Docstoc

Penicillin abdominal distention

Document Sample
Penicillin abdominal distention Powered By Docstoc
					                                                                                                                   1


      Penicillins




กลไกการออกฤทธิ์
           - จัดเป็น bactericidal
           - ขัดขวางการสร้างผนังเชลล์ โดยยับยั้งการทางาน transpeptidase ซึ่งมีหน้าที่เชื่อมโยงสาย peptidoglycans
อันเป็นส่วนทาให้ผนังเชลล์แข็งแรงในขบวนการสร้างผนังเชลล์ของแบคทีเรียที่กาลังแบ่งตัวยาซึ่งมีผลเฉพาะขบวนการสร้างผนังเซล
ล์นี้ขึ้นไหม่เท่านั้น
                                                                                                                  ึ้
           - ในเซลล์ของแบคทีเรีย มีโปรตีนที่ penicillns ต้องเข้าไปจับก่อนที่จะทาให้เกิดผลขัดขวางการสร้างผนังเซลล์ขน (
penicillns-binding proteins,PBPs )ซึ่งมีหลายชนิด เช่น PBP1A,1B,2,3,4,5,6 เป็นต้น
ยาแต่ละชนิดจะจับกับ PBPs เหล่านี้มากน้อยไม่เหมือนกัน เกิดผลแตกต่างกันไป
                                         ่
           - การออกฤทธิ์ของยาจะได้ผลดีตอเซลล์ของแบคทีเรียชนิดกรัมบวกที่กาลังเจริญเติบโตมากกว่าชนิดกรัมลบ
                                                              ้
เพราะผนังเซลล์ของพวกกรัมบวกมีสารประกอบซับซ้อนหุ้มทับชันของ peptidoglycan ทาให้ยาออกฤทธิ์ยาก
                                             ี
ยกเว้นยาที่มีการสังเคราะห์ทางเคมีเพิ่มทาให้มผลต่อกรัมลบดีขึ้น

ข้อบ่งใช้
     1.     Pneumococci เช่น ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เยื่อบุหัวใจอักเสบ ฯ ลฯ
     2.     Streptococci เช่นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ URI ปอดปวม endocarditis
     3.     Meningococci
     4.     Staphylococci เฉพาะพันธุ์ที่ผลิต penicillinases หรือผลิตเอนไซม์นี้แต่ไม่ดื้อต่อยา (ซึ่งพบน้อย)
     5.     Anaerobes เช่น ฝีในสมอง periodontal ในอุ้งเชิงกร้าน
                                                                                                              2
    6. Gonococci เช่น ข้อ 4
    7. Spirochetes
    8. Corynebacterium diphtheriae
    9. Clostridium
    10.อื่นๆ

ขนาดการใช้
1.ยากิน Penicillin v
 -ยาเม็ด 125 มก.ยาเม็ดและแคปซูล 250 มก.ยาน้า 125 250 มก./ช้อนชา
2.ยาฉีด
2.1 Aqueous crystalline Na or K salt Penicillin G (อยู่ในรูปของเกลือโซเดียม)
ให้โดยฉีดเข้าหลอดเลือดดา ขนาดโดยทั้วไปใช้ 6-20 ล้านยูนิตต่อวันให้ทุก4-6ชั่วโมง
                                                                           ้
2.2 Penicillin G procaine suspension ใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเท่านัน ให้ระดับยาในเลือดอยู่ได้นาน 24 ชั่วโมง
ขนาดโดยทั่วไปใช้ครั้งละ 3 แสน-6 แสนยูนิตะวันละ 1-2 ครั้ง
2.3Penicillin G benzathine suspension ใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเท่านั้นเช่นกัน ให้ระดับยาในเลือดได้นานถึง 4 สัปดาห์
                             ่
แต่ระดับค่อนข้างต่า ขนาดโดยทัวไปใช้ครั้งละ 6 แสน-1.2 ล้านยูนิต มีที่ใช้เฉพาะในการรักษาและป้องกันโรคจากเชื้อ grA
betahemo lytic Streptococcus หรือใช้รักษา Syphilis ที่อยู่นอกระบบประสาทส่วนกลาง

อาการข้างเคียง
    1. การแพ้ยา ได้แก่ผื่นแบบ maculopapularrash ลมพิษ เป็นไข้อาจแรงมากถึงกับเกิด anaphylaxis ได้
    2. การระคายเคีอง ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเดิน เมิ่ให้โดยการกิน และเกิด thrombophlebitis
    ได้เมื่อฉีดเข้าหลอดเลือดดา ไม่มีที่ใช้ในการการฉีดเข้าไขสันหลัง
    3. การเปลื่ยนแปลงของ microflora ในทางเดินอาหาร


Cephalosporins
การแบ่งกลุ่มตามวงฤทธิ์การต้านเชื้อ ดังนี้
    1. First generation ทนต่อ cephalosporinase ได้ไม่มาก ออกฤทธิ์ต่อเชื้อแกรมบวกได้ดีมาก
        ได้ผลกับเชื้อแกรมลบน้อย ( บางตัวเท่านั้น ) ไม่ได้ผลต่อเชื้อ anaerobes และ Ps.aeruginosa
    2. Second generation ทนต่อ cephalosporinase ได้ดีขึ้น ออกฤทธิ์ต่อเชื้อแกรมบวกได้ลดลง
                                          ั
        ผลกับเชื้อแกรมลบได้กว้าง แต่ยงไม่ได้ผลต่อ Ps.aeruginosa
    3. Third generation ทนต่อ cephalosporinase ได้ดีมาก ผลต่อเชื้อแกรมบวกต่ากว่ารุ่นแรก
                                   ้
        ได้ผลต่อเชื้อแกรมลบมากขึน รวมทั้งต่อ Ps.aeruginosa บางพันธุ์ด้วย
    4. Fourth generation ได้แก่ Cefpirome                       Cefepime
                           รุ่น              ยาฉีด                        ยารับประทาน
                      รุ่นที่ 1      Cephalothin                   Cefadroxil
                                     Cefazolin                     Cephalexin, cefalexin
                                     Cephapirin*                   Cephradine*
                                     Cephradine *                  ?
                      รุ่นที่ 2      Cefamandole                   Cefaclor
                                                                                                                   3
                                 Cefoxitin                   Cefuroxime axetil
                                 Cefuroxime                  Cefprozil
                                 Cefonicid*                  Loracarbef
                                 Ceforanide*
                                 Cefmetazole*
                                 Cefotetan*
                    รุ่นที่ 3    Cefotaxime                  Cefdinir
                                 Ceftriaxone                 Cefixime
                                 Cefoperazone                Cefpodoxime proxetil
                                 Ceftazidime                 Ceftibuten
                                 Ceftizoxime*                Cefditoren pivoxil
                                 Moxalactam*
                    รุ่นที่ 4    Cefepime                    -
                                 Cepirome

กลไกการออกฤทธิ์
           - เหมือนพวก Penicillins คือ
                                              ้
                มีผลต่อการสร้างผนังเชลล์ของเชือเชื้อตายจากการที่มีผนังเชลล์บกพร่องและแตกออก
           - ฤทธิ์เป็น bactericidal อาจเป็น bacteriostatic ได้ ขึ้นกับชนิดและอัตราเร็วในการแบ่งตัวของเชื้อ
                ขนาดที่ใช้ และความเข้มข้นของยาในเนื้อเยื่อ

ข้อบ่งใช้
 1 First และ Second generation
             - หัวใจและเยื่อหุ้มหัวใจ : Cefazolin มี t1/2
           ่
นานจึงอยูในเนื้อเยื่อไดเหมาะที่จะนามาใช้ป้องกันการติดเชื้อจากการผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือด
           - กระดูกและข้อ : ยากลุ่มfirst generation เข้าได้ดีมาก ทั้งแบบให้ทางปากและฉีด
ส่วนCefmandole ก็เข้าสู่กระดูกและข้อได้ดี แต่ใช้เวลานานกว่า
             - ปอดอักเสบทีเ่ กิดนอกโรงพยาบาล ในคนไข้ทเี่ ป็นโรคเบาหวาน ตับแข็งอยู่ก่อน              (
มักเป็นเชื้อแกรมบวก ตัวกลม อาจมี K.pneumoniae และ H.influenzae ด้วย )
              - ทางเดินอาหารและน้าดี : Cefamandole และ Cefoxitin จะเข้าสู้น้าดีได้ดีกว่าตัวอื่น
( เชื้อ E.coli และ K.pneumoniae )
             - เข้าสู่ทางสูตินารีเวช เช่น การผ่าตัดเอาลูกออกทางช่องคลอดใช้ Cefoxitin
   2 Third generation
               - เยื้อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อกรัมลบ
              - โรคหนองใน PPNG type : Cefotaxime และ Ceftraxone
                                                          ่
               - การติดเชื้อในโรงพยาบาลทีเ่ กิดจากเชื้อทีดื้อต่อ Cephalosporins 2 กลุ่มแรก และ Aminoglycosides

ขนาดการใช้ ตาราง

อาการข้างเคียง
                                                                                       ี
         1. การแพ้ยา ที่พบมากคือ ลมพิษ ผื่นคัน อาจพบอาจไข้ได้ การแพ้ยานี้มักพบในรายที่มประวัติการแพ้ Penicillins
              ด้วย
                                                                                                        4
           - Anaphylaxin พบน้อย
2.   ผลต่อระบบทางเดินอาหาร
     ชนิดให้ทางปาก ทาให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดินได้ ซึ่งมักจะไม่รุนแรงทั้งชนิดที่ให้ทางปากและฉีด
     อาจทาให้เกิดอาการปวดท้อง อาหารไม่ย่อย ท้องอืดท้องเฟ้อ และ Pseudomembranous colitis
     (จากมีการเจริญของ Clostridium difficile) ได้
3.   ผลต่อไตพบไม่มาก พบจาก Cephaloridine ได้มากที่สุด และอาจพบในรายที่ใช้ยาอื่นๆ ที่เป็นพิษต่อไตร่วมด้วย
     เช่น Aminoglycosides
4.   การกดไขกระดูก ยาที่มี Methylthiotetrazole side chain ได้แก่
     Cefamandole,Moxalactam,Cefoperazone อาจทาให้ prothrombin time เพิ่มขึ้นได้ด้วย
     เนื่องจากยามีผลยับยั้ง intestinal flora ทาให้การสร้างวิตามินเคลดลง
5.                                                                ่
     ผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง พบปวดศีรษะ วินเวียน มึนงง เมือยล้า ( disulfiramlike effect )ได้
     เมื่อช้ยาที่มี methylthiotetrazole side chain เช่น ข้อ 4
6.   การติดเชื้อแทรกซ้อน โดยเฉพาะเชื้อรา Candida และ Pseudomonas เพิ่มกว่าปกติ
7.   หลอดเลือดดาอักเสบ จากการฉีดเข้าหลอดเลือดดาขนาดสูงเป็นระยะเวลานาน
     จึงควรใช้เข็มขนาดเล็กฉีดเข้าหลอดเลือดดาขนาดใหญ่ และไม่ควรฉีดซ้าที่เดียวกัน การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
     พบอาการปวดมากโดยเฉพาะจาก Cephalothin
5
6
7
                                                                                                                              8
     Macrolides
      เป็นกลุ่มยาที่มักใช้ในกรณีเชื้อดื้อยาในกลุ่มเพนนิซิลลินหรือแพ้ยาเพนนิซิลลิน
      เป็นกลุ่มยาที่มีโมเลกุลใหญ่ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ Erythromycin




Erythromycin
                           ์
          เป็นยาทีออกฤทธิทั้งกดการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย หรือทาให้แบคทีเรียตาย
      ้
ทั้งนีขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของยาและความไวของแบคทีเรียต่อยา โดยยาจะออกฤทธิ์ไปขัดขวางการสร้างโปรตีนของแบคทีเรีย
ใช้ได้ผลในการรักษาโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียที่ดื้อต่อ Penicillins เชื้อ Mycoplasma เชื้อคอตีบ ไอกรนและ
Haemophilus influenza ใช้ได้ผลดีมากในการรักษาโรคติดเชื้อในถุงน้าดีที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก
ใช้ป้ายตาเด็กแรกเพื่อป้องกัน Ophthalmia Neonatorum

    กลไกการออกฤทธิ์
ยาออกฤทธิ์ขัดขวางการสร้างโปรตีน โดยการรวมตัวกับส่วน 50S ของไรโบโซม
เป็น bacteriostatic ต่อ mature organism ถ้าให้ขนาดสูง bactericidal (ไปทาลาย cell wall)

    ข้อบ่งใช้

     • ใช้รักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกในกรณีใช้ penicillin ไม่ได้ผล (จาก penicillinase-
          producing organism)
     • ตัวที่ใช้บ่อยคือ Erythromycin,
     ขนาดการใช้
       Erythromycin Estollate [Ilosone]และ Erythromycin Stearate [Erythrocin;
                                                               ั
Bristamycin] มีทั้งแคปซูลและ Dry syrup มีบางบริษทเตรียมยาในรูปของยาฉีด แต่ไม่ค่อยนิยใช้ เช่น
Erythromycin Ethylsuccinate ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ Erythromycin Gluceptate ; Erythromycin
                                                             ั                ้
Lactobionate ใช้หยอดเข้าทางเลือดดาช้าๆ นอกจากนี้ยงอาจอยู่ในรูปของขีผึ้ง ครีมสาหรับทาภายนอก หรือขี้ผึ้ง ป้ายตา
       ขนาดทั่วไปที่ให้ 1-4 กรัม/วัน โดยแบ่งให้ทุก 6 ชั่วโมง ในผู้ใหญ่ และ 30-50 มก./น้าหนักตัว 1 ก.ก. /วันแบ่งให้ทุก 6 ชั่วโมง
เช่นเดียวกับผู้ใหญ่
                                                                                                                       9

อาการข้างเคียง
         คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ปวดท้อง ไข้ ผื่นขึ้น ในรายที่ได้รับ Erythromycin Stearate
    อาจพบว่ามีตับอักเสบ ตัวเหลือง ตาเหลือง จากการที่มีถุงน้าดีอักเสบเฉียบพลัน และ Cholestatic hepatitis
    ยามีฤทธิ์ระคายเคือง กรณีที่ฉีดยาเข้ากล้าม ยาจะไประคายเคืองต่อเนื้อเยื่อบริเวณที่ฉีดยา ทาให้เกิดอาการปวดหลังฉีดยา
    หรือกรณีที่ฉีดเข้าหลอดเลือดอาจทาให้หลอดเลือดอักเสบ หรือหากให้กินอาจทาให้สัตว์ท้องเดินได้

     Lincosamides
 Lincomycin, Clindamycin
 mechanism of action; same as macroliddes

 clinical use;
   - anaerobe ในช่องท้องเเละอุ้งเชิงกราน, diabetic food infection, เเผลกดทับต่างๆ
   - ใช้เฉพาะที่ เช่น รักษาสิว ( clindamycin cream )

     Chloramphenicals
 Chloramphenical
 inhibit proteins synthesis by binded 30s ribosome
 clinical use;
   - alternative in treatment bacyeria meningitis
   - ยาร่วมในการรักษา mellioidosis
   - ยาร่วมในการรักษา Anaerobe ในช่องท้อง เช่น ฝีในตับ
                                                ี่
   - ติดเชื้อ ricketsia ในเด็กเเละหญิงตั้งครรภ์ทใช้ tetracycline ไม่ได้
 ADR;
   - Allergic reaction ; rash, fever, anaphylaxis
   - Grey baby syndrome; vomitting, abdominal distention, cyanosis, hypothermia--
       - immature hepatic function of neonates
   - Bone marrow suppression


     Tetracyclines
การแบ่งชนิดของ Tetracycline
ยากลุ่ม Tetracycline อาจจาแนกตามระยะเวลา การออกฤทธิ์ ออกเป็น 3 ประเภท คือ
1.Short-acting ได้แก่ tetracycline hydrochloride chlortetracycline oxytetracycline
2.Intermediate – acting ได้แก่ demeclocycline methacycline
3.Long – acting ได้แก่ doxycycline minocycline
กลไกการออกทธิ์
      Tetracyclines ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างโปรตีนโดยจับกับ 30-S subunit ribosome และ Mrna
ป้องกันไม่ให้ aminoacyl-tRNA จับกับ mRNA ribosome complex ที่ acceptor site ( A site)
       ขนาดยา Tetracyclines ที่ใช้ ตามปกติ
ออกทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียทั้งเชื้อกรัมบวกและกรัมลบโดยออกฤทธิ์ยับยั้งเฉพาะเจาะจงต่อขบวนการสังเคาระห์โ
ปรตีนของจุลชีพมากกว่าของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ตังอย่างเช่น rickettsiae, chlamydia
                                                                                                                     10
ซึ่งเป็นจุลชีพที่ต้องอาศัยอยู่ภายในเซลล์ host ขบวนการสังเคาระห์โปรตีนของเชื้อเหล่านี้ไวต่อ Tetracyclines
มากกว่าเซลล์ host Tetracyclinesจะผ่านผนังเซลล์และสะสมในเซลล์จุลชีพโดยอาศัยพลังงาน
                                   ้
ในการเพาะเลี้ยงเซลล์ของสัตว์เลียงลูกด้วยนมพบว่า Tetracyclines
ขนาดสูงมีผลยับยั้งการสร้างโปรตีนของเซลล์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ทาการเพาะเลี้ยง แต่การที่ยาจะผ่านเข้าเซลล์ได้จะต้องอาศัย
amphotericin B หรือ polymyxin B ฉะนั้นควรระวังการใช้ยากลุ่มนี้ขนาดสูงๆ อาจมีผลต่อเซลล์ของร่างกาย เช่น
ทาให้การทางานของไตเสีย
ขอบเขตการออกฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ
                                                                                 ้
              Tetracycline เป็นยาปฎิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้าง ครอบคลุมเชื้อจุลชีพทังแอโรบิคแบคทีเรีย แอนแอโรบิคแบคทีเรีย
Rickettsiae Chlamydia Mycoplasma Spirochetes และโปรโตซัว
               กรัมบวกรูปกลม ยากลุ่ม Tetracycline ใช้ได้ผลสาหรับเชื้อกรัมบวกรูปกลม Tetracycline
ชนิดที่ละลายในไขมันาด้ดี ได้แก่ doxycycline minocycline จะให้ผลดีกว่า Tetracycline ชนิดอื่นๆ
Streptococcs pneumoniae S.pyogenes ไวต่อ Tetracycline แม้แต่แอนโรบิค Streptococcs
ก็ไวต่อ Tetracycline แต่อย่างไรก็ตามมี Streptococcs หลายสายพันธุ์ที่ดื้อต่อ Tetracycline และผลของ
                                                                                            ่
Tetracyclineก็ด้อยกว่ายาปฎิชีวนะหลายชนิด เช่น เพนนิซิลลินจี , cephalosporin รุนที่ 1 ดื้อต่อยา
Tetracycline Staphylococus aureus ดื้อต่อกลุ่ม Tetracyclineทุกชนิดยกเว้น minocycline
              กรัมบวกรูปแท่ง Tetracycline ใช้ได้ผลสาหรับเชื้อกรัมบวกรูปแท่งหลายชนิด เช่น Listeria
monocytogenes นิยมใช้ Tetracycline รักษาการติดเชื้อจากเชื้อเหล่านี้แทนเพนนิซิลลินในรายที่แพ้ยา
          กรัมลบรูปกลม Tetracycline ใช้ได้ผลสาหรับเชื้อ Nesseria ส่วนใหญ่ ได้แก่
N. gonorrhoeae และ N.meningitidis แต่ N. gonorrhoeae ชนิด PPNG ดื้อต่อ Tetracycline
          กรัมลบรูปแท่ง เชื้อ H. influenzae ไวต่อ Tetracycline ส่วนกรัมลบรูปแท่งชนิดอื่น ๆ เช่น
Escherichia coli , Klebsiella โดยเฉพาะที่มีการติดเชื้อในโรงพยาบาล ดื้อต่อ Tetracycline
การดื้อยา
         เชื้อแบคทีเรียดื้อยากลุ่ม Tetracycline ทั้งแบบโครโมโซม และพลาสมิด N. gonorrhoeae ดื้อต่อ
Tetracycline โดยวิธี mutation คือมีการเปลี่ยนแปลงในครโมโซม ส่วน E.coli
ดื้อแบบพลาสมิดจะถ่ายทอดระหว่างสายพันธุ์เดียวกัน หรือถ่ายทอดไปยังสายพันธุ์อื่นหรือ species อื่นได้ เชื้อจะดื้อต่อยานี้
โดยลดการซึมผ่านของ Tetracycline เข้าเซลล์เชื้อและทาให้ยาสะสมอยู่ในเซลล์น้อยลง
                                                                                          ่
           นอกจากนี้จะดื้อต่อ Tetracycline ชนิดต่างๆ แล้วยัง อาจดื้อต่อยาปฎิชีวนะชนิดอืนๆด้วย เช่น คลอแรมเฟนิคอล
ซัลฟา และอะมิโนกลัยโคไซด์
การดูดซึม
          Tetracycline ดูดซึมจากกระเพาะอาหารและลาไส้เล็กส่วนต้นเมื่อให้โดยการรับประทาน chlortetracycline
ดูดซึมได้น้อยที่สุดเพียงร้อยละ 25-30 ส่วน minocycline ดูดซึมเกือบสมบูรณ์ถึงร้อยละ 98 Tetracycline
ละลายได้ดีใน pH เป็นกรด ถ้า pH เป็นด่าง Tetracycline จะละลายได้ น้อยลงทาให้การดูดซึมลดลง เนื่องจาก
Tetracycline สามารถจับกับโลหะ เช่น แคลเซียม อะลูมิเนียม แมกนีเซียม และเหล็ก จึงไม่ควรดื่มนม หรือให้ยาลดกรด
ยาที่มี ferrous sulfate พร้อมกับ Tetracycline เพราะจะทาให้การดูดซึม Tetracycline ลดลง
ส่วนยาที่มีฤทธิ์ลดการสร้างกรดในกระเพาะอาหาร เช่น cimetidine หรือยาลดกรดที่ไม่ใช่ประเภทโลหะ เช่น sodium
bicarbonate ไม่ทาให้การดูดซึม Tetracycline ลดลง อาหารจะทาให้การดูดซึม Tetracyclineประเภท Short-
acting ลดลง แต่ไม่มีผลต่อการดูดซึมของ doxycycline และ minocycline
การกระจายตัว
                                                                                                                             11
         Tetracycline มีปริมาตรการกระจายตัวสูงมากกว่าปริมาตรของเหลวในร่างกาย Tetracycline
                                ้
กระจายไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ รวมทังตับและไตมีระดับยาสูงเท่ากับระดับยาในซีรั่มหรือสูงกว่า นอกจากนี้ในของเหลวต่างๆเช่น
ของเหลงในช่องปอด ในข้อ aqueous humor และฝีจะมีระดับยา Tetracycline
สูงถึงระดับออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลชีพได้ ยากลุ่ม Tetracycline
ผ่านเข้าน้าไขสันหลังได้น้อยแม้ขณะมีการอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง ยากลุ่มนี้ผ่านรกได้และขับออกทางน้านมด้วย

ข้อบ่งใช้
         Tetracyclines เป็นยาปฎิชีวนะมีฤทธิ์กว้าง แต่เนื่องจากมีการใช้Tetracyclines
                                               ั
อย่างพร่าเพรื่อจึงทาให้เกิดเชื้อดื้อยา ในปัจจุบนจึงนิยมใช้ยากลุ่มนี้เฉพาะการติดเชื้อที่พบน้อยและไม่สามารถใช้ยาต้านจุลชีพชนิดอื่น
      1.การติดเชื้อ rickettsiae ได้แก่ Rocky mountain spotted fever Brill.s disease
(epidemictyphus) murine typhus scrub typhus rickettsialpox และ Q fever
      2.การติดเชื้อ Mycoplasma pneumoniae ยากลุ่ม Tetracyclines ได้แก่
Tetracyclines,demeclocycline ให้ผลการรักษาเท่าเทียมกับ erythromycin
      3.การติดเชื้อ Chlamydia Lymphogranuloma venereum ใช้ Tetracyclines
รับประทานครั้งละ 500 มก. วันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ หรือ doxycycline รับประทานครั้งละ 100 มก. วันละ 2
ครั้งเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ถ้าเป็นซ้าอีกใช้ยาขนาดเท่าเดิม แต่ต้องให้นานกว่า 2 สัปดาห์
     4.โรคติดเชื้อเพศสัมพันธ์ หนองใน Tetracyclines ใช้ได้ผลดีในการรักษาหนองในชนิดเฉียบพลันที่บริเวณต่างๆ เช่น
anogemnitalia,pharynx นิยมใช้ในรายที่แพ้เพนนิซิลลิน ผลการรักษาดีเท่าเทียมกับเพนนิซิลลินจี แอมพิซิลลิน
และspectinomycin
และโอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนน้อยกว่าและยังให้ผลดีกว่าเพนนิซิลลินในการรักษาการอักเสบท่อปสสาวะจากเชื้อ
Chlamydia trachomatis และ genital mycoplasma
ขนาดที่ใช้
                                                                                                                     12




ปฎิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์
         1.ระบบทางเดินอาหาร ระคายเคืยงต่อระบบทางเดินหายใจ ความรุนแรงของอาการขึ้นกับขนาดยาทีใช้     ่
อาการที่พบบ่อยได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องเสีย ท้องอืดท้องเฟ้อ แสบหน้าอก นอกจากนี้อาจทาให้เกิดการอักเสบที่ปาก
ที่ลิ้น เจ็บคอ ถ้าต้องการหลีกเลี่ยงอาการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหารควรใช้ Tetracyclines
หลังรับประทานอาหารทันที และไม่ควรให้ยาก่อนนอน
         2.การติดเชื้อแทรกซ้อน Tetracyclines
เป็นยาปฎิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้างยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์หลายชนิดจะไปทาลาย normal flora
โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันพร่องจะทาให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนจากเชื้อรา และแบคทีเรีย เช่นเกิด
enterocolitis จากเชื้อ Clostridium difficile หรือ staphylococci อาจทาให้ท้องเดิน
มีไข้และอาจเกิดการติดเชื้อ Candida albican ในช่องปาก ลาคอ ช่องคลอด หรือทางเดินอาหาร
                                                                                  ้
          3.ผลต่อกระดูกและฟัน Tetracyclinesจับแคลเซียมที่ฟันและกระดูก ยับยังการเจริญของฟันและกระดูก
Tetracyclines ที่เกาะบริเวณฟันจะทาให้ฟันมีสีน้าตาล เมื่อถูกแสงสีน้าตาลจะยิ่งเข้มขึ้น
เนื่องจากยากลุ่มนี้สามารถผ่านรกถ้าใช้ขณะตั้งครรภ์จะทาให้ฟันน้านมของทารกมีสีน้าตาล
แต่จะไม่มีผลต่อฟันแท้จึงไม่ควรใช้ยากลุ่มนี้ในหญิงมีครรภ์โดยเฉพาะระยะไตรมาสที่2 คือ ระหว่างเดือนที่4-6ของการตั้งครรภ์
doxycycline จับกับแคลเซียมได้น้องที่สุดในยากลุ่ม Tetracyclines
         4.ปฎิกิริยาต่อผิวหนัง Tetracyclines ทุกชนิดทาให้เกิดผิวหนังแพ้ต่อแสง ผิวไหม้ รู้สึกชาบริเวณที่ถูกแสง
demeclocycline และ doxycycline ทาให้ผิวหนังแพ้แสงมากที่สุดในกลุ่ม Tetracyclines ส่วน
minocycline ทาให้เกิดปฎิกิริยาต่อผิวหนังน้อยที่สุด
         5.ผลต่อตับ Tetracyclinesอาจทาลายตับ มีอาการอ่อนเพลีย ดีซ่าน อาจมีตับอ่อนอักเสบด้วย
                     ั
โดยเฉพาะเมื่อได้รบยาขนาดสูงวันละ 2 กรัม หรือมากกว่านั้น โดยฉีดเข้าหลอดเลือดดา
                                                                                                                          13
อาการเป็นพิษต่อตับมักจะเกิดร่วมกับอาการเป็นพิษต่อไตหรือในรายที่ไตเสื่อม ถ้าฉีดยาเข้าหลอดเลือดดาขนาดวันละมากกว่า 1
กรัม ในหญิงมีครรภ์จะทาให้เกิดอาการพิษต่อตับและไต
        6.ผลต่อไต Tetracyclinesเกือบทุกชนิดทาให้เกิด azotemia ยกเว้น doxycycline โดยเฉพาะในรายที่ไตเสื่อม
เนื่องจาก Tetracyclines มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างโปรตีนในเซลล์ร่ายกาย กรดอะมิโนถูกนาไปใช้น้อยทาให้มี urea
nitrogen (BUN) ในเลือดเพิ่มขึ้นมาก มีภาวะเป็นกรด สูญเสียเกลือโซเดียมและน้า
อัตราการกรองผ่านกลอโมรูลัสจะลดลงต่อไปอีกและไตจะเสื่อมอย่างถาวร ในกลุ่ม Tetracyclines doxycycline และ
minocycline สะสมในไตน้อยไม่ทาให้ระดับยาสูงจนถึงระดับเป็นพิษถึงแม้จะใช้ในรายที่ไตเสื่อม
          การใช้ Tetracyclines ที่หมดอายุ จะทาไห้เกิด Fanconi syndrome กล่าวคือ
มีการสูญเสียสารบางชนิดออกมากับปัสสาวะ ได้แก่ โปรตีน กรดอะมิโน น้าตาลกลูโกส
และแคลเซียมเนื่องจากยาทาให้การทางานของ proximal tubule เสีย เต่เมื่อหยุดยาจะกลับเป็นปกติ
          7.อื่นๆ ปฎิกิริยาการแพ้ยา Tetracyclines เกิดขึ้นไม่บ่อย แต่อาจจะพบลักษณะผื่นแพ้ที่เดิมทุกครั้งที่ใช้
Tetracyclines (fixed-drug eruption ) มักจะพบบริเวณอวัยวะเพศและอาจพบที่อนได้                    ื่
          Minocycline ทาไห้เกิดอาการมึนงง หูอื้อ เดินเซ คลื่นไส้ อาเจียน เนื่องจากยานี้เป็นพิษต่อ cranial nerve คู่ที่
                                                                                                  ้
8 vestibular อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากให้ยาขนาดแรก และความรุนแรงขึนกับขนาดยาที่ให้
        ้
ฉะนั้นผูหญิงจึงมีโอกาสเสี่ยงต่อปฎิกิริยานี้มากกว่าผู้ชายเพราะผู้หญิงมีน้าหนักน้อยเมื่อใช้ขนาดยาปกติอาจทาให้มีระดับยาในเลือดสู
ง

     Aminoglycoside
การแบ่งชนิด
                                                                                                                                               14




กลไกการออกฤทธิ์
              ขั ด ขวางการสร้ า งโปรตี น ของแบคที เ รี ย โดยจั บ กั บ โปรตี น ใน 30S subuit                       ของไรโบโซมในแบคที เ รี ย
ท าให้ ก ารอ่ า นรหั ส ทางพั น ธุ ก รรม m-RNA ระหว่ า งกระบวนการ แปลรหั ส (translation)                                                     ผิ ด ไป
โปรตีนที่ได้ต่างจากโปรตีนเดิมและใช้การไม่ได้
              การ ที่ ย ากลุ่ ม Aminoglycoside                              จะ ไปจั บ กั บ 30 S subunit                      ข อง ไรโ บ โซมนั้ น
จ าเป็ น ที่ ย าจะต้ อ งซึ ม ผ่ านหนั ง เซลล์ ข องแบคที เ รี ย แต่ เ นื่ อ งจากยาพวกนี้ แ ตกตั วเป็ น ประจุ จึ ง ไม่ อ าจซึ ม ผ่ านโดยวิ ธีธรรมดา
(passive transport) ต้องซึม ผ่านแบบใช้พลังงาน (active transport) ยากลุ่ม Penicillins และ
Cephalosporins ส า ม า ร ถ เ ส ริ ม ฤ ท ธิ์ ย า ก ลุ่ ม                                                                 Aminoglycosides
อาจเนื่ อ งจากยาเหล่ า นี้ มี ฤ ทธิ์ ยั บ ยั้ ง การสั ง เคราะห์ ผ นั ง เซลล์ ข องแบคที เ รี ย จึ ง ท าให้ ย ากลุ่ ม Aminoglycosides
ซึมเข้าสู่เซลล์ของแบคทีเรียได้มากขึ้น
ข้อบ่งใช้
              รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ร้ายแรง เช่น เชื้อวัณโรค และ Pseudomonus aeruginosa
ขนาดการใช้
              เช่นยา Streptomysim sulfate ขนาดทั่วไปที่ใช้สาหรับผู้ใหญ่คือ 15 – 25 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน
(แบ่งออกเป็น 2 ครั้งให้ทุก 12 ชั่วโมง) ให้เป็นเวลา 7-10 วัน ขนาดที่ใช้สาหรับเด็กคือ 20-40 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน (แบ่งออกเป็น
2 ครั้งให้ทุก 12 ชั่วโมง) และขนาดที่ใช้สาหรับเด็กแรกเกิดและทารกที่คลอดก่อนกาหนด คือ 10-20 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน
(แบ่งออกเป็น 2 ครั้ง ให้ทุก12ชั่วโมง)
อาการข้างเคียง
              คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร น้าหนักลด ปากอักเสบ ความรู้สึกของประสาทสัมผัสผิดปกติ มือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก
และรู้สึกระคายเคืองบริเวณที่ฉีดยา ฯลฯ
ข้อควรระวัง
              เ นื่ อ ง จ า ก ย า ก ลุ่ ม Aminoglycosides                                                                     มี พิ ษ รุ น แ ร ง
ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาพวกนี้จาเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดโดย
      1. ตรวจสภาพการท างานของไตและการรั บ ฟั ง ของผู้ ป่ ว ยเป็ น ระยะๆ ถ้ า ผู้ ป่ ว ยมี ก ารรั บ ฟั ง หรื อ ไตท างานผิ ด ปกติ
              ควรหยุดยาหรืออาจลดขนาดของยาและยืดความถี่ของการใช้ยา
      2. ความหลี ก เลี่ ย งการใช้ ย ากลุ่ ม Aminoglycosides ร่ ว มกั บ ยาที่ เ ป็ น พิ ษ ต่ อ หู ไต หรื อ ระบบประสาท
              เพราะจะเสริมฤทธิ์กันทาให้พิษของยาสูงขึ้น ยาเหล่านี้ ได้แก่ Cephaloridine , Amphotericin B ,
              Polymyxin B , Colistin , Vancomycin และยาขับปัสสาวะที่มีฤทธิ์แรง เช่น กรด Ethacrynic และ
              Furosemide
                                                                                                                              15
    3. ค ว ร ร ะ วั ง ก า ร ใ ช้ ย า ก ลุ่ ม Aminoglycosides ร่ ว ม กั บ ย า ส ล บ แ ล ะ ย า ค ล า ย ก ล้ า ม เ นื้ อ
       เพราะเสริมฤทธิ์กันทาให้กล้ามเนื้ออ่อนล้าไม่ทางาน หายใจลาบาก
    4. ลดขนาดของยาเมื่ อ ใช้ รั ก ษาเด็ กทารก ผู้ ป่ วยที่ สูง อายุ ไตพิ การ หรื อ หู พิ การ และผู้ ป่ วยที่ เ ป็ น โรค myasthenia
       gravis
    5. ควรระวังการดื้อยาข้ามพวกในกลุ่ม Aminoglycosides

     QUINOLONES
การแบ่งชนิด




กลไกการออกฤทธิ์
          Quinolones ออกฤทธ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียทั้งแกรมบวกและแกรมลบหลายชนิด เช่น E.coli, Salmonella,
Shigella, Enterobacter, Campylobacter และ Neisseria โดยไปยับยั้งการทางานของ DNA gyrase
ทาให้การสร้าง DNA ของแบคทีเรียหยุดลง
ข้อบ่งใช้
                                                                                                   ้
          ใช้รักษาโรคติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากอักเสบ ท้องเดินอย่างเฉียบพลันเนื่องจากเชือ E.coli,
Shigella, salmonella, Campylobacter, Staphylococcal
ขนาดการใช้
                                                                   ั
          ยา Nitrofurantoin รับประทานตามแพทย์สั่ง โดยผู้ใหญ่รบประทานครั้งละ 50-100 มิลลิกรัม วันละ4ครั้ง
หลังอาหารและก่อนนอน ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์
อาการข้างเคียง
          อาการคลื่นไส้ ไม่สบายท้อง ปวดศีรษะ มึนงง ผื่นแดง และ อาจจะแพ้แสงแดดได้
ข้อควรระวัง
          ห้ามใช้ยานี้ในหญิงมีครรภ์
                                                                                                                      16
     Sulfonamides
Sulfadiazine , Cotrimoxazoles ( Sulfamethoxazole + trimethoprim )
 clinical use;
       - โรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง
       - ต่อมลูกหมากอักเสบ
       - รักษาเเละป้องกันปอดอักเสบจาก P. carinii ในผูป่วย HIV    ้
       - ยาร่วมรักษาในMellioidosis
       - เชื้อ Toxoplasmosis
กลไกการออกฤทธิ์
           โดยทั่วไปยาซัลฟาออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตและการแบ่งเซลล์ของเชื้อจุลินทรีย์
                                                               ี
ออกฤทธ์โดยมีผลต่อการสร้างกรดโฟลิก ซึ่งเป็นสาระสาคัญที่มผลต่อการเจริญ การแบ่งตัวและการดารงชีวิตของจุลินทรีย์
เชื้อจุลินทรีย์ไม่สามารถใช้กรดโฟลิกจากสิ่งแวดล้อมภายนอกได้เพราะกรดโฟลิกไม่สามารถซึมผ่านเข้าไปในเซลล์เชื้อได้
แตกต่างจากเซลล์ในร่างกายคนหรือสัตว์ที่ต้องการกรดโฟลิกจากภายนอกเพราะไม่สามารถสร้างขึ้นภายในเซลล์
ฉะนั้นการออกฤทธิ์ของยาซัลฟาจึงเฉพาะเจาะจงต่อเชื้อเซลล์ ไม่เป็นอันตรายต่อเซลล์ร่างกาย
ซัลฟาออกฤทธ์ยับยั้งการสร้างกรดโฟลิกโดยแย่งกับ PABAในการรวมตัวกับเอ็นไซม์dihydropteroate synthetase
                                                                        ิ
และ hydrofolate synthetase มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลนทรียเ์ พราะกรดโฟลิกเป็นสารจาเป็นในการสร้าง DNA
, RNA และโปรตีน
อาการไม่พึงประสงค์และข้อควรระวัง
                                      ่                   ้
      1. ปฏิกิริยาการแพ้ยา จะเกิดผืนคันและลมพิษ บางครังผื่นจะเกิดทั่วตัว ยกเว้นหนังศีรษะ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า
           ถ้าอาการรุนแรงจะมีไข้ร่วมด้วยและเกิดปฏิกิริยาการแพ้บริเวณเยื่อเมือก
                                                                   ้
      2. ระบบโลหิต ยาจะกดไขกระดูกทาให้เม็ดเลือดลดลง ในผูป่วยที่ขาดเอ็นไซม์ G6-
           PDควรระวังการใช้ยาเพราะอาจทาให้เกิดเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลันง่ายกว่าคนปกติแม้จะใช้ในขนาดการรักษา
      3. เป็นพิษต่อไต
           ซัลฟาบางชนิดละลายน้าได้น้อยจะตกตะกอนในไตจึงเกิดอาการระคายเคืองและอุดตันท่อปัสสาวะทาให้ปัสสาวะไม่ออก
      4. เป็นพิษต่อตับ ซัลฟาอาจทาลายเนื้อเยื่อตับ ทาให้ตับอักเสบเฉพาะที่หรือกระจายทั่ว อาการที่พบได้แก่ ปวดศีรษะ คลื่นไส้
           อาเจียน มีไข้ ดีซ่าน ตับโต มักมัฃีอาการหลังจากได้รับยา 3-5 วัน


              Nitroimidazoles
         เป็นยาฆ่าเชื้อบิดทั้ง intestinal และ extra intestinal sites ปัจจุบันนิยมใช้กับ asymptomatic
intestinal amoebiasis โดยอาจใช้ตัวเดียวหรือใช้ร่วมกับยาอื่น
การแบ่งชนิด
Metronidazole
กลไกการออกฤทธิ์
        Nitroimidazoles ยังแสดงถึงความเป็นพิษของ anaerobic หรือ microaerophilic
microorganism หรือต่อ hypoxic cell โดยที่ nitro group ของ metonidazole เป็นเสมือนตัวรับ
electron transport protein เช่น flavoproteins ในเซลล์และ ferredoxins ในแบคทีเรีย ในกรณีแรก
พวก nitro reductase จะเร่งปฎิกิริยาของ flain radical ด้วย nitro compound ส่วนในกรณีหลังการ
reduction จะถูกเร่งด้วย iron – sulfur complexs ส่วนแหล่งของ eleetron สาหรับการ reduetion นั้น
จะได้จาก reduced nicotinamide adenine dinucleotide phosphate ( NADPH) หรือ sulfide
                                                                                                                     17
เข้าใจกันว่า reduced form ของยานี้เป็นตัวทาให้เซลล์ตาย งานวิจัยอื่นก่อนหน้านี้ได้พบว่า ยานี้ยับยั้งการสังเคราะห์
DNA ของ T.vaginalis และ Clostridium bifermentans และทาให้เกิดการสลายตัวของ DNA
ช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับฤทธิ์ antimicrobial และ mutagenic effect
                                                               ้
ของยานี้และการที่ยานีเ้ พิ่มผลของการฉายรังสีต่อเนื้องอกได้มากขึน

การดูดซึม การกระจาย และการขับถ่าย
       ยานี้ดูดซึมได้ดีและรวดเร็วโดยการรับประทานหลังจากการรับประทานในขนาด50 มก.                  เพียง 1 ชั่วโมง
ยานี้จะถึงระดับในพลาสมาประมาณ 10 มคก/มล. ซึ่งเป็นขนาดที่ใช้ได้ผลในการรักษา ค่าครึ่งชีวิตของยานี้ประมาณ 8 – 10 ชั่วโมง
                                               ้
และ volume of distribution ของยานีประมาณ 1 ลิตร ต่อกิโลกรัม
                                             ้
ประมาณ 10% ของยานี้จะจับกับโปรตีน ยานีจะกระจายได้ดียังเนื้อเยื่อและของเหลวภายในร่างกายรวมถึงน้าไปช่องคลอด น้าอสุจิ
น้าลายและน้านม
      ทั้ง unchanged metronidazole และ metabolites หลายชนิด จะถูกขับออกในขนาดต่างๆในปัสสาวะ
ปัสสาวะของผู้ป่วยอาจเป็นสีน้าตาลแดงเนื่องจากยานี้

ขนาดยาที่ใช้
        Metronidazole อยู่ในรูปยาเม็ดขนาด 250 มก. และ500 มก. และในรูปยาฉีด ในบางประเทศจะมี BENZOYL
METRONIDAZOLE อยู่ในรูปยานาแขวนตะกอนสาหรับเด็ก
                                               ้
        ในการรักษา triochomoniasis ในผูหญิงใช้ยาได้หลายขนาดที่นิยมคือให้ขนาด 250 มก. โดยทางรับประทานวันละ 3
ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน ถ้าให้ยานี้ซ้ากันสาหรับรายดื้อยาจะพบว่าควรเว้นระยะห่าง 4 – 6 อาทิตย์ ควรนับเม็ดเลือดขาวก่อน
                                                 ้
ระหว่างและหลังจากการรักษาแต่ละครั้ง การให้ยานีครั้งเดียวในขนาด 2 ก. ก็ใช้ได้ผลดีเช่นกัน การรักษาด้วยยานี้ส่วนใหญ่ได้ผลดี
        การติดเชื้อซ้าอีกในหญิงเกิดได้                   เนื่องจากฝ่ายชายอาจมีเชื้อ                       trichomonas
ซึ่งถ้าตรวจพบเชื้อในชายด้วยก็ควรให้ยาฝ่ายชายในขนาด 250 มก. ในทางรับประทาน วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน
                ้          ั้
การรักษาโรคนีจึงควรให้ทงสองฝ่าย

อาการข้างเคียง
 ไม่ค่อยพบบ่อย ส่วนใหญ่มักเป็นอาการทางกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องร่วง ปวดยอดอก
และปวดท้อง ปวดหัวและคลื่นไส้อาเจียน ถ้าพบอาการชาและแขนขาไม่มีแรง ก็ควรหยุดยาทันมี แต่อาการดังกล่าวมักไม่ค่อยพบ
หลังหยุดยาความรู้สึงจะดีขึ้นอย่างค่อนข้างช้าหรือไม่สมบูรณ์

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Stats:
views:424
posted:8/8/2010
language:Thai
pages:17
Description: Penicillin abdominal distention