราบรื่น รวมถึงการใช้งานเครื่องพิมพ์ธรรมดา ๆ
ก็ถูกแทนที่ด้วยเครื่องพิมพ์เลเซอร์ความเร็วสูงเพื่อใช้ร่วมกันในหน่วยงานต่าง ๆ

       เมื่อธุรกิจดาเนินต่อไป ก็มีการขยายสาขาหรือเปิดบริษัทในเครือข่ายออกไปยังที่ต่าง ๆ ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป
ในแต่ละสาขาก็จะมีการติดตั้งระบบเครือข่ายของตนขึ้นใช้งาน แต่ก็ต้องพบกับปัญหาใหม่
คือระบบเครือข่ายในแต่ละสาขาจะถูกแยกให้โดดเดี่ยวออกจากกัน
การส่งข้อมูลข่าวสารกันทาได้อย่างยากลาบากและไม่ทันต่อเหตุการณ์
ปัญหาของการใช้เครือข่ายที่ไม่สามารถเชื่อมโยงกันดังกล่าวนี้อาจแบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ ๆ คือ

      1. มีการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์รวมถึงทรัพยากรต่าง ๆ ซ้าซ้อนกันไม่ได้ประสิทธิภาพ
      2. การสื่อสารส่งผ่านข้อมูลต่าง ๆ เป็นไปได้ยากลาบากและไม่มีประสิทธิภาพเมื่ออยู่คนละเครือข่ายกัน
      3. ขาดระบบการควบคุมเครือข่ายที่ดี และเหมาะสมรวมถึงไม่มีมาตรฐานที่ดี
      ซึ่งในปัจจุบันก็ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้าน Internetwork ไปมาก
โดยอาศัยโครงสร้างหรือโมเดลมาตรฐานเป็นแนวทาง เช่น OSI โมเดล ทาให้เกิดอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อระหว่าง
Network ขึ้นหลายแบบจากผู้ผลิตรายต่าง ๆ กัน แต่ก็สามารถนามาใช้รวมกันได้
ระบบเครือข่ายในปัจจุบันจึงมีการขยายตัวครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางตั้งแต่ข้ามเมืองไปจนถึงข้ามโลกทา
ให้จานวนผู้ใช้งานระบบเครือข่ายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

       เมื่อมีการใช้งานเครือข่ายอย่างกว้างขวางแล้วก็มักจะมีเรื่องที่ต้องจัดทา ต่อมาเนื่องจาก

       1. ต้องการขยายจานวนการใช้งานเครื่องให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะมีการเพิ่มผู้ใช้มากขึ้น
       2. ต้องการขยายระยะทางของระบบให้ไกลกว่าเดิม
       3. ต้องการควบคุมการรับส่งข้อมูล (Traffic) ให้ดีกว่าเดิมเพราะระบบให้การตอบสนองช้าลง
       4. ต้องการแยกปัญหาที่เกิดในระบบเครือข่าย เพื่อให้สามารถค้นหาสาเหตุและแก้ไขระบบได้ง่าย
       5. ต้องการเชื่อมโยงเครือข่ายที่แตกต่างกันหรือเหมือนกันเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายใหญ่ขึ้น
       การเชื่อมโยงเครือข่ายเข้าด้วยกันเพื่อให้เครือข่ายสามารถติดต่อกันได้ ต้องอาศัยอุปกรณ์หลายอย่าง
                                                                                    ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 11
      ข้อเปรียบเทียบของระบบเครือข่ายแต่ละแบบ

       ระบบเครือข่าย (Network) แต่ละแบบไม่ว่าจะเป็นระบบเครือข่ายระดับประเทศ (Wide Area Network หรือ
WAN) หรือระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น (Local Area Network หรือ LAN) หรือระบบเครือข่ายระดับเมือง
(Metropolitan Area Network หรือ MAN) มีความแตกต่างกันอยู่หลายประการ ซึ่งพอที่จะสามารถสรุปได้ดังนี้
       1. ระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น (LAN) มีระยะทางระหว่างจุดที่ต่อกันจากัด ขนาดสูงสุดปกติไม่เกิน 10
กิโลเมตร และต่าสุดไม่น้อยกว่า 1 เมตร
       2 โดยปกติทั่วไปแล้วระบบเครือข่ายระดับเมือง (MAN) จะทางานด้วยความเร็วน้อยกว่า 1 เมกะบิตต่อวินาที
(Mbps) แต่ถ้าใช้เทคโนโลยีแบบเส้นใยนาแสง (Fiber Optic) ในการเชื่อมต่อจุดแต่ละจุดแล้ว
จะทาให้ส่งข้อมูลด้วยความเร็วหลายร้อยเมกะบิตต่อวินาที (Mbps)
       3. เนื่องจากระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น (LAN)
มีระยะทางการใช้งานไม่กว้างนักทาให้อัตราของความผิดพลาดหรือข้อผิดพลาดต่าง ๆ
น้อยกว่าระบบเครือข่ายระดับเมือง (MAN)

        4. ระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น (LAN) จะอยู่ภายใต้การควบคุมของคน
หรือองค์กรเดียวแต่ระบบเครือข่ายระดับประเทศ (WAN) จะมีขอบข่ายการใช้งานอยู่ทั่วโลก
ดังนั้นการช้านจะขึ้นอยู่กับองค์กรการสื่อสารของแต่ละประเทศด้วย
        โดยสรุปแล้ว ระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น (LAN)
เป็นรูปแบบการทางานของระบบเครือข่ายแบบหนึ่งที่ช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ จอภาพ เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์ต่าง
ๆ สามารถติดต่อและใช้งานร่วมกันได้ ซึ่งจะต่างกับระบบเครือข่ายแบบอื่น ๆ
ตรงที่จากัดการติดต่อสื่อสารของอุปกรณ์อยู่ในบริเวณแคบ ๆ เท่านั้น โดยทั่วไปจะมีระยะการใช้งานไม่เกิน 2 กิโลเมตร
เช่น ใช้ภายในมหาวิทยาลัย อาคารสานักงาน คลังสินค้า หรือโรงงาน เป็นต้น
การส่งข้อมูลสามารถทาได้ด้วยความเร็วสูงถึง 1-10 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) และมีข้อผิดพลาดน้อย

      ส่วนประกอบของระบบเครือข่าย

      ส่วนประกอบของระบบเครือข่าย สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ส่วน คือ

      1. Server
      2. Workstation
      3. Network Communication System
      4. Network Operating System
      แต่สามารถแยกออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
                                                                                           ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 12
       1. ส่วนประกอบทางด้าน Hardware และ
       2. ส่วนประกอบทางด้าน Software


       ส่วนประกอบทางด้าน Hardware ประกอบด้วย

         Server มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด แต่ถ้านาเอา PC ทั่ว ๆ ไปมาใช้จะเรียกว่า File Server ซึ่ง File Server
นี้เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้เก็บข้อมูลและโปรแกรมที่ใช้งานในระบบ Network
รวมทั้งควบคุมการทางานของระบบให้เป็นอย่างถูกต้อง File Server โดยทั่ว ๆ ไปมักนิยมใช้เครื่อง PC
ที่อยู่ในระดับตั้งแต่ 80486 ขึ้นไป โดยมีหน่วยความจา (RAM) ไม่น้อยกว่า 8 MB และมี Harddisk ที่มีความจุสูง
ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้ขนาดความจุ 1 GB (กิกะไบท์, Gigabyte) ขึ้นไป

       ความเร็วในการทางานของ CPU (ซีพียู) และ Harddisk ของ PC มีผลต่อประสิทธิภาพของระบบ Network
พอสมควร ดังนั้นถ้า CPU มีความเร็วสูงเท่าใด ประสิทธิภาพของระบบก็จะดีมากขึ้นเท่านั้น ความเร็วของ CPU
มีหน่วยวัดเป็น MHz (เมกกะเฮิร์ตซ์) ในขณะเดียวกันความเร็วของ Harddisk จะเรียกว่า Access Time
หรือเวลาที่ใช้ในการดึงข้อมูลนั้น ยิ่งน้อยมากเท่าใดยิ่งดี โดยมากจะเลือกใช้ Harddisk ทีมีชนิดเป็น SCSI (สคัสซี่) ซึ่งมี
Access Time ดีกว่าชนิด IDE (ATBUS)

        Workstation ก็คือ PC ทั่ว ๆ ไปที่นามาต่อเชื่อมเข้ากับระบบ Network แบ่งออกเป็น Normal Workstation และ
Diskless Workstation (PC ที่ไม่มี Harddisk และ/หรือ Floppy Disk Drive) สาหรับ Diskless Workstation นั้น
จะไม่สามารถเปิดใช้งานด้วยตนเอง เนื่องจากไม่มีทั้ง Network ด้วย เรียกอุปกรณ์นี้ว่า Boot ROM
ซึ่งจะติดไว้บนอุปกรณ์นี้เรียกว่า Network Interface Card (NIC) หรือ Network Adapter

       Network Communications System หมายถึง ระบบการสื่อสารภายในของ Network
หรือลักษณะการรับส่งข้อมูลตามสายนั่นเอง ซึ่งอาศัยหัวใจหลักคือ Network Interface (NIC) และ Cable
หรือสายที่ใช้ในการเชื่อมต่อ PC เข้าด้วยกัน ในการติดตั้งระบบ Network นั้น จะต้องใส่แผ่น Network Interface Card
(NIC) ลงไปในเครื่อง PC แต่ละเครื่อง จากนั้นจึงต่อสาย Cable ระหว่างแต่ละ PC เข้าด้วยกันรวมทั้ง Server ด้วย
ลักษณะการเชื่อมต่อนี้มีหลายแบบ เช่น แบบสายตรง (Ethernet), แบบดาวกระจาย (ARC-NET), หรือแบบวงกลม
(RING) เป็นต้น ซึ่งแต่ละแบบจะมีข้อจากัดต่างกัน เช่น ข้อจากัดในเรื่องของความยาวของ Cable
ทั้งระบบรวมกันความเร็วในการทางานที่แตกต่างกัน รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้งาน เช่น LAN Card ก็ต่างกันด้วย
                                                                                       ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 13




     Network ที่นิยมนามาใช้งานในองค์กรนั้น มักเป็นระบบ Network เล็ก ๆ ภายในองค์กรนั้น
ภายในชั้นเดียวหรือต่างชั้นกัน มักจะเรียกระบบ Network แบบนี้ว่าระบบ LAN หรือ Local Area Network

       ในปัจจุบันระบบ LAN ได้แพร่ขยายมีการใช้งานมากยิ่งขึ้น จนต้องนา LAN แต่ละวงมาเชื่อมต่อกันโดยอาศัย
Bridge หรือ Router เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้อย่างทั่วถึง การนา LAN ตั้งแต่ 2 วงมาเชื่อมต่อกัน
จะเรียกระบบนี้ว่า WAN หรือ Wide Area Network

       Bridge หรือ Router เป็น PC หรืออุปกรณ์เชื่อมต่ออื่น ๆ ที่ใช้ต่อ LAN 2 วงเข้าด้วยกันโดยทั่วไปจะใช้ LAN
Card ใส่ไปใน PC เพื่อทาเป็น Bridge หรือ Router

          การทางานด้วยระบบ Cable มักจะมีปัญหาเกิดขึ้นตามมาหลายอย่าง
ทั้งเรื่องข้อจากัดเกี่ยวกับความยาวหรือปัญหาสายเสีย ทาให้มีการพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมา เรียกว่า Wireless Network
หรือระบบ Network แบบไร้สาย โดยอาศัยระบบของคลื่น Microwave หรือ Infrared
ทาให้หมดปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสาย Cable รวมทั้งส่งข้อมูลได้ไกลยิ่งขึ้นด้วย
แต่ระบบนี้กาลังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนา

       ถ้ามี LAN Card วงที่เป็นระบบ Ethernet จะใส่ LAN Card ลงไปที่ PC เครื่องใดเครื่องหนึ่ง กลายเป็น 2 LAN
Card ใน PC ตัวเดียวกัน จากนั้นจึงเชื่อมสายจาก LAN อีกวงหนึ่งมาที่ LAN Card ตัวใหม่ของ PC เครื่องนี้
ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า Bridge แต่ถ้า LAN 2 วง เชื่อมต่อสายด้วยระบบที่ต่างกัน เช่น
ระบบสายตรงกับระบบดาวกระจาย PC ที่จะเชื่อมต่อ LAN 2 วง เข้าด้วยกันนี้ จะต้องเพิ่ม LAN Card
ของทั้งสองชนิดอยู่ภายในเครื่องด้วย แล้วเชื่อมสายของทั้งสองแบบมาที่ PC เครื่องนี้ ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า Router

       นอกจากนั้นยังสามารถยังสามารถใส่ LAN Card มากกว่า 1 อันลงไปภายใน File Server
                                                                                       ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 14
เดียวกันเพื่อเชื่อมต่อระบบ LAN เข้าด้วยกัน หรือเพื่อเพิ่มระยะทางในระบบให้มากยิ่งขึ้น (เช่น ในระบบสายตรง
ความยาวสูงสุดโดยเฉลี่ยคือ 300 เมตร ต่อ 1 LAN Card ถ้าต้องการให้ได้ระยะทางมากกว่า 300 เมตร ก็ทาได้โดยใส่
LAN Card เพิ่มลงไปใน File Server นั่นเอง) ลักษณะเช่นนี้ เรียกว่า Internal Router
ซึ่งใช้ได้ทั้งการต่อระบบเดียวกันและต่างระบบกัน

       ในการรับส่งข้อมูลของระบบ Network นั้นจะส่งข้อมูลเก็บลงในรูปของ File แล้วส่งมาที่ LAN Card ของ
Workstation ตัวเอง LAN Card แต่ละอันจะมีเลขที่หรือ Address เป็นของตนเองไม่ซ้ากับ LAN Card อันอื่น (เลขที่ของ
LAN Card จะถูกสร้างขึ้นมาพร้อม ๆ กับการผลิต LAN Card) จากนั้นจึงส่ง File นั้นมาตามสาย Cable
มายังเครื่องที่เป็น File Server โดย LAN Card ของ File Server จะทาหน้าที่รับ File นั้นมาทางานตามคาสั่ง
                                                                                     ่
และส่งกลับไปยัง Workstation เครื่องเดิม(จาจากเลขที่ของ LAN Card นั่นเอง) File ที่สงไปมาภายในระบบ Network
จะเรียกว่า Data Package หรือ Frames

        ในกรณีที่นา Server มากกว่า 1 ตัว มาเชื่อมต่อกันเพื่อทางานในรูปแบบต่าง ๆ กัน เช่น เก็บข้อมูลแยกกัน เป็น
Backup สาหรับ Server อีกตัวหนึ่งเป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดภาระการทางานของ Server
ตัวเดียวที่อาจใช้งานมากเกินไป แต่ไม่ได้ลดภาระการทางานของ Workstation เรียกลักษณะเช่นนี้ว่า Multiple Server
แต่เป็นการนา Server ไปต่อกับระบบคอมพิวเตอร์อื่น ๆ เช่น Mini หรือ Mainframe จะมีวิธีการติดต่อที่ต่างไปจาก
Network ไปต่อกับระบบอื่น ๆ และทาให้ Workstation อื่น ๆ ต่อกับระบบนี้ได้ตามไปด้วย

       ส่วนประกอบทางด้าน Software

       Software ที่นามาใช้เป็น Operating System ของระบบ LAN นั้นมีหลายชนิด แต่ที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน คือ
Network ซึ่งเป็นของบริษัท Novell Corporation ในเนื้อหาทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้ จึงขอให้ Netware
เป็นแม่แบบในการศึกษาระบบ Network

        Netware ที่ใช้นั้น ต้องเลือกจานวน User และรุ่น (Version) ให้ถูกต้องกับลักษณะงานด้วยซึ่ง Netware
ในปัจจุบันได้พัฒนามาถึง Version 3.12 และ 4.1 แล้ว ในตลาดปัจจุบันมีการใช้งานอยู่ทั้ง 2 Version ส่วนจานวน User
นั้นมีให้เลือกใช้อย่างเหมาะสม เช่น แบบ 5 Users, 10 Users, 25 Users, 100 Users เป็นต้น

        Netware เป็น Operating System ของระบบ LAN ที่ทาหน้าที่ในการควบคุมการทางานทั้งหมดของระบบ
ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยของระบบ (Security) สิทธิในการใช้งานของแต่ละ User การใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น
Printer, Modem รวมทั้งการเชื่อมต่อระบบ LAN เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์แบบอื่น ๆ เช่น Macintosh, Mainfram
Minicomputer เป็นต้น
                                                                                        ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 15
       เริ่มต้นใช้งานระบบเครือข่าย

          เมื่อใดที่คิดว่าสมควรและถึงเวลาแล้วที่จะต้องใช้งานระบบเครือข่าย (Network)
มีสิ่งที่จะบ่งบอกถึงเวลาและความสมควรที่จะต้องใช้ระบบเครือข่าย (Network) ดังต่อไปนี้

        1. เมื่อมีคอมพิวเตอร์ (PC หรือ Personal Computer) มากขึ้น จึงจาเป็นต้องมีเครื่องพิมพ์ (Printer)
มากขึ้นไปด้วย โดยทั่วไปเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) 1 เครื่องจะต่อเข้ากับเครื่องพิมพ์ (Printer) 1 ตัว
ถึงแม้จะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า Switching Box มาช่วยงาน โดยนามาเชื่อมคอมพิวเตอร์ (PC) ตั้งแต่ 2
เครื่องขึ้นไปให้ใช้งานเครื่องพิมพ์ (Printer) ร่วมกันได้ แต่ก็ยังคงมีปัญหาในเรื่องของระยะทางระหว่างเครื่องพิมพ์
(Printer) และเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) ว่าไม่ควรจะห่างกันเกินกว่า 5 เมตร นอกจากนี้จานวนของเครื่องคอมพิวเตอร์
(PC) และเครื่องพิมพ์ (Printer) ที่ใช้งานก็ยังเป็นข้อจากัดอีกอย่างหนึ่งของการใช้งาน เนื่องจาก Switching Box
ถูกสร้างออกมารองรับจานวนคอมพิวเตอร์ (PC) ที่จะใช้งานได้ไม่เกิน 4-5 เครื่องต่อชุด
รวมทั้งยังมีปัญหาในเรื่องของสายเชื่อมต่อที่ยาวระเกะระกะ
ซึ่งอาจทาให้สถานที่ทางานดุไม่สวยงามและรบกวนการทางานได้

       ดังนั้น ถ้านาระบบเครือข่าย (Network) มาใช้ จะสามารถลดปัญหาต่าง ๆ ลงไปได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องใช้
Switching Box และไม่มีสายเชื่อมต่อใด ๆ มารบกวนการทางาน
นอกจากนั้นยังไม่มีข้อจากัดในเรื่องของจานวนคอมพิวเตอร์ (PC) และจานวนเครื่องพิมพ์ (Printer) ที่ใช้งานด้วย

       นอกจากการนาเครื่องพิมพ์ (Printer) มาใช้งานร่วมกันแล้ว ยังสามารถที่จะนาอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น ๆ
(Peripherals) มาใช้งานร่วมกัน (Share) ได้ เช่น พล็อตเตอร์ (Plotter), โมเด็ม (Modem) เป็นต้น




       2. เมื่อมีนโยบายที่จะเพิ่มเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) ให้มากยิ่งขึ้น
                                                                                          ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 16
จะต้องลองหันมาพิจารณาถึงต้นทุนทางด้านฮาร์ดแวร์ (Hardware) ด้วย เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC)
ที่จะใช้กับระบบเครือข่าย (Network) นั้น สามารถบดต้นทุนได้ โดยไม่จาเป็นต้องมี Harddisk และ Drive
เนื่องจากใช้จากระบบเครือข่าย (Network) ได้รวมทั้งเครื่องพิมพ์ (Printer) มาใช้งานร่วมกันได้ เช่น
อาจมีเพียงเครื่องพิมพ์ Laser 1 เครื่อง และเครื่องพิมพ์ Dot Matrix อีก 1 เครื่องก็ได้ ซึ่งใช้เก็บข้อมูลและโปรแกรมของ
User ทั้งระบบ รวมทั้งอุปกรณ์ในการติดตั้งบางอย่าง เช่น Network Interface Card (NIC), Cable เป็นต้น
แต่ถ้ามองในระยะยาวแล้วจะคุ้มค่ากว่ากันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ
การป้องกันปัญหาอันเกิดจากไวรัส (Virus) ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เนื่องจากผู้ใช้ (User) จะไม่สามารถใช้แผ่น Diskkette
                                                                                         ้
ได้เลย สาหรับเครื่องที่ไม่มี Floppy Disk Drive การควบคุมไวรัส (Virus) ก็ทาได้ง่ายขึน เนื่องจาก Virus
ที่เกิดขึ้นมักจะมาจากผู้ใช้ (User) ที่นาแผ่น Diskkette ส่วนตัวหรือจากภายนอกที่มีไวรัส (Virus)
มาใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) ทาให้เครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) นั้นติดไวรัส (Virus)
ขึ้นได้และเมื่อติดกับเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) แล้วก็สามารถลามไปถึงระบบเครือข่าย (Network) ที่ใช้งานได้อีกด้วย

         3. ในการติดตั้งซอฟต์แวร์ (Software) ทั่วไปบนเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) นั้นซอฟต์แวร์ (Software) 1
ชุดจะสามารถใช้งานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) ได้เพียง 1 เครื่องจะถือว่าผิดกฎหมาย ดังนั้นถ้ามีเครื่องคอมพิวเตอร์
(PC) มากกว่า 1 เครื่องก็จะต้องมีการลงทุนในเรื่องของซอฟต์แวร์ (Software) มากยิ่งขึ้น ถ้านาระบบเครือข่าย
(Network) มาใช้งานก็ไม่จาเป็นต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ (Software) นั้นลงในฮาร์ดดิสก์ (Harddisk) ของ
เครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) แต่ละเครื่องแต่จะติดตั้งลงในฮาร์ดดิสก์ (Harddisk) ของระบบเครือข่าย (Network) ได้เลย
หรือฮาร์ดดิสก์ (Harddisk) ของเซิฟร์เวอร์ (Server) นั่นเอง แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นจะต้องซื้อซอฟต์แวร์(Software)
ที่เป็นลิขสิทธิ์แบบระบบเครือข่าย (Network License) ด้วย

        4. ในทางบริษัทที่มีการใช้งานระบบฐานข้อมูล (Database) เช่น ระบบสินค้าคงคลัง (Inventory)
และระบบบัญชี (Accounting) ซึ่งใช้งานร่วมกันหลาย ๆ ฝ่าย ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) เครื่องเดียวกัน
มักจะพบปัญหาเมื่อมีข้อมูลมากยิ่งขึ้น ผู้ใช้ (User) 1 คนอาจจะจาเป็นต้องใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) นานยิ่งขึ้น
เช่น ต้องป้อนมูลสินค้าคงคลังมากขึ้นทาให้ผู้ใช้ (User) อื่น ๆ ที่ต้องทางานในระบบอื่น
ไม่สามารถทางานของตนเองได้ ทาให้เกิดปัญหาในการทางานขึ้น ถ้านาระบบเครือข่าย (Network) มาใช้งาน ผู้ใช้
(User) แต่ละคนจะสามารถทางานในส่วนตน ณ เวลาใด หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) เครื่องใดก็ได้
โดยข้อมูลจะถูกนามาใช้งานร่วมกัน ทาให้สามารถลดปัญหาที่เกิดขึ้น
และทาให้การทางานของพนักงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึน         ้

         5. ในระบบเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) ธรรมดา เมื่อต้องการส่ง Memo หรือ Note ไปให้กับผู้ใช้ (User) อื่น ๆ
แทนที่จะต้องเขียนหรือพิมพ์ลงในกระดาษ แล้วส่งไปให้ผู้ใช้ (User) อื่น ๆ
อ่านเมื่อกระดาษมีมากขึ้นก็จาเป็นต้องใช้เนื้อที่ในการเก็บมากยิ่งขึ้น ปัญหาอื่น ๆ ก็จะตามมาอีกแต่ถ้านาระบบเครือข่าย
(Network) มาใช้งานก็จะสามารถลดปัญหานี้ได้ โดยการนาซอฟต์แวร์ (Software) ประเภท "E-Mail" หรือ Electronic
                                                                                       ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 17
Mail มาใช้งานได้ โดยการพิมพ์ข้อมูลลงไป แล้วสั่งจากเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) เครื่องของผู้ใช้ (User)
ไปให้กับผู้รับที่เครื่องของผู้รับได้เลยโดยไม่จาเป็นต้องพิมพ์หรือเขียนลงกระดาษอีกต่อไป
นอกจากนั้นถ้าพัฒนาระบบเครือข่าย (Network) ให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น
ก็จะสามารถส่งข้อมูลในลักษณะของภาพและเสียง (Video and Sound) ได้อีกด้วย




                                  บทที่ 3 มาตรฐานการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย



       มาตรฐานการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย

       การกาหนดมาตรฐานของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ในยุคแรก ๆ จะมุ่งเน้นถึงคาสั่งการทางานภายใน
และการเชื่อมต่ออุปกรณ์พื้นฐานต่าง ๆ ก่อให้เกิดระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่าระบบปิด (Closed System)
ซึ่งหมายความว่า ในระบบนี้จะมีการติดต่อสื่อสารกัน ได้เฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มาจากบริษัทผู้ผลิตเดียวกัน
                                                                                      ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 18
หรือถ้าบริษัทอื่นต้องการเข้าร่วมในการสื่อสารด้วยก็ต้องพยายามทาให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผลิตขึ้นมีลักษณะที่เหมือน
หรือคล้ายคลึงกันกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องการติดต่อให้มากที่สุด หรือที่เรียกกันว่า Plug-Compatible System

          ต่อมาเนื่องจากได้เล็งเห็นข้อเสียของระบบปิดแล้ว องค์กรต่าง ๆ
ก็ได้มุ่งเน้นที่จะกาหนดมาตรฐานสาหรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่จะนามาต่อเชื่อมกับโครงข่ายสื่อสารธารณะ
และมีการกาหนดมาตรฐานเอาไว้หลายลักษณะ ดังต่อไปนี้คือ

       1. V-Series Recommendations เป็นการกาหนดมาตรฐานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เช่น Modem
ซึ่งจะนามาเชื่อมต่อกับระบบโทรศัพท์ (PSTN-Public Switched Telephone Network) หรือที่มักจะเรียกระบบนี้ว่า Data
Terminal Equipment (DTE)

      2. X-Series Recommendations เป็นการกาหนดมาตรฐานการเชื่อมต่ออุปกรณ์ DTE
กับโครงข่ายสื่อสารข้อมูลสาธารณะ (PSDN-Public Switched Data Network)

      3. Series Recommendations เป็นการกาหนดมาตรฐานการเชื่อมต่ออุปกรณ์ DTE
กับโครงข่ายสื่อสารร่วมระบบดิจิตอล (ISDN-Integrated Services Digital Network)

       ผลจากการกาหนดมาตรฐานดังกล่าวข้างต้น ทาให้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ
ถูกออกแบบมาให้มีความคล้ายคลึงกัน และสามารถทางานทดแทนกันได้ ซึ่งมีผลทาให้ผู้ซื้อสามารถเลือกอุปกรณ์ต่าง
ๆ ได้จากผู้ขายจานวนมากรายขึ้น

         ในระยะแรกบริการโครงข่ายสื่อสารสาธารณะ จะมุ่งเน้นด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครือข่ายเท่านั้น
ซึ่งก็ทาให้มาตรฐานต่าง ๆ ถูกกาหนดขึ้นโดยเน้นในด้านของการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าสู่ระบบเครือข่ายนั้น
แต่ต่อมาระบบเครือข่ายสื่อสารสาธารณะก็ได้เริ่มขยายการให้บริการข้อมูลไปยังด้านอื่น ๆ เช่น
การให้บริการแลกเปลี่ยนข้อความทางอิเล็กทรอนิคส์ (Teletex) การให้บริการเข้าถึงระบบฐานข้อมูลสาธารณะ
(Videotex) เพื่อที่จะทาให้บริการต่าง ๆ เหล่านี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
จึงได้มีการกาหนดมาตรฐานซึ่งไม่เพียงแต่ครอบคลุมอุปกรณ์ต่าง ๆ
ที่จะนามาเชื่อมต่อเข้ากับระบบดังกล่าวแต่ยังคงครอบคลุมถึงรูปแบบ (Syntax)
ของข้อมูลที่จะนาเข้าสู่ระบบการแลกเปลี่ยนผ่านทางเครือข่ายด้วย ซึ่งผลของการกาหนดมาตรฐานนี้
ทาให้อุปกรณ์จากบริษัทผู้ผลิตหนึ่งสามารถที่จะนามาใช้แลกเปลี่ยนหรือทดแทนกับอุปกรณ์จากบริษัทผู้ผลิตอื่น ๆ
ที่ได้ผลิตขึ้นตามมาตรฐานเดียวกัน

       มาตรฐานดังกล่าว ก่อให้เกิดระบบคอมพิวเตอร์ชนิดเปิด (Open System)
                                                                                     ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 19
หรือเรียกอีกอย่างว่าสภาพแวดล้อมของการเชื่อมต่อในระบบเปิด (OSIE-Open System Interconnection Environment)
จะแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของการกาหนดมาตรฐานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รวมถึงสถาบันต่าง ๆ
อันมีส่วนร่วมในการกาหนดมาตรฐาน

        ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1970 ระบบการกระจายการสื่อสาร
ทั้งชนิดที่ขึ้นอยู่กับโครงข่ายสื่อสารสาธารณะและโครงข่ายสื่อสารในธุรกิจได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างหลากหลาย
โดยอาศัยประโยชน์จากระบบเปิด ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงได้เริ่มมีมาตรฐานต่าง ๆ
ได้ถูกกาหนดขึ้นเป็นจานวนมากมาตรฐานชนิดแรกกาหนดขึ้นเพื่อครอบคลุมโครงสร้างทั้งหมดของการสื่อสารจากระ
บบย่อยภายในคอมพิวเตอร์ และองค์กรที่กาหนดมาตรฐานนี้คือ ISO (International Standards Organization)
และเรียกมาตรฐานนี้ว่า ISO Reference Model for Open System Interconnection (OSI)

         จุดมุ่งหมายของ ISO Reference Model คือ การกาหนดโครงร่างสาหรับการกาหนดมาตรฐานต่าง ๆ
เกี่ยวกับระบบ เพื่อให้มาตรฐานเดิมที่มีอยู่กับมาตรฐานอื่น ๆ ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องได้ดาเนินไปในทิศทางเดียวกัน
หรืออีกนัยหนึ่ง คือ การอนุญาตให้โปรแกรมใช้งานต่าง ๆ ในคอมพิวเตอร์ที่ดาเนินการตามมาตรฐานที่ตั้งไว้
ได้ดาเนินการติดต่อกับโปรแกรมที่อยู่ในคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นที่อยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกันได้โดยอิสระโดยไม่ต้อง
คานึงว่าโปรแกรมนั้นจะมาจากบริษัทผู้ผลิตใด ตัวอย่างของโปรแกรมต่าง ๆ
ที่ต้องมีการติดต่อสื่อสารโดยวิธีของระบบเปิด ได้แก่

      1. โปรแกรมที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น
แล้วนามาประมวลผลในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่โปรแกรมนั้นอยู่

     2. โปรแกรมที่ทาหน้าที่เสมือนเป็นตัวบริการฐานข้อมูล (Server) สาหรับโปรแกรมอื่น ๆ
ในระบบการประมวลผลแบบกระจาย (Distributed)

       3. โปรแกรมที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเครือข่าย แล้วต้องการใช้บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์

      4. โปรแกรมที่ทาหน้าที่เป็นศูนย์กลาง การให้บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่โปรแกรมอื่น ๆ
ในระบบการประมวลผลแบบกระจาย (Distributed)

      5. โปรแกรมที่ทาหน้าที่ควบคลุมโปรแกรมอื่น
ในงานเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องจักรกลหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในคอมพิวเตอร์

       6. โปรแกรมที่ควบคุมเครื่องจักรกลหรืออุปกรณ์ที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์
                                                                                     ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 20
ขณะกาลังรับคาสั่งจากโปรแกรมควบคุมอีกชั้นหนึ่ง

     7. โปรแกรมที่อยู่ที่ศูนย์กลางธนาคาร
ขณะทาหน้าที่ปรับปรุงยอดบัญชีของลูกค้าที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายระยะไกล

        ความมุ่งหมายของ OSI จะอยู่ที่การและเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโปรแกรมต่าง ๆ
เหล่านั้นโดยจะอานวยความสะดวกให้แต่ละโปรแกรมให้สามารถรับ-ส่งข้อมูลที่ต้องการได้ โดยไม่ต้องคานึงถึงว่า
เครื่องคอมพิวเตอร์ที่กาลังประมวลผลอยู่นั้นมีลักษณะทาง Hardware เช่นใด OSI Reference Model
องค์กรมาตรฐานสากลหรือ ISO (International Standards Organization)
ได้มีการศึกษาและหาแนวทางในการกาหนดมาตรฐานของเครือข่าย เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาทั้ง 3 ประการ
ซึ่งจะทาให้การเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายสามารถทาได้ ISO ค้นพบว่าระบบเครือข่ายจะมีกิจกรรมพื้นฐานต่าง ๆ เช่น
การับส่งข้อมูล การเข้าใช้งานในเครื่องแม่ข่าย การสั่งพิมพ์ที่เครื่องพิมพ์ในเครือข่าย เป็นต้น ดังนั้น
ISOได้จัดแบ่งกิจกรรมเหล่านั้นออกเป็นงานย่อมและกาหนดเป็นโมเดลแบ่งเป็นชั้น ๆ ตามลาดับ เรียกว่า มาตรฐาน
Open System Interconnection หรือ OSI ด้วยวิธีการแบ่งกิจกรรมที่ซับซ้อนในเครือข่ายออกเป็นงานย่อย ๆ
เพื่อจะช่วยทาให้การออกแบบและใช้งานเครือข่ายรวมถึงการเชื่อมโยงกันเป็นไปได้ด้วยความสะดวก
และมีวิธีการทางานอยู่ในกรอบเดียวกันโมเดล OSI นี้เป็นต้นแบบแนวคิดในการสร้างเครือข่าย
แต่ไม่ใช่พิมพ์เขียวตามตัวอย่างในการก่อสร้าง และไม่ใช่เป็นวิธีการสร้างระบบเครือข่ายโดยตรง
แต่เป็นมาตรฐานให้กับผู้ที่ต้องการสร้างระบบเครือข่ายหรืออุปกรณ์
รวมถึงซอฟแวร์ที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องนามาใช้กับเครือข่ายได้เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเท่านั้น

        ระบบย่อยของการสื่อสารข้อมูล เป็นส่วนที่มีความซับซ้อนมาก ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน Hardware หรือ Software
ในสมัยแรก ๆ การพยายามสร้างโปรแกรมเพื่อการติดต่อสื่อสารนั้นจะสร้างโปรแกรมที่ค่อนข้างจะซับซ้อน
ด้วยการมีส่วนประกอบหลายส่วนใน 1 โปรแกรม โปรแกรมประเภทนี้ โดยมากจะเขียนด้วยภาษาแอสเซมบลี
ซึ่งผลของมันก็คือโปรแกรมเหล่านี้จะยุ่งยากในการทดสอบหรือปรับปรุงแก้ไข และเพื่อที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ISO
จึงได้นาเอาวิธีการของระบบลาดับชั้น (Layer) มาใช้ในเรื่องของ Reference Model
ระบบย่อยการสื่อสารข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์จะถูกแบ่งออกเป็นลาดับชั้นหลาย ๆ ชั้น
ซึ่งแต่ละชั้นก็จะทาหน้าที่ซึ่งได้กาหนดไว้โดยเฉพาะ โดยแนวความคิดแล้วลาดับชั้นเหล่านี้จะทาหน้าที่โดยทั่ว ๆ ไป 2
ประการคือ

       1. การติดต่อในระดับของเครือข่าย

       2. การติดต่อในระดับโปรแกรมด้วยกัน
                                                                                 ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 21
      ซึ่งจากหน้าที่ทั้ง 2 ประการดังกล่าว ก่อให้เกิดสภาวะแวดล้อมของการประมวลผลในลักษณะ ได้แก่

          1. สภาพแวดล้อมของระบบเครือข่าย (Network Environment) จะเกี่ยวข้องกับการกาหนดมาตรฐานต่าง ๆ
ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารข้อมูลระหว่างระบบเครือข่าย

         2. สภาพแวดล้อมของระบบเปิด (OSI Environment)
ซึ่งจะครอบคลุมสภาพแวดล้อมของระบบเครือข่ายและการสื่อสารข้อมูลระหว่างโปรแกรมด้วยกัน
เพื่อที่จะอานวยความสะดวกให้ เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ในลักษณะของระบบเปิด

         3. สภาพแวดล้อมของระบบอันแท้จริง (Real Systems Environment)
โดยโปรแกรมในการสื่อสารข้อมูลของบริษัทผู้ผลิต
จะถูกออกแบบและสร้างให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของระบบเปิด
ซึ่งวัตถุประสงค์ของการสร้างระบบนี้ขึ้นมาก็เพื่อที่จะให้บริการข้อมูลในระบบการประมวลผลแบบกระจาย

      ความสัมพันธ์ของสภาพแวดล้อมทั้ง 3 ประการ แสดงดังรูป




      ทั้งการติดต่อในระดับของเครือข่าย
และการติดต่อในระดับโปรแกรมด้วยกันของระบบเปิดนั้นจะกระทาโดยอาศัยระบบการแบ่งออกเป็นลาดับชั้น
ขอบเขตและหน้าที่ของแต่ละลาดับชั้นนั้นได้ถูกกาหนดขึ้นโดยอาศัยการศึกษาจากระบบการกาหนดมาตรฐานในสมัย
แรก ๆ

     การทางานของแต่ละลาดับชั้นจะเป็นไปเพื่อเสริมให้บรรลุวัตถุ
ประสงค์ของการสื่อสารรวมทั้งระบบโดยจะควบคุมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งตัวของข้อมูลเอง
                                                                                ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 22
และส่วนควบคุมข้อมูลที่จาเป็นต้องใช้
รวมถึงการตอบรับจากลาดับชั้นเดียวกันในคอมพิวเตอร์อีกชุดหนึ่งที่ต้องการติดต่อด้วย
แต่ละลาดับชั้นจะได้รับการออกแบบเพื่อการเชื่อมต่อภายในชั้นเดียวกัน และการเชื่อมต่อกับลาดับชั้นอื่น ๆ
ทั้งที่อยู่ในระดับสูงกว่าและต่ากว่าด้วย
แต่อย่างไรก็ตามการทางานของแต่ละลาดับขั้นก็จะเป็นอิสระต่อกันโดยมีการทางานเสร็จสมบูรณ์ภายในชั้นนั้น ๆ

      ISO Reference Model ถูกออกแบบมาให้ประกอบด้วย 7 ลาดับชั้น ได้แก่

      1. Application Layer

      2. Presentation Layer

      3. Session Layer

      4. Transport Layer

      5. Network Layer

      6. Data Link Layer

      7. Physical Layer

      OSI Network Layer Model
                                                                                          ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 23



        ในแต่ละชั้นของ ISO โมเดล จะมีการสื่อสารติดต่อกันเป็นชั้น ๆ ตามลาดับลงมา เช่น Application Layer
ก็จะสื่อสารกับ Presentation Layer แล้ว Presentation Layer ก็จะสื่อสารกับ Session Layer
ตามลาดับไปจนถึงชั้นแรกสุดคือ Physical Layer ถ้าจะจัดแบ่งชั้นต่าง ๆ ของโมเดลออกเป็นกลุ่มจะได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

      1. กลุ่มแรก ประกอบด้วย Application, Presentation และ Session Layer
ทาหน้าที่หลักในการจัดการเรื่องราวของแอฟพลิเคชั่น

      2. กลุ่มที่สอ คือ Transport, Network, Data Link และ Physical Layer
ทาหน้าที่จัดการเรื่องราวของการส่งข้อมูลระหว่างเครือข่ายและในเครือข่ายเดียวกัน

         หน้าที่การทางานของแต่ละลาดับชั้นได้ถูกกาหนดเอาไว้เป็นกฎเกณฑ์
เพื่อที่แต่ละลาดับชั้นจะได้ใช้กฎเกณฑ์เหล่านั้นในการสื่อสารระหว่างลาดับชั้นเดียวกัน
ในระบบคอมพิวเตอร์ที่ต้องการจะสื่อสารด้วย
แต่ละลาดับชั้นจะถูกกาหนดว่าจะให้บริการใดบ้างที่จะเสริมการทางานของลาดับชั้นที่สูงขึ้นไป
ในขณะเดียวกันก็จะถูกกาหนดว่าต้องการบริการใดบ้างจากลาดับชั้นที่อยู่ตากว่า
เพื่อให้การสื่อสารข้อมูลบรรลุตามวัตถุประสงค์ได้ ตัวอย่างเช่น การทางานของ Transport Layer
จะส่งข้อความเกี่ยวกับการสื่อสารในระดับ Network ว่าได้ดาเนินการได้สาเร็จมีการเชื่อมต่อระหว่าง Network
เป็นผลหรือไม่อย่างไรไปให้กับ Layer ที่อยู่เหนือขึ้นไปคือ Session Layer และจะใช้บริการที่ได้จาก Layer ที่อยู่ต่ากว่า
Network Layer ในการที่จะโอนย้ายข้อความเกี่ยวกับการสื่อสารใน Network ไปให้กับ Transport Layer
ที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์อีกระบบทีกาลังติดต่อสื่อสารอยู่ โดยหลักการแล้วในแต่ละ Layer จะมีการสื่อสารไปยัง
Layer ที่อยู่ในระดับเดียวกันที่อยู่ในคอมพิวเตอร์อีกระบบหนึ่ง
แต่อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติกระบวนการในการส่งข้อความสื่อสารนั้นจะถูกกระทาโดยอาศัยวิธีการให้บริการของ
Layer ที่อยู่ต่ากว่า
                                                                                           ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 24




                                  รูปภาพแสดงโครงสร้างเน็ตเวิร์คของ OSI Model



รายละเอียดของแต่ละลาดับชั้นเป็นดังนี้

       1. Application layer

       เป็นชั้นบนสุดของโมเดลจะเป็นส่วนที่ทาการติดต่อระหว่าง
แอปพลิเคชั่นของเครือข่ายกับผู้ใช้เป็นไปตามที่ต้องการ ตัวอย่างแอปพลิเคชั่น ของเครือข่ายก็เช่น ระบบ E-mail
การโอนถ่ายแฟ้มข้อมูล (File Transfer) การขอเข้าใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย (Host Terminal)
การจัดแฟ้มข้อมูล ในลักษณะต่าง ๆ เป็นต้น
นอกจากนั้นยังรวมถึงการบริการทางด้านการแลกเปลี่ยนเอกสารข้อความต่าง ๆ Application Layer
จะทาหน้าที่จัดการเรื่องต่าง ๆ ของเครือข่ายตามที่ผู้ใช้ต้องการนั่นเอง โดยจะอยู่ในระดับบนที่ใกล้ชิดกับผู้ใช้ที่สุด

      การเข้าไปใช้บริการระดับ Application Layer โดยปกติจะใช้โดยการพิมพ์คาสั่งต่าง ๆ
ผ่านทางระบบโปรแกรมควบคุมเครื่อง(OS) โดย OS จะถือว่าอุปกรณ์ หรือโปรแกรมต่าง ๆ ในการสื่อสารนั่นเอง
การบริการของลาดับชั้นนี้ จะแสดงให้ผู้ใช้ได้เข้าใจในทันที โดยไม่ว่าการสื่อสารจะประสบความสาเร็จหรือไม่
และหากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้ใช้ก็ สามารถทราบได้จากข้อความที่แสดงออกมา

       นอกเหนือจากบริการด้านต่าง ๆ ที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีบริการอื่น ๆ ที่ Application Layer จัดให้ได้ดังนี้ คือ

           - การระบุระบบคอมพิวเตอร์ปลายทาง โดยอาจจะใช้วิธีการเรียกหรือเรียกตามที่อยู่ (Address) ก็ได้
                                                                                      ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 25
          - กาหนดว่าเครื่องปลายทางที่ต้องการติดต่อนั้น อยู่ในสถานะที่พร้อมสาหรับการสื่อสาร

          - กาหนดอานาจหน้าที่ ความสาคัญ ในการติดต่อสื่อสาร

         - การร่วมตกลงในระบบการใส่รหัสเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

          - การรับรองเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องการสื่อสารด้วยว่า อยู่ในสถานะที่ต้องการจะสื่อสารได้หรือไม่

          - กาหนดและเลือกข้อมูลประเภทต่าง ๆ ที่จาเป็นต้องใช้เมื่อมีการสื่อสาร

          - การร่วมตกลงเกี่ยวกับความรับผิดชอบ กรณีการกู้ข้อมูลที่เกิดความเสียหาย

         - กาหนดข้อจากัดต่าง ๆ เกี่ยวกับรูปแบบของข้อมูลที่จะใช้ส่ง เช่น รูปแบบตัวอักษรที่จะใช้ หรือ
โครงสร้างของข้อมูล




                                   รูปภาพแสดงตัวอย่าง Application Layer

       2. Presentation layer

           เป็นชั้นที่มีการกาหนดหน้าที่ไม่ชัดเจนนัก และมีการนาไปใช้ไม่มาก หน้าที่หลัก คือ
เป็นส่วนที่จัดรูปแบบและนาเสนอข้อมูลระหว่างการสื่อสาร ให้เป็นไปตามที่ต้องการ
โดยมีการกาหนดรูปแบบการส่งข้อมูลสาหรับใช้ในการแลกเปลี่ยน
ทั้งนี้ยังรวมไปถึงการจัดแปลงข้อมูลในรูปมาตรฐาน ASCII หรือ EBCDIC, การลดขนาดข้อมูล (Data Compression)
การเข้ารหัสหรือถอดรหัส
                                                                                         ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 26
ข้อมูลเพื่อความปลอดภัยในการสื่อสารแต่ส่วนใหญ่แล้วแอปพลิเคชั่นจะเป็นตัวจัดการแทนได้

         ตัวอย่างของ Presentation Layer ที่เข้าใจง่าย ๆ เช่น การพูดโทรศัพท์ระหว่างบุคคลที่พูดภาษาฝรั่งเศส
และบุคคลที่พูดภาษาสเปน บุคคลทั้งสอง ใช้ล่ามในการแปรภาษา และภาษากลางที่ใช้ก็คือภาษาอังกฤษ
ล่ามแต่ละฝ่ายก็จะแปรภาษาทางฝ่ายของตนเองออกเป็นภาษาอังกฤษ แล้วฝ่ายที่รับ ก็จะแปรภาษาอังกฤษนั้น
กลับเป็นภาษาของตนเองอีกต่อหนึ่ง บุคคลผู้พูดทางโทรศัพท์ก็เปรียบเสมือนกับโปรแกรม 2 โปรแกรม
ที่ต้องการสื่อสาร กัน ตัวล่ามก็เปรียบเสมือนกับ Presentation Layer ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง 2 ฝ่าย
ภาษาฝรั่งเศสและภาษาสเปน เปรียบเสมือนกับ Abstract Data Syntax ส่วนภาษาอังกฤษเปรียบได้กับ Transfer or
Concrete syntax)

         ทั้งนี้ต้องนึกเสมอว่า ในการสื่อสารข้อมูลนั้น
จะต้องมีการใช้ภาษากลางอันเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปภาษาหนึ่งเสมอ นอกจากนั้นตัวกลางในการแปรภาษา
จากต้นทางและปลายทางให้เป็นภาษากลาง ก็ไม่จาเป็นจะต้องเข้าใจในความหมายของข้อมูลที่สื่อสารนั้นเสมอไป
หน้าที่อีกประการหนึ่งของ Presentation Layer ก็คือ เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลโดยมีการเข้ารหัสข้อมูล
(Encrypeted) ก่อนส่งออกไป และเมื่ออีกฝ่ายหนึ่ง ได้รับข้อมูลแล้ว ก่อนนามาใช้ก็จะมีการถอดรหัส (Decrypt)
ตามรูปแบบตามที่ได้มีการกาหนดไว้ล่วงหน้าทั้งสองฝ่าย แม้ว่าวิธีการเข้ารหัสข้อมูลนี้จะมิได้มี
การกาหนดไว้ในมาตรฐานใด ๆ เลยก็ตามแต่ก็ได้มีผู้นามาใช้กันอย่างแพร่หลาย




                                    รูปภาพแสดงตัวอย่าง Presentation layer

       3. Session layer

        เป็นชั้นที่จัดการในเรื่องของการสร้าง "การติดต่อแต่ละครั้ง " หรือ Session ให้ระบุคอมพิวเตอร์ทั้งสองฝ่าย
กล่าวง่าย ๆ คือ จะให้บริการแก่โปรแกรมสื่อสาร ได้จัดการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่จะใช้ในการติดต่อสื่อสาร
                                                                                   ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 27
โดยทาหน้าที่ตั้งแต่เริ่มการติดต่อ ดูแลให้การส่งผ่านข้อมูลในการติดต่อครั้งนั้น ๆ เป็นไปได้โดย ไม่มีปัญหา
จนถึงการเลิกติดต่อเมื่อเสร็จงาน ซึ่ง Session Layer นี้จะรับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดสรรช่องการสื่อสารระหว่าง
Application Layer ทั้งสองฝ่ายให้สามารถสื่อสารกันได้จนเสร็จสมบูรณ์ โดยต้องอาศัยความช่วยเหลือจาก Presentation
Layer นอกจากนั้นยังให้บริการด้านต่าง ๆ คือ

        - ให้บริการจัดเงื่อนไขโต้ตอบข้อมูล ซึ่งจะให้บริการทั้งในแบบส่งข้อมูลไม่พร้อมกัน (Haff-Duplex)
และแบบพร้อมกัน (Full-Duplex)

          - การสื่อสารในทิศทางเดียวกัน ในการสื่อสารผ่านระบบเครือข่ายระยะไกล ถ้าหากเกิดข้อผิดพลาดนั้น
ระหว่างการสื่อสารในจุดใดจุดหนึ่ง Session Layer จะถูกอนุญาตให้ผู้ใช้เลือกที่จะทาการรับ-ส่ง
ข้อมูลใหม่อีกครั้งในเวลาใดก็ได้

          - การรายงานเกี่ยวกับข้อผิดพลาด ถ้าในระหว่างการสื่อสารเกิดข้อผิดพลาดที่ไม่สามารถแก้ไขได้ Session
Layer จะทาการส่งสัญญาณเพื่อแจ้งให้ Application Layer รู้ถึงข้อผิดพลาดนั้น




                                     รูปภาพแสดงตัวอย่าง Session layer



       4. Transport layer

        ทาหน้าที่ควบคุมปริมาณและรายละเอียดวิธีการรับส่งข้อมูลให้เป็นไปตามกาหนดที่ได้ดังตั้งไว้
และจัดการให้การเชื่อมโยงเครือข่ายเป็นไปอย่างราบรื่น Transport Layer
เป็นชั้นสุดท้ายที่จัดการเรื่องของเส้นทางในการส่งข้อมูล และจัดการตรวจสอบความผิดพลาดของข้อมูล ซึ่งส่วนของ
                                                                                          ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 28
TCP (Transmission Control Protocol) ในโปรโตคอล TCP/IP แบบที่ใช้ในอินเตอร์เนต จะทางาน ที่ระดับชั้นนี้

        Transport Layer จะทาหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่าง 2 Layer คือ Application - Oriented Layer ซึ่งอยู่เหนือกว่า
กับ Network - Dependent Protocol Layer ซึ่งอยู่ต่ากว่า และมีหน้าที่ในการเตรียมข้อความต่าง ๆ ในการสื่อสารแบบ
Session Layer บริการของ Transport Layer จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

           - Class 0 จะให้บริการคาสั่งพื้นฐานในการสื่อสารข้อมูล

           - Class 4 จะให้บริการเกี่ยวกับคาสั่งในการควบคุมการไหลของข้อมูล
และคาสั่งในการตรวจสอบข้อผิดพลาดต่าง ๆ

       ตัวอย่างบริการใน Class 0 จะถูกนามาใช้เมื่อมีการสื่อสารด้วยระบบ PSDN (Public Switched Data Network)
และ (Class 4 จะถูกนามาใช้เมื่อมีการ สื่อสารด้วยระบบ PSTN (Public Switched Telephone Network) Transport
Layer




                                      รูปภาพแสดงตัวอย่าง Transport Layer



        5. Network layer

       ทาหน้าที่ควบคุมวิธีการส่งผ่านข้อมูลระหว่างเครือข่ายให้ถูกต้อง และเป็นไปตามเส้นทางที่กาหนด
ทาหน้าที่ในการเชื่อมต่อเส้นทางการสื่อสารระหว่าง Transport Layer ของเครือข่ายต้นทางและปลายทาง
โดยจะจัดคาสั่งการทางานเกี่ยวกับการค้นหาที่หมายปลายทาง (Addressing) และควบคุมการไหล
                                                                                         ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 29
ของข้อมูลในการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครือข่าย และในกรณีติดต่อระหว่างเครือข่าย Network Layer
ก็จะมีการจัดเตรียมคาสั่งการทา งาน เพื่อทาให้การติดต่อเป็นไปอย่างราบรื่นสมบูรณ์

        ในปัจจุบันเมื่อมีการใช้เครือข่ายมากขึ้น ขนาดใหญ่ขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น
จะมีการจัดการแบ่งเครือข่ายนั้นให้เป็นส่วนย่อยหรือ Network Segment หรือ เรียกว่า Subnetwork โดยใช้อุปกรณ์
Bride หรือ Router ทั้งนี้ Network Layer จะจัดส่งผ่าน Packet ข้อมูล (Data Packet) คือ ข้อมูลที่ถูกจัดให้อยู่ใน
รูปที่กาหนดไว้แล้วนั่นเอง) ผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ไปยังเครือข่ายย่อยให้อย่างถูกต้องตามที่ต้องการ

         นอกจากนี้ Network Layer จะจัดการดูแลเส้นทางในการส่งข้อมูล (Routing Table) และกั้นหรือกรอง Packet
ข้อมูลที่ส่งไปยังหมายภายในเครือข่าย ย่อยเดียวกัน ไม่ให้ข้ามไปยังเครือข่ายย่อยอื่น
ซึ่งจะช่วยลดปริมาณข้อมูลที่วิ่งบนเครือข่ายได้ส่วนหนึ่ง โปรโตคอล IP, TCP/IP และ IPX เป็นโปรโตคอล
ที่ทางานอยู่ใน Layer นี้




                                      รูปภาพแสดงตัวอย่าง Network Layer



       6. Data link layer

       จะจัดเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับการเชื่อมต่อให้กับ Network Layer
และจะทาหน้าที่เรียกใช้หรือกาหนดช่องทางในการส่งข้อมูลที่ถูกต้อง เช่น Ethernet , Token Ring หรือ FDDI เป็นต้น
รวมถึงการควบคุมลาดับและอัตราการรังส่งข้อมูลหรือ FLOW Control และสถานที่ ที่จะส่งข้อมูลไป (Address) ทั้งนี้
Data Link Layer เป็นชั้นแรกที่จัดการแปลงข้อมูลจากบิตให้อยู่ในรูปของ Packet
โดยจะมีการเพิ่มข้อมูลเพื่อตรวจสอบความ ถูกต้องในกรณีส่งข้อมูลออกไป
                                                                                         ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 30
หรือในกรณีอ่านข้อมูลเข้ามาก็จะตรวจสอบส่วน Checksum เพื่อดูว่าข้อมูลที่ได้รับมาถูกต้องครบถ้วน และถ้าได้รับ
Packet ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องก็จะไม่เอาข้อมูลนั้นไปใช้งานต่อ และบอกไปยังต้นทางให้ส่งมาใหม่

        ตัวอย่างเช่น คาสั่งในการตรวจสอบข้อผิดพลาด หรือมีข้อผิดพลาดแล้วต้องส่งข้อมูลใหม่
ก็จะมีคาสั่งในการส่งข้อมูลซ้า โดยปกติแล้วจะมีการให้บริการ ใน 2 รูปแบบ ได้แก่

           - Connection Less ถ้าหากมีการตรวจสอบและพบข้อผิดพลาดก็จะตัดการสื่อสารทันที

           - Connection Oriented ให้บริการในลักษณะพยายามไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใด ๆ ทั้งสิ้น




                                     รูปภาพแสดงตัวอย่าง Data Link Layer



       7. Physical Layer

       จะให้บริการเกี่ยวกับวิธีการส่งข้อมูลเป็นบิต ระหว่างอุปกรณ์ 2 ชนิด ได้แก่ เครื่องมือและอุปกรณ์ทางฝ่ายผู้ใช้
และอุปกรณ์ของเครือข่ายโดยข้อมูลต่าง ๆ จะถูกส่งให้กับ Data Link Layer
นอกจากนั้นยังรับผิดชอบดูแลในรายละเอียดการส่งข้อมูลในด้านฮาร์ดแวร์จริง เช่น การควบคุม Network Interface
Card การส่งสัญญาณผ่านสายสัญญาณแบบต่าง ๆ การเชื่อมต่อเข้าเครือข่ายแบบต่าง ๆ โดย Physical Layer
จะจัดสัญญาณทางไฟฟ้า สัญญาณ เสียง หรือสัญญาณแสงที่จาเป็นในการสื่อสารโดยตรง
                                                                                   ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 31




                                    รูปภาพแสดงตัวอย่างของ Physical Layer
                                                    บทที่ 4

                                        การสื่อสารข้อมูลในระบบเครือข่าย

         Network Communication หมายถึง ระบบการสื่อสารของ Network นั่นเอง ซึ่งมีอยู่หลายรูปแบบให้เลือกใช้งาน
ทั้งนี้การตัดสินใจเลือกรูปแบบใดมาใช้งานนั้นจะต้องคานึงถึงปัจจัยประกอบหลาย ๆ อย่าง เข่น ชนิดของ Cable
แลชนิดของ Network เป็นต้น

      สิ่งที่จะศึกษาในหัวข้อต่อไปนี้ได้แก่

      1. ชนิดของ Cable

      2. ชนิดของ Network

      3. มาตรฐานอุตสาหกรรมของ Network

      ชนิดของ Cable

         Cable หรือสายส่งข้อมูล เป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งในระบบ Network ที่ใช้เป็นทางเดินของข้อมูลระหว่าง
Workstation กับ File Server มีลักษณะคล้ายสายไฟ หรือสายโทรศัพท์ แล้วแต่ละชนิดของ Cable แต่การเลือกใช้ Cable
นั้น ควรคานึงถึงความปลอดภัย (Safety) และคลื่นรบกวน (Interference) เป็นสาคัญ Cable
ที่ดีไม่ควรเป็นตัวนาไฟเมื่อเกิดอัคคีภัยขึ้นและสามารถป้องกันคลื่นรบกวนจากอานาจแม่เหล็ก (Electromagnetic
                                                                                    ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 32
                          ่
Interference - EMI) และคลืนวิทยุได้ (Radio Frequency Interferace - RFI)

        1. Coaxial Cable หรือสาย Coax นอกจากใช้ในระบบ LAN แล้วยังสามารถนาไปใช้กับระบบ TV และ
Mainframe ได้ด้วย สาย Coax
นั้นเป็นสายที่ประกอบไปด้วยแกนของทองแดงหุ้มห่อด้วยฉนวนและสานดินซึ่งมีลักษณะเป็นฝอย
แล้วหุ้มด้วยฉนวนบางอีกชั้นหนึ่ง

           ในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากลวดทองแดงเป็นลวดเงินที่พันกันหลาย ๆ เส้นแทน
ทั้งนี้เพื่อป้องกันอาการรบกวนที่เรียกว่า "Cross Talk"
ซึ่งเป็นการรบกวนที่เกิดจากสายสัญญานข้างเคียงดังนั้นจึงออกแบบให้กลายเป็นเส้นเล็กพันเป็นเกลียวนั่นเอง




       Coaxial Cable แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

          - Thick Coaxial (ชนิดหนา) แบบ Thick จะเดินได้เป็นระยะทางที่ไกลกว่า คือ 500 เมตร ส่วน Thin
จะเดินได้สูงสุดเพียง 200 เมตร แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของ Network Card ที่ดีด้วย

           - Thin Coaxial Cable (ชนิดบาง) ข้อดีของ Coaxial Cable คือ ปลอดภัยจากการถูกรบกวน
อีกทั้งตัวสายเองก็ไม่ไปรบกวนผู้อื่น และสามารถทางานที่มีความเร็วสูงถึง 100 MBITS ต่อวินาที
นอกจากนั้นยังง่ายในการติดตั้ง จึงทาให้เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย

        2. Twisted Pair Cable เป็นสายส่งสัญญาณทีประกอบไปด้วยสายทองแดง 2 เส้นขึ้นไปบิดกันเป็นเกลียว
(Twist) และหุ้มด้วยฉนวน โดยแบ่งเป็น 2 แบบ คือ แบบไม่มี Shield และมี Shield ซึ่ง Shield
นี้คือฉนวนในการป้องกันสัญญาณรบกวนหรือระบบป้องกันสัญญาณรบกวนโดยจะเรียก Cable ทั้ง 2 ชนิดนี้ว่า
                                                                                         ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 33
Unshield Twisted Pair (UTP) และ Shield Twisted Pair (STP) สาย UTP
เป็นสายที่มีราคาถูกและหาง่ายแต่ป้องกันสัญญาณรบกวน EMI ได้ไม่ดีเท่ากับสายแบบ STP




       สาย Twisted Pair ถูกจัดแบ่งออกเป็นระดับต่าง ๆ 5 ระดับ ตามคุณภาพ คือ Type 1, 2, 3, 4, และ 5

          - Level 1 สาหรับการสื่อสารแบบเสียง (Voice)

          - Level 2 ใช้ได้ทั้งการสื่อสารแบบเสียงและข้อมูล ชนิดนี้ไม่นามาใช้ใน Network

          - Level 3 ใช้ได้เช่นเดียวกับ Level 2 ความเร็ว 16 MHz. อัตราการส่งข้อมูลคือ 10 เมกะบิตต่อวินาที่
มักใช้กับระบบ 10 BASE-T

          - Level 4 สาหรับระบบ 4 Mbps Token Ring และ 10 BASE-T ขนาดใหญ่ความเร็ว 20 MHz.
                                                                                         ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 34
อัตราการส่งข้อมูลคือ 16 เมกะบิตต่อวินาที

        - Level 5 ใช้สาหรับ Network ที่ต้องการความเร็วสูง ซึ่งความเร็วที่วัดได้มีค่าสูงถึง 100 MHz.
อัตราการส่งข้อมูลคือ 100 เมกะบิตต่อวินาที

      ปัจจุบันจะใช้แบบ Level 5 เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากราคาถูกลงมาก และสามารถใช้ได้ทั้งความเร็วแบบ 10 Mbps
และ 100 Mbps

       3. Fiber Optic Cable หรือ Cable ใยแก้ว เป็น Cable ชนิดใหม่ล่าสุด
ประกอบไปด้วยท่อใยแก้วที่มีขนาดเล็กและบางมากเรียกว่า CORE ล้อมรอบด้วยชั้นของใยแก้วที่เรียกว่า CLADDING
อัตราการส่งถ่ายข้อมูลสูงถึง 565 เมกะบิตต่อวินาที่ หรือมากกว่า ป้องกันสัญญาณรบกวนได้ดีมาก
ขนาดของสายเล็กมากและเบามาก แต่มีราคาแพง ปัจจุบันจึงไม่เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย




       กฎเกณฑ์ทั่วไปในการติดตั้ง Cable

      1. ข้อกาหนดของสาย ตรวจสอบให้แน่ใจในเรื่องความยาวของสายค่าความต้านทานรวมทั้งชนิดของ
Terminator ที่ใช้และการติดตั้งสายดิน (Ground) ที่ถูกต้อง

         2. ทดสอบสายสัญญาณให้ถูกต้องก่อนการติดต่อ โดยใช้อุปกรณ์ง่าย ๆ เช่น Multimeter เพื่อวัดความต้านทาน
วัดขั้วต่อสัญญาณระหว่างขั้วสัญญาณ Ground ว่าช็อตกันหรือไม่

        3. กาหนดความยืดหยุ่นในการเดินสาย อย่าเดินสายให้ตึงจนเกินไป ควรปล่อยให้หย่อนสักนิด
                                                     ้
อย่าเดินสายหักมุม หากเดินในสายที่พลุกพล่านให้ฝังกับพืนบนผนังในกาแพงหรือใส่ท่อ ร้อยสาย
                                                                                     ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 35


      4. หลีกเลี่ยงการเดินสายคู่กับสายสัญญาณหรือสายไฟฟ้าแรงสูง

      ชนิดของ Network

      ชนิดของ Network สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ

      1. Topology หรือแนวความคิดในการเชื่อมต่อสายส่งข้อมูล เช่น วิธีแบบ Star, Ring หรือ Bus เป็นต้น

       2. Network Architecture หรือสถาปัตยกรรมการเชื่อมต่อสายส่งข้อมูล โดย Topology
แต่ละชนิดจะมีรูปแบบการเชื่อมต่อที่หลากหลาย ซึ่งอาจนา Topology มากกว่า 1 Topology
มาใช้งานร่วมกันเกิดเป็นสถาปัตยกรรมแบบใหม่ ๆ ขึ้น ตัวอย่างของ Network Architecture เช่น Ethernet, Token Ring
หรือ ARCnet เป็นต้น

      Topology

     Topology ที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบัน คือ แบบ Star, Ring และ Bus ในบางครั้งอาจนา Topology
มาผสมกันเพื่อให้การทางานดีขึ้น กลายมาเป็นรูปแบบใหม่ คือ Hybrid และ Mash Topology

        1. Bus หรือแบบเส้นตรง เป็นการเชื่อมต่อสายแบบเส้นตรงซึ่งติดตั้งได้ง่าย
แต่มีปัญหาในกรณีที่สายเส้นใดเส้นหนึ่งหลุดไปจะทาให้ระบบ Network จะหยุดการทางานทันที




      ข้อดีของ Bus

         - ใช้สายส่งข้อมูลน้อยและมีรูปแบบที่ง่าย การใช้สายส่งข้อมูลจะใช้สายส่งข้อมูลจะใช้สายส่งข้อมูลร่วมกัน
                                                                                     ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 36
ทาให้ใช้สายส่งข้อมูลได้อย่างประหยัด ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและการบารุงรักษา

        - มีโครงสร้างที่งาย
สถาปัตยกรรมแบบนี้มีโครงสร้างที่ง่ายและมีความเชื่อมถือได้เพราะใช้สายส่งข้อมูลเพียงเส้นเดียว

         - ง่ายในการเพิ่มจุดใช้บริการใหม่เข้าไปในระบบ
จุดใหม่จะใช้สายส่งข้อมูลที่มีอยู่แล้วได้และยังอาจขยายระบบออกไปโดยเพิ่มเซกเมนต์ที่ต่อออกมาโดยใช้ตัวทวนซ้าสั
ญญาณได้

       ข้อเสียของ Bus

          - การหาข้อผิดพลาดของระบบทาได้ยาก แม้ว่าโครงสร้างแบบบัสนี้จะมีรูปแบบที่ง่าย
แต่การตรวจสอบข้อผิดพลาดจะทาได้ยากในระบบเครือข่ายท้องถิ่นส่วนใหญ่
การควบคุมระบบจะไม่มีศูนย์กลางอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งเฉพาะซึ่งหมายความว่าการตรวจสอบข้อผิดพลาดต้องทาจากหลา
ย ๆ จุดในระบบ

         - ในกรณีที่เกิดการเสียหายในสายส่งข้อมูลจะทาให้ทั้งระบบไม่สามารถจะทางานได้

         - เมื่อจะขยายระบบเครือข่ายแบบบัสโดยใช้ตัวทวนซ้าสัญญาณ อาจต้อมีการจัดโครงสร้างของระบบใหม่

         - จุดในระบบต้องฉลาดพอ เนื่องจากแต่ละจุดในระบบเครือข่ายต่อโดยตรงกับบัส
ซึ่งหมายความว่าการตัดสินใจว่าใครจะใช้งานสายส่งข้อมูลจะเป็นหน้าที่ของแต่ละจุด
ทาให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

       2. Ring หรือแบบวงแหวน โดย Workstation และ File Server
จะถูกเชื่อมต่อกันเป็นวงกลมทางานโดยส่งข้อมูลผ่านกันทุก Workstation ข้อเสียคือ ถ้า Workstation
ใดเกิดขัดข้อทั้งระบบจะหยุดการทางานไปด้วย แต่ข้อดีก็คือเชื่อมต่อกันได้ด้วยระยะทางไกลขึ้น

       ข้อดีของ Ring

         - ใช้สายส่งข้อมูลน้อย ความยาวสายส่งข้อมูลที่ใช้ใน Topology แบบนี้จะใกล้เคียงกับแบบบัส
แต่จะน้อยกว่าของแบบดาวมาก ทาให้ช่วยเพิ่มความนาเชื่อของระบบได้มากขึ้น
                                                                                        ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 37
         - ไม่ต้องมีหน้าที่สาหรับ Wiring closet เพราะว่าสายส่งแต่ละสายจะต่อกับจุดที่อยู่ติดกับมัน

           - เหมาะสมสาหรับเส้นใยแก้วนาแสง
การใช้สายส่งข้อมูลแบบใยแก้วนาแสงจะช่วยให้ส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง ข้อมูลในวงแหวนจะเดินทางเดียว
ซึ่งง่ายในการใช้สายแบบเส้นใยแก้วนาแสง
ในการส่งแต่ละจุดจะเชื่อมกับจุดติดกันด้วยสายส่งข้อมูลทาให้สามารถเลือกได้ว่าจะใช้สายส่งข้อมูลแบบไหนในแต่ละ
ส่วนของระบบ เช่น
เลือกใช้สายเส้นใยแก้วนาแสงในส่วนที่ใช้งานในโรงงานซึ่งมีปัญหาด้านสัญญาณไฟฟ้ารบกวนมาก

      ข้อเสียของ Ring

         - ถ้าจุดหนึ่งจุดใดเสียหายจะทาให้ทั้งระบบไม่สามารถติดต่อกันได้ การส่งข้อมูลบนวงแหวนจะผ่านทุก ๆ
จุดในวงแหวนก่อนจะกลับมาหาผู้ส่ง ถ้าจุดใดเสียหายทั้งระบบก็จะไม่สามารถติดต่อกัน
จนกว่าจะเอาจุดที่เสียหายออกจากระบบ

            - ยากในการตรวจสอบข้อผิดพลาด ในการตรวจสอบข้อผิดพลาดอาจต้องทดสอบระหว่างจุดกับจุดถัดไป
เพื่อหาดูว่าจุดใดเสียหาย ซึ่งการตรวจสอบอาจต้องมีเครื่องมือบางอย่าง

           - การจัดโครงสร้างระบบใหม่อาจยุ่งยาก เมื่อต้องการจะเพิ่มจุดใหม่เข้าไป
           - เทคโทโพโรยีแบบวงแหวนมีผลต่อการเรียกใช้วิธีการใช้สายส่งข้อมูล (Line Access Method)
แต่ละจุดในวงแหวนจะมีหน้าที่ในการส่งข้อมูลที่ได้รับออกไป
ซึ่งก่อนจุดใดจะส่งข้อมูลของตนเองออกไปนั้นต้องมั่นใจว่าสายส่งข้อมูลนั้นวางอยู่




        3. Star หรือแบบดาวกระจาย Workstation และ Server จะถูกเชื่อมเข้ากับอุปกรณ์ต่อเชื่อมตัวกลางที่เรียกว่า
  Concentrator หรือ Hub โดย Hub นี้จะทาหน้ารับส่งข้อมูลจาก Station หนึ่งแล้วส่งไปให้กับ Station อื่น ข้อดีก็คือ
                                                                                         ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 38
              Station ใดคัดข้องขึ้นมา Station อื่นก็ยังคงทางานได้ปกตินอกจาก Hub หรือ File Server
                               เองจะมีปัญหาซึ่งจะทาให้ระบบหยุดทางานเช่นกัน




       ข้อดีของ Star

           - ง่ายในการให้บริการโทโพโลยีแบบดาวมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เดียว เช่น ที่ศูนย์กลางสายส่งข้อมูลหรือที่
Wiring Closet ซึ่งง่ายในการให้บริการหรือการติดตั้งระบบ
           - อุปกรณ์ 1 ตัวต่อสายส่งข้อมูล 1 เส้น ทาให้การเสียหายในระบบไม่กระทบต่อการทางานขอจุดอื่น ๆ
ในระบบ
           - ใช้โปรโตคอลแบบง่าย ๆ ได้
การเชื่อต่อในระบบที่ใช้โทโพโลยีแบบดาวจะเกี่ยวข้องกับระบบศูนย์กลางและอุปกรณ์ที่มีอีกจุดหนึ่งเท่านั้น
ทาให้การส่งข้อมูลทาได้ง่าย

       ข้อเสียของ Star

          - ความยาวของสายส่งข้อมูล เนื่องจากแต่ระจุดต่อโดยตรงกับศูนย์กลางต้องใช้สายส่งข้อมูลจานวนมาก
ทาให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการติดตั้งและบารุงรักษ
          - การขยายระบบทาให้ลาบาก การเพิ่มจุดใหม่เข้าไปในระบบจะต้องเดินสายจากจุดศูนย์กลางออกมา
          - การทางานขึ้นอยู่กับจุดศูนย์กลาง ถ้าจุดศูนย์กลางเกิดเสียหายขึ้นมาแล้วทั้งระบบก็จะไม่สามารถทางานได้

        4. Hybrid เป็น Topology ใหม่ที่ผสมผสานรูปแบบของ Star , Ring , และ Bus เข้าด้วยกันเป็นการลดจุดอ่อน
และเพิ่มจุดเด่นให้กับระบบ มักใช้กับระบบ Wide Area Network (WAN) และ Enterbrise-Wide Network
                                                                                         ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 39




       5. Mash เป็น Topology ที่ถือว่าป้องกันการผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นกับระบบได้ดีที่สุดทั้งนี้เนื่องจากจะเดินสาย
Cable ไปเชื่อมต่อกับ Station ทุก Station โดยเมื่อสายจาก Station
ใดเกิดมีปัญหาขึ้นก็จะยังสามารถใช้สายอื่นที่เหลืออีกได้
ระบบนี้ยากต่อการเดินสายและมีราคาแพงมากจึงยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก




                                                      บทที่ 5

                                                 Network Architecture

                                              Network Architecture
 แบ่งรูปแบบของการเชื่อมต่อสายส่งข้อมูลได้มากมายหลายชนิดแต่ที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ Ethernet, Token
        Ring, ARCnet และชนิดใหม่ ได้แก่ FDDI, CDDI, ATM, 100 VG-AnyLAN และ100 BaseX เป็นต้น
                                                                                    ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 40



      1. Ethernet ออกแบบโดยบริษัท Xerox Corporation ในปี 1973 เป็นชนิดที่ใช้กันมากที่สุดเนื่องจาก

         - Network Card ที่ใช้กันระบบนี้มีราคาถูก

         - ติดตั้งง่าย เนื่องจากเดินสาย Cable แบบเส้นตรง

         - มีความเร็วสูงถึง 10 Mbps

      ข้อเสีย

         - ถ้าใช้กับระบบงานที่ทางานหนักหรือเป็น Network ขนาดใหญ่ จะทาให้ประสิทธิภาพของ Network ลดลง

           - ตรวจสอบได้ยากในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้น
เนื่องจากถ้ามีสายเส้นใดเส้นหนึ่งในระบบเกิดผิดปกติขึ้นทั้งระบบจะหยุดชะงัก
และจะต้องหาสายเส้นที่ผิดปกตินั้นให้พบ Ethernet มีชนิดให้เลือกใช้งาน 3 แบบ คือ

      1.1 10 Base2

      1.2 10 Base5

       1.3 10 BaseT

      1.1 10 Base2 เป็นแบบที่ใช้สาย Coaxial RG58A/U และจะต้องมี Ground Terminator ขนาด 50
โอห์มปิดท้ายของระบบ Network เป็นจานวน 2 ตัว
                                                                                         ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 41




ในระบบแบบ 10 Base2 นี้จะมีอุปกรณ์ที่ควรทราบดังนี้

            - T-Connector เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ต่อเชื่อม Network Card และ Cable เข้าด้วยกัน T-Connector มีขา 3 ขา
ขาที่1 จะเป็นขาพิเศษที่ใช้ต่อกับ Network Card ซึ่งเสียบอยู่ใน PC ส่วนอีก 2 ขาที่เหลือจะใช้ต่อกับ Cable




             - BNC-Connector เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ทาหัวให้กับสาย Cable เพื่อให้สามารถเสียบต่อกับ T-Connector
ได้นั่นเอง
                                                                                     ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 42



          - BNC-Barrel Connector เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อสาย Coax ในกรณีที่ต้องการต่อให้มีความยากมากขึ้น
ไม่ควรนาสาย Coax มาต่อกันโดยใช้ T-Connector เพราะจะทาให้ระบบคิดว่าเป็นอีก 1 Workstation
ซึ่งอาจทาให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับจานวน Station ใน LAN 1 วงได้ซึ่งส่วนใหญ่กาหนดให้ไม่เกิน 30 Station




           - Ground- Terminator มี 2 ตัวต่อ 1 ระบบใช้ปิดสัญญาณหัวท้ายของระบบ Network และมี Ground
เพื่อป้องกันไปรั่วได้




         - สาย Coax ชนิดบาง โดยมีชนิดเป็น RG58a/U หรือ RG58A/C
                                                                                       ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 43




       ข้อแนะนาในการติดตั้งสาย Coax แบบ Thin

       1. ห้ามนาสาย Cable ที่มี BNC เสียบเข้าโดยตรงกับ LAN CARD ให้เสียบผ่าน T-connector

      2. Terminator ขนาด 50 โอห์ม จะต้องถูกปิดที่ปลายทั้ง 2 ด้านของระบบ และปลายข้างหนึ่งของ Terminator
จะต้องต่อลง ไปเป็นสายดิน (Ground) เพื่อป้องกันไฟรั่วสายดินไม่ควรต่อมากกว่า 1 จุด

       3. ไม่ควรบิดงอสาย Cable อาจจะทาให้การส่งข้อมูลเกิดผิดปกติขึ้นได้

     4. ในแต่ละ Workstation ควรทิ้งสายเหลือไว้ประมาณ 3-5 เมตร ทั้งนี้เพื่อสารองการเคลื่อนย้าย Workstation
ไปในตา แหน่งใกล้เคียงจะได้ไม่ต้องต่อสายเพิ่มอีก

       5. ในกรณีที่มีการต่อสาย Cable ให้ยาวขึ้นกว่าเดิมโดยทาหัว BNC ที่ปลายสายทั้ง 2
ด้านแล้วนามาต่อกันนั้นควรใช้ Barrel Connector เป็นตัวเชื่อมจะดีกว่ามาใช้ T-connector เนื่องจากการใช้ T-
Connector จะทาให้ระบบคิดว่าเป็น Station หนึ่ง ซึ่งอาจทาให้เกิดจานวน Station มากเกินข้อจากัดได้

       6. ในกรณีที่มีการใช้งาน Repeater (Repeater
เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยทาให้ส่งสัญญาณได้ไกลยิ่งขึ้นในกรณีที่ระบบมีความยาว เกินกว่าข้อจากัด) อย่าลืมต่อ Ground
ให้กับ Terminator ที่ติดกับ Repeater ด้วย

       7. ควรต่อสาย Coax กับ BNC โดยไม่ให้สายเส้นในกับเส้นนอกสัมผัสกัน
                                                                                       ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 44
      8. หากสาย Cable ถูกแบ่งออกเป็น Segment และเชื่อมต่อกันด้วย Repeater อย่าลืม Ground Segment
โดยการให้ Terminator ที่ติดต่อกับ Repeater นั้นลง Ground

       2. 10 Base 5 มีลักษณะคล้ายกับ 10 Base 2 แต่แทนที่จะต่อ Cable เข้ากับ Station
โดยตรงกลับต่อเข้ากับอุปกรณ์เชื่อมต่อตัว กลางที่เรียกว่า "Medium Attachment Unit (MAU)" แล้วใช้สาย Cable ชื่อ
"AttachmentUnit Interface (AUI)" เป็นตัวเชื่อมต่อ จาก MAU เข้าสู่ Station ส่วนสาย Cable ระหว่าง Station
จะใช้ชนิด RG8 หรือ RG11 ซึ่งเป็นแบบ Thick Coaxial Cable และยัง คงมี Ground Terminators ขนาด 50 โอห์ม 2
ตัวปิดหัวท้ายของระบบ




       ข้อแนะนาในการติดตั้ง Coax แบบ Thick

       จะเหมือนกับการติดตั้งแบบ Thin

        3. 10 Base T เป็นที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากติดตั้งได้ง่ายและดูแลรักษาง่ายความจริง 10 Base T
ไม่ได้เป็น Ethernet โดยแท้ แต่เป็นการผสมระหว่าง Ethernet และ Star สายที่ใช้ก็คือ UTP
และมีอุปกรณ์ตัวกลางเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างสายที่มา จากทุกๆ Station อุปกรณ์ตัวกลางนี้เรียกว่า Concentrator หรือ
Hub ซึ่งจะคอยรับสัญญาณระหว่าง Workstation และ File Server ในกรณีที่มีสายจาก Station
ใดเสียหรือมีปัญหาที่เกิดขึ้น จะไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อระบบ Network เลย แต่ระบบนี้ จะต้องดูแลรักษา Hub
เป็นอย่างดี เนื่องจากถ้า Hub มีปัญหาขึ้น ทั้งระบบจะหยุดชะงักทันที
                                                                                 ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 45




      อุปกรณ์ที่ใช้ในระบบ 10 Base T ได้แก่

        - สาย UTP หรือ STP
-
         หัวต่อ RJ-45 เพื่อต่อกับสาย Twisted Pair

        - Wiring Concentrator หรือ Hub หน้าที่ของ Wiring Concentrator

      1. ดูแลการจัดส่ง Data Packet ให้มีมาตรฐานเป็นไปตามข้อกาหนดของ IEEE 802.3

      2. ตรวจสอบและดูแลการเชื่อมต่อกันของ Workstation Port ต่างๆ

      3. ทาการ Partition ของ Port ออกจากกันในกรณีมีการชนกันของสัญญาณจาก Workstation ต่างๆมากกว่า 30
จุด

      4. ทาหน้าที่ Repeat สัญญาณ หรือ เป็น Repeater ได้ในตัวเอง

      ข้อแนะนาในการติดตั้งสาย UTP

      1. ไม่ควรหักงอสายเนื่องจากป้องกันคลื่นรบกวนได้ไม่ดีพอ

      2. อย่าม้วนสายเป็นขดๆ มากกว่า 10 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของสาย
                                                                                     ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 46
เนื่องจากจะเกิดสัญญาณรบกวนกันเองไม่ควรเดิน สาย UTP นอกอาคารเนื่องจากป้องกันไฟสถิตไม่ได้

      3. ควรต่อสาย UTP กับ RJ-45 ให้ถูกตาแหน่งที่มีอยู่ทั้งหมด 8 เส้นดังตาราง

                       ่
      4. ในการคลายสายทีตีเกลียวออก ก่อนที่จะทาการเข้าหัวสาย RJ-45 ควรจะคลายออกให้ น้อยที่สุด

      5. ให้ใช้สายเส้นเดียวกันตลอดการเดินใน 1 จุด (ห้ามนาสายมาต่อกัน)

      6. ในการต่อ Hub มากกว่า 1 ตัวนั้น สาย UTP ที่ใช้ต่อเชื่อมระหว่าง Hub จะต้องมีความยาวไม่เกิน 100 เมตร
และใน 1 Data Patch จะต้องมี Hub ไม่เกิน 4 ตัว

       7. ขณะเดินสายควรทาเครื่องหมายระบุหมายเลขไว้ด้วยที่ต้นสายและปลายสาย มิฉะนั้นอาจสลับสายกัน
ทาให้เกิดความผิด พลาดขึ้นได้

     8. อย่าเดินสายใกล้กับแหล่งจ่ายไฟ หรือ บริเวณที่มีสัญญาณรบกวน เช่น มอเตอร์ , UPS , หม้อแปลงไฟ ,
สายไฟบ้าน ฯลฯ เป็นต้น แต่หากจาเป็นต้องเข้าใกล้สายดังกล่าว ให้เดินห่างจากสายสัญญาณมากกว่า 6 ฟุต

      9. เมื่อทาการเดินสายสัญญาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ควรจะมีการวาดเส้นทางการเดินสายสัญญาณเก็บเอาไว้ด้วย




          - 2. Token Ring ออกแบบโดยบริษัท IBM ในปี 1980 เป็นระบบการต่อแบบ Star ดังนั้นจะไม่มี Ground
ปิดหัวท้าย สาย Cable ที่ใช้ต่อ STP หรือ UTP ส่วนตัว Connector นั้น ขึ้นอยู่กับ Cable
นอกจากนั้นยังมีอุปกรณ์เชื่อมตัวกลางที่เรียกว่า Meduim Attach Unit (MAU)
                                                                                            ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 47




        3. ARCnet ออกแบบโดยบริษัท Daatapoint Corporation ในปี ค.ศ. 1977 ใช้ระบบการเชื่อมต่อทั้งแบบ Star
และ Bus ใช้สาย RG62 หรือ UTP หรือ File optic การเชื่อมต่อจะใช้ Active Hub หรือ Passive Hub
เป็นตัวเชื่อมระหว่าง Station Passive Hub และ Active Hub จะมีขายื่นออกมาเพื่อให้ต่อกับ Station เช่น ถ้าใช้แบบ 4 ขา
คือต่อได้ 4 เครื่อง ในกรณีที่ใช้ Passive Hub ถ้า Station ไม่ถึง 4 เครื่อง จะต้องหา Terminator มาปิดไว้ แต่ถ้าใช้ Active
Hub ก็จาเป็น แต่ราคา Active Hub จะสูงกว่า Passive Hub
                                                                                    ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 48




      4. Fiber optic Distributed Data Interface(FDDI)

        FDDI เป็นระบบใหม่กว่า Ethernet หรือ Token Ring ได้รับการออกแบบโดย ANSI (American National
Standard Institute ) FDDI ส่งผ่านเส้นใยนาแสง (Fiber optic ) ด้วยความเร็วถึง 100 Mbps ในบางครั้งอาจจะใช้สาย
Cable แบบ UTP หรือ STP แทน Fiber optic ได้ในลักษณะนี้เรียกว่า CDDI (Copper Distributed Data Interface)
ลักษณะการทางานจะใช้ Topology แบบ Ring หรือ วงแหวน แต่ปัญหาของแบบ Ring ก็คือ ถ้า Station ใด Station
หนึ่งเกิดมีปัญหา ระบบ Lan จะเกิดการหยุดชะงัก ดังนั้น FDDI จึงเพิ่ม Cable เข้าไปอีก 1 วง กลายเป็น Cable 2 วง
ซ้อนกัน ดังนั้น ถ้าวงที่ใช้งานอยู่เกิดมีปัญหาขึ้น ระบบก็จะหันไปใช้ Cable อีกวงหนึ่งทันที
ประโยชน์ของการเชื่อมต่อแบบ FDDI มีอีกหลายประการ เช่น ระยะทางที่ส่งได้ไกลถึง 200 กิโลเมตร และต่อ Station
ได้มากถึง 1,000 Station ทาให้ระบบนี้เป็นที่น่าสนใจของผู้ที่ต้องการติดตั้ง LAN วงใหญ่
นอกจากนั้นยังสามารถต่อข้ามตึกหรืออาคารต่าง ๆ ได้ทั้งนี้เนื่องจากสาย Fiber Optic จะไม่ถูกรบกวนจากคลื่นใด ๆ
เลย เพราะข้อมูล ถูกส่งออกมาในรูปแบบของ "แสง"
ดังนั้นจึงเหมาะอย่างยิ่งสาหรับโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานที่ที่มีเครื่องจักรกลมาก ๆ
                                                                                        ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 49



     แต่ข้อเสียของ FDDI ก็คือ ราคาของ Fiber Optic ที่ค่อนข้างสูงมาก ถ้าเทียบกับการใช้สายแบบ UTP หรือ STP
ในแบบ CDDI

       5. Asynchronous Transfer Mode (ATM)

        ถูกออกแบบโดย The Consultative Committee for Internations Telegraph and Telephon (CCITT) ในปี ค.ศ.
1991 มีลักษณะการ ส่งข้อมูล โดยแบบ Byte ข้อมูลเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Cells
ซึ่งมีขนาดเล็กมากจนสามารถส่งไปยังสื่อได้หลายชนิด ใช้ได้ทั้งแบบ LAN และ WAN ใช้ Topology ได้ทั้งแบบ
Bus,Star, และ Hybrid

       6.Ethernet at 100 Mbps

         เป็นแบบ Ethernet ความเร็วสูง และมีการเชื่อมต่อสลับซับซ้อนมากยิ่งกว่า Ethernet แบบความเร็วช้า
มีให้เลือกใช้ 2 ชนิดได้แก่ 100 VG-Any และ 100 Base X (Fast Ethernet)

        7. Wireless Communication หรือระบบการสื่อสารนแบบไร้สาย
เป็นระบบที่กาลังได้รับความสนใจจากผู้ใช้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากจะได้ตัดปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสาย Cable ไปได้
รวมทั้งผู้ใช้สามารถเคลื่อนย้าย Station ของตนเองไปยังที่อื่น ๆ ได้ โดยไม่ต้องระวังเรื่องสายเหมือนเมื่อก่อน
โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ Station เป็นแบบ Laptop หรือ Notebook จะยิ่งสะดวกสบาย
เนื่องจากจะถื่อไปนั่งที่ใดก็ได้ภายในพื้นที่ของการสื่อสาร ก็ยังสามารถทางานบนระบบ Lan ได้
แต่ในขณะนี้ระบบสื่อสารแบบไร้สาย ยังอยู่ในขั้นพัฒนาทั้งนี้เนื่องจากยังมีส่วนที่ต้องแก้ไขอยู่ ได้แก่
ความเร็วของระบบยังไม่ดีเท่าที่ควร ค่าใช้จ่าย ในการติดตั้งสูงมาก ความปลอดภัยการใช้งาน
และความพร้อมของอุปกรณ์ต่าง ๆ ในระบบ ดังนั้นในอนาคตอันใกล้นี้ คาดว่า การสื่อสารแบบไร้สาย
น่าจะเป็นระบบยอดนิยมอีกระบบหนึ่ง ถ้าสามารถแก้ไขจุดอ่อนที่กล่าวมาได้ทั้งหมด
                                                                                          ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 50




         มาตรฐานอุตสาหกรรม
จะเห็นได้ว่าระบบ Network นั้นมีมากมายหลายรูปแบบ วิธีการต่อเชื่อมรวมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้แตกต่างกันออกไป
อีกทั้งยังมีวิธีการต่อเชื่อมแบบใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ดังนั้นจึงเกิดความลาบากต่อผู้ที่ทางานเกี่ยวข้องกับระบบ Networkl
เช่น ผู้ผลิตสินค้า ผู้เขียนหรือผู้พัฒนา Software เป็นต้น องค์กรต่าง ๆ จึงได้ร่วมกันมือ กันสร้างมาตรฐานของระบบ
Network ขึ้น เพื่อแบ่งให้ชัดเจนว่าระบบใดใช้มาตรฐานใด โดยระบบที่อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน
จะต้องถูกออกแบบให้อยู่ในขอบข่าย ของมาตรฐานเท่านั้น หรือถ้าระบบใหม่ที่เกิดขึ้นมา
ไม่เข้าข่ายมาตรฐานใดจะก็ต้องตั้งมาตรฐานใหม่ขึ้นมา ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบ Network จึงเกิดความ
สะดวกยิ่งขึ้นในการพัฒนาผลงานของตนออกมา

       Repeater

       Repeater เป็นอุปกรณ์ทวนสัญญาณ (Repeater) เพื่อให้สัญญาณไฟฟ้าที่รับส่งกันในสาย Lan
สามารถส่งไกลขึ้นเท่านั้น ใช้ในกรณีที่ต้องการต่อสาย Lan ให้ได้ไกลเกินกว่ามาตรฐานปกติ
แต่ไม่ทาหน้าที่ช่วยจัดการจราจร Lan แต่อย่างใด

       การทางานของ Repeater

         อุปกรณ์ Repeater ถูกนามาใช้งานในกรณีที่เครือข่ายนั้นต้องการเพิ่มจานวนของเครื่องลูกข่ายมากขึ้น
แต่ลากสัญญาณไฟฟ้าไม่ได้ เพราะระยะทาง จะมากกว่าข้อกาหนดที่ลากสายได้
ยิ่งระยะทางไกลมากสัญญาณที่ถูกส่งออกไปก็จะเริ่มเพี้ยนและจางหายไปในที่สุด อุปกรณ์ Repeater
จะช่วยจัดขยายสัญญาณ
ให้แรงขึ้นและจัดรูปแบบสัญญาณที่เพี้ยนไปให้กลับเหมือนเดิมจากนั้นจึงส่งต่อไปในสายสัญญาณ ข้อเสียของอุปกรณ์
                             ่
Repeater ก็คือ ไม่สามารถกลันกรองสัญญาณที่ไม่จาเป็น เช่น ข้อมูลที่ผู้รับอยู่ฝั่งเดียวกับผู้ส่ง
จึงไม่จาเป็นต้องขยายและส่งต่อออกไป ยังเครือข่ายที่อยู่อีกฟากหนึ่งออกไปได้ สัญญาณต่าง ๆ
ที่เข้ามาจะถูกส่งออกไปเหมือนเดิม พูดง่าย ๆ ก็คือไม่ว่าจะเป็น Packet อะไรส่งออกมาในเครือข่าย Repeater
จะไม่สนใจที่หมายปลายทางว่าเป็นเครื่องที่อยู่คนละฟากันหรือไม่
ถ้ามีสัญญาณมาก็จะส่งต่อไปยังอีกฟากหนึ่งให้เสมอ ดังนั้น ถ้ายิ่งมีการเชื่อมต่อ เครือข่ายลูกจานวนมากเข้ากับ
Repeater ที่มีหลาย ๆ ครั้ง พอร์ต ก็จะมีสัญญาณกระจายไปในเครือจข่ายมากขึ้นด้วย
ทาให้ประสิทธิภาพของเครือข่ายลดลงได้
                                                                                        ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 51




       Bridge

        อุปกรณ์ Bridge
เป็นสิ่งที่ใช้แก้ไขปัญหาในเรื่องสัญญาณที่วิ่งอยู่ในเครือข่ายมากเกินไปได้โดยจะจัดแบ่งเครือข่ายออกเป็นเครือข่ายย่อย
หรือ Network Segment และจะทาการกลั่นกรองสัญญาณเท่าที่จาเป็นเพื่อส่งให้กับเครือข่ายย่อยที่ถูกต้องได้
ทาให้สัญญาณไม่มารบกวนกันหรือมีสัญญาณที่ไม่เกี่ยวข้องมาในเครือข่ายย่อย โดยไม่จาเป็น แต่ในทางกลับกัน
ถ้ามีความจาเป็นต้องการสื่อสารกันข้ามเครือข่ายเป็นจานวนมากแล้ว อุปกรณ์ Bridge
ก็อาจกลายเป็นเสมือนคอขวดที่ทาให้เครือ่ข่าย มีการทางานช้าลงได้

       การทางานของ Bridge

        หลักการทางานของ Bridge จะดูแลข้อมูลที่ส่งโดยพิจารณาหมายเลขของเครื่อง หรือตามศัพท์ทางเครือข่าย คือ
Media Access Control (MAC Address หรือ Station Address) Bridge จะทางานใน Data Link Layer หรือ Layer ที่ 2
ของ OSI โมเดล คือ มองข้อมูลที่รับส่งกัน เป็น Packet แล้วเท่านั้น โดยไม่ต้องสนใจโปรโตคอลสื่อสารที่ใช้
ไม่ว่าจะเป็น IP หรือ IPX หรือโปรโตคอลใด ๆ หรือก็คือ ไม่ว่าจะเป็น Packet อะไรส่งออกมาในเครือข่าย Bridge
จะดูเฉพาะ Address ปลายทางแล้วถ้าพบว่าเป็นเครื่องที่อยู่คนละฟากกันก็จะส่งต่อให้เท่านั้น
ไม่สนใจว่าการส่งให้ถึงเครื่อง ที่เป็นผู้รับปลายทางนั้นอาจทาได้หลายเส้นทางต่าง ๆ กัน ข้อจากัดอีกประการหนึ่งของ
Bridge คือในขณะที่คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งต้องการส่งข้อมูลไปยังอีกเครื่องหนึ่ง แต่ไม่ทราบ Station Address
จะมีการส่งข้อมูล พิเศษที่เรียกว่า Broadcast Frame เข้าไปในเครือข่าย เมื่อข้อมูลนั้นผ่านมาที่ Bridge
ก็จะมีการส่งข้อมูล Broadcast นี้ต่อไปยังทุกเครือข่ายย่อยทั้งหมดที่ ตนอยู่ โดยไม่มีการเลือกหรือกลั่นกรองใด ๆ
ทาให้เครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายทั้งหมดถูกขัดจังหวะเพื่อรับข้อมูลดังกล่าว ดังนั้นถ้าข้อมูลที่ Broadcast มากก็จะ
ทาให้เครือข่ายมีปัญหาเรื่องปริมาณข้อมูลหนาแน่น และความเร็วในการทางานลดลงได้
                                                                                        ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 52




       Router

         Router เป็นอุปกรณ์ที่ซับซ้อนกว่า Bridge โดยทางานเสมือนเครื่อง Node หนึ่งใน Lan
ซึ่งทาหน้าที่รับข้อมูลแล้วส่งต่อไปยังปลายทาง โดยอาจส่งในรูปของ Packet ที่ ต่างออกไป
เพื่อให้ผ่านสายสัญญาณแบบอื่น ๆ เช่น สายโทรศัพท์ที่ต่อผ่านโมเด็มก็ได้ ดังนั้นจึงอาจใช้ Routerr ในการเชื่อมต่อ Lan
หลายแบบเข้า ด้วยกันผ่าน Wan ได้ด้วย และเนื่องจากการที่มันทาตัวเสมือนเป็น Node หนึ่งใน Lan
นี้ยังทาให้มันสามารถทางานแบบอื่น ๆ ได้อีกมาก เช่น รวบรวมข้อมูลเพื่อ
หาเส้นทางที่ดีที่สุดในการส่งข้อมูลต่อหรือตรวจสอบว่าข้อมูลที่เข้ามานั้นมาจากไหนควรจะให้ผ่านหรือไม่
เพื่อช่วยในการรักษาความปลอดภัย

       การทางานของ Router

         สิ่งที่แตกต่างกันระหว่าง Bridge กับ Router คือ Bridge คือ ทางานในระดับ Data Link Layer คือจะใช้ข้อมูล
Station Address ในการทางานส่งข้อมูล ไปยังที่ใด ๆ ซึ่งหมายเลข Station Address
นี้มีการกาหนดมาจากฮาร์ดแวร์หรือที่ส่วนของ Network Interface Card (NIC)) และถูกกาหนดมาเฉพาะ
ตัวจากโรงงานไม่ให้ซ้ากันถ้ามีการเปลี่ยนแปลง NIC นี้ก็จะทาให้ Station Address เปลี่ยนไปด้วย ส่วน Router
ทางานที่ระดับสูงกว่าคือ Network Layer หรือชั้นที่ 3 ของ OSI โมเดลโดยใช้ Logical Address หรือ Network Layer
Address ซึ่งคือ Address ที่ตั้งด้วยซอฟแวร์ ตามที่ผู้ใช้แต่ละเครื่องจะ ตั้งขึ้นให้โปรโตคอลในระบบ Network Layer
รู้จัก ในการส่งผ่านข้อมูลโปรโตคอลของเครือข่ายชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น IP,TCP/IP หรือ Apple Talk
ซึ่งจะเป็นโปรโตคอลที่ทางานใน Network Layer นี้เช่นกัน การกาหนด Network Address
ทาได้โดยผู้ดูแลระบบเครือข่ายนั้น ทาให้สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลง ได้ง่าย และสามารถใช้อุปกรณ์ Router
เชื่อมโยงเครือข่ายที่แยกจากกันให้สามารถส่งผ่านข้อมูลร่วมกันได้และทาให้เครือข่ายขยายออกไปได้เรื่อย ๆ
                                                                                  ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 53
         หน้าที่หลักของ Router คือ การหาเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูลที่ดีที่สุด
และเป็นตัวกลางในการส่งต่อข้อมูลไปยังเครือข่ายอื่น ทั้งนี้ Router สามารถเชื่อมโยง
เครือข่ายที่ใช้สัญญาณหลายแบบแตกต่างกันได้ไม่ว่าจะเป็น Ethernet , Token Ring หรือ FDDI ทั้งๆ
ที่ในแต่ละระบบจะมี Packet เป็นรูปแบบของตนเอง ซึ่งแตกต่างกัน โดยโปรโตคอลที่ทางานในระดับบนหรือ Layer 3
ขึ้นไปเช่น IPX,TCP/IP หรือ Apple Talk เมื่อมีการส่งข้อมูลก็จะบรรจุข้อมูลนั้นเป็น Packet
นี้เพื่อทจะทราบว่าใช้โปรโตคอลแบบใด ซึ่งทาได้เพราะ Router ทางานใน Network Layer
ซึ่งเป็นระดับสูงที่พอจะเข้าใจโปรโตคอลต่าง ๆ แล้ว จากนั้นก็จะตรวจดูเส้นทางส่งข้อมูลจากตาราง Routing Table
ว่าจะต้องส่งข้อมูลนี้ไปยังเครือข่ายใดจึงจะต่อไปถึงปลายทางได้ แล้วจึงบรรจุข้อมูลลงไป Packet ของ Data Link
Layer ที่ถูกต้องอีกครั้งเพื่อส่งต่อไปยังเครือข่ายปลายทาง




                                บทที่ 4 ระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น (LAN)

       มีความสาคัญและความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับความพร้อมในระบบสานักงานหรือองค์นั้นอยู่ในหลายส่วนหลา
       ยภาคด้วยกัน เริ่มต้นตั้งแต่ผู้บริหารหน่วยงาน งบประมาณ
       ผู้ใช้หรือผู้ปฏิบัติการความรู้ความเข้าใจในระบบเครือข่าย Lan
       จนมาถึงปริมาณการใช้งานและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นอกจากความพร้อมในด้านต่างๆ ที่กล่าวมา
       การจัดตั้งระบบ Lan โดยขาดการศึกษาอย่างรอบคอบเสียก่อน จะส่งผลทาให้หน่วยงานนั้น ๆ
       ประสบปัญหาความยุ่งยากหลายอย่าง รวมถึงความ สิ้นเปลืองมากขึ้นอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว หลักเกณฑ์หลัก ๆ
       ที่สามารถนามาพิจารณาว่าหน่วยงานนั้น ควรจะจัดตั้งระบบเครือข่ายได้หรือยัง ได้แก่

       1. ร่วมใช้แฟ้มข้อมูลและโปรแกรม Application ตราบใดที่เครื่อง PC ในหน่วยงาน ยังคงทาหน้าที่เป็น PC
       คือใช้เฉพาะส่วนบุคคลจริง ๆ ไม่มีการใช้แฟ้มข้อมูลหรือโปรแกรมร่วมกับ PC เครื่องอื่น ๆ เลย
       ก็ถือว่ายังไม่มีความจาเป็นใด ๆ ที่จะต้องมีระบบเครือข่ายไว้ใช้ แต่เมื่อใดที่หน่วยงานนั้น
       ต้องการที่จะมีศูนย์กลางแฟ้มข้อมูลเพื่อทาหน้าที่ส่งแฟ้มข้อมูลไปให้เครื่อง PC อื่น ๆ
       ใช้หรือรับข้อมูลเข้ามาเพื่อเก็บไว้รักษาไว้จากสาขาหรือแผนกต่าง ๆ ของ หน่วยงาน
                                                                               ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 54
รวมทั้งต้องการจะมีศูนย์กลางของโปรแกรม Application ต่าง ๆ ที่มีราคาแพงและกินเนื้อที่ใน Harddisk มาก
ๆ เพื่อให้เครื่อง PC อื่น ๆ สามารถเรียก Application นั้นไปใช้งานได้ จึงน่าจะมีระบบเครือข่ายเอาไว้ใช้

2.ร่วมใช้อุปกรณ์ Hardware ราคาแพง สาหรับเครื่องพิมพ์คุณภาพดี ๆ พรอตเตอร์ดี ๆ
หรือจอมอนิเตอร์บางรุ่นมีราคาแพงกว่าเครื่อง PC หลายเครื่องรวมกันอีก
หรือการมีเครื่องพิมพ์ดีเพื่อใช้งานกับเครื่อง PC แบบเครื่องต่อเครื่องก็จะเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ
หรือการมี PC ของตนมาต่อ เข้ากับเครื่องพิมพ์ก็อาจจะวุ่นวายน่าดุทีเดียว
ในกรณีนี้ให้สารวจดูก่อนว่าในหน่วยงานมีเครื่อง PC กี่เครื่องที่มีความจาเป็นจะต้องใช้ Hardware ราคาแพง
แบบเดียวกันสาหรับการทางาน ถ้ามีมากพอสมควรก็ควรจะมีการจัดตั้งเครือข่าย Lan เพื่อช่วยในการจัดการใช้
Harddisk นั้นร่วมกันอย่างมีระบบ ขจัดปัญหา ความยุ่งยากในการใช้และประหยัดค่าใช้จ่าย

3. ต้องการสื่อสารข้อมูลด้วยความเร็วสูง ในการสื่อสารข้อมูลระหว่างเครื่อง PC ด้วยกันหรือเครื่อง PC
กับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อื่น ๆ โดยผ่าน
ทางพอร์ตอนุกรมจะมีขีดจากัดที่อัตราความเร็วของการส่งข้อมูลซึ่งสามารถส่ง - รับกันไได้ประมาณ 38.4
กิโลบิตต่อวินาที หรือถ้าส่งผ่านโมเด็มก็จะเหลือเพียง 9.6 กิโลบิตต่อวินาที แต่ในเครือข่าย Lan นั้น
อัตราเร็วต่าสุดสาหรับการส่งข้อมูลผ่านสายเกลียวคู่จะประมาณ 1,000 กิโลบิตต่อวินาที และจะส่งได้เร็วยิ่งขึ้น
เมื่อใช้สายสื่อสารที่มีคุณภาพดีขึ้น ดังนั้นเครือข่าย Lan
จะสามารถช่วยให้การสื่อสารข้อมูลภายในหน่วยงานรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถสื่อสารกันได้ระยะ
ทางไกลมากขึ้นโดยไม่ต้องใช้โมเด็มอีกด้วย

4. ต้องการใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) การใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งจดหมาย ข้อความ
รายงานหรือข้อมูลจานวนไม่มากถึง
กันและกันระหว่างผู้ใช้ภายในหน่วยงานโดยเฉพาะต่างแผนกหรือต่างชั้นต่างอาคารกัน
จะสามารถลดขั้นตอนการส่งข่าวสาร ประหยัดเวลาและประหยัดกระดาษพิมพ์
อย่างไรก็ตามการส่งข่าวสารระหว่างผู้ใช้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันก็จะยิ่งทาให้เสียเวลา และเสียงานมากกว่า
                                                                                  ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 55




การใช้งานในระบบเครือข่าย LAN

การใช้งานในระบบเครือข่ายท้องถิ่น Lan ในสานักงาน ผู้ใช้ (User) จากส่วนต่าง ๆ
ของสานักงานจะต้องต่อสายเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์หรือเทอร์มินัล ของตนเข้ากับสายเคเบิลหลัก (Main Cable)
หรือ ที่เรียกว่า Blockbone ของเครือข่ายโดยผ่านทางซีพเวอร์ (Transceiver) ซึ่งเป็นจุดต่อเชื่อมโยง
ในเครือข่ายจะมีศูนย์กลางข้อมูลหรือ Application ที่เรียกว่า File Server ซึ่งเป็นไมโครคอมพิวเตอร์ ที่มี
Harddisk ขนาดใหญ่ที่เก็บแฟ้มข้อมูล Application Software ไปรษณีย์อิเล็คทรอนิกส์
สาหรับผู้ใช้งานจากจุดต่าง ๆ ในเครือข่ายสามารถเข้ามาขอร่วมใช้ File Server จากผู้ใช้มีหน้าที่ ควบคุม File
Server อีกทีหนึ่ง เพื่อป้องกันความสับสน และเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

นอกจากผู้ใช้จะสามารถใช้ Software หรือข้อมูลที่มีอยู่ใน File Server ได้แล้ว
ผู้ใช้ยังสามารถร่วมใช้เครื่องพิมพ์ของ File Server ซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นเครื่องพิมพ์ที่มีประสิทธิภาพสูง
และผู้ใช้ยังสามารถฝากข้อความ
                                                                                   ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 56
หรือจดหมายของตนผ่านทางไปรษณีย์อิเล็คทรอนิกส์ของเครือข่ายไปยังผู้ใช้ในแผนก อื่นๆ
ในเครือข่ายได้อีกด้วย

สาหรับแฟ้มข้อมูลที่ที่ผู้ใช้ขอรับมาจาก File Server ผู้ใช้สามารถนาแฟ้มข้อมูลเพียงนั้นมาเก็บไว้ที่เครื่อง PC
ของตนได้หรือถ้าตนเองมีสิทธิ์ในการแก้ไขแฟ้ม ข้อมูลได้
ผู้ใช้ก็สามารถส่งแฟ้มข้อมูลที่ได้ทาการแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปเก็บไว้ที่ File Server ได้ด้วย
ยกเว้นในกรณีที่ผู้ใช้นั้นมิสิทธิ์เป็นแค่เทอร์มินัลที่มี ความสามารถเพียงเรียกแฟ้มข้อมูลมาดูได้เท่านั้น

ไม่เพียงแต่ผู้ใช้ในเครือข่าย LAN จะสามารถร่วมใช้ข้อมูลในเครือข่ายของตนเองได้แล้ว
ผู้ใช้ยังสามารถติดต่อสื่อสารได้กับเครือข่ายท้องถิ่น หรือระบบ เมนเฟรมอื่น โดยสื่อสารผ่านทางโมเด็ม
รีพีตเตอร์ (Repeater) หรือเกตเวย์ (Gateway) ได้อีกด้วย

ข้อดีและข้อจากัดของ LAN

ข้อดีของ LAN

ข้อดีในการใช้เครือข่ายท้องถิ่น หรือ LAN สามารถแบ่งออกเป็นหัวข้อ ๆ ได้ดังต่อไปนี้

1. การแชร์หรือการใช้ทรัพยากรร่วมกัน

- แชร์ Hardware อุปกรณ์ Hardware ที่ผู้ใช้กันได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

- หน่วยความจา (Mass Storage Server) ได้แก่ Harddisk Tape Drive Optical Disk

- อุปกรณ์ Output (Out Server) ได้แก่ เครื่องพิมพ์ Dot Matrix, Laser Printer , Protter และจอวีดีโอขนาดใหญ่
เป็นต้น

- อุปกรณ์สื่อสาร (Communication Server) ได้แก่ โมเด็ม บริดจ์ เราเตอร์ เกตเวย์ และเครื่องแฟกซ์

- แชร์ Software ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ Software ซึ่งเครื่อง PC ของตนไม่มีหรือมีไม่ได้ เช่น
โปรแกรมมีขนาดใหญ่เกินไปที่จะเก็บเอาไว้ใน Harddisk ของ PC
แต่ละเครื่องโปรแกรมที่ต้องการหน่วยความจามาก ๆ
                                                                                ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 57




2. ประหยัดค่าใช้จ่าย

- ประหยัดฮาร์ดแวร์ เช่น สามารถใช้เครื่องพิมพ์ประสิทธิภาพสูงหรือมีราคาแพง
เพียงเครื่องเดียวรองรับงานพิมพ์ที่ต้องการคุณภาพ และความรวดเร็ว ได้ทั้งสานักงาน

- ประหยัดค่าซอฟต์แวร์ เพราะว่ามีซอฟแวร์อยู่เพียง Copy เดียวก็สามารถเรียกใช้กันทั่วกัน

- สามารถเป็นเครือข่ายเดียว ทาให้ลดค่าใช้จ่ายส่วนของงานที่ซ้าซ้อนกันได้

- ประหยัดค่าติดตั้งและค่าดูแลรักษา เพราะระบบใหม่สามารถติดตั้งได้ง่าย
และสามารถนาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่เดิมมาใช้งานได้อีก

3. สะดวกกับผู้ใช้งาน

- ผู้ใช้สามารถเข้าสู่เครือข่ายได้ง่าย

- ตัดปัญหาเรื่องแฟ้มข้อมูลหาย หรือต้องเตรียมแฟ้มข้อมูลสารอง เพราะ File Server
จะทาหน้าที่สารองข้อมูลให้แทน

-
สะดวกกับผู้ใช้งานจากจุดหนึ่งที่ต้องการเข้าไปใช้แฟ้มข้อมูลของผู้ใช้งานในอีกจุดหนึ่งซึ่งใช้เก็บสารองแฟ้มข้
อมูลนั้นไว้ใน File Server
                                                                              ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 58
- สามารถส่งข้อความโต้ตอบกันระหว่างผู้ใช้ได้ง่ายด้วยไปรษณีย์อิเล็คทรอนิกส์

- ผู้ใช้สามารถเลือกติดต่อสื่อสารข้อมูล ข้อความ และซอฟแวร์กับระบบอื่นภายนอกเครือข่ายได้ง่าย

- ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ฮาร์ดแวร์คุณภาพดี ๆ ได้

- สามารถส่งข้อมูลได้ด้วยอัตราความเร็วสูงรวดเร็วยิ่งขึ้น
แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของสายสื่อสารและรูปแบบการเชื่อมโยงเครือข่ายด้วย

4. ง่ายต่อการควบคุม

-
สิทธิหรือขอบเขตในการเข้าไปใช้งานในเครือข่ายสามารถกาหนดและควบคุมได้จากผู้ที่มีหน้าที่ควบคุมเครือ
ข่ายเพียงคนเดียว

- ทาให้เครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องต่างแบบสามารถทางานร่วมกันได้

- ระบบมีความเชื่อถือได้สูง

- สามารถทากรขยายระบบเพิ่มจุดผู้ใช้ในเครือข่ายได้ง่าย

- เหมาะสาหรับระบบงานสานักงานอัตโนมัติ (Office Automation หรือ OA)

ข้อเสียหรือข้อจากัดของ LAN

การติดตั้งระบบเครือข่าย LAN จะสามารถทาทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการได้ ในการใช้เครือข่าย LAN
ย่อมต้องมีข้อเสียหรือขีดจากัดในการใช้งานเช่นกัน

1. ยังมีระบบอื่นที่ทางานได้ดีเช่นกัน หรือดีกว่าสาหรับในสานักงาน เช่น ระบบ One - line
ซึ่งมีการใช้กันมาก่อนระบบ LAN ระบบสวิตชิ่งดิจิตอล PABX
หรือตู้ชุมสายในอาคารซึ่งสามารถสื่อสารข้อมูลได้ทั้งเสียงและข้อมูลเช่นเดียวกันกับ LAN
โดยผ่านสายโทรศัพท์

2. ซอฟแวร์ที่ใช้กับระบบ LAN
ในปัจจุบันยังพัฒนาได้ไม่ดีเทียบเท่ากับซอฟแวร์ในระบบของเครื่องมินิคอมพิวเตอร์
หรือเมนเฟรมซึ่งมีมาก่อน และราคาของ ซอฟแวร์สาหรับระบบ LAN ยังมีราคาสูงอยู่มาก

3. ระบบรักษาความปลอดภัยยังไม่ดีพอ เมื่อเทียบกับระบบในเครื่องมินิคอมพิวเตอร์หรือเมนเฟรม
                                                                             ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 59
4. เนื่องจากคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อื่น ๆ มีความหลากหลายอยู่มาก
จึงยากต่อการควบคุมให้มีมาตรฐานการทางานเดียวกัน และยุ่งยากต่อการดูและรักษา

5. ระบบฐานข้อมูลเป็นระบบกระจายไปตามจุดของผู้ใช้ต่าง ๆ
จึงทาให้ไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ส่วนประกอบของระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น (LAN)
ดังนั้น ถ้าจะกล่าวถึง ส่วนประกอบที่สาคัญในการนาระบบ LAN ได้แก่

1. Server เป็น PC ที่ใช้สาหรับเก็บข้อมูลทุก ๆ User โปรแกรมที่ใช้ในการทางาน
รวมทั้งโปรแกรมที่ใช้ในการควบคุมระบบ LAN ด้วย (Operating System นั้นมีหลายชนิด แต่ถ้านาเอา PC
ทั่วไปมาใช้เป็น File Server จะเรียกว่า File Server User จะใช้ Server ในงานปกติ แบบ PC ทั่วไปไม่ได้

2. Workstation เป็น PC ที่มีไว้ให้ User ทางานโดย Workstation จะเรียกใช้ข้อมูลและโปรแกรมจาก Server
โดยผ่านทางสาย Cable ที่ใช้ต่อ ในระบบ LAN Workstation และ Diskless Workstation

3. Network Communication System หรือ ระบบการรับส่งข้อมูลภายในระบบ Network นั้นเอง มีหลายแบบ
เช่น แบบเส้นตรง (Bus) แบบดาวกระจาย (Star) แบบวงกลม (RING) ในปัจจุบันมีการพัฒนารูปแบบใหม่ ๆ
ออกมาด้วย เช่น ATM และ FDDI เป็นต้น

4. Network Operating System หรือโปรแกรมที่ใช้ในการควบคุมการทางานของระบบ LAN (Operating
System) ที่นิยมใช้กันก็คือ Netware ซึ่งปัจจุบันมีทั้งรุ่น 3,12 และ 4,1
1แต่ละรุ่นมีให้เลือกหลายแบบตามจานวน User ที่ใช้งานในระบบ จากส่วนประกอบข้างต้น
สามารถแบ่งออกเป็นองค์ประกอบย่อย ๆ ที่สาคัญสาหรับระบบ เครือข่ายท้องถิ่น LAN เป็นส่วน ๆ ได้ดังนี้

1. ฮาร์ดแวร์

2. สายสื่อสาร

3. LAN ซอฟแวร์

4. รูปแบบการเชื่อมโยงเครือข่าย หรือโทโปโลยี (Topology)

5. เทคนิคการส่งสัญญาณ

6. LAN Potocol

ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ LAN
                                                                                   ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 60
ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จาเป็นและสาคัญในการประกอบขึ้นเป็นระบบเครือข่ายท้องถิ่น ได้แก่

1. เทอร์มินัล (Terminal) ของผู้ใช้หรือเรียกว่า เวิร์กสเตชั่น Workstation หรือ โหนด(NOTE)
ทั้งสามหมายถึงสิ่งเดียวกัน ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ PC จอเทอร์มินัลและอุปกรณ์ในการพิมพ์
สาหรับผู้ใช้งานสามารถติดต่อสื่อสารข้อมูล หรือออกจากระบบ LAN

2. ไฟเซอร์เวอร์ (File Server) โดยทั่วไปคือ ฮาร์ดดิสก์ ซึ่งทาหน้าที่เก็บข้อมูลแอปพลิเคชั่น ซอฟแวร์
และไปรษณีอิเล็คทรอนิกส์ เพื่อให้บริการเทอร์มินัลของ ผู้ใช้งานภายในเครือข่าย ในเครือข่าย LAN ทั่ว ๆ ไป
ส่วนใหญ่จะมีเพียงไฟล์เซอร์เวอร์เดียว แต่สาหรับเครือข่าย LAN มีลูกเครือข่ายหรือเทอร์มินัลมาก ๆ
อาจจะมีไฟล์เซอร์เวอร์ (FIle Serve) มากกว่า 1 เครื่องก็ได้

3. แผงอะแดปเตอร์เชื่อมต่อเครือข่าย หรือ Network Adapter Card (NAC) หรือเรียกว่าแผงอินเตอร์เฟช NIC
(Network Interface Card) แต่โดยทั่วไปมักจะเรียกกันง่าย ๆ ว่า Lan Card หน้าที่ของ LAN Card
คือทางานหรือมีหน้าที่เช่นเดียวกับอินเตอร์เฟซ RS-232-C การของเครื่อง PC
ซึ่งใช้สาหรับการเชื่อมต่อการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายโทรศัพท์สาธารณะโดยผ่านทางโมเด็ม สาหรับ LAN
Card จะมีหน้าที่การส่งข้อมูลจากเครื่อง PC
หรือสเตชั่นเข้าสู่เครือข่ายและทาหน้าที่รับข้อมูลจากเครือข่ายเข้าสู่เครื่องสเตชั่น โดยปกติแล้วทุก สเตชั่นจะมี
LAN Card ติดตั้งอยู่ด้วย

4. คอนเนคเตอร์หรือินเตอร์เฟซ (Connectro หรือ Interface)
เป็นกล่องหรือแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้สาหรับเชื่อมต่อเทอร์มินัลหรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เข้าสู่เครือข่าย
ตัวอย่างกได้แก่ NIU (Network Interface Unit) เป็นอินเตอร์เฟซสาหรับเชื่อมต่อเทอร์มินัล
และโคลเลอร์เข้ากับเครือข่าย หรือคอนเนคเตอร์ รูป T ที่นิยมใช้กันในเครือข่าย LAN แบบ Bus
ราคาของคอนเนคเตอร์หรืออินเตอร์เฟซขึ้นอยู่กับจานวนของพอร์ตที่สามารถติดต่อเข้ากับอุปกรณ์ได้มากน้อย
อุปกรณ์

5. ทรานซีฟเวอร์ (Transceiver) หรือ (Attachment Unit Inteface)
เป็นอุปกรณ์ที่ทาหน้าที่เชื่อมต่อการสื่อสารของสเตชั่นเข้ากับเครือข่าย เช่นเดียวกันกับอินเตอร์เฟซในเครือข่าย
LAN ทั่วไป ทรานซีฟเวอร์จะอยู่ใน LAN Card แต่ในเครือข่าย LAN บางแบบ เช่น LAN แบบ Ethernet
อาจจะใช้ ทรานซีพเวอร์เชื่อมต่อโดยตรงเข้ากับสายของเครือข่าย เพื่อเชื่อมโยงการสื่อสารเข้ากับสเตชั่น
ซึ่งถือว่าเป็นการสิ้นเปลืองมากกว่าการใช้คอนเนคเตอร์ธรรมดา

6. คอนโทรลเซอร์ (Controler) หรืออุปกรณ์ควบคุมเครือข่าย คอนโทรเลอร์
เป็นคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งที่ทาหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการควบคุม เส้นทางการสื่อสารรับ - ส่ง
จัดระบบการทางานของเครือข่าย รวมทั้งควบคุมการทางานของสเตชั่นได้ด้วย ในระบบเครือข่าย LAN
                                                                                ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 61
ส่วนใหญ่คอนโทรลเลอร์ จะรวมอยู่กับไฟล์เซอร์เวอร์ แต่อาจจะแยกมาเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวโดด ๆ
ก็ได้

7. บริดจ์ (Bridge) เป็นอุปกรณ์ IWU (Inter Working Unit) ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารข้อมูลระหว่างเครือข่าย
LAN 2 เครือข่ายที่มีโปรโตคอล เหมือนกันหรือต่างกัน
บริดจ์จะรับแพ็กเกจข้อมูลจากสเตชั่นผู้ส่งในเครือข่ายต้นทาง ทาการตรวจสอบตาแหน่งปลายทาง
จากนั้นก็จะส่งแพ็กเกจข้อมูลทั้งหมดนั้น ไปยังผู้ใช้เครือข่ายปลายทาง

8. เราเตอร์ (Router) เป็นอุปกรณ์ IWU (Inter Working Unitt)
เช่นเดียวกับบริดจ์แต่มีประสิทธิภาพสูงกว่าคือสามารถใช้ในการติดต่อสื่อสาร ข้อมูลระหว่างเครือข่าย 2
เครือข่ายหรือมากกว่า เราเตอร์นอกจากจะทาหน้าที่ส่งและรับข้อมูลให้กับเครือข่ายแล้ว
เราเตอร์ยังมีความสามารถในการติดใจเลือก เส้นทางการสื่อสารข้อมูลที่ดีที่สุดให้แก่ข้อมูลได้อีกด้วย
เราเตอร์จะทางานอยู่ในเลเยอร์ชั้น Network ของรูปแบบ OSI

9. รีพีตเตอร์ (Repeater) เป็นอุปกรณ์ทบทวนสัญญาณข้อมูลดิจิตอล
เพื่อป้องกันการขาดหายไปของสัญญาณเมื่อทาการส่งข้อมูลระยะทางไกล ๆ
                                                                            ่
การใช้รีพีทเตอร์จึงช่วยในการขยายวงรอบการสื่อสารในเครือข่าย LAN ให้กว้างไกลยิงขึ้น
รีพีทเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ทางานอยู่ในเลเยอร์ชั้น Phyical

10. เกตเวย์ (Gateway) เป็นอุปกรณ์ที่ทาหน้าที่ในการช่วยเหลือคอมพิวเตอร์ 2
เครื่องหรือมากกว่าที่อยู่ในต่างเครือข่ายกันซึ่งอาจจะมีลักษณะของเครือข่าย ที่เหมือนกันหรือแตกต่างกัน
ให้สามารถติดต่อสื่อสารข้อมูลกันได้ เช่น ใช้เกตเวย์เชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างเครือข่าย LAN แบบ Ethernet
                                                                                 ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 62




สายสื่อสาร (Cable Media)

การเลือกใช้สายสื่อสารที่เหมาะสมกับเครือข่าย LAN ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งทีมีความสาคัญอย่างมาก
หลักเกณฑ์การเลือกใช้สายสื่อสารมีหลายตัวที่ต้องนามาประกอบ การพิจารณาตัวอย่างเช่น
ราคาของสายสื่อสาร อัตราความเร็วในการส่งข้อมูล
รูปแบบการเชื่อมโยงของเครือข่ายปริมาณงานในเครือข่าย สถานที่ตั้ง เทคโนโลยีการติดตั้ง
การดูแลรักษาซ่อมบารุง อายุการใช้งาน และอื่น ๆ

                           ิ
1. สายเกลียวคู่บิดแบบไม่มีซลด์ (Unshieded Twited Pair) เป็นสายสื่อสารข้อมูลที่คุณภาพต่าที่สุด
แต่ก็มีข้อดีอยู่หลายประการเช่นกัน คือราคาถูกที่สุด ทาการติดตั้งเชื่อมโยงเครือข่ายได้ง่ายและรวดเร็ว
ไม่ต้องการเทคนิคการติดตั้งสูง ส่วนข้อเสียของสายเกลียวคู่แบบไม่มีซิลด์นี้ คือ จะถูกรบกวนจาก
สัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าจากภายนอกได้ง่าย เกิดการไขว้แทรกของสัญญาณ (Crosstalk) ได้ง่าย
มีอัตราการส่งข้อมูลประมาณ 1 - 10 เมกะบิตต่อวินาที
มีอัตราความผิดพลาดในการส่งข้อมูลสูงกว่าสายสื่อสารแบบอื่น
                                                                                ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 63
2. สายเกลียวคู่แบบมีซีลด์ (Shielded Twisted Pair)
เป็นสายเกลียวคู่ที่ปรับคุณภาพขึ้นมาโดยการเพิ่มซิลด์หุ้มลวดทองแดงซึ่งใช้เป็นช่องทาง
การส่งสัญญาณข้อมูล เพื่อช่วยลดการรบกวนจากสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าจากภายนอก
ช่วยป้องกันการไขว้แทรกของสัญญาณ สามารถส่งข้อมูลส่งด้วยความเร็วสูง ขึ้น
และมีความคงทนต่อการผุกผ่อนมากขึ้น ราคาของสายเกลียวคู่แบบมีซิลด์ก็ไม่แพงมากนัก
จึงเป็นที่นิยมใช้ในระบบเครือข่ายท้องถิ่น (LAN) ภายในสานักงาน กันมากที่สุด

3. สายโคแอกเซียล (Coaxial) เป็นสายที่นิยมใช้กันมากในเครือข่ายท้องถิ่น (LAN)
ขนาดเล็กและปานกลางเนื่องจากมีคุณภาพดีกว่าสายเกลียวคู่ ทั้ง 2 แบบ
สายโคแอกเซียลมีอัตราความเร็วในการส่งข้อมูลสูงถึง 50 - 70 เมกะบิตต่อวินาที
สามารถส่งข้อมูลได้ระยะที่ไกลกว่า แต่อย่างไรก็ตามระยะทางการ สื่อสาร
และอัตราความเร็วในการส่งข้อมูลยังต้องขึ้นอยู่กับจานวนอุปกรณ์ที่ต่อเข้ากับสายสื่อสาร
รูปแบบการเชื่อมโยงของเครือข่าย และเทคนิคการส่งข้อมูลอีกด้วย

4. สายไฟเบอร์ออปติก (Fiber-optic Cable) หรือสายเคเบิลใยแก้วนาแสง
เป็นสายสื่อสารที่ให้ประสิทธิภาพในการส่งสัญญาณข้อมูลในรูปของ แสงได้ดีที่สุด
สามารถส่งข้อมูลได้ด้วยอัตราความเร็วถึง 2 จิกะบิตต่อวินาที (1 จิกะบิต เท่ากับ 10 ยกกาลัง 9)
และส่งสัญญาณได้ระยะทางไกล ๆ โดยไม่จา เป็นต้องใช้รีพิตเตอร์เพื่อช่วยทบทวนสัญญาณ
แต่อย่างไรก็ตามราคาของสายไฟเบอร์ออปติก
และเทคนิคในการติดตั้งยังคงเป็นอุปสรรคต่อการนามาใช้ในการ สื่อสารข้อมูลในปัจจุบัน
ส่วนที่มีใช้กันอยู่บ้างก็เป็นการใช้สายไฟเบอร์
ออปติกเชื่อมโยงระหว่างศูนย์กลางของเครือข่ายย่อยในเครือข่าย LAN ขนาดใหญ่
และยังคงเป็นการเชื่อมโยงแบบจุดต่อจุดเท่านั้น

5. รังสีอินฟราเรดและคลื่นวิทยุ เนื่องจากการเดินสายเคเบิลสาหรับเครือข่าย LAN
มักก่อปัญหาความยุ่งยากในเรื่องการติดตั้งและการดูแลรักษา รวม ทั้งการเปลี่ยนแปลงแก้ไขใหม่ ทาให้มีหลาย
ๆ บริษัท ผู้ผลิตพยายามพัฒนาการสื่อสายข้อมูลในเครือข่าย LAN โดยใช้รังสีอินฟราเรดเป็นสื่อกลางนั้นมีข้อ
จากัดที่ว่าเส้นทางระหว่างจุดผู้ส่งและจุดผู้รับสัญญาณจะต้องตรงกัน จะมีวัตถุกั้นขวางระหว่างทั้ง 2 จุดไม่ได้
นอกจานนี้ในย่านรังสีอินฟราเรดยังมีแบนด์วิดท์ ที่แคบ ทาให้มีช่องทางการสื่อสารน้อย
แต่อย่างไรก็ตามการสื่อสารด้วยรังสีอินฟราเรดสามารถส่งข้อมูลได้ด้วยอัตราเร็วถึง 4-16 เมกะบิตต่อวินาที
ส่วนเครือข่าย LAN
ที่ใช้คลื่นวิทยุเป็นสื่อสารในการส่งสัญญาณข้อมูลนั้นจะเป็นคลื่นวิทยุที่มีย่านความถี่อยู่ในช่วง 902-925
เมกะเฮิรตซ์ซึ่งเป็นย่าน เดียวกันกับโทรศัพท์มือถือ การส่งสัญญาณจะใช้เทคนิคการส่งคลื่นวิทยุแบบ Spread-
Spectrum สัญญาณข้อมูลจะกระจายไปรอบ ๆ เครื่องผู้ส่ง
                                                                                  ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 64
ทาให้จุดผู้รับไม่จาเป็นต้องอยู่ในแนวตรงกันกับจุดผู้ส่ง และสามารถส่งผ่านวัตถุที่ขวางกั้นอยู่ได้
แต่อัตราความเร็วในการส่งจะต่ากว่าการส่งด้วยรังสีอินฟราเรด คือประมาณ 2 เมกะบิต ต่อวินาที
ซึ่งนับว่าเป็นอัตราที่ต่าพอสมควร

หน้าที่ของ LAN โปรโตคอล

1. โปรโตคอลในเลเยอร์ชั้น Physical จะทาหน้าที่เข้ารหัส (Encode หรือ Decode) ของสัญญาณข้อมูล
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือมีหน้าที่มอดูแเลแหละดีมอดูเลต สัญญาณข้อมูลนั่นเอง
นอกจานี้ยังทาหน้าที่ชิงโครนัสสัญญาณ และเป็นจุดรับ - ส่ง สัญญาณข้อมูลเข้า หรือออกจากสตชั่น
อุปกรณ์ที่สาคัญที่ใช้ในเลเยอร์ชั้น Physical ได้แก่ โมเด็ม และคอนเวอร์เตอร์

2. โปรโตคอลเลเยอร์ชั้น LLC จะมีหน้าที่จัดหาเส้นทางหรือเป็นจุดติดต่อการบริการ (Service Access Point,
SAP 1) 1 จุด หรือมากกว่าสาหรับการ สื่อสารในเครือข่าย รวมทั้งหน้าที่รวม หรือกระจายเส้นทางการติดต่อ
(มัลติเพล็กซ์และดีมัลติเพล็กซ์) ตรวจสอบความผิดพลาดของข้อมูล อุปกรณ์สาคัญที่ใช้ ในเลเยอร์ชั้นนี้ ได้แก่
มัลติเพล็กซ์ หรือคอนแซนเตรเตอร์

3. โปรโตคอลในเลเยอร์ชั้น MAC จะมีหน้าที่จัดการระบบการติดต่อสื่อสารกับเลเยอร์ชั้น Network
รวมทั้งการเข้าถึงต้นทางและปลายทางต่าง ๆ (Multiple /Destination Access)
ซึ่งปกติโปรโตคอลในเลเยอร์ชั้นที่ 2 ของรูปแบบ OSI จะไม่มีหน้าที่นี้ สาหรับโปรโตคอลในเครือข่าย LAN
แล้ว จะให้ความสาคัญกับโปรโตคอลในเลเยอร์ชั้น MAC มากที่สุด
ดังนั้นจึงมักจะเน้นที่โปรโตคอลในเลเยอร์ชั้น MAC เป็นสาคัญ

ชนิดของ LAN ในโปรโตคอล

โปรโตคอลสาหรับ LAN คือวิธีการในการควบคุมกาหนดการรับ -
ส่งหรือแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างผู้รับและผู้ส่งในเครือข่าย บางครั้งจะเรียกว่า แอสเซสโปรโตคอล (Access
Protocol) แอสเซสโปรโตคอลที่นิยมใช้ในเครือข่าย LAN ได้แก่

1.โปรโตคอลแบ่งช่องตามเวลา (Time Division Slot)
                                                                               ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 65




สาหรับโปรโตคอลแบบนี้จะใช้วิธีแบ่งวงแหวนของการสื่อสารออกเป็นช่อง หรือสล็อต(slot) ขนาดคงที่
ในแต่ละสล็อตจะมีส่วนหัวข้อของข่าวสาร ซึ่งจะแบ่งว่า สล็อตนั้นมีข้อมูลเต็ม หรือ ว่าไม่มีข้อมูล
เมื่อวงแหวนหรือ สล็อตหมุนผ่านไปยังโหนดที่ต้องการส่งข้อมูลในเครือข่าย ถ้าสล็อตนั้นว่าง
โหนก็จะส่งข้อมูลเข้าไป เก็บในสล็อตนั้น ๆ ก็จะแสดงตัวเองว่าไม่ว่าง
และเมื่อสล็อตที่บรรจุข้อมูลนั้นหมุนวนต่อไปจนถึงโหนดปลายทางตามที่กาหนดตาแหน่งมาในสล็อต
โหนดปลายทาง ก็จะทาการคัดลอกนั้นเข้ามาเก็บ สล็อตนั้นจะกลับไปมีสถานะว่าอีกครั้ง
ด้วยวิธีการเช่นนี้จะทาให้โหนดต่าง ๆ ในเครือข่ายสามารถส่งข้อมูลไดพร้อมกันมากกว่า 1
โหนดโดยไม่มีการชนกันของสัญญาณข้อมูล

- โปรโตคอลแบบช่องตามเวลาที่นิยมใช้กันในปัจจุบันมีชื่อเรียกว่า Slotted ALOHA

2.โปรโตคอลแบบหยั่งเลือกผู้ส่ง (Polling Access Protocol)

โปรโตคอลแบบนี้มักจะใช้กับเครือข่าย LAN แบบ STAR
ซึ่งมีศูนย์กลางควบคุมการสื่อสารข้อมูลภายในเครือข่าย ศูนย์กลางจะทาการหยั่งเสียง (Polling)
ถามไปหยังโหนดต่าง ๆ ของเครือข่ายตามลาดับ ถ้าโหนดตอบรับว่าต้องการจะส่งข้อมูลเข้าสู่เครือข่าย
ศูนย์กลางจะทาการเลือก (selet) ให้โหนดนั้นมีสิทธิ์ในการ ส่งข้อมูลเข้าสู่เครือข่าย ทาให้โหนดอื่น ๆ
ไม่สามารถส่งข้อมูลเข้าสู่เครือข่ายเพื่อเป็นการป้องกันการชนกันของข้อมูล
                                                                           ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 66
โปรโตคอลแบบหยั่งเลือกผู้ส่งนี้สิ้นเปลือง เวลามาก
เพราะต้องเสียเวลาไปกับการหยั่งเสียงถามโหนดที่ต้องการจะส่งข้อมูลด้วย

3.โปรโตคอลแบบสลับวงจร (Circuit - Switching Protocol)

โปรโตคอลแบบนี้ต้องการศูนย์กลางควบคุมการสื่อสารเช่นเดียวกับโปรโตคอลแบบหยั่งเลือกผู้ส่ง
สิ่งที่แตกต่างกันก็คือแต่ละโหนสามารถส่งข้อมูลเข้า เครือข่ายได้ตามใจชอบ
โดยศูนย์กลางจะทาหน้าที่จัดหาเส้นทางข้อมูลของโหนดผู้ส่งไปยังโหนดผู้รับให้
โดยอาศัยหลักการเดียวกับการสลับสายโทรศัพท์ ซึ่งถ้าโหนดผู้รับกาลังติดต่อข้อมูลอยู่กับโหนดอื่น
หรือไม่พร้อมจะรับข้อมูล ศูนย์กลางก็ส่งสัญญาณแจ้งกลับไปยังโหนดที่ต้องการจะส่งข้อมูลว่าโหนดผู้รับ
"ไม่ว่าง" จะรับข้อมูลและระงับการส่งข้อมูลของโหนดผู้ส่ง แต่ถ้าโหนดผู้รับพร้อมจะรับข้อมูล
ศูนย์กลางก็จะทาการเชื่อมโยงเส้นทางการสื่อสารให้แก่ผูส่งและผู้รับ




4. โปรโตคอลแบบใช้โทเคน (Token Passing Protocal)

โทเคนหรือเฟรมควบคุมเป็นกลุ่มของบิตที่วิ่งไปตามโหนด หรือสเตชั่น ๆ รอบเครือข่าย
แต่ละโหนดจะคอยตรวจสอบดูสถานะของโทเคนที่ผ่านมาถึงโหนด ของตนนั้นมีข่าวสารมาถึงตนบ้างหรือไม่
หรือตรวจสอบดูว่าโทเคนนั้นว่างให้สามารถส่งข้อมูลฝากไปกับโทเคนไปยังโหนดอื่นในเครือข่ายได้หรือไม่
เนื่องจากมีโทเคนเพียงคนเดียวที่วิ่งอยู่ในเครือข่าย ถ้ามีโหนดใดโหนดหนึ่งจับโทเคนไว้โหนดอื่น ๆ
ที่ต้องการใช้โทเคนบ้างก็จะต้องรอจนกว่าโทเคนนั้น จะว่าง และวิ่งผ่านโหนดของตน
โปรโตคอลแบบใช้โทเคนส่วนใหญ่นิยมใช้กันในเครือข่าย LAN ได้แก่ โปโตคอลแบบ Token Bus
และโปรโตคอลแบบ Token Ring
                                                                                    ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 67




5. โปรโตคอลแบบช่วงชิงกันส่งข้อมูล (Contention)

โปรโตคอลแบบช่วงชิงกันส่งข้อมูล ทุก ๆ โหนดในเครือข่ายที่ต้องการจะส่งข้อมูลจะต้องคอย " ฟัง"
(ตรวจสอบ) สายสื่อสารโดยการส่งสัญญาณสุ่มเข้าไป ในสายสื่อสารดูก่อนว่าสายสื่อสารของเครือข่ายนั้นว่าง
หรือมีการรับ - ส่งข้อมูลกันอยู่หรือไม่ ถ้าสายไม่ว่างโหนดก็จะต้องรอและคอยส่งสัญญาณสุ่มเข้าไป
ตรวจสอบอยู่เรื่อย ๆ เมื่อสัญญาณตอบกลับมาว่าสายสื่อสารว่างแล้ว
โหนดก็จะสามารถเริ่มส่งข้อมูลเข้าสู่เครือข่ายได้ ปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้ก็คือถ้ามี โหนดมากกว่า 1
โหนดต้องการจะส่งข้อมูลในเวลาเดียวกัน
และเมื่อได้รับสัญญาณตอบกลับว่าสายสื่อสารนั้นว่างพร้อมที่จะให้ส่งข้อมูลได้ แต่ละโหนด
ก็ต้องช่วงชิงกันเป็นผู้ที่ได้ส่งข้อมูลเป็นโหนดแรก ซึ่งในกรณีนี้เองอาจจะมีโหนดมากกว่า 1
โหนดที่ส่งข้อมูลเข้าสายสื่อสารพร้อม ๆ กัน ซึ่งจะทาให้เกิดข้อมูล ขนกัน
เมื่อเกิดการชนกันของข้อมูลในเครือข่าย
แต่ละโหนดที่ส่งข้อมูลออกมาชนกันจะต้องหยุดส่งข้อมูลและรอเวลาที่จะถูกสุ่มขึ้นโดยแต่ละโหนดจะมีการสุ่
ม เวลาต่างกัน ซึ่งทาให้แตละโหนดมีความพร้อมที่จะส่งข้อมูลใหม่ต่างกัน
โหนดใดที่สุ่มเวลาได้เร็วที่สุดก็จะมีสิทธิ์แต่ผู้เดียวที่จะส่งข้อมูลเข้าสายสื่อสารได้ วิธีการดังกล่าวนี้เรียกว่า
CSMA/CD (Carrier Sense Multiple Access / Collistion Detection)

Carrier Sense หมายถึง โหนดสามารถฟัง หรือรับรู้ถึงสัญญาณคลื่นฟาห์ที่วิ่งวนอยู่ในเครือข่าย
เพื่อบอกสถานะของสายสื่อสาร Multiple Access หมายถึงว่า โหนดต่าง ๆ สามารถติดต่อสื่อสาร
หรือเข้าสู่เครือข่ายได้ในเวลาเดียวกัน ส่วน Collistion Detection คือ การป้องกันการชนกันของสัญญาณ
ภายในเครื่อง ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องของโปรโตคอล CSMA/CD



                                   บทที่ 5 การใช้ระบบปฏิบัติการเครือข่าย
                                                                               ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 68



ระบบปฏิบัติการเครือข่าย

ระบบปฏิบัติการเครือข่ายที่นิยมใช้กันมา คือ Netware ของผลิตภัณฑ์ของบริษัท Novell
ที่ได้แนะนาสู่ตลาดในปี ค.ศ. 1983 เป็นระบบปฏิบัติการของ ระบบเครือข่ายท้องถิ่น
โดยใช้ศูนย์กลางบริการข้อมูล (Server) ที่เป็นมาตรฐานรุ่นแรก
และในปัจจุบันพัฒนาจนมีความก้าวหน้าไปมาก Netware มีการใช้งานอย่างกว้างขวาง โดยมีผู้ใช้มากกว่า 1
ล้านคนทั่วโลก

Netware ได้กลายมาเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม และเป็นผู้นาด้านซอฟแวร์ประยุกต์ ฮาร์ดแวร์
และมาตรฐานของระบบเครือข่ายท้องถิ่นในปัจจุบัน ซึ่งระบบปฏิบัติการ Netware จะมีข้อดีคือ

1. ความเข้ากันได้ Netware มีความเข้ากันได้กับซอฟแวร์ของระบบเครือข่ายของเครื่องคอมพิวเตอร์
ฮาร์ดแวร์และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่
Netwareบนระบบเครือข่ายเดียวกันนอกจากนี้ยังมีความเข้ากันได้กับระบบปฏิบัติการของดอส
ซึ่งเป็นมาตรฐานของคอมพิวเตอร์ที่ทุกคนคุ้นเคยด้วย

- โปรแกรมหรือคาสั่งใน Netware มีความเข้ากันได้กับ PC DOS 3X
อย่างสมบูรณ์และยังสนับสนุนซอฟแวร์ที่พัฒนาภายใต้ดอส 3.X ให้ประมวลผลโดย ไม่ต้องมีการแก้ไขบน
Netware ด้วย Netware มีความเข้ากันได้กับ NetBIOS
ซึงเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมที่ควบคุมการติดต่อซอฟแวร์ระหว่าง IBM และฮาร์แวร์ที่มีความเข้ากันได้กับ
IBM ความเข้ากันได้นี้ทาให้ใช้ซอฟแวร์และฮาร์ดแวร์ที่ออกมาสาหรับ NetBIOS
รวมทั้งซอฟแวร์และฮาร์ดแวร์ ที่พัฒนาบน IBM คอมพิวเตอร์ระบบเครือข่ายแบบ Token - Ring ด้วย

- ฮาร์ดแวร์ของระบบเครือข่าย Netware เป็นระบบเครือข่ายที่ไม่ขึ้นอยู่กับฮาร์แวร์(Hardware - Independent)
ระบบปฏิบัติการ Netware สามารถใช้งาน กับฮาร์ดแวร์มากกว่า 30 ชนิด Netware สนับสนุนโทโพโลยี
ที่สาคัญทุกชนิดในระบบเครือข่ายและฮาร์แวร์ที่สาคัญทุกชนิด รวมทั้งคอมพิวเตอร์ของ IBM
ระบบเครือข่ายแบบ Token - Ring , StarLAN ของ AR$T และระบบเครือข่ายแบบ Ethernet อีกหลายชนิด
Netware ติดต่อกับผู้ใช้โดยไม่สนใจว่าจะใช้ฮาร์ดแวร์อะไร (Transparent)

2. ความสามารถในการเชื่อมต่อ Netware
สามารถเชื่อมต่อหรือมีสะพานสื่อสารกับระบบเครือข่ายทุกชนิดที่มันสนับสนุน
การติดต่อระหว่างระบบเครือข่าย
ที่เชื่อมสะพานสื่อสารเข้าด้วยกันและการใช้ข้อมูลร่วมกันจะเป็นแบบไม่สนใจฮาร์ดแวร์
โดยผู้ใช้สามารถทางานได้ตามปกติ และไม่จาเป็นต้องรู้มาก่อนว่ามีการต่อ แบบใช้สะพานสื่อสารกันอยู่
                                                                                ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 69
ทาให้ไม่ต้องเสียเวลาอลรมผู้ใช้เพิ่มเติมและซอฟแวร์ที่มีอยู่เดิมไม่จาเป็นต้องแก้ไขเพื่อใช้งานกับสะพานสื่อสา
รด้วย

3. ความสามารถในการขยายระบบ ระบบเครือข่ายที่ใช้ Netware สามารถขยายเนื้อที่เก็บข้อมูล หน่วยความจา
ประสิทธิภาพและความเชื่อถือได้หรือ การป้องกันข้อมูลนั่นเอง

- เนื้อที่เก็บข้อมูลและหน่วยความจา สามารถเพิ่มเนื้อที่เก็บข้อมูลและหน่วยความจาเข้าไปในระบบเครือข่าย
Netware ได้ อาจใช้หน่วยบันทึกข้อมูล เสริมที่เรียกว่า Disk Subsystems ของ Netware ได้
เพื่อขยายเนื้อที่เก็บข้อมูลได้ถึง 2 GB ,32TR, และขยายหน่วยความจาได้ถึง 4 GB ขึ้นอยู่กับ Version ของ
Netware ด้วย

- ขนาดของระบบเครือข่าย ขนาดของระบบเครือข่ายนั้นขึ้นอยู่กับการเพิ่มสถานีของผู้ใช้และศูนย์บริการข้อมูล
(Server) ถึงขีดจากัดของแต่ละระบบ
การขยายเกินกว่าข้อจากัดนี้จะทาได้โดยใช้สะพานสื่อสารเพื่อเชื่อมต่อระหว่างระบบเครือข่ายอื่น

- ประสิทธิภาพ การปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบทาได้โดยการเพิ่มศูนย์บริการข้อมูล (Server)
หรือเปลี่ยนแปลงศูนย์บริการข้อมูล (Server) ด้วยตัวที่มี ประสิทธิภาพสูงกว่า เป็นต้น
การเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ด้วยฮาร์ดที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า การเพิ่มดิสก์รวม (DISK Copro - Cessor)
หรือบอร์ดของระบบเครือข่าย ไปยังศูนย์บริการข้อมูล จะช่วยเพิ่มความเร็วของการเดินทางในระบบเครือข่าย
(Network Traffic) นอกจากนี้การเปลี่ยนไปใช้ Netware รุ่นที่มีประสิทธิภาพ
สูงขึ้นจะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเครือข่ายได้อีกด้วย

- ความเชื่อถือได้ Netware
จะช่วยให้เกิดความมั่นใจว่าข้อมูลถูกต้องโดยการตรวจสอบข้อมูลหลังจากที่ถูกบันทึกลงดิสก์แล้ว
และสามารถเพิ่มความเชื่อ ถือได้โดยการเพิ่มการป้องกันข้อมูลโดยใช้ Netware
รุ่นที่ใช้คุณสมบัติการกู้คืนที่เรียกว่า System Faut Tolerant (SFT Netware)

4. ความสามารถในการติดต่อสื่อสาร Netware มีความสามารถในการติดต่อสื่อสารแบบเครือข่าย (LAN-to-
LAN) เครือข่ายกับคอมพิวเตอร์ระยะไกล (LAN-to-Remote) และเครือข่ายกับคอมพิวเตอร์ศูนย์ (LAN-to-
Host) การติดต่อสื่อสารแบบเครือข่ายกับคอมพิวเตอร์ระยะไกลช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้ระบบ
เครือข่ายได้โดยผ่านโมเด็ม
การติดต่อสื่อสารแบบเครือข่ายกับคอมพิวเตอร์ศูนย์ช่วยให้ผู้ใช้ระบบเครือข่ายใช้งานเครื่องเมนเฟรม
ทุกชนิดได้ ผู้ใช้สามารถใช้งานเมนเฟรมและการติดต่อสื่อสารกับระบบเครือข่ายสาธารณะ (Prblic Network>
ได้
                                                                              ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 70
5. การรักษาความปลอดภัย การรักษาความปลอดภัยของ Netware มีความยืดหยุ่นและครบถ้วนสมบูรณ์
การรักษาความปลอดภัยใน Netware มีอยู่ 4 ชนิด คือ

- Login/Password เป็นการควบคุมการใช้งานระดับศูนย์บริการข้อมูล (Server)

- Trustee Security เป็นการควบคุมผู้ใช้ในการใช้งานระดับ Directory โดยกาหนดที่ผู้ใช้

- Derctory Security เป็นการควบคุมผู้ใช้ในการใช้งานระดับ Directory โดยกาหนดที่ Directory

- File Attributes เป็นการควบคุมการใช้งานระดับไฟล์

การรักษาความปลอดภัยในแต่ละระดับ
จะมีชุดของสิทธิและลักษณะเฉพาะของตัวเองซึ่งจะใช้งานร่วมกันหรือใช้แยกกันก็ได้
ซึ่งจะทาให้ระบบการรักษาความปลอดภัยมีความง่ายหรือซับซ้อนตามความต้องการได้

6. มีประสิทธิภาพสูงระบบปฏิบัติการ Netware
จะช่วยเพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ของระบบเครือข่ายที่ระบบสนับสนุน ลักษณะ
การใช้งานแบบกระจายงานและเทคนิคการเขียนระบบจะช่วยเพิ่มประสิทธิของระบบเครือข่ายให้ทางานได้อย่
างมีประสิทธิภาพ

7. ใช้งานง่าย Netware สามารถใช้คาสั่งของ DOS,On-Line Help และโปรแกรมเมนู

- Netware กับคาสั่งของ DOS Netware สนับสนุนคาสั่งของ DOS ทุกคาสั่ง นอกจากนี้ คาสั่งของ Netware
ยังคล้ายกับคาสั่งของ DOS ช่วยให้ผู้ใช้งาน ได้ง่านขึ้นด้วยไม่ต้องเสียเวลาอบรมคาสั่งใหม่ เช่น
การสาเนาข้อมูล (Backup Data) หรือการเรียกค้นหาข้อมูล (Restore Data) ซึ่งเรียกใช้คาสั่งของ DOS
นี้ในระบบ Netware ได้ทันที เป็นต้น

- On-Line Help Netware สามารถแสดงข้อความช่วยเหลือทันทีที่สอบถามโดย Help
เป็นโปรแกรมแบบที่ใช้ในเมนูและเริ่มต้นจากเรื่องทั่วไปก่อนที่จะนาลงไป ในรายละเอียด

- โปรแกรมข้อมูลและ On - line Netware
มีโปรแกรมเมนูที่ออกแบบสาหรับผู้ที่เริ่มใช้งานโดยเฉพาะคาสั่งส่วนใหญ่ของ Netware
จะรวมเข้าไว้ในระบบเมนู เพื่อช่วยผู้ใช้ในคาสั่งต่าง ๆ ไดโดยไม่ต้องจดจาคาสั่งนั้น ๆ

- ผู้ควบคุมระบบเครือข่าย (Supervisor) อาจจะต้องใช้โปรแกรมการสร้างเมนูเพื่อสร้างเมนูของตนเอง เช่น
Supervisor อาจต้องการสร้างเมนูเพื่อช่วยให้ผู้ใช้เรียก
                                                                                ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 71
ใช้โปรแกรมได้โดยไม่ต้องป้อนคาสั่งที่บรรทัดคาสั่งของระบบปฏิบัติการ โปรแกรมเมนู on - line Tutorial
จะช่วยแนะนาให้ผู้ใช้ตามลาดับการใช้งานต่าง ๆ บนระบบเครือข่าย

โปรแกรมเมนูและ On - line Tutorial มีความคุ้นเคยกับ Netware
ด้วยความเร็วและถ้าผู้ใช้มีความคุ้นเคยกับระบบแล้วอาจเปลี่ยนไปใช้โปรแกรมบรรทัด คาสั่งก็ได้ นอกจากนี้
Netware ที่เป็น Set ยังช่วยป้องกันข้อมูลจาการสูญหายได้เป็นอย่างดีด้วย

จากข้อดีต่าง ๆ ที่กล่าวมา ทาให้ Netware เป็นระบบปฏิบัติการสาหรับระบบเครือข่ายท้องถิ่น (LAN)
ที่มีประสิทธิภาพสูงอันหนึ่งในปัจจุบัน

ส่วนประกอบของระบบปฏิบัติการเครือข่าย Netware

Netware เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือ Personal Computer (PC)
และอุปกรณ์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อื่น ๆ เช่น เครื่องพิมพ์ ดิสก์ไดรฟ์ เป็นต้น เข้าด้วยกัน
ทาให้ผู้ใช้สามารถใช้อุปกรณ์และแฟ้มข้อมูลร่วมกัน ส่งข่าวสารจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง
และป้องกันแฟ้มข้อมูลที่เป็นความลับโดยกาหนดระดับของผู้ใช้ได้

ระบบเครือข่าย Network ประกอบด้วยศูนย์บริการข้อมูล (Server), PC และอุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ
ที่ต่อเชื่อมกับศูนย์บริการข้อมูล (Server) ซึ่งศูนย์บริการข้อมูล (Server) หลาย ๆ
ตัวอาจจะต่อเชื่อมกันบนระบบเครือข่ายเดียวกันเป็นระบบเครือข่ายแบบ Multiserver
และหลายระบบเครือข่ายก็อาจยะเชื่อมต่อกันโดยผ่านฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ Bridge
เพื่อทาเป็นระบบเครือข่ายร่วม (Internetwork) ได้

1. ศูนย์บริการข้อมูล (Server) เป็นหัวใจของระบบเครือข่าย Network
ทาหน้าที่จัดการเกี่ยวกับการใช้แฟ้มข้อมูลร่วมกัน ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
การทางานติดต่อกันระหว่าง PC การใช้ดิสก์ร่วมกัน
ผู้ใช้ระบบเครือข่ายอาจมีการตรวจสอบและควบคุมการทางานของศูนย์บริการข้อมูล (Server)
แต่ละตัวได้จากจอภาพของศูนย์บริการข้อมูล (Server) ผู้ใช้สามารถเริ่มและหยุดศูนย์บริการข้อมูล (Server)
กาหนดเวลาการใช้งานและยังสามารถที่จะควบคุมการทางานอื่น ๆ ได้

2. เครื่องพิมพ์ของระบบเครือข่าย ศูนย์บริการข้อมูล (Server) แต่ละตัวสามารถต่อเครื่องพิมพ์ได้ไม่เกิน 5 ตัว
และเครื่องพิมพ์เหล่านี้จะเป็นเครื่องพิมพ์ของระบบ ซึ่ง PC ใด ๆ
สามารถใช้งานได้โดยเรียกผ่านศูนย์บริการข้อมูล (Server)
                                                                                 ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 72
3. ดิสก์ของระบบเครือข่าย ศูนย์บริการแต่ละตัวอาจมีฮาร์ดดิสก์ตั้งแต่ 1 ตัวหรือมากกว่า 1 ตัว ก็ได้
ฮาร์ดดิสก์ที่ถูกควบคุมโดย (Server) เรียกว่าดิสก์ของระบบเครือข่าย (Network Disks)
ซึ่งดิสก์ของระบบเครือข่ายนี้จะแบ่งออกเป็น

- Volume ศูนย์บริการข้อมูล (Server) แต่ละตัวจะต้องมีที่เก็บข้อมูลอย่างน้อย 1 Volume คือ SYS:VOLUME
ซึ่งจะถูกสร้างขึ้นเมื่อทาการติดตั้งศูนย์บริการ นอกเหนือจากผู้ใช้อาจจะสร้าง Volume ก็ได้

- Sub Directory แต่ละ Volume จะแบ่งออกเป็นหน่วยทางลอจิกที่เรียกว่า Directory ใน Directory หนึ่ง ๆ
อาจประกอบด้วย Directory ย่อย ๆ อีกก็ได้ และใน Directory ย่อยอาจประกอบด้วย Directory ย่อยอื่น ๆ
ต่อลงไปอีกก็ได้ และใน Directory ย่อยอาจประกอบด้วย Directory ย่อยอื่นต่อลงไปอีก ดังนั้นสรุปได้ว่า
Directory หนึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของ Directory อื่น และอาจประกอบด้วย Directory ย่อยอีกได้
แต่ละระดับของ Directory ใน Volume ของระบบเครือข่าย จะประกอบกันเป็นโครงสร้างตามลาดับขึ้น หรือ
Hierarchical Directory Structure

- ผู้ติดตั้งระบบจะเป็นผู้กาหนดจานวนสูงสุดของ Directory ที่มีในแต่ละ Volume
ในระหว่างการติดตั้งระบบและหลังจากทาการติดตั้งระบบแล้ว
ผู้ควบคุมระบบจะเป็นผู้ที่กาหนดสิทธิในการใช้ Directory ต่าง ๆ บนศูนย์บริการข้อมูล (Server)
ให้กับผู้ใช้แต่ละคน ผู้ใช้บางคนจะสร้าง Directory หรือแฟ้มข้อมูลเพิ่มขึ้นได้
แต่บางคนใช้งานได้อย่างเดียวไม่สามารถสร้างเพิ่มได้เป็นต้น

- File เป็นชุดข้อมูลซึ่งถูกเก็บไว้รวมกัน แฟ้มข้อมูลหลาย ๆ แฟ้มจะเก็บรวมกันใน Directory

4. สถานีของผู้ใช้ (PC ) ผู้ใช้แต่ละคนสามารถสร้าง เก็บ และเรียกใช้งานแฟ้มที่อยู่ในศูนย์บริการข้อมูล
(Server) ได้จาก PC โดยปกติ PC จะประกอบด้วยจอภาพ แป้นพิมพ์ ดิสก์ที่ PC (Local Disk)
และหน่วยการประมวลผล(CPU)
PC แต่ละตัวจะติดต่อกับระบบปฏิบัติการ โดยผ่าน Network Shell
ซึ่จะทาให้ผู้ใช้สามารถจะใช้งานศูนย์บริการข้อมูล (Server) ได้

5. ดิสก์ประจา PC ที่ จะประกอบด้วยหน่วยบันทึกข้อมูลหรือ Local Disk ตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไป
ซึ่งดิสก์เหล่านี้ไม่ได้ใช้สารับชี้ไปยัง Drive ของระบบเครือข่ายหรือ Directory ขอระบบเครือข่าย เมื่อบูต PC
ด้วย DOS แล้ว จะกาหนดอักษรซึ่งเป็นหมายเลขของ Drive ใช้ชี้ไปยังดิสก์ของผู้ใช้ที่เรียกว่า Local Disk เช่น
Drive A, Drive B เป็นต้น

6. Drive ของระบบเครือข่าย ในระบบเครือข่ายสามารถกาหนดอักษรหมายเลข Drive ให้ชี้ไปยัง Directory
ของระบบเครือข่ายได้ ซึ่ง Drive ดังกล่าวนี้จะเรียกว่า Drive ของระบบเครือข่าย (Network Drive) เช่น ถ้า
Drive F, Drive G ชี้ไปยัง Directory ของระบบเครือข่ายแล้วจะเรียก Drive F และ Drive G ว่าเป็น Drive
                                                                              ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 73
ของระบบเครือข่าย ปกติ Drive ของระบบปฏิบัติการ Netware จะเริ่มต้นที่ Drive A ถึง Drive E จะเป็น Drive
ประจา PC เป็นต้น

ระบบเครือข่ายขอ Netware แต่ละสถานีสามารถกาหนดอักษรกากับ Drive ได้ 26 Drive (จาก A ถึง Z)

การจัดระบบของ Directory

เมื่อติดตั้งระบบเครือข่ายจะทาการตั้งชื่อให้แก่ศูนย์บริการข้อมูล (Server) และสร้าง Volume
ในฮาร์ดดิสก์ของศูนย์บริการข้อมูล (Server) จากนั้นผู้ใช้จึงจะสามารถสร้างโครงสร้างของ Directory ได้

การกาหนดชื่อ Directory

ในชื่อ Directory หนึ่ง ๆ อาจแบ่งได้เป็นหลายส่วน คือ ศูนย์บริการข้อมูล (Server), Volume, Directory และ
Sub Directory การใช้งานแฟ้มข้อมูลที่เก็บอยู่ใน Directory ใด ๆ จะต้องกาหนดชื่อและลาดับของส่วนต่าง ๆ
เหล่านี้ให้ถูกต้องมีวิธีกาหนดชื่อแฟ้มข้อมูลใน Directory ได้ 2 แบบ คือ

1. แบบเต็ม (Full Directory Names) เป็นการกาหนดแต่ละส่วนที่เป็นไปได้ในชื่อ Directory




2. แบบสัมพัทธ์ (Relative Directory Name) การกาหนดแบบนี้จะสะดวกและสั้นกะทัดรัดกว่าการใช้แบบเต็ม




ถ้าระบบเครือข่ายมีศูนย์บริการข้อมูล (Server) เพียงตัวเดียวแล้ว Drive ของระบบเครือข่ายจะกาหนดให้แก่
Directroy บนศูนย์บริการข้อมูล (Server) ตัวเดียว ในกรณีนี้ไม่จะเป็นต้องระบุชื่อของศูนย์บริการข้อมูล
(Server) ซึ่งอาจกาหนดชื่อเป็นแบบสัมพัทธ์ได้

การกาหนด Drive ของระบบเครือข่าย

เมื่อได้ทาความเข้าใจเกี่ยวกับการกาหนดชื่อ Directory แล้ว
ขั้นตอนต่อไปจะต้องมาทาความเข้าใจเกี่ยวกับการกาหนด Drive ให้กับระบบเครือข่าย หรือการ Map Drive
                                                                                ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 74
ของระบบเครือข่ายให้แก่ Directory นั่นเอง การกาหนดทาให้สามารถทางานกับ Directory ใด ๆ
ก็ได้โดยไม่ต้องบอกชื่อเต็มของ Directory นั้น

โปรแกรมที่ใช้สาหรับการกาหนด Drive มีชื่อว่าMap โดยมีรูปแบบดังนี้




หลังจาก Drive Z กาหนดให้ชี้ไปยัง Directory ของ Program/MSOffice/Access แล้วจะสามารถกาหนด Drive
ของการทางานปัจจุบัน (Default Drive) ให้เป็น Drive Z ได้โดยเรียก Z: แล้วกดปุ่ม Enter ที่ DOS Prompt

เมื่อเป็น Drive Z แล้ว Directory ปัจจุบันจะกลายเป็น Directroy ตามที่ได้กาหนดไว้ คือ
EDP01/vo14:Progran/MSOffice/Access และในการใช้งานแฟ้มข้อมูลใน Directory
นี้ไม่จาเป็นต้องบอกแบบชื่อเต็มให้ระบุชื่อแฟ้มข้อมูลได้เลย

ในการกาหนด Drive สาหรับการทางานสามารถกาหนดได้มากที่สุดถึง 26 Drive ไปยัง Directory
ของระบบเครือข่ายที่แตกต่างกัน สาหรับในระบบเครือข่ายที่มีศูนย์บริการข้อมูล (Server) หลายแห่
รวมทั้งในระบบเครือข่ายร่วม (Internetwork) นั้นอาจกาหนด Drive ไปยัง Directory ของศูนย์บริการข้อมูล
(Server) ได้มากถึง 8 แห่งด้วยกัน

ปกติแล้วการกาหนด Drive มักจะทากับ Directory ที่ใช้บ่อย ๆ เมื่อต้องการเปลี่ยนไปยัง Directory นั้น ๆ
เพียงแต่ระบุอักษรกากับ Drive นี้เท่านั้นก็สามารถอ้างอิงถึง Directory นั้นได้ทันที

Drive สาหรับการค้นหาข้อมูล โดยปกติเมื่อมีการถามเพื่อขอใช้งานแฟ้มข้อมูลบนระบบเครือข่าย
ระบบปฏิบัติการของระบบเครือข่ายจะมองหาแฟ้มข้อมูลใน Directory
ปัจจุบันก่อนถ้าหาไม่พบก็จะมีการแสดข้อความบอกว่าไม่พบแฟ้มข้อมูลที่ทาการค้นหา

สามารถกาหนดให้ค้นหาแฟ้มข้อมูลโปรแกรมใน Directory อื่นได้ โดยการกาหนด Drive สาหรับการค้นหา
Drive สาหรับการค้นหาข้อมูลนี้จะอนุญาตให้ระบบปฏิบัติการค้นหาแฟ้มข้อมูลใน Directory
อื่นนอกเหนือจาก Directory ปัจจุบันได้

ถ้ามีการกาหนด Drive สาหรับการค้นหาข้อมูล และระบบหาแฟ้มข้อมูลไม่พบใน Directory ปัจจุบันแล้ว
ระบบจะมองหาแฟ้มข้อมูลใน Directory ที่กาหนดให้เป็น Drive
สาหรับการค้นหาข้อมูลทั้งหมดจนกระทั่งพบ หรือได้ค้นหาครบทุก Directory ที่กาหนดเป็น D rive
สาหรับการค้นหาแล้ว ในการกาหนด Drive สาหรับการค้นหาข้อมูลสามารถกาหนดได้สูงสุดถึง 16 Drive
                                                                                        ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 75
Script คาสั่งตอน Login

จากที่ผ่านมาคงจะเห็นแล้วว่าการใช้ Drive ที่กาหนดและ Drive
สาหรับการค้นหาข้อมูลจะช่วยประหยัดเวลาลงได้มาก แต่อย่างไรก็ดีการกาหนดเหล่านี้คงจะไม่อยู่ถาวรเมื่อ
Logout ออกจากระบบ Drive ที่ถูกกาหนดการใช้งานเหล่านั้นก็จะหายไป

ผู้ใช้สามารถป้อนการกาหนด Drive ที่ใช้งานแต่ละครั้งที่ Login
เข้ามาในระบบได้แต่ก็จะยุ่งยากและเสียเวลามาก มีอีกวิธีหนึ่งที่สามารถนาเอาคาสั่งการกาหนด
Driveใช้งานมาใช้งานได้เมื่อตอน Login เข้าระบบ นั่นคือ การใช้ Script คาสั่งตอน Login

การป้อนข้อความไปเก็บใน Script คาสั่งทาโดยเรียกผ่านเมนู User Information ในโปรแกรม SYSCON
ซึ่งจะช่วยให้ระบบกาหนด Drive ใช้งานและ Drive
สาหรับการค้นหาที่ต้องการให้โดยอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้คนนั้นมีการ Login เข้าระบบ

คาสั่งใน Script คาสั่งนั้นมีคาสั่งที่ให้ผู้ใช้ติดต่อกับศูนย์บริการข้อมูลตัวอื่น ๆ ได้แต่ถ้า Login
เข้าศูนย์บริการข้อมูลตัวแรก แล้ว Login เข้าศูนย์บริการข้อมูลอีกแห่งหนึ่ง Script
คาสั่งของผู้ใช้ในศูนย์บริการข้อมูลตัวที่จะไม่ถูกเรียกขึ้นมาทางานด้วย

การทางานของ Netware

ระบบปฏิบัติการ Netware สนับสนุนการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่างกันหรือมีระบบปฏิบัติการที่ต่างกัน
โดยไม่ต้องมีการแบ่งเนื้อที่บนดิสก์ แฟ้มข้อมูลทั้งหมดและ PC ทุกเครื่องใช้งาน Directory ร่วมกัน

Netware จะอยู่ที่ศูนย์บริการข้อมูลและ Dos จะอยู่ที่ PC ของผู้ใช้ Net Ware Shall จะอยู่ที่ PC ของผู้ใช้เพื่อให้
DOS ติดต่อกันกับ Netware ได้
                                                                           ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 76
DOS, Netware และ Shell จะทางานร่วมกันเพื่อช่วยในการใช้งานข้อมูลและฮาร์ดแวร์ร่วมกัน DOS
ออกมาให้ประมวลผลโปรแกรมที่ PC ของผู้ใช้ในสภาพแวดล้อมแบบผู้ใช้คนเดียว (Single-User
Environment)




Netware ออกแบบมาใช้ประมวลผลในสภาพแวดล้อมที่มีผู้ใช้หลายคน (Multi- User Environment)
ซึ่งจะช่วยในการใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ร่วมกัน ใช้งานโปรแกรมร่วมกัน ควบคุม Directory ที่ซับซ้อนและ File
Alocation Table (FAT) ที่ศูนย์บริการข้อมูล
                                                                               ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 77
การรักษาความปลอดภัยและการจัดการแฟ้มข้อมูลที่ DOS ไม่ได้จัดการให้จะถูกจัดการโดย Netware
ทีศูนย์บริการข้อมูล โดย Netware กาหนดบุคคลที่มีคุณสมบัติดังนี้

- ผู้ที่สามารถใช้งานศูนย์บริการข้อมูล

- ผู้ที่สามารถใช้งานแฟ้มข้อมูลได้

- ผู้ที่สามารถใช้งานแฟ้มข้อมูลร่วมกันได้

Netware นั้นไม่ใช่ DOS ในสภาพแวดล้อมของระบบเครือข่าย แต่ DOS จะถูกใช้ที่ PC เท่านั้นเพื่อทางานบน
Drive ที่เป็นของตัวเองรวมทั้งโปรแกรมของผู้ใช้

Netware Shell ซึ่งมีขนาดประมาณ 40 กิโลไบต์ จะอยู่ที่ PC ของผู้ใช้และดักการเรียกใช้อินเทอร์รัปต์ 21h
หรือคือ การขอข้อมูลหรือคาสั่ง Netware ที่อยู่บนศูนย์บริการข้อมูล

ถ้าจะเปรียบเทียบไปแล้ว DOS จะเปรียบเทียบได้กับผู้ที่พูดและเข้าใจเฉพาะภาษาอังกฤษ Netware
เป็นผู้ที่พูดและเข้าใจเฉพาะภาษาไทย Shell จะเป็นล่ามระหว่าง DOS กับ Netware ทาให้ DOS กับ Netware
สามารถติดต่อกันได้




Shell จะทาให้ Netware ต่างไปจากระบบปฏิบัติการของระบบเครือข่ายอื่น เพราะไม่จากัดว่า PC
ของผู้ใช้จะต้องใช้ DOS รุ่นไหน Netware จะสนับสนุน DOS ตั้งแต่รุ่น 2.x ขึ้นไปซึ่งหมายความว่า PC
หนึ่งอาจใช้ DOS .0 และอีก PC หนึ่งในระบบเครือข่ายเดียวกันอาจใช้ DOS 6.0 หรือDOS 6.22 ก็ได้
                                                                              ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 78




จุดเด่นของ Netware

ความสามารถพิเศษหรือจุดเด่นที่ช่วยเพิ่มความเร็วของระบบเครือข่าย Netware มีดังนี้ คือ Directory Caching,
Directory Hashing, File Caching, และ Elevator Seeking

1. Directory Caching จะสาเนาตาราง Netware Directory Enter Table (DET)
จากฮาร์ดดิสก์ไปยังหน่วยความจาของศูนย์บริการข้อมูล
เมื่อการร้องขอข้อมูลในฮาร์ดดิสก์เกิดขึ้นศูนย์บริการข้อมูลจะอ่านตาแหน่งของข้อมูลจากตารางที่เก็บอยู่ในห
น่วยความจา

ข้อดีของ Directory Caching เปรียบได้กับการหาหมายเลขโทรศัพท์ การหาในสมุดโทรศัพท์ (ฮาร์ดแวร์)
จะเสียเวลามาก แต่ถ้าหมายเลขโทรศัพท์ถูกจดไว้แล้ว (ในหน่วยความจา) จะเสียเวลาในการค้นหาน้อยกว่า

PC ของผู้ใช้จะเขียนอ่านข้อมูลจากหน่วยความจาแบบไดนามิก (Dynamic Memory) ด้วยความเร็ว 100 เท่า
เมื่อเทียบกับการอ่านและเขียนโดยตรงกับฮาร์ดดิสก์ซึ่งช่วยลดเวลาการทางานกับฮาร์ดดิสก์ลงได้
                                                                               ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 79




2. Directory Hashing จะทาดัชนีตาแหน่งของแฟ้มข้อมูลบนดิสก์
และช่วยให้ระบบค้นหาตาแหน่งที่ถูกต้องโดยการจัดการ Directory หรือแฟ้มข้อมูลเล็กน้อยเท่านั้น
คล้ายกับสมุดจดหมายเลยโทรศัพท์ที่หมายเลขได้ถูกจดแบบเรียงตามตัวอักษร (Indexed)
ทาให้การค้นหาเร็วยิ่งขึ้นการค้นหาแฟ้มข้อมูลจะทาได้เร็วขึ้นเนื่องจาก Hashed Directory Enter Table
จะลดเวลาการตอบสนองของ Disk I/O ลงประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์

3. File Cashing
เป็นการเก็บการขอแฟ้มข้อมูลและโปรแกรมไว้ในหน่วยความจาของศูนย์บริการข้อมูลเมื่อขอแฟ้มข้อมูลจากฮ
าร์ดแวร์ แฟ้มข้อมูลดังกล่าวจะเก็บไว้ในหน่วยความจาของศูนย์บริการข้อมูล
ทาให้ศูนย์บริการข้อมูลไม่ต้องอ่านแฟ้มข้อมูลนี้จากฮาร์ดดิสก์อีกครั้งเมื่อมีการเรียกใช้แฟ้มข้อมูลนี้อีก

การขอใช้แฟ้มข้อมูลเดียวกันในครั้งต่อ ๆ มาระบบจะตอบรับเร็วกว่าการขอใช้ครั้งแรกถึง 100 เท่า
                                                                               ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 80




4. Elevator Seeking ในระบบส่วนใหญ่การเรียกใช้ข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์จะเรียกตามลาดับที่ถูกขอ ตัวอย่างเช่น
ถ้าหัวอ่านเขียนของฮาร์ดดิสก์อยู่ที่ด้านนอกสุดของดิสก์
ผู้ใช้คนแรกขอข้อมูลซึ่งเก็บใกล้ศูนย์กลางของฮาร์ดดิสก์
ผู้ใช้คนที่สองขอข้อมูลซึ่งเก็บใกล้กับด้านนอกในระบบส่วนใหญ่หัวอ่านเขียนจะเลือกไปใกล้ศูนย์กลางเพื่ออ่า
นข้อมูลของการร้องขอจากผู้ใช้ คนแรกก่อนแล้วจึงกลับมาอ่านข้อมูลที่อยู่ด้านสาหรับการร้องขอของผู้
ใช้คนที่สอง

Netware ส่งการขอข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ผ่านอัลกอริทึมพิเศษ
ดังนั้นหัวอ่านเขียนของฮาร์ดดิสก์จะเคลื่อนที่เข้าออกแล้วอ่านข้อมูลตามทางที่หัวอ่านผ่านไป เช่น
ถ้าข้อมูลหถูกขอตามลาดับ ดังนี้

- จากศูนย์กลางาของฮาร์ดดิสก์

- ด้านนอกของฮาร์ดดิสก์

- ระหว่างศูนย์กลางและด้านนอกของฮาร์ดดิสก์

ถ้าหัวอ่านเขียนที่อยู่ด้านบอกของดิสก์แล้ว ข้อมูลจะถูกอ่านตามลาดับดังนี้

- ด้านนอกของฮาร์ดดิสก์ (Line 2)

- ระหว่างศูนย์กลางและด้านนอกของฮาร์ดดิสก์ (Line 3)
                                                                            ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 81
- จากศูนย์กลางของฮาร์ดดิสก์ (Line 1)




                                     บทที่ 6 ระบบอินเตอร์เน็ต


เริ่มต้นทาความรู้จักกับรบบอินเตอร์เน็ต

อินเตอร์เน็ต คืออะไรบางคนอาจเป็นพวกที่ใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นประจาทุก ๆ
วันในการทางานไปจนถึงบางพวกที่ใช้งานคอมพิวเตอร์เล็ก ๆ น้อย ๆ ในงานของเขาเท่านั้น
คาตอบที่ให้ภาพโดยรวมอันหนึ่งคือ

อินเตอร์เน็ต (Internet) คือ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์อย่างหนึ่ง
ซึ่งเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์ที่เชื่อมต่อกันทั่วโลก
โดยมีมาตรฐานการรับส่งข้อมูลระหว่างกันเป็นหนึ่งเดียว
ซึ่งคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถรับส่งข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ตัวอักษร ภาพ และเสียงได้
รวมทั้งสามารถที่จะทาการค้นหาข้อมูลจากที่ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

อินเตอร์เน็ต ประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 2 ส่วน คือ

1. เครือข่ายที่เชื่อมคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน และ

2. ข้อมูลที่คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องเก็บเอาไว้
พร้อมกับมีความสามารถที่ช่วยให้เราค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้ในเวลาอันสั้น
                                                                              ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 82
ฉะนั้น
อินเตอร์เน็ตจึงมีประโยชน์สาหรับยุคสังคมข่าวสารอย่างเช่นปัจจุบันอย่างมากเนื่องจากถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป
อินเตอร์เนตก็แทบจะไม่มีประโยชน์ อะไรเลย เช่น
ถ้ามีแต่เครือข่ายคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวแต่ขาดข้อมูลที่มีประโยชน์หรือไม่สามารถค้นหาข้อมูลต้องการจา
กเครือข่ายนั้นได้ ก็จะไม่ได้อะไรจากเครือข่าย

สิ่งสาคัญอีกอย่างหนึ่งมีจะกล่าวถึง คือ
อินเตอร์มเนตมีมาตรฐานการรับส่งข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ทาให้การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์คนละชนิด คนละแบบ เป็นไปได้อย่างง่ายดาย
ไม่ว่าจะเป็นเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ มินิคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น PC
แมคอินทอช หรือเครื่องแบบใด ๆ ก็ตาม
ซึ่งโดยทั่วไปแล้วคอมพิวเตอร์ที่ประกอบกันเข้าเป็นเครือข่ายหลักของอินเตอร์เนตมักจะเป็นระบบเครือข่ายข
องมินิคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network หรือ LAN)
และเครือข่ายของเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ บางคนจึงเรียกอินเตอร์เนตว่า เป็น
"เครือข่ายของเครือข่ายคอมพิวเตอร์" (Network of Networks)
ส่วนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั้งหลายนั้นมักจะไม่ได้ต่ออยู่กับอินเตอร์เนตตลอดเวลา
เพียงแต่เชื่อมต่อเข้าไปเป็นครั้งคราวตามความต้องการใช้งานเท่านั้น

แต่ความหมายของอินเตอร์เนตคงไม่ใช่เพียงแค่นี้ แต่กว้างขวางเกินกว่าที่กล่าวมาข้างต้นมากมายนัก
และเนื่องจากอินเตอร์เนตมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแ
ปลงไป ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนที่เป็นผู้ใช้ของอินเตอร์เนตอีกด้วย
ผู้ใช้บางคนอาจมองว่าเป็นแหล่งข้อมูลบันเทิงมหาศาลในเรื่องต่าง ๆ เช่น รายการภาพยนตร์
การเลือกซื้อสินค้า โปรแกรมการท่องเที่ยวต่าง ๆ ฯลฯ บางคนอาจมองว่าเป็นห้องสังคมศาสตร์
และบางคนอาจมองว่าอินเตอร์เนตเป็นเครือข่ายที่ให้เข้าไปใช้งานคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นจากระยะไกลได้
พร้อมกับรับส่งข้อความกับผู้อื่นผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Mail นั่งเอง
แต่จากคาตอบที่ว่าอินเตอร์เนตเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่รับส่งข้อมูลได้หลายรูปแบบ
และมีความสามารถที่ช่วยในการค้นหาข้อมูลได้ในเวลาอันรวดเร็วนี้
คงพอจะทาให้สามารถมองเห็นภาพของอินเตอร์เนตได้กว้างขวางขึ้น สาหรับบริการต่าง ๆ
ของอินเตอร์เนตนั้นมีอยู่มากมายหลายด้าน

เนื่องจากสังคมทุกวันนี้เป็นยุคของข่าวสารข้อมูล การสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ
ถูกพัฒนาขึ้นให้คนเราสื่อสารถึงกันได้ง่ายและสะดวกขึ้นมากกว่าแต่ก่อน
ความสามารถที่จะสื่อสารถึงกันด้วยคาพูดผ่านทางโทรศัพท์อย่างอดีตคงจะไม่เป็นการเพียงพออีกต่อไปความ
                                                                              ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 83
ต้องการของคนเรามีมากกว่านั้น เช่น ต้องการเห็นภาพพร้อมเสียง และข้อความที่เป็นตัวอักษร
                           ่
รวมทั้งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึงอินเตอร์เนตสามารถทาได้จึงเข้ามามีบทบาทมากในปัจจุบันนี้

และเมื่อทาการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายของระบบอินเตอร์เนตแล้ว
จะทาให้สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นไม่ว่าผู้นั้นจะอยู่ ณ
ที่แห่งใดบนโลกก็สามารถที่จะส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ไปหากันได้
หรือจะเข้าไปทาการค้นคว้าหาข้อมูลที่อยู่ในแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ได้ภายในเวลาไม่กี่นาที่
โดยไม่จาเป็นที่จะต้องเดินทางไปยังแหล่งข้อมูลนั้น ๆ ด้วยตนเอง
เพียงแค่นั่งอยู่ที่บ้านหรือที่ทางานก็สามารถที่จะทาได้
ความสะดวกสบายและมีประสิทธิภาพเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยทาได้มาก่อน
นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายของการใช้งานก็นับว่าถูกกว่าวิธีอื่น เมื่อเทียบกับการติดต่อทางโทรศัพท์ การส่งโทรสาร
และการส่งข้อมูลผ่านโมเด็มโดยตรงกับปลายทางแล้ว
การใช้งานผ่านระบบอินเตอร์เนตนี้มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่ามากหลายเท่าตัว
นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหลักที่ว่าทาไมถึงหันมาใช้ระบบอินเตอร์เนตกันมากขึ้น
อินเตอร์เนตจึงนับว่าเป็นการปฏิวัติสังคมข่าวสารครั้งใหญ่ที่สุดในยุดปัจจุบันนี้

การสื่อสารผ่านอินเตอร์เนตนั้นมีความคล่องตัวเช่นเดียวกับการใช้โทรสาร คือ ถ้ามีบริการโทรศัพท์เข้าไปถึง
ก็สามารถที่จะใช้คอมพิวเตอรกับโมเด็มต่อเข้ากับเครือข่ายของระบบอินเตอร์เนตได้เสมอ
อย่างไรก็ตามถ้าเปรียบเทียบการใช้งานอินเตอร์เนตกับบริการสื่อสารต่าง ๆ ในประเทศ เช่น โทรสาร
การส่งข้อมูลผ่านโมเด็ม อินเตอร์เนต อาจไม่เหมาะหรืออาจมีค่าใช้จ่ายไม่ถูกไปกว่าบริการเหล่านั้น
แต่ถ้ามองถึงความสามารถที่เพิ่มขึ้นในแง่การติดต่อสื่อสารข้อมูลหลายรูปแบบ เช่น ตัวอักษร ภาพ
และข้อมูลคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ รวมทั้งการติดต่อไปยังเครือข่ายในต่างประเทศแล้ว
การใช้บริการผ่านอินเตอร์เนตจะมีข้อได้เปรียบที่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด และมีราคาถูกมากกว่า
                                                                             ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 84




ประวัติความเป็นมาของระบบอินเตอร์เน็ต

ถ้าจะกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตแล้วจะต้องย้อนหลังไปในปี พ.ศ. 2512
กระทรวงกลาโหมของสหรัฐได้พัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเพื่อใช้ในทางทหารระบบหนึ่ง
ซึ่งมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วไป คือ
สามารถที่จะรับส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างไม่ผิดพลาด
แม้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์บางเครื่องหรือสายรับส่งข้อมูลบางส่วนจะเสียหายหรือถูกทาลายไป
ระบบเครือข่ายนี้มีชื่อว่า ARPANET (Advanced Research Projects Agency Network)
ซึ่งคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะเชื่อมโยงกันด้วยสายส่งข้อมูลที่แยกออกเป็นหลายเส้นทางประสานกันเหมือนร่
างแห เมื่อคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งต้องการส่งข้อมูลไปให้อีกเครื่องหนึ่งใน ARPANET
มันจะแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนย่อย ๆ แล้วทยอยส่งไปให้ปลายทางตามที่กาหนด โดยแต่ละชิ้นย่อย ๆ
นี้อาจจะไปคนละทางกัน แต่จะไปรวมกันที่ปลายทางตามลาดับที่ถูกต้องตามเดิมได้
แต่ถ้าหากว่าในระหว่างทางข้อมูลส่วนใดส่วนหนึ่ง (Packet) เกิดสูญหายหรือผิดพลาด
อันเนื่องมากจากสัญญาณรบกวนก็ดี
หรือสายส่งข้อมูลและเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่กลางทางเสียหายหรือถูกทาลายก็ดี
เครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทางจะส่งสัญญาณกลับมาแจ้งให้คอมพิวเตอร์ต้นทางรับรู้และจัดการส่งข้อมูลเฉพาะ
ส่วนที่ขาดไปให้ใหม่โดยใช้เส้นทาง อื่นแทน
ด้วยวิธีนี้จะสามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ส่งออกไปจะถึงปลายทางอย่างแน่นอน
แม้ว่าจะมีบางส่วนของเครือข่ายเกิดความเสียหายก็ตาม และเฉพาะข้อมูลส่วนที่เสียหายเท่านั้นที่จะต้องส่งใหม่
ไม่ใช่ส่งใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้นเพราะจะทาให้เสียเวลามากดังนั้น คอมพิวเตอร์ในเครือข่ายของ ARPANET
                                                                              ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 85
จะสามารถรับส่งข้อมูลไปยังปลายทางโดยใช้สายส่งข้อมูลเท่าที่เหลืออยู่ได้
และเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดในขณะนั้นให้พร้อมกับมีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการรับส่งข้อมูลได้ตลอดเวลา

ก้าวแรกของ ARPANET ประกอบด้วยคอมพิวเตอร์เพียง 4 เครื่อง คือ
เครื่องคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยยูทาห์, มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์มเนียที่ซานตาบาบารา,
มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์มเนียที่ลองแองเจลิส และสถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
เมื่อมีการทดลองใช้งาน ARPANET จนได้ผลเป็นที่น่าพอใจแล้ว
กระทรวงกลาโหมของสหรัฐก็ได้ขยายเครือข่ายของ ARPANET ออกไป
                                                          ั
โดยเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจยต่าง ๆ รวม 50 แห่งในปี พ.ศ. 2515
ซึ่งเครือข่ายของ ARPANET ในขณะนั้นใช้งานเพื่อการค้นคว้าและวิจัยทางทหารเป็นส่วนใหญ่
โดยคอมพิวเตอร์ที่ต่อเข้ากับเครือข่ายของ ARPANET จะมีมาตรฐานการรับส่งข้อมูลอันเดียวกัน เรียกว่า
Network Control Protocol (NCP) เป็นส่วนควบคุมการรับส่งข้อมูล
การตรวจสอบความผิดพลาดในการส่งข้อมูล
และเปรียบเสมือนตัวกลางที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตามมาตรฐาน NCP
ที่ใช้ในขณะนั้นยังมีข้อจากัดอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ในด้านจานวนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่อเข้ากับ
ARPANET ทาให้ขยายจานวนเครื่องคอมพิวเตอร์ออกไปมาก ๆ ไม่ได้
จึงได้เริ่มมีการพัฒนามาตรฐานการรับส่งข้อมูลแบบใหม่ขึ้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2525
ได้มีมาตรฐานใหม่ออกมาเรียกว่า Transmission Control Protocol/Internet Protocol หรือ โปรโตคอลแบบ
TCP/IP ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสาคัญที่ ARPANET ได้วางรากฐานไว้ให้กับอินเตอร์เนต
เพราะจากมาตรฐานการรับส่งข้อมูลแบบ TCP/IP นี้
ทาให้เครื่องคอมพิวเตอร์ต่างชนิดกันสามารถรับส่งข้อมูลไปมาระหว่างกันได้และนับเป็นหัวใจของอินเตอร์เน็
ตเลยทีเดียว โปรโตคอล TCP/IP ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในปีถัดมาคือปี 2526
และถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการ UNIX เวอร์ชั่น 4.2 จานวนเครื่องคอมพิวเตอร์ใน Network
ได้เพิ่มขึ้นจาก 235 เครื่องในปี 2525 เป็น 500 เครื่องในปี 2526 และเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 เครื่องในปี 2527

ต่อมาในปี 2529 มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ หรือ National Science Foundation (NSF)
ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้วางระบบเครือข่ายขึ้นมากอีกระบบหนึ่งเรียกว่า NSFNET
ซึ่งประกอบด้วยซูเปอร์คอมพิวเตอร์จานวน 5 เครื่องใน 5 รัฐ
เชื่อมต่อเช้าด้วยกันเพื่อให้ประโยชน์ทางการศึกษาและการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ และได้ใช้โปรโตคอล
TCP/IP เป็นมาตรฐานในการรับส่งข้อมูลเช่นกัน ทาให้การขยายตัวของ Network
เป็นไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษามีความต้องการที่จะเชื่อมต่อเช้ากับซูเปอร์คอม
พิวเตอร์ เพื่อให้การใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์คุ้มค่าที่สุด และสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้
ประกอบกับการรับส่งข้อมูลก็ใช้มาตรฐานเดียวกัน จานวนเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายจึงเพิ่มขึ้นเป็น 5,000
เครื่อง นอกจาก ARPANET และ NSFNET แล้ว ยังมีเครือข่ายอื่น ๆ อีกหลายเครือข่าย เช่น UUNET, UUCP,
                                                                                ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 86
BITNET, CSNET ซึ่งต่อมาก็ได้เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน โดยมี NSFNET
เป็นเครือข่ายหลักเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังหรือ backbone ของระบบ
จานวนเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายจึงได้เพิ่มเป็นกว่า 20,000 เครื่องในปี 2530
และก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วเป็น 100,000 เครื่องในปี 2532

หลังจากที่ ARPANET ได้รวมเข้ากับ NSFNET แล้วในปี 2530 เครือข่าย ARPANET ก็ค่อย ๆ
ลดบทบาทลงเนื่องจากการเปลี่ยนไปใช้ความสามารถของ NSFNET แทน ตนกระทั่งในปี 2533 ก็เลิกใช้งาน
ARPANET โดยสิ้นเชิง แต่จานวนเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายก็ยังคงเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณต่อไป และในปี
2534 ก็ได้มีการจัดตั้งสมาคม CIX หรือ Commercial Internet Exchange ขึ้น
โดยขณะนั้นมีเครื่องคอมพิวเตอร์รวมมากกว่า 600,000 เครื่องในระบบ และเมื่ออินเตอร์เน็ตมีอายุครบรอบ 25
ปีในปี พ.ศ. 2537 จานวนเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายพุ่งสูงกว่า 2,000,000
เครื่องที่ทาหน้าที่ให้บริการข้อมูล ข่าวสาร รับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์

การเริ่มต้นของระบบอินเตอร์เน็ต

จุดเริ่มต้นของอินเตอร์เน็ต
ก่อนกาเนิดขึ้นและพัฒนาโดยต่อเนื่องมาในลักษณะของการถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมากกว่าจะเป็นการกาหนดหรื
อบังคับ เครือข่ายหลักหรือ backbone ของอินเตอร์เนตได้เปลี่ยนจาก ARPANET มาเป็น NSFNET
แต่เนื่องจากเจ้าของ NSFNET คือ National Science Foundation (NSF)
เป็นหน่วยงานที่ไม่หวังผลกาไรและมีงบประมาณจากัด

จึงไม่สามารถทุ่มเทงบประมาณมาขยายขีดความสามารถของ NSFNET
ให้รองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวในการใช้งานอินเตอร์เนตในเชิงพาณิชย์ได้มากนัก
บรรดาผู้ให้บริการในการต่อเชื่อมกับอินเตอร์เนตหรือที่เรียกว่า Internet Service Provider หรือ ISP
ทั้งหลายจึงร่วมมือกันสร้างทางอ้อมหรือ
bypassข้อมูลที่เกิดจากการใช้งานเชิงพาณิชย์ทั้งหลายคือที่ไม่เกี่ยวกับการค้นคว้าวิจัยของมหาวิทยาลัยหรือองค์
กรต่าง ๆ ให้ไปใช้เครือข่ายหลักหรือ backbone อันอื่น ๆ แทน เลยกลายเป็นว่าอินเตอร์เน็ตในปัจจุบันมี
backbone หลายอัน

CIX หรือ Commercial Internet Exchange เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เกิดจาการร่วมมือกันของบริษัทเอกชนหลาย ๆ
บริษัทในการ สร้าง backbone อันใหม่ขึ้นมาแทน NSFNET นอกจากนี้ก็ยังมี backbone อื่น ๆ เกิดเพิ่มขึ้นเรื่อย
ๆ ทาให้ NSFNET ลดความสาคัญลงไป
                                                                                  ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 87
ใน พ.ศ. 2533 NSF ได้ผลักภาระการดาเนินงานเครือข่าย NSFNET โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมิชิแกน บริษัท
MIC และบริษัท IBM ตั้งเป็นบริษัท Advanced Network and Services Inc. (ANS) ขึ้นมารับจ้างดาเนินการดูแล
NSFNET แทน ทาให้ NSFNET สามารถเปิดกว้างในการรองรับบริการในเชิงพาณิชย์ได้มากกว่าเดิม

ในปัจจุบันหน่วยงานที่ทาหน้าที่กากับดูแลทิศทางของอินเตอร์เน็ตโดยรวมคือ "สมาคมอินเตอร์เนต (Internet
Sociely)" ซึ้งมีสมาชิกประกอบด้วยทั้งผู้ใช้และผู้ให้บริการทั่วไป รวมกันเป็นกลุ่มย่อย ๆ (Subgroup)
ภายในสมาคมอีกที่หนึ่งในบรรดา Subgroup เหล่านี้ กลุ่มย่อยอันหนึ่งที่มีบทบาทสาคัญก็คือ Internet
Architecture Board หรือ IAB ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2526 เพื่อสนับสนุนงานวิจัยต่าง ๆ เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต
และในปัจจุบันเป็นผู้วางมาตรฐานการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย โดยตั้งเป็นคณะทางาน 2 คณะ คือ Internet
Enginerring Task Force (IETTE) และ Internet Research Task Force (IRTF)
ทาหน้าที่ค้นคว้าวิจัยแบะกาหนดมาตรฐานใหม่ ๆ เพื่อรองรับการใช้งานอินเตอร์เน็ตในอนาคต เช่น
โปรโตคอล หรือมาตรฐานการสื่อสารข้อมูลที่เป็นมัลติมีเดีย เช่น ภาพและเสียง เป็นต้น

ประโยชน์ของระบบอินเตอร์เน็ต

อินเตอร์เน็ต คือ เครือข่ายที่ครอบคลุมไปทั่งโลก
พร้อมกับมีข้อมูลที่มากมายมหาศาลทุกประเภทให้ค้นคว้าและรับส่งข้อมูลไปมาระหว่างกันได้
แต่เพียงเท่านั้นคงยังไม่ทาให้เป็นถึงประโยชน์ของอินเตอร์เน็ตมากนัก
ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ตมีมากมากหลายด้านต่าง ๆ กัน ดังนี้

- ด้านการศึกษา สามารถที่จะต่อเข้าไปยังระบบอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นคว้าหาข้อมูลต่าง ๆ
ได้ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางวิชาการจากที่ต่าง ๆ ซึ่งในกรณีนี้อินเตอร์เน็ตจะทาหน้าที่เหมือนห้องสมุดขนาดยักษ์
ส่งข้อมูลที่เราต้องการมาให้ถึงบนจนคอมพิวเตอร์ที่บ้านหรือที่ทางานได้ภายในเวลาไม่กี่วินาทีจากแหล่งข้อมู
ลทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ศิลปกรรม สังคมศาสตร์ กฎหมายและอื่น ๆ
นักวิจัยอาจสั่งให้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยทาการประมวลผลข้อมูลของตนแล้วส่งรายงานกลับมาใ
ห้ได้ แม้ว่าเขาจะอยู่ในห้องทดลองที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร โดยใช้บริการอินเตอร์เนต
นักศึกษาในมหาวิทยาลัยสามารถติดต่อกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เพื่อค้นหาข้อมูลที่กาลังศึกษาอยู่ได้
ทั้งข้อมูลที่เป็นตัวอักษร ภาพ และสียงหรือมัลติมีเดียต่าง ๆ

- ด้านการรับส่งข่าวสาร ผู้ใช้ที่ต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตสามารถรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Mail
กับผู้ใช้คนอื่น ๆ
ทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็วได้โดยมีค่าใช้จ่ายต่ามากเมื่อเทียบกับการส่งจดหมายหรือส่งข้อมูลวิธีอื่น ๆ
นอกจากนั้นยังอาจส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แฟ้มข้อมูล รูปภาพ
ไปจนถึงข้อมูลแบบมัลติมีเดียที่เป็นภาพและเสียงได้อีกด้วย
หรืออาจก็อปปี้แฟ้มข้อมูลที่เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งแจกฟรีจากที่ต่าง ๆ มาทดลองใช้งานก็ได้
                                                                                ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 88
- ด้านธุรกิจการค้า อินเตอร์เน็ตมีบริการในรูปแบบของการซื้อขายสินค้าผ่านคอมพิวเตอร์หรือ Teleshopping
สามารถที่จะเลือกดูสินค้าพร้อมทั้งคุณสมบัติต่าง ๆ
ผ่านจอคอมพิวเตอร์แล้วสั่งซื้อและจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตได้ทันที
นับเป็นความสะดวกรวดเร็วมากสินค้าที่มีจาหน่วยก็มีครบทุกประเภทเหมือนกับห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ
บริษัทต่าง ๆ จึงมีการลงโฆษณาขายสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ตกันมากขึ้น
ทาให้ธุรกิจลักษณะนี้มีเพิ่มขึ้นเป็นลาดับนับเป็นการใช้งานดินเตอร์เน็ตเชิงพาณิชย์อย่างจริงจังจนบางแห่งถึงกั
บจัดทาแคตาล็อกอิเล็กทรอนิกส์เตรียมไว้ให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าก็มี
แต่อย่างไรก็ตามการซื้อสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ตนี้จะสะดวกสาหรับผู้ที่มีบัตรเครดิตส่วนผู้ที่ไม่มีก็ทาได้ลาบาก
ถ้าเป็นสินค้าที่สั่งซื้อจากผู้ขายที่อยู่ต่างประเทศ
ส่วนในประเทศไทยการซื้อสินค้าแบบนี้ยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายมากนัก

นอกจากนี้ผู้ใช้ที่เป็นบริษัทหรือองค์กรต่าง ๆ
ก็สามารถเปิดให้บริการและสนับสนุนลูกค้าของตนผ่านอินเตอร์เน็ตได้ เช่น การตอบคาถามหรือข้อสงสัยต่าง
ๆ ให้คาแนะนา รวมถึงการให้ข่าวสารใหม่ ๆ แก่ลูกค้าได้ รวมทั้งถ้าข่าวสารใหม่ ๆ แก่ลูกค้าได้
รวมทั้งถ้าเป็นสินค้าที่เกี่ยวกับซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็อาจแจกจ่ายตัวโปรแกรม ทั้งตัวจริง
ตัวทดลอง (Demo) ตัวแก้ไข (patch or fix) และแม้กระทั่งเวอร์ชั่นใหม่ ๆ
ผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้โดยตรงอีกด้วย

- ทางด้านบันเทิง ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ผู้ใช้ได้รับมากที่สุดด้านหนึ่ง
นอกจากความบันเทิงแล้วยังเป็นการพักผ่อนหย่อนใจหรือสนทนาการ เช่น การเลือกอ่านวารสารต่าง ๆ
ที่ชื่นชอบ ผ่านอินเตอร์เน็ตหรือที่รียกกันว่าเป็น Magazine แบบ Online รวมถึงหนังสือพิมพ์และข่าวสารอื่น ๆ
โดยมีภาพประกอบบนจอคอมพิวเตอร์เหมือนกับปกที่ดูอยู่ทุกวันเกือบทุกประการซึ่งขณะนี้มีบริการรับสมัคร
สมาชิกผ่านอินเตอร์เน็ตและให้ สมาชิกเรียกดูวารสารได้ตามที่สมัครผู้ผลิตวีดีโอ
ภาพยนตร์ก็มีการลงโฆษณาและตัวอย่างหนังใหม่ ๆ
ในอินเตอร์เน็ตให้ผู้สนใจกอปปี้แฟ้มข้อมูลที่เป็นตัวอย่างหนังสือหรือภาพเคลื่อนไหวและเสียงไปดูได้ด้วย
ซึ่งนับเป็นบริการที่น่าสนใจไม่น้อย
จะเห็นได้ว่าอินเตอร์เน็ตได้ปฏิวัติสังคมข่าวสารให้พัฒนารุดหน้าไปมากและให้ประโยชน์กับผู้ใช้อย่างมากมา
ยมหาศาล อาจกล่าวได้ว่าในยุคต่อไปอาจไม่มีคอมพิวเตอร์เครื่องใดที่ไม่ได้ต่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ต
และบริการต่าง ๆ บนอินเตอร์เน็ตก็มีการพัฒนาให้ดีขึ้นตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย

นอกจากประโยชน์ที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นมุมมองของผู้ใช้ข้อมูลหรือบริการทั่ว ๆ ไปแล้วในแง่ของผู้ให้ข้อมูล
เช่น ผู้ผลิตสินค้าและบริการต่าง
ๆอินเตอร์เน็ตก็มีประโยชน์ตรงที่เป็นช่องทางสาหรับการเผยแพร่ข้อมูลของตนเองได้ในวงกว้างขวางด้วยค่าใ
ช้จ่ายที่ต่า และแถมยังสามารถเข้าถึงกลุ่มคนที่ใช้งานอินเตอร์ได้โดยตรง การโฆษณาเผยแพร่ข้อมูล
                                                                                    ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 89
เรื่องราวต่าง ๆ บนอินเตอร์เน็ตสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว
รวมทั้งกลายเป็นช่องทางหรือเวทีในการแสดงความคิดเห็น ถกเถียงแลกเปลี่ยนทัศระในเรื่องต่าง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่สามารถโต้ตอบกันได้ชนิดทันต่อเหตุการณ์หรือความเปลี่ยนแปลง
และค่อนข้างจะเป็นอิสระต่อการควบคุมหรือกลั่นกรองขององค์กรหรือความเปลี่ยนแปลง
และค่อนข้างจะเป็นอิสระต่อการควบคุมหรือกลั่นกรองขององค์กรหรือหน่วยงานในภาครัฐของแต่ละประเทศ

ความง่าย ราคาถูกก
และความรวดเร็วของการโฆษณาเผยแพร่ข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เนตบางครั้งก็มีผลในทางตรงกันข้ามกลายเป็
นการเปิดโอกาสให้ใคร ๆ ทาการเผยแพร่ข้อมูลในเรื่องที่ไม่ดีไม่งามหรือเป็นการให้ร้ายผู้อื่นได้โดยง่าย
                                                    ่
โดยลงทุนลงแรงเพียงเล็กน้อย แถมยังมีผลในวงกว้างไปทัวโลกอีกด้วย

บริการต่าง ๆ ในระบบอินเตอร์เนต

เครือข่ายอินเตอร์เนตเป็นเครือข่ายที่มีการเชื่อมโยงกันไปทั่วโลก
ในแต่ละเครือข่ายก็จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทาหน้าที่เป็นผู้ใช้บริการ ซึ่งอาจจะเรียกว่า เซิร์ฟเวอร์ (Server)
หรือโฮลต์ (Host) เชื่อมต่ออยู่เป็นจานวนมาก ระบบคอมพิวเตอร์เหล่านี้จะให้บริการต่าง ๆ
แล้วแต่ลักษณะและจุดประสงค์ที่เจ้าของเครือข่ายนั้นหรือเจ้าของระบบคอมพิวเตอร์นั้นตั้งขึ้นเอง
ในอดีตมักมีเฉพาะบริการเรื่องข้อมูลข่าวสารและโปรแกรมที่ใช้ในแวดวงการศึกษาวิจัยเป็นหลัก
แต่ในปัจจุบันก็ได้ขยายเข้าสู่เรื่องของการค้าและธุรกิจแทบจะทุกด้าน บริการต่าง ๆ
บนอินเตอร์เนตสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้

1. บริการด้านการสื่อสาร
เป็นบริการที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดต่อรับส่งข้อมูลแลกเปลี่ยนกันได้ในรูปแบบแลกเปลี่ยนกันได้ในรูปแบบอิเ
ล็กทรอนิกส์ ซึ่งรวดเร็วกว่าการติดต่อแบบธรรมดาและมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างถูกกว่ามากซึ่งได้แก่

- E-Mail
หรือไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ผู้ใช้บริการสามารถติดต่อรับและส่งไปรษณีย์อิเล็กท
รอนิกส์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-Mail) กับผู้ใช้อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกกว่า 20 ล้านคนได้
โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก และบริการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์นี้ก็รวดเร็วทันใจและสะดวกมาก

- Talk หรือ สนทนาแบบออนไลน์ ผู้ใช้บริการสามารถคุยโต้ตอบกับผู้ใช้คนอื่น ๆ
ในอินเตอร์เนตได้ในเวลาเดียวกัน
โดยการพิมพ์ข้อความที่จะคุยเสมือนกับการคุยกันต่างกันแต่เพียงผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ของทั้ง 2 ที่
ซึ่งสนุกและรวดเร็วดี บริการนี้เรียกว่า Talk นั้นเนื่องจากใช้โปรแกรมที่มีชื่อว่า Talk
                                                                                    ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 90
ในการติดต่อกันหากว่าจะคุยกันเป็นกลุ่มหลาย ๆ คนในลักษณะของการ Chat ที่เรียกว่า IRC ซึ่งย่อมาจาก
Internet Relay Chat ก็ได้

- Bulletin Board หรือ กระดานข่าว บนเครือข่ายอินเตอร์เนตมีการให้บริการในลักษณะของกระดานข่าวหรือ
Bulletin Board โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ จานวนหลายพันกลุ่มเรียกว่าเป็นกลุ่มข่าวหรือ newsgroup ทุก ๆ
วันจะมีผู้ส่งข่าวสารผ่านระบบดังกล่าวโดยแบ่งแยกออกตามกลุ่มที่สนใจ เช่น
กลุ่มของผู้ที่มีความสนใจในทางศิลปะ เพลงประเภทต่าง ๆ วัฒนธรรมของทวีปนั้น ๆ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มของผู้สนใจในเรื่องราวของประเทศต่าง ๆ เช่น กลุ่ม Thai group, กลุ่ม America group
เป็นต้น

- ftp หรือ บริการโอนย้ายแฟ้มข้อมูล ftp ย่อมาจาก File Transfer Protocol
เป็นบริการสาหรับรองรับความต้องการของผู้ที่ต้องการโอนย้ายแฟ้มข้อมูลหรือโปรแกรมต่าง ๆ
ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้ติดต่อเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องการในระบบอินเตอร์เนต
และต้องการโอนย้ายแฟ้มข้อมูล (download) ที่ผู้ใช้ต้องการมาให้ได้
นอกจากนี้ยังสามารถที่จะส่งแฟ้มข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ออกไปยังเครื่องอื่น ๆ ได้ (upload)
แฟ้มข้อมูลที่จะทาการรับส่งนี้จะเป็นแฟ้มข้อมูลอะไรก็ได้ไม่มีการจากัด เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์
แฟ้มข้อมูลที่เป็นตัวอักษร (Text File) แฟ้มข้อมูลที่เป็นรูปภาพหรือเสียง เป็นต้น

- telnet เป็นการทางานในลักษณะผู้ใช้สามารถที่จะทางานหรือใช้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ
ที่อยู่ไกลออกไปตามความต้องการ โดยไม่ต้องไปที่เครื่องๆนั้นต่เหมือนกับผู้ใช้ไปที่เครื่องนั้นด้วยตัวเอง
โดยการจาลองคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ให้เป็นเหมือนจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องการเข้าไปใช้นั่นเอง

2. บริการค้นหาข้อมูลต่างๆ ผู้ใช้บริการสามารถค้นหาข้อมูลต่างๆ ที่ต้องการไม่ว่าจะเป็น เรื่องหัวข้อใดๆ
ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากในอินเตอร์เนตมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผู้เชี่ยวชาญในแขนงต่างๆ
เก็บข้อมูลเพื่อเผยแพร่เอาไว้อย่างมากมาย ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการวิจัยและเตรียมข้อมูลลงได้มาก
และเปรียบเสมือนมีห้องสมุดขนาดยักษ์ให้ใช้งานได้ทันที

- Archie ผู้ใช้บริการจะทาตัวเหมือนเครื่องลูกข่ายที่เรียกเข้าไปใช้บริการArchie Server
เพื่อค้นคว้าข้อมูลที่ต้องการแต่ไม่รู้ว่าอยู่หรือถูกเก็บเอาไว้ ณ สถานที่ใด บริการ Archie
นี้จะช่วยให้ผู้ใช้เสมือนกับได้ดูว่าสถานที่ซึ่งมีข้อมูลที่ตนต้องการอยู่ที่ใดก่อนจากนั้นจึงเรียกค้นไปยังสถานที่
นั้นโดยตรงต่อไป บริการ Archie
เกิดขึ้นเนื่องจากข้อมูลข่าวสารมากมายที่เก็บอยู่ในเครือข่ายอินเตอร์เนตมีเป็นจานวนมาก
จนผู้ใช้ที่ต้องการค้นคว้าข้อมูลไม่รู้ว่าข้อมูลที่ต้องการนั้นอยู่ที่ใด
                                                                               ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 91
- Gopher เป็นบริการค้นหาข้อมูลแบบตามลาดับชั้น ซึ่งจะมีเมนูให้ใช้งานได้อย่างสะดวก โปรแกรม Gopher
นี้ได้รับการพัฒนาขึ้นที่มหาวิทยาลัยมิเนโซตา
ฐานข้อมูลที่เก็บอยู่ในระบบเป็นฐานข้อมูลที่กระจายกันอยู่หลายแห่งแต่มีการเชื่อมโยงถึงกันเป็นชั้น ๆ

- Hytelnet เป็นบริการที่ช่วยให้ผู้ใช้หาชื่อโฮลต์และชื่อ login
พร้อมคาอธิบายโดยย่อของแหล่งข้อมูลที่ต้องการได้ด้วยการใช้งานแบบเมนู
เมื่อได้ชื่อโฮลต์ที่ต้องการแล้วก็สามารถเรียกติดต่อไปได้ทันที แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ของบริการ Hytelnet
นี้มักจะเป็นชื่อที่อยู่ของห้องสมุดต่าง ๆ ทั่วโลก

- WAIS (Wide Area Information Serviec) เป็นบริการที่มีลักษณะเป็นศูนย์ข้อมูลบนอินเตอร์เนต
ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลและดัชนีสาหรับค้นหาข้อมูลจานวนมากไว้
เพื่ออานวยความสะดวกให้ผู้ใช้ในการค้นหาเมื่อเข้าสู่ศูนย์ข้อมูลนั้น
และยังมีการเชื่อมโยงกันไปยังศูนย์ข้อมูลอื่นอีก ปัจจุบันมีศูนย์ข้อมูลแบบ WAIS ให้ค้นหาได้หลายที่

- WWW (World Wide Web or Web) เป็นบริการค้นหาและแสดงข้อมูลที่ใช้วิธีการของ Hypertext
โดยมีการทางานแบบ Client-Server ซึ่งผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลจากข้อมูลจากเครื่องให้บริการซึ่งเรียกว่า Web
Server หรือ Web Site โดยอาศัยโปรแกรม Web Browser ผลที่ได้จะมีการแสดงเป็น Hypertext
ซึ่งปัจจุบันมีการผนวกรูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว หรือที่เรียกว่าแบบมัลติมีเดีย
ได้และสามารถเชื่อมโยงไปยังเอกสารหรือข้อมูลอื่น ๆ ได้โดยตรง
นับเป็นบริการที่แพร่หลายและขยายตัวเร็วที่สุดบนอินเตอร์เนต
ในกรณีที่บริษัทห้างร้านได้มีความต้องการจะทางานด้านการตลาด หรือโฆษณาเพื่อให้บุคคลต่าง ๆ
ได้ทราบถึงกิจกรรมของบริษัท หรือแม้แต่จะก้าวไปถึงการซื้อขายสินค้า ก็สามารถทาได้โดยการสร้าง Web
Page โดยฝากไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการอินเตอร์เนต หรือ TSP ก็ได้
หรือจะตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อทาหน้าที่ Web Server ขึ้นมาเองก็ได้
และนับเป็นช่องทางการตลาดที่ดีได้อันหนึ่ง เนื่องจากผู้ใช้อินเตอร์เนตทั่วโลกมากกว่า 20
ล้านคนจะสามารถเข้ามาดูได้

การขยายตัวของระบบอินเตอร์เนต

การขยายตัวของระบบอินเตอร์เน็ตเป็นไปอย่างก้าวกระโดดหรือเป็นไปอย่างรวดเร็วนั้นเอง
ช่วงแรกการขยายตัวค่อนข้างช้าเนื่องจากข้อจากัดทางเทคโนโลยีและราคาที่นับว่าแพงในสมัยนั้น
ทาให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่อเข้ากับเครือข่ายของอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ
ประกอบกับการใช้งานอินเตอร์เน็ตในสมัยนั้นมุ่งใช้ในงานค้นคว้าวิจัยทางด้านการทหารเป็นหลักอินเตอร์เน็ต
จึงยังเป็นเครือข่ายปิดอยู่ต่อมาเมื่อมี การใช้งานอินเตอร์เน็ตทางด้านการศึกษามากขึ้น
                                                                                ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 92
จานวนของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่อเข้ากับอินเตอร์เนตก็เพิ่มขึ้นจากหลักพันเป็นหลักหมื่นในช่วงเวลาข้ามปีเท่
านั้น

ได้มีการพัฒนาระบบเครือข่ายในโลกให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ
จนปัจจุบันประมาฤณการว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันในโลกของอินเตอร์เนตมีมากกว่า 30
ล้านเครื่องและมากกว่า 5 หมื่นเครือข่าย
โดยมีข้อกาหนดว่าทุกเครือข่ายที่เชื่อมต่อถึงกันจะต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานการเชื่อมต่อหรือโปรโตคอลที่ถูกส
ร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานบนเครือข่ายแบบนี้โดยเฉพาะเรียกว่า TCP/IP
เหมือนกันหมดทุกเครื่องจากมาตรฐานการเชื่อมต่อแบบเดียวกันนี้มีผลทาให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถติด
ต่อสื่อสารกันได้

ปัจจุบันมีจานวนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อย ๆ
โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์กลางที่ให้บริการข้อมูลหรือ ซอร์ฟเวอร์ที่ต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตมีกว่า 5
ล้านเครื่องและประมาณการกันว่าจะมีผู้ขอใช้อินเตอร์เนต (ไคลแอนต์) มากกว่า 30
ล้านคนกระจายการใช้งานกันอยู่มากกว่า 84 ประเทศทั่วทุกมุมโลก
ด้วยการออกแบบที่ชาญฉลาดของผู้ที่พัฒนาเครือข่ายโดยไม่มีข้อจากัดทางฮาร์ดแวร์
เพียงแต่ใช้มาตรฐานเชื่อมต่อแบบ TCP/IP
เท่านั้นทาให้อินเตอร์เนตสามารถเติบโตไปอย่างไม่มีขอบเขตและไม่มีขีดจากัดโดยไม่มีใครสามารถเข้ามาคว
บคุมการผูกขาดทางเทคโนโลยีซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอินเตอร์เน็ต

อินเตอร์เน็ตเปิดให้บริการเครือข่ายที่สามารถให้ผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูลที่รูปแบบหลากหลายเช่นข้อมูลที่เป็นมัล
ติมีเดีย ซึ่งประกอบไปด้วยภาพกราฟิกเสียงข้อมูลและสัญญาณวิดีโอชื่อว่า World Wide Wed (WWW.)
ที่ทาให้การค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เนตมีความง่ายและสะดวกต่อการใช้งานมากนอกจากนี้อินเตอร์เนตยังเป็น
เครือข่ายที่เปิดกว้างทุก ๆ
เรื่องตั้งแต่การแสดงออกทางการความคิดเห็นจนถึงการสร้างโอกาสทางธุรกิจสาหรับผลิตภัณฑ์และบริการให
ม่อย่างไรข้อจากัดโดยไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบใครในโลกอภิมหาเครือข่าย

เครือข่ายระบบอินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน

หลังจากที่โลกธุรกิจค้นพบประโยชน์ของอินเตอร์เน็ตในราวปี 2537
อินเตอร์เน็ตก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในทุกวงการเครือข่ายของอินเตอร์เน็ตในปัจจุบันเชื่อมต่อกันด้วยส่ง
ข้อมูลทุกรูปแบบตั้งแต่สายทองแดง สายเคเบิลแบบ Coaxial, สายใยแก้วนาแสง (Optical Fiber)
ไปจนถึงวงจนสื่อสารผ่านดาวเทียมมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลจาก 64,000 bps (bit per second
หรือบิตต่อวินาที) หรือ 64 kbps เรียกย่อ ๆ ว่า 64 K ขึ้นไปจนถึง 2 ล้านบิตต่อวินาที (2 Mbps)
หรืออาจมากกว่านั้นสาหรับการเชื่อมต่อกันในเครือข่ายใหญ่ ๆ
                                                                               ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 93
เนื่องจากนี้อินเตอร์เน็ตยังควบคุมทุกทวีปทั่วโลกจนแทบจะเรียกได้ว่าเกือบทุกประเทศในโลกเชื่อมต่อเข้ากับ
อินเตอร์เนตแล้วเพียงแต่เป็นการเชื่อม ต่อโดยตรงหรือเชื่อมต่อทางอ้อมเท่านั้นเอง

การเชื่อมต่อเข้ากับระบบอินเตอร์เน็ต
โดยปกติเมื่อต้องการต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ากับระบบอินเตอร์เน็ตถ้าเป็นระบบเครือข่ายระยะใกล้หรือLAN
เครื่องคอมพิวเตอร์นั้นจะต้องมีการติดตั้ง LAN card
เพื่อเป็นอุปกรณ์เชื่อมเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ากับเครือข่ายด้วยความเร็วสูงมาก
สื่อกลางที่ใช้ก็จะเป็นสายสัญาณพิเศษ เช่น สาย Coaxial สาย Fiber Optic หรือสาย Unshield Twisted Pair
(UTP) แทนสายโทรศัพท์ ส่วนในกรณีของเครือข่ายระยะไกลหรือ WAN นั้นก็จะต้องมีโมเด็มและอุปกรณ์อื่น
ๆ เพิ่มเติมดังที่ได้กล่าวแล้ว และนอกจากจะต่อเข้ากับเครือข่ายแล้ว การอ้างอิงถึงถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ทุก ๆ
เครื่องในระบบเครือข่ายจะมีหมายเลขเฉพาะหรือ Address ที่ไม่ซ้ากัน ซึ่งในเครือข่ายที่ใช้โปรโตคอล TCP/IP
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Unix หมายเลขอ้างอิงเฉพาะนี้ เรียกว่า Internet Protocol
Address หรือ IP Address นั่นเอง

ภายในเครือข่ายที่เครื่องคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ
เชื่อมต่ออยู่นี้เปรียบเสมือนการติดต่อกันโดยโทรศัพท์แบบพูดได้พร้อมกันหลายคน
และทุกคนก็ได้ยินเหมือนกันในเวลาเดียวกัน
แต่ผู้ส่งข่าวสารจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งจะมีการระบุหมายเลขอ้างอิง หรือ IP Address ไปให้ด้วย
เพื่อให้ผู้รับที่มี IP Address ตรงตามที่ระบุนั้นทราบว่ามีข่าวสารส่งมาถึงตนเอง ถ้ามีหมายเลข IP Address
ไม่ตรงกัน เครื่องคอมพิวเตอร์นั้นก็จะไม่สามารถรับข่าวสารนั้นได้ ด้วยเหตุผลนี้เองทาให้หมายเลข IP
Address มีความสาคัญและจะต้องไม่ซ้ากัน
ในกรณีที่จะต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับระบบอินเตอร์เนตนั้นจะต้องต่อเข้กับระบบเครือข่ายของหน่วยงานผู้ให้บริ
การเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เนตหรือ Internet Service Provider (ISP) เช่น
หน่วยงานราชการหรือสถาบันการศึกษารวมถึงผู้ให้บริการเชิงพาณิชย์รายต่าง ๆ
ส่วนการต่อออกไปยังอินเตอร์เนตที่ต่อประเทศโดยตรงนั้น โดยทางเทคนิคแล้วเป็นไปได้ก็จริง
แต่ก็คงไม่มีผู้ใช้วิธีนี้ไม่มากนัก เพราะนอกจากจะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง เช่น
คู่สายทางไกลไปต่างประเทศเดือนละหลายแสนบาทแล้ว และค่าบริการให้แก่หน่วยงานที่เป็น ISP
ของต่อประเทศอีกด้วยแล้ว ยังถูกจากัดด้วยเงื่อนไขของกฎหมายไทย เช่น
ระบบที่ต่อเข้าไปนี้จะต้องไม่นาไปใช้เพื่อให้หรือขายบริการต่อแก่ผู้ใช้อื่น ๆ
คือใช้ได้เฉพาะในองค์กรของตนเองเท่านั้น เป็นต้น

สาหรับหน่วยงานที่เป็น Internet Service Provider (ISP)
เหล่านี้ก็จะมีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมไปสู่อินเตอร์เน็ตในต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง
สาหรับผู้ใช้ที่ ต้องใช้งานอินเตอร์เนตก็จะมีวิธีในการเชื่อมต่อเข้าสู่ Internet Server Provider(ISP)
                                                                                 ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 94
1. แบบแรก เชื่อต่อกันโดยตรง(Direct) เขากับเครือข่ายของการให้บริการ
อินเตอร์เนต(ISP)ในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม

2. แบบที่สอง เชื่อมต่อด้วยระบบโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต โปรโตรคอล Addresss หรือIP Address
โดยการโทรเข้าในแต่ละครั้งใช้บริการ (Dialup IP)

3. แบบที่สามเชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์ โดยใช้งานเป็นเจอเทอร์มินัลบนเครื่องของผู้ใช้บริการ อินเตอร์เน็ต
(Terminal Emulation)

การเชื่อมต่อกันโดยตรง (Direct Connection)

ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบโดยตรงหมายถึงผู้ใช้มีเครือข่าย lan
หรือเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกันก็ตาม ที่ยากจะเชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เนตเพื่อใช้บริการต่างๆ
ได้ตลอดเวลา โดยต้องไม่ลืมว่าที่จาเป็นต้องมีคือการติดต่อด้วยโปรโตคอล เครื่องคอมพิวเตอร์ใช้งานต้องมีI p
ที่ได้รับมาเป็นหมายเลขอ้างอิง จากหน่วยงาน Internic
หรือได้รับการจัดสรรมาจากหน่วยงานเรียบร้อยแล้วมีหมายเลข IP ๙งหมายเลขนี้จะได้มาจาก Internic
นั่นเองการเชื่อมต่อทาได้โดยใช้อุปกรณ์ routerทาหน้าที่เป็นGatewey เชื่อมต่อเครือข่ายเข้าด้วยกัน
สายสัญญานสื่อกลางที่เชื่อมเข้าด้วยกัน อาจจะเป็นสายพิเศษ เช่น (Leased Line, ISDN หรือ DataNet),
Microwave link, Fiber Optic หรือดาวเทียมก็ได้ โดยมีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลตั้งแต่ 9,600
บิตต่อวินาทีไปจนถึง 2 เมกะบิตต่อวินาที ในส่วนของวงจรที่เชื่อมต่อออกไปอินเตอร์เนตนั้น
ถ้าเชื่อมต่อผ่านหน่วยงานที่เป็น ISP ในประเทศไทย เมื่อหาสายสัญญาณต่อไปยังระบบของ ISP
รายนั้นได้ก็เป็นอันจบ
แต่ถ้าเป็นการต่อออกไปยังต่างประเทศโดยตรงนั้นก็จะต้องเช่าวงจรต่อผ่านที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย
เมื่อเชื่อมต่อกันแล้วผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย LAN ทางด้านผู้ใช้ก็จะสามารถใช้บริการต่าง ๆ
ของอินเตอร์เนตได้อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นแบบ text หรือกราฟฟิกก็ตาม ทั้งนี้อุปกรณ์ที่เป็น Gateway
จะทาหน้าที่ส่งผ่านข้อมูลต่าง ๆ ออกไปยังเครือข่ายอื่น ๆ ในอินเตอร์เนตต่อไป

ถ้าระบบ LAN ที่มีใช้งานเป็นระบบ Unix ก็จะมีโปรโตคอล TCP/IP
ให้ใช้งานได้ทันทีทาให้เชื่อมเครือข่ายได้สะดวก เมื่อเชื่อมต่อแล้วสิ่งที่ได้คือ
ผู้ใช้ระบบเครือข่ายดังกล่าวจะมีสิทธิเหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในอินเตอร์เนตเครื่องอื่น ๆ
สามารถใช้บริการได้เต็มรูปแบบ ซึ่งหน่วยงานที่เป็น ISP เองส่วนใหญ่ก็จะใช้การเชื่อมต่อแบบนี้ด้วยเช่นกัน
โดยต่อไปยัง ISP รายใหญ่ที่อยู่ในต่างประเทศอีกที่หนึ่ง ซึ่ง ISP เหล่านั้นก็มักจะเชื่อมกับ Network หลักหรือ
backbone ของอินเตอร์เนตโดยตรง การที่เราไปผ่าน ISP
ในประเทศอีกทอดหนึ่งนั้นก็เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของค่า เช่นคู่สายทางไกลต่างประเทศ และค่าบริการของ
ISP รายใหญ่ในต่างประเทศนั่นเอง
                                                                               ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 95




ดังนั้นจะเห็นว่าระบบเครือข่ายหนึ่งๆที่ต่อเชื่อมเข้าอยู่ในอินเตอร์เนตจะต้องมีการติดต่อกันด้วยโปรโตคอล
ICP/IP และมีอุปกรณ์ Gateway อย่างน้อย 1 ตัวเพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบอินเตอร์เนต สาหรับการใช้งานทั่ว ๆ
ไปมักจะใช้อุปกรณ์ Router
ทาหน้าที่เชื่อมต่อระบบเครือข่ายและที่สาคัญคือเป็นการเชื่อมต่อแบบตลอดเวลาหรือ 24 ชั่วโมง
จะใช้บริการเมื่อไหร่ก็ได้ทันทีแต่ถ้าผู้ใช้ไม่ได้เชื่อมต่ออยู่ในเครือข่ายโดยตรง
แต่จะใช้โมเด็มและสายโทรศัพท์เชื่อมเข้าสู่ระบบเป็นครั้งคราวเฉพาะเมื่อต้องการใช้บริการเท่านั้น
ก็จะต้องเปลี่ยนวิธีการไปเชื่อมต่อแบบที่เรียกว่า Dialup IP ที่มีการสื่อสารด้วยโปรโตคอล S LIP หรือ PPP
ในการสื่อสารแทน

การเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายโทรศัพท์แบบ Dialup IP

ถ้าผู้ใช้บริการไม่สะดวกในการเชื่อมต่อโดยตรงตลอดเวลากับหน่วยงาน ISP
หรือไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายต่อวงจรออกไปต่างประเทศเอง
ก็สามารถใช้บริการอินเตอร์เน็ตได้โดยการสมัครเป็นสมาชิกกับหน่วยงาน ISP เพื่อขอใช้บริการอินเตอร์เน็ต
ในแบบ Dialup IP คือแบบที่ใช้โปรโตคอล SLIP/PPP หรือที่ ISP ส่วนใหญ่มักเรียกว่า
การมให้บริการแบบกราฟิกนั่นเอง
ถ้ามีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่เครื่องเดียวที่จะใช้งานอินเตอร์เนตก็สามารถเชื่อมต่อโดยใช้โมเด็มและใช้สายโทรศั
พท์เป็นสื่อสัญญาณ โดยเมื่อใช้โมเด็มติดต่อไปที่โมเด็มฝั่งของหน่วยงาน ISP และเชื่อมโยงกันแล้ว
เครื่องคอมพิวเตอร์ฝั่งสมาชิกก็จะกลายเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายของหน่วยงาน ISP นั้นทันที
โดยโมเด็มจะทาหน้าที่เสมือน LAN Card และเนื่องจากระบบเครือข่ายของ ISP
เชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตโดยตรง
                                                                            ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 96
ดังนั้นก็จะทาให้เครื่องคอมพิวเตอร์ในขณะนั้นมีสภาพเหมือนกับต่อตรงเข้ากับอินเตอร์เนตโดยอัตโนมัติในกา
รเชื่อมต่อแบบ Dialup IP นี้โปรโตคอลที่ใช้ติดต่อกันระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครือข่ายของหน่วยงาน
ISP ก็จะเป็น SLIP หรือ PPP แทนโปรโตคอล TCP/IP
แต่ในภาพรวมแล้วโปรโตคอลที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ติดต่อออกไปยังอินเตอร์เนตนั้นก็ยังเป็น TCP/IP
เหมือนเดิม

สิ่งที่ได้เมื่อต่อใช้บริการอินเตอร์เนตโดยการติดต่อแบบ Dialup IP
คือเครื่องคอมพิวเตอร์ของสมาชิกสามารถใช้บริการต่าง ๆ
ในอินเตอร์เนตได้อย่างเต็มรูปเหมือนกับการต่อโดยตรง (Direct Connection)
แต่มีความเร็วในการสื่อสารช้ากว่าการต่อแบบโดยตรง
เพราะโมเด็มที่ต่อผ่านสายโทรศัพท์ธรรมดาจะมีความเร็วในการสื่อสารตั้งแต่ 9,600 bps ถึง 28.8 Kbps
เท่านั้นแต่ความเร็วดังกล่าวขึ้นกับความเร็วของโมเด็มของผู้ใช้และโมเด็มที่ติดตั้งที่หน่วยงาน ISP
ด้วยแต่อย่างไรก็ตาม ด้านผู้ใช้จะต้องมีโมเด็ม โปรแกรมสาหรับหมุนโทรศัพท์หรือ dialer และโปรแกรม
TCP/IP Protocol Stack ใช้งานอยู่ ส่วนด้านหน่วยงาน ISP
ก็จะต้องมีโปรแกรมสาหรับรองรับการติดต่อในลักษณะดังกล่าวเช่นกัน

การติดต่อสมัครใช้งานอินเตอร์เนตแบบนี้หน่วยงาน ISP จะให้ชื่อผู้ใช้หรือ user account และรหัสผ่านหรือ
password แก่สมาชิกจากที่สมัครของใช้บริการแล้ว โดย ISP จะอนุญาตให้ผู้ใช้คนนั้นใช้งานติดต่อเป็น Dialup
IP เข้ากับเครือข่ายของตนได้ และจะให้โปรแกรมที่จาเป็นในการติดต่อกันระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์มาด้วย
ทาให้ผู้ใช้สามารถใช้บริการอินเตอร์เนตในแบบกราฟิกได้ทันที
                                                                                  ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 97
การเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ โดยใช้งานเป็นเทอร์นิมัลของอินเตอร์เน็ต (Terminal Emulation)

สาหรับผู้ใช้ที่ไม่อยากใช้งานแบบกราฟิกก็สามารถสมัครใช้บริการกับหน่วยงาน ISP
ในแบบเทอร์นิมัลหรือเรียกว่าแบบตัวอักษรก็ได้ วิธีการ คือ
สมาชิกผู้ใช้มีโมเด็มที่หมุนโทรศัพท์ติดต่อเข้าสู่หน่วยงาน ISP โดยทางานแบบ Terminal Emulator คือ
เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้จะทาหน้าที่เหมือนเทอร์นินัลของโฮสต์คอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งที่อยู่ในเค
รือข่ายของหน่วยงาน ISP แบบนี้เรียกว่าเป็นการใช้งานอินเตอร์เนตแบบตัวอักษรหรือแบบเทอร์มินัล
ซึ่งผู้ใช้จะต้องมีความรู้ในการใช้งานพอสมควร เนื่องจากเมื่อเชื่อมต่อเข้าอินเตอร์เน็ตแล้ว
คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้จะทาหน้าที่เหมือนเป็นจอเทอร์มินัลของระบบ Unix ที่ต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ต
การใช้บริการต่าง ๆ ในอินเตอร์เนตก็จะลดหย่อนความสามารถลงไปบ้าง
แต่ส่วนใหญ่ก็จะมีให้ใช้งานเกือบทั้งหมดเพียงแต่อยู่ในรูปของตัวอักษรเท่านั้น
ไม่มีภาพกราฟิกสีสวยงามให้เห็น และกลไกการทางานภายในก็แตกต่างกัน เพราะการใช้บริการต่าง ๆ
บนอินเตอร์เน็ตในกรณีนี้ โฮสต์คอมพิวเตอร์ที่ต่อเข้าไปเป็นเทอร์มินัลจะเป็นผู้ติดต่อกับเครื่องที่ให้บริการต่าง
ๆ บนอินเตอร์เน็ต จากนั้นก็ทาการประมวลผล แล้วจึงส่งผลที่ได้ที่มีแต่ข้อความ (Text) มาที่เทอร์มินัล ก็คือ
เครื่อวคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ ดังนั้น สิ่งที่จากัดว่าจะใช้บริการอะไรได้บ้างก็อยู่ที่ว่าโฮสต์เครื่องนั้นทาอะไร
โปรแกรมที่ใช้บริการอะไรของอินเตอร์เน็ตได้บ้าง ส่วนเครื่องของผู้ใช้ไม่ต้องมีโปรแกรมอะไรเลย




เมื่อสมัครใช้บริการอินเตอร์เนตแบบเทอ์มินัลแล้ว ผู้ใช้ก็จะได้รับชื่อผู้ใช้หรือ user account และรหัสผ่านหรือ
password และโปรแกรมที่จาเป็นในการติดต่อสื่อสารกัน ซึ่งมักจะรวมเอาความสามารถในการเป็น Terminal
Emulator ไว้ด้วยแล้ว แต่ผู้ใช้อาจจะหาซื้อซอฟแวร์สื่อสารอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ให้มาเพื่อมาใช้งานแทนได้
                                                                                    ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 98
ผู้ต้องการใช้เครือข่ายอินเตอร์เนตมักจะคิดว่า แค่เพียงสมัครเป็นสมาชิกของบริษัทที่ทาหน้าที่ Internet Service
Provider (ISP) หรือที่เรียกกันว่า "บริษัทผู้ให้บริการอินเตอร์เนต" แล้วก็จะสามารถเรียกใช้บริการต่าง ๆ
ของอินเตอร์นตได้ทันที ความเป็นจริงแล้วก็ถูกต้องเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น
ถ้าผู้ใช้มีความต้องการใช้บริการเครือข่ายอินเตอร์เนตได้อย่างลึกซึ้งและเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้ดีขึ้น เช่น
การเชื่อมต่อของระบบ ว่าระบบนั้นทางานได้อย่างไร ที่ใช้งานกันอยู่นั้นมีกลไก อย่างไร
                                         ้
แล้วเมื่อเกิดปัญหาในการใช้งานต่าง ๆ ขึนก็จะทาให้ผู้ใช้สามารถเข้าใจและในงานอินเตอร์เนตได้อย่างราบรื่น
สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในเบื้องต้นได้ รวมถึงการใช้งานได้อย่างคุ้มค่าสมาชิกที่ต้องเสียไปทุก ๆ เดือน

หมายเลข (IP Address)

การสื่อสารกันในระบบเครือข่ายอินเตอร์เนตที่มีโปรโตคอล ICP/IP
เป็นมาตรฐานนี้เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่ออยู่
จะต้องมีหลายเลขประจาตัวเอาไว้อ้างอิงให้เครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ
ได้ทราบเหมือนกับคนทุกคนต้องมีชื่อเรียกให้คนอื่นเรียก หมายเลขอ้างอิงดังกล่าวจะเรียกว่า IP Address
หรือหมายเลข IP หรือบางที่ก็เรียกว่า แอดเดรส IP ซึ่ง IP ในที่นี้ก็คือ Internet Protocol ตัวเดียวกับใน TCP/IP
นั่นเอง ซึ่งถูกจัดเป็นตัวเลขชุดหนึ่งขนาด 32 บิต ใน 1 ชุดนี้จะมีตัวเลขถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ส่วนละ 8
บิตเท่า ๆ กัน เวลาเขียนก็แปลงให้เป็นเลขฐานสิบก่อนเพื่อความง่ายแล้วเขียนโดยคั่นแต่ละส่วนด้วยจุด
ดังนั้นในตัวเลขแต่ละส่วนนี้จึงมีค่าได้ตั้งแต่ 0 จนถึง 28 -1=255 เท่านั้น เช่น 161.246.10.21 เป็นต้น

ตัวเลข IP Address
ชุดนี้จะเป็นสิ่งที่สาคัญคล้ายเบอร์โทรศัพท์ที่มีใช้กันอยู่และไม่ซ้ากันเพราะสามารถกาหนดเป็นตัวเลขได้รวมทั้
งสิ้นกว่า 4 พันล้านเลขหมาย แต่การกาหนดให้คอมพิวเตอร์มีเลขหมาย IP Address
นี้ไม่ได้เริ่มต้นจากหมายเลข 1 และนับต่อกันไปเรื่อย ๆ แต่ละมีการจัดแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
ส่วนแรกเป็นหมายเลขของเครือข่าย (Network Number)
ส่วนที่สองเรียกว่าหมายเลขของคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่ายนั้น (Host Number) เพราะในเครือข่ายใด ๆ
อาจจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมต่ออยู่ได้มากมาย ในเครือข่ายที่อยู่คนละระบบอาจมีหลายเลข Host
ซ้ากันก็ได้ แต่เมื่อรวมรับหมายเลข Network แล้วจะได้เป็น IP Address ที่ไม่ซ้ากันเลย

ในการจัดตั้งหรือกาหนดหมายเลข IP Address นี้ก็มีวิธีการกาหนดที่ชัดเจนและมีกฎเกณฑ์ที่รัดกุม
ผู้ใช้ที่อยากจะจัดตั้งโฮสต์คอมพิวเตอร์เพื่อเชื่อมต่อเข้าอินเตอร์เนตและให้บริการต่าง ๆ สามารถของหมายเลข
IP Address ได้ที่หน่วยงาน Internet Network Information Center (InterNIC) ขององค์กร Network Solution
                         ั
Incorporated (NSI) ที่รฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา
แต่ถ้าผู้ใช้สมัครเข้าเป็นสมาชิกขอใช้บริการอินเตอร์เนตจากบริษัทผู้ให้บริการ (Internet Service Provider)
เรียกย่อ ๆ ว่า ISP รายใดก็แล้วแต่ ก็ไม่ต้องติดต่อขอ IP Address เนื่องจากหน่วยงาน ISP
                                                                                 ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 99
เหล่านั้นจะกาหนดหมายเลข IP ให้ใช้ หรือส่งค่า IP ชั่งคราวให้ใช้งาน
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบการขอใช้บริการด้วย

IP Address นี้มีการจัดแบ่งออกเป็นทั้งหมด 5 ระดับ (Class) แต่ที่ใช้งานในทั่วไปจะมีเพียง 3 ระดับ คือ Class
A, Class B, Class C
ซึ่งก็แบ่งตามขนาดความใหญ่ของเครือข่ายนั่นเองถ้าเครือข่ายใดมีจานวนเครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมต่ออยู่มาก
ก็จะมีหมายเลขอยู่ใน Class A ถ้ามีจานวนเครื่องต่ออยู่ลดหลั่นกันลงมาก็จะอยู่ใน Class B และ Class C
ตามลาดับ




จากรูป จะเห็นว่าหมายเลข IP ของ Class A มีตัวแรกเป็น 0 และหมายเลขของเครือข่าย (Network Number)
ขนาด 7 บิต และมีหมายเลขของเครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมต่ออยู่ในเครือข่ายได้ถึง 224=16 ล้านเครื่อง
เหมาะสมกับองค์กรหรือบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่ใน Class A นี้จะมีหมายเลขเครือข่ายได้ 128 ตัวเท่านั้นทั่วโลก
ซึ่งหมายความว่าจะมีเครือข่ายยักษ์ใหญ่แบบนี้ได้เพียง 128 เครือข่ายเท่านั้น สาหรับ Class B
จะมีหมายเลขเครือข่ายแบบ 14 บิต และหมายเลขเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ 16 บิต ส่วนอีก 2 บิต
ทีเหลือบังคับว่าต้องขึ้นต้นด้วย 102 ดังนั้น จึงสามารถมีจานวนเครือข่ายที่อยู่ใน Class B ได้มากกว่า Class A
คือมีได้ถึง 214 = 16,000 เครือข่าย และก็สามารถมีเครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกันในเครือข่าย Class C
ซึ่งมีหมายเลขเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ 8 บิตและมีหมายเลขเครือข่ายแบบ 21 บิต ส่วน 3
บิตแรกบังคับว่าจะต้องเป็น 1102 ดังนั้นในแต่ละเครือข่าย Class C จะมีจานวนเครื่องต่อเชื่อมได้เพียงไม่เกิน
254 เครื่องในแต่ละเครือข่าย 28 = 256 แต่หมายเลข 0 และ 255 จะไม่ถูกใช้งาน จึงเหลือเพียง 254
ดังนั้นวิธีการสังเกตได้ง่าย ๆ ว่าเราเชื่อมต่อยู่เครือข่าย Class ใดก็สามารถดูได้จาก IP Address ในส่วนหน้า
หรือส่วน Network Addressโดย
                                                                                  ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 100
1. Class A จะมี Network Address ตั้งแต่ 0 ถึง 127

2. Class B จะมี Network Address ตั้งแต่ 128 ถึง 191

3. Class C จะมี Network Address ตั้งแต่ 192 ถึง 223

เมื่อเครือข่ายและเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่ออยู่ในอินเตอร์เน็ตมีหมายเลข IP Address
ให้ใช้อ้างอิงได้ไม่ซ้ากันและมีความหมายทาให้ทราบถึงขนาดเครือข่ายแล้ว
การติดต่อส่งผ่านข้อมูลข่าวสารจึงกระทาได้ไม่สับสน

Domain Name System (DNS)

การสื่อสารกันในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่มีโปรโตคอล ICP/IP คุยกันโดยจะต้องมีหมายเลข IP Address
ในการอ้างอิงเสมอ แต่หมายเลข IP Address นี้ถึงแม้จะจัดแบ่งเป็นส่วน ๆ แล้วก็ยังมีอุปสรรค
ในการที่ต้องจดจา ถ้าเครื่องที่อยู่ในเครือข่ายมีจานวนมากขึ้น การจดจาหมายเลข IP Address
ดูจะเป็นเรื่องยากและอาจสับสนหรือจาผิดได้ แนวทางในการแก้ปัญหาคือ
การตั้งชื่อหรือตัวอักษรขึ้นมาแทนที่หมายเลข IP ซึ่งสะดวกในการจดจามากกว่า และมีความแม่นยามากกว่า
ทั้งนี้หากเกิดกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการเสียหรือต้องมีการเปลี่ยนแปลงจากหมายเลข IP
หนึ่งไปเป็นอีกหมายเลขหนึ่ง ผู้ใช้ที่อ้างอิงถึงชื่อของ IP Address นั้น ๆ ก็จะไม่เกิดผลกระทบใด ๆ
ทั้งสิ้นและยังคงที่จะสามารถใช้งานได้ต่อไปเหมือนเดิม

สาหรับเครือข่ายอินเตอร์เนตได้มีการพัฒนากลไกการแทนที่ชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการกับหมายเลข IP
หรือ Name to Address ขึ้นมาใช้งานและเรียกกลไกนี้ว่า Domain Name System (DNS)
โดยมีการจัดเก็บฐานข้อมูลชื่อและหมายเลข IP เป็นลาดับชั้น (Hierachical Structure)
อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทาหน้าที่พิเศษ ที่เรียกว่า Domain Name Server หรือ Name Server
โดยสร้างฐานข้อมูล Domain Name นี้ ในระดับบนสุดจะมีความหมายบอกถึงประเภทขององค์กร หรือ
ชื่อประเทศที่เครือข่ายตั้งอยู่

ตัวอย่างชื่อ Domain ระดับบนสุดได้แก่
                                                                             ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 101




ชื่อ Domain ในชั้นบนสุดเหล่านี้จะใช้ตัวอักษรเล็กหรือใหญ่ก็ได้
แต่นิยมใช้อักษรตัวเล็กโดยมีการกาหนดมาจากหน่วยงานที่เรียกว่า InterNIC (Internet Network Information
Center) จากระดับบนสุดก็จะมีระดับล่าง ๆ ลงมาซึ่งใช้แทนความหมายต่าง ๆ แล้วแต่ผู้จัดตั้งจะกาหนดขึ้น
เช่น ตั้งตามชื่อคณะหรือภาควิชาในมหาวิทยาลัย ตามชื่อฝ่ายหรือแผนกในบริษัท เป็นต้น
แต่ละระดับจะถูกแบ่งคั่นด้วยเครื่องหมายจุดเสมอ การดูระดับจากบนลงล่างให้ดูจากด้านขวามาซ้าย

ในการกาหนดหรือตั้งชื่อแทนหมายเลข IP นี้จะต้องลงทะเบียนและขอใช้ที่หน่วยงาน InterNIC เสียก่อน
ถ้าได้รับอนุญาตและลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะมีการจัดเก็บเพิ่มฐานข้อมูล Name to IP Address
เพื่อให้ผู้ใช้บริการอินเตอร์เนตสามารถอ้างอิงเข้ามาใช้บริการได้ เหมือนกับการจดทะเบียนตั้งชื่อบริษัท
ที่ต้องมีผู้รับผิดชอบในการเก็บข้อมูลเป็นนายทะเบียนและคอยตรวจดูว่าชื่อนั้นจะซ้ากับคนอื่นหรือไม่
ถ้าไม่มีปัญหาก็อนุญาตให้ใช้ได้ ชื่อ Domain Name นี้จะมีความยาวทั้งหมดไม่เกิน 255 ตัวอักษร
แต่ไม่มีข้อจากัดในเรื่องระดับชั้น ดังนั้นในชื่อหนึ่ง ๆ อาจมีหลายระดับได้ตามต้องการ
และข้อสังเกตที่สาคัญก็คือชื่อและจุดเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับจุดในตัวเลขที่เป็น IP Address แต่อย่างใด
                                                                              ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 102




ขบวนการหรือกลไกในการแปลงชื่อ Domain กลับเป็นหมายเลข IP หรือ Name Mapping
นี้อยู่ที่การจัดการฐานข้อมูล Domain Name แบบกระจาย
โดยจะเริ่มจากเมื่อมีโปรแกรมอ้างถึงชื่อโดเมนบนเครื่องหนึ่งก็จะมีการสอบถามไปที่ฐานข้อมูลในเครื่องที่ทา
หน้าที่เป็น Name Server ซึ่งอาจเป็นเครื่องเดียวกันนั่นเองหรือคนละเครื่องก็ได้ และอาจมี Name Server
ได้หลายเครื่องด้วยขึ้นกับว่าจะตั้งไว้ให้รู้จัก Name Server เครื่องใดบ้าง ส่วนเครื่องที่เป็น Name Server
ก็จะเรียกดูในฐานข้อมูลและถ้าพบชื่อที่ต้องการก็จะจัดการแปลงชื่อ Domain เป็นหมายเลข IP
ที่ถูกต้องให้ระบบ Name Server
นี้จะมีติดตั้งกระจายไปในหลายเครื่องบนระบบเครือข่ายอินเตอร์เนตเนื่องจากอย่างน้อยหน่วยงาน ISP หนึ่ง ๆ
ก็จะต้องจัดตั้งระบบดังกล่าวขึ้นมาเพื่อคอยดูแลจัดการฐานข้อมูล Domain Name
ที่ถูกถามมาก็อาจจะไปขอข้อมูลจาก Name Server เครื่องอื่น ๆ
ที่ตนรูจักจนกว่าจะพบหรือจนกว่าจะทั่วแล้วไม่ปรากฏว่ามีเครื่องไหนรู้จักเลย กรณีนี้ก็จะตอบไปว่าไม่รูจัก
หรือถ้ามี Name Server
บางเครื่องที่รู้จักชื่อนั้นแต่ขณะนั้นเกิดขัดข้องอยู่ก็จะได้คาตอบว่าไม่มีเครื่องไหนรู้จักเช่นกัน

          ่
การกาหนดชือผู้ใช้และชื่อ Domain

ความสามารถของ Domain Name System ที่ทาหน้าที่แปลงระบบชื่อให้เป็นหมายเลข IP
นี้ได้ถูกนามาใช้กว้างขวางขึ้น โดยรวมไปถึงการกาหนดชื่อผู้ใช้ในระบบได้อีกด้วย
กฎเกณฑ์ในการกาหนดก็ไม่ยุ่งยากโดยชื่อผู้ใช้จะมีรูปแบบดังนี้ BR>
User _name@ subdonain_name . subdomain_name…[…] . domain_name

- user_name จะเป็นตัวอักษรแทนชื่อเฉพาะใด ๆ เช่น ชื่อผู้ใช้คนหนึ่งที่จะรับหรือส่ง
                                                                                    ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 103
- E-Mail ท้ายชื่อ User จะมีเครื่องหมาย @ ซึ่งอ่านว่า แอท หมายถึง อยู่ที่เครื่องแบ่งคั่นออกจากส่วนที่เหลือ

- subdomain_name เป็นส่วนย่อยที่จะใช้ขยายให้ทราบถึงกลุ่มต่าง ๆ ใน Domain นั้น เช่น
กรณีที่มีหลายหน่วยงานในบริษัท จะจัดเป็นกลุ่ม ๆ ตั้งชื่อไว้อยู่ใน Subdomain ต่าง ๆ ซึ่งในที่หนึ่ง ๆ อาจจะมี
Subdomain หลายระดับก็ได้ และชื่อ Subdomain
ตัวสุดท้ายมักจะเป็นชื่อโฮสต์คอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้รายนั้นใช้อยู่นั่นเอง

- domain_name ตามปกติชื่อ Domain จะอยู่ทางด้านขวาสุดของชื่อ DNS
ใช้สาหรับระบุประเภทของกิจกรรมของเครือข่ายนั้น ๆ

ในกรณีที่ผู้ใช้สมัครเป็นสมาชิกใช้บริการอินเตอร์เนตจากบริษัทผู้ให้บริการ (ISP) ใด ๆ
ก็ตามจะได้รับชื่อประจาตัวเพื่อใช้สาหรับอ้างอิงในการรับ-ส่ง E-Mail ในอินเตอร์เนตเวลาที่มีการติดต่อกัน
เช่น ในการส่ง E-Mail จะใช้ชื่อประจาตัวนี้เป็นชื่ออ้างอิงเสมือนชื่อและที่อยู่ของผู้ใช้รายนั้น ๆ
หรือเรียกว่าเป็น E-Mail Address นั่นเอง

ผู้ใช้ในระบบอินเตอร์เน็ต

ผู้ใช้ในระบบอินเตอร์เนตนั้น ถ้าจะแบ่งแยกตามประเภทของบริการหรือข้อมูลในอินเตอร์เนตออกเป็นกลุ่ม ๆ
                                                                                     ่
ก็อาจจะแบ่งผู้ใช้อินเตอร์เนตตามกลุ่มนั้น ๆ ได้ เช่น กลุ่มทางด้านการศึกษา ผู้ใช้ในกลุมนี้ ได้แก่ นักเรียน
นักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาต่าง ๆ
ที่ใช้ระบบอินเตอร์เนตเป็นแหล่งของการศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูลต่าง ๆ แลกเปลี่ยนผลงานการวิจัย และส่ง E-
mail ระหว่างมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานทั้งทางภาครัฐต่าง ๆ
ที่ใช้อินเตอร์เนตเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ แหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่นกัน ผู้ใช้มักจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ทางด้านธุรกิจและการค้า ผู้ใช้จะเป็นบริษัทต่าง ๆ ซึ่งประกอบธุรกิจการค้าและบริการทุกประเภท
ซึ่งผู้ใช้กลุ่มนี้มีทั้งผู้ผลิต ผู้ซื้อและผู้ขาย ใช้อินเตอร์เน็ตในการโฆษณาขายสินค้ารวมทั้งให้ข้อมูลสินค้าต่าง ๆ
แก่ผู้ซื้อ ข้อมูลทางการเงิน ตลาดหุ้นและข่าวสารเศรษฐกิจอีกด้วย ซึ่งผู้ใช้ในกลุ่มนี้จะมีจานวนมากขึ้นเรื่อย ๆ
เป็นกลุ่มผู้ใช้ที่สาคัญกลุ่มหนึ่งในปัจจุบัน

ทางด้านบันเทิง ผู้ใช้ในกลุ่มนี้มักจะเป็นบุคคลทั่วไป ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ใช้หาข้อมูลต่าง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ วารสาร เกมส์คอมพิวเตอร์ โปรแกรมหรือซอฟแวร์ ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อน
เป็นต้น
ซึ่งผู้ใช้ในกลุ่มนี้มักจะเป็นผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์อยู่ก่อนแล้วต้องการเชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เนตเพื่อค้นหาข้อ
มูลต่าง ๆ ที่ต้องการหรือสนใจโดยไม่จากัดประเภท
                                                                                  ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 104
จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันผู้ใช้งานระบบอินเตอร์เนตขยายตัวออกไปในเกือบทุกวงการ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ
ทุกสาขาวิชา สามารถใช้อินเตอร์เนตเป็นแหล่งข้อมูลได้ทั้งหมด
จึงยากที่จะแบ่งแยกกลุ่มของผู้ใช้ออกจากกันได้อย่างชัดเจน

การติดต่อกับผู้อื่นบนอินเตอร์เน็ต

การติดต่อกับผู้อื่นบนอินเตอร์เนตนั้นจะต้องเป็นบุคคลที่ใช้บริการอินเตอร์เนตเช่นกันคือจะมีชื่ออยู่ในฐานะข
องผู้ใช้อินเตอร์เนตที่เรียกว่า ชื่อผู้ใช้ (User Name) คั่นด้วยเครื่องหมาย @ ซึ่งหมายถึง อยู่บนเครื่อง หรือ at
ตามด้วยชื่อคอมพิวเตอร์ที่บุคคลนั้นใช้บริการอยู่
ซึ่งชื่อนี้ถ้าจะเปรียบไปก็เหมือนกันกับการติดต่อหากันทางไปรษณีย์ธรรมดาที่จะต้องรู้ชื่อที่อยู่ของผู้ที่จะติดต่
อจึงจะติดต่อหากันได้ ตัวอย่างเช่น

ArochaC@datamat.co.th หรือ/BR>
poom@bumrungrad.com หรือ

s9061235@kmitl.ac.th หรือ

จะสังเกตเห็นได้ว่าแต่ละชื่อที่ยกตัวอย่างมีความแตกต่างกัน
ซึ่งชื่อของผู้ใช้ในระบบอินเตอร์เนตสามารถแยกออกเป็นส่วน ๆ ได้ดังต่อไปนี้

- ชื่อผู้ใช้แต่ละคน การตั้งชื่อหรือใช้ชื่อนี้ขึ้นอยู่กับข้อกาหนดขององค์กรหรือหน่วยงานนั้น ๆ
ซึ่งจะไม่ซ้ากันในแต่ละกลุ่มขององค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ในที่นี้คือ

ArochaC ใช้ชื่อจริงต่อท้ายด้วยตัวแรกของนามสกุล

Poom ใช้ชื่อจริง

S9061235 กาหนดเป็นรหัสไม่อ้างอิงถึงชื่อหรือนามสกุล

- ชื่อผู้ให้บริการอินเตอร์เนต

- กลุ่มการให้บริการ

- ประเทศของผู้ให้บริการ

ตัวอย่าง

- ArochaC@datamat.co.th
                                                                         ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 105
ArochaC ชื่อผู้ใช้

datamat ชื่อผู้ให้บริการอินเตอร์เนต - บริษัท ดาต้าแมท จากัด

co กลุ่มการให้บริการ - องค์กรธุรกิจ

th ประเทศของผู้ให้บริการ - ประเทศไทย

- poom@brmrungrad.com

poom ชื่อผู้ใช้

bumrungrad ชื่อผู้ให้บริการอินเตอร์เนต - โรงพยาบาลบารุงราษฎร์

com กลุ่มการให้บริการ - องค์กรธุรกิจ

- s9061235@kmitl.ac.th

s9061235 ชื่อผู้ใช้

kmitl ชื่อผู้ให้บริการอินเตอร์เนตเนต - สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ac กลุ่มการให้บริการ - สถาบันการศึกษา

th ประเทศของผู้ให้บริการ - ประเทศไทย
                                                                              ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 106




ชื่อย่อต่าง ๆ นี้เป็นชื่อย่อที่พบเห็นกันได้บ่อย ๆ ในการทางานหรือการใช้งานยังมีประเทศหรือกลุ่มองค์กรต่าง
ๆ ในแบบอื่น ๆ อีกมากมาย
สาหรับชื่อของผู้ใช้ที่ไม่มีประเทศต่อท้ายส่วนใหญ่จะหมายถึงอยู่หรือระบบเครือข่ายไว้ในประเทศสหรัฐอเมริ
กาซึ่งประเทศต้นคิดของอินเตอร์เนต จะเห็นได้ว่ากลุ่มเครือข่ายที่ลงท้ายด้วย .com .gov .mil หรือ .org
นั่นก็มักจะเป็นระบบเครือข่ายที่จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนที่จดทะเบียนในประเทศอื่น ๆ
อาจจะใช้ตัวย่อบอกประเภทของหน่วยงานต่างไปจากที่กล่าวข้างต้น เช่น .co.th แทน .com.th หรือ .ac.th แทน
.edu.th เป็นต้น

ปัจจุบันมีผู้ใช้ในเครือข่ายอินเตอร์เนตหลายล้านคนในแทบทุกประเทศ ชื่อบุคคล ชื่อบริษัท
และชื่อสถาบันเหล่านี้
เป็นชื่อที่สามารถใช้ติดต่อสื่อสารหรือส่งข่าวถึงกันได้ทั้งสิ้นผู้ใช้งานระบบอินเตอร์เนตขยายตัวออกไปในเกือ
บทุกวงการ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ ทุกสาขาวิชา
ฉะนั้นอินเตอร์เนตจึงเสมือนสังคมอีกสังคมหนึ่งที่ผสมผสานอยู่กับสังคมในปัจจุบันของเราแต่ก็ใช่ว่าผู้ใช้อินเ
ตอร์เนตทุกคนจะต้องรู้จักกันทั้งหมด เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ใช้ที่รู้จักกันมักจะเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน
หรือมีความสนใจในสิ่งเดียวกัน

การรับส่งข้อมูลภาพและเสียงผ่านทางอินเตอร์เน็ต
                                                                                 ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 107
สิ่งที่ทาให้ระบบอินเตอร์เน็ตโดเด่นขึ้นมาเหนือบริการสื่อสารข้อมูลสมัยก่อนก็คือความสามารถในการรับส่งข้
อมูลได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นการรับส่งข้อมูลตัวอักษร ข้อมูลกราฟิก
รวมถึงข้อมูลที่เป็นเสียงและภาพเคลื่อนไหวที่เรียกกันว่ามัลติมีเดีย
ซึ่งในการสื่อสารข้อมูลสมัยก่อนทาได้ลาบากเนื่องจากเทคโนโลยีต่าง ๆ
เช่นเทคโนโลยีส่งข้อมูลผ่านโมเด็มและเทคโนโลยีของการบีบขนาดของข้อมูลและเสียงยังไม่ก้าวหน้าพอ

โมเด็มในช่วงไม่กี่ปีก่อนมีความเร็วสูงสุดในการรับส่งข้อมูลเพียง 9,600 บิต/วินาที
ซึ่งใช้ได้แต่รับส่งข้อมูลที่เป็นข้อความแต่ช้าเกินไปสาหรับข้อมูลที่เป็นภาพและสียงและยังมีราคาแพงมากถึงเ
ครื่องละหลายหมื่นบาท ต่อมาได้มีการพัฒนาเทคนิคการรับส่งข้อมูลผ่านโมเด็มให้สูงขึ้นเป็น 14,400
บิต/วินาที เรียกว่ามาตรฐาน V.32 bis และมาตรฐานใหม่ที่รับข้อมูลได้สูงสุดถึง 28,800 บิต/วินาที
เรียกว่ามาตรฐาน V.34 bis ก็ถูกลงมากเหลือเพียงเครื่องไม่ถึงหมื่นบาทและกาลังลดราคาเรื่อย ๆ
ทาให้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลสามารถเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายของอินเตอร์เน็ตได้ในราคาถูกผ่านสายโทรศัพท์
โดยมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลเพียงพอ
ที่จะรับมือกับปริมาณมหาศาลของข้อมูลที่เป็นภาพเสียงและภาพเคลื่อนไหวได้

เทคโนโลยีในการบีบขนาดของข้อมูลเสียงและภาพเคลื่อนไหวช่วยทาให้การส่งข้อมูลได้เร็วขึ้นในสายส่งข้อมู
ลเดิมที่เรามีอยู่เมื่อรวมกับความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่สูงขึ้นของโมเด็มแล้วก็ทาให้การรับส่งข้อมูลภาพเสียง
และภาพเคลื่อนไหวผ่านเครือข่ายอินเตอร์ผ่านได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในอดีตโดยใช้เวลาการรับส่งข้อมูล
ไม่นานเกินไปนักแต่ถึงความเร็วในการส่งข้อมูลผ่านโมเด็มและเทคนิคการบีบขนาดของข้อมูลจะถูกพัฒนาให้
ดีขึ้นมากแต่ในปัจจุบันการรับส่งข้อมูลภาพและเสียงและภาพเคลื่อนไหวผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตก็คงใช้เวลา
นานพอสมควรซึ่งนับว่ายังไม่รวดเร็วทันใจพอเท่าที่ควร

อนาคตของระบบอินเตอร์เน็ต

จากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอินเตอร์เน็ตและประโยชน์มหาศาลของบริการต่าง ๆ
ที่มีอยู่ทาให้อินเตอร์เน็ตมีความสาคัญอย่างยิ่งในหารประติวัติสังคมข้อมูลข่าวสารของเราในอนาคตผู้ที่ใช้คอม
พิวเตอร์ไม่เป็นและไม่ได้เชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตจะเปรียบเสมือนกับคนที่อ่านหนังสือไม่ออกหรือถูกโดดเ
ดี่ยวจากข้อมูลข่าวสารและสื่อสารต่อ ๆ กับผู้อื่นได้ไม่ทันเหตุการณ์เหมือนกับบริษัทต่าง ๆ
ในทุกวันนี้จะต้องมีเครื่องโทรสารไว้ใช้ติดต่อธุรกิจกับผู้อื่นซึ่งถ้าหากว่าบริษัทใดไม่มีเครื่องโทรสารไว้ใช้ก็คง
ลาบากไม่น้อย
แต่อินเตอร์เน็ตจะมีผลกระทบที่กว้างกว่าคือมีผลถึงในระดับแต่ละบุคคลไม่ใช่แค่ระดับองค์กรหรือโทรศัพท์ดั
งนั้นจึงพอที่คลาดหมายได้ว่าการขยายตัวของอินเตอร์เน็ตยังคงเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วและทวีคูณต่อไปอีกนา
นหลายปี เพราะขนาดนี้ถือได้ว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
                                                                              ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 108
เพื่อให้เครือข่ายอินเตอร์เน็ตสามารถรองรับการขยายตัวดังกล่าวประเทศต่าง ๆ
ทั่วโลกได้มีการเตรียมพร้อมโดยพัฒนาระบบสื่อสารภายในประเทศและภายนอกประเทศให้มีความเร็วในการ
รับส่งข้อมูลมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป ออสเตรเลีย และเอเซีย

เมื่อการพัฒนาความเร็วในการรับส่งข้อมูลให้สูงขึ้นแล้วการรับส่งภาพเสียงและภาพเคลื่อนไหวผ่านอินเตอร์เ
น็ตก็จะรวดเร็วยิ่งขึ้นจนมีคุณสมบัติแบบมัลติมีเดียอย่างแท้จริงคือสามารถรับข้อมูลมาแสดงผลบนจอภาพได้อ
ย่างทันทีทันใดบริการในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตก็จะมีมากขึ้นและใช้ประโยชน์จากการรับส่งข้อมูลภาพและเสีย
งอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การค้นหาข้อมูล การประชุไกล การซื้อขายสินค้า จนถึงการบันเทิง
และเกมส์ต่าง ๆ

เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเข้ากับอินเตอร์เตที่ปัจจุบันต่อผ่านโมเด็มทางสายโทรศัพท์มีความเร็วสู
งขนาดนี้ 56,600 บิต/วินาที
ก็จะได้รับการพัฒนาให้เร็วขึ้นซึ่งจะแบ่งออกเป็นสองทางคือทางแรกโมเด็มจะถูกพัฒนาให้มีความเร็วสูงขึ้น
โดยยังคงรับส่งข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ตามเดิมเพื่อทุก ๆ คนสามารถติต่อเข้าอินเตอร์เน็ตได้ง่ายมากที่สุด
สะดวกที่สุด และมีราคาถูกที่สุด ขอเพียงให้มีบริการโทรศัพท์ไปถึงก็สามารถติดต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตได้
ส่วนทางที่สองคือ
ใช้สายส่งข้อมูลอย่างอื่นที่ไม่ใช่โทรศัพท์ในการเชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตซึ่งอาจจะเป็นบริการ ISDN
(Integrated Service Digital Network) ที่มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลตั้งแต่ 64,000 บิต/วินาที จนถึง 2
ล้านบิต/วินาที
หรืออาจเป็นสายรับส่งข้อมูลความเร็วสูงต่อตรงจากบ้านไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการผ่านอินเตอร์เน็ต
ได้ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลก็เชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตด้วยความเร็วไม่ต่ากว่า 2 ล้านบิต/วินาที
ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้คงจะเริ่มใช้กันในเขตธุรกิจหรือเมืองใหญ่ ๆ ก่อนแล้วค่อยขยายบริการออกไป

อินเตอร์เน็ตจะขยายตัวเข้าไปในทุกหนทุกแห่งที่เครื่องคอมพิวเตอร์
รวมทั้งตามบ้านด้วยเพราะไม่ใช่ประเทศสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวเท่านั้นที่มีโครงการขยายเครือข่ายการสื่อ
สารในประเทศของตนเพื่อรับการขยายตัวของอินเตอร์เนต ประเทศอื่น ๆ
ก็มีโครงการในลักษณะดังกล่าวด้วยเช่นกัน
ผู้ให้บริการโทรศัพท์หรือบริการสื่อสารจะต้องพร้อมที่จะให้บริการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงแก่ลูกค้า
เพื่อที่จะเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ตามบ้านหรือตามบริษัทเข้ากับเครือข่ายของอินเตอร์เนตแม้ว่าในปัจจุบันบ
ริการดังกล่าวยังคงมีราคาแพงอยู่
แต่ในอนาคตเมื่อมีผู้ใช้มากขึ้นราคาก็จะลดลงจนถึงขั้นที่สายรับส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ต่อเข้ากับอินเตอร์เนต
จะมาพร้อมบริการโทรศัพท์ด้วยราคาที่ถูกพอ ๆ กับค่าโทรศัพท์ในปัจจุบัน
การใช้งานอินเตอร์เนตในอนาคตคงไม่แตกต่างจากการใช้โทรสารติดต่อรับส่งเอกสารกันอย่างเช่นทุกวันนี้เท่
                                                                                                                                               ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 109
             าใดนักเพียงแต่จะใช้ง่ายกว่า รวดเร็วกว่า และสามารถรับส่งข้อมูลได้ทั้งตัวอักษร
             ภาพและเสียงผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้นเอง

             มุมมืดบนระบบอินเตอร์เน็ต

             อินเตอร์เน็ตถึงแม้ว่าจะมีประโยชน์มากมายเพียงใดก็ตาม
             แต่อินเตอร์เนตเองก็มีข้อเสียที่ต้องพึงระวังอยู่เหมือนกันเพราะอย่างที่ได้กล่าวเอาไว้ตั้งแต่ต้นว่าอินเตอร์เนตเป็
             นแหล่งเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างแต่เสียค่าใช้จ่ายน้อย
             ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นคุณประโยชน์หรือเรื่องโฆษณาชวนเชื่อม
             โจมตีให้ร้ายกันหรือเป็นเรื่องที่อาจเป็นปกติในสังคมหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ขัดกับศีลธรรมของอีกสังคมหนึ่ง
             ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นได้บนระบบเครือข่ายอินเตอร์เนต
             อินเตอร์เนตจึงถือเป็นดาบสองคมที่ผู้ใช้ควรจะมีวิจารณญาณในการใช้ด้วย




                                              หน่วยที่ 1 เรื่อง ความหมายของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์



1. ระบบเครือข่ายหมายความว่าอย่างไรจงอธิบาย
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
2. ระบบเครือข่ายแบ่งออกเป็นกี่ชนิด ประกอบด้วยอะไรบ้าง
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
3. ระบบเครือข่ายมีประโยชน์อย่างไร
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
                                                                                                                                               ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 110
..........................................................................................................................................................................................

4. Hardware ที่นามาใช้งานกันได้ ประกอบด้วยอะไรบ้าง จงอธิบาย
...........................................................................................................................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………..
5. อธิบายการใช้ Software ร่วมกัน แต่ละชนิดมาให้เข้าใจ
...........................................................................................................................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………..
6. อธิบายการเชื่อมต่อกับระบบอื่นมาให้เข้าใจ
...........................................................................................................................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………..
7. ยกตัวอย่างการทางานในระบบ Multiusers พร้อมทั้งอธิบาย
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................




                                                               หน่วยที่ 2 เรื่อง ประเภทของเครือข่าย



1. ระบบเครือข่ายแบ่งเป็นกี่ประเภท ประกอบด้วยอะไรบ้าง
...........................................................................................................................................................................................
2. จงอธิบายระบบเครือข่ายแต่ละประเภท
...........................................................................................................................................................................................
3. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง LAN และ WAN
...........................................................................................................................................................................................
4. เครือข่าย WAN ประกอบด้วยอะไรบ้าง
...........................................................................................................................................................................................
5. เปรียบเทียบระบบเครือข่ายแต่ละแบบ
...........................................................................................................................................................................................
6. ระบบเครือข่ายแต่ละแบบ
                                                                                                                                               ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 111
...........................................................................................................................................................................................
7. ส่วนประกอบทางด้าน Hardware ประกอบด้วยอะไรบ้าง
...........................................................................................................................................................................................
8. ส่วนประกอบทางด้าน Software ประกอบด้วยอะไรบ้าง
...........................................................................................................................................................................................
9. อธิบายการเริ่มต้นใช้งานระบบเครือข่าย
..........................................................................................................................................................................................




.หน่วยที่ 3 เรื่อง มาตรฐานการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย



1. มาตรฐานการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายแบ่งเป็นกี่ลักษณะ อะไรบ้าง
...........................................................................................................................................................................................
2. จงอธิบายมาตรฐานการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย แต่ละมาตรฐาน
...........................................................................................................................................................................................
3. อธิบายและยกตัวอย่างโปรแกรมที่ต้องมีการติดต่อสื่อสาร โดยวิธีของระบบเปิด
...........................................................................................................................................................................................
4. องค์กรมาตรฐานสากลหรือ ISO ทาหน้าที่อะไร
...........................................................................................................................................................................................
5. ISO Reference Model ประกอบด้วย 7 ลาดับชั้น ได้แก่อะไรบ้าง
...........................................................................................................................................................................................
6. อธิบาย Cable หรือ สายส่งข้อมูลแต่ละชนิด
...........................................................................................................................................................................................
7. Network แบ่งออกเป็นกี่ชนิด ประกอบด้วยอะไรบ้าง
...........................................................................................................................................................................................
8. บอกข้อดีและข้อเสียของ Bus, Ring และ Star
...........................................................................................................................................................................................
                                                                                                                                               ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 112
9. รูปแบบการเชื่อมต่อสายส่งข้อมูลที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบันได้แก่อะไรบ้าง
...........................................................................................................................................................................................
10. อธิบายการทางานของ Repeater, Bridge และ Router
...........................................................................................................................................................................................




                                                    หน่วยที่ 4 เรื่อง ระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น (LAN)



1. หลักเกณฑ์ที่นามาพิจารณาว่าหน่วยงานควรจะตั้งระบบเครือข่ายได้หรือยัง ได้แก่อะไรบ้าง
...........................................................................................................................................................................................
2. อธิบายการใช้งานในระบบเครือข่าย LAN
...........................................................................................................................................................................................
3. บอกข้อดีและข้อจากัดของ LAN
...........................................................................................................................................................................................
4. บอกส่วนประกอบของระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น (LAN)
...........................................................................................................................................................................................
5. ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ที่จาเป็นและสาคัญในการประกอบขึ้นเป็นระบบเครือข่ายท้องถิ่น ได้แก่อะไรบ้าง
...........................................................................................................................................................................................
6. อธิบายและยกตัวอย่างสารสื่อสาร (Cable Media)
...........................................................................................................................................................................................
7. อธิบายหน้าที่ของ LAN โปรโตคอล
...........................................................................................................................................................................................
8. แอสเซสโปรโตคอลที่นิยมใช้ในเครือข่าย LAN ได้แก่อะไรบ้าง
...........................................................................................................................................................................................
                                                                                                                                               ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 113




                                                       .หน่วยที่ 5 เรื่องการใช้ระบบปฏิบัติการเครือข่าย



1. อธิบายการใช้ระบบปฏิบัติการเครือข่าย
...........................................................................................................................................................................................
2. บอกข้อดีของระบบปฏิบัติการ Netware
...........................................................................................................................................................................................
3. บอกส่วนประกอบของระบบปฏิบัติการของเครือข่าย Netware
...........................................................................................................................................................................................
4. วิธีกาหนดชื่อแฟ้มข้อมูลใน Directory มีกี่แบบ ได้แก่อะไรบ้าง
...........................................................................................................................................................................................
5. อธิบายการกาหนด Drive ของระบบเครือข่าย
...........................................................................................................................................................................................
6. อธิบายการทางานของ Netware
...........................................................................................................................................................................................
7. Netware มีจุดเด่นอย่างไร
...........................................................................................................................................................................................
                                                                                                                                               ระบบเครือข่ายเบื้องต้น 114




                                                                  หน่วยที่ 6 เรื่อง ระบบอินเตอร์เน็ต



1. อินเตอร์เน็ตคืออะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง
...........................................................................................................................................................................................
2. สรุปประวัติความเป็นมาของระบบอินเตอร์เน็ต
...........................................................................................................................................................................................
3. ระบบอินเตอร์เน็ตมีประโยชน์อย่างไรบ้าง
...........................................................................................................................................................................................
4. อธิบายและยกตัวอย่างบริการต่าง ๆ ในระบบอินเตอร์เน็ต
...........................................................................................................................................................................................
5. ระบบอินเตอร์เน็ตมีการขยายตัวอย่างไร
...........................................................................................................................................................................................
6. เครือข่ายระบบอินเตอร์เน็ตในปัจจุบันเป็นอย่างไร
...........................................................................................................................................................................................
7. อธิบายการเชื่อมต่อเข้ากับระบบอินเตอร์เน็ต
...........................................................................................................................................................................................
8. IP Address คืออะไร มีการกาหนดอย่างไร
...........................................................................................................................................................................................
9. Domain Name System (DNS) คืออะไร
...........................................................................................................................................................................................
10. การกาหนดชื่อผู้ใช้ และชื่อ Domain ต้องทาอย่างไร
...........................................................................................................................................................................................

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Stats:
views:94
posted:4/10/2011
language:Thai
pages:114