?????????????? ( Animal Behavior )

Document Sample
?????????????? ( Animal Behavior ) Powered By Docstoc
					พฤติกรรมศาสตร์ ( Animal Behavior )

พฤติกรรมศาสตร์ ( Behavioral Science )
          เป็ นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง นักพฤติกรรมศาสตร์ได้ศึกษาพฤติกรรม
โดยวิธีการสังเกตเป็ นระยะเวลานาน แล้วเก็บรวบรวมข้อมูล ทดลอง
                                                            ่
และสรุ ปผลออกมาเพื่อพยายามอธิบายพฤติกรรมต่างๆของสัตว์ เพือนาประโยช์นมาใช้ไม่มากก็นอย้
                                                                ั
จึงมีการศึกษาพฤติกรรมในหลายแง่มุม ได้แก่ ศึกษาในแง่ระบบนิเวศ วิวฒนาการในหลายแง่มุม ได้แก่
                         ั
ศึกษาในแง่ระบบนิเวศ วิวฒนาการ อนุกรมวิธาน พันธุกรรม สรี รวิทยา และแง่จิตวิทยา
          Ethology คือ การศึกษาพฤติกรรมของสัตว์
               ั
และกลไกที่สตว์แสดงออกในสิ่ งแวดล้อมตามธรรมชาติของสัตว์น้ น    ั

ความหมายของพฤติกรรม
                                                         ิ
           พฤติกรรม (Behavior) คือกิริยาของสิ่ งมีชีวตที่แสดงออกเพื่อตอบสนองต่อสิ่ งเร้า
                                      ่         ิ
อันเป็ นไปอย่างเหมาะสมเพื่อการอยูรอดของชีวต ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
                                                  ิ
           พฤติกรรมอาจหมายถึง กิริยาของสิ่ งมีชีวตที่แสดงอออกเพื่อตอบสนองต่อสิ่ งเร้าที่มากระตุน   ้
                                                                     ้
ซึ่งอาจเป็ นสิ่ งแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไป หรื อจากการกระตุนจากภายในร่ างกายเอง
           สิ่ งเร้าภายนอกร่ างกาย (External stimulus) ได้แก่ ระดับอุณหภูมิ แสงสว่าง เสี ยง สารเคมี วัตถุ
ความชื้น กลิ่น ความดัน สารเคมี และแรงดึงดูดของโลก เป็ นต้น
           สิ่ งเร้าภายในร่ างกาย (Internal stimulus) ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสรี ระที่เกิดขึ้นในร่ างกาย เช่น
ระดับออกซิเจนในเลือด ฮอร์โมน หรื อ ความรัก ความหิ ว ความคิด ความโกรธ ความอิจฉา ฯลฯ
                             ิ
           กิริยาที่สิ่งมีชีวตแสดงออก เพื่อการตอบโต้สิ่งเร้าอาจเกิดในรู ปของ การกิน การนอน การหาอาหาร
การเจริ ญเติบโต การช่วยเหลือ การต่อสู ้ การช่วยเหลือ เป็ นต้น
                                                              ่
กิริยาท่แสดงออกมานี้อาจเป็ นเพียงการเคลื่อนไหวของเนื้อเยือบางส่วน หรื อทั้งตัวก็ได้

วัตถุประสงค์ของการแสดงพฤติกรรม
                      ่                                                    ่
     - เพื่อความอยูรอด (survival) เช่น พฤติกรรมการหาอาหาร การล่าเหยือ การหลบหนีศตรู       ั
                         ่
         และการหาที่อยูอาศัยเป็ นต้น
     - เพื่อสื บพันธุ์ (reproduction) เช่น พฤติกรรมการเกี้ยวพาราสี (courtship behavior)
สารเหตุของการแสดงพฤติกรรม
     - Proximate cause เป็ นเหตุโดยตรงที่เกินขึ้นขณะนั้น
         อันเนื่องมาจากสภาวะทางสรี ระวิทยาทางร่ างกายขณะนั้น เมื่อร่ างกายได้รับสิ่ งเร้า
         ก็จะเกิดปฏิกิริยาตอยสนองออกมา
                                                       ั
     - Ultimate cause เป็ นสาเหตุรากฐานที่เกิดจากวิวฒนาการมายาวนาน ได้แก่ natural selection (
                     ิั
         ตามทฤษฏีววฒนาการของชาร์ล ดาร์วน ) ิ

พฤติกรรมจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ
    -                              ้
      มีสิ่งเร้า (stimulus) มากระตุน
                   ้                                                     ั
      ตัวกระตุนที่เหมาะสมกับความพร้อมภายในร่ างกายของสัตว์ทาให้สตว์ปลดปล่อยพฤติกรรมออกมาเรี ย
              ่        ้
      กได้วา ตัวกระตุนปลดปล่อย (releasing stimulus) มีเหตุจูงใจ (motivation)
    - มีกลไกการปลดปล่อยพฤติกรรม (releasing mechanism)
                                                     ้                          ้
      ซึ่งเป็ นวงจรกระแสประสาทซึ่งไวต่อตัวกระตุนปลดปล่องร่ างกายของสัตว์ตองมี sensory receptor
                             ้                           ิ            ้
      ที่สามารถรับการกระตุนจากสิ่ งเร้านั้นได้ สิ่ งมีชีวตแต่ละชนิดมีขอจากัดของ sensory receptor
      ที่แตกต่างกัน ดังนั้นพฤติกรรมที่แตกต่างกันของสัตว์
                ่ ั ั
      ขึ้นอยูกบวิวฒนาการความสามารถของระบบรับความรู ้สึก (sensory system) ระบบควบคุม
      (control system) คือ ระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อและหน่วยปฏิบติงาน (effector)ั
      ของสัตว์ชนิดนั้น


สิ งกาหนดพฤติกรรม
          Gene เช่น พันธุกรรมเป็ นตัวกาหนดการสร้างระบบประสาท ได้แก่ พฤติกรรมที่มีมาแต่กาเนิ ด
(Inherited behavior) หรื อ innate behavior ไม่มีการตอบสนองแบบตรงไปตรงมา
                                                      ั
และเหมือนๆกันทุกครั้ง (stereotype) พบในสัตว์ช้ นต่าพวกสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ได้แก่
พฤติกรรมแบบรี เฟลกซ์ (reflex) และรี เฟลกซ์ต่อเนื่อง (chain of reflex) หรื อสัญชาตญาณ (instinct)
          สิ่ งแวดล้อม เป็ นพฤติกรรมที่เกิดจากการเรี ยนรู ้หรื อ learning behavior
ซึ่งความสามารถในการเรี ยนรู ้จะแตกต่างกัน ตัวอย่างการศึกษาว่า gene เป็ นพื้นฐานที่กาหนดพฤติกรรมของสัตว์
ได้แก่ การศึกษาพฤติกรรมการสร้างรังของนกแก้ว lovebird ซึ่งจะสร้างรังเป็ นรู ปถ้วยแบบต่างๆ
ความแตกต่างของพฤติกรรมการสร้างรงของนก 2 species นี้ข้ ึนกับ gene แต่อย่างไรก็ตาม
                ั                   ้
พฤติกรรมก็ยงสามารถดัดแปลงได้บางจากประสบการณ์
                                                                            ้
ในขณะที่บางพฤติกรรมก็ถูกกาหนดไว้อย่างคงที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ดวยประสบการณ์

การที่สตว์แสดงพฤติกรรมใดๆออกมา มีเหตุปัจจัยต่างๆที่มาเกี่ยวข้อง เช่น
       ั

                                                        ั               ้
    1. cost and benefit คือ สัตว์จะเลือกแสดงพฤติกรรมที่มนจะได้ประโยช์นคุมกับที่จะเสี่ ยง จึงเป็ น
         learning behavior ผลอันนี้ทาให้เกิด natural selection เช่น นกนางนวลที่ฟักไข่
       เมื่อลูกนกฟักออกมา แล้วรอจนตัวแห้งมีผลปกปุย แม่นกจึงบินไปคาบเปลือกไข่ไปทิ้งนอกรัง
       เพื่อไม่ให้เป้ นเป้ าสายตาของนกกา ที่จะมากินลูกนกหรื อไข่ในรัง
    2. motivation คือ เหตุจูงใจ หมายถึง
       ความบกพร่ องของร่ างกายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภายในร่ างกาย
                            ั
       ซึ่งจะผลักดันให้สตว์แสดงพฤติกรรมออกา เช่น ความหิ ว ความกระหาย ความต้องการทางเพศ
       และการหลบหนี ดังนั้น จึงเป็ นผลจากสภาวะทางสรี รวิทยาของร่ างกายตลอดจนการเคยมีประสบการณ์
                                                        ้
    3. releaser หรื อ sign stimulus หมายถึง ตัวกระตุนปลดปล่อย คือ
                 ้                                                    ั
       ตัวกระตุนที่มีความเหมาะสมกับความพร้อมของร่ างกายขณะนั้น ให้สตว์ปลดปล่อยพฤติกรรมออกมา
                                                          ้     ั
       ดังนั้นสัตว์จะแสดงพฤติกรรมที่เฉพาะตัวต่อตัวกระตุนที่มีลกษณะเฉพาะหนึ่งๆเท่านั้น ซึ่งอาจเป็ นเสี ยง
       สี รู ปร่ าง เช่น นก ทเลชนิดหนึ่งจะเลือกกกไข่ที่มีขนาดใหญ่ ปลา stickleback
              ้
       ตัวผูจะเลือกโจมตีปลาหรื อวัตถุใดๆ ที่มีสีแดง chemical signal เช่น pheromone เป็ น releaser
       สาหรับพวก social insect
                                                                                    ้
       ในคนเราขณะหนึ่งๆจะได้รับสิ่ งเร้าหลายอย่างพร้อมกันแต่สิ่งเร้าที่เป็ นตัวกระตุนปลดปล่อยเท่านั้นที่คน
       จะเลือกตอบสนอง กรณี ความหิ วเป็ น motivation อาหารจะเป็ น releaser เป็ นต้น
                                                    ั
       การตอบสนองต่อ sign stimulus ในสัตว์ช้ นต่าเป็ น innate behavior ส่วนในสัตว์ช้ นสูงจะมี    ั
       learning behavior เกี่ยวข้องด้วย
                                                            ั
    4. biological clock ทาให้เกิดเป็ นพฤติกรรมที่มีจงหวะเวลา (rhythmic behavior)
       ในช่วงเวลาที่แน่นอนซ้ าๆกัน วงจรจังหวะเวลาอาจสั้น เช่น หนูทดลองจะกินอาหารทุกๆ 2 ชม.
       หรื อเป็ นวันซึ่งเป็ นการตอบสนองต่อช่วงกลางวันกลางคืนในวงจร 23-25 ชม. โดยเรี ยกว่า
       circadian rhythm หรื ออาจยาวเป็ นปี เช่น การอพยพของนกเกิดขึ้นปี ละครั้ง
                                                                       ิ
       ความสามารถในการตอบสนองต่อ photoperiod ขึ้นกับสิ่ งมีชีวตนั้นจะต้องมีนาฬิกาชีวต หรื อ    ิ
                                                                                             ั
       biological clock ซึ่ งเป็ นกลไกลที่เกิดขึ้นภายในร่ างกาย (internal timer) ที่ยงไม่รู้กลไกแน่นอน
                                    ิ                     ้
       เป็ นกลไกกาหนดจังหวะชีวตภายในร่ างกาย กระตุนให้แสดงพฤติกรรมในเวลานั้นๆ
    5. orientation หมายถึง
       สัตว์จะแสดงพฤติกรรมตอบสนองต่อปัจจัยภายนอกอย่างเหมาะสมเพื่อการดารงชีพ
       โดยการวางตัวอย่างสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม
       ดังนั้นพฤติกรรมตอบสนองต่อปัจจัยภายนอกอย่างเหมาะสมเพื่อการดารงชีพ โดยการวางสิ่ งเร้า เช่น
       ผีเสื้ อบินต้านกระแสลมไปตามกลิ่นของเกสรดอกไม้ เป็ นพฤติกรรมเพื่อการหาอาหาร
                                                                                           ่
       การที่ปลาว่ายน้ าให้หลังตั้งฉากกับแสงอาทิตย์ เป็ นพฤติกรรมเพื่อหลบเลี่ยงศัตรู ที่อยูในระดับต่า
    6. navigation หมายถึง การอพยพย้ายถิ่นของสัตว์ในช่วงเวลาหนึ่ง
       โดยอาศัยปัจจับภายนอกเป็ นตัวนาทาง เช่นการอพยพของแมลง นก และ ปลาวาฬ
       โดยอาศัยดาวบนทองฟ้ า หรื อ ดวงอาทิตย์ หรื อ ดวงจันทร์ หรื อ สนามแม่เหล็กโลกเป็ นตัวนาทาง
       เป็ นต้น

พฤติกรรมจาแนกได้เป็ น 2 ประเภทใหญ่ๆ
1. พฤติกรรมที่มีมาแต่กาเนิด (innate behavior) เป็ นพฤติกรรมแบบง่ายๆ
และเป็ นลักษณะเฉพาะตัวที่ใช้ตอบสนองสิ่ งเร้าชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น แสง เสี ยง สารเคมี และแรงดึงดูดของโลก
เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นเป้ นช่วงเวลาสม่าเสมอ เช่น กลางวัน กลางคืน
                                                                ่
และการเปลี่ยนฤดูกาลด้วยการเคลื่อนไหวเพื่อปรับตาแหน่ง ให้อยูในสภาพที่เหมาะสม
หรื อหลีกเลี่ยงสภาพที่ไม่เหมาะสม ความสามารถในการแสดงพฤติกรรมพื้นฐาน และลักษณะสาคัญดังนี้
- เป็ นพฤติกรรมที่ถ่ายทอดทางพฤติกรรมจะแสดงออกมาได้ ต้องขึ้น ยีน (gene) เป็ นสาคัญ
            ิ    ้
- สิ่ งมีชีวตไม่ตองเรี ยนรู ้มาก่อนก็สามารถแสดงพฤติกรรมนี้ ได้
                                                                    ่ ั
- พฤติกรรมที่มีมาแต่กาเนิด บางพฤติกรรมจะแสดงออกมาได้ ต้องขึ้นอยูกบความพร้อม ทางร่ างกาย เช่น นก
แรกเกิดไม่สามารถหัดบินได้ จะบินได้ต่อเมื่เจริ ญเติบโต แข็งแรงพอที่จะบินได้ ดังนั้น
พฤติกรรมที่มีมาแต่กาเนิดอาจจะแสดงออกในตอนหลังได้
                                ั                             ิ
- แบบแผนของพฤติกรรมที่แสดงออกมีลกษณะแน่นอนเฉพาะตัวในสิ่ งมีชีวตชนิดเดียวกัน ทุกตัว
                                                          ั
จะแสดงเหมือนกันหมด เช่น การที่แมลงพวกสร้างรัง หรื อไก่ตวผูเ้ คลื่อนไหวขณะทาการเกี้ยวตัวเมีย
แต่อย่างไรก็ดีพฤติกรรมที่มีมาแต่กาเนิดนี้สามารถถูกพัฒนาให้ดีข้ ึนด้วยการเรี ยนรู ้

           พฤติกรรมที่มีมาแต่กาเนิดมีความสาคัญมาก
ในพวกที่ระบบประสาทยังไม่เจริ ญดีหรื อยังไม่มีระบบประสาทที่แท้จริ ง เช่น โปรโตซัว
              ิ
ส่วนสิ่ งมีชีวตชั้นสูงที่มีระบบประสาทส่วนกลางเจริ ญมากๆพฤติกรรมนี้ จะมีความสาคัญนี้นอยลง   ้
                                                           ั                      ้
           แบบแผนของพฤติกรรม พร้อมที่จะแสดงออกได้ทนที เมื่อได้รับสิ่งกระตุนง่ายๆเท่านั้น
     ้          ้ ั
แต่ถาสิ่ งกระตุนที่ซบซ้อนสัตว์จะนิ่งเฉยไม่แสดงพฤติกรรม หรื ออาจตอบสนองเฉพาะบางส่วน
                                                                      ั       ั
และการแสดงออกของพฤติกรรมจะทาได้อย่างเต็มที่และแดงออกได้ทนที่ที่สตว์คลอดหรื อฟักออกจากไข่
                                                        ้
(ยกเว้นพฤติกรรมการเกี้ยวของสัตว์และการบินของนกที่ตองอกศัยสภาวะพร้อมของร่ างกายด้านต่างๆ) เช่น
กรณี ของลูกไก่เมื่อฟักออกจากไข่ก็เดินได้ทนที การจิกเมล็ดข้าว การขุดดินเพื่อหาอาหาร
                                           ั
                                                                            ้
การดื่มน้ าและพฤติกรรมการป้ องกันตัว สามารถแสดง พฤติกรรมได้โดยไม่ตองเรี ยนรู ้
           พฤติกรรมที่มีมาแต่กาเนิด เป็ นพฤติกรรมแบบง่ายๆ
                                 ั
และเป็ นลักษณะเฉพาะตัวที่สตว์ใช้ในการตอบสนองสิ่ งเร้าชนิดใดชนิดหนึ่ง เพื่อหาสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม
หรื อหลีกเลี่ยงสภาวะที่ไม่เหมาะสม (orientation) พฤติกรรมที่มีมาแต่กาเนิดสามารถแบงเป็ น
       - Kinisis หมายถึง การเคลื่อนที่เข้าหา หรื อหนี จากสิ่ งเร้าอย่างไม่มีทิศทางแน่นอน (random)
           พบในสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังชั้นต่า เช่น พารามีเซียม ซึ่งหน่วนรับความรู ้สึกไม่มีประสิ ทธิภาพ
           และระยยประสาทไม่เจริ ญดี ปฏิกิริยาตอบสนองของพารามีเซียมต่อความร้อน ถ้าการเคลื่อนที่ 1
                               ้
           รอบนี้สามารถให้พนจากที่ร้อนได้
                                             ้
           ก็จะแสดงการเคลื่อนที่แบบเดิมนี้ซาอีกจนกว่าจะพบบริ เวณที่มีอุณหภูมิต่า
           ก็จะหยุดแสดงพฤติกรรมการเคลื่อนที่น้ ี


    -    Taxis หมายถึง การเคลื่อนที่เข้าหา หรื อหนีจากสิ่ งเร้าอย่างมีทิศทางแน่นอนไม่วกวน หรื อ
      ถ้าวกวนก็เป็ นแบบมีสมมารถ (symmetry)
                                                                            ่
      พบในสัตว์ที่มีหน่วยรับความรู ้สึกเจริ ญดีพอสามารถรับรู ้สิ่งเร้าที่อยูไกลออกไปได้
      พฤติกรรมนี้จะทาให้เกิดการรวมกลุ่มได้ เช่น แมลงเม่าบินเข้ากองไฟ
      การเคลื่อนที่แบบแทกซิสแบ่งได้เป็ น 2 แบบ การเคลื่อนที่เข้าหาสิ่ งกระตุน   ้
                                  ้
      และการเคลื่อนที่หนีสิ่งกระตุน
    - Reflex เป็ นพฤติกรรมในรู ปแบบที่ง่ายที่สุด
      เป็ นการตอบสนองแบบตรงไปตรงมาและเหมือนๆกันทุกครั้ง (stereotyped response) หรื อ
      เรี ยกว่า fixed action pattern (FAP)
                                                                  ้
      ซึ่งเป็ นการทางานของวงจรประสาทอย่างง่ายที่รับการกระตุนจากสิ่งเร้า
                                    ั
      แล้วส่งไปควบคุมหน่วยปฏิบติงาน เช่น กล้ามเนื้อโดยตรง เป็ นการเคลื่อนไหวของร่ างกายบางส่วน
      และเกิดเร็ วมาก เช่น การกระพริ บตาเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมจะเข้าตา
      รี เฟล็กนี้ต่างจากไคเนซิสและแทกซิสเนื่องจากไม่มีการเคลื่อนที่ของทั้งตัว
  แต่เป็ นพฤติกรรมที่มีรูปแบบเหมือนกันทุกครั้งที่เกิด
                                                  ั
  รี เฟล็กซ์เป็ นพฤติกรรมสาคัญอันหนึ่งช่วยให้สตว์รอดพ้นจากอันตราย
  เป็ นปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อสิ่ งเร้าที่ไปกระตุนทันที เพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย
                                                ้
- พฤติกรรมแบบรี เฟล็กซ์ต่อเนี่อง (chain of reflex)
                                                        ้
  เป็ นพฤติกรรมที่มีความซับซ้อนซึ่งมีมาแต่กาเนิดไม่ตองมีการเรี ยนรู ้มาก่อน
  ประกอบด้วยพฤติกรรมแบบรี เฟล็กซ์หลายๆพฤติกรรม
  มีแบบแผนที่แน่นอนมักไม่เปลี่ยแปลงและเป็ นลักษณะเฉพาะของ species เช่น
  การดูดนมของแม่ของเด็กอ่อน การฟักไข่ การที่แม่นกป้ อนอาหารลูกนก
  การบินได้ของลูกนกเมื่อมีความพร้อมทางร่ างกาย การสร้างรังของนก การชักใยของแม่งมุม
  การเลี้ยงลูกอ่อนของไก่ และกาทาเสี ยงกุ๊กๆของไก่ เป็ นต้น และจากการทดลองพบว่า courtship
                              ้ ่
  behavior ของแมงมุมตัวผูที่มีตอแมงมุมตัวเมียเป็ นพฤติกรรมแบบต่อเนื่อง

2 พฤติกรรมที่เกิดขจากการเรี ยนรู ้ ( learning behavior ) หมายถึง
การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมซึ่งเกิดขึ้นได้โดยประสบการณ์ในอดีต แต่มิใช่เนื่องมาจากอายุมากขึ้น
สัตว์แต่ละชนิดมีความสามาถในการเรี ยนรุ ้ได้ไม่เท่ากัน แบ่งเป็ น 5 ประเภท
2.1 ความเคยชิน (Habituation) เป็ นพฤติกรรมการตอบสนองต่อสิ่ งกระตุน                   ้
ที่มิได้มีความหมายต่อการดารงชีวตในที่สุดสัตว์จะค่อยลดพฤติกรรมลงทั้นที่สตว์ยงคงถูกกระตุนอยู่
                                     ิ                                                 ั ั               ้
      เป็ นพฤติกรรมการเรี ยนรู ้แบบที่ง่ายที่สุด คือ การเรี ยนรู ้ที่จะไม่สนใจต่อสิ่ งเร้าที่ไม่มีผลเป็ นรางวัล หรื อ
การลงโทษ ดังนั้นการตอบสนองต่อสิ่ งเร้านั้นก็จะค่อยๆ ลดลงไปเรื่ อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป
(เป็ นการตอบสนอง ของสัตว์ต่อสิ่ งกระตุนที่ไม่มีผลอะไรสาหรับที่มนเกิดขึ้นซ้ าซาก )
                                                ้                          ั
                                                                    ่        ั     ้ ่
โดยการค่อยๆลดพฤติกรรมการตอบสนองลงจนในที่สุดแม้วาจะยังมีตวกระตุนอยูในสัตว์น้ นก็ไม่ตอบสนอง            ั
เลย
                                            ้
      เป็ นพฤติกรรมที่เพิกเฉยต่อสิ่ งกรตุนที่ไม่ให้คูณให้โทษ
การเรี ยนรู ้แบบนี้ช่วยให้สตว์ไม่เสี ยพลังงานในการตอบสนองต่อสิ่ งกระตุนที่ไม่มีความสาคัญในการดารงชีพ
                           ั                                                   ้
เช่น ดอกไม้ทะเล (Sea Anemone) มีระบบประสาทเป็ นร่ างแห ถ้าเราแตะหนวดมันเบาๆ
พบว่ามันจะหุบหนวดแล้วค่อยๆยืดหนวดออกอย่างช้าๆแต่ถาแตะหนวดมันบ่อยๆ ้
                                                    ้        ่
ดอกไม่ทะเลจะไม่หุบหนวดอีกต่อไป คนที่ยายบ้านไปอยูริมถนน พบว่านอนไม่หลับเพราะเสี ยงดังอึกทึก
                ่
แต่เมื่ออาศยอยูไปนานๆ ระบบประสาทจะมีการปรับตัว
โดยไม่ตอบสนองต่อเสี ยงอึกทึกจึงทาให้นอนหลับได้แม้มีเสี ยงดังเช่นเดิม
                                                                                 ่
ลูกนกนางนวลในช่วงแรกมีการตอบสนองต่อเงาสี ดาที่พาดผ่าน เมื่อเรี ยนรู ้วาเงาที่มีลกษณะแบบ A (   ั
                             ่                    ั
นกคอสั้น ตัวแทนของเหยียว ) เท่านั้นที่อนตราย มันก็จะลดการตอบสนองต่อเงาแบบ B
(นกคอยาวตัวแทนของนกนางนวลด้วยกันเอง ) ซึ่ งไม่เป็ นอันตรายต่อมัน
2.2 การเรี ยนรู ้แบบฝังใจ (Imprinting)
                    ั ั                   ั                    ิ
เป็ นพฤติกรรมที่สตว์มกติดตามวัตถุที่มนมองเห็นหรื อได้ยนในช่วงสาคัญ (Critical Period)
                                              ั
หลังเกิดใหม่ๆ พฤติกรรมเช่นนี้เห็นได้ชดเจนในสัตว์ปีก
                                                      ั
พบเสมอว่าลูกไก่หรื อลูกเป็ ดมักจะเดินตามแม่ทนทีหลังจากฟักออกจากไข่ ถ้าได้พบแม่ในช่วงสาคัญ คือ ช่วง
13-16 ชม. หลังจากฟักจากไข่ เป็ นพฤติกรรมการเรี ยนรู ้ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ งของชีวตสัตว์       ิ
     และเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งของชีวต     ิ      (Critical Period) เช่น ระยะแรกๆ
     หลังจากเกิดและจะเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นมาก ถ้าเลยระยะ Critical Period
     แล้วการเรี ยนรู ้ก็จะไม่ดีพฤติกรรมการฝังใจที่เกิดขึ้นอาจจาไปตลอดชีวต หรื อฝังใจเพียงระยะหนึ่ง
                                                                              ิ
     ตัวอย่างพฤติกรรมที่เกิดจากการเรี ยนรู ้เช่น
           -          การเดินตามวัตถุแรกที่เคลื่อนที่และส่งเสี ยงได้ลูกสัตว์ เช่น ลูกนก ลูกห่าน ลูกวัว
           -                                                 ่ั
                      การฝังใจต่อกลิ่นของพืชชนิดที่แมลงหวีวกออกจากไข่ที่แมลงหวีวางไว้  ่
           -          การฝังใจที่เกิดจากกลิ่น ทาให้ปลาแซลมอน
                         ั               ั
ว่ายน้ ากลับไปวางไข่ยงบริ เวณน้ าจืดที่มนเคยฟักออกมา
           -          การเดินไปกอดวัตถุที่อ่อนนุ่มและมีขวดนมของลูกลิงชิมแพนซี

           ตัวอย่างการศึกษาที่กล่าวถึงมากคือ การศึกษามากในพวกนก โดย Konrad Lorensz ได้ศึกษา
parental Imprinting ลูกนกแรกเกิดจะมีความฝังใจและคอยติดตามวัตถุแรกที่เคลื่อนที่และส่ งเสี ยงได้
ซึ่งมันเห็นครั้งแรกหลังฟักออกจากไข่ (จึงเป็ นพฤติกรรมเพื่อ survival) สาหรับลูกห่านพฤติกรรมนี้มี
                       ่
Critical Period อยูในช่วง 36 ชม. หลังฟักออกจากไข่

            นอกจากพบนั้นพบว่า sound pattern ของนกก็เป็ น Imprinting behavior โดยมี Critical
             ่
Period อยูในช่วง 10-15 วัน ฟักออกจากไข่ การร้องเพลงของนก เป็ นพฤติกรรมการเรี ยนรู ้ และ bird song
ของนกแต่ละ species มีแบบฉบับเฉพาะตัว จากการศึกษารู ปแบบของเสี ยงร้องเพลงของนกแก้วตัวผูชนิดหนึ่ง      ้
      ่
ที่อยูป่าตามธรรมชาติ
                                                                     ิ
พบว่าจะแตกต่างจากพวกที่นามาเลี้ยงตั้งแต่เกิดโดยไม่เคยได้ยนเสี ยงร้องเพลงของพวกเดียวกันมาก่อนเลย
2.3 การเรี ยนรู ้แบบมีเงื่อนไข (conditioning หรื อ associate stimulus) หมายถึง
พฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยสิ่ งเร้าสิ่ งหนึ่งเข้าไปแทนที่ สิ่ งเร้าเดิม ในการชักนาให้เกิดการตอบสนองชนิดเดียวกันเช่น
                ั
พฤติกรรมที่สตว์ตอบสนองต่อสิ่งเร้า 2 ชนิด คือสิ่ งเร้าที่แท้จริ ง (unconditioned stimulus)
และสิ่ งเร้าไม่แท้จริ ง (conditioned stimulus) ติดต่อกันเป็ นเวลานาน จนกระทังผลที่สุด   ่
                                ่ ้                                                       ้
แม้จะไม่มีสิ่งเร้าที่แท้จริ งอยูดวย เฉพาะสิ่ งเร้าไม่แทจริ งเพียงอย่างเดียวก็สามารถกระตุนใน
        ั
สัตว์น้ นๆตอบสนองได้

จากผลงานการศึกษาของ Paviov ซึ่งจัดเป็ น classical conditioning
            ั                ้                                  ั
เป็ นการที่สตว์ได้รับการกระตุนจากสิ่ งเร้า 2 ชนิด ที่มาสัมพันธ์กน

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Tags:
Stats:
views:1
posted:2/24/2013
language:Thai
pages:6