คลิกเลือก ïƒ Programs by wtyrnm45

VIEWS: 0 PAGES: 127

									                                        บทที่ 1
                          การใช้งาน Microsoft Excel ขั้นพื้นฐาน

วัตถุประสงค์
1 สามารถเข้าใจถึงความหมายของ               Spreadsheet
        3. สามารถรู้ถึงส่วนประกอบของ Excel ได้
        2 เพื่อให้สามารถใช้ Excel ขั้นพื้นฐานได้

ความหมายของ ของ Excel
        Microsoft Excel เป็นโปรแกรมประเภท Spreadsheet ซึ่งเป็นโปรแกรมสาเร็จรูป
สาหรับบันทึกวิเคราะห์ และนาแสดงข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลข อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น งานด้านคานวณ
การสร้างกราฟ แผนภูมิแท่ง และฐานข้อมูล
        โปรแกรม Excel เป็นโปรแกรมที่สามารถนาไปประยุกต์ใช้ในงานด้านต่างๆ เช่น งานด้านบัญชี
โดยการนาเอาสูตรและ Faction ในการคานวณหาค่าทางการเงิน, ด้านวิศวกรรม
โดยมีการรวบรวมสูตรและคาสั่งในการคานวณหาค่าทางวิศวกรรมไว้มากมายเพื่อให้ผู้ใช้สามารถคานวณหาค่
าทางวิศวกรรมได้สะดวก ถูกต้องและรวดเร็ว, งานด้านวิจัย
โดยสามารถเก็บรายละเอียดข้อมูลจากแบบสอบถาม และนามาวิเคราะห์
หรือแม้กระทั้งสามารถนาเอาข้อมูลจาก Excel นาไปวิเคราะห์ ในโปรแกรม SPSS ได้,
งานด้านธุรกิจและการจัดการ โดยการสร้างรายงานในรูปแบบต่างๆ เช่น รายงานที่เป็นตัวเลข แผนภูมิ
รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูล ได้, ด้านโปรแกรม โดยเราสามารถพัฒนาเป็นโปรแกรมเหมือนภาษาอื่นๆ ได้
โดยการนาเอาภาษา Visual Basic For Excel มาใช้งานร่วมกับ Excel ได้,
และสามารถนาไปประยุกต์ได้ตามงานสาขาอื่นๆ อีกมากมายตามลักษณะงานของตนเอง

ความหมายของ Spreadsheet
          หมายถึง ตารางสาหรับกรอกข้อมูลทางบัญชี ข้อมูลจากแบบสอบถาม ข้อมูลอื่นๆ
ทั้งเป็นตัวเลขและตัวอักษร เพื่อใช้ในการคานวณ หรือค่าสรุปอื่นๆ ทั้งในแนวตั้ง /แนวนอน และอาจหมายถึง
electronic Spreadsheet ซึ่งเป็นโปรแกรมกึ่งสาเร็จรูป ได้แก่ Excel, Lotus 1-2-3

Spreadsheet ประกอบด้วย
       - Workbook ประกอบด้วย sheet แต่ละหน้า ที่อยู่ในโปรแกรม sheet1, sheet2, sheet3
           เปรียบเสมือนแฟ้มของข้อมูล ดังรูป
                                          ่
                                     รูปที1.1 แสดงส่วนประกอบของ Workbook

       - Worksheet ซึ่งเปรียบเสมือนกระดาษ 1 หน้า ในหนึ่งหน้ากระดาษ ประกอบไปด้วย
            o Row - แนวนอน จะเริ่มต้นจาก row 1 ถึง 65536
            o Column - แนวตั้ง จะเริ่มต้นจาก A ถึง IV (การเริ่ม Column จะนับจาก A, B, C, D, E,…
                ถึง Z และจากนั้นจะเป็น AA, AB, AC...
            o Cell - จุดตัดของ Column กับ Row (เพื่อใช้เรียกตาแหน่งของข้อมูล)




                                         ่
                                    รูปที1.2 แสดง ส่วนประกอบของ Worksheet
เข้าสู่โปรแกรม
          การเรียกโปรแกรม Excel ขึ้นมาใช้งาน เราสามารถเรียกได้หลายวิธีตามความถนัด
และทักษะของตนเอง ซึ่งจะขอยกตัวอย่างการเรียกใช้โปรแกรม จาก

คลิกเลือก                Programs Microsoft Office  Microsoft Excel




                                                   ่
                                              รูปที1.3
จะปรากฏหน้าที่พร้อมใช้งาน ของโปรแกรม Microsoft




                                                ่
                                           รูปที1.4
ส่วนประกอบของ Microsoft Excel
       ประกอบไปด้วย 3 ส่วน ดังรูป


                                            ่
                                      ส่วนที1




                                                                             ่
                                                                       ส่วนที3
                              ่
                        ส่วนที2




                            ่
                       รูปที1.5 ภาพแสดงส่วนประกอบของ Microsoft Excel
ส่วนที่ 1 ส่วนที่เป็นคาสั่งและเครื่องมือ ประกอบไปด้วย
         1. แถบชื่อเรื่อง (Title Bar)
สาหรับแสดงชื่อโปรแกรมและชื่อแฟ้มสมุดงานที่กาหลังใช้งานอยู่แต่ถ้ายังไม่มีการบันทึกชื่อสมุดงานก็จะแส
ดงชื่อเป็น Book1 และถ้าเปิดสมุดงานอื่นๆ อีก ก็จะปรากฏเป็น Book2, Book3, …, Book n
ซึ่งจะมีลักษณะดังรูป



                           ่
                      รูปที1.6 ภาพแสดงส่วนของ Title Bar ของ Microsoft Excel

         2.แถบเมนู (Menu Bar) เป็นส่วนของการแสดงคาสั่งทั้งหมดซึ่งแบ่งเป็น 9 เมนูย่อย ประกอบด้วย
 -         File (แฟ้ม) เป็นคาสั่งเกี่ยวกับการจัดการแฟ้มสมุดงาน เช่น การสร้าง การเปิด-ปิด การบันทึก
การพิมพ์ สมุดงาน
 -         Edit (แก้ไข) เป็นคาสั่งที่จัดการเกี่ยวกับ ส่วนที่2 คือส่วนของเชลล์ เช่น
การตัดเชลล์ออกจากแผ่นงาน การคัดลอกเชลล์ การย้ายเชลล์ การค้นการแทนที่ข้อมูลในเชลล์
 -         View (มุมมอง)
เป็นคาสั่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงมุมมองในแผ่นงานและยังสามารถใช้กาหนดส่วนประกอบของหน้าต่าง
Excel
         - Insert (แทรก) เป็นคาสั่งเกี่ยวกับการแทรก เช่น การเพิ่มแถวหรือคอลัมน์
การเพิ่มแผ่นงานในสมุดงาน การแทรกแผนภูมิรูปภาพ
 -         Format (รูปแบบ) เป็นคาสั่งเกี่ยวกับการจัดรูปแบบข้อมูลบนแผ่นงาน เช่น
การจัดรูปแบบของตัวอักษร ขนาดความกว้างความยาวของคอลัมน์
 -         Tool (เครื่องมือ) เป็นคาสั่งเกี่ยวกับเครื่องมือต่างๆ เช่นการตรวจสอบคาผิด
การแก้ไขคาผิดโดย อัตโนมัติ การป้อนข้อมูล การสร้างแมโคร เป็นต้น
 -         Data (ข้อมูล) เป็นคาสั่งที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล การเรียงลาดับข้อมูล เป็นต้น
 -         Window (หน้าต่าง) เป็นคาสั่งเกี่ยวกับ Window ซึ่งจะเปิดสมุดงานได้หลายๆ เล่ม
และสลับไปมาระหว่างสมุดงานได้
 -         Help วิธีใช้ เป็นคาสั่งเกี่ยวกับ วิธีใช้ Microsoft Excel




                      ่
                 รูปที1.7 ภาพแสดงส่วนของแถบเมนู (Menu Bar) ของ Microsoft Excel
         3. แถบเครื่องมาตรฐาน (Standard Toolbar) เป็นที่เก็บปุ่มเครื่องมือทั่วๆ ไปที่เราใช้บ่อย
ซึ่งเป็นปุ่มรูปภาพเพื่อสะดวกในการเรียกใช้งาน
       ่
     ปุม                     ชื่อปุ่ม                                                    ความหมายของแต่ละปุ่ม
               ปุ่มสร้าง (New)              สาหรับสร้างสมุดงานขึ้นใหม่
               ปุ่มเปิด (Open)              สาหรับเปิดสมุดงานที่มีอยู่แล้ว
               ปุ่มบันทึก (Save)            สาหรับบันทึกแฟ้มข้อมูลที่เปิดใช้งานอยู่
               ปุ่มพิมพ์ (Print)            สาหรับพิมพ์ข้อมูลจากแผ่นงานออกทางเครื่องพิมพ์
               ปุ่มตัวอย่างก่อนพิมพ์        สาหรับตรวจเช็คข้อมูลบนแผ่นงานก่อนการพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์
               (Print Preview)
               ปุ่มการสะกด(Spelling)        สาหรับตรวจสอบการสะกดคาบนแผ่นงาน
               ปุ่มตัด (Cut)                สาหรับตัดหรือตัดข้อความในแผ่นงานหนึ่งๆ ไปเก็บไว้ในคลิปบอร์ด
               ปุ่มคัดลอก (Copy)            สาหรับคัดลอกข้อมูลแล้วเก็บไว้ในคลิปบอร์ด
               ปุ่มวาง (Paste)              สาหรับวางข้อมูลที่อยู่ใน คลิปบอร์ด นาไปวางยังตาแหน่งบนแผ่นงานตาม
               ปุ่มคัดวางรูปแบบ             สาหรับคัดลอกรูปแบบจากวัตถุหรือข้อความที่เลือกไว้แล้วนารูปแบบนั้นไ
               ปุ่มเลิกทา(Undo)             สาหรับยกเลิกคาสั่งเดิมครั้งละ 1 คาสั่ง
               ปุ่มทาซ้า (Redo)             สาหรับทาซ้าคาสั่งสุดท้าย
               ปุ่มแทรกการเชื่อมโยงหลายมิติ สาหรับแทรกการเชื่อมโยงหลายมิติใหม่ หรือแก้ไข การเชื่อมโยง

            ปุ่มผลรวมอัตโนมัติ (Sum)      สาหรับการหาค่าผลรวมของตัวเลขที่อยู่ในเชลล์ และ สูตรฟังก์ชันในการค
            ปุ่มเรียงลาดับจากน้อยไปมาก    สาหรับเรียงลาดับข้อมูลจากน้อยไปหามาก
            (Sort)
            ปุ่มเรียงลาดับจากมากไปน้อย    สาหรับเรียงลาดับข้อมูลจากมากไปหาน้อย
            (Sort)
            ปุ่มตัวช่วยสร้างแผนภูมิ       เป็นตัวช่วยสร้างในการสร้างแผนภูมิชนิดต่างๆ
            ปุ่มรูปวาด                    สาหรับแสดงแถบเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการรูปวาด หรือข้อความ
            ปุ่มย่อ/ขยาย                  สาหรับ ย่อหรือขยาย ขนาดของสมุดงาน
            ปุ่มวิธีใช้ (Help)            สาหรับคอยช่วยเหลือในการบอกขั้นตอนหรือคาสั่งบน Excel




         รูปที1.8 ภาพแสดงส่วน แถบเครื่องมาตรฐาน (Standard Toolbar) ของ Microsoft Excel
              ่
          4. แถบจัดรูปแบบ (Formatting Toolbar)
เป็นเครื่องมืดที่เราใช้ในการจัดรูปแบบของตัวอักษรหรือข้อความที่อยู่ในสมุดงานของ Excel
             ่
           ปุม                     ชื่อปุ่ม                                    ความหมายของแต่ละปุ่ม
                           แบบอักษร            สาหรับเลือกชนิดของตัวอักษร ได้ตามความต้องการ
                           ขนาดแบบตัวอักษร สาหรับปรับขนาดของตัวอักษร ให้ใหญ่ขึ้นหรือลดลงตามความเหมาะส
                           ตัวหนา              สาหรับปรับขนาดจากตัวบางให้เป็นตัวหนา และจากตัวหนาให้เป็นตัวบ
                           ตัวเอียง            สาหรับปรับตัวอักษรหรือข้อความให้เป็นตัวเอียง และจากตัวเอียงให้เป็น
                           ขีดเส้นใต้          สาหรับขีดเส้นใต้ของข้อความหรือตัวอักษรที่สาคัญ
                                               และยกเลิกเส้นใต้ของข้อความให้เป็นปกติ
                           จัดชิดซ้าย          สาหรับจัดตาแหน่งของข้อความภายใน เชลล์ให้ชิดซ้าย
                           กึ่งกลาง            สาหรับจัดตาแหน่งของข้อความภายใน เชลล์ให้อยู่กึ่งกลางของเชลล์
                           จัดชิดขวา           สาหรับจัดตาแหน่งของข้อความภายใน เชลล์ให้ชิดขวา
                           ผสานและจัดกึ่งกลาง สาหรับผสานเชลล์ที่มีมากว่า 1
                                               เชลล์ให้เป็นเชลล์เดียวกันและข้อความที่อยู่ในเชลล์นั้นจะอยู่ในตาแหน่ง
                           ลักษณะสกุลเงิน      สาหรับระบุบตัวเลข ที่ต้องการบอกถึงสกุลเงินต่างๆ
                           ลักษณะเปอร์เซ็นต์ สาหรับระบุค่าตัวเลขที่ต้องการแสดงในลักษณะของ เปอร์เซ็นต์
                           ลักษณะจุลภาค        สาหรับตัวเลขที่ต้องการใช้จุลภาคของค่าตัวเลขตั้งแต่หลักพันขึ้นไป
                           เพิ่มหลักทศนิยม     สาหรับตัวเลขที่ต้องการแสดงค่าเป็นเลขทศนิยม โดยจะเพิ่มคาสั่งละ 1 ท
                           ลดหลักทศนิยม        สาหรับตัวเลขที่ต้องการแสดงค่าเป็นเลขทศนิยม โดยจะลดคาสั่งละ 1 ท
                           ลดการเยื้อง         สาหรับข้อความที่ต้องลดการเยื้องของข้อความในเชลล์ โดยจะลดคาสั่งล
                           เพิ่มการเยื้อง      สาหรับข้อความที่ต้องเพิ่มการเยื้องของข้อความในเชลล์ โดยจะเพิ่มคาส
                           เส้นขอบ             สาหรับทาการระบุเส้นขอบของเชลล์ โดยจะมีอยู่ 12 รูปแบบ
                           สีเติม              สาหรับต้องการระบุสีพื้นของเชลล์
                           สีแบบตัวอักษร       สาหรับระบุสีของตัวอักษรในเชลล์



           รูปที1.9 ภาพแสดงส่วน แถบจัดรูปแบบ (Formatting Toolbar) ของ Microsoft Excel
                ่

5. แถบสูตร (Formula Bar) เป็นส่วนที่ใช้ในการบอกตาแหน่งของเชลล์
และพิมพ์สูตรเพื่อใช้ในการคานวณซึ่งประกอบด้วย

           ่
         ปุม                 ชื่อปุ่ม                   ความหมายของแต่ละปุ่ม
                         กล่องชื่อ(Name     เป็นขอบเขตสาหรับการอ้างอิง ซึ่ง
                         Box)               จะบอกลักษณะแถวและคอลัมน์
                         แถบสูตร            เป็นบริเวณสาหรับสร้างและแก้ไขสูตร
                                            หรือแสดงข้อมูลในเชลล์




                      ่
                 รูปที1.10 ภาพแสดงส่วน แถบสูตร (Formula Bar) ของ Microsoft Excel



ส่วนที่2 ส่วนที่เป็นแผ่นงาน (Worksheet) และ แถบสถานะภาพ (Status Bar)
ส่วนที่เป็นแผ่นงาน ประกอบไปด้วย
         1. ชื่อแถว (Row Header) สาหรับแสดงชื่อและตาแหน่งของแถว
         2. ชื่อคอลัมน์ (Column Header) สาหรับแสดงชื่อและตาแหน่งของ คอลัมน์
         3. ปุ่มเลือกทั้งหมด (Select All) สาหรับเลือกเชลล์ทั้งหมดของแผ่นงาน
         4. เชลล์ที่ตาแหน่ง Pointer วางอยู่ ณ ปัจจุบัน (Active Cell)
         5. เชลล์ที่เราต้องการลากจากจุด Active Cell ไปยังเชลล์ที่เราต้องการทางาน (Fill Handle)

                   ปุ่มเลือกทั้งหมด                                          คอลัมน์
                                                              Active Cell
                         แถว
                                                       Fill Handle


                                                   ่
                                              รูปที1.11
                  ส่วนที่เป็นแถบเลือกและแถบสถานะภาพ(Status Bar)
จะเป็นส่วนที่อยู่บริเวณด้านล่างของแผ่นงาน (Worksheet)
        แถบเลือก เป็นเครื่องมือในการเลือก Sheet รวมไปถึงเครื่องมือที่ใช้ในการเลื่อน ขึ้น /ลง ในWorksheet
ปัจจุบันดังรูป


       Active Worksheet
                                                          Sheet Tab



                                                                            Scroll Bar
                  Tab Scrolling Buttons
                                                   ่
                                              รูปที1.12
ส่วนที่ 3: บานหน้าต่าง (Task Pane)
จะหน้าต่างย่อยจะอยู่บริเวณขวามือของโปรแกรมเป็นเครื่องมืออานวยความสะดวก




                                                   ่
                                              รูปที1.13
การจัดการเกี่ยวกับสมุดงาน
จะประกอบด้วย
       สร้างสมุดงานใหม่ มีการสร้างได้หลายวิธีดังนี้
           สร้างจาก Menu bar โดย คลิก File (แฟ้ม)  New (สร้าง)



                                                   ่
                                              รูปที1.14
           สร้างสมุดงานใหม่จาก Standard Bar

                เลือก Icon ดังรูป
                                                       ่
                                                  รูปที1.15
       เปิด/ปิด สมุดงาน
            การเปิด จาก Menu bar โดย คลิก File (แฟ้ม)  Open (เปิด)




                                                   ่
                                              รูปที1.16
           เปิดจาก Standard Bar
   เลือก Icon ดังรูป
                                                 ่
                                            รูปที1.17

   เมื่อเลือกเปิดจาก Menu Bar และ Standard Bar อย่างใดก็ได้
จะปรากฏกล่องโต้ตอบเพื่อให้เราเลือก File นามสกุล *.xls




                                                         เลือก File *.xls

                                                                              เลือกเปิด *.xls



                                                 ่
                                            รูปที1.18
   การปิด ปิดจาก Menu Bar




                                                 ่
                                            รูปที1.19
   หรือเลือกจากหน้าต่างปิด
                                                        หน้าต่างปิด โปรแกรม


                                                        หน้าต่างปิด งาน
                                              อยู่บริเวณขวามือบนสุดของโปรแก
                                                               รม
                                           ่
                                      รูปที1.20

บันทึกสมุดงาน
การบันทึกสมุดงานใหม่ (Save) จาก Menu Bar
                                             ่
                                        รูปที1.21
        ถ้ากรณี File งานยังไม่เคยมีการบันทึกมาก่อน จะปรากฏกล่องโต้ตอบดังรูป




                                             ่
                                        รูปที1.22
        * ทาการ เลือก Folder ที่เราต้องการจะเก็บ File ทาตั้งชื่อ File กดปุ่มบันทึก

บันทึกสมุดงานเป็น (Save As...)




                                              ่
                                         รูปที1.23

          * จะปรากฏกล่องโต้ตอบคล้ายกับ การ บันทึกสมุดงานใหม่ ให้ เลือก Folder
ที่เราต้องการจะเก็บ File ทาตั้งชื่อ File กดปุ่มบันทึก

บันทึกสมุดงานเป็นเว็บเพจ
          เป็นการบันทึก File ให้เป็นในรูปแบบ HML ซึ่งเป็นเอกสารที่สามารถนาเสนอในรูปแบบของ
       Web Page ได้




                                                             ่
                                                        รูปที1.24

                 * จะปรากฏกล่องโต้ตอบคล้ายกับ การ บันทึกสมุดงานใหม่ ให้ เลือก Folder
       ที่เราต้องการจะเก็บ File ทาตั้งชื่อ File โดย ชนิดของ File จะเป็น Web page กดปุ่มบันทึก

       บันทึกสมุดงานใหม่ จาก Standard Bar

                     เลือก Icon ดังรูป

                                                        ่
                                                   รูปที1.25
               ทาการ เลือก Folder ที่เราต้องการจะเก็บ File ทาตั้งชื่อ File กดปุ่มบันทึก



การใช้งานพื้นฐาน
        การกรอกข้อมูลลงในแผ่นงาน
        ชนิดของข้อมูลที่กรอกลงในเชลล์ ได้แก่
        1. ข้อมูลประเภทตัวอักษร
        2. ข้อมูลประเภทตัวเลข
        3. สูตรคานวณ เป็นลักษณะตัวเลขที่ใช้ในการคานวณ


         ชนิดของข้อมูล             ตัวอย่าง                                   ลักษณะ
ข้อความ (LABEL)        ชื่อนามสกุล, วันเดือนปี                      ข้อความทุกประเภท
ค่าคงที่(CONSTANT)     5 หรือ 3.75 หรือ -7.5                        ค่าที่เป็นตัวเลขอย่างเดียว
สูตรการคานวณ(FORMULA) =5+3 or = 8*5+3                               การคานวณค่า

       วิธีการกรอกข้อมูล
               เลือกเซลล์ที่เราต้องการกรอก ทาการพิมพ์ข้อมูลที่เป็นตัวเลขหรือตัวอักษร
       ลงในเชลล์ที่เราเลือกแล้ว Enter ดังรูป
            1.เลือก เชลล์ที่จะพิมพ์


                                           2.พิมพ์ข้อมูลที่ต้องการแล้วกด Enter

                                           ่
                                      รูปที1.26
การกรอกข้อมูลโดยใช้ แถบสูตร (Formula Bar)
       เลือกเซลล์ที่เราต้องการกรอก ทาการพิมพ์ข้อมูลที่เป็นตัวเลขหรือตัวอักษร
ลงในเชลล์ที่เราเลือกแล้ว กด Enter หรือ แต่ถ้าต้องการยกเลิกการพิมพ์ โดย ดังรูป

                                                                2.พิมพ์ข้อมูลที่ต้องการแล้วกด Enter
                                                                         หรือ
                                                                         ถ้าต้องการยกเลิกข้อความที่พิมพ์
         1.เลือก เชลล์ที่จะพิมพ์                                         ให้กด

                                                  ่
                                             รูปที1.27
การกรอก สูตรคานวณ
        ทุกครั้งที่มีการใช้สูตรคานวณ ใน Excel สิ่งที่ต้องทาคือ พิมพ์เครื่องหมายเท่ากับ (=)
ตรงบริเวณ Formula Bar จากนั้นจากนั้นจึงพิมพ์ตัวเลข และ Operation (+, -, *, /, ^) ดังรูป




                                                  ่
                                             รูปที1.28
กด Enter จะปรากฏผลลัพธ์ ดังรูป




                                            ่
                                       รูปที1.29
** แบบทดสอบที่1 ให้พิมพ์สูตร คานวณต่อไปนี้ ตามคู่มือปฏิบัติการณ์ที่ 1
        การกรอกข้อมูล ด้วยวิธี Fill Handle
        - วิธี Fill Handle โดยเพิ่มค่าตัวเลขขึ้น โดยมีขั้นตอนดังรูป



                                                              Fill Handle




                                                      ่
                                                 รูปที1.30

ทาการลากไปยังเชลล์อื่นที่เราต้องการ ดังรูป




                                                      ่
                                                 รูปที1.31

        - วิธี Fill Handle โดยการเพิ่มค่าที่เหมือนกัน โดยมี ขั้นตอนดังรูป

                                                                  กดปุ่ม Ctrl ค้างไว้ แล้ว Fill Handle

                                                      ่
                                                 รูปที1.32

        ทาการลากไปยังเชลล์อื่นที่เราต้องการ ดังรูป




                                                      ่
                                                 รูปที1.33

        การ คัดลอกและวางข้อมูล
        การคัดลอกข้อมูลที่เป็น ข้อความธรรมดา

                                                                                     2. คลิก Icon
1.เลือกข้อความ ที่ต้องการ

                                                         ่
                                                    รูปที1.34
                                                                               4. คลิก Icon เพื่อวางข้อมูล



       3. เลือกเชลล์ ที่จะวางข้อมูล


                                                         ่
                                                    รูปที1.35

    การใช้ Excel ในการคานวณทางด้านคณิตศาสตร์
    ลาดับความสาคัญของเครื่องหมายคานวณทางคณิตศาสตร์

      ลาดับความสาคัญ                  เครื่องหมาย               ความหมาย
             1                              ()                   วงเล็บ
             2                              %                    เปอร์เซ็นต์
             3                              ^                    ยกกาลัง
             4                          * และ /                  คูณและหาร
             5                          + และ -                  บวกและลบ

    การอ้างสูตรคานวณโดยอ้างอิงจากตาแหน่ง เชลล์
    เขียนสูตรคานวณในเชลล์ บริเวณ D2 =A2*B2*C2 ดังรูป




                                                         ่
                                                    รูปที1.36
    กด Enter
                                                                              ตาแหน่งเชลล์ที่เขียนสูตร
                                                           ่
                                                      รูปที1.37

        ป้อนค่าลงไปในบริเวณ A2, B2, C2 ดังรูป




                                                           ่
                                                      รูปที1.38

        ** แบบทดสอบที่2 ให้พิมพ์สูตร คานวณต่อไปนี้ ตามคู่มือปฏิบัติการณ์ที่ 1

การอ้างอิงตาแหน่งเชลล์
         การอ้างอิงตาแหน่งเชลล์มักจะถูกนามาใช้เมื่อต้องการคานวณ หรือต้องการแสดงค่าในเชลล์เหล่านั้น
ซึ่งรูปแบบการอ้างอิงตาแหน่งเชลล์มี 4 แบบ ทั้งนี้แต่ละแบบจะเกิดผลลัพธ์ที่ต่างกัน
         1. A1 ผลลัพธ์ที่ได้เมื่อคัดลอกสูตร แถวและคอลัมน์เปลี่ยนแปลงไปตามทิศทางที่คัดลอก
                 - ถ้าคัดลอกต่างคอลัมน์ภายในแถวเดียวกันคอลัมน์เปลี่ยนแถวไม่เปลี่ยน
                 - ถ้าคัดลอกต่างแถวภายในคอลัมน์เดียวแถวเปลี่ยนคอลัมน์ไม่เปลี่ยน
                 - ถ้าคัดลอกทั้งต่างแถวและต่างคอลัมน์ เปลี่ยนทั้งแถวและคอลัมน์
         2. $A$1 ผลลัพธ์ที่ได้เมื่อคัดลอกสูตร แถวและคอลัมน์ไม่เปลี่ยนไปตามทิศทางที่คัดลอก
            ดังนั้นค่าจะเป็นค่าที่ตาแหน่งเชลล์อ้างอิงเดิม
         3. $A1 คอลัมน์ไม่เปลี่ยนแปลง แต่แถวเปลี่ยนถ้าคัดลอกต่างแถว
         4. A$1 แถวไม่เปลี่ยนแปลง แต่คอลัมน์เปลี่ยนถ้าคัดลอกต่างคอลัมน์

การใช้ AutoSum
เป็นปุ่มเครื่องมือ อยู่ในแถบเครื่องมือมาตรฐาน (Standard Bar)       เราใจใช้ปุ่มนี้เมื่อเราต้องการผลรวม
โดยที่ไม่จาเป็นต้องมีการป้อนสูตรซึ่งมีวิธีใช้งานอยู่ 2 วิธีคือ

วิธีที่ 1
     1. เลือน Active cell ไปยังตาแหน่งเชลล์ที่ต้องการแสดงผลลัพธ์
     2. คลิกปุ่ม AutoSum
    3. กดปุ่ม Enter จะไดผลลัพธ์เป็นผลรวม




                                                                   2.คลิก AutoSum กด Enter




                                                         1.เลือกเชลล์ที่ต้องการแสดงผลรวม


                                                  ่
                                             รูปที1.39
วิธีที่ 2
     1. กาหนดขอบเขตของเชลล์ต่างๆ ที่เราต้องการคานวณ
     2. คลิกปุ่ม AutoSum
     3. ผลลัพธ์จะปรากฏที่เชลล์ถัดไป




                                              2.คลิก AutoSum กด Enter


                                    1.เลือกขอบเขตเชลล์ที่ต้องการคานวณ


                                       2.ผลลัพธ์ที่ปรากฏ

                                                  ่
                                             รูปที1.40

การใช้ ฟังก์ชันใน Microsoft Excel

         ฟังก์ชัน คือสูตรการคานวณที่กาหนดรูปแบบไว้แล้ว ซึ่งจะมีเอกลักษณ์แต่ละฟังก์ชัน
ดังนั้นการแทนค่าในฟังก์ชันจะต้องเหมาะสม และถูกต้องตามรูปแบบ ซึ่งสามารถแบ่ง ฟังก์ชันออกไปเป็น 10
ประเภท
         1. ฟังก์ชันเกี่ยวกับการเงิน
         2. ฟังก์ชันเกี่ยวกับวันที่และเวลา
         3. ฟังก์ชันเกี่ยวกับคณิตศาสตร์และตรีโกณมิติ
        4. ฟังก์ชันเกี่ยวกับสถิติศาสตร์
        5. ฟังก์ชันเกี่ยวกับการค้นหาและการอ้างอิง
        6. ฟังก์ชันเกี่ยวกับฐานข้อมูล
        7. ฟังก์ชันเกี่ยวกับข้อความ
        8. ฟังก์ชันเกี่ยวกับตรรกศาสตร์
        9. ฟังก์ชันเกี่ยวกับสารสนเทศ
        10. ฟังก์ชันเกี่ยวกับวิศวกรรมศาสตร์
การเรียกใช้ฟังก์ชันสามารถเรียกใช้ได้ 2 วิธี

   1. เรียกใช้      จาก แถบสูตร
                                   2.คลิก
                                   1.ผลลัพธ์ที่
                                   ปรากฏ



                                                  3.เลือกฟังก์ชันที่จะใช้คานวณ


                                   1.เลือกเชลล์ที่ต้องการแสดงผลรวม
                                                                                 4.กดปุ่ม ตกลง
                                   1.ผลลัพธ์ที่ปรากฏ



                                                        ่
                                                   รูปที1.41
   จะปรากฏกล่องโต้ตอบดังรูป
                      1.เลือกขอบเขตเชลล์ที่ต้องการคานวณ




                                                                                2.กดปุ่ม ตกลง



                                                     ่
                                                รูปที1.42
    2. การเรียกใช้ฟังก์ชัน จาก Menu Bar
               มีขันตอนการเรียกใช้ คือ แทรก ฟังก์ชัน ดังรูป




                                                               ่
                                                          รูปที1.43
                ดาเนินขั้นตอนการใช้ฟังก์ชันตามวิธีที่1

การใช้ฟังก์ชันเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ

      ตัวดาเนินการเปรียบเทียบ คือเครื่องหมายที่ระบุให้กระทาการเปรียบเทียบค่าตั้งแต่สองค่าขึ้นไป
โดยการใช้ฟังก์ชันในการตัดสินใจจาเป็นต้องใช้ตัวดาเนินการเปรียบเทียบเสมอ ซึ่งประกอบไปด้วย

        เครื่องหมาย                                         หมายถึง
           =                                                เท่ากับ
          >                                                 มากกว่า
          <                                                 น้อยกว่า
          >=                                                มากกว่าหรือเท่ากับ
         <=                                                 น้อยว่าหรือเท่ากับ
         <>                                                 ไม่เท่ากับ

        1. ฟังก์ชัน If
                เป็นฟังก์ชันที่ให้ผลลัพธ์ โดยแสดงค่าหนึ่งค่า ถ้าเงื่อนไขที่กาหนดนั้นเป็นจริง
            แต่จะแสดงค่าอีกค่าหนึ่งถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จ
            รูปแบบ
                         = IF(เงื่อนไข ,ค่าที่แสดงถ้าเงื่อนไขเป็นจริง ,ค่าที่แสดงถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จ)
                         =IF(A1>=0,”Hello”,”Good Bye”)

            การใช้ IF ซ้อน IF (มากว่า 2 เงือนไข)
                         =IF(A1>0,”2”,IF(A1=0”0”,”1”))
            หรือ
                         =IF(A1<0,”1”,IF(A1=0”1”,”2”))



        2. ฟังก์ชัน VLOOKUP และ HLOOKUP


     Vlookup เป็นฟังก์ชันที่ใช้ค้นหาค่าในแนวตั้ง
ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่เหมาะสาหรับการเปรียบเทียบเงื่อนไขที่มีหลายเงื่อนไข
                    รูปแบบ
                             =VLOOKUP (คะแนน, ตารางตัดเกรด, 2)
                    ความหมาย
                    - คะแนน คือ ค่าคะแนนที่จะให้ฟังก์ชัน แปลงลงเป็นเกรด
                     - ตารางตัดเกรด คือ ตารางที่ประกอบด้วย 2 คอลัมน์ คือ
                     คอลัมน์ที่ 1 คือ คะแนน ต้องเรียงจากน้อยไปหามาก
                     คอลัมน์ที่2 คือ เกรดที่สอดคล้องกับเกณฑ์
                    - 2 คือ คอลัมน์ที่ 2 ในตารางตัดเกรด
                                                                                ตารางตัดเกรด




                                                   พิมพ์ =VLOOKUP (B3, $E$2:$F$6, 2) ลงใน C4


                       คะแนน
                                                        ่
                                                   รูปที1.44

     HLOOKUP เป็นฟังก์ชันที่ใช้ค้นหาค่าในแนวนอน
ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่เหมาะสาหรับการเปรียบเทียบเงื่อนไขที่มีหลายเงื่อนไข คล้ายกับ VLOOKUP
แต่ฟังก์ชันในการค้นกาค่าจะเป็นแนวนอน

ความผิดพลาดที่เกิดขั้นจากการใช้ฟังก์ชัน
ความผิดพลาด                                     สาเหตุ                                            วิธีแก้
    ####       ค่าในเซลล์มีความยาวเกินขนาดเซลล์                                                   ปรับขนาดคอล
                                                                                                  ตรวจสอบดูว่า
 #VALUE!        มีการพิมพ์สูตรที่ใช้ในการคานวณผิด
  #DIV/0!       ตัวหารในสูตรเป็นศูนย์                                                             ตรวจสอบตัวห
                - ชื่อเซลล์สะกดผิด                                                                ตรวจสอบดูว่า
  #NAME?        - ชื่อฟังก์ชันสะกดไม่ถูก
                - ใส่ข้อความโดยไม่ใส่เครื่องหมาย
                ตัวแปรหรือค่าผิดประเภทกับฟังก์ชันที่สร้างขึ้น                                     ตรวจสอบประ
    #N/A
                -ไม่สามารถค้นหาตาแหน่งอ้างอิงเซลล์ที่ใช้ในสูตรได้                                 ตรวจสอบตาแ
   #REF!
                - ใช้ Argument ผิดประเภท                                                          - แก้ไข Argum
  #NUM!         - ผลลัพธ์ที่ได้มีค่ามากหรือน้อยเกินไป                                             - แก้ไขสูตรให
  #NULL!        กาหนดพื้นที่ของเซลล์สองเซลล์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันแต่ลืมแยกด้วยเครื่องหมายคั่น ใส่เครื่องหมาส
                              แบบทดสอบท้ายบทที่1
1. จงใช้โปแกรม Excel หาค่าจากสมการต่อไปนี้




2. จากตาราง

       รหัส     ชื่อพนักงาน    เงินเดือน     หนี้สหกรณ์   ประกันสังคม   รายได้สุทธิ
       001
       002
       003
       004
       005
       006
       007
       008
           009
           010




กาหนดให้
      ประกันสังคม
                      เงินเดือนน้อยกว่า 15000 ให้ = (จานวนเงินเดือน*5)/100
                      เงินเดือนมากกว่า 15000 ให้ = (15000*5)/100

      รายได้สุทธิ = เงินเดือน – หนี้สหกรณ์-ประกันสังคม

   3. ใช้ คาสั่ง Vlookup ในการตัดเกรด โดย เกรดคิดเป็น A, B+, B, C+, C, D+, D,F
                                          บทที่2
                            การใช้งาน Excel ในการสร้างแผนภูมิ
1. ชนิดของแผนภูมิ (Chart)

แผนภูมิ ( Chart)
         เป็นการนาข้อมูลมาแสดงผลเป็นภาพในลักษณะที่สามารถมองเห็นความแตกต่างได้
ทาให้เข้าใจข้อมูลได้ขึ้น และช่วยในการตัดสินใจ
 การสร้างแผนภูมิในโปรแกรม Ms-Excel 97 ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ชนิดของแผนภูมิได้
เพราะรูปแบบการสร้างและขั้นตอนเป็นแบบมีเครื่องมือช่วย (Wizard)

ชนิดของแผนภูมิ




                                               ่
                                          รูปที2.1

ส่วนประกอบของแผนภูมิ
                                          ข้อมูลนักศึกษา
                                            ่
                                       รูปที2.2

ตารางข้อมูลเพื่อสร้างแผนภูมิ




การสร้างแผนภูมิ
นาตารางข้อมูลที่เตรียมมา แล้วสร้างแผนภูมิ โดยมีขั้นตอน ดังนี้

        1. การเลือกเซลล์ โดยการคลุมทึบพื้นที่เซลล์ที่มีข้อมูลที่เราต้องการ
       2. คลิกเมาส์ที่ไอคอน ตัวช่วยสร้างแผนภูมิ
       3. ขั้นตอนการสร้าง


       ขั้นตอนที่ 1 ชนิดแผนภูมิ
       ให้ผู้ใช้เลือกชนิดแผนภูมิ และชนิดย่อยของแผนภูมิ.....ในกรณีนี้ให้เลือก ชนิดแผนภูมิ > สดมภ์
        ชนิดย่อยของแผนภูมิ > แผนภูมิสดมภ์แบบกลุ่ม เปรียบเทียบค่าข้ามแกนประเภท จากนั้นคลิกปุ่ม
       ต่อไป




                                                       ่
                                                  รูปที2.3

 ขั้นตอนที่ 2 ข้อมูลหลักของแผนภูมิ
ในขั้นตอนนี้ เป็นการแสดงชุดข้อมูลในรูปแบบ สดมภ์ และการแก้ไขเพิ่มชุดข้อมูล
จากนั้นคลิกปุ่ม ต่อไป
                                                     ่
                                                รูปที2.4



 ขั้นตอนที่ 3 ตัวเลือกแผนภูมิ
1. ชื่อเรื่อง กาหนดชื่อเรื่องแผนภูมิ / แกนประเภท (X:) / แกนประเภท (Y):




                                                     ่
                                                รูปที2.5
       2. แกน กาหนดค่าข้อมูลแกน X โดยมีตัวเลือก 3 ประเภท คือ อัตโนมัติ , ประเภท และ
มาตราส่วนเวลา




                                                 ่
                                            รูปที2.6

       3. เส้นตาราง กาหนดเส้นตาราง ของแกน X และ แกน Y




                                                 ่
                                            รูปที2.7

       4. คาอธิบายในแผนภูมิ กาหนดคาอธิบายแผนภูมิ ในรูปแบบการจัดวาง
                                           ่
                                      รูปที2.8

5. ป้ายชื่อข้อมูล กาหนดให้แสดงป้ายชื่อหรือค่าของข้อมูลบนแท่งแผนภูมิ หรือ ไม่ต้องแสดง




                                           ่
                                      รูปที2.9

6. ตารางข้อมูล กาหนดให้แสดงตารางข้อมูลประกอบแผนภูมิ
                                                   ่
                                              รูปที2.10

      ขั้นตอนที่ 4 ตาแหน่งแผนภูมิ จัดวางแผนภูมิ โดยสร้างเป็น แผ่นงานใหม่ หรือ
วางแผนภูมิลงในแผ่นงานเดิม




                                                   ่
                                              รูปที2.11

การแก้ไข และปรับแต่งแผนภูมิ

       แผนภูมิหรือกราฟที่ได้ มีลักษณะดังนี้
                                         ่
                                    รูปที2.12

หากผู้ใช้ต้องการ ปรับแต่งแผนภูมิ ให้สวยงามและเหมาะสม
จะมีเครื่องมือช่วยในการปรับแต่งอยู่ในดังรูป



                                             ่
                                        รูปที2.13



แถบเครื่องมือแผนภูมิ
ตัวอย่างการใช้งาน ดังนี้

1. การเปลี่ยนชนิดแผนภูมิ (ดังภาพ)
                                                       ่
                                                  รูปที2.14

2. การยกเลิกหรือให้แสดงคาอธิบายรายการในแผนภูมิ




                                                       ่
                                                  รูปที2.15

        3. การกาหนดแนวข้อมูล โดยเลือก ตามแถว หรือ ตามสดมภ์




                                                       ่
                                                  รูปที2.16

การจัดรูปแบบชุดข้อมูล

         1. การแก้ไขแท่งข้อมูล ให้ ดับเบิลคลิกที่แท่งข้อมูล สังเกตว่าจะมี สี่เหลี่ยมดาเล็ก อยู่กลางแท่งข้อมูล
ผู้ใช้สามารถเลือกสี / ลวดลาย และเติมลักษณะพิเศษต่างๆ ได้ รวมทั้งใส่ภาพ ตามที่ต้องการได้
                                                    ่
                                               รูปที2.17

       2. การเติมสี / ลวดลายและภาพ ในพื้นที่แผนภูมิ ให้ดับเบิลคลิกบนพื้นที่แผนภูมิ จากนั้นเลือกเติมสี
หรือลวดลายหรือภาพ...




                                                    ่
                                               รูปที2.18
                                         ตัวอย่างผลงานที่ได้




                                                   ่
                                              รูปที2.19

        3. การเติมสี / ปรับขนาด / แบบตัวอักษร และการวางแนว

       3.1 การเติมสี / ขนาดและแบบตัวอักษร
       วิธีการเติมสีตัวอักษร > ให้ผู้ใช้ดับเบิลคลิกเมาส์ ที่ตัวอักษร จากนั้น ให้เข้าไปแก้ไขที่แบบอักษร
ในกรอบ จัดรูปแบบแกน รายการที่สามารถปรับเปลี่ยน แก้ไขได้ คือ แบบอักษร , ลักษณะแบบอักษร , ขนาด ,
สี ฯลฯ




                                                   ่
                                              รูปที2.20
         3.2 การวางแนวอักษร
      วิธีการวางแนวตัวอักษร คือ ให้ดับเบิลคลิก ที่ตัวอักษร จากนั้น เข้าไปที่แถบ การจัดวาง ในกรอบ
      จัดรูปแบบชื่อเรื่องแกน ให้จัดวางแนว โดยกาหนดค่าองศา หรือ คลิกเมาส์ลาก จุดสีแดง
      เพื่อวางองศา




                                                ่
                                           รูปที2.21

3. เส้นตารางและมาตราส่วน
   การลบหรือแก้ไข เส้นตาราง ซึ่งเป็นเส้นบอกขอบเขตค่าของข้อมูล ซึ่งจานวนค่าจะตั้งอยู่ที่ แกน
   Yโดยจานวนค่าของข้อมูล จะกาหนดค่าที่มากที่สุด / ค่าที่น้อยที่สุด ในแกน Y ( ตัวอย่างนี้ คือ 20 -
   200)และระยะช่วงห่างของจานวน (ตัวอย่างนี้ คือ 20 ( 0 > 20 > 40 > 60 >...200)


วิธีการกาหนดเส้นตาราง และมาตราส่วน
       1. ดับเบิลคลิกที่ เส้นตาราง (ดังภาพ)
       2. ในกรอบ จัดรูปแบบเส้นตาราง แถบ ลวดลาย ให้ผู้ใช้ เลือกเอง หรือ อัตโนมัติ หรือ ไม่ใช้ ก็ได้
                                       ่
                                  รูปที2.22

3. ในแถบ มาตราส่วน
กาหนดมาตราส่วนแกนค่า Y (ดังภาพ)




                                       ่
                                  รูปที2.23
                                   แบบทดสอบท้ายบท

ตาราง
         ข้อมูลนักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์
                มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
                                  จานวนนักศึกษา
          ภาควิชา              ชาย หญิง รวม
 วิศวกรรมอุตสาหการ              132      20     152
 วิศวกรรมโยธา                    97      18     115
 วิศวกรรมเครื่องกล              112      14     126
 วิศวกรรมเคมีฯ                   85      24     109
 วิศวกรรมไฟฟ้าฯ                 134      50     184
 รวม                            560    126      686


   1. จากตาราง จงสร้างแผนภูมิอะไรก็ได้ มา 5 ชนิด ตามขั้นตอนของเอกสารประกอบการสอน
   2. ให้สร้างตารางเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองสนใจ แล้วทาการสร้างแผนภูมิ
                                  บทที่ 3
          การใช้ โปรแกรม Microsoft Excel ในงานวิศวกรรมอุตสาหการ

หลังจากผู้อ่านได้ศึกษาพื้นฐานด้านการคานวณและการวาดกราฟซึ่งเป็นพื้นฐานในการใช้โปแกรม
ไมโครซอฟ เอ๊กเซล แล้วในบทนี้เราจะมาทาความรู้จักกับ
โปรแกรมนี้ให้มากขึ้นด้วยการศึกษาการทางานของเอ็กเซลในการช่วยงานทางด้านวิศวกรรมอุตสาหการ
 วิศวกรรมอุตสาหการเป็นวิศวกรที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการบริหารจัดการมากกว่าวิศวกรด้านอื่นๆ
โดยเป้าหมายหลักอย่างหนึ่งในการผลิตวิศวกรอุตสาหการคือ
เพื่อผลิตให้วิศวกรมีความสามารถด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบ
ซึ่งอาจจะใช้เครื่องมือช่วยทางด้านสถิติ เศรษฐศาสตร์ และอื่นๆ ดังนั้นในบทนี้ เราจะเน้นการใช้งาน เอ๊กเซล
ใน 4 หัวเรื่องหลัก ๆ ของวิศวกรรมอุตสาหการได้แก่ การใช้ excel ในงานด้านสถิติวิศวกรรม excel
ในงานด้านเศรษฐศาสตร์วิศวกรรม การใช้งาน excel ในงานด้านการวางแผนการผลิต
(เน้นที่เรื่องการพยากรณ์

3.1 การใช้ excel ในงานด้านสถิติ
3.1.1 สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics )
เป็นการหาค่าทางสถิติขั้นพื้นฐานของวิชา สถิติโดยทั่วในใน excel
สามารถทาได้อย่างง่ายดายโดยการใช้คาสั่งหรือข้อมูลเพียงไม่กี่อย่างดังรายละเอียดจะแสดงให้เห็นดังต่อไปนี้
ตัวอย่างที่ 1 การใช้ Microsoft excel ในการหาค่า descriptive statistics
                         รูปที่ 3.1 แสดงข้อมูลดิบของคะแนนรายวิชาของนักศึกษา

        จากรูปที่ 3.1 ให้นักศึกษาหาค่า เฉลี่ย, ค่ามากที่สุด, ค่าน้อยที่สุด, ค่าความแปรปรวน,
ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของข้อมูลนั้น
                                   1
ค่าเฉลี่ยตามสูตรทางสถิติคือ   x      xi
                                   n i
หากจะใช้ excel ในการหาค่าเฉลี่ยสามารถทาได้ง่ายโดยขั้นตอนดังต่อไปนี้

1.นา เคอร์เซอร์ ไปไว้ที่ เซลล์ที่เราต้องการจะวางค่าเฉลี่ยไว้ในที่นี้สมมุตให้ไปเซลล์ D22 ตามที่แสดงในรูป
3.2
                             รูปที่ 3.2 แสดงขั้นตอนที่ 1 ของวิธีการหาค่าเฉลี่ย



2.ไปที่ เมนูบาร์ แทรก แล้วไปที่ ฟังก์ชั่น ตามที่แสดงไว้ในรูป 3.3
                            รูปที่ 3.3 แสดงขั้นตอนที่ 2 ของวิธีการหาค่าเฉลี่ย




3.หลังจากคลิก ที่ฟังก์ชั่นแล้วจะปรากฏกล่องโต้ตอบขึ้น ตามภาพที่ 3.4
                              รูปที่ 3.4 แสดงขั้นตอนที่ 3 ของวิธีการหาค่าเฉลี่ย
4. เลือกประเภทของ ฟังก์ชั่นที่เราจะใช้เป็น ทางสถิติ เพื่อเข้าไปใช้ Function ทางสถิติดังปรากฏในรูป 3.5




                             รูปที่ 3.5 แสดงขั้นตอนที่ 4 ของวิธีการหาค่าเฉลี่ย
4.เลือกฟังก์ชั่น AVERAGE เพื่อหาค่าเฉลี่ย การเลือกฟังก์ชั่น AVERAGE สามารถทาได้โดยการคลิกที่ฟังก์ชั่น
AVERAGE แล้วคลิกปุ่ม ตกลง หรือ การดับเบิ้ลคลิก ที่ฟังก์ชั่น AVERAGE ดังแสดงในรูป 3.6




                            รูปที่ 3.6 แสดงขั้นตอนที่ 5 ของวิธีการหาค่าเฉลี่ย

5.หลังจากเลือกฟังก์ชั่น AVERAGE แล้วจะปรากฏหน้าต่างโต้ตอบดังปรากฏในรูป 3.7




                            รูปที่ 3.7 แสดงขั้นตอนที่ 6 ของวิธีการหาค่าเฉลี่ย

          Number             1              ให้เรากรอกช่วงของเซลล์ที่จะทาการหาค่าเฉลี่ย เช่น
ตามตัวอย่างเซลล์ที่เราจะหาค่าเฉลี่ยคือเซลล์หมายเลข D3 ถึง เซลล์หมายเลข D20 คาว่าถึงใน excel
ใช้เครื่องหมาย                                       :                                       เป็นตัวแทน
หลังจากเราเลือกค่าขอบเขตหรือช่วงของข้อมูลแล้วโปรแกรมจะทางานอัตโนมัติโดยการนาค่าเฉลี่ยที่ได้ไปวา
งไว้ในเซลล์ที่เราระบุไว้ก่อนหน้านี้ (ในขั้นตอนที่ 1)
แต่ในกล่องโต้ตอบจะแสดงผลการคานวณให้เราทราบด้วยซึ่งจะอยู่ด้านล่างของกล่องโต้ตอบ ที่ปรากฏคาว่า
ผลลัพธ์จากสูตร ในที่นี้ผลลัพธ์มีค่า 61.677777778




                                                                          คาตอบ




                         รูปที่ 3.8 แสดงผลการคานวณค่าเฉลี่ยจากการใช้ excel




       หากจะใช้ excel ในการหาสูงสุดสามารถทาได้ง่ายโดยขั้นตอนดังต่อไปนี้
Y  max( X i )
1. ดาเนินตามขั้นตอน 1-3 เหมือนกับการหาค่าเฉลี่ย
2.ดาเนินการตามขั้นตอนที่ 2 นี้แทนขั้นตอนที่ 4 ของการหาค่าเฉลี่ย แทนที่จะเลือก        AVERAGE
ให้นักศึกษาเลือก MAX แล้วจะปรากฏแถบให้เลือกช่วงของข้อมูลเราอาจจะทาได้โดยการพิมพ์ D3:D20
หรือจะใช้การลากเมาส์ค้างจากเซลล์ D3 ถึง เซลล์ D20 จากนั้นค่าของข้อมูลจะไปปรากฏในเซลล์ที่เราเลือกไว้
ในที่นี้คือ D23




                        รูปที่ 3.9 แสดงผลการคานวณค่าสูงสุดจากการใช้ excel




      หากจะใช้                                                                               excel
ในการหาต่าที่สุดสามารถทาได้ง่ายโดยขั้นตอนเดียวกับการหาค่าสูงสุดแต่แทนที่จะเลือก MAX ให้เลือก MIN
แทน
                                        Y  min( X i )


         หากจะใช้                                                                                excel
ในการหาค่าความแปรปรวนสามารถทาได้ง่ายโดยขั้นตอนเดียวกับการหาค่าสูงสุดแต่แทนที่จะเลือก             MAX
ให้เลือก VAR แทน ตามโจทย์ที่ถามเราจะได้คาตอบดังแสดงได้ดังรูป 3.10




                       รูปที่ 3.9 แสดงผลการคานวณค่าความแปรปรวนจากการใช้ excel
          นอกจากนั้นเรายังสามารถยังสามารถหาค่า descriptive statistics หรือสถิติเชิงพรรณนา ได้ด้วยการใช้
เมนู เครื่องมือ > data analysis ถ้าหากไม่มี data analysis นักศึกษาต้องทาการ ปฏิบัติดังต่อไปนี้ คลิคเมนู
เครื่องมือ > add-in >> จะปรากฏแถบดังต่อไปนี้
                             รูปที่ 3.11 แสดงเมนูของการ add-in ฟังก์ชัน พิเศษ

          จากนั้น ทาการคลิคที่ช่องว่างตามหัวข้อที่นักศึกษาอยาก add ในที่นี้นี้เราจะ add Analysis ToolPak
แล้วเครื่องจะทาการ ติดตั้งให้เราโดยอัตโนมัตินักศึกษาก็จะสามารถใช้ เมนู data analysis ได้
ขั้นตอนการหาค่าสถิติเชิงพรรณนา โดย excel
     1. เลือก เมนู เครื่องมือ > data analysis จะปรากฏแถบเครื่องมือดังรูปด้านล่าง




               รูปที่ 3.12 แสดงขั้นตอนที่ 1 ของการใช้ data analysis หา descriptive statistic
    2. จากนั้นเลือกแถบ descriptive statistics แล้วคลิค OK จะปรากฏแถบเครื่องมือดังรูป3.13
                รูปที่ 3.12 แสดงขั้นตอนที่ 2 ของการใช้ data analysis หา descriptive statistic

    3. Input           range        หมายถึงค่าของข้อมูลดิบที่เราต้องการหาค่า        descriptive      statistics
        ซึ่งเราสามารถระบุได้ด้วยการลากเมาส์ค้างจาก ช่อง D3 ถึง D20
    4. Output           range หมายถึงช่วงของเซลล์ที่เราต้องการให้ผลของการคานวณไปปรากฏ จะมี
        สามช่องให้เลือก Output range ผลลัพธ์จะแสดงใน work sheet เดียวกันตามเซลล์ที่เราระบุไว้ New
        Worksheet Ply ผลลัพธ์จะสร้าง worksheet ใหม่และจะไปปรากฏในนั้นตามเซลล์ที่ระบุ และ New
        workbook ผลลัพธ์จะไปปรากฏใน workbook อันใหม่ หรือ file ใหม่
    5. คลิกข้อมูลที่เราอยากทราบใน descriptive statistics โดยค่าต่างๆ ที่จะแสดงมีดังต่อไปนี้
Mean          ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง
Standard SE  S
                         n
error
Median ส่งกลับค่ามัธยฐานหรือจานวนที่อยู่ตรงกลางของชุดจานวนที่ระบุ นั่นหมายถึง
              จานวนครึ่งหนึ่งมีค่ามากกว่าค่ามัธยฐาน และอีกครึ่งหนึ่งของจานวนมีค่าน้อยกว่าค่ามัธยฐาน
Mode          ส่งกลับค่าฐานนิยม (ค่าเกิดขึ้น หรือทาซ้าบ่อยที่สุด) ในอาร์เรย์ หรือช่วงของข้อมูล ฟังก์ชัน MODE
              เป็นการวัดตาแหน่งเช่นเดียวกับ MEDIAN
Standard                 วิเคราะห์หาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่มีพื้นฐานอยู่บนค่าตัวอย่าง ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
Deviation คือการวัดวิธีของการกระจายค่าที่ออกจากค่าเฉลี่ย
Sample             ประมาณค่าความแปรปรวนจากค่าตัวอย่าง
Variance


Kutosis    ส่งกลับค่าเคอร์โทซิส (kurtosis) ของชุดข้อมูล
           เคอร์โทซิสจะให้ลักษณะความสูงหรือความกว้างของการแจกแจงที่สอดคล้องเมื่อเปรียบเทียบกับการแจกแจง
           โดยเคอร์โทซิสเชิงบวกระบุถึงการแจกแจงแนวสูงที่สอดคล้อง
           และเคอร์โทซิสเชิงลบจะระบุถึงการแจกแจงแนวกว้างที่สอดคล้อง




Skewness ส่งกลับค่าความเบ้ของการแจกแจง ความเบ้แสดงลักษณะระดับของความไม่สมมาตรของการแจกแจงรอบๆ
         ความเบ้เชิงบวกแสดงถึงการแจกแจงที่มีด้านไม่สมมาตรที่ขยายไปทางค่าที่เป็นบวกมากขึ้น
         ความเบ้เชิงลบแสดงถึงการแจกแจงที่มีด้านไม่สมมาตรที่ขยายไปทางค่าที่เป็นลบมากขึ้น




Range      ความห่างของค่าตาสุดและสูงสุดของข้อมูลหนึ่งชุด
Minimum    ส่งกลับตัวเลขน้อยสุดในชุดของค่าที่ระบุ
Maximum    ส่งกลับตัวเลขมากสุดในชุดของค่าที่ระบุ
Sum        ส่งกลับค่าผลรวมในชุดข้อมูลที่ระบุ

Count      นับจานวนของเซลล์ที่มีตัวเลข รวมทั้งตัวเลขที่อยู่ภายในรายการอาร์กิวเมนต์ด้วย ให้ใช้ฟังก์ชัน COUNT
           เพื่อนับจานวนรายการข้อมูลในเขตข้อมูลตัวเลขที่มีค่าอยู่ในช่วงหรืออาร์เรย์ของตัวเลขที่ระบุ


        นอกจากนั้นเรายังสามารถหาค่า CONFIDENCE ด้วยการคลิกให้แสดงรายการ CONFIDENCE
 ในรายงานเพิ่มเติมด้วย ซึ่ง ค่า      CONFIDENCE ส่งกลับค่าที่คุณสามารถใช้สร้างช่วงความเชื่อมั่น
 (Confidence Interval) สาหรับค่าเฉลี่ยประชากร โดยช่วงความเชื่อมั่นเป็นช่วงของค่า และค่าเฉลี่ยตัวอย่าง x
 จะอยู่ตรงกลางของช่วงนี้ โดยช่วงดังกล่าวนี้คือ x ± CONFIDENCE ตัวอย่างเช่น ถ้า                        x
 คือค่าเฉลี่ยตัวอย่างของระยะเวลาในการจัดส่งผลิตภัณฑ์ที่สั่งซื้อทางจดหมายแล้ว ค่า x ± CONFIDENCE
 จะเป็นช่วงของค่าเฉลี่ยประชากร สาหรับค่าเฉลี่ยประชากรใดๆ                     μ0         ซึ่งอยู่ในช่วงนี้
ค่าความน่าจะเป็นที่จะได้ค่าเฉลี่ยตัวอย่างจาก μ0 ไปนอกเหนือจาก x จะมีค่ามากกว่าอัลฟ่า
และสาหรับค่าเฉลี่ยประชากร μ0 ที่ไม่ได้อยู่ในช่วงนี้ ค่าความน่าจะเป็นที่จะได้ค่าเฉลี่ยตัวอย่างอื่นจาก μ0
นอกเหนือจาก x จะมีค่าน้อยกว่าอัลฟ่า หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สมมติว่าเราใช้ x, standard_dev และ size
ในการสร้างการทดสอบสองด้านที่ระดับนัยสาคัญอัลฟ่าโดยมีสมมติฐานว่า ค่าเฉลี่ยประชากรคือ μ0 แล้ว
เราจะไม่ปฏิเสธสมมติฐานนั้นถ้า μ0 ยังอยู่ในช่วงความเชื่อมั่น แต่จะปฏิเสธสมมติฐานนั้นถ้า                μ0
ไม่อยู่ในช่วงความเชื่อมั่น ช่วงความเชื่อมั่นไม่สามารถให้เราอนุมานได้ว่า มีความน่าจะเป็น 1 – alpha
ที่พัสดุชิ้นถัดไปของเราจะมีระยะเวลาในการจัดส่งอยู่ในช่วงความเชื่อมั่น เช่น ถ้าเราสมมติให้ alpha เท่ากับ
0.05 ก็จะต้องคานวณพื้นที่ที่อยู่ภายใต้เส้นโค้งปกติมาตรฐานที่มีค่าเท่ากับ ( 1 - alpha) หรือ 95 เปอร์เซ็นต์
ซึ่งจะต้อง ± 1.96 จึงมีช่วงความเชื่อมั่นเป็น



      ผลการคานวณโดยใช้ เมนู เครื่องมือ > Data analysis>descriptive statistics จะได้ผลดังภาพข้างล่างนี้
                รูปที่ 3.13 แสดงผลการหา descriptive statistic ด้วย ฟังก์ชัน data analysis



3.1.2 การทา Histogram โดย excel
ฮิสโตรแกรมเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการคานวณหา
ค่าความถี่เฉพาะตัวหรือความถี่สะสมของช่วงหรือของค่าคะแนนหรือของความน่าจะเป็นเช่น
เราสามารถสร้างฮิสโตรแกรมของจานวนนักศึกษาที่ได้เกรดในแต่ละรายวิชาเช่น
นักศึกษาที่สอบได้คะแนนเกรด A 20 คน เกรด B 30 คน เป็นต้น


ขั้นตอนการทาสามารถทาได้ดังนี้
    1. เข้าเมนู เครื่องมือ > data analysis> Histogram จะปรากฏแถบเครื่องมือดังในรูปที่ 3.14




                           รูปที่ 3.14 แสดงแถบเครื่องมือในการสร้าง ฮิสโตแกรม

          คาอธิบายต่าง เป็นดังนี้ Input range คือช่างของข้อมูลที่เราต้องการให้หา histogram , Bin range
คือค่าของข้อมูลที่เราต้องการให้จากัดอยู่ในแต่ละช่วงเช่น ถ้าเราจะจัดข้อมูลเป็น 5 ชุด จากคะแนนดิบโดยเกรด
F คือคนที่ทาคะแนนต่ากว่า 50 เกรด D คนที่ทาคะแนนในช่วง 51-60 ทาอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จะได้ bin range
เป็น cell ที่ มีค่า 50,60,70,80,100 ดังปรากฏในรูปด้านล่างนี้เซลล์ที่เป็น bin range คือ E2 ถึง E7 ส่วน output
range           นั้นจามีลักษณะเหมือนกับที่อธิบายไปแล้วก่อนหน้านี้ จะได้ผลลัพธ์ดังรูป          ที่ 13.15
ในที่นี้เราจะให้เรียงลาดับของ histogram จากค่าที่มีความถี่มากไปความถี่น้อยด้วย ซึ่งได้แก่การคลิกในช่อง
Pereto ด้วย




                                 รูปที่ 3.15 แสดงผลการสร้าง ฮิสโตแกรม
       และนอกจากนี้หากเรา ทาการคลิกตรงช่อง     Cumulative           โปรแกรมจะทาการคิด    %
ของข้อมูลแบบรวบยอดของแต่ละระดับขั้นของคะแนนด้วย ดังจะได้ผลดังรุปข้างล่างนี้




                       รูปที่ 3.16 แสดงผลการสร้าง ฮิสโตแกรม แบบสะสม

และนอกจากนี้หากเรา ทาการคลิกตรงช่อง Chart Output โปรแกรมจะวาดกราฟให้ด้วยซึ่งจะเห็นรูปชัดเจน
ดังปรากฏในรูปด้านล่างนี้




                   รูปที่ 3.16 แสดงผลการสร้าง ฮิสโตแกรม แบบสะสมและกราฟ
    3.1.3 การวิเคราะห์ ANOVA (Analysis of Variance)
    สาหรับ single factor : คือการพิสูจน์ว่า factor ตัวนั้นมีผลกับค่า                 output    หรือไม่
    โดยที่แบ่งการทดลองออกเป็นหลายๆ ครั้งและค่า factor 0มีหลายระดับ
ตัวอย่าง ที่ 3.1
ตารางที่ 3.1 แสดงค่าข้อมูลดิบที่ใช้ในตัวอย่างที่ 1
ระดับสารเคมีในเยื่อกระดาษ การทดลองครั้งที่ (ระดับความเหนียวของเยื่อกระดาษ)
                                    1         2    3      4      5      6
5                                   7         8    15    11      9      10
10                                 12        17    13    18     19      15
15                                 14        18    19    17     16      18
20                                 19        25    22    23     18      20

          จากตัวอย่างการทดสอบว่าระดับความเข้มข้นของสารเคมีในเยื่อกระดาษมีผลต่อค่าความเหนียวของเยื่
อกระดาษโดยการสุ่มตัวอย่างจากเยื่อกระดาษที่เติมสารเคมีในปริมาณที่ต่างกัน     สารเคมีแยกเป็น     4
ระดับ คือ              5     มิลลิกรัม 10 มิลลิกรัม 15                   mg       และ       20mg
ส่วนการทดลองในแต่ละระดับของสารเคมีจะมีการทดสอบ                          6                    ครั้ง
ผลการทดสอบความเหนียวจะได้ในตารางด้านบนที่ปรากฏนั้น ตาราง                                 ANOVA
ที่เราต้องการจะมีลักษณะทั่วไปเป็นดังนี้

ตารางที่ 3.2 แสดง ตาแหน่งและสูตรของค่าต่างๆ ในตาราง ANOVA
Source of variance Sum of Square Degree of Freedom Mean Square                  F0
Treatment            SSTreatment    a-1                 MSTreatment             MS Treatment
                                                                                 MS E
Error                SSE              a(n-a)                 MSE
Total                SST              a(n-1)

ขั้นตอนในการหาค่า ANOVA สามารถทาได้ดังขั้นตอนต่อไปนี้

1. เลือกเมนู เครื่องมือ>data analysis> ANOVA: Single Factor > OK ดังรูป 13.17
                           รูปที่ 3.17 แสดงขั้นตอนที่ 1 ในการสร้าง ANOVA

หลังจาก กดปุ่ม Ok จะได้แถบเครื่องมือ ดังปรากฏดังรูป 3.18




                           รูปที่ 3.18 แสดงขั้นตอนที่ 2 ในการสร้าง ANOVA

   2. กรอกข้อมูล Input range ซึ่งก้อคือช่วงข้อมูลที่เราต้องการวิเคราะห์ ANOVA ตามตัวอย่างเราให้
      ระดับของ Factor อยู่ใน หลัก 3 ถึงหลัก 6 (5-20) และการทดลองแต่ละครั้ง (6 ครั้ง)อยู่ในเซลล์ B3
      ถึง G6 และดังนั้นข้อมูลแต่ละระดับของ สารเคมีจะอยู่ใน แถว เราจึงเลือก Grouped By Rows แทน
      Column
   3. ใส่ค่า Alpha ในที่นี่เราใช้ 0.01 หรือ 99% confidence
   4. ใส่ output range ซึ่งมีลักษณะเดียวกับข้ออื่นๆ ทีผ่านมา
   5. หลังจากใส่ข้อมูลที่ต้องการ กดปุ่ม Ok แล้วจะได้ผลตามที่ปรากฏดังรูป 13.19
                             รูปที่ 3.19 แสดงผลการสร้าง ANOVA

       นอกจากตาราง ANOVA ที่ปรากฏด้านล่างของหน้าจอแล้ว เราจะได้ข้อมูล descriptive statistics
ของข้อมูลด้วย ซึ่งสามารถอ่านและตีความได้ง่าย ๆ

        ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างคร่าวๆ ของการใช้    Excel       ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ
นึกศึกษาสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ใน Menu help ของ excel เอง ตัวอย่างข้อมูลทางสถิติที่ excel
สามารถหาได้เช่น
  Anova
  Correlation
  Covariance
  Descriptive Statistics
  Exponential Smoothing
  F-Test Two-Sample for Variances
  Fourier Analysis
  Histogram
  Moving Average
  Random Number Generation
  Rank and Percentile
  Regression
  Sampling
  t-Test
  z-Test


3.2 การใช้ Microsoft excel ในงานเศรษฐศาสตร์วิศวกรรม
ในเศรษฐศาสตร์วิศวกรรม เราได้เรียนเรื่องของ Timeline, Cash Flow, Type of interest rates Future Worth
(F), Present Worth (P) and Annual Payment (A) การเปรียบเทียบโครงการโดยใช้ IRR การหาค่าเสื่อมราคา
ในวิชานี้เราจะมา ใช้                                     Excel                  ในการคานวณหาค่าต่างๆ
เหล่านั้นซึ่งทาให้การคานวณที่ยุ่งยากซับซ้อนด้วยมือนั้น มีความง่ายขึ้นเยอะ รายละเอียดของการใช้  excel
เพื่อการคานวณทางเศรษฐศาสตร์ วิศวกรรมสามารถศึกษาได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้
หมายเหตุ ใน                                                                             excel
บางทีเครื่องหมายลบและบวกในการตีความในวิชาเศรษฐศาสตร์อาจจะไม่เหมือนกันแต่ให้ใช้ function ต่างๆ
ที่จะได้ศึกษาต่อไปนี้เป็นเครื่องช่วยในการคานวณเท่านั้น
ตัวอย่างที่ 2.1 บริษัท สมจิตร จากัด ได้ลงทุนกับโครงการ A เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยใช้เงินลงทุนจานวนเงิน
1000 บาท คาดว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นเงินสดแบบรายปี ซึ่งถือว่า เป็นรายได้เข้าองค์การ ณ
ปลายปีที่ 1,2,3,4 และ 5 ตามลาดับดังนี้ 400,400,500,300, และ 800 บาท โดยอัตราดอกเบี้ย ณ เป็น 5%
จงหาค่า Present Worth : P ของเงินทั้งหมด เราสามารถเขียน Cash Flow ของเงินดังกล่าวดังต่อไปนี้
        400        400           500      300        800




                                                      5 ปี

P=-1000
   รูปที่ 3.20 แสดง cash flow ที่มีรายรับและรายจ่ายรายปี ตลาดระยะเวลา 5 ปี
เราสามารถคานวณหาค่า เงินในแต่ละปีในอนาคตมาเป็นค่าเงิน ณ ปีปัจจุบันได้โดยการ ใช้สูตร

      1 
P  F        n
                   ในกรณีที่ i คงที่ หรือจะใช้สูตร
      (1  i) 
P  F ( P / F , i%, n)   =   P  F ( PWF, i%, n)
       เมื่อ P/F คือ สามารถเปิดได้ มาจาก ตารางดอกเบี้ยในหนังสือเศรษฐศาสตร์ทั่ว ๆไป
จากการคานวณมือเราคงต้องแทนค่าสูตรถึง 5 ครั้งเป็นอย่างน้อยแต่ถ้าเราใช้                   excel
เราสามารถย่นระยะเวลาได้มาก โดยการหาค่า                 PVของแต่ละปีจากค่า        Future Value
โดยทาตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
    1. กรอกข้อมูลในแต่ละปีของรายรับที่เกิดขึ้น ใน excel sheet ดังปรากฏในรูป 3.20
                       รูปที่ 3.20 แสดง ขั้นตอนที่ 1 ในการคานวณหาค่า P


2. กรอกข้อมูลต่างๆ ที่จาเป็นลงในตารางนี้ โดยข้อมูลในสูตรแต่ละชนิดได้อธิบายไว้ตามรูป 3.21




                        รูปที่ 3.21 แสดง ขั้นตอนที่ 2 ในการคานวณหาค่า P


3. นาเมาส์ไปวางไว้ที่ cell , E 9 แล้วทาตามขั้นตอนที่ 4
4. เรียก เมนู แทรก > ฟังก์ชัน > PV ตามรูปด้านล่าง แล้วกดปุ่มตกลง




                      รูปที่ 3.22 แสดง ขั้นตอนที่ 4 ในการคานวณหาค่า P


หลังจากกดปุ่มตกลงได้ได้เมนูดังรูป 3.23




                    รูปที่ 3.23 แสดง เมนูหลังจากกดปุ่มตกลงในขั้นตอนที่ 4
    5. กรอกข้อมูล Rate คือ ค่าดอกเบี้ยอาจให้ค่าเป็น             percent ซึ่งในที่นี้เราจะให้เป็น 5% หรือ
        นาเมาต์ไปวางไว้ตรงช่องว่าง หลังคาว่า           rate แล้วนาเมาส์ไปคลิคที่                  cell D2
        แต่ให้ระบุเป็นค่าของเซลล์นั้นตลอดด้วยการใส่เครื่องหมายดังนี้            $D$2,         ค่า      Nper
        เป็นจานวนปีที่เราต้องการเปลี่ยนค่า F เป็น P ทาเช่นเดียวกับที่ผ่านมาแต่ให้ค่า Cell เป็น E9
        โดยไม่ต้องใส่เครื่องหมาย $ ค่า Pmt เป็น ศูนย์เนื่องจากในระหว่างปีไม่มีการผ่อนชาระ
        ดังนั้นจะใส่เลยศูนย์ตรงช่องนี้หรือใส่ $D$4 ก็ได้ , ค่า FV จะใส่ค่าในที่เราต้องการแปลงจาก F เป็น P
        โดยการระบุเป็นช่อง             D9 โดยไม่ต้องมีเครื่องหมาย $ และสุดท้ายค่า Type
        จะเป็นการระบุว่าเป็นการจ่ายเงินต้นปีหรือปลายปี หลังจากกรอกข้อมูลเสร็จจะได้ ดัง รูป 3.24




                               รูปที่ 3.24 แสดง ขั้นตอนที่ 5 ในการหาค่า P


แล้วคลิค Ok จะได้ดังรูป 3.25
                    รูปที่ 3.25 แสดง เมนูหลังจากกดปุ่มตกลงในขั้นตอนที่ 5




6. จากนั้นนาทาการ copy cell E9 ไปไว้ใน cell E10 ถึง E13 จะได้ดังรูป 3.26




                          รูปที่ 3.26 แสดง ขั้นตอนที่ 6 ในการหาค่า P
7. จากนั้นใช้คาสั่ง Sum ตรงช่อง E14 จะได้คาตอบค่า P ของ ทุกปี ได้ดังนี้
                                     รูปที่ 3.27 แสดงผลการหาค่า P


        ค่า -2049.31 หมายถึงค่าเงินที่เราได้คืนในแต่ละปี หากแปลงเป็นเงินที่ออกจากกระเป๋าก่อนหน้านี้
จะต้องจ่าย 2049.31 บาท ตามโจทย์ถ้าเงินลงทุน 1000 บาท เราจะได้กาไรจากโครงการนี้ 2049.31-
1000=1049.31

อีกวิธีการหนึ่งในการหาค่า P ที่ง่ายกว่าการแปลงทีละปีแทนที่จะเลือก PV เราจะไปใช้คาสั่งดังนี้
    1. เลือกเมนู แทรก > ฟังก์ชัน > การเงิน > NPV
                            รูปที่ 3.28 แสดงขั้นตอนที่ 1 ในการหาค่า NPV
และจะได้เมนูดังภาพข้างล่างนี้หลังจากกดปุ่มตกลง




                รูปที่ 3.29 แสดงขั้นตอนที่ 1 ในการหาค่า NPV หลังจากกดปุ่ม ตกลง(OK)
   2. กรอกข้อมูลที่ต้องการ _Rate หมายถึง ดอกเบี้ยที่เราต้องการในที่นี้เป็น 5% ส่วน Value1
      นั้นจะหมายถึงช่วงข้อมูลที่เราต้องการหาค่า NPV นั้น ซึ่งได้แก่ช่วง D11 ถึง D15 ตามรูปด้านล่างนี้




                            รูปที่ 3.30 แสดงขั้นตอนที่ 2 ในการหาค่า NPV
หลังจากกรอกข้อมูลในทุกช่องเสร็จจะได้ดัง รูป 3.31




                 รูปที่ 3.31 แสดงขั้นตอนที่ 2 ในการหาค่า NPV หลังจากกดปุ่ม ตกลง(OK)



และหลังจากปุ่ม ตกลงค่า NPV จะไปอยู่ในตาแหน่ง cell ที่เราเลือกไว้ก่อนหน้านี้แล้วดังนี้




                                 รูปที่ 3.32 แสดงผลการคานวณหา NPV
        เราจะสังเกตว่า ถ้าหาแบบนี้จะง่ายกว่าแบบหา PV มาก แต่ ถ้าดอกเบี้ยในแต่ละปีไม่เท่ากันการหา
NPV จะไม่สามารถทาได้ ต้องหาแบบ PV เท่านั้น
        การที่เราต้องการหาจานวนเงินเทียบเท่ากันของเงินกู้ที่ปีที่ 0 (P) และผ่อนชาระเป็นงวด ๆ
เท่ากันในอนาคต (A)
                                        A=P(i%,n)

       สมมุตให้เรากู้เงินมา 18000 บาท ในปีที่ 0 ในอัตราดอกเบี้ย 15% ในระยะเวลา 5 ปี
เราจะทาการผ่อนคืนปีละเท่าไหร่ถ้าระยะเวลาการกู้เป็น 5 ปี
      ให้ใช้ function PMT ในโปแกรม Microsoft excel โดยที่                             PMT เป็น
การคานวณหายอดการชาระเงินสาหรับเงินกู้ โดยคานวณจากการชาระเงินคงที่          และอัตราดอกเบี้ยคงที่
และPMT(rate,nper,pv,fv,type) สาหรับคาอธิบายที่ครบถ้วนของอาร์กิวเมนต์ใน PMT ให้ดูที่ฟังก์ชัน PV


rate คืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้
nper คือจานวนงวด (จานวนครั้ง) ในการชาระเงินทั้งหมดสาหรับเงินกู้
pv คือค่า PV ( present value เป็นมูลค่าปัจจุบัน ) ของการลงทุน :
มูลค่าในปัจจุบันของการชาระเงินทุกงวดทั้งหมด
fv คือมูลค่าในอนาคต ( FV - future value)
หรือจานวนเงินที่คุณต้องการให้คงเหลือหลังจากชาระงวดสุดท้าย ถ้าละไว้จะถือว่า fv เป็น 0 (ตัวอย่างเช่น
มูลค่าอนาคตของเงินกู้มีค่าเป็น 0)
type เป็นค่าตรรกะที่ระบุกาหนดการชาระเงิน โดยมีลาดับขั้นดังต่อปีนี้


    1. กรอกข้อมูลที่ต้องการลงใน cell ในพื้นที่ excel ดังภาพที่ปรากฏดังรูป 3.33
                    รูปที่ 3.33 แสดงขั้นตอนที่ 1 ในการใช้ ฟังก์ชัน PMT


2. เลือก แทรก> ฟังก์ชัน> การเงิน> PMT ดังปรากฏในรูป 3.34




                    รูปที่ 3.34 แสดงขั้นตอนที่ 2 ในการใช้ ฟังก์ชัน PMT


หลังจากกดปุ่ม Ok จะปรากฏรูป 3.35
              รูปที่ 3.35 แสดงขั้นตอนที่ 2 ในการใช้ ฟังก์ชัน PMT หลังกดปุ่มตกลง


3. กรอกข้อมูลตามที่ระบุข้างต้นลงไป rate คืออัตราดอกเบี้ย Nper คือ ระยะเวลาที่ผ่อนชาระ PV
   คือจานวนเงินที่เรากู้ FV คือจานวนเงินเหลือค้างชาระเมือ่ปีสุดท้ายในที่นี้ให้เป็นศูนย์ และ Type
   เหมือนกับทุกคาสั่งที่ผ่านมาคือชาระปลายปี หลังจาก click OK จะได้คาตอบดังปรากฏรูป 3.36




                       รูปที่ 3.36 แสดงขั้นตอนที่ 3 ในการใช้ ฟังก์ชัน PMT
สาเหตุที่เป็นลบเพราะเป็นเงินที่เราต้องจ่ายออกจากกระเป๋า

การคานวณหา IRR ด้วย program Microsoft excel โดยการใช้คาสั่ง IRR

    1) กรอกข้อมูลลงในตารางของ excel โดยให้ปีที่ ศูนย์เป็นเงินลงทุนในเครื่องหมายลบ และรายรับต่อปี
        เป็นเครื่องหมายบอกต่อปี หรือหากปีไหนติดลบให้ใช้เครื่องหมายลบได้ ดังปรากฏในรูป 3.37




                           รูปที่ 3.37 แสดงขั้นตอนที่ 1 ในการใช้ ฟังก์ชันIRR


    2) จากนั้นนา เมาส์ไปวางไว้ที่ cell B8
    3) คลิกเลือกคาสั่ง แทรก > ฟังก์ชัน> การเงิน > IRR จะปรากฏดังรูป 3.38




                           รูปที่ 3.38 แสดงขั้นตอนที่ 3 ในการใช้ ฟังก์ชันIRR
        ช่อง Value ให้เลือก cell B2:B7 ช่อง guess จะใส่หรือไม่ก็ได้ ตัวโปรแกรมจะอ่าน cell
แรกเป็นเงินลงทุน และ เซลล์ถัด ๆมาเป็นรายรับในช่วงห่างที่เท่าๆ ๆกัน อาจจะเป็นปีวันหรือเดือน
จากนั้นเราจะได้ค่า IRR หลังจาก กดปุ่ม OK ดังปรากฏในรูป 3.39




                รูปที่ 3.39 แสดงขั้นตอนที่ 3 ในการใช้ ฟังก์ชันIRR หลังจากกดปุ่ม ตกลง

3.3 การใช้ excel ในการพยากรณ์ความต้องการ
การพยากรณ์แบบ simple moving average
ลาดับขั้นการพยากรณ์ด้วย excel
    1) กรอกข้อมูล ลงในตาราง excel ดังปรากฏในรูป 3.40
              รูปที่ 3.40 แสดงขั้นตอนที่ 1 ของการพยากรณ์ด้วยวิธี moving average
2) เลือก เมนู เครื่องมือ > Data Analysis > Moving Average ดังรูป 3.41




              รูปที่ 3.41 แสดงขั้นตอนที่ 2 ของการพยากรณ์ด้วยวิธี moving average
3) กดปุ่ม OK เพื่อดาเนินการต่อ หลังจากนั้นจะปรากฏแถบเครื่องมือดังรูป 3.42




             รูปที่ 3.42 แสดงขั้นตอนที่ 3 ของการพยากรณ์ด้วยวิธี moving average
4) กรอกข้อมูล ลงในช่องว่าง                                        Input               Range
   หมายถึงช่วงของข้อมูลในอดีตที่ใช้เป็นข้อมูลเพื่อพยากรณ์ในห้วงเวลาต่อไป
   ตามตัวอย่างเราจะกรอกช่วงข้อมูลอยู่ในช่วงข้อมูล D2 ถึง D21 และใช้ ค่า                   N
   หรือค่าคาบเวลาในการเฉลี่ยเท่ากับ 4 (interval) และค่า Output range ตั้งแต่ ค่า E2 ถึง E22
   จะได้ค่าเฉลี่ย 4 ช่วงเวลาดังปรากฏในรูป 3.43




             รูปที่ 3.43 แสดงขั้นตอนที่ 3 ของการพยากรณ์ด้วยวิธี moving average
5) ค่าพยากรณ์คือ ค่าเฉลี่ยใน 1 คาบเวลาก่อนหน้าคาบเวลาที่จะทาการพยากรณ์เช่น ถ้า t =5
   ค่าพยากรณ์จะเท่ากับค่าเฉลี่ยเมื่อ t=4 ทาเช่นเดียวกันจะได้ค่าพยากรณ์ทั้งหมดดังปรากฏในรูป 3.44




              รูปที่ 3.44 แสดงขั้นตอนที่ 4 ของการพยากรณ์ด้วยวิธี moving average
การพยากรณ์แบบ Exponential smoothing

1) กรอกข้อมูล ลงในตาราง excel ดังปรากฏในรูป 3.45




          รูปที่ 3.45 แสดงขั้นตอนที่ 1 ของการพยากรณ์ด้วยวิธี Exponential smoothing



2) เลือก เมนู เครื่องมือ > Data Analysis > Exponential smoothing ดังปรากฏตามรูป 3.46
           รูปที่ 3.46 แสดงขั้นตอนที่ 2 ของการพยากรณ์ด้วยวิธี Exponential smoothing



3) กดปุ่ม OK เพื่อดาเนินการต่อ หลังจากนั้นจะปรากฏ ดังรูป 3.47




           รูปที่ 3.47 แสดงขั้นตอนที่ 3 ของการพยากรณ์ด้วยวิธี Exponential smoothing


4) กรอกข้อมูล ลงในช่องว่าง Input Range
   หมายถึงช่วงของข้อมูลในอดีตที่ใช้เป็นข้อมูลเพื่อพยากรณ์ในห้วงเวลาต่อไป
   ตามตัวอย่างเราจะกรอกช่วงข้อมูลอยู่ในช่วงข้อมูล B2 ถึง B12 และใช้ ค่า Damping Factor
   ซึ่งมีค่าเท่ากับ 1- ในสูตร

                                   Ft  Dt 1  (1   ) Ft 1

ในที่นี้เราจะใช้ค่า  =0.2 หรือ ค่า Damping Factor เท่ากับ 0.8 และค่า Output range ตั้งแต่ ค่า C2 ถึง
C12 และได้ผลตามรูป 3.48
รูปที่ 3.48 แสดงขั้นตอนที่ 4 ของการพยากรณ์ด้วยวิธี Exponential smoothing
การพยากรณ์ด้วย Regression line

1) กรอกข้อมูล ลงในตาราง excel ดังปรากฏในรูป 3.49




                รูปที่ 3.49 แสดงขั้นตอนที่ 1 ของการพยากรณ์ด้วยวิธี Regression


2) เลือก เมนู เครื่องมือ > Data Analysis > Regression ดังปรากฏตาม รูป 3.50
                รูปที่ 3.50 แสดงขั้นตอนที่ 2 ของการพยากรณ์ด้วยวิธี Regression


3) กดปุ่ม OK เพื่อดาเนินการต่อ หลังจากนั้นจะปรากฏแถบเครื่องมือดังรูป 3.51




                รูปที่ 3.51 แสดงขั้นตอนที่ 3 ของการพยากรณ์ด้วยวิธี Regression


4) กรอกข้อมูล ลงในช่องว่าง Input Y Range
   หมายถึงช่วงของข้อมูลในอดีตที่ใช้เป็นข้อมูลเพื่อพยากรณ์ในห้วงเวลาต่อไป
   ตามตัวอย่างเราจะกรอกช่วงข้อมูลอยู่ในช่วงข้อมูล B2 ถึง B12 และ Input X Range
   หมายถึงช่วงของข้อมูลในอดีตที่ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในพยากรณ์ในห้วงเวลาต่อไป
   ตามตัวอย่างเราจะกรอกช่วงข้อมูลอยู่ในช่วงข้อมูล A2 ถึง A12 ส่วน output
   จะกรอกข้อมูลเพียงช่องเดียวเท่านั้น ส่วน residuals และกราฟจะเป็นข้อมูลทางสถิติ ที่เราอยากจะรู้
   หลังจาก กดปุ่ม OK แล้ว จะได้ผลดังรูป 3.52
                  รูปที่ 3.52 แสดงขั้นตอนที่ 4 ของการพยากรณ์ด้วยวิธี Regression


และกราฟที่แสดง สามารถแสดงได้จากรูป 3.53




           รูปที่ 3.53 แสดงกราฟที่ได้จากผลในขั้นตอนที่ 4 ของการ excel ในการพยากรณ์


     ในที่นี้เราจะใช้ค่า  =0.2 หรือ ค่า Damping Factor เท่ากับ 0.8 และค่า Output range ตั้งแต่ ค่า C2
ถึง C12 และได้ผลตามตารางด้านล่างนี้
การสร้างตัวช่วยในการคานวณทางวิศวกรรมโดยใช้ excel
ในที่นี้เราจะยกตัวอย่างเรื่องการจัดการวัสดุคงคลัง




                                    Q                     Q
        Q




                            t                         t                    t
                                                      T

                                รูปที่ 3.54 ตัวแบบการคงคลังภายใต้สถานการณ์ที่แน่นอน

ตัวแบบทางคณิตศาสตร์ในการหาปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัดที่สุด EOQ
Q      = ปริมาณการสั่งซื้อสินค้าต่อครั้ง (หน่วย/ครั้ง)
A      = ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ (บาท/ครั้ง)
h      =ค่าเก็บรักษาสินค้าในคลังสินค้า (บาท/หน่วย/ปี)
D      =ปริมาณความต้องการสินค้า (หน่วย/ปี)
c      = ราคาต่อหน่วยของสินค้า (บาท/หน่วย)
TC(Q) = ค่าใช้จ่ายทั้งหมดตลอดปีเมื่อสั่งซื้อสินค้าครั้งละ Q หน่วย (บาท)
t      = ระยะห่างในการสั่งซื้อแต่ละครั้ง

          2 A D
Q* 
             h
                                 D
จานวนครั้งที่ทาการสั่งซื้อต่อปี =        ครั้งต่อปี
                                 Q
                              A D
ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อต่อปี =           บาท
                              2 Q
                                         Q
ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บรักษาต่อปี = h 
                                         2
ราคาสินค้าต่อปี = C  D บาท
                        4 ADh
TC (Q )  C  D               CD  2 ADh
                           2

ตัวอย่างที่ 1 บริษัท ก ต้องการ สั่งเยื่อกระดาษเพื่อ มาใช้ผลิตกระดาษ จานวน 80000 กิโลกรัมต่อปี
เสียค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ 800 บาทต่อครั้ง ราคาเยื่อกระดาษกิโลกรัมละ 40 บาท ค่าเก็บรักษา 8 บาท ต่อ
กิโลกรัม ต่อปี อยากทราบว่าบริษัทจะต้องสั่งซื้อกระดาษครั้งละกี่กิโลกรัมจึงจะเสียค่าใช้จ่ายต่าที่สุด
และหาว่าใน 1 ปีมีการสั่งซื้อกี่ครั้ง จากนั้นหาค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ ในการสั่งซื้อและค่าใช้จ่ายรวม

ลาดับขั้นในการใช้ excel
ในการพัฒนาโปรแกรมช่วยในการคานวณการหาขนาดการสั่งซื้อที่เหมาะสมที่สุด
1.จัดเตรียมข้อมูลที่ต้องการ ในที่นี้ข้อมูลที่เราต้องการมีประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ (บาท/ครั้ง )(A),
ปริมาณความต้องการต่อปี (D), ค่าเก็บรักษาสินค้าในคลังสินค้า (บาท/หน่วย/ปี) (h) , ราคาต่อหน่วยของสินค้า
(บาท/หน่วย) (c) เราสามารถจัดเตรียมข้อมูลเหล่านี้ได้ตามรุปที่ปรากฏด้านล่างนี้                  ในหลัก A
จะเป็นสัญลักษณ์ในทางคณิตศาสตร์ของค่าพารามิเตอร์ต่างๆหลัก                                                  B
จะแสดงคาอธิบายภาษาไทยของสัญลักษณ์แต่ละชนิด และในหลัก C จะแสดงค่าพารามิเตอร์แต่ละตัว




               รูปที่ 3.55 แสดงผลการทาตามขั้นตอนที่ 1 ของการสร้างตัวช่วยในการคานวณ
2.จัดเตรียมสูตรในการคานวณของแต่ละค่าที่เราต้องการทราบ
แล้วเขียนสูตรลงไปในเซลล์ที่เราต้องการให้ค่านั้น ๆ อยู่ ตามรายละเอียดที่ แสดงในรูป 3.56
                                              สูตร EOQ
สูตรการหา EOQ




            รูปที่ 3.56 แสดงผลการทาตามขั้นตอนที่ 2 ของการสร้างตัวช่วยในการคานวณ
สูตรการหาจานวนครั้งในการสั่งซื้อ และสามารถสังเกตในจากตาแหน่งในรูป 3.57




                  รูปที่ 3.57 แสดงตาแหน่งของสูตรการหาจานวนครั้งในการสั่งซื้อ
สูตรการหาค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อต่อปี




                    รูปที่ 3.58 แสดงตาแหน่งของสูตรการหาค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อต่อปี

สูตรในการหาค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บต่อปี




                  รูปที่ 3.59 แสดงตาแหน่งของสูตรในการหาค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บต่อปี
สูตรในการหาราคาสินค้าต่อปี




                      รูปที่ 3.59 แสดงตาแหน่งของสูตรในการหาราคาสินค้าต่อปี



สูตรการหาค่าใช้จ่ายโดยรวม ของการจัดการวัสดุคงคลัง




          รูปที่ 3.60 แสดงตาแหน่งของสูตรการหาค่าใช้จ่ายโดยรวม ของการจัดการวัสดุคงคลัง

นักศึกษาจะสังเกตว่าแค่วิธีง่ายๆ
แค่นี้เราก้อสามารถมีโปแกรมไว้ใช้ประโยชน์ในการคานวณได้ในอนาคตเช่นถ้ามีการเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายใ
นการสั่งซื้อ จาก 800 เป็น 1500 บาทต่อครั้งเราสามารถทาได้ง่ายๆ เพียงการเปลี่ยน cell C2 จาก 800 เป็น
1500 บาท โปรแกรมก็จะทาการคานวณทุกค่าให้เราใหม่โดยอัตโนมัติ ดังปรากฏในรูป 3.61




   รูปที่ 3.61 แสดงผลจากการเปลี่ยนแปลงค่าบางส่วนจากโปแกรมที่สร้างขึ้นจาก excel

และเรายังสามารถนาหลักการเดียวกันนี้ไปพัฒนาโปรแกรมช่วยในการคานวณได้มากมาย ในทางวิศวกรรม

3.4. ด้านการวิจัยและดาเนินงาน (Excel Solver)

สมมตว่านักศึกษาได้รับมอบหมายให้แก้ปัญหา LP ต่อไปนี้

Min 50BR+20IC+30COLA+80PC

Subject to

400BR +200IC+150COLA+500PC              ≥       500
3BR +2IC                                ≥       6
2BR +2IC +4COLA +4PC                    ≥       10
2BR +4IC +COLA +5PC                     ≥       10
ใน LP-Solver ของ excel เราจาเป็นต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนที่จะเริ่มทาการแก้ปัญหา
เพื่อความสะดวกในการใช้ function เราสามารถแก้ปัญหา LP นี้ด้วยการทาตามขั้นตอนดังจ่อไปนี้
     1. ระบุ cell ที่เป็น decision variables ลงไปในที่นี้มี decision variables ทั้งสิ้น 4 ตัวคือ BR, IC , COLA
        และ PC ในที่นี้ตามภาพข้างล่างเราระบุชื่อ cell ไปที่ cell B1 เป็น BR, C1 เป็น IC, D1 เป็น COLA
        และ E1 เป็น PC cell ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปค่า พารามิเตอร์ที่อยู่ตรงช่อง B, C, D และ E จะหมายถึง
        พารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้อกับค่าตัวแปร BR,IC, COLA และ PC ตามลาดับ
     2. ระบุค่าพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับแต่ละตัวแปรใน cell B3-E3 ได้แก่ 50,20,30 และ 80 จามลาดับ
        โดยให้ค่าที่เปลี่ยนแปลงเพื่อหาค่าใช้จ่ายที่ต่าที่สุดเป็น                   cell                   B2-E2
        (ค่าของแต่ละตัวแปรหลังจากการแก้ปัญหาด้วย excel จะมาปรากฏที่ cell นี้
     3. แต่ค่า objective function จะเกิดจากการคูณกันระหว่างค่าของตัวแปรและค่า parameter ดังนั้น
        จะทาการเพิ่มช่องขึ้นมา 1 แถวเพื่อให้เป็นผลคูณของตัวแปรและ parameters ซึ่งได้แก่ cell B4-E4
     4. รวมค่าผลคูณของทุกตัวแปรและทุก parameter ไว้ในช่อง F4 ซึงก็คือค่า objective function นั่นเอง
     5. จากนั้นทาเช่นเดียวกับพารามิเตอร์และตัวแปรของสมการเงื่อนไข
        โดยค่าพารามิเตอร์ของสมาการเงื่อนไข อยู่ใน                cell B9 ถึง E12 และผลคูณของ
        พารามิเตอร์และตัวแปร อยู่ใน                 cell        B15       ถึง         E18        จากนั้นในแต่ละ
        สมการเงื่อนไขผลรวมของผลคูณของพารามิเตอร์และตัวแปรอยู่ใน                       cell              F15-F18
        และค่าคงที่ด้านขวาของแต่ละ สมการเงื่อนไขอยู่ใน              cell H15-H18 ลักษณะของข้อมูลต่างๆ
        ที่เตรียมไว้ดังปรากฏในรูป 3.62
                       รูปที่ 3.62 แสดง ขั้นตอนที่ 1-5 ของการแก้ปัญหา LP ด้วย excel
   6. จากนั้นเรียก solver จาก excel ด้วยคาสั่ง เครื่องมือ > Solver ดังปรากฏในรูป 3.63




                        รูปที่ 3.63 แสดง ขั้นตอนที่ 6 ของการแก้ปัญหา LP ด้วย excel

หลังจากเลือกจะปรากฏแถบเครื่องมือดังรูป 3.64




          รูปที่ 3.64 แสดง ผลของขั้นตอนที่ 6 ของการแก้ปัญหา LP ด้วย excel หลังจากกดปุ่มตกลง
    7. ทาการกรอกข้อมูลลงในแต่ละช่อง โดยที่แต่ละช่องว่ามีความหมายดังต่อไปนี้
คาสั่ง                          ความหมาย
Set target cell                 ให้นาเมาส์ไปคลิกที่ cell ที่เป็น objective function
Equal to                        ให้นา เมาส์ไปคลิกที่ Max , Min หรือ Value of ..
                                แล้วแต่ว่าเป็นปัญหา maximization, minimization หรือ goal
                                programming
By changing cells               ให้นาเมาส์ไปคลิกที่ cell ที่เป็น decision variables
Subject to the constraints      ให้ทาการ เพิ่ม constraint ทีละ constraint โดยกดปุ่ม Add
                                หากต้องการแก้ไข constrain ให้กดปุ่ม change หากต้องกาลบ
                                constrain ให้กดปุ่ม delete

    8. การเพิ่ม constrain สามารถทาได้ โยการกดปุ่ม add จากนั้นจะปรากฏหน้าจอตามรูป 3.65




                       รูปที่ 3.65 แสดง ผลของขั้นตอนที่ 8 ของการแก้ปัญหา LP ด้วย excel

Cell reference คือ cell ที่เราจะให้เป็น constrain <= คือเครื่องหมายของแต่ละสมการ
ในช่องนี้เงื่อนไขอาจจะเป็น      int     หมายถึงระบุให้ค่าตัวแปรเป็น จานวนเต็ม หรือ           bin
หมายถึงกาหนดให้ตัวแปลเป็น เลขฐานสอง เป็นต้น ส่วน constraint คือค่าคงที่ด้านขวาของสมาการเงือนไข
หลังจาก กรอกข้อมูลลงไป กดปุ่ม add เพื่อ add และหลังจากเสร็จให้กดปุ่ม Ok จะกลับไปหน้าต่างเดิม
    9. ในการตั้งค่าเริ่มต้นด้านพารามิเตอร์สามารถคลิกปุ่ม option จะปรากฏดังรูป 3.66
                รูปที่ 3.66 แสดง ผลของขั้นตอนที่ 9 ของการแก้ปัญหา LP ด้วย excel

โดยค่าต่างๆ ที่ปรากฏในรูปเป็นค่าเริ่มต้นหากต้องการแก้ไขให้ทาการแก้ไขได้เลยด้วยการพิมพ์ลงไป
หลังจากแก้ไขค่าต่างๆ เสร็จให้กดปุ่ม        Ok แล้ว เราจะกลับไปหน้าจอเดิม กดปุ่ม           solve
จะทาการแก้สมการให้เรา หลังจากแก้เสร็จจะปรากฏหน้าจอดังรูปด้านล่างนี้ขึ้น
เพื่อเป็นการยืนยันให้เราแสดงผลการคานวณ และปรากฏผลดังรูป 3.67




                   รูปที่ 3.67 แสดง หน้าจอเพื่อตอบรับการยืนยันให้แสดงคาตอบ
10. หลังจากกดปุ่ม Ok ในหน้าจอนี้จะปรากฏคาตอบขึ้น ดังแสดงในรูป 3.68




                       รูปที่ 3.68 แสดงผลจากการแก้ปัญหา LP ด้วย excel
                                         แบบฝึกหัดท้ายบท

     1. การทดสอบ compressive strength ของ concrete ด้วยการใช้ 4 ส่วนผสม และทาการทดลองทั้งหมด 4
         ครั้งเพื่อวัดค่า compressive strength ได้ผลดังตารางด้านล่างนี้
    ส่วนผสมที่                          ค่า compressive strength /การทดลองครั้งที่
                               1                   2                  3              4
         1                   3129                3000               2865           2890
         2                   3200                3300               2975           3150
         3                   2800                2900               2985           3050
         4                   2600                2700               2600           2765
     ผลการทดลองดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นได้หรือไม่ว่า ส่วนผสมที่ต่างกันมีผลกับค่า compressive strength
     ด้วย α= 0.02

    2. ให้นักศึกษาหา IRR ของ 6 โครงการต่อไปนี้
          0            1            2                 3              4
A         -5000        2500         2500              2500           2500
B         -400         100          100               100            1000
C         -400         200          400               600            800
D         -1200        250          500               500            500
E         -3500        1600         800               1400           1200
F         -1000        900          500               500            500

3. การหาปริมาณการสั่งซื้ออย่างประหยัดโดยยอมให้สินค้าขาด stock
การยอมให้สินค้าขนาด                 stock          ได้นั้นบางครั้งอาจจะมีผลดีคือไม่ต้องมีสินค้าคงคลังไว้มาก
ซึ่งอาจจะทาให้ค่าใช้จ่ายรวมลดลง แต่ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายในการให้สินค้าขาดต้องมีค่าไม่มากนัก
ซึ่งเกิดขึ้นในกรณีที่ลูกค้าไม่เต็มใจที่จะรอรับสอนค้าและไปซื้อกับผู้ค้ารายอื่น ซึ่งจะเป็นผลให้สูญเสียลูกค้าไป
อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายในการสูญเสียลูกค้า
ซึ่งเป็นตัวแปรกที่เกี่ยวข้องในการหาปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัดนั้น
ก็ไม่ใช่เป็นการหาได้ง่ายละถูกต้องมากนัก ซึ่งในที่นี้สมมุติ ให้ ว่าเมื่อสินค้าขาด                        stock
เกิดขึ้นลูกค้าสามารถคอยจนกว่าสินค้ารุ่นต่อมาจะมาถึง

รูปแบบการคลังที่ยอมให้มีสินค้าขาด สต๊อกได้ สามารถแสดงด้วยกราฟดังต่อไปนี้
                   S
           Q                             t2
                             t1




                                  t                           t      t
                                                              T



โดยกาหนดให้ R= ค่าใช้จ่ายในการขาดสต๊อก/หน่วย/ช่วงเวลา
t1    =ช่วงเวลาที่มีสินค้าคงคลังอยู่ใน stock
t2    = ช่วงเวลาที่สินค้าขาด stock
t     = ช่วงเวลาระหว่าการซื้อ
T     = ช่วงเวลาที่กาหนดขึ้นเป็นนโยบาย (เท่ากับ 1 ปี)
S     = ปริมาณสินค้าคงคลังเริ่มแรกในแต่ละช่วงเวลา
Q-S = ปริมาณสินค้าขาด stock ในช่วงระยะเวลาการสั่งซื้อ
TCC =เป็นค่าใช้จ่ายต่อ วัฎจักร (หนึ่งรอบ)

โดยใช้ความสัมพันธ์ทางเรขาคณิต (จากสมการสามเหลี่ยมคล้าย) จะได้

ค่าใช้จ่ายใน 1 วัฎจักร ประกอบด้วย
1. ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อสินค้า =A
2. ค่าใช้จ่ายสาหรับราคาสินค้า = CQ
                                                         S
3.ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บรักษาสินค้า           =h           t1
                                                         2
4. ค่าใช้จ่ายกรณีที่มีสินค้าขาดสต๊อค          = R  (Q  S )  t 2
                                                        2
ดังนั้น t1  S
               D
       (Q  S )
t2 
         D
                       S            (Q  S )
TCC  A  CQ  h         t1  R            t2
                       2               2
แทนค่า t1 และ t2 ในสมการข้างต้น
                   S S        (Q  S ) (Q  S )
TCC  A  CQ  h      R            
                   2 D           2       D
                   S 2
                            (Q  S ) 2
TCC  A  CQ  h       R
                   2D          2D


                              D
ใน 1 ปี มีการสั่งซื้อสินค้า       ครั้ง
                              Q
                                                S2      (Q  S ) 2
ดังนั้น TC (Q)  TCC ( D )       AD
                                      CD  h      R
                          Q       Q             2Q        2Q
เป้าหมายคือให้เสียค่าใช้จ่ายต่อปีต่าที่สุด
           dTC (Q)
ดังนั้น            0
             dQ
    DA hS 2 R(Q  S ) R(Q  S ) 2
                              0
    Q 2Q 2     Q        2Q 2


                              dTC(Q)
ปริมาณสินค้าคงคลังสูงสุด             0
                                dS
hS R (Q  S )
             0
Q     Q2
ดังนั้น
            1 1
Q *  2 DA (  )
            h R
           2DAR
S* 
          h( R  h)
ปริมาณสินค้าขาด stock
                2 DAh
Q*  S * 
               R ( R  h)


บริษัท ก ต้องการ สั่งเยื่อกระดาษเพื่อ มาใช้ผลิตกระดาษ จานวน 80000 กิโลกรัมต่อปี
เสียค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ 800 บาทต่อครั้ง ราคาเยื่อกระดาษกิโลกรัมละ 40 บาท ค่าเก็บรักษา 8 บาท ต่อ
กิโลกรัม ต่อปี อยากทราบว่าบริษัทจะต้องสั่งซื้อกระดาษครั้งละกี่กิโลกรัมจึงจะเสียค่าใช้จ่ายต่าที่สุด
หากยอมให้สินค้าขาด stock ได้และมีค่าใช้จ่ายเมื่อสินค้าขาด stock เป็น 39 บาท/ชิ้น/หน่วยเวลา
และหาปริมาณคงคลังสูงสุดว่ามีจานวนเท่าใด
4. ให้นักศึกษาแก้ปัญหาเชิงเส้นตรง (LP ) ต่อไปนี้ด้วย Excel
Min z=
8X11+6X12+10X13+9X14+9X21+12X22+13X23+7X24+14X31+9X32+16X33+5X34

SUBJECT TO

X11+ X12+ X13+ X14   ≤ 35
X21+ X22+ X23+ X24   ≤50
X31+ X32+ X33+ X34   ≤40
X X11+ X21+ X31      ≥45
X X12+ X22+ X32      ≥20
X13+ X23+ X33        ≥30
X14+ X24+ X34        ≥30
XIJ                  ≥0
                                              บทที่ 4
                                       ฐานข้อมูลใน Excel

วัตถุประสงค์
    • เข้าใจความหมาย ของฐานข้อมูลใน Excel
    • เข้าใจในองค์ประกอบ และหลักการทางาน ของฐานข้อมูล ใน Excel
    • สามารถวิเคราะห์ความต้องการจากระบบฐานข้อมูล และ กาหนด Output ที่สร้างจาก ฐานข้อมูล
      Excel
    • สามารถ ออกแบบระบบฐานข้อมูล และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิกับ Excel จากข้อมูลที่มีอยู่จริง

ฐานข้อมูลใน Excel
            MS Excel เป็นโปรแกรมประยุกต์ ที่ไม่ได้ออกแบบมาสาหรับงาน ฐานข้อมูล
แต่เมื่อถ้าเราได้ศึกษาเรียนรู้ Excel ให้รู้จริง เราจะเห็นได้ว่า เราสามารถนา Excel
มาใช้ในงานด้านฐานข้อมูลได้ แต่มีขนาดของฐานข้อมูลไม่ใหญ่โต หรือสับซ้อนจนเกินไป ฐานข้อมูลใน
Excel มีความโดดเด่นมากในเรื่องความสะดวกและความรวดเร็วในการใช้งาน
เมื่อเทียบกับการเขียนโปรแกรม เกี่ยวกับฐานข้อมูลแล้วนั้น MS Excel
สามารถสร้างรายงานจากฐานข้อมูลได้ดีกว่าและรวดเร็วกว่า โดยที่ผู้ใช้ไม่จาเป็นต้องมีทักษะ
ในด้านการเขียนโปรแกรม
 แต่ทั้งนี้การใช้งาน           Ms Excel นั้นต้องมีการศึกษาและต้องเข้าใจ คาสั่งต่างๆ
ที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล เพื่อให้เกิดทักษะและความชานาญ ในการใช้ Ms Excel
ในการจัดการฐานข้อมูลต่อไป

ความหมายของฐานข้อมูล ใน Excel
        ฐานข้อมูลใน Excel หมายถึง เครื่องมือและความสามารถ ทั้งหมดของ Ms Excel
   ในการทางานด้านฐานข้อมูล ทั้งที่เป็นแผ่นงาน Excel และฐานข้อมูลของโปรแกรมอื่นที่ Excel
   สามารถเชื่อมต่อได้ (จากหนังสือ ฐานข้อมูล Excel “ง่ายแต่เก่ง”,รศ.ดร.ณรงค์-รศ.ดร.นันทิยา หุตานุวัตร)
    ฐานข้อมูลใน Excel
   ยังเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบของข้อมูลเรื่องเดียวหรือหลายเรื่องที่มีความสัมพันธ์กัน
   เพื่อสะดวกต่อการเพิ่มเติมข้อมูล ,แก้ไขข้อมูล,และสร้าง Output ที่ต้องการ
   • ส่วนประกอบของฐานข้อมูล
         - Field(เขตข้อมูล) คือ ขอบเขตข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่งใน Record
         - Record(ระเบียน) คือข้อมูลหนึ่งแถว ในหนึ่งฐานข้อมูล(คือข้อมูลทุก Field ที่อยู่ใน)
         - Field-Name Row หมายถึง หัวตารางของฐานข้อมูล
         - Output คือผลลัพธ์ที่เราต้องการจากฐานข้อมูล




                           รูป ส่วนประกอบต่างๆ ของฐานข้อมูลใน Excel

การจัดการฐานข้อมูลด้วย Excel
           การสร้างฐานข้อมูล (Database Creation)
              1.1. มีการกาหนดขอบเขตข้อมูล บริเวณ Field-Name Row อยู่บริเวณ บนสุดซ้ายของ
                      sheets และ ไม่ควรมีข้อความ อยู่เหนือ Field-Name Row
              1.2 กรอกข้อมูลเพิ่มลงไปในแต่ล่ะ Record
              1.3 กาหนดเขตข้อมูล (Range Name) ซึ่งประกอบไปด้วย
            -           Static Range Name
                     - Dynamic Range Name

            1.1 การกาหนดขอบเขตข้อมูล




                                                               ใส่ขอบเขตข้อมูล ที่บรรทัด
                                                                   แรกของหัวตาราง

             กรอกข้อมูลเพิ่มลงไปในแต่ล่ะ Record




                                                                         เพิ่มเติมข้อมูล
                                                                         ลงไปในตาราง

              1.2 กาหนดเขตข้อมูล (            Range Name)
เป็นการกาหนดชื่อเขตข้อมูล เพื่อสะดวกต่อการอ้างอิงถึงตาแหน่งของข้อมูล ประกอบด้วย
                 1.2.1 Static Range Name เป็นการตั้งชื่อ Range Name ให้กับฐานข้อมูล
ซึ่งถ้ากรณีมีการเพิ่มข้อมูลลงไปในฐานข้อมูลเขตของข้อมูลจะไม่ขยายตามข้อมูลที่เพิ่มเติม

วิธีการตั้งชื่อ Static Range Name                     2




                                                              1
        1. ทาการเลือกข้อมูลทั้งหมด โดยกด Ctrl+*
        2. พิมพ์ History ลงไปในกล่องชื่อ
         3. การเรียกใช้งาน ให้กด F5 จะปรากฏ กล้อง ให้เลือก History หรือทาการเรียกจาก กล่องชื่อ
            (ตาแหน่งที่พิมพ์ History)




      1.2.2 Dynamic Range Name เป็นการตั้งชื่อ Range Name ให้กับฐานข้อมูล
 ซึ่งถ้ากรณีมีการเพิ่มข้อมูลลงไปในฐานข้อมูลเขตของข้อมูลจะขยายตามข้อมูลที่เพิ่มเติม

     วิธีตั้งชื่อ Dynamic Range Name
      1. ทากาหนด Range Name ให้กับฐานข้อมูล โดยเลือกข้อมูลทั้งหมดในฐานข้อมูล ทาการตั้งชื่อ
 Range Name ว่า History โดยมีขั้นตอนเหมือนการตั้งชื่อ Static Rang Name
      2. ทาการตั้งชื่อ Range Name ให้กับเซลล์ A1 พิมพ์ ulHistory (ทา เช่นเดียวกับการตั้งชื่อ Static
 Range Name ให้ฐานข้อมูล)
3. คลิก เลือกคาสั่ง       แทรก  ชื่อ  กาหนด  กล่องโต้ตอบ กาหนดชื่อ ปรากฏ ซึ่งมีหน้าตาดังนี้
4. พิมพ์               =OFFSET(ulHistory,0,0,COUNTA(Sheet1!$A:$A),COUNTA,( Sheet1!$1:$1))
     ลงใน ช่อง อ้างอิงไปยัง
5. กดปุ่มตกลง
 6. ตรวจสอบว่าเป็น                Dynamic Range Name โดยเลือกที่ คาสั่ง แทรก  ชื่อ  กาหนด
      กล่องโต้ตอบ กาหนดชื่อคลิกส่วนที่เป็นฟังก์ชัน =OFFSET ว่ามี เส้นประ อยู่รอบๆ
     ฐานข้อมูลหรือเปล่า ถ้ามี ให้เราลองเพิ่มข้อมูลลงในฐานข้อมูลแล้วทาการตรวจสอบอีกครั้ง
     ถ้าเส้นประ อยู่รอบๆ ข้อมูลทั้งหมดแสดงว่าตั้งชื่อ Dynamic Range Name เรียบร้อยแล้ว

การจัดการ รายงานจากฐานข้อมูล         (Output Management)
      ในการออก          Output จาเป็นต้องมีการวิเคราะห์ความต้องการของงาน ว่าจะให้แสดงอะไร
     แต่ละสัดส่วนจะต้องมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรและจะถูกนาไปใช้ในลักษณะใดเพื่อที่เลือกใช้เครื่องมือใ
     นการสร้าง Output ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งในการศึกษาการใช้งานของ Output เราสามารถแบ่ง Output
     ได้ 3 ประเภท ตามลักษณะงานที่ใช้แตกต่างกัน คือ
             1. การจัดการ รายงาน ภายในฐานข้อมูล (Embedded Output)
             2. การจัดการ รายงานภายนอกของฐานข้อมูล
   โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรายงานแม้ว่าฐานข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลง (Non-Dynamic Output)
             3. การจัดการ รายงานภายนอกของฐานข้อมูล
     โดยมีการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูล รายงานก็จะเปลี่ยน ( Dynamic
     Output)

   1. Embedded Output
              Embedded Output คือ Output ที่ฝั่งตัวอยู่ในฐานข้อมูลเป็น Output
   ที่เกิดจากการสรุปข้อมูลหรือเลือกดูข้อมูลในฐานข้อมูลโดยตรง
              - เรียงลาดับฐานข้อมูล
              - แสดงค่าเฉลี่ย/ผลรวม ของกลุ่ม Record ผลรวมยอด
              - แสดงเฉพาะ Record ที่เป็น Top 10 หรือ Top n (ตัวกรอง อัตโนมัติ )
              - แสดงเฉพาะ Record ที่มีค่าหนึ่งอยู่ในช่วงที่กาหนด (ตัวกรองอัตโนมัติ กาหนดเอง   )
              - แสดงเฉพาะ Record ที่สอดคล้องกับเกณฑ์ที่กาหนด (ตัวกรอง อัตโนมัติ
   กาหนดเอง               )

   - การเรียงลาดับข้อมูล
    คาสั่งที่ใช้       ข้อมูล  เรียงลาดับ หรือ จะปรากฏกล่องโต้ตอบดังนี้
            หรือใช้

   - ค่าเฉลี่ย/ผลรวม ของกลุ่ม
    คาสั่งที่ใช้       ข้อมูล ผลรวมย่อย จะปรากฏกล่องโต้ตอบดังนี้




 - แสดงเฉพาะ Record ที่เป็น Top 10 หรือ Top n
คาสั่งที่ใช้ ข้อมูลตัวกรองตัวกรองอัตโนมัติ จะปรากฏหน้าตาเช่นนี้
- แสดงเฉพาะ Record ที่มีค่าหนึ่งอยู่ในช่วงที่กาหนด
     คาสั่งที่ใช้ ส่วนมากเป็นการค่าที่เป็นตัวเลข เช่นคะแนน ใช้คาสั่งถัดจากคาสั่ง แสดงเฉพาะ Record
     ที่เป็น Top 10 หรือ Top n โดยมีขั้นตอนกาหนดคือเลือกหัวข้อดังภาพ




      เลือก กาหนดเอง จะปรากฏกล่องโต้ตอบดังภาพ




- แสดงเฉพาะ Record ที่สอดคล้องกับเกณฑ์ที่กาหนด
 คาสั่งที่ใช้       ส่วนมากเป็นการค่าที่เป็นข้อความ ซึ่งมีคาสั่งเหมือนกับแสดงเฉพาะ Record
       ที่มีค่าหนึ่งอยู่ในช่วงที่กาหนด
2. Non-Dynamic Output
        Non-Dynamic Output เป็น Output ที่อยู่นอกฐานข้อมูลและไม่เชื่อมโยง
   กับการเปลี่ยนแปลงของฐานข้อมูล
        หลัก การสกัด หรือ ดึงข้อมูลที่ต้องการจากฐานข้อมูล ให้อยู่ในรูปแบบ Non-Dynamic Output
 -          สาเนา Record หรือสาเนาบางส่วนของ Record ที่ถูกเลือกโดย Criteria (ใช้คาสั่ง ข้อมูล
          ตัวกรองตัวกรองขั้นสูง)
          - Unique Items จากข้อมูลใน Field ใด Field หนึ่งของฐานข้อมูล (ข้อมูล ตัวกรอง
          ตัวกรองขั้นสูง)
         - การสร้างตารางสรุปข้อมูล Consolidate (ข้อมูลรวมข้อมูล)




การสกัดข้อมูล หรือ ดึงข้อมูลที่ต้องการจากฐานข้อมูล เราจะแบ่งขั้นตอน ออกเป็น 3 ขั้นตอน
                  a. เลือก หรือ จาแนก Record ที่ต้องการ
                  b. กาหนด วิธีการคานวณ
                  c. แสดงผลนอกฐานข้อมูล



   - สาเนา Record หรือสาเนาบางส่วนของ Record ที่ถูกเลือกโดย Criteria (ใช้คาสั่ง ข้อมูล 
   ตัวกรองตัวกรองขั้นสูง)
                      จากรูป เราต้องการแสดง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มี ใครบ้าง

              เลือก หรือ จาแนก Record ที่ต้องการ ทาการเลือก Record ที่ต้องการคือ คณะ




     กาหนด วิธีคานวณคือ วิศวกรรมศาสตร์
     แสดงผลนอกฐานข้อมูลคือ




     จากนั้นเลือก ข้อมูล ตัวกรอง  ตัวกรองขั้นสูง จะปรากฏกล่องโต้ตอบดังภาพ


                                                             ระบุให้คัดลอกข้อมูลไว้นอกฐานข้อมูล

                                                                 ระบุตาแหน่งของฐานข้อมูล
                                                                 ระบุตาแหน่งของ Criteria
                                                                 ระบุตาแหน่งของ Output




     กด ตกลง จะปรากฏผล Output ดังภาพ




     โดย ผลลัพธ์จะสกัดมาแต่นักศึกษาที่เรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ทั้งหมด

- สร้าง Unique Items จากฐานข้อมูล (ข้อมูล ตัวกรอง ตัวกรองขั้นสูง)
 สร้าง Criteria Range สาหรับคัดเลือกทุก Recordโดยต้องการให้แสดง คณะ




ระบุ Field ที่ต้องการสร้าง Unique Items ตาแหน่งแสดงผล โดยจะแสดงคณะทั้งหมด
ถ้ามีการซ้ากันจะยกมาเฉพาะ อันเดียว




จากนั้นเลือก ข้อมูล ตัวกรอง  ตัวกรองขั้นสูง จะปรากฏกล่องโต้ตอบดังภาพ




                                                               ระบุให้คัดลอกข้อมูลไว้นอกฐานข้อมูล

                                                                      ระบุตาแหน่งของฐานข้อมูล
                                                                      ระบุตาแหน่งของ Criteria
                                                                      ระบุตาแหน่งของ Output




          เลือกระเบียนที่แตกต่างกันเท่านั้น



 เมือกดตกลงจะได้ Output ดังภาพ
- การสร้างตารางสรุปข้อมูล Consolidate (ข้อมูลรวมข้อมูล)
 ทาการสร้าง     Output ดังรูป




ทาการเลือก ข้อมูลที่จะ       Consolidate (รวมข้อมูล)




เลือกคาสั่ง ข้อมูล        รวมข้อมูล จะปรากฏ กล่องโต้ตอบดังรูป



                                                                              ระบุวิธีคานวณ

                                                                              ที่ระบุ ตาแหน่งข้อมูล




                                                                      ตาแหน่งฐานข้อมูลที่พร้อมจะใช้งาน

                                                                   แสดงชื่อ Field ที่หัวตาราง Output


                            ใช้ Unique Item ของ Field แรกของฐานข้อมูล เป็นหัวตาราง (จาแนก Record)


      กดปุ่มตกลงจะได้ Output ดังรูป
การสร้าง Dynamic Output จากฐานข้อมูล (สร้างตาราง Pivot 1D,2D,3D)
              เป็นการจัดการ รายงานภายนอกของฐานข้อมูล
โดยมีการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูล รายงานก็จะ เปลี่ยน
 การสร้าง             Dynamic Output มีการใช้งานด้วยคาสั่ง ข้อมูลรายงาน Pivot Table and Pivot
Chart Report เป็นการออกรายงาน ที่มีความสามารถสูง มีความยืดหยุ่นสูง และใช้งานง่าย รวดเร็ว
วิธีการนี้จึง เหมาะกับการออก รายงาน จากฐานข้อมูลใน Excel การสร้าง                  Dynamic
Output ควรต้องใช้งานควบคู่กับการใช้งาน ฐานข้อมูลที่เป็นDynamic Range Name ด้วย การสร้าง
Pivot มีการสร้าง 3 แบบ คือ
       1. Pivot แบบ 1 มิติ
       2. Pivot แบบ 2 มิติ
       3. Pivot แบบ 3 มิติ



      การสร้าง Pivot
      คาสั่ง ข้อมูล  Pivot Table และ Pivot Chart

                                                           1.เลือกรายการหรือฐานข้อมูลจาก
      1. จะปรากฏกล่องโต้ตอบดังรูป                                     Excel




                                              2.เลือกรายงานที่ สร้าง เป็น Pivot Table หรือ Pivot Chart



                                                              3.กดถัดไป
2. จะปรากฏกล่องโต้ตอบดังรูป
                                      1. เลือกช่วงของข้อมูลในฐานข้อมูล




                        2. หรือ กด F3 จะปรากฏกล่องโต้ตอบ ดังรูป เลือก
                        Dynamic Range Name ซึ่งเป็นชนิดของตาราง




                                                                    3.กด ถัดไป

3.จะปรากฏกล่องโต้ตอบดังรูป

                                                1.เลือกแผ่นงานใหม่ จะสร้างรายงานที่ Sheet ใหม่




                       2. เลือกเค้าโครง
4. จะปรากฏกล่องโต้ตอบดังรูป




      1.ลาก field name ไปไว้ที่ตาแหน่ง ตามลูกศร ที่ชี้




     2. คลิก 2 ครั้ง ที่ตาแหน่ง
จะปรากฏ กล่องโต้ตอบดังรูป


                                                         2.กดปุ่มตกลง




                                                                  1.กดปุ่มตัวเลือก



จะปรากฏกล่องโต้ตอบดังรูป
                                                          กดปุ่มตดลง




เมื่อกดปุ่มตกลง จะกลับมาที่ส่วนของเค้าโครง ดังรูป




                                                                  กดตกลง




*** กาหนดตารางให้ฟื้นฟูตัวเองอย่างอัตโนมัติ เมื่อเปิดแฟ้มครั้งถัดไป****
                                      กดปุ่มตัวเลือก


จะปรากฏกล่องโต้ตอบดังรูป




                                                       2. กดปุ่มตัวเลือก
                     1. เลือกฟื้นฟูเมื่อเปิด



จะกลับมาที่ตัวช่วยสร้างดังรูป
                                                                             กดปุ่มเสร็จสิ้น




จะได้ผลลัพธ์คือ




หลักการสร้าง Pivot แบบ 1มิติ

เป็นการสร้างตารางที่มีหัวตารางด้านซ้ายเท่านั้น ซึ่งเกิดจาก Field เพียง 1 Field

ผลที่ต้องการคือ




การวางตาแหน่งของ Field แบบ 1 มิติ
                        1มิติ




หลักการสร้าง Pivot แบบ 2 มิติ
         เป็นการสร้างตารางที่มีหัวตาราง ของ แถว และ คอลัมน์ ซึ่งเกิดจาก   Field
ของฐานข้อมูล 2 Field
ผลที่ต้องการคือ




การวางตาแหน่งของ Field แบบ 2 มิติ
                                                   2มิติ




                        1มิติ




หลักการสร้าง Pivot แบบ 3 มิติ
       เป็นการสร้างตารางที่มีหัวตาราง ของ แถว คอลัมน์ และ หน้า ซึ่งเกิดจาก   Field
ของฐานข้อมูล 3 Field

ผลที่ต้องการคือ
                                            บทที่ 5
                                 การพัฒนา Excel ด้วย VBA
วัตถุประสงค์
    1. สามารถพัฒนางานใน Excel ด้วย VBA
    2. สามารถเข้าใจในหลักการการเขียนโปรแกรมใน VBA ด้วยภาษา Visual Basic
        และสามารถนาไปประยุกต์ใช้งานได้

ความหมายของ VBA
        VBA หรือ Microsoft Visual Basic for Application คือ เครื่องมือที่ช่วยเติมเต็มความสามารถของ
Application ในค่าย Microsoft เช่นใน Microsoft Office ซึ่งใช้ภาษา Visual Basic ในการเขียน Script
โดยมีความสามารถในการประมวลคาสั่งเทียบเท่ากับ Microsoft Visual Basic ใน Microsoft Studio ทีเดียว
และยังผนวก Library คาสั่งสาหรับใช้ใน Microsoft Office มาให้ด้วย โดยการเขียน Script
จะเขียนบนโปรแกรมตัวหนึ่งที่ชื่อว่า VBE หรือ Visual Basic Editor
ความสามารถของ VBA
     การใช้คาสั่งเพื่อให้ Application ทางานบางอย่างซ้าๆ หรือการวนลูปทางาน
     การพัฒนาระบบข้อมูลและสารสนเทศ และการออกแบบระบบติดต่อผู้ใช้ด้วยตัวเอง
     ความสามารถของMS-Excel ในการเข้าถึงฐานข้อมูลภายนอก
        เพื่อทางการอิมพอร์ตและเอ็กซ์พอร์ตข้อมูลที่ต้องการได้
     สามารถสร้างสูตรในตารางของ MS-Excel ได้เอง
     การพัฒนาแอปพลิเคชันโดยใช้ไมโครซอฟต์ออฟฟิศและโปรแกรมอื่น ๆ ที่สนับสนุน OLE
     สามารถกระจายแอปพลิเคชั่นที่เราพัฒนาเองให้ผู้อื่นได้ใช้งาน โดยขนาดไฟล์ที่เล็กมาก
     เพิ่มประสิทธิภาพการทางานให้กับแอปพลิเคชันที่เราพัฒนาขึ้น

เริ่มต้นในการใช้งาน VBA ใน MS-Excel
การใช้งาน VBA ใน Excel สามารถใช้งานได้จาก
          ทาการเปิด Visual Basic Editor จาก Tools Macro Visual Basic Editor หรือ เลือกจากการกด
Alt+F11 จาก คีย์บอร์ด
หลังจากนั้นจะพบหน้าจอดังภาพด้านล่างนี้




    Sheet
   ที่เปิดอยู่

                                         ส่วนสาหรับ code
                                            โปรแกรม


                                          กล่องเครื่องมือ




 คุณสมบัติของ Object
ตัวอย่างการใช้งาน

1. เลือก InsertModule จาก Menu Bar




2. ใน Module window ให้พิมพ์ข้อความข้างล่างนี้

Sub showMessage()
  MsgBox "Hello World!"
End Sub

ดังรูป




3.เลือก Run ปุม
               ่      หรือ เลือกกด [F5] เพื่อ Run Program
4. จะปรากฏข้อความ "Hello World!"




การบันทึกมาโคร
       เป็นขั้นตอนในการบันทึกกระบวนการในการทางาน ถ้ากรณีมีการทางานซ้าๆ
มาโครจะทาการบันทึกขั้นตอนเหล่านั้น ไว้ในคาสั่งเดียว

ตัวอย่างในการบันทึกมาโคร

1. เลือก Tools  Macro
2.ในการบันทึกมาโคร ให้ทาการระบุชื่อมาโคร (Macro name) “SetBackgroundColor” เลือกคีย์
ไว้สาหรับเรียกใช้งาน มาโครนี้ (Shortcut key) “Ctrl+s” แล้ว กด OK




3. ทาการเลือกสี่พื้นเป็นสี่เหลือง ตรง Cell (A1)




4. หยุดการบันทึกมาโคร
การ Run มาโคร
1. เลือก Cell D3 ถึง E6.




2. เลือก Run มาโครจาก ToolsMacroMacros หรือ กด [Alt] + [F8]




              3.จะปรากฏกล่องโต้ตอบ เลือก Macro name “SetBackgroundColor” กด ปุ่ม Run
4. Cells D3 ถึง E6 จะมีสีพื้นหลัง เป็นสีเดียวกับ มาโครที่เราบันทึกไว้




โครงสร้างและการควบคุมทิศทาง การทางาน ใน VBA

การวนซ้า

        เป็นลักษณะคาสั่งที่มีการทางานซ้าๆ หลายครั้ง จนกระทั้งครบเงื่อนไขที่ให้ทาซ้า
ซึ่งโครงสร้างเหล่านี้ มีลักษณะการทางานที่แตกต่างกัน
เราเองสามารถเลือกประโยคคาสั่งที่ใช้สาหรับควบคุมทิศทางการไหลแบบวนซ้าได้ ตามความต้องการ
แบ่งออกเป็น
        1. การวนซ้าด้วยจานวนรอบที่ไม่แน่นอน
        2. การวนซ้าด้วยจานวนรอบที่แน่นอน

1.การวนซ้าด้วยจานวนรอยที่ไม่แน่นอนด้วย ประโยคคาสั่ง Do…Loop

        ลักษณะการวนซ้า เช่นนี้ไม่จาเป็นต้องกาหนดจานวนครั้งในการวนซ้า
หลักการในการใช้ประโยคคาสั่ง Do…Loop คือจะมีเงื่อนไข เพื่อนามาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา
ว่าจะมีการวนซ้าต่อหรือไม่ โดยสามารถแบ่งลักษณะการใช้ ประโยคคาสั่ง Do…Loop

        1.1 Do While...Loop
             เป็นการวนซ้าด้วยจานวนรอบที่ไม่แน่นอน โดยมีการตรวจสอบเงื่อนไข และจะหลุดจากการ
            วนซ้าเมื่อเงื่อนไขเป็นเท็จ และจะทาการวนซ้าเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง รูปแบบ
              Do While<ตรวจสอบเงื่อนไข>
            <ถ้าเงื่อนไขเป็นจริง ให้ทาตามคาสั่ง >
             Loop
ตัวอย่าง

คาสั่ง

Do While x < Cells(2, 3)
       x=x+1
      Cells(x, 1) = x
Loop

ผลการ Run




1.2 Do Until…Loop
     เป็นการวนซ้าด้วยจานวนรอบที่ไม่แน่นอน โดยมีการตรวจสอบเงื่อนไข และจะหลุดจากการ
    วนซ้าเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง และจะทาการวนซ้าเมื่อเงื่อนไขเป็นเท็จ รูปแบบ
      Do Until <ตรวจสอบเงื่อนไข>
    <ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จ ให้ทาตามคาสั่ง>
     Loop

ตัวอย่าง
คาสั่ง
Private Sub CommandButton1_Click()
Do Until x >= Cells(2, 3)
         x=x+1
         Cells(x, 1) = x
       Loop
       End Sub



ผลการ Run




2. การวนซ้าด้วยจานวนรอบที่แน่นอน ด้วยประโยคคาสั่ง For…Next

             For ตัวแปร = < ค่าเริ่มต้น> to <ค่าสุดท้าย>
               คาสั่ง.........
                      Next ตัวแปร

       ตัวอย่าง
       ตาสั่ง

       For i = 1 to 10
           Cells(i, 1) = i
       Next i
       ผลการ Run




เงื่อนไข ในการตัดสินใจ

     1. การตัดสินใจทางเลือกเดียว

       1.1 IF <เงื่อนไข> Then
       คาสั่ง......
       End if

       ตัวอย่าง
       คาสั่ง
       Private Sub CommandButton1_Click()
       If Cells(2, 3) >= 18 Then
                MsgBox "Drink = Yes"
                 End If
       End Sub
       ผลการ Run




       1.2 IF ... Then ... Else

       ตัวอย่าง
       คาสั่ง
        If Cells(2, 3) >= 22 Then

            MsgBox "Drink = Yes"
         Else
             MsgBox "Drink = No"

         End If

       ผลการ Run




2. การตัดสินใจมากว่า 1 ทางเลือก

       2.1 IF ... Then ... ElseIf
       คาสั่ง
       ตัวอย่าง
        If Cells(2, 3) >= 18 and Cells(2, 3) < 22 Then
               Msgbox "คุณกาลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษา"
        ElseIf Cells(2, 3) >=22 and Cells(2, 3) < 60 Then
               Msgbox "คุณอยู่ในช่วงของวัยทางาน"
        ElseIf Cells(2, 3) >=60 Then
               Msgbox "คุณอยู่ในช่วงเวลาการเกษียณอายุ"
        Else
               Msgbox "คุณยังอายุยังเด็ก"
        End If

       ผล การ Run




    Select Case
เป็นการเปรียบเทียบเงื่อนไขมากกว่า 1 ทางเลือก คล้ายกับ if…then…elseif…end if

  Select Case <เงื่อนไขทดสอบ>
  Case เงื่อนไขแรก
 คาสั่ง...
                   Case เงื่อนไขที่สอง
           คาสั่ง...
                   Case เงื่อนไขที่สาม
           คาสั่ง...
                   Case Else <เมื่อไม่ตรงตามเงื่อนไขใดๆ>
                             คาสั่ง...
        End Select

        ตัวอย่าง
        คาสั่ง
        Select Case Cells(3, 2)
          Case Is >= 90
                 MsgBox "Grade = A" //ความหมายของคาสั่ง แสดงกล่องข้อความ Grade = A
        Case Is >= 80
                 MsgBox "Grade = B" //ความหมายของคาสั่ง แสดงกล่องข้อความ Grade = B
        Case Is >= 70
                 MsgBox "Grade = C" //ความหมายของคาสั่ง แสดงกล่องข้อความ Grade = C
        Case Is >= 60
                 MsgBox "Grade = D" //ความหมายของคาสั่ง แสดงกล่องข้อความ Grade = D
        Case Else
                 MsgBox "Grade = Sorry" //ความหมายของคาสั่ง แสดงกล่องข้อความ Grade = Sorry
        End Select

        ผลการรัน




การใช้ Control ต่างๆ ของ Visual Basic ใน Excel
         ในการพัฒนางาน ใน Excel ด้วย VBA จาเป็นต้องมีพื้นฐานในการเขียนโปแกรมอยู่บ้าง เนื่องจากเป็น
เป็นการนาเอา Control ของ Visual Basic มาใช้งาน ซึ่ง Control ที่นามาใช้ จะทาหน้าที่เป็น
อินเตอร์เฟสกับผู้ใช้โปแกรม โดยมีการเขียนคาสั่งในการควบคุมการทางานของ Control
ให้มีการทางานสัมพันธ์กันและตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้งาน โดยที่เราสามารถเลือกที่จะใช้ Control
วางลงใน Form ที่อยู่ในส่วนของ Visual Basic Editor หรือเลือกที่จะว่าง Control ต่างๆ ไว้ใน Sheet ของ Excel
เองก็ได้
         ดังนั้นเราจาเป็นต้องทาการศึกษาชนิดของ Control ต่างๆ ว่ามีลักษณะการใช้งานอย่างไร
รวมไปถึงการศึกษาภาษา Visual Basic และโครงสร้างการควบคุมการทางานของโปรแกรม
เพื่อใช้ควบคุมการทางานของ Control เหล่านั้น โดยมีขั้นตอนดังนี้

ประเภทของ Control
       Control                                        หน้าที่หรือการทางาน
TextBox                   กรอบสาหรับการป้อนหรือแก้ไขข้อมูลเราสามารถป้อนข้อมูลชนิดตัวเลข
                          ตัวอักษร หรือการอิงช่องเชลล์ในเวิร์คชีท
Frame                     ใช้สาหรับจัดกลุ่ม Control Option หรือ Check Box
                          เช้าไว้ในประเภทเดียวกัน
CommandButton             ปุ่มคาสั่งเพื่อให้ผู้ใช้โปแกรมสามารถคลิกเลือกในการทางานบน
                          Application ตัวอย่างปุ่มคาสั่งได้แก่ ปุ่ม OK,Cancel เป็นต้น
OptionButton              ปุ่มคาสั่งสาหรับการเลือกในทางเลือกที่ปรากฏอยู่
                          โดยจะมีเพียงปุ่มเดียวที่จะสามารถเลือกได้ ตามปกติแล้ว
                          จะวางตาแหน่งของชุดปุ่ม Option ไว้ใน Frame เพื่อที่จะจัดปุ่ม Option
                          เหล่านั้นอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
CheckBox                  ปุ่มแสดงการเลือกในลักษณะกรอบสี่เหลี่ยม
                          โดยผู้ใช้โปรแกรมสามารถเลือกใช้คาสั่งของ CheckBox
                          ได้มากกว่าหนึ่งในเวลาเดียวกัน
ListBox                   ช่องแสดงรายการของบรรดาทางเลือกต่างๆ
                          ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้โปรแกรมสามารถคลิกเลือกได้
ComboBox                  ช่องรายการแบบหย่อนลง มีลักษณะคล้าย กับ Control Textbox รวมกับ
                          Control ListBox เมื่อผู้ใช้คลิกปุ่มลูกศร จะแสดงรายการทางเลือกต่างๆ
ToggleButton              ปุ่มคาสั่งที่มีลักษณะยุบและนูน
                          ใช้สาหรับกาหนดสภาวะคาสั่งที่แสดงการใช้หรือไม่ใช้คาสั่ง เช่น
                          การจัดรูปแบบตัวอักษรพิมพ์หนาและตัวอักษรปกติ เป็นต้น
ScrollBar                 Control ที่มีลักษณะเป็นตัวเลือกแนวนอนหรือแนวดิ่ง
                          เพื่อให้ผู้ใช้โปรแกรมสามารถเปลี่ยนแปลงค่าที่ต้องการใน Application
                          ได้
SpinBar                   เป็นปุ่มลูกศรขึ้นลง ใช้สาหรับเพิ่มหรือลดค่า
Lable                     แสดงข้อความที่ต้องการอธิบายในฟอร์ม
Image                     ใช้สาหรับแสดงรูปภาพ

								
To top