What is it - DOC - DOC by xarrnet

VIEWS: 123 PAGES: 24

									 สาเหตุของปัญหาต่างๆในโลกทุกวันนี้
ต่างก็มีความเกี่ยวโยงอยู่กับความแบ่งแยกแตกต่างกันของมนุษย์
และความแตกแยกของมวลมนุษยชาติก็มีสาเหตุมากจากการศึกษาในปัจจุบันนั่นเอง
เพราะการศึกษาที่เป็นอยู่ได้ส่งผลให้                             ในระดับบุคคล           นั้น
มนุษย์ได้รับการพัฒนากลายเป็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์
หากเป็นเพียงแหล่งสะสมของความรู้แขนงต่างๆ และ                               ในระดับสังคม
การศึกษาก็ได้ทาให้ในสังคมมนุษย์นั้น มนุษย์ไม่ได้สื่อสารกันด้วยภาษาของมนุษย์อีกต่อไป
หากแต่สื่อสารกันภายใต้ชื่อเรียกของแต่ละกลุ่มที่บุคคลนั้นยึดถือว่าตนเป็นสมาชิก
และนี่เองที่ซึ่งความแตกแยกระหว่างเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม
นอกจากนี้ในระบบการศึกษายังแฝงไปด้วยการแข่งขันชิงดีชิงเด่น
ซึ่งจะทาให้ผู้เรียนซึมซับเอาความรุนแรงเหล่านี้เข้าไป
และเติบโตขึ้นมาเป็นมนุษย์ที่มีความรุนแรง ดังนั้น การศึกษาจึงควรจะได้รับการทบทวนเสียใหม่
เพื่อให้การศึกษานั้นได้ทาหน้าที่ในการนามนุษย์ไปสู่ชีวิตที่ดีร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์

ส่วนที่ 1 ทุกข์
ปัญหาในปัจจุบันคืออะไร

 จิทฑุ            กฤษณมูรติ กล่าวไว้ว่ า “ที่ใดมีการแบ่งแยก ที่นั่นย่อมต้องมีความขัดแย้ง
และสงครามย่อมซ่อนอยู่ในนั้น ” ซึ่งรายงานฉบับนี้ ก็ได้ตั้งสมมติฐานไว้ว่า การแบ่งแยกนั้น
เป็นสาเหตุหลักสาเหตุหนึ่งของปัญหาอื่นๆที่จะตามมาจากการแบ่งแยกนั้น
โดยพิจารณาในแง่ที่ว่าการแบ่งแยกนั้นมีผลต่อการรับรู้ปัญหาของมนุษย์           ทั้งนี้เป็นเพราะว่า
ตัวมนุษย์นั้น มีข้อจากัดในการรับรู้ปัญหาต่างๆ กล่าวคือ ถ้าหากไม่มีการสื่อข้อมูลถึงกันแล้ว
มนุษย์แต่ละคน แต่ละกลุ่ม หรือแต่ละรัฐ ก็จะสามารถเห็นปัญหาได้จากเพียงมุมมองของตัวเอง
และเห็นเพียงแค่ด้านเดียวเท่านั้น         และการแบ่งแยกนั้นทาให้มนุษย์ไม่ยอมสื่อสารกัน
หรือสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง และแก้ปัญหากันไปคนละทิศคนละทาง และสุดท้ายก็มามีผลกระทบ
หรือปะทะกันและกันเอง
 การมองปัญหาอย่างคับแคบนั้น ทาให้เราไม่เห็นภาพกว้างของปัญหา
และการตอบสนองต่อปัญหาจากมุมที่คับแคบนั้น
ก็ยิ่งอาจจะส่งผลร้ายต่อตัวเราในมุมที่กว้างขึ้นไปได้อีก กล่าวคือ
ในโลกที่ทุกคนต่างเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันนี้ เราจะคานึงถึงเพียงปัญหาของเรา ของกลุ่มของเรา
หรือ ของประเทศของเราเท่านั้นไม่ได้ เพราะถ้าปัญหาของเรา
หรือของประเทศของเราได้รับการแก้ไข ให้สาเร็จ โดยอยู่ บนความทุกข์ยากของผู้อื่นแล้ว


                                                                                                  1
ความยั่งยืนจะไม่อาจเกิดขึ้นได้                                        อย่าง       แน่นอน
เนื่องจากการได้ดีอยู่เพียงคนเดียวท่ามกลางความยากแค้น
และความไม่พอใจของสังคมรอบด้านนั้น ย่อมอยู่บนฐานของความเกลียดชัง
ความไม่มั่นคงปลอดภัย                   และ ความขัดแย้ง          อันจะนามาซึ่งสงคราม
และก้าวไม่พ้น สภาวะสงครามที่มนุษย์ทุกๆคนต้องต่อสู้ห้าหั่นกับทุกๆคน (state of war, of
every          man,           against       every       man) ที่โทมัส ฮอบส์ได้กล่าวเอาไว้
ดังนั้น การแก้ปัญหาในส่วนของตัวเองอย่างเดียวนั้น จึงไม่ใช่หนทางสู่ “ชีวิตที่ดี ” อย่างแน่นอน
                      ี
อนึ่ง คาว่า “ชีวิตที่ด” นี้ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้เลย หากเราไม่คานึงถึงคาว่า “ชีวิตที่ดีร่วมกัน”
 ในเรื่องความสามารถในการรับรู้ปัญหาของมนุษย์นั้น                     เดวิด โบห์ม (1917-1992)
นักวิทยาศาสตร์ควอนตัมฟิสิกส์เชื้อสายอเมริกันได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบง่ายๆว่า
สมมติมีตู้ปลาอยู่ตู้หนึ่งซึ่งมีปลาว่ายอยู่ในนั้น
และมีเครื่องบันทึกโทรทัศน์สองเครื่องที่ถ่ายจากต่างมุมกันและต่อเข้ากับเครื่องรับโทรทัศน์สองเ
ครื่อง ภาพที่ออกจากจอโทรทัศน์ทั้งสองเครื่องนี้จึงดูแตกต่างกัน
แม้ว่าจะถ่ายออกมาจากตู้ปลาตู้เดียวกัน
จึงอาจจะเกิดการรับรู้และเข้าใจไปว่าภาพจากจอโทรทัศน์ทั้งสองนั้นเป็นเหตุการณ์คนละเหตุการ
ณ์กัน ด้วย “เครื่องมือ ” หรืออุบายในการรับรู้หรือการสังเกตที่ต่างกัน
จึงทาให้การตีความเหตุการณ์หรือปัญหาหนึ่งๆในลักษณะที่แยกส่วน
ทั้งๆที่ปัญหาทั้งหลายเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ด้านหรือมุมต่างๆของปัญหาเดียวกัน เป็นเรื่องเดียวกัน
และไม่สามารถแยกออกจากกันได้                        1
                                                     และเมื่อมองสภาพสังคมปัจจุบัน
ก็จะเห็นว่ามนุษย์ ขาดความตระหนักว่าปัญหาที่เราต่างกาลังเผชิญอยู่นั้น ล้วนเป็นปัญหาเดียวกัน
เพียงแต่ว่าเราได้รับผลกระทบจากปัญหานั้นต่างๆกันไปตามปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ
 และเมื่อเห็นปัญหาเพียงด้านเดียว
การแก้ปัญหาจึงเป็นการแก้ปัญหาจากด้านเดียวไปด้วย และในขณะที่เรารับรู้ปัญหาเช่นนี้
ใน อีกหลายๆมุม ก็                 จะ เห็นในด้าน         อื่นๆ หรือใน         มุมมอง อื่นๆ
และก็มีวิธีแก้ไขปัญหาต่างๆหลากหลาย และในที่สุดก็มาถกเถียงกันว่าของใครกันแน่ที่ถูกต้อง
วิธีการของใครที่ดีที่สุด เกิดเป็นความขัดแย้งการทะเลาะเบาะแว้ง
และคุกคามสันติภาพในการอยู่ร่วมกัน
ตัวอย่างชัดเจนประการหนึ่งก็คือเรื่องการหาคาตอบในเรื่องศาสนาและอุดมการณ์อันนาไปสู่ควา
มขัดแย้งและสงคราม
            การศึกษาเรื่องราวในแขนงวิชาต่างๆ

1
    วีระ สมบูรณ์, แบบแผนและความหมายแห่งองค์รวม (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2550), 116.


                                                                                            2
ก็เกิดขึ้นมาจากการพยายามไขปัญหาที่มนุษย์พบเจอและต้องการหาคาตอบ
ซึ่งหากมนุษย์มีการรับรู้ปัญหาอย่างคับแคบแล้ว การจัดการศึกษาจึงเป็นไปอย่างคับแคบไปด้วย
การพิจารณามองปัญหาจึงเกี่ยวพันกับการจัดการการศึกษาด้วย นั่นคือ
การให้มุมมองที่จากัดแก่มนุษย์ ไม่ว่าจะในด้านการรับรู้ความเป็นจริงเกี่ยวกับตัวเขาเอง
หรือสภาพแวดล้อมของเขาก็ตาม มนุษย์ที่เติบโตมาในการรับรู้โลกอย่างแบ่งแยกนั้น
เขาก็ย่อมจะไม่สามารถจินตนาการถึงโลกที่เป็นหนึ่งได้เลย
สภาพชีวิตและปัญหาความรุนแรงของสังคมมนุษย์ทุกวันนี้
รวมไปถึงความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม
ก็น่าจะเป็นหลักฐานที่แสดงได้อย่างชัดเจนว่ามนุษย์เราพิจารณาปัญหาผิดไป
มองปัญหาอย่างไม่ครอบคลุม                  แล ะจึงทาให้การ แก้ปัญหา ไม่เป็นไปรอบด้าน
อันนามาซึ่งปัญหาต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสภาพชีวิตที่ต้องแก่งแย่งแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา
หรือการที่มนุษย์ในปัจจุบันต้องดารงชีวิตอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและความระแวงซึ่
งกันและกัน สังคมเช่นนี้ความร่วมมือที่แท้จริงย่อมจะเกิดขึ้นไม่ได้อย่างแน่นอน
             ดังนั้นการรับรู้ปัญหาที่แท้จริงจึงเป็นสิ่งที่มนุษยชาติจะต้องให้ความสนใจเป็นอันดับต้
นๆ แล้วมุ่งแก้ที่ต้นเหตุของปัญหาเหล่านั้นเป็นสาคัญ ไม่ใช่มองเพียง                ปัญหา ปลายแถว
แล้วแก้ไขเพียงสิ่งเหล่านั้น ซึ่งรังแต่จะทาให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมามากมาย การแยกปัญหาไปแก้
หรือการแยกสังคมไปพัฒนาเป็นส่วนๆ
แล้วหวังจะเอากลับเข้ามาประกอบกันให้ดีดังเดิมในตอนหลังนั้น ไม่มีทางเป็นไปได้
การแก้ปัญหาอย่างแยกส่วนนี้ก็เหมือนกับการรักษาคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร
โดยการตัดเอากระเพาะอาหารนั้นออกไปรักษาในห้องทดลอง
อันเป็นที่รู้กันว่านั่นไม่ใช่การรักษามนุษย์ให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างแน่นอน
การศึกษาจะรักษาสังคมอันป่วยไข้ด้วยวิธีการแบ่งแยกเช่นนี้ก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน
             รายงานฉบับนี้จะมุ่งหาคาตอบว่าต้นกาเนิดของการแบ่งแยก ความรุนแรง
และความขัดแย้งในสังคมมนุษย์ อันทาให้มนุษย์ไม่สามารถที่จะมาร่วมมือกันและมุ่งสู่
“ชีวิตที่ดีร่วมกัน         ”                  ได้ นั้น เกี่ยวข้องกับการศึกษาอย่างไร
รวมไปถึงเสนอแนะหนทาง การปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้การศึกษาได้ทาหน้าที่ของมันในการ นาม
นุษยชาติไปสู่ชีวิตที่ดีร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์

ส่วนที่ 2 สมุทัย
ต้นเหตุของการแบ่งแยกนั้นคือการศึกษา

มนุษย์ต่างใฝ่หาสันติภาพ


                                                                                              3
และใช้เวลานับร้อยนับพันปีในการพยายามสร้างสรรค์และแสวงหาหนทางที่นาไปสู่สันติภาพแล
ะชีวิตที่ดีของมนุษย์ แต่ก็เกิดคาถามที่ว่า แล้ว อะไรเล่าคือสิ่งที่ดี มีสิ่งที่ดีสาหรับทุกๆคนจริงหรือ
เป็นความจริงหรือที่ว่าการได้มาซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะต้องแลกด้วยการเสียไ
ปซึ่งบางสิ่งบางอย่างของคนกลุ่มอื่นๆเสมอ
และความคิดเช่นนี้เองที่ทาให้การมีชีวิตที่ดีร่วมกันของมนุษย์ดูจะเป็นสิ่งที่เป็นได้ยากและไม่เคยเ
กิดขึ้นได้เลย และมนุษย์เราก็ต้องมีชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมที่ความรุนแรง
อันเคลือบฉาบด้วยทัศนะในความสัมพันธ์ต่อเพื่อนมนุษย์ในลักษณะที่เป็นปรปักษ์ต่อกันบนราก
ฐานของการแบ่งแยกซึ่งกันและกัน และทัศนะดังกล่าวนี้เอง ก็ได้นามาซึ่งความคิดที่ว่าเราและเขา
“ไม่เกี่ยวกัน       ”                    ซึ่งทาให้การแก้ปัญหาของคนกลุ่มหนึ่ง
กลายเป็นการสร้างปัญหาให้กับคนอีกกลุ่มหนึ่งอยู่เสมอ และผลสุดท้ายที่เลวร้ายที่สุดก็คือ
การลงเอยด้วยการทา                                    สงครามระหว่างกัน
โดยที่การทาสงครามดังกล่าวก็ไม่ได้มีส่วนช่วยให้ปัญหาที่ต่างฝ่ายต่างเผชิญอยู่นั้นลดน้อยไปเลย
แต่กลับกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก นั่นคือ มีทั้งปัญหาที่มีอยู่เดิม
และปัญหาความขัดแย้งระหว่างกันเป็นสิ่งที่ตามมา เช่น
ปัญหาเรื่องความต้องการทรัพยากรน้ามันซึ่งตามมาด้วยปัญหาเรื่องการพยายามเข้าครอบครองทรั
พยากรน้ามัน แต่ที่สุดแล้ว ไม่ว่าใครก็ตามจะได้ครอบครองน้ามัน
สุดท้ายก็หนีไม่พ้นความจริงที่ว่าน้ามันกาลังจะหมดไปได้อยู่ดี ดังนั้น
ทัศนะที่แบ่งแยกจึงทาให้ปัญหาต่างๆที่มนุษยชาติกาลังเผชิญอยู่นั้น
นอกจากจะไม่ได้รับการแก้ไขแล้ว กลับยังทาให้สันติภาพไม่อาจเกิดขึ้นได้อีกด้วย
 ไม่เพียง            แต่เฉพาะทัศนะการแบ่งแยกที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์หรือระห
ว่างกลุ่มเท่านั้น แต่ยังมีการแยกส่วนในอีกลักษณะหนึ่ง ที่นามาซึ่งปัญหาต่างๆของมนุษยชาติ ด้วย
นั่นก็คือ การแบ่งแยกภายในตัวมนุษย์เอง
การแบ่งแยกดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องมาจากการมุ่งพัฒนาด้านใดด้านหนึ่งของความเป็นมนุษย์มากจน
เกินไป อันทาให้เราได้มนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ กล่าวคือ ผลของการพัฒนาทาให้เราได้นักคณิตศาสตร์
นักวิทยาศาสตร์ นักชีววิทยา นักจิตวิทยา นักการศึกษา นักสังคมสงเคราะห์ นักการศาสนา
นักเทววิทยา ฯลฯ หาใช่มนุษย์ไม่ ด้วยเหตุนี้ ทาให้เราต้องตั้งคาถามอีกชุดหนึ่งว่า
แล้วในความเป็นมนุษย์นั้น มีอะไรเป็นองค์ประกอบอยู่บ้าง ด้านต่างๆเหล่านั้นได้แก่อะไร
เหตุใดจึงกล่าวได้ว่ามีด้านที่ได้รับความสนใจมากจนเกินไป
แล้ว        ด้านที่ไม่ได้รับความสนใจนั้นคืออะไร
และ แต่ละด้านนั้นมาเชื่อมโยงประกอบกันเป็นมนุษย์อย่างไร
แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะ                       แยกแยะให้เห็นชัดเจนว่า
การพัฒนาความเป็นมนุษย์นั้นต้องพัฒนาในแง่ใดบ้าง

                                                                                                 4
เพราะด้วยประสบการณ์อันแตกต่างที่แต่ละบุคคลได้ประสบมานั้น
ทาให้ตีความกันไปได้อย่างมากมายไม่มีที่สิ้นสุด
การหันกลับมาทบทวนจุดประสงค์ของการพัฒนานั้น
ก็ดูจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้มนุษย์หลีกหนีออกจากทางสู่หายนะจากการแบ่งแยกดังกล่าวได้
 ก่อนที่จะเข้าสู่                                         “การแบ่ง                     แยก         ”
อันเกิดจากกระบวนการศึกษารวมไปถึงปัญหาที่เกิดจาก                               การแบ่ง แยกนั้น
ให้ลองพิจารณาถึงสภาวะที่ตรงกันข้ามเสียก่อน นั่นก็คือ สภาวะที่กลมกลืนเชื่อมโยงกันและกัน
ชีวิตมนุษย์คือการรวมกันอย่างกลมกลืนของสิ่งต่าง                                                    ๆ
โดยมีความสัมพันธ์ยึดโยงกันไว้อย่างสลับซับซ้อนที่จนแม้กระทั่งความรู้ในปัจจุบัน
ทั้งทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ถือว่าเป็นที่สุดของความก้าวหน้าเท่าที่เคยมีมาทั้งหมดแล้ว
นั้น ก็ยังไม่สามารถอธิบาย ไขข้อสงสัย คาดการณ์ หรือสรุปเป็นทฤษฎีได้ชัดเจน                 แต่กระนั้น
การศึกษาในปัจจุบันนั้น             ก็ยังคงเฉยเมย ต่อความสาคัญของสายสัมพันธ์เหล่านั้น
ไม่ว่าจะมีสัญญาณเรียกร้องให้มนุษย์นั้นหันกลับไปมองเพียงใดก็ตาม และความเพิกเฉยดังกล่าว
ก็ได้สะท้อนออกมาในกระบวนการศึกษาพัฒนาที่แบ่งแยกมนุษย์ออกเป็นส่วนๆ และทาให้มนุษย์
ไม่สามารถดารงชีวิตอยู่อย่างมีความกลมกลืนในตนเองและในสังคมร่วมกันได้
            การแบ่งแยกนั้นมีผลต่อการพัฒนาของสังคมแน่นอน ให้ลองนึกภาพลูกบอลลูกหนึ่ง
ความกลมอันเป็นลักษณะของลูกบอลนั้นทาให้การ                      “กลิ้ง ” ไปสู่จุดหมายปลายทาง
เป็นไปได้โดยง่าย                           ซึ่ง ในความกลมของลูกบอลนั้น
คือการยึดโยงกันขององค์ประกอบต่างอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย มีความเป็นเอกภาพ
และเป็นธรรมชาติ และให้ลองนึกภาพลูกบอลที่ถูกตัดแยกออกเป็นส่วนๆนั้น
เราก็จะเห็นชิ้นส่วนที่สูญเสียความกลมมนไป คุณสมบัติที่ลูกบอลเคยมีอันทาให้สามารถ “กลิ้ง”
ไปสู่หนทางได้นั้น บัดนี้ ความเป็นเหลี่ยมมุมของแต่ละส่วน ได้ลดทอนความสามารถดังกล่าวไป
และเป็นความยากลาบากยิ่งนักที่จะขับเคลื่อนแต่ละส่วนไปได้ด้วยตัวของมันเอง นอกจากนี้
ในความพยายามที่จะมุ่งไปข้างหน้าของแต่ละส่วนอย่างตัวใครตัวมันนั้น ก็ทาให้
เหลี่ยมมุมเหล่านั้น ต่างก็พากันทิ่มแทงกันและกัน และ ในที่สด “บาดแผลแห่งการแบ่งแยก (the
wound                of               division)”         ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้
การแบ่งแยก              ที่เกิดขึ้นจากทั้ง           สาระเนื้อหาของการเรียนรู้
และ จาก จุดมุ่งหมายและกระบวนการทางการศึกษา
ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีรากฐานที่ใกล้ชิดกับการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง อันจะเสนอต่อไปในรายละเอียด ดังนี้

1. การแบ่งแยกอันเนื่องมาจากสาระเนื้อหาของการเรียนรู้
           หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ สาระเนื้อหาอันทาให้มนุษย์มีการแบ่งแยกกันและกัน


                                                                                                  5
และทาให้โลกแห่งสังคมมนุษย์นี้มีความเป็นสังคมมนุษย์น้อยลงทุกที
เป็นการศึกษาที่ทาให้สังคมหนึ่งแยกออกจากอีกสังคมหนึ่ง
หรือวัฒนธรรมหนึ่งออกจากอีกวัฒนธรรมหนึ่ง เนื้อหาที่เน้นความเป็นพวกพ้อง
การปลูกสร้างสานึกเรื่องเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ ศาสนา ขนบจารีต
การศึกษาที่ดาเนินตามจารีตนั้นอันตราย เพราะจารีตที่รุนแรงก็ย่อมนามาซึ่งความรุนแรงในสังคม
มนุษย์ซึมซับเอาสิ่งเหล่านี้เข้ามาตลอดเวลา โดยการศึกษาเป็นเครื่องมือที่สาคัญ
ทั้งทางหนังสือเรียน ทั้งทางกิจกรรม                                     พิธีกรรมต่างๆ
เรื่อนไปจนถึงปริญญาบัตร ที่ สามารถ ใช้จาแนก ชนชั้นและ สถานะ ทางสังคมของมนุษย์ได้
นอกจากนี้ยัง               ซ้อนทับอยู่กับ             สื่อต่างๆเช่นภาพยนตร์
หรือนิยายต่างๆที่คอยกระตุ้นให้เรายึดมั่นในชาติพันธุ์ ในศาสนาของตนอีกด้วย เช่น
โดยการยกย่องวีรบุรุษของชาติ เก และสร้าง ความภูมิใจที่หล่อเลี้ยงความทระนงของคนในชาติ
การได้รับการย้ายืนยันอยู่เสมอว่าเราเป็นสมาชิกของกลุ่มการเมือง อุดมการณ์ ศาสนา
หรือชาติพันธุ์ใดๆนั้น เลี่ยงไม่พ้นที่จะก่อให้เกิด              ความทะนงถือมั่น ขึ้นในจิตใจ
และมีแนวโน้มอย่างยิ่งที่จะนามาซึ่งอคติต่อชาติอื่นๆ และนี่เอง
การแบ่งแยกก็ได้ฝังรากลึกลงไปในจิตใจของเราแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัว และนั่น
ผู้คนทั้งโลกก็จะไม่มีวันสามัคคีกันได้สักที
            ในปัจจุบันเราได้เห็นแล้วว่าสงครามและความเกลียดชังกันนั้น
ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากความยึดมั่นในชาติและศาสนาเกือบทั้งหมด อดัม เคิร์ล
ได้ชี้ให้เรากลับไปพิจารณาธรรมชาติของมนุษย์ เขาเห็นว่า
ธรรมชาติของมนุษย์นั้นไม่ได้รุนแรงมาโดยกาเนิด แต่ความรุนแรงเกิดขึ้นมาจากมายาคติเรื่อง
“เสถียรภาพ       ” (stability)                 และ “ความเป็นนิรันดร์           ” (permanence)
ที่มนุษย์คิดว่าจะนาความสุขมาสู่ตนได้                                                         2


มนุษย์จึงไขว่คว้าหาหลักยึดเกาะที่จะสามารถมาประกันสองสิ่งนี้ได้
และนั่นคือที่มาของชาติและศาสนา                  ที่จะนามาซึ่งโลกที่ไร้               “มนุษย์ ”
แต่ จะมีเพียงแค่ ประชาชนและศาสนิก เท่านั้น และเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ความเข้าใจ ระหว่าง
“มนุษย์          ” ที่แต่กต่าง                กันย่อมเกิดขึ้นได้ยาก
เมื่อการสื่อสารระหว่างมนุษย์นั้นไม่อาจจะเป็นการสื่อสารที่แท้จริงได้            เพราะ “มนุษย์ ”
ไม่ได้สื่อสารกับ          “มนุษย์ ” แต่กลายเป็นชาวมุสลิมสื่อสารกับชาวคริสต์
คนอินเดีย เรียกร้อง กับคนอั งกฤษ มาร์กซิสต์สนทนากับนักประชาธิปไตยนิยม
และต่างก็ปิดกั้นตนเองอยู่ใน                            ชื่อเรียกของ          ใครของมัน
2
 วิศิษฐ์ วังวิญญู, “เมื่อหัวใจแห่ง „การศึกษาเพื่อความเป็นไท‟ ของ อดัม เคิร์ล กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง,” ปาจารยสาร 31(ธันวาคม-
มกราคม 2550): 67.


                                                                                                                              6
พร้อมๆกับสร้างภาพของเพื่อนมนุษย์ที่อยู่ภายใต้ชื่อเรียกอื่นๆ ตามที่เราได้ยินได้ฟังมาโดยตลอด
สิ่งนี้ เป็นอคติที่ เกิดมาจากการศึกษา และเรา                  ต่างก็ไม่รู้ตัวว่ามันมีอยู่
เพราะว่าการศึกษาอบรมเรามาแต่เล็ก และเราก็โตมาแบบนั้น โดยที่เรามองไม่เห็นมัน
 สันติภาพย่อมเกิดลาบากหากมนุษย์ยังคงแบ่งแยกกันเช่นนี้
ความรักกันของมวลมนุษยชาติจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
หากมนุษย์ยังคงถูกแบ่งออกจากกันด้วยความ            รักชาติ ความ รักพวกพ้อ ง ด้วยความเชื่อ
และอุดมการณ์        โดยที่ต่างฝ่ายต่างมองว่า         “ความจริง ” ของตนนั้นจริงที่สุด
และไม่พร้อมที่จะเปิดรับมุมอื่นของ “ความจริง ” อัน เดียวกันที่มาจากการมองในมุมอื่นๆ
และการศึกษานั่นเองที่        คอย ช่วย เสริมสร้างความมั่นใจใน          “ความจริง ” ของเรา
และหล่อเลี้ยงความขัดแย้งนีเ้ อาไว้ไม่ให้แตกสลายไป

               “และตราบใดที่ยังถือตัวเป็นคนของประเทศหนึ่งๆ ตราบใดที่ยังยึดความมั่นคง
               ตราบใดที่ยังถูกอิทธิพลของความเชื่อฝังหัวใดๆกาหนดอยู่
               เมื่อนั้นความขัดแย้งและความทุกข์ทั้งในตัวเราและในโลกก็ยังดาเนินต่อไป”3

               “การหล่อหลอมจิตใจเด็กเพื่อให้เข้ากับแนวคิดใดแนวคิดหนึ่ง
               ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองหรือศาสนาก็ตาม ทาให้มนุษย์เกลียดชังซึ่งกันและกัน
               ถ้าสังคมยังส่งเสริมให้เราแข่งขันกัน เราจะรักใครๆเหมือนพี่เหมือน้องได้อย่างไร
               การปฏิรูป ระบอบเผด็จการ
               หรือระบบการศึกษาแบบไหนๆก็ไม่มีวันจะทาให้มนุษย์รักกันสามัคคีกันได้”4

 อย่างไรก็ตาม
ก็ยังคงมีแนวคิดที่เห็นว่าการให้การศึกษาเรื่องเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งจาเป็นในการดารงไว้ซึ่งความส
งบเรียบร้อยของสังคม แต่ คุณค่าของการอบรมทางวัฒนธรรม และ จุดประสงค์ที่แท้จริงที่ว่า
สิ่งเหล่านี้มีอยู่เพื่อให้คนอยู่ร่วมกันได้ ให้มีที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ
หรือแ ละ ให้รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่ามีความหมาย                          นั้น กลับถูกลืมเลือนไป
และเหลือไว้เพียงสาระหน้าที่ในการเป็นเครื่องมือที่แบ่งแยกคนออกจากกันและส่งเสริมให้เกิดคว
ามรุนแรงระหว่างวัฒนธรรม กลุ่มคน เชื้อชาติ สังคม หรือความเชื่ออื่นๆที่ต่างกัน

2. การแบ่งแยกอันเนื่องมาจากการกาหนดเป้าหมายและกระบวนการทางการศึกษา
         การแบ่งแยกดังกล่าวนี้ ส่งผลให้มนุษย์นั้นไม่เป็นมนุษย์
ความเป็นมนุษย์นั้นมิใช่แต่เพียงการรวมกันของร่างกายและจิตใจ

3
    กฤษณมูรติ, การศึกษาและสาระสาคัญของชีวิต, นวลคา จันทร์ภา แปล (กรุงเทพฯ: มูลนิธิอันวีกษณา, 2548), 109.
4
    เรื่องเดียวกัน, 121.


                                                                                                           7
แต่ยังมี      ความ สัมพันธ์ระหว่างร่างกายและจิตใจด้วย
จึงไม่สามารถที่จะแยกกันพัฒนาในแต่ละด้านของมนุษย์ แต่กระนั้น
เป้าหมายและกระบวนการของการศึกษาอันทาให้เกิดการแบ่งแยกในตัวมนุษย์และในตัวสังคมใ
นปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งเป็นไปเนื่องมาจากอิทธิพลของ เรเน่ เดส์คาตส์
นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่                                 17 ผู้เป็นที่มาของ         “
การแบ่งแยกเด็ดขาดแบบคาร์ทีเซียน (Cartesian Split)” หรือ “ทวิลักษณ์แบบคาร์ทีเซียน
(Cartesian Dualism)” การแบ่งแยกของเดคาตส์นี้เป็นรากฐานของแนวคิดต่างๆที่แบ่งแยก
“จิต ” ออกจาก “สสาร ” หรือการแบ่ง                   “กาย ” กับ “จิตใจ ” ออกจากกัน นั่นคือ
การที่เขามองว่าร่างกายเป็นวัตถุ แยกเป็นส่วนๆวิเคราะห์ได้
แต่ความคิดหรือจิตใจของเราเป็นตาแหน่งประธาน เป็นส่วนที่คิด ส่วนที่ให้เหตุผล
จากประโยคของเขาที่ว่า “ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่ ” (Cogito ergo sum หรือ I think therefore I
am)         สะท้อนนัยว่า “ตัวฉัน ” และ “สิ่งที่ฉันคิด ” นั้น เป็นสิ่งที่แยกออกจากกัน
และหันไปให้ความสาคัญกับ                  “สิ่งที่ฉันคิด ” โดยไม่ตั้งคาถามว่าการ        “มีอยู่ ”
ของตัวฉันนั้นมีความหมายเช่นไร เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นที่จริงแท้แน่นอน ฟริตจ๊อฟ คาปร้า
ได้อธิบายไว้ถึงความคิดของเดส์คาตส์ไว้อย่างกระชับและง่ายต่อความเข้าใจไว้ว่า

             “ความคิด (Cogito) ของเดส์คาตส์ ทาให้ความหมายของ “จิตใจ ” (mind)
             มีความแจ่มชัด และแน่นอนสาหรับเขายิ่งเสียกว่าวัตถุ และนี่ได้นาเขามาสู่ข้อสรุปที่ว่า
             ทั้งสองสิ่งนี้แยกจากกัน และมีความแตกต่างกันโดยพื้นฐาน ดังนั้น เขาจึงยืนยันว่า
             ความคิดเกี่ยวกับร่างกายนั้น ไม่มีเรื่องของจิตใจมาปนอยู่ด้วย และความคิดเกี่ยวกับจิตใจนั้น
             ก็ไมมีเรื่องของร่างกายเข้ามาเกี่ยวข้อง การแบ่งตามเดส์คาตส์ที่แยกกายกับจิตออกจากกัน
             มีผลอย่างลึกซึ้งต่อความติดแบบตะวันตก ที่ได้สอนเราให้รับรู้ว่าตัวตนของเรานั้น
             เป็นสิ่งที่แยกขาดและดารงอยู่                            “ภายใน        ” ร่างกาย
             ทาให้เราให้คุณค่าต่องานทางสมองสูงกว่างานทางกาย”5

 นั่นเท่ากับว่า
เดส์คาตส์ได้วางรากฐานแห่งการแบ่งแยกลงไปในพัฒนาการทั้งหมดของมนุษย์
ทฤษฎีต่างๆล้วนได้รับการพัฒนาขึ้นมาตามแบ่งแยกแบบเดส์คาตส์เกือบทั้งสิ้น คือ
ในการศึกษาด้านจิตใจให้เป็นหน้าที่ของวิชาด้านมนุษยศาสตร์
และการศึกษาเรื่องวัตถุก็เป็นเรื่องของวิชาด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติแขนงต่างๆ                                          6




5
  ฟริตจ็อฟ คาปร้า, จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ(เล่ม 1): ทัศนะแม่บทเพื่อการปฏิวัติวัฒนธรรมแบบใหม่, พระประชา ปสนฺนธมฺโม,
พระไพศาล วิสาโล, สันติสุข โสภณสิคิ, รสนาโตสิตระกูล แปล, พิมพ์ครั้งที่ 7 (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2549), 65.
6
  เรื่องเดียวกัน, 66.


                                                                                                                   8
และทั้งสองเรื่องนี้จึงได้กลายเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไปด้วย
อันส่งผลให้สังคมของมนุษย์พัฒนาไปอย่างแยกส่วน และไม่สมดุลกัน
 ผลกระทบของการแบ่งแยก                            ต่อ กระบวนการทางการศึกษา คือ
การจัดกระบวน การ การ ศึกษา จึง อยู่ภายใต้กรอบแนวคิดที่ไม่ได้มองมนุษย์ในฐานะมนุษย์
แต่มองมนุษย์ในฐานะทรัพยากรที่จะต้องได้รับการพัฒนา เพื่อจุดประสงค์บางประการ อาทิเช่น
เพื่อความอารยะของประเทศชาติ เพื่อความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ
เพื่อความรุ่งเรืองทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นแรงงานฝีมือดี มีประสิทธิภาพ
การศึกษาจึงมีจุดประสงค์เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์เหล่านั้น
เป็น การสร้างคนตามความต้องการของตลาด โดยมินาพาต่อความเป็นจริงที่ว่า
ความเป็นมนุษย์นั้นมิใช่แต่เพียงการรวมกันของร่างกายและจิตใจ
แต่ยังมี          ความ       สัมพันธ์ระหว่างกันและกันด้วย
จึงไม่สามารถที่จะแยกกันพัฒนาในแต่ละด้านของมนุษย์ ดังที่ อี.เอฟ.ชูมาเกอร์ ได้กล่าวไว้ว่า

             “...แต่ “ความรู้เชิงวิธีการ              ” ก็ไร้ประโยชน์หากอยู่ตามลาพัง
             มันเป็นเพียงวิธีการที่ไร้เป้าหมาย เป็นเพียงศักยภาพ เป็นประโยคที่ยังไม่จบ
             การศึกษาจะช่วยให้เราจบประโยคได้หรือไม่
             จะเปลี่ยนศักยภาพให้กลายเป็นความจริงเพื่อประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติได้หรือไม่...”7

           ถึงที่สุดแล้ว ดูเหมือนว่า เราจะลืมกันไปเสียสนิทว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้น
เรามุ่งพัฒนาความรู้ความสามารถของมนุษย์มีจุดประสงค์เพื่อให้มนุษย์สามารถอยู่รอดได้
และมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ล่วงเลยมาถึงปัจจุบันนี้ เราต่างพากันมองข้ามจุดประสงค์ดังกล่าว
และพากันละเลยความหมายของคาว่า                                               “ชีวิตที่ดี ”
โดยไม่พิจารณาว่าสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสาหรับมนุษย์และสังคมคืออะไร
และพัฒนาการด้านต่างๆก็จะมีความเหมาะสมไม่ได้เลยหากพัฒนาเพียงด้านนั้นไปเองอย่างโดดๆ
เนื่องจากในที่สุดแล้วจะพบกับข้อจากัดหลากหลายรูปแบบ ซึ่งนั่นหมายความว่า
สังคมจะมีความเหมาะสมต่อการดารงชีวิตไม่ได้เลย
หากเราแยกการพัฒนาออกมาการพัฒนาเป็นความรู้ความสามารถของมนุษย์ในทางหนึ่ง
และการขัดเกลาทางสังคมในอีกทางหนึ่ง
เพื่อหวังจะเป็นเครื่องประกันความปลอดภัยให้แก่คนในสังคมนั้น
เพื่อให้สามารถดารงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นระบบระเบียบ
และสามารถคาดเดาพฤติกรรมของสมาชิกในสังคมได้ ผลจากการศึกษาอย่างแยกส่วนเช่นนี้

7
 อี.เอฟ.ชูมาเกอร์, เล็กนั้นงาม: การศึกษาเศรษฐศาสตร์โดยให้ความสาคัญกับผู้คน, กษิร ชีพเป็นสุข แปล, วีระ สมบูรณ์
บรรณาธิการแปล, อภิชัย พันธเสน คานิยม, ส. ศิวรักษ์ คาปรารมภ์ (กรุงเทพฯ: มูลนิธิเด็ก, 2549), 100.


                                                                                                                9
จะทาให้เราได้แต่ผู้เชี่ยวชาญในทางด้านต่างๆ อาทิ นักฟิสิกส์ นักเคมี แพทย์ นักธุรกิจ
นักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ นักบัญชี
และอีกมากมายเท่าที่การศึกษาในระดับอุดมศึกษาจะจัดหามาให้ได้
ส่วนการศึกษาที่เน้นการปลูกฝังค่านิยมทางความคิดก็จะทาให้เราได้ นักประชาธิปไตยนิยม
นักสังคมนิยม นักชาตินิยม มาร์กซิสต์ ผู้เคร่งศาสนาหัวรุนแรง ฯลฯ

 ความขัดแย้งและสงครามต่างๆมากมายที่ได้เกิดขึ้นนั้น
ก็ล้วนเป็นผลงานของผู้เชี่ยวชาญ                        หรือ จากค่านิยมเหล่านี้ทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ หรือสงครามศาสนาหลายต่อหลายครั้ง
ความรู้ของผู้เชี่ยวชาญข้างต้นนั้นไม่อาจนาไปสู่ “ชีวิตที่ดี ” ได้ เพราะว่าในระบบการศึกษานั้น
ไม่มีส่วนใดเลยที่คอยกระตุ้นให้เขาตั้งคาถามว่า                            “ชีวิตที่ดี ” คืออะไร
ความรู้ของเขาจะแก้ไขปัญหาอะไรของมนุษย์ได้บ้าง
ไม่แม้แต่จะเชิญชวนให้เขามองหาว่าปัญหาที่แท้จริงที่มนุษย์กาลังเผชิญอยู่คืออะไร
การศึกษาที่เปลี่ยนให้นักศึกษากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญนั้นมักมีจุดหมายเพียงเพื่อจะตอบโจทย์ของส
าขาวิชาของตนเท่านั้น                        แต่ละวิชาต่างมีโจทย์ตั้งมาให้แล้วเรียบร้อย
แล้วก็มีวิธีหาคาตอบมาให้พร้อมสรรพ และโจทย์หลักที่มนุษยชาติหลงติดว่ายวนอยู่นั้น
คือทาอย่างไรเราจึงจะสามารถควบคุมธรรมชาติ และอยู่เหนือผู้อื่นได้
เราจึงพัฒนาวิทยาการและเทคโนโลยีที่จะต้องไปให้ได้ไกลที่สุด ทาให้ได้มากที่สุด เร็วที่สุด
ก้าวหน้าที่สุด เพื่อให้เราเว้นห่างจากผู้อื่นให้ได้มากที่สุด
และทาให้เราสามารถเป็นนายเหนือธรรมชาติให้ได้มากที่สุด
แต่ความเป็นที่สุดนั้นหาใช่สิ่งเป็นหลักประกันว่าชีวิตมนุษย์จะดีขึ้นได้เสมอไปไม่
เราไม่ได้ตั้ง คา ถามว่าสภาพสังคมที่มุ่งสู่การมีให้มากที่สุด ทา                       ให้ เร็วที่สุด
และพัฒนาเทคโนโลยีให้เจริญก้าวหน้ามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นั้น
จะนามาซึ่งสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เหมาะสมกับชีวิตมนุษย์หรือไม่

         การศึกษาถูกนามาใช้เป็นเครื่องมือสาหรับบรรลุถึงการเป็นที่สุดเหล่านี้
เมื่อระบบการศึกษากลายเป็นเพียงเครื่องจักรผลิตผู้เชี่ยวชาญ
และมุ่งไปสู่ความรุ่งโรจน์ของวิทยาการ
ไม่ใช่กระบวนการที่นาไปสู่การพัฒนามนุษย์ในฐานะมนุษย์ อันจะมุ่งสู่ความสุขของมนุษย์
เมื่อการศึกษาแยกจุดมุ่งหมายทางการพัฒนาความรู้ และการพัฒนาจิตใจออกจากกันเสียแล้ว
ทาให้ผู้ที่ได้รับการศึกษานั้นไม่อาจจะเชื่อมโยงทั้งสองส่วนเข้าหากันได้
เราได้รับการศึกษาเพื่อจุดมุ่งหมายสาคัญประการหนึ่งในสังคมปัจจุบันคือ


                                                                                                 10
การเพิ่มมูลค่าให้กับตัวเอง เพื่อให้เราแข่งขันกับผู้อื่นได้ เป็นการติดอาวุธให้เราไปต่อสู้ในสังคม
เป็นการพยายามเอาชีวิตให้รอด และการจะเอาตัวรอดได้ในสังคมนั้น
หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องพยายามที่จะอยู่เหนือกว่า การมีให้มากกว่า
และสิ่งนี้เองที่นามาซึ่งความขัดแย้งกันระหว่างมนุษย์
ในขณะเดียวกัน เราก็ได้รับการบอกเล่าในเรื่องเกี่ยวกับความรัก เรื่องของศาสนา และสันติภาพ
ซึ่ง ขัดกับสภาพที่เราได้พบเห็นในชีวิตประจาวัน
ท้ายที่สุดเราก็จะจัดคาบอกเล่าเหล่านี้เข้าไปอยู่ในเรื่องของอุดมคติอันไม่อาจจะไปด้วยกันได้กับชี
วิตจริง ที่เรายังคงต้องกินต้องอยู่ และ       เอาชีวิตให้รอดในโลกที่ เต็มไปด้วยการแข่งขัน
ก็เสมือนกับการติดตั้งโปรแกรมสองอย่างเข้าไปในคอมพิวเตอร์
แต่ไม่มีตัวช่วยเชื่อมโยงให้โปรแกรมทั้งสองนี้ทางานร่วมกันได้
และไม่สามารถบรรลุศักยภาพสูงสุดของมันได้ การแบ่งแยกภายในตัวมนุษย์นั้น
ได้ส่งผลต่อสังคมตามดังที่กฤษณมูรติได้กล่าวไว้ว่า

              “การศึกษาทุกวันนี้คิดถึงแต่ประสิทธิภาพภายนอก
              ซ้ายังเจตนาบิดเบือนและละทิ้งธรรมชาติด้านในของมนุษย์โดยสิ้นเชิง
              การศึกษาพัฒนาเพียงส่วนเดียวของมนุษย์และปล่อยให้ส่วนอื่นๆที่เหลือถูกลากถูลู่ถูกังไปต
              ามบุญตามกรรม เราใช้ความสับสน
              ความเกลียดชังและความกลัวในใจครอบงาโครงสร้างภายนอกของสังคมที่สร้างขึ้นด้วยเจต
              นาดีหรือความเจ้าเล่ห์ก็ตามที เมื่อไม่มีการศึกษาที่ดี เราก็เอาแต่ทาลายล้างกันเอง
              ไม่มีใครปลอดภัยแม้แต่คนเดียว”8

 จุดมุ่งหมายของการศึกษา                     “เพื่อชีวิตที่ดี ” นั้นจึงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
กลายเป็นการมุ่งหมายให้ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆที่ดีที่สุด ที่อยู่เหนือผู้อื่นให้มากที่สุด
เป็นการศึกษาที่ปูทางไปสู่ความมีชื่อเสียง ให้งานที่ดี มีเงินเดือนสูง หรือที่เรียกว่า
“เป็นเจ้าคนนายคน                    ” และนั่นย่อมปฏิเสธไม่ได้เลยว่า
สังคมที่ประกอบด้วยบุคคลเหล่านี้ย่อมอยู่ในสภาวะสงครามไม่มีที่สิ้นสุด
การแก่งแย่งแข่งขันกลายเป็นสาระสาคัญของชีวิต
และระบบการศึกษาก็เป็นปัจจัยสนับสนุนสภาพชีวิตดังกล่าว
            และถึงแม้ว่าการเรียนการสอนจะมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพเชิงวิชาการของมนุษ
ย์ แต่กระนั้น
ก็หลีกเลี่ยงผลกระทบอันเกิดขึ้นในคุณภาพของความสัมพันธ์ต่อบุคคลอื่นๆที่อันถูกเพาะบ่มขึ้นโ
ดยกระบวนของการจัดการเรียนการสอนนี้ไม่พ้น

8
    กฤษณมูรติ, การศึกษาและสาระสาคัญของชีวิต, 65.


                                                                                                    11
การสอนที่เน้นประสิทธภาพและวัดผลโดย                            ใช้วิธีการสอบและการให้คะแนน
จะยิ่งเป็นการฝึกฝนให้ผู้เรียนมีความทนทาน คุ้นชินต่อการแข่งขัน
และ จะทาให้จิตใจของผู้เรียนนั้นชาด้านต่อ                                              การแข่งขัน
ชิงดีชิงเด่น           อันเกิดขึ้นจนเห็นเป็นปกติในชีวิตประจาวัน
แล้วประสิทธิภาพจะมีประโยชน์อะไรเล่า ถ้าหากมันกลับมาทาให้มนุษย์ทาลายล้างกันเอง
             ระบบการศึกษาทุกวันนี้ ดาเนินไปอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ไร้ความอิสระ
และตกอยู่ภายในความกลัวรูปแลลใดรูปแบบหนึ่งอยู่ตลอด
ในโครงสร้างของระบบนั้นมีอิทธิพลครอบงาอยู่ การศึกษาจะกลายเป็นสิ่งเผด็จการ
เมื่อผู้บริหารโรงเรียนต้องฟังเสียงรัฐเพราะเครื่องมือของรัฐคือใบอนุญาตประกอบกิจการโรงเรีย
น เมื่อครูกลัวผู้บริหารเพราะเครื่องมือของผู้บริหารคือค่าจ้างเงินเดือน
และเมื่อนักเรียนกลัวครูเพราะเครื่องมือของครูคือคะแนนสอบของนักเรียน
ทาให้สิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้นั้นถูกจากัดอยู่เพียงสิ่งที่รัฐต้องการให้รู้เท่านั้น ผลที่ได้ก็คือ
การเรียนรู้ที่เต็มไปด้วยความเฉื่อยชา และถูกแยกอ                              อกจากความเป็นจริง
แล้วยัดเยียด          ความคิดชุดหนึ่ง            ให้ ผู้เรียน ยึดเกาะในรูปแบบต่างๆ
ไม่ว่าจะในรูปของหลักวิชาการแขนงต่างๆ รูปของอุดมการณ์ รูปของศาสนา หรือรูปของรัฐชาติ
ซึ่งล้วนส่งเสริมอัตตาของมนุษย์ และแน่นอน ย่อมนาไปสู่การแบ่งแยกดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
 การติดอยู่ในการแบ่งแยกทั้ง                                           2                           ทาง
ทั้งในเรื่องสาระเนื้อหาของการเรียนรู้ที่ส่งเสริมอัตตา ส่งเสริมการแบ่งแยกออกเป็นวัฒนธรรม
เป็นศาสนา เป็นประเทศ อันทาให้สังคมมนุษย์ไม่เป็นสังคมมนุษย์
และในเรื่องของจุดมุ่งหมายและกระบวนการทางการศึกษา
อันพัฒนาแต่ละส่วนของมนุษย์อย่างแบ่งแยกกัน
ภายใต้กรอบกระบวนการอันเต็มไปด้วยความกลัว ความขัดแย้ง การแข่งขัน
และการเอารัดเอาเปรียบ
การศึกษาจึงทั้งสร้างความขัดแย้งขึ้นในโลกและสร้างความรุนแรงขึ้นมาในจิตใจของมนุษย์
จนไม่อาจทาให้มนุษย์นั้นกลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์                        และมี “ชีวิตร่วมกัน ” ได้ เลย
การศึกษาที่แบ่งแยกดังกล่าวไม่ได้สอนให้คนมองภาพกว้างและตระหนักว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของ
ทั้งหมด หากทาให้มุมมองของมนุษย์นั้นคับแคบ
การศึกษาในปัจจุบันที่ใส่ใจกับการเพิ่มพูนความรู้วิทยาการ
และเฝ้ายืนยันว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อันทาให้ชีวิตมนุษย์สะดวกสบายขึ้นนั้นเป็นหนท
างไปสู่ชีวิตที่ดีนั้น ก็มุ่งสู่ความเจริญทางวัตถุเพียงอย่างเดียวโดยละทิ้งเรื่องความดีงาม
และความรักเพื่อนมนุษย์ไว้ในโลกแห่งอุดมคติ ในขณะเดียวกัน
การศึกษาก็ยังตอกย้าการแบ่งแยก ที่แบ่งโลกเป็นส่วนๆ เป็นศาสนา เป็นประเทศ เป็นอุดมการณ์

                                                                                                  12
เป็นความเชื่อที่แตกต่างกันมากมาย และเมื่อต่างฝ่ายต่างก็เชื่อว่าของตนนั้นคือทั้งหมด
จนในที่สุดก็เกิดการต่อสู้ประหัตประหารกันขึ้น เพื่อยืนยันความเชื่อ หรือความยึดมั่นดังกล่าว
ซึ่งที่สุดแล้ววิทยาการหรือความความเจริญก้าวหน้าดังกล่าวเหล่านั้น ก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของ
สิ่งที่มนุษย์จะต้องเรียนรู้ เช่นเดียวกับ    ที่ ความเชื่อหนึ่ง ศาสนาหนึ่ง เชื้อชาติหนึ่ง
ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมนุษยชาติ ที่ไม่อาจจะนาส่วนใดส่วนหนึ่งขึ้นมาเป็นทั้งหมดได้
ดังเช่นที่โอโชได้กล่าวไว้ใน Tao: The Parthless Path ว่า

                “และนั่นคือจุดยืนของเหล่าจื่อ จวงจื่อ เลี่ยจื่อ พวกเขาไม่ได้ต่อต้านปรีชาญาณ
                ไม่ได้เป็นเช่นนั้น พวกเขาไม่ต่อต้านอะไรเลย
                มือของข้าพเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายข้าพเจ้า แต่ถ้ามือเริ่มกล่าวอ้างว่า
                “ข้าเป็นทั้งหมด ” และถ้ามือเริ่มพูดว่า “ข้านั้นสูงส่งกว่าส่วนต่างๆทั้งหมด
                เพราะข้าเป็นทั้งหมด ส่วนอื่นล้วนเป็นรอง” ถ้าเป็นเช่นนั้นแสดงว่ามือได้เป็นบ้าไปแล้ว
                มือเริ่มเป็นอันตราย มันได้สูญเสียการติดต่อกับทั้งหมดไป” 9


ส่วนที่ 3 นิโรธ
เราควรจะมุ่งเข้าสู่ภาวะเช่นไร สังคมจะมีหน้าตาเป็นเช่นไรเมื่อทุกข์แห่งการแบ่งแยกหมดไป

 คาตอบของคาถามที่ว่าเป้าหมายทางสังคม              การศึกษาที่ดีนั้นจะสร้างมนุษยชาติให้มีลัก
ษณะอย่างไร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ              “ชีวิตที่ดีร่วมกัน   ” นั้น เป็นอย่างไร
จะคอยเป็นตัวกาหนดทิศทางของการปฏิรูป ซึ่งแม้จะไม่สามารถกาหนดได้เต็มที่
และยังต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ต่างๆ
แต่กระนั้นก็ยังต้องมีความชัดเจนเป็นรูปธรรมเพียงพอที่จะช่วยให้เราสามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิง
ตรวจสอบได้ว่า การปฏิรูปเปลี่ยนแปลงต่างๆที่กาลังจะเกิดขึ้นนั้น
เป็นไปตามสิ่งที่ชีวิตมนุษย์ต้องการจริงๆหรือไม่
แต่กระนั้นก็ไม่ควรให้อนาคตได้รับการวางแผนไว้อย่างชัดเจนจนเกินไป
เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว ในที่สุดมันก็จะวนกลับไปสู่ปัญหาของเรื่องอุดมการณ์แบบเดิมๆ
อันจะนาโลกไปสู่การทะเลาะวิวาทไม่รู้จบ
และไม่มีใครเลยที่จะมีสิทธิหล่อหลอมมนุษย์อื่นให้เป็นไปตามแบบแผนที่ใครคนใดคนหนึ่งได้เรี
ยนรู้มาจากตาราบางเล่ม หรือกาหนดคิดขึ้นมาใหม่                           10
                                                                           เพราะฉะนั้น
เราจึงไม่ได้กาลังพูดถึงโครงการสร้างสังคมในอุดมคติใดๆและรังแต่จะนามาซึ่งความรุนแรงและ
การก่อศัตรู แต่เรากาลังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในอนาคตที่จะสามารถใช้

9
    โอโช่, เต๋า: มรรควิถีที่ไร้เส้นทาง, ประพนธ์ ผาสุกยืด แปล, จุฑาทิพย์ อุมาวิชนี คานิยม (กรุงเทพฯ: มายด์, 2550), 240.
10
     กฤษณมูรติ, การศึกษาและสาระสาคัญของชีวิต, 27.


                                                                                                                         13
“ชีวิตที่ดีร่วมกัน ” ได้ ซึ่งสิ่งนั้นจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อเราเริ่มต้นที่การศึกษาเสียแต่ในวันนี้
เพื่อที่ว่าคนรุ่นใหม่เหล่านี้จะได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ที่ไม่มีความรุนแรงในจิตใจ
แล้วเขาก็จะสร้างสังคมที่ไร้ความรุนแรงขึ้นมาเอง
             เมื่อพูดถึง “ชีวิตที่ดีร่วมกัน ” ก็ ย่อม จะต้องนึกถึง ความกินดีอยู่ดี ความสุข
ไร้ซึ่งความขัดแย้งและความรุนแรง ซึ่งเหล่านี้ก็ต้องตั้งอยู่บนฐานของโลกที่มี สันติภาพ ปัญหาคือ
สันติภาพที่แท้จริงเป็นอย่างไร ถึงแม้มนุษย์จะ เพียรสร้าง และ ใฝ่หาสันติภาพสักเพียงใด
แต่ถ้า ไม่เข้าใจว่าสันติภาพที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร มนุษย์ก็จะได้มาเพียงแค่ความสงบชั่วคราว
ที่เอาไว้หลอกตัวเองเท่านั้น             สันติภาพไม่ใช่หมายความเพียงแค่สภาวะที่ไร้สงคราม
อันความสงบที่โอบล้อมไปด้วยความระแวงระวังภัยรอบข้างย่อมไม่ใช่สันติภาพ อย่างแน่นอน
นั่นเท่ากับว่า แท้จริงแล้ว มนุษย์ยังไปไม่พ้น state of wars ชีวิตยังคงตกอยู่ในความหวาดกลัว
ไม่ว่าเราจะเป็นผู้ที่อยู่เหนือกว่า หรือผู้ที่อยู่ต่ากว่าก็ตาม
 ความพยายามของมนุษย์ในการสร้างสันติภาพนั้นมีให้เห็นมาโดยตลอด
เราได้เห็นการเกิดขึ้นของกฎหมายทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ สนธิสัญญา
และข้อตกลงต่างๆ ขึ้นในประชาคมโลก ซึ่งสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้นก็หาได้มีชีวิตไม่ แต่สังคม
อันเป็นการบรรจบกันของคนและความสัมพันธ์ระหว่างคนนั้นเป็นสิ่งที่มีชีวิตและไม่หยุดนิ่ง
ดังนั้น สิ่งประดิษฐ์ดังกล่าว จะไม่มีทาง                 ไล่ ตามความมีชีวิตของสังคมได้ทันเลย
ข้อตกลงทั้งหลายเหล่านั้นจึงเป็นการพยายามจะตามแก้สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ดักหน้า ดักหลัง
ป้องกัน และแก้ไข แต่ไม่เคยสาเร็จ
กฎหมายยังคงมีไว้เพื่อหาช่องทางหลีกเลี่ยงและนาประโยชน์เข้าสู่ตนเองเสมอ                   สันติภาพนั้น
ไม่เคยเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง สิ่งประดิษฐ์ที่เราเรียกมันว่าบรรทัดฐานนั้นล้วนแล้วแต่เป็นอดีต
เป็นอดีตนับตั้งแต่มันถูกสร้างเสร็จ เนื่องจากบริบทของโลกนั้นเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา
แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่ากฎเกณฑ์บรรทัดฐานนั้นเป็นสิ่งไม่จาเป็น
แน่นอนว่าเพื่อการอยู่ในสังคมร่วมกันนั้น มันก็ยังเป็นสิ่งจาเป็นที่จะต้องมีอยู่
แต่ประเด็นที่สาคัญคือ สังคมโลกยังต้องการสิ่งที่จาเป็นมากกว่านั้นอีก
นั่นก็คือความสัมพันธ์ระหว่างคนด้วยกันเอง เปรียบสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้นเป็นเหมือนกาว
ที่ไว้เชื่อมโลกที่แตกแยกนี้เข้าด้วยกัน แต่กาวยังมีวันหมดอายุและหลุดร่วงออก
ข้อตกลงสัญญาต่างๆมันย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทที่ไม่อยู่นิ่ง                  หรือที่เลวร้ายที่สุดคือ
สักวันมันจะกลายเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียว                                                   ฉะนั้น
จะไม่ดีกว่าหรือถ้าคน เราสามารถใช้การศึกษาสร้างคนที่พร้อมจะ                      จับมือกันเอาไว้เอง
ด้วยความเข้าใจที่มีร่วมกัน

ส่วนที่ 4 มรรค


                                                                                                 14
การศึกษาจะมีส่วนช่วย               ให้เราเข้าสู่ความเข้าใจนั้น              ได้ อย่างไร
เส้นทางการศึกษาเพื่อเข้าสู่ความดับทุกข์แห่งการแบ่งแยกนี้ มีหน้าตาเป็นอย่างไร

           การศึกษานั้น ก็เหมือนกับ “เครื่องมือ ” ชิ้นหนึ่ง ซึ่งอยู่ที่ผู้ใช้จะใช้ “เครื่องมือ ”
นี้อย่างไร                     มีความเข้าใจต่อพลังของ           “เครื่องมือ ” ชนิดนี้อย่างไร
เข้าใจว่าการศึกษามีส่วนสาคัญอย่างยิ่งในความรุนแรงและความแตกแยกระหว่างมนุษย์อย่างไร
และเข้าใจหรือไม่ว่า บทบาทของการศึกษาที่สมบูรณ์คือบทบาทในก าร "พัฒนาความเป็นคน"
และ "นาสังคม" อันเป็นหน้าที่ของการศึกษา ที่จะต้องหยุดส่งเสริมความแตกแยกระหว่างมนุษย์
 เป็นที่แน่นอนว่า การศึกษาที่เป็นไปในขณะนี้นั้น
จาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการทบทวนกันใหม่
มีนักคิดหลายท่านที่ได้เสนอแนะแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการการศึกษาอันจะนาไปสู่ทางรอดของม
นุษย์ได้ แนวคิดหนึ่งคือ การจัดการเรียนการสอนที่ไม่ควรอยู่ในโรงเรียน เช่นไอวา น อิลลิช
ผู้เขียนหนังสือที่ชื่อว่า Deschooling Society 1971 หรือ (ที่นี่ไม่มีโรงเรียน แปลโดย นพ.สันต์
สิงหภักดี-สันติสุข โสภณสิริ)           ที่เสนอเรื่องการยกเลิกระบบโรงเรียน เนื่องจากเห็นว่า
ระบบโรงเรียนมิได้ให้เสรีภาพหรือคุณภาพทางการศึกษาแต่อย่างใด
เพราะโรงเรียนจะสอนให้คนปรับตัวเข้ากับกรอบกฎเกณฑ์อันเป็นมาตรการการควบคุมทางสังค
ม11 ในสายตาของอิลลิช โรงเรียนทาให้คนหนุ่มสาวมีความรู้สึกแปลกแยกตั้งแต่เริ่มแรก (pre-
alienated)         เมื่อนักเรียนถูกกาหนดให้ยอมรับการถูกสอน ด้วยบทเรียนที่โรงเรียน
หรืออีกนัยหนึ่งคือรัฐนั่นเอง เป็นผู้กาหนดให้เรียน
ผู้เรียนก็จะสูญเสียแรงจูงใจที่จะเติบโตอย่างเป็นอิสระ
และจะปิดกั้นตนเองจากความน่าพิศวงทั้งหลายที่ชีวิตมอบให้                   12
                                                                            และการศึกษาแบบนี้
ก็ไม่ต่างจากชีวิต “บน” สายพานการผลิตสักเท่าไหร่นัก ในที่นี้ โรงเรียนจะกลายเป็น “เครื่องมือ ”
ที่ดีเยี่ยมในการสร้างคนขึ้นมาเป็นประชาชน เป็นศาสนิก เป็นนักวิชาการ
หรืออะไรก็ตามแต่ตามที่ถูกกาหนดให้เป็น ที่ร้ายที่สุดคือ
การที่เด็กถูกกาหนดให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้ เป็นปัจจัยที่ทาให้โลกนี้เกิดการแบ่งแยก13
 อีกหนึ่งนักคิดทางการศึกษาที่ต้องพูดถึงคือ อดัม เคิร์ล ผู้เขียน                   หนังสือที่ชื่อว่า
Education for Liberation (การศึกษาเพื่อความเป็นไท แปลโดย วิศิษฐ์ วังวิญญู)                        10
ปีก่อนหน้าที่เขาจะเขียนหนังสือเล่มนี้นั้น
เขาเขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ว่าด้วยการศึกษาและประเทศกาลังพัฒนา

11
     ไอวาน อิลลิช, ที่นี่ไม่มีโรงเรียน, สันต์ สิงหภักดี และสันติสุข โสภณศิริ แปล (กรุงเทพฯ: มูลนิธิเด็ก, 2537), 15.
12
     ไอวาน อิลลิช, ที่นี่ไม่มีโรงเรียน, 49.
13
     กฤษณมูรติ, มิติใหม่ทางการศึกษา เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์, พยับแดด แปล (กรุงเทพฯ: มูลนิธิอันวีกษณา, 2549), 41.


                                                                                                                         15
เขาเปรียบการศึกษาเป็นคานดีดคานงัดที่จะยกสถานะมวลมนุษย์ให้สูงส่งขึ้นไป
แต่แล้วเขาก็เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ไม่สามารถช่วยปลดปล่อยมนุษย์ออกจากความโง่เขลา จารีต
ประเพณี และความเป็นทาสได้                                                    14
                                                                                ในที่สุด
เคิร์ลก็เห็นว่าปัญหาเกิดขึ้นเมื่อโรงเรียนกลายมาเป็นสถาบัน ที่มุ่งกันไปที่หลักสูตร การเรียน
การสอน การวัดผล เรื่อยไปจนถึงเรื่องอาคารสถานที่ งบประมาณ รายได้ รายจ่าย
การเคลื่อนย้ายสถานะทางสังคม ฯลฯ และทาให้เกิดระบบการศึกษาที่เป็นทางการ
และความเหลื่อมล้าในระบบการศึกษา จนลืมนึกถึงเป้าหมายที่แท้จริงของการศึกษาไป
สถาบันการศึกษาจึงเต็มไปด้วยระเบียบวินัย และเผด็จการ
ไม่ต่างจากอิลลิชที่บอกว่าระบบโรงเรียน กลายเป็นตลาดแรงงานที่เติบโตเร็วที่สุด
การจัดวางกลไกให้คนเข้าสู่ระบบโรงเรียน ได้กลายเป็นหน่วยสาคัญของการเติบโตของเศรษฐกิจ
อุตสาหกรรมโรงเรียน(learning industry)ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจแห่งชาติ15
 การศึกษาที่นาไปสู่ความร่ารวย และการศึกษาที่นาไปสู่ความเป็นพวกพ้องนิยมนั้น
นามาซึ่งปัญหามากมายกล่าวคือ
การศึกษาที่นาไปสู่ความร่ารวยนั้นทาให้เกิดการแบ่งแยกภายในตัวมนุษย์
ทาให้มนุษย์พัฒนาไม่ครบส่วน อันมีส่วนทาให้ชีวิตนั้นคับข้องขัดแย้งในการดาเนินชีวิต
ไม่รู้ว่าจะทาเพื่อตนเองหรือเพื่อสังคม จะเห็นแก่ตนหรือเห็นแก่ส่วนรวม
ซึ่งทาให้สังคมนั้นมีความสลับสับสนวุ่นวายไปด้วย
ส่วนการศึกษาที่นาไปสู่ความเป็นพวกพ้องนิยมก็นามาซึ่งการแบ่งแยกระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้ว
ยกันเอง ดังนั้นการศึกษาจึงจะต้องไปให้พ้นจากทางเลือกทั้งสองสายนี้ กล่าวคือ
การศึกษาจะต้องพ้นไปจากวงจรการแสวงหาความร่ารวย นั่นหมายความว่า
การศึกษาจะต้องไม่ยอมให้การศึกษา (หรือระบบโรงเรียน) กลายเป็นอุตสาหกรรม
เพราะระบบการศึกษาที่ผู้เรียนต้องลงทุนเรียนนั้น (ซึ่งทั้งนี้ อาจต้องรวมไปถึง “ค่าเสียโอกาส ”
ในการเอาเวลาไปเล่าเรียนด้วย แต่ในรายงานฉบับนี้จะไม่ขยายต่อในประเด็นนี้
ซึ่งจะเกินขอบเขตของรายงาน)
จะทาให้การศึกษานั้นเป็นเพียงการขวนขวายหาซื้อสินค้าทางการศึกษาเพื่อเป็นหนทางไปสู่หน้า
ที่การงานในระบบแบบเดิมๆ และในที่สุด
การศึกษาก็กลายเป็นเครื่องมือของการสร้างและรักษาความเหลื่อมล้าทางสังคม
และหนีไม่พ้นจากความขัดแย้ง อีกประการหนึ่ง การศึกษาจะต้องพ้นไปจากความควบคุมของรัฐ
เพราะรัฐนั้นคือที่มาหลักของความคิดแบบชาตินิยม วัฒนธรรมนิยม
โดยมีแบบเรียนสาเร็จรูปหรือแบบวัดมาตรฐานต่างๆเป็นเครื่องมือในการควบคุม
14
     อดัม เคิล, การศึกษาเพื่อความเป็นไท, วิศิษฐ์ วังวิญญู แปล, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ: มูลนิธิเด็ก,2546) , 4.
15
     ไอวาน อิลลิช, ที่นี่ไม่มีโรงเรียน, 58.


                                                                                                                   16
แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่เพียงรัฐอย่างเดียวที่ยุยงส่งเสริมความเป็นพวกพ้องนิยม
แต่ยังรวมไปถึงกลุ่มชาติพันธุ์ ชนกลุ่มน้อยในรัฐ หรือกลุ่มทางศาสนาด้วย อย่างไรก็ตาม
หากพิจารณาดีๆแล้ว จะพบว่าสาเหตุสาคัญประการหนึ่งของการเกิดขึ้นของกลุ่มเหล่านั้น เช่น
ชนกลุ่มน้อยหัวรุนแรง
ก็เป็นไปเพราะการพยายามสร้างความเป็นชาติที่พวกเขายอมรับไม่ได้นั่นเอง ดังนั้น
หากจะย้อนกลับไปที่ต้นเหตุหลักของการแบ่งแยกดังกล่าวแล้ว
ก็หนีไม่พ้นการพยายามรวบเอาวัฒนธรรมที่แตกต่างกันให้มาอยู่ภายใต้ความเป็นรัฐนั่นเอง
ซึ่งการกระทาเช่นนี้จะยิ่งทาให้เกิดการต่อต้าน และเกิดการแบ่งแยกมากยิ่งขึ้น
 อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของรัฐต่อการศึกษานั้นไม่ได้หายไป
เพียงแต่ว่าบทบาทของรัฐจะต้องเปลี่ยนไป
จากเดิมที่คอยกาหนดมาตรฐานชี้วัดให้ทุกคนต้องศึกษาตามที่รัฐกาหนด
ทั้งการใช้แบบเรียนสาเร็จรูป หรือการจัดการสอบวัดมาตรฐาน ฯลฯ
และทาให้ระบบการศึกษามีความเป็นระบบสูงอันเป็นตัวการสาคัญในการสร้างความแตกแยกใน
มวลมนุษยชาตินั้น รัฐควรจะต้องเปลี่นไปทาหน้าที่ ในการ                 “อานวยความสะดวก ”
ทางการศึกษาให้แก่เครือข่ายทางการศึกษาจากชุมชนต่างๆให้ได้มีโอกาสมาพบปะ พูดคุย สื่อสาร
แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน นอกเหนือไปจากการจัดการให้ทุกคนได้รับการศึกษา
ซึ่งก็ยังคงต้องเป็นหน้าที่หลักของรัฐเช่นเดิม
 เช่นเดียวกับในระดับระหว่างรัฐ
จะต้องมีการพบปะพูดคุยกันระหว่างผู้คนในวงการการศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
และมุมมองต่อปัญหาเพื่อให้มองประเด็นปัญหาต่างๆได้อย่างรอบด้าน
ทั้งจากความคิดของตนเองและคนอื่นๆ
รวมไปถึงการทบทวนความเข้าใจร่วมกันในจุดประสงค์ที่แท้จริงของการศึกษา
โดยเครือข่ายทางการศึกษาทั้งในระดับในรัฐและระหว่างรัฐนั้น
จะยึดโยงกันในลักษณะสถาบันที่หลวมๆ นั่นคือ
ไม่ได้มีโครงสร้างที่ตายตัวแข็งกระด้างเหมือนระบบการศึกษาในปัจจุบันที่เป็นปัญหาอยู่เพื่อหลีก
เลี่ยงความไร้อิสระและเป็นเผด็จการที่ได้กล่าวไวแล้วในส่วนที่                              2
แต่จะยึดโยงกันด้วยจุดมุ่งหมายของการศึกษาว่าเป็นไปเพื่อการมี “ชีวิตที่ดีร่วมกัน ” ของมนุษย์
นั่นคือการศึกษาทั้งในระดับรัฐและระหว่างรัฐนั้นจะต้องเป็นไปภายใต้แนวคิดว่าด้วยจุดมุ่งหมาย
ของการศึกษาเป็นหลักใหญ่หนึ่งอันร่วมกัน โดยภายใต้จุดมุ่งหมายนี้
แต่ละหน่วยการศึกษาก็จะมีอิสระในการออกแบบการศึกษาเองเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพสังคม
เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของตน นั่นคือจะต้องให้แต่ละท้องถิ่น
หรือแต่ละวัฒนธรรมจัดการศึกษาและเนื้อหาในรายละเอียดเอง

                                                                                       17
โดยยังอยู่ในภายใต้แนวคิดใหญ่ที่มีร่วมกัน (Generalized in concept – Localized                           in
details) อนึ่ง สถาบันการศึกษาระดับโลกในลักษณะที่ว่านี้ ถือว่ามีความสาคัญมาก
เพราะการได้พบปะและเปลี่ยนกันนั้นจะช่วยยึดโยงไม่ให้การศึกษาที่แต่ละหน่วยจัดขึ้นนั้น
กลายเป็นลักษณะท้องถิ่นนิยม และตกเข้าไปในบ่วงของการแบ่งแยกอีก
และหากแนวคิดข้างต้นนี้ได้รับการผลักดันต่อไปได้สาเร็จจนถึงระดับโลก
ก็มีความเป็นไปได้สูงว่า ปัญหาเรื่องการแบ่งแยกของมนุษยชาติน่าจะอยู่ในสภาวการณ์ที่ดีขึ้น
เพราะจะไม่มีการครอบงาทางการศึกษาโดยผู้มีอานาจใดๆ
คนทุกๆกลุ่มและการศึกษาของทุกๆหน่วยการศึกษาจะเป็นเม็ดสีในภาพใหญ่
ซึ่งมีความสาคัญเท่าๆกัน ที่ทั้งต้องประกอบ และส่งเสริมกันและกันเพื่อให้เกิดภาพที่สมบูรณ์

 หากย้อนกลับไปดูในส่วนที่                                                                          2
เราจะเห็นว่าการศึกษายังนาไปสู่ลักษณะของการแบ่งแยกอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ
การแบ่งแยกภายในตัวมนุษย์เอง ซึ่งเป้าหมายของการพัฒนาที่ไม่สมดุล
นามาซึ่งความแตกแยกระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง ในจุดนี้ สิ่งที่สาคัญในทัศนะของ อดัม เคิร์ลคือ
“ความสัมพันธ์ ” ระหว่างครูกับศิษย์ อันจะช่วยส่งผ่านการศึกษาที่แท้จริงได้
ซึ่งประเด็นสาคัญของเขาอยู่ที่ความรู้เท่าทันของครู
โดยสิ่งที่ครูแต่ละคนจะทาได้มากที่สุดก็คือการเปลี่ยนแปลงจากภายใน
เพื่อที่จะได้นาเสนอให้นักเรียนได้เห็นถึงบางสิ่งบางอย่างในสภาพการณ์ของมนุษย์ที่นักเรียนไม่เ
คยได้รู้มาก่อน
และปลดปล่อยเขาออกจากการเป็นทาสทางอารมณ์และทางความคิดที่ระบบครอบงาเขาอยู่
สาหรับเคิร์ลนั้น
การสร้างสันติภาพนั้นต้องควบคู่กับการกระทาและการสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่มีศานติของจิตใจ
(ความสงบ ความระงับ) มิฉะนั้น สันติภาพที่เกิดขึ้น ก็จะเป็นเรื่องของการหยุดยิงเท่านั้น16
 เมื่อครูคือพลังสาคัญ ประเด็นที่สาคัญที่ควรพูดถึง คือ แล้วครูควรสอนอะไร
และควรสอนอย่างไร                                    ในประเด็นแรก ครูควรสอนอะไรนั้น
เราต้องเข้าใจว่าสิ่งที่จิตใจมนุษย์ต้องเรียนรู้เพื่อจะได้พัฒนาขึ้นมาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นมีอยู่มา
กมายหลากหลายมาก บ้างก็เป็นสิ่งที่สอนกันได้ บ้างก็เป็นสิ่งที่สอนกันไม่ได้
ถ้าจะอ้างอิงคาของกฤษณมูรติมาใช้เพื่ออธิบายก็คงจะพูดได้ว่าสิ่งที่สอนกันได้ก็คือ
ความรู้ซึ่งทาให้มนุษย์เชี่ยวชาญชานาญเทคนิควิธีการในการทาสิ่งต่างๆ
เป็นอดีตที่สั่งสมบวกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และอีกสิ่งหนึ่งที่สอนกันไม่ได้คือ

16
     ไชยันต์ รัชชกูล, “อาวรณ์และคาสอนของครู แด่ อดัม เคิร์ล,” ปาจารยสาร 31(ธันวาคม-มกราคม 2550): 69.


                                                                                                       18
ปัญญาอันเกิดจากการเฝ้าดูและรู้ตัวเอง เป็นคุณสมบัติของจิตที่ว่องไว ตื่นตัว และรู้สึกอยู่
โดยไม่ยึดติดอยู่กับคุณค่าอย่างใดอย่างหนึ่ง ความรู้ที่ไร้ปัญญานั้น กลายเป็นสิ่งที่มีอันตราย 17
ความรู้จะมาสามารถนามาใช้เพื่อจุดมุ่งหมายทางทาลายล้างดังเช่นที่โลกเป็นอยู่
ครูจึงไม่อาจจะสอนนักเรียนเพียงแค่ความรู้ได้
แต่ครูยังต้องมีหน้าที่กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดปัญญาขึ้นมาในจิตใจได้ด้วย
 ครูจึงมีหน้าที่ไม่ใช่เพียงแค่ให้ความรู้เด็กเท่านั้น
แต่ต้องทาให้เด็กเข้าใจว่าความรู้ไม่ใช่ที่สุดของชีวิต การเน้นความรู้เพียงอย่างเดียวนั้น
ผู้เรียนจะไม่ได้เป็นแค่ผู้เชี่ยวชาญในสิ่งที่ครูสอนเท่านั้น แต่จะกลายเป็นคนอิจฉาริษยา โกรธ
หงุดหงิดไม่พอใจ หมดหวัง หรือมีความทะเยอทะยานด้วย
และนั่นเองคือการสร้างสังคมที่ไร้ระเบียบ เพราะเขาจะสู้รบกับคนอื่นตลอดไป                             18


ครูจึงไม่อาจจะสอนเพียงความรู้ด้านวิชาการเท่านั้น แต่ครูจะต้องบอกด้วยว่า
สิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนไปนั้น สามารถสร้างคุณค่าให้แก่โลกมนุษย์ที่เขาต้องอยู่ได้อย่างไร
พร้อมทั้งกระตุ้นให้ผู้เรียนได้มองสิ่งต่างๆ ปัญหาต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์แล้วคิดต่อไปอีกว่า สิ่งที่เขาได้เรียนรู้มานี้
จะมีประโยชน์อะไรได้มากเพียงไร
 และในโลกที่มีแต่ความขัดแย้งนี้
ครูต้องกระตุ้นให้นักเรียนเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ระหว่างวัฒนธรรม กลุ่มคน เชื้อชาติ สังคม
และกระตุ้นให้นักเรียนค้นหาความ                        เชื่อมโยงกันระหว่าง        ศาสนา เชื้อชาติ
ความเชื่อและค่านิยมต่างๆ                         ที่ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งซึ่งกันและกัน
และ            เนื้อเดียวกันที่แยกออกจากกันไม่ได้
แต่ละส่วนก็มีความสัมพันธ์และการพึ่งพิงอิงอาศัยกันอยู่ตลอด                                     เวลา
ครูจะต้องสื่อสารให้นักเรียนเข้าใจว่าความแตกต่างในเรื่องของอุดมการณ์ ศาสนา ความเชื่อ
และลัทธิต่างๆ ก็เป็นเพียงเพราะการรับรู้เรื่องเดียวกันในมุมที่ต่างกัน ด้วยอุบาย
หรือเครื่องมือที่ต่างกันเท่านั้น ดังเช่นเรื่องตู้ปลาของโบห์ม
ความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติจะไม่ทาให้เกิดปัญหาอะไรขึ้น
หากผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนได้มองและสังเกตเข้าไปในจิตใจตนเองและผู้อื่น
จนเห็นว่าแท้จริงนั้น ลึกๆลงไปภายใต้ผิวหนังที่ต่างสีกันนั้น มนุษย์ล้วนไม่ต่างกัน
เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดปัญญา นั่นคือ ความตื่นตัว และรู้สึกอยู่
โดยไม่ยึดติดอยู่กับคุณค่าอย่างใด เป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องบอกกล่าวเรื่องราวเหล่านี้แก่ผู้เรียน
และสิ่งที่จะได้มาก็คือ มนุษย์ที่มีทัศนคติที่ดีต่อเพื่อนมนุษย์ พร้อมๆกับโลกที่ไร้การแบ่งแยก
17
     กฤษณมูรติ, มิติใหม่ทางการศึกษา เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์, 33.
18
     เรื่องเดียวกัน, 145.


                                                                                                  19
 อนึ่ง ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย และจะเป็นไปไม่ได้เลย
หากครูไม่ได้มีความเชื่ออย่างจริงจังในความดีงาม และความเชื่อมโยงภายในตัวมนุษย์
ไม่ได้เชื่อในความเชื่อมโยงระหว่างโลกแห่งเทคโนโลยี กับโลกทางจิตวิญญาณ
หรือไม่ได้เห็นความเชื่อมโยงที่ซ่อนอยู่ในความแตกต่างระหว่างมนุษย์
ในการริเริ่มให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในโลก
ด้วยสอนให้แตกต่างไปจากระบบที่แหลกเหลวอยู่นั้น
ต้องอาศัยพลังอันแรงกล้าจากภายในตัวครูเอง
ครูต้องเฝ้าสังเกตอคติที่เกิดขึ้นในใจครูก่อนเป็นอันดับแรก
เพราะไม่ใช่เพียงสาระที่ครูสอนเท่านั้น แต่สิ่งที่ครูเชื่อนั้น
จะสะท้อนออกมาในวิธีการที่ครูสอนด้วย
ซี่งในหลายๆครั้งนั้นมีอิทธิพลต่อผู้เรียน            มาก กว่าสิ่งที่ครูสอน นั่นหมายความว่า
ผู้เรียนจะเรียนรู้วิธีการปฏิบัติกับบุคคลอื่นก็จากประสบการณ์ที่ครูปฏิบัติกับเขา
ถ้าผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนกับครูที่มีทัศนคติต่อเพื่อนมนุษย์ที่ดี และไม่ใช้ความรุนแรงในการสอน
ผู้เรียนก็จะซึมซับเอาความดีงามจากครูมาด้วย ในทางตรงกันข้าม ครูที่ไม่มีความเข้าใจ
และใช้ความรุนแรงกับนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นด้วยการลงโทษ
ด้วยการกระตุ้นให้นักเรียนแข่งกันเรียน หรือปลูกฝังทัศนคติให้กับผู้เรียนว่า
ความรู้นั้นมีไว้เพื่อการแข่งขันในชีวิตของพวกเขาในอนาคต
ผู้เรียนก็จะเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่รุนแรง และแข่งขันกับผู้อื่นตลอด
ซึ่งครูที่ดีที่จะสามารถสร้างมนุษย์ที่ใฝ่สันติภาพและรักผู้อื่นได้นั้น
จะต้องมีคุณสมบัติและวิธีการสอนที่ทาให้ผู้เรียนรู้สึกมั่นใจในศักยภาพของตน
พร้อมๆกับเป็นแรงบันดาลใจให้นักเรียนของเขาอยากจะเป็นคนดีด้วย
แล้วพวกเขาจะตระหนักด้วยตัวเองว่า ชีวิตเป็นสิ่งยิ่งใหญ่เสียจริง แล้วพวกเขาก็จะเป็นมนุษย์19
 ปัญหาเรื่องการแข่งขันนี้ ครูจะมีส่วนช่วยได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น
เพราะปัญหานี้เป็นสิ่งที่แฝงอยู่ในระบบทั้งหมด
ด้วยการเปรียบเทียบแข่งขันกันในการศึกษาทุกระดับ ในห้องเรียน ในโรงเรียน การวัดผล
การให้คะแนน การสอบแข่งขัน สิ่งเหล่านี้ล้วนนามาซึ่งความก้าวร้าวรุนแรงในจิตใจ
รวมทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นทั้งหมดของการเบี่ยงเบนจุดมุ่งหมายทางการศึกษาอีกด้วย
เพราะการศึกษาที่เน้นการแข่งขันไปสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการนั้น
ได้สร้างสังคมที่รักการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่นขึ้นมา
แสงสว่างที่การศึกษาได้จุดขึ้นในจิตใจของแต่ละคนนั้น จึงไม่ได้เป็นแสงที่ช่วยทาให้เส้นทางสู่
19
  กฤษณมูรติ, กฤษณมูรติที่หุบเขาฤาษี, สุภาพร พงศ์พฤกษ์ แปล, พจนา จันทรสันติ บรรณาธิการ (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง,
2543), 97.


                                                                                                                  20
“ชีวิตที่ดีร่วมกัน                                  ” สว่างไสวขึ้น
หากแต่เป็นแสงที่ต่างคนต่างแข่งกันสาดสว่างเพื่อให้กลบทับแสงของผู้อื่นอย่างไร้ทิศไร้ทาง
จนในที่สุดโลกนี้ก็สว่างจ้าเสียจนดวงตาของมนุษย์นั้นพร่าเลือน มองไม่เห็นหนทางใดๆทั้งสิ้น

บทสรุป

         โลกปัจจุบันกาลังทุกข์ระทมไปด้วยการบาดแผลแห่งการแตกแยก
ระบบการศึกษาดูจะเป็นได้ทั้งฆาตกรที่สามารถทาลายล้างโลก และแบ่งทอนออกเป็นเสี่ยงๆได้
เท่าๆกับที่สามารถเป็นแพทย์ผู้สามารถเยียวรักษาบาดแผลนี้ได้ อย่างไรก็ตาม
การศึกษาอย่างเป็นองค์รวมนั้น อาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดของมนุษย์ได้
เพราะยังมีปัจจัยอีกมากมายหลายประการที่ก่อให้เกิดการแบ่งแยก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองในภาพกว้างที่ครอบคลุมไปทั่วทั้งโลก
ซึ่งยังคงมีปัจจัยอื่นๆคอยแต่จะสร้างความขัดแย้งและการแบ่งแยกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ ระบบธุรกิจ                            สื่อสารมวลชน ฯลฯ
ประเด็นของรายงานฉบับนี้ซึ่งได้เสนอไว้ว่า ปัญหาเหล่านั้น                                 “เกิดจาก ”
การแบ่งแยกทางการศึกษา ก็ไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าปัญหานั้น                         “แก้ให้สาเร็จได้ ”
ด้วยการปฏิรูปการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม
ถึงแม้ว่าการศึกษาอาจจะดับทุกข์แห่งการแบ่งแยกด้วยตัวของมันเองไม่ได้
แต่การศึกษาก็หนีไม่พ้นบทบาทของการเป็นผู้ริเริ่มในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้
เนื่องจากการศึกษานั้นเป็นเจ้าของ                                              “เครื่องมือ         ”
ที่เป็นทางการในการที่จะสร้างทัศนคติใหม่ของมนุษย์
การศึกษาจึงควรเริ่มต้นด้วยการสร้างมนุษย์ที่ได้รับการพัฒนาทุกส่วนอย่างสมบูรณ์และมีทัศนคติ
ต่อเพื่อนมนุษย์ในการใช้                                       “ชีวิตที่ดีร่วมกัน                  ”
โดยเป็นไปภายใต้แนวคิดการศึกษาอย่างไร้การแบ่งแยกอันเป็นทั้งหนทางและจุดหมายปลายทาง
และบนเส้นทางแห่งการปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้การศึกษาดาเนินไปอย่างเป็นองค์รวมและสามาร
ถที่จะนามนุษย์ไปสู่ “ชีวิตที่ดีร่วมกัน ” ได้นี้ จะต้องมีหลายฝ่าย หลายระดับที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
นับตั้งแต่ครูผู้สอนซึ่งเป็นผู้ที่จะนาส่งสารต่างๆไปถึงผู้เรียนได้โดยตรง
ระบบการศึกษาที่จะต้องกาจัดการแข่งขันชิงดีชิงเด่นที่มีอยู่ในระบบให้ออกไปจนเหลือน้อยที่สุด
รวมถึงจะต้องหนีให้พ้นจากระบบธุรกิจและพ้นจากความเป็นรัฐนิยม
ตัวรัฐเองก็จะต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ที่คอยกาหนดว่าประชาชนจะต้องรู้อะไร มา
เป็นผู้อานวยความสะดวกให้ประชาชนได้มีโอกาสทางการศึกษาได้อย่างทั่วถึง
และสามารถเรียนรู้ได้อย่างรอบด้าน โดยไร้ซึ่งอคติและการปิดกั้นโดยรัฐ
ตลอดไปจนถึงในระดับโลก

                                                                                                21
ที่จะต้องมีการรวมตัวกันเพื่อร่วมทบทวนความเข้าใจในเป้าหมายของการศึกษา
และสาระที่แท้จริงของการศึกษาที่ไม่ใช่เพียงเพื่อการยอมรับสภาพที่เป็นอยู่
แล้วเตรียมผู้เรียนให้พร้อมที่จะเผชิญสภาพเช่นนั้นแบบเดียวกับสินค้าที่ออกจากสายพานการผลิต
และป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน
และไม่ต่างอะไรจากการเลี้ยงดูให้อาหารสัตว์ร้ายที่แสนจะตะกละตะกลามให้เติบใหญ่ขึ้นและกลื
นกินมนุษยชาติเข้าไปเรื่อยๆ
การกาหนดจุดประสงค์ทางการศึกษาอย่างเป็นองค์รวมร่วมกันนั้นจะ คอยเป็นหลักประกันว่า
การศึกษาอย่างไร้ซึ่งการแบ่งแยกทั้งในแง่ของสาระเนื้อหา
และเป้าหมายกระบวนการทางการศึกษาของทั้งโลกนั้น จะได้รับการย้าเตือนอยู่เสมอ
และจะเป็นเป็นไปเพื่อสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์อันปราศจากความกลัว
ปราศจากความรุนแรงในจิตใจ
ปราศจากทั้งการแบ่งแยกภายในตนเองและการแบ่งแยกระหว่างเพื่อนมนุษย์
และจุดไฟให้ผู้เรียนรู้จักปฏิเสธและสร้างสรรค์สังคมใหม่ที่ต่างออกไป
 การปฏิรูปการศึกษาที่เป็นไปตามมรรควิถีเพื่อเป้าหมายดังที่กล่าวมานี้
จะสามารถนาโลกไปสู่ ความดับทุกข์ อันเกิดจากการแบ่งแยกได้ และภาวะแห่งสันติภาพและ
“ชีวิตที่ดีร่วมกัน ” ของมวลมนุษยชาติจะเกิดมีขึ้นมาไม่ได้เลย หากไม่มี                    “ใคร ”
เริ่มสร้างมันขึ้นมา
คาถามคือเมื่อไหร่ที่ความตระหนักในปัญหาของการศึกษาอย่างแยกส่วนเช่นที่เป็นอยู่นี้จะส่งเสีย
งดังเพียงพอที่จะทาให้เกิดการปฏิรูปดังกล่าว และเริ่มต้นสร้าง                             “ใคร ”
เหล่านี้ขึ้นมาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และมีชีวิตที่เต็มเปี่ยม เพื่อสร้างสังคมอันสามารถจะมี
“ชีวิตที่ดีร่วมกัน” ได้




                                                                                           22
                                           บรรณานุกรม

กฤษณมูรติ. (2543). กฤษณมูรติที่หุบเขาฤาษี . แปลจาก Krishnamurti at Rishi Vally โดย สุภาพร
      พงศ์พฤกษ์. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง.
กฤษณมูรติ. (2545). แห่งความเข้าใจชีวิตและการศึกษาที่แท้ . แปลจาก Think on These Things โดย
      โสรีช์ โพธิแก้ว. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง.
กฤษณมูรติ. (2548)). การศึกษาและสาระสาคัญของชีวิต. แปลจากเรื่อง Education and the
      Significance of Life โดย นวลคา จันภา. กรุงเทพฯ: มูลนิธิอันวีกษณา.
กฤษณมูรติ. (2549). มิติใหม่ทางการศึกษา เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์. แปลจาก Krishnamurti on
      Education โดย พยับแดด. กรุงเทพฯ: มูลนิธิอันวีกษณา.
ไชยันต์ รัชชกูล. (2550, ธันวาคม - มกราคม). อาวรณ์และคาสอนของครู แด่ อดัม เคิร์ล. ปาจารยสาร, 31,
      68-69.
เปาโล แฟรร์ . (2548). ครูในฐานะผู้ทางานวัฒนธรรม : จดหมายถึงผู้ที่กล้าสอน. แปลจาก Teachers as
      Cultural Workers โดย สดใส ขันติวรพงศ์. กรุงเทพฯ: สวนเงินมีมา.
ฟริตจ็อฟ คาปร้า. (2549). จุดเปลี่ยนแห่งศตววรษ: ทัศนะแม่บทเพื่อการปฏิวัติวัฒนธรรมแบบใหม่ : เล่ม 1.
         ทัศนะแม่บทเพื่อการปฏิวัติวัฒนธรรมแบบใหม่ . แปลจากเรื่อง Turning Point โดย พระประชา
         ปสนฺนธมฺโม, พระไพศาล วิสาโล, สันติสุข โสภณสิริ, รสนาโตสิตระกูล แปล. พิมพ์ครั้งที่         7.
         กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง.
วิศิษฐ์ วังวิญญู. (2550, ธันวาคม-มกราคม). เมื่อหัวใจแห่ง „การศึกษาเพื่อความเป็นไท‟ ของ อดัม เคิร์ล
         กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง. ปาจารยสาร, 31, 60-68.


                                                                                                 23
วีระ สมบูรณ์. (2550). แบบแผนและความหมายแห่งองค์รวม. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง.
อดัม เคิล. (2546). การศึกษาเพื่อความเป็นไท . แปลจากเรื่อง Education for Liberation โดย วิศิษฐ์
       วังวิญญู. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: มูลนิธิเด็ก.
อี.เอฟ.ชูมาเกอร์. (2549). เล็กนั้นงาม : การศึกษาเศรษฐศาสตร์โดยให้ความสาคัญกับผู้คน. แปลจาก Small
       is Beautiful โดย กษิร ชีพเป็นสุข. กรุงเทพฯ: มูลนิธิเด็ก.
โอโช่. (2550). เต๋า: มรรควิถีที่ไร้เส้นทาง. แปลจากเรื่อง Tao: The Pathless Path โดย ประพนธ์
       ผาสุขยืด. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์มายด์.
ไอวาน อิลลิช. (2537). ที่นี่ไม่มีโรงเรียน. แปลจาก Deschooling Society โดย สันต์ สิงหภักดี และ
       สันติสุข โสภณศิริ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิเด็ก.




                                                                                             24

								
To top