Docstoc

dataware house lecture 1- compelling need for data warehouse

Document Sample
dataware house lecture 1- compelling need for data warehouse Powered By Docstoc
					บทที่ 1 ความจาเป็นที่น่าสนใจสาหรับการสร้างคลังข้อมูล
        (The compelling need for Data
        warehousing)

           กลุ่มคนหรือบุคคลที่ทางานทางด้านไอทีจะต้องเกี่ยวข้องกับแอพพลิเคชันต่างๆของคอมพิวเตอร์ใน
ตาแหน่งหน้าที่ที่แตกต่างกัน เช่น ผู้วิเคราะห์ข้อมูลหรือระบบ นักเขียนโปรแกรม ผู้ออกแบบ ผู้พัฒนา ผู้ดูแล
ฐานข้อมูล ผู้จัดการโปรเจค และผู้ดูแลระบบ เป็นต้น ซึ่งหน้าที่ทั้งหมดจะเป็นส่วนช่วยสนับสนุนการดาเนิน
ธุร กิ จ ในแต่ ล ะวั น โดยที่ ธุ ร กิ จ แต่ ล ะประเภทจะมี ฟั ง ก์ ชั น หรื อ กิ จ กรรมในการท าธุ ร กิ จ ที่ แ ตกต่ า งกั น เช่ น
กระบวนการสั่ ง สิ น ค้า ระบบบั ญชี การจั ด การคลั ง สิ นค้ า การจ่ ายเงิ น การจั ดการทรั พยากรมนุษ ย์ การ
ตรวจสอบข้อมูล และ อื่น ๆ ธุร กิจ ที่เกิดขึ้นใหม่ใดก็ตามที่ไม่มีระบบพื้นฐานในการดาเนินธุรกิจจะทาให้ไม่
สามารถอยู่รอดได้ในยุคที่มีการแข่งขั้นทางการตลาดสูง
          บริษัทจานวนมากได้เริ่มสร้างระบบพื้นฐานในการดาเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 1960 ซึ่งตั้งแต่นั้นมาทาให้
ระบบพื้นฐานมีการเติบโตเป็นอย่างมากจนมีแอพพลิเคชันพื้นฐานจานวนหลายร้อยแอพพลิเคชันถูกพัฒนาขึ้น
ต่อมาในปี 1990 การทาธุรกิจมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยมีการกระจายการทาธุรกิจไปทั่วโลก และมีการ
แข่งขันกันสูงขึ้นซึ่ งทาให้ผู้บริหารมีความต้องการข้อมูลข่าวสารเป็นอย่างมากเพื่อการแย่งชิงส่วนแบ่งทาง
การตลาด ด้วยสาเหตุนี้เองจึงเป็นเหตุให้มีผู้คนพัฒนาใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยในการทาธุรกิจและยังให้
ข้อมูลข่าวสารที่จาเป็นต่อการทาธุรกิจนั้นๆ แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ผู้บริหารต้ องการจะมีความแตกต่างจาก
ข้อมูลข่าวสารทั่วๆไป โดยที่ข้อมูลที่ต้องการจะต้องเป็นข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ อาทิเช่น ผู้ที่มี
อานาจตัดสินใจอาจต้องการที่จะรู้ถึงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่มีการผลิตสินค้าชนิดต่างๆของบริษัท ซึ่งข้อมูลนี้จะ
ช่วยให้ผู้บริหารสามารถทาการตัดสินใจเกี่ยวกับการขยายฐานกาลังการผลิต และ อื่นๆ ข้อมูลที่ได้จากระบบ
คอมพิวเตอร์ควรจะมีความเหมาะสมทั้งในส่วนของเนื้อหาและรูปแบบที่จะสามารถช่วยในการตัดสินใจ ซึ่งเรา
อาจเรียกข้อมูลพวกนี้ว่าเป็น ข้อมูลเชิงกลยุทธ์ (Strategic information) ซึ่งจะม่ความแตกต่างจาก ข้อมูลเชิง
ปฏิบัติการ (Operational information) ที่ได้จากระบบการดาเนินการ (Operational system)
         การสร้างคลังข้อมูล (Data warehousing) จะเป็นกรอบหรือแบบจาลองสาหรับการจัดเตรียม/ค้นหา
ข้อมูลเชิงกลยุทธ์ ซึ่งมีการเริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1990 เป้นต้นมาเพื่อช่วยเหลือองค์กรหรือบริษัทต่างๆให้สร้าง
สามารถได้ข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้ดังแสดงในรูปที่ 1-1 แต่อย่างไรก็ดีก่อนที่เราจะทาการ
สร้างคลังข้อมูลเราจะต้องพิจารณถึงความจาเป็นในการสร้างคลังข้อมูลว่า “บริษัทหนึ่งๆมีความจาเป็นในการ
สร้างคลังข้อมูลหรือไม่? มากน้อยเพียงใด?”

                                                                                                                  1|Page
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
                         รูปที่ 1-1 Organizations’ use of data warehousing

Escalating need for strategic information
           ในการสร้างระบบสาหรับจัดทาหรือค้นหาข้อมูลเชิงกลยุทธ์ เราจะต้องศึกษาถึงโอกาสที่จะได้ข้อมูล
เชิงกลยุทธ์และความเสี่ยงที่บริษัทจะต้องพบเจอเมื่อไม่มีข้อมูลเชิงกลยุทธ์ จากนั้นเราจะต้องทาการพิจารณาว่า
อะไรที่จะหมายถึงข้อมูลเชิงกลยุทธ์ได้บ้าง? ผู้ที่ต้องการข้อมูลเชิ งกลยุทธ์บ้างและแต่ละคนต้องการข้อมูล
อะไรบ้าง?—โดยส่วนใหญ่แล้วผู้บริหารและผู้จัดการมักจะต้องการข้อมูลเพื่อนาไปตัดสินใจที่จะวางกลยุทธ์ทาง
ธุรกิจ ตั้งเป้าหมาย กาหนดวัตถุประสงค์ และ ทาการเฝ้าดูผลลัพธ์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางการค้ากับ
บริษัทอื่นๆ โดยที่เป้าหมายที่สามารถกาหนดได้จะมีตัวอย่างดังต่อไปนี้

       รักษาฐานลูกค้าปัจจุบัน
       เพิ่มฐานลูกค้า 15% จากเดิมภายใน 5 ปีข้างหน้า
       เพิ่มคุณภาพของสินค้าให้ไปติดอยู่ใน 1 ใน 5 ของสินค้าที่ที่สุดในสินค้ากลุ่มเดียวกัน
       ได้รับส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้น 10% ภายใน 3 ปีข้างหน้า
           ่
        เพิมคุณภาพของการบริการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้า
       นา/สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ 3 รายการออกสู่ตลาดภาพใน 2 ปีข้างหน้า
       เพิ่มยอดขาย 15% ในเขตตะวันออกเฉียงเหนือ
   จากตัวอย่างเป้าหมายข้างต้น ผู้บริหารและผู้จัดการจะต้องการข้อมูล เชิงกลยุทธ์เพื่อ(1) ทราบถึงการ
ดาเนิ น ธุร กิจ ในเชิงลึ ก (2)แสดงความคิดเห็ นและตรวจสอบตัว ชี้วัดประสิ ทธิภ าพที่ส าคัญ และทราบถึงผล
                                                                                            2|Page
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
กระทบกระเทือนของตัวชี้วัดเหล่านี้ในการดาเนินธุรกิจ (3) ติดตามว่าปัจจัยทางธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง
อย่างไรเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไป (4) เปรียบเทียบประสิทธิภาพการทางานของบริษัทกับบริษัทคู่แข่งและ
มาตราฐานของอุตสาหกรรม/การทาธุรกิจของบริษัท และ อื่นๆนอกจากนี้ผู้บริหารระดับสูงยังให้ความสนใจ
เกี่ยวกับความต้องการและความชอบของลูกค้า เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ยอดขายและส่วนแบ่งทางการตลาด
และ คุณภาพของสินค้าและบริการ ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมู ลที่สาคัญต่อการตัดสินใจในการกาหนดกลยุทธ์แบบ
แผน และ การดาเนิ น การตามกลยุทธ์ที่ว างไว้ เป็นต้นข้อมูลเชิงกลยุทธ์จะไม่ใช้ข้อมูลทั่ว ๆไปสาหรับการ
ดาเนินการทางธุรกิจในแต่ละวัน เช่น ข้อมูลการแจ้งหนี้ ข้อมูลการจัดส่งสินค้า การมูลการเคลมสินค้า และ
อื่นๆ แต่โดยแท้จริงแล้วข้อมูลเชิงกลยุทธ์ดังแสดงในรูปที่ 1-2 จะมีความสาคัญมากต่อการอยู่รอดขององค์กร
โดยจะสามารถช่วยให้การตัดสินใจที่เหมาะสมนั้นสามารถทาได้สะดวกและรัดกุมมากขึ้นเมื่อผู้บริหารมีข้อมูล
เชิงกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับองค์กรนั้นๆ




                         รูปที่ 1-2 Characteristics of strategic information

The information crisis
        เมื่อเราทางานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในบริษัทแห่งหนึ่งที่ไม่ทราบขนาด เราจะต้องคิดเกี่ยวกับแง่มุม
ต่างๆของแอพพลิเคชันที่ถูกใช้หรือสร้างขึ้นจากบริษัท เราอาจจะต้องคิดถึงฐานข้อมูลและปริมาณของข้อมูลที่
สนับสนุนการดาเนินการของบริษัท ข้อมูลลูกค้าที่ถูกบันทึกไว้เป็นจานวนกี่ปี? ข้อมูลทางการเงินจะถูกบันทึกไว้


                                                                                           3|Page
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
เป็นเวลากี่ปี? อาจจะเก็บไว้ 10 ปี หรือ 15 ปีใช่หรือไม่ ? ข้อมูลที่มีการบันทึกไว้จะเก็บไว้ที่ใด? ในระบบดังเดิม
(Legacy systems)? หรือ ระบบที่เป็นแบบไคลเอนต์และเซิร์ฟเวอร์?
         เมื่อเราทาการพิจารณาถึงแง่มุมต่างๆของแอพพลิเคชันดังตัวอย่างข้างต้น จะทาให้เราทราบถึงความ
เป้นจริง 2 ข้อด้วยกันคือ (1) องค์กรหรือบริษัทต่างๆมีข้อมูลเยอะมาก และ (2) ข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ไม่ได้มีการ
จัดทาหรือสรุปผลเพื่อสร้างเป็นข้อมูลเชิงกลยุทธ์เลย จากข้อเท็จจริงทั้งสองข้อ ถ้ าเรามีข้อมูลปริมาณมากที่ได้
จากการทาธุรกิจขององค์กรเราควรจะใช้ข้อมูลที่ทาการเก็บไว้เหล่านั้นช่วยในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ แต่
แท้จริงแล้วยังคงมีหลายองค์กรที่ประสบกับปัญหาเกี่ยวกับข้อมูล (Information crisis) เนื่องจากไม่สามารถใช้
ข้อมูลในการช่วยเหลือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้
          ข้อมูล เชิงกลยุ ทธ์ที่ใช้ประกอบการตัดสินใจนั้นควรจะต้องอยู่ในรูปแบบที่ง่ายต่อการวิเคราะห์ ถึง
แนวโน้มของข้อมูล เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วผู้บริหารจะพิจารณาข้อมูลแนวโน้มเหล่านั้นต่อแกนเวลาที่เปลี่ยนไป ซึ่ง
ข้อมูลที่ได้ควรจะมองข้อมูลจากมุมมองธุรกิจที่หลากหลายและแตกต่างกันได้ อาทิเช่น ผู้บริหารสามารถทราบ
ถึงข้อมูลยอดขายสินค้าของแต่ละรายการสินค้า ยอดขายของพนักงานขายแต่ละคน ยอดขายในแต่ละพื้นที่
และ ยอดขายในแต่ละกลุ่มลูกค้า เป็นต้น เมื่อผู้บริหารทราบถึงข้อมูลในหลายๆมุมมองแล้วจึงค่อยทาการ
ตัดสินใจเลือกทิศทางในการทาธุรกิจที่เหมาะสมต่อไป

Opportunities and risks
        หลังจากที่เราพิจารณาถึง “information crisis” ที่มีอยู่ในทุกๆองค์กร ซึ่งเกิดจากการที่มีข้อมูล
ปริมาณมากแต่ไม่สามารถใช้ข้อมูลเหล่านั้นเพื่อช่วยในการตัดสินใจเชิ งกลยุทธ์ได้ แต่ในปัจจับุนเราสามารใช้
ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการจัดหาหรือสร้างข้อมูลเชิงกลยุทธ์ได้ ซึ่งในการนสร้างข้อมูลเราจะต้องคานึงถึง : (1)
โอกาสที่บริษัทจะได้รับเมื่อมีการประยุกต์ใช้ข้อมูลเชิงกลยุทธ์ และ (2) ความเสี่ยงในการทาเนินธุรกิจของ
บริษัทเมื่อไม่มีข้อมูลเชิงกลยุทธ์ ทั้งสองปัจจัยนี้จะเป็นเหตุผลสาคัญในการตัดสินใจสร้างระบบหรือการใช้
เทคโนโลยีมาช่วยในการสร้างข้อมูลเชิงกลยุทธ์ ลองพิจารณาตัวอย่างของโอกาสที่จะของการมีข้อมูลเชิงกล
ยุทธ์ของบริษัทต่างๆดังนี้
โอกาสที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทจากการใช้ข้อมูลเชิงกลยุทธ์

     ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาที่มีทรัพย์สินประมาณ 250,000,000,000 ดอลลาร์มีข้อมูลเชิงกลยุทธ์
      จะทาให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจดาเนินการเพื่อรักษาลูกค้าที่มีคุณค่าของพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว
     ในองค์กรที่ดูแลสุ ขภาพของประชาชน จะใช้ข้อมูล เชิงกลยุทธ์ในการปรับปรุงโปรแกรมการดูแล
      สุขภาพ ซึ่งจะทาให้ผู้คน 22% ลดการเข้าห้องฉุกเฉิน และ 29% ของเด็กไม่ต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อ
      รักษาโรคหืด
     บริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ติด 1 ใน 5 ของอเมริกานาข้อมูลเชิงกลยุทธ์ไปรวมกับเครื่องมือการวิเคราะห์
      ข้อมูลบนเว็บ (Web-enabled analysis tools) ซึ่งจากการรวมจะทาให้ร้านค้าได้รับข้อมูลเชิงลึกของ

                                                                                                 4|Page
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
      ฐานลูกค้า มีกระบวนการจัดการคลังสินค้าที่ดีขึ้น จัดวางผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมให้อยู่ในตาแหน่งที่
      เหมาะสมและในช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มยอดขาย เป็นต้น
     บริษัทขายยาที่มีห้างร้านมากกว่า 800 สาขาในพื้นที่ต่างๆจะใช้ข้อมูลเชิงกลยุทธ์ใ นการเข้าใจถึงสิ่งที่
      ลู ก ค้า ซื้ อเป็ น ประจ า ซึ่ งจะช่ ว ยให้ มีก ารพั ฒ นากระบวนการจั ด เก็ บ ยาในคลั ง ยาให้ ดี ขึ้ นช่ ว ยเพิ่ ม
      ประสิทธิภาพของโปรโมชันและกลยุทธ์ทางการตลาด และ ช่วยเพิ่มผลกาไรให้กับบริษัท
     บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าจะใช้ข้อมูลเชิงกลยุทธ์เพื่อช่วยให้การจัดการคลังสินค้า ดีขึ้น ซึ่งจะทาให้สามารถ
      ประหยัดเงินได้หลายล้านดอลล่าร์ต่อปี

Operational versus decision-support systems
         อย่างที่เราทราบกันดีว่า ระบบการดาเนินการ (Operational system) เช่น ระบบการสั่งซื้อสินค้า
ระบบควบคุมคลังสินค้า ระบบการเคลมสินค้า และ อื่นๆ ถูกสร้างขึ้นเพื่อการดาเนินธุรกิจในแต่ละวัน ระบบ
เหล่านี้ไม่ได้มีเจตนาและไม่มีความสามารถในการจัดหาหรือสร้างข้อมูลเชิงกลยุทธ์ ได้ แต่ถ้าเราต้องต้องการ
ระบบที่สามารถจัดหาหรือสร้างข้อมูลเชิงกลยุทธ์ เราจะต้องทาการเรียกดูข้อมูลหรือใช้ข้อมูลจากหลายๆระบบ
เหล่านั้นรวมกันเพื่อสร้างเป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจหรือ ระบบสารสนเทศ(information system)ที่
สามารถสร้ า งข้ อมู ล เชิง กลยุ ทธ์ ในส่ ว นนี้ เราจะมาดูข้ อแตกต่า งระหว่ างระบบการดาเนิ น การและระบบ
สนับสนุนการตัดสินใขซึ่งมีข้อแตกต่างดังนี้

Making the wheels of business turn
         ระบบการดาเนินการหรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “online transactional processing (OLTP)” เป็น
ระบบที่ใช้ในการทาธุรกิจในแต่ละวัน ซึ่งสามารถกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็นระบบที่ทาให้การทาธุรกิจมีการ
เคลื่อนไหวดาเนินไปได้ (ดังแสดงตัวอย่างในรูปที่ 1-3) ระบบการดาเนินการส่วนใหญ่จะยุ่ งเกี่ยวกับการจัดเก็บ
หรือเรียกดูข้อมูลจากฐานข้อมูล ตัวอย่างเช่น การเก็บข้อมูลแต่ละรายการที่ดาเนินการทากับธุรกิจ อาทิเช่น
การสั่งสินค้า 1 ครั้ง การออกใบแจ้งหนี้ 1 รายการ และ การเก็บข้อมูลลูกค้า 1 ราย เป็นต้น




                                        รูปที่ 1-3 Operational systems

                                                                                                         5|Page
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
Watching the wheels of business turn
        ในส่วนของระบบสนับสนุนการตัดสินใจจะเป็นระบบที่ไม่ได้ใช้ในการดาเนินธุรกิจในแต่ละวัน แต่จะ
เป็น ระบบที่ไว้ใช้สาหรับเฝ้าดูการดาเนินธุรกิจหรือรายการที่เกิดขึ้นและเป็นระบบที่ช่วยให้ข้อมูล เพื่อการ
ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่จะช่วยพัฒนาการดาเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น (ดังแสดงในรูปที่ 1-4)
         ระบบสนับสนุนการตัดสินใจจะถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างหรือค้นหาข้อมูลเชิงกลยุทธ์ “ออกจาก(out of)”
ฐานข้อมูลที่สร้างขึ้น ซึ่งระบบนี้จะแตกต่างจากระบบการดาเนินการที่ถูกออกแบบเพื่อทาการเพิ่มข้อมูล “เข้า
สู่(into)”ฐานข้อมูล




                                รูปที่ 1-4 Decision-support systems




                         รูปที่ 1-5 Operational and informational systems

                                                                                           6|Page
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
Different scope, different purposes
        ในการจัดหา/สร้างข้อมูลเชิงกลยุทธ์ เราจาเป็นที่จะต้องสร้างระบบสารสนเทศที่มีความแตกต่างจาก
ระบบการดาเนินการดั้งเดิม ระบบสารสนเทศที่ออกแบบและสร้างขึ้นใหม่ควรจะ (1) ตอบสนอง/บริการใน
หลายๆวัตถุประสงค์ (2) มีขอบเขตที่แตกต่างจากระบบการดาเนินการ (3) มีเนื้อหา/ข้อมูลในระบบที่แตกต่าง
จากระบบการดาเนินการ (4) มีรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างจากเดิม (5) มีลักษณะการเข้าถึงข้อมูลที่แตกต่าง
จากเดิม และ อื่นๆ ในการที่จะทาความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างระบบสารสนเทศที่สร้างขึ้นใหม่กับ
ระบบการดาเนินการเดิม ลองพิจารณาความแตกต่างในแง่ๆมุมต่างๆของทั้งสองระบบที่แสดงในรูปที่ 1-5

Data warehousing—the only viable solution
        ในการจัดหา/สร้างข้อมูลเชิงกลยุทธ์ เราไม่ได้ต้องการระบบสนับสนุนการตัดสินใจหลายระบบ/ชนิดที่
มีความแตกต่างกัน แต่เราต้องการระบบใหม่เพียงแค่ระบบเดียวที่สามารถจัดเตรียมข้อมูลเชิงกลยุทธ์สาหรับ
วิเคราะห์ ให้แนวโน้มหรือวิสัยทัศน์ และ สามารถเฝ้าดูประสิทธิภาพของฟังก์ชันการทางานในการดาเนินธุรกิจ
ได้ ระบบสารสนเทศที่จะทาการสร้างขึ้นจะมีคุณลักษณะและความต้องการในการผลประมวลผลแตกต่างจาก
ระบบการดาเนินการอยู่หลายส่วนด้วยกัน โดยระบบสารสนเทศสาหรับจัดเตรียมข้อมูลเชิงกลยุทธ์ ควรจะ
ประกอบด้วยคุณลักษณะดังต่อไปนี้

    ฐานข้อมูลทีออกแบบมาสาหรับการวิเคราะห์ข้อมูล
                        ่
    ข้อมูลที่มาจากหลายแอพลิเคชัน
    ฟังก์ชัน ที่ใช้งานง่ายและเอื้อต่อการใช้งานที่ค่อนข้างยาวนานในแต่ล ะครั้ง (long interactive
     sessions)
    ตระหนักถึงลักษณะของข้อมูลที่ถูกใช้งาน
    ผู้ใช้สามารถใช้งานกับระบบได้โดยตรงโดยไม่ต้องร้องขอความช่วยเหลือจากฝ่ายไอที
    มีการอัพเดทข้อมูล/เนื้อหาเป็นระยะๆ ซึ่งเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ
    ข้ อ มู ล ที่ ถู ก เก็ บ ไว้ ใ นระบบจะประกอบไปด้ ว ยข้ อ มู ล ณ ปั จ จุ บั น และ ข้ อ มู ล ย้ อ นหลั ง ก่ อ นหน้ า
     (current and historical data)
    สามารถให้ผู้ใช้สามารถเรียกใช้คิวรี (queries) และได้รับผลลัพธ์ทางออนไลน์
    สามารถให้ผู้ใช้ทาการกาหนดค่าเริ่มต้นให้กบรายงานที่ต้องการได้
   ในการประมวลผลส าหรับ ระบบสารสนเทศเพื่อให้ ได้มาซึ่งข้อมูลเชิงกลยุทธ์จะมีความต้องการในการ
ประมวลผล ซึ่งสามารถแบ่งระดับได้เป็น 4 ระดับดังนี้
   1. การใช้คิวรีและการสร้างรายงานอย่างง่ายจากข้อมูลปัจจุบันและข้อมูลย้อนหลัง
   2. มีความสามารถในการวิเคราะห์แบบ “what if” ในหลายๆวิธี
   3. มีความสามารถใช้คิวรี ย้อนกลับ (step back) วิเคราะห์ และ ดาเนินการต่อตามระยะเวลาที่ต้องการ
                                                                                                         7|Page
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
    4. ความสามารถในการมองเห็นแนวโน้มของข้อมูลย้อนหลังและประยุกต์ใช้แนวโน้มเหล่านั้นในอนาคต

Strategic information from the data warehouse
          ระบบสารสนเทศเพื่อจัดเตรียมข้อมูลเชิงกลยุทธ์สาหรับสนับสนุนการตัดใจถูกประยุกต์ใช้ในวงกว้าง
และ เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในชื่อที่เรียกว่า คลังข้อมูล (data warehouse)หรือ การสร้างคลังข้อมูล (data
warehousing) ซึ่งเป็นระบบที่แยกตัวมาจากระบบการดาเนินการ โดยเน้นที่กระบวนการจัดเตรียมข้อมูล
เชิงกลยุทธ์จากข้อมูลที่เก็บได้จากการทาธุรกิจในแต่ละวัน (ดังแสดงในรูปที่ 1-6) ข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ในคลังข้อมูล
จะได้มาจากระบบการดาเนินการ โดยที่เราจะต้องทาการโหลดข้อมูลจากระบบการดาเนิ นการแล้วมาเก็บไว้ใน
ที่พักข้อมูลที่เรียกว่า “staging area” ที่จะทาหน้าที่พักข้อมูล และทาการประมวลผลข้อมูล โดยการทาความ
สะอาดข้อมูล ทาการเปลี่ยนแปลง/เปลี่ยนรูปข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมต่อการใช้งานได้ง่าย จากนั้น
ค่อยทาการย้ายข้อมูลที่ถูกประมวลผลแล้วเข้า สู่คลังข้อมูล เมื่อเราพิจารณาข้อมูลในคลังข้อมูลเราจะเห็นว่า
คลังข้อมูลจะมีมาตราวัดที่สาคัญสาหรับการดาเนินธุรกิจซึ่งจะถูกพิจารณาร่วมกับมิติทางธุรกิจ (business
dimension) ตัวอย่างเช่น คลังข้อมูลหนึ่งจะมีข้อมูลยอดการขายต่อรายการสินค้า ต่อกลุ่มลูกค้า ต่อพื้นที่ ของ
การขาย ต่อโปรโมชัน เป็นต้น ซึ่งยอดการขายจะหมายถึงมาตรวัดความสาเร็จของการขายสินค้า ที่มีความ
เกี่ยวข้องกับมิติทางธุรกิจต่างๆ อาทิเช่น รายการสินค้า กลุ่มลูกค้า พื้นที่ที่ตั้งร้าน และ โปรโมชัน เมื่อเราทราบ
ถึงยอดขายแล้ว เราสามารถนาข้อมูลเหล่านั้นไปตัดสินใจเพื่ อทาการเปลี่ยนแปลงกระบวนการดาเนินธุรกิจ
หรือ การพัฒนารายการสินค้า และ บริการ เป็นต้น




                            รูปที่ 1-6 General overview of data warehouse

Data warehouse defined
           จากที่กล่าวมาข้างต้น เราสามารถกล่าวถึง “คลังข้อมูล” ว่าเป็นระบบสารสนเทศที่มีการเรียกใช้ข้อมูล
ที่มีอยู่เป็นจานวนซึ่งถูกเก็บไว้ในระบบการดาเนินการ จากนั้นทาการแปลงข้อมูลเหล่านั้นให้อยู่ในรูปแบบที่
                                                                                                 8|Page
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
เหมาะสมสาหรับการจัดเตรียมข้อมูลเชิงกลยุทธ์ โดยที่คลังข้อมูลจะให้บริการการตอบคาถามเกี่ยวกับการ
ดาเนิ นธุร กิจของบริษัท /องค์กรผ่านคิว รีที่ส ร้างขึ้นจากผู้ใช้ ให้บริการการเรียกดูแนวโน้มของการทาธุรกิจ
จัดเตรียมข้อมูลเพื่อช่วยในการปรับปรุงประสิทธิภาพของการดาเนินธุรกิจ อนุญาติให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อ
มุลได้โดยตรง จัดเตรียมตัวชี้วัดประสิทธิภาพที่สาคัญต่อการดาเนินธุรกิจ จัดเก็บข้อมูลได้อย่างถูกต้อง และมี
ความสามารถให้ผู้ใช้มาสามารถเรียกดูข้อมูลได้หลายมุมมองอีกด้วย จากที่กล่าวมาถึงขอบเขตการทางานของ
คลังข้อมูลข้างต้น เราจะสามารถสรุปได้อย่างคร่าวๆว่า คลังข้อมูลจะนาข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่แล้วในองค์กรมา
ทาความสะอาดและเปลี่ยนแปลง/เปลี่ยนรูปข้อมูลเพื่อให้ได้เป็นข้อมูลเชิงกลยุทธ์
          คลังข้อมูลไม่ได้เป้นเพียงซอร์ฟแวร์หนึ่งๆ หรือ ฮาร์ดแวร์หนึ่งๆที่เราสามารถซื้อมาเพื่อจัดเตรียมข้อมูล
เชิง กลยุ ทธ์ แต่ มัน เปรี ย บเสมือ นระบบคอมพิว เตอร์ที่ผู้ ใช้ ส ามารถค้น หาข้ อมูล เชิ งกลยุทธ์ ได้ โ ดยตรง ซึ่ ง
คลังข้อมูลจะมีลักษณะเด่นที่ ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่าย มียืดหยุ่น และ
มีการโต้ตอบกับ ผู้ใช้งานมีการตอบสนองและสื่อถึงรูปแบบการถาม-ตอบและถามใหม่ไปเรื่อยๆ และ มี
ความสามารถในการค้นหาคาตอบจากคาถามที่ซับซ้อน หรือคาถามที่ไม่สามารถคาดเดาได้ เป็นต้น




                        รูปที่ 1-7 The data warehouse: a blend of technologies

A blend of many technologies
       จากแนวความคิดพื้นฐานของคลังข้อมูล การทางานของคลังข้อมูลจะประกอบไปด้วย นาเอาข้อมูล
จากระบบการดาเนินมา จากนั้นทาการรวมข้อมูลจากระบบการดาเนินการต่างๆเข้าด้วยกัน ทาการขจัดความ
ไม่สอดคล้องของข้อมูลและทาการเปลี่ยนแปลง/เปลี่ยนรุปข้อมุล และ ทาการจัดเก็บข้อมูลให้อยู่ในรูปแทบที่

                                                                                                      9|Page
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
ง่ายต่อการเข้าถึงสาหรับช่วยในการตัดสินใจ ซึ่งจากขั้นตอนการทางานข้างต้น เราจาเป็นต้องใช้เทคโนโลยี
ต่างๆมาช่วยในการทางานแต่ละขั้นตอน ดังแสดงในรูปที่ 1-7

The data warehousing movement
          การสร้างคลังข้อมูลเริ่มได้รับการยอมรับจากบริษัท/องค์กรต่างๆในช่วงปลายของทศวรรษ 1980 นับ
แต่นั้นเป็นต้นมาแนวความคิด /รายละเอียดของการสร้างคลังข้อมูลได้ถูกเปลี่ยนแปลงและพัฒ นาขึ้นอย่าง
ต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น

     ในปี 1983 บริษัท Teradata ได้เริ่มคิดค้นระบบการจัดการฐานข้อมูลสาหรับระบบสนับสนุนการ
      ตัดสินใจ
     ในปี 1988 Barry Devlin และ Paul Murphy ได้ตีพิมพ์บทความวิจัยใน IBM Systems Journal ที่มี
      เนื้อหาเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมสาหรับระบบสารสนเทศในแง่มุมของคลังข้อมูลทางธุรกิจ
     ในปี 1990 ผู้พัฒนา Red Brick Systems ได้ทาการเพิ่ม Red Brick Warehouse ซึ่งเป็นระบบ
      จัดการฐานข้อมูลสาหรับการสร้างคลังข้อมูล
     ในปี 1991 Bill Inmon ได้เขียนหนังสือ “Building the Data Warehouse” ซึ่งทาให้เขาถูกเรียกว่า
      เป็นพ่อผู้ให้กาเนิดการสร้างคลังข้อมูล และในปีเดียวกันบริษัท Prism Solutions ได้คิดค้น Prism
      Warehouse Manager software สาหรับสร้างคลังข้อมูล
     ในปี 1995 Data warehousing instituer ได้ก่อกาเนิดขึ้น โดยเน้นที่การสร้างคลังข้อมูล การพัฒนา
      กระบวนการทาธุรกิจอย่างชาญฉลาด
     ในปี 1996 Ralph Kimbal ได้เขียนหนังสือชื่อ “The Data Warehousing Toolkit” ซึ่งทาให้เขา
      เป็นหนึ่งในนักเขียนที่ดีที่สุดในการสร้างคลังข้อมูล และการสร้างระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
     ในปี 1997 Oracle 8 ที่มีการทาคิวรีกับ Star schema ได้ออกวางจาหน่าย

Initial challenges
        หลังจากที่บริษัทต่างๆเริ่มที่จะคานึงถึงหรือตัดสินใจที่จะประยุกต์ใช้คลังข้อมูล เพื่อช่วยเหลือในการ
ตัดสินใจแล้ว เมื่อบริษัทเหล่านั้นเริ่มโครงการสาหรับสร้างระบบคลังข้อมูลอาจจะพบอุปสรรคหรือความท้าทาย
ต่างๆมากมายดังต่อไปนี้

    ลูกค้ามีความรู้ความสามารถและประสบการณ์มากขึ้น ซึ่งจะพยายามกดดันให้ผู้สร้างต้องทาการสร้าง
      คลังข้อมูลที่มีการบริการดีขึ้น ปรับปรุงคุณภาพ และ ทาการปรับแต่งคลังข้อมูลใหม่
    กฎระเบียบของภาครัฐเกี่ยวกับการเปิดเสรีทางอุตสาหกรรมทาให้บริษัทต่างๆมีการแข่งขันที่รุนแรง
      มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลถึงความต้องการข้อมูลจากคลังข้อมูลมากขึ้นตามไปด้วย
    กฎระเบียบใหม่ๆของภาครัฐเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของบุคคลหรือข้อมูลจะทาให้เราต้องทาการ
      ปรับเปลี่ยนวิธีในการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิธีในการใช้งานด้วย
                                                                                    10 | P a g e
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
     บางคลั งข้อมูล ที่ มีส ถาปั ตยกรรมที่ไม่เหมาะสมจะผลิ ตข้อมูล หรื อมุมมองเกี่ยวกั บข้อมูล ที่กระจั ด
      กระจายไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
     คิวรี รายงาน และ เครื่องมือสาหรับวิเคราะห์ที่ได้สร้างขึ้นในช่วงแรกของการสร้างคลังข้อมูลนั้นมี
      ความซับซ้อนเกินไปและมีการใช้งานที่มากเกินกว่าที่คาดการไว้
     โครงสร้างของคลังข้อมูลที่วางไว้ตอนแรกนั้นไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้ในปัจจุบัน
     จากปัญหาที่ได้กล่าวข้างต้น เมื่อเราเริ่มการสร้างหรือกาลังสร้างคลังข้อมูล เราจะต้องมองย้อนไปคิดถึง
ปัญหาเหล่ านี้ เพื่อที่จ ะทาให้ คลั งข้อมูลนั้ น มีความสามารถสู งที่สุ ดและมีความน่าเชื่อถือมากที่สุ ดด้ว ย ซึ่ง
ขั้นตอนการสร้างคลังข้อมูลจะอธิบายในบทถัดๆไป

Evolution of business intelligence
          อุปสรรคของการประยุกต์ใช้คลังข้อมูลในช่วงต้นนั้นทาให้บริษัทย้อนกลับมามองที่การสนับสนุนการ
ตัดสินใจ หลายๆบริษัทเริ่มที่จะเข้าใจว่าเป้าหมายที่แท้จริงของระบบสนับสนุนการตัดสินใจนั้น มีความซับซ้อน
คล้ายกับจานที่วางซ้อนกัน 2 ชั้น ซึ่งสามารถกล่าวได้คือ 1) การแปลงข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ และ 2) การ
ค้นหาความรู้จากสารสนเทศที่จัดทาขึ้น ในการทาธุรกิจอย่างชาญฉลาด (Business intelligence, BI) นั้น
จะต้องทากระบวนการทั้งสองข้างต้น ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว BI จะใช้แอพลิเคชันและเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาเป็นตัว
ช่วยในการทาธุรกิจ แอพพลิเคชันที่ใช้จะหมายถึงระบบหรือเทคโนโลยีสาหรับการเก็บรวบรวมข้อมูล การทา
ความสะอาดข้อมูล การรวมข้อมูลให้เป็นหนึ่งเดียว และ การจัดเก็บข้อมูล นอกจากนี้ BI จะเกี่ยวกับข้องกับ
เครื่ องมือ เทคนิ ค และ แอพพลิ เคชัน ต่างๆที่ ใช้ส าหรับการวิเคราะห์ ข้อมูล ที่เก็บไว้ ซึ่งจากความหมายที่
ค่อนข้างกว้างของ BI จึงได้มีผู้คนมากมายได้ให้คานิยามเกี่ยวกับ BI ไว้มากมายเช่น Garter Group ได้ให้นิยาม
ว่า BI เปรียบเสมือนร่มที่รวมแนวความคิดและวิธีการที่จะปรับปรุงการจัดสินใจทางธุรกิจ และ Data
warehouse institute เปรียบเทียบ BI ว่าเป็น โรงกลั่นข้อมูล ที่คล้ายคลึงกับโรงกลั่นน้ามัน ที่นาข้อมูลมาเป็น
วัตถุดิบ จากนั้นทาการกลั่นข้อมูลโดยการประมวลผลตามขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศ เป็นต้น
        จากที่กล่าวข้างต้นเราสามารถมองว่า BI สาหรับองค์กรใดๆจะประกอบไปด้วย 2 ส่วนด้วยกัน คือ
Data to information ในส่วนนี้ข้อมูลจากหลายๆระบบการดาเนินการจะถูกสกัด รวมเข้าด้วยกัน ทาความ
สะอาด เปลี่ยนแปลง/เปลี่ยนรูป และ ถูกเก็บไว้ในที่เก็บข้อมูลพิเศษที่แตกต่างจากระบบการดาเนินการเดิม
Information to knowledge ในส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลที่อนุญาติให้ผู้ใช้
สามารถเข้าถึงและวิเคราะห์เนื้อหาของสารสนเทศแล้วแปลสภาพเนื้อหาเหล่านั้นให้เป็นองค์ความรู้
         BI ที่แสดงในรูปที่ 1-8 จะแสดงถึง 2 ส่วนประกอบหลักที่ต้องทางานด้วยกัน ซึ่งคลังข้อมูลนั้นจะอยู่ใน
ส่วนแรกซึ่งจะทาการเปลี่ยนรูปข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ จากนั้นจะทาการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นให้เป็นองค์
ความรู้สืบต่อไป

                                                                                                  11 | P a g e
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน
                 รูปที่ 1-8 BI: data warehousing and analytical environments




                                                                               12 | P a g e
Data Warehouse Design (การออกแบบคลังข้อมูล) โดย อ.ดร.โกเมศ อัมพวัน

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Stats:
views:42
posted:10/3/2012
language:Thai
pages:12