Respiratory system
Description
Respiratory system
Document Sample


85
บทที่ 6
ระบบหายใจ
Respiratory system
ระบบหายใจจะเปนระบบที่เกี่ยวของกับการแลกเปลี่ยนกาซ ระหวางออกซิเจนจาก
อากาศที่หายใจเขาไปในปอดกับกาซคารบอนไดออกไซดที่เปนของเสียจากการเมตาโบลิซึมของเซลล
ํ ่
ซึ่งละลายอยูในน้าเลือดทีถุงลมปอด สาเหตุที่ตองมีการแลกเปลี่ยนกาซเกิดขึ้นในรางกายเนื่องจาก
กาซออกซิเจนมีความสําคัญในขบวนการเมตาโบลิซึมของเซลล และคารบอนไดออกไซดที่เกิดขึนใน ้
เซลลหากมีการสะสมมากๆจะทําใหเซลลตายได รางกายจึงจําเปนตองกําจัดคารบอนไดออกไซด
ออกโดยการหายใจออก หรือบางสวนถูกกําจัดออกทางไต มีสวนนอยที่อาจถูกเซลลนําไปสังเคราะห
เปนสารอินทรียอื่นๆตอไปได การขาดออกซิเจนเพียงไมกี่นาทีอาจทําใหเซลลตายได โดยเฉพาะเซลล
สมองซึ่งเปนเซลลที่มีความรูสึกไวตอการขาดออกซิเจนมาก การหายใจ (respiration) เปนกิจกรรม
่
ของรางกายของเซลลในสิงมีชีวิตที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ในสภาพปกติไมวาจะเปนการหายใจเขาหรือ
การหายใจออกจะเปนไปอยางอัตโนมัติเชนเดียวกับการเตนของหัวใจ ในสัตวแตละชนิดจะมีคาอัตรา
ี ั
การหายใจที่มคงที่แตกตางกันไป ในโคมีอตราการหายใจเทากับ 10-15 ครั้ง/นาทีและในมามีอัตรา
การหายใจ 8-16 ครั้ง/นาที เปนตน
หนาที่ของระบบหายใจ คือ
1.นํากาซออกซิเจนเขาสูรางกาย และขับกาซคารบอนไดออกไซดที่ไดจากขบวนการเมตาโบ
ลิซึมออกจากรางกาย
2.ควบคุมปริมาณกาซออกซิเจนและคารบอนไดออกไซดในเลือดใหอยูในระดับที่เหมาะสม
ตอการมีชีวิตอยูของสัตว
3.กําจัดสิ่งแปลกปลอมที่ปะปนมากับอากาศซึ่งสัตวหายใจเขาในรางกาย ่
เนืองจากมี
macrophages cells ที่ผนังของถุงลมปอด และสามารถผลิตแอนติบอดี้ (antibodies) ที่ทําหนาที่
ตอตานเชื้อโรคได
ั
4.เกี่ยวของกับการเปลี่ยน angiotensin I ที่เปนเอนไซมที่อยูในรูปที่ยงทํางานไมไดเปลี่ยนให
เปน angiotensin II ที่อยูในรูปที่พรอมที่จะทํางานได (active form)
5.เกี่ยวของกับการควบคุมสมดุลของกรด-ดางในเลือด ถาเลือดมีสภาพเปนดาง (alkalosis)
รางกายจะมีความสามารถขับกาซคารบอนไดออกไซดลดลง ในทางตรงกันขามถามีสภาพเปนกรด
การขับกาซคารบอนไดออกไซดออกจะมีมากขึ้น
่
6.ทําหนาที่รวมกับกลไกอืนๆ ในรางกายเพื่อควบคุมอุณหภูมิของรางกายในอยูในระดับปกติ
โดยการระบายความรอนออกมาพรอมกับไอน้ําที่ออกมากับการหายใจออก
86
ประเภทของการหายใจ
ในทางสรีรวิทยาสามารถแบงการหายใจออกไดเปน 4 ชนิด คือ
1.breathing หมายถึงการหายใจเพื่อนําอากาศที่มีกาซออกซิเจนจากภายนอกเขาสูปอดโดย
การหายใจเขา และการนําอากาศที่มีกาซคารบอนไดออกไซดออกจากปอดโดยการหายใจออก
2.external respiration หมายถึงการแลกเปลี่ยนกาซออกซิเจนกับกาซคารบอนไดออกไซด
ที่มากับเลือดที่ปอด (ถุงลมปอด) โดยเลือดจะรับกาซออกซิเจนและปลอยกาซคารบอนไดออกไซด
ออกมา (ระหวางกาซออกซิเจนและคารบอนไดออกไซดที่ละลายในน้ําเลือด)
3.internal respiration หมายถึง ขบวนการแลกเปลี่ยนกาซออกซิเจนจากเลือดกับกาซ
คารบอนไดออกไซดที่ผลิตขึ้นจากเซลล(ระหวางออกซิเจนในน้ําเลือดกับคารบอนไดออกไซดในเซลล)
4.cellular respiration หมายถึงการหายใจภายในหรือการหายใจภายในระดับเซลล เปน
ขบวนการใชกาซออกซิเจนในไมโตคอนเดรียในการเมตาโบลิซึมของเซลล เพื่อใหไดพลังงานในรูป
ของ ATP
่
อวัยวะทีเกี่ยวของกับการหายใจ
ระบบหายใจประกอบดวยอวัยวะที่สําคัญ 3 สวนคือ
1.อวัยวะที่เกี่ยวของกับการนําอากาศเขาและออกจากรางกาย (air passage) สวนใหญของ
อวัยวะนี้จะมีลักษณะเปนทอขนาดตางๆกัน เรียกวาทอทางเดินหายใจ ซึ่งเริ่มตนจากจมูกเรื่อยไป
จนถึงสวน terminal bronchioles ทําหนาที่เปนทางผานของอากาศเขาสูรางกาย ในระหวางที่อากาศ
ไหลผานทอทางเดินหายใจอากาศจะถูกทําใหอุนขึ้น ิ
หรือทําใหมีอุณหภูมใกลเคียงกับอุณหภูมิ
ุ
รางกาย นอกจากนี้อากาศยังถูกทําใหชมชื้นขึ้นโดยของเหลวที่ผลิตจากตอม(mucous gland) ของ
่ ้
ชั้นเยื่อเมือกในชองจมูก และอากาศทีหายใจเขาไปยังถูกกรองฝุนผง รวมทังเชื้อโรคขนาดเล็กออก
โดยขนจมูกและเยื่อเมือกที่เคลือบทอทางเดินหายใจ
2.อวัยวะที่เกี่ยวของกับการแลกเปลี่ยนกาซ (respiratory portion) หมายถึงสวนที่มการี
แลกเปลี่ยนกาซเกิดขึ้น โดยกาซคารบอนไดออกไซดจะซึมออกจากเลือดเขาสูถุงลมปอด และกาซ
ออกซิเจนจากอากาศจะซึมผานผนังหลอดเลือดเขาไปในเลือด สวนที่มีการแลกเปลี่ยนกาซเปนสวน
ของทอที่ตอจากสวน terminal bronchioles ประกอบดวย respiratory bronchioles, alveolar
่
ducts, alveolar sacs และ alveoli ตามลําดับ สวนของ alveoli เปนถุงลมทีมีรูปรางเปนกระเปาะ
อากาศขนาดเล็กๆ โดยรอบถุงลมจะมีเสนเลือดฝอยมาประสานเปนตาขายเรียกวา pulmonary
่
capillary bed ถุงลมเปนสวนทียื่นออกมาจากผนังดานขางของ respiratory bronchioles มีอยู
87
่
มากมายอยูรวมกันเปนกลุม ถุงลมที่รวมกลุมกันจะทําใหเกิดเปนสวนของเนื้อเยือปอดขึ้นมาทําให
เนื้อปอดมีลักษณะยืดหยุน
3.อวัยวะที่เกี่ยวของกับการควบคุมการหายใจเขาและการหายใจออก (ventrilation portion)
เกิดจากการทํางานของกลามเนื้อที่ชวยในการหายใจเขา
และกลามเนื้อที่ชวยในการหายใจออก
่
รวมกับคุณสมบัติของเนื้อเยือปอดที่มีความยืดหยุนไดดี (คําอธิบายมีในหัวขอระบบโครงราง)
ทอทางเดินหายใจ
ทอทางเดินหายใจมีสวนประกอบที่สําคัญคือ รูจมูก,ชองจมูก, โพรงอากาศ, หลอดคอ, กลอง
เสียง, หลอดลม , bronchus, bronchiole, alveolar ducts, alveolar sacs และ alveoli เปนตน
1. รูจมูก (nostils) เปนสวนของทอทางเดินหายใจที่อยูดานนอกของรางกาย รูปรางลักษณะ
ของรูจมูกในสัตวเลี้ยงจะแตกตางกันไปตามชนิดและลักษณะของการกินอาหาร สวนของ muzzle ใน
้
โค แกะ และสุกรจะไมมีขน เรียกวา planum nasals ในบริเวณนีจะไมมีตอมน้ํามันอยูเลย แตจะมี
ั
ตอมเหงื่ออยูมากมาย บริเวณนี้ในโคจะใชเปนที่สงเกตสุขภาพได ถาโคปวยบริเวณนี้จะแหงและตก
สะเก็ด
2. ชองจมูก (nasal cavity) เปนชองทางผานของอากาศที่ผานเขาและออกจากรางกายเปน
สวนที่ตอมาจากรูจมูก โดยจะแยกออกจากชองปากดวยเพดานปากแข็งและเพดานปากออน (hard
and soft palates) ชองจมูกจะแยกออกเปน 2 ชองดานซายและขวา โดยกระดูกออนที่มีลกษณะเปนั
แผน (turbinate bone) แตละขางของชองจมูก (nasal septum) จะติดตอกับหลอดคอ (pharynx)
่ ิ ั
ตรงบริเวณ nasopharynx ในชองจมูกบุดวยชั้นเยื่อเมือกทีมีเซลลเยื่อบุผวที่มีลกษณะเปนขน
( ciliated columnar epithelial cell) ทําหนาที่ชวยทําใหลมหายใจอุนขึ้น เนื่องจากชั้นเยื่อเมือกนี้มี
ิ
เลือดมาหลอเลี้ยงมากมาย นอกจากนี้เซลลเยื่อบุผวที่อยูบริเวณสวนทายของชองจมูกจะมีปลาย
ประสาทรับความรูสึกทีเ่ กี่ยวของกับการไดกลิ่นอยูดวย (olfactory nerve)
่
3. โพรงอากาศ (sinuses) เปนสวนหนึงของกะโหลกศรีษะที่เปนทางเปดทะลุไปยังชองจมูก
่
ได บริเวณโพรงอากาศจะมีเยื่อบุผิวเชนเดียวกับชองจมูก อากาศทีผานมาทางชองจมูกจะตองผาน
่
โพรงจมูกกอนจึงจะเขาไปทีปอด ที่กะโหลกศรีษะมีโพรงอากาศอยู 4 อัน เกี่ยวของกับการชวยทําให
ํ
ลมหายใจอุนขึ้น และทําใหเสียงมีความกังวาน โพรงอากาศที่สาคัญไดแก frontal sinus, maxillary
sinus, sphenoidal sinus และ palatine sinus ในมาสวนของ sphenoidal sinus อาจรวมกับ
่
palatine sinus เปน sphenopalatine sinus สําหรับในโค และแกะจะมีโพรงอากาศเพิมขึ้นอีกเชน
lacrimal sinusในการตัดเขาโคอาจมีการติดเชื้อทาง frontal sinus ได
4. หลอดคอ (pharynx) เปนชองเปดรวมระหวางชองปาก (oral cavity) และชองจมูก (nasal
cavity) สามารถแบงออกไดเปน 3 สวนไดแก nasopharynx, oropharynx และ laryngopharynx
88
ั
บริเวณนี้จะมีเซลลเยื่อบุผิวปกคลุมอยู นอกจากนี้ยงพบตอมทอลซิล (tonsil gland) ซึ่งทําหนาที่เปน
ตอมน้ําเหลืองชวยในการทําลายเชื้อโรคบริเวณหลอดคอ บริเวณหลอดคอจะมีชองมาเปดหลายแหง
ั้
ไดแก ชองเปดจากจมูก (posterior choanae) จํานวน 2 ชอง, ชองเปดจากหูชนกลาง (eustachian
tubes)จํานวน 2 ชอง ชองเปดจากปาก ชองเปดจากกลองเสียง และชองเปดจากหลอดอาหารเปนตน
สวนของหลอดคอจะมีกระดูกออน (epiglottis) ทําหนาที่ในการปดและเปดใหอากาศเขาหลอดลม
และใหอาหารเขาหลอดอาหาร ปกติกระดูกออนนี้จะเปดตลอดเวลาเพื่อใหอากาศผานเขาไปที่
หลอดลมสวน trachea โดยตรง แตเมื่อสัตวกินอาหารและมีการกลืนอาหารกระดูกออนชิ้นนี้จะปดลง
เพื่อใหกอนอาหารเขาไปในหลอดอาหาร
5. กลองเสียง (larynx) เปนสวนของกระดูกออนหลายๆชิ้นมารวมกันเพื่อควบคุมการหายใจ
เขาและหายใจออก ปองกันสิ่งแปลกปลอมไมใหเขาไปในหลอดลมและชวยควบคุมเสียงรองที่เกิดขึ้น
6. หลอดลม (trachea) เปนสวนของทอทางเดินหายใจที่ตอมาจากกลองเสียงประกอบดวย
่
กระดูกออนทีมีลักษณะเปนวง (cartilage ring) พวก hyaline cartilage มีสีขาวมาเรียงตอกัน
่
ดานบนของวงแหวนจะไมเชือมติดตอกัน หลอดลมจะมีลักษณะเปนทอตรงทอดยาวไปถึงสวนที่โคง
ของหลอดเลือดแดงใหญ (arch of aorta) จากนั้นจะแตกแขนงออกเปน bronchi ดานซายและ
้
ดานขวาซึ่งอยูดานนอกของเนื้อเยื่อปอด ผนังชันนอกของกระดูกออนจะเปน serous membrane ที่มี
้ ่
เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่เหนียวมาก ชันกลางของหลอดลมซึงเปนกระดูกออน (hyaline cartilage) จะเปน
้ ่
รูปวงแหวน และชั้นในเปนชันเยื่อเมือกทีมเี ซลลที่มีขน (ciliated columnar epithelium) เรียงตัวกัน
อยูทําหนาที่ขับสารเมือกออกมาเมื่อเกิดการไอ
7. bronchus และ bronchiole เปนสวนของทอทางเดินหายใจที่ตอมาจากหลอดลมสวน
(trachea) ที่แตกแขนงออกเปนแขนงดายซายและขวา (left and right bronchi) แตละขางจะเขาสู
เนื้อเยื่อของปอด แลวแตกเปนแขนงยอยเรียกวา secondary bronchi ซึ่งจะแตกออกเปน tertiary
bronchi แตละ tertiary bronchi จะแตกแขนงออกไปอีกมากมายจนเปน terminal bronchioles และ
terminal bronchioles จะแตกแขนงออกเปน respiratory bronchioles แตละ respiratory
ุ ่
bronchioles จะมีถงลมเล็กๆมาเปดเขา (อวัยวะที่เกียวของกับการนําอากาศเขาและออกจาก
รางกายเริ่มจากสวนรูจมูกถึง terminal bronchiole)
8. ถุงลม (alveolar ducts และ alveoli) เปนถุงลมเล็กๆที่มาเปดอยูตรงปลายของ
่
respiratory bronchioles ถุงลมทีมาเรียงชิดกันอยูเรียกวา alveolar ducts และชองวางที่เกิดขึ้นจาก
ี
การที่มถุงลมหลายๆถุงมาเปดเขารวมกัน เรียกวาalveolar sac ถุงลมแตละอันเรียกวา alveoli
89
bronchiole
lymphatic vessel
pulmonary vein
pulmonary artery
terminal bronchiole alveolar sac
capillary network elastic
from pulmonary artery
respiratery bronchiole
alveolar duct from pulmonary vein
alveolar sac
ก. ข. from pulmonary artery
alveoli visceral pleura
ภาพที่ 6.1 ทอทางเดินหายใจสวน bronchiole (ก) และถุงลม (ข)
ดัดแปลงจาก : Carola และ คณะ, 1992
ปอด (lungs)
ปอดเปนอวัยวะสําคัญในระบบหายใจมี 2 ขางซายและขวา มีตําแหนงอยูในชองอก
(thoracic cavity) ฐานของปอดแตละขางจะติดกับสวนหนาของกระบังลม ปอดแตละขางจะมีเยื่อ
้ ้
หุม(pleura) มี 2 ชั้น ชันในที่ติดกับเนือเยื่อของปอดเรียกวา mediastinal pleural หรือ visceral
pleural สวนเยื่อชั้นนอกที่ติดกับกระดูกซี่โครงเรียกวา parietal pleural ชองวางทีเ่ กิดขึ้นระหวางเยื่อ
้ ่
หุมปอดทังสองชั้นจะถูกเคลือบและหลอลืนดวยของเหลวเรียกวา pleural fluid ทําหนาที่ชวยลดการ
้
เสียดสีระหวางปอดทังสองขางและระหวางปอดกับโครงสรางอื่นๆที่อยูในชองอก ระหวางเนื้อเยื่อ
้ ั
ปอดทั้งสองขางมีชองวางเรียกวา mediastinum ภายในชองวางนีมีหวใจ บางสวนของหลอดเลือด
แดง ( descending aorta) เสนเลือดดําใหญ (vena cava) และ หลอดอาหารเปนตน เนื้อเยื่อปอด
่
เปนสวนของถุงลมทีมารวมตัวกัน มีลักษณะคลายกับฟองน้ํา และมีความยืดหยุนมาก เนือปอด ้
สามารถแบงออกเปนกลีบๆ (lobes) ในสัตวแตละชนิดจะมีจํานวนกลีบไมเทากันเชนในโค สุกรและ
แกะ ในปอดขางขวาจะมี 4 กลีบ และปอดขางซายมี 3 กลีบ แตในมาเนื้อปอดจะไมสามารถแบงแยก
ออกเปนกลีบๆได
90
trachea
primary bronchiole
lung tissue
secondery bronchiole
terminal bronchiole
alveolar sac
ภาพที่ 6.2 แสดงปอดของโค
กลไกของการหายใจ (mechanism of breathing)
การหายใจในสภาพปกติจะเปนแบบอัตโนมัติเชนเดียวกับการเตนของหัวใจ การหายใจใน
สภาพปกติแตละครั้ง จะมีปริมาณอากาศที่หายใจเขาเทากับปริมาณอากาศที่หายใจออก ในการ
หายใจแบบปกติแตละครั้งจะประกอบดวยการหายใจเขา (inspiration) 1 ครั้ง และการหายใจออก
(expiration) 1 ครั้ง เปนการหายใจแบบปกติที่สามารถวัดเปนจํานวนครั้ง/นาที เรียกวาอัตราการ
หายใจ (respiartion rate) ในสัตวเลี้ยงแตละชนิดจะมีคาอัตราการหายใจที่แตกตางกันไป เชนในโคมี
ั
อัตราการหายใจ 10-50 ครั้ง/นาที ในสุกรมีอัตราการหายใจ 8-18 ครั้ง/นาที มามีอตราการหายใจ 8-
16 ครั้ง/นาที แกะมีอัตราการหายใจ 12-20 ครั้ง/นาที และในไกมีอัตราการหายใจ 15-30 ครั้ง/นาที
อัตราการหายใจของสัตวจะเปลี่ยนแปลงไปไดตลอดเวลา ขึ้นกับความตองการอากาศหรือความ
ตองการออกซิเจนของเซลลในรางกายในขณะนั้น ทั้งนี้เพื่อเปนการรักษาความดันของกาซออกซิเจน
และกาซคารบอนไดออกไซดในถุงลมปอด(alveoli) ใหอยูในระดับคงที่ การหายใจเขาและการหายใจ
ออกที่ปกติและไมปกติจะตองอาศัยการทํางานของกลามเนื้อลายเปนสวนใหญ โดยเฉพาะการ
ี่
ทํางานของกลามเนื้อลายที่ซโครงสวน internal intercostal muscle และสวน external intercostal
muscle นอกจากนี้ยังเกี่ยวของกับกลามเนื้อกระบังลมและกลามเนื้อทองดวย สําหรับกลามเนื้อเรียบ
91
ที่เกี่ยวของกับการหายใจสวนใหญจะเปนกลามเนื้อเรียบที่เปนสวนประกอบของผนังทอทางเดิน
หายใจ และผนังหลอดเลือดที่มาหลอเลี้ยงปอด
การควบคุมการหายใจ
การหายใจปกติจะถูกควบคุมโดยระบบประสาท ที่ศูนยหายใจที่สมองสวนแมดดูลาร
(medullar respiratory center) และศูนยหายใจที่สมองสวนพอนส (pons) นอกจากนี้การควบคุม
การหายใจยังสามารถถูกควบคุมไดโดยสารเคมีในเลือด เชนความเปนกรด-ดางทีเ่ กิดจากการ
เปลี่ยนแปลงของ H+,CO2 และ O2 ในเลือด ซึ่งจะทําหนาที่ควบคุมการทํางานของศูนยหายใจที่สมอง
1. การควบคุมการหายใจโดยระบบประสาทแบงออกเปน 2 สวนไดแก
ก.การควบคุมที่ศูนยหายใจแมดดูลาร (medullar respiratory center) ประกอบดวยศูนย
หายใจเขา (inspiratory center) และศูนยหายใจออก (expiratory center) ทั้งสองศูนยนี้จะทํางาน
้ ู
สลับกันไปแบบยับยั้งกัน เมื่อศูนยหายใจเขาทํางานจะยับยังไมใหศนยหายใจออกทํางาน(สวนใหญ
้
จะไมทํางาน) จึงทําใหมีการหายใจเขาและหายใจออกสลับกันไป ศูนยหายใจทังสองมีเซลลประสาท
2 ประเภทคือ dorsal respiratory group (DRG) และ ventral respiratory group (VRG) สวน DRG
จะเปนศูนยหายใจเขา(inspiratory center) สวน VRG จะเปนศูนยหายใจออก (expiratory center)
สวนของศูนย (center) เปนสวนที่เกิดจากการรวมกลุมกันของเซลลประสาทหลายๆเซลล ศูนยแตละ
ศูนยจะทําหนาที่รับกระแสประสาท (nerve impulse) จากตัวรับความรูสึก(receptor) ซึ่งเปนสวน
่
ของเซลลประสาทรับความรูสึก (sensory nerve) เมื่อมีสิ่งกระตุนทีปลายประสาท (dendrite)ของ
เซลลประสาทรับความรูสึก ก็จะมีการสงกระแสประสาทผานมาทาง afferent nerve ของประสาทรับ
ู
ความรูสึกเพื่อสงกระแสประสาทไปที่ศนย ศูนยเมื่อรับกระแสประสาทจะออกคําสั่งแลวสงมาตาม
่ ่
ประสาทสังการ (motor nerve) ผาน efferent nerve โดยระบบประสาทสังการ (motor nerve) มี 2
ตัวไดแก first neuron หรือ preganglionic nerveซึ่งจะมีการ synapesis กับประสาทสั่งการตัวที่สอง
เรียกวา secondary neuron หรือ postganglionic nerveซึ่งจะเปนตัวออกคําสั่งและสงคําสังไปที่ ่
อวัยวะเปาหมาย (target organ) เชนสวนของกลามเนื้อลายที่ซี่โครง (intercostal muscle) และ
่
กลามเนื้อกระบังลม (diaphragm) ขบวนการตั้งแตมีการกระตุนจากสิงเราภายนอกที่ปลายประสาท
รับความรูสึกจนกระทั่งมีการตอบสนองของกลามเนื้อโดยการสั่งการจากสมองเรียกวา reflex arc
สําหรับกลไกในการหายใจเขาจะเกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งกระตุนที่ประสาทรับความรูสึก (sensory
nerve) ซึ่งจะสงกระแสประสาทไปกระตุนศูนยหายใจเขา (inspiratory center) ที่ศูนยหายใจเขาจะมี
่ ุ
คําสั่งสงมาทีปอด โดยจะไปกระตุนการทํางานของถุงลมปอดใหถงลมมีการยืดออก พรอมทําให
่
กลามเนื้อทีซี่โครงสวน internal intercostal muscle ยืดตัว และกลามเนื้อที่กระบังลม (ray muscle
fiber) เกิดการหยอนตัวลงมา ดังนั้นเวลาที่เกิดการหายใจเขากระบังลมจึงยืดตัวลงมาทางดานลาง
92
ของชองทอง ขณะเดียวกันชองระหวางกระดูกซี่โครงจะขยายออกไปทางดานบนจนถึงซีโครงซี่แรก ่
จะเห็นไดวาเวลาหายใจเขาจะมีความยาวลําตัวมากขึ้น และมีการขยายหนาอกไปขางหนาตามการ
ขยายตัวของกระบังลม
เมื่อกระแสประสาทที่กระตุนการหายใจเขาหยุดลง ศูนยหายใจออก (expiratory center) จะ
เริ่มทํางานโดยจะสงคําสั่งผานกระแสประสาท(impulse) ไปที่กลามเนื้อ external intercostal
่
muscle ทําใหเกิดการยืดตัว และสังใหสวนกลามเนื้อ internal intercostal muscle ที่บริเวณซี่โครง
้ ้
และกลามเนื้อที่กระบังลมเกิดการหดตัว รวมทังกลามเนือเรียบรอบๆถุงลมและทอทางเดนหายใจเกิด
การหดตัวเพื่อขับกาซออกจากรางกายผานทางลมหายใจออก
ข.การควบคุมการหายใจที่ศูนยหายใจที่สมองสวนพอนส (pons respiratory center) ที่
่
สมองสวนพอนสมีกลุมเซลลประสาทที่เกียวของกับการควบคุมการหายใจ 2 กลุมไดแก apneustic
center และ pneumotaxic center การทํางานของ apneustic center จะเกี่ยวกับการหายใจเขา
โดยจะทํางานผานสวนศูนยหายใจเขาที่สมองสวนแมดดูลาร medullary inrespiratory center
พบวาถามีการกระตุนดวยไฟฟาที่ apneustic center จะเกิดภาวะการหายใจเขาตลอดเวลา ภาวะนี้
เรียกวา apneusis โดย apneustic center จะมีการสงกระแสประสาทมากระตุนหรือสั่งการให
medullar inspiratory center ทํางาน สวน pneumotaxic center เปนศูนยหายใจที่เกี่ยวของกับการ
ควบคุมการหายใจเขา โดยไมใหมีการหายใจใหอากาศเขาที่ปอดมากเกินไป โดย pneumotasic
center จะสงกระแสประสาทไปที่ medullar exspiratory center และ apneustic center ทําให ศูนย
้
หายใจออก (exspiratory center) ทํางานและยับยังการทํางานของ apneustic center
2. การควบคุมทางเคมี ในการหายใจนอกจากจะตองมีการนํากาซออกซิเจนเขาในรางกาย
ใหเพียงพอตอความตองการเมตาโบลิซึมของเซลลแลว ยังตองขับกาซคารบอนไดออกไซดออกใหได
้
ในปริมาณใกลเคียงกันกับปริมาณที่เซลลผลิตออกมาดวย ดังนันในการหายใจจึงมีการเปลี่ยนแปลง
ตางๆเกิดขึ้นในเลือดดวย เชน เกิดการเปลี่ยนแปลงปริมาณหรือคาความดันของกาซออกซิเจน
คารบอนไดออกไซด รวมทังปริมาณไฮโดรเจนอิออน (H+) หรือการเปลียนแปลงคา pH ในเลือด โดย
้ ่
จะมีตัวรับหรือตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของสารดังกลาว เรียกวา chemorecepstors หรือ
respiratory chemoreceptors ในการหายใจปกติปริมาณของกาซคารบอนไดออกไซดในเลือดจะมี
่
บทบาทมากทีสุดในการควบคุมการหายใจ ในรางกายจะมีตัวรับรูการเปลี่ยนแปลงความดันของกาซ
คารบอนไดออกไซดอยู 2 กลุมไดแก central chemoreceptors และ peripheral chemoreceptors
สวนของ central chemoreceptors เปนตัวรับที่ไวตอการเปลี่ยนแปลงความดันของกาซ
คารบอนไดออกไซดในเลือดมาก นอกจากนี้ยงสามารถไวตอการเปลียนแปลงของอิอนตางๆเชน H+
ั ่
และ pH ของเลือด แตไมตอบสนองตอการเปลี่ยนแปลงความดันของออกซิเจนในเลือด central
chemoreceptors นี้จะพบไดที่สมองสวนแมดดูลาร สมองสวนนีเ้ มื่อถูกกระตุนจะสงกระแสประสาท
เปนสันญาณไปที่ศูนยควบคุมการหายใจ มีผลใหเกิดการหายใจทีเ่ ร็วขึ้นและแรงขึ้นกวาเดิม
93
pheripheral chemoreceptors เปนตัวรับรูการเปลี่ยนแปลงทางเคมีทเี่ อยูนอกระบบประสาท
สวนกลาง โดยปกติจะทําหนาที่รับหรือถูกกระตุนเมื่อระดับ O2, CO2 และ H+ ในเลือดเกิดการ
เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ จะพบ peripherial chemoreceptors อยูที่ carotid bolis ตรงทางแยกของ
external และ internal carotid arteries จะตอบสนองตอการขาดออกซิเจนโดยการกระตุนใหมการ ี
้ ้ ้
หายใจเพิ่มขึน นอกจากนียังพบตัวรับนีที่สวน aortic bodies ที่ผนัง aortic arch กลไกที่รางกายใชใน
การปรับความเขมขนของ CO2, O2 และ H+ ในเลือดโดยผานทาง chemoreceptors นับเปน reflex
อยางหนึ่งเรียกวา chemorecepter reflex นอกจากการควบคุมการหายใจโดยระบบประสาทผาน
ศูนยหายใจทีแมดดูลารและพอนส รวมทั้งการควบคุมผานสารเคมีเชน O2, CO2 และ H+ แลว การ
่
่ ่
ควบคุมการหายใจโดยกลไกรีเฟล็กซ ก็มีสวนเกียวของดวย เพือปรับการหายใจใหพอเหมาะกับ
สภาวะนั้นๆ เชน baroreceptor reflex, proprioceptor reflex , respiratory reflex และ inflation
reflex เปนตน
กลไกที่รางกายสรางขึ้นเพื่อกําจัดสิ่งแปลกปลอมในสวนทอทางเดินหายใจ เชนการไอ และ
การจามเปนตน
การไอ (couch) เปนรีเฟล็กซที่รางกายใชในการปองกันไมใหสิ่งแปลกปลอมหรือกาซที่
่ ึ
ระคายเคืองเขาไปใน bronchioles และ alveoli เมื่อมีการกระตุนทีตัวรับความรูสกที่บริเวณกลอง
ั้ ่
เสียง หลอดคอ หูชนนอกสวน cough reflex หรือกระตุนที่เยื่อหุมปอด ตัวรับทีถูกกระตุนจะสงสัน
ญาณหรือกระแสประสาทไปที่ศูนย cough center หรือ expiratory center ที่อยูในสมองสวนแมดดู
่
ลาร (medullar oblongata) ทําใหสมองสวนแมดดูลารสงกระแสประสาทที่เปนคําสั่งมาทีกลามเนื้อ
่
หนาอก กลามเนื้อทองและกลามเนื้อทีกลองเสียง ทําใหเกิดการไอ โดยสวน glottis จะปดตัวเอง
อยางแรงและแนน กลามเนื้อที่เกี่ยวของกับการหายใจออกจะหดตัวอยางแรง ทําใหเกิดความดันใน
่
ชองอกและชองทองเพิมมากขึ้น เมื่อความดันชองอกสูงขึ้นถึงระดับหนึ่ง glottis จะคอยๆเปดออก
่
กระทั่งความดันชองทองสูงกวาชองอกซึงจะดันใหกระบังลมยกสูงขึ้นและดันเอาอากาศออกมาอยาง
้
แรงผาน glottis ที่เปดอยู ขณะที่ glottis เปดสวนเพดานออน (soft palate) จะยกตัวสูงขึนเพื่อปด
ุ
สวน nasopharynx ทําใหอากาศที่พงออกมาทางปากดวยความเร็วสูงมาก
ี ่
การจาม (sneezing) เปนกลไกการปองกันรางกายอีกวิธหนึงเพื่อกําจัดสิ่งที่มาทําความ
ระคายเคืองใหแกทอทางเดินหายใจหรือทอทางเดินอากาศสวนตน โดยจะมีตัวรับที่เยื่อบุในชองจมูก
เมื่อไดรับการกระตุนตัวรับจะสงสันญาณผาน olfactory nerve ไปยัง expiratory center อากาศที่
ออกมาจะออกมาทั้งจากทอทางเดินหายใจและทอทางเดินอาหาร(ออกมาทั้งทางปากและจมูก)
94
การขนสงและการแลกเปลี่ยนกาซในเลือด
้
ก.การขนสงกาซออกซิเจนไปสูเซลลในเนือเยื่อสวนตางๆของรางกาย เพื่อใหเซลลนํา
ออกซิเจนไปใชประโยชนในขบวนการเมตาโบลิซึมและ การรับเอากาซคารบอนไดออกไซดที่เซลล
ผลิตไดขนสงไปถายเทออกที่ถุงลมปอดจะดําเนินไปไดโดยใชเลือดเปนตัวพาไป ออกซิเจนจาก
อากาศที่เขาสูรางกายจะแพรผานผนังของถุงลมที่ปอดเขาไปในเลือดไดใน 2 ลักษณะคือ ออกซิเจน
จะละลายในเลือดหรือพลาสมา (dissolved oxygen) และออกซิเจนที่รวมตัวกับเฮโมโกลบินหรือ
เกาะกับเฮโมโกลบิน (oxyhaemoglobin) สวนของ dissolved oxygen ไดแกสวนของออกซิเจนที่
ํ ่
ละลายตัวในน้าเลือดหรือพลาสมา ซึงจะมีเปนสวนนอย เพราะสวนใหญออกซิเจนที่เขาสูรางกายเพื่อ
ไปสูเนื้อเยื่อตามสวนตางๆจะรวมตัวกับเฮโมโกลบินอยางหลวมๆ เรียกวา oxyhaemoglobin โดยการ
เกิดปฏิกริยาทางเคมีที่สามารถเปลี่ยนแปลงกลับไปมาได Hb + O2 HbO2
ในเลือดแดงหรือเลือดที่ผานการแลกเปลี่ยนกาซที่ปอดแลวจะมีออกซิเจนสูงเพราะมีการ
รวมตัวระหวางออกซิเจนและเฮโมโกลบิน ซึ่งจะเพิ่มคา oxygen carring capacity ของเลือด ใน
เลือดแดง 100 ซีซีจะมีกาซออกซิเจน 70 ซีซี เนื่องจากเลือด 100 ซีซี มีเฮโมโกลบิน 15 กรัม และ 1
กรัมเฮโมโกลบินสามารถรวมกับออกซิเจนได 1.34 ซีซี
ข.การขนสงกาซคารบอนไดออกไซดในเลือดมี 3 แบบดวยกันคือ dissolved carbondioxide,
bicarbonate และ carbaminohamoglobin การขนสงกาซคารบอนไดออกไซดในรางกายจะเปนการ
ุ
ขนสงในรูปของไบคารบอเนท (bicarbonate)มากที่สด โดยกาซทีเ่ กิดขึ้นในเซลลจะแพรเขามาใน
ํ
เลือด(diffuse) แลวจะเขาทําปฏิกริยากับน้าในเลือดไดเปนกรดคารบอนิก(carbonic acid) เนื่องจาก
ในเลือดมีเอ็นไซมคารบอนิกแอนไฮเดรส (carbornic anhydrase) ที่เปนตัวเรงปฏิกริยาทําใหกรดคาร
บอนิกแตกตัวได H+และ HCO3- H+ ที่เกิดขึ้นจะไปรวมตัวกับ reduced hemoglobin (ที่เกิดจากการ
ปลดปลอย O2 ออกจาก oxyhemoglobin ) เนื่องจาก มีฤทธิ์เปนกรดนอยกวาปรากฎการณนี้เรียกวา
holdane effect ซึ่งหมายถึงปรากฎการณที่เลือดให O2 แกเนื้อเยื่อมากเทาใดก็สามารถรับ CO2 ได
มากขึ้นเทานัน สวน HCO3- ที่เกิดขึ้นในเม็ดเลือดแดงเมื่อมีมากกวาในน้าเลือดก็จะแพรออกจากเม็ด
้ ํ
เลือดมาในน้ําเลือด แต H+ ไมสามารถออกมาจากเม็ดเลือดได จึงตองมี Cl- ถูกดึงเขาไปในเม็ดเลือด
้
แดงเพื่อรักษาความสมดุลของอิออนในเลือดเรียกขบวนการนีวา chloride shift
ี่
การแลกเปลี่ยนกาซออกซิเจนและคารบอนไดออกไซดทถุงลมปอดจะเกิดขึ้นดวยขบวนการ
แพร (diffusion) เนื่องจากอากาศที่เขามาอยูในถุงลมจะอยูใกลชิดกับเสนเลือดฝอยมาก จึงเกิดการ
แลกเปลี่ยนกาซกันได โดยขบวนการแพรในรูปของของเหลว (liquid phase diffusion) การแพรของ
กาซที่เกิดขึ้นเกิดจากความแตกตางระหวางความดันของกาซในเลือดและความดันของกาซในถุงลม
(alveolar air) โดยกาซที่มีความเขมขนสูงจะแพรไปยังกาซที่มีความเขมขนต่ํากวาจนกระทั่งความดัน
เทากันหรือเกิดความสมดุลของความดันทั้งสองฝาย สําหรับอากาศในถุงลมจะมีความดันของกาซ
95
ออกซิเจนสูงและความดันของกาซคารบอนไดออกไซดต่ํา ดังนั้นออกซิเจนจึงแพรจากถุงลมเขาไปสู
เลือด(เลือดดํา)ใน pulmonary capillary สวนคารบอนไดออกไซดจะแพรจากเลือดดําที่มีความดันสูง
ุ
กวาเขาสูถงลมปอดแทน ้
โดยการแพรของอากาศในถุงลมนันออกซิเจนจะแพรไดเร็วกวา
่
คารบอนไดออกไซด ในรางกายสัตวเลี้ยงการแลกเปลียนกาซที่เกิดจากการหายใจจะเปนไปตามกฎ
Dalton’s law ที่กลาววาในกาซผสมที่ประกอบดวยกาซหลายชนิดรวมกัน กาซแตละชนิดจะทําใหเกิด
้
ความดันเรียกวา partial pressure หรือ tension ความดันของกาซแตละชนิดจะมากหรือนอยขึนกับ
้
ความเขมขนของกาซนันๆในกาซผสมโดยไมขึ้นกับกาซอืนเลย่ และความดันรวมของกาซผสมจะ
เทากับผลรวมของ partial pressure ของกาซแตละชนิดที่รวมกันเปนกาซผสม
ดวยเหตุที่ความดันของกาซแตละชนิดในเลือดแดง เลือดดํา และในถุงลม มีความแตกตาง
กัน โดยออกซิเจนในถุงลมมีความดันสูงกวาในเลือดดําและคารบอนไดออกไซดในเลือดดํามีความดัน
สูงกวาในถุงลม จึงเกิดการแลกเปลี่ยนกาซกันขึ้นระหวางกาซในถุงลมและในเลือดดํา การปลดปลอย
ออกซิเจนที่เกาะมากับเฮโมโกลบินจะเกิดไดเร็วหรือชาจะขึ้นกับปริมาณกาซคารบอนไดออกไซดที่
เกิดขึ้นในเซลล ปริมาณคารบอนไดออกไซดที่สูงขึ้นในเลือดจะมีผลใหเลือดมีคาความเปนกรดสูง ซึ่ง
จะมีสวนในการกระตุนใหเฮโมโกลบินปลดปลอยออกซิเจนไดเร็วขึ้น นอกจากนี้ความรอนที่เกิดขึ้น
จากปฏิกริยาทางเคมีในรางกายก็มีสวนในการเรงการปลดปลอยออกซิเจนจากเฮโมโกลบินดวย คา
ี่
อัตราสวนระหวางปริมาตรของกาซคารบอนไดออกไซดทหายใจออกกับปริมาตรของกาซออกซิเจนที่
หายใจเขาเพื่อนําไปใชในขบวนการเมตาโบลิซึมจะเรียกวา คา RQ (respiratory quotient) ซึ่ง
คํานวณไดจากสูตร
คา RQ (respiratory quotient) = ปริมาตรของ CO2 ที่หายใจออก
ปริมาตรของ O2 ที่หายใจเขา
โดยคา RQ ของ คารโบไฮเดรท = 1 , คา RQ ของโปรตีน = 0.80 , คา RQ ของไขมัน =
นอยกวา 1
96
right pulmonary artery left pulmonary artery
aorta
capillaries
superior vena cava pulmonary artery
pulmonary vein pulmonary vein
left aterium
right aterium
right ventricle left ventricle
lung
inferior vena cava lung
ภาพที่ 6.3 การไหลเวียนของเลือดจากหัวใจไปฟอกที่ปอด
ดัดแปลงจาก : Carola และ คณะ, 1992
สวนประกอบของอากาศที่หายใจเขาและออกจากรางกาย
่
สวนประกอบของอากาศทีหายใจเขาและออกสามารถแบงออกไดเปน 3 ประเภทคือ
ก.inspired air หรือ room air หมายถึงอากาศที่หายใจเขาที่ประกอบดวย O2 และ N2 เปน
สวนใหญ มี CO2 นอยมาก นอกจากอากาศทีหายใจเขาจะมีกาซแลวยังมี กาซเฉือย (innert gas)
่ ่
ปนอยูดวยเชน helium และ argon เปนตน
ข. alveolar air หมายถึง สวนประกอบของอากาศในสวนที่เขาไปอยูในถุงลมปอด (alveoli)
่
มีคาเทากับปริมาตรของอากาศที่หายใจเขาหรือออกหนึงครั้ง (tidal volume) หักออกดวยอากาศที่
่
คางอยูใน nasal passage เชนอากาศทีอยูตามหลอดลม (trachea ) เรียกวา anatomical dead
space
ค. expired air หมายถึงอากาศทีหายใจออกจากรางกาย มีสวนประกอบที่สําคัญคือ CO2,
่
่
O2, N2, H2O และกาซอืนๆ สําหรับในสัตวเคี้ยวเอื้องจะมีสวนของ CH4 ปนมาดวย
97
ปริมาตรอากาศที่ใชหายใจ
่
ปริมาตรอากาศที่ใชหายใจจะมีการเปลียนแปลงตลอดเวลาขึ้นกับความลึกของการหายใจ
หรืออัตราการหายใจ ในกรณีการหายใจปกติปริมาตรอากาศที่ใชหายใจจะมีนอยกวาปริมาตรอากาศ
ที่รางกายใชในกิจกรรมตางๆ โดยสามารถแบงอากาศที่ใชหายใจออกไดดังนี้
ก.tidal air หรือ tidal volume (TV) หมายถึงปริมาตรอากาศที่หายใจเขาและออกในแตละ
ครั้งสําหรับการหายใจปกติ คา tidal volume มีความจําเปนตอความตองการอากาศในสัตวแตละ
ชนิดเชน ในมามีคาtidal volume เทากับ 6,000 ซีซี/ครั้ง แกะ 300-310 ซีซ/ี ครั้ง โค 3,100 ซีซี/ครั้ง
ขณะนอน 3,600 ซีซี/ครั้งเมื่อยืน
่ ุ
ข. inspiratory reserve volume (IRV) คือปริมาตรอากาศทีมากที่สดที่สัตวสามารถหายใจ
เขาไดหลังจากการหายใจเขาปกติ หรือปริมาตรอากาศที่สัตวสามารถหายใจเขาไดเต็มที่หลังจากที่
หายใจเขาปกติแลว
่
ค.expiratory reserve volume (ERV) หมายถึงปริมาตรอากาศทีหายใจออกเต็มทีหลังจาก ่
หายใจออกปกติ
ง. residual air หรือ air volume หมายถึงปริมาตรอากาศที่มีความสําคัญตอการแลกเปลี่ยน
กาซในปอด จะเปนปริมาตรอากาศที่เหลืออยูในถุงลมขณะที่มีการหายใจออกเต็มที่
คาความจุของปอด (lung capacity)
คาความจุของปอดที่สําคัญไดแก vital capacity, total lung capacity, inspiratory
capacity เปนตน
ก.vital capacity หมายถึงปริมาตรอากาศที่มากที่สุดของการหายใจเขาหรือการหายใจออก
หลังจากที่มีการหายใจเขาหรือออกกวาปกติ
ข.total lung capacity หมายถึง ปริมาตรอากาศทั้งหมดในปอดหลังจากการหายใจเขาอยาง
เต็มที่
่ ่
ค.inspiratory capacity หมายถึง ปริมาตรอากาศทีหายใจเขาเต็มทีหลังจากการหายใจออก
อยางปกติ
คา dead space หมายถึงปริมาตรอากาศในทอทางเดินหายใจที่ไมมีการแลกเปลี่ยนกาซ
ระหวางถุงลมปอดกับเลือด เปนคาที่คอนขางคงที่ คา dead space แบงออกเปน 2 ชนิด
ก.anatomical dead space หมายถึงจํานวนหรือปริมาตรของอากาศในทอทางเดินหายใจที่
ไมมีการแลกเปลี่ยนกาซเกิดขึ้น
98
ข. physiological dead space หรือ total dead space หมายถึงปริมาตรของอากาศ
ทั้งหมดที่อยูในระบบหายใจ ี
ซึ่งไมมการแลกเปลี่ยนกาซ ในสภาพปกติจะมีคาใกลเคียงกับ
anatomical dead space
Get documents about "