Nanosomes _Liposomes and Niosome by pengxuebo

VIEWS: 74 PAGES: 11

									                                                    - 372 -

                           การประยุกต์เทคโนโลยีนาโนทางเวชสาอาง
                                           อรัญญา มโนสร้อย จริญญา จันทร์คาปัน และจีรเดช มโนสร้อย
                                                                        ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ
                                            สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
                                                                       คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


1. บทนา
          ปัจจุบัน       ผลิตภัณฑ์รูปแบบ                ให้ทางปาก      ได้รับความนิยมลดลง
รูปแบบผลิตภัณฑ์ที่เข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง               คือ
ผลิตภัณฑ์รูปแบบให้สารผ่านทางผิวหนังเนื่องจากไม่เกิดปัญหาการดูดซึมลดลงจากผลของอาหารในทางเดิน
อาหาร รวมทั้ง หลีกเลี่ยงการเกิด first-pass effect ที่ตับ ช่วยให้สารออกฤทธิ์นานขึ้น จึงไม่จาเป็นต้องให้บ่อย
นอกจากนี้ยัง เป็นการเพิ่มการยอมรับของผู้ใช้ สามารถใช้แทนการฉีดหรือรับประทาน                           ได้ ( 1)
ผลของการดูดซึมของสารผ่านผิวหนังที่แตกต่างกัน ได้แก่ เคลือบบนผิว (substantivity) ให้ผลเฉพาะที่ (local
effect) และให้ ผลทั่วร่างกาย ( systemic effect) สามารถแบ่งผลิตภัณฑ์ออกเป็น 3 ประเภท คือ ยา
เครื่องสาอาง และเวชสาอาง

2. ผลิตภัณฑ์เวชสาอาง
           ยาและเครื่องสาอาง เป็นคาที่รู้จักกันดี ส่วนคาว่า                           “เวชสาอาง        ”( 2,3)
เป็นคาที่เพิ่งมีการใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้
และมี คนส่วนน้อยที่เข้าใจความหมายที่แท้จริง เวชสาอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ระหว่างยาและเครื่องสาอาง
เป็นการรวมสมบัติของยาและเครื่องสาอางไว้ด้วยกัน นั่นคือ
เป็นเครื่องสาอางที่ออกฤทธิ์หรือทาให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเซลล์ผิวหนัง
มีผลต่อการทางานของผิวหนัง ช่วยในการแก้                      ไข ข้อบกพร่องให้ดีขึ้น แต่ไม่จัดเป็นยา
ผลิตภัณฑ์ที่จัดเป็นเวชสาอางจะไม่เน้นเรื่องการเสริมความงาม
แต่จะให้ความสาคัญในเรื่องของประสิทธิภาพในการรักษาปัญหาเฉพาะที่มากกว่า                              ปัจจุบัน
ผลิตภัณฑ์เวชสาอางยังไม่เป็นที่ยอมรับของสานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย
ประเทศที่เป็นตลาดสาคัญของผลิตภัณฑ์เวชสาอางคือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป
                                                                                                          ( 4)
ซึ่งก ฎ ระเบียบในการควบคุมของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน
ในประเทศ สหรัฐอเมริกาจัดผลิตภัณฑ์เวชสาอางอยู่ในประเภท                               “OTC             drugs”
ซึ่งการควบคุมการผลิตและขึ้นทะเบียนเข้มงวดมากกว่าเครื่องสาอาง
แต่การขายผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ไม่จาเป็นต้องมีใบสั่งแพทย์หรือจ่ายโดยเภสัชกร
                                                - 373 -

สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป ส่วนประเทศญี่ปุ่นจัดผลิตภัณฑ์เวชสาอางอยู่ในประเภท “Quasi-drugs”
โดย PAL          (The      Pharmaceuticals     Affairs      Law)       อธิบายว่า Quasi-drugs    คือ
ผลิตภัณฑ์ที่มีจุดมุ่งหมายในการใช้อย่างเฉพาะเจาะจง มีผลต่อร่างกายเล็กน้อย             (mild action)
แต่ไม่ใช้ในการวินิจฉัย รักษาหรือป้องกันโรค ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่จัดเป็น Quasi-drugs ตามเกณฑ์ของ PAL
เช่น ผลิตภัณฑ์กาจัดสิว ผลิตภัณฑ์ลดรอยแตกของผิวหนัง ผลิตภัณฑ์ที่ทาให้ผิวขาว ผลิตภัณฑ์ย้อมสีผม
และผลิตภัณฑ์กระตุ้นการงอกของผม เป็นต้น
          จากพฤติกรรมของมนุษย์ในปัจจุบันที่ให้ความสาคัญต่อความสวยงามเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับ
เวชสาอางเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทใหม่ในวงการอุตสาหกรรมเพื่อความงาม
ทาให้ตลาดของเวชสาอางเติบโตอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เวชสาอางเกี่ยวกับการดูแลผิวหนังได้รับความนิยมมากที่สุด มีมูลค่าการตลาดมากกว่า
60% ของตลาดผลิตภัณฑ์เวชสาอางทั้งหมด(5)

3. ผลิตภัณฑ์เวชสาอางประเภทต่างๆ
           สารที่เป็นองค์ประกอบในผลิตภัณฑ์มีความสาคัญในการใช้เป็นเกณฑ์ในการแบ่ง ประเภทของผลิต
ภัณฑ์เวชสาอาง                    ออก จากผลิตภัณฑ์เครื่องสาอางทั่วไป
โดยทั่วไปสารที่เป็นองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์เวชสาอางจะต้องออกฤทธิ์ต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขอ
งเซลล์ผิวหนังและมีแนวโน้มที่จะมีประสิทธิภาพในการรักษา
ซึ่งต่างจากเครื่องสาอางทั่วไปที่มีจุดประสงค์ในการใช้เพื่อทาความสะอาดร่างกาย
ให้ความสวยงามหรือส่งเสริมให้เกิดความสะอาด ความสวยงาม และประทินผิวเท่านั้น
สารที่เป็นองค์ประกอบในผลิตภัณฑ์เวชสาอางสามารถแบ่งตามประเภทของผลิตภัณฑ์เวชสาอางซึ่งมีหลายป
ระเภทตามความนิยมที่มีการนามาใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน ดังนี้ :
           3.1 ผลิตภัณฑ์ป้องกันกันแดด (sunscreen products)
           ผลิตภัณฑ์ ป้อง กันแสงแดด เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทาก่อนถูกแสงแดด
เพื่อป้องกันผิวหนังไม่ให้ได้รับอันตรายจากแสงแดด จัดผลิตภัณฑ์ป้องกันแดดเป็นผลิตภัณฑ์เวชสาอาง
เนื่องจากผลิตภัณฑ์กันแดด
ประกอบด้วยสารกันแดดโดยเฉพาะสารกันแดดที่มีกลไกการกันแดด                         ที่ เป็นปฏิกิริยาเคมี
จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพื่อดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลตไว้
ซึ่งโครงสร้างทางเคมีที่เปลี่ยนไปอาจมีผลต่อผิวหนังด้วย
สารกันแสงแดดที่ดีควรดูดกลืนรังสีอัลตราไวโอเลตได้ในช่วง 280-320                                       nm
ซึ่งเป็นช่วงความยาวคลื่นที่ทาให้เกิดแดดเผา มีสมบัติทนต่อการชะล้างของน้า และมีความคงตัว
สารกันแดดที่นิยมใช้ในปัจจุบันสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ(6) ดังนี้
                                                   - 374 -

             - Physical       sunscreen        เป็นสารกัดแดดที่มีกลไกทางกายภาพในการกันแดด
โดยจะเคลือบบนผิวเท่านั้น เช่น kaolin, magnesium silicate, magnesium oxide, petrolatum, titanium
dioxide และ zinc oxide เป็นต้น สารกลุ่มนี้จะอาศัยสมบัติการกระจายและสะท้อนแสงกลับ
             - Chemical         sunscreen          เป็นสารกันแดดที่มีกลไกทางเคมีในการกันแดด
โดยนอกจากเคลือบอยู่บนผิวหนังแล้ว ยังสามารถถูกดูดซึมผ่านเข้าไปในผิวหนังด้วย เช่น                  salicylate,
camphor        และ homomethyl-N-anthranilates           เป็นต้น สารกลุ่มนี้จะดูดซับรังสี      UV         ไว้
เนื่องจากมีโครงสร้างโมเลกุลเป็น               aromatic           ที่ต่อกับหมู่ carbonyl               group
จึงสามารถดูดซับรังสีที่มีพลังงานสูงไว้ชั่วคราวแล้วปล่อยเป็นรังสีที่มีพลังงานต่าที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง
ออกมา

           3.2 ผลิตภัณฑ์ชะลอความแก่ (anti-aging products)
           ผิวพรรณที่ดูอ่อนเยาว์ย่อมเป็นที่ต้องการของคนทั่วไป
อายุที่มากขึ้นส่งผลให้ประสิทธิภาพการทางานของเซลล์ต่างๆ                                                ลดลง
ความเต่งตึงและความยืดหยุ่นของผิวหนังลดลง                                                   นอกจากนี้
ความแก่ของผิวหนังยังอาจเกิดจากสภาวะแวดล้อมภายนอก หรือกรรมพันธุ์ ลักษณะความแก่ของผิวหนั ง
ได้แก่ ลักษณะภายนอกแก่กว่าอายุจริง มีรอยเหี่ยวย่นและผิวหนังหยาบ                   เม็ดสีบนผิวหนังผิดปกติ
ผิวหนังเป็นรอยขรุขระ ไม่เรียบเนียน ผิวแห้งและบางลง
ในบางรายมีอาการรุนแรงจนอาจทาให้เกิดเนื้องอกหรือมะเร็งผิวหนัง
วิธีการชะลอความแก่สามารถทาได้ด้วยการป้องกันปัจจัยต่างๆ                ที่เป็นสาเหตุ เช่น สวมเสื้อผ้ามิดชิด
หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงแดดในช่วง 10.00-16.00 น.
และใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดดังรายละเอียดในหัวข้อผลิตภัณฑ์กันแดดที่ได้กล่าวมาแล้ว เป็นต้น
นอกจากนี้ยังสามารถรักษาได้หลายวิธี เช่น             การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ การทาศัลยกรรมขัดผิว
การฉีดคอลลาเจนเพื่อเพิ่มความเต่งตึง และการใช้สารเคมี เป็นต้น
สารที่นามาใช้ในผลิตภัณฑ์ชะลอความแก่(7) มีดังนี้
              - สารให้ความชุ่มชื้น เช่น ceramide, urea และ pyrrolidone carboxylic acid เป็นต้น
สารเหล่านี้จะช่วยลดการสูญเสียน้าจากผิวหนัง ทาให้รอยเหี่ยวย่นลดลง
              - สารประเภทวิตามิน               ได้แก่ วิตามิน     เอ ,               ซี               และ อี
โดยวิตามิน เอ ช่วยในกระบวนการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวให้เป็นปกติ วิตามิน                                        ซี
ช่วยในกระบวนการสร้างคอลลาเจนแก่ผิวหนังและต้านอนุมูลอิสระ ส่วนวิตามิน                                       อี
ช่วยจับอนุมูลอิสระที่เกิดจากการที่ผิวหนังถูกทาลายด้วยแสงแดด
              - สารประเภทโปรตีน ได้แก่                   คอลลาเจน           อิลาสติน และไฟโบรเนคติน
ซึ่งเป็นส่วนประกอบของชั้นหนังแท้ ช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นและชุ่มชื้น
                                                    - 375 -

                 - สารประเภทไขมัน                สาเหตุหนึ่งที่ทาให้ผิวหนังเกิดริ้วรอย คือ
ผิวหนังแห้งขาดความชุ่มชื้นจากการสูญเสียน้า
เนื่องจากไขมันที่ป้องกันการสูญเสียน้ามีปริมาณลดลงและรวมตัวกันเป็นผลึกแข็ง
ทาให้ผ่านออกจากผิวหนังง่ายขึ้น
หากให้ไขมันเข้าไปทดแทนหรือเคลือบบนผิวโดยการทาจะช่วยให้ผิวหนังที่แห้งค่อยๆ
คืนสภาพและสามารถป้องกันการสูญเสียน้าได้ดีขึ้น
                 - สารอื่นๆ เช่น กรดไฮยาลูโรนิก ฮอร์โมน แร่ธาตุ และกรดจากผลไม้ เป็นต้น
              3.3 ผลิตภัณฑ์ที่ทาให้ผิวขาว (skin whitening products)
              สังคมไทยนิยมการมีผิวสีอ่อนมากกว่าผิวสีเข้ม เพราะดูสะอาดตาและสดใส
โดยเฉพาะผิวบริเวณใบหน้า ซึ่งเป็นจุดเด่นในการเข้าสังคม                                                 ดังนั้น
ผู้ที่มีสีผิวเข้มจึงพยายามค้นหาวิธีการหรือสารต่างๆ           เพื่อทาให้สีผิวจางลงและขาวขึ้น        นอกจากนี้
โรคผิวหนังบางโรคทาให้ผิวหนังมีการสร้างเม็ดสีผิดปกติซึ่งจาเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้
การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารขจัดสีผิวหรือสารที่ทาให้ผิวขาวขึ้นโดยอาศัยการยับยั้งกระบวนการกา
รสร้างเมลานินของผิวหนังโดยไม่ทาให้เซลล์สร้างสีผิวตายเป็นหลักการที่นิยมใช้กันเป็นส่วนใหญ่
ในปัจจุบันพบว่าสารที่ยับยั้งเอนไซม์                                tyrosinase เป็นสารที่นิยมมากที่สุด
มีการค้นหาสารที่มีฤทธิ์ดังกล่าวมากขึ้น สารยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน(7) ได้แก่
                 - Azelaic acid เป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติ สามารถยับยั้งเอนไซม์                     tyrosinase
ในเซลล์เม็ดสีที่ผิดปกติ โดยไม่มีผลต่อเซลล์เม็ดสีที่ปกติ
                 - Arbutin เดิมต้องสกัดจากพืช แต่ปัจจุบันสามารถสังเคราะห์ได้ จึงทาให้ราคาต่าลง Arbutin
มีฤทธิ์ยับยั้งการทางานของเอนไซม์ tyrosinase มากกว่าการยับยั้งการสร้างเอนไซม์
                 - Kojic       acid      เป็นสารที่ผลิตจากเชื้อรา เช่น      Aspergillus       และ Penicillium
มีกลไกการออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์              tyrosinase       คือ ไปจับกับ copper          ซึ่งเป็น coenzyme
ในกระบวนการสร้างสีผิว
                 - อนุพันธ์ของวิตามินซี อนุพันธ์เหล่านี้จะถูกเปลี่ยนเป็น -ascobic acid ที่เป็นตัวออกฤทธิ์
โดยเอนไซม์ phosphatase ซึ่งอยู่ในผิวหนัง ยับยั้งการสร้างเมลานินโดยรบกวนการจับกับ copper ions
ของเอนไซม์ tyrosinase บริเวณ active site และรีดิวซ์ dopaquinone ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของการสร้างเม็ดสี
                 - Tranexamic acid มีรายงานการใช้ tranexamic acid ซึ่งมีผลลดการเกิด hyperpigmentation
ในผู้ป่วย melasma(8) โดยเชื่อว่า tranexamic acid มีกลไกยับยั้งกระบวนการสร้างเมลานินผ่าน melanocyte-
keratinocyte ที่มี plasmin เป็นตัวกระตุ้น โดยไปรบกวนการทางานของ plasminogen activator
พบว่าสารตัวนี้จะให้ผลดีกับกรณีสีผิวเข้มขึ้นเนื่องจากแสงแดด
 3.4              ผลิตภัณฑ์รักษาสิว (anti-acne products)
                                                   - 376 -

                                                                                                        ( 9)
           สารที่มีฤทธิ์ในการรักษาสิวมีกลไกในการออกฤทธิ์แตกต่างกัน
ในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จะต้องเลือกให้ตรงกับสาเหตุของการเกิดสิวด้วย จึงจะได้ผลในการรักษา
ผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่ใช้ในการยับยั้งแต่ละสาเหตุของการเกิดสิว ได้แก่
              - วิตามินเอและอนุพันธ์ของวิตามินเอ เช่น Tretinoin, Adapalene และ Tazarotene เป็นต้น
นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์รักษาสิว มีสมบัติในการขัดขวางการสร้างคอมิโดน (anticomedogenic), สลายคอมิโดน
(comedolytic) และป้องกันไม่ให้สิวเกิดใหม่หรือเกิดน้อยลง แต่ไม่มีผลต่อกรดไขมันอิสระและเชื้อแบคทีเรีย
              - Benzoyl peroxide มีฤทธิ์ในการทาลายเชื้อแบคทีเรียและสามารถลดกรดไขมันอิสระได้ด้วย
สารนี้ทาให้ผิวหนังหลุดลอกเร็วขึ้น แต่มีฤทธิ์เป็น comedilytic เพียงครึ่งหนึ่งของกรดวิตามินเอเท่านั้น
โดยทั่วไปนิยมใช้ความเข้มข้น 1-10%
              - Salicylic acid มีสมบัติเป็น keratolytic agent ช่วยให้หัวสิวหลุดลอกออกได้ง่ายขึ้น
แต่ไม่มีผลต่อเชื้อแบคทีเรียเมื่อเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของอนุพันธ์ เช่น 5-n-dodecanoylsalicylic acid จะมีฤทธิ์
comedolytic, keratolytic agent และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียด้วย
              - Azelaic acid หรือ C9-bicarboxylic acid เป็นสารที่เกิดขึ้นจากปฎิกิริยา oxidation ของ oleic
acid โดยกรดไนตริก มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและ                comedolytic สูง
ใช้รักษาสิวที่มีความรุนแรงระดับอ่อน-ปานกลาง(10)
           จากการศึกษาพบว่า 20 %                 azelaic     acid       มีประสิทธิภาพในการรักษาสิว
โดยสามารถลดจานวนของสิวอุดตันเทียบเท่ากับ 0.05% tretinoin cream แต่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า(11)
              - Topical antibiotics ยาปฏิชีวนะที่นิยมนามาใช้รักษาสิว ได้แก่ tetracycline, erythromycin
และ clindamycin                มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและลดกรดไขมันอิสระบริเวณผิวได้
ควรใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกับสารที่ใช้รักษาสิวตัวอื่น เช่น benzoyl peroxide เพื่อลดการดื้อยาของเชื้อ(12)
           3.5 ผลิตภัณฑ์รักษาแผลเป็น (scar healing products)
           แผลเป็น (scar)          เกิดจากกระบวนการรักษาการฉีกขาดของเนื้อเยื่อตามธรรมชาติ
โดยสร้างเนื้อเยื่อแผลเป็น (scar tissue) มาทดแทนด้วยเนื้อเยื่อที่ถูกทาลาย เพื่อปิดแผลและป้องกันการติดเชื้อ
แผลที่มีขนาดใหญ่และใช้เวลานานในการรักษา โอกาสที่จะเป็นแผลเป็น                               จะ มีมากขึ้น
โดยแผลเป็นจะเห็นชัดในระยะแรกและค่อยๆ จางลง ถึงแม้ว่าแผลเป็นจะหดและจางลงได้เองในระดับหนึ่ง
แต่แผลเป็นที่ปรากฏให้เห็นย่อมทาให้ความสวยงามของผิวลดลง
และอาจเกิดอันตรายแก่ผิวหนังหากแผลเป็นนั้นสามารถขยายกว้างไปยังเนื้อเยื่อปกติที่อยู่รอบๆ               แผล
ปัจจุบันจึงมีวิธีการรักษาหรือลดขนาดของแผลเป็น เช่น การผ่าตัดตกแต่งบาดแผล การปลูกหนังใหม่
โดยผ่าตัดแผลเป็นออกและนาผิวหนังจากบริเวณอื่นมาใส่ลงไปแทนที่ การใช้แสงเลเซอร์ การฉีดคอลลาเจน
การฉีดยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ การรักษาด้วยแผ่นเจลซิลิโคน และการรักษาโดยใช้สารเคมี เป็นต้น
ตัวอย่างสารที่นามาใช้ในการรักษาแผลเป็น มีดังนี้ :
                                                     - 377 -

               - วิตามิน                        ได้แก่ วิตามินเอหรือ                 retinoic                acid
นิยมใช้สาหรับแผลเป็นชนิดที่เป็นหลุมโดยไปกระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์
และทาให้เซลล์ผิวหนังชั้นหนังกาพร้าหนาตัวขึ้น จะให้ผลดีกับแผลเป็นชนิดตื้นๆ                       และค่อนข้างใหม่
การศึกษาของ Daly และคณะ (13) พบว่าการใช้ 0.05% retinoic acid สามารถทาให้ขนาดของแผลเป็นลดลง
20% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ใช้ครีมเบส          ส่วนการใช้วิตามินอีพบว่าไม่มีผลต่อลักษณะของแผลเป็น
แต่เมื่อใช้ร่วมกับการรักษาด้วยแผ่นซิลิโคน จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น(14)
               - สารที่มีฤทธิ์ลอกผิว (chemical peeling) สารประเภทนี้ใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน
สารที่ใช้ในการลอกผิวมีหลายชนิดและมีการพัฒนาตามลาดับ
เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดและเกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด ตัวอย่างของสารเคมีที่นิยมใช้ ได้แก่ sulfur, resorcinol,
alpha hydroxy acid 30-70%, betahydroxy acid 10-30%, trichloracetic acid 20-90% และ phenol peel
เป็นต้น สารแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยแตกต่างกัน
สารที่มีความเข้มข้นต่า ทา ให้ มี การลอก ผิว ในชั้นตื้นๆ ส่วนสารที่มีความเข้มข้นสูงหรือ                    phenol
ทา ให้ มีการ ลอก ผิว ในชั้นลึก ซึ่งให้ผลการรักษา              ที่ ดีกว่า แต่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง       มาก ขึ้น
สารประเภทนี้นิยมใช้กับแผลเป็นชนิดเป็นหลุมตื้นๆ โดยการทาบนขอบแผลเป็                                             น
จะทาให้ขอบแผลที่เป็นรูปแนวดิ่งราบลง จึงดูเหมือนก้นแผลตื้นขึ้น เนื่องจากสารดังกล่าวมีผลข้างเคียง
โดย อาจทาให้เกิดอาการแสบคัน หรือทาให้ผิวกลายเป็นสีดาไหม้
ถ้ามีปฏิกิริยารุนแรงอาจกลายเป็นแผลเป็นชนิดนูนขึ้นได้ จึงควรใช้โดยผู้มีประสบการณ์เท่านั้น
               - Mucopolysaccharide polysulfate (MSP) ปกติใช้ในการรักษาการอักเสบของหลอดเลือด
เช่น thrombophlebitis จัดเป็น heparinoid เนื่องจากออกฤทธิ์คล้าย heparin ซึ่งช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด
และเป็นสารที่ช่วยอุ้มน้าในชั้นผิวหนัง                        โดยเพิ่มปริมาณของ             hyaluronic        acid
และยังมีผลต่อรูปร่างของแผลเป็น โดย MPS จะจับกับน้าและป้องกันการรวมตัวกันของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
(connective           tissue) ช่วยให้แผลเป็นที่แข็งนุ่มลงได้                  เพิ่มความยืดหยุ่นของแผลเป็น
และทาให้รูปร่างของแผลเป็นดูดีขึ้น                                 จึงใช้รักษาแผลเป็นได้              นอกจากนี้
ยังสามารถลดและยับยั้งอาการห้อเลือด ฟกช้า และอาการบวมได้อย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีในท้องตลาดคือ Hirudoid®
               - สมุนไพร ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
จึงมีการค้นหาสมุนไพรสาหรับรักษาแผลเป็น สมุนไพรที่มีนามาใช้ในการรักษาแผลเป็น ได้แก่ บัวบก
(Centella       asiatica      (Linn.)    Urban) และ หอมหัวใหญ่                  (Allium ascalonicum        Linn.)
โดยสารสาคัญที่ออกฤทธิ์รักษาแผลเป็นในบัวบก คือ asiaticoside, asiatic aicd และ madecassic acids
สารสาคัญเหล่านี้จะช่วยกันออกฤทธิ์ ในการ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและ                            glycoaminoglycan(15)
ซึ่งมีผลต่อการสร้างเนื้อเยื่อ         นอกจากนี้ยังสามารถยับยั้งกระบวนการ การ เกิดแผลเป็นชนิดนูนด้วย
ส่วนสารสาคัญที่ออกฤทธิ์รักษาแผลเป็นในหอมหัวใหญ่คือ quercetin ซึ่งเป็นสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์
                                                    - 378 -

                                                                                               ( 16)
มีฤทธิ์ยับยั้ง proliferation        ของไฟโบรบลาสและยับยั้งการสร้างคอลลาเจนด้วย
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีในท้องตลาดคือ Mederma® ซึ่งเป็นเจลที่มีสารสกัดจากหัวหอมใหญ่เป็นส่วนประกอบ
ใช้สาหรับทาป้องกันและรักษาแผลเป็นชนิดนูน จากการศึกษาผลของ Mederma® ในการรักษาแผลเป็นชนิด
hypertrophic scar ในแบบจาลองหูกระต่ายของ Saulis และคณะ (17) พบว่ากลุ่มที่ใช้เจล Mederma®
สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างคอลลาเจนของผิวหนังได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษา ด้วยเจล Mederma®
อย่างไรก็ตาม
การไหลเวียนของเลือดบริเวณแผลและการลดการอักเสบไม่มีความแตกต่างกันระหว่างสองกลุ่มนี้
           นอกจากผลิตภัณฑ์เวชสาอาง                      เกี่ยวกับการดูแลผิวหนัง             แล้ว
ยังมีผลิตภัณฑ์เวชสาอางประเภทอื่นที่มีแนวโน้มได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน ได้แก่
ผลิตภัณฑ์เวชสาอางสาหรับฟัน (เช่น ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ และผลิตภัณฑ์ฟอกสีฟัน เป็นต้น                  )
ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย และผลิตภัณฑ์สาหรับเส้นผมและหนังศีรษะ เช่น ผลิตภัณฑ์ขจัดรังแค
ผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วงและกระตุ้นการงอกของเส้นผม และผลิตภัณฑ์เพื่อเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเส้นผม
(ดัดผม ยืดผม ฟอกสีผม และย้อมสีผม) เป็นต้น

4. เทคโนโลยีนาโนกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสาอาง
           ตลาดเวชสาอางเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง
ผู้ผลิตต้องพยายามคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีเอกลักษณ์และมีรูปแบบแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา
ตัวอย่างเช่น การ คิดค้นสารใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยมากกว่าสารที่มีอยู่เดิม
หรืออีกวิธีหนึ่งคือการนาสารที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้มากขึ้น
เช่น การ ออกแบบระบบนาส่ง               (delivery        system)          ที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมของสาร
ให้ สามารถนาส่งสารไปบริเวณเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ช่วยปกป้องสารซึ่งอาจถูกทาลายจากเอนไซม์ และเพิ่มความปลอดภัยโดยลดความเป็นพิษของสาร
ทั้งนี้การใช้        ระบบนาส่งโดยใช้อนุภาคขนาดนาโน                                              (nanovesicles)
กาลังได้รับความนิยมในการนามาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสาอางให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
           Nanovesicles( 18)                    หรือถุงขนาดเล็กที่มีผนัง                 2 ชั้นเป็นชุดๆ
เกิดจากสารที่มีสมบัติทั้งละลายน้าและละลายไขมันจัดเรียงโดยหันส่วนที่ไม่ชอบน้าเข้าหากันเองเกิดเป็นผนั
งห่อหุ้มสารไว้ภายใน              และค่อยๆ                      ปลดปล่อยสารออกมาภายนอก
โดยถุงขนาดเล็กเหล่านี้สามารถเก็บกักทั้งสารที่ละลายในน้าและละลายในไขมัน                           Nanovesicles
แบ่งได้หลายประเภท ตัวอย่างเช่น การ ใช้ประเภทของสารที่เป็นองค์ประกอบของ                                vesicles
เป็นเกณฑ์ในการแบ่ง ดังนี้
              - ไลโปโซม (liposomes) เป็นอนุภาคผนังสองชั้นขนาดเล็กที่ประกอบด้วยส่วนผสมไขมันของ
ฟอสโฟลิพิด คอเลสเตอรอล และสารมีประจุที่ผสมกันในอัตราส่วนของน้าหนักโมล
                                                  - 379 -

                - นีโอโซม                                                                      (niosomes)
เป็นอนุภาคขนาดเล็กที่มีลักษณะเป็นถุงกลมขนาดเล็กที่เก็บกักสารไว้ภายในช่องตรงกลางเช่นเดียวกับไลโป
โซม แต่ผนังนีโอโซมประกอบด้วยสารลดแรงตึงผิวชนิดไม่มีประจุ                       (non-ionic       surfactant)
ซึ่งมีราคาถูกกว่าฟอสโฟลิพิดที่ใช้เตรียมไลโปโซม
นอกจากนี้นีโอโซมยังมีความคงตัวกว่าและมักมีขนาดอนุภาคเล็กกว่าไลโปโซม                        อย่างไรก็ตาม
มักมีผลข้างเคียงมากกว่าไลโปโซม
และไม่สามารถให้โดยการฉีดเข้าร่างกายเนื่องจากอาจเป็นพิษจากสารลดแรงตึงผิวที่เป็นองค์ประกอบ
                - ทรานสเฟอร์โซม (transfersomes®)(19) เป็นไลโปโซมที่ประกอบด้วยฟอสโฟลิ พิ ด
สารลดแรงตึงผิว 10-25 % และเอธานอล 3-10 % ได้มีการพัฒนาขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1992 โดย Cevc
ซึ่ง ได้ให้ความหมายไว้ว่า           เป็นกลุ่มของสารไขมันที่มีประสิทธิภาพในการซึมผ่านผิวหนังสูง
เนื่องจากมีองค์ประกอบที่ทาให้ผนังมีความยืดหยุ่นสูง เช่น สารลดแรงตึงผิว และ            bile salt เป็นต้น
จึงสามารถหดตัวและบีบตัวผ่านช่องว่างระหว่างเซลล์ที่มีขนาด 50 nm ซึ่งเล็กกว่าตัวมันเองได้
                - เอทโธโซม (ethosomes)(19) คือ ไลโปโซมที่เก็บกักเอธานอลในปริมาณสูง (20-45%)
ซึ่งทาให้อนุภาคเอทโธโซมเป็นของเหลวมากขึ้น มีความยืดหยุ่นสูง
ช่วยให้อนุภาคสามารถบีบตัวผ่านช่อง                                    ว่าง ระหว่างเซลล์ได้
นอกจากนี้ยังเชื่อว่าเอธานอลทาให้ไขมันในผิวหนังชั้นสตราตัมคอร์เนียมอ่อนลง
จึงทาให้สารสามารถแทรกผ่านผิวหนังชั้นสตราตัมคอร์เนียมลงไปยังผิวหนังในชั้นที่ลึกได้
และอาจ                    นา ส่งถึงระบบไหลเวียนโลหิต
ดังนั้นจะเห็นว่าเอธานอลในเอทโธโซมจะรบกวนโครงสร้างไขมันทั้งในชั้นสตราตัมคอร์เนียมและไขมันที่เ
ป็นองค์ประกอบของเอทโธโซมเอง
            อนุภาคขนาดนาโนแต่ละประเภทอาจมีผนังสองชั้นหลายชุดหรือชุดเดียวก็ได้
ขึ้นอยู่กับวิธีการเตรียม ตารางที่ 1 แสดงลักษณะของอนุภาคขนาดนาโนที่ได้จากการเตรียมด้วยวิธีต่างๆ
            จากสมบัติของอนุภาคขนาดนาโนในการ                             ใช้ เป็นระบบนาส่งสาร
ทาให้บริษัทหลายแห่งได้ศึกษาและพัฒนาอนุภาคขนาดนาโนเพื่อใช้ในการนาส่งและการผลิต เป็นเวชสาอาง
ที่มีส่วนผสมของอนุภาคขนาดนาโนออกจาหน่าย ตัวอย่างผลิตภัณฑ์เวชสาอางเหล่านี้ได้แสดงในตารางที่ 2




ตารางที่ 1 ลักษณะของอนุภาคขนาดนาโนที่ได้จากการเตรียมด้วยวิธีต่างๆ (1)
                                               - 380 -

                                     สัญลักษณ์ย่อของ
วิธีเตรียม                                               ชื่อเต็มของอนุภาคขนาดนาโนที่เตรียมได้
                                     อนุภาคที่เตรียมได้
การเขย่าด้วยมือหรือเครื่อง           MLV                multilamellar vesicles
การแทนที่ด้วยตัวทาละลายอินทรีย์      MLV, OLV, UV multilamellar vesicles, oligolamellar
                                                        vesicles, unilamellar vesicles
การกาจัดดีเทอร์เจนต์โดยวิธีไดอะไลซิส OLV, UV, SUV oligolamellar vesicles, unilamellar
                                                        vesicles, small unilamellar vesicles
การใช้คลื่นความถี่สูง                SUV                small unilamellar vesicles
การใช้ความดันสูง ( > 5000 psi)       UV                 unilamellar vesicles
การใช้ความดันปานกลาง ( > 2000 psi) UV, MLV              unilamellar vesicles, multilamellar
การระเหย                             OLV, LUV           vesicles
                                                        oligolamellar vesicles, large unilamellar
                                                        vesicles

ตารางที่ 2 ตัวอย่างผลิตภัณฑ์เวชสาอางที่มีอนุภาคขนาดนาโนเป็นส่วนผสมที่มีจาหน่ายในท้องตลาด (20)
           ชื่อผลิตภัณฑ์               บริษัทผู้ผลิต           ส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์
     Capture                   Cristian Dior            Liposomes in gel with ingredients
     Efect du Soleil           L’Or´eal                 Tanning agents in liposomes
     Niosomes                  Lancome (L’Or´eal)       Glyceropolyether with moisturizers
     Nactosomes                Lancome (L’Or´eal)       Vitamins
     Formule Liposome Gel Payot (Ferdinand              Thymoxin, hyaluronic acid
     Future Perfect Skin Gel Muehlens)                  TMF, vitamins E, A palmitate,
                               Estee Lauder             cerebroside
     Symphatic 2000                                     ceramide, phospholipids
     Natipide II               Biopharm GmbH            Thymus extract, vitamin A palmitate
     Flawless finish           Nattermann PL            Liposomal gel for do-it-yourself
     Inovita                   Elizabeth Arden          cosmetics
     Eye Perfector             Pharm/Apotheke           Liquid make-up
     Aquasome LA               Avon                     Thymus extract, hyaluronic acid,
                               Nikko Chemical Co.       vitamin E
                                                        Soothing cream to reduce eye irritation
                                                        Liposomes with humectant
5. สรุป
                                                - 381 -

            ผลิตภัณฑ์เครื่องสาอางสมัยใหม่มักประกอบด้วยสารสาคัญที่ให้ฤทธิ์เชิงรักษาที่เรียกว่าเวชสาอาง
โดยสารสาคัญจะออกฤทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อถูกดูดซึมผ่านผิวหนังชั้นสตราตัมคอร์เนียมลงไปจนถึงบริเวณเป้าหมา
ย ผลิตภัณฑ์เวชสาอางจึงต้องอาศัยระบบนาส่งที่มีประสิทธิภาพ                                  ในอนาคต
ความต้องการของตลาดเครื่องสาอางในกลุ่มผลิตภัณฑ์เวชสาอางมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น
ซึ่ง จะทาให้มีการพัฒนาระบบ เทคโนโลยี นาส่ง โดยเฉพาะในรูปของอนุภาคขนาดนาโน อย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้ได้        ผลิตภัณฑ์เวชสาอาง                 ที่มีประสิทธิภาพ             เพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตามในขณะเดียวกันจะต้องคานึงถึงความปลอดภัยของเทคโนโลยีนี้ด้วย

เอกสารอ้างอิง
   1. อรัญญา มโนสร้อย และจีรเดช มโนสร้อย. ไลโปโซมสาหรับยาผ่านทางผิวหนังและเครื่องสาอาง ,
       กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์, 2550.
   2. Elsner, P. and Maibach, H.I. Cosmeceuticals: Drugs vs. Cosmetics. New York: Marcel Dekker,
       Inc., 2000.
   3. Draelos, Z.D. Procedures in cosmetic dermatology: Cosmeceuticals. Amsterdam: Elsevier Inc.
       2005.
   4. Vernon, J. and Nwaogu, T.A. Comparative Study on Cosmetics Legislation in the EU and
       Other Principal Markets with Special Attention to so-called Borderline Products. London:
       Risk & Policy Analysts Limited, 2004.
   5. Gruenwald, J. Cosmeceutical Market Opportunities Today and Tomorrow. [Online]. 2005
       April, 14. Available from : URL: www.botanicalsolutions.com/botanicalsolutions/Cosmeceutical
       %20 Market%202005.pdf
   6. Draelos, Z.D. Cosmetics in dermatology. Second edition. New York: Churchill Livingstioe Inc.,
       1995.
   7. Paye, M., Barel. A.O. and Maibach, H.I. Handbook of Cosmetic Science and Technology.
       Second edition. New York : Taylor & Frencis Group, 2006.
   8. Maeda, K. and Tomita, Y. Mechanism of the Inhibitory Effect of Tranexamic Acid on
       Melanogenesis in Cultured Human Melanocytes in the Presence of Keratinocyte-conditioned
       Medium. Journal of Health Science, 2007; 53(4): 389-396.
   9. Gollnick, H. and Schramm, M. Topical therapy in acne. Journal of the European Academy of
       Dermatology and Venereology, 1998; 11(1): 8-12.
                                              - 382 -

10. Iraji, F., Sadeghinia, A., Shahmoradi, Z., Siada, A.H. and Jooya, A. Efficacy of topical azelaic
    acid gel in the treatment of mild-moderate acne vulgaris. Indian Journal Dermato-
    venereologica, 2007; 73(2): 94-96.
11. Katsambas, A., Graupe, K. and Stratigos, J. Clinical studies of 20% azelaic acid cream in the
    treatment of acne vulgaris. Comparison with vehicle and topical tretinoin. Acta Dermato-
    venereologica Suppl (Stockh, 1989; 143: 35-9.
12. Eady, E.A., Bojar, R.A., Jones, C.E., Cove, J.H., Holland, K.T. and Cunliffe, W.J. The effects of
    acne treatment with a combination of benzoyl peroxide and erythromycin on skin carriage of
    erythromycin-resistant propionibacteria. Br J Dermatol, 1996; 34(l): 107-113.
13. Daly, T., Golitz, LE., and Weston, WL. A double-blind placebo-controlled efficacy study of
    tretinoin cream 0.05% in the treatment of keloids and hypertrophic scars. J Invest Dermatol,
    1986; 86: 470.
14. Palmieri, B., Gozzi, G. and Palmieri, G. Vitamin E added silicone gel sheets for treatment of
    hypertrophic scars and keloids. Int J Dermatol, 1995; 34: 506-9.
15. Maquart, FX., Chastang, F., Simeon, A., Birembaut, P., Gillery, P. and Wegrowski, Y.
    Triterpenes from Centella asiatica stimulate extracellular matrix accumulation in rat experimental
    wounds. European journal of Dermatology, 1999; 9(4): 289-96.
16. Lim, I., Phan, T., Lee, S., Huynh, T. and Longaker, M. Quercetin inhibits keloid and hypertrophic
    scar fibroblast proliferation and collagen production. ANZ Journal of Surgery, 2003; 73: 286.
17. Saulis, AS., Mogford, JH. and Mustoe, TA. Effect of Mederma on hypertrophic scarring in the
    rabbit ear model. Plastic and reconstructive surgery, 2002; 110(1): 177-83.
18. Benson, H. AE. Transdermal Drug Delivery: Penetration Enhancement Techniques. Current Drug
    Delivery, 2005; 2(1): 23-33.
19. Choi, M.J. and Maibach, H.I. Elastic vesicles as topical/transdermal drug delivery systems.
    International Journal of Cosmetic Science, 2005; 27: 211-221.
20. Lipowsky, R. and Sackmann, E. Handbook of Biological Physics. Elsevier Science B.V., 1995.

								
To top