SMEs Tips

Document Sample
SMEs Tips Powered By Docstoc
					                                                      SMEs Tips
ก้าวแรกบนถนนธุรกิจ

          ธุรกิจ SMEs ดูเหมือนเป็นเรื่องยากสาหรับผู้เริ่มต้น คนเหล่านี้มักมีคาถามเกิดขึ้นมากมายว่า
ควรเริ่มต้นจากจุดไหนก่อน แล้วทาอย่างไรต่อไปจึงจะประสบความสาเร็จ แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจ
เราควรเริ่มจากการหาข้อมูลใน 3 ด้านใหญ่ๆ คือ กาลังของตนเอง ตลาดลูกค้าและคู่แข่ง จากนั้น จึงไปสู่การจัดตั้งองค์กร
ซึ่งในแต่ละด้านมีรายละเอียดปลีกย่อย ดังนี้

วัดกาลังตนเอง

          การรู้จักตน โดยประเมินว่าตนเองมีคุณสมบัติที่จะทาธุรกิจนั้น ๆ หรือไม่ เช่น มีความรู้ ความสามารถ มีความอดทน
ขยัน ซื่อสัตย์ ยอมรับความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังเช่น กล้านาเงินออมที่เก็บทั้งชีวิตมาลงทุน เป็นต้น และที่สาคัญ คือ
ต้องหนักแน่น จริงจัง และกล้าตัดสินใจ

        เลือกประเภทธุรกิจที่เหมาะสมกับตนเอง โดยดูจากความชอบ ความถนัด ความสนใจของตนเองเป็นหลัก
เพราะงานที่ตนรัก จะทาให้ผู้ประกอบการอยากแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ทางธุรกิจ

         สารวจฐานะทางการเงิน ว่าตนเองมีเพียงพอหรือไม่ การเงินควรจัดแบ่งออกเป็นส่วน ๆ เช่น
แบ่งไว้สาหรับใช้จ่ายในครอบครัว แบ่งเป็นเงินฝากไว้กับธนาคารเพื่อใช้ในยามจาเป็น และแบ่งไว้สาหรับการออมเพื่อการลงทุน
อาจเป็นการลงทุนระยะสั้น และระยะยาว เช่น การซื้อพันธบัตรรัฐบาล เมื่อจัดแบ่งเป็นส่วนต่าง ๆ แล้ว
เราจะเห็นว่าตนเองมีเงินเพียงพอเพื่อทาธุรกิจหรือไม่ หรือต้องหาจากแหล่งเงินกู้อื่น ๆ

             มีทาเลที่ตั้ง ถ้าผู้เริ่มต้นธุรกิจมีสถานที่เป็นของตนเอง และอยู่ในทาเลที่ดีก็ไม่มีปัญหา แต่หากผู้เริ่มต้นยังไม่มี
ควรมองหาทาเลที่เหมาะสมกับธุรกิจ เช่น ย่านศูนย์การค้า ชุมชน อยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ เป็นต้น และเรายังต้องคานึงต่อด้วยว่า
ทาเลควรใช้วิธีซื้อ หรือเช่าดี โดยดูที่เงินทุนว่ามีเพียงพอหรือไม่ หากเรามีเงินน้อย ก็ควรใช้วิธีเช่าจะดีกว่า ทั้งนี้
ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรดูถึงรายละเอียดของสัญญา ว่าคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ เพียงไร

สอดส่องตลาดลูกค้า-คู่แข่ง

        รู้ข้อมูลของลูกค้า ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรสารวจความต้องการสินค้าหรือบริการ ว่ามีมากน้อยเพียงใด
เหมาะกับลูกค้ากลุ่มใด วัยใด ชาย หรือหญิง เพื่อใช้เป็นแนวทางสาหรับการผลิตต่ อไป

         รู้ข้อมูลของคู่แข่ง ธุรกิจในปัจจุบันมีมากมาย เราจาเป็นต้องทราบว่า คู่แข่งของเราเป็นอย่างไร จุดเด่น
จุดด้อยของเขาอยู่ตรงไหน แต่การรู้มูลของคู่แข่งไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต่างฝ่ายต่างปิดบังข้อมูลเหล่านี้

การจัดตั้งธุรกิจ

            เมื่อเราประเมินตนเองและประเมินตลาดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจัดตั้งธุรกิจ วิธีจัดตั้งธุรกิจแบ่งเป็นส่วนต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องได้ ดังนี้
           การตั้งวัตถุประสงค์และเป้าหมายของธุรกิจ ต้องมีความชัดเจน ว่าธุรกิจทาอะไร ที่ไหน อย่างไร ผลที่คาดว่าจะได้รับ
โดยผู้เริ่มต้นธุรกิจต้องคานึงว่า เมื่อตั้งขึ้นมาแล้วจะสามารถทาตามได้หรือไม่

           รูปแบบขององค์กร รูปแบบขององค์กรมีหลายลักษณะคือ เป็นเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท
ความรับผิดชอบของทั้ง 3 ลักษณะจะต่างกันไป คือ เจ้าของคนเดียว จะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวในทุกเรื่อง
ห้างหุ้นส่วนคือมีหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ความรับผิดชอบของแต่ละคนมากน้อยต่างกันไปตามอัตราส่วนที่ตกลงกันไว้
ส่วนผู้ที่ลงทุนด้วยรูปแบบบริษัท ก็ต้องมีสมาชิกก่อตั้งจานวน 7 คนขึ้นไป และผลตอบแทนที่ได้จะอยู่ในรูปของเงินปันผล

         การหาแหล่งเงินทุน ปกติเงินทุนมาจาก 2 แหล่งใหญ่ๆ คือ เงินทุนที่อยู่ ในมือ และเงินทุนที่มาจากการกู้ยืม
สาหรับการขอกู้เงิน หากเป็นนักลงทุนรายใหม่อาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากไม่ได้รับความเชื่อถือ ดังนั้น
การสร้างเครดิตหรือความน่าเชื่อถือให้กับตัวเองจึงเป็นเรื่องสาคัญ และสิ่งที่ยืนยันความน่าเชื่อถือของเราได้คือ
ผลการดาเนินงานของกิจการที่ผ่านมา รวมถึงสถานะทางการเงิน เช่นงบการเงินต่าง ๆ ประมาณการกาไรที่คาดว่าจะได้รับ

         สินค้าหรือบริการที่จะผลิต ต้องสอดคล้องกับข้อมูลความต้องการของลูกค้า และที่สาคัญ
สินค้าควรมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ไม่เหมือนใคร

         การจัดจาหน่ายสินค้า ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรดูความเหมาะสมของตลาดว่า จะจัดจาหน่ายในลักษณะใด เช่น
ขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ผ่านพ่อค้าคนกลาง มีผู้แทนจาหน่าย หรือหลายวิธีรวมกัน เป็นต้น

            การจัดการทางการเงิน คือ การวางแผนการใช้จ่ายเงิน ให้เงินหมุนเวียนไหลคล่องตลอด
สิ่งที่ช่วยให้รู้ฐานะการเงินของเรา คือ การทาบัญชี งบการเงิน ไม่ว่าจะเป็น งบดุล งบกาไรขาดทุน ประมาณการรายรับรายจ่าย
เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้เริ่มต้นธุรกิจยังต้องแบ่งส่วนเงินทุนหมุนเวียนไว้ เพื่อนามาเป็นค่าใช้จ่ายภายในกิจการ เช่น
                                                                ้
เงินเดือนพนักงาน เงินจัดซื้อวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เงินเหล่านีต้องควบคุมให้พอใช้ไม่ขาดมือ
เพราะถ้าผู้ประกอบการสะดุดกับภาวะการเงิน กิจการอาจหยุดชะงักลงได้

        พนักงาน เป็นส่วนหนึ่งที่ทาให้กิจการประสบความสาเร็จหรือไม่ ถ้านายจ้างสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
พนักงานก็จะมีขวัญ และกาลังใจที่ดีในการทางาน ผลที่ตามมา กิ จการจะเจริญรุดหน้า
ออกบูธ...โอกาสขายที่ไม่ควรพลาด
        “สินค้าค้างสต๊อก”
        “ของขายไม่ดี”
           ผู้ประกอบการหลายท่านคงเคยประสบปัญหาเช่นเดียวกันนี้ และพยายามงัดกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ต่างๆ
ออกมาใช้เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่ต้องตาของผู้บริโภคและสามารถครองตลาดให้ยาวนานที่สุด ทั้งด้านสื่อวิทยุ, โทรทัศน์
หรือการซื้อพื้นที่โฆษณาตามสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ โดยอาจมองข้ามกลยุทธ์หนึ่งซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดการซื้อ-
ขายได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว นั่นคือการจัดแสดงสินค้า หรือ การออกบูธ
           ทีมงานได้มีโอกาสอ่านวิสัยทัศน์ของ คุณพีระพงษ์ กิ ตติเวชโภคาวัฒน์ ผู้อานวยการ
ศูนย์วิจัยพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและเฟรนไชส์สากล (IRF) ในหัวข้อ " ออกงานแสดงสินค้าอย่างไรให้เวิร์ค ? " โดยท่านได้มองว่า
การแสดงสินค้านั้นเปรียบได้กับการแสดงศักยภาพทางธุรกิจและเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กรไปในตัว
ที่สาคัญผู้ออกงานสามารถเจรจาต่อรองกับลูกค้าได้โดยตรง พร้อมทั้งปิดการขายได้ภายในงาน
เป็นการกระตุ้นให้เกิดการซื้ออีกทางหนึ่ง เช่น
ถ้ามีหน่วยงานหนึ่งต้องการซื้อปริ้นเตอร์คุณภาพสูงเพื่อนาเข้ามาใช้ในสานักงานและกาลังมองหาร้านจาหน่าย
ร้านที่จัดแสดงสินค้าจะได้เปรียบมากกว่าร้านที่โฆษณาตามสื่อต่างๆ
ในแง่ของการให้ข้อมูลอธิบายถึงคุณสมบัติของสินค้าและตอบคาถามพร้อมทั้งต่อรองทางการค้าเพราะการออกบูธสามารถโต้ตอ
บและแสดงให้ผู้ซื้อได้เห็นถึงความจริงใจในการบริการหลังการขายได้มากกว่า เป็นต้น
           นอกจากนั้นการจัดแสดงสินค้า หรือ การออกบูธ ยังเป็นการขยายช่องทางในการส่งออกอีกด้วย
ที่เราเห็นได้ชัดคือการจัดแสดงสินค้า OTOP ซึ่งมักจะมีการเชิญผู้เข้าชมงานมาจากต่างประเทศ
ชาวต่างชาติพอมาเห็นสินค้าในบ้านเราก็ย่อมเกิดความสนใจ (เพราะสินค้าบางตัวบ้านเขาไม่มี
อย่างเช่นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสมุนไพรหรือสินค้าหัตถกรรม ชาวต่ างชาติจะชอบมากๆ) บวกกับการนาเสนอที่ดี
โอกาสนี้อาจทาให้ผลิตภัณฑ์ของท่านก้าวไปสู่การส่งออกในระดับโลก นาเงินต่างชาติเข้ามาหมุนเวียนในประเทศไทยก็ได้
ใครจะรู้....
           สิ่งสาคัญที่สุดในการออกบูธไม่ว่าจะเป็นงานระดับไหนก็ตาม นั่นคือความพร้อมในการให้ข้อมูล
เพราะหากลูกค้าหรือผู้ที่สนใจเข้ามาสอบถามแต่พนักงานมัวแต่เงอะๆ งะๆ หรือเกี่ยงกันตอบคาถาม
เม็ดเงินที่จะเข้ามาสู่กิจการของเราเป็นอันต้องหลุดลอยไปแน่นอน ฉะนั้นก่อนออกงานท่านต้องเทรนนิ่ง (Training)
พนักงานให้ดีก่อน ทั้งในด้านของข้อมูลรวมไปถึงบุคลิกภาพด้วย และอย่ามองข้ามความสาคัญของ แคตาล็อก โบรชัวร์ นามบัตร
เพราะหลังจากงานจัดแสดงสินค้าผ่านไป ส่วนนี้จะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจของลูกค้า
เช่นหากลูกค้าเข้ามาชมในงานและรู้สึกสนใจในผลิตภันฑ์ของเรา
แต่อาจไม่ได้ตัดสินใจซื้อก็จะนาแคตาล็อกและโบรชัวร์ที่ได้มาประกอบการตัดสินใจ
ซึ่งอาจมีการติดต่อกับหน่วยงานของเราได้ในภายหลัง หลายบูธจึงใช้กลยุทธ์ลดแลกแจกแถม (เฉพาะในวันที่จัดแสดงสินค้า)
เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้เร็วขึ้นก่อนที่ลูกค้าจะหันไปอุดหนุนบูธอื่น
           อีกวิธีที่ใช้ได้ผล คือการแจกของที่ระลึกโดยมีเงื่อนไขว่าต้องกรอกข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ของผู้เข้าชมด้วย
เพราะของฟรีใครบ้างจะไม่อยากได้ ทีมงานมีโอกาสเข้าชมงานแสดงสินค้าของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและสมาคม SMEs
ในจังหวัดเชียงใหม่ สังเกตเห็นบูธหนึ่งที่ใช้กลยุทธ์นี้ ปรากฎว่ายิ่งนานยิ่งคึกคัก เขียนแหลกแจกกระจายไปทั้งงาน
นับว่าประสบความสาเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง ส่วนข้อมูลที่ได้ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์
เพราะเราจะนาไปใช้ในการติดตามข้อมูลหรือส่งโปรโมชั่นรายเดือนไปให้ได้อีกด้วย
          การออกบูธแต่ละครั้งอาจมีค่าใช้จ่ายบ้าง แต่ก็เป็นการลงทุนที่แสนคุ้มค่าถ้าท่านรู้จักเก็บทุกรายละเอียด แว่วๆ
มาว่าสิ้นปีนี้สมาคม SMEs จังหวัดเชียงใหม่จะมีการจัดงานแสดงสินค้าครั้งใหญ่ ท่านพร้อมหรือยังสาหรับการออกงานครั้งนี้ ?
4Cs กลยุทธ์การตลาดแนวใหม่ ในยุคทองของอินเทอร์เน็ต

           ถ้าบอกว่าสูตรสาเร็จด้วยวิธีการทางกา               รตลาดแบบ 4Ps ที่มี Product, Price, Place, Promotion
นั้นไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วก็ว่าได้ ที่เป็นอย่างนั้นเพราะวิวัฒนาการของโลก ได้เปลี่ยนแปลงไปไกล กว่ายุคเดิมหลายช่วงตัว
สิ่งที่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือเครื่องมือสื่อสารยุคใหม่เข้ามามีบทบาทสาคัญ นั่นคือ “อินเทอร์เน็ต”
           หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วมีใครคิดบ้างว่าอินเทอร์เน็ตจะมีบทบาทได้ถึงเพียงนี้ เพราะตอนนั้น
มันถูกใช้อยู่ในวงจากัด ถ้าเป็นเมืองไทยก็ใช้เฉพาะนักวิชาการ นักวิจัย และองค์กรข้ามชาติบางรายเท่านั้น แต่พอถึงยุคนี้
อินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นเครื่องมือจาเป็นอย่างหนึ่งในการประกอบธุรกิจไปแล้ว
           เมื่อสาคัญเช่นนี้ อินเทอร์เน็ตจึงจัดให้อยู่ในระดับสาคัญมากในภาคการตลาดและการสื่อสารการตลาด
และแล้วก็เป็นที่มาของการเกิดกลยุทธ์ใหม่ที่นามาใช้ร่วมควบคู่ไปกับ 4Ps นั่นคือ 4Cs หรือบางสูตรบอกว่า 4Cs เข้าไปแทนที่
4Ps
           4Cs ประกอบด้วย Consumer, Cost, Convenience, Communications ทั้ง 4 มีหัวใจรวมศูนย์ที่ให้ความสาคัญต่อลูกค้า
หรือ โฟกัสลูกค้าเป็นสาคัญ
           Consumer เน้นความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก หรือหากบอกให้ตรงใจ คือเข้าถึงใจผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด
และยังรวมไปถึงบริหาร             ความสัมพันธ์ของลูกค้า หรือที่เรียกว่า          CRM (Customer Relation Management)
โดยต้องยึดหลักการสรรค์สร้างสินค้าและบริการให้ตรงใจลูกค้าในทุกๆ กลุ่ม
           Cost ทาให้ต้นทุนต่าที่สุดเพื่อให้จะได้กาหนดราคาขายถึงมือผู้บริโภคต่าไปด้วย ซึ่งจะเป็นที่ได้เปรียบในการแข่งขัน
ด้านราคากับคู่แข่ง
           Convenience ช่องทางการจัดจาหน่ายต้องอานวยให้ผู้บริโภคสะดวกซื้อมากที่สุด ยิ่งมีช่องทาง
หรือหน้าร้านมากเท่าไร โอกาสที่ผู้บริโภคจะซื้อมากเท่านั้น เพราะผู้บริโภคในปัจจุบันมิได้ยึดติดกับสถานที่เดิม สักเท่าไร
           Communications เป็นเรื่องที่สาคัญยิ่ ง และมีองค์ประกอบหลายด้าน จากความหมายตรงตัวที่แปลว่าการสื่อสาร
จึงรวมตั้งแต่การติดต่อสื่อสารที่ต้องสะดวก ง่าย รวดเร็ว การสื่อสารที่สร้างความรับรู้ให้ผู้บริโภคและตลาด ซึ่งได้แก่การโฆษณา
ประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมการขาย รวมถึงสื่อสารแบบกระตุ้นตลาด ได้แก่การจัดงานแสดงสินค้า การจัดนิทรรศการงานโชว์
การตลาดเชิงรุกหรือการตลาดแบบตรงและเข้าถึงลูกค้ารายตัว
           ทั้งหมดที่กล่าวมานี้หากนาไปผนวกรวมกับกลยุทธ์                4Ps เดิมก็จะยิ่งเสริมให้การตลาดแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
แต่ที่ขาดไม่ได้ของกลยุทธ์โฉมใหม่ทั้ง 4 เรื่องหลัง (4Cs) จะต้องมีตัวช่ วย ตัวช่วยนั้นคือสื่อยุคใหม่ หรืออินเทอร์เน็ต
เพราะอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสาคัญที่จะทาให้เจ้าของผลิตภัณฑ์ใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาด
ซึ่งจะแจกแจงได้ว่าอินเทอร์เน็ตช่วยในแต่ละ C อย่างไรบ้าง
           Consumer อินเทอร์เน็ตช่วยลดความห่างระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโ                      ภคให้น้อยลง ตัวอย่างเช่น
ผู้บริโภคสามารถส่ง                                    Comment            ถึงตรงผู้ประกอบการได้
ซึ่งตรงนี้จะเป็นข้อมูลสาคัญเพื่อนาไปปรับปรุงแก้ไขในสิ่งที่ลูกค้าบอกว่าได้
ส่วนผู้ประกอบการเองก็สามารถเข้าถึงใจผู้บริโภคได้มากขึ้น
          Cost ต้นทุนดาเนินการลดลงได้หากใช้อินเทอร์เน็ต เป็นต้            นว่าใช้อีเมลล์ในการติดต่อแทนโทรศัพท์
ส่งอีเมล์แทนส่งแฟกซ์ เหล่านี้ทาให้ประหยัดค่าดาเนินการทั้งสิ้น

           Convenience อินเทอร์เน็ตช่วยให้ซื้อสะดวกขึ้นได้ คุณคงเคยได้ยินว่าสั่งซื้อของผ่านอินเทอร์เน็ต คุณเพียงแค่นั่ง
ที่หน้าจออินเทอร์เน็ตที่ไหนก็สามารถสั่งซื้อของได้แล้ว
           Communications หัวข้อนี้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสาคัญมากที่เดียว ทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์
ที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อได้เป็นอย่างดี การส่งเสริมการขายก็สามารถทาผ่านอินเทอร์เน็ตได้ คือทาให้การโฆษณาประชาสัมพันธ์
การส่งเสริมการขายนั้นจะแผ่ขยายวงการออ                               กไปไม่เฉพาะที่ใดที่หนึ่ง สื่อใดสื่อหนึ่ง
แต่หมายถึงสร้างความรับรู้ได้ทั่วโลกเลยในคราเดียว
           สุดท้าย .... แท้จริงแล้วอินเทอร์เน็ตเป็นทั้งตัวทาให้เกิดกลยุทธ์ใหม่ขึ้นมา และในเวลาเดียวกัน
และอินเทอร์เน็ตอีกนั่นแหละ ที่จะเป็นเครื่องมือให้ผู้ประกอบการก้าวไปใช้กลยุท ธ์ 4Cs ได้อย่างสาเร็จ
บัญญัติ 10 ประการ สู่การเป็นผู้ประกอบการการ SMEs

ทาอย่างไรให้ธุรกิจประสบความสาเร็จ
ฟังดูเหมือนง่าย แต่เอาเข้าจริงในผู้ประกอบการ 100 คนจะมีสักกี่คนที่สามารถนาพาธุรกิจเดินมาถึงจุดที่เรียกว่า “ความสาเร็จ”
เพราะทุกวันนี้ตลาดของผู้ประกอบการไม่ได้อยู่เฉพาะในประเทศเท่านั้น
หากแต่ต้องคิดไกลไปถึงว่าจะสามารถสร้างมาตรฐานสินค้าตัวเองสู่ตลาดโลกได้อย่างไร กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
ได้กล่าวถึงองค์ประกอบสาคัญที่จะทาให้ผู้ประกอบการประสบความสาเร็จในธุรกิจไว้อย่างน่าสนใจ 10 ประการคือ
          1. กระหายในความสาเร็จ ถือเป็นหัวใจสาคัญในการประกอบธุรกิจ
เพราะหากไม่มีความต้องการในข้อนนี้ก็จะไม่มีพลังผลักดันให้ผู้ประกอบการลุกขึ้นมาดาเนินการให้บรรลุไปตามเป้าหมายได้เล
ย
          2. ชอบเสี่ยง เป็นที่รู้กันดีว่า “ธุรกิจ” กับ “ความเสี่ยง” เป็นของคู่กัน ดังนั้นการจะตัดสินใจทาอะไรก็แล้วแต่
ควรอยู่บนพื้นฐานความเสี่ยงให้น้อยที่สุด ควรตัดสินใจให้รอบคอบ และไม่ประมาท
          3. มีความคิดสร้างสรรค์ และสร้างฝันให้ยิ่งใหญ่ ผู้ประกอบการควรมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มองให้รอบด้าน
สามารถมองจากจุดเล็กๆ แล้วสานฝันให้ สามารถขยายกิจการให้ใหญ่โตขึ้นได้
          4. มีความยึดมั่นไม่ย่อท้อ ผู้ประกอบการที่จะประสบความสาเร็จได้ คือ บุคคลที่ไม่ล้มเลิกอะไรง่ายๆ
ควรมองว่าความล้มเหลวหลายต่อหลายครั้งที่เกิดขึ้น เปรียบเสมือนบันไดที่จะนาเราไปสู่จุดที่สูงกว่า
          5. มีความเชื่อมั่น ผู้ประกอบการควรมีความเชื่อมั่นในตัวเอง กล้าที่จะลองในสิ่งใหม่ๆ เพราะอย่างน้อยยั่นก็คือ
การให้กาลังใจที่ดีที่สุดแก่ตัวเอง
          6. มีความสามารถในการตัดสินใจ
การตัดสินใจถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้เพิ่มขึ้นไม่ว่าผลของการตัดสินใจนั้นจะสาเร็จหรือล้มเหลว
แต่หากได้ลองทบทวนเหตุผลให้ดีแล้ว ก็จงเคารพในการตัดสินใจนั้น
          7. มองการเปลี่ยนแปลงคือโอกาส การเปลี่ยนแปลงถือเป็นโอกาสสาคัญอย่างหนึ่งทางธุรกิจ สิ่งใหม่ๆ
อาจเกิดขึ้นในช่วงนี้ หากเรารู้จักนาการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็ถือเป็นผลพลอยได้อย่างหนึ่งทางธุรกิจ
          8.มีความอดทนต่อความไม่แน่นอน ควรเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาทั้งด้านดีและด้านร้าย ตลอดจนปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยตัวเรา เช่น ปัจจัยทางเศรษฐกิจ
สภาพภูมิอากาศ ฯลฯ ควรอดทนรอคอยสิ่งดีๆ ที่จะมาถึงในอนาคต
          9.รู้จักเริ่มต้น และต้องการความสาเร็จที่สมบูรณ์แบบ
ผู้ประกอบการที่ดีควรเอาใจใส่ในรายละเอียดทุกอย่างในธุรกิจของตน ไม่ควรมุ่งพัฒนาเพียงด้านเดียวควรมองไปรอบๆ
หาจุดบกพร่องและแก้ไขให้ดีขึ้น
        10.ตระหนักในคุณค่าของเวลา เวลาเป็นสิ่งมีค่าสาหรับทุกอาชีพ
การตรงต่อเวลาและใช้เวลาที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดถือเป็นกาไรชีวิต และกาไรทางธุรกิจอีกอย่างหนึ่งที่ประเมินค่ามิได้

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Stats:
views:135
posted:1/18/2009
language:English
pages:7
The Slasher The Slasher
About