dataware house lecture 4

Document Sample
dataware house lecture 4 Powered By Docstoc
					        บทที่ 4 การกาหนดความต้องการทางธุรกิจ
                (Defining the Business Requirements)

 จากบทก่อนๆหน้าจะทาให้เราทราบว่า              “คลังข้อมูล ” คือ ระบบที่ให้ข้อมูล /สารสนเทศสาหรับการทา
ธุรกิจอย่างชาญฉลาด คลังข้อมูลไม่ใช่เพียงแค่เทคโนโลยีในการจัดเก็บข้อมูลเท่านั้น แต่จะเป็นสิ่งที่ช่วย
แก้ปัญหาต่างๆ ในการดาเนินธุรกิจและให้ข้อมูลเชิงกลยุทธ์กับผู้ใช้คลังข้อมูล ดังนั้นในการสร้างคลังข้อมูล
จะต้องมีการกาหนดความต้องการของผู้ใช้คลังข้อมูล โดยจะเน้นย้าที่แง่มุมของข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการจาก
คลังข้อมูลมากกว่าที่จะมองว่าเราจะทาการสร้างหรือค้นหาข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการได้อย่างไร ถ้าเรามีกระบวนการ
กาหนดความต้องการที่ไม่ดี จะส่งผลถึงคุณภาพของข้อมูลที่ได้จากคลังข้อมูลโดยตรงดังนั้นในการเก็บรวบรวม
ความต้องการทางธุรกิจสาหรับคลังข้อมูลเราควรจะเริ่มจากการเรียนรู้กระบวนการทาธุรกิจในแต่ละวัน (day-
to-day business) จากนั้นค่อยพิจารณาถึงข้อมูล/รายงานเชิงกลยุทธ์ที่ผู้ใช้ต้องการ

Dimension Analysis
        การสร้างคลังข้อมูลจะแตกต่างจากการสร้างระบบการดาเนินการค่อนข้างมาก จากความแตกต่างของ
ทั้งสองระบบ วิธีการที่ใช้ในการเก็บรวบรวมความต้องการของระบบการดาเนินการจะไม่สามารถประยุกต์ใช้
กับคลังข้อมูลได้โดยตรง เราจะต้องทาการเปลี่ยนแปลงกระบวนการหรือแนวคิดในการทางาน โดยจะต้อง
พิจารณาสิ่งต่อไปนี้

Usage of Information Unpredictable
         ลองพิจารณาถึงการสร้างระบบการดาเนินการของการสั่งซื้อสินค้า เราจะสามารถทาการเก็บรวบรวม
ความต้องการโดยใช้การสัมภาษณ์ผู้ที่ทางานอยู่ในแผนกการสั่งซื้อสินค้า เมื่อทาการสัมภาษณ์ผู้ใช้จะบอกถึง
ฟังก์ชันทั้งหมดที่ต้องการ เช่น การรับการสั่งซื้อ การตรวจสอบคลังสินค้า การตรวจสอบเครดิตของลูกค้า การ
ต่อรองราคา กาหนดการส่งของ และ อื่นๆ นอกจากนี้ผู้ใช้จะสามารถบอกถึงอินเทอร์เฟซที่ใช้แสดงผลลัพธ์
และ บ่งบอกถึงรายงานต่างๆที่ต้องการสาหรับการสั่งซื้อสินค้า จากสิ่งที่ผู้ใช้บอกมาเราจะสามารถทราบถึง
ความตองการของผู้ใช้ว่าจะใช้ระบบที่สร้างขึ้น อย่างไร เมื่อไหร่ และ ที่ใด เพื่อสนับสนุนการทางานในแต่ละวัน
 จากการสัมภาษณ์ผู้ใช้เราจะได้ความต้องการ ฟังก์ชันการทางาน เนื้อหาของข้อมูลและรูปแบบการใช้
งานระบบการดาเนินงานที่จะทาการสร้างขึ้น แต่สาหรับคลังข้อมูล ผู้ใช้อาจะไม่สามารถระบุหรือกาหนดความ
ต้องการได้อย่างชัดเจน ผู้ใช้อาจะไม่สามารถกาหนดถึงข้อมูล/สารสนเทศใดที่เป็นที่ต้องการจากคลังข้อมูล และ
ไม่สามารถแสดงถึงวิธีการใช้/ดาเนินการกับข้อมูล สารสนเทศได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งผู้ใช้โดยส่วนใหญ่มักจะไม่คุ้น
ชินกับการให้ข้อมูล /ความต้องการสาหรับการสร้างคลังข้อมูล ดังนั้นเมื่อความต้องการจากผู้ใช้ไม่ชัดเจน เรา
                                                                                            1|Page
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
จะต้องแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร วิธีการหนึ่งที่ค้อนข้างจะปลอดภัยก็คือ การเก็บข้อมูลทุกๆชิ้นที่เราคิดว่ามี
ประโยชน์สาหรับผู้ใช้ไว้ในคลังข้อมูล แต่อย่างไรก็ดีสิ่งที่เราคิดอาจจะไม่ตรงความต้องการของผู้ใช้ก็เป็นได้
เนื่องจากเราขาดความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการดาเนินธุรกิจ นอกจากนี้เราอาจจะทาการเก็บข้อมูลที่
เกี่ยวข้องกับการดาเนินธุรกิจทั้งหมดทั่วทั้งองค์กร โดยทาการตรวจสอบเกี่ยวกับการปฏิบัติ การที่ดีที่สุด ในธุรกิจ
นั้นๆ หรือ เราอาจจะทาการรวบรวมกฎเกณฑ์ทางธุรกิจบางอย่าง ที่สามารถชี้นาในการตัดสินใจแบบวันต่อวัน
เราอาจะหาวิธีการที่จะสามารถพัฒนาและขายสินค้าเพื่อช่วยเหลือในการกาหนดความต้องการในการใช้
คลังข้อมูล วิธีการที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้นจะเป็นวิธีการพื้นฐานเท่านั้นซึ่งอาจจะยังไม่เพียงพอต่อการระบุ
ถึงรายละเอียดของความต้องการที่ผู้ใช้ต้องการได้ ดังนั้นเราจึงจาเป็นต้องพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ เพื่อช่วยให้
สามารถเก็บรวบรวมความต้องการให้ตรงกับความต้องการจริงมากที่สุด

Dimensional Nature of Business Data
          ถึงแม้ว่าผู้ใช้จะไม่สามารถอธิบายถึงความต้องการให้กับผู้สร้างได้ทั้งหมด แต่พวกเขาสามารถบอกถึง
รายละเอียดความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเค้าคิดเกี่ยวกับการดาเนินธุรกิจ ผู้ใช้สามารถบอกถึงมาตรวัด
ความสาเร็จที่สาคัญและจาเป็นต่อการทาธุรกิจ สาหรับแต่ละแผนกของบริษัทพนักงานจะสามารถบอกให้เรา
ทราบถึงสิ่งที่ใช้วัดความสาเร็จของแต่ละแผนกได้ หรือ พนักงานจะสามารถบอกได้ว่าพวกเค้าจะทาการรวม
ข้อมูลชิ้นเล็กๆให้เป็นข้อมูลเพื่อส่งเสริมการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างไร ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเราจะทาการ
สัมภาษณ์ผู้จัดการแต่ละแผนกถึงความต้องการหรือแนวคิดเกี่ยวกับมิติของการทาธุรกิจ                     (Business
dimensions) รูปที่ 4-1 แสดงถึงชนิดของคาถามหรือข้อมูลต่างๆที่ผู้จัดการในแต่ะละระดับหรือแต่ละแผนก
มักถามเพื่อทาการตัดสินใจ ซึ่งจากรูป รองประธานฝ่ายการตลาด (Marketing vice president) จะสนใจ
เกี่ยวกับรายได้หรือยอดขายของสินค้าใหม่ที่เพิ่งว่างจาหน่าย โดยอาจะสนใจเกี่ยวกับยอดขายในแต่ละเดือน
ยอดขายในแต่ละพื้นที่ หรือ ยอดขายในแต่ละตัวแทนจาหน่าย ความสัมพันธ์และการเปรียบเทียบยอดขาย
ระหว่างสินค้าใหม่และสินค้าเก่าเพื่อใช้ในการวางกลยุทธ์ต่างๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นมิติของการทาธุรกิจที่
รองประธายฝ่ายการตลาดจะต้องรับผิดชอบในการทางาน




                                                                                                2|Page
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
                          รูปที่ 4-1 Manager think in business dimensions
 ในทานองเดียวกัน มิติทางธุรกิจของผู้จัดการฝ่ายการตลาดจะเกี่ยวข้องกับรายการสินค้า หมวดหมู่
ของสินค้า ช่วงเวลา (วัน อาทิตย์ เดือน ) ของการผลิตหรือการขายสินค้า พื้นที่หรือที่ตั้งของห้างร้านที่ขาย
สินค้า และ ช่องทางการจัดจาหน่ายสินค้า สาหรับมิติทางธุรกิจของแผนกควบคุมทางการเงินจะเกี่ยวข้องกับ
งบประมาณ เวลา (เดือน ไตรมาส ปี) เขตพื้นที่ และ แผนก
 ถ้าผู้ใช้คลังข้อมูสามารถคิดหรือบอกความต้องการที่อยู่รูปของมิติทางธุรกิจสาหรับการตัดสินใจต่างๆ
ได้ ผู้สร้างคลังข้อมูลก็ต้องคิดเกี่ยวกับมิติทางธุรกิจเหล่านั้นระหว่างการเก็บและรวบรวมความต้องการจากผู้ใช้
ด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่าความต้องการในการใช้คลังข้อมูลที่แท้จริงอาจจะยังไม่ชัดเจน 100 % แต่มิติทางธุรกิจไม่
คลุมเคลือและจะช่วยบอกถึงความต้องการเบื้องต้น รวมถึงจะทาให้ความต้องการของผู้ใช้ค่อยๆ ชัดเจนมากขึ้น
 ลองพิจารณาการเก็บข้อมูลมิติทางธุรกิจดังแสดงในรูปที่               4-2 ซึ่งจะแสดงถึงการวิเคราะห์ยอดขายกับ
มิติทางธุรกิจ 3 มิติด้วยกัน คือ รายการสินค้า เวลา และพื้นที่ที่มีการขายสินค้า โดยที่ทั้งสามมิติที่ได้กล่าว
ข้างต้นจะสามารถแสดงผลอยู่ในรูปแบบของกราฟสามมิติที่มีลักษณะเป็นลูกบาศก์ได้                  cubes ได้แต่ละ
ลูกบาศก์จะสามารถบอกถึงยอดขายต่อรายการสินค้าต่อเวลาและต่อพื้นที่ที่มีการขายสินค้า จากรูปที่ 2 เราจะ
เห็นว่ามิติทางธุรกิจจะประกอบไปด้วยสามมิติด้วยกันแต่เมื่อไรก็ตามที่จานวนมิติเพิ่มขึ้นเราจะสามารถใช้
แนวความคิดของการขยายมิติให้เป็นหลายมิติมากขึ้นและทาการแสดงผลมิติที่มีการขยายเหล่านั้นให้อยู่ในรูป
ของลูกบาศก์หลายมิติ ที่เรียกว่า hypercubes


                                                                                              3|Page
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
                            รูปที่ 4-2 Dimensional nature of business data

Example of Business Dimensions
          แนวคิดเกี่ยวกับมิติ/มุมมองทางธุรกิจนั้นเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับความต้องการเบื้องต้นสาหรับการสร้าง
คลังข้อมูล ดังนั้นเพื่อให้ทราบถึงแนวคิดของมิติ/มุมมองทางธุรกิจ ลองพิจารณาตัวอย่างที่มีความแตกต่างกันดัง
รูปที่ 4-3 ซึ่งจะประกอบไปด้วยธุรกิจ 4 ประเภทด้วยกันคือ
    1. ธุรกิจซุปเปอร์มาร์เก็ตจะใช้จานวนชิ้นสินค้าที่ขายได้เป็นมาตรวัดผลสัมฤทธิ์ซึ่งจะเกี่ยวเนื่องกับมิติทาง
       ธุรกิจที่เป็น hypercube 4 มิติด้วยกัน คือ เวลา โปรโมชัน รายการสินค้า และสาขาห้างร้าน
    2. ธุรกิจประกันภัยจะมีมิติทางธุรกิจแตกต่างจากธุรกิจอื่นๆที่มีลักษณะการขายสินค้า โดยที่ธุรกิจ
       ประกันภัยส่วนใหญ่จะวิเคราะห์การ claim ประกัน (เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทที่ก่อให้เกิดผล
       กาไรหรือขาดทุน) ที่เกี่ยวข้องกับ การเคลมกับตัวแทน การเคลมแต่ละครั้ง ช่วงเวลา insured party
       (บริษัทประกัน) กลยุทธ์/นโยบายของแต่ละประกัน และ สถานะของการ claim
    3. ธุรกิจสายการบินจะพิจารณาข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับการบิน ซึ่งจะมีมิติทางธุรกิจหลายมิติด้วยกัน เช่น
       เวลา ลูกค้า เที่ยวบิน fare class สนามบิน และ สถานะความถี่ในการบิน
    4. ธุรกิจการขนส่งสินค้าสาหรับบริษัทผลิตสินค้าจะมีมิติทางธุรกิจที่แตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ ซึ่งมิติทาง
       ธุรกิจที่ใช้ในการวิเคราะห์จะเกี่ยวข้องกับแกน เวลา ที่อยู่ปลายทาง ที่อยู่ต้นทาง โหมดของการขนส่ง
       รายการสินค้า และ ข้อเสนอพิเศษอื่นๆ
จากตัวอย่างสี่ธุรกิจข้างต้น เราจะเห็นว่ามิติเชิงธุรกิจของแต่ละธุรกิจจะมีความแตกต่างกันไปตามหัวข้อที่
ต้องการวิเคราะห์ แต่อย่างไรก็ตามจะมีมิติหนึ่งที่มีอยู่เหมือนกันในทุกๆธุรกิจ นั่นคือ มิติของเวลาซึ่งทุกๆธุรกิจ
จะวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์โดยขึ้นอยู่กับแกนเวลาเป็นส่วนใหญ่
                                                                                                  4|Page
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
                            รูปที่ 4-3 Examples of business dimensions

Information Packages—A Useful Concept
 ในส่วนนี้จะเป็นการเสนอแนวคิดสาหรับการกาหนดและจัดเก็บความต้องการสาหรับการสร้าง
คลังข้อมูล แนวคิดที่จะเสนอจะช่วยให้ทราบถึงความเข้าใจในด้านต่างๆ ความคิดที่คลุมเคลือ และการแสดง
ความคิดเห็นระหว่างการเก็บรวบรวมความต้องการต่างๆ ซึ่งจะถูกเก็บไว้เป็น แพคเกจข้อมูล ต่างๆเพื่อใช้ในการ
พัฒนาคลังข้อมูลสืบไป

Requirements Not Fully Determinate
 จากที่กล่าวก่อนหน้าผู้ใช้อาจะไม่สามารถอธิบายถึงสิ่งที่พวกเขาคาดหวังว่าจะเห็นหรือได้รับจาก
คลังข้อมูล ซึ่งจะทาให้ผู้สร้างคลังข้อมูลไม่สามารถระบุชิ้นส่วนของข้อมูลที่ต้องเก็บไว้ในคลังข้อมูล เราจึง
ต้องการวิธีการหรือแนวคิดใหม่ในการจัดเก็บและรวบรวมความต้องการต่างๆ ที่แตกต่างจากวิธีการเก็บ
รวบรวมความต้องการของระบบการดาเนินการที่จะถามผู้ใช้ถึง ฟังก์ชันการทางาน หน้าจอ และ รายงานต่างๆ
ที่ผู้ใช้ต้องการ โดยที่ในการสร้างคลังข้อมูลนั้นเราไม่สามารถเริ่มต้นด้วยการออกแบบโครงสร้างของข้อมูลว่า
ประกอบไปด้วยข้อมูลอะไรบ้าง เราจะสามารถทาได้เพียงถามถึงมิตติทางธุรกิจและการวิเคราะห์ /วัดผลสัมฤทธิ์
ของการดาเนินงานต่างๆ

                                                                                           5|Page
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
 วิธีการใหม่สาหรับการกาหนดความต้องการสาหรับคลังข้อมูลจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของมิติทางธุรกิจ
โดยที่วิธีการนี้จะทาการรวมมาตรวัดต่างๆและมิติทางธุรกิจเข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเก็บมาตราวัด
ผลสัมฤทธิ์และมิติต่างๆที่เกี่ยวข้องไว้ในคลังข้อมูลได้ ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้เราจะถูกสร้างเป็นแพคเกจข้อมูลตามแต่ละ
หัวข้อที่ผู้ใช้สนใจลองพิจารณาแพคเกจข้อมูลสาหรับการวิเคราะห์ของขายในธุรกิจหนึ่งดังแสดงในรูปที่ 4-4
เนื่องจากหัวข้อของการเก็บข้อมูลจะเกี่ยวกับยอดขาย ดังนั้นมาตรวัดที่สะท้อนความเป็นจริงหรือมาตรวัดที่
น่าสนใจจะเกี่ยวข้องกับ ยอดขายจริง ยอดขายที่คาดหวัง และ การขายตามงบประมาณ ในส่วนของมิติทาง
ธุรกิจจะประกอบไปด้วย เวลา สถานที่ รายการสินค้า และ กลุ่มอายุของลูกค้า ซึ่งแต่ละมิติจะมีข้อมูลที่เป็น
ลาดับชั้น หรือ เป็นระดับ เช่น มิติเวลาที่มีลาดับชั้นจะมีข้อมูลที่มีรายละเอียดแตกต่างกันตั้งแต่ปีลดหลั่นไป
เรื่อยๆจนถึงแต่ละวันเลยทีเดียว หรือในอีกกรณีหนึ่งของแกนเวลาอาจมีลาดับชั้นเป็น ไตรมาส เดือน และ
อาทิตย์ ตามลาดับ ซึ่งระดับหรือลาดับชั้นของแต่ละมิติจะถูกแสดงรายละเอียดไว้ในไดอะแกรมสาหรับแพคเกจ
ข้อมูลด้วย




                                   รูปที่ 4-4 An information package
      ดังนั้นเป้าหมายในการเก็บรวบรวมความต้องการคือการรวบรวมแพคเกจข้อมูลสาหรับทุกๆ หัวข้อที่
จะทาการสร้างคลังช้อมูล เมี่อเราได้แพคเกจข้อมูลเราจะสามารถทางานกระบวนการต่างๆ ต่อไปได้ เช่น

     กาหนดหัวข้อ/หัวเรื่องที่พบบ่อย
     กาหนดมาตรวัดทางธุรกิจที่เป็นกุญแจสาคัญ
     กาหนดว่าจะแสดงข้อมูลอย่างไร

                                                                                                6|Page
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
       กาหนดว่าผู้ใช้จะสามารถสรุปรวบยอดข้อมูลได้อย่างไร
       กาหนด/ระบุปริมาณข้อมูลสาหรับแต่ละการวิเคราะห์หรือคิวรีจากผู้ใช้
       กาหนดว่าจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างไร
       จัดทา/แจกแจงรายละเอียดของข้อมูล
       ประมาณขนาดของคลังข้อมูล
       ระบุ/กาหนดความถี่ในการอัพเดทข้อมูล
       การตรวจสอบ/ทาให้แน่ใจว่าข้อมูลจะถูกรวบรวมเป็นแพคเกจได้อย่างไร

Business Dimensions
เมื่อเราทราบถึงรายละเอียดของมิติต่างๆทางธุรกิจ ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการกาหนดความต้องการให้เป็นรูปร่าง
ขึ้นและสามารถทราบถึงความต้องการพื้นฐานที่จะนาไปวิเคราะห์และสร้างคลังข้อมูลต่อไป แต่ก่อนอื่นเราต้อง
นาการพิจารณาหรือระบุมิติทางธุรกิจและระดับชั้นของมิตินั้นๆโดยต้องการเลือกมิติให้ดีที่สุดและมีความ
สอดคล้องกับมาตราวัดประสิทธิภาพของการดาเนินธุรกิจมากที่สุด ลองพิจารณามิติทางธุรกิจของบริษัทผู้ผลิต
รถยนต์ ซึ่งต้องการที่จะวิเคราะห์ยอดขายรถยนต์ของบริษัท ดังนั้นทางบริษัทต้องการที่จะสร้างคลังข้อมูลที่
อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถวิเคราะห์ยอดขายในแง่มุมต่างๆ จากความต้องการดังกล่าว เราสามารถวิเคราะห์มิติ
ทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ยอดขายรถยนต์ได้ดังนี้
    1. มิติของสินค้า(Product)จะช่วยให้ผู้ใช้ทราบถึงยอดขายรถยนต์แต่ละรุ่น รุ่นใดขายดี ขายไม่ดี
    2. มิติของผู้ใช้(Dealer) จะช่วยให้เราทราบได้ว่าผู้ค้าสามารถขายรถยนต์ได้จานวนมาก
    3. มิติของลูกค้า ซึ่งจะแสดงถึงใครเป็นซื้อรถยนต์จากบริษัทเราบ้างซึ่งมิตินี้จะทาให้เราทราบถึง อาชีพ ที่
         อยู่ของลูกค้า และอื่นๆ
    4. มิติของการจ่ายเงิน จะช่วยบอกข้อมูลเกี่ยวกับการจ่ายเงินซื้อรถยนต์ของลูกค้า เช่น การจ่ายเงิน
         ทั้งหมดหรือการผ่อนจ่ายเป็นต้น จะช่วยให้ผู้ใช้ทราบว่า การกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินมีผลต่อการ
         ซื้อรถยนต์หรือไม่
    5. มิติแกนเวลา ทุกๆการวิเคราะห์จะมีเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอเช่น ผลการขายรถยนต์ในแต่ละ
         เดือน แต่ละไตรมาส เป็นต้น
    ลองพิจารณาอีกตัวอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับธุรกิจโรงแรม ซึ่งต้องการวิเคราะห์การเข้าพักของลูกค้าในแต่ละ
เวลาของโรงแรม เราต้องการที่จะวิเคราะห์ ข้อมูลการเข้าพักของลูกค้าในสาขาหนึ่งๆ และชนิดของห้องหนึ่งๆ
จากความต้องการในการวิเคราะห์ดังกล่าวจะสามารถกาหนดมิติทางธุรกิจได้อย่างน้อย 3 มิติด้วยกัน คือ มิติ
ของสาขาโรงแรม มิติของห้องพักซึ่งรวมถึงข้อมูลชนิดของห้องพัก และมิติแกนเวลาที่เป็นมิติที่จาเป็นในทุกการ
สร้างคลังข้อมูลเป็นต้น



                                                                                              7|Page
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
Dimension hierarchical and categories
      เมื่อเราทาการวิเคราะห์เกี่ยวกับมาตรวัดความสาเร็จทางธุรกิจกับมิติทางธุรกิจ สิ่งแรกที่เห็นจะเป็นข้อมูล
เชิงตัวเลขที่เป็ฯผลสรุป และข้อมูลเชิงตัวเลขตามระดับความละเอียดของข้อมูล ซึ่งจากข้อมูลทั้งที่เป็นผลสรุป
และข้อมูลที่แสดงถึงรายละเอียดต่างๆ ผู้ใช้สามารถเรียกดูข้อมูลได้โดยการท่องไปตามลาดับขั้นความละเอียด
(hierarchical levels) ของมิติต่างๆ ตัวอย่างเช่น ตอนเริ่มต้นผู้ใช้อาจต้องการเรียกดูข้อมูลยอดขายของทั้งปีของ
บริษัท ข้อมูลนี้จะเป็นข้อมูลที่เป็นผลสรุป ต่อมาผู้อาจต้องการข้อมูลที่มีรายละเอียดเพิ่มขึ้นหรือลึกมากขึ้น
กล่าวคือ ข้อมูลยอดขายของแต่ละไตรมาสหรือ ไตรมาสหนึ่งๆจากนั้นผู้ใช้อาจเจาะลึกลงไปที่ยอดขายของแต่
ละเดือน หรือเดือนหนึ่งๆ หรืออาจเป็นข้อมูลยอดขายในแต่ละวัน หรือวันหนึ่งๆเป็นต้น จากตัวอย่างเราจะเห็น
ว่า มิติแกนเวลาส่งผลถึงความละเอียดของมาตรวัดความสาเร็จ ซึ่งจากความละเอียดของแกนเวลาจะทาให้ผู้ใช้
ได้ข้อมูลที่เกี่ยวกับมาตรวัดความสาเร็จที่แตกต่างกันตามความละเอียด หรือลาดับชั้นของแกนเวลาที่ประกอบ
ไปด้วย ปี ไตรมาส เดือน และวันเป็นต้น ซึ่งลาดับชั้นมิติแกนเวลาจะเป็นเหมือนเส้นทางในการเข้าถึงข้อมูล
แบบเจาลึกลงรายละเอียด (drilling down) และแบบสรุปผลของข้อมูล (rolling up)ตัวอย่างเช่น ถ้าเรากาลังทา
การเรียกดูข้อมูลยอดขายในแต่ละวันซึ่งเป็นข้อมูลที่ละเอียดที่สุดของแกนเวลา เราสามารถทาการเรียกดุข้อมูล
ที่มีรายละเอียดน้อยกว่า เช่นยอดขายรายเดือน (rolling up) เป็นต้นแต่ถ้าเรากาลังทาการเรียกดูข้อมูลยอดขาย
ในแต่ละไตรมาหรือไตรมาสหนึ่งๆ เราสามารถทาการเรียกดูข้อมูลแบบเจาะลึกลงไปในแต่ละไตรมาสได้
(drilling down) ซึ่งเราจะได้ผลยอดขายแต่ละเดือนได้เป็นต้น

      นอกจากลาดับชั้นของข้อมูล (ความละเอียดของข้อมูล ) ในแต่ละมิติธุรกิจแล้ว แต่ละมิติทางธุรกิจยัง
อาจประกอบไปด้วยหมวดหมู่ของข้อมูล(categories) หลายหมวดหมู่ด้วยกัน ตัวอย่างเช่น ในมิติแกนเวลาอาจมี
แอทริบิวหรือส่วนประกอบหนึ่งๆที่บ่งบอกว่าวันหนึ่งๆนั้นเป็นวันหยุดหรือไม่ ซึ่งส่วนประกอบขอข้อมูลเราจะ
สามารถแบ่งกลุ่มข้อมูลในแกนเวลาได้เป็น 2 กลุ่มคือ วันที่เป็นวันหยุดและวันธรรมดา และจะทาให้ผู้ที่ใช้
สามารถวิเคราะห์ยอดขายในกลุ่มของวันหยุดและวันธรรมดาได้ นอกจากนี้ยังสามารถที่จะเปรียบเทียบความ
แตกต่างของยอดขายในวันหยุดและวันธรรมดาได้อีกด้วย ลองพิจารณาอีกตัวอย่างหนึ่งนั่นคือ มิติรายการ
สินค้า ซึ่งเราอาจมีการวิเคราะห์ยอดขายต่อชนิดของแพคเกจสินค้า ซึ่งจากตัวอย่างเราสามารถบอกได้ว่าชนิด
แพคเกจของสินค้า จะเป็นตัวที่ใช้ในการแบ่งกลุ่มข้อมูล ในมิติรายการสินค้า จากทั้งสองตัวอย่างข้างต้น ข้อมูล
ที่บ่งบอกว่าเป็นวันหยุดหรือไม่และข้อมูลชนิดของแพคเกจสินค้าไม่จาเป็นต้องถูกเก็บ หรือวางไว่ในลาดับชั้น
ของมิติแกนเวลา และมิติรายการสินค้า แต่ข้อมูลส่วนนั้นยังคงถูกเก็บไว้ในแต่ละมิติ ที่เราสามารถเรียกข้อมูล
เหล่านั้นว่าข้อมูลหมวดหมู่ (categories)
     ในการออกแบบหรือกาหนดแพคเกจข้อมูลของแต่ละมิติทางธุรกิจเราควรต้องรวมลาดับชั้นและหมวดหมู่
ของข้อมูลเข้าไปด้วย เพื่อทาให้ผู้ใช้ได้ข้อมูลหลากหลายมุมมอง เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ลองพิจารณา      2
ตัวอย่างจากส่วนที่แล้วนั่นคือ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ และธุรกิจโรงแรมที่มีหลายสาขา แล้วทาการวิเคราะห์ลาดับ
ชั้นและหมวดหมู่ในแต่ละมิติทางธุรกิจ


                                                                                              8|Page
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
    1. ธุรกิจผู้ผลิตรถยนต์ จะประกอบไปด้วย มิติรายการสินค้า มิติผู้ค้า มิติการจ่ายเงิน และมิติแกนเวลา
       เราสามารถกาหนดรายละเอียดของแต่ละมิติได้ดังนี้
             มิติรายการสินค้า ชื่อรุ่น ปีของรุ่น ลักษณะรูปลักษณ์ รายการผลิต กลุ่มของรายการสินค้า สี
                ภายนอก และสีภายใน เป็นต้น
             มิติผู้ค้า จะประกอบไปด้วย ชื่อผู้ค้า อาเภอ จังหวัด ตัวบ่งชี้ผู้ค้าว่า มีสินค้าแค่ยี้ห้อเดียว
                หรือไม่ และวันแรกของการประกอบการ เป็นต้น
             มิติลูกค้า ประกอบไปด้วย อายุ เพศ ช่วงของเงินเดือน สถานะภาพ จานวนสมาชิกใน
                ครอบครัว มีบ้านเป็นของตัวเองหรือไม่ มูลค่าของบ้าน มีรถเป็นของตัวเองหรือไม่ เป็นต้น
             มิติการจ่ายเงิน จะประกอบไปด้วย ชนิดการจ่ายเงิน (ชาระทั้งหมดหรือผ่อนจ่าย ) ถ้าผ่อนจ่าย
                เราอาจต้องเก็บข้อมูล จานวนเดือยที่ทาการผ่อนจ่าย อัตราดอกเบี้ย และชื่อสถาบันการเงินที่
                ปล่อยกู้
             มิติแกนเวลา จะประกอบไปด้วยข้อมูล เดือน ไตรมาส ปี แต่ละวันในหนึ่งสัปดาห์ แต่ละวัน
                ในหนึ่งเดือน ฤดู และตัวบ่งชี้ว่าวันหนึ่งๆเป็นวันหยุดหรือไม่ เป็นต้น
    2. ธุรกิจโรงแรมที่มีหลายสาขาที่ประกอบไปด้วยมิติสาขาของโรงแรม มิติห้องพัก และมิติแกนเวลา ซึ่ง
       สามารถกาหนดลาดับขั้นของแต่ละหมวดหมู่ของแต่ละมิติได้ดังนี้
             มิติ สาขาของโรงแรม จะประกอบไปด้วย ชื่อสาขา หรัสสาขา เขต ที่อยู่ อาเภอ เมือง รหัว
                ไปรษณีย์ ผ็จัดการ ปีที่สร้าง ปีที่ทาการปรับปรุง เป็นต้น
             มิติห้องพัก จะประกอบไปด้วยข้อมูล ชนิดของห้องพัก ขนาดของห้องพัก จานวนเตียงใน
                ห้องพักชนิดของเตียง จานวนผู้เข้าพักสูงสุด ตู้เย็น และ ครัว เป็นต้น
             มิติแกนเวลา จะประกอบไปด้วยข้อมูลแต่ละวันใน 1 เดือน แต่ละวันใน 1 สัปดาห์ เดือน ไตร
                มาส ปี และตัวบ่งชี้ว่าวันหนึ่งๆเป็นวันหยุดหรือไม่ เป็นต้น

          จากตัวอย่างทั้ง 2 ข้างต้น เราจะเห็ฯว่ามิติแกนเวลาของทั้ง 2 ธุรกิจจะเหมือนกัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่
แล้วแต่ละคลังข้อมูล จะมีลาดับชั้นและหมวดหมู่ของข้อมูล ในมิติแกนเวลาไม่แตกต่างกันมากนักรายละเอียด
ในมิติอื่นๆ จะขึ้นกับความต้องการของผู้ใช้ หรือสิ่งที่สนใจในแต่ละองค์กรซึ่งเมื่อเราทาการพิจารณามิติต่างๆ
ทางธุรกิจแล้ว เราสามารถจะใช้มิติทางธุรกิจในการวิเคราะห์ได้ก็ต่อเมื่อ เราต้องมีมาตรวัดความสาเร็จ หรือ
ประสิทธิภาพของการดาเนินธุรกิจ ซึ่งมาตรวัดเหล่านี้จะเป็นความจริง (Fact) ที่สะท้อนถึงการดาเนินการของ
ส่วนงานหรือแผนกที่สามารถดาเนินการตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่ จากตัวอย่างทั้งสองข้างต้น ลองพิจารณาตลาด
รถยนต์ที่มาตรวัดที่ใช้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการขาย ซึ่งมาตรวัดนี้สามารถบ่งชี้ของบริษัทรถยนต์นั้นมีหลายมาตร
วัดด้วยกัน เช่น ราคาขายจริง ราคาที่ผ็ผลิตเสนอให้ผู้ขายปลีก ราคาเต็ม เครดิตของตัวแทนจาหน่าย ใบแจ้งหนี้
ตัวแทนจาหน่าย จานวนเงินดาวน์รถ และจานวนเงินคงคลัง เป็นต้น สาหรับธุรกิจโรงแรมจะมีมาตรวัดที่
แตกต่างออกไป ซึ่งโดยปกติแล้วมาตรวัดจะเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่เราต้องการวิเคราะห์ ซึ่งสาหรับธุรกิจโรงแรม
มาตรวัดจะเกี่ยวกับ การเข้าพักของลูกค้าซึ่งประกอบไปด้วย ห้องที่มีผู้เข้าพัก ห้องว่าง ห้องพักที่ไม่สามารถใช้
งานได้ จานวนผู้เข้าพัก และรายได้เป็นต้น หลังจากการวิเคราะห์มิติทางธุรกิจที่ประกอบไปด้วยลาดับชั้นและ
                                                                                                  9|Page
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
หมวดหมู่ของข้อมูลในแต่ละมิติ และสามารถวัดประสิทธิภาพต่างๆ เราสามารถนาข้อมูลทั้งหมดมารวมกันเพื่อ
สร้างแพคเกจข้อมูล (information package) ของแต่ละธุรกิจ ดังแสดงในรูปที่ 4-5 และ 4-6




                          รูปที่ 4-5 Information package: Automaker sales




                          รูปที่ 4-6 Information package: Hotel chain
                                                                                    10 | P a g e
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
Requirement gathering methods
          ในขณะที่เราทราบถึงวิธีการที่จะทาให้ผู้ใช้คิดและแสดงความต้องการให้เป็นรูปเป็นร่าง โดยการสร้าง
ไดอะแกรมแพกเกจข้อมูลแต่ก่อนที่จะได้มาซึ่งไดอะแกรมแพกเกจข้อมูล เราจะต้องทาการเก็บรวบรวมข้อมูล
และความต้องการจากผู้ใช้เบื้องต้นเสียก่อน ซึ่งการเก็บรวบรวมความต้องการสามารถทาได้หลายวิธีตามแต่
สถานการณ์ที่เราประสบพบเจออยู่ อย่างที่เราทราบกันดีว่าผู้ใช้คลังข้อมูลจะประกอบด้วยผู้ใช้หลายประเภท
เช่น ผู้บริหารระดับสูง ผู้จัดการแผนกสาคัญๆ นักวิเคราะห์เชิงธุรกิจ ผู้ดูแลระบบข้อมูล และอื่นๆ
             เมื่อคลังข้อมูลมีผู้ใช้ที่ค่อนข้างหลากหลายแต่ละกลุ่มของผู้ใช้อาจจะมีความต้องการที่แตกต่างกันตาม
หน้าที่การทางานที่รับผิดชอบ ซึ่งอาจจะทาให้เราได้รับข้อมูลที่หลากหลายในการเก็บรวบรวมข้อมูล อาทิเช่น
ผู้บริหารจะเป็นผู้กาหนดแนวทางและขอบเขตของคลังข้อมูลที่จะสร้างขึ้น ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสามารถบ่งบอกถึง
สิ่งที่ผู้บริหารเหล่านั้นสนใจหรือข้อมูลที่พวกเขาเหล่านั้นสนใจ หรือ ข้อมูลที่พวกเขาเหล่านั้นต้องการในส่วน
ของผู้จัดการแผนก และนักวิเคราะห์เชิงข้อมูลเป็นผู้รายงานและเตรียมรายงานเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้บริหารสนใจ ผู้ใช้
ทั้งสองกลุ่มนี้อาจจะต้องการการเรียกดูข้อมูลต่างๆเพื่อจัดทารายงานและท้ายสุด คือผู้ดูแลระบบฐานข้อมูล
อาจให้ข้อมูลหรือยุ่งเกี่ยวกับฐานข้อมูลและแหล่งข้อมูลเป็นต้น
       จากหน้าที่และความรับผิดชอบที่แตกต่างกันของผู้ใช้คลังข้อมูล เราตะต้องทาการเก็บรวบรวมข้อมูล
ความต้องการและแนวทางในการปฏิบัติงานของแต่ละกลุ่มผู้ใช้ โดยการใช้เทคนิคต่างๆแนวทางการสร้างระบบ
การดาเนินการและการสร้างคลังข้อมูล ซึ่งจะประกอบไปด้วย
     การสัมภาษณ์แต่ละบุคคลแบบหนึ่งต่อหนึ่งที่คาดว่าจะใช้คลังข้อมูลหรือการสัมภาษณ์เป็นกลุ่มเล็กๆ
     การประชุมโดยรวมกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคลังข้อมูลกาหนด (         Joint    Application
      Development,JAD)และ
     การใช้แบบสอบถามข้อมูล เป็นต้น

          จากทั้งสามเทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูลข้างต้น วิธีการสัมภาษณ์จะเป็นวิธีการที่มีการติดต่อสื่อสาร
กับผู้ใช้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้เราได้ข้อมูลค่อนข้างละเอียดและได้รับการยืนยันเกี่ยวกับข้อมูลอีกด้วย JAD หรือ
การประชุมแบบรวมกลุ่มจะมีการติดต่อสื่อสารกับผู้ใช้แต่ละงานไม่มากนักและการใช้แบบสอบถามจะไม่มีการ
พูดคุยกับผู้ใช้เลย ลองพิจารณาข้อดีและแนวปฏิบัติของแต่ละวิธีดังต่อไปนี้ ซึ่งอาจจะช่วยให้เราเลือกเก็บ
รวบรวมข้อมูลและความต้องการได้ถูกต้อง ครบถ้วนและสมบูรณ์
     Interview

     - ทาการสัมภาษณ์ผู้ใช้ 1-3 คนที่มีหน้าที่เหมือนกันหรือใกล้เคียงกันในการสัมภาษณ์แต่ละครั้ง เพื่อ
       ช่วยให้เราสามารถได้รับข้อมูลความต้องการหลายๆมุมมองของผู้ใช้
     - ง่ายในการนัดหมาย
     - เป็นวิธีการที่ดีในการเก็บรวบรวมความต้องการที่มีความซับซ้อน
                                                                                               11 | P a g e
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
     -   ผู้ใช้บางคนจะรู้สึกผ่อนคลายและสะดวกสบายเมื่อเราทาการสัมภาษณ์แบบหนุ่งต่อหนึ่ง
     -   ต้องการการเตรียมการที่ดีที่จะทาให้การเก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     -   ต้องมีการทาการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นหรือทาวิจัยเบื้องต้นก่อนการสัมภาษณ์
     -   กาหนดวัตถุประสงค์ในการสัมภาษณ์แต่ละครั้ง
     -   ควรกาหนดชนิดของคาถาม
     -   ช่วยกระตุ้นให้ผู้ใช้มีการเตรียมตัว/เตรียมข้อมูลสาหรับการสัมภาษณ์
     Group sessions

     - จะมีคนเข้าร่วมประมาณ 20 คนในการประชุมแต่ละครั้ง
     - ควรจะใช้วิธีการนี้หลังจากเราได้ข้อมูลความต้องการเบื้องต้นจากผู้ใช้ต่างๆ
     - ไม่เหมาะกับการเริ่มต้นการเก็บรวบรวมข้อมูลมีประโยชน์ในการยืนยันและทาข้อตกลงเกี่ยวกับความ
       ต้องการต่างๆ
     - จะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพเมื่อผู้เข้าร่วมประชุมมีตาแหน่งหน้าที่การงานที่แตกต่างกัน
     - ต้องมีการจัดการที่ดีจึงจะประสบความสาเร็จในการจัดเก็บข้อมูล

     Questionnaires

     -   สามารถทราบถึงความต้องการเป็นจานวนมากได้อย่างรวดเร็ว
     -   อาจมีประโยชน์เมื่อผู้กรอกแบบสอบถามมีความแตกต่างกัน
     -   อาจมีประโยชน์กับผู้ใช้บางคนที่ค่อนข้างยุ่ง ซึ่งจะไม่มีเวลามาเข้าประชุมหรือเข้าร่วมสัมภาษณ์
     -   ไม่มีการติดต่อสื่อสารกับผู้ใช้

Type of Questions
        ในการเก็บรวบรวมข้อมูล แต่ละเทคนิคข้างต้นจะใช้การซักถามเพื่อให้ทราบถึงความต้องการของผู้ใช้
แต่ละหมวดหมู่ ถ้าเรามีความเข้าใจเกี่ยวกับชนิดของคาถามและมีการเตรียมคาถามที่ดี อาจช่วยให้เราสามารถ
เก็บรวบรวม ความต้องการจากผู้ใช้งานได้อย่างถูกต้องและ ครบถ้วน ซึ่งโดยส่วนใหญ่ของการเก็บรวบรวม
ข้อมูลจะใช้คาถามอยู่ 3 ประเภทดังนี้
    Open-ended questions : การใช้คาถามในลักษณะนี้ช่วยเปิดทางเลือกในการตอบคาถาม ซึ่งจะช่วยให้
     ผู้ถูกสัมภาษณ์รู้สึกสบายใจสามารถตอบคาถามได้โดยง่าย ผู้ถูกสัมภาษณ์สามารถบอกกล่าวได้ถึงความ
     เชื่อและความคิดเห็น ช่วยเปิดโอกาสที่จะถามคาถามต่อๆไป หรือการถามคาถามเพิ่มเติม จากคาถาม
     ที่เตรียมมาก่อนหน้าได้ แต่อย่าไรก็ดี ก็มีข้อเสียหลายข้อด้วยกัน เช่น ทาให้เรารับรู้ข้อมูลที่ไม่จาเป็น
     มากเกินไป มีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถควบคุมการสัมภาษณ์ได้ อาจใช้เวลานาน เป็นต้น
    Closed questions : การใช้คาถามในลักษณะนี้จะทาให้ช่องทางการตอบคาถามนั้นแคบลง ซึ่งในบาง
     คาถามอาจมีคาตอบเพียงแค่ “ใช่” หรือ “ไม่” เท่านั้น การใช้คาถามปลายปิดจะช่วยประหยัดเวลา ได้

                                                                                            12 | P a g e
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
      ข้อมูลอย่างรวดเร็วและง่าย ช่วยให่สามารถควบคุมการสัมภาษณ์ได้ ช่วยให้สามารถ ได้ข้อมูลเบื้องต้น
      ได้อย่างรวดเร็ว และช่วยให้ได้ข้อมูลที่ตรงประเด็น เป็นต้น ข้อเสียของการใช้คาถามปลายปิดคือ ไม่
      สามารถที่จะเก็บรายละเอียดข้อมูลได้ทั้งหมด ลดโอกาสในการสร้างความไว้วางใจ และความสามัคคี
      ระหว่างผู้ให้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์ ท้ายสุดอาจทาให้การสัมภาษณ์นั้นน่าเบื่อ เป็นต้น
     Probes : คาถามในลักษณะนี้เป็นคาถามแบบต่อเนื่อง โดยเราอาจจะใช้คาถามเป็นแบบปลายเปิดหรือ
      ปลายปิดไปก่อนหน้า วัตถุประสงค์หลักของคาถามแบบต่อเนื่องคือ ต้องการที่จะถามคาถามขยายหรือ
      ต่อเติมจากคาถามคาตอบของปลายเปิดหรือปลายปิดที่ถามไปก่อนหน้า ที่จะช่วยให้ได้รับรายละเอียด
      และรวมถึงมุมมองของผู้ถูกสัมภาษณ์ด้วย

Agreement of Questions
        ในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้คาถามชนิดต่างๆที่เหมาะสมอาจไม่เพียงพอ เราต้องมีการจัดลาดับ
คาถามที่ดีเหมาะกับผู้ที่มีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูล และมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการด้วย ลอง
พิจารณาโครงสร้างการจัดลาดับคาถามดังต่อไปนี้ เพื่อนาไปประยุกต์ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป
     Pyramid structure : วิธีการนี้เริ่มด้วยคาถามปลายปิดที่ค่อยข้างเฉพาะเจาะจงจากนั้นค่อยๆทาการ
      ถามคาถามปลายเปิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเดิมที่ถามไว้จากคาถามแรก
     Funnel structure: วิธีการนี้จะเริ่มจากคาถามทั่วๆไปที่เป็นคาถามปลายเปิด จากนั้นค่อยๆถามคาถาม
      ปลายปิดที่ทาให้หัวข้อที่กาลังสนทนาแคบลงเรื่อยๆ เพื่อสรุปคาถาม เราควรใช้วิธีการนี้เพื่อให้ได้
      รายละเอียดที่เราต้องการอย่างค่อยเป็นค่อยไป
     Diamond-shaped structure : วิธีนี้จะทาการอุ่นเครื่องการสัมภาษณ์ด้วยคาถามปลายปิดที่
      เฉพาะเจาะจง จากนั้นทาการถามแบบกว้างๆด้วยคาถามปลายเปิด และจากนั้นทาให้การสัมภาษณ์
      เข้าสู่บทสรุปด้วยคาถามปลายปิดที่เฉพาะเจาจงอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจากลาดับของคาถามดังกล่าวเราจะ
      เห็นว่าลาดับของคาถามในลักษณะนี้จะดีกว่า 2ลาดับข้างต้น แต่อย่างไรก็ดีลาดับในลักษณะนี้อาจทา
      ให้ใช้เวลาในการสัมภาษณ์ยาวนานขึ้น

Interview techniques
        ในการเก็บข้อมูลและความต้องการ วิธีการสัมภาษณ์ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหลายระดับ และส่วนงาน อาจ
ทาให้การเก็บรวบรวมข้อมูลนั้น ใช้เวลาค่อนข้างมาก ดังนั้นเราควรจะมีการเตรียมการและจัดการที่ดี ซึ่งก่อนที่
เราจะสัมภาษณ์ เราควรต้องเตรียมความพร้อมต่างๆ ดังต่อไปนี้
     ทาการเลือกและให้ความรู้ที่เกี่ยวกับการสัมภาษณ์ เพื่อทาการรวบรวมข้อมูลและความต้องการให้กับ
      สมาชิกในทีมงานในการสร้างคลังข้อมูล
     ทาการกาหนดบทบาทของแต่ละสมาชิกผู้สร้างให้ชัดเจน เช่น ผู้นาในการสัมภาษณ์ ผู้จดบันทึกข้อมูล
      และผู้สรุปประเด็นต่างๆเป็นต้น
     เตรียมลิสต์รายชื่อของผู้ใช้หรือผู้ที่ต้องถูกสัมภาษณ์และทาการกาหนดตารางเวลาอย่างคร่าวๆ

                                                                                           13 | P a g e
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
       เตรียมลิสต์ของสิ่งที่ผู้สร้างคาดหวังว่าจะได้รับจากการสัมภาษณ์แต่ละครั้ง
       ทาการวิจัยเบื้องต้นก่อนการสัมภาษณ์
       เตรียมคาถามที่เกี่ยวข้องกับการสัมภาษณ์
       จัดทาการประชุมผู้ที่ต้องถูกสัมภาษณ์ทั้งหมดเพื่อชี้แจงรายละเอียดต่างๆ

          จากหัวข้อที่กาหนดข้างต้น ทุกหัวข้อยกเว้นการทาวิจัยเบื้องต้นก่อนการสัมภาษณ์นั้นเป็นกระบวนการ
ที่ค่อนข้างเข้าใจได้ง่ายและสามารถดาเนินการได้ตามเทคนิคของทีมผู้สร้าง ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับ
ความสาคัญของการทาวิจัยเบื้องต้น ก่อนการสัมภาษณ์ที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลและความต้องการ โดย
พิจารณาถึงหัวข้อต่างๆที่สาคัญในการทาวิจัยเบื้องต้นดังนี้
       โครงสร้างทางธุรกิจขององค์กรทั้งในอดีตและปัจจุบัน
       จานวนพนักงาน รวมถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละตาแหน่ง
       ที่ตั้ง/ที่อยู่ของผู้ใช้
       วัตถุประสงค์หลักของแต่ละส่วนงานของภาคธุรกิจในองค์กร
       ความสัมพันธ์ของส่วนงานภาคธุรกิจกับกลยุทธ์ขององค์กร
       ผลงานของแต่ละส่วนงานภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรายได้ และค่าใช้จ่าย
       การตลาดของบริษัท
       การแข่งขันทางการตลาด
       อื่นๆ

           หลังจากการทาวิจัยเบื้องต้นและ เราจะทราบถึงข้อมูลความเป็นมา และการดาเนินธุรกิจขององค์กร
เบื้องต้น ซึ่งต่อไปนี้ที่เราควรจะคานึงถึงคือ บุคคลหรือกลุ่มคนที่เราจะทาการสัมภาษณ์ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น
3 กลุ่มกว้างๆคือ 1)ผู้บริหารระดับสูง 2) ผู้จัดการแต่ละแผนก และ 3)แผนกไอทีขององค์กร ซึ่งจากกลุ่มของผู้ใช้
หรือผู้ที่เราจะทาการสัมภาษณ์เราควรจะต้องทาการสร้างลิสต์รายการข้อมูลที่เราต้องการที่จะได้รับจากแต่ละ
กลุ่มของผู้ใช้เสียก่อน ดังแสดงในรูปที่ 4-7




                                                                                           14 | P a g e
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
                                 รูปที่ 4-7 Expectations from interviews

Tips
        ในการตั้งคาถามเพื่อใช้ในการสัมภาษณ์จะมีเคล็ดลับหรือเกร็ดเล็กน้อยต่างๆมากมายดังนี้
Current information sources: คาถามที่ใช้ถามแผนกไอที เกี่ยวกับแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการสร้างข้อมูล อาทิเช่น

     ระบบการดาเนินการใดที่มีข้อมูลที่สาคัญเกี่ยวกับหัวข้อธุรกิจต่างๆ ?
     ประเภทของระบบคอมพิวเตอร์ที่จัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับหัวข้อทางธุรกิจมีอะไรบ้าง ?
     คิวรีและรายงานที่ได้จากแหล่งข้อมูล (ระบบการดาเนินการ ) ประกอบไปด้วยข้อมูลสารสนเทศ
      อะไรบ้าง ?
     ความละเอียดของข้อมูลในระบบเป็นอย่างไร ?

Subset areas:เป็นคาถามเกี่ยวกับหัวข้อทางธุรกิจต่างๆเช่น

     หัวข้อทางธุรกิจใดที่มีคุณค่าต่อการวิเคราะห์มากที่สุด ?
     มิติทางธุรกิจ (business dimension) คืออะไร ?
     ส่วนงานใดของการดาเนินธุรกิจที่ต้องมีการตัดสินใจบ้าง ?




                                                                                          15 | P a g e
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
Key performance matrices:จะเป็นคาถามเกี่ยวกับข้อมูลเชิงเวลาสาหรับกิจกรรมต่างๆเช่น

     ต้องมีการอัพเดตข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจบ่อยแค่ไหน ?
     กรอบเวลาเป็นอย่างไร ?

    จากตัวอย่างข้างต้น เราจะทราบถึงมุมมองละวัตถุประสงค์ รวมถึงข้อมูลที่ได้รับจากแต่ละคาถาม ซึ่งจะ
ช่วยให้เราสามารถเก็บรวบรวมความต้องการในแง่มุมต่างๆดังนั้นในการสัมภาษณ์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล เรา
ควรจะบันทึกข้อมูลไว้ต่างๆดังนี้
         1.   รายละเอียดของผู้ถูกสัมภาษณ์
         2.   ประวัติความเป็นมาและวัตถุประสงค์
         3.   รายละเอียดความต้องการของข้อมูลสารสนเทศ
         4.   รายละเอียดและความต้องการของการวิเคราะห์
         5.   เครื่องมือที่ใช้ในปัจจุบัน
         6.   เกณฑ์ความสาเร็จ
         7.   ตัวชี้วัดทางธุรกิจที่เป็นประโยชน์
         8.   มิติของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
        หลังจากทาการบันทึกข้อมูล / ความต้องการที่มีรายละเอียดข้างต้น เราสามารถนาความต้องการของ
แต่ละบุคคล พิจารณาเพื่อกาหนดความต้องการที่แท้จริงของการสร้างคลังข้อมูลต่อไป

Adapting the JAD methodology
         JAD (Join application development) จะเป็นการนากลุ่มคนที่มีหน้าที่ที่แตกต่างกันมารวมกันเมื่อ
พูดคุยตัดสินใจ เก็บรวบรวมข้อมูล / ความต้องการเพิ่มการสร้างระบบดาเนินการ ซึ่งข้อดีของ JAD ต้องการ
ประหยัดเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลความต้องการ และจะได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่อย่างไรก็ดี JAD ที่
นากลุ่มคนมาประชุมกัน อาจใช้เวลามาก ถ้าเกิดข้อขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างการประชุม ดังนั้นเราจึงต้องมีการ
ควบคุมการประชุมให้ดี โดยที่กลุ่ม การที่จะมีส่วนร่วมในการประชุมจะประกอบไปด้วย
     -    Executive sponsor คือบุลที่ควบคุมเรื่องดารคน สามารถกาหนดทิศทางและมีจานวนค่อนข้างมาก
     -    Facilitation เป็นบุคคลที่ให้คาแนะนาต่างๆระหว่างการประชุม
     -    Scvibคือบุคคลที่ทาการจดบันทึกทุกๆการตัดสินใจ
     -    Full-time participants ทุกๆคนที่เกี่ยวกับการตัดสินใจเกี่ยวกับการสร้างคลังข้อมูล
     -    On-call participants คือบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโปรเจค แต่มีส่วนร่วมแค่ในบางเรื่องเท่านั้น
     -    Observers เป็นบุคคลที่นั่งอยู่ในที่ประชุมแต่ไม่ออกความเห็นในการตัดสินใจ

      เมื่อเราสามารถรวบรวมข้อมูลผู้ที่ส่วนเกี่ยวข้องกับการประชุมได้แล้ว เราลองพิจารณาถึงขั้นตอนการ
     ทางานของ JAD ที่ประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอนดังนี้
                                                                                           16 | P a g e
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
     1. Project definition จะทาการสัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูลแบบผิวเผิน จัดารเกี่ยวกับการประชุมและ
          คาแนะนาสาหรับการจัดการต่างๆ
     2.   Research คือการทาความคุ้นเคยกับการดาเนินการธุรกิจ เอกสารต่างๆในการดาเนินธุรกิจ เอกสาร
          ต่างๆที่เกี่ยวกับความต้องการในการได้รับข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลเบื้องต้นและจัดเตรียมวาระการ
          ประชุม
     3.   Preparation คือการสร้างเอกสารการดาเนินงานจากขั้นตอนก่อนหน้า ฝึกอบรมผู้จดบันทึกข้อมูล
          เตรียมเครื่องมืออานวยความสะดวก จัดเตรียมสถานที่สาหรับการประชุมและเตรียมรายการต่างๆ
          สาหรับแต่ละหัวข้อ
     4.   JAD session เริ่มจากการทบทวนวาระและวัตถุประสงค์ของการประชุม ทบทวนเกี่ยวกับสมมติฐาน
          ทบทวนเกี่ยวกับความต้องการข้อมูลต่างๆ ทบทวนมาตราวัดประสิทธิภาพในการดาเนินธุรกิจและมิติ
          ต่างๆทางธุรกิจ
     5.   Final Document ทาการเขียนเอกสารทาการเชื่อมโยงข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้เขาด้วยกัน แจกแจง
          แหล่งข้อมูล ระบุถึงมาตราวัดความสาเร็จของการดาเนินธุรกิจทั้งหมด แจกแจงมิติทางธุรกิจต่างๆ
          รวมถึงลาดับชั้นของรายละเอียดข้อมูล และการอนุมัติ/ทาข้อตกลงในขั้นตอนสุดท้าย

Using questionnaires
          การเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจะไม่มีการพูดคุยหรือไม่มีการโต้ตอบกันระหว่างผู้ให้และผู้รับข้อมูล
ดังนั้นถ้าเราจะประยุกต์ใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลเราจะต้อง ให้ความใส่ใจและให้ความ
ระมัดระวังในการออกแบบสอบถามเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนซึ่งการออกแบบต้องพิจารณาสิ่ง
ต่อไปนี้
     Type and Choice of questions :ในการตั้งคาถามสาหรับทาแบบสอบถามเราสามารถตั้งคาถามได้ทั้ง
      แบบปลายเปิดและปลายปิดตามความเหมาะสม สิ่งสาคัญเป็นอันดับแรกของการตั้งคาถามคือ ภาษา
      ซึ่งจะหมายถึงเราควรจะตั้งคาถามโดยใช้ภาษาเดียวกับภาษาบ้านเกิดของผู้ตอบ เพื่อลดความเข้าใจไม่
      ตรงกันของผู้ถามและผู้ตอบ เราไม่ควรใช้ศัพท์เทคนิคเข้าใจยาก เราควรใช้ภาษาหรือคาที่
      เฉพาะเจาะจงไม่คลุมเคลือ นอกจากเรื่องของภาษาที่ใช้แล้ว คาถามที่ตั้งขึ้นควรจะสั้นและกระชับ เป็น
      คาถามที่ไม่ได้สื่อความหมายไปในทางคัดค้านหรือท้วงติง และท้ายสุดคือเราควรเลือกคาถามที่ให้
      เหมาะสมกับผู้ตอบ(ผู้ใช้) แต่ละกลุ่ม
     Questionnaire Design:ลาดับของคาถามเป็นสิ่งที่สาคัญมากสาหรับการออกแบบ แบบสอบถามเราจะ
      เริ่มจากคาถามที่มีการโต้เถียง/ขัดแย้งน้อย แต่เป็นคาถามที่สาคัญ แล้วค่อยเพิ่มความเข้มข้นของ
      คาถามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนอกจากนี้เราควรจะแบ่งกลุ่มคาถามที่มีความคล้ายคลึงกัน/เหมือนกันของ
      เนื้อหาสาระให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันและลาดับที่ใกล้ๆกัน นอกจากเรื่องที่เกี่ยวกับคาถามแล้ว เราจะต้อง
      พยายามทาให้แบบสอบถามนั้นมีความดึงดูด และเพลิดเพลินในการตอบด้วย ด้วยเราอาจจะต้องทา
      การเตรียมเนื้อที่ว่างไว้สาหรับคาตอบไม่น้อยจนเกินไป หรือไม่มากจนเกินไป
                                                                                          17 | P a g e
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
     Administering questionnaire:ในการออกแบบสอบถามให้กับผู้ใช้ เราควรต้องพิจารณาว่าใครควร
         ได้รับแบบสอบถามบ้าง โดยที่ในการกาหนดเราจะต้องแน่ใจว่าเราไม่แจกแบบสอบถามขาดตก
         บกพร่อง ในบางครั้งเราอาจจัดกลุ่มของผู้ใช้และทาการแจกแบบสอบถามที่ละรายในแต่ละกลุ่ม หรือ
         เราอาจใช้ อี-เมล์ ในการตอบแบบสอบถามก็เป็นได้

Review of existing document
          โดยส่วนใหญ่การเก็บรวบรวมข้อมูลจะใช้วิธีการสัมภาษณ์ การประชุมแบบรวมกลุ่มและการใช้
แบบสอบถามแต่อย่างไรก็ดี ยังมีวิธีการหนึ่งในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ การตรวจสอบหรือทบทวนเอกสาร
ต่างๆ ที่ไม่ต้องยุ่งเกี่ยว เกี่ยวข้องกับผู้ใช้มากนัก เราใช้เพียงแค่สามชิกในทีมงานผู้สร้างคลังข้อมูลเสียเป็นส่วน
ใหญ่ โดยปกติของเอกสารที่เราต้องทบทวนหรือตรวจสอบจะประกอบไปด้วยเอกสาร 2 ประเภท หลักๆดังนี้
     Document from user departments:เป็นเอกสารที่ได้มาจากผู้ใช้ซึ่งเป็นเอกสารเกี่ยวกับขั้นตอนการ
      ทางานและดาเนินธุรกิจ ซึ่งจากเอกสารดังกล่าวสิ่งแรกที่ต้องมองหาคือ รายงาน และหน้าจอ (Screen)
      ที่ผู้ใช้ใช้ในการดาเนินธุรกิจ ณ ปัจจุบัน ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการในการใช้คลังข้อมูล จากนั้นเรา
      ต้องมองทุกๆรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชั่นการทางานทั้งหมด เพื่อที่จะได้ทราบว่าสิ่งใด/
      กระบวนการใด/ข้อมูลใดเป็นสิ่งสาคัญและสิ่งจาเป็นสาหรับผู้ใช้ จากนั้นลองมองหาข้อมูลที่เกี่ยวกับ
      การใช้ข้อมูลที่ได้จากรายงานต่างๆไปวิเคราะห์ และอื่นๆ จากการใช้การตรวจสอบ/ทบทวนเอกสารที่
      ได้จากผู้ใช้จะช่วยให้ทีมผู้สร้างเข้าใจในฟังก์ชั่นการทางานหรือ การดาเนินธุรกิจมากขึ้น และอาจทาให้
      เราได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการสัมภาษณ์ หรือ เราอาจหาข้อมูลจากเอกสารเพื่อใช้สาหรับการเตรียม
      คาถาม เพื่อสัมภาษณ์ผู้ใช้เป็นต้น
     Documentation from IT:เมื่อเราทาการตรวจสอบ/ทบทวนเอกสารที่ได้จากผู้ใช้จะทาให้เราทราบถึง
      กระบวนการในการดาเนินธุรกิจ แต่สาหรับเอกสารที่ได้ ฝ่ายไอทีจะทาให้เราทราบถึงรายละเอียด
      ต่างๆของระบบการดาเนินการ ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งข้อมูลของการสร้างคลังข้อมูล ข้อมูลที่จะได้รับจาก
      เอกสารจะเกี่ยวกับ องค์ประกอบของข้อมูลแต่ละส่วน พจนานุกรมข้อมูล (data dictionary) หรือ แคต
      ตาล๊อกของข้อมูลจากแหล่งข้อมูล ซึ่งจะทาให่เรารู้และเข้าใจในโครงสร้างข้อมูล ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับ
      จากเอกสารจะทาให้เรามีความเข้าใจเกี่วกับแหล่งข้อมูลทั้งหมด ทั้งในเรื่องของแพลตฟอร์ม และ
      ระบบปฏิบัติการที่ใช้ในระบบดาเนินการ
 ถ้าเราทาการตรวจสอบ/ทบทวนเอกสารแล้วไปพูดคุยหรือสัมภาษณ์ผู้ดูแล หรือ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ
ในระบบไอที จะทาให้เราเข้าใจเกี่ยวกับกฎต่างๆทางธุรกิจและคุณค่าของแต่ละส่วนประกอบของข้อมูล
นอกจากนั้นเรายังทราบเกี่ยวกับ ความเป็นเจ้าของข้อมูล (ownership) บุคคลที่มีหน้าที่จัดการเกี่ยวกับคุณภาพ
ของข้อมูลและขั้นตอนการทางานและการเก็บรวบรวมข้อมูลของระบบดาเนินการอื่นอีกด้วย




                                                                                                   18 | P a g e
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
Requirement definition: Scope and content
         หลังจากการเก็บรวบรวมความต้องการของผู้ใช้ด้วนววิธีการสัมภาษณ์ นัดกลุ่มประชุม ใช้
แบบสอบถาม และตรวจสอบ/ทบทวนเอกสารต่างๆแล้ว ทีมผู้สร้างส่วนใหญ่จะละเลยการจัดทาเอกสารที่เป็น
การสรุปความต้องการของผู้ใช้ โดยจะเปลี่ยนไปขั้นตอนของการทางานถัดไปต่อในทันที ซึ่งโดยแท้จริงแล้วการ
ลงรายละเอียดหรือเขียนรายละเอียด เกี่ยวกับความต้องการของผู้ใช้นั้นเป็นสิ่งสาคัญมาก เช่น เมื่อเราได้
บทสรุปของความต้องการที่เป็นเอกสารแล้ว เราสามารถส่งต่อให้กับบุคคลที่จะดาเนินในขั้นตอนต่อไปได้ ซึ่งถ้า
ในทีมผู้สร้างมีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกโดยทาการถอดถอน บุคคลที่ทาการเก็บรวบรวมความต้องการออกจาก
ทีม ถ้าเรามีเอกสารที่แสดงถึงรายละเอียดความต้องการจากผู้ใช้ที่จะทาให้ เราสามารถดาเนินการขั้นตอนต่อไป
ได้ โดยทาการอ่านข้อมูลที่ได้จากเอกสารเหล่านั้นนอกจากนั้นเราสามารถตรวจสอบความสมบูรณ์ของ
รายละเอียดของความต้องการกับผู้ใช้โดยใช้เอกสารที่สร้างขึ้นเป็นสื่อกลางได้
 จากประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการทาเอกสารที่แสดงรายละเอียดของความต้องการจากผู้ใช้ที่มีต่อ
การสร้างคลังข้อมูล เราควรจะทาเอกสารที่มีข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ซึ่งควรจะต้องประกอบไปด้วย
รายละเอียดต่างๆดังต่อไปนี้

Data Sources
        ในเอกสารควรจะมีรายละเอียดแหล่งข้อมูล เนื่องจากในการสร้างคลังข้อมูลเราจะใช้ข้อมูลจาก
แหล่งข้อมูลที่เป็นอินพุตของคลังข้อมูล โดยเราจะทาการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทาการ
รวบรวมข้อมูลเหล่านั้นเข้าด้วยกัน ทาการแปลงข้อมูลให้เป็นมาตราฐานหรือให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสม และ
ทาการถ่ายโอนข้อมูลเหล่านั้นเข้าสู่คลังข้อมูล ซึ่งจากความสาคัญของรายละเอียดของแหล่งข้อมูลเอกสารที่เก็บ
รวบรวมความต้องการควรจะต้องประกอบไปด้วย
       แหล่งข้อมูลที่ยังคงทางานอยู่ และสามารถเก็ยรวมรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลนั้นๆได้
       โครงสร้างข้อมูลของแต่ละแหล่งข้อมูล
       ที่ตั้งของแหล่งข้อมูล
       ระบบปฏิบัติการ เครือข่าย โปรโตคอล และสถาปัตยกรรมแหล่งข้อมูล
       ขั้นตอนการสกัดข้อมูล
       ข้อมูลย้อนหลังที่สามารถหาได้

Data transformation
         หลังจากที่เราทาการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งข้อมูลแล้ว เราควรจะทาการกาหนดวิธีการใน
การเปลี่ยนแปลง/เปลี่ยนรูปข้อมูล (data transformation) ให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมต่อการจัดเก็บข้อมูลใน
คลังข้อมูล ดังนั้นเอกสารที่เกี่ยวกับรายละเอียดของความต้องการ เราควรใส่รายละเอียดของการเปลี่ยนรูป
ข้อมูลลงไปด้วยเพื่อช่วยในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูลจากแหล่งข้อมูลกับข้อมูลที่ถูกเก็บอยู่ใน

                                                                                        19 | P a g e
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
คลังข้อมูลนอกจากนั้นยังทาให้เราทราบถึงรายละเอียดของการรวมข้อมูลเข้าด้วยกัน            (merging) การแปลง
ข้อมูล (conversion) และการแบ่งข้อมูลเป็นส่วนๆ(Splitting) อีกด้วย

Data storage
 หลังจากที่ทาการสัมภาษณ์ผู้ใช้ที่เกี่ยวข้องกับความต้องการต่างๆแล้ว เมื่อเราทาการพิจารณาถึง
รายงานที่ต้องการ คิวรีที่ต้องการทาให้เราทราบถึงระดับของความละเอียดของข้อมูลที่จะเก็บไว้ในคลังข้อมูล
ทราบถึงจานวนดาต้ามาร์ทที่เราต้องสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนการทางานของผู้ใช้ ทราบถึงรายละเอียดมาตรวัด
ผลสัมฤทธิ์ของแต่ละส่วนงาน หรือ แต่ละขั้นตอนการดาเนินธุรกิจและ ทราบถึงมิติทางธุรกิจ และวิธีการ
จัดเก็บข้อมูล ไว้ในคลังข้อมูลและอาจรวมไปถึงพื้นที่สาหรับเก็บข้อมูลที่เพิ่มขึ้น
 จากรายละเอียดข้างต้นเราควรต้องเก็บรายละเอียดเกี่ยวกับ ความต้องการในการจัดเก็บข้อมูลไว้ใน
เอกสารที่แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับความต้องการด้วย รวมถึงเราควรทาการประมาณเบื่องต้นเกี่ยวกับปริมาณ
ข้อมูล แล้วทาการบันทึกลงไปในเอกสารเพื่อแสดงถึงควาต้องการทางด้านฮาร์ดแวร์

Information Delivery
      เอกสารเกี่ยวกับรายละเอียดความต้องการ ควรจะแสดงถึงความต้องการในการเรียกใช้งานข้อมูล
ลักษณะต่างๆเช่น
       การวิเคราะห์ข้อมูลแบบเจาะลึก (drill- down analysis)
       การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาผลสรุป (roll- up analysis)
       การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการตัดส่วน เพื่อเปลี่ยนมุมมิงไปยังรูปแบบต่างๆ (slicing and dicing analysis)
       การวิเคราะห์ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง (ad hoc analysis)

Information package diagram
  อย่างที่เราทราบกันดีว่า ไดอะแกรมที่แสดงแพกเกจข้อมูลจะช่วยให้เราสามารถแยกความแตกต่างระหว่าง
ระบบดาเนินการและคลังข้อมูลได้ รวมถึงช่วยให้เราสามารถกาหนดความต้องการต่างๆให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
ไดอะแกรมแพกเกจข้อมูลจะบรรลุไปด้วยมาตราวัดความสาเร็จที่สาคัญ ซึ่งมาตราวัดเหล่านี้จะถูกใช้ในการวัด
ประสิทธิภาพของการดาเนินธุรกิจ ไดอะแกรมจะประกอบด้วยมิติทางธุรกิจต่างๆ รายละเอียดของการ
วิเคราะห์ข้อมูลในสิ่งต่างๆ ซึ่งจากข้อมูลที่ถูกบรรจุอยูในไดอะแกรมแพกเกจข้อมูล และประโยชน์ที่ได้รับจาก
ไดอะแกรมแพกเกจข้อมูล เราควรจะเก็บข้อมูล รายละเอียดเกี่ยวกับไดอะแกรมแพกเกจข้อมูลไว้ในเอกสารที่
แสดงถึงความต้องการด้วย
 จากข้อมูลในแง่มุมหรือขั้นตอนต่างๆ ถูกเก็บไว้ในเอกสารที่แสดงถึงความต้องการจากผู้ใช้ในการใช้งาน
คลังข้อมูล เราสามารถจัดเรียงข้อมูลต่างๆ ให้เป็นลาดับที่สามารถเข้าใจง่าย และมีข้อมูลที่สมบูรณ์ได้ดังนี้
 1. Introduction จะประกอบด้วยวัตถุประสงค์และขอบเขตการสร้างข้อมูล

                                                                                              20 | P a g e
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
 2. General requirement descriptions จะประกอบด้วยข้อมูลความต้องการจากแหล่งข้อมูลต่างๆ บทสรุป
      จากบทสัมภาษณ์ และระบุถึงชนิดของข้อมูลที่ต้องการหรือถูกเรียกใช้จากคลังข้อมูล
 3.   Specific requirements จะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งข้อมูลที่ต้องการว่าเราต้องการที่จะใช้ข้อมูลจาก
      แหล่งข้อมูลใดบ้างรายละเอียดความต้องการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง               /เปลี่ยนรูปข้อมูลและความ
      ต้องการเกี่ยวกับการเก็บข้อมูล รวมถึงการส่งผ่าน/เรียกใช้ข้อมูลตามที่ผู้ใช้ต้องการ
 4.   Information package ข้อมูลเกี่ยวกับแพกเกจข้อมูล
 5.   Other requirements เป็นข้อมูลความต้องการทั่วไป เช่น ความถี่ในการสกัดข้อมูลจากแหล่งข้อมูลของ
      วิธีการถ่ายโอนข้อมูล เป็นต้น
 6.   User expectations เกี่ยวกับความคาดหวังเกี่ยวกับโอกาสต่างๆที่ได้รับจากการใช้คลังข้อมูล
 7.   User participations and sign off เป็นlist เกี่ยวกับงานและกิจกรรมต่างๆที่ผู้ใช้คาดหวังว่าจะมีส่วนร่วมใน
      กระบวนการทั้งหมดของการสร้างคลังข้อมูล
 8.   General implementation plan จะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับแผนในการดาเนินการสลับคลังข้อมูล




                                                                                               21 | P a g e
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Stats:
views:47
posted:10/3/2012
language:Thai
pages:21