บทที่ 6 การจัดการไฟล์

Document Sample
บทที่ 6 การจัดการไฟล์ Powered By Docstoc
					                                                   บทที่ 6

                                         การจัดการไฟล์

                                       File Management

                          การจัดการไฟล์ (File Management)
• การทางานในระบบคอมพิวเตอร์ ท้ งหมดจาเป็ นต้องมีการเก็บและนา ข้อมูลไปใช้งาน
                               ั

• ขณะที่โปรเซสกาลังทางานข้อมูลจะเก็บไว้ในหน่วยความจา ถ้าเครื่ องคอมพิวเตอร์ ดบไม่วาด้วย
                                                                             ั    ่
    สาเหตุใดก็ตามข้อมูลทั้งหมดจะสู ญหายไป

• ดังนั้นจึงจาเป็ นต้องจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ในหน่วยจัดเก็บข้อมูลสารอง ซึ่ งอาจจะเป็ นแผ่นดิสก์เก็ต
    ฮาร์ ดดิสก์ หรื ออุปกรณ์อื่น ๆ

• ในการจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อนามาใช้งานต่อไป จึงจาเป็ นต้องมีการกาหนดชื่อเพือ
                                                                                            ่
    แทนกลุ่มข้ อมูล ซึ่งเราเรี ยกว่ าไฟล์ ข้อมูล

• นอกจากนี้ถาเราจัดเก็บข้อมูลไม่เป็ นระเบียบจะทาให้การค้นหาไฟล์ขอมูลที่ตองการได้ยากหรื อช้า
            ้                                                   ้       ้
                                ั
    ดังนั้นถ้าเราจัดหมวดหมู่ให้กบไฟล์ขอมูลก็จะทาให้การค้นหาไฟล์ทาได้สะดวกหรื อรวดเร็ วขึ้น
                                      ้

• การจัดให้ไฟล์เป็ นหมวดหมู่ก็คือการจัดเก็บในไดเร็ กทอรี่ (Directory) หรื อโฟลเดอร์ (Folder)



ไฟล์ข้อมูล (File)
• หมายถึงสิ่ งที่บรรจุขอมูลต่าง ๆ ไว้ในที่เดียวกัน ซึ่ งอาจหมายถึงโปรแกรมหรื อข้อมูลที่เราต้องการ
                       ้
            ้
    เก็บไว้ดวยกัน

• เมื่อเราต้องการค้นหาไฟล์ เราอ้างอิงด้วยชื่อไฟล์โดยไม่จาเป็ นต้องทราบว่าไฟล์น้ นถูกเก็บไว้ใน
                                                                                ั
    ส่ วนใดในดิสก์
   • OS จะมีโปรแกรมย่ อยทีชื่อ System Call ทาหน้ าทีจัดการงานทีเ่ กียวข้ องกับไฟล์์ เช่น การสร้าง
                          ่                         ่               ่
       ไฟล์ การลบไฟล์ การอ่าน/เขียนทับไฟล์

คาสังที่ใช้ในการจัดการไฟล์
    ่

   • DIR (DIRECTORY) ดูชื่อแฟ้ มข้อมูล, เนื้อที่บนแผ่นดิสก์, ชื่อแผ่นดิสก์

   • TYPE แสดงเนื้อหาหรื อข้อมูลในแฟ้ มข้อมูลที่กาหนด

   • COPY ใช้คดลอกแฟ้ มข้อมูลหนึ่ง หรื อหลายแฟ้ มข้อมูลจากแฟ้ มข้อมูลต้นทาง ไปยังแฟ้ มข้อมูล
              ั
       ปลายทาง

   • REN (RENAME) เปลี่ยนชื่อแฟ้ มข้อมูล (ข้อมูลข้างในแฟ้ มข้อมูลยังเหมือนเดิม)

   • DEL (DELETE) ลบแฟ้ มข้อมูลออกจากแผ่นดิสก์

   • MD (MAKE DIRECTORY) สร้าง subdirectory (ห้องย่อย) เพื่อจัดเก็บแฟ้ มข้อมูล

   • CD (CHANGE DIRECTORY) เป็ นคาสั่งในการเปลี่ยนไปใช้งาน subdirectory ที่ตองการ
                                                                            ้

   • RD (REMOVE DIRECTORY) ลบ subdirectory (ห้องย่อย) ที่สร้างด้วยคาสั่ง MD

   • TREE แสดงรายชื่อ directory ทั้งหมดในแผ่นดิสก์ ที่กาหนด

   • SYS (SYSTEM) เป็ นคาสั่ง copy แฟ้ มข้อมูลที่ใช้ในการเปิ ดเครื่ องลงในแผ่นดิสก์หรื อฮาร์ ดดิสก์ ที่
       ไม่มีระบบ

   • DISKCOPY (COPY DISKETTE) เป็ นคาสั่งที่ใช้ copy file ทั้งหมดจากแผ่นดิสก์จากแผ่นหนึ่งไป
                            ้
       ใส่ อีกแผ่นหนึ่ง แต่ถาแผ่นดิสก์อีกแผ่น ยังไม่ได้ทาการ format ก็จะทาการ format ให้โดยอัตโนมัติ

   • $ ls [-altCF] [directory …] เป็ นการแสดงชื่ อไฟล์ที่มีอยูใน ไดเรกทอรี่ ที่ระบุ
                                                              ่

   • $ pwd คือคาสั่งที่ใช้เช็คว่าไดเรกทอรี่ ปัจจุบนอยูที่ตาแหน่งใด
                                                  ั ่

   • $ cd [ชื่อพาท] เป็ นการเปลี่ยนไดเรกทอรี่ ไป เป็ นไดเรกทอรี่ ที่ตองการ
                                                                     ้
• $ mkdir [ชื่อไดเรกทอรี่] คือคาสังที่ใช้ในการสร้างไดเรกทอรี่ ใหม่ข้ ึน
                                  ่



• $ rmdir [ชื่อไดเรกทอรี่] คือการลบไดเรกทอรี่ ที่มีอยู่

• $ rm [ชื่อไฟล์] คือการลบไฟล์ที่อางถึง
                                  ้

• cat [ชื่อไฟล์] เป็ นการแสดงข้อความในไฟล์ที่เป็ นเท็กซ์ไฟล์ (Text Files : ไฟล์ตวอักษร) แสดงบน
                                                                                ั
    จอภาพ

• $ mv [ชื่อไฟล์ต้นทาง] [ชื่อไฟล์ปลายทาง] คือการย้ายไฟล์ (move) จากพาทใดๆที่อางอิงถึงไปยัง
                                                                             ้
    พาทปลายทาง

• $ more เป็ นการแสดงข้อความในไฟล์ทีละหน้าจอแล้วหยุดรอจนกว่าผูใช้จะกดคียช่องว่าง (space
                                                              ้         ์
    bar) จึงจะแสดงข้อมูลหน้า ถัดไปหรื อกด Enter เพื่อแสดงข้อมูลบรรทัดถัดไปทีละบรรทัด

• $ cp [ชื่อไฟล์ต้นฉบับ] [ชื่อไฟล์สาเนา] เป็ นคาสั่งคัดลอก (copy) ข้อมูลจากไฟล์หนึ่ง ไปยัง
               ้
    ปลายทางที่ตองการ



    การตั้งชื่อไฟล์ข้อมูล
• ในการกาหนดชื่ อไฟล์ในแต่ละ OS นั้นมีความแตกต่างกันอยูบาง
                                                       ่ ้

• แต่โดยหลักการจะคล้ายคลึงกันคือ ชื่อไฟล์จะประกอบ 2 ส่ วนด้ วยกัน คือส่ วนทีเ่ ป็ นชื่อหลัก และ
    ส่ วนทีเ่ ป็ นนามสกุล (File extension) ทั้งสองส่ วนนี้จะถูกคันด้วยจุด (Period) เช่น readme.txt ,
                                                                 ่
    document.doc เป็ นต้น

• ตัวอย่างข้อกาหนดที่แตกต่างกันในแต่ละ OS

        – ระบบ MS-DOS ส่ วนที่เป็ นชื่ อหลักจะประกอบด้วยตัวอักษรไม่เกิน 8 ตัวอักษร และตาม
            ด้วยนามสกุลไม่เกิน 3 ตัวอักษร
            – ระบบ UNIX ถือว่าการตั้งชื่อด้วยอักษรตัวใหญ่ตวเล็กไม่เหมือนกัน (Case sensitive) เช่น
                                                          ั
                Readme.txt , readme.txt หรื อ README.TXT ถือว่าเป็ นคนละไฟล์

ตัวอย่ างชนิดของไฟล์ข้อมูล

   นามสกุล                         ชนิดของไฟล์
.exe, .com       ไฟล์ของระบบ
.txt                  ้
                 ไฟล์ขอความ
.asm , .pas ไฟล์ภาษาแอสแซมบลี , ภาษาปาสคาล
.doc, ppt                                 ้
                 ไฟล์เวิร์ด, ไฟล์พาวเวอร์พอย

โครงสร้ างไฟล์ข้อมูล
   • การจัดโครงสร้างไฟล์ขอมูลที่ใช้กนอยูทวไปมีอยู่ 3 แบบ
                         ้          ั ่ ั่

            – แบบไบต์ เรียงต่ อกันไป เช่น UNIX และ Windows เวลาอ่าน/เขียนก็จะทางานทีละไบต์

            – แบบเรกคอร์ ด (Record) โดยมีขนาดของเรกคอร์ ดคงที่ เช่น CP/M เวลาอ่าน/เขียนก็จะ
                ทางานทีละเรกคอร์ ด สาหรับเรกคอร์ ดสุ ดท้ายอาจจะไม่เต็มเรกคอร์ ดก็ได้

            – แบบต้ นไม้ (Tree) จะจัดเก็บเป็ นบล็อก ในแต่ละบล็อกจะประกอบด้วยเรกคอร์ ด โดยขนาด
                ของแต่ละเรกคอร์ ดอาจไม่เท่ากัน เช่น OS ในระบบ Mainframe เวลาอ่าน/เขียนก็จะทางาน
                โดยค้นไปตามการเชื่อมโยงของต้นไม้

       ไดเร็กทอรี (Directory)

   • ไดเร็กทอรี (Directory) หมายถึงสารบัญที่เก็บรวบรวมรายชื่อของไฟล์ต่าง ๆ ทั้งหมดไว้ เพื่อให้ผใช้
                                                                                               ู้
                                                 ้
       สามารถค้นหา เรี ยกคืน และตรวจสอบข้อมูลที่ตองการได้

   • ไดเร็ กทอรี เป็ นไฟล์ประเภทหนึ่งซึ่ งมีอยู่ 2 ระบบ

            – ระบบไดเร็ กทอรี เดี่ยว (Single-Level Directory Systems)
             – ระบบไดเร็ กทอรี 2 ระดับ (Two-Level Directory System)

             – ระบบไดเร็ กทอรี หลายระดับ (Hierarchical Directory Systems)

                        ่
       ระบบไดเร็กทอรีเดียว (Single-Level Directory Systems)
   • เป็ นระบบที่มีโครงสร้างง่ายที่สุด ภายในระบบจะมีอยูเ่ พียงไดเร็ กทอรี เดียว รวบรวมไฟล์ทุกไฟล์ไว้
                                  ่
       ที่เดียวกัน และทุกไฟล์จะอยูในระดับเดียวกัน

   • การจัดเก็บในลักษณะนี้ทาให้เกิดปั ญหาดังนี้

             – ไฟล์ต่าง ๆ ที่มีอยูในไดเร็ กทอรี ไม่สามารถแยกเจ้าของไฟล์ได้
                                  ่

             – ไฟล์หลากหลายชนิดต้องอยูปะปนกันทาให้ไม่สะดวกในการค้นหา
                                      ่

             – ในกรณี ที่ตองการสร้างไฟล์ให้มีชื่อเหมือนที่มีอยูก่อนแล้วไม่สามารถทาได้ ซึ่ งถ้าสร้างไฟล์
                          ้                                    ่
                 ให้มีชื่อเดียวกับที่มีอยูก่อนนั้น จะทาให้ไฟล์เก่าถูกเขียนทับลงไปโดยไม่ได้ต้ งใจ ทาให้
                                          ่                                                  ั
                 ข้อมูลสู ญหายได้

ระบบไดเร็กทอรี 2 ระดับ
(Two-Level Directory System)

   • แก้ปัญหาแบบแรกได้แต่ไม่เต็มร้อย

   • จะกาหนดให้ผใช้แต่ละคนสามารถสร้างไดเร็ กทอรี ยอยของตนได้เรี ยกว่า Sub-Directory หรื อได
                ู้                                ่
                  ่                             ่
       เร็ กทอรี ยอย ในแต่ละสับไดเร็ กทอรี จะอยูภายใต้ไดเร็ กทอรี รากเดียวกัน (Root directory)

   • ภายในสับไดเร็ กทอรี ผใช้สามารถกาหนดชื่ อไฟล์ได้ตามใจโดยไม่ตองไปกังวลว่าจะไปซ้ ากับชื่อ
                          ู้                                    ้
       ใคร

   • แต่ ปัญหาก็คือกรณี ที่ผใช้มีไฟล์หลายประเภทจะไม่สามาถแยกประเภทของไฟล์ต่าง ๆ ได้ตาม
                            ู้
       ต้องการ
        ระบบไดเร็กทอรีหลายระดับ
        Hierarchical Directory Systems

    • เพื่อแก้ปัญหาระบบไดเร็ กทอรี เดี่ยว OS จึงยอมให้มีการสร้างโครงสร้างไดเร็ กทอรี แบบหลายระดับ
                             ู้                                ่
        ขึ้นมา ซึ่ งกาหนดให้ผใช้แต่ละคนสามารถสร้างไดเร็ กทอรี ยอย (Sub-directory) ได้โดยไม่จากัด

    • ระบบไฟล์ในปั จจุบนใช้โครงสร้างไดเร็ กทอรี แบบนี้
                       ั

    • เรี ยกอีกชื่อหนึ่งว่า ระบบไดเร็กทอรีแบบโครงสร้ างต้ นไม้ (Tree Structure)

    ชื่อพาธ (Path name)
    • การอ้างอิงถึงไฟล์ใด ๆ ก็ตามจาเป็ นต้องระบุที่อยูของไฟล์น้ น ๆ ให้ถูกต้องว่าอยูในไดเร็ กทอรี ใด
                                                      ่         ั                   ่
        หรื อสับไดเร็ กทอรี ใด

    • ในการกาหนดที่อยูหรื อเส้นทางที่จะเข้าถึงไฟล์น้ น ๆ เรี ยกว่า พาธ (Path)
                      ่                              ั

    • ดังนั้นถ้าต้องการอ้างถึงไฟล์ใด ๆ ในดิสก์จาเป็ นต้องระบุพาธให้ถูกต้องพร้อมชื่ อไฟล์

    • วิธีการอ้างถึงชื่อไฟล์น้ นมี 2 วิธี
                               ั

            – การอ้างชื่อไฟล์แบบสัมบูรณ์ (Absolute path name)

การอ้างชื่อแบบสัมพัทธ์ (Relative path name)

การอ้างชื่อไฟล์แบบสัมบูรณ์ (Absolute path name)
    • เป็ นการอ้างถึงไฟล์โดยเริ่มจากราก (Root) เสมอตามด้วยชื่อสับไดเร็ กทอรี ยอยไล่ลงมาตามลาดับ
                                                                              ่
        ชั้นของไดเร็ กทอรี จนกระทังถึงไดเร็ กทอรี ที่บรรจุไฟล์อยู่ และจบลงด้วยชื่อไฟล์น้ น ๆ
                                  ่                                                      ั

    • ตัวอย่างการอ้างถึงไฟล์ชื่อ Readme.doc ที่อยูภายใต้พาธ (Root user lib)
                                                  ่
           – Windows หรื อ MS-DOS                 \user\lib\readme.doc

           – UNIX หรื อ Linux                              /user/lib/readme.doc

การอ้างชื่อไฟล์แบบสัมพัทธ์ (Relative path name)
   • เป็ นการอ้างถึงไฟล์โดยที่ผใช้จะต้องเข้าใจในเรื่ องระบบไดเร็ กทอรี ปัจจุบน (Current directory)
                               ู้                                            ั
       เนื่องจากการอ้างถึงชื่อไฟล์จะเริ่มต้ นจากไดเร็กทอรีปัจจุบันแล้วไล่ไปตามลาดับชั้นของไดเร็ กทอรี
                 ั ่                       ั
       ที่ไฟล์น้ นอยูและจบลงด้วยชื่อไฟล์น้ น

   • ตัวอย่างการอ้างถึงไฟล์ชื่อ Readme.doc ที่อยูภายใต้พาธ (Root user lib) โดยที่ไดเร็ กทอรี
                                                 ่
              ั ่
       ปั จจุบนอยูที่ user

           – Windows หรื อ MS-DOS                 \lib\readme.doc

           – UNIX หรื อ Linux                              /lib/readme.doc

การทางานของระบบไฟล์ (File system Implementation)
   • โครงสร้างของระบบไฟล์ (File system layout)

           – ภายในดิสก์สามารถแบ่งออกเป็ นพาร์ ติชน (Partition) ในการเก็บข้อมูล และแต่ละพาร์ ติชน
                                                 ั                                             ั่
                มีความเป็ นอิสระต่อกัน ทั้งยังสามารถกาหนดให้แต่ละพาร์ ติชนมี OS ที่ต่างกันได้
                                                                         ั่

           – ภายในดิสก์จะถูกแบ่งออกเป็ นเซกเตอร์ (Sector) เริ่ มต้นจาก เซกเตอร์ 0 ซึ่ งถือว่าเป็ น
                Master boot record (MBR) ที่เก็บค่าเริ่ มต้นของ OS สาหรับการบูตเครื่ องเมื่อเริ่ มใช้งาน
                                                          ั่         ่               ั่
                ตอนท้ายของเซกเตอร์ น้ ีจะเก็บตารางพาร์ ติชนซึ่ งระบุวาในแต่ละพาร์ ติชนมีแอดเดรส
                เริ่ มต้นและสิ้ นสุ ดที่ใด

     ั
วิธีจดเก็บข้ อมูลของไฟล์ (Implementation File)
   • วิธีการจัดเก็บข้อมูลลงบนสื่ อจัดเก็บข้อมูลแบ่งออกเป็ น 3 แบบ

           – การจัดเก็บข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Contiguous allocation)
           – การจัดเก็บข้อมูลแบบลิงค์ลิสต์ (Link List allocation)

           – ไอโหนด (I-nodes หรื อ Index nodes)

การจัดเก็บข้ อมูลแบบต่อเนื่อง (Contiguous allocation)
   • เป็ นวิธีการจัดเก็บข้อมูลของไฟล์แบบง่ายที่สุด แต่ละไฟล์จะถูกแบ่งออกเป็ นบล็อค แต่ละบล็อกมี
       ขนาดเท่ากัน และจะถูกเก็บลงบนดิสก์อย่างต่อเนื่ องทั้งไฟล์

ข้ อดีในจัดเก็บข้ อมูลแบบต่ อเนื่อง
   • ง่ายและสะดวกในการจัดเก็บ เนื่องจากการจัดเก็บจะจัดเก็บเรี ยงต่อกันไปจึงไม่ตองกังวลว่าบล็อก
                                                                               ้
       ต่อไปจะเก็บตรงไหน OS จะบันทึกเฉพาะแอดเดรสบล็อกแรกและแอดเดรสบล็อกสุ ดท้ายของแต่
                                                       ่
       ละไฟล์ก็เพียงพอสาหรับการค้นหาข้อมูลทั้งหมดที่อยูในไฟล์

   • สามารถสร้างประสิ ทธิ ภาพได้สูงสุ ดในการค้นหาข้อมูล เนื่องจากการจัดเก็บบล็อกข้อมูลเรี ยง
       ต่อเนื่องจึงไม่เสี ยเวลาในการค้นหาบล็อกทุก ๆ บล็อก เพียงแต่หาบล็อกแรกพบก็สามารถอ่านข้อมูล
             ั
       ได้ท้ งไฟล์

   • เหมาะสาหรับสื่ อที่มีการจัดเก็บข้อมูลเพียงครั้งเดียว (Read Only Memory) เช่น CD-Rom เป็ นต้น

ข้ อเสียในจัดเก็บข้ อมูลแบบต่ อเนื่อง
   • กรณี มีการแก้ไขข้อมูลเดิม แล้วการแก้ไขทาให้ขนาดของไฟล์มีขนาดใหญ่ข้ ึน จึงจาเป็ นต้องย้าย
                                                                                             ้
       ไฟล์ไปยังพื้นที่ใหม่ที่มีขนาดใหญ่พอที่จะบรรจุไฟล์ที่แก้ไขแล้ว ซึ่ งการทาแบบนี้จะทาให้ตอง
       เสี ยเวลาเพิ่มขึ้นในการหาพื้นที่ใหม่

   • ถ้าเกิดเหตุการณ์ในข้อแรกบ่อย ๆ อาจทาให้เกิดเนื้ อที่วางมากมายระหว่างไฟล์ขอมูลบนดิสก์ เมื่อมี
                                                          ่                   ้
                                                                                       ่
       การเก็บข้อมูลจนเต็มดิสก์จะทาให้เกิดปั ญหาสาหรับไฟล์ขนาดใหญ่ไม่สามารถหาเนื้ อที่วางในการ
                                     ่
       เก็บข้อมูลได้ แม้จะมีเนื้อที่วางมากพอ แต่ไม่สามารถเรี ยกใช้ได้เพราะเนื้ อที่เหล่านั้นกระจัดกระจาย
       กันทัวทั้งดิสก์
            ่
                          ิ
การจัดเก็บข้ อมูลแบบลิงค์ลสต์ (Link List allocation)
   • วิธีน้ ีมีการแบ่งไฟล์ออกเป็ นบล็อก ๆ เช่นเดียวกัน แต่การจัดเก็บเนื้อที่ของแต่ละบล็อกจะไม่
       ต่อเนื่องกัน แต่ละบล็อกจะถูกเชื่อมโยงกันด้วยพอยต์เตอร์ ตั้งแต่บล็อกแรกจนถึงบล็อกสุ ดท้ายของ
            ้
       ไฟล์ขอมูลนั้น ๆ

   • วิธีการจัดเก็บแบบนี้ทาให้ไม่เสี ยเนื้อที่วางภายในดิสก์ แต่ยงมีเนื้อที่วางภายในบล็อกสาหรับบล็อก
                                               ่                ั           ่
                       ้
       สุ ดท้ายของไฟล์ขอมูล

   • ข้ อเสี ยของวิธีการนี้คือ

           – เสี ยเวลาในการค้นหาข้อมูลของไฟล์มากกว่าแบบต่อเนื่อง เนื่องจากแต่ละบล็อกอยูกระจัด
                                                                                       ่
                กระจายไปทัวดิสก์
                          ่

           – เสี ยเนื้อที่ไปกับพอยต์เตอร์ ที่ทาหน้าที่ช้ ีไปยังบล็อกต่าง ๆ

ไอโหนด (I-nodes หรือ Index nodes)
   • เป็ นวิธีการที่ใช้กนใน UNIX โดยจะมีการสร้างตารางเล็กที่เรี ยกว่า I-nodeให้กบแต่ละไฟล์
                        ั                                                       ั

   • I-node จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไฟล์ไว้

   • นอกจากนั้นยังมีหมายเลขบล็อกแบบลิงค์ลิสต์ 4 แบบดังนี้

           – Direct Block ขนาด 10 หมายเลข เก็บจานวนบล็อกไว้ได้ 10 หมายเลข

           – Single indirect ขนาด 1 หมายเลข เก็บจานวนบล็อกไว้ได้ 256 หมายเลข

           – Double indirect ขนาด 1 หมายเลข เก็บจานวนบล็อกไว้ได้ 256*256 หมายเลข

           – Triple indirect ขนาด 1 หมายเลขเก็บจานวนบล็อกไว้ได้ 256*256*256 หมายเลข
โครงสร้ างไดเร็กทอรี่ (Directory Structure) ใน DOS

    • ไดเร็ กทอรี่ เป็ นที่เก็บรวบรวมไฟล์ขอมูลต่าง ๆ เข้าไว้ดวยกัน
                                          ้                  ้

    • ผูใช้ที่ตองการจะเข้าถึงไฟล์ขอมูลใด ๆ ก็จาเป็ นต้องต้องทราบว่าไฟล์น้ น ๆ อยูในไดเร็ กทอรี่ ใด และ
        ้      ้                  ้                                       ั      ่
        จะเข้าถึงได้จากเส้นทาง (Path) ใด

    • ดังนั้นไดเร็ กทอรี่ จาเป็ นต้องมีตารางบันทึกไฟล์ต่าง ๆ ไว้

    • โครงสร้างไดเร็ กทอรี่ ที่ใช้ใน DOS ภายในตารางจะมีองค์ประกอบดังนี้

            – ชื่อไฟล์ มีขนาด 8 Byte

            – ส่ วนขยาย มีขนาด 3 Byte

            – คุณสมบัติของไฟล์ (File Attribute) มีขนาด 1 Byte

            – กั้นไว้ มีขนาด 10 Byte

            – วัน-เวลาที่บนทึก มีขนาด 4 Byte
                          ั

            – หมายเลขบล็อกแรกของไฟล์ มีขนาด 2 Byte

            – ขนาดของไฟล์ มีขนาด 4 Byte

โครงสร้ างไดเร็กทอรี่ในระบบ Windows (Directory Structure of Windows)

• ตารางไดเร็ กทอรี่ ในระบบ DOS มีชื่อเรี ยกว่า FAT-32

• เนื่องจากในระบบ DOS การตั้งชื่อไฟล์ไม่สามารถตั้งชื่อได้เกิน 8 ตัวอักษร เนื่ องจากข้อจากัดใน
    โครงสร้างของไดเร็ กทอรี่

• การทาให้ระบบสามารถกาหนดชื่อไฟล์ได้มากกว่า 8 ตัวอักษรเราเรี ยกไฟล์ที่มีชื่อยาวกว่า 8 ตัวอักษรว่า
    “Long File Name”
      • บริ ษทไมโครซอฟต์จึงได้พิจารณาหาทางออกให้สามารถตั้งชื่อไฟล์ที่มีขนาดเกิน 8 ตัวอักษร โดยมี
             ั
           วิธีการดังนี้

      • ปรับรู ปแบบของตารางไดเร็ กทอรี่ ดงรู ป
                                         ั

  1                10            1 1 1                       12                      2                  4



      5 Characters                    0              6 Characters                        0       2 Characters


Sequence                   คุณสมบัติ
                                 Checksum

           • ในแต่ละฟิ ลด์ของตารางประกอบด้วยส่ วนต่าง ๆ ดังนี้

                     – Sequence มีขนาด 1 Byte แต่ใช้เพียง 6 บิต สามารถแสดงลาดับที่ได้ 64 (26) ตาแหน่ง
                           ดังนั้นสามารถเก็บชื่ อไฟล์ได้เท่ากับ 64*13=832 ตัวอักษร

                     – 5 Characters of file name มีขนาด 10 Byte ใช้เก็บตัวอักษร 5 ตัวสลับกับช่องว่าง

                     – คุณสมบัติของไฟล์ มีขนาด 1 Byte

                     – 6 Characters of file name มีขนาด 12 Byte ใช้เก็บตัวอักษร 6 ตัวสลับกับช่องว่าง

                     – 2 Characters of file name มีขนาด 4 Byte ใช้เก็บตัวอักษร 2 ตัวสลับกับช่องว่าง

           • นอกจากนั้นทุกไฟล์จะมีตารางแบบ DOS รวมอยูดวยขนาด 32 Byte ต่อ 1 ไฟล์
                                                     ่ ้
            ้
การจัดการเนือที่ว่างภายในดีสก์ (Disk space management)
   • มีอยู่ 2 วิธีในการจัดเก็บ

           – เก็บเป็ นไบต์ ติดต่ อกันไป

           – เก็บเป็ นบล็อค

ความน่ าเชื่อถือของระบบไฟล์ (File system reliability)
   • ข้อมูลมีความสาคัญมาก จาเป็ นต้องเชื่อถือได้วาจะไม่เสี ยหาย
                                                 ่

   • มีระบบกูคืนข้อมูลได้
             ้

       ่        ้
ปัญหาทีอาจเกิดขึน

   • ไฟดับ อาจทาให้การเก็บข้อมูลสู ญหายได้

การแก้ปัญหา
   • ในระบบ windows จะมีการ scan disk ทุกครั้งที่ไม่มีการ shut down เครื่ อง

   • ในระบบ Linux, Unix จะมีการตรวจสอบไฟล์ที่เป็ น i-node ตอนที่เปิ ดเครื่ อง

   เช่นเดียวกันกับ windows

   • Linux จะมีระบบไฟล์ที่เรี ยกว่า Ext3 ซึ่ งจะป้ องกันปั ญหานี้ได้ดี

การทาสารองข้ อมูล (Backups)
   • สารองทั้งหมดทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง

   • สารองเฉพาะที่มีการเปลี่ยนแปลง
        ประสิทธิภาพของระบบไฟล์ (File System Performance)
           • การใช้แคช (Caching)

           • การอ่านบล็อกข้อมูลไว้ล่วงหน้า (Block Read Ahead)

           • การลดการเคลื่อนที่ของหัวอ่าน (Reducing Disk Arm Motion)

           • Log-Structure file System

        ระบบฐานข้ อมูล (Database System)
           • หมายถึงกลุ่มของข้อมูลที่ถูกรวบรวมไว้ เพื่อที่จะนาข้อมูลเหล่านี้มาใช้ภายหลัง

           • ระบบการจัดการฐานข้อมูลหรื อ DBMS (database Management System) ช่วยให้ผใช้เข้าถึงได้ง่าย
                                                                                   ู้
               สะดวกและมีประสิ ทธิภาพ

        ระบบการจัดการฐานข้ อมูลหรือ DBMS (database Management System)

ฝ่ ายลงทะเบียน

                                                                                           » ข้ อมูลนักศึกษา
                                                                                                 (ชื่อ เลขทะเบียน ที่อยู่)
ฝ่ ายการเงิน                              DBMS                                             » ข้ อมูลการลงทะเบียน
                                                                                           » ข้ อมูลการเงิน
                                                                                           » ข้ อมูลการยืม-คืนหนังสือ


ฝ่ ายห้ องสมุด
ข้ อได้ เปรียบของระบบฐานข้ อมูล
   • ลดการเก็บข้อมูลที่ซ้ าซ้อน

   • รักษาความถูกต้องของข้อมูล

   • แบ่งปั นกันใช้ได้

   • การป้ องกันและรักษาความปลอดภัยให้กบข้อมูลทาได้สะดวก
                                       ั

   • ความเป็ นอิสระของข้อมูล

ภาษาของระบบฐานข้ อมูล
   • ภาษากาหนดข้ อมูลหรือ DDL (Data Definition Language) เป็ นภาษาที่ผใช้ได้กาหนดโครงสร้าง
                                                                      ู้
      หรื อแบบแผนในการเก็บข้อมูล เช่น Create

   • ภาษาจัดการข้ อมูลหรือ DML (Data Manipulation Language) เป็ นภาษาที่ผใช้ใช้จดการกับข้อมูล
                                                                         ู้     ั
           ้
      ของผูใช้เอง เช่น Select, Delete

ผู้บริหารฐานข้ อมูล
   • ผูบริ หารฐานข้อมูล (DBA: Database Administrator) มีหน้าที่
       ้

          – กาหนดโครงสร้างหรื อรู ปแบบของฐานข้อมูล

          – กาหนดโครงสร้างของอุปกรณ์เก็บข้อมูลและวิธีเข้าถึง

          – มอบหมายขอบเขตอานาจหน้าที่ของการเข้าถึงของผูใช้
                                                       ้
     รูปแบบของระบบฐานข้ อมูล
        • ฐานข้อมูลแบบลาดับชั้น (Hierarchical Database Model)

        • ฐานข้อมูลแบบเครื อข่าย (Network Database Model)

        • ฐานข้อมูลแบบความสัมพันธ์ (Relational Database Model)

     ฐานข้ อมูลแบบลาดับชั้น


                                           พนักงาน



         ค่าตอบแทน                       การมอบหมายงาน                สวัสดิการ



อัตราผลตอบแทน         ประวัติงาน                     บาเหน็จบานาญ            ิ
                                                                    ประกันชีวต สุ ขภาพ
      ฐานข้ อมูลแบบเครือข่ าย

            โครงการ                            โครงการ
               A                                  B


หน่ วยงาน              หน่ วยงาน   หน่ วยงาน             หน่ วยงาน
     A                      B           C                     D

      ฐานข้ อมูลแบบความสัมพันธ์
         ระบบฐานข้ อมูลและ OS
            • DBMS จะทางานซ้อนอยูบนระบบไฟล์
                                 ่

            • การเข้าถึงข้อมูลในฐานข้อมูลของ DBMS จะต้องเรี ยกใช้ รู ทีนต่าง ๆ ในระบบไฟล์



                ่
ผู้ใช้ โปรแกรมทัวไป                                                          ผู้ใช้ ฐานข้ อมูล




                  OS

                  ระบบไฟล์และ DBMS



                       ั่
                  ไฟล์ทวไป                                                   ฐานข้ อมูล

				
DOCUMENT INFO
Categories:
Tags:
Stats:
views:59
posted:11/6/2012
language:
pages:17