PS 703 Benjamas 6 Aug 2011 line 5 2 by 4Z22eGa6

VIEWS: 7 PAGES: 22

									                                                      1


                          PS 703: สถานการณ์ การเมืองโลกในปั จจุบัน
                                Current Affair in World Politics
                        ผศ.ดร.เบ็ญจมาส จีนาพันธุ์ 6 สิงหาคม 2554 ภาคเช้ า

         หัวใจสำคัญของสำนักสัจนิ ยมคลำสสิ ก (ต่อ)
         ในช่วงที่แล้ วอาจารย์ ได้ นาเสนอหลักการของสัจนิยมคลาสสิกไป 2 หลักการแล้ วคื อ
ก า ร ใ ห้ ค ว า ม ส า คั ญ กั บ รั ฐ แ ล ะ ก า ร ใ ห้ ค ว า ม ส า คั ญ กั บ ผ ล ป ร ะ โ ย ช น์ แ ห่ ง ช า ติ
โดยสั จ นิ ย มมองว่ า ผ ลประโยชน์ แห่ ง ชาติ ที่ ส าคั ญ ที่ สุ ด คื อ ความมั่ น คงแห่ ง ชาติ
ในช่วงนี ้จะนาเสนอหลักการข้ อต่อไปคือ
         3 . สั จ นิ ย ม ม อ ง ว่ า รั ฐ แ ต่ ล ะ รั ฐ ต้ อ ง ช่ ว ย เ ห ลื อ ตั ว เอ ง (Self          - help)
เ พ ร า ะ แ ต่ ล ะ รั ฐ ล้ ว น เ ห็ น แ ก่ ตั ว
                                  ้
จะหวั ง พึ่ ง ใครไม่ ไ ด้ ต้ องป องกั น ตั ว เองให้ รอดพ้ น จากการรุ ก รานคุ ก คามจากภายนอก
แต่ ถ้ ารั ฐ ไหนไม่ มี ขี ด ความสามารถทางทหาร ไม่ มี ก าลั ง อาวุ ธ ขา ดงบประมาณ
ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ก็จาเป็ นต้ องจับมือกับประเทศอื่นเพื่อรวมอานาจเข้ าด้ วยกันทาการปองกั              ้
นร่วมกันและถ่วงดุลอานาจกับศัตรู การรวมตัวดังกล่าวเรี ยกว่าสัมพันธมิตร
         คาว่าสัมพันธมิตรจะแตกต่างจากคาว่าพันธมิตร คือ
         -พั น ธ มิ ต ร                                          (Ally) ห ม า ย ถึ ง
                                    ้                  ้
การร่ ว มมื อ กัน ระหว่ า งรั ฐ ตัง แต่ ส องรั ฐ ขึ น ไปในเรื่ อ งใดเรื่ องหนึ่ ง ที่ มี ผ ลประโยชน์ ร่ ว มกั น
อ า จ จ ะ เ ป็ น ผ ล ป ร ะ โ ย ช น์ ท า ง ก า ร เ มื อ ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ก า ร ท ห า ร ก็ ไ ด้
                  ั
โดยไม่มีสนธิสญญาหรื อข้ อตกลง เมื่อผลประโยชน์ร่วมกันหมดไปความร่ วมมือนันก็สิ ้นสุดลง            ้
                                         ้
เช่น พันธมิตรในสงครามโลกครังที่สองระหว่างสหรัฐฯ โซเวียต สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส จีน
ร่ ว ม มื อ กั น ต่ อ สู้ กั บ ฝ่ า ย อั ก ษ ะ คื อ เ ย อ ร มั น อิ ต า ลี แ ล ะ ญี่ ปุ่ น
                         ้            ้                                                              ้
เมื่ อ สงครามโลกครั ง ที่ ส องสิ นสุด ญี่ ปุ่ นและเยอรมัน พ่า ยแพ้ ค วามเป็ นพัน ธมิ ต รก็ สิ น สุด ลง
                             ั
โซเวียตกลายเป็ นศัตรูกบสหรัฐและยุโรปในสงครามเย็น
                    ั
         ทาให้ พนธมิตรจึงไม่มีความถาวร ขึ ้นอยู่กบผลประโยชน์ ั
         -สั ม พั น ธ มิ ต ร                                                                      (Alliance)
                      ่                                  ้
เป็ นรูปลักษณ์หนึงของอานาจที่เกิดจากรัฐตังแต่สองรัฐขึ ้นไปนาอานาจของตนเองมารวมกันเพื่
                                                   2


อผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อการต่อรองร่ วมกัน หรื อเพื่อถ่วงดุลอานาจ (Balance of Power)
                                    ั
โดยมีข้อตกลงหรื อสนธิสญญาระบุถึงเงื่อนไขของการรวมอานาจเข้ าด้ วยกัน
              สัมพันธมิตรอาจจะเป็ นด้ านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรื อการทหารก็ได้ แล
                            ั
              อาจจะมีสมพันธมิตรแบบสองฝ่ ายหรื อแบบหลายฝ่ าย (พหุภาคี) ก็ได้
              เ             ช่          น       ปี                   1           9          5          2
                                      ้
สหรั ฐ และญี่ ปุ่ นได้ จั ด ตั ง สั ม พั น ธมิ ต รร่ ว มกั น ภายใต้ สนธิ สั ญ ญาความมั่ น คงร่ ว มกั น
                                                               ้
เนื่ อ งจากญี่ ปุ่ นเป็ นประเทศผู้ แ พ้ ส งครามโลกครั ง ที่ 2 ท าให้ ส หรั ฐ เข้ ามาควบคุ ม ญี่ ปุ่ น
และมี บ ทบาทในการร่ า งรั ฐ ธรรมนู ญ ของญี่ ปุ่ น น าโดยนายพลดั ก ลาส แมกอาเธอร์
แ ม่ ทั พ ข อ ง ส ห รั ฐ ใ น ภ า ค พื ้ น เ อ เ ชี ย แ ป ซิ ฟิ ก ใ น รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ม า ต ร า 9
ก า ห น ด ไ ม่ ใ ห้ ญี่ ปุ่ น มี ก อ ง ทั พ ทั ้ ง บ ก เ รื อ แ ล ะ อ า ก า ศ
แ ล ะ ห้ า ม ย ก ก อ ง ทั พ ไ ป ท า ส ง ค ร า ม น อ ก ป ร ะ เ ท ศ
ท า ใ ห้ ใ น ร ะ ย ะ ต่ อ ม า ส ห รั ฐ ต้ อ ง ค อ ย ดู แ ล ค ว า ม มั่ น ค ง ใ ห้ กั บ ญี่ ปุ่ น
ด้ ว ย ก า ร ตั ้ ง เ ป็ น สั ม พั น ธ มิ ต ร ท า ง ท ห า ร ต่ อ กั น
                 ้
เ พื่ อ ป อ ง กั น ไ ม่ ใ ห้ ญี่ ปุ่ น ถู ก คุ ก ค า ม จ า ก ส ห ภ า พ โ ซ เ วี ย ต
              ุ่
เมื่อญี่ปนเป็ นสัมพันธมิตรกับอเมริกาก็สามารถถ่วงดุลอานาจกับสหภาพโซเวียตได้
                                                                       ั       ้
              เช่นเดียวกับสัมพันธมิตรหลายฝ่ าย แบบองค์การสนธิสญญาปองกันแอตแลนติกเหนือ
ห รื อ                        NATO ที่ จั ด ตั ้ ง ขึ ้ น ใ น ปี                         1 9 4 9
ก็ เ ป็ น สั ม พั น ธ มิ ต ร ร ะ ห ว่ า ง ส ห รั ฐ อ เ ม ริ ก า กั บ ป ร ะ เ ท ศ ใ น ยุ โ ป ต ะ วั น ต ก
  ่
ซึงสามารถถ่วงดุลอานาจกับสัมพันธมิตรของสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออกที่รวมกันในนา
                          ั               ่   ้
มองค์การสนธิสญญาวอร์ ซอ ซึงจัดตังขึ ้นในปี 1955 เนื่องจากทัง้ 2 ฝ่ ายมีอานาจพอๆกัน
                               ้
              นอกจากนี ยัง มี สัม พัน ธมิ ต รทางเศรษฐกิ จ แบบหลายฝ่ ายเช่ น สหภาพยุโ รป (EU)
            ้ ้                             ้                                             ้
ที่ จั ด ตั ง ขึ น ในปี 1957 ขณะนี มี ส มาชิ ก 27 ประเทศ ส่ ว นอาเซี ย นที่ จั ด ตั ง ในปี 1967
ถื อ เ ป็ น สั ม พั น ธ มิ ต ร ทั ้ ง ด้ า น ก า ร เ มื อ ง แ ล ะ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ
หรื อกลุ่มโอเปกถือว่าเป็ นสัมพันธมิตรทางเศรษฐกิจเช่นกัน
              สั จ นิ ย ม แ บ บ ค ล า ส สิ ก จ ะ เ น้ น สั ม พั น ธ มิ ต ร ท า ง ท ห า ร เ ท่ า นั ้ น
    ้                                                                                         ้
ทัง นี เ้ พื่ อ ให้ เ กิ ด การถ่ ว งดุล อ านาจและจะท าให้ ส งครามและความขัด แย้ ง เกิ ด ขึ น น้ อ ยลง
เ พ ร า ะ ทั ้ ง 2 ฝ่ า ย ที่ เ ป็ น ป ร ปั ก ษ์ กั น จ ะ ไ ม่ ก ล้ า โ จ ม ตี ต่ อ กั น
                                                        3


แ ต่ ไ ม่ ไ ด้ ห ม า ย ค ว า ม ว่ า จ ะ ไ ม่ มี ส ง ค ร า ม เ ล ย
                                                         ้                                          ้
ส ง ค ร า ม ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ จ ะ ไ ม่ มี วั น สิ น สุ ด แ ม้ จ ะ เ กิ ด รั ฐ บ า ล โ ล ก ขึ น ม า ก็ ต า ม
และสงครามที่มีโอกาสเกิดขึ ้นมากในอนาคตคือสงครามกลางเมือง
          1.2 สัจนิยมแนวใหม่ (Neo - realism) บิดาของสัจนิยมแนวใหม่คือ Kenneth N.
Waltz
          แนวคิดสัจนิยมแนวใหม่ มีสาระสาคัญคือ
          1.สัจนิยมแนวใหม่บอกว่าสิ่งที่ทาให้ เกิดเหตุการณ์ในระหว่างประเทศทังความร่ วมมือแ       ้
ละขัดแย้ งคือโครงสร้ างของระบบระหว่างประเทศไม่ใช่รัฐ สัจจะนิยมจึงไม่ให้ ความสาคัญกับรัฐ
แต่ให้ ความสาคัญกับระบบระหว่างประเทศ
                  ้
          ดังนันก่อนจะไปสู่หลักการข้ ออื่นๆของสัจนิยมแนวใหม่อาจารย์จะลงรายละเอียดในเรื่ อ
งเกี่ยวกับระบบระหว่างประเทศเสียก่อน ดังนี ้
          ระบบระหว่ างประเทศประกอบด้ วย 4 ตัวแปร
          1.ผู้แสดงบทบาทระหว่างประเทศ (International Actors)
          2 . โ ค ร ง ส ร้ า ง                                    (Structure) ห ม า ย ถึ ง
แบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างผู้แสดงบทบาทในระบบระหว่างประเทศว่าเกี่ยวพันเชื่อมโยงกัน
อย่างไร
          3.ก ร ะ บ ว น ก า ร                                                      (Process) ห ม า ย ถึ ง
                ่                                     ่
การกระทาซึงกันและกันของผู้แสดงบทบาทซึงโลดแล่นหรื อกระทาไปตามวัตถุประสงค์ /เปาหม                              ้
ายของผู้แสดงบทบาทเหล่านัน         ้
          4.ส ภ า พ แ ว ด ล้ อ ม                                                    (Environment) คื อ
สิ่งที่กระทบต่อระบบระหว่างประเทศโดยสภาพแวดล้ อมจะแยกออกจากระบบอย่างสิ ้นเชิง
( ต า ม ท ฤ ษ ฎี ร ะ บ บ ทั่ ว ไ ป ห รื อ General                             System                      Theory
ที่บอกว่าระบบต่างๆทุกระบบจะอยู่ภายใต้ สภาพแวดล้ อมเช่นระบบการเรี ยนก็จะมีสภาพแวดล้
อม ถ้ าสิ่งแวดล้ อมจะมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้ อม)
          1.ผู้แสดงบทบาทระหว่ างประเทศ
          ผู้แสดงบทบาทระหว่างประเทศแบ่งย่อยได้ เป็ นสองกลุ่มคือผู้แสดงบทบาทที่เป็ นรัฐและ
ที่ไม่ใช่รัฐ มีรายละเอียดดังนี ้
          1.1 ชาติรัฐ (Nation State)
                                                4


          การแบ่งประเภทรัฐหากแบ่งทางทหารแบ่งได้ เป็ น
                    1) The Superpower อภิมหาอานาจ ได้ แก่ สหรัฐฯ
                    2) The Middle Power มหาอานาจขนาดกลาง ได้ แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส
รัสเซีย จีน
                    3) The Small Power ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ แต่มีอาวุธมากกว่าประเทศอื่น เช่น
อิสราเอล เวียดนาม อิรัก อิหร่าน
          กลุ่ม 1 กับ 2 อาจเรี ยกรวมกันได้ ว่า The Great Power หรื อ The Power มหาอานาจ
          แบ่งตามเศรษฐกิจ
          การแบ่งประเทศโดยใช้ เกณฑ์การเมือง
                    1) ประเทศอภิมหาอานาจ (The Superpower) ได้ แก่ สหรัฐฯ
                    2) ประเทศมหาอานาจ (The Powers) ได้ แก่ สหรัฐฯ รัสเซีย จีน
                    การแบ่งตามเศรษฐกิจยังแบ่งออกเป็ น
                    1) ประเทศพัฒ นาแล้ ว (The Developed Countries) ได้ แ ก่ สหรั ฐฯ
ยุโรปตะวันตก แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปน         ุ่
                    2) ประเทศกาลังพัฒนา (The Developing Countries) ได้ แก่ ประเทศในเอเชีย
ละตินอเมริกา แอฟริกา
                    3) ประเทศพัฒนาน้ อยที่สุด (The Least Developing Countries) มี 50
ประเทศ 34 ประเทศอยู่ในแอฟริกา
          หรื อใช้ เศรษฐกิจและสภาพภูมิศาสตร์ แบ่งเป็ นสองกลุ่มคือ
                                                                       ู
                    1) รัฐเหนือ (The North States) อยู่เหนือเส้ นศูนย์สตร มีการพัฒนาเศรษฐกิจดี
                                                                    ู
                    2) รัฐใต้ (The South States) อยู่ใต้ เส้ นศูนย์สตร เป็ นรัฐเกษตรกรรมในเอเชีย
แอฟริ กา ละตินอเมริ กา และรัฐกึ่งอุตสาหกรรมในละตินอเมริ กาและตะวันออกกลาง ยกเว้ น
ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อิสราเอล แอฟริกาใต้
          แบ่งตามทฤษฎีสามโลก แบ่งได้ เป็ น
                    1) The         First       World           State        รั ฐ โลกที่ 1 หมายถึ ง
รั ฐที่ ปกครองในระบอบประชาธิ ปไตย ใช้ ร ะบบเศรษฐกิ จการตลาด (Market Economy)
กลไกตลาด (ถูกกาหนดโดย Demand & Supply) เป็ นตัวกาหนดกระบวนการทางเศรษฐกิจ
                                                5


                 2)             The                 Second            World         รั ฐโ ล กที่ 2
เ ดิ ม ห ม า ย ถึ ง ส ห ภ า พ โ ซ เ วี ย ต แ ล ะ ป ร ะ เ ท ศ ค อ ม มิ ว นิ ส ต์
                      ้
ประเ ทศ เห ล่ านี มี การพั ฒ นา ด้ อยก ว่ า โล กที่ 1 แต่ ห ลั ง ส งค รา มเย็ น รั ฐโล กที่ 2
                    ้
คื อ ประเทศหัว เลี ย วหัว ต่ อ ได้ แ ก่ ประเทศอดี ต สหภาพโซเวี ย ต 15 รั ฐ + ยุโ รปตะวัน ออก
เป็ นประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยและเศรษฐกิจการตลาด
                 3) The Third World รั ฐ โลกที่ 3 หมายถึ ง ประเทศก าลัง พัฒ นา
เป็ นประเทศเกษตรกรรมในเอเชีย ละตินอเมริกา แอฟริกา
         1.2 องค์การระหว่างประเทศ (International Organization)
         1.2.1 อ ง ค์ ก า ร ร ะ ดั บ ภู มิ ภ า ค (Regional                        Organization)
ประเทศสมาชิ ก จะมี อ ยู่ เ ฉพาะในภู มิ ภ าคนั น ๆ เช่ น EU, ้                ASEAN,          OAS
                          ั
(องค์การนานารัฐอเมริกน) และ AU (สหภาพแอฟริกา)
         1.2.2 องค์ การระดับ สากล (Universal Organization) มี สมาชิกเกื อบทั่วโลก
แบ่งย่อยได้ เป็ น
                                       ่                      ุ    ่
         -องค์การระดับสากลแบบทัวไป ทาหน้ าที่ทกเรื่ อง ซึงมีอยู่องค์การเดียวคือ UN
         -องค์ ก ารระ ดั บ ส า กล แบ บ เฉ พ าะ เจ าะ จ ง ท า หน้ าที่ เป็ นเ รื่ อง ๆ ไป เช่ น
องค์ ก ารการค้ า โลก (WTO) ทาเฉพาะการค้ า กองทุน การเงิ นระหว่ างประเทศ (IMF)
ทาเฉพาะการเงิน ธนาคารโลก (World Bank) ทาเฉพาะการลงทุน องค์การอนามัยโลก (WHO)
ทาเฉพาะเรื่ องสาธารณสุข UNESCO ดูแลเรื่ องการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม
         1.3 ผู้ แ สดงบทบาทที่ มี อ านาจเหนื อ รั ฐ (Supranational Actor) หมายถึ ง
ผู้ แ ส ด ง บ ท บ า ท ที่ มี อ า น า จ เ ห นื อ อ า น า จ อ ธิ ป ไ ต ย แ ห่ ง รั ฐ
เพราะรัฐสมาชิกมอบอานาจอธิปไตยให้ องค์การ/สถาบันนันทาหน้ าที่แทนตน้
         1.4 สัม พันธมิ ต ร (Alliance) เช่ น NATO (สัม พัน ธมิ ต รทางทหาร), EU
(สัมพันธมิตรทางเศรษฐกิจ ), ASEAN (สัมพันธมิตรทางด้ านการเมือง เศรษฐกิจ ), OPEC
(สัม พัน ธมิ ต รทางเศรษฐกิ จ ) และผู้ แ สดงบทบาทซึ่ ง เป็ นกลุ่ ม (Bloc Actors) เช่ น
กลุ่มที่ออกเสียงเป็ นกลุ่มโลกที่ 1 โลกที่ 2 โลกที่ 3 ในสหประชาชาติ
         1.5       องค์ ก ารข้ ามชาติ ที่ ไ ม่ ใ ช่ รั ฐ บาล (Non-governmental    Transnational
                             ั                            ่
Organization) มีการปฏิบติการจากประเทศหนึงไปสู่อีกประเทศหนึง เช่น        ่
                                                       6


            -บรรษัทข้ ามชาติ (Multinational Corporation – MNCs)
            -ข บ ว น ก า ร ก่ อ ก า ร ร้ า ย (Terrorist               Movement)                    เ ช่ น PLO
(ขบวนการปลดปล่อยปาเลสไตน์ ), Hamas (ขบวนการเรี ยกร้ องเอกราชกลุ่มย่อยใน PLO
เน้ นใช้ ความรุ น แรง),                   IRA           (ขบวนการกองทั พ Irish                   Republican)
ต่ อ สู้ เพื่ อ ให้ ดิ น แดนไอร์ แลนด์ เ หนื อ เป็ นเอกราชจาก สหราชอาณาจั ก ร,                            ETA
(ขบวนการก่อการร้ ายที่ต้องการแยกแคว้ นบาธในสเปนให้ เป็ นเอกราช, Al Queda เป็ นต้ น
            -องค์ ก ารที่ ไ ม่ ใช่รั ฐบาลหรื อ องค์ ก ารเอกชน (Nongovernmental Organizations:
NGOs) เ ช่ น อ ง ค์ ก า ร นิ ร โ ท ษ ก ร ร ม ส า ก ล                          ก า ช า ด ส า ก ล ก รี น พี ซ
(รณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้ อมและสันติภาพ ต่อต้ านการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ ) FTA Watch
            1.6 ก ลุ่ ม ย่ อ ย ร ะ ดั บ ช า ติ (Sub               –              nation                 Group)
เป็ นกลุ่มภายในประเทศแต่มีบทบาททาให้ รัฐกาหนดนโยบายออกมาอย่างใดอย่างหนึง เช่น                        ่
            -สหภาพแรงงาน
            -กลุ่มผลักดัน
            -กลุ่มผลประโยชน์
            อย่างกรณีกลุ่มสิ่งทอในสหรัฐฯ และ EU เรี ยกร้ องให้ กีดกันสิ่งทอที่มาจากจีน
            1 . 7                           ปั จ เ จ ก ช น                                      (Individuals)
ส่วนใหญ่ เป็ นอดีตผู้นาประเทศจึงสามารถแสดงบทบาทระหว่างประเทศได้ เช่น โทนี่ แบลร์
อองซาน ซูจี อัล กอร์
            2.โครงสร้ างของระบบระหว่ างประเทศ
            คื อ แ บ บ แ ผ น ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ข อ ง ผู้ แ ส ด ง บ ท บ า ท ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ
โครงสร้ างของระบบระหว่างประเทศจะประกอบด้ วยตัวแปร 4 ตัว คือ
            2.1 ความมากน้ อยของอิทธิพล (Influence) และทางเข้ าไปสู่ทรัพยากร (Resources)
ของสมาชิกในระบบระหว่างประเทศ
            -อิ ท ธิ พ ล เ ป็ น ก า ร ม อ ง ทั ้ ง โ ล ก ว่ า มี ผู้ มี อิ ท ธิ พ ล กี่ พ ว ก กี่ ก ลุ่ ม
ผู้มี อิ ท ธิ พ ลคื อ ผู้ที่ ใ ช้ อ านาจแบบรุ น แรงได้ เช่ น ในโลกจะมี สหรั ฐ อเมริ ก า รั ส เซี ย จี น อี ยู
( ป ร ะ เ ท ศ ที่ มี อิ ท ธิ พ ล ม า ก คื อ ส ห ร า ช อ า ณ า จั ก ร เ ย อ ร มั น แ ล ะ ฝ รั่ ง เ ศ ส ) ญี่ ปุ่ น
ส่วนอิสราเอลจะมีอิทธิพลรองลงมา
                                                       7


         -ท า ง เ ข้ า ไ ป สู่ ท รั พ ย า ก ร ห ม า ย ถึ ง ห น ท า ง ใ ห้ ไ ด้ ม า ซึ่ ง ท รั พ ย า ก ร
ซึ่ ง จ ะ ม อ ง ทั ้ ง ใ น แ ง่ ข อ ง ก า ร มี ท รั พ ย า ก ร ข อ ง ต น เ อ ง
และความสามารถในการเข้ าถึงทรัพยากรในดินแดนอื่นๆ เช่นการซื ้อหา การลงทุน การยึดครอง
                                ้                                             ้
         เช่ น ญี่ ปุ่ นขาดน า มั น ก็ จ ะเข้ าไปลงทุ น ในกิ จ การน า มั น ในตะวั น ออกกลาง
ร ว ม ทั ้ ง เ ว ล า นี ้ จี น ก็ มี ก า ร ล ง ทุ น ไ ป ทั่ ว โ ล ก ใ น เ ว ล า นี ้
                                  ้
ส่วนการยึดครองทรัพยากรนันจะกระทาในช่วงการล่าอาณานิคม
                                       ้
         2.2 ความมากน้ อยของขัวอานาจ (A Pole) เป็ นการพิจารณาว่าโลกมีกี่ขวอานาจ                     ั้
                ้                            ้
อาจจะเป็ นขัว อ านาจทางการเมื อ ง ขัว อ านาจทางเศรษฐกิ จ หรื อ ขัว อ านาจทางการทหาร้
หรื ออาจจะเป็ นทัง้ 3 รูปแบบก็ได้
                         ้
         การจะเป็ นขัวอานาจประเภทใดใหญ่หรื อเล็กขึ ้นอยู่กบ         ั
         -
ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมของผู้แสดงบทบาทระหว่างประเทศอื่นหรื อรัฐอื่นได้ มาก
น้ อยแค่ไหน
                              ้                             ้
         เช่ น สหรั ฐ เป็ นขั น อ านาจที่ ใ หญ่ ที่ สุ ด ทั ง ทางการเมื อ ง เศรษฐกิ จ และการทหาร
เ พ ร า ะ ส า ม า ร ถ ค ว บ คุ ม ใ ห้ ตั ว แ ส ด ง อื่ น ท า ต า ม ที่ ส ห รั ฐ ต้ อ ง ก า ร ไ ด้ ม า ก ที่ สุ ด
เช่นสามารถทาให้ ประเทศต่างๆร่ วมมือในการทาสงครามต่อต้ านการก่อการร้ ายกับสหรัฐได้
หรื อสหรัฐสามารถทาให้ ประเทศต่างๆเปิ ดตลาดการค้ าและตลาดการลงทุนให้ กบสหรัฐอเมริ กา         ั
ไ ด้               โ ด ย ใ ช้ ม า ต ร ก า ร ต่ า ง ๆ
                                               ่
หรื อการที่สหรัฐสามารถทาให้ ประเทศทัวโลกร่ วมมือกับสหรัฐในการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ ได้
(ยกเว้ นบางประเทศ)
         อี ยู ถื อ เ ป็ น ขั ้ ว อ า น า จ ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ เ ท่ า นั ้ น
เช่ น สามารถใช้ เครื่ องมื อ ทางเศรษฐกิ จ ให้ ประเทศต่ า งๆท าตามที่ อี ยู ต้ องการได้
ส่ ว น จี น นั ้ น ก็ จ ะ เ ป็ น ขั ้ น อ า น า จ ทั ้ ง ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ก า ร เ มื อ ง
                           ้
และการทหารแต่เป็ นขัวอานาจที่เล็กกว่าสหรัฐ
         -ส า ม า ร ถ ค ว บ คุ ม ผ ล ลั พ ธ์ ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ
คือทาให้ เกิดร่ วมมือหรื อความขัดแย้ งระหว่างประเทศได้ ตามที่ต้องการ เช่นทาให้ เกิดสงคราม
ทาให้ เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทาให้ เกิดความขัดแย้ งทางการเมืองได้
                                               8


                                          ้                    ้
           -สามารถควบคุมทรัพยากร ทังโดยการเป็ นเจ้ าของ ทังโดยซื ้อ/ลงทุน ยึดครอง
                      ้                 ้                               ้       ้
           ดังนันสหรัฐอเมริ กาจึงเป็ นขัวอานาจที่ ใหญ่ ที่สุด และเป็ นขัวอานาจทังทางการเมือง
เศรษฐกิจ และทหาร จนเป็ นเอกะอภิมหาอานาจ
                                                     ้           ั
           จาก 3 ปั จจัยข้ างต้ นเราสามารถจัดอันดับขัวอานาจได้ ดงนี ้
                    ้
           1) ขัวอานาจทางการทหาร (Military Pole) เรี ยงตามลาดับ คื อ สหรั ฐฯ จี น รั สเซีย
ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร
                        ้
           2) ขัวอานาจทางเศรษฐกิจ (Economic Pole ) เรี ยงตามลาดับได้ แก่ สหรั ฐฯ จี น
    ู ุ่
อียญี่ปน เยอรมันนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส
                  ้
           3) ขัวอานาจทางการเมือง (Political Pole) เรี ยงตามลาดับ ได้ แก่ สหรัฐฯ จีน รัสเซีย
ตามมาด้ วยฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร
           2.3 การกระจายอานาจ (Distribution of Power) ดูว่าอานาจกระจายอยู่ ณ ที่ใด
                ้
เช่ นเวลานี อานาจกระจายไปอยู่ที่ส หรั ฐ ฯ มากที่ สุด รองลงไปคื อ EU จี น ญี่ ปุ่ น รั สเซีย
สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส
           2.4              ความมากน้ อยของความเป็ นลั ก ษณะเดี ย วกั น (Homogeneity)
                                                                   ั
ในระบบระหว่างประเทศ ดูว่ามีการจับกลุ่มกันกี่กลุ่มกี่พวกที่มีลกษณะเหมือน ๆ กัน เช่น โลกที่
1 โลกที่ 2 โลกที่ 3 /ประเทศทุนนิยม ประเทศสังคมนิยม ประเทศพัฒนาแล้ ว กาลังพัฒนา
ด้ อยพัฒนา
           3.กระบวนการ (Process)
           หมายถึ ง แบบอย่ า งของการกระท าที่ มี ต่ อ กั น และกั น                (Interactions)
                                                   ู
ของผู้แสดงบทบาทระหว่างประเทศและวิธีการที่ผ้ แสดงบทบาทระหว่างประเทศนามาใช้ เพื่อให้
         ั
บรรลุวตถุประสงค์ กระบวนการจะมีมากมาย เช่น
           -ความร่วมมือแบบพหุภาคี
           -ความร่วมมือแบบทวิภาคี
           -การทาสงคราม
           -การแซงชัน     ่
           -การบีบบังคับให้ เปิ ดตลาด
           (อื่นๆ อีกมาก)
                                                      9


           นักศึกษาต้ องบรรยายให้ ได้ ว่าผู้แสดงบทบาทระหว่างประเทศมีการกระทาซึงกันและกัน         ่
                                    ้
อย่างไร ใช้ วิธีใดเพื่อให้ บรรลุเปาหมายที่วางไว้
           4.สภาพแวดล้ อมระหว่ างประเทศ (International Environment)
                                                                          ั
           สภาพแวดล้ อมระหว่างประเทศ หมายถึง ปั จจัยต่างๆที่สมผัสหรื อมองเห็นได้ (Tangible
                                      ั
Factors) และปั จจัยต่าง ๆที่สมผัสหรื อมองเห็นไม่ได้ (Intangible Factors) หรื อเหตุการณ์ /
ป          ร       า       ก       ฏ        ก      า        ร      ณ์       ต่      า          ง              ๆ
ตลอดจนเงื่อนไขที่อยู่นอกระบบระหว่างประเทศแต่จะมีผลกระทบต่อระบบระหว่างประเทศ
           (อาจารย์ จะพู ด เรื่ องสภาพแวดล้ อมระหว่ า งป ระเทศอี ก ครั ้ง ในช่ ว งหลั ง )
ช่วงนี ้ขอย้ อนกลับไปที่แนวคิดสัจนิยมใหม่อีกครัง        ้
                                ึ
           สัจนิยมแนวใหม่จงมองว่าเหตุการณ์ระหว่างประเทศเกิดจากโครงสร้ างของระบบระหว่า
                                                          ั
งประเทศไม่ใช่การกระทาของรัฐเหมือนอย่างที่สจนิยมคลาสสิกเชื่อ
           ตัวอย่ า ง สงครามอิรักเกิ ดจากโครงสร้ างของระบบระหว่ างประเทศที่ เป็ นแบบ Uni
Multipolar                                                     ้
                           System หรื อระ บ บ หล ายขั ว อ านาจแบ บ ศู น ย์ เดี ยว ที่ มี ส หรั ฐฯ
เ ป็ น ขั ้ ว อ า น า จ ใ ห ญ่ ที่ สุ ด                                                  (Uni-superpower)
         ้
ส่วนขัวอานาจอื่นคือสหภาพยุโรปที่มีสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนีเป็ นผู้กมอานาจ ญี่ปน        ุ             ุ่
                                          ้
จี น รั ส เซี ย เมื่ อ สหรั ฐ ฯ เป็ นขั ว อ านาจให ญ่ ที่ ต้ องการเข้ าไปท าสงครามในอิ รั ก
   ้
ขั ว อ านาจอื่ น คื อ ฝรั่ ง เศส จี น รั ส เซี ย คั ด ค้ านสหรั ฐ ฯ แต่ ค้ านไม่ ไ หว ท าให้ สหรั ฐ ฯ
เข้ าไปทาสงครามในอิรักจนได้
           2.สัจ นิ ย มแนวใหม่ ใ ห้ ค วามส าคัญ กั บ อนาธิ ป ไตยระหว่ า งประเทศ (International
Anarchy)
           สภาพอนาธิปไตยระหว่างประเทศคือสภาพที่รัฐแต่ละรัฐมีอานาจอธิปไตยของตนเอง
และไม่มีใครเหนือกว่าใคร ไม่มีรัฐไหนที่จะมีอานาจควบคุมรัฐอื่นๆทุกรัฐได้
           ส่ ว น อ น า ธิ ป ไ ต ย ภ า ย ใ น คื อ ส ภ า พ ที่ ค น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ม่ เ ค า ร พ ก ฎ ห ม า ย
ไ ม่ เ ชื่ อ ฟั ง อ ง ค์ ห รื อ ส ถ า บั น ที่ บั ง คั บ ใ ช้ ก ฎ ห ม า ย
                                        ้
เช่นปั ญหาภาคใต้ ของเราเวลานี คือสภาพอนาธิ ปไตย เพราะเป็ นสภาพที่ รัฐใช้ อานาจไม่ได้
ไร้ กฎหมาย หรื อกฎเกณฑ์ ไม่มีใครควบคุมการแสดงพฤติกรรมของคนที่ก่อความรุนแรงได้
           ใ น ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ แ ม้ จ ะ มี ก ฎ ห ม า ย ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ
แ ต่ รั ฐ ต่ า ง ๆ ไ ม่ ก ลั ว แ ล ะ ไ ม่ ย อ ม ท า ต า ม
                                                       10


ผู้ แ ส ด ง บ ท บ า ท จ ะ ทุ ก อ ย่ า ง เ พื่ อ ใ ห้ ต น เ อ ง ไ ด้ ป ร ะ โ ย ช น์ ต า ม ต้ อ ง ก า ร
ซึ่ ง สั จ นิ ย มแนวใหม่ ม องว่ า คว ามขั ด แย้ งหรื อสงครามระหว่ า งประเทศเกิ ดจาก
สภาพอนาธิปไตยระหว่างประเทศนันเอง                ่
             3 . สั จ นิ ย ม แ น ว ใ ห ม่ เ ชื่ อ ผ ล ป ร ะ โ ย ช น์ แ ห่ ง ช า ติ ม อ ง ว่ า ป ร ะ เ ท ศ ต่ า ง ๆ
           ้
ต้ องดิ น รนเพื่ อ ให้ ได้ เกี ย รติ ย ศ อ านาจ ผลประโยชน์ ข องรั ฐ และความมั่ น คงปลอดภั ย
ร ว ม ทั ้ ง ค ว า ม ไ ด้ เ ป รี ย บ เ ห นื อ รั ฐ อื่ น ( Relative                                       Gains)
        ้
ดังนันในการแข่งขันระหว่างประเทศจะต้ องมีผ้ ูได้ และผู้เสียที่เรี ยกว่า Zero Sum Game
                           ู
หรื อเรี ยกว่าเกมส์ศนย์บวก เมื่อเป็ นเช่นนี ้รัฐแต่ละรัฐจึงยอมกันไม่ได้
             เ ช่ น ก า ร ที่ ส ห รั ฐ มั ว แ ต่ ยุ่ ง เ กี่ ย ว กั บ ปั ญ ห า ใ น ภู มิ ภ า ค ต่ า ง ๆ
ท า ใ ห้ จี น มี ก า ร พั ฒ น า เ ท ค โ น โ ล ยี ท า ง ด้ า น ก า ร ท ห า ร ไ ป อ ย่ า ง ม า ก
ส ห รั ฐ อ เ ม ริ ก า เ ก ร ง ว่ า จี น จ ะ มี อิ ท ธิ พ ล ม า ก ก ว่ า ส ห รั ฐ ใ น เ อ เ ชี ย
สหรัฐจึงสนับสนุนด้ วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ อินเดียพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อต่อรองอานา
จกับจีน
                                                          ู
             การกระทาเช่นนี ้ของสหรัฐ ถือว่าไม่ถกต้ องเพราะเป็ นดาเนินนโยบายแบบ 2 มาตรฐาน
เ พ ร า ะ บ า ง ป ร ะ เ ท ศ ส ห รั ฐ ขึ ้ น บั ญ ชี ด า ห า ก มี ก า ร พั ฒ น า อ า วุ ธ นิ ว เ ค ลี ย ร์
แต่สหรัฐกลับไปสนับสนุนการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ให้ กบอินเดีย            ั
                             ั
             ขณะที่สนธิสญญาห้ ามแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ ระบุว่าห้ ามให้ ประเทศที่มีอาวุธนิวเค
ลี ย ร์ ถ่ า ย ท อ ด เ ท ค โ น โ ล ยี อ า วุ ธ นิ ว เ ค ลี ย ร์
แต่สหรัฐอเมริกาก็ละเมิดเพราะต้ องการรักษาความเป็ นเจ้ าโลกของตนเองเอาไว้
             4.สั จ นิ ย มแนวใหม่ เ น้ นดุ ล แห่ ง ความหวาดกลั ว (Balance                       of        Terror)
                 ั
ในขณะที่สจนิยมคลาสสิกเน้ นดุลแห่งอานาจ
             ดุ ล แ ห่ ง ค ว า ม ห ว า ด ก ลั ว ห ม า ย ถึ ง ก า ร ที่ ทั ้ ง 2
                               ั
ฝ่ ายที่เป็ นคู่ปรปั กษ์ กนมีความหวาดกลัวพอ ๆ กันทาให้ ทง้ั 2 ฝ่ ายกล้ าที่จะทาสงครามต่อกัน
             เช่นในช่วงสงครามเย็นสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียติอยู่ภายใต้ ดลแห่งความหวาดก      ุ
ลั ว ว่ า จ ะ เ กิ ด ส ง ค ร า ม นิ ว เ ค ลี ย ร์ เ นื่ อ ง จ า ก ทั ้ ง 2
ฝ่ ายมีอาวุธนิวเคลียร์ ในครอบครองความหวาดกลัวดังกล่าวทาให้ ไม่มีใครกล้ าใช้ อาวุธนิวเคลียร์
โจมตีก่อนที่ เรี ยกว่า (First Strike) ด้ วยเกรงว่าจะโดนโจมตีล้า งแค้ น (Second Strike)
                                                   11


                                                                                ้                 ้
ด้ ว ยอาวุธ นิว เคลี ย ร์ จนสร้ างความเสี ย หายมากกกว่ า การโจมตี ค รั ง ที่ 1 ด้ ว ยเหตุนี ส หรั ฐ ฯ
ไม่กล้ าโจมตีโซเวียต และโซเวียตกก็ไม่กล้ าโจมตีสหรัฐฯ ทาให้ สงครามไม่เกิดขึ ้น
          ปั จจุ บั น มี แ นวโน้ มว่ า ดุ ล แห่ ง ความหวาดกลั ว ก าลั ง จะถู ก ท าลายเมื่ อ สหรั ฐ ฯ
ใ น ส มั ย ข อ ง ป ร ะ ธ า น า ธิ บ ดี บุ ช
ไ ด้ ต ก ล ง กั บ โ ป แ ล น ด์ ว่ า จ ะ ไ ป ติ ด ตั ้ ง ร ะ บ บ ต่ อ ต้ า น ขี ป น า วุ ธ ใ น โ ป แ ล น ด์
ส ร้ า ง ค ว า ม ไ ม่ พ อ ใ จ ใ ห้ กั บ รั ส เ ซี ย
                            ้
เพราะการมี ร ะบบป อนกั น ขี ป นาวุ ธ ท าให้ สหรั ฐ ไม่ ต้ องเกรงก ลั ว การถู ก โจมตี ก่ อ น
   ่
ซึงอาจจะทาให้ เกิดสงครามได้ ง่าย
          อย่างไรก็ตามสหรัฐก็อ้างว่าความตกลงกับโปแลนด์เป็ นความตกลงเพื่อปองกันการโจม       ้
ตีของขบวนการก่อการร้ าย
          ล่าสุดสหรัฐในยุคประธานาธิบดีโอบาม่าก็ทาความตกลงกับรัสเซียว่าระบบปองกันขีปน           ้
                                     ้
าวุธที่โปแลนด์จะเป็ นการติดตังร่วมกันระหว่างรัสเซียกับสหรัฐอเมริกา
          5.สัจนิยมแนวใหม่มองว่าถ้ าไม่อยากให้ มีสงครามต้ องเตรี ยมพร้ อมทางทหารและเสริ มส
                              ้
ร้ างกาลังอาวุธเพื่อการปองปราม (Deterrence) เพื่อข่มขู่ฝ่ายตรงข้ ามไม่ให้ โจมตี
                          ้
          (แนวคิ ด นี ต รงกั บ พระราชด ารั ส ของรั ช กาลที่ 6 ที่ บ อกว่ า “หากหวั ง ตั ง สงบ       ้
จงเตรี ยมรบให้ พร้ อมสรรพ”)
                 ้
          การปองปรามด้ วยนิวเคลียร์ (Nuclear Deterrence) มีสามอย่างคือ
             ้
          -ป อ ง ป ร า ม โ ด ย ก า ร ล ง โ ท ษ (Deterrence                 by                Punishment)
                                ้
หมายถึงฝ่ ายที่ต้องการปองปรามต้ องเสริ มสร้ างกาลังอาวุธไว้ ใช้ ลงโทษประเทศที่จะมารุ กราน
โดยประกาศว่าถ้ าใครมารุกรานโจมตีก่อนจะต้ องเจอการลงโทษที่สร้ างความเสี ยหายให้ มากกว่
าการโจมตีครังแรก   ้
               ้
          -ป องปรามโด ยการปฏิ เ สธ ชั ย ชนะ (Deterrence                            by             Denial)
                     ้
ฝ่ ายที่ต้องการปองปรามต้ องเสริ มสร้ างกาลังอาวุธและขีดความสามารถทางการทหารให้ ทดเที                  ั
ย ม กั บ ฝ่ า ย ที่ ต้ อ ง ก า ร รุ ก ร า น ท า ใ ห้ ฝ่ า ย ที่ จ ะ รุ ก ร า น ไ ม่ ก ล้ า
กลัวว่าถ้ ารุกรานแล้ วเกิดสงครามขึ ้นมาตนเองก็ไม่ชนะ
                                  ้
          รัฐบาลสหรัฐใช้ การปองปรามแบบนี ้ในสมัยประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์ เตอร์
                                                       12


            ้
          -ป อ ง ป ร า ม โ ด ย ชั ย ช น ะ (Deterrence                                 by                Victory)
                         ้
ฝ่ า ย ที่ ต้ อ ง ก า ร ป อ ง ป ร า ม ต้ อ ง เ ส ริ ม ส ร้ า ง ก า ลั ง อ า วุ ธ โ ด ย เ ฉ พ า ะ นิ ว เ ค ลี ย ร์
ใ ห้ เ ห นื อ ก ว่ า ฝ่ า ย ที่ ต้ อ ง ก า ร จ ะ โ จ ม ตี แ บ บ ไ ร้ เ ที ย ม ท า น
เพื่อข่มขู่ให้ ฝ่ายรุกรานตระหนักว่าถ้ ามีสงครามเกิดขึ ้นฝ่ ายรุกรานจะต้ องเป็ นฝ่ ายพ่ายแพ้ ไปในที่
สุด
                  ้
          ก า ร ป อ ง ป ร า ม แ บ บ นี ้ มี ขึ ้ น ใ น ส มั ย ป ร ะ ธ า น า ธิ บ ดี โ ร นั ล ด์ เ ร แ ก น
เพราะสหรัฐมีการสะสมอาวุธเหนือกว่าสหภาพโซเวียต
          อาวุธนิเคลียร์ มี 3 ประเภท คือ
          1.อาวุ ธ นิ ว เคลี ย ร์ ท างยุ ท ธศาสตร์ (Strategic                         Nuclear         Weapons)
ประกอบด้ ว ยขี ป นาวุธ พิ สัย ไกลยิ ง ข้ า มทวี ป (ICBM) ขี ป นาวุธ ที่ ยิ ง จากเรื อ ด าน า (SLBM)   ้
และเครื่ องบินทิ ้งระเบิดนิวเคลียร์ ทางยุทธศาสตร์ (Strategic Bombers)
          2.The Theater Nuclear Weapon อาวุธนิวเคลียร์ พสยปฏิบติการ       ิ ั       ั
          3.Tactical Nuclear Weapon ขีปนาวุธยุทธวิธีใช้ ได้ ในสนามรบเท่านัน                  ้
          2 . ส า นั ก เ ส รี นิ ย ม แ น ว ใ ห ม่ (Neo-liberalism)
                           ั้
(สานักเสรี นิยมจะมีทงแนวใหม่และแนวเก่าแต่อาจารย์จะสอนเฉพาะแนวใหม่)
          สั จ จ ะ เ ป็ น พ ว ก ม อ ง โ ล ก ใ น แ ง่ ดี เ ป็ น ท า ย า ท ข อ ง อุ ด ม ค ติ นิ ย ม (Idealism)
ซึ่ ง พวกอุ ด มคติ นิ ย มจะ มองว่ า มนุ ษ ย์ เ กิ ด มา เป็ นคนดี ท าเพื่ อ ประโยชน์ ส่ ว นรวม
แ ต่ ส ง ค ร า ม เ กิ ด จ า ก ก า ร มี ส ถ า บั น ไ ม่ ดี นั่ น ก็ คื อ รั ฐ ชั่ ว ร้ า ย
วิธีแก้ คือต้ องสร้ างสถาบันและกฎหมายระหว่างประเทศขึ ้นมาควบคุมการกระทาของรัฐที่ชวร้ า                        ั่
ย
          แ น ว คิ ด นี ้น า ม า ซึ่ ง ก า ร จั ด ตั ้ง ส ถ า บั น ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ ( สั น นิ บ า ติ ช า ติ
ส ห ป ร ะ ช า ช า ติ ) มี ก ฎ ห ม า ย ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ
              ้
และจัด ตัง กองทัพ ร่ ว มเพื่ อ รั ก ษาความมั่น คงปลอดภัย ร่ ว มกั น (Collective Security)
โดยแต่ละรัฐไม่ต้องมีกองทัพของตนเอง แต่ใช้ กองทัพส่วนรวมนี ้ไปจัดการกับผู้รุกราน
          แต่แนวคิดดังกล่าวไม่สามารถเป็ นจริงได้ เพราะในความเป็ นจริ งรัฐแต่ละรัฐยังมีความเห็
น แ ก่ ตั ว แ ต่ แ น ว คิ ด แ บ บ อุ ด ม ค ติ นิ ย ม ก็ จ ะ มี ผ ล ต่ อ แ น ว คิ ด ข อ ง ส า นั ก เ ส รี นิ ย ม
                              ้
(ในช่วงสงครามโลกครังที่ 2 แนวคิดอุดมคตินิยมก็หมดความสาคัญลง)
                                                       13


           นักวิชาการของสานักเสรี นิยม เช่น โรเบิร์ต โอ.เคียวเฮน,โจเซฟ เอส.ไนย์ ,ลิซ่า แอล.
มาร์ ติน
                                  ั
          เสรี นิยมแนวใหม่มีหวใจสาคัญดังนี ้
          1 . ม อ ง ว่ า ผู้ แ ส ด ง บ ท บ า ท ที่ ส า คั ญ ใ น ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ
คื อ ส ถ า บั น แ ล ะ อ ง ค์ ก า ร ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ ว่ า เ ป็ น ผู้ แ ส ด ง บ ท บ า ท ที่ ส า คั ญ
   ่
ซึงมีหน้ าที่ประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ มองว่าหากร่ วมมือกันจะทาให้ เกิด ผลได้ สทธิ                        ุ
(Absolute Gains) คือรัฐทุกรัฐจะได้ ผลประโยชน์ ร่วมกัน (แม้ จะไม่เท่ากันแต่ทุกรัฐจะต้ องได้
แบบ Win-Win)
          2.เสรี นิ ย มแนวใหม่ ยึ ด ถื อ กฎหมายระหว่ า งประเทศ องค์ ก ารระหว่ า งประเทศ
เป็ นกลไกในการควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกจนกลายเป็ นมาตรฐานสากลที่ทกประเทศยอมรั                    ุ
        ั
บปฏิบติ สานักนี ้จึงสนใจความร่วมมือมากกว่าความขัดแย้ ง
          3 . เ ส รี นิ ย ม แ น ว ใ ห ม่ เ ชื่ อ ใ น ค ว า ม เ ป็ น ป ร ะ ช า ธิ ป ไ ต ย
โดยมองว่าหากทุกรัฐเป็ นประชาธิปไตยสันติภาพจะเกิดขึ ้น
          แนวคิดนี ้นาไปสู่การสร้ างทฤษฎี สันติภาพเชิงประชาธิ ปไตย (Democratic Peace
Theory) ที่ เ ชื่ อ ว่ า รั ฐ ที่ เ ป็ น ป ร ะ ช า ธิ ป ไ ต ย จ ะ ไ ม่ ท า ส ง ค ร า ม ต่ อ กั น
หรื อไม่ใช่สงครามเป็ นเครื่ องมือในการแก้ ปัญหาความขัดแย้ ง
          ค ว า ม เ ชื่ อ ใ น ท ฤ ษ ฎี ดั ง ก ล่ า ว ท า ใ ห้ ม ห า อ า น า จ อ ย่ า ง ส ห รั ฐ อ เ ม ริ ก า อี ยู
           ุ่                                                                    ุ
และญี่ปนจึงดาเนินนโยบายต่างประเทศโดยโน้ มน้ าวหรื อบังคับให้ ทกประเทศทัวโลกเป็ นประช             ่
าธิปไตย และพยายามทาให้ ประเทศที่เป็ นประชาธิปไตยอยู่แล้ วมีประชาธิปไตยมันคงมากขึ ้น                ่
                   ้                                                                 ั
          สหรัฐนันมองว่าเป็ นความรับผิดชอบของสหรัฐที่ต้องทาหน้ าที่ดงกล่าวแม้ ว่าบางครังจะ                   ้
ต้ องใช้ การทาสงครามเพื่อ เปลี่ยนประเทศที่ไม่เป็ นประชาธิปไตยให้ เป็ นประชาธิ ปไตยก็ตาม
เช่นการทาสงครามอีรักเพื่อเปลี่ยนอีรักให้ เป็ นประชาธิปไตย
          ส่วนอียูรับผิดชอบประเทศในยุโรป โดยขยายการรับประเทศยุโรปให้ เข้ าเป็ นสมาชิกอียู
โดยมี ข้ อก าหนดว่ า ประเทศที่ จ ะเป็ นสมาชิ ก อี ยู ต้ องมี ก ารปกครองแบบประชาธิ ปไตย
ซึ่ ง ป ร ะ เ ท ศ ส ม า ชิ ก จ ะ ไ ด้ รั บ ป ร ะ โ ย ช น์ ท า ง ด้ า น เ ศ ร ษ ฐ กิ จ
เวลานี ้จึงมีอีกหลายประเทศที่เข้ าคิวเพื่อเป็ นสมาชิกของอียู
                                                        14


             ข ณ ะ ที่ ญี่ ปุ่ น จ ะ รั บ ผิ ด ช อ บ ใ น เ อ เ ชี ย แ ล ะ แ ป ซิ ฟิ ก
โด ยมี หน้ าที่ ให้ ประ เทศ ที่ เ ป็ นป ระ ชาธิ ป ไต ยอยู่ แ ล้ วให้ มี ประ ชาธิ ป ไตยที่ มั่ น ค ง
คื อ ไ ม่ มี ก า ร ป ฏิ วั ติ รั ฐ ป ร ะ ห า ร
โ ด ย ญี่ ปุ่ น ใ ช้ วิ ธี ก า ร เ ข้ า ไ ป ล ง ทุ น แ ล ะ ก า ร ใ ห้ ก า ร ช่ ว ย เ ห ลื อ ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ
และญี่ ปุ่นเน้ นที่ประเทศไทย เพราะในช่วงหนึ่งประเทศไทยไม่มีการรัฐประหารยาวนานมาก
แต่ ปี 2 00 6 ไทยก็ มี การรั ฐ ป ระ หารก็ ส ร้ างปั ญหาใ ห้ กั บ ป ระเทศ ไทยอย่ า งมาก
เ ช่ น ส ห รั ฐ อ เ ม ริ ก า ตั ด ค ว า ม ช่ ว ย เ ห ลื อ ต่ อ ไ ท ย 2 4 ล้ า น เ ห รี ย ญ
     ู ั                                              ุ่
อียตดความสัมพันธ์ทางการทูตการ ญี่ปนตัดการลงทุนจากต่างประเทศ
             ( ค า ว่ า รั ฐ ป ร ะ ห า ร แ ต ก ต่ า ง จ า ก ก า ร ป ฏิ วั ติ
รั ฐ ป ร ะ ห า ร เ ป็ น ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง เ ฉ พ า ะ ผู้ น า ห รื อ ผู้ บ ริ ห า ร ป ร ะ เ ท ศ
                                                                  ้         ้
แต่ปฏิบัติจะต้ องเปลี่ ยนแปลงโครงสร้ างประเทศทังหมดทังด้ านการเมื อง เศรษฐกิ จ สังคม
                            ้
ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย นั น เ ห ตุ ก า ร ณ์ ที่ พ อ จ ะ นั บ ว่ า เ ป็ น ก า ร ป ฏิ วั ติ มี ค รั ้ง เ ดี ย ว คื อ 2 4 7 5
ส่วนที่เหลือเป็ นการรัฐประหารทังหมด)            ้
                                                              ้                        ้
             4.เสรี นิยมใหม่เชื่อว่าสมาชิกที่อยู่ในโลกทังหมดโดยเฉพาะรัฐทังหลายต้ องประสานควา
                               ่
มร่วมมือ ช่วยเหลือซึงกันและกัน เพื่อบรรลุถึงความจาเป็ นของมนุษย์
                          ้
             แนวคิดนี นาไปสู่การกาหนดนโยบายต่างประเทศของประเทศพัฒนาแล้ วอย่าง G7
                                                                    ุ่
(สหรัฐฯ แคนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปน ส่วน G8 จะบวกรัสเซียอีก 1 ประเทศ)
                ้
ได้ ยกหนี สิ น ให้ ประเทศพั ฒ นาน้ อยที่ สุ ด 50 ประเทศ (34 ประเทศอยู่ ใ นแอฟริ ก า)
                                                                              ้
เพื่ อ ให้ น าเงิ น ที่ ไ ม่ ต้ อ งใช้ ห นี ไ้ ปพัฒ นาประเทศ นอกจากนี ป ระเทศพัฒ นาแล้ ว ยัง ให้ GSP
(General Special Preference: สิ ท ธิ พิ เ ศษเกี่ ย วกับ ภาษี ศุล กากรเป็ นการทั่ว ไป)
แก่ ป ระเทศก าลัง พัฒนาโดยการยกเว้ น ภาษี ส าหรั บสิ น ค้ าที่ ไ ม่อ่ อ นไหว (Non Sensitive
Products
                                 ้
หมายถึงสินค้ าชนิดนันเมื่อเข้ าไปขายก็ไม่กระทบกระเทือนต่อกลุ่มอุตสาหกรรมภายในของประ
           ั                                      ั
เทศที่พฒนาแล้ ว) ประเทศใดที่พฒนาได้ แล้ วถือว่าบรรลุการพัฒนา (Graduation) จะไม่ได้ รับ
GSP อีก
             ประเทศที่มีการให้ GSP กับประเทศกาลังพัฒนาประกอบด้ วย สหรัฐอเมริ กา อียู ญี่ปน                         ุ่
ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อิสราเอล
                                                    15


         นอกจากนี ้ประเทศที่พัฒนาแล้ วก็ ยังให้ การช่วยเหลื อประเทศกาลังพัฒนาในแง่อื่นๆ
                      ั
เช่นเมื่อเกิดภัยพิบติ หรื อโรคระบาด
                                                           ่
         5.เสรี นิยมใหม่ให้ ความสาคัญกับความมันคงปลอดภัยร่ วมกัน (Collective Security)
รั ฐ ทุ ก รั ฐ ไ ม่ ต้ อ ง เ สี ย ง บ ป ร ะ ม า ณ ส ร้ า ง ก อ ง ทั พ ข อ ง ต น เ อ ง
แ ต่ ม อ บ ค ว า ม ไ ว้ ว า ง ใ จ ใ ห้ กั บ ก อ ง ทั พ ร่ ว ม ข อ ง ส ถ า บั น ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ
แต่แนวคิดนี ้ยังเป็ นไปไม่ได้ ในการปฏิบติ     ั
         อย่างไรก็ตามจะพบว่าเมื่อเกิดปั ญหาความขัดแย้ งขึ ้นมาในโลกสหรัฐอเมริ กาก็มกจะส่ง           ั
ก อ ง ก า ลั ง ข อ ง ต น เ อ ง แ ล ะ พั น ธ มิ ต ร ใ น น า ม ก อ ง ก า ลั ง ส ห ป ร ะ ช า ช า ติ
ห รื อ ก อ ง ก า ลั ง ข อ ง น า โ ต้ เ ข้ า ไ ป จั ด ก า ร
เ ช่ น ใ น ลิ เ บี ย เ ว ล า นี ้ ก อ ง ก า ลั ง น า โ ต้ ก า ลั ง ต่ อ สู่ กั บ รั ฐ บ า ล กั ด ด า ฟี
                                                                  ้
โดยอ้ างเหตุ ผ ลในด้ านมนุ ษยธรรมในการปกป องฝ่ ายตรงข้ ามกั บ รั ฐ บาลลิ เ บี ย
                                                                                       ้
แต่ ใ นความเป็ นจริ ง อาจจะมาจากเหตุ ผ ลที่ ลิ เ บี ย ประกาศว่ า จะขายน า มัน ให้ จี น รั ส เซี ย
โดยไม่ขายให้ สหรัฐอเมริกาและยุโรป
                                                   ้
         6.เสรี นิ ย มใหม่ เ น้ น ให้ มี ก ารจัด ตัง ระเบี ย บโลก (World Order) และการรวมตัว
ระหว่างประเทศ (Integration)
         ร ะ เ บี ย บ โ ล ก                                                 ห ม า ย ถึ ง
แบบแผนของการกระท าของผู้ แสดงบทบาทในเวที ร ะหว่ า งประเทศ ทั่ ว โลกในทุ ก ๆ
ที่ต้องมีการกาหนดแนวทาง มาตรการ กฎเกณฑ์ เพื่อให้ ประเทศทัวโลกต้ องปฏิบติตาม  ่             ั
         ปกติระเบียบโลกควรถูกกาหนดโดยเสียงส่วนใหญ่ของผู้แสดงบทบาทระหว่า งประเทศ
แต่ ใ นทางปฏิ บัติ พ บว่ า ระเบี ย บโลกถู ก ก าหนดโดยมหาอ านาจคื อ สหรั ฐ ฯ EU ญี่ ปุ่ น
และพบว่ า แม้ ว่ า แนวทางของการก าหนดระเบี ย บโลกจะเป็ นแนวคิ ด ของเสรี นิ ย ม
แ ต่ ก า ร น า ร ะ เ บี ย บ โ ล ก ไ ป ใ ช้ มั ก จ ะ เ ป็ น ไ ป ต า ม แ น ว ท า ง ข อ ง สั จ นิ ย ม
ซึ่ ง ร ะ เ บี ย บ โ ล ก ดั ง ก ล่ า ว ก็ ถู ก ต่ อ ต้ า น จ า ก รั ส เ ซี ย จี น เ ช่ น กั น
แ ต่ ทุ ก ป ร ะ เ ท ศ ที่ ไ ม่ ไ ด้ อ ยู่ อ ย่ า ง โ ด ด เ ดี่ ย ว มั ก ต้ อ ง ท า ต า ม ร ะ เ บี ย บ โ ล ก
(ประเทศที่อยู่อย่างสันโดษเรี ยกว่า Isolation)
                ั
         ปั จจุบนโลกของเรามีการยอมรับในระเบียบโลกที่เรี ยกว่าระเบียบโลกหลังยุคหลังสงครา
มเย็น (World Order in the Post Cold War Era)
                                                   16




         ระเบียบโลกหลังยุคสงครามเย็น
         1.การเปิ ดเสรี (Liberalization) ด้ า นการค้ า การเงิ น การคลัง                        การลงทุ น
              ้
เช่ น เวลานี ป ระเทศไทยก าลัง ถู ก บี บ ให้ เ ปิ ดเสรี ด้ า นการค้ า บริ ก าร เช่ น บริ ก ารการศึ ก ษา
บริการทางการเงิน (เช่นไทยต้ องอนุญาตให้ ธนาคารต่างชาติเปิ ดสาขาในประเทศไทยได้ )
         2.ก า ร ร ว ม ก ลุ่ ม ภู มิ ภ า ค                                              (Regionalization)
                                                          ้
เป็ นการรวมตั ว กั น ของประเทศที่ อ ยู่ ใ นพื น ที่ ใ กล้ เคี ย งกั น โดยมี ผ ลประโยชน์ ร วมกั น
                                                                                ้
ประเทศที่ ม ารวมกั น จะมี ค วามผู ก พัน กั น ซึ่ ง เกิ ด จากการมี เ ชื อ ชาติ ศาสนา ประเพณี
มีองค์กรการปกครองและการบริหารที่คล้ ายคลึงกัน
                                                  ้
         เช่ น ป ระ เทศ ต่ างๆใ นอี ยู นั น มี ค วามค ล้ ายค ลึ ง กั น เพราะ เป็ น พวกผิ วขา ว
นับถือศาสนาคริสต์ มีอารยะธรรมคล้ ายกัน มีบรรทัดฐานหรื อ Norm เหมือนกัน
                                                     ้
         ในทวีปอเมริ กาเองก็ต้องการจัดตังเขตการค้ าเสรี อเมริ กา (Free Trade Area of
America           )                      ้                                         ้
                         ก็ ยั ง จั ด ตั ง ไม่ ไ ด้ ในอั ฟ ริ ก าก็ พ ยายามจั ด ตั ง AU-Africa     Union
แ ต่ ก็ ไ ม่ ป ร ะ ส บ ค ว า ม ส า เ ร็ จ
                      ้
เช่นเดียวกับเอเชียทังทวีปก็ยากจะรวมตัวกันเพราะมีความแตกต่างหลากหลายมาก
         3 . ก า ร ส ร้ า ง ส ถ า บั น ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ (Institutionalization)
                ้
เช่ น การจัด ตัง องค์ ก ารการค้ า โลก (WTO-World Trade Organization) ในปี 1995
ที่ ท า ห น้ า ที่ ดู แ ล ก า ร ค้ า ข อ ง โ ล ก
ซึ่งทุก ประเทศที่ ต้องการได้ ป ระโยชน์ ท างการค้ า จะต้ องเข้ าเป็ นสมาชิก องค์ ก ารการค้ าโลก
แต่ต้องทาตามกฎเกณฑ์ที่ WTO กาหนด
         4.การทาให้ เป็ นประชาธิปไตย (Democratization)
                    ่
         5.ความมันคง (Security) แบ่งเป็ น
         -ค ว า ม มั่ น ค ง ท า ง ก า ร เ มื อ ง (Political                                     Security)
หลั ง ยุ ค สงครามเย็ น เน้ นเรื่ อ งการต่ อ ต้ านการก่ อ การร้ าย (Counter                     Terrorism)
    ุ
ที่ทกประเทศต้ องทาตามความต้ องการของสหรัฐฯ
                                                  17


        -ค วามมั่ น ค งทางเศ รษฐกิ จ (Economic                        Security) เน้ นค วามมั่ ง คั่ ง
ก า ร เ จ ริ ญ เ ติ บ โ ต ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ก า ร อ ยู่ ดี กิ น ดี ข อ ง ป ร ะ ช า ช น
                                           ่
เพราะมองว่าหากเกิดวิกฤติในที่ใดที่หนึงจะส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นด้ วย
        แนวคิดนี ้อาจจะมีความเพ้ อฝั นเพราะเป็ นเรื่ องยากที่ประเทศหนึ่งจะช่วยเหลือประเทศอื่
นอย่างเต็มที่ แม้ ว่าจะมีความพยายามก็ตาม
                   ่
        -ความมันคงทางทหาร (Military Security) เน้ นการไม่แพร่ กระจายอาวุธนิวเคลียร์
โดยเฉพาะประเทศที่ส่งเสริมการก่อการร้ าย
        6 . ก า ร แ ป ร รู ป รั ฐ วิ ส า ห กิ จ                                       (Privatization)
ใ น ข้ อ นี ้ เ ป็ น ข้ อ ที่ ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ต้ อ ง ท า ต า ม ต อ น กู้ เ งิ น จ า ก IMF
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะทาให้ ต่างชาติเข้ ามาลงทุนในกิจการที่เคยเป็ นรัฐวิสาหกิจได้
        7 . ส ภ า พ แ ว ด ล้ อ ม (Environment)                  เ ช่ น ก า ร แ ก้ ปั ญ ห า โ ล ก ร้ อ น
ป ร ะ เ ด็ น นี ้ ส ห ภ า พ ยุ โ ร ป ใ ห้ ค ว า ม ส า คั ญ ค่ อ น ข้ า ง ม า ก
                                                  ู
เช่นกาหนดว่าประเทศที่จะส่งสินค้ าเข้ าไปในอียจะต้ องมีกระบวนการผลิตที่ไม่ทาลายสิ่งแวดล้ อ
ม
                                    ั                  ั
ไทยเองก็เจอมาตรการนี ้ในกรณีผกผลไม้ ที่กาหนดให้ ผกผลไม้ ไทยจะต้ องไม่มีสารพิษหรื อยาฆ่า
                                      ้
แมลงตกค้ างถ้ าตรวจพบปี ละ 5 ครังจะยกเลิกการนาเข้ า
        8.สิทธิ มนุษยชน (Human Rights) ประเด็นนี ้สหภาพยุโรปให้ ความสาคัญเช่น กัน
เช่นการแซงชั่นพม่า หรื อจี นที่ เคยมี ปัญหาละเมิดสิทธิ ม นุษยชนในกรณี เที ยนอันเหมินในปี
1 9 8 9 อี ยู ก็ แ ซ ง ชั่ น โ ด ย ไ ม่ ข า ย อ า วุ ธ ใ ห้ กั บ จี น
แ ม้ ว่ า เ ว ล า นี ้ อี ยู อ ย า ก จ ะ ย ก เ ลิ ก แ ต่ ยั ง ไ ม่ ส า ม า ร ถ ท า ไ ด้
                                        ั
แต่สามารถเจรจาขายเครื่ องบินแอร์ บสให้ จีนได้ จานวนมาก
        การประท้ วงที่ เ ที ย นอั น เหมิ น เป็ นการประท้ วงเพื่ อ เรี ย กร้ องประชาธิ ป ไตยในจี น
ซึ่งดาเนินยาวนานประมาณ 7 สัปดาห์ แต่ถูกกองทัพ ประชาชนจีนสลายการชุมนุมในวันที่ 4
มิ ถุ น า ย น 1 9 8 9 ท า ใ ห้ มี ผู้ เ สี ย ชี วิ ต จ า น ว น ม า ก
ภ า พ ที่ ผู้ ช า ย ค น ห นึ่ ง ถื อ ถุ ง พ ล า ส ติ ก ม า ข ว า ง ร ถ ถั ง เ อ า ไ ว้
กลายเป็ นสัญลักษณ์ของการเรี ยกร้ องประชาธิปไตยมาจนถึงปั จจุบน           ั
        9.สิทธิแรงงาน (Labor Rights)
                                                        18


           10. การลดระเบี ย บกฎเกณฑ์ (Deregulation)                                   เช่ น จี น ก่ อ นเข้ า WTO
นักลงทุนที่เข้ ามาลงทุนจีนจะต้ องเก็บเงินเอาไว้ ในธนาคารของจีนก็ต้องยกเลิกระเบียบอันนี ้เมื่อ
เข้ าเป็ นสมาชิก WTO
                                           ั้
           11. การจัดการบริหารที่ดีทงภาครัฐและภาคเอกชน (Good Governance)
           12.                 ค ว า ม โ ป ร่ ง ใ ส (Transparency) ต้ อ ง เ ปิ ด เ ผ ย ข้ อ มู ล เ ช่ น
ข้ อมูลการประมูลงานภาครัฐ การไม่มีการคอรัปชัน                 ่
                                                                               ั
           ตัวอย่างในอเมริกามีกฎหมายกาหนดว่านักลงทุนอเมริกนที่ไปลงทุนในประเทศต่างๆหา
ก ติ ด สิ น บ น เ จ้ า ห น้ า ที่ รั ฐ จ ะ มี ค ว า ม ผิ ด แ ล ะ ติ ด คุ ก
ซึ่งทาให้ นักลงทุนอเมริ กาโวยวายว่าทาให้ นักลงทุนอเมริ กาเสียเปรี ยบ เพราะนักลงทุนญี่ ปุ่น
หรื อจีนจะติดสินบนในการเข้ าไปลงทุนในต่างประเทศ
           ส่ ว น ก า ร ร ว ม ตั ว กั น                                                         ( Integration)
                                         ้                ้
ต า ม แ น ว คิ ด เ ส รี นิ ย ม ใ ห ม่ นั น จ ะ มี ทั ง ก า ร ร ว ม ตั ว ร ะ ดั บ โ ล ก แ ล ะ ร ะ ดั บ ภู มิ ภ า ค
ซึ่ ง เ ป็ น ค ว า ม คิ ด เ ชิ ง อุ ด ม ค ติ เ ช่ น กั น
                             ้
เพราะการรวมตัวกันนันรั ฐจะต้ อ งมี การมอบอานาจอธิ ป ไตยให้ กับองค์ ก รกลางที่ ตังขึนมา                      ้ ้
                                ้
ซึ่งการรวมตัวระดับโลกนันทาได้ ยาก แต่การรวมตัวระดับภูมิภาคประสบความสาเร็ จที่ อียู
         ั
แต่ก็ยงมีอานาจบางอย่างที่รัฐในยุโรปยังสงวนเอาไว้
           การรวมตั ว ระดั บ ภู มิ ภ าค ท าใ ห้ เกิ ด ค วามร่ วมมื อภายใ นภู มิ ภ าค มากขึ น                       ้
แต่ก็ทาให้ เกิดความขัดแย้ งในระหว่างภูมิภาคได้
           7 . เ ส รี นิ ย ม ใ ห ม่ เ น้ น ก า ร ป ฏิ รู ป ส ถ า บั น
               ั
เช่นปั จจุบนกาลังมีการปฏิรูปสหประชาชาติเพื่อให้ ทางานในการดูแลประโยชน์ของสมาชิกได้ ม
       ้
ากขึ น เช่ น ในเรื่ อ งของคณะมนตรี ค วามมั่น คงถาวรที่ มี 5 ประเทศที่ มี อ านาจในการวี โ ต้
มองว่าควรจะมีการปฏิรูป
           ห รื อ ก ฎ WTO                               ้
                                              ที่ มี เ ป า ห ม า ย ต้ อ ง ก า ร ล ด ก า ร กี ด กั น ท า ง ก า ร ค้ า
แต่ปรากฎว่ามีช่องว่างให้ มีการกีดกันทางการค้ า โดยใช้ กฎหมายภายใน หรื อใช้ มาตรการของ
WTO เช่นการมาตรการทุ่มตลาด จนกลายเป็ นการกี ดกันทางการค้ า จึงต้ องมีการปฏิรูป
การที่มีปัญหาในความตกลงทาให้ การเจรจา WTO ในปั จจุบนจึงหยุดชะงัก           ั
             ่
           นันคือแนวคิดของสานักสัจนิยม
                                                 19


         3.สานักโครงสร้ างนิยม (Structuralism) สานักนี ้จะเป็ นพวกซ้ าย มองโลกในแง่ร้าย
                                                        ้
จะเน้ นการพูดถึงความขัดแย้ งระหว่างประเทศเท่านัน (เช่นเดียวกับสัจนิยมที่เน้ นความขัดแย้ ง
แต่เสรี นิยมเน้ นความร่วมมือ)
         สานักนี ้มองว่าโครงสร้ างของโลกเป็ นโครงสร้ างแบบทุนนิยมที่เปิ ดโอกาสให้ ประเทศที่พั
ฒ น า แ ล้ ว ก อ บ โ ก ย ผ ล ป ร ะ โ ย ช น์ จ า ก ป ร ะ เ ท ศ ด้ อ ย พั ฒ น า แ ล ะ ก า ลั ง พั ฒ น า
ทั ้ ง ใ น แ ง่ ท รั พ ย า ก ร ธ ร ร ม ช า ติ แ ล ะ แ ร ง ง า น ร า ค า ถู ก
                  ั           ุ                  ึ                          ้
โดยประเทศที่พฒนาแล้ วมีทนและเทคโนโลยีจงนาเอาทรัพยากรเหล่านันไปผลิตเป็ นสินค้ าอุต ส
า ห ก ร ร ม แ ล ะ ส่ ง ข า ย ป ร ะ เ ท ศ ก า ลั ง พั ฒ น า ใ น ร า ค า แ พ ง
                       ้
การกอบโกยเช่ น นี ท าให้ ประเทศที่ ก าลั ง พั ฒ นาและด้ อยพั ฒ นาไม่ ส ามารถพั ฒ นาได้
ต้ องอยู่ภายใต้ ภาวะการด้ อยพัฒนาตลอดกาล
         ภายใต้ สานักนี ้จะมีทฤษฎีภายใน คือ
         3.1 ทฤษฎีพึ่งพิง (Dependency Theory) นาเสนอโดย อังเดร กุนเดอร์ แฟรงค์
และทีโอโตนิโอ โดส ซานโตส
         ทฤษฎีนี ้จะแบ่งรัฐออกเป็ น 2 กลุ่ม คือ
                                    ั
         -กลุ่ม Core คือกลุ่มรัฐที่พฒนาแล้ ว คือสหรัฐอเมริกาและยุโรปตะวันตก
         -กลุ่ ม Periphery คื อ รั ฐ ปริ ม ณฑล หรื อ รั ฐ รอบนอกได้ แ ก่ ป ระเทศก าลัง พัฒ นา
เป็ นรัฐเกษตรกรรม หรื อรัฐในโลกที่ 3

                                Periphery


                                Core




                               ั
       ทฤษฎีนี ้เชื่อว่ารัฐที่พฒนาแล้ วหรื อรัฐศูนย์กลางจะทาหน้ าที่กอบโกยผลประโยชน์จากรัฐ
รอบนอกขณะเดียวกันรัฐศูนย์กลางยังดาเนินนโยบายกีดกันสินค้ าจากประเทศด้ อยพัฒนาและ
ก า ลั ง พั ฒ น า โ ด ย ใ ช้ ม า ต ร ก า ร ที่ เ ป็ น ภ า ษี แ ล ะ ไ ม่ ใ ช่ ภ า ษี
ท า ใ ห้ ป ร ะ เ ท ศ ก า ลั ง พั ฒ น า ไ ด้ รั บ ผ ล ก ร ะ ท บ
                                                     20


เ พ ร า ะ ป ร ะ เ ท ศ ก า ลั ง พั ฒ น า ส่ ว น ใ ห ญ่ ต้ อ ง พึ่ ง พ า ต ล า ด ส่ ง อ อ ก
เมื่อการส่งออกถูกกีดกันทาให้ เกิดปั ญหาและทาให้ เกิดภาวะการไม่พฒนา           ั
         ท ฤ ษ ฎี นี ้ เ ป รี ย บ เ ส มื อ น ร ถ ไ ฟ ที่ ป ร ะ เ ท ศ พั ฒ น า แ ล้ ว เ ป็ น หั ว ร ถ จั ก ร
ขณะที่ประเทศกาลังพัฒนาและด้ อยพัฒนาเป็ นเหมือนโบกี ้รถไฟที่ไม่สามารถวิ่งได้ ด้วยตนเองต้
      ่
องพึงพิงหัวรถจักร
                         ่          ั้
         ทฤษฎีการพึงพาใหม่นนเสนอว่าวิธีการที่จะทาให้ ประเทศที่ด้อยพัฒนาและกาลังพัฒนา
มีการพัฒนาขึ ้นมาได้ คือการที่ประเทศด้ อยพัฒนาและกาลังพัฒนาต้ องมีอิสระจากประเทศที่พั
ฒ น า แ ล้ ว โ ด ย หั น ม า ร่ ว ม มื อ กั น เ อ ง ล ด ก า ร พึ่ ง พ า ป ร ะ เ ท ศ ที่ พั ฒ น า แ ล้ ว ล ง
เน้ นการค้ าขายและการลงทุนกันเองภายในประเทศที่กาลังพัฒนาหรื อด้ อยพัฒนาด้ วยกัน
                                                                                    ้
         อย่างไรก็ตามข้ อเสนอนี ้เป็ นไปได้ ยากในแง่ที่ประเทศด้ อยพัฒนานันมักจะมีสินค้ าแบบเ
ดี ย ว กั น คื อ สิ น ค้ า เ ก ษ ต ร เ ห มื อ น ๆ กั น
ขณะที่ประเทศด้ อยพัฒนาด้ วยกันจะขาดเงินทุนและเทคโนโลยีในการลงทุนกันเองอีกด้ วย
         3.2 ทฤษฎีระบบโลก( World System Theory) บิดาของทฤษฎีนี ้คือเอ็มมานูเอล
วอเลนสไตน์ แบ่งประเทศในโลกนี ้ออกเป็ น 3 กลุ่ม
                                                   ั
         -รัฐศูนย์กลาง (Core) หมายถึงรัฐที่พฒนาแล้ ว
         -รัฐปริมณฑล (Periphery) คือรัฐด้ อยพัฒนาและกาลังพัฒนา
         -รัฐกึ่งปริ มณฑล (Semi- Periphery) ได้ แก่ ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (Nics-Newly
Industrial Countries) รัฐกึ่งรอบนอกประกอบด้ วยเกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้ หวัน
เดิมประเทศเหล่านี เ้ ป็ นประเทศกาลังพัฒนาแต่ได้ ใช้ ยุทธศาสตร์ Export Led Growth
หรื อยุทธศาสตร์ การเติบโตด้ วยการส่งออก แต่เป็ นการส่งออกสินค้ าอุตสาหกรรมแบบญี่ปน                   ุ่
         ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย เ ร า เ อ ง ใ น ท ศ ว ร ร ษ 1 9 8 0 ก็ ใ ช้ น โ ย บ า ย แ บ บ เ ดี ย ว กั น
เนื่องจากธนาคารโลกที่เป็ นแหล่งเงินกู้ในการพัฒนาประเทศของไทยแนะนาให้ ไทยพัฒนาประเ
ท ศ โ ด ย ใ ช้ น โ ย บ า ย ส่ ง เ ส ริ ม ก า ร ส่ ง อ อ ก
แ ต่ นั ก เ ท ค โ น แ ค ร ต ข อ ง ไ ท ย ไ ด้ น า เ อ า แ น ว คิ ด ดั ง ก ล่ า ว ม า เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง
เป็ นการส่งออกสินค้ าอุตสาหกรรมบวกกับสินค้ าเกษตรกรรมเพราะเราเป็ นประเทศเกษตรกรรม
ด้ ว ย ท า ใ ห้ ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ใ น เ ว ล า นั ้ น เ ติ บ โ ต สู ง ม า ก
จ น ธ น า ค า ร โ ล ก ท า น า ย ว่ า ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย จ ะ ก ล า ย เ ป็ น เ สื อ ตั ว ที่ 5 แ ห่ ง เ อ เ ชี ย
                                             21


แ ล ะ จ ะ น า โ ม เ ด ล ข อ ง ไ ท ย ไ ป เ ป็ น ต้ น แ บ บ ใ น ก า ร พั ฒ น า อั ฟ ริ ก า
    ุ
แต่สดท้ ายไทยเราต้ องประสบกับวิกฤตการณ์ต้มยากุ้ง ทาให้ เราไม่สามารถเป็ นเสือได้
         นอกจาก 4 ประเทศดังกล่าวแล้ วในลาติอเมริ กาก็มีประเทศอุตสาหกรรมใหม่เช่นกัน
คืออาร์ เจนตินา เม็กซิโก และบราซิล
         ความสัมพันธ์ระหว่าง 3 กลุ่มประเทศจะเป็ นดังรูป

                            Periphery

                         Semi Periphery
                            Core




        (คำว่ำทศวรรษ 1980 เป็ นกำรแสดงระยะเวลำตั้งแต่ ปี 1981-1989 ถ้ำต้นทศวรรษ
1980 คื อปี 1921-1983 กลำงทศวรรษที ่ 1980 คื อปี 1984-1985 ส่วนปลำยทศวรรษ 1980
                                                ้
คื อปี 1988-1989 ส่วนทศวรรษ 1990 ก็จะเริ่ มนับตังแต่ 1991-1999)
        ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ข อ ง ทั ้ ง                                      3
                                                  ้
กลุ่มประเทศจะเป็ นไปในลักษณะรัฐกึ่งปริ มณฑลนันไปกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศปริ ม
                                       ู
ณฑลหรื อกาลังพัฒนาในขณะเดียวกันก็ถกกอบโกยผลประโยชน์ โดยรัฐใจกลางหรื อรัฐ Core
คื อ ป ร ะ เ ท ศ พั ฒ น า แ ล้ ว
                                                               ่ ่ ้
ทาให้ ประเทศกาลังพัฒนาประสบความย่าแย่เพราะถูกดูดซับความมังคังทังจากรัฐศูนย์กลางแ
ละรัฐกึ่งรอบนอก




                    *************************************************************
22

								
To top