_________ _Hardware_ _____________________________________________

Document Sample
_________ _Hardware_ _____________________________________________ Powered By Docstoc
					                      Hardware
ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึงส่วนประกอบของตัวเครื่องที่เราสามารถจับต้องได้
จะสามารถแบ่งส่วน
ประกอบของฮาร์ดแวร์ออกได้เป็น 5 หน่วยที่สาคัญ ดังนี้
1. หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) ทาหน้าที่ในการรับโปรแกรม
และข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้ใน
การรับข้อมูลเข้า ได้แก่ แป้นพิมพ์หรือคีย์บอร์ด (Keyboard) เครื่องสแกนต่างๆ เช่น
เครื่องรูดบัตร สแกนเนอร์ ฯลฯ
2. หน่วยความจา (Memory Unit)
ทาหน้าที่เก็บโปรแกรมหรือข้อมูลที่รับมาจากหน่วยรับข้อมูล เพื่อเตรียมส่งให้
หน่วยประมวลผลกลางทาการประมวลผล และรับผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล
เพื่อเตรียมส่งออกหน่วยแสดงข้อมูลต่อไป
3. หน่วยประมวลผลกลาง (CPU หรือ Central Processing Unit)
ทาหน้าที่ปฏิบัติงานตามคาสั่งที่ปรากฏอยู่ใน
โปรแกรม หน่วยนี้จะประกอบด้วยหน่วยย่อยๆ อีก 2 หน่วย ได้แก่
หน่วยคานวณเลขคณิตและตรรกวิทยา (ALU หรือ
Arithmetic and Logical Unit) และ หน่วยควบคุม (CU หรือ Control Unit)
4. หน่วยเก็บข้อมูลสารอง (Secondary Storge)
ทาหน้าที่เก็บข้อมูลหรือโปรแกรมที่จะป้อนเข้าสู่หน่วยความจา
หลักภายในเครื่องก่อนทาการประมวลผลโดย ซีพียู
รวมทั้งเป็นแหล่งเก็บผลลัพท์จากการประมวลผลด้วย เพื่อการใช้งานใน
ภายหลัง
5. หน่วยแสดงข้อมูล (Output Unit) ทาหน้าที่แสดงผลลัพท์จากการประมวลผล เช่น
จอภาพ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น
หน่วยประมวลผลกลาง (Central processing Unit or CPU)
      หน่วยประมวลผลกลาง บางครั่งอาจเรียกว่า ซีพียู (CPU) หรือโปรเซสเซอร์
(Processor) เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของคอมพิวเตอร์
ซึ่งถือได้ว่าเป็นสมองของคอมพิวเตอร์ หน่วยประมวลผลกลางนี้
ประกอบด้วยวงจรทางไฟฟ้ามากมาย ที่อยู่บนแผ่นซิลิกอนซิป ซึ่งมีขนาดที่เล็กมาก ๆ
มีหน้าที่ดังนี้
     1. ประมวลผลตามคาสั่งเขียนไว้ในโปรแกรม
     2. รับส่งข้อมูล โดยติดต่อกับหน่วยความจาภายในเครื่อง
     3. ติดต่อรับส่งข้อมูลกับผู้ใช้ โดยผ่านหน่วยรับข้อมูลและหน่วยแสดงผล
     4. ย้ายข้อมูลและคาสั่งจากหน่วยงานหนึ่งไปยังอีกหน่วยงานหนึ่ง
     ส่วนประกอบของหน่วยประมวลผลกลางประกอบด้วย 2 หน่วยย่อย คือ
     1.หน่วยควบคุม (Control Unit) จะมีหน้าที่ในการสั่งงาน
     และประสานงานการดาเนินการทั้งหมดของระบบ ได้แก่
                 - ควบคุมอุปกรณ์นาข้อมูลเข้า และอุปกรณ์แสดงผล
                 - ตัดสินใจในการนาข่าวสารใดเข้าและออกจากแหล่งเก็บ
                 - กาหนดเส้นทางการส่งข่าวสารจากแหล่งเก็บไปยัง ALU
                    และจาก ALU ไปยังแหล่งเก็บ
                 - มีหน่วยที่ทาหน้าที่ในการถอดรหัส
                   ว่าจะให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทาอะไร
                 - ควบคุมการถอดรหัส
                   ให้เป็นไปตามขั้นตอนการทางานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมา
                   การทางานของหน่วยควบคุมนี้
                   จะอยู่ภายใต้คาสั่งของโปรแกรมที่เก็บไว้ในหน่วยความจาหลั
                   ก
           1. หน่วยคานวณเลขคณิตและตรรกวิทยา (Arithmetic and Logical
              Unit : ALU) การทางานของหน่วยคานวณคณิตและตรรกวิทยา มี
              2 หน้าที่คือ
                 2.1   การดาเนินงานงานเชิงเลขคณิต (Arithmetic Operation)
                    ทาหน้าที่ในการคานวณ อันได้แก่ การบวก ลบ คูณ หาร
                 2.2   การดาเนินงานเชิงตรรกวิทยา (Logical Operation)
                    ทาหน้าที่ในการเปรียบเทียบระหว่างข้อมูล
                                     ่
                    มีการทดสอบตามเงือนไขมากกว่า น้อยกว่า เท่ากับ


การปฏิบัติงานของหน่วยประมวลผลกลาง
        จากโปรแกรมที่ประกอบด้วยกลุ่มของคาสั่ง
ที่ต้องให้คอมพิวเตอร์ทาการประมวลผล แต่ละคาสั่ง ประกอบด้วย รหัสให้ทางาน
ซึ่งจะบอกตาแหน่งที่เก็บข้อมูลในหน่วยความจา เช่น Symbol A หรือ B
               ่
ตัวอย่างของคาสังหนึ่ง ๆ ที่มีอยู่ในโปรแกรมภาษาแอสเซมบลี เช่น ADD A, B
หมายถึงให้มีการนาข้อมูลที่เก็บอยู่ใน Symbol A และข้อมูลที่เก็บอยู่ใน Symbol B
ในหน่วยความจา มาทาการบวกกัน ซึ่งจะต้องถูกแปลเป็นภาษาเครื่อง
ก่อนการปฏิบัติงานของหน่วยประมวลกลางเสมอ


การปฏิบัติงานของหน่วยควบคุม (CU)
      ภายในหน่วยควบคุม จะมีที่เก็บข้อมูลชั่วคราวที่เรียกว่า Instruction register
ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายหน่วยความจา แต่จะแยกจากหน่วยความจาต่าง หาก
จะมีหน้าที่เก็บคาสั่งที่ถูกนาเข้ามาจากหน่วยความจา เพื่อเตรียมนาไปประมวลผล
โดยที่ว่าก่อนที่คาสั่ง ใด ๆ ในโปรแกรมถูกประมูลผล
จะต้องมีการอ่านโปรแกรมซึ่งประกอบด้วยชุดคาสั่งต่าง ๆ รวมทั้งจะต้องอ่านข้อมูล
ที่จะถูกนาไปใช้ในโปรแกรมเข้าไปอยู่ในหน่วยความจาหลักก่อน
โดยข้อมูลหรือโปรแกรมนี้ อาจนาเข้ามาจากอุปกรณ์นาเข้าข้อมูล
หรือจากหน่วยเก็บข้อมูลสารองอย่างใดอย่างหนึ่ง




การปฏิบัติงานของหน่วยคานวณทางคณิตศาสตร์และตรรกศาสตร์(ALU)
      ภายใน ALU นี้จะมีวงจรการคานวณการบวก ลบ คูณ หาร
และแม้กระทั่งการหาค่าคากที่สองอยู่ จะมีที่เก็บข้อมูลชั่วคราวที่เรียกว่า storage
registers สาหรับเก็บค่าข้อมูลตัวเลขที่จะถูกใช้ในการคานวณ และเปรียบเทียบนี้
รวมทั้งเก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการคานวณด้วย ซึ่งจานวนของ storage registers ใน
ALU นี้ จะขึ้นกับประเภทของคอมพิวเตอร์ที่ใช้
เมื่อจะมีการคานวณหรือเปรียบเทียบตัวเลขใด ๆ
ตัวเลขเหล่านั้นจะถูกนาเข้ามารจากหน่วยความจาหลักและจะถูกนาไปเก็บไว้ที่
storage registers นี้ใน ALU ถ้าจะทาการคานวณ
ก็จะส่งข้อมูลต่อไปยังวงจรการคานวณ
สาหรับผลลัพธ์ที่ได้จากการคานวณและเปรียบเทียบก็จะถูกส่งกลับมาเก็บไว้ยัง
storage registers อีกครั้ง แล้วส่งต่อไปยังหน่วยความจาหลัก
เพื่อเตรียมส่งออกหน่วยนาข้อมูลออกต่อไป
      กล่าวโดยสรุป จะสามารถแสดงขั้นตอนการทางานของ CPU
ในการประมวลผลคาสั่ง 1 คาสั่ง ในโปรแกรม ได้ดังนี้
1. หน่วยควบคุม จะเข้าไปอ่านคาสั่งมาจากหน่วยความจาหลัก 1 คาสั่ง
2. หน่วยควบคุม จะทาการถอดรหัสคาสั่งนั้น ว่ามีความหมายว่าอย่างไร
   ให้เป็นรหัสการทางาน โดยจะแปลส่วนของ Opcode ก่อน ว่าคืออะไร
   ซึ่งก็จะรู้ถึงตาแหน่งของข้อมูลที่จะนามาประมวลผล เมื่อแปลเสร็จเรียบร้อย
   ก็จะส่งข้อมูลไปให้หน่วยคานวณ เพื่อปฏิบัติตามคาสั่งนั้นต่อไป
ขั้นตอน 2 ขั้นตอนนี้ จะเรียกว่าขั้นตอนเวลาของคาสั่ง
3. ข้อมูลจะถูกนาเข้าจากหน่วยความหลักเข้าไปยังหน่วยคานวณ
   เพื่อทาการประมวลผลตามคาสั่งนั้น
4. ผลลัพท์ที่ได้จากการประมวลผล จะถูกนาไปเก็บอยู่ในหน่วยความจาหลัก
ขั้นตอน 3 และ 4 นี้ จะเรียกว่า ขั้นตอนของเวลาปฏิบัติการ
ซึ่งเมื่อทาคาสั่งแรกจบแล้ว ก็จะไปอ่านคาสั่งต่อไป แล้วทาตามขั้นตอนทั้ง 4
เหมือนเดิม จนกว่าจะจบโปรแกรม


วงจรรอบเครื่องจักร (Machine Cycle)
      หมายถึง ความเร็วในการประมวลหนึ่งคาสั่งใน Program
ถ้าเครื่องใดมี Machine Cycle น้อย ก็จะมีประสิทธิภาพดี มีความเร็วสูง
และมักมีราคาแพง Machine Cycle ประกอบด้วย
      1. เวลาของคาสั่ง ( Instruction time หรือ l - time) ซึ่งเริ่มตั้งแต่
            - การนาคาสั่งจากหน่วยความจาหลักไปยัง CPU
            - การถอดรหัสคาสั่ง หรือแปลคาสั่ง
            - การหาตาแหน่งของ Operand
            - การหาตาแหน่งของคาสั่งถักไป
      2. เวลาปฏิบัติการ (Execution Time หรือ E- time) ซึ่งเริ่มตั้งแต่
            - การนาข้อมูลที่กาหนดโดย Operand ไปยัง ALU
            - การประมวลผลคาสั่งนั้น
            - การเก็บผลลัพธ์ ที่ได้จากการคานวณลงสู่หน่วยความจาหลัก
            Machine Cycle มีหน่วยวัดเป็นหน่วยย่อยของวินาที ดังนี้
            - มิลลิวินาที (Millisecond)           = 1/10 วินาที
            - ไมโครวินาที (Microcecond)            = 1/10 วินาที
            - นาโนวินาที (Nanosecond)              = 1/10 วินาที
            - พิโควินาที (pecosecond)               =   1/10 วินาที
หน่วยความจา (Memory Unit)
     หมายถึงหน่วยความจาภายใน (Internal Storage) ซึ่งจะอยู่ใกล้ชิดกับ
CPU หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หน่วยความจาหลัก (Main Menory) หรือ
หน่วยความจาปฐม (Primary Storage) เนื่องจากบรรดาข้อมูลและโปรแกรมต่าง ๆ
จากหน่วยนาข้อมูลเข้าหรือหน่วยเก็บข้อมูลสารอง
สิ่งที่ใช้ในการผลิตหน่วยความจาได้แก่
                 - ขดลวดแม่เหล็ก (Magnetic Core)
                 - สารกึ่งตัวนา (Semiconductor Memory)
                 - วงจรไฟฟ้าขนาดเล็ก (Monolithic Memory chip)
                 - วงจรรวม (Integrated Circuit or IC)
หน่วยความจายังแบ่งออกได้อีกเป็น 2 ประเภท
     1. หน่วยความจาแบบลบเลือนได้ (Volatile Memory) เป็นหน่วยความจา
        ที่จะเก็บข้อมูลได้ เมื่อมีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงอยู่เท่านั้น
        ถ้าต้องการเก็บข้อมูลในหน่วยความจานี้ไว้ถาวร
        ก็ต้องทาการถ่ายเทข้อมูลนี้ลงสู่หน่วยเก็บข้อมูลสารองในขณะที่ไฟยังไม่ดัง
        นั่นเอง
    2. หน่วยความจาแบบไม่ลบเลือน
       โดยปกติข้อมูลจะถูกบันทึกมาแล้วจากโรงงานที่ผลิตรอม
       จึงไม่สามารถทาการลบหรือก้ไขข้อมูลในรอมได้
       ผู้ใช้สามารถเรียกหรืออ่านข้อมูลมาใช้ได้อย่างเดียว
       แต่ห้ามทาการบันทึกข้อมูลซ้าลงไปอีกแม้ไฟดับหรือปิดเครื่อง
       ข้อมูลก็ยังคงอยู่ตลอด
นอกจากนี้ ยังมีหน่วยความจาแบบอื่น ๆ ที่จะกล่าวถึง ได้
     PROM (Programmable ROM) จะมีลักษณะที่คล้ายกับ ROM มาก คือ
เมื่อโปรแกรมมาแล้วก็จะสามารถอ่านได้เพียงอย่างเดียว
แต่ไม่สามารถนามาเขียนโปรแกรมใหม่ได้อีกครั้ง
     EPROM (Erasable PROM) มีลักษณะคล้าย ROM และ PROM
แต่จะสามารถลบข้อมูลได้หลายครั้ง โดยการใช้แสงอับตร้าไวโเลต
     EEPROM (Electrically EPROM) มีลักษณะคล้ายกับ EPROM
แต่การลบข้อมูลจะใช้กระแสไฟฟ้าแทน
     FLASH เป็นเทคโนโลยีของหน่วยความจาแบบ Non-Volatile Memory
ซึ่งจะมาแทนที่ EEPROM
หน่วยความแบบนี้จะใช้กับงานทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการหน่วยเก็บข้อมูลความ
จุสูง สามารถแก้ไขโปรแกรมใน FLASH ได้ ในขณะที่ ROM ทาไม่ได้


หน่วยเก็บข้อมูลสารอง (Secondary Storage)
      สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท
      1. แบบเข้าถึงข้อมูลแบบลาดับ (Sequential access media)
เป็นสื่อที่ต้องมีการจัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูลโดยการเรียบตามลาดับ
      2. แบบเข้าถึงข้อมูลโดยตรง (Direct access media)
เป็นสื่อที่สามารถจัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูลที่ต้องการได้โดยตรงโดยไม่ต้องอ่านเรียง
ลาดับ


เทปแม่เหล็ก (Magnetic Tape)
        เป็นสื่อกลางในการนาข้อมูลเข้าหรือแสดงข้อมูลออก
แต่เดิมเทปเคยเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลสาหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ในระดับมินิ
และเมนเฟรมมาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในการเก็บสารองข้อมูล
                                     ่
เพื่อป้องกันการเสียหายของข้อมูลทีอาจเกิดขึ้นได้
        นอกจากนี้
เทปแม่เหล็กนี้จะมีประโยชน์มากในการย้ายข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไ
อีกเครื่องที่อาจอยู่ห่างไกลกัน จึงเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน
ลักษณะของเทปแม่เหล็กจะเป็นแผ่นยาวทาจากสารพลาสติกที่เรียกว่า ไมลาร์
ซึ่งฉาบด้วยออกไซด์ของเหล็ก (Iron Oxide)
สามารถนากลับมาใช้บันทึกซ้าได้อีกการบรรจุข้อมูลลงบนเทป
กระทาโดยการสร้างสนามแม่เหล็กลงบนเนื้อเทป เทปแม่เหล็กนี้
สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ
      1. เทปม้วน (Reel Tape)
         เทปชนิดนี้มีใช้กันทั่วไปในเครื่องพวกมินิคอมพิวเตอร์และเมนเฟรม
         ลักษณะจะเป็นเนื้อเทปพันอยู่รอบวงล้อขนาดใหญ่
         เวลาทางานจะต้องเอาไปใส่ไว้ในเครื่องอ่านเทปที่มีขนาดโต
         ตัวม้วนเทปก็จะหมุนไปหมุนมา
         เพื่อค้นหาข้อมูลโดยจะมีความเร็วค่อนข้างช้า
         เทปชนิดม้วนแบบนี้จะมีการป้องกันการบันทึกข้อมู่ลผิดม้วน
         ซึ่งอาจไปบันทึกในม้วน เทปที่ยังต้องการใช้ข้อมูลอยู่
         ทาให้ข้อมูลเดิมถูกทาลายลงไป
      2. เทปตลับ (Tape cassette and cartridges)
         เป็นเทปที่กาลังเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีความคล่องตัวในการใช้งาน
         เวลาใช้ก็เพียงแต่เสียบตลับเทปลงในอุปกรณ์อ่านเทปได้เลย
         ซึ่งนับว่าสะดวกกว่าเทปแบบม้วนเป็นอย่างมาก
         นอกจากนี้ในปัจจุบันได้มีการผลิตเทปตลับ ซึ่งมีขนาดเล็กมาก
         เกือบเท่ากับตลับเทปเพลงทั่วไป


ข้อดีของเทปแม่เหล็ก
1. สะดวกต่อการโยกย้ายข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
   เช่นการส่งข้อมูลจากสานักงานใหญ่ไปยังหน่วยงานสาขาที่อยู่ต่างจังหวัด
   เทปนี้มีความจะมากจึงเหมาะกับการถ่ายเทข้อมูลซึ่งมีปริมาณมาก
   อีกทั้งยังมีความปลอดภัยและสะดวกในการพกพามากกว่าสื่อแบบอื่น
2. เหมาะกับงานสารองข้อมูล ในหน่วยงาน
3. เหมาะกับงานที่มีการเข้าถึงข้อมูลแบบ Sequential file หรือแบบเรียงลาดับข้อมูล
   โดยจะมีการทางานเกือบทั้งแฟ้มข้อมูลในเทปนั้น ๆ
4. เรคอร์ด มีความยาวได้ไม่จากัด
5. สามารถนาม้วนเทปที่มีการบันทึกไปแล้ว กลับมาใช้งานได้อีก
ข้อเสียของเทปแม่เหล็ก
1. ไม่สามารถมองเห็นข้อมูลที่บันทึกได้
2. การเข้าถึงข้อมูลต้องเป็นแบบลาดับ นั่นคือ การค้นหาข้อมูลที่ต้องการ
   ต้องค้นหาตั้งแต่ต้นเทปไปจนถึงปลายเทป ซึ่งจะต้องเสียเวลาพอสมควร
จานแม่เหล็ก (Magnetic Dick)
      สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่
1. จานแม่เหล็กแบบอ่อน (Soft Disk or Floppy disks) จานแม่เหล็กชนิดนี้
   นิยมใช้มากที่สุดในเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ บางครั้งเรียกว่า จานอ่อนชนิดนี้
   นิยมใช้มากที่สุดในเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ บางครั้งเรียกว่า จานอ่อน
   เฟล็สซิเบิล ดิสก์ หรืออีกชื่อหนึ่งที่ใช้กันทั่วไป คือ จานแม่เหล็กเล็ก (Disdkette)
   หรือฟลอปปี้ดิสก์ (Floppy disks)
   ซึ่งจะบรรจุเก็บไว้ในซองพลาสติกอย่างถาวรมิดชิดเพื่อเป็นการป้องกัน
   ซึ่งมีการแบ่งเนื้อที่ดิสก์ออกเป็นวง ๆ รอบจุดศูนย์กลางของแผ่นดิสก์
   แต่ละวงจะเรียกว่า Track และในแต่ละแผ่นก็จะมีหลาย ๆ วง หรือหลาย ๆ Track
   โดยตัวอุปกรณ์ขับข้อมูล (Disk Drive) จะจัดเก็บข้อมูลตามแนวของเส้นรอบวง
   หรือ Track และในแต่ละ Track ก็จะแบ่งออกเป็น Sector
   ซึ่งในการอ่านข้อมูลแต่ละครั้งจะกระทาทีละ 1 Sector เสมอ
      บนเนื้อที่แผ่นดิสก์แต่ละแผ่นจะมีหมายเลข Track และ Sector ประจาอยู่
ตัวเลขนี้ จะเป็นตัวชี้ตาแหน่งที่แน่นอนของข้อมูลที่จะอ่านหรือเขียนลงบนแผ่นดิสก์
สาหรับ Sector จะใช้เทคนิคในการกาหนดตาแหน่ง ซึ่งก็จะทาได้สองวิธี
โดยอาศัยการเจาะรู เป็นตัวระบุบอกตาแหน่งของ Sector แผ่นฟลอปปี้ดิสก์นี้
นอกจากจะแบ่งได้ตามขนาดของความจุแล้ว ยังขึ้นกับจานวนด้านในการใช้งาน
ว่าเป็นด้านเดียวหรือ 2 ด้าน ถ้าเป็นด้านเดียว หมายถึง เครื่องมีหัวอ่าน 1 หัว
ใช้งานได้หน้าเดียว ซึ่งพบในเครื่อง IBM PC ที่ใช้ Doc 1.0
แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนมารใช้แบบ 2 ด้าน ซึ่งเครื่องจะมีหัวอ่าน 2 หัวจะใช้งานได้ 2
ด้าน ใช้กับ DOS 1.1 ขึ้นไป
แต่ก็ยังสามารถอ่านและบันทึกข้อมูลบนแผ่นดิสก์แบบหน้าเดียวได้ด้วย
      ปัจจุบัน Disk drive แบบนี้
สามารถเก็บข้อมูลลงบนแผ่นฟลอปปี้ดิสก์ได้ประมาณ 320 หรือ360 K
แล้วแต่การฟอร์แมตแผ่นดิสก์ที่ใช้กับ Drive แบบนี้ เมื่อทาง IBM
ได้ออกเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่น AT ออกมาก็ได้มีการผลิต Disk Drive
ชนิดใหม่ออกมาคือ Disk Drive แบบความจะข้อมูลสูง (High Capacity Drive)
สามารถเก็บข้อมูลได้ถึง 1.2 M โดยใช้แผ่นฟลอปปี้ดิสก์แบบ High Density
      ข้อดีของการใช้แผ่นฟลอปปี้ดิสก์
      1. ราคาถูก
      2. การใช้งานง่าย และสะดวก
      3. สามารถบันทึกข้อมูลซ้าได้หลายครั้ง


      ข้อเสียของการใช้แผ่นฟลอปปี้ดิสก์
      1. จะหักหรืองอได้ง่ายถ้าวางของหนัก ๆ ทับ
         เม้กระทั่งการใช้ยางรัดหรือคลิปหนีบ
      2. การเขียนหรือลบข้อมูลบนซองฟล็อปปี้ดิสก์
         อาจเป็นการทาลายข้อมูลในแผ่นได้
      3. อาจหงิกงอได้ถ้าวางในที่ที่มีอุณหภูมิสูงเกินไป
      4. ข้อมูลอาจสูญหาย หรือเสียได้ถ้าตัวแผ่นโดนฝุ่น น้า
         หรือมีการจับลูบเนื้อของแผ่น
      5. ข้อมูลอาจสูญหาย หรือผิดเพี้ยนได้ ถ้านาแวางในที่ที่มีสนามแม่เหล็ก
2. จานแม่เหล็กแบบแข็ง (Magnetic Disk or Hard Disk)
  เครื่องมินิคอมพิวเตอร์หรือใหญ่กว่า
  จาเป็นต้องมีสื่อบันทึกข้อมูลที่สามารถบันทึกข้อมูลได้มากกว่าฟล็อปปี้ดิสก์
  จานบันทึกข้อมูลชนิดนี้เรียกว่า ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk) หรือจานแข็ง
  ซึ่งสามารถบันทึกได้เป็นจานวนมาก
  สารที่นามาผลิตเป็นดิสก์นั้นเป็นสารจาพวกโลหะหรือแก้วบางชนิด
  ซึ่งไม่สามารถงอไปงอมาได้เหมือนกับฟลอปปี้ดิสก์
  ในระบบไมโครคอมพิวเตอร์หลาย ๆ ระบบ ได้ขยายขีดความสามารถ
  จนสามารถใช้หน่วยความจาเป็นฮาร์ดดิสก์นี้ได้


  โครงสร้างของฮาร์ดดิสก์
     ประกอบด้วยตัวจานหรือดิสก์ ซึ่งเป็นแผ่นกลมแบบหลาย ๆ แผ่น
  วางซ้อนกันอยู่ บางจานถูกเรียงซ้อนกันเรียกว่า ชุดจานแม่เหล็ก
  โดยอาจมีจานวน แผน 3 - 11 แผ่น แต่จะไม่เรียกว่าดิสก์ จะเรียกว่าแพลตเตอร์
  (Platter) แทน โดยที่แต่ละแพลตเตอร์จะสามารถเก็บข้อมูลได้ทั้งสองด้าน
  เหมือนกับฟลอปปี้ดิสก์แบบสองหน้า และเนื่องจากฮาร์ดดิสก์มีแพลตเตอร์หลาย ๆ
  แผ่นซ้อนกันอยู่ ดังนั้น ฮาร์ดดิสก์ตัวหนึ่ง ๆ
  จะมีหัวอ่านเขียนเท่ากับจานวนแพลตเตอร์พอดี
  และหัวอ่านแต่ละหัวจะมีการเคลื่อนที่เข้าออกพร้อมกันแต่เมื่อจะทาการอ่านหรือเขี
  ยนข้อมูลลงบนฮาร์ดดิสก์ ก็จะมีเพียงหัวอ่าน 1
  หัวเท่านั้นที่จะทาการอ่านหรือเขียนข้อมูล
     ลักษณะที่แตกต่างที่สาคัญอย่างหนึ่งระหว่างฮาร์ดดิสก์
  และฟอปปี้ดิสก์คือในตัวฮาร์ดดิสก์
  นอกจากจะประกอบไปด้วยส่วนที่ทาหน้าที่เก็บข้อมูลแล้ว
  ยังประกอบด้วยส่วนที่เป็น Firve ทาหน้าที่อ่าน เขียนข้อมูลด้วย
  แต่ฟลอปปี้ดิสก์จะต้องมี Disk Dive แยกต่าง หาก จึงจะสามารถทางานได้
  ซึ่งต่างกับฟลอปปี้ดิสก์ไดรฟ์ ที่จะต้องรอให้มีการอ่าน เขียนข้อมูลเสียก่อน
  จึงจะมีการหมุนหาตาแหน่งของข้อมูล
  นอกจากนี้ถ้ามีการขยับเครื่องคอมพิวเตอร์ อาจทาให้หัวอ่าน
  เขียนไปกระทบกับแพลตเตอร์ได้ ซึ่งจะทาให้ข้อมูลที่เก็บอยู่ ณ ตาแหน่งนั้น
  ถูกทาลายลงไป
     ความจุฮาร์ดดิสก์ = จานวน Cylinder x จานวน Sector x จานวนด้าน x
  จานวน byte
                           ใน 1 Sector
                 = 305 Cylinder x 17 Sector x 4 Side x                 512
byte
                 = 10,370 k
                 = 10 M
   ซีดีรอม (CD-ROM)
         ย่อมาจาก Compact Disk-Read Only Menory
เป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่เพิ่มเกิดขึ้นได้ไม่กี่ปีมานี้ สามารถนามาใช้กับเครื่อง PC
ได้ มีความจสูง สามารถบันทึกข้อมูลร่วมกันได้หลายชนิด
และการค้นหาข้อมูลสามารถทาได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาเพียง 1-2
วินาทีเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีความทนทานเป็นอย่างมาก ใช้ได้นาน 10-20 ปี
ลักษณะจะไม่ต่างจากแผ่นคอมแพคดิสก์ (แผ่น CD) ที่ใช้ฟังเพล
หรือเลเซอร์ดิสก์ก็ใช้ดูวีดีโอ สามารถเรียกได้อีกอย่างว่า เลเซอร์ดิสก์ (Laser
Disk) เนื่องจากจะใช้แสงเลเซอร์ในการอ่าน หรือบันทึกข้อมูลลงบนแผ่น
จึงจัดเป็นสื่อประเภทออปติคัล (Optical Media) ในช่วงแรก ๆ ที่มีการผลิต CD-
ROM ออกมา นิยมใช้ในการเก็บข้อมูลขนาดให7ญ่ เช่นงานของห้องสมุด
ที่ต้องเก็บข้อมูลเป็นปริมาณมาก
แต่ต่อมาได้เริ่มนามาใช้ในการเก็บโปรแกรมสาเร็จรูปต่าง ๆ
ทั้งในระดับเครื่องพีซีและเวิร์กสเตชันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเครื่องพวกเวิร์กสเตชั่
น CD-ROM จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 12 เซนติเมตร
มีรูกลมตรงกลางแผ่นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 15 มิลลิเมตร และตัวแผ่นหนา 1.2
มิลลิเมตร น้าหนักเพียง 0.7 ออนซ์ ชั้นในสุดที่ใช้บันทึกข้อมูล
ทาด้วยพลาสติกโพลีคาร์บอเนต เพื่อป้องกันคราบสกปรกต่าง ๆ ดังนั้น
ข้อมูลจะไม่สูญหายหรือถูกทาลายได้ง่าย ๆ
         ในแผ่น CD-ROM นั้น จะมีการแบ่งเป็น Track และ Sector
เหมือนกับดิสก์โดยใน CD-ROM หนึ่งแผ่น จะแบ่งเป็น 276,000 Sector มี
Sector ละ 99 Track การจัดแบ่งเนื้อที่ในแต่ละ Sector และแต่ละ Track
จะมีลักษณะเรียงเป็นวงซ้อนกันไปเรือย ๆ แบบร่องแผ่นเสียงร่องเดียว
ซึ่งมีความเร็วกว่ารอบนอก โดยรอบนอกมีความเร็ว 200 รอบต่อนาที
โดยหมุนแบบทวนเข็มนาฬิกา และมีความเร็วในการหมุนขณะส่งข้อมูล 150
Kbyte ต่อวินาที
        การบันทึกข้อมูลนั้น
จะใช้แสงเลเซอร์จากหัวบันทึกของเครื่องบันทึกข้อมูลส่องลงบนพื้นผิวที่ต้องการบั
นทึก พื้นผิวตรงจุดนั้นก็จะเป็นหลุมเล็ก ๆ ซึ่งจะเก็บค่าเป็น 1
และส่วนที่ไม่ต้องการบันทึกก็จะมีพื้นผิวที่เรียบ ซึ่งจะเก็บเป็นค่า 0
การสร้างหลุมเพื่อบันทึกข้อมูลนี้ ทาให้ CD-ROM
เป็นสื่อที่เหมาะในการบันทึกข้อมูลเพียงครั้งเดียว ดังนั้น ข้อมูลใน CD-ROM
จะไม่สามารถลบหรือเปลี่ยนแปลงได้ แต่จะสามารถเรียกข้อมูลดูได้กลายครั้ง
ซึ่งเรียกลักษณะการทางานอย่างนี้ว่า WORM (Write Once Read Many)
          สาหรับการอ่านข้อมูลนั้น
ก็จะใช้แสงเลเซอร์จากหัวอ่านภายในเครื่องอ่านที่มีกาลังอ่อนกว่า
ในการสแกนพื้นผิวว่าเป็นหลุมหรือไม่ ถ้าเป็นก็จะถูกอ่านที่มีกาลังอ่อนกว่า
ในการสแกนพื้นผิวว่าเป็นหลุมหรือไม่
ถ้าเป็นก็จะถูกเครื่องนาไปถอดสัญญาณรหัสจากภาษาเครื่องออกมาเป็นข้อมูลที่บั
นทึกไว้แต่ละประเภท ในแผ่น CD-ROM หนึ่งแผ่น จะสามารถจะข้อมูลได้สูงมาก


หน่วยนาข้อมูลเข้า (Input Unit)
          เป็นหน่วยที่ทาหน้าที่รับข้อมูล อันได้แก่
โปรแกรมหรือชุดของคาสั่งที่เขียนสั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทางานตามขั้นตอน
และข้อมูลที่ต้องใส่เข้าไปพร้อมกับโปรแกรม
เพื่อส่งไปให้หน่วยประมวลผลกลางทาการประมวลผล
และให้ได้ผลลัพธ์ตามที่เราต้องการ อุปกรณ์ที่ใช้ในการบันทึกข้อมูลเข้า
จะมีดังต่อไปนี้
                - เทอร์มินัล (Terminal) ประกอบด้วยจอภาพและคีย์บอร์ด
                                                       ่
                   เป็นอุปกรณ์ที่จาเป็นสาหรับผู้ใช้เครืองคอมพิวเตอร์ในการที่จ
                   ะติดต่อสั่งงานคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้สามารถพิมพ์คาสั่งต่าง ๆ
                   ลงไปโดยผ่านทางคีบอร์ด
                   ซึ่งข้อความที่พิมพ์ก็จะปรากฎทางหน้าจอ
                   ข้อมูลจะยังไม่ผ่านเข้าไปเก็บในเครื่องคอมพิวเตอร์จนกว่าผู้ป้
                   อนข้อมูลจะกดแป้น Enter หรือ Return
                   จึงจะรับเข้าไปเก็บในเครื่องคอมพิวเตอร์
                - เมาส์ (Mouse)
                   เป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กเหมาะมือที่ใช้คอบคุมเคอร์เซอร์
  (Cursor) หรือตัวชี้ที่ที่ปรากฏอยู่บนจอ
  หรือการเลือกของเมนูที่ต้องการ
  โดยการกดปุ่มบนตัวเมาส์แทนการใช้คีย์บอร์ด
  การใช้งานก็จะเลื่อนเมาส์ไปตามพื้นแผ่นเรียบ
  เช่นพื้นโต๊ะหรือแผ่นรองเมาส์
  ระบบคอมพิวเตอร์จะทางานสัมพันธ์กับการหมุนของลูกกลิ้งใต้
  ตัวเมาส์ จึงทราบว่าจะเลื่อนตัวชี้บนจอภาพไปที่ใด
  ก่อนที่จะมีการใช้งานเมาส์
  ก็จะต้องมีการต่อเมาส์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์
  เมื่อต่อเรียบร้อยแล้ว
  ก็จาเป็นที่จะต้องโหลดโปรแกรมไดรเวอร์ของเมาส์
  ซึ่งส่วนมากจะมีมาพร้อมกับตัวเมาส์จาะบริษัทที่ขาย
  ก็จะทาให้สามารถใช้เมาส์ติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้
- จอแบบสัมผัส (Touch - sonsitive Screens)
  เป็นอุปกรร์นาเข้าข้อมูลที่จะต้องใช้นิ้วมือไปสัมผัสได้มีการใช้
                                     ่
  วิทยาการต่าง ๆ กัน 4 วิทยาการคือเยือเชิงตัวนา
  จานเก็บประจุ คลื่นจากคุณสมบัติของเสียง
  และลาแสงรังสีอินฟาเรด ซึ่งจอที่ใช้วิทยาการ 2
  วิทยาการหลังนั้น จะละเอียดมากที่สุดและแพงที่สุด
  อย่างไรก็ดี ไม่มีวิทยาการหนึ่งวิทยาการใด
  เหนือกว่าวิทยาการอื่น
  แต่ละวิทยาการก็มีคุณประโยชน์ของมันเอง
                    ่
           1. จอทีใช้เยื่อเชิงตัวนา ประกอบด้วยสองส่วน คือ
              เยื่อใส ซึ่งผิวในเป็นสารตัวนา
              และแก้วจอซีอาร์ที่หุ้มด้วยเยื่อโปร่งแสง
              ซึ่งทาด้วยสารที่มีความต้านทาน
              เมื่อมีแรงดกบนจอไปที่เยื่อตัวนา
              จะสัมผัสแผ่นความต้านทานในแต่ละจุด ดังนั้รน
              จะเกิดสกดาไฟฟ้าในแผ่นความต้านทานทังแนว  ้
              ดิ่งและแนวราบซึ่งสามารถวัดศักย์ไฟฟ้าได้ค่าสเ
               กล (Scale)
               ในวงจะถูกจัดค่าออกมาได้จะเปลี่ยนเป็นตัวเลขคู่
               ลาดับที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถอ่านได้
           2. จอจานประจุ วิทยาการนี้จะใช้แผ่นแก้ว
              ซึ่งด้านหนึ่งฉาบด้วยโลหะโปร่งแสง บางมาก
              เป็นส่วนซึ่งใช้เป็นที่สะสมประจุ
   ตัวแผ่นใสนี้จะถูกติดตั้งหน้าจอซีอาร์ที่เป็นส่วน ๆ
   อยู่ด้านหน้า เมื่อสัมผัสส่วนหนึ่งนี้
   ด้วยนิ่งหรือสารตัวนาอื่น
   จะเปลี่ยนแปลงประจุที่เก็บไว้เป็นการสร้างศักดาไ
   ฟฟ้า ซึ่งส่วนที่สัมผัสนี้
   จะถูกวัดออกมาเป็นรหัสตัวเลขและถูกอ่านโดยเค
   รื่องคอมพิวเตอร์
3. จอที่ใช้คลื่นคุณสมบัติของเสียง
   วิทยาการนี้ทางานในหลักการเดียวกับเรดาร์หรือ
   โซน่าร์
   สารไวต่อคลื่นจะให้ไฟฟ้าออกมารในแนวระดับ
   และแนวดิ่งของจอที่เป็นคลื่น
   ที่มีคุณสมบัติของเสียงสลับระหว่างแนวราบ
   กับแนวดิ่งจากหน้าจอ เมื่อคลื่นเหล่านี้
   ถูกนิ้วหรือวัตถุอื่นใด
   จะสะท้อนกลับไปยังตัวรับคลื่น-แปลงคลื่น
   การวัดนี้จะเกิดจากระยะนี้ยาวเท่าใด
   โดยใช้เวลาที่เกิดระหว่างส่งคลื่นและสะท้อนกลับ
   เข้ามาทาให้ได้ตาแหน่งวัตถุที่สะท้อนคลื่นนั้น
4. จอชนิดที่ใช้รังสีอินฟราเรด
   เป็นวิทยการที่เกิดจาก Light Emit Diodes
   (LEDs)
   จะส่งรังสีอินฟราเรดออกมาในแนวราบและแนวดิ่
   ง บนด้านตรงข้ามของจอ จะมี infrared
   detector (phototransistors :
   ตัวเปลี่ยนแสงเป็นกระแสไฟฟ้า)
   อยู่ในแนวดิ่งและแนวราบ
   สัญญาณสลับของกระแสไฟฟ้าในวงจร
   (Electronic Circuits Pulse) ( สัญญาณสลับนี้
   คือ
   คลื่นรูปสี่เหลี่ยมเมื่อมีกระแสไฟฟ้ามาจะเป็นคลื่น
   สูง เมื่อไฟดับคลื่นจะเป็นเส้นในแนวราบ) จาก
   LEDs นี้ ได้รับการสนองตอบจาก detector
   ซึ่งสามารถวัดได้เมื่อนิ้วมือสัมผัสจอภาพ
   ซึ่งตาแหน่งนั้น
                              สามารถหาได้จากคลื่นและการขัดจังหวะคลื่นขอ
                              งนิ้วมือ
ข้อดี ของการใช้จอสัมผัส ก็คือ สามารถใช้งานได้งาย       ่
โดยการใช้นิ้วมือสั่งงานได้โดยตรง ไม่ต้องลากมือไปมาเหมือนเมาส์
ข้อเสีย ก็คือตัวเครื่องจะมีน้าหนักและใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น
ความเร็วในการทางานจะค่อนข้างต่าเมื่อเทียบกับเมาส์
และจะใช้งานละเอียดประเภทการวาดภาพไม่ได้ นอกจากนี้
การใช้นิ้วสัมผัสจอเป็นเวลานานตามจุดต่าง ๆ อาจทาให้เกิดอาการเมื่อยล้าได้
การใช้งานจอสัมผัส ก็นับว่าเป็นวิธีที่ง่ายสาหรับผู้เริ่มต้นใช้งานคอมพิวเตอร์
       ปัจจุบันได้มีการนาจอสัมผัสนี้ ไปใช้งานร่วมกันสื่อแบบผสมที่เรียกว่า
มัลติมีเดีย (Multimedia) โดยผู้ใช้เพียงแต่ใช้นิ้วมือจิ้ม
เลือกหัวข้อที่สนใจบนหน้าจอจากนั้น
เครื่องก็จะแสดงภาพและเสียงของหัวข้อนั้นออกมาให้ดู


                       -จอยสติค (Joystick)
เป็นอุปกรณ์นาเข้าข้อมูลประเภทกราฟฟิค
                    มีลักษณะเป็นก้านหรือคานโผล่จากด้านบนของกล่อง
            สามารถ
                    บิดไปในทิศทางต่าง ๆ หด้ ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ควบคุม
            หน้าที่ของ
                        จอย จะให้สัญญาณทางไฟฟ้า 2 สัญญาณอิสระกัน
             เครื่อง
                   คอมพิวเตอร์ก็จะรับรู้สัญญาณเหล่านี้
             และซอฟต์แวร์จะใช้


                          สัญญาณเหล่านี้ มาเขียนภาพออกไป ฉะนั้น
                       โดยธรรมชาติ


                       แล้วจอยติคไม่ใช่อุปกรณ์ที่ให้ข้อมูลรายละเอียดได้มาก
                       แต่
                           ได้ผลสะท้อนจากภาพบนจอ
                       ทาให้ผู้ควบคุมสามารถจับทิศ
                           ทางของเคอร์เซอร์ได้ละเอียด
                       โดยใช้ความพยายามไม่มาก
      - ปากกาแสง (Light Pens)
           เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการทางานทาง
             ด้านกราฟฟิค มีรูปร่างเหมือนปากกา
และมีแสงอยู่ตอน
             ปลายใช้จิ้มเข้าไปที่จอภาพ เพื่อเลือกเมนูที่ต้องการ
หรือวาด
             ภาพก็ได้
      เราสามารถป้อนข้อมูลเข้าไปสาหรับโปรแกรมที่
             อยู่ในหน่วยความจาในขณะนั้น
      โดยหน้าจออาจมีเมนูราย
             การให้เลือก
      เราก็สามารถใช้ปากกาแสงนี้จิ้มไปที่รายการที่
              เราต้องการ ซึ่งเป็นข้อมูลเข้า
      เพื่อให้เครื่องรับข้อมูลคาสั่ง
              เพื่อทางานตามที่ต้องการ ปากกาแสงนี้
      นิยมใช้มากในงาน
            ออกแบบที่เรียกว่า Computer-aided design
      (CAD)
      - อุปกรณ์โอซีอาร์ (ocr Optical Character
         Recogniton)
         ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของอุปกรณ์โอซีอาร์
                              ่
         ตามลักษณะของข้อมูลทีจะนาเข้าได้ดังนี้
             1. โอเอ็มอาร์ (Optical Mark Recders OMR)
                เครื่องนี้สามารถอ่านรอยเครื่องหมายที่เกิดจากดิ
                นสอในกระดาษที่มีรูปแบบเฉพาะได้
                ซึ่งในการตรวจข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย
                ข้อมูลที่ได้จากกระดาษคาตอบจะถูกป้อนเป็นข้อ
                มูลเข้าสาหรับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยผ่านเครื่อง
                OMR นี้ ข้อมูลจะถูกอ่านเข้าไปเก็บโดยผ่าน
                OMR โดยการส่องไฟผ่านกระดาษที่จะอ่าน
                และจะสะท้อนแสงที่เกิดจากเครื่องหมายที่ทาขึ้นโ
                ดยดินสอ
                รอยดินสอจะเกิดขึ้นจากดินสอที่มีตะกั่วอ่อน
                (ปริมาณถ่านกราไฟต์สูง) จึงจะสะท้อนแสงได้
                                                           ี่
                              2. Wand Reader จะเป็นอุปกรณ์ทใช้มือควบคุม
                                 โดยจะนาอุปกรณ์นี้ส่องลาแสงไปยังตัวอักษรแบ
                                 บพิเศษ
                                 เพื่อทาการแปลงตัวอักษรนั้นให้เป็นสัญญาณไฟ
                                 ฟ้าและส่งไปให้คอมพิวเตอร์ประมวลผล
                              3. Hand written Character Device
                                 เป็นอุปกรณ์ที่สามารถอ่านข้อมูลที่เขียนด้วยลาย
                                 มือได้ ซึ่งอุปกรณ์ชนิดนี้
                                 จะช่วยลดขั้นตอนในการคีย์ (Key in)
                                 เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์
                                 ลายมือที่เขียนจะต้องมีรูแปบบที่อ่านงานไม่กากว
                                 ม
                              4. Bar Code Reader Bar Code
                                 เป็นสัญลักษณ์หรือาหัสที่มีรูปแบบเป็นแท่งเรียงกั
                                 นเป็นแถวในแนวตั้ง
                                 ซึ่งสามารถพบเห็นได้ทั่วไปบนผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
                                 ที่วางขายอยู่ตามห้างสรรพสินค้า รหัสรูปแท่งนี้
                                 จะสามารถอ่านได้โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Bar
                                 Code Reader ซึ่งเป็นอุปกรณ์สแกนเนอร์
                                 (Scanner)
                                 ที่อ่านรหัสแท่งโดยใช้หลักการสะท้อนของแสง


หน่วยนาข้อมูลออก (Output Unit)
      เป็นหน่วยที่ทาหน้าที่ในการแสดงเอกสารแสดงผลลัพธ์ และรายงานต่าง ๆ
หลังจากที่คอมพิวเตอร์ได้ทาการประมวลผลแล้ว
โดยผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลจะถูกต้องเก็บอยู่ในหน่วยความจาหลัก
อุปกรณ์ที่ใช้นาข้อมูลออกนี้ จะเรียกว่า อุปกรณ์แสดงผล ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 3
ประเภท ดังนี้
      1. จอภาพ (Monitor)
         เป็นอุปกรณ์ที่แสดงข้อความที่มีการนาเข้าข้อมูลแล้ว
         ยังเป็นอุปกรณ์แสดงผลอย่างหนึ่งในเครื่องคอมพิวเตอร์
         ทาหน้าที่ในการแสดงข้อความหรือผลจากการทางานต่าง ๆ
         โดยทั่วไปจอภาพจะเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่แยกออกมาจากตัวเครื่องอย่างชั
         ดเจน หลักการในการแสดงภาพหรือข้อมูลบนจอ
   จะคล้ายกับการทางานของจอโทรทัศน์ คือ
   คอมพิวเตอร์จะแปลงสัญญาณให้วีดีโอแสดงผลยิงลาแสงอิเล็กตรอนไปยังพื้
   นผิวของจอภาพ ซึ่งฉาบไว้ด้วย ฟอสฟอรัส
2. เครื่องพิมพ์ (Printer)
   เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงผลลัพธ์ที่แพร่หลายมากที่สุด
   โดยจะพิมพ์ผลลงบนกระดาษ ซึ่งสามารถเก็บผลลัพธ์เอาไว้ดูได้นาน ๆ
   ซึ่งจะเรียกผลลัพธ์ที่พิมพ์ประเภทนี้ว่า Hard Copy
   เครื่องพิมพ์จะมีหลายประเภทแยกออกตามวิธีการพิมพ์
   ความคมชัดของตัวอักษร และความเร็วในการพิมพ์
   สามารถแบ่งประเภทของเครื่องพิมพ์ออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่           ได้แก่


             1. Serial Printer
                เป็นเครื่องพิมพ์ที่นิยมใช้กันมากในเครื่องระดับไมโครคอมพิวเ
                ตอร์ จะมีการพิมพ์ทีละตัวอักษร
                ขณะที่หัวพิมพ์วิ่งไปตามแนวนอนของกระดาษ
                โดยจะมีความเร็วในการพิมพ์อยู่ในช่วง 40-450 cps
                (characters per second)
                ซึ่งสามารถพิมพ์ได้ทั้งสองทิศทางไม่ว่าหัวพิมพ์จะเคลื่อนไปทา
                งซ้ายหรือทางขวาของกระดาษ
                เครื่องพิมพ์นี้ยังสามารถแบ่งได้อีกเป็น
                   1.1 เครื่องพิมพ์ชนิดพิมพ์กระทบ เครื่องพิมพ์ประเภทนี้
                      จะมีการพิมพ์ สัมผัสกระดาษ
                      เช่นเดียวกับเครื่องพิมพ์ดีด
                      ซึ่งกลไกในการทางานของเครื่องพิมพ์นี้จะเป็นวิทยากา
                      รที่ซับซ้อนมาก
                   1.2 เครื่องพิมพ์ชนิดพิมพ์ไม่กระทบ เครื่องพิมพ์แบบนี้
                                               ่
                      จะมีการทางานต่างจากเครืองพิมพ์ชนิดพิมพ์กระทบ
                      โดยจะพิมพ์ไม่สัมผัสถูกผิวกระดาษโดยตรง
                      หากแต่ใช้แสงเลเซอร์
                      ที่มีศักยภาพต่าหรือใช้ความร้อน
                      หรือใช้วิทยาการทางอิเล็กโตสแตติค
                      มาใช้พิมพ์ตัวหนังสือแทน
             2. Line Printer จัดอยู่ในประเภทเครื่องพิมพ์แบบกระทบ
                สามารถพิมพ์ได้ทีละบรรทัดขณะใดขณะหนึ่ง
                โดยมีความเร็วอยู่ในช่วง 1000-5000 lpm (line per minute)
         สามารถแบ่งเครื่องพิมพ์ชนิดนี้ออกได้อีกเป็น 3
         แบบด้วยกันคือ
            2.1   The Band Printer
               เป็นเครื่องพิมถพ์ที่ใช้การวิ่งของตัวอักษรที่ติดอยู่บนแถ
               บคาด (band) ที่เป็นโลหะ
               ซึ่งตัวอักษรนี้จะวิ่งไปตามแนวนอนของกระดาษและผ้า
               หมึกไปที่ตัวอักษรนั้น ก็จะทาให้ตัวอักษร
               ปรากฎอยู่บนกระดาษตามต้องการ
            2.2   The Chain Printer
               เป็นเครื่องพิมพ์ที่มีหลักการทางานคล้าย Band Printer
               แต่ตัวอักษรจะปรากฎอยู่บนโซ่แทนแถบคาด
            2.3   The Drum Printer
               จะมีตัวอักษรเรียงกันอยู่เป็นแถว ๆ
                              ั
               แต่ละแถวก็จะมีตวอักษรที่เหมือนกัน อยู่บน Drum ซึ่ง
               Drum นี้ จะหมุนอยู่ตลอดเวลา
               เมื่อถึงจังหวะจะพิมพ์ตัวอักษรใด
               หัวพิมพ์ก็จะเคาะผ่านกระดาษและผ้าหมึกทันที
      3. Page Printer เป็นเครื่องพิมพ์แบบไม่กระทบ
         โดยส่วนมากจะใช้
           เทคโนโลยีของเลเซอร์ ตัวอย่างเครื่องพิมพ์แบบนี้ ได้แก่
            3.1   เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ (Laser Printer)
                  เครื่องพิมพ์แบบนี้เป็นเครื่องพิมพ์ที่มีความเร็วสุด
                  เมื่อเทียบกับเครื่องพิมพ์ชนิดอื่น
                  และมีแนวโน้มว่าจะเป็นมาตรฐานของเครื่องพิมพ์สาหรั
                  บเครื่องซีพีในอนาคตอีกด้วย
            เครื่องพิมพ์เลเซอร์นี้
เป็นเครื่องพิมพ์ที่มีความคมชัดสวยงามมากกว่า
            เครื่องพิมพ์ชนิดจุด
      สามารถพิมพ์ภาพและพิมพ์ตัวอักษรไทย-อังกฤษ ได้
          หลายขนาดและหลายแบบ
      ความคมชัดของเครื่องพิมพ์เลเซอร์นี้ ขึ้นอยู่
          กับความละเอียดของจุดภาพ
      การทางานของเครื่องพิมพ์เลเซอร์ จะ
เปลี่ยนตัวอักษรและรูปภาพกราฟิคจากเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็น
ภาพที่
      มีความละเอียดสูงซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเครื่องถ่ายเอกสาร


พลอตเตอร์ (Plotter) เป็นอุปกรณ์การแสดงผลอีกแบบ
ซึ่งเนื่องจากการแสดงรูปกราฟิคทางเครื่องพิมพ์จะมีข้อจากัดทาง
ด้านคุณภาพและขนาดของภาพ ดังนั้น
จึงได้มีการผลิตพลอตเตอร์ขึ้นมา
เพื่อใช้ในงานที่มีการสร้างรูปภาพทาง กราฟิค เช่นการออกแบบ
แผนผัง แผนที่และชาร์ดต่าง ๆ พลอตเตอร์ยัง
สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
     1. พลอตเตอ่ร์แบบทรงกระบอก (Drum Plotter)
        จะมีปากกามากกว่า 1 ด้ามที่มีหลายสี หลายขนาด
        ผลัดกันเคลื่อนที่ไปมาบนกระดาษ
        ภายใต้การควบคุมของเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างภาพ
        ขึ้นมา
     2. พลอตเตอร์แบบระนาบ (Flatbed Plotter)
        จะมีปากกามากกว่า 1 ด้ามเช่นกัน
        แต่การเคลื่อนที่จะมีแต่ปากกาเท่านั่น
        ที่มีการเคลื่อนที่ทั้งสองแกน
        ในขณะที่กระดาษผลลัพธ์จะอยู่กับที่ พลอตเตอร์แบบนี้
        มักมีขนาดไม่ใหญ่นัก ตั้งบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ ได้
        ภาพที่วาดจึงไม่ใหญ่มาก เช่น รูปกราฟต่าง ๆ
        หรือรายงาน ๆ
     3. อิเล็กโตรสแตติคพลอตเตอร์ (Electrostatic Plotter)
        เป็นพลอตเตอร์ที่ใช้ในการสร้างภาพอย่างคร่าว ๆ
        ไม่ละเอียดมกนัก
        ใช้สาหรับตรวจสอบความถูกต้องของงาน
        เมื่อเรียบร้อยดีแบ้ว จึงส่งให้พลอดเตอร์ 2
        แบบแรกสร้างภาพผลลัพธ์ที่มีความละเอียดสูงต่อไป

				
DOCUMENT INFO