ปุ๋ยหมัก by roheem

VIEWS: 143 PAGES: 31

									                                             ปุ๋ยหมัก
ปุ๋ยหมัก คือ ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยธรรมชาติ ชนิดหนึ่งที่ได้มาจากการนาเอาเศษซากพืช เช่น ฟางข้า
ซังข้าวโพด ต้นถั่วต่าง ๆ หญ้าแห้ง ผักตบชวา ของเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม
ตลอดจนขยะมูลฝอยตามบ้านเรือนมาหมักร่วมกับมูลสัตว์
ปุ๋ยเคมีหรือสารเร่งจุลินทรีย์เมื่อหมักโดยใช้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว
เศษพืชจะเปลี่ยนสภาพจากของเดิมเป็นผงเปื่อยยุ่ยสีน้าตาลปนดานาไปใส่ในไร่นาหรือพืชสวน เช่น ไม้ผล
พืชผัก หรือไม้ดอกไม้ประดับได้

ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก

1. ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุให้แก่ดิน ทาให้ดินอุดมสมบูรณ์

2. ช่วยเปลี่ยนสภาพของดินจากดินเหนียวหรือดินทรายให้เป็นดินร่วนทาให้สะดวกในการไถพรวน

3. ช่วยสงวนรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ดีขึ้น

4. ทาให้การถ่ายเทอากาศในดินได้ดี

5. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปุ๋ยเคมีและสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้

6. ช่วยกระตุ้นให้ธาตุอาหารพืชบางอย่างในดินที่ละลายน้ายากให้ละลายน้าง่ายเป็นอาหารแก่พืชได้ดีขึ้น

7. ไม่เป็นอันตรายต่อดินแม้จะใช้ในปริมาณมาก ๆ ติดต่อกันนาน ๆ

8. ช่วยปรับสภาพแวดล้อม เช่น กาจัดขยะมูลฝอยและวัชพืชน้าทั้งหลายให้หมดไป

วิธีการทาปุ๋ยหมัก

ปุ๋ยหมักโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ ปุ๋ยหมักในไร่นา ปุ๋ยหมักเทศบาลและปุ๋ยหมักอุตสาหกรรม
ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะปุ๋ยหมักในไร่นา
 สาหรับปุ๋ยหมักในไร่นานี้มีแบบวิธีการทา 5 แบบ ซึ่งสามารถเลือกทาแบบใดแบบหนึ่งก็ได้
 หรืออาจจะทาหลาย ๆ แบบก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้ทา

            แบบที่ 1 ปุ๋ยหมักค้างปี
            ใช้เศษพืชเพียงอย่างเดียวนามาหมักทิ้งไว้ค้างปีก็สามารถนามาใช้เป็นปุ๋ยหมักได้
แบบนี้ไม่ต้องดูแลรักษา จึงต้องใช้ระยะเวลาในการหมักนาน เหมาะสาหรับผู้ที่ไม่มีเวลา
            แบบที่ 2 ปุ๋ยหมักธรรมดาใช้มูลสัตว์ แบบนี้ใช้เศษพืชและมูลสัตว์ในอัตรา 100:10 ถ้าเป็นเศษพืช
ชิ้นส่วนเล็กนามาคลุกผสมได้เลย แต่ถ้าเป็นเศษพืชชิ้นส่วนใหญ่นามากองเป็นชั้น ๆ
(แต่ละกองจะทาประมาณ 3 ชั้น แต่ละชั้นประกอบด้วยเศษพืชที่ย่าและรดน้า สูงประมาณ 30-40 ซม.
แล้วโรยทับด้วยมูลสัตว์) แบบนี้จะใช้ระยะเวลาหมักน้อยกว่าแบบที่ 1 เช่น
ถ้าใช้ฟางข้าวจะใช้ระยะเวลาประมาณ 6-8 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา
            แบบที่ 3 ปุ๋ยหมักธรรมดาใช้ปุ๋ยเคมี แบบนี้ใช้เศษพืช มูลสัตว์ และปุ๋ยเคมีในอัตรา 100:10:1
ถ้าเป็นชิ้นส่วนเล็กนามาคลุกผสมได้เลย ถ้าเป็นชิ้นส่วนใหญ่นามากองเป็นชั้นเหมือนแบบที่ 2
เพียงแต่ในแต่ละชั้นจะเพิ่มปุ๋ยเคมีขึ้นมา โดยโรยทับมูลสัตว์ แบบนี้ใช้ระยะเวลาในการหมักเร็วกว่าแบบที่ 2
กล่าวคือถ้าเป็นฟางข้าวจะใช้เวลาประมาณ4-6 เดือน
            แบบที่ 4 ปุ๋ยหมักแผนใหม่ การทาปุ๋ยหมักแบบที่ 1-3
            นั้นใช้เวลาค่อนข้างมากต่อมากรมพัฒนาที่ดิน
ได้ศึกษาค้นคว้าพบว่าการทาปุ๋ยหมักโดยใช้เวลาสั้นทาได้โดยการใช้เชื้อจุลินทรีย์เร่งการย่อยสลายของเศษพืช
ทาให้ได้ปุ๋ยหมักเร็วขึ้น นาไปใช้ได้ทันฤดูกาลสามารถใช้ระยะเวลาหมักเพียง 30-60 วัน ใช้สูตรดังนี้
                             เศษพืช                                1,000             กก.
                             มูลสัตว์                            100-200 กก.
                             ปุ๋ยเคมี                                1-2 กก.
                             เชื้อจุลินทรีย์ตัวเร่ง                    1 ชุด
(เชื้อจุลินทรีย์ตัวเร่งในปี 2526-2527 ใช้เชื้อ บี 2 ชุดหนึ่ง ประกอบด้วยเชื้อจุลินทรีย์บี 2 จานวน 2300 กรัม
และอาหารเสริม 1 กก.) ถ้าเป็นเศษพืชชิ้นส่วนเล็กก็นาเศษพืช มูลสัตว์ และปุ๋ยเคมีมาคลุกผสมเข้ากัน
แล้วเจาะหลุมหยอดเชื้อจุลินทรีย์ตัวเร่งซึ่งเตรียมไว้ก่อนโดยนามาผสมน้า ใช้น้าประมาณ 40 ลิตร
กวนให้เข้ากันอย่างดี แต่ถ้าเป็นเศษพืชชิ้นส่วนใหญ่ก็นามากองเป็นชั้นเหมือนแบบที่ 3
แต่ละชั้นประกอบด้วยเศษพืชที่ย่าและรดน้า สูง30-40 ซม.มูลสัตว์โรยทับเศษพืช ปุ๋ยเคมีโรยทับมูลสัตว์
แล้วราดเชื้อจุลินทรีย์ตัวเร่ง
            แบบที่ 5 ปุ๋ยหมักต่อเชื้อ ในการทาปุ๋ยหมักแบบที่ 4 นั้น จาเป็นต้องซื้อสารตัวเร่งเชื้อจุลินทรีย์ 1 ชุด
ทุกครั้งที่ทาปุ๋ยหมัก 1 ตัน ทาให้มีแนวความคิดว่าหากสามารถนา
มาต่อเชื้อได้ก็จะเป็นการประหยัดและเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้ทาปุ๋ยหมักทั่วไป
กรมพัฒนาที่ดินจึงได้ทาการทดลองและพบว่า สามารถต่อเชื้อได้ โดยใช้ปุ๋ยหมักที่ทาในแบบที่ 4 กล่าวคือ
หลังจากได้ปุ๋ยหมักที่ใช้ได้แล้วในแบบที่ 4 ให้เก็บไว้ 50-100 กก.
การเก็บต้องเก็บไว้ในโรงเรือนที่ไม่ถูกแดดและฝน ปุ๋ยหมักที่เก็บไว้ 50-100 กก.
สามารถนาไปต่อเชื้อทาปุ๋ยหมักได้อีก 1 ตัน การต่อเชื้อนี้สามารถทาการต่อได้เพียง 3 ครั้ง

                                         การดูแลรักษากองปุ๋ยหมัก

           หลังจากกองปุ๋ยหมักเสร็จแล้วจะต้องหมั่นตรวจดูแลกองปุ๋ยหมักอยู่เสมอโดยปฏิบัติดังนี้

            1. จะต้องป้องกันไม่ให้สัตว์เข้าไปทาลาย หรือคุ้ยเขี่ยกองปุ๋ยหมัก
            ถ้ากองแบบในคอกก็ไม่มีปัญหา
 แต่ถ้ากองบนพื้นดินหรือในหลุมควรหาทางมะพร้าวหรือกิ่งไม้วางทับกองปุ๋ยหมักไว้กันสัตว์คุ้ยเขี่ย
            2. ทาการให้น้ากองปุ๋ยหมักให้มีความชื้นพอเหมาะอยู่เสมอ คือ ไม่ให้แห้งหรือแฉะเกินไป
 มีวิธีการตรวจอย่างง่ายๆ คือ เอามือสอดเข้าไปในกองปุ๋ยหมักให้ลึกๆ
 แล้วหยิบเอาชิ้นส่วนภายในกองปุ๋ยหมักมาบีบดู
 ถ้าปรากฏว่ามีน้าติดฝ่ามือแสดงว่าความชื้นพอเหมาะไม่ต้องให้น้า
 ถ้าไม่มีน้าติดฝ่ามือแสดงว่ากองปุ๋ยหมักแห้งเกินไปต้องให้น้าในระยะนี้
 ถ้าบีบดูมีน้าทะลักออกมาตามง่ามนิ้วมือ แสดงว่าแฉะเกินไปไม่ต้องให้น้า
            3. การกลับกองปุ๋ย นับเป็นหัวใจสาคัญในการทาปุ๋ยหมักจะละเลยมิได้ เพราะเชื้อจุลินทรีย์ต่าง ๆ
 ก็ย่อมต้องการอากาศหายใจเหมือนมนุษย์
 ดังนั้นการกลับกองปุ๋ยหมักนอกจากจะช่วยให้ออกซิเจนแก่จุลินทรีย์แล้ว
 ยังเป็นการระบายความร้อนออกจากกองปุ๋ยอีกด้วย
 ยิ่งขยันกลับกองปุ๋ยหมักมากเท่าไรก็จะทาให้ได้ปุ๋ยหมักใช้เร็วมากขึ้นเท่านั้น
 เพราะทาให้เศษพืชย่อยสลายทั่วทั้งกอง และได้ปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพดีอีกด้วย
 ตามปกติควรกลับกองปุ๋ยหมักอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
                        หลักในการพิจารณาว่ากองปุ๋ยหมักนั้นใช้ได้หรือยัง

       เมื่อกองปุ๋ยหมักเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีทั้งที่มองเห็นได้และที่มองเห็นไม่ได้
ที่มองเห็นได้ก็คือ ชิ้นส่วนของพืชจะมีขนาดเล็กลงและยุบตัวลงกว่าเมื่อเริ่มกอง สีของเศษพืชก็จะเปลี่ยนไป
                                ส่วนที่มองเห็นไม่ได้ก็คือปริมาณของจุลินทรีย์
                   ทีนี้จะสังเกตว่าปุ๋ยหมักสามารถนามาใช้ได้หรือไม่มีข้อสังเกตง่ายๆ ดังนี้

            1. สีของกองปุ๋ยหมักจะเข้มขึ้นกว่าเมื่อเริ่มกอง อาจมีสีน้าตาลเข้มถึงดา
            2. อุณหภูมิภายในของปุ๋ยหมักและอุณหภูมิภายนอกใกล้เคียงกันหรือแตกต่างกันน้อยมาก
            3. ใช้นิ้วมือบี้ตัวอย่างปุ๋ยหมักดูเศษพืชจะยุ่ยและขาดออกจากกันได้ง่าย ไม่แข็งกระด้าง
            4. พบต้นพืชที่มีระบบรากลึกขึ้นบนกองปุ๋ยหมัก แสดงว่าปุ๋ยหมักสลายตัวดีแล้ว
            5. สังเกตกลิ่นของปุ๋ยหมัก ถ้าเป็นปุ๋ยหมักที่ใช้ได้ ปุ๋ยหมักจะมีกลิ่นคล้ายกลิ่นธรรมชาติ
ถ้ามีกลิ่นฉุนหรือมีกลิ่นฟางแสดงว่าปุ๋ยหมักยังใช้ไม่ได้
เนื่องจากขบวนการย่อยสลายยังดาเนินการไม่แล้วเสร็จ
            6. วิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการดูธาตุคาร์บอน และไนโตรเจน ถ้ามีอัตราส่วนเท่ากันหรือต่ากว่า
            20 : 1
 ก็พิจารณาเป็นปุ๋ยหมักได้แล้ว

                                  ข้อควรคานึงในการกองปุ๋ยหมัก

           1. อย่ากองปุ๋ยหมักให้มีขนาดใหญ่เกินไป เพราะจะทาให้เกิดความร้อนระอุเกิน 70
           องศาเซลเซียส
ซึ่งจะเป็นผลทาให้เชื้อจุลินทรีย์ตายได้ ขนาดกองปุ๋ยหมักที่เหมาะสมคือ ความกว้างไม่ควรเกิน 2-3 เมตร
ความยาวไม่จากัด สูงประมาณ 1-1.50 เมตร
          2. ถ้ากองปุ๋ยหมักมีขนาดเล็กเกินไป จะทาให้เก็บรักษาความร้อนและความชื้นไว้ได้น้อย
ทาให้เศษพืชสลายตัวเป็นปุ๋ยหมักได้ช้า
          3. อย่ารดน้าโชกจนเกินไป
          จะทาให้การระบายอากาศในกองปุ๋ยไม่ดีอาจทาให้เกิดกรดอินทรีย์บางอย่าง
เป็นเหตุให้มีกลิ่นเหม็นอับได้ง่าย
          4. ถ้าเกิดความร้อนในกองปุ๋ยหมักมาก ต้องเพิ่มน้าให้กองปุ๋ย
          มิฉะนั้นจุลินทรีย์ที่ย่อยซากพืชจะตายได้
          5. ถ้าจะมีการใช้ปูนขาว
          อย่าใช้ปุ๋ยเคมีพร้อมกับการใส่ปูนขาวเพราะจะทาให้ธาตุไนโตรเจนสลายตัวไป
กรณีใช้ฟางข้าวในการกองปุ๋ยหมักไม่จาเป็นต้องใช้ปูนขาว
          6. เศษวัสดุที่ใช้ในการกองปุ๋ยหมักมีทั้งประเภทที่สลายตัวเร็ว เช่น ฟางข้าว ผักตบชวา เปลือกถั่ว
และต้นถั่วเศษวัชพืชต่าง ๆ และประเภทที่สลายตัวยาก เช่น แกลบ ขี้เลื่อย ขี้ลีบข้าว กากอ้อย ขุยมะพร้าว
ซังข้าวโพด ดังนั้นในการกองปุ๋ยหมักไม่ควรเอาเศษวัสดุที่สลายตัวเร็วและสลายตัวยากกองปนกัน
เพราะจะทาให้ได้ปุ๋ยหมักที่ไม่สม่าเสมอกันเนื่องจากเศษพืชบางส่วนยังสลายตัวไม่หมด

                                 คุณค่าทางอาหารพืชของปุ๋ยหมัก

                        แสดงคุณค่าทางอาหารพืชที่ได้จากปุ๋ยหมักบางชนิด

             ชนิดของปุ๋ยหมัก                                  %   ธาตุอาหารของพืช
                                                     N                  P2O5               K2O
ปุ๋ยหมักจากขยะเทศบาล                                1.52                0.22               0.18
ปุ๋ยหมักจากหญ้าแห้ง                                 1.23                1.26               0.76
หญ้าหมัก+กระดูกป่น+มูลกระบือ                        0.82                1.43               0.59
หญ้าหมัก+กระดูกป่น+มูลโค                            2.33                1.78               0.46
หญ้าหมัก+กระดูกป่น+มูลแพะ                           1.11                4.04               0.48
หญ้าหมัก+กระดูกป่น+มูลม้า                           0.82                2.83               0.33
ปุ๋ยหมักจากใบจามจุรี                                1.45                0.19               0.49
ปุ๋ยหมักจากฟางข้าว                                  0.85                0.11               0.76
   ปุ๋ยหมักฟางข้าว+มูลไก่                              1.07                0.46               0.94
   ปุ๋ยหมักฟางข้าว+มูลโค                               1.51                0.26               0.98
   ปุ๋ยหมักฟางข้าว+มูลเป็ด                             0.91                1.30               0.79
   ปุ๋ยหมักจากผักตบชวา                                 1.43                0.48               0.47
   ปุ๋ยหมักผักตบชวา+มูลสุกร                            1.85                4.81               0.79
   ปุ๋ยอินทรีย์(เทศบาล)ชนิดอ่อน                        0.95                3.19               0.91
   ปุ๋ยอินทรีย์(เทศบาล)ชนิดปานกลาง                     1.34                2.44               1.12
   ปุ๋ยอินทรีย์(เทศบาล)ชนิดแรง                         1.48                2.96               1.15

                                      การใช้ประโยชน์กับพืชต่าง ๆ

                วิธีการใช้ปุ๋ยหมักมีวิธีการดังนี้ (พิทยากร และคณะ, 2531: 8-11) ได้รายงานว่า
                              สาหรับวิธีการใส่ปุ๋ยหมักสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 วิธี
                     ตามชนิดของพืชที่ปลูกโดยมีจุดประสงค์เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติ
            และเพื่อให้ธาตุอาหารพืชในปุ๋ยหมักเป็นประโยชน์ต่อพืชมากที่สุดและเกิดการสูญเสียน้อย
        เนื่องจากปุ๋ยหมักที่ใช้มีปริมาณมากยากต่อการขนส่งและเคลื่อนย้าย วิธีการใส่ปุ๋ยหมักมีดังนี้คือ

           1. ใส่แบบหว่านทั่วแปลง
           การใส่ปุ๋ยหมักแบบนี้เป็นวิธีการที่ดีต่อการปรับปรุงบารุงดินเนื่องจากปุ๋ยหมัก
จะกระจายอย่างสม่าเสมอทั่วทั้งแปลงปลูกพืชที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ส่วนมากจะใช้กับการปลูกข้าวหรือพืชไร่
หรือพืชผัก แต่อาจมีปัญหาในด้านจะต้องใช้แรงงานในการใส่ปุ๋ยหมัก อัตราของปุ๋ยหมักที่ใช้ประมาณ 2 ตัน
ต่อไร่ต่อปี โดยใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0, 18-22-0, 20-20-0 ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่าอาจจะใช้สูตร16-
16-8 ในอัตรา 15-30 กก. ต่อไร่
           2. ใส่แบบเป็นแถว การใส่ปุ๋ยหมักแบบเป็นแถวตามแนวปลูกพืชมักใช้กับการ ปลูกพืชไร่
วิธีการใส่ปุ๋ยหมักแบบเป็นแถวนี้เหมาะสมที่จะใช้ร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมีแบบโรยเป็นแถวสาหรับการปลูกพืชไร่ทั่วไป
เนื่องจากปุ๋ยหมักจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีที่ใส่ให้เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช
อัตราปุ๋ยหมักที่ใช้ประมาณ 3 ตัน ต่อไร่ต่อปี โดยใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0, 18-22-0 ในอัตรา 25-50 กก.
ต่อไร่ สาหรับในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่า
สูตรปุ๋ยอาจต้องใส่โพแทสเซียมเพิ่มขึ้นด้วย
           3.ใส่แบบเป็นหลุม การใส่ปุ๋ยหมักแบบเป็นหลุมมักจะใช้กับการปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น โดยสามารถ
ใส่ปุ๋ยหมักได้สองระยะคือ ในช่วงแรกของการเตรียมหลุมเพื่อปลูกพืช
นาดินด้านบนของหลุมคลุกเคล้ากับปุ๋ยหมักแล้วใส่รองก้นหลุม หรืออาจจะใส่ปุ๋ยเคมีร่วมด้วย
อีกระยะหนึ่งอาจจะใส่ปุ๋ยหมักในช่วงที่พืชเจริญแล้ว โดยการขุดเป็นร่องรอบ ๆ ต้นตามแนวทรงพุ่มของต้นพืช
แล้วใส่ปุ๋ยหมักลงในร่องแล้วกลบด้วยดิน หรืออาจจะใส่ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยหมักในช่วงนี้ได้เช่นกัน
อัตราการใช้ปุ๋ยหมักประมาณ 20-50 กก. ต่อหลุม ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15, 14-14-14, 12-12-7 ในอัตรา
100-200 กรัม ต่อหลุมในกรณีที่ใส่ปุ๋ยหมักกับไม้ผลที่เจริญแล้ว อัตราการใช้อาจจะเพิ่มขึ้นตามส่วน
และมักจะใส่ปุ๋ยหมักปีเว้นปี

                                       มาตรฐานของปุ๋ยหมัก

                           ปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพดี ได้มาตรฐานให้พิจารณาดังนี้

            1. มีเกรดปุ๋ยไม่ต่ากว่า 1:1:0.5 (ไนโตรเจน : ฟอสฟอรัส : โพแทสเซียม)
            2. มีความชื้นและสิ่งที่ระเหยได้ไม่มากกว่าร้อยละ 35 - 40 โดยน้าหนัก
            3. ความชื้นเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 6.0 - 7.5
            4. ปุ๋ยหมักที่ใช้ได้แล้วจะต้องไม่มีความร้อนหลงเหลืออยู่
            5. ปุ๋ยหมักที่ใช้ได้แล้วไม่ควรมีวัสดุเจือปนอื่น ๆ
            6. จะต้องมีปริมาณอินทรีย์วัตถุอยู่ระหว่าง 25 - 50 %
            7. จะต้องมีอัตราส่วนระหว่างธาตุคาร์บอนต่อไนโตรเจนไม่มากกว่า 20 ต่อ 1
                                             ปุ๋ยคอก

ปุ๋ยคอกเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งซึ่งได้มาจากการเลี้ยงสัตว์และได้มีการนามาใช้ทางการเกษตรอย่างแพร่หล
ายเป็นเวลานานหลายปีมาแล้ว ปุ๋ยคอกไม่เพียงแต่จะให้อินทรียวัตถุ ธาตุอาหารหลัก และธาตุอาหารรอง
ที่จาเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช
แต่ยังช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช
ทาให้ดินมีการระบายน้าและอากาศดีขึ้น ช่วยเพิ่มความ
คงทนให้แก่เม็ดดินเป็นการลดการชะล้างพังทลายของดินและช่วยรักษาหน้าดินไว้
นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งธาตุอาหารของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน ซึ่งมีผลทาให้กิจกรรม ต่าง ๆ
ของจุลินทรีย์ดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยเพิ่มปริมาณของจุลินทรีย์ในดินอีกด้วย
ในอดีตการใช้ปุ๋ยคอกเป็นไปอย่างง่าย ๆ ตามธรรมชาติโดยเกษตรกรจะเลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ควาย สุกร ม้า
แพะ แกะ ฯลฯ ซี่งการเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่จะกระจัดกระจายไปตามท้องทุ่ง
เมื่อสัตว์ขับถ่ายมูลสัตว์ออกมาก็จะตกหล่นบนพื้นดินโดยตรง ซึ่งเป็นการใช้ปุ๋ยคอกแบบประหยัด
การทาปุ๋ยหมักคือ การนาเอาเศษซากหรือวัสดุต่างๆ
ที่ได้มาจากสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ได้มาจากพืช เช่น เศษหญ้า ใบไม้ ฟางข้าว
ผักตบชวา หรือแม้แต่ขยะมูลฝอยตามบ้านเรือนมากองรวมกัน รดน้าให้มีความชื้นพอเหมาะ
หมักไว้จนกระทั่งเศษพืชหรือวัสดุเหล่านั้นย่อยสลายและแปรสภาพไป
กลายเป็นขุยสีดาหรือสีน้าตาลเข้ม มีลักษณะพรุน ยุ่ย ร่วนซุย ที่เรียกว่า "ปุ๋ยหมัก"
การย่อยและการแปรสภาพของเศษพืชหรือ วัสดุดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆ
                                                 ่
ที่เรียกว่า "จุลินทรีย์" ซึ่งอาศัยอยู่ในกองปุ๋ยสิงมีชีวิตขนาดเล็กเหล่านี้มีอยู่
มากมายหลายชนิดปะปนกันอยู่และพวกที่มีบทบาทในการแปรสภาพวัสดุมากที่สุดได้แก่
เชื้อราและเชื้อบักเตรี
วิธีการหมักวัสดุต่างๆ ให้กลายเป็นปุ๋ยหมัก อาจทาใด้หลายๆ วิธี แตกต่างกันไป เช่น
การหมักเศษพืชแต่เพียงอย่างเดียวหรือมีการเติมมูลสัตว์หรือปุ๋ยเคมีลงไปในกองปุ๋ยด้วย
เพื่อเร่งให้เศษวัสดุแปรสภาพได้เร็วขึ้น
การใส่ผงเชื้อจุลินทรีย์เพิ่มเติมลงไปกองปุ๋ยเพื่อเสริมเชื้อจุลินทรีย์ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติหรือการมีรู
ปแบบของการกองปุ๋ยแตกต่างกันไป ซึ่งแต่ละวิธีอาจใช้ระยะเวลาในการหมักไม่เท่ากัน
และปุ๋ยหมักที่ได้ก็มีคุณภาพแตกต่างกันไป




ปุ๋ยหมักที่สลายตัวได้ที่ดีแล้ว เป็นวัสดุที่ค่อนข้างทนทานต่อการย่อยสลายพอสมควร ดังนั้น
เมื่อใส่ลงไปในดิน ปุ๋ยหมักจึงสลายตัวได้ช้า ไม่รวดเร็ว เหมือนกับการไถกลบเศษพืชโดยตรง
ซึ่งก็นับว่าเป็นลักษณะที่ดีอย่างหนึ่งของปุ๋ยหมัก
เพราะทาให้ปุ๋ยหมักสามารถปรับปรุงดินให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมต่อ
การเจริญเติบโตของพืชได้เป็นระยะเวลานานๆ ปุ๋ยหมักบางส่วนจะคงทนอยู่ในดินได้นานเป็นปี
แต่ก็มีบางส่วนที่ ถูกย่อยสลายไป
ในการย่อยสลายนี้จะมีแร่ธาตุอาหารพืชถูกปลดปล่อยออกมาจากปุ๋ยหมักให้พืชได้ไช้อยู่เรื่อยๆ
แม้ว่าจะเป็นปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ก็ถูกปลดปล่อย ออกมาตลอดเวลาและสม่าเสมอ
คุณประโยชน์ของปุ๋ยหมักอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ
1. ช่วยปรับปรุงสมบัติต่างๆ ของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช
ปุ๋ยหมักเป็นวัสคุที่มีคุณสมบัติในการปรับปรุงสภาพหรือลักษณะของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบ
โตของพืช เซ่น ถ้าดินนั้นเป็นดินเนื้อละเอียดอัดตัวกันแน่น เช่น ดินเหนียว
ปุ๋ยหมักก็จะช่วยทาให้ดินนั้นมีสภาพร่วนซุยมากขึ้น ไม่อัดตัวกันแน่นทึบ
ทาให้ดินมีสภาพการระบายน้า ระบายอากาศดีขื้น ทั้งยังช่วยให้ดินมีความสามารถในการอุ้มน้า
หรือดูดซับน้าที่จะเป็นประโยชน์ต่อพืชไว้ได้มากขึ้น
คุณสมบัติในข้อนี้เป็นคุณสมบัดิที่สาคัญมากของปุ๋ยหมัก เพราะที่ดินที่มีลักษณะร่วนซุย ระบายน้า
ระบายอากาศได้ดีนั้น จะทาให้รากพืชเจริญเติบโตได้รวดเร็ว แข็งแรง แตกแขนงได้มาก
มีระบบรากที่สมบูรณ์ จึงดูดซับแร่ธาตุอาหารหรือน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนในกรณีที่ดินเป็นดินเนี้อหยาบ เช่นดินทราย ดินร่วนปนทราย ซึ่งส่วนใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์ต่า
มีอินทรีย์วัตถุอยู่น้อย ไม่อุ้มน้า การใส่ปุ๋ยหมัก ก็จะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน
และทาให้ดินเหล่านั้นสามารถอุ้มน้า หรือดูดซับความชื้นไว้ให้พืชได้มากขึ้น
ในดินเนื้อหยาบจึงควรต้องใส่ปุ๋ยหมักให้มากกว่าปกติ
นอกจากคุณสมบัติต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว ปุ๋ยหมักยังสามารถช่วยปรับปรุงลักษณะดินในแง่อื่นๆ อีก
เช่น ช่วยลดการจับตัวเป็นแผ่นแข็งของหน้าดิน
ทาให้การงอกของเมล็ดหรือการซึมของน้าลงไปในดินสะดวกขึ้น
ช่วยลดการไหลบ่าของน้าเวลาฝนตก เป็นการลดการพัดพาหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์ไป เป็นต้น
2. ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน
ในแง่ของการช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน
ปุ๋ยหมักเป็นแหล่งแร่ธาตุอาหารที่จะปลดปล่อยธาตุอาหาร ออกมาให้แก่ต้นพืชอย่างช้าๆ
และสม่าเสมอ โดยทั่วไปแล้ว ปุ๋ยหมักจะมีปริมาณแร่ธาตุอาหารพืชที่สาคัญดังนี้ คือ
ธาตุไนโตรเจนทั้งหมดประมาณ 0.4-2.5 เปอร์เซนต์ ฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช
ประมาณ 0.2-2.5 เปอร์เซนต์ และโพแทสเซียมในรูปที่ละลายน้าได้ประมาณ 0.5-1.8 เปอร์เซนต์
ปริมาณแร่ธาตุอาหารดังกล่าวจะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเศษพืชที่นามาหมัก และวัสดุอื่นๆ
ที่ใส่ลงไปในกองปุ๋ย
ถึงแม้ปุ๋ยหมักจะมีธาตุอาหารหลักดังกล่าวอยู่น้อยกว่าปุ๋ยเคมี
แต่ปุ๋ยหมักมีข้อดีกว่าตรงที่นอกจากธาตุอาหารทั้ง 3 ธาตุที่กล่าวมาแล้ว
ปุ๋ยหมักยังมีธาตุอาหารพืชชนิดอื่นๆ อีกเซ่น แคลเซียม แมกนีเซียม กามะถัน เหล็ก สังกะสี
แมงกานีส โบรอน ทองแดง โมลิบดีนัม ฯลฯ ซึ่งปกติแล้วปุ๋ยเคมีจะโม่มีหรือมีเพียงบางธาตุเท่านั้น
แร่ธาตุเหล่านี้มีความสาคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช โม่น้อยกว่าธาตุอาหารหลัก
เพียงแด่ต้นพืชต้องการในปริมาณน้อยเท่านั้นเอง
นอกจากจะช่วยเพิ่มปริมาณธาตุอาหารพืชแล้ว ปุ๋ยหมักยังมีคุณค่าใน
แง่ของการปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์อีกหลายๆ อย่างเช่น ช่วยทาให้แร่ธาตุอาหาร
พืชทื่มีอยู่ในดินแปรสภาพมาอยู่ในรูปที่พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้ง่ายขึ้น
ช่วยดูดซับแร่ธาตุอาหารพืชเอาไว้ไม่ให้ถูกน้าฝนหรือน้าชลประทานชะล้าง สูญหายไปได้ง่าย
เป็นการช่วยถนอมรักษาแร่ธาตุอาหารหรือความอุดมสมบูรณ์ ของดินไว้อีกทางหนึ่งเป็นต้น
จากคุณสมบัดิ ดังที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า แม้ปุ๋ยหมัก
จะมีปริมาณแร่ธาตุอาหารในปุ๋ยไม่เข้มขันเหมือนปุ๋ยเคมี แด่ก็มีลักษณะ อื่นๆ
ที่ช่วยรักษาและปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินได้เป็นอย่างดี
เมื่อเอาเศษพืชหรือวัสดุที่จะใช้หมักมากองรวมกัน ทาการผสมคลุกเคล้า กับมูลสัตว์และปุ๋ยเคมี
รดน้าให้กองปุ๋ยมีความชื้นพอเหมาะ หมักไว้ เมื่อสภาพ ภายในกองเศษพืชเหมาะสม
จุลินทรีย์ชนิดต่างๆ ที่ติดมากับวัสดุที่ใช้หมักก็
จะเริ่มเจริญเติบโตเพิ่มจานวนขึ้นมาโดยการเข้าย่อยสลายวัสดุที่เรานามาหมัก
เพื่อใช้เป็นอาหารในช่วงแรกๆ นี้ ภายในกองวัสดุจะมีอาหารชนิดที่จุลินทรีย์ สามารถใช้ได้ง่ายๆ
อยู่เป็นจานวนมาก จุลินทรีย์เหล่านั้นจึงเจริญเติบโตและเพิ่ม จานวนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เป็นเหตุให้เกิดความร้อนขึ้นมาในกองปุ๋ย ดังนั้นนับตั้งแต่ เริ่มตั้งกองปุ๋ยขึ้นมา
กองปุ๋ยจะเริ่มมีความร้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าทาการกองปุ๋ยได้ ถูกวิธี ภายในระยะเวลาเพียง 3-5 วัน
กองปุ๋ยอาจร้อนถึง 55-70 องศาเซลเซียส
ความร้อนที่เกิดขึ้นนี้ มีความสาคัญมาก เพราะจะทาให้เศษพืชย่อย
สลายได้รวดเร็วและช่วยกาจัดจุลินทรีย์หลายชนิดที่ไม่ต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
พวกที่ทาให้เกิดโรคกับคนหรือกับพืช ช่วยทาลายเมล็ดวัชพืชที่ติดมากับ เศษพืช
รวมทั้งไข่ของแมลงที่มีอยู่ภายในกองปุ๋ยได้
กองปุ๋ยจะร้อนระอุอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง อาจกินเวลาประมาณ 15- 20 วัน แล้วความร้อนจะค่อยๆ
ลดลงไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันเนื้อของเศษพืชที่ ใช้หมักก็เปื่อยยุ่ยลงและมีสีคล้าขึ้น
จนในที่สุดกองปุ๋ยก็จะเย็นลง เศษพืชกลายเป็น วัสคุที่มีลักษณะเป็นขุย ร่วนซุย
มีสีดาหรือน้าตาลเข้ม ยุบตัวลงเหลือประมาณ 1/3 - 1/4 ส่วน ของกองเดิม
ก็จัดเป็นปุ๋ยหมักที่สลายตัวได้ที่ดีแล้ว สามารถ เอาไปใช้โดยไม่เกิดอันตรายใดๆ ต่อพืช
ระยะเวลาตั้งแด่ตั้งกองจนมาถึงช่วงนี้ใช้ เวลาประมาณสองเดือนครึ่ง ถึงสามเดือนครึ่ง
อาจจะเร็วหรือช้ากว่านี้ไปบ้าง ก็แล้วแต่ชนิดของวัสดุที่ใช้ วิธีการตั้งกองปุ๋ย การปฎิบัติดูแลรักษา
การให้ความชื้น ตลอดจนการกลับกองปุ๋ย




การแปรสภาพของเศษพืชไปเป็นปุ๋ยหมักจะเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับการ
เจริญเติบโตของจุลินทรีย์ภายในกองปุ๋ย และการเจริญเติบโตเพิ่มปริมาณของ จุลินทรีย์นั้น
ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สาคัญๆ ดังนี้
1. ชนิดและขนาดของวัสดุที่ใช้หมัก
วัสคุที่สามารถนามาใช้ทาปุ๋ยหมักได้แก่เศษซากของสิ่งมีชีวิตทั้งพืช และสัตว์ แด่โดยปกติแล้ว ใน
บ้านเราส่วนใหญ่จะได้มาจากพืชมากกว่า ดังนั้น
วัสคุที่ใช้หมักจึงเพ่งเล็งไปถึงการใช้เศษซากพืชเป็นสาคัญ ซึ่งก็มีอยู่มากมาย
หลายชนิดไม่ว่าจะเป็นเศษพืชที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวพืชผลทางการ เกษตร เช่น ฟางข้าว
ต้นข้าวโพด ต้นข้าวฟ่าง ต้นถั่ว ฝ้าย เศษผัก กากอ้อย แกลบ ขี้เลือย ขุยมะพร้าว ผักตบชวา
เศษหญ้า หรือวัชพืชต่างๆ แม้แด่พวกเศษขยะตามอาคารบ้านเรือน เช่น เศษกระดาษ ใบตอง
กิ่งไม้ไบไม้ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถรวบรวมมาทาปุ๋ยหมักได้ทั้งสิ้น วัสคุเหล่านี้เมื่อนามา
ทาปุ๋ยหมัก บางชนิดก็ย่อยสลายได้ง่าย รวดเร็ว บางชนิดก็ย่อยสลายได้ช้า
ขึ้นอยู่กับเนื้อของวัสคุเหล่านั้น ว่ามีส่วนที่จุลินทรีย์สามารถใช้เป็นอาหารได้ยาก หรือง่าย
และมีแร่ธาตุอาหารอยู่พอเพียงกับความต้องการของจุลินทรีย์หรือไม่
ดังนั้นเราจึงอาจแบ่งวัสดุเหล่านี้ออกเป็น 2 พวก คือ
1.1 เศษพืชพวกสลายตัวง่าย เซ่น ผักตบชวา ต้นกล้วย ใบตอง เศษหญ้าสด เศษพืชที่อวบน้า
เศษผัก กากเมล็ดข้าวฟ่าง พืชตระกูลถั่ว ต่างๆ เช่น ใบกระถิน ใบจามจุรี ต้น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว
ถั่วฝักยาว โสน ปอเทือง ฯลฯ
1.2 เศษพวกสลายตัวได้ยาก เช่น ฟางข้าว แกลบ กากอ้อย ขี้เลื่อย ขุยมะพร้าว ต้นข้าวโพด
ซังข้าวโพด ต้นข้าวฟ่าง ฯลฯ ปกติเศษพืชเหล่านี้จะมี แร่ธาตุอาหารบางชนิดอยู่น้อย
ไม่เพียงพอกับความต้องการของจุลินทรีย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธาตุไนโตรเจน (ตารางที่ 1)
ดังนั้นถ้าต้องการให้เศษพืชประเภท นี้สลายตัวได้รวดเร็วขึ้นต้องเพิ่มธาตุไนโตรเจนลงไป
โดยอาจใส่ลงไปในรูปของ ปุ๋ยเคมีไนโตรเจนหรือมูลสัตว์ต่างๆ ในกรณีที่ไม่มีทั้งปุ๋ยเคมีหรือมูลสัตว์
ก็ต้องหาวัสคุอื่นๆ ที่มีแร่ธาตุอาหารอยู่มากมาใช้ทดแทน ที่น่าจะหาได้ง่าย ก็ได้แก่
เศษพืชพวกที่สลายตัวได้ง่ายในข้อที่ 1.1 โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกผักตบชวา หรือเศษหญ้าสด
วิธีการใช้ก็โดยการกองสลับชั้นระหาiางวัสคุที่สลายตัวยาก กับวัสคุที่สลายตัวง่าย
โดยกองเศษวัสคุที่สลายตัวยากให้หนาประมาณ 8 นิ้ว แล้วกองทับด้วยเศษพืชสลายตัวง่าย
หนาประมาณ 4-5 นิ้ว เซ่นนี้สลับกัน ไปเรื่อยๆ จนได้ความสูงของกองปุ๋ยตามต้องการ
นอกจากชนิดของเศษพืชแล้ว ขนาดของเศษพืชก็เป็นเรื่องที่ควร ให้ความสาคัญ
ถ้าเศษพืชที่นามาหมักมีขนาดใหญ่เกินไป เซ่น ต้นหรือใบของ ข้าวโพด ข้าวฟ่างที่ไม่ได้สับหรือหั่น
เวลาตั้งกองปุ๋ย ภายในกองจะมีช่องว่างอยู่ มาก กองปุ๋ยจะแห้งได้ง่าย
ความร้อนที่เกิดขึ้นในกองปุ๋ยกระจายหายไปได้รวดเร็ว ทาให้กองปุ๋ยไม่ร้อนเท่าที่ควร
การย่อยสลายของเศษพืชจะช้า บรรดาศัตรู พืชต่างๆ ที่ติดมาก็ไม่ถูกทาลายไป
ดังนั้นถ้าเศษพืชที่นามาหมักมีขนาดใหญ่เกินไป

ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ยปริมาณธาตุไนโตรเจนที่มีอยู่ในวัสดุชนิดต่างๆ


                         ปริมาณธาตุในโตรเจน
ชนิดของวัสดุ
                 (กิโลกรัม ต่อ วัสคุแห้ง 100 กิโลกรัม )

ตะกอนน้าเสีย                      2.0-6.0

มูลเป็ด - ไก่                     3.5-5.0

มูลสุกร                             3.0

ต้นถั่วต่างๆ                      2.0-3.0

ผักตบชวา                          2.2-2.5

มูลม้า                              2.0

มูลวัว - ควาย                     1.2-2.0
เปลือกถั่วลิสง                    1.6-1.8

ต้นฝ้าย                           1.0-1.5

ต้นข้าวฟ่าง                         1.0

ต้นข้าวโพด                        0.7-1.0

ใบไม้แห้ง                         0.4-1.5

ฟางข้าว                           0.4-0.6

หญ้าแห้ง                          0.3-2.0

กาบมะพร้าว                          0.5

แกลบ                              0.3-0.5

กากอ้อย                           0.3-0.4

ขี้เลื้อยเก่า                       0.2

ขี้เลื้อยใหม่                       0.1

เศษกระดาษ                        แทบไม่มี

ควรสับหรือหั่นให้มีขนาดเล็กลง แต่ก็ไม่ควรให้สั้นกว่า 2-3 นิ้ว การทาให้
เศษพืชมีขนาดเล็กลงจะทาให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตในชิ้นส่วนของพืชได้ทั่วถึง
เมื่อเศษพืชอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้นการแพร่ขยายของเชื้อก็เป็นไปได้รวดเร็ว และกองปุ๋ยร้อนระอุดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในการทาปุ๋ยหมักปริมาณมากๆ
การหั่นหรือการสับเศษพืชก็เป็นการสิ้นเปลืองแรงงานมาก อาจเลี่ยงไปใช้วิธีอื่น
ได้ตามความเหมาะสม เซ่น ถ้ามีรถแทรคแตอร์ก็โรยชิ้นส่วนพืชลงบนพื้นถนน แล้วใช้รถบดทับไปมา
หรือใช้วิธีหาเศษพืชที่มีขนาดเล็ก เซ่น เศษหญ้าผสมคลุกเคล้า เข้าไปในกองเพื่อลดช่องว่างที่มีอยู่
แต่ถ้ามีเศษหญ้าไม่พอก็อาจใช้ดินหรือ
เศษหญ้าคลุมกองหรือเลี่ยงไปใช้วิธีกองปุ๋ยหมักในหลุมหรือบ่อหมักแทน
2. มูลสัตว์
ในการตั้งกองปุ๋ยหมักนั้น ถ้าใส่พวกมูลสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น มูลวัว มูลหมู มูลเป็ด มูลไก่ ฯลฯ
ผสมคลุกเคล้าลงไปด้วยแล้ว กองปุ๋ยจะร้อน
ขึ้นได้รวดเร็วและย่อยสลายได้ดีกว่าการใช้เศษพืชแด่เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้เพราะ
มูลสัตว์มีสารประกอบและแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์อยู่มากมาย หลายชนิด
การใส่มูลสัตว์จึงเป็นการเร่งเร้าให้จุลินทรีย์ทาการย่อยเศษพืช อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ในมูลสัตว์ที่ใส่ลงไปยังมีจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ ที่มีความ
สามารถย่อยเศษพืชได้ดีอยู่มากมาย การใส่มูลสัตว์จีงเป็นการใส่เชื้อจุลินทรีย์
จานวนมากลงไปในกองปุ๋ยนั่นเอง จุลินทรีย์เหล่านื้จะไปสมทบกับจุลินทรีย์ที่ติดมา
กับเศษพืชช่วยย่อยและแปรสภาพเศษพืชให้กลายเป็นปุ๋ยหมักได้เร็วขึ้น
ปริมาณของมูลสัตว์ที่ต้องใช้ในการทาปุ๋ยหมักนั้น ถ้ามีมากก็ใส่มากได้ ตามที่ต้องการ
เพราะยิ่งใส่มากก็จะยิ่งทาให้เศษพืชแปรสภาพได้เร็วขึ้น แด่ไม่ ควรน้อยกว่ามูลสัตว์ 1
ส่วนต่อเศษพืช 10 ส่วน (คิดเทียบตามนาหนัก)
ถ้ามีมูลสัตว์น้อยกว่านี้และเศษพืชที่ใช้ก็เป็นพวกที่สลายตัวยาก ก็ควรหาวัสดุ อื่นๆ
ที่มีธาตุไนโตรเจนมากๆ เซ่น ปุ๋ยเคมีไนโตรเจนมาเสริมทดแทน
3. ปุ๋ยเคมี
เศษพืชที่นามาใช้ทาปุ๋ยหมักหากเป็นประเภทที่สลายตัวได้ยาก เซ่น ขี้เลื่อย ขุยมะพร้าว ฟางข้าว
แกลบ ต้นข้าวโพด ซังข้าวโพด เศษกระดาษ เศษปอกระเจา เปลือกมันสาปะหลัง ไส้ปอเทือง
เศษหญ้าแห้ง ฯลฯ เศษพืชพวก นี้จะมีแร่ธาตุอาหารอยู่น้อย
โม่เพียงพอกับความต้องการของจุลินทรีย์ จึงควรใส่
ปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มปริมาณแร่ธาตุอาหารลงไปในกองเศษพืช แร่ธาตุตัวสาคัญที่ปกติ
จะมีไม่เพียงพอหรือขาดแคลนมากที่สุดในเศษพืชพวกนี้ได้แก่ ธาตุไนโตรเจน
ดังนั้นปุ๋ยเคมีที่ใช้โดยทั่วไปจึงเน้นเฉพาะการใช้ปุ๋ยเคมีไนโตรเจนเป็นหลัก เช่น
ใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต หรือปุ๋ยยูเรีย สาหรับแร่ธาตุอาหารชนิด อื่นๆ นอกเหนือไปจากไนโตรเจน
ปกติในเศษพืชจะมีอยู่มากพอสมควร
แม้ว่าจะไม่ค่อยเพียงพอแต่การใส่แร่ธาตุเหล่านั้นเพิ่มเติมลงไปก็มักไม่ทาให้เศษ
พืชสลายตัวได้รวดเร็วขึ้นเท่าใดนัก
ปริมาณของปุ๋ยในโตรเจนที่จะต้องใช้ขึ้นอยู่กับชนิดของเศษพืชที่นามา หมัก
ถ้าเป็นพวกที่ย่อยสลายได้ง่ายในเศษพืชพวกนี้จะมีแร่ธาตุอาหารค่อนข้าง มากอยู่แล้ว
ก็ไม่จาเป็นต้องใส่ปุ๋ยเคมีลงไปอีก หรือถ้าจะใส่ก็ใส่ในปริมาณเล็กน้อย
เพียงเสริมหรือกระตุ้นการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์เท่านั้น แด่ถ้าเป็นเศษ พืชพวกย่อยสลายได้ยาก
ก็ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนด้วย หากดูจากตารางที่ 1 เศษพืชพวกที่มีไนโตรเจนน้อยกว่า 1.5
กิโลกรัมต่อเศษพืชแห้ง 100 กิโลกรัม คือพวกที่ควรจะใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเพิ่มเติม
ส่วนปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีไนโตรเจน ในกรณีที่เป็นเศษพืชพวกสลายตัวได้ยากนั้น
อาจกะประมาณคร่าวๆ ว่า ถ้าเป็น ปุ๋ยยูเรียก็ใส่ในอัตราประมาณ 1.5-2.0 กิโลกรัม
ต่อขนาดกองปุ๋ยที่กองเสร็จ แล้ว 2 ลูกบาศก์เมตร หรือถ้าเป็นปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตก็ใช้ประมาณ
3- 4 กิโลกรัมต่อกองปุ๋ยขนาด 2 ลูกบาศก์เมตร
4. การระบายอากาศของกองปุ๋ย
ในการตั้งกองปุ๋ยหมักนั้น จาเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคานึงถึงสภาพการ ระบายอากาศภายในกองปุ๋ย
เพราะถึงแม้ว่าในกองปุ๋ยจะมีแร่ธาตุอาหารอยู่อย่าง ครบถ้วน มีความชื้นมากพอ
แด่ถ้าไม่มีอากาศให้จุลินทรีย์ไช้หายใจแล้ว การ ย่อยสลายของกองปุ๋ยหมักจะเปลี่ยนสภาพไปเป็น
"การย่อยสลายแบบไม่มีอากาศ" การสลายตัวของเศษพืชจะเกิดขึ้นแบบช้าๆ และมักเกิดกลิ่นเหม็น
ความร้อนที่จะช่วยกาจัดสิ่งไม่พึงประสงค์ในกองปุ๋ยก็ไม่เกิดขึ้น ลักษณะเช่นนี้ มักพบได้เสมอๆ
กับกองปุ๋ยที่แน่นทึบ หรือถูกรดน้าจนเปียกแฉะ ถ้าหากหมัก เศษพืชในสภาพนี้
กว่าเศษพืชจะแปรสภาพไปเป็นปุ๋ยหมักได้ จะใช้ระยะเวลา นาน
ดังนั้นถ้าต้องการให้เศษพืชสลายตัวได้รวดเร็ว ไม่มีกลิ่นเหม็นและเกิด
ความร้อนในกองปุ๋ยมากพอที่จะกาจัดเชื้อโรค เมล็ดวัชพืช ตัวอ่อนหรือไข่ของแมลง ที่มีอยู่แล้ว
จาเป็นต้องปฎิบัติดูแลให้กองปุ๋ยมีสภาพการระบายอากาศภายในกอง ที่ดีอยู่เสมอ
ซึ่งก็มีรายละเอียดที่ต้องคานึงถึง ดังนี้
4.1 ขนาดของกองปุ๋ย ไม่ควรตั้งกองปุ๋ยให้สูงมากนัก ถ้ากองปุ๋ยสูงมาก
ส่วนล่างของกองจะถูกน้าหนักจากส่วนบนกดทับทาให้อัดตัวแน่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกองปุ๋ยสลายตัวไประยะหนึ่งแล้ว เศษพืชถูกย่อยมีเนื้อ ละเอียดขึ้น
กองปุ๋ยจะยุบตัวลง เนื้อปุ๋ยด้านล่างของกองก็ถูกกดจนแน่นทึบ ไม่ สามารถระบายอากาศได้
ความสูงของกองปุ๋ยที่พอเหมาะไม่ ควรเกิน 1.5- 1.8 เมตร
สาหรับความกว้างของกองปุ๋ยก็อย่าให้กว้างเกินไป จะทาให้การ
ระบายอากาศจากทางด้านข้างของกองไม่ดี การกลับกองก็ทาได้ไม่สะดวก ถ้าจะให้
ดีควรกว้างไม่เกิน 2.4-3.0 เมตร ในทางตรงกันข้าม กองปุ๋ยก็ไม่ควรจะเตี้ยหรือ แคบเกินไป
เพราะจะทาให้ความร้อนที่เกิดขึ้นกระจายออกไปได้ง่าย กองปุ๋ยจะ ไม่ร้อนเท่าที่ควร
อีกทั้งกองปุ๋ยก็แห้งไต้ง่าย ถ้ากองปุ๋ยแห้ง การสลายตัวจะหยุด ชะงักลง
ขนาดของกองปุ๋ยไม่ควรเล็กไปกว่าขนาดประมาณ l ลูกบาศก์เมตร คือ
กว้างยาวและสูงด้านละไม่ต่ากว่า 1 เมตร
4.2 การรดน้ากองปุ๋ย การรดน้าขณะทาการตั้งกองปุ๋ยหมัก มีสิ่งที่ ต้องการเอาใจใส่เป็นพิเศษอยู่ 2
ประการคือ ต้องรดน้าจนเศษพืชมีความชื้นพอที่ จุลินทรีย์จะเจริญเติบโตได้
และต้องไม่รดน้ามากเกินไปจนกระทั่งการระบาย อากาศของกองปุ๋ยไม่ดี
ถ้าเศษพืชนั้นแห้งและมีขนาดใหญ่ เช่น ซังข้าวโพด ต้นข้าวโพด เศษวัชพืชแห้ง
จะไม่ค่อยมีปัญหาเรี่องการระบายอากาศภายใน กองปุ๋ย แต่อาจมีปัญหาเรื่องเศษพืชไม่ค่อยเปียกน้า
ต้องรดน้าจานวน มาก เศษพืชจึงจะชื้นพอ หรือบางครั้งก็มีปัญหาเรื่องกองปุ๋ยโปร่งเกินไป แต่ถ้า
เศษพีชมีขนาดเล็ก ดูดซับน้าได้ เช่น ชานอ้อย ขี้เลื่อย ขุยมะพร้าว กากตะกอนน้าเสีย กากส่าเหล้า
ฯลฯ การรดน้าต้องทาด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งถ้าเศษพืชเหล่านั้นมีความชื้นอยู่แล้ว
ต้องรดน้าพอแค่ให้วัสดุเหล่านั้น เปียกชื้นสม่าเสมอ แด่อย่าให้เปียกจนแฉะ
จะทาให้การระบายอากาศในกองไม่ดี นอกจากนี้แล้ว
ขณะรดนาควรหลีกเลี่ยงการขึ้นไปเหยียบย่าบนกองวัสคุ จะทาให้กองปุ๋ยแน่นทึบเกินไป
เชื้อจุลินทรีย์จะเจริญได์ไม่ดีเท่าที่ควร ในกรณี ของเศษพืชที่อวบและฉ่าน้า เช่น ผักตบชวา
หลังจากนาขึ้นจากน้า จะอมน้าไว้ มาก เปียกแฉะ มีน้าหนักมาก
ถ้านามากองปุ๋ยทันทีจะอัดตัวกันแน่น ควรปล่อย ทิ้งไว้ ให้เหี่ยวเฉาพอสมควร แล้วค่อยนาไปกอง
จะช่วยให้กองปุ๋ยมีการระบาย อากาศดีขึ้น
4.3 การทาช่องระบายอากาศ ถ้าวัสคุที่นามาใช้กองมีขนาดค่อนข้าง เล็ก
ซึ่งเราเห็นว่าเมี่อกองไปแล้วกองปุ๋ยจะมีลักษณะค่อนข้างทึบ หรือเมื่อเรา
หมักเศษพืชไประยะหนึ่งแล้วเห็นว่าเศษพืชย่อยและอัดตัวกันแน่นมากขึ้น
เกรงว่าการระบายอากาศภายในกองปุ๋ยไม่เพียงพอก็อาจช่วยเพิ่มระบบระบาย
อากาศของกองปุ๋ยได้ไดยวิธีง่ายๆ กล่าวคือ เมื่อเราจะเริ่มตั้งกองปุ๋ยหรือจะตั้งกอง ปุ๋ยใหม่
หลังจากการกลับกอง ก็หาไม้มาหลายๆ ลา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ของลาไม้ไผ่ประมาณ 3-4 นิ้ว
มาปักตั้งไว้บนพื้นดินที่จะตั้งกองปุ๋ย โดยกะว่า เมื่อตั้งกองไปแล้ว ลาไม้ไผ่จะกระจายอยู่ทั่วๆ กอง
แล้วจึงทาการตั้งกองปุ๋ย (ดังภาพ)




เมื่อตั้งกองเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว ก็ถอนลาไม้ไผ่ออก กองปุ๋ยของเราก็จะ
มีช่องระบายอากาศตามที่ต้องการ (ดังภาพ) ก่อนถอนลาไม้ไผ่ควรโยกไม้ ไปรอบๆ
จะทาให้ช่องระบายอากาศคงรูปได้ดีขึ้น ไม่ยุบตัว ควรทาช่องระบาย
อากาศเช่นนี้ทุกครั้งที่มีการกลับกองปุ๋ย
4.4 การกลับกองปุ๋ย หลังจากตั้งกองไประยะหนึ่งแล้ว ควรกลับกอง ปุ๋ย
วิธีกลับก็โดยการคุ้ยกองปุ๋ยลงมาทั้งหมด เกลื่ยผสมคลุกเคล้ากัน แล้วนา
วัสดุทั้งหมดกลับตั้งเป็นกองใหม่ในรูปทรงเดิม โดยพยายามกลับเอาเศษพืชที่เคย
อยู่ด้านนอกของกองให้กลับเข้าไปอยู่ด้านในของกอง
การกลับกองปุ๋ยจะทาให้สภาพของกองปุ๋ยโปร่งขึ้น การระบายอากาศดี ขึ้น
รวมทั้งเป็นการหมุนเวียนเอาวัสดุด้านนอกของกองที่ยังไม่สลายตัวให้เข้า
ไปรับความร้อนภายในกองและช่วยกาจัดหนอนตัวอ่อนของแมลงวันที่อาจเกิดขึ้น
บริเวณขอบนอกของกอง ขณะเดียวกันก็เป็นการผสมคลุกเคล้าวัสดุให้เข้ากัน
มีความชื้นสม่าเสมอทั้งกอง
การกลับกองมีความสาคัญมากต่อการแปรสภาพของกองปุ๋ย ยิ่ง สามารถกลับกองได้บ่อยครั้ง
จะยิ่งช่วยให้เศษพืชแปรสภาพไปเป็นปุ๋ยหมักได้เร็ว ขึ้น เซ่นการกลับกองทุกๆ 3-5 วัน
หรือทุกอาทิตย์ จะทาให้เศษพืชย่อย สลายและแปรสภาพได้อย่างรวดเร็ว
แด่การกลับกองเป็นขั้นตอนที่สิ้นเปลืองแรงงาน อย่างมาก
ดังนั้นถ้าไม่มีความจาเป็นต้องรีบใช้ปุ๋ยหมักในระยะเวลาอันสั้น
เราก็สามารถลดจานวนครั้งหรือความถี่ในการกลับกองปุ๋ยลงได้ตามเวลาหรือแรงงาน ที่มีอยู่
แต่อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะได้มีการกลับกองสักประมาณ 3-4 ครั้ง คือกลับกองครั้งแรกเมื่อประมาณ
10 วันหลังจากเริ่มตั้งกองปุ๋ย ครั้งที่สอง เมื่อประมาณ 1 5 วัน หลังจากกลับกองครั้งแรก
หลังจากนั้นก็อาจกลับกอง ทุกๆ 20 วัน จนปุ๋ยสามารถนาไปใช์ได้
5. ความชื้นของกองปุ๋ย
จุลินทรีย์ที่จะช่วยในการสลายวัสดุให้กลายเป็นปุ๋ยนั้น ต้องอาศัยน้า หรือความชื้นในการดารงชีพ
วัสคุที่นามากองจึงต้องเปียกชื้น หรือต้องรดน้า ให้ การรดน้าก็ต้องระมัดระวังพอสมควร
                               ่
โดยต้องรดน้าให้อยูเในระดับทีจุลินทรีย์ ในกองปุ๋ยสามารถเจริญเติบโตได้ดีที่สุด
นั่นคือรดน้าพอแค่ให้เศษพืช ในกอง "เปี ยกชื้น" ไม่เปียกจนแฉะ
ส่วนใหญ่แล้วเศษพืชที่นามาใช้มักจะแห้ง เกินไปเซ่น เศษหญ้าแห้ง แกลบ ซังข้าวโพดแห้ง
เมื่อนามาตั้งกอง เศษพืชมัก ไม่ค่อยดูดซับน้า จึงอาจต้องรดน้าให้มากเป็นพิเศษในวันแรก
อีกสองสามวันต่อมา ก็ต้องตรวจตราเลิกกองเศษพืชขึ้นดูว่าเศษพืชด้านในของกองเปียกน้าหรือ
มีความชื้นพอเพียงหรือไม่ ถ้ายังชื้นไม่พอต้องรดน้าเพิ่มเติมจนเปียกชื้นโดย ทั่วถึงกัน
จากนั้นก็เพียงคอยตรวจตราเป็นระยะๆ ดูแลให้กองปุ๋ยชื้นอยูเสมอ
ความชื้นที่พอดีของกองปุ๋ยอยู่ในช่วงประมาณ 40-60 เปอร์เซนต์ โดยน้าหนัก
ซึ่งเราอาจกะประมาณคร่าวๆ ได้โดยวิธีใช้มือล้วงไปหยิบเอาเศษพืช
ในกองปุ๋ยออกมาแล ่วกาบีบให้แนiน ถ้ามีน้าไหลซึมออกมาตามซอกนิ้วไหลเป็น ทาง
แสดงว่ากองปุ๋ยแฉะเกินไป ไม่ควรรดน้า แต่ควรทาการกลับกองปุ๋ยให้บ่อย ขึ้น
หรือหาวัสดุที่แห้งดูดซับน้าได้ดี เช่น ขี้เสื่อย เศษพืชแห้งผสมคลุกเคล้าลง ไป
ถ้าบีบดูแล้วมีน้าซึมออกมาตามซอกนิ้ว แต่ไม่ถึงกับไหลเป็นทางแสดง ว่าความชื้นพอดีแล้ว
แต่เมื่อบีบแล้วไม่มีน้าซึมออกมาเลย แสดงว่าเศษพืชนั้น แห้งเกินไป ต้องรดน้าเพิ่มเติม
การตั้งกองปุ๋ยในที่โล่งแจ้งในฤดูฝน สิ่งที่ต้องระวังอีกอย่างหนึ่ง คือ สภาพของฝนที่ตกหนัก
ติดต่อกันนานๆ อาจทาให้ภายในกองปุ๋ยเปียกแฉะ ได้ ดังนั้นถ้าเป็นช่วงที่มีฝนตกมากๆ
เราอาจป้องกันไม่ให้กองปุ๋ยเปียกแฉะโดย การปรับแด่งด้านบนของกองให้มีลักษณะโค้งมนเป็น
รูปครึ่งวงกลม การกองใน ลักษณะนี้ ฝนที่ตกลงบนกองปุ๋ยส่วนใหญ่จะไหลออกไปทางด้านข้างๆ
ของ กอง ทาให้ด้านในของกองไม่เปียกแฉะ แด่ถ้าเราหมักกองปุ๋ยไประยะหนึ่ง
จนเศษพืชเปื่อยยุยมากแล้ว กองปุ๋ยจะดูดซับน้าฝนได้ง่าย จึงควรหาวัสดุมาคลุม ด้านบนของกองไว้
ไม่ให้เปียกฝนจนแฉะ




การทาปุ๋ยหมัก พอจะแบ่งได้เป็น 2 วิธีใหญ่ๆ คือ วิธีตั้งกองบนพื้นและ
วิธีหมักในหลุมหรือในถังซีเมนต์ ซึ่งมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป เมื่อคานึงถึง
สภาพโดยทั่วไปของชนบทในบ้านเราแล้ว เห็นว่า วิธีการตั้งกองปุ๋ยที่เหมาะสมที่สุด ก็คือ
วิธีการตั้งกองบนพื้นดิน โดยไม่จาเป็นต้องทากรอบหรือคอกไม้ล้อมรอบ กอง
วิธีนี้จะประหยัดค่าใช้จ่ายในการทาปุ๋ยหมักได้มาก การปฎิบัติดูแลกองปุ๋ย ไม่ยุ่งยาก
ไม่สิ้นเปลืองแรงงานมากนักในการเตรียมสถานที่ตั้งกอง การ กลับกองหรือการขนย้ายปุ๋ ยหมัก
สภาพการระบายอากาศของกองปุ๋ยดีกว่าและ เศษพืชสลายตัวได้รวดเร็วกว่า
ถ้าเป็นกองปุ๋ยขนาดใหญ่ก็สามารถใช้เครื่องยนต์ ทุ่นแรงได้สะดวก
วิธีการตั้งกองปุ๋ยหมักมีรายละเอียดดังนี้คือ
1. การเตรียมสถานที่ บริเวณที่จะตั้งกองปุ๋ยควรเป็นที่ๆ น้าไม่ ท่วม แต่ก็อยู่ใกล้กับแหล่งน้า
ที่จะนามาใช้รดกองปุ๋ยพอสมควร และควรเป็นบริเวณ ที่สามารถขนย้ายเศษพืชมาใช้หมักได้ง่าย
รวมทั้งเอาปุ๋ยที่หมักเสร็จแล้วไป ใช้ได้สะดวก
บริเวณที่จะกองปุ๋ยหมักให้ปรับให้เรียบไม่เป็นแอ่งให้น้าขังได้
2. วัสดุที่ใช้
- เศษพืช
- มูลสัตว์
- ปุ๋ยยูเรีย หรือปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต




3. การตั้งกอง นาเศษวัสดุมากองบนพื้นดิน ขนาดของกอง กว้าง 2.5 เมตร สูง 1.2 เมตร ยาว 4
เมตร ถ้าต้องการหมักเศษพืชจานวนมากกว่านี้ ก็อาจตั้งกองปุ๋ยให้ยาวขึ้น
หรือตั้งเป็นกองใหม่อีกกองหนึ่ง การตั้งกองจะทา เป็นชั้นๆ ระหว่างเศษพืช ปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมี ดังนี้
(1) ชั้นล่างสุด กองเศษพืชลงไปในขอบเขตกว้างยาวที่กาหนดไว้ กองให้สูงพอประมาณ
กะว่าหลังจากรดน้าแล้ว กองเศษพืชจะ หนาประมาณ 6-8 นิ้ว.
(2) โรยมูลสัตว์ลงบนเศษพืชให้ทั่ว ใช้มูลสัตว์ประมาณ 1 บุ้งกี๋ ต่อ พื้นที่ 1-2 ตารางเมตร
(ใช้มูลสัตว์ประมวณ 5-10 บุ้งกี๋ต่อชั้น) คลุกเคล้าให้มูลสัตว์ผสมเข้าไปในเศษพืช
(3) รดน้าให้ทั่ว ถ้าเศษพืชที่นามากองเป็นเศษพืชแห้ง ไม่ค่อยเปียกน้า ต้องรดน้าให้โชก
เพื่อให้เศษพืชเปียกโดยทั่วถึงกัน แดiถ้าเป็น เศษพืชสด ก็รดน้าแค่พอให้เศษพืชเปียกชื้น
(4) หว่านปุ๋ยเคมี
- ถ้าใช้ปุ๋ยยูเรียให้ใช้ปุ๋ยประมาณ 1.5-2 กิโลกรัมต่อชั้น
- ถ้าใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ให้ไช้ปุ๋ยประมาณ 3-4 กก. ต่อชั้น
(5) เริ่มต้นกองเศษพืชในชั้นที่ 2 โดยวิธีเดียวกันกับในชั้นที่ 1 คือ
- กองเศษพืช
- โรยมูลสัตว์
- รดน้า จนเศษพืชเปียกชื้นโดยทั่วถึงกัน
- หว่านปุ๋ยเคมี




กองเศษพืชเป็นชั้นๆ เช่นนี้เรื่อยไป จนกระทั่งได้กอง ปุ๋ยสูงตามขนาดที่ต้องการคือ 1.20 เมตร
ซึ่งจะมีจานวนชั้นของ กองเศษพืชประมาณ 6-8 ชั้น ในชั้นสุดท้ายหลังจากโรยปุ๋ยเคมี แล้ว
ต้องรดน้าตาม เพื่อให้ปุ๋ยเคมีละลายเข้าไปในกองปุ๋ย




4. การปฎิบัติดูแล
- รดน้า หมั่นตรวจตราคอยรดน้ากองปุ๋ยอยู่เสมอ อย่าให้กองปุ๋ย แห้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3
วัน หลังจากเริ่มตั้งกอง เศษพืชบางส่วน อาจจะยังค่อนข้างแห้ง
อาจต้องรดน้าให้เศษพืชเปียกชื้นอย่างทั่วถึงกัน เสียก่อน จากนั้น จึงค่อยตรวจตราเป็นระยะๆ
แต่ก็ต้องระวังอย่ารดน้าจนแฉะ เกินไป
- การกลับกองปุ๋ย หลังจากตั้งกองปุ๋ยหมักแล้ว ต้องทาการกลับ กองปุ๋ยหมักอยู่เสมอ
ยิ่งกลับกองบ่อยครั้งจะยิ่งเร่งให้เศษพืชแปรสภาพไปเป็น ปุ๋ยหมักได้เร็วขึ้น
อย่างน้อยที่สุดควรได้กลับกองปุ๋ยสัก 3 4 ครั้ง คือ ครั้งแรกเมี่อ ประมาณ 10 วัน
หลังจากเริ่มตั้งกองปุ๋ย ครั้งที่สองก็ประมาณ 15 วัน หลังจาก กลับกองครั้งแรก ต่อไปก็กลับกองทุกๆ
20 วัน จนเศษพืชแปรสภาพไปเป็น ปุ๋ยหมักทั้งกอง
- ถ้าฝนตกชุก ต้องระวังอย่าให้กองปุ๋ยเปียกแฉะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เมื่อเศษพืชย่อยสลายไปมากแล้ว ควรพูนด้านบนของกองให้ไค้งนูน และหา วัสดุคลุมไว้บ้าง
ไม่ให้น้าฝนไหลเข้าในกองปุ๋ยมากเกินไป
5. การเก็บรักษา หลังจากหมักเศษพืชไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้ว ความร้อนภายในกองปุ๋ยจะค่อยๆ
ลดลง เศษพืชก็เปื่อยยุ่ย สีคล้าขึ้น เรื่อยๆ จนในที่สุดกองปุ๋ยก็เย็นตัวลง เศษพืชก็แปรสภาพไป
กลายเป็นปุ๋ยหมัก ที่มีเนื้อปุ๋ยร่วนๆ เป็นขุย ยุ่ย นุ่มมือ สีน้าตาลเข้ม ไม่มีกลิ่นเหม็น ระยะเวลาตั้งแด่
เริ่มตั้งกองจนถึงระยะที่กองปุ๋ยไม่ร้อนสามารถนาไปใช้ได้อย่างปลอดภัย นี้
ใช้เวลาประมาณสองเดือนครึ่ง ถึงสามเดือนครึ่ง อาจเร็วหรือช้าไปกว่านี้ บ้าง
ถ้ายังไม่นาปุ๋ยหมักนี้ไปใช้ทันที ควรเก็บรักษาไว้ไนที่ร่ม มีหลังคากันแดด
กันฝนหรือหาวัสคุคลุมไว้ไม่ให้ถูกฝนชะ ควรรักษาให้กองปุ๋ยชื้นและอัดกองปุ๋ย ให้แน่น




การใช้ปุ๋ยหมัก มีวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อปรับปรุงสภาพของดินให้
เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ถ้าจะให้ผลดีควรต้องใส่ในปริมาณที่มาก
เพียงพอและใส่อย่างสม่าเสมอทุกปี ในเนื้อของปุ๋ยหมักแม้ว่าจะมีธาตุอาหารพืช
อยู่แต่ก็มีไม่มากเหมือนกับปุ๋ยเคมี ดังนั้นถ้าต้องการปรับปรุงความอุดม สมบูรณ์ของดิน
โดยการเพิ่มเติมธาตุอาหารพืชลงไป จึงควรใส่ปุ๋ยเคมีร่วมไปกับ การใส่ปุ๋ยหมักด้วยจะให้ผลดีที่สุด
ทั้งนี้ปุ๋ยหมักไม่เพียงแด่จะปลดปล่อยธาตุอาหาร ออกมาจานวนหนึ่งเท่านั้น
ยังมีบทบาทสาคัญช่วยให้การใช้ปุ๋ยเคมีเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ
อัตราการใส่ปุ๋ยหมักในดินแด่ละแห่งก็แตกต่างกันไป แล้วแด่สภาพ ของดินและชนิดของพืชที่ปลูก
ถ้าดินเป็นดินที่เสื่อมโทรม มีความอุดมสมบูรณ์ ต่า หรือดินที่มีเนื้อดินเป็นดินทรายจัด
ก็ควรต้องใส่ปุ๋ยหมักให้มากกว่าปกติ
ปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วจัดเป็นปุ๋ยที่สามารถใส่ให้กับพืชในปริมาณมากๆ ได้ไดยไม่เกิดอันตราย
ดังนั้นถ้าผลิตปุ๋ยหมักได้มากพอแล้ว เราสามารถใส่ลงไป ในดินให้มากเท่าที่ต้องการได้
แด่ก็ไม่ควรใส่มากเกินอัตราปีละ 20 ตันต่อไร่ เพราะอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อดินได้ ่
การใช้ปุ๋ยหมักกับพืชผัก พืชผักส่วนใหญ่เป็นพืชที่มีระบบราก แบบรากฝอย รากสั้นอยู่ตื้นๆ
ใกล้ผิวดิน การใส่ปุ๋ยหมักจะมีประโยชน์มาก เพราะช่วยให้ดินร่วนซุยขึ้น
ทาให้รากของพืชผักเจริญเติบโตได้รวดเร็ว แตกแขนงแพร่กระจายไปได้มาก มีระบบรากที่สมบูรณ์
ทาให้สามารถดูดซับ แร่ธาตุอาหารได้รวดเร็ว ทนต่อการแห้งแล้งได้ดีขึ้น วิธีการใส่ปุ๋ยหมักใน
แปลงผักอาจใช้วิธีโรยปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว คลุมแปลงให้หนาประมาณ 1-3 นิ้ว
ใช้จอบสับผสมคลุกเคล้าลงไปในดินให้ลึกประมาณ 4 นิ้ว หรือลึกกว่า นี้ ถ้าเป็นพืชที่ลงหัว
พืชผักเป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตรวดเร็ว ต้องการแร่ธาตุอาหารจาก ดินเป็นปริมาณมาก
ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ถ้าจะให้ผลผลิตที่ดีควรใส่ปุ๋ยเคมี ร่วมไปกับการใส่ปุ๋ยหมักด้วย
การใช้ปุ๋ยหมักกับไม้ผลหรือไม้ยืนต้น ไม้ผลหรือไม้ยืนต้นเป็น พวกที่มีระบบรากลึก
การเตรียมดินในหลุมปลูกให้ดีจะมีผลต่อระบบรากและการ
เจริญตั้งตัวของต้นไม้ในช่วงแรกเป็นอย่างมาก ในการเตรียมหลุมปลูกควร ขุดหลุมให้ลึก
แล้วใช้ปุ๋ยหมักผสมคลุกเคล้ากับดินที่ขุดจากหลุมในอัดราส่วน ดิน 2-3 ส่วน กับปุ๋ยหมัก 1 ส่วน
ใส่กลับลงไปในหลุมเพื่อใช้ปลูกต้นไม้ ต่อไป
การใส่ปุ๋ยหมักสาหรับไม้ผลที่เจริญเติบโตแล้วอาจทาโดยการพรวน ดินรอบๆ ต้น
ห่างจากโคนต้นประมาณ 2-3 ฟุต ออกไปจนถึงนอกทรงพุ่มของ ต้นประมาณ 1 ฟุต
พรวนดินให้ลึกประมาณ 2 นิ้ว โรยปุ๋ยหมักให้หนาประมาณ 1 นิ้ว หรือมากกว่า
ใช้จอบผสมคลุกเคล้าให้เข้ากับดิน แล้วรดน้าหรือจะใช้ วิธีขุดร่องรอบๆ
ทรงพุ่มของต้นให้ลึกประมาณ 30-50 เซนติเมตร แล้วใส่ปุ๋ย หมักลงไปในร่องประมาณ 40-50
กิโลกรัมต่อต้น ใช้ดินกลบแล้วรดน้า ถ้าจะ
ใส่ปุ๋ยเคมีด้วยก็ผสมปุ๋ยเคมีคลุกเคล้ากับปุ๋ยหมักให้ดีแล้วใส่ลงไปพร้อมกัน
การใส่ปุ๋ยหมักตามวิธีดังกล่าวมานี้ เป็นการใส่ปีละครั้ง และเมื่อต้นไม้
               ้
มีขนาดโตขึนก็ควรเพิ่มปริมาณปุ๋ยหมักตามขนาดของต้นไม้ด้วย
การใส่ปุ๋ยหมักกับพืชไร่ หรือนาข้าว ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ ปานกลาง
แนะนาให้ใส่ปุ๋ยหมักในอัดราอย่างน้อยปีละ 1.5-2.5 ตันต่อไร่
หว่านให้ทั่วแปลงแล้วไถหรือคราดกลบก่อน การปลูกพืชในดินที่มีความอุดม-
สมบูรณ์ต่าหรือผืนดินเสื่อมโทรม อาจต้องใส่ปุ๋ยหมักในอัดราที่มากกว่านี้ เช่นปีละ 2-3 ตันต่อไร่
ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาพของดินและปริมาณการผลิตปุ๋ยหมัก พื้นทื่ทื่ใช้ปลูกพืชไรเ
หรือทานาเป็นพื้นที่กว้าง ปริมาณปุ๋ยหมักที่ใสiลงไป ในแต่ละปีอาจไม่เพียงพอ
ถ้าดินนั้นไมอุดมสมบูรณ์การปรับปรุงความอุดม- สมบูรณ์ของดินควรต้องใช้ร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมี
หรือการจัดการดินวิธี อื่นๆ เช่น การใช้ปุ๋ยพืชสดเป็นต้น
การใช้ปุ๋ยหมักกับพืชอื่นๆ นอกจากจะใช้กับพวกพืชไร่ พืชสวน ดังกล่าวมาแล้ว
ปุ๋ยหมักยังสามารถใช้กับพวกไม้ดอกไม้ประดับได้เป็นอย่างดี
ถ้าปลูกเป็นแปลงใช้อัตราเดียวกันกับที่ใช้ในแปลงผัก คือโรยปุ๋ยหมักคลุม แปลงให้หนาประมาณ 1-
3 นิ้ว แล้วใช้จอบสับผสมลงไปในดินให้ลึก ประมาณ 4 นิ้ว
การใช้ทาวัสดุปลูกสาหรับไม้กระถาง ใช้ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ผสม กับดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์ 2 ส่วน
ถ้าผสมปุ๋ยหมักในอัตราส่วนมากๆ วัสดุปลูก มักจะแห้งเร็วเกินไป
และมีปัญหาเรื่องวัสดุปลูกยุบตัวมาก
การเตรียมดินสาหรับเพาะเมล็ดหรือปลูกต้นกล้า ใช้อัตราส่วน ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ทราย 1 ส่วน
และดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์ 2 ส่วน ถ้าใช้เพาะ เมล็ดพืชที่มีขนาดเล็กๆ
ก็ใช้เมล็ดโรยหรือวางบนวัสดุเพาะดังกล่าว จากนั้นใช้ ปุ๋ยหมักโรยบางๆ ทับลงไปแล้วรดน้า
                                              ปุ๋ยเคมี

เราซื้อปุ๋ยเคมี เพราะเราต้องการนาธาตุอาหารที่มอยู่ในปุ๋ยนั้นให้แก่พืช
ปุ๋ยเคมีจะมีธาตุอาหารพืชอยู่มากน้อยเท่าใด ดูได้จากตัวเลขบนกระสอบปุ๋ย ซึ่งเรียกว่า สูตรปุ๋ย

สูตรปุ๋ย ประกอบด้วยตัวเลข ค่า มีขีดขั้นระหว่างตัวเลขแต่ละค่า เช่น 16-16-8 เป็นต้น
ตัวเลขแต่ละค่าจะแทนความหมายดังนี้

- ตัวเลขค่าแรกคือ 16 แทนเนื้อธาตุไนโตรเจนแสดงว่า ในปุ๋ยจานวน 100 กิโลกรัมจะมีเนื้อธาตุไนโตรเจน
16 กิโลกรัม

- ตัวเลขต่อมาคือ 16 แทนเนื้อธาตุฟอสฟอรัส แสดงว่าในจานวน 100 กิโลกรัมจะมีเนื้อธาตุฟอสฟอรัส 16
กิโลกรัม

-ตัวเลขสุดท้ายคือ 8 แทนเนื้อธาตุโพแทสเซียม แสดงว่าในปุ๋ยจานวน 100
กิโลกรัมจะมีเนื้อธาตุโพแทสเซียม 8 กิโลกรัม

                                             ปุ๋ยปลอม
ปุ๋ยปลอม คือปุ๋ยที่มีธาตุอาหารพืชไม่ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณที่ระบุไว้บนกระสอบ เช่น ปุ๋ยสูตร 16-
16-8 ถ้าวิเคราะห์แล้วมีธาตุไนโตรเจนไม่ถึง 14.4 เปอร์เซ็นต์ (14.4 = 90 เปอร์เซ็นต์ของ 16)
เนื้อธาตุฟอสฟอรัสไม่ถึง 14.4 เปอร์เซ็นต์ (14.4 = 90 เปอร์เซ็นต์ของ 16) หรือเนื้อธาตุโพแทสเซียมไม่ถึง
7.2 เปอร์เซ็นต์ (7.2 = 90 เปอร์เซ็นต์ของ 8) อย่างใดอย่างหนึ่ง แสดงว่าปุ๋ยสูตรนี้เป็น ปุ๋ยปลอม

ถ้าปุ๋ยกระสอบใด มีปริมาณเนื้อธาตุมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์
แต่ไม่ครบปริมาณที่ระบุไว้บนกระสอบแสดงว่าปุ๋ยกระสอบนั้นเป็นปุ๋ญเคมีผิดมาตรฐาน

                                            วิธีเก็บตัวอย่างปุ๋ย

การเก็บตัวอย่างปุ๋ยมีวิธีการปฏิบัติดังนี้

           1.   เทปุ๋ยทั้งกระสอบลงบนผ้าพลาสติกที่แห้งสะอาดคลุกเคล้าให้ปุ๋ยเข้ากันเป็นอย่างดี
           2.   ใช้แผ่นไม้แบ่งปุ๋ยออกเป็น 4 ส่วน
           3.   นาปุ๋ย 2 ส่วนที่อยู่ตรงกันข้ามมาคลุกเคล้ากันใหม่และแบ่งอออกเป็น 4 ส่วนอีกครั้งหนึ่ง
           4.   ทาซ้าข้อ 3 จนเห็นว่าเมื่อแบ่งปุ๋ยออกเป็น 4 ส่วนแล้ว แต่ละส่วนหนักประมาณ 1 กิโลกรัม
                ตักปุ๋ย 1 ส่วน ใส่ในถุงพลาสติกที่แห้งและสะอาด
           5.   เขียนรายละเอียดของตัวอย่างปุ๋ย ได้แก่ สูตร ตราเลขทะเบียน ผู้ผลิตหรือผู้นาส่ง
                สถานที่ผลิต ใส่ถุงพลาสติกเล็กๆ แล้วใส่ลงในถุงตัวอย่างปุ๋ยพร้อมรัดปากถุงให้แน่น
           6.   ส่งตัวอย่างปุ๋ยไปยัง สานักงานเกษตรอาเภอ
                หรือสานักงานเกษตรจังหวัดเพื่อตรวจสอบต่อไป

                                               การตรวจปุ๋ย

ปุ๋ยปลอมตรวจสอบได้ยากมากด้วยตาเปล่า หรือเพียงการสัมผัส
การตรวจสอบที่ให้ได้ผลแน่นอนต้องทาโดยวิธีการทางเคมีในห้องปฏิบัติการ

เครื่องมือตรวจสอบปุ๋ยปลอมอย่างง่ายสาหรับการตรวจสอบในภาคสนามนั้น
ใช้สาหรับการตรวจสอบเบื้องต้นเท่านั้น ให้ผลเพียงคร่าวๆ
และไม่สามารถนาผลการตรวจสอบมาใช้เพื่อดาเนินคดีทางกฎหมายได้
เมื่อสงสัยว่าเป็นปุ๋ยปลอม ควรเก็บตัวอย่างปุ๋ยตามวิธีการที่แนะนาอย่างเคร่งครัด
แล้วส่งไปยังสานักงานเกษตรอาเภอหรือสานักงานเกษตรจังหวัด
ในท้องถิ่นเพื่อส่งให้ห้องปฏิบัติการตรวจสอบต่อไป

                                    คาแนะนาในการเลือกซื้อปุ๋ย

ในการเลือกซื้อปุ๋ยมีคาแนะนาดังนี้

1.ก่อนซื้อควรปรึกษาเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเพื่อตัดสินใจว่า ควรจะซื้อปุ๋ยสูตรใด ตราใด
จานวนเท่าใด

2. ควรซื้อโดยการรวมกลุ่มกันซื้อจากบริษัทที่ไว้ใจได้
โดยให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้ประสานงานให้

3. หากจาเป็นต้องการซื้อรายย่อย ควรดาเนินการดังนี้

3.1 บอกสูตร ตรา และจานวนที่ต้องการแก่ผู้ขาย

3.2 ตรวจสอบข้อความบนกระสอบปุ๋ยว่าเป็นปุ๋ยชนิดใดต้องการหรือไม่

3.3 ตรวจสอบสภาพกระสอบว่า ใหม่และเรียบร้อยไม่มีรอยฉีกขาด หรือรอยเย็บใหม่

3.4 ตรวจสอบดุว่าแต่ละกระสอบมีน้าหนักครบ 50 กิโลกรัมหรือไม่

3.5 ขอเอกสารกากับปุ๋ย และใบเสร็จรับเงินจากผู้ขายด้วย

                    โทษของการผลิตและการจาหน่ายปุ๋ยปลอม
การผลิตหรือจาหน่ายปุ๋ยเคมีปลอม มีโทษทั้งจาทั้งปรับดังนี้

“มาตรา 62 ” ผู้ใดผลิตปุ๋ยเคมีปลอมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 30 (1)
ต้องระวางโทษจาคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปีและปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท
“มาตรา 63 ” ผู้ใดขาย หรือนาหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งปุ๋ยเคมีปลอมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 30
(1) ต้องระวางโทษจาคุกตั้งแต่สามปี ถึง สิบปี และปรับตั้งแต่ สามหมื่นบาท ถึง หนึ่งแสนบาท

พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518


                                        การผสมปุ๋ยใช้เอง
ปัจจุบันแม้ว่าจะมีปุ๋ยสาเร็จรูปวางจาหน่ายอยู่ตามท้องตลาดทั่วๆไปแต่มักจะมีราคาแพง
และขาดแคลนอยู่เป็นประจาโดยเฉพาะปุ๋ยเคมีสูตรที่มีการใช้มากๆ เช่น ปุ๋ยเคมี สูตร 16 – 20 – 0, 16 – 16
– 8, 15 – 15 - 15, 13 – 13 - 21 และ12 – 24 - 12 เป็นต้น
ดังนั้นการผสมปุ๋ยใช้เองของเกษตรกรเป็นสิ่งจาเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้
และยังทาให้ประหยัดเงินได้อีก 10 - 20 เปอร์เซ็นต์
นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เวลาและแรงงานในครัวเรือน
ให้เป็นประโยชน์และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การผสมปุ๋ยใช้เอง คือ การที่เกษตรกรนาเอาแม่ปุ๋ยชนิดต่างๆมาผสมกันเพื่อให้ได้สูตรตามที่ต้องการ

ก่อนที่เกษตรกรจะผสมปุ๋ยใช้เอง ควรมีความรู้พื้นฐาน ดังต่อไปนี้

              สูตรปุ๋ย หมายถึง ปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P2O5) และโพแทสเซียม(K2O)
ที่มีอยู่ในปุ๋ยคิดเป็นร้อยละโดยน้าหนักของปุ๋ยทั้งหมดและจะบอกเรียงกันตามลาดับ N-P2 O5 –K2 O เช่น
ปุ๋ยสูตร 13-13-21 แสดงว่าปุ๋ยนี้มีธาตุไนโตรเจนร้อยละ 13 ฟอสฟอรัส ร้อยละ 13 และโพแทสเซียมร้อยละ
21 ของปริมาณน้าหนักตามลาดับ หรืออาจกล่าวได้ว่าปุ๋ยสูตร 13-13-21 จานวน 100
กิโลกรัมมีธาตุไนโตรเจน จานวน 13 กิโลกรัม มีธาตุฟอสฟอรัส จานวน 13 กิโลกรัม และธาตุโพแทสเซียม
จานวน 21 กิโลกรัม
              เรโชปุ๋ย หมายถึง ค่าหรือข้อมูลที่บอกสัดส่วนระหว่างปริมาณของธาตุอาหาร ไนโตรเจน(N)
                                                    ๋
ฟอสฟอรัส(P2O5 ) โพแทสเซียม(K 2 O) อยู่ในสูตรปุย เช่น ปุ๋ยสูตร 15-15-15 จะมีเรโชปุ๋ย 1:1:1 เป็นต้น
              อัตราปุ๋ย หมายถึง ปริมารปุ๋ยแต่ละสูตรที่ใส่ให้กับพืชต่อพื้นที่ หนึ่งไร่ หรือต่อหนึ่งต้น
              หรือปริมาณปุ๋ย
  ที่ใช้เป็นกรัมละลายน้าจานวนหนึ่งถัง เพื่อใช้รดหรือฉีดให้ทางใบของต้นพืช เช่น ปลูกข้าวใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-
  0 ในนาดินเหนียว อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านรองพื้นก่อนปักดา
              แม่ปุ๋ย หมายถึง ปุ๋ยเคมีที่นามาใช้ทาปุ๋ยผสมสูตรต่างๆ ผลิตขึ้นมา โดยมีปริมาณธาตุอาหาร
  ในสูตรเข้มข้นมาก เช่น ปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (18-46-0) ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรค์ (0-0-60) ปุ๋ยยูเรีย
  (46-0-0)
              สารตัวเติม หมายถึง สารที่ใช้ในการผสมปุ๋ย
              เพื่อจะเพิ่มน้าหนักของปุ๋ยที่ผสมให้ครบร้อยของหน่วย
  น้าหนัก และจะทาให้ได้ปุ๋ยผสมสูตรที่ต้องการ เช่น ดินร่วน ทราย ขี้เลื่อย แป้ง โดโลไมท์ ซิลิก้า และลูกรัง

  ขั้นตอนการผสมปุ๋ยใช้เอง

          1.   กาหนดประเภทและสูตรปุ๋ย : ควรจะพิจารณาว่าต้องการผสมปุ๋ยสูตรอะไรและใช้กับพืชอะไร

ให้สอดคล้องกับหลักทางวิชาการ เช่น ปุ๋ยสูตร 16-16-8 ใช้กับนาข้าว ดินทราย ปุ๋ยสูตร 16-20-0
ใช้กับนาข้าวดินเหนียว เป็นต้น และควรจะคิดด้วยว่าจะต้องใช้ปุ๋ยสูตรที่ต้องการเป็นปริมาณเท่าไร เช่น
ทานาข้าวพันธุ์ไวแสงในดินทราย จานวน 4 ไร่ คาแนะนาทางวิชาการให้ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 25
กิโลกรัมต่อไร่ ดังนั้นต้องการใช้ปุ๋ยสูตร 16-16-8 ทั้งหมดคือ 25X4 =100 กิโลกรัม เป็นต้น
           2. กาหนดชนิดของแม่ปุ๋ย : ควรมีหลักเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้


                  2.1 สูตรปุ๋ยและปริมาณธาตุอาหารรวม : ต้องทราบสูตรปุ๋ยที่ต้องการ เพื่อจะดูว่ามีปริมาณ
ธาตุอาหารสูงปานกลาง หรือต่า และมีสัดส่วนของปริมาณธาตุอาหารเป็นอย่างไร
ทั้งนี้เพื่อจะได้เลือกชนิดแม่ปุ๋ยได้อย่างถูกต้อง เช่น ปุ๋ยผสมสูตร 16-16-8 แม่ปุ๋ยที่น่าเหมาะสม ได้แก่
แม่ปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (18-46-0) ยูเรีย (46-0-0)และแม่ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรค์ (0-0-60) , ปุ๋ยผสมสูตร
8-24-24 แม่ปุ๋ยที่เหมาะสม ได้แก่ แม่ปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (18-46-0) โมโนแอมโมเนียมฟอสเฟต (11-48-
0) และแม่ปุ๋ยโพแทสเซี่ยมคลอไรค์ (0-0-60) เป็นต้น
                  2.2 สมบัติความเข้ากันได้ของแม่ปุ๋ย:
                  แม่ปุ๋ยที่จะนามาผสมกันต้องผสมกันได้ดีและไม่ทาปฏิกิริยากัน
            ความเข้ากันได้ หมายถึง แม่ปุ๋ยหรือวัตถุดิบทุกชนิดที่กาหนดโดยการคานวณไว้ตามสูตร
เมื่อนามาผสมกันแล้วจะต้องผสมเข้ากันได้โดยไม่เกิดปฏิกิริยาที่จะทาให้ปุ๋ยที่ผลิตผลิตได้มีคุณภาพไม่เหมาะสม
หรือไม่ตรงตามที่ต้องการโดยเฉพาะอย่างยิ่งความชื้นแฉะและจับตัวเป็นก้อนแข็ง สรสิทธิ์ วัชโรทยานและปิยะ
ดวงพัตรา (2535) ได้ศึกษาความสามารถความเข้ากันได้ของแม่ปุ๋ยแต่ละชนิด ดังตารางที่ 1
                    ตารางที่ 1 แสดงความเข้ากันได้ของแม่ปุ๋ยบางชนิดเมื่อนามาผสมกัน




               2.3 ขนาดของเม็ดปุ๋ย : แม่ปุ๋ยที่ใช้ต้องมีขนาดเม็ดปุ๋ยใกล้เคียงกันและมีการกระจายขนาด
ของเม็ดปุ๋ยที่สม่าเสมอ เพราะเมื่อนามาผสมกันแล้วจะได้ปุ๋ยผสมที่มีคุณภาพดี
ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการแยกตัวของแม่ปุ๋ยแต่ละตัว เช่น ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรค์ (0-0-60) ชนิดเม็ด
จะเหมาะสมกับการนามาผสมปุ๋ยใช้เองมากกว่าชนิดผง
เพราะว่าเมื่อนามาผสมกับแม่ปุ๋ยชนิดอื่นมักจะตกอยู่ใต้กองและไม่เข้ากัน เป็นต้น
               2.4 รูปทางเคมีของธาตุอาหารหลักในแม่ปุ๋ย : ปุ๋ยผสมที่จะผลิตออกมาใช้ต้องทราบว่า
จะนามาใช้สาหรับพืชกลุ่มใด และควรเลือกแม่ปุ๋ยให้เหมาะสมตามหลักวิชาการ เช่น
แม่ปุ๋ยไนโตรเจนที่จะนามาใช้กับข้าวควรใช้แม่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนในรูป แอมโมเนียมไนโตรเจน (NH 4 -N)
หรืออมีดไนโตรเจน ( NH2 –N) เท่านั้น ถ้านาไปใช้กับพืชไร่สามารถใช้แม่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนในรูป
แอมโมเนียมไนโตรเจน (NH 4 -N) หรืออมีดไนโตรเจน (NH 2 -N) หรือ ไนเตรทไนโตรเจน (NO3 -N) ได้ เป็นต้น
               2.5 ราคาต่อหน่วยน้าหนักของธาตุอาหารปุ๋ย : ราคาต่อหน่วยน้าหนักของชนิดแม่ปุ๋ย
ที่จะนามาผสมกันควรเลือกชนิดที่มีราคาต่อหน่วยน้าหนักต่าที่สุด เช่น ปุ๋ยสูตร 21 – 0 - 0 ราคากระสอบละ 250
บาท กับปุ๋ยสูตร 46 – 0 - 0 ราคากระสอบละ 250 บาท เท่ากันควรเลือกใช้แม่ปุ๋ยสูตร 46-0-0
เนื่องจากเมื่อคิดราคาต่อน้าหนักธาตุอาหารที่มีอยู่ในแม่ปุ๋ยทั้งสองสูตรแล้วแม่ปุ๋ยสูตร 46 – 0 - 0
ราคากิโลกรัมละ 10.87 บาท ขณะที่แม่ปุ๋ยสูตร 21 – 0 - 0 ราคากิโลกรัมละ 23.81 บาท เป็นต้น
        3. การคานวณสูตรปุ๋ย : ปุ๋ยที่จะใช้ผสมคานวณมาจากเปอร์เซ็นต์ธาตุไนโตรเจน ธาตุฟอสฟอรัส
และธาตุโพแทสเซียม ที่มีอยู่ในปุ๋ยผสมตามเกรดที่เราต้องการ เช่น
         ตัวอย่าง ต้องการปุ๋ยสูตร 16-16-8 จานวน 100 กิโลกรัม จะต้องใช้แม่ปุ๋ยชนิดต่างๆ อย่างละกี่กิโลกรัม
         ชนิดแม่ปุ๋ยที่เหมาะสม คือ
         - ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต[18-46-0 (DAP)]
         - ยูเรีย [46-0-0 (U)]
         - โพแทสเซียมคลอไรค์ [0-0-60 (MOP) ]
         วิธีการคานวณ
         3.1 คานวณหาธาตุฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ (P 2 O5 ) ก่อน เนื่องจากแม่ปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต
(18-46-0) มีเปอร์เซ็นต์ธาตุฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์(P2 O5~)
อยู่ในปุ๋ยสูงกว่าเปอร์เซ็นต์ธาตุไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ (N) มีวิธีคานวณ ดังนี้
         ปริมาณ P2 O5 46 กิโลกรัม ต้องใช้แม่ปุ๋ย DAP                   = 100             กิโลกรัม
                                                                       = 100 x 1
         ปริมาณ P2 O5 1 กิโลกรัม ต้องใช้แม่ปุ๋ย DAP                                      กิโลกรัม
                                                                                46
                                                                       = 100 x 16
         ปริมาณ P2 O5 16 กิโลกรัม ต้องใช้แม่ปุ๋ย DAP                                     กิโลกรัม
                                                                               46
                                                                       = 34.78           กิโลกรัม
         เพราะฉะนั้นต้องใช้แม่ปุ๋ย 18-46-0 (DAP)= 35 กิโลกรัม
         3.2 คานวณหาปริมาณไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ (N) [ ปริมาณที่ต้องการ คือ 16 กิโลกรัม ]
         มีวิธีการคานวณ ดังนี้
                 3.2.1 คานวณหาปริมาณไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ว่าติดมากับแม่ปุ๋ย DAP ,มีจานวนเท่าไร ดังนี้
         แม่ปุ๋ย DAP จานวน 100 กิโลกรัม มีปริมาณธาตุ N                   = 18           กิโลกรัม
                                                                        = 18 X 1
         แม่ปุ๋ย DAP จานวน 1 กิโลกรัม มีปริมาณธาตุ N                                    กิโลกรัม
                                                                               100
                                                                        = 18 X 35
         แม่ปุ๋ย DAP จานวน 35 กิโลกรัม มีปริมาณธาตุ N                                   กิโลกรัม
                                                                               100
         ปริมาณปุ๋ยไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ติดมากับแม่ปุ๋ย DAP           = 6.30          กิโลกรัม
                 3.2.2 คานวณหาว่าปริมาณธาตุไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ยังขาดอีกเท่าไรจากที่ต้องการ ดังนี้
                 ต้องการใช้ปริมาณไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์                 = 16.00        กิโลกรัม
               ปริมาณไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ติดมากับปุ๋ย DAP              = 6.30          กิโลกรัม
               เพราะฉะนั้นยังขาดปริมาณไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์             = 9.70          กิโลกรัม
               3.2.3 คานวณหาปริมาณไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ที่ยังขาดจากแม่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ดังนี้
               ปริมาณธาตุไนโตรเจน 46 กิโลกรัม ต้องใช้แม่ปุ๋ยยูเรีย        = 100           กิโลกรัม
                                                                          = 100 x 1
               ปริมาณธาตุไนโตรเจน 1 กิโลกรัม ต้องใช้แม่ปุ๋ยยูเรีย                         กิโลกรัม
                                                                               46
                                                                          = 100 x 9.7
               ปริมาณธาตุไนโตรเจน 9.7 กิโลกรัม ต้องใช้แม่ปุ๋ยยูเรีย                       กิโลกรัม
                                                                               46
                                                                          =21.09          กิโลกรัม
        เพราะฉะนั้นจะต้องใช้แม่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) = 22 กิโลกรัม
        3.3 คานวณหาปริมาณธาตุโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ (K2O) [ ปริมาณที่ต้องการใช้ = 8 กิโลกรัม ]
        ดังนี้
               ปริมาณธาตุโพแทสเซียม 60 กิโลกรัม ต้องใช้แม่ปุ๋ย MOP = 100                 กิโลกรัม
                                                                          =100 x 1
               ปริมาณธาตุโพแทสเซียม 1 กิโลกรัม ต้องใช้แม่ปุ๋ย MOP                        กิโลกรัม
                                                                              60
                                                                          = 100x8
               ปริมาณธาตุโพแทสเซียม 8 กิโลกรัม ต้องใช้แม่ปุ๋ย MOP                        กิโลกรัม
                                                                              60
               เพราะฉะนั้นต้องใช้แม่ปุ๋ย MOP (0-0-60)                     = 14            กิโลกรัม
        3.4 คานวณหาน้าหนักของสารตัวเติม (Filler) ที่ต้องใช้เพิ่มให้ได้ปุ๋ยผสมสูตร 16-16-8 มีน้าหนักครบ
จานวน 100 กิโลกรัม ดังนี้
               ปุ๋ยผสมสูตร 16-16-8 จานวน 100 กิโลกรัม มีปริมาณน้าหนักธาตุอาหารดังนี้
               แม่ปุ๋ยสูตร18-46-0 =35 กิโลกรัม+ แม่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 = 22 กิโลกรัม + แม่ปุ๋ยสูตร
0-0-60 = 14 กิโลกรัม รวมเป็น 71 กิโลกรัม เพราะฉะนั้นจะต้องเพิ่มน้าหนักสารตัวเติม (Filler) จานวน 100-71
= 29 กิโลกรัม
        4. เตรียมเครื่องมือผสมปุ๋ยใช้เอง อุปกรณ์ที่ควรมีไว้ผสมปุ๋ย คือ
               4.1 พื้นที่สาหรับผสมปุ๋ย ควรเป็นที่ราบเรียบเสมอและแห้ง หากเป็นไปได้ควรเป็นพื้นซีเมนต์
หรือดินแน่นเรียบ
               4.2 พลั่ว หรือจอบ สาหรับตักและคลุกเคล้าผสมปุ๋ย
                4.3 เครื่องชั่ง ขนาด 50 กิโลกรัม เพื่อชั่งน้าหนักของแต่ละแม่ปุ๋ย
                4.4 กระสอบปุ๋ย เพื่อเอาไว้ใส่ปุ๋ยที่ผสมได้และขนไปใส่ในไร่นา
                4.5 แม่ปุ๋ยเคมีชนิดต่างๆ เช่น
                - ปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (18-46-0)
                - ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ (0-0-60)
                - ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0)
                4.6 ตารางกาหนดน้าหนักแม่ปุ๋ย กรณีที่ใช้ปุ๋ยสูตรทั่วๆไป (ตามรายละเอียดภาคผนวก)
         5. วิธีการผสมปุ๋ยใช้เอง: ควรปฏิบัติดังนี้
                5.1 เลือกสูตรและปริมาณที่ต้องการใช้ปุ๋ยนั้นๆ เช่น ต้องการใช้ปุ๋ยสูตร 16-16-8 เพื่อปลูกข้าว
ในนาดินทราย จานวน 100 กิโลกรัม เป็นต้น
                5.2 หาน้าหนักแม่ปุ๋ยให้สอดคล้องกับสูตรและปริมาณที่ต้องการ จากตารางกาหนดน้าหนัก
แม่ปุ๋ย หรือจากการคานวณไว้
                5.3 ชั่งน้าหนักแม่ปุ๋ยแต่ละชนิดจากข้อ 2 เช่น ปุ๋ยสูตร 16-16-8 จานวน 100 กิโลกรัม
                จะต้องใช้แม่ปุ๋ย
สูตร 18-46-0 จานวน 35 กิโลกรัม แม่ปุ๋ยสูตร 0-0-60 จานวน 14 กิโลกรัม และแม่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 จานวน 22
กิโลกรัม มาผสมรวมกันเป็นต้น
                5.4 นาแม่ปุ๋ยแต่ละชนิดที่ได้ชั่งน้าหนักไว้แล้วเทลงพื้นที่เรียบและแห้ง
                โดยควรนาเอาแม่ปุ๋ยที่ต้องใช้
ในปริมาณที่มากที่สุดเทไว้ชั้นล่างสุด ชั้นถัดมาใช้แม่ปุ๋ยที่ต้องการปริมาณปานกลางเทลงไป
แล้วชั้นสุดท้ายควรเป็นแม่ปุ๋ยที่ใช้ในปริมาณต่าสุด ตามลาดับ
                5.5 ใช้จอบและพลั่ว ผสมคลุกเคล้าแม่ปุ๋ยแต่ละชนิดในกองให้เข้ากันเป็นอย่างดี
                5.6 ตักปุ๋ยผสมใส่กระสอบ เพื่อขนย้ายไปใส่ในสวนต่อไป
                5.7 ใส่ปุ๋ยผสมเพาะปลูกพืชตามปกติ
   ข้อดีของการผสมปุ๋ยใช้เอง
           1. ประหยัดค่าใช้จ่ายลง เช่น เกษตรกรต้องการใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 จานวน 1,000 กิโลกรัม
   เมื่อผสมใช้เองจะมีต้นทุน ดังนี้ เป็นค่าแม่ปุ๋ยสูตร 18-46-0 จานวน 330 กิโลกรัม เป็นเงิน 2,640 บาท
   แม่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 จานวน 200 กิโลกรัม เป็นเงิน 1,400 บาท และแม่ปุ๋ยสูตร 0-0-60 จานวน 250 กิโลกรัม
   เป็นเงิน 1,250 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5,290 บาท ดังตาราง
             เลขที่       แม่ปุ๋ย         น้าหนัก          ราคา            เงิน
                                         (กิโลกรัม)      (บาท/กก.)        (บาท)

               1.         18-46-            330              8.0          2,640

               2.         46-0-0            200              7.0          1,400

               3.         0-0-60            250              5.0          1,250

                       รวม                  780               -           5,290
         แต่ถ้าซื้อปุ๋ยเคมีสาเร็จรูปสูตร 15-15-15 จานวน 1,000 กิโลกรัม ในท้องตลาด 8,000 บาท
เพราะฉะนั้นการผสมปุ๋ยใช้เองจะประหยัดเงินได้ จานวนเท่ากับ 8,000-5,290 =2,710 บาทต่อ 1,000
กิโลกรัม
         1. สามารถมีปุ๋ยสูตรต่างๆตามที่ต้องการใช้ได้เกือบทุกหลักสูตร
         2. ตัดปัญหาเรื่องการต้องการปุ๋ยปลอม หรือปุ๋ยด้อยมาตรฐานมาใช้
         3. เกษตรกรมีปุ๋ยสูตรตามที่ต้องการได้ทันเวลาใช้
ข้อจากัดของการผสมปุ๋ยใช้เอง
         1. เมื่อนาแม่ปุ๋ยมาผสมรวมกันแล้วจะชื้นง่าย และควรใช้ให้หมดภายใน 15 วัน
         2. เกษตรกรต้องเสียเวลาและแรงงานเพิ่มขึ้น จาการศึกษาพบว่าการผสมปุ๋ยให้ได้สูตรต่างๆ
จานวน 500 กิโลกรัม จะใช้เวลาประมาณ 30 นาที
         3. แหล่งจาหน่ายแม่ปุ๋ยเคมียังมีจานวนน้อยและหาซื้อได้ลาบาก นอกจากนี้การกาหนดราคา
ของแม่ปุ๋ยยังขึ้นอยู่กับพ่อค้านาเข้าส่วนใหญ่
         4. ความน่าใช้และความสวยงามของแม่ปุ๋ยผสมเอง มักจะด้อยกว่าปุ๋ยเคมีสาเร็จรูป

								
To top