Sensory system
W
Description
Sensory system
Document Sample


213
บทที่ 13
ระบบรับความรูสึก
Sensory system
ระบบรับความรูสึกเปนระบบที่รางกายสรางขึ้นมา เพื่อทําหนาที่ในการตอบสนองตอสิ่งเรา
ที่มากระตุนรางกาย มีผลใหสัตวสามารถปรับตัวใหเขากับสิ่งแวดลอม และมีชีวิตอยูรอดได ในสัตว
เลี้ยงทุกชนิดมีอวัยวะที่ทําหนาที่เกี่ยวของกับการรับความรูสึก เรียกวาอวัยวะรับความรูสึก หรือ
อวัยวะรับสัมผัส (sensory organ) ทําหนาที่รับความรูสึกที่ไดจากการกระตุนของสิ่งเรา รวมทั้ง
เกี่ยวของกับการตอบสนองตอสิ่งเราโดยการทํางานรวมกับระบบประสาท
อวัยวะรับความรูสึกมีลักษณะพื้นฐานที่สําคัญประกอบดวยเซลลรับความรูสึก หรือตัวรับ
ความรูสึก (sensory cell) ที่เปนสวนของปลายประสาทรับความรูสึกที่เปลี่ยนแปลงรูปรางไป เพื่อ
ทําหนาที่รับความรูสึกตางๆ และสามารถสงกระแสประสาทได สวนของอวัยวะรับความรูสึกที่ทํา
หนาที่รับความรูสึก หรือรับการกระตุนจากสิ่งเราตางๆ ทั้งสิ่งเราภายในและภายนอกรางกายเรียกวา
ตัวรับความรูสึก(receptor) ่
โดยทัวไปตัวรับความรูสึกเปนสวนของปลายของเสนประสาทรับ
ความรูสึกที่เปลี่ยนแปลงรูปรางไป เพื่อทําหนาที่พิเศษ หลังจากที่ไดรับการกระตุนจากสิ่งเราจะสง
กระแสประสาทไปที่สมอง เพื่อใหสมองแปลความและสงกระแสประสาทสั่งการมาที่อวัยวะเพื่อ
ตอบสนองตอสิ่งเรา อวัยวะรับความรูสึกในรางกายสามารถแบงออกเปน 2 ประเภทคือ
1. อวัยวะรับความรูสึกทั่วๆไป (general sensory organ) ไดแก ผิวหนัง กลามเนื้อ ขอตอ
ตางๆในรางกายและอวัยวะภายใน เปนตน
2.อวัยวะรับความรูสึกพิเศษ (special sensory organ) ไดแก ตา ลิ้น จมูก และหู เปนตน
ชนิดของความรูสึกที่รางกายสามารถรับรูได จึงอาจแบงออกได 2 ประเภท ไดแก
1.ความรูสึกทั่วๆไป เปนความรูสึกจากสวนนอกของรางกายเชนความรูสึกที่ผิวหนัง หรือ
ความรูสึกจากอวัยวะภายในรางกายเชนความรูสึกจากการสัมผัส ความรูสึกเจ็บปวด ความรูสึกจาก
การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ความรอน ความหนาว และการเปลี่ยนแปลงทาทาง หรือการเปลี่ยนแปลง
ตําแหนงของอวัยวะในรางกาย
2.ความรูสึกพิเศษ ไดแกการมองเห็นภาพ การไดยินเสียง การไดรับรสชาดอาหาร การ
ไดรับกลิ่น และการรับรูสมดุลของรางกาย
ตัวรับความรูสึกที่เปนสวนของรางกายที่ใชเปนตัวเชื่อมตอระหวางรางกายกับภายนอก
สามารถแบงออกตามตําแหนงในรางกาย และแบงออกตามสิ่งที่มากระตุน ดังนี้
214
1.การแบงประเภทตัวรับความรูสึกตามตําแหนงในรางกาย อาจแบงตัวรับความรูสึกเปน
ความรูสึกจากการสัมผัส ความเจ็บปวด ความรอน ความเย็น หรือตัวรับความรูสึกจากการ
เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ เปนตน
ก.ตัวรับความรูสึกที่ตอบสนองตอการกระตุนจากภายนอกของรางกาย(exteroreceptor)เชน
ตัวรับความรูสึกสัมผัส การเจ็บปวด อุณหภูมิ
ข.ตัวรับความรูสึกที่ไวตอแรงกด ตัวรับความรูสึกจากการเจ็บปวดและการเปลี่ยนแปลงทาง
เคมีในรางกาย(interoreceptor)
ค.ตัวรับความรูสึกที่รับการกระตุนจากสิ่งเราที่มาจากระยะไกล(teloreceptor)เชนตัวรับแสง
และเสียง
ง.ตัวรับความรูสึกที่เกี่ยวกับตําแหนงของสวนตางๆของรางกาย(propioceptor)
ภาพที่ 13.1 ตัวรับความรูสึกที่ผิวหนัง
ที่มา : Mader , 1988
2.การแบงประเภทของตัวรับความรูสึกตามสิ่งที่มากระตุนไดแก
ก.ตัวรับความรูสึกที่ไวตอการเปลี่ยนแปลงรูปราง(mechanoceptor)เปนตัวรับความรูสึกที่
พบไดตามผิวหนัง กลามเนื้อ หรือที่ผนังอวัยวะภายใน เชน meissner’s corpuscles, paccinian
corpuscle, muscle spindles และ golgi tender organ เปนตน
ข.ตัวรับความรูสึกที่ไวตอการเปลี่ยนแปลงทางเคมี (chemoreceptor) เปนตัวรับความรูสึก
รับกลิ่นที่พบในโพรงจมูก
ค.ตัวรับความรูสึกเกี่ยวกับแสง(photoreceptor) พบในเรตินาของลูกตา ใชรับแสงและ
เปลี่ยนเปนกระแสประสาทสงไปสมองเพื่อใหตอบสนอง
215
ง.ตัวรับความรูสึกที่ตอบสนองตอการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ(thermoreceptor)
จ.ตัวรับความรูสึกที่ไวตอการเปลี่ยนแปลงความดัน(bororeceptor) พบไดที่ผนังของหลอด
เลือดแดง
ฉ.ตัวรับความรูสึกที่ตอบสนองตอการถูกทําลายของเนื้อเยื่อ(nocceptor)
การมองเห็นภาพ (sensory of vision)
การมองเห็นภาพเกี่ยวของกับอวัยวะรับสัมผัสพิเศษคือลูกตา และโครงสรางที่เกี่ยวของกับ
การมองเห็น ลูกตาเปนสวนของอวัยวะที่เกี่ยวของกับการมองเห็นที่สําคัญ มีรูปรางคอนขางกลม มี
ตําแหนงอยูในเบาตาหรือกระบอกตา (orbit) มีกลามเนื้อยึดลุกตาอยู ทําใหลูกตากลอกไปมาได
ดานหนาของลูกตาเปนสวนที่เปดสูภายนอก สวนที่เหลือถูกปกคลุมดวยกระบอกตา เนื้อเยื่อลูกตา
แบงออกไดเปน 3 ชั้น
1.ชั้นนอกสุด หรือ ชั้นสเกอรา (sclera) สวนใหญเปนสวนตาขาว ตาดําเปนสวนทีคลุมตา ่
ขาวอยูเรียกวา แกวตาหรือกระจกตา (cornea) ซึ่งเปนทางผานของแสงเพื่อเขาสูตาชั้นใน ตาขาว
ประกอบดวย fibrous tissues เปนสวนที่ทําใหลูกตามีรูปรางและคงรูปอยูได รวมทั้งชวยปองกัน
โครงสรางภายในของลูกตา ผิวดานหลังของตาขาวมีเสนประสาทตา (optic nerve) แทงทะลุเขามา
ในกระบอกตา กระจกตาจะปกคลุมมานตา (iris)ไว สวนนี้จะไมมีเสนเลือดมาหลอเลี้ยงแตจะมี
เซลลประสาทและ transparent fibrous coat เปนสวนประกอบ
2.ชั้นกลาง หรือชั้น choriod เปนชั้นเยื่อบางๆเปนบริเวณที่มีเสนเลือดที่มาหลอเลี้ยงลูกตา
แบงออกไดเปน 3 ชั้น คือ choroids, ciliary body และ iris
้
ก.ชั้นchoroids เปนชั้นที่มเี สนเลือดมาหลอเลี้ยงลูกตาอยูถัดจากชันสเกอราเขามาทางดาน
ใน
ข.ชั้นciliary body ประอบดวยกลามเนื้อลูกตา (ciliary muscle) ซึ่งเปนกลามเนื้อที่ชวยใน
การบีบเลนสตา เพื่อปรับใหการมองเห็นภาพชัดเจนขึ้น และเปนสวนที่หนาที่สุดของชั้นกลาง
่
ค.มานตา (iris) เปนสวนที่อยูหนาเลนสตา มีสีดํา น้ําตาล ทําหนาทีในการปรับแสงใหเขาสู
ตาทางรูเล็กๆเรียกวารูมานตา (pupil) ซึ่งอยูตรงกลางมานตา ขนาดของรูมานตาถูกควบคุมดวย
กลามเนื้อ 2 ชุด คือ circular muscle และ sphincter pupillae เปนกลามเนื้อที่เรียงตอกันเปนวงกลม
และกลามเนื้อที่เรียงตัวกันเปนรัศมีโดยรอบเรียกวา radial muscle ถาแสงมากรูมานตาจะเล็กถาแสง
ึ้
นอยรูมานตาจะขยายใหญขน เพื่อใหแสงเขาสูลูกตามากขึ้น
3.เรตินา(retina) เปนชั้นในสุดของลูกตาทําหนาที่รับภาพและทําใหเกิดภาพ ประกอบดวย
เซลลรูปแทง (rod cells) และเซลลรูปกรวย(cone cells) ซึ่งเปนตัวรับความรูสึก(receptor cell) หรือ
ั
เปนตัวรับแสง นอกจากนี้ยงมีเซลลประสาทชนิด 2 ขั้ว (bipolar neuron) ทําหนาที่รับกระแส
216
ประสาทจากเซลลรูปแทงและเซลลรูปกรวยเพื่อสงไปที่ ganglion cell มีปมประสาทรับกระแส
ประสาทจากเซลล 2 ขั้วสงไปที่เสนประสาทตา(optic nerve) เรตินามีโครงสรางสําคัญ 3 ชั้นคือ
ก.muscula lutea หรือ yellow spot เปนบริเวณที่มีสีคอนขางเหลืองตรงกลางเรียกวา central
fovea เปนจุดที่มีเฉพาะเซลลรูปกรวยมากกวาเซลลรูปแทง หรือบางครั้งอาจไมมีเซลลรูปแทงอยูเลย
จึงเปนจุดที่ทําใหมีการมองเห็นภาพชัดที่สดุ
ข.optic disc เปนสวนที่มีใยประสาท (axon) มารวมกัน บริเวณนี้รับภาพไมไดเนื่องจากไมมี
้
เซลลรูปแทงและเซลลรูปกรวย เรียกบริเวณนีวา blind spot
ค.photoreceptor cell เปนเซลลที่ทําหนาที่รับแสงไดแก เซลลรูปแทง(rod cell)และเซลลรูป
กรวย(cone cell) ภายในเซลลรูปแทงและเซลลรูปกรวยมีสารเคมีที่ไวตอแสง เมื่อถูกแสงจะแตกตัว
ไดสารที่มีผลกระตุนใหเซลลผลิตไฟฟาได เซลลรูปแทงเปนเซลลรับความรูสึกที่เปนรูปสี่เหลี่ยม
ั่ ่
กระจายอยูทวไปในเรตินา ยกเวนบริเวณกึ่งกลางของ yellow spot ทําหนาที่เกียวกับการมองเห็น
ภาพในที่มีแสงสวางนอย หรือกรมองเห็นในเวลากลางคืน ภายในเซลลรูปแทงมีสารเคมีชื่อโรดอพ
ซิน (rhodopsin หรือ visual purple) เปนโปรตีนชนิดหนึ่ง การรับแสงของเซลลรูปแทง ขึ้นกับ
ปริมาณของโรดอพซินที่แตกตัวเปนออพซิน (opsin) และ สโคทอพซิน (scotopsin) เซลลรูปกรวย
เปนเซลลที่ทําหนาที่ในการรับสี จะทํางานไดดีตองมีแสงมาก และเกี่ยวของกับการมองเห็นในเวลา
กลางวัน
outer
blind spot lamellae segment
axon of connecting cilia
Light anglionic cells mitochondria
rays Inner
vitreous segment
humor
rod
cone cell bodies
nuclei and nuclei
optic nerve
fiber layer fiber
synaptic
ganglionic bipolar rod and
endings
cell layer cells cone layer
rod cell cone cell
ภาพที่ 13.2 เซลลรับความรูสึกในลูกตา
ดัดแปลงจาก : Carola, 1992
217
4. เลนส (lens) เปนโครงสรางของเสนใยโปรตีน (protein fiber) ชั้นตางๆมาเรียงตัวตอกัน
ในลักษณะคลายกลีบหัวหอม มีลักษณะโปรงใส ถูกยึดดวย suspensory ligament มีตําแหนงอยูหลัง
ั
มานตาและรูมานตา เลนสตาทําหนาที่หกเหแสงที่ผานเขามาในรูมานตา เลนสในลูกตาเปนเลนส
นูน ทําใหเกิดภาพดานหลังของเลนสเปนภาพกลับหัว
5.ชองวางในลูกตา ภายในลูกตามีชองขนาดใหญ 2 ชอง โดยเลนสตาจะเปนตัวแบงชอง
ํ
ภายในลูกตา ชองที่อยูหนาเลนส (anterior cavity) เปนชองที่มีของเหลวใสคลายกับน้าในไขสันหลัง
เรียกวา aqueous humor ที่เปนของเหลวที่มีดัชนีการหักเหของแสงใกลเคียงกับน้ํา ทําหนาที่ใหเรติ
นาเรียบชิดกับ choroids เพื่อเพิ่มความคมชัดของภาพที่เกิดขึ้น รักษาความดันภายในลูกตา
นอกจากนี้ยังเปนตัวเชื่อมระหวางระบบการไหลเวียนของเลือดระหวางเลนสตากับกระจกตาดวย
ชองที่อยูดานหลังเลนส (posterior cavity) เปนชองวางขนาดใหญที่อยูระหวางเลนสและเรตินา
ภายในชองวางมีของเหลวเหนียวขนเรียกวา vitreous humor เปนของเหลวที่มีดัชนีในการหักเหแสง
คอนขางสูง ทําหนาที่เกี่ยวกับการรักษาความดันภายในลูกตา ชวยใหลูกตาคงรูปอยูไดไมแฟบ
นอกจากนี้ยังชวยในการสะทอนแสงเขาสูเรตินา ของเหลวชนิดนี้จะไมมีการเพิ่มขึ้นมาทดแทน
เนื่องจากเปนของเหลวที่เกิดขึ้นขณะที่เปนตัวออน ซึ่งตางจาก aquous humor
6.กลามเนื้อลายที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของลูกตา (ocular muscle) กลามเนื้อลายที่ควบคุม
การเคลื่อนไหวของลูกตาในแตละขางจะมีกลามเนื้อประมาณ 6 มัด เกาะอยูที่ชั้นนอกของลูกตา การ
ผิดปกติของกลามเนื้อลายแตละมัด จะมีผลใหเกิดตาเหลได (squint หรือ strabismus) กลามเนือที่้
สําคัญไดแก
ก.superior rectus muscle ถูกควบคุมการทํางานโดยเสนประสาทสมอง (cranial nerve) คูที่
่
3 กลามเนื้อนี้จะทําหนาทีในการเหลือบลูกตาขึ้นขางบน และเบนลูกตาไปทางดานขาง (up and
down)
ข.inferior rectus muscle ถูกควบคุมโดยเสนประสาทสมองคูที่ 3 ทําหนาที่เหลือบลูกตาลง
ขางลาง และเบนลูกตาไปทางดานขาง (down and in)
ค.medial rectus muscle เปนมัดกลามเนื้อที่ถูกควบคุมโดยเสนประสาทสมองคูที่ 3 เชนกัน
ทําหนาที่ในการกรอกตาเขาไปดานใน (inward)
ง.lacteral rectus muscle เปนมัดกลามเนื้อลายที่ควบคุมการกรอกลูกตาไปดานนอก ถูก
ควบคุมโดยเสนประสาทสมองคูที่ 3
้
จ.superior oblique muscle เปนกลามเนือที่ถูกควบคุมโดยเสนประสาทสมองคูที่ 3 ทํา
หนาที่ในการกรอกลูกตาลงไปดานลาง และเบนออกไปดานนอก (down and out)
่
ฉ.inferior oblique muscle ถูกควบคุมโดยเสนประสาทสมองคูที่ 3 เกียวของกับการเหลือบ
ตาขึ้นดานบนและเบนลูกตาออกไปดานนอก (up and out)
218
โครงสรางที่เกี่ยวของกับการทําหนาที่ในการมองเห็นของลูกตา โครงสรางที่เกี่ยวของ
้
ไดแก คิว (eyebrows)หนังตา (eyelids)ขนตา (eyelashes)และระบบน้ําตา (lacrimal apparatus)
ก.คิ้ว (eyebrows) เปนโครงสรางที่มีตําแหนงอยูระหวางหนังตาบนและหนาผาก มี
โครงสรางทั่วไปคลายกับผิวหนังบนศรีษะที่มีขนหรือผมปกคลุมอยู บริเวณผิวหนังสวนคิวจะมี ้
ตอมน้ํามัน(sebaceous glands) ปรากฏอยูมากมาย สวนของขนที่ขึ้นอยูมีลักษณะคอนขางหยาบและ
ี
ดานปลายของขนจะชี้ไปทางดานขาง ทําหนาที่ชวยปองกันไมใหมสิ่งแปลกปลอมเขาไปในสวน
ํ ่ ้
ของลูกตา รวมทั้งปองกันน้าและเหงื่อทีจะไหลเขาลูกตา (perspiration) นอกจากนียังชวยปองกัน
รังสีที่ไดจากแสงอาทิตยที่จะเขาตาไดโดยตรง ใตผิวหนังของคิ้วจะมีกลามเนื้อหนังตาอยู
(orbicularis oculi muscle)
ข.หนังตา (eyelids) แบงออกเปน 2 ชนิดคือหนังตาบน(upper eyelids) และหนังตาลาง
(lower eyelids)หนังตาทั้ง 2 ชนิดมีโครงสรางเหมือนกัน แตหนังตาบนเคลื่อนไหวไดมากกวาหนัง
ตาลาง ทําหนาที่ปดลูกตาเพื่อปองกันไมใหแสงเขาลูกตามากเกินไป หรือปองกันลูกตาจากสิ่ง
แปลกปลอม และปดลูกตาขณะที่สัตวหลับพักผอน ซึ่งเปนการใหความมืดแกลูกตา นอกจานี้ยัง
เกี่ยวของกับการกระจายน้ําตาใหผานผิวลูกตาทั้งหมด เพื่อใหความชุมชื้นแกลูกตา หนังตาดานบน
ถูกยกขึ้นดวยกลามเนื้อเรียบ(levator palpebral superioris) ซึ่งถูกควบคุมดวยระบบประสาท
อัตโนมัติ (sympathetic nerve)
ค.ระบบน้ําตา (lacrimal apparatus) ประกอบดวยตอมน้ําตา (lacrimal glands) ทอน้ําตา
ํ
(excretory lacrimal ducts) ทางไหลของน้าตา (lacrimal canals) ถุงเก็บน้ําตา (lacrimal sacs) และ
nasolacrimal ducts ซึ่งเปนสวนของถุงเก็บน้ําตาและทอทางไหลของน้ําตาที่เปลี่ยนไป สวนตอม
น้ําตาจัดเปนตอมประเภทตอมรวม (compound tubulacrinar glands) ตอมน้ําตามีตําแหนงอยู
ทางดานขางในกระบอกตาแตละขางตรงสวน superior lateral portion
ง.น้ําตา (tears) เปนของเหลวที่ผลิตจากตอมน้ําตา ประกอบดวยเกลือ สารเมือก และ
เอ็นไซมที่มีฤทธิ์ฆาเชื้อแบคทีเรียได คือไลโซโซม(lysosome) น้ําตามีหนาที่ในการหลอลื่นลูกตาทํา
ใหลูกตามีความชุมชื้น น้ําตาจะไหลออกมาทางทอน้ําตา เพื่อไหลเขาลูกตา การกระจายของน้ําตาไป
บนผิวของลูกตาเกิดจากการกระพริบของหนังตา น้ําตาจะถูกสรางออกมาทุกวัน สวนของน้ําตาที่
ผลิตออกมาจะถูกกําจัดออกจากรางกายโดยการระเหยและการไหลเขาสูชองจมูกผานทอน้ําตา
ลิ้นและความรูสึกในการรับรสอาหาร
ลิ้นเปนอวัยวะที่รางกายใชในการรับรส โดยมีสวนรับความรูสึก (receptor) สําหรับรับ
ความรูสึกของรสกระจายอยูในตุมรับรส (taste buds) สวนรับความรูสึกนี้เปนสวนที่รับความรูสึก
219
ประเภทสารเคมีอยางหนึ่ง ตุมรับรสจะพบมากที่สุดบนลิ้น นอกจากนี้ยังพบไดที่เพดานปากออน
ลําคอและในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ยกนูนสูงมาจากลิ้น เรียกวาพาพิลาร(papillae)
ตุมรับรส มีรูปรางเปนรูปไขอยูที่ชั้นเยื่อบุผิว ประกอบดวยเซลล 2 ชนิดคือ supporting cell
่
และ gustatory cell สวนของ supporting cell เปนเซลลเยือบุผิวที่เปลี่ยนแปลงไปทําหนาที่เปนเซลล
พิเศษหุมเปนปลอกอยูดานนอก สวน gustatory cell หรือ taste cell เปนเซลลที่มีลักษณะแหลม
หัวแหลมทายอยูดานในของตอมรับรสวางตัวตั้งฉากกับเยื่อบุผิว gustatory cell เปนเซลลที่มีขนเสน
เล็กๆเรียกวา gustatory hair ทําหนาที่รับรส บริเวณตุมรับรสจะมีรูเปดที่ผิวของลิ้นเรียกวา taste pore
โดยสวนของขนของ guatatory cell จะยื่นโผลเขาไปในรูของตอมรับรส สวนลางของตุมรับรสมี
่
เสนประสาทนํากระแสประสาทไปยังสมองที่ทําหนาทีควบคุมการรับรสคือ เสนประสาทสมองคูที่
7 (cranial nerve VII) รับรสชาดจากบริเวณปลายลิ้นและขางลิ้น แตเสนประสาทสมองคูที่ 9 (cranial
nerve IX) จะทําหนาที่รับรสบริเวณโคนลิ้น
่
ตุมรับรสที่พบตามเนื้อเยื่อเกียวพันที่ยกนูนขึ้นมาจากลิ้น(papillae) มีรูปรางลักษณะแตกตาง
กันไปดังนี้
ก.circumvallate หรือ vallate papillae มีรูปรางเปนวงกลมขนาดใหญที่สุดพบเรียงกันเปน
รูปตัววีอยูบริเวณชวงทายของลิ้น
ข.fungiform papillae มีรูปรางคลายกับดอกเห็ด บนบริเวณดานบนปลายลิ้นและดานขาง
ค.filiform papillae มีรูปรางเรียวปลายแหลม พบทั่วไปในสวนหนาของลิ้น
epiglottis
sulcus terminalis palatine tonsil taste hairs
taste pore
epithelium
lingual tonsil of tongue
bitter
insensitive area
sour
chemoreceptor cell supporting cell
salty
sweet nerve fibers
ภาพที่ 13.3 แสดงสวนรับรสชาติบนลิ้น และตอมรับรสชาติ
ดัดแปลงจาก : Carola, 1992
220
จมูกและการรับกลิ่น
จมูกจัดเปนอวัยวะรับสัมผัสที่สามารถรับความรูสึกประเภทสารเคมี (chemoreceptor) หรือ
รับสัมผัสกลิ่นได ในสัตวจะมีการพัฒนาดานการรับความรูสึกในการรับกลิ่นดีกวาในมนุษย สวน
้
รับความรูสึกจะพบไดในเนื้อเยื่อบุผิวของชองจมูกทางดานบนหรือสวนทายของจมูกทัง 2 ขาง
เรียกวา olfactory membrane ซึ่งประกอบดวยเซลล 2 ชนิดคือ
ก.olfactory cells หรือ hair cells เปนเซลลมีขนที่สวนของขนจะมีความไวตอการกระตุน
ตัวของเซลลประสาทเปนพวกเซลลประสาทสองขั้ว(bipolar neuron) จะแทรกอยูระหวาง
supporting cells ปลายลางของเซลลจะเปดออกทางชองจมูก สวนนี้จะมีขนซึ่งเปนสวนของเด็น
ไดรนอยูจํานวน 6-8 เสน เรียกวา olfactory hair สวนของ olfactory hair เมื่อรับการกระตุนจาก
่
สารเคมีเชนเมื่อไดกลิ่นอาหารจากอากาศทีหายใจเขาไป จะสงกระแสประสาทไปตามเอกซอนของ
เซลลปประสาทสงไปที่เสนประสาทสมองคูที่ 1 (olfactory nerve) เพื่อสงเขาสูสมอง
ข. supporting cells เปนเซลลเยื่อบุผิวรูปแทง(columnar epithelial cell)พบที่ชองจมูกทํา
ุ
หนาที่หลั่งน้ําเมือก(mucus)เคลือบเยื่อบุผิวชองจมูกใหชมชื้นอยูตลอดเวลา เยื่อเมือกอาจพบจาก
ิ
เซลลที่แทรกอยูที่เยื่อบุผวดานในจมูก(bowman’s cells) และ ที่ olfactory glands
olfactory tract to the brain olfactory bulb (cut)
olfactory
(bowman’s)
gland
cribriform plate
lamina
of ethmoid bone
propria
afferent nerve fibers
basal cell
sustentacular cell olfactory
epithelium
olfactory
receptor cell
olfactory
cilia vesicle
cilia
substance being smelled
ภาพที่ 13.4 เซลลรับความรูสึกที่เยื่อจมูก
ดัดแปลงจาก : Carola, 1992
221
่
ชองจมูกของสัตวเลี้ยงบางชนิดเชนแกะและมา จะมี vomeronasal oegan ทําหนาทีรวมใน
การรับกลิ่นตอมนี้จะอยูในสวนเพดานของชองจมูก ประกอบดวยทอแคบๆขนานกัน 2 ทอ สวน
ของ vomeronasal gland จะเกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมทางเพศ ที่แสดงโดยสัตวเพสผูขณะที่จะเกิด
การผสมพันธุ เชนการดมปสสาวะ หรือของเหลวที่ออกมาจากชองคลอดของเพศเมียและการเลีย
อวัยวะเพศเมียของสัตวที่กําลังเปนสัด
โดยทั่วไปคุณสมบัติของสารเคมีที่จะใหกลิ่นไดจะตองมีคุณสมบัติดังตอไปนี้คือ
ก.สารนั้นจะตองระเหยได เพื่อจะสามารถสูดกลิ่นเขาจมูกได ในรูปของกาซ ความรูสึกรับ
กลิ่นจะเกิดขึ้นเมื่อมีการหายใจเขาไปในปอด ถากลิ่นมีความรุนแรงมากจะทําใหเกิดการจามได
ข.สารเคมีนั้นตองละลายน้ําไดบางเมื่อสารเขาจมูกจะละลายรวมกับเมือกที่ใหความชุมชื้น
กับเยื่อบุชองจมูก การละลายน้ําไดจะชวยใหสารนี้สัมผัสกับ olfactory cell ที่ olfactory membrane
ค.สารเคมีนั้นตองละลายไดดีในไขมัน เนื่องจากไขมันเปนองคประกอบของเยื่อหุมเซลล
เยื่อบุที่ชองจมูก olfactory cell
ิ
หูและการไดยนเสียง
่ ่
หูทําหนาที่ 2 ประการคือ เกียวของกับการไดยินเสียง (phonoreceptor) และเกียวของกับการ
ทรงตัวหรือการสมดุลของรางกาย (statoreceptor) โครงสรางของหูแบงออกเปน 3 สวนคือหู
ั้
ชั้นนอก (external ears) หูชนกลาง(middle ears) และหูชั้นใน(internal ears)
1.หูชั้นนอก(external ears) ประกอบดวยใบหู (pinna) ชองหูหรือรูหูชั้นนอก (external
canal หรือ auditory canal) และเยื่อแกวหู (tympanic membrane หรือ eardrum)
ก.ใบหู ทําหนาที่ในการรวมคลื่นเสียงที่มาจากแหลงตางๆสงเขามาในรูหู ใบหูของสัตว
เลี้ยงสามารถหันหรือชี้ไปในทิศทางที่เสียงเขามาได การหันไปในทิศทางตางๆของใบหูเพื่อหา
ตําแหนงของตนกําเนิดของเสียงและชวยในการรับเสียง ใบหูประกอบดวยกระดูกออนที่มีรูปราง
คลายรูปกรวย (concheal cartilage) ทําหนาที่รวบรวมเสียงเขาในเยื่อแกวหู สําหรับกระดูกออนรูป
ั
โลห (scutiform cartilage) ทําหนาที่ใหกลามเนื้อยึดเกาะ นอกจากนี้ยงมีกระดูกออนรูปรางคลายทอ
(annular cartilage) ทําหนาทีเ่ ชื่อมกระดูกออนรูปกรวยกับหูชั้นนอกสวนที่เปนกระดูก
ข.ชองหูหรือรูหูชั้นนอก (external auditory canal) ทําหนาที่เปนทางเดินของคลื่นเสียงเขาสู
รูหูสวนกลาง มีตําแหนงอยูระหวางใบหูและเยื่อแกวหู ผนังของชองหูประกอบดวยกระดูกและ
กระดูกออน สวนกระดูกออนในชองหูภายนอกถูกปกคลุมดวยผิวหนังที่มีความรูสึกไวตอเสียงมาก
โดยทั่วไปจะมีขนอยูเล็กนอยบริเวณใกลกับชองเปดภายนอกชองหู เปนบริเวณที่มีตอมน้ํามันพวก
ceruminous glands ทําหนาที่หลั่ง cerumen สวนของ cerumen ที่รวมกับขนในชองหูจะทําใหเกิด
เปนขี้หู เพื่อปองกันสิ่งแปลกปลอมเขาในหู
222
่
ค.เยื่อแกวหุ (tympanic membrane หรือ eardrum) เปนเยือบางๆซึ่งเปนสวนของเสนใยพวก
้
fibrous connective tissues มีความยาวของเสนใยขนาดตางๆกัน กันอยูระหวางชองหูภายนอกกับหู
ชั้นกลางผิวดานนอกมีลักษณะเวา ปกคลุมดานผิวหนัง ผิวดานในมีลักษณะโคงปกคลุมดวยเยือ ่
เมือก ถามีการติดเชื้อหรือมีสิ่งแปลกปลอมเขาไปทําอันตรายแกวหูจะทําใหแกวหูฉีกขาดได
2.หูชั้นกลาง (middle ears) เปนสวนที่อยูตอตามเยื่อแกวหุเขามาทางดานใน ภายในหูชั้น
่
กลางจะมีทอกลวงขนาดเล็กๆตออยูกับสวน nasopharynx เรียกวา eustachian tube ทําหนาที่เกียวกับ
้
การปรับความดันภายในหู(ชันกลาง)และภายนอกใหเทากัน ระดับความดันของทั้งสองแหงนี้ถามี
คาไมเทากันจะทําใหเกิดอาการหูอื้อ ถาความดันตางกันมากๆ จะทําใหปวดหูหรือทําใหเยื่อหูฉีกขาด
่ ่
ได ระหวางทีไดกลิ่นอาหารหรือมีอาการหาวนอนทอนี้จะเปดออก เพือใหอากาศในชองหูชั้นกลาง
ออกมาภายนอก เพื่อปรับความดันใหเทากัน การลดความดันในชองหูเกิดจากการเคี้ยวอาหาร ซึง ่
สามารถลดอันตรายที่จะเกิดกับเยื่อแกวหูได ภายในชองหูชั้นกลางมีกระดูกหูทั้งหมด 3 ชิ้น คือ
กระดูกรูปฆอน (maleus) กระดูกรูปทั่ง (incus) กระดูกรูปโกลน(stapes) เรียงตามลําดับขากดาน
่ ั้
นอกเขาดานใน กระดูกทั้ง 3 ชิ้นนี้จะเชื่อมตอกับแกวหูและเยื่อทีแยกกั้นชองหูชนในออกจากชองหู
ชั้นกลาง ทําหนาที่ขยายการสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงใหมากขึ้น แลวสงคลื่นเสียงเขามาสูรูหูชั้นใน
3.หูชั้นใน (internal earsหรือ labryrinth) อยูถัดจากหูสวนกลางเขามาประกอบดวย cochlea
และ organ of corti ซึ่งเปนสวนของหูที่เกี่ยวของกับการไดยินเสียง ภายใน cochlea มีของเหลวพวก
่
endolymph และ perilymph บรรจุอยู ทําหนาทีในการรับเสียงรวมกับcochlea branch ของ
เสนประสาทสมองคูที่ 8 (vestibulocochlea nerve) สวน organ of corti ประกอบดวย hair cells และ
่
supporting cells สวนของ hair cells เปนเซลลที่มีความไวตอเสียง เมือมีคลื่นเสียงเขามาถึง cochlea
จะทําใหของเหลวภายใน cochlea สั่นสะเทือนและกระตุนให hair cells เกิดกระแสประสาทสง
ความรูสึกออกจาก cochlea เขาสูสมองโดยผานเสนประสาทสมอง (auditory nerve)
ภายในหูสวนในมีอวัยวะที่ชวยในการทรงตัวเรียกวา vestibular apparatus ประกอบดวย
่
semicircular canal ซึ่งเกี่ยวของกับการสมดุลของรางกาย ในทิศทางทีรางกายหมุนไปในทิศทางอืน ่
ใด(dynamic equilibrium) มีลักษณะเปนหลอดรูปครึ่งวงกลม 3 อันวางตัวตั้งฉากกัน สวนโคนมี
ลักษณะพองออกเรียกวา ampulla ภายในมี hair cells และ cupula สวนampulla ของ semicircular
canal มี ของเหลวพวก endolymph บรรจุอยู การไหลชอง endolymph จะกระตุนให hair cells ผลิต
กระแสไฟฟา หรือกระแสประสาทกระตุนใหประสาทรับความรูสึกของ vestibular nerve สงกระแส
ประสาทตอไปยังสมอง
uracle and sucuule ทําหนาที่รับสมดุลแบบ static equilibrium ภายในมี macula เปนสวน
รับความรูสึก (receptor) เปน receptor ที่มี hair cells , gelatinous layer และผลึกของ
calciumcarbonate ที่เรียกวา utolith
Get documents about "