CNT

Document Sample
CNT Powered By Docstoc
					Connective tissue (CNT)
          CNT มี ต้นกาเนิด มาจากHematopoietic stem cellsหรือ Undifferentiated mesenchymal cells
ประกอบด้วย CNT cellและextracellular matrix(เป็นCNT fiber+ground substance)
          แต่ถ้าเป็น CNTชนิดพิเศษ(Specializeed CNT) ได้แ ก่ bone,cartilage,blood
พวกนี้จะมีส่ วนประกอบของextracellular matrixที่แตกต่างจากCNTธรรมดา โดย boneอาจมี Ca2+ มาเพิ่ ม
หน้าที่ 1. ค้าพยุงโครงสร้ างต่างๆของร่างกาย เช่น capsuleต่างๆ
          2. เป็นเสมือนตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสารผ่านground substance
          3. พวกphagocyte ทาหน้า ที่เกี่ยวกั บ Immune response
          4. adipose tissueสะสมไขมัน เพื่อให้ความอบอุ่นกั บร่างกาย และสลายให้ ATPเมื่อต้ องการใช้
CNT cell มี 2กลุ่ ม คือ ชนิด Fixedและชนิดtransient(ชนิดเคลื่อนที่ ไ ม่ได้แ ละชนิดเคลื่อนที่ไ ด้ )
Fixed CNT : เมื่อเจริ ญเต็ มที่ จะยังคงอยู่ภายในCNT เป็นชนิดที่ มีมากที่ สุดและกระจายอยู่ทั่วไป ได้แ ก่
fibroblast,aipocyte,pericyte,mast cell,macrophageบางตั ว เช่น Kupffer cellของเซลล์ ตับ
1.Fibroblast : differentiateมาจาก undifferentiated mesenchymal cells
ถ้ามัน activeจะมีรู ปร่างเป็น กระสวยยาว ไม่ มีbasal lamina มีนิวเคลียสรูป ไข่
มี ribosomeและERจานวนมากเพื่อสร้ างโปรตีนเส้นใย เช่น collagen fiber,elastic fiberและreticular fiber
ดังนั้น ถ้าเกิดบาดแผลจะพบfibroblastมากและอยู่ในรูปที่ activeเพื่อสร้างfiberซ่อ มประสานบาดแผล
จนอาจทาให้เกิดแผลเป็น ได้
          ส่วนfibrocyteเป็นfibroblastที่อยู่ในรูป inactive สามารถเปลี่ยนตัวเองจากการกระตุ้นที่ ต่างๆกัน
เช่น กลายเป็น fibroblastเพื่อซ่อ มบาดแผล หรื อเป็น chondroblastเพื่อสร้างfibrocartilage หรือ
ในภาวะที่มีพยาธิ สภาพก็ จะถูก กระตุ้นให้ปลี่ยนเป็น osteoblast
          Myofibroblast เป็นfibroblastที่เปลี่ ยนแปลงไป ลั กษณะคล้ายกล้า มเนื้อเรีย บ แต่ไ ม่ มีbasal lamina
2. Pericyte :มาจากundifferentiated mesenchymal cells
มีแ ขนงยื่นจากเซลล์ไ ปหุ้ มรอบๆหลอดเลือ ดขนาดเล็ก ช่วยในการหดรั ดตั วของหลอดเลือ ด เมื่อ มี vessel
injuryมันสามารถเปลี่ ยนแปลงเป็น fibroblast pericyteเป็นตัวแทนของเซลล์ ตัวอ่อนที่ยัง มีชีวิตอยู่
เพราะสามารถสร้ างbasement membraneและmatrixได้
3. Adipocyte : พัฒนามาจากundifferentiated mesenchymal cells มี 2ชนิดคือ unilocularและmultilocular
adipocyte ทั้ง 2จะเก็บสะสมไขมัน โดย
-ชนิดunilocular(white adipose tissue) มีในสัตว์เลี้ยงลู กด้ วยนม เก็บไขมันสะสมไว้ใช้ยามขาดแคลน
-ชนิดmultilocular มี cytochromeมาก ซึ่งเกี่ย วข้องกับ oxidative energy production มันจึง มีสีน้าตาล
4. Mast cell : เจริญจาก Hematopoietic stem cellsในbone marrow
พบใต้เนื้อเยื่อบุ ผิวภายในอวัย วะต่างๆอยู่ กระจายในloose CNT เช่น lamina propriaในGI tract,respiratory
tract เป็นCNTชนิดfixedที่ใหญ่ที่สุด ภายในcytoplasmมี granuleมากมายจนบดบังนิวเคลี ยส
ในgranuleมี heparinที่มีฤทธิ์ป้องกันการแข็งตั วของเลือด และยัง มี factorที่ทาหน้า ที่เกี่ยวกั บ allergic
reactionจะถูก ปล่ อยออกจากgranuleเมื่อถู กกระตุ้น
5. Macrophage : เจริญจากmonocyte เมื่อโตเต็มที่ จะเข้าไปอยู่ในหลอดเลือ ด เรี ยก
macrophageเมื่ออพยพมาอาศั ยในCNT รูปร่างไม่แน่นอน มี Lyosomeมากมาย
มันสามารถแบ่งเพิ่มจานวนได้ โดยเฉพาะภาวะอั กเสบจะมีห ลายๆตัวมารวมกันเป็น multinuclear giant
cellทาให้ใหญ่ขึ้น เรีย กepitheloid cell
หน้าที่ของmacrophageคือเก็บกินสิ่งแปลกปลอมโดยวิธี pinocytosisหรือphagocytosis
และย่อยโดยLysosome และยังถูกกระตุ้นได้ โดยLymphocyteในกระบวนการImmune response
มีชื่อเรีย กที่ ต่างกันตามที่ อยู่ เช่น Kupffer cell(ในsinusoidของตับ),Dust
cell(ที่ถุงลมของปอด),Monocyte(ในกระเลือด)เป็นต้น
Transient CNT : มี originจากไขกระดูก ,วนเวียนในกระแสเลือด พอถูก กระตุ้น จะอพยพเข้า CNT
มีอายุสั้นกว่าชนิด fixed
ได้แก่ Neutrophil,Eosinophil,Basophil,Lymphocyte,MonocyteและMacrophageบางตัว
1. Plasma cell : เปลี่ยนแปลงมาจากB-lymphocyte กระจายในCNT
พบมากบริเวณที่ ติดเชื้อหรือ อักเสบเรื้อรัง เซลล์ มีขนาดใหญ่ มี RERมากซึ่งภายในบรรจุ Ig E ช่วยกาจัด
antigenของร่างกาย นิวเคลี ยสมี heterochromatinสลับกับeuchromatin
ทาให้มองคล้า ยหน้าปั ดนาฬิกา(clock face)
2. Leukocyte : ทาหน้า ที่ทาลายิ่งแปลกปลอม โดยเฉพาะบริเวณที่เกิดการอักเสบ มีห ลายชนิด ได้แ ก่
Neutrophil,Eosinophil,Basophil,Lymphocyte,MonocyteและMacrophageบางตั ว
Extracellular matrix (ECM) ประกอบด้วย Ground substance และ Fiber
      1. Ground substance มี glycosaminoglycans,proteoglycans และ adhesive glycoprotines
      2. Fiber มี 3ชนิด คื อ collagen,elasticและreticular fiber
            2.1.Collagen fiber:พบมากที่ สุดในCNT
มี 5ชนิดแต่ type1พบมากสุ ด(ในbone,tendon,skin,เนื้อฟัน)และยังพบในกระดูกอ่อน,ligament,aponeuroses
,nerve sheath,meninges,cornea ซึ่งเส้นใยนี้มีคุณสมบัติเหนีย ว,ทนต่ อแรงยืดได้ สูง,โค้งงอง่าย
แต่ไ ม่ มีความยื ดหยุ่น
            2.2.Elastic fiber: พบในLoose CNT ลักษณะเรียวยาว แตกแขนง ยืดหยุ่น ทนทานต่ อความร้อน
กรด ด่าง ถู กสร้างโดยfibroblast แต่ในอวัย วะที่ fiberทาหน้าที่เ ป็น sheathหุ้มรอบจะถู กสร้างโดยsmooth
muscle cells เช่น ที่หลอดเลื อดขนาดใหญ่
            2.3.Reticular fiber: มี คุณสมบั ติ ชอบsilver saltและปรากฏเป็นสี ดาเมื่ อย้อ มด้วยsilver salt
ชนิดของCNT CNT proper(adult CNT) แบ่งเป็น GeneralและSpecial CNT proper
          General CNT proper แบ่งเป็น 2กลุ่มโดยอาศัยความหนาแน่นของ cell,fiber,matrix
1.Loose CNT: มี matixเป็นส่วนใหญ่ fiberเรียงตัวไม่หนาแน่น
พบพวกfibroblastและmacrophageมากที่ สุด มี collagenมาก มี nerve,vesselเล็กๆมาเลี้ ยง ได้แก่ ใต้ lamina
propriaในGI,Respiratory tract หรือใต้ mesotheliumที่เยื่อบุภายในช่องว่างของร่างกาย มี transient
cellทาหน้าที่เ กี่ยวกับ Inflammation,Imune response, Allergic reaction ถ้าเกิดการอักเสบ สารเคมีในmast
cellจะถูก ปล่ อยออกจากgranule ทาให้เพิ่มpermeabilityของarteriole จึง มีการซึ มของplasmaเข้าไปในCNT
ทาให้บวมได้
2.Dense CNT แบ่งเป็น dense irregular CNT และ dense regular CNT
2.1.Dense irregular CNT: มี collagenจานวนมาก เรียงตั วกันไม่เป็นระเบี ยบปะปนกั บ fibroblast
คุณสมบัติแ ข็งแรง ทนทานต่อแรงที่ก ระทาได้ มาก พบที่ dermis,submucosa in GI tract,nerve sheath
2.2.Dense regular CNT: เรียงัวเป็นระเบียบ แบ่งเป็น
2.2.1.Dense regular collagen CNT(Fibrous,White collagenous): มี collagenอัดแน่น ขนานกัน
มี cellกับmatrixน้อย เช่น tendon,ligament,aponeuroses
2.2.2.Dense regular elastic CNT (Yellow elastic ligament): มี elasticมากเรียงขนานเป็นระเบีย บ
มีความยื ดหยุ่น เช่น Ligamentum flavum,Ligamentum nuchaeและsuspensorry ligamentของpenis
          ส่วนพวกspecial CNT จะมี คุณสมบั ติพิเศษ ได้แ ก่ Aipose tissueและReticular tissue
Cartilage เป็นspecialized CNT มี ลัก ษณะแข็ง แต่ยื ดหยุ่นได้ ประกอบด้ วย
chondrocytesฝังในmatrixที่ มีลั กษณะคล้า ยวุ้น ไม่ มีvesselหรือ nerveเข้ามาเลี้ ยงโดยตรง
จึงอาศัย สารระหว่างเซลล์ ในระยะembryoจะมี กระดู กแกนและระยางเป็น กระดู กอ่อน
แล้วจึงแทนที่ ด้วยboneในภายหลัง
การเกิดของกระดูก อ่อน : โดยระยะembryo จะเกิ ดการรวมตัวของmesenchymal cell เรียก Centers of
chondrification
และเซลล์ก็ จะเปลี่ ยนแปลงไปเป็น chondroblastแล้วสร้างสารระหว่างเซลล์ ออกมาล้อ มรอบตั วเซลล์
ส่วนประกอบของกระดูกอ่อน
1.เซลล์กระดูกอ่อน(chondrocytes) ขณะยังอ่อนเรีย กchondroblast
ทาหน้าที่ สร้างfiberและmatrixล้อ มรอบเซลล์ ทาให้ตัวเซลล์ถู กฝังในแอ่ง เรียกLacuna
พอถูก ฝังก็จะกลายเป็น chondrocytesที่เจริญเต็ มที่
2.สารระหว่างเซลล์(Intercellular substance)ประกอบด้วย
2.1.Fibers มี collagenและelastic fibers ซึ่งเป็นส่วนสาคัญที่ ทาให้กระดู กอ่ อนมีความแข็งแรงต่อแรงดึงสูง
2.2.Ground substance(Matrix) มีส่ วนประกอบของacid mucopolysaccharidesที่เกาะกั บแกนprotein
เป็นส่วนที่ ทาให้กระดู กอ่ อนมีความยืดหยุ่นดี และเป็นตั วจั บโมเลกุล ของน้า
3.เยื่อหุ้มกระดูกอ่อน(Perichondrium) แบ่งเป็น2ชั้นคือ
3.1.ผนังชั้นนอก เป็นชั้น fibrous ประกอบด้ วย dense collagenous CNT
3.2.ผนังชั้นใน เป็นชั้นchondrogenic อยู่ติดกั บเนื้อกระดูก อ่อน สามารถเปลี่ยนไปเป็น chondroblast
ทาหน้าที่ สร้างกระดูกอ่ อนในขณะเป็น embryo แต่เมื่ อโตแล้ วจะสร้ างเฉพาะเมื่อ มีการกระตุ้นเท่านั้น
ชนิดของกระดูกอ่ อน จาแนกตามปริ มาณและลัก ษณะfiberที่พบในmatrix แบ่งเป็น3ชนิด คือ
1.Hyaline cartilage มีลั กษณะโปร่งแสง ประกอบด้ วยchondrocytes,collagen fibersรวมอยู่กั บ matrix
พบที่ บริเวณข้อ ต่อ,nasal cartilage,trachea,costal cartilage,larynx เป็นกระดูก อ่อนที่พบมากสุ ดในร่างกาย
2.Elastic cartilage มี Elastic fiberอยู่ มากในmatrix จึงมี ความเหนีย วและยื ดหยุ่น มาก
สามารถบิดงอได้ โดยไม่เกิดความเสียหาย พบที่ epiglottis,auditory tube และ ใบหู(pinna)
3.Fibrocartilage ไม่ มีperichondriumหุ้มและมี matrixน้อยแต่ มีความแข็งแกร่ง กว่าชนิดอื่นๆ
จึงมั กอยู่ในที่ ที่ต้องการความแข็งแรงหรื อที่ ต้องรั บแรงกดหรื อดึงสูง ส่วนมากแทรกในข้อ ต่อ หรื อใน
intervertebral disc,pubic symphysisและที่ที่มีtendonมาเกาะติด bone
การเจริ ญเติบโตของกระดูกอ่อน มี2 วิธีคื อ Interstitial growthและAppositional growth
1.Interstitial growth (Endogenous) เป็นการแบ่งแบบmitosisของchondroblast
เป็นการเพิ่มขนาดจากภายในออกมา พบในวัยเด็กเท่านั้น
2.Appositional growth (Exogenous) เยื่อหุ้ มchondrogenic layer จะเปลี่ ยนไปเป็นchondroblast
ทาให้เซลล์เจริ ญจากด้านอกเข้าใน พบได้ ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
โดยวัยผู้ใ หญ่ จะสร้างเมื่ อเซลล์กระดู กอ่ อนถูก ทาลาย
แต่การซ่อ มแซมกระดูก ที่หักในวัยนี้ จะไม่ส มบูรณ์เหมือนกั บกระดูก อ่อนที่เกิดในตอนเด็กๆ
การเสื่อมของกระดูกอ่อน: เมื่อ อายุ มากขึ้นจะมีการตายของเซลล์ ,มีการสูญสลายของmucopolysaccharides
และเกิด Asbestos transformationโดยสร้างalbuminoidแทนcollagen
และmatrixหย่อนสมรรถภาพจึง แตกสลายเป็นโพรง ส่ วนCalcification
ก็เป็นวิธี สาคัญเพราะเป็นการเริ่มต้นของIntracartilagenous ossification
หน้าที่ของกระดูกอ่ อน
1.เป็นตั วช่วยลดกระแทกในบริเวณข้อ ต่อ
2.ช่วยป้องกัน การตี บแฟบของอวั ยวะที่ มีลัก ษณะเป็นท่ อ เช่น ในหลอดลม
3.เป็นตั วเพิ่มความยาวให้กั บกระดูก โดยเฉพาะบริเวณepiphyseal plate
4.เป็นตัวบ่งชี้สภาวะขาดอาหาร:ถ้าขาดโปรตีน epiphyseal
plateจะบางลงอย่างรวดเร็ ว,ถ้ าขาดวิ ตามินซีก ระดูก อ่อนจะหยุดสร้างfiberและmatrixทาให้การจัดตัวของเ
ซลล์เปลี่ยนไป
5.เป็นแบบ(model)ในการสร้างกระดูก โดยเฉพาะใน long bone
Bone เป็นCNTที่ มีลั กษณะแข็ง originคือ mesenchymal cellsเหมือนกระดูก อ่อน
แต่ boneจะมี vascular network และmatrixมี สารอนิน ทรีย์ เช่น Ca3(PO4)2 มาสะสม
ทาให้boneมีความแข็งแรง
ส่วนประกอบของกระดูก : มีเซลล์ กระดู ก,Matrix,เยื่อหุ้มกระดู ก (periosteum),เยื่อ บุด้านในกระดู ก
1.Bone cells แบ่งเป็น Osteoblast,Osteocyte และ Osteoclast
Ostooblast :เป็นเซลล์ตัวอ่อนของbone มี RERมากเพราะต้องสร้ างโปรตีนเส้นใย
นอกจากนี้ยังสร้างosteoid(เป็นmatrix)และยังสร้างalkaline
phosphataseซึ่งเป็นenzymeตัวสาคัญในการสร้างbone
Osteocyte : เป็นเซลล์แ ก่ของbone ฝังตัวในlacuna,ล้อ มรอบด้วยbone matrix ระหว่างlacunaแต่ละอัน
ติดต่อ กันด้วย canaliculiซึ่งเป็นทางผ่านของหลอดเลือ ดโดยติ ดต่อกั บ Haversian canal&Volkmann’s canal
Osteoclast : เป็นเซลล์ที่ส ลายbone จึงมี lysosomeจานวนมาก เปลี่ยนแปลงมาจากmonocytes
2.Matrix แบ่งเป็น Organic portionและInorganic portion
           - Organic portion : ประกอบด้ วยcollagen ส่วนมากเป็น type1
เรียงตัวเป็น วงรอบแกนของHaversian system และมี chondroitin sulfateและhyaluronic acid
แต่ มีปริ มาณน้อยกว่ ากระดู กอ่ อน
           - Inorganic portion : มี65%ของน้าหนัก bone เช่น Ca3(PO4)2
เรียงตามความยาวและแทรกอยู่ระหว่างfiber ทาให้boneมีความแข็ง มาก
3.เยื่อหุ้มกระดูก (periosteum) : เปลี่ยนมาจากmesenchymal cell แบ่งเป็น2ชั้น ได้แก่
           - ชั้นนอก (fibrous layer) ประกอบด้วย dense collageenous CNT
           - ชั้นใน (osteogenic layer) ประกอบด้วย loose CNT
สามารถเปลี่ยนไปเป็น osteoblastได้เ มื่อ กระตุ้นในกรณี ที่ก ระดูกหั ก
4.เยื่อบุด้านในโพรงกระดูก(endosteum) : เป็นreticular CNT บุด้านในโพรงกระดู ก
ลักษณะเหมือนperiosteum แต่บางกว่า และสามารถเปลี่ยนแปลงเป็น osteoblastเพื่อซ่อ มแซมboneได้
Immature and Mature bone
           Immature bone : สร้างขึ้นในตอนแรก มีเฉพาะในembryo แบ่งเป็น woven
bone(เรียงตัวไม่เ ป็นระเบียบ) และ bundled bone(มีcollagenมากและเรียงตั วเป็นแถวขนานกัน )
พบบริเ วณเบ้าฟัน,ส่วนของosseous
labyrinthในกรณีที่มีการซ่ อ มแซมกระดูก ที่หักหรือ มีเนื้องอกของกระดูก บางชนิด
           Mature bone : มีการเรียงตั วของเซลล์แ ละmatrixอย่างเป็นระเบีย บ(Lamellae)
การจาแนกกระดูกตามลักษณะของเนื้อกระดูก แบ่งเป็น2ชนิด คื อ
1.Spongy bone(Cancellous bone): ลักษณะboneพรุนเหมือนฟองน้า อยู่ กลางท่อนกระดูก
ประกอบด้วยแง่งกระดูกเล็ กๆ(tabeculae)สานกันเป็นร่างแหและมี bone marrowอยู่ตรงกลาง
พบในกระดูกชนิดแบน(flat bone) เช่น กระดูก กระโหลกศีร ษะ,กระดูกชนิดสั้น เช่น กระดูก ข้อ มือ
และในepiphysis of long bone
2.Compact bone : เนื้อกระดูกทึ บแข็ง มีการเรียงตั วของosteocyteและmatrix เป็น Haversian system
ตรงบริเ วณใกล้เยื่ อหุ้ มกระดูก จะมี lamellaeเรียงขนานรอบแกนกระดูก
เรียกOuter(periosteal)circumferential lamellae ส่วนด้านในติดกับโพรงกระดูกก็ มีเหมือนกัน แต่เรียก
Inner(endosteal)circumferential lamellae
         ขอบเขตระหว่างกระดู กทั้ง 2ชนิดแบ่งไม่ค่อยชัดเจน และมักพบทั้ง 2ในกระดูกชิ้นเดียวกัน
เช่นในlong boneมีเนื้อ กระดู กส่วนกลาง(shaft)เป็นcompact แต่ส่ วนปลายทั้ง 2ข้าง(epiphysis)เป็นspongy
การเกิดของกระดูก มี 2วิธีคือ Intramembranous ossification และIntracartilagenous ossification
Intramembranous ossification : Mesenchymal cells differentiate Osteoblast
สร้างosteoidและปล่ อยenzyme alkaline phosphatase                       มี Ca2+มาสะสมที่ osteoid
Osteocyteมี processยื่นออกมาและฝัง ตัวเองในlacuna                  มี Ca2+ มาหุ้ มรอบ
จนprocessกลายเป็น Canaliculi               เกิดtrabeculaeหลายแท่ง แต่ละแท่งก็เชื่อมโยงกัน
เกิดSpongy bone(woven bone)                Osteoclastเข้ามาสลายเซลล์เพื่อสร้างและจัดรูปร่ างboneใหม่
Collagenรอบนอกเรียงตั วเป็นวง เกิด Haversian systemขึ้น
         กระดูก ที่เกิ ดโดยวิธีนี้ เช่น nasal bone,frontal bone,parietal bone เป็นต้น
Intracartilagenous ossification: ศึกษาได้ ดีจากlong bone
ลักษณะกระดู กอ่ อนที่ถู กแทนที่ด้วยกระดู กจะเป็น model
              เปลี อนกระดูกในอนาคตทุก ประการ เริ่ มต้น จากchondrogenic layerที่หุ้มหุ้ มรอบกระดู กอ่ อน
โดยมีรู ปร่างเหมื่ยนแปลงไปเป็น
Osteoblastเพื่อสร้างกระดูก อ่อนตรงผิวรอบนอกคลุ มส่วนshaftเรียกcollar
        Chondroblastขยายขนาดขึ้นและปล่ อย enzyme alkaline phosphatase
     2+
มี Ca มาสะสมในmatrixล้อ มรอบเซลล์                  เซลล์ที่ถูกฝังในCa2+ขาดอาหารและตายไป
matrixสลายเป็นโพรง เรียก Primary marrow space                    มีหลอดเลือ ดแทงเข้าเยื่อหุ้ มกระดูก
พร้อ มนาmesenchymal cellซึ่งจะเปลี่ยนไปเป็น osteoclastกับosteoblastเข้ามา
                             เกิ การ นที่ต ายไป
osteoclastจะกาจัดเซลล์ กระดูดกอ่อOssification ส่วนosteoblastจะสร้างosteoid                           เกิด
Spongy bone             Osteoclastเข้ามาสลายเซลล์เพื่อสร้างและจั ดรู ปร่างboneใหม่
Collagenรอบนอกเรียงตั วเป็นวง เกิด Haversian systemขึ้น
         ขณะที่ การเจริ ญของกระดู กขยายไปทางส่วนปลายเรื่ อยๆ ตรงกลางที่เ ป็น marrow
cavityจะขยายตามด้ วย และมี การเพิ่ มความหนาในส่วนcollarโดยการสร้างกระดู กจากเซลล์ในperiosteum
          Primary ossification center เกิดในระยะembryo
ถ้าคลอดออกมาแล้ วจะเกิ ด centerใหม่ที่epiphysis เรียก Secondary ossification center
ซึ่งแบ่งตั วเพิ่มความยาวให้ boneได้ ส่วนนี้อาจเรีย กว่า Epiphyseal plate
แต่ถ้า ส่วนนี้ถู กแทนที่ด้วยbone(ในช่วงอายุ18-20ปีขึ้นไป)จะเรีย ก Epiphyseal line
การซ่อมแซมกระดูกหัก แบ่งเป็น 3ระยะ คือ ระยะการอักเสบ,ซ่อ มแซม และ ปรั บแต่ง
ระยะการอักเสบ : เกิ ดในช่วงweekแรก หลอดเลื อดที่ มาเลี้ยงboneฉีกขาด และเกิด clot blood 1-
2วันต่อ มาจะพบลักษณะacute inflammatory reaction โดยมีพวกPMNจานวนมาก ตามด้ วยmacrophages
ระยะซ่ อมแซม : เกิดตั้งแต่ 16ชั่วโมงหลังกระดูกหั ก(คาบเกี่ยวกับอันแรก) จนถึงสัปดาห์ที่ 6
โดยมีห ลอดเลื อดแทรกตั วเข้า มาในก้อนเลื อดที่ยึ ดระหว่างปลายกระดู กหักเพื่อนาosteogenic
cellและfibroblastมาสร้างกระดูก ได้ ทั้ง IntramembranousและIntracartilagenous ossification
ส่วนที่ สร้างใหม่เรี ยก callusซึ่งจะช่วยยึดปลายกระดู กทั้ง 2ให้ติดกัน ด้านที่ติด periosteumเรียกExternal
callus ส่วนด้านที่ ติด endosteumเป็นInternal callus แต่ทว่า external callusจะมีเลื อดมาเลี้ ยงมากกว่า
จึงกลายเป็น osteoblast ซึ่งแข็งแรงกว่า internal จึงควรสงวนperiosteumไว้ให้ได้ มากที่ สุด
เพื่อให้มันได้ส่งเลื อดแก่กระดูก ที่กาลังสร้างใหม่
ระยะปรั บแต่งกระดูก : osteoclastสลายกระดู กที่ สร้างไว้
และosteoblastจะสร้างกระดู กขึ้น มาแทนที่เพื่อปรับแต่งรู ปร่างให้เหมือนเดิ ม
ระยะนี้เริ่มสั ปดาห์ ที่ 4เป็นต้นไปจนถึง 6-9ปี จนกระดูกแข็งแรงและเป็นปกติ
          การปรับแต่งกระดูก (Remodeling of bone) จะเกิดขึ้น ตลอดชีวิต
โดยมี การสลายและสร้างใหม่ ตลอดเวลา
เพื่อให้เหมาะสมต่อแรงที่กระทาต่ อกระดูกและช่วยรัก ษาสมดุล ของ Ca2+ในกระแสเลือ ด
ปัจจัยที่มี อิทธิ พลต่อการเจริ ญเติบโตของกระดูก ได้แก่
          วิตามินเอ(ควบคุ มbone
remodeling),วิตามินซี(ควบคุ มการสร้างcollagenและmatrix),วิตามินดี(ควบคุ มการดู ดซึ มของCa2+),Growt
h hormone,Parathyroid hor.,Calcitonin และ Sex steroid hor.

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Stats:
views:920
posted:1/1/2011
language:Thai
pages:7