204105 _Computer Programming I_

Document Sample
 204105 _Computer Programming I_ Powered By Docstoc
					     กระบวนวิชา 204105
(Computer Programming I)
            ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2548
         ผู้สอน อาจารย์วัฒนา จินดาหลวง
 http://www2.cs.science.cmu.ac.th/person/wattana/
         E-mail: w.jinda@chiangmai.ac.th
            วิชา 204105 การวัดผล
คะแนนสอบกลางภาค            30%
คะแนนสอบปลายภาค            45%
คะแนนสอบปฏิบัติการ+การบ้าน 25% ประกอบด้วย
                         - Lab 10%
                         - สอบกลางเทอม 5%
                         - สอบปลายเทอม 10%
      เนื้อหาบรรยายกระบวนวิชา 204105
บทที่ 1 ระบบคอมพิวเตอร์ การประมวลผลข้อมูล
         ข้อมูลและการแทนข้อมูลในหน่วยความจา
บทที่ 2 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น
                        (บทที่ 1-2 เรียน 6 - 24 มิย.48)
บทที่ 3 การพัฒนาโปรแกรมและการออกแบบขั้นตอนวิธี
                      (บทที่ 3 เรียน 27 มิย.-20 กค.48)
บทที่ 4 ส่วนประกอบของภาษาโปรแกรมภาษาซี
                          (บทที่ 4 เรียน 25-29 กค.48)
      1-7 สค. 48 สัปดาห์สอบกลางเทอม
      ตารางเวลาสอบวิชา 204105

Midterm จันทร์ที่ 1 สิงหาคม 2548
      เวลา 12.00-15.00 น.
Final    ศุกร์ที่ 30 กันยายน 2548
      เวลา 8.00-11.00 น.
           เนื้อหาหลัง Midterm
บทที่ 5 ประโยคคาสั่งควบคุม(control statements)
                                       (เรียน 8-26 สค. 48)
บทที่ 6 โปรแกรมย่อยฟังก์ชัน (function)
                       (เรียน 29 สค. -2 กย.48)
บทที่ 7 ตัวบ่งชี้ (pointer) และชนิดข้อมูลแบบ
       character/string
                            (เรียน 5-9 กย.48)
บทที่ 8 ตัวแปรชุด (Array) (เรียน 12-16 กย.48)
          ุ
  สัปดาห์สดท้าย 19-23 กย.48 ทบทวนและสอบปฎิบัติการ
             Text book/ตารา
• คอมพิวเตอร์เบื้องต้น ทัวไป ใช้ได้ทกเล่ม
                         ่          ุ
• ตาราภาษา C เบื้องต้น ทั่งไป ใช้ได้ทุกเล่ม
• ตาราดังกล่าว หายืมได้ที่ ห้องสมุดคณะวิทยาศาสตร์
  ห้องสมุดคณะวิศวกรรมศาสตร์ และห้องสมุดกลาง
              บทที่ 1
ระบบคอมพิวเตอร์ การประมวลผลข้อมูล
ข้อมูลและการแทนข้อมูลในหน่วยความจา
                      บทที่ 1
        ระบบคอมพิวเตอร์ การประมวลผลข้อมูล
        ข้อมูลและการแทนข้อมูลในหน่วยความจา
1.1 ความหมายคอมพิวเตอร์
1.2 ลักษณะสาคัญของคอมพิวเตอร์
    และประเภทคอมพิวเตอร์
1.3 องค์ประกอบระบบคอมพิวเตอร์ (Computer system)
1.4 การประมวลผลข้อมูล (Data processing)
1.5 ข้อมูลและการแทนข้อมูลในหน่วยความจา
    (Data representation)
        1.1 ความหมายคอมพิวเตอร์
• อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสามารถในการแปลคาสั่ง
  โปรแกรมและทางานตามคาสั่งนั้นๆ
• สามารถรับข้อมูลทีนาเข้าสูการประมวลผล เช่นคานวณ
                      ่      ่
  การปฏิบัติการทางตรรกะ และการสร้าง/นาเสนอผลลัพธ์
  ตามที่ผู้ใช้ต้องการ
    1.2 ลักษณะสาคัญของคอมพิวเตอร์

1) ทางานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์และอัตโนมัติ
2) มีความเร็วสูงในการประมวลผล
3) มีหน่วยความจาภายในขนาดใหญ่ ,จุ
4) ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ
   ตามโปรแกรม
        1.2 ประเภทคอมพิวเตอร์
• แบ่งคอมพิวเตอร์ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน
  - General-purposed computer
  - Special-purposed computer
• แบ่งคอมพิวเตอร์ตามขนาดหน่วยความจาหลัก
  - Super computer - Mainframe computer
  - Minicomputer - Microcomputer
• แบ่งคอมพิวเตอร์ตามลักษณะข้อมูลเข้า/ออก
  - Digital computer
  - Analog computer
    1.3 องค์ประกอบระบบคอมพิวเตอร์
1.3.1 ฮาร์ดแวร์ (Hardware, H/W)
1.3.2 ซอฟท์แวร์ (Software, S/W)
1.3.3 บุคลากรทางคอมพิวเตอร์ (Peopleware, P/W)
   (อนึ่ง ในการเรียนขั้นละเอียด ได้เพิ่มองค์ประกอบที่ 4 คือ
    ข้อมูล (Data/Database) และองค์ประกอบที่ 5 คือ
    การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Data
    communication and Computer networks)
   1.3.1 ฮาร์ดแวร์ (Hardware, H/W)
ฮาร์ดแวร์ คือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ประกอบเข้าเป็นตัวเครื่องคอมพิวเตอร์
          ซึ่งแบ่งตามลักษณะการทางานได้ 4 หน่วย คือ
1) หน่วยรับโปรแกรมและข้อมูล (Input Unit)
2) หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit ,
    CPU)
3) หน่วยความจา (Memory หรือ Storage Unit) แบ่งเป็น
   – หน่วยความจาหลัก (Main Memory)
   – หน่วยความจาสารอง (Secondary Storage)
4) หน่วยแสดงผล (Output Unit)
  1) หน่วยรับข้อมูลเข้า (Input Devices)
• แป้นพิมพ์ (Keyboard)
• สแกนเนอร์ (Scanner)
• เอ็มไอซีอาร์ หรือ เครื่องอ่านอักขระหมึกแม่เหล็ก
  (Magnetic Ink Character Reader: MICR)
• โอซีอาร์ หรือ เครื่องอ่านอักขระด้วยแสง (Optical
  Character Reader: OCR)
              2) หน่วยประมวลผลกลาง
      (Central Processing Unit : CPU)
มีหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้ามาทางอุปกรณ์
อินพุตตามชุดคาสั่งหรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการใช้งาน หน่วย
ประมวลผลกลาง ประกอบด้วยส่วนสาคัญ 2 ส่วน คือ
(1) หน่วยคานวณและตรรกะ (Arithmetic & Logical
  Unit, ALU)
(2) หน่วยควบคุม (Control Unit)
3) หน่วยความจา:
  ชนิดหน่วยความจาหลัก
 หน่วยความจาหลักมี 2 ชนิดคือ
 (1) ROM (Read Only Memory) เป็น
   หน่วยความจาชนิดอ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถเขียนหรือ
                                  ้
   บันทึกข้อมูลในหน่วยความจาแบบนีได้
 (2) RAM (Random Access Memory) หรือ
   อาจเรียกว่า RWM (Read/Write Memory)
   หน่วยความจาแบบนี้สามารถอ่านและบันทึกข้อมูลได้แบบสุม ่
    3)หน่วยความจา: ชนิดหน่วยความจาสารอง
หน่วยความจาสารอง เป็นหน่วยบันทึกข้อมูลอย่างถาวรไม่ลบหาย
แม้ขณะไม่มีไฟเลี้ยงอยู่ก็ตาม ทาหน้าที่เก็บข้อมูลอย่างถาวร เพื่อ
เก็บไว้ใช้ในโอกาสต่อไปโดยการนาเข้าใหม่ทางอุปกรณ์นาข้อมูลเข้า
         ประเภทหน่วยความจาสารอง
แบ่งหน่วยความจาสารองตามลักษณะของการเข้าถึง (Access)
ข้อมูล เป็น 2 ประเภทดังนี้
- หน่วยความจาแบบเรียงลาดับ (Sequential Access
   Storage)
                    ่
- หน่วยความจาแบบสุมหรือโดยตรง (Random/Direct
   Access Storage)
           หน่วยความจาแบบเรียงลาดับ
        (Sequential Access Storage)

• การบันทึกข้อมูลจะเป็นแบบเรียงลาดับเท่านั้น การอ่านข้อมูลจะ
  เรียงตามลาดับการบันทึกทุกประการ และเริ่มต้นจากข้อมูล
  เริ่มต้นเสมอ
• หน่วยความจาสารองประเภทนี้ ได้แก่ บัตรเจาะรู เทปแม่เหล็ก
  เทปกระดาษ เป็นต้น
• อุปกรณ์ที่ทาหน้าที่อ่าน และบันทึกข้อมูลของหน่วยความจา
  ประเภทนี้เรียกว่า Sequential Access Storage
  Device หรือ SASD
        หน่วยความจาแบบสุ่มหรือโดยตรง
     (Random/Direct Access Storage)
• การบันทึกและอ่านข้อมูลจะเป็นแบบสุ่ม
• เวลาที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลจะเท่ากันไม่ว่าข้อมูลจะอยู่ส่วนไหน
  ก็ตาม
• หน่วยความจาประเภทนี้ได้แก่ ดิสก์เก็ต ฮาร์ดดิสก์ ซีดีรอม
• อุปกรณ์ที่ใช้ในการอ่านและบันทึกข้อมูลของหน่วยความจา
  ประเภทนี้เรียกว่า Direct Access Storage Device
  หรือ DASD
       ตัวอย่าง หน่วยความจาสารอง
•   บัตรเจาะรู (Punch Card)
•   เทปกระดาษ (Paper Tape)
•   เทปแม่เหล็ก (Magnetic Tape)
•   ดิสก์เก็ตต์ (Diskette)
•   ซีดีรอม (CD-ROM), CD-R (Compact Disc
    – Recordable), CD-RW (Compact Disc –
    Rewritable)
  4) หน่วยแสดงผลข้อมูล (Output Devices)

หน่วยแสดงผลข้อมูล หมายถึง หน่วยที่ทาหน้าที่แสดงผลลัพธ์ที่
ได้จากการประมวลผลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ แสดงออกมา
ภายนอกในรูปแบบ และลักษณะต่าง ๆ ที่เป็นลักษณะหลักคือ
1) แสดงผลที่อยู่ในรูปแบบที่นาไปใช้ได้เลยโดยผู้ใช้ เช่น
 ผลลัพธ์ทางจอภาพ ทางเครื่องพิมพ์
2) นาผลลัพธ์เก็บไว้บนสื่อบันทึกข้อมูลเพื่อการเรียกใช้ต่อไป เช่น
 เก็บบันทึกบนจานแม่เหล็ก
         ประเภทหน่วยแสดงผลข้อมูล
หน่วยแสดงผลข้อมูลแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
• หน่วยแสดงผลแบบ Softcopy คือการแสดงผลทาง
  จอภาพแล้วลบหายไป
• หน่วยแสดงผลแบบ Hardcopy คือการแสดงผล
  แบบพิมพ์เป็นรายงานหรือเก็บไว้เป็นหลักฐานได้ เช่น
  เครื่องพิมพ์ (Printer)
         ตัวอย่าง หน่วยแสดงผลข้อมูล
• จอภาพ (Monitor)
• เครื่องพิมพ์ (Printer)
• ลาโพง (Speaker)
           จอภาพ (Monitor)
จอภาพเป็นอุปกรณ์แสดงผลของเครื่องคอมพิวเตอร์มี
ลักษณะคล้ายจอโทรทัศน์ เรียกว่า CRT (Cathode
 Ray Tube) หรือ VDU (Visual Display
 Unit)
         เครื่องพิมพ์ (Printer)
- เครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์ (Dot Matrix Printer)
- เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก (Ink-Jet Printer)
- เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printer)
- พล็อตเตอร์ (Plotter)
     1.3.2 ซอฟต์แวร์ (Software)

ซอฟต์แวร์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า โปรแกรม (Program)
  เป็นชุดของคาสั่งที่เขียนเป็นขั้นตอนและมีความสอดคล้องกัน
  เป็นลาดับ เพื่อสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทางานตามลักษณะ
  งานที่ต้องการ หรือตามตรรกวิทยาของงานที่ตองการ้
            ประเภทซอฟต์แวร์
ซอฟต์แวร์สามารถแบ่งได้ 2 ประเภทคือ
1) ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
2) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)
   1) ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
หมายถึงโปรแกรมที่ได้มาจากโรงงานผู้ผลิต เพื่อทาให้H/W
ทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสะดวก แบ่งได้ 2 ประเภทคือ
- โปรแกรมควบคุมการปฏิบัติงานของเครื่องคอมพิวเตอร์
 (Operating System,OS) เป็นโปรแกรมที่ทาหน้าที่
 จัดสรรและควบคุมอุปกรณ์และหน่วยต่าง ๆในระบบคอมพิวเตอร์
 ให้ทางานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น DOS ,WINDOWS,
 UNIX เป็นต้น
        System Software (ต่อ)
- โปรแกรมที่ช่วยในการประมวลผลข้อมูล
(Processing Program) เป็นโปรแกรมที่
ทาหน้าที่อานวยความสะดวก หรือให้เกิดอรรถประโยชน์ต่อการ
ประมวลผลข้อมูล เช่น โปรแกรมสาหรับการเรียงลาดับข้อมูล
 (Sort) หรือโปรแกรมสาหรับการสาเนาข้อมูล (Copy)
  เป็นต้น
2) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)

                                           ั
เป็นโปรแกรมที่สั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ปฏิบติงานเฉพาะเรื่อง
ตามที่ผู้เขียนโปรแกรมต้องการ แบ่งได้ 2 ลักษณะคือ
• โปรแกรมที่เขียนขึ้นเอง (User-written Program) เช่น
   โปรแกรมการจ่ายเงินเดือนของบริษัทแห่งหนึ่ง หรือโปรแกรม
  การจัดการฐานข้อมูลบุคลากรของหน่วยงานแห่งหนึ่ง
• โปรแกรมสาเร็จรูป (Program Package) เช่นโปรแกรม
   SPSS ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ หรือโปรแกรม
   Microsoft Word สาหรับงานจัดทาเอกสาร
       1.3.3 บุคลากรทางคอมพิวเตอร์
ในการทางานกับคอมพิวเตอร์ จะต้องมีบุคลากรในตาแหน่ง
ต่าง ๆ เพื่อทาหน้าที่แตกต่างกันในการผลิตโปรแกรม
คอมพิวเตอร์ บุคลากรที่สาคัญมีดังต่อไปนี้
1) เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล (Data Entry Operator)
2) เจ้าหน้าที่ควบคุมการทางานของระบบเครื่องคอมพิวเตอร์
   (Computer Operator)
      บุคลากรทางคอมพิวเตอร์ (ต่อ)
3) เจ้าหน้าที่พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ (Application
  Programmer) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Programmer
4) เจ้าหน้าที่พัฒนาโปรแกรมระบบ (System
  Programmer)
5) เจ้าหน้าที่วิเคราะห์และออกแบบระบบงาน (System
  Analyst and Designer)
6) วิศวกรระบบ (System Engineer)
7) ผู้จัดการหน่วยประมวลผล (Computer Manager)
  หรือเรียกว่า EDP Manager
          1.4 การประมวลผลข้อมูล

       ในการวางแผนและบริหารงานในด้านต่าง ๆจาเป็น
          ้
ต้องใช้ขอสนเทศเป็นเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจ ใน
ที่นี้ข้อสนเทศที่ว่านี้เป็นผลลัพธ์ที่ได้มาจากการประมวลผล
ข้อมูลอัตโนมัติ (Electronic data processing)
คือใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการประมวลผล
ข้อมูล ในหน่วยงาน
     ความหมายของข้อมูล (Data)
• ข้อเท็จจริง (Facts) ที่ใช้สาหรับกิจการอย่างใดอย่าง
  หนึ่ง
• ข้อมูลเหล่านี้เก็บรวบรวมมาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ
• ข้อมูลอาจจะเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นตัวเลข เช่น จานวน
  ปริมาณ ระยะทาง ราคาสินค้า ฯ
• ข้อมูลอาจจะเป็นข้อเท็จจริงทีไม่ใช่ตวเลข เช่น ชื่อ ที่อยู่
                               ่      ั
  สถานภาพ หรือข้อมูลลักษณะอื่นเช่น เสียง ฯ
• ยังมีความหมายรวมถึงข่าวสารที่ยังไม่ได้มีการประมวลผล
ความหมายของข้อสนเทศ (Information)

• ผลลัพธ์หรือสิ่งที่ได้จากการประมวลผลข้อมูลในรูปแบบต่างๆ
• ข้อมูลขององค์กรหนึ่งอาจผ่านการประมวลผลข้อมูลมาหลาย
  ขั้นตอน
• ข้อสนเทศทีได้ควรมีได้หลายรูปแบบและอยู่ในมิติความหมาย
             ่
  หลายด้าน และมีประโยชน์ต่อการนาไปใช้งาน
• ข้อสนเทศจะถูกใช้ในการพิจารณาเพื่อการตัดสินใจ
     การประมวลผลข้อมูล (Data Processing)
• หมายถึงการกระทาหรือการจัดการต่อข้อมูล
• ข้อมูลที่ใช้อาจเป็นข้อมูลดิบ (Raw Data) ที่ได้จากเอกสาร
  ต้นฉบับ หรืออาจเรียกว่าข้อมูลพื้นฐาน (Primary Data)
• หรือใช้ข้อมูลนาเข้า       ที่เป็นข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลมาแล้ว
  เรียกว่า ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data)
• เป็นการดาเนินขั้นตอนการประมวลผลในลักษณะต่าง ๆ เช่น การ
  คานวณ การเปรียบเทียบ การตรวจสอบเงื่อนไข
• เป็นการผลิตผลลัพธ์หรือข้อสนเทศที่มีความหมายและเป็น
  ประโยชน์ตามต้องการ
การประมวลผลข้อมูล (Data Processing)


                      ประมวลผล            ข้อ
    ข้อมูล
                        ข้อมูล           สนเทศ



การนาเอาเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการประมวลผล
เรียกว่า Electronic Data Processing (EDP)
    ตัวอย่างของการประมวลผลข้อมูล
ข้อมูลปฐมภูมิ
                        ตรวจสอบและหา                     ่
                                            จานวนสินค้าทีขายได้
 ใบสั่งซื้อสินค้า      ผลรวมจานวนสินค้า    ในแต่ละเดือนแยกตาม
                      แยกตามชนิดสินค้าใน        ชนิดสินค้า
                          แต่ละเดือน

ข้อมูลทุติยภูมิ

                        หาผลคูณระหว่าง
             ่
จานวนสินค้าทีขายได้                        มูลค่าสินค้าที่ขายได้ใน
                      จานวนสินค้ากับราคา
 แยกตามชนิดสินค้า                                แต่ละเดือน
                       สินค้าแยกตามชนิด
                              สินค้า
  ตัวอย่าง การประมวลผลข้อมูล
                                ข้อมูล
                               นักศึกษา



    Process #1   Process #2           Process #3     Process #4


รายงาน
                   รายงาน                  รายงาน     รายงาน
นศ.ใหม่
                     นศ.                  การ Drop    การจบ
แยกตาม
                 เกียรตินิยม              ประจาปี    การศึกษา
จังหวัด
              แหล่งที่มาของข้อมูล
แหล่งที่มาของข้อมูลขึ้นอยู่กับ องค์ประกอบหลายอย่าง เช่น
  ขึ้นอยู่กับประเภทข้อมูลที่เราต้องการ ขึ้นอยู่กับลักษณะของ
  หน่วยงาน เป็นต้น ซึ่งอาจแยกที่มาของข้อมูลออกเป็น 2
  แหล่งใหญ่ๆ ดังนี้
1) มาจากแหล่งภายในหน่วยงานนั้น ๆ (Internal
  Source)
2) มาจากแหล่งภายนอกหน่วยงานนั้น ๆ (External
  Source)
          คุณสมบัติข้อสนเทศที่ดี
1) มีความถูกต้องแม่นยา (Accuracy)
2) มีความทันเวลา (Timeliness)
3) มีความสมบูรณ์ครบถ้วน (Completeness)
4) มีความกระทัดรัด (Conciseness)
5) มีตรงกับความต้องการของผู้ใช้ (Relevancy)
             วัฏจักรการประมวลผลข้อมูล
           (Data Processing Cycle)
   การประมวลผลข้อมูลสามารถแสดงได้ดังรูป


 Source      Input                      Output       Storage/
Document    (Data)     Processing    (information)   Report




                        Feedback
     ขั้นตอนพื้นฐานในการประมวลผล
ขั้นตอนพื้นฐานในการประมวลผลข้อมูล มี 3 ขั้นตอนดังนี้
1) การเก็บข้อมูลเข้า ซึ่งได้แก่การนาเข้าข้อมูล เช่นทาง
    แป้นพิมพ์
2) การจัดการกับข้อมูล หรือการประมวลผลซึ่งได้แก่
    การคานวณ
3) การจัดการแสดงผลลัพธ์ ซึ่งได้แก่การบันทึกลงสื่อบันทึก
    ข้อมูล หรือการแสดงผลลัพธ์ทางกระดาษ
                  การเก็บข้อมูลเข้า
เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลให้พร้อมที่จะทาการประมวลผล
ด้วยคอมพิวเตอร์ นั่นคือการเปลี่ยนสภาพข้อมูลให้อยู่ในรูป
แบบที่เหมาะสมเพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถอ่านข้อมูล
ได้ การทางานในขั้นตอนนี้ ได้แก่
    การใส่รหัส คือการใส่รหัสแทนข้อมูล
    การแปลงสภาพ คือ การเปลี่ยนตัวกลางที่ใช้บันทึกข้อมูล
     ให้อยู่ในลักษณะที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจและนา
     ไปประมวลผลได้ เช่น ดิสก์เกตต์ เทป ฯ
                    การจัดการกับข้อมูล
เป็นการจัดการกับข้อมูลที่ได้รับจากขั้นตอนการเก็บข้อมูล ได้แก่
-การจาแนกประเภท คือ การจัดกลุ่ม จัดหมวดหมู่ หรือการ
 จัดประเภทข้อมูล
-การคานวณ คือการคานวณทางคณิตศาสตร์ และทางตรรกศาสตร์
-การเรียงลาดับ คือ การเรียงลาดับข้อมูลที่เป็นตัวเลขตัวอักษร
 จากน้อยไปมากหรือจากมากไปน้อย
                                  ่
-การสรุป คือการนาข้อมูลทั้งหมดทีมีอยู่มากลั่นกรอง หรือ คานวณ
 สรุปให้เหลือเฉพาะส่วนที่จาเป็น เป็นการสรุปผล ให้เห็นชัดเจน
               การจัดการกับผลลัพธ์
เป็นการจัดการกับผลลัพธ์ที่ได้จากขั้นตอนการจัดการข้อมูล
ได้แก่
    การจัดเก็บและการดึงไปใช้ คือการจัดเก็บผลลัพธ์ที่ได้
                                               ่
       และการพิจารณาถึงการที่จะดึงผลลัพธ์ไปใช้ตอไป
    การแลกเปลี่ยนข้อมูลและผลลัพธ์กับระบบอื่น
         ลักษณะการประมวลผล
1) การประมวลผลแบบแบทช์ (Batch Processing)
2) การประมวลผลแบบออนไลน์ (Online
  Processing)
การประมวลผลแบบแบทช์ (Batch Processing)

 • เป็นการประมวลผลโดยการรวบรวมข้อมูลเป็นกลุ่ม ณ
   ช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กาหนด
 • รวบรวมข้อมูลกลุ่ม แล้วสร้างเป็นแฟ้มข้อมูลรายการ
   เปลี่ยนแปลง (Transaction File)
 • เมื่อถึงเวลากาหนด นาแฟ้มข้อมูลรายการเปลี่ยนแปลงเข้า
   ประมวลผลครั้งเดียวพร้อมกัน
 • การประมวลผลลักษณธนี้เป็นการปรับปรุงกับแฟ้มข้อมูล
                                                   ่
   หลัก (Master File) ให้แฟ้มข้อมูลหลักมีมีข้อมูลทีมี
   ความทันสมัยอยู่เสมอ (Up-to-date data)
   การประมวลผลแบบออนไลน์ (Online Processing)
• ข้อมูลรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 1 รายการจะถูกนาไปปรับปรุง
  กับข้อมูลหลักโดยทันที
• ดังนั้นระบบจะต้องมีเทอร์มินอลที่ติดต่อกับระบบเครื่องหลักเพื่อป้อน
  ข้อมูลทันทีผ่านระบบการสื่อสารข้อมูล
• การประมวลผลแบบนี้จะใช้ในกรณีที่ต้องการเสนอข้อมูลที่ถูกต้องตาม
                                  ๋
  เหตุการณ์ เช่น ในระบบจองตัวเครื่องบิน เมื่อมีผู้โดยสารซื้อตั๋ว
                                                            ๋
  จะต้องแจ้งทันทีเพื่อไม่ให้ขายซ้า หรือกรณีที่ผู้โดยสารคืนตัวจะต้อง
  ปรับปรุงผลทันทีเพื่อที่จะได้ขายให้ลูกค้ารายอื่นได้ หรือ
  ระบบฝาก/ถอนเงินอัตโนมัติของธนาคาร
              การแทนรหัสข้อมูล
• รหัส (Code) หมายถึงสัญลักษณ์ในการแทนข้อมูล หรือ
  ข่าวสาร ในรูปแบบที่เหมาะสม
• รหัสมีความจาเป็นอย่างมากในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับ
  เครื่องคอมพิวเตอร์
• การประมวลผลข้อมูลโดยเขียนคาสั่งควบคุมให้เครื่อง
  คอมพิวเตอร์ทางานที่เราต้องการ หรือส่งข้อมูลเข้าไปให้
  เครื่องคอมพิวเตอร์ประมวลผล จะทางานกับข้อมูลนี้ใน
  รูปแบบรหัสแทนข้อมูล
   ลักษณะโครงสร้างของข้อมูล (Data Structure)
• Bit หน่วยข้อมูลที่เล็กที่สุดทางคอมพิวเตอร์ มีค่าเป็น 0 หรือ 1
• Byte ประกอบไปด้วยหลาย ๆ บิต เช่น 8 บิต เป็น 1 ไบต์
• Word ประกอบไปด้วยหลาย ๆ ไบต์ เช่น 1 เวิร์ดเท่ากับ 2
  ไบต์
• Character ได้แก่ตวเลข 0-9 ตัวอักษร A-Z และ
                           ั
                                    ั
  สัญลักษณ์พิเศษต่าง ๆ จะสัมพันธ์กบไบต์และเวิร์ด
• Field ได้แก่ Character ตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไปรวมกันเป็นฟิลด์
  ที่มีความหมาย เช่น เลขประจาตัว ชื่อพนักงาน
     ลักษณะโครงสร้างของข้อมูล (Data Structure)
• Record ได้แก่ฟิลด์ตงแต่ 1 ฟิลด์ขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง
                          ั้
  กันรวมกันเป็นเรคคอร์ด เช่น ชื่อ เลขประจาตัว ยอดขายของ
  พนักงาน 1 คน รวมกันเป็นข้อมูลของพนักงาน 1 เรคคอร์ด
• File ได้แก่ ข้อมูลหลายเรคคอร์ดที่เป็นข้อมูลเรื่องเดียวกัน เช่น
  เรคคอร์ดเกี่ยวกับพนักงานทั้งหมดในหน่วยงานหนึ่งรวมกันเป็น
  แฟ้มข้อมูล ชื่อว่า แฟ้มหนักงาน
• Database ได้แก่ ข้อมูลหลาย ๆ แฟ้มที่เกี่ยวข้องกันมาเก็บ
  รวมกันเป็นฐานข้อมูล เช่น แฟ้มพนักงาน แฟ้มสินค้า แฟ้ม
  รายการขาย แฟ้มลูกค้า รวมเป็นฐานข้อมูลของบริษัท
การจัดองค์กรข้อมูล (Data Organization)

                       Database

        File             File           File

        Record         Record     Record

Field          Field

                   Character
                                  Bit
         ภาพ File, Record, Field

         Dept#   Emp#   Hour   Rate
Record    5       28     35    8.75

          5      19      40    11.25
                                       File
          3      23      37     9.5

          3      17      40    8.75


         Field
1.5 ข้อมูลและการแทนข้อมูลในหน่วยความจา
• ระบบเลขเป็นส่วนสาคัญของการทางานภายในเครื่อง
  คอมพิวเตอร์
• ระบบเลขที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจาวันเรียกว่าเลขฐานสิบ
  (Decimal)
• คอมพิวเตอร์ใช้ระบบเลขฐานสอง (Binary) ในการแทน
  ข้อมูลและการประมวลผล
• ดังนั้นเลขทั้งสองระบบนี้จึงมีความสาคัญอย่างยิ่งต่อ
  การศึกษาคอมพิวเตอร์
      1.5.1 ข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์
• เครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ทางานในระบบดิจิตอล
• การส่งข้อมูลภายในเป็นการส่งสัญญาณข้อมูล 2 ระดับ
  เท่านั้น เพื่อให้เกิดความผิดเพี้ยนน้อยที่สุด
• สัญญาณข้อมูล 2 ระดับที่ว่านี้ สามารถแทนได้ดวย  ้
  เลขฐานสองซึ่งมีอยู่ 2 สถานะเช่นกันคือ 0 และ 1
• ถ้านาเอาสัญญาณเหล่านี้รวมกลุ่มกัน ก็สามารถแทน
  ข้อมูลใดข้อมูลหนึ่งได้ และเรียกว่าเป็นกลุ่มของ bit
                 0    1
         1.5.2 ระบบเลขฐานใดๆ
• เลขฐานที่สาคัญที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ คือ ฐาน
  สิบ ฐานสอง ฐานแปด และ ฐานสิบหก
• ส่วนเลขฐานอื่น ๆ ก็มีหลักการเช่นเดียวกัน
• ในการเขียนเลขฐานใด ๆ นอกจากฐานสิบแล้ว จะเขียน
  เลขฐานห้อยท้ายทุกครั้ง เช่น (1010)2 หมายถึง
  เลขฐานสอง
                  เลขฐานสิบ
• เป็นระบบเลขที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจาวัน
• ประกอบด้วยตัวเลข 10 ตัว คือ 0 1 2 3 4
  5 6 7 8 และ 9
• ในการนับจานวนจะนับตั้งแต่ 0 จนถึง 9 แล้วจึงเป็น 2
  หลัก เริ่ม 10 จนถึง 19 จากนั้น จึงเป็น 20 จนถึง 29
  และเรื่อยไปจนถึง 99 จากนั้นจึงเป็น 3 หลักเรื่อยไป
                  เลขฐานสิบ
• ในระบบเลขฐานสิบนี้ หลักทางขวามือเป็นหลักที่มี
  ความสาคัญน้อยที่สุด (Least Significant Digit)
• ส่วนหลักทางซ้ายมือเป็นหลักที่มีความสาคัญมากที่สุด
  (Most Significant Digit)
                เลขฐานแปด
ประกอบด้วยตัวเลข 8 ตัวคือ 0 ถึง 7 เขียนเลขนับได้ดังนี้
1 หลัก 0 1 2 3 4 5 6 7
2 หลัก 10 11 12 13 14 15 16 17
       20 21 22 23 24 . . . . . . .
              .
              .
       70 71 72 73 74 75 76 77
3 หลัก 100 101 . . . . . . . .
                    เลขฐานแปด
• จะเห็นว่าในการนับจานวนที่เท่ากัน ถ้าใช้ระบบเลขฐานแปด
  และฐานสิบ จะแสดงจานวนเลขได้ต่างกัน
• (10)8 ไม่เท่ากับ (10)10 ไม่เท่ากับ (10)2
• ทั้งนี้เพราะค่าประจาหลักของเลขฐานใดๆ มีค่าต่างกัน
• ค่าประจาหลักของระบบเลขฐานแปดคือ
หลักแรก มีค่าเป็น 80 = 1 หลักที่ 2 มีค่าเป็น 81 = 8
หลักที่ 3 มีค่าเป็น 83 = 64 หลักที่ 4 มีค่าเป็น 83 = 512
            เปรียบเทียบค่าประจาหลัก
(2542)10
ค่าประจาหลัก 103 102 101 100
ค่าเลข        2    5    4 2
ค่าฐาน 10 = (2x103) + (5x102) + (4x101) + (2x100)
        =    2000 + 500 + 40 + 2 = 2542


(2542)8
ค่าประจาหลัก 83 82 81 80
ค่าเลข       2     5   4 2
ค่าฐาน 8 = (2x83) + (5x82) + (4x81) + (2x80)
        =    1024 + 320 + 32 + 2 = 1370
                เลขฐานสิบหก
ประกอบด้วยตัวเลข 16 ตัวคือ 0 ถึง 9 และ A ถึง F ในการ
  นับจะนับดังนี้
1 หลัก 0 1 2 3 4 5 6 7 8
        9 A B C D E F
2 หลัก 10 11 12 13 14 15 16 17 18
       19 1A 1B 1C 1D 1E 1F
3 หลัก 100 101 . . . . . . . .
                เลขฐานสิบหก
ถ้าเทียบค่าเลขฐานสิบหกกับเลขฐานสิบแล้วจะได้
   (A) = 10 (B) = 11 (C) = 12
   (D) = 13 (E) = 14 (F) = 15
ค่าประจาหลักเป็น 1 16 256 . . .
จากหลักขวาไปซ้ายตามลาดับ ดังนี้
     164      163      162     161   160
     65536    4096     256     16    1
                     เลขฐานสอง
ประกอบด้วยตัวเลข 2 ตัวคือ 0 และ 1 ค่าสูงสุดของเลข 1 หลักคือ
เลข 1 และค่าต่าสุดของเลข 1 หลักคือเลข 0 อนึ่งนับจานวนได้ดังนี้
1 หลัก 0 1
2 หลัก 00 01 10 11
3 หลัก 000 001 010 011 100 101 110 111
4 หลัก 1000 1010 1011 1101 1110 1111
ค่าประจาหลักจะเป็น 1 2 4 8 16 32 64 . . . ตามลาดับ
      26     25     24     23     22     21     20
      64     32     16     8      4      2      1
        ตัวเลขในเลขฐานต่าง ๆ

•   ฐาน 2 มีเลข 0, 1
•   ฐาน 8 มีเลข 0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7
•   ฐาน 10 มีเลข 0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9
•   ฐาน 16 มีเลข 0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9,
                 A, B, C, D, E, F
  1.5.3 การแปลงเลขฐานใด ๆ ให้เป็นเลขฐานสิบ

• อาศัยค่าประจาหลักคูณตัวเลขแต่ละหลัก
• แล้วนาผลคูณที่ได้มารวมกัน
• Ex. 11012 = ( ? )10

                 23 22 21 20            ค่าประจาหลัก
                 1 1 0 1

     (1 x 8) + (1 x 4) + (0 x 2) + (1 x 1) = 13
  การแปลงเลขฐานใด ๆ ให้เป็นเลขฐานสิบ
แบบฝึกหัด

(11101)2 = 16 + 8 + 4 + 0+ 1 = 29
(472)8 = 4x64 + 7x8 + 2x1 = 314
(2AF)16 = 2x256 + 10x16 + 15x1 = 687
(132)4 = 1x16 + 3x4 + 2x1 = 30
1.5.4 การแปลงเลขฐานสิบ ให้เป็นเลขฐานใดๆ
 กรณีเลขจานวนเต็ม
 • ใช้หลัก Modulo
    – เลขฐาน 10 เป็นตัวตั้ง หารด้วยเลขฐานที่กาลังจะแปลง
    – เก็บเศษจากการหาร
    – หารเลขต่อไปจนกระทั่งไม่สามารถหารได้ คือหารจนได้ 0
    – นาเศษของการหารมาวางต่อกัน เศษตัวสุดท้ายเป็น MSB
การแปลงเลขฐานสิบ ให้เป็นเลขฐานใดๆ
1310 = ( ? )2        35610 = ( ? )4

  2     13
  2     6       1
  2     3       0
        1       1

 Ans.        11012
การแปลงเลขฐานสิบ ให้เป็นเลขฐานใดๆ
กรณีจานวนจริง เช่น 13.4 แบ่งการแปลงเป็น 2 ส่วน
• ส่วนหน้าจุดทศนิยมใช้วิธี Modulo (13)
• ส่วนหลังจุดทศนิยม (4)
   – คูณเลขหลังจุดด้วยฐานที่จะแปลง
   – บันทึกเฉพาะเลขหน้าจุดของผลลัพธ์ที่ได้
   – ส่วนเลขหลังจุดนามาคูณต่อ
   – จนครบจานวนตาแหน่งหลังจุดที่ต้องการ
   – ผลลัพธ์อาจได้เลขหลังจุดที่ลงตัว
     หรือไม่ลงตัวก็ได้จะหยุดเมื่อได้จานวนหลักที่ต้องการ
 การแปลงเลขฐานสิบ ให้เป็นเลขฐานใดๆ
• เลขจานวนจริง 13.410 = ( ? )2


   2    13
                           .4 * 2   =   0   .8
   2     6      1          .8 * 2   =   1   .6
                           .6 * 2   =   1   .2
   2     3      0
                           .2 * 2   =   0   .4
         1      1

                    Ans. : 1101.01102
 การแปลงเลขฐานสิบ ให้เป็นเลขฐานใดๆ
การบ้าน
 632 = (?)9

 346 = (?)5
 123.123 = (?) 6

 36.4731 = (?) 16
 1.5.5 ความสัมพันธ์ของเลขฐานสิบ ฐานสอง
          ฐานแปด และฐานสิบหก

พิจารณาความสัมพันธ์ของเลขฐานต่อไปนี้
ความสัมพันธ์ของเลขฐานสิบ ฐานสอง ฐานแปด
              และฐานสิบหก
จากความสัมพันธ์ สามารถจัดกลุ่มจานวนบิตแล้วแทนด้วย
เลขฐานแปด หรือฐานสิบหกได้คือ
   – เลขฐานสองจานวน 3 บิต แทนได้ด้วยเลขฐานแปดจานวน
    1 หลัก
   – เลขฐานสองจานวน 4 บิต แทนได้ด้วยเลขฐานสิบหกจานวน
     1 หลัก
           แปลงเลขฐาน 2 เป็นเลขฐาน 8

การแบ่งกลุ่มของจานวนบิต จะแบ่งจากทางขวา ถ้าหลัก
สุดท้ายไม่พอจัดกลุ่ม ให้เติม 0 เข้าข้างหน้าให้ครบ (ซึ่ง
ไม่มีผลต่อค่าเดิม) ตัวอย่างเช่น
 (100101101)2 = ( ? )8
                 100 101 101
                  4   5    5
      ดังนั้น (100101101)2 = ( 455)8
           แปลงเลขฐาน 2 เป็นเลขฐาน 8

• จานวนเต็ม           111112 = (?)8

              0 1 1              1 1 1


(0 x 4) + (1 x 2) + (1 x 1) (1 x 4) + (1 x 2) + (1 x 1)


              3                          7
                         (37)8
  ความสัมพันธ์ เลขฐานสิบ ฐานสอง ฐานแปด
                และฐานสิบหก

แบบฝึกหัด (100101101) 2     = ( ? )16

         = 0001 0010 1101
         = (12D)16
1.5.6 การแปลงเลขจากฐานหนึ่งเป็นอีกฐานหนึ่ง

• จากวิธีการแปลงเลขจากฐาน r ใดๆ ให้เป็นฐานสิบ และ
  จากฐานสิบให้เป็นฐาน r ใด ๆ นั้น
• สามารถแปลงเลขจากฐาน p ใดๆ ให้เป็นฐาน q ใดๆ ได้
  โดยใช้ฐานสิบเป็นตัวกลาง
• ยกเว้นการเปลี่ยนระหว่างฐานสอง ฐานแปด ฐานสิบหก
  และฐานสิบ อาจใช้เลขฐานใดฐานหนึ่งเป็นตัวกลางได้เพื่อ
  ความสะดวกที่สุด
    การแปลงเลขจากฐานหนึ่งเป็นอีกฐานหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น
                (110110110) 2 = ( ? )10
        ถ้าใช้เลขฐานแปดเป็นตัวกลางจะทาให้แปลงได้ง่ายขึ้น

          1. เปลี่ยนจากฐานสองเป็นฐานแปด
                         (110 110 110)2 = (666)8
          2. เปลี่ยนจากฐานแปดเป็นฐานสิบ
                         (666)8 = 6x64 + 6x8 + 6x1
                                   = 438
               ดังนั้น (110110110) 2         = ( 438 )10
การแปลงเลขจากฐานหนึ่งเป็นอีกฐานหนึ่ง
          (2AF)16    = ( ? )8

  1. เปลี่ยนจากฐานสิบหกเป็นฐานสอง
                 (2AF)2 = (0010 1010 1111)2

  2. เปลี่ยนจากฐานสองเป็นฐานแปด
                 (001 010 101 111)2 = (1257)8

          ดังนั้น (2AF)16 = (1257)8
      1.5.7 การบวก-ลบเลขฐานสอง
การบวกลบเลขฐานใด ๆ มีหลักการเหมือนกับเลขฐานสิบ
  คือบวกกันทีละหลัก                         ั
                          ถ้าเกินหลักก็จะมีตวทดไปที่หลัก
  ต่อไป หรือในกรณีการลบ ถ้าลบไม่ได้จะต้องยืมจากหลัก
  ก่อนหน้านั้น
อนึ่งการทด และการยืม จะทดและยืมเท่าเลขฐาน เช่น เลข
  ฐาน 8 ก็จะยืมทีละ 8 ส่วนการทดก็จะทดทีละ 8 ซึ่งเท่ากับ
  ทด 1 เช่น (7+4) ได้ 11 ก็จะ ได้ 3 ทด 1
          การบวก-ลบเลขฐานสอง
การบวกเลขฐานสอง มีกฏเกณฑ์ที่ง่ายเพราะประกอบด้วย
  ตัวเลขเพียง 0 และ 1 เท่านั้น มีหลักการบวกดังนี้
            0+0    =   0
            0+1    =   1
            1+0    =   1
            1+1    =   0 ทดไปยังหลักอื่นอีก 1
     ตัวอย่างการบวก-ลบเลขฐานสอง

1001 + 1011 = ( ? )        1101 - 110
   1001 +                     1101 -
   1011                        110
10100                        0 111
    เทียบกับเลขฐานสิบได้
เป็น 9 + 11 = 20
           การบวกเลขฐาน


 11 11 1
 1 1 0 1 . 1 12           F 3 1 C16
 0 1 1 1 . 0 12           2 3 5 016
1 01 0 1 . 0 0        1 2 66C
                 2               16
         การลบเลขฐาน

4 3 25          1 0 1 0 . 0 1 12
1 4 35          0 1 1 1 . 1 0 12
                0 0 1 1 . 1 1 02
2 3 45
 1.5. 8 การแสดงรหัสแทนข้อมูลที่เป็นอักขระ
(Representation of Characters in Storage)

• ระบบบิตพาริตี (Parity Bit)
• รหัส BCD (The Binary Coded Decimal Code)
• รหัส EBCDIC (Extended Binary Code
  Decimal Interchange Code)
• รหัส ASCII (American Standard Code for
  Information Interchange)
      ระบบบิตพาริตี (Parity Bit)
• การแทนรหัสฐานสองในเครื่องสาหรับอักขระใด ๆ นั้น
             ิ
  จะต้องมีบตพิเศษ
• เพื่อใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของรหัส เรียกบิตนี้ว่า
  บิตพาริตี (Parity bit หรือ Check bit)
• บิตพาริตีจะเป็นบิตตรวจสอบการส่งข้อมูลภายในว่าข้อมูล
  มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นหรือไม่
      ระบบบิตพาริตี (Parity Bit)
การตรวจสอบด้วยบิตพาริตี มี 2 ระบบ คือ
1) พาริตีคี่ (Odd-parity) เป็นระบบที่จานวนบิตที่เป็น
  1 (on) จะต้องเป็นจานวนคี่เสมอ เช่น 101101 มี
  จานวนบิต 1 เป็น 4 ซึ่งเป็นจานวนคู่ดังนั้น บิตพาริตี
  จะต้องเป็น 1 เพื่อให้จานวนเป็นคี่
                    1101101
      ระบบบิตพาริตี (Parity Bit)
                                      ่
2) พาริตีคู่ (Even-parity) เป็นระบบทีจานวนบิตที่เป็น
  1 (on) จะต้องเป็นจานวนคู่เสมอ ดังนั้นในระบบนี้
                           ิ
  ข้อมูล 101101 จะต้องมีบตพาริตีเป็น 0
                   0101101
              รหัส BCD
  (The Binary Coded Decimal Code)

รหัส BCD ประกอบด้วยข้อมูล 6 บิต แทนรหัสของอักขระ
  1 ตัว โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ Zone bits 2 บิต และ
  Digit bits 4 บิต ดังรูป
              รหัส BCD
  (The Binary Coded Decimal Code)

• รหัสอักขระต่างๆ จะถูกแสดงด้วย 6 บิต ที่แตกต่างกัน
• ตั้งแต่รหัส 000000 จนถึงรหัส 111111 ทั้งหมดจะ
               ่
  แทนข้อมูลทีแตกต่างกันได้ถึง 64 แบบ (26)
• ตัวอย่างรหัสมาตรฐานในระบบ BCD ตั้งแต่เลข 1 ถึง
  เลข 0 ดังรูป
• ตัวอักขระอื่น ๆ จะถูกกาหนดโดยส่วนที่เป็น Zone คือ
  บิต A และบิต B จะเป็น 01 หรือ 10 หรือ 11
            รหัส BCD
(The Binary Coded Decimal Code)




        รูปตัวอย่างรหัส BCD
                รหัส EBCDIC
(Extended Binary Code Decimal Interchange Code)

รหัส EBCDIC (อ่านว่า เอ็บ-ซี-ดิก) เป็นรหัสที่พัฒนา
  ปรับปรุงมาจากรหัส BCD โดยขยายขนาดของรหัสเป็น 8
  บิต จึงสามารถแทนอักขระได้มากชนิดกว่า ประกอบด้วย
  Zone bits 4 บิต และ Digit bits อีก 4 บิต ดังรูป
                    รหัส EBCDIC
  (Extended Binary Code Decimal Interchange Code)

การอ่านค่ารหัสของ EBCDIC โดยปกติจะอ่านเป็นเลขฐาน 16
  สองหลักคือหลักของ Zone และหลักของ Digit เช่น
      “A” แทนด้วยรหัส C1
      “B” แทนด้วยรหัส C2
      “W” แทนด้วยรหัส E6
  รหัส EBCDIC จะมีบิตพาริตีเช่นเดียวกัน เป็นบิตที่ 9 เครื่อง
  ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องชนิดพาริตีคู่
รหัส ASCII (American Standard Code
     for Information Interchange)
เป็นรหัสหนึ่งที่เป็นที่นิยมใช้สาหรับเครื่องทั่วๆไปในปัจจุบัน
โดยถือว่าเป็นรหัสมาตรฐาน ใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ทุก
ระบบคอมพิวเตอร์ รหัส ASCII มี 2 แบบคือ
    1) 8-bit ASCII ประกอบด้วยรหัสฐานสอง 8 บิต
        แทนข้อมูล 1 อักขระ
    2) 7-bit ASCII ประกอบด้วย 7 บิต
รหัส ASCII (American Standard Code
     for Information Interchange)

รหัสนี้มีลักษณะคล้ายกับ EBCDIC มาก ต่างกันเพียง
รหัสภายในเท่านั้น ตัวอย่างรหัส EBCDIC
8-bit ASCII และ 7-bit ASCII แสดงเปรียบ
เทียบเฉพาะอักขระหลัก ๆ ดังรูป
รหัส ASCII (American Standard Code
     for Information Interchange)
      1.5.9 การแทนข้อมูลที่เป็นจานวนเลข
    (Numeric Data Representation)
• ในระบบการคานวณค่าทางจานวนเลขนั้น ส่วนใหญ่จะจัด
  หน่วยความจาออกเป็นเวิร์ด (Word)
• ปกติแล้ว 1 เวิร์ดจะประกอบด้วย 4 ไบต์ หรือ 32 บิต
  บางระบบ 1 เวิร์ดประกอบด้วย 2 ไบต์ หรือ 16 บิต
  แล้วแต่โครงสร้างสถาปัตยกรรมการแทนข้อมูลภายในของ
  ระบบเครื่องนั้น
     การแทนข้อมูลที่เป็นจานวนเลข
  (Numeric Data Representation)

การแทนข้อมูลชนิดจานวนเลข แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
   1) การแทนเลขจานวนเต็ม
   2) การแทนเลขที่มีเศษส่วน (มีทศนิยม)
          การแทนเลขจานวนเต็ม
     (Integer Representation)

1) ระบบ Sign-Magnitude แบ่งโครงสร้างของ
  เวิร์ดออกเป็นส่วน ๆ ดังรูป
              ระบบ Sign-Magnitude
• บิตที่ 31 (ซ้ายสุด) จะเป็น Sign bit สาหรับแสดง
  เครื่องหมายว่าจานวนนั้นเป็นจานวนบวกหรือลบ
• ถ้าบิตนี้มีค่าเป็น 1 แสดงว่าเป็นเลขจานวนลบ และถ้าเป็น 0
  แสดงว่าเป็นเลขจานวนบวก
• ส่วนบิต 0-30 จะแทนขนาดของเลขจานวน (magnitude)
  ซึ่งขนาดของเลขจานวนจะเป็นการเปลี่ยนเลขจานวนนั้นจากฐาน
  สิบเป็นฐานสองโดยตรง
       ระบบ Sign-Magnitude
ดังตัวอย่างการแทนข้อมูลเลขจานวน +50
            (50)10 = (00110010)2
       ระบบ 2’s Complement
• เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะแทนข้อมูลที่เป็นเลขจานวน
  ด้วยระบบ 2’s complement
• วิธีการแทนด้วยระบบนี้ ถ้าเลขจานวนเป็นเลขบวก จะ
  แทนเหมือนระบบ Sign-Magnitude
• แต่ถ้าเป็นเลขจานวนลบ จะแทนด้วยคอมพลีเมนต์ที่สอง
  ของเลขจานวนนั้น
       ระบบ 2’s Complement
ตัวอย่างการแทนข้อมูลเลขจานวน + 6
            000...... .00110
        MSB                              LSB
ตัวอย่างการแทนข้อมูลเลขจานวน – 6 จะแทนด้วยค่าคอม
   พลีเมนต์ที่ 2 ของเลขจานวน + 6 เมื่อแทน 32 บิต
        111...... .11010
      MSB              LSB