datacommSS by diglearner

VIEWS: 21 PAGES: 20

									การสื่อสารข้ อมูล
            ่                                                                                        ู
= การแลกเปลียนข้ อมูลระหว่างสองฝ่ าย ต้ องมีการคานึงถึง ความถูกต้ อง ความแม่นยา ของการส่งข้ อมูลให้ ถกผู้รับและถูก
เวลา

องค์ประกอบ

          ่
    - ผู้สงสาร ผู้รับสาร เช่น คอมพิวเตอร์
                    ่
    - ข้ อมูลที่จะสือสาร เช่น ข้ อความ รูปภาพ เสียง
        ่                                 ่
    - สือนาส่งข้ อมูล เช่น สายโทรศัพท์ คลืนวิทยุ
                     ่                         ี
    - ข้ อตกลงในการสือสาร (protocol) เช่น ทีซีพ-ไอพี



ทิศทางการส่งข้ อมูล

    - การส่งข้ อมูลในทิศทางเดียว (simplex)
    - การส่งข้ อมูลชนิดสองแบบสลับกันส่ง (half-duplex)
    - การส่งข้ อมูลชนิดสองทางแบบเต็ม (Full-duplex)



  ่                                  ั         ั
สือนาส่งข้ อมูลชนิดมีสาย ที่นิยมใช้ กนในปั จจุบน

            ู่
    - สายตีคชนิดบิดเกลียว (twisted-pair cable)
    - สายโคแอกเชียล (coaxial cable)
    - สายใยแก้ วนาแสง (optical fiber cable)

  ่                                    ั         ั
สือนาส่งข้ อมูลชนิดไร้ สาย ที่นิยมใช้ กนในปั จจุบน

    - อินฟราเรด
         ่
    - คลืนวิทยุ
         ่
    - คลืนไมโครเวฟ
    - ดาวเทียม
                                                                                                        ู่
ข้ อมูลจะถูกถอดเป็ นสัญญาณก่อนที่จะส่งออกไปยังผู้รับและผู้รับก็จะทาการแปลงสัญญาณกลับมาเป็ นข้ อมูลที่ผ้ สงส่งมา
สัญญาณในที่นี ้คือสัญญาณทางไฟฟ้ าหรื อแม่เหล็กไฟฟ้ าที่แทนข้ อมูลที่นาส่ง สัญญาณสามารถถูกแบ่งออกกว้ าง ๆ ได้ เป็ นสอง
                                                                                            ั
ประเภท คือ สัญญาณอนาล็อกกับสัญญาณดิจิตอล สัญญาณอนาล็อกเป็ นสัญญาณที่มีความต่อเนื่องในขณะที่สญญาณ
ดิจิตอลจะเป็ นลักษณะที่เรี ยกว่าดิสครี ต                                 ่
                                           ในการส่งสัญญาณออกไปบนช่องทางสือสาร สัญญาณอาจมีการผิดเพี ้ยนไปจาก
                  ่        ่
สัญญาณต้ นฉบับที่สงออกมาเนืองมาจากการสูญเสียพลังงานในระหว่างการเดินทางของสัญญาณ                การผิดเพี ้ยนรูปร่างของ
               ั
สัญญาณ หรื อมีสญญาณรบกวน การวัดการสูญเสียพลังงานของสัญญาณจะวัดในหน่วยเดซิเบลได้ จากสมการ

                                       dB = 10 log(P2/P1)

                                                ่
โดยที่ P1, P2 คือ กาลังของสัญญาณที่ตาแหน่งที่หนึงหรื อสองตามลาดับ การแสดงความสามารถในการคงทนต่อ สัญญาณ
                                        ่                        ่
รบกวนจะแสดงในรูปของอัตราส่วนกาลังงานเฉลียของสัญญาณต่อกาลังงานเฉลียของสัญญาณรบกวนที่เรี ยกว่า                 signal-
noise-ratio (SNR)

                                       SNR = average signal power/average noise power

ในหน่วยเดซิเบลสามารถคานวณได้ จาก

                                       SNRdB = 10 log SNR



                    ้
ในการส่งสัญญาณบางครังต้ องมีการแปลงสัญญาณจากสัญญาณอนาล็อกไปเป็ นสัญญาณดิจิตอล หรื อในทางกลับกันต้ อง
                                                  ่
แปลงจากสัญญาณดิจิตอลไปเป็ นสัญญาณอนาล็อก ในการเปลียนสัญญาณจากอนาล็อกไปเป็ นสัญญาณดิจิตอลวิธีพื ้นฐาน
       ่                                       ่                  ่
วิธีหนึงเรียกว่า pulse code modulation (PCM) ซึงประกอบไปด้ วยการสุมสัญญาณ การควอนไทซ์เซชัน และการ
เข้ ารหัส ส่วนตัวอย่างการมอดดูเลชันสัญญาณดิจิตอลไปกับสัญญาณอนาล็อก ได้ แก่วิธี ASK, FSK, PSK, และ QAM

                                  ้                ่
การส่งสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ ออกไปนันจะต้ องมีการเปลียนจากบิตข้ อมูลหรื อข้ อมูลแบบไบนารี ในหน่วยความจาไปเป็ น
                                                              ่           ่
สัญญาณดิจิตอล เนื่องจากคอมพิวเตอร์ ประมวลผลสัญญาณแบบดิจิตอล ซึงวิธีการเปลียนข้ อมูลแบบไบนารี ไปเป็ นสัญญาณ
                                   ่
ดิจิตอลเรียกว่าการทา line coding ซึงเป็ นการส่งสายข้ อมูลแบบไบนารี ออกไปเป็ นสัญญาณดิจิตอล และโหมดของการส่ง
                                                           ่
ข้ อมูลสามารถแบ่งได้ เป็ นการส่งแบบขนานและการส่งแบบอนุกรมซึงในแบบอนุกรมยังแบ่งย่อยออกได้ เป็ นการส่งอนุกรมแบบ
ซิงโครนัสหรื ออะซิงโครนัส

                                                              ่ ่   ้ ่ ้
ในการมอดดูเลตสัญญาณดิจิตอลจะได้ ยินคาว่า อัตราบิต อัตราบอด อยูบอยครัง ซึงทังสองคานี ้มีความหมายแตกต่างกันอยู่
           ้ ่
แต่ในบางครังมีคาเท่ากัน
                            ่         ่
อัตราบิต คือ จานวนของบิตที่สงได้ ในหนึงวินาที มีหน่วยเป็ นบิตต่อวินาที (bit per second: bps)

                            ่            ่
อัตราบอด คือ อัตราของการเปลียนสัญญาณในหนึงวินาที มีหน่วยเป็ นบอดต่อวินาที(baud per second)

       ่                ่                                ่                       ่                ้
การเปลียนแปลงสัญญาณในหนึงวินาที เป็ นไปได้ ที่จะมีการเปลียนแปลงจานวนบิตมากกว่าหนึงบิตขึ ้นไป ดังนันหากในการ
    ่                ่       ั้        ่            ิ
เปลียนแปลงสัญญาณในหนึงวินาทีนนมีการเปลียนแปลงบิตแค่บตเดียว              อัตราบิตจะเท่ากับอัตราบอด        แต่หากมีการ
    ่                  ่             ่                ่
เปลียนแปลงบิตมากกว่าหนึงบิตต่อการเปลียนแปลงสัญญาณในหนึงวินาที อัตราบิตจะไม่เท่ากับอัตราบอด



                                                                         ั้
การมอดดูเลตสัญญาณดิจิตอลเพื่อให้ สามารถส่งออกไปเป็ นแบบสัญญาณอนาล็อกได้ นนจะอาศัยสัญญาณพาหะ (carrier
            ี                            ่
signal) ที่มความเหมาะสมกับช่องสัญญาณการสือสาร                                                           ั
                                                          สัญญาณข้ อมูลจะถูกรวมเข้ ากับสัญญาณพาหะทาให้ สญญาณ
       ุ              ่                            ่
พาหะมีคณลักษณะทีเ่ ปลียนแปลงไปจากเดิมตามแต่เทคนิคทีใช้ การรวมสัญญาณพาหะเข้ ากับสัญญาณข้ อมูลนี ้เรี ยกว่าการ
                ่                            ่                          ่                     ่
มอดดูเลชัน โดยทัวไปสัญญาณพาหะจะเป็ นสัญญาณคลืนไซน์ (sine wave signal) ซึงคุณลักษณะของสัญญาณคลืนไซน์
                             ู
นี ้สามารถกาหนดได้ จากแอมพลิจด ความถี่ และเฟส



       ู                                                                                                  ู
แอมพลิจดชิพคีย์อิ ้ง (amplitude shift keying): การมอดดูเลตแบบ ASK จะกาหนดให้ ความถี่และเฟสคงที่ แต่แอมพลิจด
      ่                                                  ู     ่                             ่       ู     ่
จะเปลียนแปลงไปตามบิตข้ อมูล เช่น ถ้ าบิตเป็ นศูนย์แอมพลิจดจะมีคามากกว่าปกติและถ้ าบิตเป็ นหนึงแอมพลิจดจะมีคาน้ อย
กว่าปกติ ข้ อเสียของการมอดดูเลชันชนิดนี ้คือสัญญาณที่มอดดูเลตแล้ วถูกรบกวนได้ ง่ายทาให้ การดีมอดดูเลตผิดพลาดได้




                                                                                       ู
ฟรี เควนซี่ชิพคีย์อิ ้ง (frequency shift keying): การมอดดูเลตแบบ FSK จะกาหนดให้ แอมพลิจดและเฟสคงที่ แต่ความถี่
      ่                                                       ่                             ่          ่
จะเปลียนแปลงไปตามบิตข้ อมูล เช่น ถ้ าบิตเป็ นศูนย์ความถี่จะมีคาสูงกว่าปกติและถ้ าบิตเป็ นหนึงความถี่จะตากว่าปกติ การ
                                                                        ่            ่
มอดดูเลตแบบ FSK มีการคงทนต่อสัญญาณรบกวนได้ ดีกว่าการมอดดูเลตแบบ ASK แต่วาช่องสัญญาณสือสารจะต้ องมี
แบนด์วิธที่เพียงพอต่อการส่งผ่านความถี่ที่มอดดูเลตมา




                                                                          ู
เฟสชิพคีย์อิ ้ง(phase shift keying): การมอดดูเลตแบบ PSK จะกาหนดให้ แอมพลิจดและความถี่ของสัญญาณพาหะคงที่
                 ่                                                                                    ่
แต่เฟสจะมีการเปลียนแปลงไปตามบิตข้ อมูล เช่น ถ้ าบิตเป็ นศูนย์กาหนดให้ เฟสเป็ นศูนย์ และถ้ าบิตเป็ นหนึงกาหนดให้ มีการ
กลับเฟสเป็ น 180




                    ู      ั
ควอดแรทเจอร์ แอมพลิจดมอดดูลน(quadratic amplitude modulation) เป็ นการผสมระหว่างเทคนิค ASK PSK โดย
                   ่               ู               ่
กาหนดให้ ความถี่มีคาคงที่แต่แอมพลิจดและเฟสมีการเปลียนแปลงตามข้ อมูล
Line Coding

เป็ นการแปลงข้ อมูลแบบไบนารี หรื อบิตข้ อมูลมาเป็ นสัญญาณดิจิตอล สามารถแบ่งได้ เป็ น

                                                           ่
    - Unipolar encoding บิตศูนย์คือไม่มีแรงดันไฟฟ้ า บิตหนึงคือมีแรงดันไฟฟ้ า




    -    Polar encoding
            o Non-return to zero (NRZ)
                    NRZ-Level : บิตศูนย์คือมีแรงดันไฟฟ้ าเป็ นบวก บิตหนึงคือมีแรงดันไฟฟ้ าเป็ นลบ
                                                                         ่




                       NRZ-Inverted เปลียนแรงดันไฟฟ้ าเมื่อเป็ นบิตหนึงและไม่มการเปลียนแรงดันเมื่อเป็ นบิตศูนย์
                                         ่                             ่       ี      ่




                                                        ุ              ่                  ่ ู ่
             o Return to zero (RZ): คล้ ายกับ NRZ-L แต่ทกบิตจะมีการเปลียนค่าสัญญาณกลับมาทีศนย์กอนเสมอ




                                             ั              ่
             o Manchester encoding: บิตศูนย์สญญาณจะมีการเปลียนจากแรงดันไฟฟ้ าบวกมาเป็ นแรงดันไฟฟ้ า
                             ่      ่
                  ลบและบิตหนึงจะเปลียนจากแรงดันไฟฟ้ าลบมาเป็ นแรงดันไฟฟ้ าบวก
                                                                                          ่
              o Differential Manchester: คล้ ายกับ Manchester encoding แต่แรงดันไฟฟ้ าเปลียนเมื่อเป็ นบิต
                             ้       ่ ี         ่                                                      ่
                  ศูนย์เท่านัน บิตหนึงไม่มการเปลียนแปลงแรงดันไฟฟ้ าและบริ เวณตรงกลางของสัญญาณจะมีการเปลียน
                                 ้
                  แรงดันมาเป็ นขัวตรงกันข้ าม




                                                       ้           ่     ่                  ้
    - Bipolar: บิตศูนย์จะมีแรงดันไฟฟ้ าเป็ นศูนย์เท่านัน ส่วนบิตหนึงจะมีคาแรงดันไฟฟ้ าสลับขัวกันไป




การตรวจสอบและแก้ ไขความผิดพลาดจากการนาส่ งข้ อมูล

มีสองวิธีการควบคุมความผิดพลาดจากการนาส่งข้ อมูล วิธีการแรกเรี ยกว่าฟอร์ เวิร์ดเอเรอร์ คอร์ เรคชัน หรื อเอฟอีซี (forward
                        ่                                                                         ั
error correction:FEC) ซึงฝ่ ายส่งข้ อมูลข่าวสารจะมีการเพิ่มใส่ข้อมูลที่เรียกว่าบิตตรวจสอบหรื อรี ดนด๊ านท์เพื่อให้ ฝ่ายรับ
                                                                              ่
ใช้ ในการตรวจสอบและแก้ ไขข้ อผิดพลาดอันเกิดขึ ้นในระหว่างการนาส่งผ่านช่องทางสือสาร                       ่                 ิ
                                                                                            อีกวิธีการหนึงเรี ยกว่าเออาร์ คว
                                  ่                                                                  ่
(automatic repeat request: ARQ) ซึงวิธีนี ้จะไม่มีการแก้ ไขข้ อผิดพลาดเมื่อมีการพบความผิดพลาดจากการสือสารแต่
                                             ้                                             ้
จะร้ องขอให้ ฝ่ายส่งจัดส่งข้ อมูลข่าวสารชุดนันมาใหม่อีกรอบ ความผิดพลาดในการส่งข้ อมูลบางครังวัดโดยอัตราส่วนระหว่าง
       ่                                         ่    ้
ค่าเฉลียจานวนบิตข้ อมูลที่ผิดพลาดต่อจานวน บิตที่สงไปทังหมด เรี ยกว่าบิตเออร์ เรอร์ เรท (bit error rate) การตรวจพบ
                           ่
ข้ อผิดพลาดในสายข้ อมูลที่สงมามีได้ หลายวิธี เช่น การเข้ ารหัสแฮมมิ่ง (Hamming encoding), CRC, parity code และ
                                                                                      ้     ิ
checksum โดยส่วนใหญ่ข้อมูล k บิตจะถูกเข้ ารหัสให้ เป็ นรหัสคา(codeword)ยาว n บิต ดังนันจะมีบตตรวจสอบจานวน
(n-k) บิต เรี ยกการเข้ ารหัสแบบบล็อกโค๊ ดนี ้ว่า linear code โดยมี code rate Rc = k/n

การเข้ ารหัสแฮมมิ่ง (Hamming encoding)

                                                        ่                 ั
ก่อนจะกล่าวถึงการเข้ ารหัสแฮมมิ่ง จะขอแนะนาระยะแฮมมิ่งซึงเป็ นระยะที่ใช้ วดระหว่างรหัสคาสองรหัสคาว่ามีความแตกต่าง
      ่                                              ่                                     ่ ่
บิตอยูกี่ตาแหน่ง เช่น ระหว่าง 100 กับ 011 มีระยะแฮมมิงเท่ากับ 2 เป็ นต้ น ถ้ าให้ ระยะแฮมมิงมีคาเท่ากับ d+1 การ
เข้ ารหัสแฮมมิ่งจะสามารถทาการตรวจพบบิตที่ผิดได้ สูงสุด d บิต และหากต้ องการออกแบบให้ สามารถแก้ ไขข้ อมูลที่ผิดพลาด
                                 ่                                ่
จานวน d บิต ระยะแฮมมิ่งจะต้ องมีคาเท่ากับ 2d+1 ในการเข้ ารหัสแฮมมิงให้ สามารถตรวจพบบิตที่ผิดพลาด โดยข้ อมูลมี
                                                              ่               ้                              ่
การเข้ ารหัสคาจากบิตข้ อมูล m บิตและให้ มีบิตตรวจสอบหรื อแฮมมิงบิต r บิต ดังนัน n = m+r บิต จะต้ องเลือกให้ คา r มี
ความสัมพันธ์ไปตามสมการ 2r ≥ m+r+1 เช่น ถ้ าข้ อมูลที่จะส่งมีขนาด 7 บิตจะได้ วา 2r ≥ 7+r+1 = 8+r นันคือค่า
                                                                             ่                    ่
         ่            ้                                                                                               ่
ของ r มีคาเท่ากับ 4 นันคือในการส่งข้ อมูลขนาด 7 บิตการเข้ ารหัสแฮมมิ่งต้ องใช้ แฮมมิ่งบิตจานวน 4 บิต การเข้ ารหัสแฮมมิง
                  ่
จะทาการจัดวางแฮมมิงบิตไว้ ตามตาแหน่งต่าง ๆ ตามที่ออกแบบมา เช่น วางไว้ ตรงตาแหน่งทีเ่ ป็ นกาลังของสอง เช่น ตาแหน่ง
       ่                                ่                                                                            ่
ที่ หนึง,สอง, สี่, แปด เป็ นต้ น สมมุติวาข้ อมูลที่จะส่งคือ 1001011 เมื่อเราทาการหาค่าของแฮมมิ่งบิตได้ แล้ วข้ อมูลทีจะถูก
                                                                         ่                       ่          ่
ส่งออกไปยังฝั่ งรับจะเป็ น M = 100h4101h31h2h1 โดยที่ hi คือแฮมมิ่งบิต ซึงในตัวอย่างนี ้ใช้ แฮมมิงบิตจานวนสีบิต
                                                                                                               ิ
เนื่องจากข้ อมูลมีขนาด 7 บิต ดังแสดงในความสัมพันธ์ของสมการข้ างต้ น การเข้ ารหัสแฮมมิ่งเริ่มจากนาค่าตาแหน่งที่บตเป็ น
   ่           ่                           ่              ี ่          ่                             ่
หนึงในข้ อมูลทีจะส่งออกไปให้ ฝั่งรับ (M) ซึงตาแหน่งบิตที่มคาเป็ นบิตหนึงคือตาแหน่งที่ 11,7,5 และ 3 ซึงเมื่อแปลงเป็ นไบ
            ่                                                                                 ั
นารี จะได้ คาเป็ น 1011, 0111, 0101, 0011 ตามลาดับ นาค่าไบนารีเหล่านี ้มาทาการเอ็กคลูซิฟออร์ กนจะได้ เป็ นค่าแฮม
มิ่งบิต 1011  0111  0101  0011 = 1010 จากนันนาค่าแฮมมิ่งบิตไปใส่ในตาแหน่งที่ออกแบบไว้ ดังนัน M =
                                              ้                                               ้
10011010110                          ่
                     เป็ นข้ อมูลที่สงออกไปให้ ฝั่งรับ     ฝั่ งรับจะทาการตรวจสอบว่าข้ อมูลมีข้อผิดพลาดหรื อไม่โดยการทา
กระบวนการคล้ าย      ๆ                                    ิ        ่                                        ั     ้
                           กับการเข้ ารหัสคือนาตาแหน่งที่บตเป็ นหนึงในตาแหน่งของบิตข้ อมูลมาเอ็กคลูซิฟออร์ กนจากนันนา
                                ั     ่
ผลลัพธ์ที่ได้ มาเอ็กคลูซิฟออร์ กบแฮมมิงบิต หากผลลัพธ์เป็ นศูนย์แสดงว่าไม่ข้อผิดพลาด แต่หากผลลัพธ์ไม่เป็ นศูนย์ให้ แปลงค่า
                             ุ                                                              ้                        ่
ผลลัพธ์จากการเอ็กคลูซิฟออร์ สดท้ ายเป็ นเลขฐานสิบ จะเป็ นค่าตาแหน่งที่ผิดพลาดของข้ อมูลชุดนัน ถ้ ากาหนดให้ ข้อมูลที่สง
แบบเข้ ารหัสแฮมมิ่งมาเป็ น 10011010110 ดังตัวอย่างข้ างต้ น และสมมุติให้ ฝั่งรับได้ รับข้ อมูลเป็ น 11011010110 การหา
                                                                                                 ั                        ้
บิตที่ผิดพลาดทาได้ โดยเริ่ มจากนาไบนารี บิตของตาแหน่งข้ อมูลที่ไม่ไช่แฮมมิ่งบิตมาเอ็กคลูซิฟออร์ กน ในข้ อมูลที่ได้ รับมานัน
ตาแหน่งที่บตเป็ นหนึงคือตาแหน่งที่ 11,10,7,5,3 เมื่อถอดมาเป็ นไบนารี บิตและทาการเอ็กคลูซิฟออร์ กนจะได้ 1011 
           ิ        ่                                                                           ั
1010  0111  0101  0011 = 0000 นาผลลัพธ์ที่ได้ มาเอ็กคลูซิฟออร์ กบแฮมมิ่งบิตจะได้ คา 0000  1010 =
                                                                   ั                 ่
            ่              ิ                                 ่                               ่ ู
1010 = 10 นันคือตาแหน่งที่สบของข้ อมูลที่รับมาคือ 1 ต้ องเปลียนค่าเป็ น 0 จึงจะเป็ นข้ อมูลทีถกต้ อง
Cyclic Redundancy Check (CRC)

                                                           ่
N-bit CRC จะทาการคานวณหาบิตตรวจสอบ โดยการแปลงข้ อมูลให้ อยูในรูปโพลิโนเมียลแล้ วมาหารยาวแบบมอดดูโลสอง
ด้ วย generating polynomial เศษที่ได้ จากการหารนี ้จะนามาเป็ นบิตตรวจสอบใส่เข้ าไปกับข้ อมูลที่นาส่ง หากฝ่ ายรับ
ข้ อมูลทาการหาร generating polynomial เดียวกันแล้ วได้ เศษศูนย์แสดงว่าไม่มีข้อผิดพลาดแต่ถ้าหากหารไม่ลงตัวแสดง
                                                                                                      ่
ว่าการส่งข้ อมูลมีความผิดพลาด ถ้ ากาหนดให้ ข้อมูลที่จะส่งคือ M(x) = 110010 ข้ อมูลนี ้จะถูกแปลงให้ อยูในรูปโพลิโน
เมียลได้ เป็ น x5+x4+x ถ้ าให้ G(x), Q(x) และ R(x) แทน generating polynomial, ผลหาร และเศษทีเ่ หลือจากการ
                   ่
หารตามลาดับ จะได้ วา M(x)/G(x) = Q(x)+R(x) และ R(x) นี ้เองคือบิตตรวจสอบที่จะนาส่งไปพร้ อมกับข้ อมูล M(x)
                                         ่ ่                                                          ้
ถ้ ากาหนดให้ G(x) = x3+x2+x0 = x3+x2+1 ซึงมีคาไบนารี เท่ากับ 1101 วิธีการหาบิตตรวจสอบ R(x) ทาได้ โดยตังหารดังนี ้




                                                                              ้         ่ ู
เศษทีเ่ หลือจากการหารจะเป็ นบิตตรวจสอบที่จะถูกส่งไปพร้ อมกับข้ อมูล M(x) ดังนันข้ อมูลทีถกส่งออกไปให้ ฝั่งรับโดยใช้ วิธี
CRC จะเป็ น 110010100 ฝั่ งรับข้ อมูลจะทาการหารข้ อมูลที่ได้ รับมาด้ วย generating polynomial เดียวกันโดยหาก
                                                                                            ่
หารไม่ลงตัวแสดงว่ามีข้อผิดพลาดในการส่ง ฝั่ งรับจะทาการร้ องขอการส่งข้ อมูลชุดนี ้ซ ้าจากผู้สงต่อไป จะเห็นว่า G(x) ที่ใช้ มี
                                                                 ้                                   ุ
ความสาคัญอย่างมากในการตรวจสอบข้ อผิดพลาดในข้ อมูลที่นาส่งมา ดังนันการเลือกใช้ หรื อออกแบบ G(x) ที่มีคณลักษณะ
                                                                                                   ่
ที่เหมาะสมจึงมีความจาเป็ นเพื่อลดโอกาสในการไม่พบข้ อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ ้นได้ องค์กรระหว่างประเทศซึงกากับมาตรฐาน
             ่
ทางด้ านการสือสาร หรื อที่เรี ยกกันอย่างย่อๆ ว่า ITU หรื อ International Telecommunications Union ได้ กาหนด
G(x) ออกมาหลายค่าตามแต่จานวนบิตที่ต้องการ เช่น ITU-16 กาหนด G(x) = x16+x12+ x5+1 สาหรับCRC 16 บิต
และ เช่น ITU-32 กาหนด G(x) = x32+x26+ x23+ x22+x16+ x12+ x11+x10+ x8+x7+x5+ x4+x2+x+1 สาหรับCRC 32
บิต

บิตพาริตี ้

                             ่ ั                         ่ ื่               ่             ่
สามารถแบ่งออกเป็ นพาริ ตี ้คูกบพาริ ตี ้คี่ โดยพาริตี ้คูสอถึงจานวนบิตที่มีคาเท่ากับบิตหนึงมีจานวนเป็ นจานวนคู่โดยนับรวมทัง้
                                              ื่            ่ ่
บิตข้ อมูลและบิตพาริตี ้ ในขณะที่พาริ ตี ้คี่สอถึงจานวนบิตทีมีคาเท่ากับบิตหนึ่งมีจานวนเป็ นจานวนคี่   โดยบิตพาริ ตี ้ที่คานวณ
                                                                            ่                                 ั
ได้ จะแทรกเข้ าไปท้ ายข้ อมูลก่อนส่งออกไป การหาพาริ ตี ้บิตทาได้ โดยการจับคูบิตข้ อมูลมาทาการเอ๊ กคลูซีฟออร์ กนหรื อมาทา
การบวกกันแบบมอดดูโลสองดังแสดงในรูปด้ านล่าง




                                                                                      ่     ่       ่
ตัวอย่างเช่น หากข้ อมูลที่จะส่งเป็ น 10000101 เนื่องจากจานวนบิตในข้ อมูลที่เป็ นบิตหนึงมีอยูสามตัวซึงเป็ นจานวนคี่หาก
                          ่      ่                  ่ ่
เราต้ องการทาพาริตี ้บิตคูจะได้ วาบิตพาริ ตี ้คือหนึง นันคือข้ อมูลที่จะส่งออกไปจะเป็ น 100001011 โดยตัวสุดท้ ายคือบิตพา
                                                                   ่      ่                       ่
ริ ตี ้ที่เราใส่เข้ าไป ในทางตรงกันข้ ามหากเราต้ องการทาพาริ ตี ้คีจะได้ วาบิตพาริตี ้คื อศูนย์ นันคือข้ อมูลที่จะส่งออกไปจะเป็ น
100001010 โดยตัวสุดท้ ายคือบิตพาริ ตี ้ที่เราใส่เข้ าไป



Checksum

                                                                  ่                          ้
บิตตรวจสอบ checksum นี ้หาได้ จากทาการแบ่งข้ อมูลออกเป็ นเซกเมนต์ยอย ๆ เซกเมนต์ละ l บิต จากนันนาทุกเซกเมนต์
                                                              ่                 ่        ่       ่
มาบวกกันแบบ 1’s complement นาผลบวกที่ได้ มาทา complement (เปลียนบิตศูนย์เป็ นหนึง และเปลียนบิตหนึงเป็ น
                                              ่
ศูนย์) ผลลัพธ์ที่ได้ คือบิตตรวจสอบ checksum ซึงจะถูกส่งไปพร้ อมกับข้ อมูล และหากฝั่ งรับนาข้ อมูลและบิตตรวจสอบที่
ได้ รับมาทากระบวนการซ ้ากับเช่นเดียวกับฝ่ ายส่งแล้ วผลลัพธ์ที่ได้ เป็ นศูนย์ แสดงว่าข้ อมูลถูกต้ อง   แต่หากผลลัพธ์ที่ได้ ไม่เป็ น
ศูนย์แสดงว่าข้ อมูลมีความผิดพลาด
Open Systems Interconnection (OSI) Reference Model

เป็ นโมเดลที่ได้ รับการกาหนดจากองค์กรมาตรฐานสากล International Organization for Standardization หรื อเรี ยกย่อ
                                                               ่             ้           ้             ้
ว่า ISO ในปี 1984 โดยโมเดลนี ้กาหนดกรอบมาตรฐานสาหรับการติดต่อสือสารออกเป็ นชัน จานวน 7 ชัน โดยในแต่ละชันจะ
                ่                ั                                ั้                        ้
ประกอบไปด้ วยกลุมโปรโตคอล ฟั งก์ชนหรื อบริ การที่จะบริ การให้ แก่ชนข้ างบนและรับบริ การจากชันข้ างล่าง แบบจาลองนี ้มี
                      ู
จุดประสงค์เพื่อให้ ผ้ ผลิตฮาร์ ดแวร์ หรื อซอฟต์แวร์ ใดๆ ใช้ เป็ นโครงสร้ างอ้ างอิงในการสร้ างอุปกรณ์ให้ สามารถทางานร่วมกันได้
บนระบบเครื อข่าย




                          ้
สถาปั ตยกรรมของ OSI แบ่งชันการทางานออกเป็ น

    1. Physical layer        เป็ นการกาหนดคุณสมบัติทางกายภาพ เช่น ระดับความต่างศักย์ไฟฟ้ า สัญญาณที่ใช้ ในการ
                                      ่
         เชื่อมต่อ ลักษณะของสายหรื อสือนาสัญญาณ อุปกรณ์เชื่อมต่อ อุปกรณ์ฮาร์ ดแวร์ เป็ นต้ น ทาการเชื่อมต่อหรื อสิ ้นสุด
                            ่     ่
         การเชื่อมต่อไปยังสือการสือสาร
    2. Data        link   layer                               ่         ่
                                    กาหนดการส่งข้ อมูลไปไปในสือกลางการสือสาร การตรวจสอบข้ อผิดพลาดหรื อทาแก้ ไข
                                           ้                    ้                           ้
         ข้ อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ ้นได้ ในชัน physical layer ในชันนี ้ยังถูกแบ่งออกเป็ นสองชันย่อยคือ logical link control
         (LLC)   และ   media access control (MAC)              ้
                                                           ในชันย่อย   MAC                       ่
                                                                             เกี่ยวข้ องกับที่อยูทางกายภาพหรื อแอดเดรสตาม
                                            ่
         มาตรฐาน เช่น อีเธอร์ เน็ต โดยที่อยูทางกายภาพนี ้จะถูกกาหนดลงในอุปกรณ์การเชื่อมต่อเครื อข่ายมาล่วงหน้ าแล้ ว
                              ั          ้            ่                                    ้
         และไม่ซ ้ากับอุปกรณ์ตวอื่นบางครังเรี ยกที่อยูทางกายภาพนี ้ว่า MAC address ส่วนในชันย่อย LLC จะเกี่ยวข้ องกับ
                                   ั                                                      ้
     การมัลติเพล็กซ์การส่งและการดีมลติเพล็กซ์ การควบคุมการไหลและข้ อผิดพลาดของข้ อมูล ในชันนี ้จะมีการแตก
     ข้ อมูลออกเป็ นเฟรมข้ อมูล
3. Network layer                                                       ่                                   ่
                        ให้ บริ การการส่งข้ อมูลจากต้ นทางเครื อข่ายหนึงไปยังจุดหมายปลายทางอีกเครื อข่ายหนึง ทาการ
     ค้ นหาเส้ นทางการนาส่งข้ อมูลและอาจทาการแตกข้ อมูลที่ใหญ่ออกเป็ นข้ อมูลที่เล็กลงเป็ นหลาย ๆ ชิ ้นข้ อมูลและทา
                                                                 ่
     การรวมชิ ้นข้ อมูลกลับมาเป็ นข้ อมูลเหมือนเช่นทางต้ นทางที่สงมา รายงานความผิดพลาดจากการนาส่งข้ อมูล ทางาน
                       ่                                                ั         ้
     ดูแลทางด้ านที่อยูทางตรรก เช่น ไอพีแอดเดรส ตัวอย่างโปรโตคอลที่ร้ ูจกกันดีในชันนี ้คือ     internet protocol (IP)

     และ internet control message protocol (ICMP)
4. Transport Layer           ให้ บริ การด้ านการโอนถ่ายข้ อมูลระหว่างผู้ใช้ งานสองฝ่ าย ให้ บริ การการถ่ายโอนข้ อมูลอย่าง
                       ้                                     ั
     น่าเชื่อถือไปยังชันบน จัดระเบียบของแพ็กเก็ต ข้ อมูลให้ จดเรี ยงลาดับอย่างถูกต้ อง การแตกและรวมเซกเมนต์ข้อมูล
     การไหลและการควบคุมความผิดพลาดข้ อมูล การส่งข้ อมูลซ ้าเมื่อมีความผิดพลาดในการส่ง การตอบรับเมื่อข้ อมูลที่
     ได้ รับไม่มีข้อผิดพลาดหรื อการร้ องขอข้ อมูลชุดถัดไปเมื่อไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ ้น                          ้
                                                                                            ตัวอย่างโปรโตคอลในชันนี ้คือ
     transmission control protocol (TCP)
5. Session layer         ควบคุมการเชื่อมต่อการสนทนาระหว่างปลายทางสองฝ่ าย การจัดการ การสิ ้นสุดการเชื่อมต่อ
     ระหว่างโปรแกรมท้ องถิ่นและทางไกล ตรวจสอบการไหลข้ อมูลอย่างเป็ นจังหวะ ดูแลด้ านความปลอดภัย ตัวอย่าง
                 ้
     โปรโตคอลในชันนี ้ คือ simple mail transport protocol (SMTP), file transfer protocol (FTP)
6.   Presentation layer                                                                                        ่
                                  ให้ บริ การด้ านวากยสัมพันธ์ (syntax) ที่จะใช้ ในการรับส่งข้ อมูลให้ สามารถสือสารกันได้
          ่              ้                                         ่
     แม้ วาแต่ละฝ่ ายในชันบนจะใช้ วากยสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน การเปลียนข้ อความให้ เป็ นรหัส
                            ้                   ่ ั                  ุ
7. Application layer เป็ นชันบนสุดของโมเดลและอยูใกล้ กบผู้ใช้ มากที่สดผ่านทางซอฟต์แวร์ โปรแกรม
Source H.C. Folts.: http://hq.alert.sk/~mandos/fmfi-
uk/Informatika/Distribuovane%20Systemy/knihy/ICN/ch1s4.htm



TCP/IP Model

                                   ั
ทีซีพีไอพี เป็ นชุดโปรโตคอลที่ใช้ กนอย่างแพร่หลายในการติดต่อผ่านเครื อข่ายอินเตอร์ เน็ตโดยมีต้นกาเนิดจากโครงการ
                                                           ั
ARPARNET และได้ รับความนิยมจนกลายมาเป็ นชุดโปรโตคอลที่ใช้ กนอย่างกว้ างขวาง        ในลักษณะที่คล้ ายกับ OSI ได้ มีการ
      ้                       ้                         ้ ่                          ้
แบ่งชันของทีซีพีไอพีออกเป็ นชัน ๆ เช่นกันแต่มีเพียง 4 ชันซึงคลอบคลุมการทางานแบบเจ็ดชันของ OSI
            ้
โดยในแต่ละชันมีการทางานดังนี ้

    1.     ้                               ้
         ชัน network interface layer บางครังเรี ยกว่า network access layer หน้ าที่ความรับผิดชอบเมื่อเทียบกับ
                                       ้                                                ้      ้           ้
         สถาปั ตยกรรมแบบ OSI จะรวบเอาชัน Physical Data link layer เข้ าไว้ ด้วยกัน ดังนันบางครังเราเรี ยกชันนี ้ในทีซี
                ่ ้
         พีไอพีวาชัน Link layer ดูแลการนาส่งและรับแพ็คเก็ตข้ อมูลในระดับฮาร์ ดแวร์ การรับส่งข้ อมูลในระดับกายภาพ
         สัญญาณไฟฟ้ าที่ใช้
    2.     ้                      ้           ้
         ชัน Internet layer บางครังเรี ยกว่าชัน                                              ้
                                                  network layer เพราะทาหน้ าที่เช่นเดียวกับชัน network layer ใน OSI

                                                                                     ้
         ทาการหาเส้ นทางส่งแพ็กเก็ตข้ อมูลจากต้ นทางไปยังปลายทาง โปรโตคอลที่สาคัญในชันนี ้ คือ IP, address
         resolution protocol (ARP), reverse ARP (RARP), ICMP และ internet group management protocol
         (IGMP)
    3.     ้                       ้          ้
         ชัน Transport layer บางครังเรียกว่าชัน host-to-host transport layer ทาหน้ าที่ให้ บริ การแบบ connection-
                               ่
         oriented ที่ให้ ความมันใจว่าข้ อมูลจะส่งถึงฝ่ ายรับ   และ connectionless ที่ไม่ได้ มีการสร้ างการเชื่อมต่อล่วงหน้ า
                                                                   ้
         ไว้ แต่จะส่งข้ อมูลทันทีที่ต้องการส่ง ตัวอย่างโปรโตคอลในชันนี ้คือ TCP และ user datagram protocol (UDP)
    4.     ้                                  ู
         ชัน Application layer เป็ นส่วนที่ผ้ ใช้ งานติดต่อกับระบบ เรี ยกใช้ งานบริ การในระดับล่าง ๆ ลงไป ตัวอย่าง
                     ้
         โปรโตคอลในชันนี ้คือ hypertext transfer protocol (HTTP), FTP, SMTP, telnet, domain name system
         (DNS), routing information protocol (RIP) และ simple network management protocol (SNMP)
TCP header




                         ั้
ในส่วนของทีซีพีเฮดเดอร์ นนประกอบด้ วยหมายเลขพอร์ ตของต้ นทางและปลายทางอย่างละ 16 บิต                      มีหมายเลขลาดับ
                  ่
เซกเมนต์ข้อมูลที่สงไป หมายเลขตอบรับที่ระบุถึงหมายเลขของเซกเมนต์ที่ปลายทางคาดหวังให้ ต้นทางส่งต่อเป็ นลาดับถัดไป
                   ี                                          ่                     ่
โดยหมายเลขเซกเมนต์มขนาด 32 บิต ออฟเซตขนาด 4 บิตบ่งบอกให้ ร้ ูวาข้ อมูลจริง ๆ ของผู้สงเริ่มต้ นที่ไหน 6 บิตถัดมาสงวน
                     ิ                                                 ่
ไว้ ไม่ได้ ใช้ และมีบตแฟลก 6 บิต ขนาดหน้ าต่างบัพเฟอร์ (buffer) ของผู้สง, checksum, ตัวชี ้ตาแหน่งไบต์ของข้ อมูลที่ต้อง
                                                                       ุ ่
ดาเนินการก่อน อย่างละ 16 บิต และ ออฟชัน เช่น ขนาดของเซกเมนต์ที่ใหญ่ที่สดทีจะรับได้

                ี
การทางานของทีซีพใช้ หลักการ sliding window โดยฝ่ ายส่งส่งข้ อมูลไปแล้ วรอการตอบรับ (acknowledge) หากยังไม่มี
                                        ่
การตอบรับกลับมาจากปลายทางภายในระยะเวลาทีกาหนดจะทาการส่งข้ อมูลซ ้าออกไปอีก ฝ่ ายปลายทางเมื่อได้ รับข้ อมูลจะ
ตอบรับและบอกต้ นทางไปพร้ อมกับการตอบรับว่ามีขนาดบัพเฟอร์ มากเท่าไหร่ที่จะรองรับข้ อมูลที่จะส่งมาให้          ต้ นทางก็จะทา
การปรับขนาดของข้ อมูลที่นาส่งเพื่อให้ สอดคล้ องกับขนาดบัพเฟอร์ ของปลายทาง ด้ วยหลักการนี ้ทาให้ เป็ นการควบคุมการไหล
ของข้ อมูลไม่ให้ ล้นเกินไปที่ปลายทาง เช่น กรณีที่เครื่ องคอมพิวเตอร์ ต้นทางมีความเร็ วมากกว่าเครื่องที่ปลายทาง
แต่ก่อนที่จะมีการนาส่งข้ อมูลระหว่างต้ นทางกับปลายทางได้ จะต้ องมีการสร้ างการเชื่อมต่อกันเสียก่อน ทีซีพีใช้ วิธีการที่เรี ยกว่า
3-way handshake ดังแสดงในแผนภาพข้ างล่าง




และเมื่อการนาส่งข้ อมูลเสร็ จสิ ้นลงทีซีพีจะทาการยุติการเชื่อมต่อ
ไอพีเฮดเดอร์ และไอพีแอดเดรส




                                                ่
ในระบบอินเตอร์ เน็ตการติดต่อโดยใช้ หมายเลขที่อยูทเี่ ราเรี ยกว่าไอพีแอดเดรส (ip address) มีขนาด 4 ไบต์ หรื อ 32 บิต โดย
หมายเลขไอพีนี ้จะแบ่งออกได้ เป็ นหมายเลขเครื อข่ายและหมายเลขเครื่ อง จาแนกหมายเลขไอพีออกเป็ นคลาสจากคลาสเอถึง
       ั
คลาสอีดงแผนภาพข้ างล่าง




                                              ึ่          ่          ่
โดยปกติคอมพิวเตอร์ ใช้ เลขฐานสองในหมายเลขไอพีซงเมื่อจับกลุมออกเป็ นสีไบต์แล้ วแปลงค่าจากเลขฐานสองเป็ น
                   ื่
เลขฐานสิบที่ทาให้ สอสารกันระหว่างคนได้ เข้ าใจง่ายกว่า เช่น หมายเลขไอพี 10000000 00001011 00000011 00011111
                                                     ่       ุ ่                ่
แปลงออกมาเป็ นเลขฐานสิบได้ หมายเลขไอพี 128.11.3.31 ซึงจะใช้ จดคันระหว่างตัวเลขสีไบต์นี ้ และจากความเป็ นไปได้ ใน
การแทนค่าของเลขทัง้ 32 บิตนี ้เมื่อแบ่งเป็ นคลาสจาแนกช่วงหมายเลขไอพีของแต่ละคลาสได้ เป็ น
อย่างไรก็ตามหมายเลขไอพีบางช่วงจะถูกสงวนไว้ หรื อบางตัวจะใช้ ระบุความหมายเฉพาะอย่างที่ถือเป็ นมาตรฐาน เช่น ใน
                                      ่               ่
ตาแหน่งหมายเลขเครื่ องที่เป็ นศูนย์ นันคือโฮสต์ไอดีมีคาเป็ นศูนย์ เช่น 203.10.1.0 ใช้ ระบุหมายเลขเครื อข่าย หรื อถ้ าหาก
            ่            ่      ่           ่ ้                                         ่
โฮสต์ไอดีมีคาเป็ น 255 นันคือมีคาเป็ นบิตหนึงทังแปดบิตในตาแหน่งของหมายเลขเครื่ องจะใช้ บงบอกว่าเป็ นการบรอดคาส
                                                                                               ่
เช่น 203.10.1.255 เป็ นหมายเลขการบรอดคาสของเครื อข่าย 203.10.1.0 และหมายเลชไอพี 127.0.0.1 ใช้ บงบอกถึงเครื่ อง
                 ้
ตัวเองหรื อบางครังเรี ยกว่าหมายเลข local loopback หมายเลขบางช่วง เช่น 10.x.x.x และ 192.168.x.x ถูกสงวนไว้
                     ่                                                                                   ั
ให้ เป็ นหมายเลขไอพีสวนตัวหรื อไพรเวทแอดเดรส ที่สามารถนาไปใช้ ในระบบอินทราเน็ตได้ แต่จะไม่สามารถนามาใช้ กบระบบ
อินเตอร์ เน็ตได้

       ั                                                                            ้                                   ี
ปั จจุบนมีเครื่ องคอมพิวเตอร์ ทเี่ ชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์ เน็ตเป็ นจานวนมากมายอีกทังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ ๆ ก็มการ
กาหนดหมายเลขไอพีเพื่อให้ สามารถติดต่อกับระบบอินเตอร์ เน็ตได้ ทาให้ ระบบหมายเลขไอพี 32 บิต ไม่เพียงพอต่อการใช้ งาน
     ้                                                                                                       ่
ดังนันจึงได้ มีการนาระบบหมายเลขไอพีแบบ 128 บิต หรื อ 16 ไบต์มาใช้ เรี ยกว่าเป็ นระบบหมายเลขไอพีวีหก (IPv6) ซึงใน
       ั
ปั จจุบนนี ้ระบบเครื อข่ายและอุปกรณ์ที่สนับสนุนอินเตอร์ เน็ตรุ่นใหม่ ๆ ต่างรองรับกับระบบหมายเลขไอพีวีหกนี ้และอุปกรณ์รุ่น
                      ่                                          ั้
เก่าต้ องทะยอยปรับเปลียนให้ มีความสามารถในการแปลงระบบหมายเลขไอพีทงสองระบบนี ้

                                                                                                         ่ ี
นอกจากระบบหมายเลขไอพีที่ใช้ เพื่อการติดต่อในระบบอินเตอร์ เน็ตแล้ ว หมายเลขพอร์ ตเป็ นระบบหมายเลขอีกชุดหนึงที่มการ
ใช้ งานในโปรโตคอลทีซีพีไอพีเพื่อระบุบริ การที่ทาการร้ องขอ เช่น พอร์ ตหมายเลข 80 ใช้ บริ การแบบ http เป็ นต้ น หมายเลขไอ
                           ่                                ่
พีเป็ นการระบุตาแหน่งที่อยูของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ทางตรรก ซึงเมื่อใช้ งานในเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ จะมีระบบหมายเลขอีกชุด
   ่                            ่
หนึงที่เป็ นการระบุตาแหน่งที่อยูทางกายภาพหรื อฮาร์ ดแวร์ ที่ใช้ ในการ์ ดแลนหรื อช่องเชื่อมต่อเครือข่ายที่เราเรี ยกว่า   MAC
          ่                                    ่       ้
address ซึงจะถูกใช้ ใน media access protocol ซึงเป็ นชันย่อยใน data link layer ของ OSI หมายเลข MAC
                                                                          ุ
address นี ้ประกอบด้ วย 6 ไบต์ โดยสามไบต์แรกใช้ ระบุถึงผู้ผลิตส่วนสามไบต์สดท้ ายเป็ นหมายเลขของการ์ ดเชื่อมต่อ
เครื อข่าย



รูปแบบการเชื่อมต่ อเครือข่ ายท้ องถิ่น

                                                                                              ่
การนาคอมพิวเตอร์ หลาย ๆเครื่ องมาต่อเข้ าเป็ นระบบเครื อข่ายท้ องถิ่นสามารถทาได้ หลายรูปแบบ ซึงการขยายให้ เครื อข่ายมี
ความกว้ างไกลออกไปจะต้ องมีการนาอุปกรณ์เชื่อมต่อ อุปกรณ์ทวนสัญญาณ หรื ออุปกรณ์ที่ทาหน้ าที่ในการขยายการเชื่อมต่อ
เครื อข่ายมาต่อพ่วงเข้ ากับระบบเครื อข่ายท้ องถิ่น ทาให้ มีการเชื่อมต่อกันเป็ นระบบใหญ่ ๆ อย่างระบบอินเตอร์ เน็ต รูปแบบการ
ต่อเชื่อมเครื อข่ายสามารถแบ่งกว้ าง ๆได้ เป็ ฯ

                                                                     ุ                                      ุ
     1. การต่อแบบรูปดาว (star topology) การต่อลักษณะนี ้คอมพิวเตอร์ ทกเครื่ องจะมีการเชื่อมต่อรวมศูนย์ไปที่อปกรณ์
             เครื อข่าย เช่น ฮับ
                                                                ั
     2. การต่อแบบวงเหวน (ring topology) การเชื่อมต่อแบบนี ้จะมีลกษณะการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เป็ นวงแหวนลูปปิ ด
                        ่
             ข้ อมูลที่สงภายในจะส่งหมุนวนในวงแหวน
                                         ั
     3. การต่อแบบบัส (bus topology) จะมีลกษณะที่คอมพิวเตอร์ แต่ละเครื่ องเชื่อมต่อกับสายเคเบิ ้ลหลักที่เป็ นแกนกลาง
                                     ั
             ของระบบเครื อข่าย และมีตวปิ ดหรื อเทอร์ มิเนเตอร์ ที่ตาแหน่งหัวและท้ ายของสายเคเบิ ้ลหลัก
                                          ั
     4. การต่อแบบเมช (mesh topology) จะมีลกษณะที่คอมพิวเตอร์ ระหว่างสองเครื่ องใด ๆ มีสายเคเบิ ้ลเชื่อมต่อถึงกัน
                                              ุ
การขยายเครื อข่ายให้ กว้ างใหญ่ออกไปต้ องใช้ อปกรณ์ที่มาทาการเชื่อมต่อเครื อข่ายย่อย หลายเครื อข่ายเข้ าด้ วยกัน เช่น ตัว
ทวนสัญญาณ ฮับ บริ ดจ์ และเราท์เตอร์
ประวัติ ARPANET (Advanced Research Projects Agency Network)

               ้                                                     ่
อินเตอร์ เน็ตนันมีที่มาจากเครื อข่ายที่เรี ยกว่าเครื อข่าย ARPANET ซึงเป็ นเครื อข่ายแบบแพ็คเกตสวิตช์ชิ่งอันเป็ นแก่นหลัก
                                                            ่
ของระบบอินเตอร์ เน็ต เครื อข่าย ARPANET นี ้ถูกสร้ างขึ ้นทีสถาบัน MIT โดยความร่วมมือกับทางหน่วยงานที่เรียกว่า
DARPA มาจากชื่อเต็มว่า Defense Advanced Research Projects Agency ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริ กา

        ั
ด้ วยวิสยทัศน์ของศาสตราจารย์     Licklider    ผู้มองเห็นความสาคัญและความเป็ นไปได้ ของระบบเครื อข่ายที่มีการเชื่อมต่อกัน
ระหว่างคอมพิวเตอร์ ที่มีการโต้ ตอบกันแบบ     interactive                                      ้
                                                              เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ในยุคแรกนันเป็ นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์
เล็กๆ เรี ยกว่า   Interface Message Processor (IMP)                         ั                    ั
                                                             อันเปรี ยบได้ กบเราท์เตอร์ ในปั จจุบน ทาการเชื่อมต่อกับทรัพยากร
                 ่                           ้
ท้ องถิ่นที่มีอยูระหว่างกัน โดยในยุคบุกเบิกนันมี   IMP                                                ่               ่
                                                         จานวน 4 เครื่ องที่ทาการเชื่อมต่อกันกระจายอยูที่มหาวิทยาลัยสีแห่ง
                                                                   ั
ได้ แก่ มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์ เนีย ลอสแองเจอลิส (UCLA), สถาบันวิจยสแตนฟอร์ ด, มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์ เนีย ซาน
                                        ่                                    ่
ตาบาร์ บารา (UCSB) และมหาวิทยาลัยแห่งยูทาห์ และประวัติศาสตร์ ก็ได้ จารึกไว้ วาในคืนของวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 1969
                                                                                            ั
เวลา 22.30 น. ข้ อมูลแรกที่มีการส่งบนเครื อข่าย ARPANET ระหว่าง IMP ที่ UCLA และที่สถาบันวิจยสแตนฟอร์ ดคือตัวอักษร
                                                                        ้                                     ่
“l” ตามมาด้ วยอักษรตัวที่สองคือ “o” ก่อนที่การเชื่อมต่อจะหลุดไปโดยความตังใจเดิมคือข้ อความคาว่า “login” ก่อนทีในอีก

   ่ ่
หนึงชัวโมงต่อมาการ login จึงพิมพ์ได้ สาเร็ จ ภายในไม่กี่ปีต่อมาจานวนการเชื่อมต่อเครื อข่ายระบบ ARPANET ก็เพิ่มจานวน
มากขึ ้นเรื่ อย   ๆ      ้
                       ทังผ่านระบบดาวเทียมและเคเบิ ้ลข้ ามมหาสมุทร                 ่                     ่     ่
                                                                              จุดมุงหมายเริ่ มแรกก็คือเพือการสือสารและแชร์
ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ ระหว่างผู้ใช้ ทางวิทยาศาสตร์ ต่อมาในช่วงยุคปี ค.ศ. 1970 การกาเนิดของโปรโตคอลทีซีพีไอพีก็ทาให้ มี
                                                                                                   ั
ความแพร่หลายมากยิ่งขึ ้นจนขนาดของเครื อข่ายขยายขนาดออกไปกลายมาเป็ นเครื อข่ายอินเตอร์ เน็ตในปั จจุบน โดยมีการถ่าย
โอนอานาจการดูแลบริ หารจากเดิมกระทรวงกลาโหมมาเป็ นคณะทางานบริ หารเครื อข่ายโดยรวม                      เช่น        Internet

Architecture Board                            ั
                         ทาหน้ าที่พิจารณาอนุมติมาตรฐานใหม่ในอินเตอร์ เน็ต,     Internet Engineering Task Force          ทา
         ั              ี่ ั
หน้ าที่พฒนามาตรฐานใหม่ทใช้ กบอินเตอร์ เน็ต ในปี ค.ศ. 1986 เริ่ มมีการกาหนดใช้ งานชื่อโดเมน และในปี 1991 Sir Tim
                 ั
Berners-Lee ได้ พฒนาระบบ www (world wide web) ขึ ้นที่ CERN

								
To top