Body Fluid System

Document Sample
Body Fluid System Powered By Docstoc
					                                                   99

                                               บทที่ 7
                                          ของเหลวในรางกาย
                                             Body fluid

        ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิดรวมทั้งสัตวเลี้ยงภายในรางกายจะมีน้ําเปนสวนประกอบเปนสวนใหญ
                                                                               ่
ประมาณ 60-70% สัตวเลี้ยงแตละชนิดจะมีปริมาณน้ําในรางกายแตกตางกันไป เนืองจากมีปริมาณ
                           ่
ไขมันที่แตกตางกัน เนื้อเยือโดยทั่วไปจะมีน้ําเปนองคประกอบ 75% สวนเนื้อเยื่อไขมันมีน้ําเปน
องคประกอบประมาณ 10-20% เทานั้น

         น้ําในรางกาย

          น้ําในรางกายสามารถแบงออกเปน 2 สวนคือ
                                                                             
          1.น้ําที่อยูนอกเซลล (extracellular fluid) เปนน้ําที่อยูนอกเยื่อหุมเซลลเชนน้ําที่อยูระหวาง
                                                                            ั
เซลล และน้ําที่อยูในเสนเลือดและเสนน้ําเหลือง เปนตน ทําหนาที่รกษาสภาพแวดลอมภายนอก
เซลลใหคงที่ แบงออกได 3 สวนคือ
          1.1น้ําเลือด (plasma) คือน้ําที่อยูในระบบหมุนเวียนของเลือด มีอยูประมาณ 4-5 % ของ
น้ําหนักตัว
                                         ํ
          1.2น้ําเหลือง (lymph) คือน้าที่อยูภายในทอน้ําเหลือง ซึ่งจะไหลเวียนเขาสูระบบเสนเลือด
ดําเขาหัวใจ มีประมาณ 2-3%
                                                                      ่
          1.3น้ําที่อยูระหวางเซลล (intercellular fluid) เปนน้ําทีอยูรอบๆเซลล หรือน้ําตามชองวาง
ระหวางเซลล มีหนาที่ชวยทําใหเยื่อหุมเซลลชุมชื้นอยูเสมอ เพื่อชวยในการนําสารอาหารเขาสูเซลล
และนําของเสียออกขากเซลล มีประมาณ 16-20%
                       
          2.น้ําที่อยูภายในเซลล (intracellular fluid) คือน้ําที่อยูภายในเยื่อหุมเซลลทั้งหมด มี
ความสําคัญในการเมตาโบลิซึม มีประมาณ 20-40%
          เนื่องจากน้ําเปนสวนประกอบที่สําคัญในการมีชีวิตอยูของเซลล ในรางกายสัตวเลี้ยงจึงตอง
มีกลไกในการรักษาสมดุลของน้ําในรางกายตลอดเวลา เพื่อใหรางกายไดน้ําและสูญเสียน้ําในแตละ
วันในปริมาณที่เทากัน โดยทั่วไปในรางกายมีการควบคุมน้ํา 2 วิธี คือ
                                                      ู                 ่
          2.1 การควบคุมการดื่มน้ํา โดยกลไกที่มีศนยกลางการดืมน้ํา (drinking center)อยูที่สมอง      
สวนไฮโปธามามัส เมื่อรางกายขาดน้ําสมองสวนไฮโปธาลามัสจะกระตุนใหสัตวดื่มน้ํา เมื่อไดรับ
น้ําตามตองการ รางกายจะมีกลไกในการยับยั้งการทํางานของประสาท
                                             100

       2.2 กลไกการควบคุมน้ําในรูปของการขับถายปสสาวะผานไต เมื่อรางกายไดรับน้ํามากเกิน
                                                ํ
ความตองการ ไตจะขับน้ําปสสาวะออกมาก หากไดรับน้านอยจะขับปสสาวะออกนอย

        เลือด(blood)

           เลือดเปนสวนของของเหลวที่สําคัญในรางกาย สําหรับวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับเลือดเรียกวา
haematology เลือดประกอบดวยสวนที่เปนของเหลวเรียกวาน้ําเลือด หรือพลาสมา (plasma) มีอยู
ประมาณ 45-65% ที่เหลือคือสวนของเม็ดเลือด (corpuscles) ชนิดตางๆ เชน เม็ดเลือดแดง
(erythrocytes) เม็ดเลือดขาว (leukocytes) และเกล็ดเลือด (platelet) สวนของน้ําเลือด
ประกอบดวยน้ําประมาณ 90 % สวนที่เหลือเปนโปรตีนชนิดตางๆ สารอินทรียและสารอนินทรีย
เชน ฮอรโมน Fe++ และ Ca++เปนตน เซลลเม็ดเลือดแดงจะเปนสวนหนึ่งของเม็ดเลือดที่ลอยอยูใน
เสนเลือดและหัวใจ เม็ดเลือดแดงเคลื่อนทีเ่ องไมได สวนเม็ดเลือดขาวบางสวนสามารถจะแทรกตัว
ผานผนังเลือดออกมาทําลายเชื้อโรคที่อยูระหวางเซลลในเนื้อเยื่อได เลือดจะไหลเวียนไปตามสวน
                                                                                ้
ตางๆของรางกายตามระบบเลือด(blood system) โดยอาศัยการบีบตัวของกลามเนือหัวใจ เมื่อนํา
เลือดออกจากรางกายมาใสในหลอดแกว(test tube)และตั้งทิ้งไว จะพบวาเลือดจะมีการแข็งตัวและ
      ้                                                  ่
แยกชันออกเปน 2 ชั้น สวนของเลือดที่แข็งตัวเรียกวาลิมเลือด (blood clot) จะเกาะรวมกันอยู
ดานลางของหลอดแกว สวนที่เปนน้ําใสๆดานบนลิ่มเลือดมีสีเหลืองเรียกวาซีรั่ม(serum) ถานํา
เลือดใสในหลอดแกวที่มีสารปองกันการตกตะกอนของเลือด (anticoaggulant) เชน สาร
sodiumcitrate, ammonium oxalalate,heparin หรือ EDTA (ethylene-diamine-tetraacetate)
                                          ่
จากนั้นนําหลอดแกวที่มีเลือดอยูไปเขาเครืองปนเหวี่ยง (centrifuge) จะพบวาเลือดมีการแยกชัน้
เปน 2 ชั้นเชนกัน ชั้นลางเปนสวนของเม็ดเลือดชนิดตางๆหรือสวนของเลือดที่แข็งตัว สวนชั้นบน
เปนของเหลวเรียกวาพลาสมาหรือน้ําเลือด(plasma) สวนประกอบของซีรั่มและพลาสมาแตกตาง
กันที่ซีรั่มจะไมมีสวนของโปรตีนในเลือดเปนองคประกอบ รวมถึงไมมีสารที่ปองกันการแข็งตัว
ของเลือดเชน fibrinogen โดยทั่วไปของเหลวในรางกายเชนเลือดและน้ําเหลืองจะมีการเปลียน
แปลงองคประกอบตลอดเวลา แตรางกายก็มีกลไกหรือระบบที่ใชควบคุมใหการเปลี่ยนแปลงของ
เลือดอยูในสภาวะสมดุลเสมอเชนการควบคุมโดยการหายใจ การขับถายปสสาวะและการควบคุม
ความเปนกรด-ดางในรางกาย (acid-base balance) ปริมาณเลือดทั้งหมดในรางกายของสัตวเลี้ยง
แตละชนิดจะแตกตางกันไป ในแกะจะมีเลือดประมาณ 8% ของน้ําหนักตัว ในโคมีเลือดประมาณ
7.7 % และในมามีเลือดประมาณ 9.7% เปนตน คาความถวงจําเพาะของเลือดมีคาประมาณ 1.042-
1.060 มีคาความเปนกรด-ดาง(pH) ระหวาง 7.20-768 และมีคาความดันออสโมซีสเทากับ 0.85%
ของความดันออสโมซีสของสารละลายเกลือแกง
                                                 101

                        ่
          เลือดมีหนาทีสําคัญ คือ
          1.นําสารอาหารหรือโภชนะที่ไดจากการดูดซึมผานเซลลเยื่อบุของกระเพาะอาหาร และ
 ลําไสไปสงใหตับ และเซลลตางๆของรางกาย เพื่อใหเซลลนําไปใชประโยชน
          2.เกี่ยวของกับการนําฮอรโมนจากแหลงผลิตเพื่อสงไปยังอวัยวะเปาหมายรวมทั้งขนสงสาร
 ที่ทําหนาที่ควบคุมขบวนการเมตาโบลิซึมของเซลล
          3.นําของเสียทีเ่ ปนพิษหรือสารที่รางกายไมตองการไปที่ไตเพื่อขับออกจากรางกายรวมกับ
 การขับน้ําปสสาวะ
          4.นํากาซออกซิเจนจากปอดไปสูเซลลสวนตางๆของรางกาย นํากาซคารบอนไดออกไซดที่
                                                        ่
 เกิดจากการเมตาโบลิซึมของเซลตางๆกลับมาที่ปอดเพือขับออกจากรางกาย
          5.เกี่ยวของกับการรักษาความสมดุลของน้ํา และอิเลคโตรไลทในรางกาย
          6.เกี่ยวของกับการควบคุมอุณหภูมิในรางกาย          และรักษาความสมดุลของกรด-ดางใน
 ของเหลวในรางกาย
          7.เกี่ยวของกับการแข็งตัวของเลือด เพื่อปองกันการสูญเสียเลือดจากบาดแผล
          8.เกี่ยวของกับการทําลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เขาสูรางกายโดยใชเม็ดเลือดขาว
 และแอนติบอดี้(antibodies) ชนิดตางๆ

         ประเภทของเม็ดเลือด

        สวนของเลือดที่ไมใชของเหลวหรือน้ําเลือดประกอบดวยเซลลเม็ดเลือดชนิดตางๆเชนเม็ด
 เลือดแดง (red blood cell หรือ erythrocyte) เม็ดเลือดขาว (white blood cell หรือ leucocytes)
 และเศษเม็ดเลือด (blood platelets หรือ thrombocytes)
                                     thrombocyte          erythrocyte
                          erythrocyte
                                                                        hemoglobin


                                                                            monocyte
                     neutrophil                basophil



                                  eosinophil           T-cell lymphocyte

ภาพที่ 7.1 ประเภทของเม็ดเลือด
           ดัดแปลงจาก : Carola และคณะ, 1992
                                                102

        เม็ดเลือดแดง (erytrocytes หรือ red blood cell)

           เม็ดเลือดแดงเปนเซลลเม็ดเลือดที่มีมากที่สุดในรางกาย เม็ดเลือดแดงในสัตวที่โตเต็มที่แลว
ประกอบดวยน้ําประมาณ 62-72% มีสวนที่เปนของแข็ง (solid) ประมาณ 35 % โดยสวนของ
ของแข็งเปนเฮโมโกลบินประมาณ 95 % เฮโมโกลบินทําหนาที่ในการพาออกซิเจนจากถุงลมปอด
ไปสูเซลลโดยผานทางระบบการไหลเวียนของเลือดในรางกาย และนําคารบอนไดออกไซดจาก
เซลลไปที่ปอดเพื่อขับออกจากรางกาย ในขณะทีเ่ ปนตัวออนเม็ดเลือดแดงถูกสรางที่ถุงไขแดง ตับ
                 ํ
ไต และตอมน้าเหลือง แตในระยะหลังคลอดเม็ดเลือดแดงจะถูกสรางที่ไขกระดูก สวนของของแข็ง
ในน้ําเลือดนอกจากเฮโมโกลบินจะประกอบดวยไขมัน ฟอสฟอไลปด ไวตามิน กลูโคส เอนไซม
และแรธาตุชนิดตางๆ เปนตน ในสัตวเลี้ยงแตละชนิดเม็ดเลือดแดงจะมีขนาด รูปราง ความหนา
                                                      ่
และเสนผาศูนยกลางที่แตกตางกัน เม็ดเลือดแดงทียังเติบโตไมเต็มที่(immature erytrocyte) จะ
ยังคงอยูในสวนของไขกระดูก (bone marrow)พวกไขกระดูกแดง (red bone marrow) ขณะที่
                                         ิ
เซลลเม็ดเลือดแดงยังไมโตเต็มที่จะมีนวเคลียสอยู          แตเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่นิวเคลียสจะหายไป
โดยทั่วไปเม็ดเลือดแดงจะมีรูปรางกลม (circular disces) เวาทั้ง 2 ดาน(biconcave) เนื่องจากไม
มีนิวเคลียส                                                           ิ
                           การเวาของเม็ดเลือดแดงมีสวนเพิ่มพื้นที่ผวในการแลกเปลี่ยนออกซิเจนและ
คารบอนไดออกไซด เซลลเม็ดเลือดแดงที่โตเต็มที่จะหลุดออกจากไขกระดูก เขามาลอยอยูในน้ํา
                                                        ่
เลือดภายในเสนเลือดตางๆ และหัวใจ เม็ดเลือดแดงทีหมดอายุจะถูกทําลายที่มาม(spleen) โดยจะ
ถูกทําใหเซลลแตกออก แตเฮโมโกลบินที่อยูภายในเม็ดเลือดแดงยังถูกนํากลับไปใชประโยชนไดใน
ไขกระดูกโดยผานขบวนการสรางเม็ดเลือด ขบวนการนี้จะตองใชไวตามินบีรวม (vitamin B
complex) และโปรตีนโกลบิน (globin) นอกจากนี้เฮโมโกลบินบางสวนจะถูกนําไปที่ตับเพื่อ
สรางเปนเม็ดสีในน้ําดี โดยการดึงสวนของฮีม(heme) ที่อยูในเฮโมโกลบินไปใชประโยชน
           ธาตุเหล็กที่นํามาสรางเฮโมโกลบินเปนธาตุเหล็กที่มีในอาหารซึ่งในรูปของเฟอรริก(Fe+++)
และ ธาตุเหล็กที่เก็บสะสมไวในรางกายที่อยูในรูปของเฟอรรัส(Fe++) การดูดซึมธาตุเหล็กจะเกิดขึน       ้
ที่เยื่อบุผนังเซลลลําไสเล็กตอนตนและตอนกลาง ธาตุเหล็กที่มีมากเกินความตองการของรางกายจะ
ถูกเก็บสะสมไวที่ลําไสเล็ก ตับและกลามเนื้อ รางกายสามารถขับธาตุเหล็กออกไดหลายทางเชน
ทางเหงื่อ ปสสาวะ และอุจจาระ เปนตน ในสัตวเพศเมียสามารถขับธาตุเหล็กออกจากรางกายผาน
ทางน้ํานมและถูกใชในการเจริญเติบโตของตัวออนในมดลูก ธาตุเหล็กนอกจากจะไดจากอาหารที่
กินเขาไปแลว สวนใหญจะไดจากการนําธาตุเหล็กที่เกิดจากการทําลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุแลว
สะสมไวที่ตับนําออกมาใชประโยชนใหม ธาตุเหล็กที่ถูกดูดซึมผานผนังเยื่อบุของลําไสเล็กจะอยูใน     
รูปของเฟอรรัส(Fe++) ธาตุเหล็กที่อยูในอาหารจึงตองมีการเปลี่ยนรูปกอนจึงมีการดูดซึมได เมื่อธาตุ
เหล็กเขาสูเสนเลือดจะรวมตัวกับโปรตีนในเลือดเปนโปรตีนเฟอรริติน (ferritin) ซึ่งเปนแหลงเก็บ
                                                103

สํารองธาตุเหล็กในเนื้อเยื่อตางๆของรายกาย เชน ผนังลําไส ตับ ไต มาม และไขกระดูก เปนตน
ธาตุเหล็กสวนใหญจะถูกเก็บไวในไขกระดูกเพื่อใชในการสรางเม็ดเลือดแดง สวนนอยจะถูกสราง
                                                                  ิ
เปนไมโอโกลบิน (myoglobin) เมื่อรางกายตองการธาตุเหล็กเฟอรรตินจะใหธาตุเหล็กแกโปรตีน
ทรานสเฟอรริน (transferrin) ที่เปนโปรตีนในเลือดโปรตีนทรานสเฟอรริน (transferrin) จะเปนตัว
พาธาตุเหล็กไปยังสวนตางๆของรางกาย ทฤษฎีที่ใชในการควบคุมปริมาณของธาตุเหล็กในรางกาย
เรียกวา mucosal block theory


                                                               erythropoiesis
                   hemolysis              erythrocyte


                                                           bone marrow
                               spleen


         Fe recirculation                                                           liver
                                        Plasma Fe
                                                                                 Fe storage
         dietary Fe
         absortption


                                             Fe excretion in urine,       other cells
                                          skin cells, sweat and feces


ภาพที่ 7.2 แสดงการหมุนเวียนของรางกาย


        เฮโมโกลบิน (haemoglobin)

        เฮโมโกลบินคือสวนประกอบที่สําคัญในเม็ดเลือดแดง ซึ่งเปนสารประกอบเชิงซอนเกิด
จากการรวมตัวของฮีมและโปรตีนโกลบิน เฮโมโกลบินคือเม็ดสีที่อยูในเม็ดเลือดแดง สวนโปรตีน
โกลบินคือโปรตีนที่เกิดจากการรวมตัวกันของกรดอะมิโนชนิดตางๆ                              
                                                                        สวนของฮีมที่อยูใน
เฮโมโกลบินประกอบดวยสารประกอบที่ไมไดเปนโปรตีนในกลุมของ red porphyrin pigments
                                                                            ่
ที่ประกอบดวย pyrole ring 4 อัน (protoporphyrin) และธาตุเหล็กซึ่งทําหนาทีคลายแกนกลาง
                                                                          ่
หรือนิวเคลียสให pyrole ring แตละอันเกาะอยู ฮีมในเม็ดเลือดแดงจะทําหนาทีพาออกซิเจนที่ได
                                             104

                                                                           
จากการหายใจเขาที่ปอดไปยังเซลลสวนตางๆของรางกาย โดยออกซิเจนจะเกาะอยูกับสวนของฮีม
ในสวนของถุงลมปอดเฮโมโกลบินจะอยูในสภาพของ oxyhaemoglobin (HbO2)โดยขบวนการ
เติมออกซิเจนใหแกเฮโมโกลบิน (oxygenation) ในกรณีทเี่ ฮโมโกลบินไมอยูในสภาพที่นํา
                        ิ
ออกซิเจนไดจะเรียกวารีดวสเฮโมโกลบิน (reduced haemoglobin) เปนระยะที่เฮโมโกลบิน
ปลอยออกซิเจนออกจากโมเลกุล เพื่อใหออกซิเจนแกเซลลสําหรับใชในขบวนการเมตาโบลิซึม
โดยทั่วไปเมื่อเฮโมโกลบินปลดปลอยออกซิเจนใหแกเซลลแลว จะรับคารบอนไดออกไซดที่เกิดขึ้น
จากเซลล แลวนําไปที่ปอดเพื่อปลดปลอยคารบอนไดออกไซดออกจากรางกายโดยการหายใจ
        เฮโมโกลบินสามารถแบงออกเปนประเภทตางๆดังนี้ คือ
        ก.reduced hemoglobin คือ เฮโมโกลบินที่ปลอยออกซิเจนออกจากโมเลกุลแลว หรือ
เฮโมโกลบินที่ไปเลี้ยงเซลลเพื่อปลดปลอยออกซิเจนใหแกเซลลใชในกระบวนการเมตาโบลิซึม ทํา
                          ี
ใหเฮโมโกลบินชนิดนี้มีสแดงเขมขึ้น หรือสีของเลือดในเสนเลือดดํา (venous blood) ในขณะนี้
เฮโมโกลบินจะรับเอาโมเลกุลของคารบอนไดออกไซดไวในรูปของคารบอนไดออกไซดที่ละลาย
ในพลาสมา ในรูปของ H2CO3 บางสวนของคารบอนไดออกไซดจะรวมตัวของเฮโมโกลบินได
                                               
        ข.oxyhemoglobin เปนเฮโมโกลบินที่อยูในเสนเลือดแดง เปนระยะที่เฮโมโกลบินมีการ
แลกเปลี่ยนคารบอนไดออกไซดกับออกซิเจน ในขณะเกิดการหายใจเขาที่ปอด (pulmonary
respiration )
        ค.carboxyhemoglobin เปนสารประกอบที่เกิดจากการรวมตัวของเฮโมโกลบินกับกาซ
คารบอนมอนออกไซด (carbon monoxide) ที่เปนกาซพิษที่ปนออกมากับควันของทอไอเสียของ
รถยนต คารบอกซิเฮโมโกลบินเปนเฮโมโกลบินที่ไมสามารถนําออกซิเจนได การหายใจเอา
คารบอนมอนออกไซดเขาสูรางกายมากๆอาจทําใหสัตวตายไดเชนกัน เนื่องจากสัตวเกิดการขาด
ออกซิเจน ( suffocation )
        ง.methaemoglobin เปนสารประกอบที่เกิดจากการรวมตัวของเฮโมโกลบินกับสารเคมี
พวกไนเตรทหรือไนไตรท มีผลใหเฮโมโกลบินไมสามารถนําออกซิเจนได เนื่องจากธาตุเหล็กของ
เมทเฮโมโกลบินอยูในรูปเฟอรริกมากกวาเฟอรรัส

        ขบวนการสรางเม็ดเลือด ( haemopoiesis )

          หมายถึงขบวนการสรางเม็ดเลือดทุกชนิด ทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด
โดยขบวนการการสรางเม็ดเลือดแดง เรียกวา erythropoiesis สวนขบวนการการสรางเม็ดเลือดขาว
เรียกวา leucopoiesis โดยมีเซลลตนกําเนิดเม็ดเลือดอยูในไขกระดูก เรียกวา primodial stem cell
ในการสรางเม็ดเลือดแดงเซลลตนกําเนิด (stem cell) จะถูกกระตุนโดยฮอรโมน erythropoietin
                                              105

                                                            
ในน้ําเลือด (erythropoietin นี้สรางมาจากไต) เมื่อถูกกระตุน stem cell จะเปลี่ยนรูปรางเปน
                                                       ี่
haemocytoblast และ erythrocyte ในที่สุด ในสัตวทโตเต็มที่แลวการสรางเม็ดเลือดแดงจะเกิดที่
ไขกระดูกสีแดง แตในขณะที่เปนตัวออนจะถูกสรางที่ เซลลตับ มาม และตอมน้ําเหลือง
                                                                 ิ
haemocytoblast เปนเซลลที่มีขนาดใหญ มีรูปรางไมแนนอนมีนวเคลียสที่เดนชัด มี reticular cell
เปนชนิดรางแห haemocytoblast จะเจริญพัฒนาจนกระทั่งเปนเซลลเม็ดเลือดแดงที่เจริญเต็มที่
                                                 ิ
เรียกวา erythrocyte สําหรับสัตวเลี้ยงในระยะนี้นวเคลียสของเม็ดเลือดแดงจะสลายตัวไป เซลลเม็ด
เลือดแดงจะมีลักษณะเปนเซลลเมมเบรนหุมเฮโมโกลบิน              แตในสัตวปกเซลลเม็ดเลือดแดงจะมี
นิวเคลียสตลอดชีวิต

        การทําลายเซลลเม็ดเลือดแดง (haemolysis)

          เซลลเม็ดเลือดแดงจะแตก หรือถูกทําลายไปหลังจากเซลลถูกปลอยจากไขสันหลังเขาสู
                                                       ่
กระแสเลือดประมาณ 3 เดือน โดยจะถูกนําไปทําลายทีมาม ซึ่งจัดเปนการแตกของเซลลเม็ดเลือด
แดงนอกหลอดเลือดหรือนอกเสนเลือด (extravascular haemolysis) ขณะที่เซลลเม็ดเลือดแดง
แตกจะปลดปลอยเฮโมโกลบินออกมา                สวนของเศษเซลลเม็ดเลือดแดงจะถูกกําจัดออกไปจาก
กระแสเลือดโดยเซลล macrophages ที่เปนพวก phagocytic cells ของ reticuloendothelial
system ซึ่งพบในเซลลของเนื้อเยื่อของตับ มาม ไขกระดูก และตอมน้ําเหลือง สวนของ
เฮโมโกลบินที่แตกออกจากเซลลเม็ดเลือดแดง จะถูกแยกออกเปนโปรตีนโกลบิน และฮีม(heme)
สวนของฮีมจะปลดปลอยธาตุเหล็กที่เปนสวนประกอบของโครงสรางออกมาไดสารสีเขียวเรียกวา
biliverdin บางสวนของสารสี biliverdin จะถูกเปลี่ยนเปนสาร bilirubin สาร bilirubin จะเกาะมา
                            ํ                                                             ุ
กับโปรตีน albumin ในน้าเลือด เพื่อไปเก็บสะสมไวที่ตับและถูกนําไปสรางเปนน้ําดีเก็บไวที่ถง
น้ําดีตอไป น้ําดีจะถูกหลั่งออกจากถุงน้ําดี เมื่อมีอาหารประเภทไขมันเขามาในลําไสเล็กตอนตน
bilirubin ในน้ําดี จะถูกเปลี่ยนเปนสาร stercobilin และถูกขับออกจากรางกายทางอุจจาระ ทําให
อุจจระมีสีเหลืองหรือสีน้ําตาลแกมเหลือง                                             
                                                      หากถูกขับออกทางปสสาวะจะอยูในรูปของ
urobilinogen การเปลี่ยนแปลงนี้จะสมบูรณไดตองอาศัยจุลินทรีย โปรตีนโกลบินที่แตกตัวออก
จากเฮโมโกลบินจะถูกสลายตัวใหเปนกรดอะมิโนชนิดตางๆ ซึ่งอาจถูกนํามาสังเคราะหเปนโปรตีน
ชนิดอื่นตอไปได ธาตุเหล็กที่ปลดปลอยจากโครงสรางของฮีมสามารถถูกเก็บสะสมไวในรางกายที่
เซลลของตับ โดยเกาะกับโปรตีน feritin บางสวนอาจถูกนําไปใชในการสรางเซลลเม็ดเลือดแดง
ใหมที่ไขกระดูกแดง โดยเกาะกับโปรตีนในเลือด เชน globulin และ transferin
                                                             ั
          นอกจากการแตกสลายของเซลลเม็ดเลือดแดงตามอายุขยแลว ยังมีสาเหตุอื่นที่ทําใหเซลล
เม็ดเลือดแดงแตก(haemolysis) ไดเชนการไดรับพิษงู สารพิษจากแบคทีเรีย สารเคมีที่เปนพิษ พืชที่
                                              106

มีสารพิษ และการมีพยาธิในเลือด เปนตน การแตกของเลือดชนิดนีเ้ รียกวาการแตกภายในหลอด
เลือด (intravascular haemolysis)

        โรคโลหิตจาง ( anemia )

                        
         เปนสภาวะที่รางกายมีปญหาเกี่ยวกับเม็ดเลือดแดง หรือเฮโมโกลบิน แบงออกเปน
         1.โรคโลหิตจางแบบเฉียบพลัน (acute anemia)
         ก.โรคโลหิตจางที่เกิดจากการสูญเสียเลือด ซึ่งอาจมีผลจากการเกิดบาดแผล ในระหวางการ
สูญเสียเลือดสัตวจะดื่มน้ํามาก การสูญเสียเลือดจะมีผลใหมีของเหลวจากชองวางระหวางเซลลเขา
มาในเลือด ทําใหองคประกอบของเลือดผิดปกติ
         ข.โรคโลหิตจางที่เกิดจากเซลลเม็ดเลือดแตกอยางเฉียบพลันเนื่องจากการมีสารพิษเขาไป
ในเม็ดเลือด เชน พิษงู สารเคมีที่เปนพิษ พืชที่เปนพิษ การไดรับสารพิษอยางรวดเร็วจะมีผลใหเซลล
เม็ดเลือดแตกออก เฮโมโกลบินไหลเขาไปในพลาสมา และพลาสมามีสีแดงขึ้น หรืออาจมี
เฮโมโกลบินปนมากับปสสาวะหรือสภาวะปสสาวะเปนเลือด(haematuria)
         2.โรคโลหิตจางแบบเรื้อรัง (chronic anemia) เปนโรคโลหิตจางที่เกิดจากเนื้อเยื่อที่เปน
แหลงสรางเม็ดเลือดแดงทําหนาที่ผิดปกติไป เชน สวนของไขกระดูกถูกทําลายดวยสาเหตุจากการ
ไดรับสารพิษบางอยาง ยาบางชนิด และผลจากการฉายรังสี เปนตน การที่ไขกระดูกทํางานผิดปกติ
ทําใหปริมาณของเม็ดเลือดแดงและเฮโมโกลบินลดลงหรือผิดปกติไปได นอกจากนี้ยังมีสาเหตุจาก
การขาดโปรตีนโกลบินในการสรางเฮโมโกลบิน หรือ การขาดธาตุเหล็กสําหรับสรางฮีม หรือการ
               ่
เกิดพยาธิที่เกียวของกับเม็ดเลือดที่ทําใหเกิดโรค anaplasmosis และ piroplasmosis หรือ
trypanosomiasis เปนตน
         นอกจากนี้การขาดธาตุเหล็กในอาหารมีผลใหเกิดโรคโลหิตจางได (nutritional anemia)
โรคโลหิตจางชนิดนี้เซลลเม็ดเลือดแดงที่สรางขึ้นมาจะมีขนาดเล็กกวาปกติและมีระดับ
เฮโมโกลบินต่ํากวาปกติดวย

        เม็ดเลือดขาว (white blood cells หรือ leucocytes)

         เม็ดเลือดขาวเปนเซลลเม็ดเลือดที่มีนิวเคลียสขนาดใหญ มีนิวเคลียสหลายอัน เรียกวา
multi-nucleated giant cell มีขนาด 12-15 ไมครอน ปริมาณเม็ดเลือดขาวจะมีนอยที่สุดในจํานวน
                       ่                                                       ้
เม็ดเลือดทั้งหมด โดยทัวไปจะมีอายุเพียง 2-3 ชั่วโมงหรืออาจมีอายุยาวถึง 200 วันขึนกับหนาที่และ
สภาพรางกาย ถารางกายติดเชื้อเซลลเม็ดเลือดขาวจะเขาไปทําลายเชื้อโรคและมีอายุสั้น ในระยะที่
                                            107

                                                                                   ั้
สัตวสุขภาพดีขาวจะมีอายุยาว แตถากินยาปฏิชีวนะมากเซลลเม็ดเลือดขาวจะมีอายุสนลง เม็ดเลือด
ขาวเปนเซลลที่เคลื่อนไหวไดเองอยางอิสระในเลือดและอาจซึมผานผนังเสนเลือดแดงออกไปเพื่อ
                                ่
ทําลายเชื้อโรคที่อยูตามเนื้อเยือตางๆได นอกจากไขกระดูกจะเปนแหลงสรางเซลลเม็ดเลือดขาวแลว
สวนของตอมไทมัส มาม และตอมน้ําเหลืองก็สามารถสรางเม็ดเลือดขาวได เม็ดเลือดขาว สามารถ
แบงออกเปนประเภทตางๆตามลักษณะ ขนาด รูปรางของนิวเคลียสและการยอมติดสีไดดังนี้
         ก.granular leukocyte คือเม็ดเลือดขาวที่มีเม็ดสีกระจายอยูในไซโตพลาสซึมทําหนาที่
                                                                      
ทําลายเชื้อโรคโดยใชขบวนการ phagocytosis เชน
         -neutrophils เปนเม็ดเลือดขาวที่ทําหนาที่ในการทําลายเชื้อโรค ปองกันการติดเชื้อ
neutrophil สามารถที่จะเคลื่อนยายออกจากผนังเสนเลือดฝอยเพื่อไปทําลายเชื้อแบคทีเรียหรือสิ่ง
แปลกปลอมตามบริเวณเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อได neutrophil เปนเม็ดเลือดขาวที่มีไซโตพลาสซึมติดสี
ชมพูออน นิวเคลียสมีลักษณะเปนกลีบๆ 2-5 กลีบ (lobes) แตละกลีบเชื่อมกันดวยเสนโครมาติน
บางๆ (chromatin)
         -eosinophils เปนเม็ดเลือดขาวที่มีเม็ดสีในไซโตพลาสซึมและยอมติดสีแดง เม็ดสีมีขนาด
ใหญใกลเคียงกันเปนรูปวงกลม กระจายอยูทั่วไปในไซโตพลาสซึม นิวเคลียสมี 2-3 กลีบ เม็ดเลือด
ขาวชนิดนี้พบในเลือดประมาณ 2-5 % eosinophils แตจะมีปริมาณสูงขึ้นเมื่อสัตวมีพยาธิภายใน
และพยาธิภายนอก                                                      ่
                          สามารถเคลื่อนไหวไดเล็กนอยและทําหนาทีกินหรือทําลายเชื้อโรคและสิ่ง
                                                                               ้
แปลกปลอมที่เขาสูรางกายทางระบบทางเดินอาหารและระบบหายใจ นอกจากนียังเปนแหลงของ
สาร plasminogen ที่มีความสําคัญในการละลายลิ่มเลือดเกาๆไดดวย
         -basophils เปนเซลลเม็ดเลือดที่มีจํานวนนอยที่สุดในสัตวเลี้ยงทุกชนิดมีประมาณ 1%
                                                      
เม็ดเลือดขาวชนิดนี้ นิวเคลียสมี 2 กลีบ และเม็ดสีที่อยูในไซโตพลาสซึมจะติดสีมวงหรือสีน้ําเงิน
เขม เม็ดสีมีลักษณะหยาบมีขนาดไมเทากัน เม็ดสีมักปดบังนิวเคลียสจนไมสามารถมองเห็น
                                                                                 ํ
นิวเคลียสได สามารถเคลื่อนไหวไดเล็กนอย ไมมีหนาที่ในการทําลายเชื้อโรคแตทาหนาที่สรางสาร
ฮีสตามีน(histamine) ที่เกี่ยวของกับการทําใหผนังของเสนเลือดขยายตัว นอกจากนี้ยังสรางสาร
เฮพพาริน(heparin) ที่ชวยในการปองกันการแข็งตัวของเลือด
         ข.non granular leucocytes คือเซลลเม็ดเลือดขาวที่ไมมีเม็ดสีในไซโตพลาสซึม สวน
ใหญมีคุณสมบัติในการสรางสารแอนติบอดี้ (antibodies) เชน
         - monocytes เปนเซลลเม็ดเลือดขาวที่มีรูปรางคลายเกือกมามีขนาดใหญที่สุด มักพบตาม
           ี
บริเวณที่มการติดเชื้อ ทําหนาที่กินเชื้อโรคโดยใชขบวนการ phagocytosis เนื่องจากเปนเซลลที่มี
                                                                  ้
ขนาดใหญจึงอาจเรียกวา macrophage พบไดในบริเวณที่มีการติดเชือรุนแรงและไมรุนแรง
                                                 ่
         -lymphocytes เปนเซลลเม็ดเลือดขาวทีมีขนาดแตกตางกันไป นอกจากจะพบไดในเลือด
                                                           ิ
แลวยังพบไดในตอมน้ําเหลือง เซลลเม็ดเลือดขาวชนิดนี้มีนวเคลียสขนาดใกลเคียงกับขนาดเซลล
                                            108

                             
นิวเคลียสจะติดสีมวงและอยูดานใดดานหนึ่งของเซลล มีไซโตพลาสซึมเล็กนอยติดสีฟา โดยทั่วไป
มีหนาที่สําคัญในการกินเชื้อโรคโดยวิธี phagocytosis และสามารถสรางแอนติบอดี้ได
          การติดเชื้อในรางกายไมวาจะดวยสาเหตุอะไรก็ตาม จะมีผลใหปริมาณของเม็ดเลือดขาวใน
รางกายมีคาสูงขึ้น สามารถนับจํานวนเม็ดเลือดทั้งเซลลเม็ดเลือดขาวและเซลลเม็ดเลือดแดงไดโดย
                                                                 ั
ใชเครื่องเฮมาโตไซโตมิเตอร (haematocytometer) จํานวนเซลลที่นบไดจะมีคาเปนเซลล/ลบ.มม.
ของเลือด การนับเม็ดเลือดขาวไมจําเปนตองเจือจางมากเหมือนการนับเม็ดเลือดแดง เนื่องจากเม็ด
                                                               ้
เลือดขาวในเลือดมีปริมาณนอยกวาเม็ดเลือดแดงมาก ในสัตวเลียงเชนสุกร จะมีเม็ดเลือดขาว
ประมาณ 15 ลานเซลล/ลบ.มม. ในกรณีที่พบวาจํานวนเม็ดเลือดขาวมีมากกวาปกติ จําเปนตองทํา
การแยกชนิดของเม็ดเลือดขาว โดยการนําเลือดมาทําเปนแผนฟลมบางๆบนแผนสไลดแลวยอมสี
ดวย Wright’s stain จากนั้นนําไปนับจํานวนเซลลแตละชนิดโดยมองผานกลองจุลทรรศนที่มี
กําลังขยายสูง

       เศษเม็ดเลือดหรือเกล็ดเลือด (blood platelets หรือ thrombocytes)

         เกล็ดเลือดเปนชิ้นสวนของไซโตพลาสซึมของเซลลเม็ดเลือดที่มีขนาดใหญที่สุด
(megakaryocytes) ซึ่งเปนเซลลที่พบอยูภายในไขกระดูก เกล็ดเลือดมีรูปรางเปนวงรี วงกลม หรือ
มีรูปรางไมแนนอน เปนเซลลที่ไมมีนิวเคลียสเชนเดียวกันกับเซลลเม็ดเลือดแดง ประกอบดวยน้ํา
ประมาณ 85% มีเหลือเปนโปรตีน แรธาตุ เอนไซมตางๆ มีไขมันในรูปฟอสฟอไลปด และคลอ
                                         ่
เรสเตอรอล เปนตน เกล็ดเลือดมีหนาที่เกียวกับขบวนการแข็งตัวของเลือดหรือการทําใหเลือดหยุด
ไหลในบริเวณเนื้อเยื่อที่เกิดเลือดออกหรือมีบาดแผล (haemorage) โดยจะไปยึดติดกับโมเลกุล
ของคลอลาเจนที่ผนังหลอดเลือดที่ฉีกขาด แลวปลดปลอยสารที่อยูภายในเซลลออกมา ทําใหมีการ
                                                                   
จับตัวกันเปนกอนเพื่ออุดรอยฉีกขาด ในสัตวเลี้ยงเกล็ดเลือดจะมีอายุคอนขางสั้นประมาณ 9-11 วัน
ในสภาพรางกายปกติเกล็ดเลือดประมาณ 2 ใน 3 ของเกล็ดเลือดทั้งหมดจะอยูในกระแสเลือด สวน
ที่เหลือจะอยูในมาม

       น้ําเลือด (plasma)

         น้ําเลือดประกอบดวยน้ําประมาณ 90-92 % ที่เหลือ 8-9 % เปนสวนของแข็งไดแก โปรตีน
ชนิดตางๆ สารอินทรีย และสารอนินทรีย ชนิดตางๆ ในน้ําเลือดมีโปรตีนที่สําคัญไดแก albumin,
globulin ชนิดตางๆ , fibrinogen และ prothrombin โปรตีน albumin เปนโปรตีนที่มีมากที่สุดใน
น้ําเลือด โดยปกติโปรตีน fibrinogen, prothrombin และ ∝ -globulin เปนโปรตีนที่เกี่ยวของกับ
                                              109

การแข็งตัวของเลือด โดยทั่วไปหนาที่หลักของโปรตีนในน้ําเลือดคือการควบคุมความดันออสโม
ซีสของเลือด albumin เปนโปรตีนที่มีมากที่สุดในน้ําเลือดและยังมีหนาที่เกี่ยวของในการขนสงสาร
ตางๆที่จะเดินทางไปกับเลือด
                                   ่
         สารประกอบอินทรียอื่นๆทีพบในน้ําเลือด ไดแก ไขมัน เอ็นไซม ฮอรโมน คลอ
เรสเตอรอล และไนโตรเจนที่ไมใชโปรตีน เชน กรดอะมิโน ยูเรีย creatine creatinine และเกลือ
แอมโมเนีย เปนตน สวนสารอนินทรียที่สําคัญ เชน Cl ,CO3, SO4, โซเดียมฟอสเฟท โปแตสเซียม
ฟอสเฟท และแคลเซี่ยมฟอสเฟท เปนตน สารอนินทรียดังกลาวจะทําหนาที่ในการรักษาสภาพความ
เปนกรด-ดางของเลือด น้ําเลือดมีหนาที่ คือ
         1. เกี่ยวของกับการแข็งตัวของเลือดเมื่อเกิดบาดแผล
         2. ทําหนาที่พาสารตางๆเพื่อสงไปยังสวนตางๆของรางกาย
         3. ทําหนาที่ชวยควบคุมความดันออสโมซีสของเลือด
         4. ชวยในระบบภูมิคุมกันโรคโดยอาศัย immunoglobulins
         5. โปรตีนบางชนิดในน้ําเลือดเปนอาหารใหแกเซลล

        กลไกการแข็งตัวของเลือด (mechanical of blood ccoagulation)

          ขบวนการแข็งตัวของเลือดเปนขบวนการที่เกิดขึ้นเพื่อปองกันการสูญเสียเลือดออกจาก
                                         ้
รางกาย โดยเนื้อเยื่อที่ถูกทําลายหรือเนือเยื่อที่เกิดเปนแผล มีการหลั่งโปรตีนออกมา (tissue
                                                                                   ้
thromboplastin) และมีการหลั่ง thromboplastin ออกมาจากเศษเกล็ดเลือด จากนันมีการรวมกัน
ระหวาง Ca++ ในเลือดและโปรตีน prothrombin ที่ผลิตจากเซลลของตับ ทําใหกลายเปนโปรตีน
                                                                   ้
ทรอมบิน(thrombin) โดยการกระตุนของ thromboplastin จากนันโปรตีนทรอมบินจะไปเปลี่ยน
โปรตีนไฟบริโนเจน(fibrinigen)ในเลือดใหเปนโปรตีนไฟบริน(fibrin) ที่มีลักษณะเปนโปรตีนเสน
ใยทําหนาที่ในการปดบาดแผลไวไมใหเลือดไหลออก ในสัตวเลี้ยงแตละชนิดการแข็งตัวของเลือด
                           ้
จะใชระยะเวลาไมเทากัน ขึนกับชนิดของสัตว และวิธีการที่ใชวัด อาจใชวิธีการเจาะเลือดแลวนํามา
หยดลงบนแผนสไลด                                 ่
                              แลวใชเข็มหมุดเขียเลือดจนเริ่มเกิดไฟบรินแลวจับเวลาตั้งแตเจาะออก
เลือดออกจนกระทั่งเลือดแข็งตัว พบวาในแกะเลือดจะใชระยะเวลาในการแข็งตัวประมาณ 2.5 นาที
ในสุกรใชเวลาประมาณ 3.5 นาที ในโคใชเวลา 6.5 นาทีและในมาใชเวลา 11.5 นาที เปนตน
                                                                                 
โดยทั่วไปขบวนการแข็งตัวของเลือดจัดวาเปนขบวนการที่คอนขางซับซอนและมีปจจัยตางๆ มา
                                                                         ่
เกี่ยวของมากถึง 12 ปจจัยและใน 12 ปจจัยนี้มี 11 ปจจัยที่เปนปจจัยเกียวกับโปรตีนในเลือด ที่
เหลืออีก 1 ปจจัยเปน Ca++ ในเลือด ปจจัยตางๆที่เกี่ยวของกับการแข็งตัวของเลือด
                                              110

         กลไกการแข็งตัวของเลือดเกิดจากการทํางานรวมกันของ 2 กลไกคือ กลไกที่เกิดขึ้น
ภายนอกหลอดเลือด(extrinsic mechanism) และ กลไกที่เกิดขึ้นในหลอดเลือด (intrinsic
mechanism) ดังนี้
         ก.กลไกที่เกิดขึ้นภายนอกหลอดเลือดที่เกิดบาดแผล (extrinsic mechanism) เมื่อมี
               ่                                                          ้
บาดแผลเนื้อเยือที่มีบาดแผลจะปลอย tissue thromboplastin ออกมา ตอจากนันจะรวมกับ factor
VII ในน้ําเลือดและรวมกับ Ca++ ในเลือดแลวไปกระตุน facor X ใหเปน activated factor X ซึ่งจะ
                                                     
ไปรวมกับ Factor V และฟอสฟอไลปดไดเปนสาร prothrombin converting factor สารนี้จะเปน
เอนไซมที่ไปกระตุนให prothrombin เปลี่ยนเปนthrombin จากนั้น thrombin จะไปเปลี่ยน
fibrinogen ใหเปน fibrin โดยทํางานรวมกับ Ca++ และ factor XIII
         ข.กลไกที่เกิดขึ้นภายในหลอดเลือดหรือเสนเลือด (intrinsic mechanism) เมื่อเสนเลือด
                                                   
ขาด inactivated factor XII ในเลือดจะถูกกระตุนโดย collagen fiber ของผนังเสนเลือด
เปลี่ยนเปน activated factor XI ซึ่งจะไปกระตุน factor IX ใหเปลี่ยนเปน activated factor IX
จากนั้นจะไปกระตุน factor VIII ที่ไปกระตุน factor X

        ซีรั่ม (Serum)

          หมายถึง สวนของของเหลวสีเหลืองที่เกิดขึ้นเนื่องจากเลือดเกิดการแข็งตัว ประกอบดวยน้ํา
เลือดเปนสวนที่ไมมีโปรตีนไฟบริโนเจน(fibrinogen) และโปรทรอมบิน(prothrombin) รวมถึง
ปจจัยที่เกี่ยวของกับการแข็งตัวของเลือดชนิดตางๆ ในซีรั่มจะมีโปรตีนหลายชนิดเชน albumin,
Globulin และโปรตีนที่เปนถูมิคุมโรคเชน alpha -globulin หรือ antibodies สวน immune
serum หรือ hyperimmune serum จะหมายถึงซีรั่มที่ผลิตจากเลือดของรางกายสัตวที่สรางแอนติ
บอดี้(antibodies) ที่ตอตานเชื้อโรคจากแบคทีเรียหรือไวรัสที่ถูกฆาใหตายแลว และถูกฉีดเขาใน
รางกายหลายๆครั้งเปนเวลาไมต่ําหวา 3 สัปดาห ซีรั่มที่ไดจากสัตวที่ไดรับเชื้อโรคที่ตายแลวและ
                ุ       ี
เปนสัตวที่มีสขภาพดีมการสรางแอนติเจน (antigen) มาตอตานเชื้อโรค จะสามารถนํากลับมาใชใน
การปองกันโรคไดเชน การฉีด hyperimmune serum เพื่อปองกันโรคอหิวาตสุกร
                                           111

ตารางที่ 7.1 แสดงปจจัยหรือโปรตีนในเลือดที่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด

    ปจจัย             ชื่อ            ชนิดและแหลงกําเนิด                   หนาที่
  (โปรตีน)
       I           Fibrinogen        โปรตีนในเลือด สรางที่ตับ           เกิดเปนลิ่มเลือด
      II          Prothrombin        โปรตีนในเลือด สรางที่ตับ     เปลี่ยนfibrinogenเปนfibrin
      III            tissue           lipoprotein จากเนื้อเยื่อ     รวมกับ factor VII กระตุน
                thromboplastin               ของรางกาย                      factor X
     IV               Ca++             ในน้ําเลือด อาหารและ        co-factor ในปฏิกริยาตางๆ
                                              กลามเนื้อ
     V            Proaccelerin       โปรตีนในเลือด สรางที่ตับ      รวมกับfactor X เปลี่ยน
                                                                  prothrombin เปน thrombin
    VII           Proconvertin       โปรตีนในเลือด สรางที่ตับ         กระตุน factor X
    VIII         Antihemophilia      โปรตีนในเลือด สรางที่ตับ     รวมกับ factor IX กระตุน
                     globulin                                               factor X
     IX              plasma          โปรตีนในเลือด สรางที่ตับ         กระตุน factor X
               thromboplastin(Ch
                 ristmas factor)
     X            Straut-prower      โปรตีนในเลือด สรางที่ตับ         กระตุนการเปลี่ยน
                      factor                                      prothrombin เปน thrombin
     XI              plasma          โปรตีนในเลือด สรางที่ตับ         กระตุน factor IX
                 thromboplastin
    XII         Hageman factor       โปรตีนในเลือด สรางที่ตับ           กระตุน factor XI
    XIII        Fibrin stabilizing   โปรตีนในเลือด สรางที่ตับ    ทําใหเกิดการเชื่อมกันระหวาง
                      factor                                            โมเลกุลของfibrin
                                            112

       น้ําเหลือง (lymph)

          น้ําเหลืองหมายถึงของเหลวที่เหลือจากการดูดซึมกลับเขาเสนเลือดดําฝอยไมหมดและถูก
ดูดซึมเขาไปอยูในเสนน้ําเหลืองฝอย (lymph capillaries) ที่แชอยูระหวางเซลลของเนื้อเยื่อ
ของเหลวดังกลาวนี้ในรางกายมีการหมุนเวียนไปสวนตางๆตลอดเวลา น้ําเหลืองเปนของเหลวที่ไม
                                                                                     ่
มีสี มีสวนประกอบคลายกับน้ําเลือด ในน้ําเหลืองมีเซลลเม็ดเลือดขาวลอยอยูมากมาย โดยทัวไปจะ
ไมพบเซลลเม็ดเลือดขาวชนิด neutrophils มากนัก ยกเวนกรณีที่มีการติดเชื้ออยางรุนแรง บางครั้ง
อาจพบเซลลเม็ดเลือดแดงไดบาง นอกจากจะพบเซลลเม็ดเลือดขาวแลวจะพบเกลือของสารอนิน-
ทรียชนิดตางๆ กลูโคส non protein nitrogenous substance และโปรตีนบางชนิด ในน้ําเหลือง
จะมีโปรตีนนอยกวาในน้ําเลือด น้ําเหลืองจะถูกดูดซึมเขาไปในทอน้ําเหลือง (lymph vessles)
น้ําเหลืองในลําไสเล็กจะมีปริมาณไขมันเปนสวนประกอบอยูสูง เกิดจากการดูดซึมไขมันผานทอ
น้ําเหลืองฝอยผาน (lacteals) ที่แกนของวิลไลในสวนลําไสเล็ก น้ําเหลืองในทุกสวนของรางกาย
สามารถกลับเขาสูระบบหมุนเวียนของเลือดไดโดยผานเขามาทางเสนเลือดดํา (anterior vena
cava)

       น้ําในไขสันหลังและสมอง(cerebrospinal fluid)
                                                                        ํ
          น้ําในไขสันหลังและสมองคือของเหลวใสที่มีสวนประกอบคลายกับน้าเลือด          และ
                
ของเหลวที่อยูระหวางเซลล แตมีปริมาณโปรตีน กลูโคสและโปแตสเซี่ยมอิออนต่ํากวา อาจมีพวก
เซลลเม็ดเลือดขาวอยูบาง ทําหนาที่ปองกันการกระแทก หรือปองกันการกระทบกระเทือนที่อาจจะ
เกิดขึ้นกับสมองและไขสันหลัง น้ําในสมองและไขสันหลังสามารถหมุนเวียนติดตอกันไดในสวน
ของ subarachnoid space ที่อยูระหวาง pia matter และ arachoid membrane ซึ่งหุมอยูบริเวณ
ผิวของสมองและไขสันหลัง น้ําในสมองและไขสันหลังจะถูกสรางมาจาก choroid plexus ที่เปน
กลุมเสนเลือดฝอยที่อยูในชองวางของสมอง นอกจากนี้ยังสามารถสรางไดจาก เซลลเยื่อบุผิว
(epidermal cells) ที่ลอมรอบเสนเลือดของสมอง cerebrumและ เซลลเยื่อบุผิวที่ลอมรอบผนังใน
ชองวางของไขสันหลัง          น้ําในไขสันหลังสามารถนํามาใชตรวจดูการติดเชื้อในระบบประสาท
สวนกลางได

       น้ําในขอตอ (synovial fluid)

      เปนของเหลวเหนียวขนที่พบอยูในขอตอตามสวนตางๆของรางกาย ทําหนาที่ชวยลดการ
กระแทกของขอตอและเปนแหลงอาหารของ articular cartilage ดวย

				
DOCUMENT INFO
Tags: body, fluid, system
Stats:
views:21
posted:1/28/2013
language:
pages:14
Description: Body Fluid System