สงครามเกาหลี Korean War From Wikipedia, the free encyclopedia น.อ

Document Sample
สงครามเกาหลี Korean War From Wikipedia, the free encyclopedia น.อ Powered By Docstoc
					                                สงครามเกาหลี
                                 Korean War
                      From Wikipedia, the free encyclopedia
                                                 น.อ.ประยุทธ เปยมสุวรรณ

        สงครามเกาหลี (Korean War) เปนสวนหนึ่งของสงครามเย็น ซึ่งเริ่มตนสูรบกันเต็ม
รูปแบบในพื้นที่คาบสมุทรเกาหลีในวันที่ ๒๕ มิ.ย.๑๙๕๐ จนกระทั่งมีการทําสัญญาสงบศึกกันใน
๒๗ ก.ค.๑๙๕๓ มีผลลัพธใหเกิดการจัดตั้งเขตปลอดทหาร ดินแดนถูกเปลี่ยนแปลงเล็กนอยตาม
เสนขนานที่ ๓๘           กําลังรบของสหประชาชาติประกอบดวยทหารจาก สาธารณะรัฐเกาหลี
ออสเตรเลีย เบลเยี่ยม คานาดา โคลัมเบีย เอธิโอเปย ฝรั่งเศส กรีก ลัมเซมเบิรก เนเธอรแลนด
นิวซีแลนด ฟลิปปนส แอฟริกาใต ไทย เตอรกี สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา และ
เดนมารกไดเขารวมโดยสงเจาหนาที่ดานการแพทยไปชวยเหลือ กําลังรบของฝายคอมมิวนิสต
ประกอบด ว ย สาธารณะรัฐ ประชาธิป ไตยประชาชนเกาหลี สาธารณะรั ฐ ประชาชนจีน และ
                       สหภาพโซเวียต ในการมองในมุมแคบๆ สงครามเกาหลีเปนการยกระดับ
                       สงครามกลางเมื อ งเกาหลี ที่ ทํ า การต อ สู กั น ระหว า งสองระบอบที่ มี
                       มหาอํานาจใหการสนับสนุนจากภายนอก ทั้งสองฝายพยายามที่จะโคนลม
                       ฝายตรงขามโดยผานกรรมวิธีทางการเมืองและยุทธวิธีกองโจร หลังจากที่มี
                       การเลือกตั้งอิสระในเกาหลีใตในชวงเดือน พ.ค.๑๙๕๐ และเกาหลีใตได
ปฏิเสธความตองการทางการเมืองของเกาหลีเหนือ กองทัพเกาหลีเหนือไดเคลื่อนพลเขาโจมตี
เกาหลีใต ใ นวัน ที่ ๒๕ มิ . ย.๑๙๕๐ เพื่อ พยายามที่จ ะรวมชาติเ กาหลีซึ่ ง ถูกแบ ง แยกอย า งเปน
ทางการตั้งแตป ค.ศ.๑๙๔๘
        แตถามองในมุมที่กวางขึ้นมาอีกก็จะพบวาความขัดแยงไดถูกขยายใหรุนแรงขึ้นโดยการ
เขามาแทรกแซงของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตซึ่งเปนสวนหนึ่งของสงครามที่ยิ่งใหญกวา
สงครามเกาหลีนั่นคือสงครามเย็น สงครามดําเนินไปตั้งแต ๒๕ มิ.ย.๑๙๕๐ จนมีการลงนามใน
สัญญาหยุดยิงกันใน ๒๗ ก.ค.๑๙๕๓
        ในเกาหลี สงครามครั้งนี้ถูกเรียกวา “สงคราม 6.25” ตามวันที่ที่เกิดสงครามมากกวาที่จะ
เรียกอยางเปนทางการวา Hanguk Jeonjaeng ซึ่งหมายถึง “สงครามเกาหลี” ในเกาหลีเหนือ ถูก
เรียกอยางเปนทางการวา “สงครามปลดกูชาติแผนดินพอ (Fatherland Liberation War)” ใน
สหรัฐฯเรียกชื่อแบบการเมืองวา ”ความขัดแยงเกาหลี (Korean Conflict)” มากกวาที่จะเรียกวา
”สงคราม” เพื่อหลีกเลี่ยงความจําเปนที่จะตองประกาศสงครามโดยรัฐสภา สงครามนี้บางครั้งถูก
                                                                                                    ๒




ภูมิหลัง
การยึดครองอันยาวนานของญี่ปุน
           หลายศตวรรษที่ผานมา เกาหลีถูกรุกรานจากจีนและญี่ปุนหลายครั้ง จีนมีอิทธิพลทาง
วัฒนธรรมตอเกาหลีมาก หลังจากที่ญี่ปุนชนะจีนในสงครามจีน-ญี่ปุน ค.ศ.๑๘๙๔-๑๘๙๕ (Sino-
Japanese War 1894-1895) แตญี่ปุนก็ยังคงกําลังทหารไวในเกาหลีและยึดครองพื้นที่สวนสําคัญ
ทางยุทธศาสตรของประเทศเกาหลีไว อีก ๑๐ ปตอมา ญี่ปุนก็สามารถเอาชนะในสงครามทางเรือ
ตอรัสเซียในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุน ค.ศ.๑๙๐๔-๑๙๐๕ (Russo-Japanese War 1904-1905) ทํา
ใหญี่ปุนขึ้นมาเปนมหาอํานาจจักรวรรดินิย ม ญี่ปุน ยังคงยึดครองเกาหลีตอไปและขยายการ
ควบคุมดินแดนตางๆของประเทศเกาหลีโดยใชกําลังทหาร และในที่สุดญี่ปุนก็ผนวกเกาหลีเปน
ดินแดนญี่ปุนในเดือน ส.ค.๑๙๑๐
           ในชวงสุดทายของสงครามโลกครั้งที่ ๒ กองทัพของทั้งสหภาพโซเวียตและสหรัฐฯไดเขา
ยึดครองคาบสมุทรเกาหลี กองทัพโซเวียตเขาไปในคาบสมุทรเกาหลีใน ๑๐ ส.ค.๑๙๔๕ หลังจาก
ที่ ก องทั พ อเมริ กั น เข า เกาหลี ท างเมื อ งอิ น ชอน ๒-๓ สั ป ดาห พลโท จอห น อาร . ฮอดจ แ ห ง
กองทัพบกสหรัฐฯเปนผูยอมรับความพายแพอยางเปนทางการของกองทัพญี่ปุนทางดานใตเสน
ขนานที่ ๓๘ ใน ๙ ก.ย.๑๙๔๕ ที่ทําเนียบรัฐบาลในกรุงโซล ประชาชนเกาหลีหลายคนไดจัดตั้ง
หนวยงานทางการเมืองกอนที่กําลังทหารอเมริกันจะมาถึง

การแบงเกาหลีหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒
                     ในการประชุมที่พอทสดัม การแบงประเทศเกาหลีถูกนํามาพิจารณาโดยที่
                     ไมมีการอภิปรายกันในเรื่องเขตแดน ในเดือน ก.พ.๑๙๔๕ ในการประชุมที่
                     ยาลตากอนหนานั้น ผูนํารัสเซีย โจเซฟ สตาลิน ไดเรียกรองใหมีการจัด
                     “เขตกั น ชน” ทั้ ง ในเอเชี ย และยุ โ รป สตาลิ น เชื่ อ ว า รั ส เซี ย จะสามารถมี
อิทธิพลเหนือจีน และจะสามารถกลับมาทําสงครามกับญี่ปุน “ภายใน ๓ เดือนหลังจากที่เยอรมนี
ยอมแพสงคราม”ตามขอตกลงที่ทําไวกับสหรัฐฯ ใน ๖ ส.ค.๑๙๔๕ โซเวียตก็ประกาศสงครามกับ
ญี่ปุน และใน ๘ ส.ค. กองทัพโซเวียตก็เขาโจมตีสวนเหนือของคาบสมุทรเกาหลี ใน ๒๖ ส.ค.
กองทัพโซเวียตหยุดอยูที่เสนขนานที่ ๓๘ ตามขอตกลงที่ทําไวกับสหรัฐฯ อยางไรก็ตาม ใน ๓ ก.ย.
พลโท ฮอดจ ผูบัญชาการกองทัพนอยที่ ๒๔ และผูบัญชาการกองทัพสหรัฐฯในเกาหลี ไดรับขาว
                                                                                                 ๓




          ใน ๑๐ ก.ย.๑๙๔๕ จากการที่กองทัพญี่ปุนใกลจะยอมแพแลว รัฐบาลสหรัฐฯไมแนใจวา
โซเวียตจะยังคงทําตามตามขอเสนอที่รัฐบาลสหรัฐฯเตรียมไวใหหรือเปลา ๑ เดือนกอนหนานั้น
หลังจากที่ไดตัดสินใจวาทาเรือใหญในเกาหลีอยางนอย ๒ ทาเรือตองอยูในเขตปกครองของสหรัฐฯ
พันเอก ดีน รัสค และโบนสตีลไดวาดเสนแบงเขตที่เสนขนานที่ ๓๘ ดีน รัสค ซึ่งตอมาไดเปน
รัฐมนตรีกระทรวงตางประเทศสหรัฐฯไดใหขอคิดวาทหารอเมริกัน “ตองเผชิญหนากับความไม
พรอมเรื่องกําลังพลและเวลาและตัวประกอบเรื่องพื้นที่ที่กวางไกลซึ่งทําใหเกิดความยากลําบากที่
จะไปถึงดานเหนือที่อยูหางไกลมากกอนที่กองทัพรัสเซียจะเขาพื้นที่นั้น”
          สหภาพโซเวียตยอมตกลงใหเสนขนานที่ ๓๘ เปนเสนแบงเขตการยึดครองคาบสมุทร
เกาหลี เหตุผลก็คือเพื่อแลกกับการไดพื้นที่เขตยึดครองที่ดีกวาในการเจรจาแบงเขตยึดครองกับ
ฝายพันธมิตรในยุโรปตะวันออก เปนที่ตกลงกันวาสหภาพโซเวียตจะยอมรับการยอมแพของ
กองทั พ ญี่ ปุ น ทางด า นเหนื อ ของเกาหลี แ ละสหรั ฐ ฯจะยอมรั บ ทางด า นใต กองทั พ โซเวี ย ตได
ปลดปลอยเกาหลีจากญี่ปุนทางดานเหนือ ๑ สัปดาหกอนที่กองทัพสหรัฐฯจะเขาไปทางดานใต
จากขอเสนอที่รัฐบาลสหรัฐฯเตรียมไว กองทัพโซเวียตจึงหยุดกองทัพอยูแคเสนขนานที่ ๓๘
          กองทัพอเมริกันมาถึงเกาหลีในตนเดือน ก.ย. หนึ่งในคําสั่งแรกๆของพลโท ฮอดจคือฟนฟู
การบริหารอาณานิคมของญี่ปุนและประสานการทํางานกับผูปกครองภายในเกาหลี ชาวเกาหลีไม
คอยจะเขาใจเรื่องนโยบายนี้เนื่องจากพวกเขาตองทนทุกขทรมานจากการปกครองของญี่ปุนมา
นานกวา ๓๕ ป
          นโยบายที่สองที่ออกโดยพลโทฮอดจคือปฏิเสธที่จะรับรองการจัดตั้งหนวยงานทางการ
เมืองที่จัดตั้งโดยชาวเกาหลี พลโทฮอดจไมไวใจชาวเกาหลี และเขาก็มองหาทางที่จะทําใหสหรัฐฯ
สามารถควบคุมสถานการณในคาบสมุทรเกาหลีไดอยางมั่นคง นโยบายนี้ทําใหเกิดการกบฏและ
สงครามกองโจรซึ่งนําไปสูการประทุของสงครามกลางเมือง
          ในเดือน ธ.ค.๑๙๔๕ จากการประชุมของรัฐมนตรีตางประเทศที่มอสโคว สหรัฐฯและ
สหภาพโซเวียตไดตกลงที่จะทําการปกครองเกาหลีภายใตคณะกรรมาธิการรวมสหรัฐฯ-โซเวียต
ในขอตกลง เกาหลีจะมีอิสรภาพหลังจากอยางในความดูแลของนานาชาติ ๔ ป อยางไรก็ตาม ทั้ง
สหรัฐฯและสหภาพโซเวียตไดรับรองรัฐบาลเกาหลีที่ตางก็คลอยตามอุดมการณทางการเมืองของ
แตละฝาย การเตรียมการเหลานี้ถูกปฏิเสธโดยประชาชนสวนใหญในเกาหลี ซึ่งไดตอบสนองดวย
การกอการกบฏอยางรุนแรงในเกาหลีเหนือและการประทวงในเกาหลีใต
                                                                                                              ๔

             ในเกาหลี ใต กลุม ต อต า นดิ น แดนอารัก ขาฝา ยขวาที่รูจั ก กัน ในนามคณะมนตรี ผูแทน
ประชาธิปไตย (Representative Democratic Council) ไดกําเนิดขึ้นดวยการสนับสนุนจาก
กองทัพอเมริกัน แตกลุมนี้กอตั้งขึ้นมาเพื่อตอตานอเมริกัน เนื่องจากเกาหลีตองทนทุกขทรมานกับ
การปกครองของญี่ปุนมายาวนานถึง ๓๕ ป ชาวเกาหลีสวนใหญจึงตอตานการปกครองของ
ตางชาติอื่นดวย การตอตานนี้ทําใหสหรัฐฯตองยกเลิกขอตกลงกับโซเวียตในการที่จะสนับสนุน
ขอตกลงมอสโคว อเมริกันไมตองการใหมีรัฐบาลที่เอียงซายในเกาหลีใตและไดเรียกรองใหมีการ
เลือกตั้งทั่วไปในเกาหลี เนื่องจากประชากรในเกาหลีใตมีมากกวาเกาหลีเหนือถึงสองเทา โซเวียตรู
ดี ว า คิ ม อิ ล ซุ ง ต อ งพ า ยแพ ก ารเลื อ กตั้ ง แน น อน การเลื อ กตั้ ง ที่ ห นุ น หลั ง โดยสหรั ฐ ฯและ
สหประชาชาติจึงเกิดขึ้นในเกาหลีใตเทานั้น คณะกรรมาธิการรวมถูกแทนที่โดย UNTCOK ซึ่งทํา
หนาที่ดูแลตรวจตราการเลือกตั้งดวยทรัพยากรที่นอยที่สุดและดวยการรับรองของชาวเกาหลี
             รัฐบาลไดถูกกอตั้งขึ้นโดยผูนําที่แข็งแกรงชื่อซิงมันรี เขาจบการศึกษาจากสหรัฐฯและ
ตอตานคอมมิวนิสต ในชวงวัยหนุมเขาถูกญี่ปุนจับขังคุกและตอมาไดหนีไปอยูสหรัฐฯ พรรคฝาย
ซายไดบอยคอททการเลือกตั้งและเคลื่อนไหวกดดันทางการเมือง ทางดานเหนือ ฝายโซเวียตก็รับ
รองรัฐบาลคอมมิวนิสตที่นําโดยคิมอิลซุง ผูซึ่งเปนนักรบตอตานญี่ปุน มีความเชี่ยวชาญทาง
การเมือง มีความใกลชิดกับสหภาพโซเวียต เขาไดขึ้นมาเปนผูนํารัฐบาลใหมของเกาหลีเหนือและ
ไดทําลายฝายที่ตอตานเขาจนหมดสิ้น
             ในป ค.ศ.๑๙๔๙ ทั้ ง กองทั พ โซเวี ย ตและอเมริ กั น ได ถ อนกํ า ลั ง ออกจากเกาหลี
ประธานาธิบดีเกาหลีใต ซิงมันรี และเลขาธิการทั่วไปเกาหลีเหนือ (General Secretary) คิมอิลซุง
ตางก็มีความตั้งใจที่จะรวมชาติเกาหลีมาอยูภายใตระบอบของตนเอง เนื่องจากเกาหลีเหนือมี
รถถังและอาวุธหนักที่โซเวียตไมใชแลวประจําการจํานวนมากมาย จึงสามารถที่จะยกระดับการ
ปะทะกันตามชายแดนมาเปนการบุกรุก ในขณะที่เกาหลีใตไดรับการสนับสนุนจากสหรัฐฯเพียง
เล็กนอยจึงมีทางเลือกนอยกวา รัฐบาลสหรัฐฯเชื่อวาในเวลาที่กลุมคอมมิวนิสตไดรวมตัวกันเปน
กอนหินขนาดใหญ และเกาหลีเหนือก็ไดแสดงตนภายในกอนหินขนาดใหญนี้เสมือนมารับใชของ
สหภาพโซเวียต ดังนั้นสหรัฐฯจึงไดวาดภาพความขัดแยงในคาบสมุทรเกาหลีวาเปนเรื่องการ
รุกรานจากตางชาติมากกวาเปนสงครามกลางเมือง

เหตุการณกอนเกิดสงคราม
          ซิงมันรีและคิมอิลซุงแขงขันกันเพื่อที่จะรวมประเทศซึ่งแตละฝายตางก็ใชกําลังทหารโจมตี
ซึ่งกันและกันตามแนวชายแดนตลอดทั้งป ค.ศ.๑๙๔๙ และตนป ค.ศ.๑๙๕๐ แมวาคิมอิลซุงและ
ผูใกลชิดจะเชื่อวาเกาหลีสามารถถูกรวมกันไดดวยการใชกําลังทหาร แตสตาลิน ผูนําโซเวียตก็ยัง
ลังเลที่จะใชเสนทางนั้นเนื่องจากจะเปนการกระตุนสหรัฐฯใหเขาทําสงคราม
                                                                                                   ๕

         ในวันที่ ๑๒ ม.ค.๑๙๕๐ รัฐมนตรีตางประเทศสหรัฐฯ ดีน อชิสัน ไดประกาศแนวปองกัน
ยานแปซิฟคของอเมริกาผานเกาะอลูเชี่ยน เกาะริวคิวของญี่ปุน และฟลิปปนส ซึ่งเปนการบอก
เปนนัยวาสหรัฐฯจะไมเขาไปตอสูกับศัตรูในเกาหลี อชิสันกลาววาการปองกันเกาหลีจะเปนความ
รับผิดชอบของสหประชาชาติ
         กลางป ค.ศ.๑๙๔๙ คิมอิลซุงไดเสนอแผนการสงครามของเขาตอสตาลินวาถึงเวลาที่จะ
รวมชาติเกาหลีแลว คิมอิลซุงตองการใหโซเวียตใหการสนับสนุนการบุกรุกที่ตองผานพื้นที่ของ
คาบสมุ ท รที่ ทุ รกั น ดารและเป น เทื อ กเขา อยา งไรก็ต าม สตาลิ น ปฏิเ สธที่จ ะให ก ารสนับ สนุ น
เนื่องจากยังกังวลวากองทัพเกาหลีเหนือยังไมพรอมและความเปนไปไดที่สหรัฐฯจะเขามาเกี่ยวของ
ในสงครามนี้
         ปตอมา ผูนําเกาหลีเหนือไดพัฒนากองทัพเพื่อทําสงครามเชิงรุกดวยกองทัพยานเกราะ
จากโซเวียตและทําใหเขมแข็งดวยทหารผานศึกเกาหลีที่ไปรวมรบอยูกับฝายกองทัพปลดปลอย
ประชาชนจีนตั้งแตทศวรรษของป ค.ศ.๑๙๓๐ ตนป ค.ศ.๑๙๕๐ เปนเวลาที่ทั้งรัฐบาลมอสโคว
และเปยงยางไมสามารถเลื่อนการตัดสินใจออกไปไดอีกแลวเนื่องจากชวงเวลานี้ กําลังตํารวจของ
ซิงมันรีซึ่งไดรับการชวยเหลือจากอเมริกันไดกดดันอยางรุนแรงตอฝายคานในประเทศ ในชวงเวลา
นี้ตํารวจของซิงมันรีไดสังหารประชาชนไปมากกวา ๑๐๐,๐๐๐ คน หนทางที่เปนไปไดที่จะรวม
ชาติดวยการใชวิธีการกองโจรดูเหมือนจะถูกปดลงแลว ระบอบซิงมันรีครองความเขมแข็งมากขึ้น
คิมอิลซุงเหลือทางเลือกเพียงทางเดียวคือการบุกเกาหลีใตถาเขายังปรารถนาที่จะรวมชาติเกาหลี
กอนที่รัฐบาลเกาหลีใตจะเขมแข็งเพียงพอที่จะปองกันตนเอง ในป ค.ศ.๑๙๕๐ กองทัพเกาหลี
เหนื อไดรับการประกอบอาวุธ ที่ ลา สมัยจากโซเวียตแตก็ยัง ไดเปรีย บกองทั พ เกาหลีใต ในเรื่ อง
อุปกรณทุกประเภท ในที่สุด วันที่ ๓๐ ม.ค.๑๙๕๐ สตาลินไดโทรเลขถึงคิมอิลซุงวาเขาเต็มใจที่จะ
ชวยเหลือคิมอิลซุงในแผนการรวมชาติของเขา คิมอิลซุงไปเยือนมอสโควในเดือน มี.ค. และ เม.ย.
๑๙๕๐ เพื่อเสนอแผนการบุกเกาหลีใตใหสตาลินตรวจสอบและสตาลินก็อนุมัติใหทําการโจมตี
เกาหลีใต

การบุกของเกาหลีเหนือ
                กอนรุงอรุณของวันอาทิตยที่ ๒๕ มิ.ย.๑๙๕๐ ดวยลักษณะทาทางแบบการ
                โจมตีเพื่อตอบโตการรุก กองทัพเกาหลีเหนือไดเคลื่อนผานเสนขนานที่ ๓๘
                หลั ง จากที่ ป น ใหญ ทํ า การระดมยิ ง อย า งหนั ก เกาหลี เ หนื อ กล า วอ า งว า
                กองทัพสาธารณะรัฐเกาหลีภายใตการนําของ “ซิงมันรีผูขายชาติ” ไดบุกรุก
                ขามชายแดนมากอนและซิงมันรีตองถูกจับกุมตัวและถูกประหารชีวิต
                                                                                                         ๖

        ในชวงเริ่มสงคราม กองทัพเกาหลีเหนือใชรถถังจํานวน ๒๔๒ คัน ในจํานวนนี้เปนรถถัง
จากโซเวียต แบบ ที-๓๔ จํานวน ๑๕๐ คัน เครื่องบิน ๑๘๐ ลํา ในจํานวนนี้เปนเครื่องบินขับไล
แบบ ยัค จํานวน ๔๐ ลําและเครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิด ๗๐ ลํา กองทัพเรือไมไดเขาปฏิบัติการ
จุดออนของเกาหลีเหนือคือการขาดระบบการสงกําลังที่นา ไววางใจเพื่อที่จะเคลื่อนยายพัสดุ
อุปกรณตางๆมาทางใตขณะที่กองทัพเคลื่อนการรุกลงมา แตเกาหลีใตมียุทโธปกรณที่ดอยกวา
มากเมื่อเทียบกับเกาหลีเหนือ พลเรือนหลายพันคนที่วิ่งหนีลงใตถูกบังคับใหขนพัสดุอุปกรณทาง
ทหาร หลายคนเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของเกาหลีเหนือ นักโทษการเมืองหลายคนถูก
สังหารโดยตํารวจและทหาร
                                          กองทัพเกาหลีใตประกอบดวยทหาร ๖๕,๐๐๐ คน ไดรับการ
                                ฝกและประกอบอาวุธจากกองทัพสหรัฐฯ กองทัพยังขาดยานเกราะ
                                และปนใหญ กองทัพเกาหลีใตไมมีรถถัง ไมมีเครื่องบินโจมตี หรือ
                                แมกระทั่งอาวุธตอตานรถถัง
        เมื่ อ สงครามเริ่ ม ต น ไม มี ห น ว ยทหารต า งชาติ ข นาดใหญ อ ยู ใ นเกาหลี แต ก็ มี ก องทั พ
อเมริกันประจําอยูที่ญี่ปุน
        กองทั พ เกาหลี เ หนื อ มี แ ผนการโจมตี อ ย า งดี ด ว ยกํ า ลั ง
๑๓๕,๐๐๐ คนทําการจูโจมและไดรับผลสําเร็จอยางรวดเร็ว เกาหลี
เหนือไดเขาโจมตีเมืองสําคัญๆซึ่งประกอบดวย เคซอง ชุนชีออง อู
จองบู และอองจิน
        ทหารกองทัพเกาหลีใตซึ่งมีจํานวนนอยกวา อาวุธที่ดอยกวา และเรื่องความจงรักภักดีตอ
ระบอบของเกาหลีใตก็ไมแนนอน ไดลาถอยลงมาทางใตหรือไมก็แปรพักตรไปอยูกับเกาหลีเหนือ
กองทัพอากาศเกาหลีเหนือยังคงโจมตีภาคพื้นตอไปดวยการทิ้งระเบิดทาอากาศยานคิมโปใกลกรุง
โซล กองทัพเกาหลีเหนือยึดกรุงโซลไดในบายวันที่ ๒๘ มิ.ย.
        อยางไรก็ตาม ความหวังของเกาหลีเหนือที่จะไดรับการยอมแพจากรัฐบาลของซิงมันรีและ
ทําการรวมชาติไดอยางรวดเร็วก็สลายไปเมื่อสหรัฐฯและชาติมหาอํานาจอื่นๆเขาแทรกแซงและ
ขยายสงครามกลางเมืองเกาหลีเปนความขัดแยงนานาชาติ

ปฏิกิริยาของชาวตะวันตก
        การบุ ก เกาหลี ใ ต ทํ า ให ส หประชาชาติ ต อ งประหลาดใจ ในสั ป ดาห ต อ มา ดี น อชิ สั น
รัฐมนตรีตางประเทศสหรัฐฯไดกลาวกับสภาคองเกรสใน ๒๐ มิ.ย. วาไมมีสงครามครั้งใดเหมือนกับ
สงครามครั้งนี้ แทนที่ประธานาธิบดีทรูแมนจะกดดันสภาคองเกรสใหสหรัฐฯประกาศสงครามกับ
เกาหลีเหนือ เขากลับเดินทางไปที่สหประชาชาติเพื่อขอคําอนุมัติในการนํากําลังสหประชาชาติเขา
                                                                                                         ๗




         ๑. ยุติความเปนศัตรูกันและเกาหลีเหนือตองถอนกําลังไปที่เสนขนานที่ ๓๘
         ๒. จัดตั้ ง คณะกรรมาธิ ก ารสหประชาชาติ เ พื่อ เฝ า ดูส ถานการณแ ละรายงานตอ คณะ
                มนตรีความมั่นคง
           ๓. สมาชิกสหประชาชาติทุกชาติใหการสนับสนุนสหประชาชาติเพื่อใหบรรลุทุกขอขางตน
                และใหระงับการชวยเหลือรัฐบาลเกาหลีเหนือ
           คณะมนตรี ค วามมั่ น คงสหประชาชาติ ไ ด ผ า นมติ นี้ อ ย า งเป น เอกฉั น ท แต ผู แ ทนของ
สหภาพโซเวียตไมไดเขาประชุม โซเวียตบอยคอททคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ เขา
ประทวงเรื่องที่นั่งของจีนวาควรถูกเปลี่ยนจากสาธารณะรัฐจีน(ปกครองโดยกกมินตั๋งที่ไทเป)มา
เปนของสาธารณะรัฐประชาชนคอมมิวนิสตจีน(ปกครองโดยเหมาเจอตุงที่ปกกิ่ง) การที่โซเวียตไม
เขารวมประชุมและไมทําการวีโตมติของคณะมนตรีความมั่นคงและมีเพียงยูโกสลาเวียเพียงชาติ
เดียวที่งดออกเสียง สหประชาชาติจึงลงคะแนนเสียงใหทําการชวยเหลือเกาหลีใตใน ๒๗ มิ.ย.
จากมติดังกลาว สหรัฐฯไดปฏิบัติโดยตรงโดยการประกอบกําลังทหารและการสงกําลังบํารุงจาก
๑๕ ชาติสมาชิกคือคานาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด อังกฤษ ฝรั่งเศส แอฟริกาใต เตอรกี ไทย
กรีก เนเธอรแลนด เอธิโอเปย โคลัมเบีย ฟลิปปนส เบลเยี่ยม และลักเซมเบิรก อยางไรก็ตาม
กําลังทางบก ๕๐%เปนของสหรัฐฯ(กําลังที่เหลือสวนใหญเปนเกาหลีใต) กําลังทางน้ํา ๘๖% และ
กําลังทางอากาศ ๙๓%
           สหภาพโซเวียตและพันธมิตรของโซเวียตตางก็ทาทายมติสหประชาชาติดวยการกระทําที่
ผิดตอกฎตั้งแตสมาชิกถาวรคือโซเวียตไมเขารวมประชุม สมาชิถาวรควรจะทําการวีโตอยาง
เปดเผยเพื่อทําการลมมติ เกาหลีเหนือเองก็ไมเห็นดวยกับการกระทําของสหประชาชาติ โดย
โตแ ยง ว า สงครามครั้ง นั้ น เป น สงครามกลางเมือ ง และดั ง นั้น จึ ง ไมมี ค วามชั ด เจนว า จะอยู ใ น
ขอบเขตของสหประชาชาติหรือไม ในป ค.ศ.๑๙๕๐ โซเวียตเคยยื่นขอเสนอตอสหประชาชาติให
เกาหลีเหนือและเกาหลีใตยุติการเปนศัตรูกันและใหถอนกําลังทหารตางชาติออกจากเกาหลี แต
ขอเสนอก็ถูกคัดออก
           สาธารณะชนอเมริกันตางใหการสนับสนุนเรื่องการแทรกแซงของสหประชาชาติ อยางไร
ก็ตาม ตอมาทรูแมนก็ถูกติเตียนในเรื่องที่ไมขอคําประกาศสงครามจากสภากอนสงทหารไปเกาหลี
การเขาแทรกแซงของสหรัฐฯ
                                 หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ การปลดประจําการทหารของสหรัฐฯและ
                                 พันธมิตรเปนสาเหตุใหอเมริกันเกิดปญหาเรื่องการสงกําลังบํารุงอยาง
                                 มากในภูมิภาคนี้ แตสหรัฐฯก็ยังคงกําลังทหารไวมากมายในญี่ปุนเพื่อ
                                                                                                                  ๘




               จากการที่ไดรับการบอกเลาเรื่องการเริ่มรบกันดวยกําลังขนาดใหญในเกาหลี ทรูแมนได
สั่ ง การให แ มคอาเธอร ส ง อาวุ ธ กระสุ น ให กั บ กองทั พ บกเกาหลี ใ ต ขณะเดี ย วกั น ก็ สั่ ง การให
กองทัพอากาศคุมกันการอพยพพลเรือนอเมริกัน ทรูแมนไมเห็นดวยกับที่ปรึกษาของเขาที่เสนอให
ใชกําลังทางอากาศสหรัฐฯโจมตีกองทัพเกาหลีเหนือ แตสั่งการใหกองเรือที่ ๗ ทําการปองกัน
ไตหวันที่มีเจียงไคเช็คเปนผูนํา ดังนั้นจึงถือเปนการยุตินโยบายของสหรัฐฯเรื่องการไมแทรกแซง
กิจการภายในของจีน รัฐบาลจีนคณะชาติ(จํากัดวงอยูที่ไตหวัน) ไดรองขอที่จะเขารวมในสงคราม
ครั้ ง นี้ ด ว ย คํ า ร อ งขอนั้ น ถู ก รั ฐ บาลสหรั ฐ ฯปฏิ เ สธเนื่ อ งจากรู สึ ก ว า อาจจะเป น การกระตุ น ให
สาธารณะรัฐประชาชนจีนเขาแทรกแซงในสงครามเกาหลีดวย
               หนวยทหารที่สําคัญหนวยแรกที่เขาไปในเกาหลีคือหนวยทหารอเมริกันชื่อกําลังเฉพาะ
กิจสมิท (Task Force Smith) ซึ่งเปนสวนหนึ่งของกองพลทหารราบที่ ๒๔ ที่ประจําอยูที่ญี่ปุน ใน
๕ ก.ค.หนวยนี้เขาทําการรบที่โอซานและตองพายแพโดยสูญเสียอยางหนัก กองทัพเกาหลีเหนือที่
ไดชัยชนะไดมุงลงใตและกองพลที่ ๒๔ ที่เหลือกําลังเพียงครึ่งเดียวไดถูกบีบใหตองลาถอยมาที่
เมืองเตจอน และก็ตองพายแพตอกองทัพเกาหลีเหนือที่นั่น พลเอกวิลเลี่ยม เอฟ.ดีน ผูบัญชาการ
กองพลที่ ๒๔ ถูกจับเปนเชลย
               ในเดือน ส.ค. กองทัพเกาหลีใตและกองทัพบกที่ ๘ ของสหรัฐฯภายใตการบังคับบัญชา
ของพลเอก วอลตัน วอคเคอรไดถูกโจมตีถอยลงมายังพื้นที่มุมลางของคาบสมุทรเกาหลีรอบเมือง
ปูซาน ขณะที่กองทัพเกาหลีเหนือบุกเขามา ทหารเกาหลีเหนือไดไลตอนและสังหารชาวเมืองซึ่ง
เมื่อกอนหนานั้นไดชวยเหลือพวกเขาในการตอตานซิงมันรีและเปนผูประสานงานในสงครามครั้งนี้
ใน ๒๐ ส.ค. แมคอาเธอรไดสงขาวสารไปเตือนคิมอิลซุงวาเขาจะตองรับผิดชอบตอความโหดรายที่
กระทําตอทหารกองทัพสหประชาชาติ
               เดือน ก.ย. กองกําลังพันธมิตรชั่วคราวยังคงยึดพื้นที่รอบเมืองปูซานเอาไวไดซึ่งเปนเพียง
๑๐%ของคาบสมุทรเกาหลี กองทัพสหรัฐฯและเกาหลีใตสามารถที่จะสถาปนาเสนแนวแมน้ํานัค
ดองไดสําเร็จดวยการสงกําลัง การสนับสนุนจากทางอากาศ และการเสริมกําลังอื่นๆจากสหรัฐฯ
การปฏิบัติการที่ตองการอยางมากนี้ถูกเรียกโดยฝายสหรัฐฯวาวงรอบปูซาน(Pusan Perimeter)
แมวาการสนับสนุนของสหประชาชาติไดมาถึงแลวก็ตาม แตสถานการณก็ยังลอแหลมนากลัว
และทําใหสงสัยวาฝายเกาหลีเหนือประสบความสําเร็จในการรวมคาบสมุทรเกาหลีหรือยัง
                                                                                               ๙

การยกระดับสงครามเกาหลี
          ในการเผชิญหนากับการโจมตีอยางดุเดือดของเกาหลีเหนือ การตั้งรับของฝายพันธมิตร
กลายเปนการสูรบแบบเขาตาจนที่ฝายอเมริกันเรียกวา “สงครามวงรอบปูซาน(Battle of Pusan
Perimeter) อยางไรก็ตาม เกาหลีเหนือก็ไมสามารถตีปูซานใหแตกได
          กําลังทางอากาศของสหรัฐฯไดมาถึงเกาหลี และตองทําการบินสนับสนุนกําลังภาคพื้นถึง
๔๐ เที่ยวบินตอวัน เปาหมายคือกองทัพเกาหลีเหนือ แตก็สรางความสูญเสียกับพลเรือนและตัว
เมืองดวยเชนกัน เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร(สวนใหญเปนแบบ บี-29 ที่มีฐานบินอยูที่
ญี่ปุน)ไดทําลายสะพาน ๓๒ สะพานซึ่งมีความจําเปนตองใชทั้งการสงครามและพลเรือน ในเวลา
กลางวันรถไฟของทั้งทหารและพลเรือนตองหลบซอนอยูในอุโมงค
          ทั่วทั้งเกาหลี เครื่องบินทิ้งระเบิดอเมริกันไดโจมตีแหลงสงกําลังหลักๆและทําลายโรงกลั่น
น้ํามันและทาเรือที่ใชสงพัสดุทางทหารเพื่อใหกองทัพเกาหลีเหนือขาดแคลนสิ่งจําเปนในการทํา
สงคราม กําลังอากาศนาวีสหรัฐฯไดเขาโจมตีตอจุดขนถายสินคาดวย กองทัพเกาหลีเหนือเกิด
การขาดแคลนไปทั่วทั้งคาบสมุทร จากการโจมตีทําลายของเครื่องบินทิ้งระเบิดอเมริกันทําใหการ
สงยุทโธปกรณไมสามารถไปถึงกองทัพเกาหลีเหนือที่ปฏิบัติการรบอยูทางดานใตได
          ในขณะเดีย วกัน ฐานสง กํา ลังในญี่ปุน ไดทําการสงอาวุธและทหารมายัง ปูซานอย า ง
มากมาย ในปลายเดือน ส.ค. กองพันรถถังจากซานฟรานซิสโกถูกสงมาอยางเรงดวน ในปลาย
เดือน ส.ค. อเมริกันก็มีรถถังขนาดกลางมากกวา ๕๐๐ คัน ตนเดือน ก.ย. กองทัพสหประชาชาติ
และเกาหลีใตก็มีความแข็งแกรงและจํานวนมากกวากองทัพเกาหลีเหนือประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ คน
ตอ ๑๐๐,๐๐๐ คน ในเวลานี้กองทัพสหประชาชาติและเกาหลีใตก็เริ่มปฏิบัติการโจมตีตอบโต

กองทัพเกาหลีใตและพันธมิตรเคลื่อนพลขึ้นเหนือ
        ในการที่ตองเผชิญหนากับการเสริมกําลังที่เหนือกวา กองทัพเกาหลีเหนือพบวาตนเองมี
กําลังพลนอยกวาและการสงกําลังที่ออนกวามาก และพวกเขาไมมีกองทัพเรือและการสนับสนุน
จากทางอากาศอยางเชนอเมริกัน พลเอกแมคอาเธอร ในฐานะผูบัญชาการกําลังสหประชาชาติใน
เกาหลีไดรองขอใหมีการยกพลขึ้นบกในแนวหลังของเกาหลีเหนือที่อิชอนเพื่อที่จะบรรเทาความ
กดดันที่แนวรบวงรอบปูซาน
        การปฏิบัติการนี้เปนการเสี่ยงอยางมากเนื่องคลื่นลมที่รุนแรงมากและขาศึกที่แข็งแกรง
แมคอาเธอรเริ่มวางแผนหลังจากที่สงครามเริ่มขึ้นเพียง ๒-๓ วัน แตกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ
คัดคานเขาอยางรุนแรง แตในที่สุดเขาก็ไดรับคําอนุมัติ พลเอกแมคอาเธอรไดมอบหมายให
กองทัพนอยที่ ๑๐ ภายใตการบังคับบัญชาของพลเอกเอดเวิรด อัลมอน (ประกอบดวยกําลังทหาร
๗๐,๐๐๐ คนจากกองพลนาวิกโยธินที่ ๑ และกองพลทหารราบที่ ๗ และเสริมกําลังดวยทหาร
                                                                                                  ๑๐




          การขึ้นบกประสบความสําเร็จและกองทัพนอยที่ ๑๐ ก็สามารถจัดการทําลายแนวปองกัน
ที่มีไมมากนักและทําการโจมตีเพื่อโอบลอมกองทัพหลักของเกาหลีเหนือ แมคอาเธอรทําการยึด
กรุงโซลคืนมาอยางรวดเร็ว กองทัพเกาหลีเหนือถูกตัดขาดออกจากกัน ทหารประมาณ ๒๕,๐๐๐
ถึง ๓๐,๐๐๐ คนลาถอยขึ้นเหนือ

การบุกเกาหลีเหนือ
           กองทั พ สหประชาชาติ ไ ด ขั บ ไล ก องทั พ เกาหลี เ หนื อ ผ า นเส น ขนานที่ ๓๘ จุ ด หมาย
ปลายทางในการที่จะปกปองรักษารัฐบาลเกาหลีใตบรรลุแลว แตความสําเร็จและภาพที่มองเห็น
วาจะสามารถรวมชาติเกาหลีภายใตรัฐบาลของซิงมันรีไดชักนําใหกองทัพสหประชาชาติรุกคืบหนา
เขาไปในเกาหลีเหนือ สิ่งนี้ไดชี้ใหเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอยางรุนแรงเรื่องนโยบายตางประเทศ
เมื่อผูนําสหรัฐฯตัดสินใจที่จะไปไกลเกินกวาการ “ปดลอม” ฝายคอมมิวนิสต เหตุผลอื่นในการรุก
ขึ้นไปในเกาหลีเหนือคือผลลัพธทางจิตวิทยาดวยการทําลายชาติคอมมิวนิสตและการปลดปลอย
เชลยศึก
           กองทั พ สหประชาชาติ ได ข า มชายแดนเขา ไปในเกาหลี เ หนื อในต น เดือน ต.ค.๑๙๕๐
กองทัพนอยสหรัฐฯที่ ๑๐ ไดทําการยกพลขึ้นบกที่วอนซอนและอิวอน ซึ่งไดถูกกองทัพเกาหลีใตเขา
ทําการยึดไดกอนแลวดวยการเขาโจมตีทางบก กองทัพบกสหรัฐฯและกองทัพเกาหลีใตไดเคลื่อนที่
เขาดานตะวันตกของเกาหลีและยึดเมืองเปยงยางใน ๑๙ ต.ค. สิ้นเดือน ต.ค. กองทัพเกาหลีเหนือ
ก็แตกกระจัดกระจาย และถูกจับเปนเชลยถึง ๑๓๕,๐๐๐ คน
           การรุกของกองทัพสหประชาชาติสรางความกังวลอยางมากตอจีนซึ่งเปนหวงวากองทัพ
สหประชาชาติจะไมหยุดอยูแคแมน้ํายาลูซึ่งเปนชายแดนระหวางเกาหลีเหนือและจีน และดําเนิน
นโยบายใหจีนกลับไปสูอุงมืออํานาจเกาคือเจียงไคเช็ค หลายคนในชาติตะวันตกรวมทั้งพลเอก
แมคอาเธอรคิดวามีความจําเปนตองขยายสงครามไปสูจีน อยางไรก็ตาม ทรูแมนและผูนําคนอื่นๆ
ไมเห็นดวย และแมคอาเธอรก็ถูกกลาวเตือนเมื่อกองทัพของเขาเขาใกลชายแดนจีน แตในที่สุด
พลเอกแมคอาเธอรก็ไมใสใจตอการเตือนนั้น เขาโตแยงวาเนื่องจากกองทัพเกาหลีเหนือไดรับการ
สงกําลังจากฐานในแมนจูเรียซึ่งอยูในเขตแดนจีน คลังสงกําลังเหลานั้นก็ควรจะถูกทําลายดวย
การทิ้งระเบิด อยางไรก็ตาม เครื่องบินทิ้งระเบิดสหประชาชาติไมทําการโจมตีเขตแมนจูเรีย ยกเวน
ในบางโอกาส
                                                                                            ๑๑



การเขาประเทศจีน
          จีนไดเตือนผูนําสหรัฐฯผานทูตประเทศที่เปนกลางวาจีนจะเขาแทรกแซงสงครามเกาหลี
เพื่อปกปองความมั่นคงของชาติ ทรูแมนมองคําเตือนนั้นวาเปน “ความพยายามที่จะแบล็คเมล
สหประชาชาติ” และไมคิดวาเปนเรื่องสําคัญ ใน ๑๕ ต.ค.๑๙๕๐ ทรูแมนไปที่เกาะเวคและพบกับ
แมคอาเธอร กอนหนานั้นซีไอเอบอกกับทรูแมนวาเรื่องที่จีนจะเขามาเกี่ยวของในสงครามเกาหลี
นั้นไมนาเปนไปได แตแมคอาเธอรยังสงสัยเรื่องความเสี่ยงนี้อยูเล็กนอย แมคอาเธอรอธิบายวา
จีนไดเสียโอกาสที่จะชวยเกาหลีเหนือบุกเกาหลีใต เขาคาดคะเนวาจีนนาจะมีกําลังทหารประมาณ
๓๐๐,๐๐๐ คนประจําอยูที่แมนจูเรีย และอยูตามแนวแมน้ํายาลูประมาณ ๑๐๐,๐๐๐-๑๒๕,๐๐๐
คน ซึ่งสามารถที่จะขามแมน้ํามาเมื่อไรก็ได แตจีนไมมีกําลังทางอากาศ ดังนั้น “ถาจีนยกกําลังลง
มายังเปยงยาง ก็จะมีการสังหารหมูครั้งใหญที่สุด” แมคอาเธอรสันนิษฐานวาจีนนาจะหลีกเลี่ยง
การสูญเสียอยางหนัก
          ใน ๘ ต.ค.๑๙๕๐ วันหลังจากที่ทหารอเมริกันขามเสนขนานที่ ๓๘ ไปแลว ประธานเหมา
เจอตุงของจีนไดออกคําสั่งใหรวบรวมกองทัพอาสาสมัครประชาชนจีน ทหารจํานวน ๗๐%ของ
กองทัพอาสาสมัครเปนทหารประจําการที่มาจากกองทัพปลดปลอยประชาชนจีน เหมาเจอตุงสั่ง
การใหกองทัพเคลื่อนพลไปที่แมน้ํายาลู และเตรียมพรอมที่จะขามแมน้ํา เหมาเจอตุงมองหาความ
ชวยเหลือจากโซเวียตและมองการแทรกแซงสงครามเกาหลีวาเปนการปองกันตนเอง เขากลาว
กับสตาลินวา “ถาเรายินยอมใหสหรัฐฯครอบครองเกาหลีทั้งหมด เราก็ตองเตรียมตัวใหสหรัฐฯ
ประกาศสงครามกับจีน” นายกโจวเอนไหลถูกสงมามอสโควเพื่อประสานงานกับโซเวียต เหมา
ลังเลขณะที่รอคอยการชวยเหลือที่จําเปนจากโซเวียต และเลื่อนแผนการโจมตีจาก ๑๓ ต.ค. เปน
๑๙ ต.ค. อยางไรก็ตาม โซเวียตก็ตัดสินใหการชวยเหลืออยางจํากัดโดยสงกําลังทางอากาศไป
สนับสนุนกองทัพจีนแตไมเขาใกลพื้นที่แนวรบเกินกวา ๖๐ ไมล เครื่องบินขับไลไอพนแบบ มิก-15
ของโซเวียตที่ระบายสีเปนของสาธารณะรัฐประชาชนจีนเปนสิ่งที่ทาทายนักบินสหประชาชาติอยาง
มาก กองทัพสหประชาชาติใหชื่อเลนวา “มิก อัลเลย” เครื่องบินขับไลแบบ มิก-15 นี้ไดทําการ
ไดเปรียบทางอากาศเหนือเครื่องบินอเมริกันแบบลอคฮีด เอฟ-80 ชูตติ้งสตาร จนกระทั่งเครื่องบิน
แบบนอทอเมริกัน เอฟ-86 เซเบอรถูกสงมาถึงสนามรบ จีนโกรธเคืองที่โซเวียตสงกําลังทางอากาศ
เขาสนามรบในปริมาณที่จํากัด ซึ่งฝายจีนคาดการณวาโซเวียตจะใหการสนับสนุนทางอากาศอยาง
เต็มที่ สหรัฐฯรูดีวาโซเวียตสงกําลังทางอากาศเขามาในสงครามเกาหลีแตก็นิ่งเฉยเพื่อหลีกเลี่ยง
ความขัดแยงที่อาจจะนําไปสูสงครามนิวเคลียร ที่อาจจะเปนไปได
          ใน ๒๕ ต.ค.๑๙๕๐ กองทัพอาสาสมัครประชาชนจีนซึ่งประกอบดวยทหาร ๒๗๐,๐๐๐
คนภายใตการบัง คั บบั ญชาของพลเอก เปงเตฮุย ก็เข าปะทะกับทหารอเมริกัน ซึ่ง สร า งความ
                                                                                           ๑๒




          การขาวกรองสหรัฐฯทํางานไมดีเทาที่ควรในชวงเวลานี้เนื่องจากพวกเขาอยูในเกาหลีใต
และติดอยูกับสถานการณที่วงรอบปูซาน กองทัพจีนไดเคลื่อนพลหลบซอนอยางมีระเบียบวินัยที่ดี
เยี่ยมทําใหการตรวจจับกระทําไดยากมาก ตัวอยางตามเอกสารเชน กองทัพคอมมิวนิสตจํานวน
๓ กองพล เดินทางดวยการเดินเทาเมืองอันตุงในแมนจูเรียทางเหนือของแมน้ํายาลูเปนระยะทาง
ถึง ๒๘๖ ไมลเพื่อมาเขาพื้นที่รวมพลและเขาพื้นการรบที่เกาหลีเหนือซึ่งใชเวลาถึงประมาณ ๑๖ ถึง
๑๙ วัน ในกองทัพนี้มีกองพลหนึ่งที่เดินทางในพื้นที่ที่เปนภูเขาเฉลี่ย ๑๘ ไมลตอวันเปนเวลาถึง
๑๘ วัน การเดินทางจะเริ่มเวลา ๑๙๐๐ น. หลังจากที่ดวงอาทิตยตกแลวและหยุดเดินทางในเวลา
๐๓๐๐ น. มาตรการปองกันทางอากาศจากเครื่องบินจะตองเสร็จสมบูรณกอน ๐๕๓๐ น.ของ
เชาตรูวันตอไป ทั้งคน สัตว และยุทโธปกรณทุกอยางจะตองถูกซอนและพลางอยางดี ในเวลา
กลางวันทีมสํารวจพื้นที่จะเดินทางลวงหนาเพื่อสํารวจพื้นที่พักแรมสําหรับวันตอไป เมื่อกําลังฝาย
คอมมิวนิสตถูกโจมตี พวกเขาจะสั่งการใหหยุดอยูในเสนทางของตนและไมมีการเคลื่อนไหวใดๆถา
เครื่องบินมาปรากฏอยูเหนือศีรษะตน นายทหารมีอํานาจที่จะยิงทุกคนที่ฝาฝนคําสั่ง
          ปลายเดือน พ.ย. กองทัพจีนไดเขาโจมตีพื้นที่ดานตะวันตกตามแนวแมน้ําชองชอน และ
สามารถเอาชนะกองทัพเกาหลีใตหลายกองพลและประสบความสําเร็จในการวางกําลังเขาตี
กองทัพสหประชาชาติที่เหลืออยูทางดานปก จากความพายแพของกองทัพบกสหรัฐฯที่ ๘ เปนเหตุ
ใหหนวยทหารอเมริกันตองลาถอยเปนระยะยาวที่สุดในประวัติศาสตร ทางดานตะวันออกในศึกที่
แหลงน้ําโชซิน(Battle of Chosin Reservoir) หนวยทหารสหรัฐฯจํานวน ๓๐,๐๐๐ คนจากกองพล
ทหารราบที่ ๗ ไมไดเตรียมการรับมือกับยุทธวิธีของจีนและในไมชาก็ตองถูกลอม แมวาจะสามารถ
แหวกวงลอมออกมาไดแตก็ตองสูญเสียทหารไปมากกวา ๑๕,๐๐๐ คน นาวิกโยธินสหรัฐฯก็
ประสบกับความพายแพที่โชซินดวยเชนกันและถูกบีบใหตองลาถอยหลังจากที่ทําความเสียหาย
อยางหนักใหแกกองทัพจีน ๖ กองพล
          ขณะที่กองทัพจีนขาดแคลนการยิงสนับสนุนในตอนเริ่มตนและขาดอาวุธขนาดเบาของ
ทหารราบ ยุทธวิธีของพวกเขาสามารถปรับตัวใหเขากับความเสียเปรียบนี้ไดอยางรวดเร็ว นาย
เบวิน อเล็กซานเดอรไดอธิบายไวในหนังสือของเขาที่ชื่อ “How Wars Are Won” วา
          “วิธีการปกติคือการแทรกซึมดวยหนวยขนาดเล็ก จากหมวดที่มีกําลังประมาณ ๕๐ คนถึง
                                                                             ่ ี ่
ระดับกองรอยที่มีกําลังทหาร ๒๐๐ คนแบงแยกออกเปนหนวยยอยๆ ในขณะทีทมหนึงตัดเสนทาง
                                                                                                ๑๓




          นายรอย แอปเปลแมน ไดอธิบายยุทธวิธีของจีนอยางชัดเจนดังนี้
          “ในชวงการโจมตีเริ่มแรก ทหารราบเบาของขาศึกที่เชี่ยวชาญสูงไดเขาโจมตีโดยไมมีการ
ชวยเหลือจากอาวุธยิงที่ใหญเกินกวาเครื่องยิงลูกระเบิดเลย การโจมตีของพวกเขาไดแสดงใหเห็น
วาจีนไดรับการฝกมาอยางดีและมีวินัยดีเยี่ยม โดยเฉพาะอยางยิ่งการตอสูในเวลากลางคืน พวก
เขามีการซอนพลางอยางดีมาก การลาดตระเวนของพวกเขาประสบความสําเร็จอยางมากในการ
กําหนดตําแหนงของฝายกองทัพสหประชาชาติ พวกเขาจะวางแผนโจมตีจากดานหลังของกอง
กําลังเหลานี้ ทําการตัดทางหนีและเสนทางสงกําลัง จากนั้นก็สงกําลังเขาตีตรงหนาและทางแนว
ปกเพื่อการรบที่ชี้ขาด พวกเขายังไดใชยุทธวิธีที่พวกเขาใหชื่อวา “ฮาชิ ชิกิ” โดยวางกําลังเปนรูปตัว
วี (V) และไลตอนใหขาศึกเขามาอยูในตัววี จากนั้นทหารทั้งสองดานของตัววีก็จะทําการโจมตีจาก
ดานขาง ทหารอีกสวนก็เขาปดปากของตัววีเพื่อไมใหขาศึกที่อยูในตัววีหนีออกไปจากกับดักนี้
ยุทธวิธีนี้ประสบผลสําเร็จอยางดีมากที่อองจิน อันซาน และโชซาน แตประสบผลสําเร็จเพียง
เล็กนอยที่ปกชอนและชองชอน
          กองทัพสหรัฐฯทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาหลีซึ่งรุกคืบหนาอยางรวดเร็วเมื่อสองสาม
เดือนกอนหนานั้น ตองถูกบีบใหตองลาถอยลงใตดวยความเร็วที่มากกวาตองรุกขึ้น และจัดตั้งแนว
รับรอบเมืองทาฮังนัมที่ซึ่งมีการอพยพครั้งใหญในปลายเดือน ธ.ค.๑๙๕๐ จากการที่ตองเผชิญกับ
ความพายแพอยางสิ้นเชิง เรือจํานวน ๑๙๓ ลําบรรทุกทหารและยุทโธปกรณตองอพยพออกจาก
อาวฮังนัม และทหารประมาณ ๑๐๕,๐๐๐ คน พลเรือน ๙๘,๐๐๐ คน ยานพาหนะ ๑๗,๕๐๐ คน
และพัส ดุ จํา นวน ๑๐๕,๐๐๐ ตั น ก็ ม าขึ้ น ที่ทา เรือปูซ านอยา งเปน ระเบีย บเรี ย บรอย กองทั พ
อเมริกันไดทําลายเมืองเพื่อไมใหเปนประโยชนแกฝายคอมมิวนิสต ซึ่งทําใหพลเรือนจํานวนมากไม
มีที่พักในชวงฤดูหนาว

การสูรบขามเสนขนานที่ ๓๘ ตนป ค.ศ.๑๙๕๑
         ในเดือน ม.ค.๑๙๕๑ ฝายคอมมิวนิสตไดทําการโจมตีอีกครั้งในชวงการรุกที่ ๓ (3rd Phase
Offensive หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งวา Chinese Winter Offensive) กองทัพจีนไดใชยุทธวิธีซ้ําเดิม
อยางที่เคยทําที่สวนใหญจะทําการโจมตีกลางคืน ดวยการพลางตัวเขาตีดานหนา ตามดวยกําลัง
ขนาดใหญเขาตีอยางรวดเร็ว และใชแตรหรือฆองในการสื่อสารหรือใหสัญญาณและทําใหขาศึก
เกิ ดความสั บสน กองทัพสหประชาชาติไมสามารถแก ไขสถานการณ ได การตอต านขา ศึก ก็
                                                                                          ๑๔




           สถานการณของกองทัพที่ ๘ แยลงไปอีกเมื่อพลเอกวอคเคอรเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ผูนํา
คนใหมคือพลโท แมททิว ริดจเวย ซึ่งเปนพลรมผานศึกในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทันทีที่รับตําแหนง
เขาเริ่มดําเนินการกระตุนขวัญกําลังใจและจิตวิญญาณในการสูรบของกองทัพบกที่ ๘ ซึ่งตกต่ํา
อยางมากจากการที่ถูกโจมตีจนตองลาถอยเปนระยะทางไกล สถานการณยังคงนากลัวมากเมื่อ
แมคอาเธอรกลาวถึงการใชระเบิดปรมาณูตอจีน ซึ่งทําใหพันธมิตรของอเมริกาตื่นตัวอยางมาก
           กองทัพสหประชาชาติยังคงตองลาถอยจนกระทั่งมาถึงทางใตของซูวอนในภาคตะวันตก
และวอนจูในภาคกลาง และทางเหนือของซัมชุกในภาคตะวันออก ที่ซึ่งแนวรบเกิดเสถียรภาพ
กองทัพอาสาสมัครจีนอยูไกลจากเสนทางสงกําลังและถูกบีบใหตองลาถอย กองทัพจีนไมสามารถ
ที่จะรุกคืบหนาลงมาไกลจากกรุงโซลไดเนื่องจากเปนจุดสุดทางของการสงกําลังบํารุง อาหารและ
อาวุธกระสุนจะถูกสงมาจากแมน้ํายาลูดวยการเดินเทาหรือจักรยาน
           ปลายเดือน ม.ค. จากการลาดตระเวน ริดจเวยพบวาแนวรบตรงหนาเขาวางเปลาจาก
ขาศึก เขาจึงพัฒนาแผนการรุกแบบเต็มกําลังใน “ยุทธการราวอัพ(Operation Roundup)” ใน
ยุทธการนี้เปนการรุกคืบหนาอยางชาๆโดยใชประโยชนของอํานาจการยิงที่เหนือกวาของกําลัง
ภาคพื้นและอากาศของกองทัพสหประชาชาติ “ยุทธการราวอัพ” ประสบผลสําเร็จอยางมากในตน
เดือน ก.พ. กองทัพสหประชาชาติมาถึงแมน้ําฮัน และยึดเมืองวอนจูไดอีกครั้ง
           จีนทําการโจมตีตอบโตกลับในการเดือน ก.พ. ในการรุกชวงที่ ๔ (4th Phase Offensive)
ที่ฮองซองในภาคกลางเขาตีที่ตั้งกองทัพนอยที่ ๙ รอบเมืองชิบยองนี กองพลทหารราบที่ ๒ ของ
สหรัฐฯรวมกับกองพันทหารฝรั่งเศสไดทําการตอสูอยางชนิดเขาตาจนในชวงเวลาสั้นแตก็สามารถ
ตานการรุกของจีนได ในการปฏิบัติการนี้ สหประชาชาติไดเรียนรูวาจะจัดการตอตานการรุกของ
ฝายจีนไดอยางไรและสามารถที่จะยืนหยัดรักษาตําแหนงของตนไวได
           ในสองสัปดาหสุดทายของเดือน ก.พ.๑๙๕๑ ยุทธการราวอัพก็ตามมาดวยยุทธการคิล
เลอร (Operation Killer) โดยกองทัพบกที่ ๘ ที่ถูกฟนฟูโดยพลโทริดจเวย ครั้งนี้เปนการรุกเต็ม
รูปแบบโดยใชอํานาจการยิงสูงสุดและมุงทําลายกองทัพจีนและเกาหลีเหนือใหมากที่สุดเทาที่จะ
กระทํ าได เมื่ อยุทธการคิลเลอรสิ้ นสุ ดลง กองทัพ นอยที่ ๑ ไดยึดครองดินแดนด านใตของฮัน
ขณะที่กองทัพนอยที่ ๙ สามารถยึดครองฮองซอง
           กองทัพบกที่ ๘ รุกคืบหนาขึ้นไปอีกครั้งใน ๗ มี.ค.๑๙๕๑ ในยุทธการริปเปอร(Operation
Ripper) และใน ๑๔ มี.ค. พวกเขาก็สามารถขับไลกองทัพเกาหลีเหนือและจีนจากกรุงโซลซึ่งเปน
ครั้งที่ ๔ ในรอบปที่กรุงโซลถูกเปลี่ยนมือยึดครอง กรุงโซลเสียหายอยางหนัก ประชากรลดลงจาก
๑.๕ ลานคนกอนสงครามเหลือเพียง ๒๐๐,๐๐๐ คน และขาดแคลนอาหารอยางหนัก
                                                                                            ๑๕

          ในวั น ที่ ๑๑ เม.ย.๑๙๕๑ ประธานาธิบ ดีท รูแ มนได ป ลดพลเอกแมคอาเธอรอ อกจาก
ตําแหนงผูบัญชาการกองทัพสหประชาชาติเนื่องจากขัดคําสั่ง ผูบัญชาการคนใหมคือพลเอกริดจ
เวย ซึ่งไดจัดการจัดกลุมกองทัพสหประชาชาติใหมเพื่อขั้นตอนการตอบโตการรุกที่มีประสิทธิภาพ
กองทัพบกที่ ๘ ไปอยูภายใตการบังคับบัญชาของพลเอก เจมส แวน ฟลีท
          การโจมตีอยางเปนขั้นตอนไดขับไลคอมมิวนิสตใหถอยอยางชาๆ อยางเชนยุทธการเคอเร
เจียจ (Operation Courageous) และ ยุทธการโทมาฮอค (Operation Tomahawk) ซึ่งเปนการ
ผสมผสานกันโจมตีระหวางกําลังภาคพื้นและกําลังทางอากาศทําใหกองทัพคอมมิวนิสตเขาไปติด
กับดักอยูระหวางเมืองเคซองและกรุงโซล กองทัพสหประชาชาติยังคงรุกคืบหนาจนกระทั่งถึงแนว
แคนซัส(Line Kansas) ซึ่งอยูเหนือเสนขนานที่ ๓๘ หลายไมล
          อยางไรก็ตาม จีนยังอยูไกลจากคําวาพายแพ ในเดือนเม.ย.๑๙๕๑ พวกเขาไดเปดฉาก
การรุกในชวงที่ ๕ (5th Phase Offensive) หรือที่เรียกวา “การรุกในฤดูใบไมผลิของจีน” ครั้งนี้เปน
ความพยายามครั้งยิ่งใหญที่ใชกองทัพสนามถึง ๓ กองทัพประกอบดวยทหารมากกวา ๗๐,๐๐๐
คน การโจมตีหลักคือตําแหนงกองทัพนอยที่ ๑ แตก็ถูกตานทานอยางเหนียวแนนที่แมน้ําอิมจิน
และคาเปยง การรุกของจีนถูกหยุดลงที่แนวตั้งรับเหนือกรุงโซล(No-Name Line)
          การรุกของฝายคอมมิวนิสตตอมาคือวันที่ ๑๕ พ.ค.ในภาคตะวันออกตอกองทัพเกาหลีใต
และกองทัพนอยที่ ๑๐ การรุกประสบผลสําเร็จในชวงแรก แตในวันที่ ๒๐ พ.ค. การโจมตีก็ถูกหยุด
ลง กองทัพบกที่ ๘ ไดตอบโตการรุกและเมื่อสิ้นเดือน พ.ค.ก็สามารถยึดแนวแคนซัส(Kansas Line)
คืนมาไดอีกครั้ง
          กองทัพสหประชาชาติตัดสินใจที่จะหยุดอยูแคแนวแคนซัส(Kansas Line) ซึ่งอยูเหนือเสน
ขนานที่ ๓๘ และหยุดนิ่งไมมีทาทีที่จะทําการรุกขึ้นไปในเกาหลีเหนือ บงชี้ถึงชวงเวลาที่เกิดมีการ
ยันกันซึ่งเปนชวงเวลาที่เหลือจนกระทั่งมีการตกลงเพื่อหยุดยิงกัน

การเจรจา เดือน ก.ค.๑๙๕๑-ก.ค.๑๙๕๓
        ชวงเวลาตอมาของสงครามมีการเปลี่ยนแปลงดินแดนที่ยึดไดเพียงเล็กนอย มีการทิ้ง
ระเบิดอยางกวางขวางในพื้นที่ดานเหนือทั้งเปาหมายทางทหารและประชาชน และใน ๑๐ ก.ค.
๑๙๕๑ ที่เคซองไดเริ่มตนมีการเจรจาเพื่อสันติภาพกันอยางยาวนาน แมจะเริ่มมีการเจรจากัน
แลวแตการสูรบก็ยังคงดําเนินตอไป จุดหมายปลายทางสําหรับเกาหลีใตและพันธมิตรคือการยึด
ดินแดนเกาหลีใตคืนมากอนที่ขอตกลงจะบรรลุเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียดินแดน จีนและเกาหลีเหนือ
ก็พยายามกระทําเชนเดียวกันและตอมาพวกเขาก็ไดกระทําการเพื่อทดสอบการแกปญหาของ
สหประชาชาติถาตองทําสงครามตอไปอีก การประทะกันหลักๆในชวงเวลานี้กระทํากันในภาค
ตะวันออกรอบพุนโบว อยางเชนที่สันเขาบลัดดี้และสันเขาฮารดเบรกในป ค.ศ.๑๙๕๑ ศึกโอลบัลดี้
                                                                                        ๑๖




         การเจรจาสันติภาพใชเวลา ๒ ป ครั้งแรกที่เคซอง และตอมาที่ปนมุมจอม ปญหาหลักของ
การเจรจาคือการแลกเปลี่ยนเชลยศึก ฝายคอมมิวนิสตตกลงเรื่องที่จะใหเชลยกลับสูถิ่นฐานเดิม
ดวยความสมัครใจ ซึ่งฝายคอมมิวนิสตคาดวาสวนใหญจะขอกลับมายังจีนหรือเกาหลีเหนือ แต
ความกลับไมเปนเชนนั้น เนื่องจากเชลยศึกปฏิเสธที่จะขอกลับมายังเกาหลีเหนือและจีน สงคราม
จึงดําเนินตอไปอีกจนกระทั่งฝายคอมมิวนิสตสามารถยกเลิกขอเสนอในการเจรจาเรื่องนี้ได
         ใน ต.ค.๑๙๕๑ กองทัพสหรัฐฯไดเปดยุทธการฮัดสันฮาเบอร(Operation Hudson
Harbor) โดยมีความตั้งใจที่จะใชระเบิดปรมาณู เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ บี-๒๙ หลายลําทําการ
บินจากโอกินาวามายังเกาหลีเหนือทําการทิ้งระเบิดขนาดใหญที่รูปรางคลายนิวเคลียรหรือระเบิด
ธรรมดาขนาดใหญ การปฏิบัติการถูกประสานงานจากฐานบินโยโกตาในญี่ปุน ในการปฏิบัติการ
นี้มีความมุงหมายที่จะทดสอบการปฏิบัติการของหนวยตางๆที่เกี่ยวของกับการโจมตีดวยระเบิด
ปรมาณู รวมทั้งการประกอบอาวุธและการทดสอบ การนําระเบิดไปสูเปาหมายและการควบคุม
                                                                                   ่
การเล็งเปาหมายและอื่นๆ ผลลัพธชี้ใหเห็นวาระเบิดนิวเคลียรมีประสิทธิภาพนอยกวาทีคาดการณ
ไวเพราะ “การพิสูจนทราบเรื่องเวลาที่ขาศึกจะมาอยูรวมกันเปนจํานวนมากๆกระทําไดยากมาก”
         ใน ๒๙ พ.ย.๑๙๕๒ ดไวท ดี. ไอเซนฮาวร ผูไดรับเลือกตั้งเปนประธานาธิบดีคนใหมได
กระทําตามสัญญาที่รณรงคไวในการหาเสียงวาจะพยายามหาหนทางใหยุติความขัดแยงในเกาหลี
สหประชาชาติยอมรับขอเสนอของอินเดียในการสงบศึกเกาหลี ใน ๒๗ ก.ค.๑๙๕๓ ทั้งสองฝายก็
หยุดยิงกัน ซึ่งแนวรบนั้นอยูที่ประมาณเสนขนานที่ ๓๘ และดังนั้นเขตปลอดทหารจึงถูกกําหนดขึน ้
ที่บริเวณนั้น โดยดานหนึ่งฝายเกาหลีเหนือวางกําลังทหารปองกันไว สวนเกาหลีใตและอเมริกันก็
วางกําลังปองกันไวอีกดานหนึ่ง เขตปลอดทหารเริ่มจากเหนือเสนขนานที่ ๓๘ ไปทางตะวันออก
และจากใตเสนขนานไปทางตะวันตก เมืองเคซอง สถานที่ที่ทําการเจรจากันซึ่งเปนเมืองหลวงเกา
ของเกาหลีเปนสวนหนึ่งของเกาหลีใตกอนที่ขาศึกจะตีแตกแตปจจุบันกลายเปนเมืองพิเศษของ
เกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือและสหรัฐฯลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกกัน แตซิงมันรีปฏิเสธที่จะลง
นามในสัญญานั้น

การบาดเจ็บลมตาย
         จํานวนผูบาดเจ็บลมตายของชาติที่เขารวมรบในสงครามเกาหลีไมทราบแนชัด ในชาติ
ตะวันตก จํานวนผูบาดเจ็บลมตายถูกนํามาทบทวนหลายครั้ง อยางเชนในสหรัฐฯจํานวนตัวเลข
ถูกนําขึ้นมาทบทวนใหมหลังจากพบวามีการบันทึกที่ผิดพลาด แตละประเทศจะมีรายงานเรื่อง
                                                                                            ๑๗




         จํานวนผูบาดเจ็บลมตายของฝายเกาหลีเหนือและจีนไดจากการคาดคะเนจากรายงาน
การสู ร บ การสอบสวนเชลยศึ ก และเอกสารที่ ยึ ด ได เรื่ อ งการบาดเจ็ บ ล ม ตายของฝ า ย
สหประชาชาติในการคาดคะเนของจีน กลาววา “หลังสงคราม กองทัพอาสาสมัครประชาชนจีน
และเกาหลีเหนือไดอางวาพวกเขาสามารถกําจัดขาศึกได ๑.๐๙ ลานคน ซึ่งประกอบดวยอเมริกัน
๓๙๐,๐๐๐ คน เกาหลี ใต ๖๖๐,๐๐๐ คน และชาติอื่นๆอีก ๒๙,๐๐๐ คน จํา นวนที่ก ลา ววา
“กํา จัด” นั้ น คลุ มเครือโดยไม มี ร ายละเอียดวา ”ตาย บาดเจ็บ หรือจับเปน เชลย” สํ า หรั บ การ
บาดเจ็บลมตายของฝายตนเอง แหลงขาวเดียวกันของฝายคอมมิวนิสตกลาววา “ในชวงสงคราม
กองทัพปลดปลอยจีน ๗๐%ถูกสงมาเกาหลีในนามอาสาสมัครประชาชนจีน(ประมาณ ๒.๙๗ ลาน
คนพรอมดวยคนงานอีกมากกวา ๖๐๐,๐๐๐ คน อาสาสมัครประชาชนจีนเสียชีวิตรวม ๑๔๘,๐๐๐
คน จากการสูรบ ๑๑๔,๐๐๐ คน เสียชีวิตจากอุบัติเหตุและจากความหนาวหลังจากรักษาใน
โรงพยาบาล ๒๑,๐๐๐ คน เสียชีวิตจากการเจ็บปวย ๑๓,๐๐๐ คน บาดเจ็บ ๓๘๐,๐๐๐ คน สูญ
หาย ๒๙,๐๐๐ คนซึ่งในจํานวนนี้ถูกจับเปนเชลย ๒๑,๔๐๐ คน เชลย ๑๔,๐๐๐ คนถูกสงไปอยู
ไตหวันและ ๗,๑๑๐ คนกลับถิ่นฐานเดิม” แหลงขาวเดียวกันสรุปจํานวนผูบาดเจ็บลมตายของฝาย
เกาหลีเหนือวา “กองทัพประชาชนเกาหลีบาดเจ็บลมตายจํานวน ๒๙๐,๐๐๐ คนและถูกจับเปน
เชลย ๙๐,๐๐๐ คน มีพลเรือนเสียชีวิตเปนจํานวนมากในสวนเหนือของเกาหลี แตไมมีจํานวนที่
แนนอน”

ลักษณะที่พิเศษเฉพาะ
สงครามยานเกราะ
           ในชวงเริ่มตนสงคราม ยานเกราะของเกาหลีเหนือสามารถที่ครองความเหนือกวาดวย
รถถังขนาดกลางจากโซเวียตแบบ ที-๓๔-๘๕ รถถังเกาหลีเหนือรุนสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได
เขาโจมตีกองทัพเกาหลีใตที่ไมมีรถถังใชและมีอาวุธตอตานรถถังที่ทันสมัยเพียงเล็กนอย ทหาร
เกาหลีใตสวนใหญไมคุนเคยกับรถถังและไมรูวาจะตานทานมันไดอยางไร
           กองทัพบกเกาหลีใตมีจรวดตอสูรถถังแตเปนรุนที่ใชในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ แบบ
๒.๓๖ นิ้ว (๖๐ มม.) เอ็ม ๙ บาซูกา จรวดชนิดนี้สามารถที่จะเจาะเกราะของรถถัง ที-๓๔-๘๕ ไดก็
ตอเมื่ออยูในระยะใกลเทานั้น กองทัพเกาหลีใตไมสามารถที่จะตานทานรถถังเกาหลีเหนือได
จนกระทั่งสหรัฐฯไดสงมอบจรวดรุนใหมใหคือแบบ ๓.๕ นิ้ว(๘๙ มม.) เอ็ม ๒๐
           เมื่อกองทัพสหรัฐฯมาถึงเกาหลี พวกเขามาพรอมกับรถถังขนาดเบาแบบ เอ็ม ๒๔ ชาฟฟ
ซึ่งถูกทิ้งใหประจําการเพื่อการยึดครองญี่ปุน(ถนนในญี่ปุนไมสามารถรองรับรถถังขนาดที่หนักกวา
                                                                                            ๑๘




         จากการที่เสริมสรางกําลังขึ้นใหม รถถังหนักอยางเชน แบบเอ็ม ๔ เชอรแมน แบบเอ็ม ๒๖
เปอรชิง แบบเอ็ม ๔๖ แพทตัน และแบบเซจูเรียนของอังกฤษ และเครื่องบินโจมตีของสหรัฐฯและ
พันธมิตร ถูกสงมาถึงสนามรบทําใหสามารถพลิกโฉมหนาสถานการณการไดเปรียบของรถถังฝาย
คอมมิวนิสตได รถถังขนาดกลางทุกคันของสหประชาชาติสามารถพิชิตรถถังแบบ ที-๓๔-๘๕ ได
         อยางไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่มุงเนนไปที่ยานเกราะอยางมาก
ในสงครามเกาหลี การตอสูกันระหวางรถถังดวยกันมีเพียงไมกี่ครั้ง เนื่องจากพื้นที่ที่เปนปาและ
ภูเขา และเสนทางเครือขายถนนที่ไมดีนัก ทําใหรถถังสามารถปฏิบัติการไดในกลุมเล็กๆเทานั้น

สงครามทางอากาศ
           สงครามเกาหลีเปนสงครามใหญครั้งสุดทายที่มีการใชเครื่องบินขับไลใบพัดอยางเชน
เอฟ-51 มัสแตง เอฟ-4 ยู คอรแซร และซุปเปอรมารีน ซีไฟร จากเรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินขับ
ไลที่ใชเครื่องยนตเทอรโบเจ็ตอยางเชน เอฟ-80 และเอฟ-9 เอฟ แพนเทอร ไดถูกสงขึ้นสูนานฟา
และพิชิตเครื่องบินขับไลของเกาหลีเหนือที่ใชเครื่องยนตใบพัดแบบ ยัค-9 (ยาโคฟเลฟ) และแอล
เอ-9 (ลาวอชคิน)
           จากป ค.ศ.๑๙๕๐ เกาหลีเหนือเริ่มมีเครื่องบินขับไลเครื่องยนตไอพนแบบ มิก-15 ซึ่งผลิต
ในสหภาพโซเวียต เครื่องบินบางลําทําการบินโดยนักบินซึ่งมีประสบการณสูงจากกองทัพอากาศ
โซเวียต ซึ่งฝายกองทัพพันธมิตรสหประชาชาติจงใจที่จะมองขามเนื่องจากไมตองการที่จะเปด
สงครามกับสหภาพโซเวียตและสาธารณะรัฐประชาชนจีน ในตอนแรก เครื่องบินขับไลเครื่องยนต
ไอพนสหประชาชาติ(กองทัพอากาศออสเตรเลียสงเครื่องบินแบบ กลอสเตอรเมทอรเขารวมดวย)
ไดประสบความสําเร็จ แตตอมาเครื่องบินมิกที่มีประสิทธิภาพเหนือกวาก็สามารถเอาชนะเครื่องบิน
ขับไลไอพนรุนแรกๆของฝายสหประชาชาติที่นํามาใชในชวงตนสงครามเกาหลี
           ในเดือน ธ.ค.๑๙๕๐ กองทัพอากาศสหรัฐฯเริ่มนํา เอฟ-86 เซเบอรมาใช เครื่องบินขับไล
ไอพนแบบมิกสามารถบินไดสูงกวาถึง ๕๐,๐๐๐ ฟุต ตอ ๔๒,๐๐๐ ฟุต ทําใหไดเปรียบในชวง
เริ่มตนตอสูกัน ในการบินระดับ ความเร็วสูงสุดจะอยูที่ประมาณ ๖๖๐ ไมลตอชั่วโมง(๑,๐๖๐ กม.
ตอชม.) เครื่องบินมิกสามารถบินไตไดดีกวา ในขณะที่เซเบอรสามารถบินเลี้ยวและดําลงไดดีกวา
สําหรับเรื่องอาวุธ เครื่องบินมิกติดตั้งปนใหญขนาด ๒๓ มม.จํานวน ๒ กระบอก และขนาด ๓๗
มม.อีก ๑ กระบอก เปรียบกับเซเบอรซึ่งติดตั้งปนกลขนาด .๕๐ นิ้ว(๑๒.๗ มม.)จํานวน ๖ กระบอก
ขณะที่ปนกลขนาด .๕๐ นิ้ว ไมสามารถเทียบความหนักแนนไดเทากับปนใหญของเครื่องบินมิก
                                                                                                     ๑๙




          แมวาภายหลังกองทัพอากาศสหรัฐฯไดนํา เอฟ-๘๖ รุนที่ทันสมัยกวาเกามาใช แตนักบินก็
ยังคงต องตอสู อยางยากลํา บากกับนัก บินโซเวีย ตฝมือดีที่มี ประสบการณสูงในสงคราม ฝา ย
สหประชาชาติคอยๆไดเปรียบในเรื่องจํานวน เนื่องจากโซเวียตสงกําลังทางอากาศมาชวยเกาหลี
เหนื อ ในจํ า นวนที่ จํ า กั ดทํ า ให ฝ า ยสหประชาชาติ ไ ด เ ปรี ย บทางอากาศเหนื อฝ า ยเกาหลีเ หนื อ
จนกระทั่ง สงครามยุ ติ และเป น ตั ว ประกอบที่สํ า คั ญที่ ทํา ใหก องทัพ สหประชาชาติส ามารถรุ ก
คืบหนาขึ้นไปทางเหนือไดและเปนกําลังสําคัญที่ตานทานจีนไมใหรุกเกาหลีใต จีนและเกาหลี
เหนือก็มีเครื่องบินขับไลไอพนดวยเชนกันแตมีขอจํากัดเรื่องการฝกและประสบการณ จากการที่
สหรัฐฯไดนําเครื่องบินขับไลแบบ เอฟ-๘๖ เอฟ เขาสูสนามรบในป ค.ศ.๑๙๕๒ ทําใหเกิดการ
เปรียบเทียบสมรรถนะของเครื่องบินขับไลสหรัฐฯและโซเวียตอยางชัดเจนยิ่งขึ้น
          หลังจากสงคราม กองทัพอากาศสหรัฐฯอางวา เอฟ-๘๖ เซเบอร สามารถยิงเครื่องบินแบบ
มิก-๑๕ ตก ๗๙๒ ลํา และเครื่องบินแบบอื่นๆอีก ๑๐๘ ลํา โดยที่เสียเซเบอรไป ๗๘ ลํา คิดเปน
อัตรา ๑๐ ตอ ๑ แมวากองทัพอากาศสหรัฐฯจะยังคงยืนยันตัวเลขเดิมอยางเปนทางการแตจาก
การวิจัยหลังสงครามสามารถที่จะยืนยันวาเซเบอรมีชัยชนะตอมิกเพียง ๓๗๙ ครั้งเทานั้น ขณะที่
ในเอกสารของโซเวียตในยุคของสตาลินไดแสดงใหเห็นวาเครื่องบินมิกของโซเวียตที่ถูกยิงตกใน
สงครามเกาหลีมีเพียง ๓๔๕ ลํา
          ฝ า ยโซเวี ย ตอ า งว า สามารถได รั บ ชั ย ชนะในการรบทางอากาศ ๑,๑๐๐ ครั้ ง และเสี ย
เครื่องบินมิกไป ๓๓๕ ลํา จีนกลาววาในการรบกันในอากาศจีนเสียเครื่องบินไป ๒๓๑ ลําซึ่งสวน
ใหญเปนเครื่องบินแบบ มิก-๑๕ และเครื่องแบบอื่นๆอีก ๑๖๘ ลํา สวนเกาหลีเหนือไมไดเปดเผย
เรื่องจํานวนเครื่องบินที่ถูกยิงตก แตก็สามารถประมาณไดวาในชวงแรกของสงครามเกาหลีเหนือ
เสียเครื่องบินไปประมาณ ๒๐๐ ลํา และหลังจากที่จีนเขารวมสงครามก็เสียไปอีก ๗๐ ลํา ฝาย
โซเวียตกลาวอาววาไดชัยชนะเหนือ เอฟ-๘๖ เซเบอร ถึง ๖๕๐ ครั้ง และจีนก็กลาวอางวาไดชัย
ชนะตอเซเบอรถึง ๒๑๑ ครั้งเชนกัน ซึ่งจํานวนดังกลาวนี้กองทัพสหรัฐฯพิจารณาวาเปนราคาคุยที่
เกินความจริง จากเอกสารที่เปดเผย ในชวงสงครามเกาหลี เครื่องบินขับไลแบบ เอฟ-๘๖ เซเบอร
ถูกสงไปประจําการที่เกาหลีมีเพียง ๖๗๔ ลํา และจํานวนที่สูญเสียไปจากทุกสาเหตุมีเพียง ๒๓๐
ลําเทานั้น
                                                                                                    ๒๐

        การเปรียบเทียบกันโดยตรงเรื่องการสูญเสียของเครื่องบินมิกและเซเบอรดูเหมือนจะไมนา
นํามาเปรียบเทียบกันได เนื่องจากเปาหมายของมิกคือเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดหนักแบบ บี-๒๙
และเครื่องบินโจมตีภาคพื้น ในขณะที่เปาหมายของเซเบอรคือ มิก-๑๕




การเสนอใหใชอาวุธนิวเคลียร
                                นักประวัติศาสตร บรุค คัมมิ่งเชื่อวาความเปนไปไดที่จะมีการใชอาวุธ
                                นิวเคลียรที่ทรูแมนกลาวถึงในการประชุมนักหนังสือพิมพใน ๓๐ พ.ย.
                                ๑๙๕๐ นั้น “เปนแผนเผชิญเหตุมากกวาที่จะวางแผนในการใชมันจริงๆ”
                                คั ม มิ่ ง กลา วว า ประธานาธิบ ดี ท รู แ มนหาเหตุ ป ลดพลเอกแมคอาเธอร
เพราะเขารูสึกวาแมคอาเธอรไมไววางใจในนโยบายของทางรัฐบาลที่วอชิงตันในเรื่องการจํากัด
สงครามและไมรูวา จะทําการใชอาวุธนิวเคลี ย รไดเ มื่อไร คั มมิ่งกลาววาในวันเดียวกันที่มีก าร
ประชุมหนังสือพิมพนั้นไดมี่คําสั่งใหกองบัญชาการอากาศยุทธศาสตร (Strategic Air Command)
ทําการเสริมกําลังและรวมทั้งการเสริมกําลัง “อาวุธนิวเคลียร”ดวย สหรัฐฯไดเขาถึงจุดที่ใกลจะมี
การใชอาวุธนิวเคลียรในเดือน เม.ย.๑๙๕๑ เมื่อสิ้นเดือน มี.ค.หลังจากที่จีนไดเคลื่อนกําลังจํานวน
มากเขาใกลชายแดนเกาหลี เครื่องบินทิ้งระเบิดสหรัฐฯที่ประจําอยูที่ฐานทัพเคดินาบนเกาะโอกิ
นาวาไดทําการโจมตีทิ้งระเบิดในเกาหลี ระเบิดนิวเคลียรถูกนํามาพรอมปฏิบัติการแลวเพียงแตยัง
ขาดแตชิ้นสวนสําคัญเทานั้น ในวันที่ ๕ เม.ย. เสนาธิการรวมไดออกคําสั่งใหทําการตอบโตดวย
อาวุธนิวเคลียรไดทันทีตอฐานทัพในแมนจูเรียในกรณีที่กองทัพจีนหรือเครื่องบินขาศึกปฏิบัติการ
จากฐานนั้น ในวันเดียวกันนั้น ประธานาธิบดีทรูแมนไดอนุมัติใหเคลื่อนยายระเบิดนิวเคลียร ๙ ลูก
สงใหกับกองทัพอากาศที่ ๙ เพื่อใชกับเปาหมายจีนและเกาหลี แตคําสั่งนี้ไมไดถูกสงออกไป
นายบรุค คัมมิ่งไดพิจารณาวามีเหตุผล ๒ ประการวาทําไมคําสั่งอนุมัติใหใชระเบิดนิวเคลียรของ
ประธานาธิ บ ดี ท รู แ มนจึ ง ไม ไ ด ถู ก ส ง ออกไปเพื่ อ การปฏิ บั ติ คื อ ประการแรก ทรู แ มนได ใ ช
วิกฤตการณที่เกิดขึ้นเพื่อใหเสนาธิการรวมเชื่อมั่นวามีความจําเปนตองปลดแมคอาเธอรออกจาก
ตํา แหนง ผู บั ญชาการกองกํ า ลั ง สหประชาชาติ (ประกาศในวัน ที่ ๑๐ เม.ย.) และประการที่ ๒
เนื่องจากจีนและโซเวียตไมไดเปนผูยกระดับสงครามใหขยายตัวรุนแรงขึ้น ดังนั้นจึงไมจําเปนตอง
ใชอาวุธนิวเคลียร
          อยางไรก็ตาม ในมุมมองที่ตรงขามกันจากขอเท็จจริง ในที่ประชุมนักหนังสือพิมพใน ๓๐
พ.ย.๑๙๕๐ ในคํากลาวของประธานาธิบดีทรูแมนซึ่งไมไดเตรียมการมากอน เขากลาวถึงเรื่องการ
ใช ร ะเบิดนิ วเคลีย ร วา กํ า ลัง อยูในการพิจารณาและบอกเปน นัยอยางไมตั้ง ใจว าการใชระเบิด
                                                                                                  ๒๑




           ๖ วั น ต อ มา ในวั น ที่ ๖ ธ.ค.๑๙๕๐ การเข า สงครามของจี น ได บี บ บั ง คั บ ให ก องทั พ
สหประชาชาติตองถอยจากภาคเหนือของเกาหลีเหนือ พลเอก เจ ลอวตัน คอลลินส เสนาธิการ
ทหารบก พลเอกแมคอาเธอร พลเรือเอก ซี เทิรนเนอร จอย และพลเอกสเตรทเมเยอร พรอมดวย
นายทหารฝายเสนาธิการหลักๆ ไดประชุมกันที่โตเกียวเพื่อหารือเรื่องการสูรบกับจีน พวกเขาได
วางแผนจากสมมุติฐานสถานการณ ๓ ประการคือ
           สถานการณสมมุติประการแรก พวกเขากลาวตามทฤษฎีวา ถากองทัพจีนยังคงทําการ
โจมตีกําลังสหประชาชาติตอไป แตกองกําลังสหประชาชาติถูกหามใชกําลังทางอากาศตอจีน ไมมี
การปดลอมจีน ไมมีการสงกําลังจากกองทัพของเจียงไคเช็คไปยังเกาหลี และไมมีการเพิ่มเติม
กําลังใหกับพลเอกแมคอาเธอรจนกระทั่ง เม.ย.๑๙๕๑ ที่มีการสงกองพลปองกันชาติ ๔ กองพลไป
ยังเกาหลี ถาเปนเชนนั้น อาจจะตองมีการใชระเบิดปรมาณูในเกาหลี
           สถานการณสมมุติประการที่ ๒ ที่ประชุมไดสมมุติสถานการณวาจีนยังโจมตีกองกําลัง
สหประชาชาติตอไปแตกองทัพเรือจะสามารถปดลอมจีนไดอยางมีประสิทธิภาพ การลาดตระเวน
และโจมตีทิ้งระเบิดแผนดินใหญจีนไดรับการอนุมัติ กองทัพจีนคณะชาติเขารวมสงคราม และ
ระเบิดปรมาณูถูกนํามาใชถามีความเหมาะสมทางยุทธวิธี จากเงื่อนไขเหลานี้ พลเอกแมคอาเธอร
กลาววาเขาจะสามารถยึดพื้นที่อยูในตําแหนงที่อยูเหนือสุดของเกาหลีไดมากเทาที่จะกระทําได
           สถานการณสมมุติประการที่ ๓ คือถาจีนยอมตกลงไมขามเสนขนานที่ ๓๘ ลงมา แมคอา
เธอรรูสึกวาสหประชาชาติจะยอมรับการเจรจาสงบศึก เงื่อนไขในการสงบศึกควรจะปองกันไมให
กองทัพเกาหลีเหนือและจีนเคลื่อนไหวใตเสนขนานที่ ๓๘ กําลังกองโจรเกาหลีเหนือจะตองถอน
กําลังออกไปอยูในเขตแดนเกาหลีเหนือและกองทัพสหรัฐฯที่ ๘จะยังคงรักษาตําแหนงเดิมเพื่อ
                                                                                              ๒๒




         ดังนั้น ขณะที่สหรัฐฯไดพิจารณาไตรตรองที่จะใชระเบิดปรมาณูในเกาหลี หลังจากที่จีน
เขาสงครามแลว ทรูแมนไมไดประกาศใหสาธารณะชนทราบวาจะใชระเบิดนี้ทันที แตไดประกาศ
วาไดมีการพิจารณาวาจะใชหลังจากนั้น ๔๕ วันตอมาและหลังจากที่กองทัพสหประชาชาติตองลา
ถอยพร อ มกั บ การสู ญ เสี ย อยา งมากมาย แมคอาเธอรแ ละผูนํ า ทางทหารคนอื่ น ๆไม ไ ด เ ปน ผู
พิจารณาวาจะใชระเบิดปรมาณูหรือไม กระทั่งทรูแมนไดกลาวถึงเรื่องนี้อยางไมตั้งใจในที่ประชุม
หนังสือพิมพ ๖ วันกอนหนานั้น การตัดสินใจที่จะไมใชระเบิดปรมาณูไมไดมีสาเหตุมาจาก “การที่
สหภาพโซเวียตและจีนไมเต็มใจที่จะยกระดับสงครามใหกวางขวางขึ้น” แตเกิดจากการกดดันของ
พันธมิตรจากสหประชาชาติ โดยเฉพาะอยางยิ่งอังกฤษ ประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ และ
ฝรั่งเศส ซึ่งกังวลวาถาสหรัฐอเมริกาเขามาเกี่ยวของในสงครามกับคอมมิวนิสตจีน สหรัฐฯซึ่งมี
พันธกรณีอยูกับเนโตก็ตองเบี่ยงเบนกําลังมาทางดานจีน จีนก็อาจจะใชความลําบากไมมากนักใน
การกระตุนรัสเซียใหเคลื่อนไหวดานการทหารในยุโรปตะวันตก และโดยปราศจากสหรัฐฯในการ
ตานทานการรุกรานนี้ รัสเซียก็จะสามารถยึดครองยุโรปดวยการลงทุนเพียงเล็กนอย

อาชญากรรมสงคราม
         ในชวงแรกของสงคราม เมื่อเกาหลีเหนือควบคุมพื้นที่เกาหลีใตไวได มีรายงานวามีการ
สังหารประชาชนที่เกี่ยวของกับทางการเมืองหลายหมื่นคนในเมืองและหมูบาน คอมมิวนิสตได
สังหารอดีตเจาหนาที่รัฐบาลเกาหลีใตคนอื่นๆที่ถูกมองวาเปนศัตรูกับคอมมิวนิสต การสังหาร
เปนไปอยางรุนแรงขึ้นอีกขณะที่กองทัพเกาหลีเหนือถูกกองทัพสหประชาชาติจนตองตองลาถอย
ออกจากเกาหลีใต
         ทหารเกาหลี ใต ตํารวจและกําลังกึ่งทหาร พรอมดวยทหารสหรัฐฯบอยครั้งไดทําการ
ประหารชีวิตพวกฝายซายที่ถูกคุมขังอยูหลายหมื่นคนโดยที่ไมมีการไตสวน และเขนฆาพวกที่
เขาขางฝายคอมมิวนิสตในเหตุการณอยางเชนการสังหารหมูนักโทษการเมืองจากคุกเดจองและ
การสลายฝูงชนที่กอการจลาจลที่เชจูดวยการนองเลือด นายเกรกอรี่ เฮนเดอรสัน นักการทูต
สหรัฐฯในเวลานั้นไดใหตัวเลขผูถูกสังหารในเวลานั้นถึง ๑๐๐,๐๐๐ คนและรางผูเสียชีวิตถูกฝง
รวมกันในหลุมขนาดใหญ ไมนานมานี้ คณะกรรมาธิการหาความจริงและการปรองดองแหง
เกาหลีใตไดรับรายงานมากกวา ๗,๘๐๐ กรณีเรื่องการสังหารพลเรือนใน ๑๕๐ แหงทั่วประเทศซึ่ง
เกิดการสังหารหมูทั้งกอนและระหวางสงคราม สําหรับเหตุการณตัวอยางอื่นๆ เกาหลีใตไดทําลาย
สะพานหลายสะพานที่เ ต็มไปด ว ยฝูง ชนเมื่อพวกเขาไมสามารถไลฝูง ชนเหล า นั้นออกไปจาก
สะพานใหหมดกอนที่ขาศึกจะมาถึง
                                                                                                       ๒๓

           กองทัพเกาหลีทั้งสองฝายไดทําการไลตอนและบีบบังคับเกณฑทหารทั้งหญิงและชายใน
พื้นที่ปฏิบัติการทางทหาร คนเหลานั้นหลายพันคนไมไดกลับบาน อาร เจ รัมเมล ศาตราจารยที่
มหาวิทยาลัยฮาวายไดคาดคะเนวา พลเรือนเกาหลีใต ๔๐๐,๐๐๐ คนถูกเกณฑเขาเปนทหารใน
กองทัพเกาหลีเหนือ กอนที่กองทัพสหรัฐฯจะกูอิสรภาพของกรุงโซลคืนมาในเดือน ก.ย.๑๙๕๐
คาดวาพลเรือน ๘๓,๐๐๐ คนถูกควบคุมตัวไปพรอมกับการลาถอยของกองทัพเกาหลีเหนือและ
หายสาบสูญไป จากการประกาศของรัฐบาลเกาหลีใตที่วายังไมทราบชะตากรรมของพวกเขา ทาง
รัฐบาลเกาหลีเหนือยืนยันวาชาวเกาหลีใตสมัครใจที่จะแปรพักตรและและกองทัพเกาหลีเหนือก็ไม
สามารถฝาฝนความตั้งใจของคนเหลานั้น
           ในชวงเวลาสงคราม ทหารอเมริกันไดรับคําสั่งวา “ในสนามรบพลเรือนเกาหลีที่เขามาใกล
ที่ตั้งใหพิจารณาวาเปนศัตรูและใหจัดการสังหารคนเหลานั้นเนื่องจากความกลัวเรื่องการแทรกซึม”
สิ่งนี้นําไปสูการสังหารพลเรือนเกาหลีหลายรอยคนของทหารสหรัฐฯแบบไมมีการแยกแยะวาใคร
เปนมิตรหรือศัตรูอยางเชนที่โนกันรีที่ซึ่งผูอพยพหนีภัยสงครามซึ่งสวนใหญเปนผูหญิง เด็กและ
คนชราถูกยิงโดยทหารบกสหรัฐฯและอาจจะถูกยิงจากเครื่องบินสหรัฐฯดวย ไมนานมานี้ สหรัฐฯ
ยอมรับวามีนโยบายใหสังหารพลเรือนไดในสถานที่และชวงเวลานั้น

อาชญากรรมตอเชลยศึก
        เชลยศึ ก ทั้ ง สองฝ า ยต า งก็ ไ ม ไ ด รั บ การดู แ ล นั ก ประวั ติ ศ าสตร ร ายงานว า กองทั พ
คอมมิวนิสตกระทําการทารุณหลายอยางตอเชลยศึกสหประชาชาติเชนการทุบตี การอดอาหาร
การบังคับใหทํางาน และการประหารชีวิต กองทัพเกาหลีเหนือไดทําการสังหารหมูเชลยศึกและฝง
ไวรวมกันที่เนินเขา ๓๑๒ และเนินเขา ๓๐๓ ในวงรอบเขตปูซาน และที่เดจอง จากการรายงาน
ของสภาสหรัฐฯดังนี้
        “เชลยศึ ก อเมริ กั น มากกว า ๕,๐๐๐ คนตายเนื่ อ งจากความทารุ ณ โหดร า ยของฝ า ย
คอมมิวนิสต และมากกวาพันคนที่รอดมาไดตกเปนเหยื่อของอาชญากรรมสงคราม ประมาณ ๒
ใน ๓ ของเชลยศึกอเมริกันในเกาหลีตายเนื่องมาจากอาชญากรรมสงคราม”
        คอมมิวนิสตอางวาพวกเขาสามารถจับทหารเกาหลีใตเปนเชลยไดมากกวา ๗๐,๐๐๐ คน
แตพวกเขากลับมาเพียง ๘,๐๐๐ คน ในการเปรียบเทียบกัน เกาหลีใตจับเชลยศึกไดมากมายและ
ปลอยเชลยกลับคืนเกาหลีเหนือถึง ๗๖,๐๐๐ คน นอกจากนั้นเชลยศึกเกาหลีประมาณ ๑๒,๐๐๐
คนเสียชีวิตขณะถูกคุมขัง และจํานวนมากกวา ๕๐,๐๐๐ คนอาจจะถูกบังคับใหเขาเปนทหารใน
กองทัพเกาหลีเหนือ นายกรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเกาหลีใตกลาววายังมีเชลยศึกเกาหลีใต
อยางนอย ๓๐๐ คนถูกคุมขังอยูในเกาหลีเหนือในป ค.ศ.๒๐๐๓ ไมนานมานี้ ทหารคนหนึ่ง
สามารถหลบหนีออกมาจากเกาหลีเหนือและกลับบานในเกาหลีใตไดสําเร็จในป ค.ศ.๒๐๐๓ ซึ่ง
                                                                                         ๒๔




มรดกตกทอด
        สงครามเกาหลี เ ป น การประทะกัน ด ว ยอาวุธครั้งแรกของสงครามเย็ นและถู ก วางเปน
มาตรฐานของความขัดแยงอีกหลายครั้งตอมา มันกอใหเกิดความคิดในเรื่องสงครามจํากัด ที่ซึ่ง
สองมหาอํานาจตองทํ าการตอสูกันในประเทศอื่น บัง คับให ประชาชนในชาตินั้นต องทนทุก ข
ทรมานจากการทําลายลางครั้งใหญและความตายที่ทั้งสองชาติใหญนั้นเขาไปเกี่ยวของ ชาติ
มหาอํานาจหลีกเลี่ยงที่จะโจมตีอีกฝายหนึ่ง เชนเดียวกันกับการหลีกเลี่ยงที่จะใชอาวุธนิวเคลียร
สงครามเกาหลีเปนการขยายตัวของสงครามเย็นดวยซึ่งประเทศในยุโรปกังวลเรื่องนี้มาก สงคราม
เกาหลีทําใหกลุมพันธมิตรตะวันตกเขมแข็งขึ้นและสามารถแยกคอมมิวนิสตจีนออกจากกลุมโซ
เวียต
        สงครามเกาหลีไดทําความเสียหายอยางหนักแกทั้งเกาหลีเหนือและใต แมวาเศรษฐกิจ
ของเกาหลีใตจะซบเซาอยูถึงหนึ่งทศวรรษหลังสงครามแตตอมาก็สามารถพัฒนาขึ้นจนทันสมัย
และเปนประเทศอุตสาหกรรมได ในการเปรียบเทียบกัน เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือฟนตัวอยาง
รวดเร็วหลังสงครามและจนกระทั่งประมาณป ค.ศ.๑๙๗๕ เศรษฐกิจเกาหลีเหนือก็เจริญล้ําหนา
เกาหลีใต อยางไรก็ตาม เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือก็เริ่มถดถอยลง ทุกวันนี้เศรษฐกิจของเกาหลี
เหนือไมมีอะไรเกิดขึ้นใหมอยางแทจริง ขณะที่เศรษฐกิจของเกาหลีใตกําลังขยายตัวขึ้นอยางมาก
        ทุกวันนี้เขตปลอดทหารที่เสนขนานที่ ๓๘ ยังคงเปนเสนแบงประเทศ ในเกาหลีใตยังมีคง
กลุมตอตานคอมมิวนิสตและตอตานเกาหลีเหนือ อยางไรก็ตาม “นโยบายแสงอาทิตย(Sunshine
Policy)” ถูกนํามาใชโดยพรรคการเมืองที่ควบคุมสภาคือพรรคยูริ พรรคยูริและนายโร ซึ่งเปน
ประธานาธิบดีในขณะนั้นไมเห็นดวยกับสหรัฐฯในการที่จะเจรจากับเกาหลีเหนือ พรรคฝายคาน
หลักของพรรคยูริคือพรรคแกรนดเนชันแนล ก็ยังคงตอตานนโยบายเกี่ยวกับเกาหลีเหนือทุกวันนี้
        สงครามมีผลกระทบตอชาติอื่นเชนกัน การรวมมือของเตอรกีในการเขารวมสงคราม
เกาหลีทําใหเตอรกีไดเขาเปนสมาชิกเนโต อยางไรก็ตาม การเขาสงครามถูกวิจารณอยางมากใน
ประเทศเตอรกี
        ในสหรัฐอเมริกา สงครามเกาหลีไมไดรับความสนใจมากเหมือนกับสงครามโลกครั้งที่ ๒
หรือสงครามเวียดนาม บางครั้งสงครามนี้ถูกเรียกวา ”สงครามที่ถูกลืม (Forgotten War)”
๒๕