การปลูกพริกหวานหรือพริกยักษ์

Document Sample
การปลูกพริกหวานหรือพริกยักษ์ Powered By Docstoc
					กรมสงเสริมการเกษตร
       2548
หนา 1                                                   การปลู ก พริ ก หวานหรื อ พริ ก ยั ก ษ




                          การปลูกพริกหวานหรือพริกยักษ

                               พริกหวานหรือพริกยักษ
                        ( SWEET PEPPER / BELL PEPPER )
                            ชื่อวิทยาศาสตร Capsicum annuum




                                                    พ          ริกหวาน อยูในตระกูล
                                                               มะเขือ ( Solanaceae )
                                       ซึ่งเปนตระกูลเดียวกับ มะเขือเทศ ยาสูบ มันฝรั่ง
                                       ฯลฯ พริกเปนพืชขามป แตที่ปลูกเปนการคา
                                       สวนใหญจะปลูกฤดูเดียว ทําใหมีสายพันธุใหม
จํานวนมาก มีความแตกตางกันทั้งในดานความสูง ขนาดทรงพุม ขนาดของใบ จํานวนดอก
ตอชอ ลักษณะขนาด สีของผล ตลอดจนรสชาติและความเผ็ด
            ผลมีลักษณะกลมยาวขนาดใหญ พริกหวาน สีเขียว จะเปนที่ตองการของตลาด
แตเมื่อแกจะเปลี่ยนเปนสีแดง หรือ เหลือง สม หรือมวง

►        สภาพแวดลอม
               พริกหวานตองปลูกในโรงเรือนที่ควบคุมอุณหภูมิไดเพราะตองการสภาพอากาศ
อบอุน ความชื้นในอากาศต่ํา ไมทนทานตอน้ําคางแข็ง อุณหภูมิที่เหมาะสมสําหรับการเจริญ
อยูระหวาง 20 – 25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิกลางคืนไมเกิน 20 องศาเซลเซียส
              ในดานการผลิตเมล็ดพันธุ ในอุณหภูมิต่ําสามารถทําใหผลเจริญโดยไมมีเมล็ด
หนา 2                                                            การปลู ก พริ ก หวานหรื อ พริ ก ยั ก ษ



หรือมีเมล็ดนอยอุณหภูมิในระยะกอนดอกบาน            จะมีอิทธิพลตอการติดของเมล็ด               มากกวา
อุณหภูมิหลังดอกบาน
               การปลูกในฤดูหนาวควรควบคุมใหอุณหภูมิอากาศในโรงเรือนสูงกวาขางนอก
5 องศา เพื่อชวยในการเจริญเติบโต ทําใหทรงพุมสูง

►                
         สายพันธุที่ใชปลูก
                การปลูกพริกสีในโรงเรือน       ควรเลือกสายพันธุที่เหมาะสมสําหรับการปลูกใน
โรงเรือน เชน
                •      พันธุสีเขียว - แดง
                       Cubico , Pluona
                •      พันธุสีเหลือง
                       Golden Belle , Marengo , Orobelle
                •      พันธุสีสม
                       Ariane ,Valencia

►        การเพาะกลา
               เมล็ดพริกจะงอกชากวาเมล็ดพืชตระกูลมะเขืออื่นๆ วัสดุเพาะควรประกอบดวย
ปุยหมัก ปุยคอกเกา ขี้เถาแกลบ และปุยเคมีสูตร 12 – 24 –12
                เมล็ดพันธุพริกหนัก 10 กรัม จะมีเมล็ด 2,300 ถึง 2,600 เมล็ด ใชเมล็ดพันธุ
20 – 40 กรัมตอพื้นที่ปลูก 1 ไร จะไดตนกลา 3,200 – 3,500 ตน
                การจัดการเมล็ดกอนเพาะ ควรแชเมล็ดในน้ําผสมเบนเลท และแคปแทนอยาง
ละ 6 กรัม ตอน้ํา 1 ลิตร เปนเวลา 30 – 60 นาที เพื่อปองกันโรคที่ติดมากับเมล็ด และใหเมล็ด
หนา 3                                                       การปลู ก พริ ก หวานหรื อ พริ ก ยั ก ษ




งอกเร็ว สม่ําเสมอ
               หลังจากนั้นนําออกมาลาง และนําไปแชน้ําอุน 50 องศาเซลเซียส เปนเวลา
10 นาที และแชใน KNO3( โพแทสเซียมไนเตรท ) เขมขน 0.1 – 0.2 % และใชผาเปยกหมาด ๆ
หุมไวประมาณ 1 – 2 วัน หรือจนกระทั่งเริ่มมีรากสีขาวออกมา อยาใหรากงอกยาวเพราะจะ
ทําใหไมสะดวกในการหวาน
            อุณหภูมิดิน 30 องศาเซลเซียส จะเหมาะสมสําหรับการงอกของเมล็ด โดยจะ
งอกภายในเวลา 6 – 10 วัน การเพาะในอุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียสเมล็ดจะงอกชา
               หลังจากที่เมล็ดเริ่มงอก นําไปหยอดในถาดเพาะ ใหลึก 1 ซม. กลบเมล็ดและ
ฉีดพนสารเคมี เชน เซฟวิน 85 เพื่อปองกันมดและแมลงอื่น ๆ
                  การใหน้ํากอนเมล็ดงอก ไมควรใหน้ํามาก และใหน้ําวันละสองครั้งเชา – เย็น
เมื่อตนกลาเริ่มเจริญในระยะแรกจะรดน้ําวันละหนึ่งครั้ง ตอจากนั้นจะใหน้ําสองถึงสามวัน
ตอครั้งขึ้นอยูกับสภาพดินและสภาพอากาศ

►        การดูแลรักษาและการปลูก
                ในระยะที่ตนกลากําลังเจริญเติบโต ควรฉีดพนดวยปุยน้ําหรือปุยเกล็ดที่มีธาตุ
อาหารหลักและธาตุรอง ทุก 3 – 5 วัน ฉีดพนสารเคมี เชน ไดเทน เอ็ม 45 ผสมกับเซฟวิน 85
และปุยน้ําทุก 7 วัน ยายตนกลาเมื่อมีใบจริง 3 – 4 ใบ
               หนึ่งอาทิตยกอนถอนตนกลา ควรลดการใหน้ําเพื่อใหตนกลาชะงักการเจริญ
ตนกลาจะแข็งแรงและมีอาหารสํารองสําหรับการเจริญของรากใหม
หนา 4                                                         การปลู ก พริ ก หวานหรื อ พริ ก ยั ก ษ




►        ระยะปลูก
              การปลูกในโรงเรือนจะใชระยะ 50 x 100 – 120 เซนติเมตร การปลูกพริกสีแดง
เหลือง มวง นิยมปลูกในโรงเรือน เนื่องจากมีอายุการเก็บเกี่ยวชากวาสีเขียวใชวิธีการตัดแตงกิ่ง
และปลูกเปนแถวเดี่ยวกลางแปลง ระยะปลูกที่เหมาะสมสําหรับพริกหวาน คือ ระยะปลูก
                                                                       ่
40 x 50 ซม. กอนปลูกควรใหน้ํา เพื่อใหมีความชื้นพอเพียง การปลูกในดินทีขาดน้ํา ดินจะดึงน้ํา
จากพืช ทําใหพืชเหี่ยวตาย การปลูกควรปลูกใหลึกกวาสวนโคนเล็กนอย เพื่อไมใหตน
เคลื่อนไหว

►        การใสปุยหลังปลูก
               สูตรปุยที่เหมาะสมกับพริกหวาน คือ ใสปุยหมักรวมกับปุยเคมี สูตร 8 - 24 - 0
อัตรา 100 กก. / ไร แบงใส 4 ครั้ง ดังนี้

            ใสปุยครั้งที่หนึ่ง หลังยายกลาปลูก 7 วัน หรือจากที่พืชตั้งตัวได โดยโรยรอบ ๆ
ตน หางจากตน 10 ซม.
                ใสปุยครั้งที่สอง หลังยายปลูก 27 วัน หรือเมื่อพริกสูง 30 ซม. ซึ่งจะเริ่มออกดอก
ชุดแรก ควรใสระหวางแถว
                การใสปุยครั้งที่สาม หลังจากยายปลูก 47 วัน หรือมีความสูงประมาณ 50 ซม.
โรยระหวางรองทางเดินทั้งสองขาง เพื่อชวยในการเจริญของดอกผลชุดหลัง ซึ่งจะมีเปนจํานวน
มาก
                การใสปุยครั้งที่สี่ ใสหลังจากยายปลูก 67 วัน โดยโรยระหวางรองทางเดิน
ทั้งสองขาง
หนา 5                                                     การปลู ก พริ ก หวานหรื อ พริ ก ยั ก ษ



               การใสปุยเพิ่มสามารถสังเกตจากความสมบูรณของพืช ควรฉีดพนดวยปุยน้ําที่
ธาตุอาหารครบทุกอาทิตย ในระยะติดผลควรฉีดพนดวย ยูเรีย เขมขน 0.25 % ทุก 15 วัน เพื่อให
พืชสมบูรณ เพิ่มผลผลิตและคุณภาพดี
                 เมื่อผลแรกเริ่มเจริญควรเด็ดออก เนื่องจากผลจะดึงอาหารไปใชในการเจริญ
เปนผลทําใหสวนยอดชะงักการเจริญเปนสาเหตุใหตนไมไมคอยโตทําใหผลผลิตและคุณภาพ
ต่ําลง

►        การใหน้ํา
                 พริกหวานเปนพืชที่ไมทนทานตอสภาพการขาดน้ํา หรือการใหน้ํามากเกินไป
พริกตองการน้ํา 400 – 1,000 มิลลิเมตร ตลอดฤดูปลูก ควรใหน้ําอยางพอเพียงและสม่ําเสมอ
ระยะที่ยายปลูกใหมควรดูแลใหมีความชื้นอยางพอเพียง แตไมควรใหมากจนน้ําขัง แฉะ จะ
ทําใหรากเนา ตายไดงาย
              การปลูกในดินทราย ตองใหน้ําบอยครั้งกวาดินเหนียว ระยะที่มีหมอกลงจัดควร
ใหน้ําในตอนบายเพื่อใหหนาดินแหงกอนค่ํา นอกจากนี้การทดน้ําเขาตามรองประมาณ
1/3 ของความสูงของแปลง จะดีกวาใหแบบพนฝอย

►        การควบคุมและกําจัดวัชพืช
             การใชวัสดุคลุมดินจะชวยรักษาความชื้นในดินและควบคุมวัชพืช ถาหากใชฟาง
คลุมควรเปนฟางเกาเนื่องจากเพลี้ยจะชอบสีเหลืองถาใชฟางใหมคลุมจะทําใหเกิดโรคใบหด
             การใชพลาสติกสีดําคลุมดิน ทําใหเพิ่มอุณหภูมิดิน ดังนั้นควรคลุมดินดวย
พลาสติกสีน้ําเงิน ซึ่งสะทอนแสงและชวยลดปริมาณแมลงปากดูด ควบคุมวัชพืชรักษาความชื้น
และลดอุณหภูมิในดิน ผลการทดลองหลายแหงพบวาการคลุมดินดวยพลาสติกสีน้ําเงิน และ
หนา 6                                                      การปลู ก พริ ก หวานหรื อ พริ ก ยั ก ษ



ใหปุยในรูปสารละลายแบบระบบน้ําหยดสามารถชวยเพิ่มผลผลิต เพิ่มขนาดของผล และ ชวย
ใหเก็บเกี่ยวไดเร็วขึ้น

►        การตัดแตงกิ่งและการปลิดผล
                 เนื่องจากพริกหวานเปนพืชที่ตองการทั้งผลผลิตและคุณภาพดังนั้นจึงจําเปนตอง
มีการตัดแตงกิ่งเพื่อใหลําตนโปรง เพิ่มอัตราการหมุนเวียนของอากาศ ลดการระบาดของโรค
เกิดความสมดุลในการสรางอาหารและการใชอาหาร สําหรับการเจริญเติบโต ผลผลิตและ
คุณภาพของผล ตลอดจนยืดเวลาเก็บเกี่ยว จํานวนกิ่งและจํานวนผลตอตนขึ้นอยูกับพันธุ
ฤดูปลูก และมาตรฐานความตองการของตลาด โดยทั่วไปจะตัดแตงใหเหลือ 2 – 6 กิ่ง โดย
คัดเลือกกิ่งที่สมบูรณ การตัดแตงใหเหลือ 2 กิ่งจะใหผลขนาดใหญและคุณภาพสูง ปจจุบัน
การปลูกพริกสี นิยมปลูกตัดแตง 2 กิ่งและปลูก 2 ตนตอหลุม เพื่อเพิ่มผลผลิตตอพื้นที่

►        การใชฮอรโมนชวยในการเจริญ
                จิบเบอเรลลิค แอซิด ( GA 3 ) ชวยในการเจริญเติบโตของพริก โดยเฉพาะ
การปลูกในสภาพอุณหภูมิต่ํา การเจริญเติบโตชา ใชความเขมขน 100 – 500 ppm เริ่มฉีดพน
หลังยายปลูก 2 อาทิตย และฉีดทุกๆ 2 อาทิตย
                นอกจากนี้ GA 3 สามารถชวยในการติดและการเจริญของผล ฉีดพนทุก
1 – 2 อาทิตย ในระยะที่ดอกบาน อาจจะใชความเขมขนสูงในพื้นที่ปลูกที่มีปญหาในการผสม
เกสรและการติดของผล         GA 3 ชวยใหผลมีขนาดใหญและติดผลมาก

►                  ่
         การเก็บเกียว
                                                                                          ่
              การเก็บเกี่ยวพริกหวานขึ้นอยูกับสายพันธุและฤดูปลูก โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวเมือ
อายุ 70 – 130 วัน หลังยายปลูก พริกหวานสีเขียวเก็บเกี่ยวเมื่อผลเจริญเต็มที่ ผลแข็ง ผิวเรียบ
หนา 7                                                       การปลู ก พริ ก หวานหรื อ พริ ก ยั ก ษ



เปนมัน หลังจากระยะสุกเขียว ผลจะเริ่มเปลี่ยนสีเปนสีมวง / แดง / เหลือง
               เอทธีลีน ( ethylene : C 2 H 4 ) จะชวยเรงการพัฒนาสีของผล
               ระยะเก็บเกี่ยวขึ้นอยูกับระยะทางที่จะสงไปตลาด ตลาดในทองถิ่น เก็บเกี่ยวเมื่อ
ผลเปลี่ยนสี 80 % สวนตลาดที่หางไกล เก็บเกี่ยวเมื่อเริ่มเปลี่ยนสี 35 – 60 %
                การเก็บเกี่ยวจะใชมีดที่บางและคม ตัดขั้วดานที่ติดกับลําตน ไมควรปลิดผล
เนื่องจากจะทําใหลําตนฉีกขาด ควรใหมีขั้วติดผล เพื่อปองกันการเนาจากการเขาทําลายของโรค
ที่แผลซึ่งเกิดจากการหลุดของขั้วแตควรระวังขั้วอาจจะทําใหผลอื่น ๆ เกิดแผลในระหวางการ
ขนสง
              หลังเก็บเกี่ยว ควรลางทําความสะอาดดวยคลอรีนเขมขน 300 ppm และใชน้ํา
อุณหภูมิ 53 องศาเซลเซียส เพื่อปองกันผลเนา

              การลดความรอนที่สะสมอยูในผลกอนระยะเวลาเก็บเกี่ยว โดยรักษาอุณหภูมิ
ของผลใหอยูระหวาง 9 – 10 องศาเซลเซียส การลดอุณหภูมิเฉียบพลันโดยใช forced air cooling
หรือ hydrocooling หรือ vacuum cooling จะชวยยืดระยะเวลาการเก็บรักษา แตหลังจาก
hydrocooling ควรใชพัดลมเปาใหแหงเร็วที่สุด เพื่อปองกันการเขาทําลายของโรคผลเนา

               การเคลือบผิวจะชวยลดการคายน้ํา ปองกันผลเหี่ยวและปองกันการเกิดแผล
ระหวางการขนสง การหอผลดวย moisture – retentive films เชน perforated polyethylene
ชวยใหเก็บรักษาไดนานกวาปกติ 1 อาทิตย

►        อุณหภูมิในการเก็บรักษา
               ผลพริกหวานไมทนทานตอสภาพอุณหภูมิต่ํา ไมควรเก็บรักษาต่ํากวา
7 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่เหมาะสมสําหรับการเก็บรักษาอยูระหวาง 8 – 9 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงกวา 12 องศาเซลเซียส กระตุนใหเกิดการพัฒนาของสี
หนา 8                                                     การปลู ก พริ ก หวานหรื อ พริ ก ยั ก ษ



►        แมลงศัตรูพริกหวาน
         1. ไรขาว
         ลักษณะการทําลาย
         ไรขาวจะดูดน้ําเลี้ยงที่ใบของพริก ทําใหเกิดใบมวนงอหงิกและหัวโกรน

         การปองกันและกําจัด
         • หมั่นตรวจดูยอดตนพริกสม่ําเสมอ เมื่อพบไรขาว ควรฉีดพนดวยกํามะถันผง
                                                                                        ่
         ชนิดละลายน้ําไดใหทั่วใตใบ โดยเฉพาะใบที่อยูสวนยอด และฉีดวันเวนวัน เมื่อเริม
         ระบาด 2 – 3 ครั้ง และเริ่มฉีดใหมเมื่อพบศัตรูระบาด
         • เนื่องจากไรขาวจะระบาดมากในอุณหภูมิสูงและแหงแลงจึงปองกันโดยรักษา
                                         ํ
         แปลงปลูกใหมีความชื้นสูง โดยรดน้าใหสม่ําเสมอ

         2. เพลี้ยไฟ
         ลักษณะการทําลาย
       เพลี้ยไฟจะดูดน้ําเลี้ยงและทําใหเกิดอาการยอดหดหรือใบหงิก โดยใบออนที่ยอดเรียว
ยาวโคงงอลง ขอบใบงอ ใบมีขนาดเล็กลง ผิวใบมีจุดสีน้ําตาลใบเหลืองและแข็งกรอบ เมื่อแตะ
ใบออนเพียงเบา ๆ ก็จะหลุดรวงอยางงายดาย
         การปองกันกําจัด
         • ควรฉีดพนดวยสารเคมีประเภทดูดซึม จะใหผลดีและตองฉีดพนใหทั่วยอดและใต
            ใบ ซึ่งศัตรูชนิดนี้หลบซอนตัวอยู พริกอาจจะแตกยอดใหมแตจะใหผลผลิตต่ํา การ
            ฉีดสารเคมีควรฉีดเวลา 10.00 – 11.00 น.
         • ในพื้นที่ ๆ ปลูก ใหม ๆ อาจจะใชสารเคมีเชน เซฟวิน 85 บาซูดิน หรือ ไดอะซิโนน
หนา 9                                                  การปลู ก พริ ก หวานหรื อ พริ ก ยั ก ษ



         3. เพลี้ยออน
         ลักษณะการทําลาย
        เพลี้ยออนจะดูดน้ําเลี้ยงที่ใบสวนยอดทําใหยอดหงิก โดยใบพริกจะแสดงอาการ หยัก
เปนคลื่นและหงิก ใบจะดาง และมีขนาดเล็กลง พืชจะชะงักการเจริญและผลผลิตต่ํา
          การปองกันกําจัด
          • ฉีดสารเคมีเชน เซฟวิน 85

         4. หนอนกระทูผัก
           ลักษณะการทําลาย
          หนอนกระทูผักมักจะพบเขาทําลายในระยะที่พริกโตหรือตกพุม ขณะที่หนอนยังเปน
ตัวออนการระบาดทําความเสียหายไมรุนแรง การเขาทําลายในระยะผลออน จะกัดตรงโคนกาน
สวนที่ติดกับผลเปนรูใหญ ถาหากเปนตัวออนจะเขาไปกัดกินไสและเมล็ดในฝก สวนหนอนตัว
โตเต็มวัยจะกัดพริกเปนรูจนถึงไส และยายไปทําลายผลอื่นตอไป
         หนอนชนิดนี้จะระบาดทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณที่ปลูกพืชผัก ฝายและถั่ว ติดตอกัน
ตลอดป การทําลายรุนแรงมักจะพบในฤดูฝน
           การปองกันและกําจัด
           • ใชสารเคมีเชน เซฟวิน 85

         5. หนอนแมลงวันแตง

         ลักษณะการทําลาย
                                                 ู
      เจาะผลทําใหผลเนา มีหนอนอยูขางใน ผลที่ถกทําลายจะมีสีไมสม่ําเสมอและรวงกอน
                                             ึ่
ผลสุก ถาหากสังเกตดูทั่วผล จะพบรูเล็ก ๆ อยูกงกลางผล ซึ่งเกิดจากแมลงวันแตงวางไข
หนา 10                                                       การปลู ก พริ ก หวานหรื อ พริ ก ยั ก ษ



          การปองกันและกําจัด
          • ใชสารเคมีเชน เซฟวิน 85

          6. หนอนเจาะผลมะเขือเทศ
          ลักษณะการทําลาย
        จะระบาดตลอดทั้งปโดยหนอนจะวางไขตามยอดออนและดอกออน ตัวหนอนที่ออก
จากไขจะกัดกินใบออนกานดอกหรือกลีบดอก การเขาทําลายระยะที่พริกเปนผลเล็ก หนอนจะ
เจาะเขาไปกัดกินในผลทําใหผลรวงหรือเนาทําความเสียหายรุนแรงกวาหนอนกระทูผัก
        การปองกันกําจัด
         • ฉีดพนดวยสารเคมี เชน แลนเนท

►     โรคพริกหวาน
          1. โรคตนและใบไหม
          ลักษณะอาการ
          โรคนี้เกิดกับพริกไดทุกระยะของการเจริญ และทุกสวนของพืช ขึ้นอยูกับระยะการเจริญ
และสวนของพืชที่ถูกทําลาย การเขาทําลายในระยะตนออน อาการจะคลายกับการทําลาย
                      ้                                     ั
ของโรคโคนเนา โดยเชือสาเหตุจะเขาทําลายบริเวณโคนตน แผลจะมีลกษณะคลายโดน
น้ํารอนลวก ทําใหตนกลาลมพับลง และแหงตาย สวนการทําลายในระยะที่ตนโต จะทําใหเกิด
อาการรากเนา ลําตน กิ่ง จะเกิดเปนแผลสะเก็ด ใบไหม ผลแหงหรือเนา
       โรคนี้จะระบาดมากในสภาพที่มีความชื้นสัมพัทธและอุณหภูมิสูงอุณหภูมิที่เหมาะ
สําหรับการเขาทําลายของเชื้อสาเหตุอยูระหวาง 8 – 38 องศาเซลเซียส
          การปองกันและกําจัด
          • โรคนี้เปนโรคที่สามารถติดมากับเมล็ดพันธุ ดังนั้นกอนเพาะควรแชเมล็ดในน้ําอุน
หนา 11                                                     การปลู ก พริ ก หวานหรื อ พริ ก ยั ก ษ



          50 องศาเซลเซียสเปนเวลา 20 นาที
          • ฉีดพนดวยสารเคมีเชน มาเน็บ ไซเน็บ


          2. โรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อรา
          ลักษณะอาการ
        เชื้อสาเหตุจะเขาทําลายราก หรือสวนของตนที่อยูระดับและอยูใตดินเมื่อรากสวนใหญ
ถูกทําลายพืชจะแสดงอาการ โดยใบที่อยูตอนลางเหลืองและรวงมาก ทําใหทรงพุมบางตา
ตอจากนั้นจะมีอาการเหี่ยวในเวลากลางวันชวงที่มีแดดรอนจัด และฟนในตอนเชาสลับกัน
 2 – 7 วัน แลวจะเหี่ยวอยางถาวรไมมีการฟนอีก
        เชื้อสาเหตุจะระบาดรุนแรงในสภาพอุณหภูมิและความชื้นในดินสูงอุณหภูมิที่เหมาะสม
สําหรับการเจริญเติบโตอยูระหวาง 24 ถึง 28 องศาเซลเซียส ถาหากต่ํากวา 17 หรือสูงกวา
38 องศาเซลเซียส การเจริญจะชาหรือไมเจริญเลย
          การปองกันและกําจัด
          • โรคนี้เปนโรคที่สามารถติดมากับเมล็ดพันธุ ดังนั้นกอนเพาะควรแชเมล็ดในน้ําอุน
          50 องศาเซลเซียส เปนเวลา 20 นาที
          • ควรปรับสภาพดินใหเปนกลาง เนื่องจากเชื้อสาเหตุจะเจริญไดดีในดินที่เปนกรดจัด
          • ใสปุยอินทรียเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณของดินและเพื่อใหดินรวนซุย มีการระบาย
          น้ําดี
          • ใชสารเคมีเชน เบนเลทผสม แคปเทนและน้ํา อัตรา 6:6:100 ราดกนหลุมกอนปลูก
           และราดโคนตนหลังยายปลูก 15 วัน
หนา 12                                                       การปลู ก พริ ก หวานหรื อ พริ ก ยั ก ษ



          3. โรครากเนาโคนเนา
          ลักษณะอาการ
        โคนตนจะเนาสีน้ําตาล ในดินแถวโคนตนมีเสนใยราสีขาว ซึ่งบางสวนจะเจริญขึ้นไป
เกาะอยูตามโคนและรากตนพริก จะสังเกตเห็นเม็ดราสีขาว น้ําตาลออนหรือน้ําตาลแกขนาดเทา
เมล็ดผักกาด ปะปนอยูกับเชื้อราดังกลาว ตนที่โรคเขาทําลาย แสดงอาการใบเหลือง และเหี่ยว
ตายในที่สุด
          การปองกันและกําจัด
          • โรคนี้เปนโรคที่สามารถติดมากับเมล็ดพันธุ ดังนั้นกอนเพาะเมล็ดควรแชเมล็ด
          ในน้ําอุน 50 องศาเซลเซียส เปนเวลา 20 นาที
          • ปลูกพืชหมุนเวียนอยางนอย 5 ป
          • ใชปูนขาวคลุกหนาดินกนหลุมกอนปลูก
          • ใชสารเคมี เชน เทอราคลอ ราดบริเวณโคนตน

          4. โรคใบดาง จากเชื้อไวรัส
          ลักษณะอาการ
        ใบพริกจะดาง มีสีเหลืองสลับเขียว ใบหยักเปนคลื่น บิดงอ อาการดางเปนลายไม
สม่ําเสมอ บางแหงจะมีลายดางมากบางแหงจะมีนอย เกิดขึ้นประปรายทั่วใบ ถาหากเขาทําลาย
ระยะตนกลาจะแคระแกร็นไมใหผลผลิต การแพรระบาดของโรคเกิดขึ้นโดยเพลี้ยออน เปนตัว
พาหะ
          การปองกันและกําจัด
          • ฉีดสารเคมีปองกันเพลี้ยออน ( แมลงปากดูด )
หนา 13                                                    การปลู ก พริ ก หวานหรื อ พริ ก ยั ก ษ



►   ลักษณะผลที่ผิดปกติ
    อาการตายนึ่งของผล
               อาการเริ่มแรกผิวของผลดานที่โดนแสงอาทิตยสอง จะปรากฎแผลสีขาว นิ่ม
    และยุบตัว แผลอาจจะมีขนาดใหญถึง 1/3 ของผล จะเกิดมากในสภาพที่ความเขมแสงและ
    อุณหภูมิสูง พืชมีทรงพุมขนาดเล็ก ใบไมสามารถปกคลุมผลได
    อาการกนเนา
                 การปลูกพืชในสภาพที่ขาดแคลเซียม PH ต่ํา ขาดหรือมีน้ํามากเกินไป สวนปลาย
    ของผล จะเกิดเปนแผลซ้ํา ตอจากนั้นแผลจะแหง สีน้ําตาล หลังจากนั้นเชื้อโรคจะเขาทําลาย
    ทําใหเนื้อเยื่อเปลี่ยนเปนสีดํา




     เรียบเรียงโดย
    รศ. นิพนธ ไชยมงคล
    สาขาพืชผัก ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร             มหาวิทยาลัยแมโจ


    จัดทํา/เผยแพรทางเว็บไซดโดย
    กลุมสื่อสงเสริมการเกษตร
    สํานักพัฒนาการถายทอดเทคโนโลยี กรมสงเสริมการเกษตร