os lesson13
Document Sample


บทที่ 13
การรักษาความปลอดภัย
(Security)
1
สภาพแวดล้ อมของการรักษาความปลอดภัย
คำว่ำ “กำรรักษำควำมปลอดภัย“ (security) และคำว่ำ “กำรปองกัน“้
(protection) 2 คำนี ้อำจใช้ ทดแทนกันได้
่
แต่กำรรักษำควำมปลอดภัย(security) จะเป็ นสิงที่เกี่ยวข้ องกับควำมมันใจ่
้ ู ู
ในเรื่ องของแฟมข้ อมูลที่ถกจัดเก็บไว้ ในระบบคอมพิวเตอร์ จะไม่ได้ ถกอ่ำน
หรื อแก้ ไขโดยผู้ที่ไม่ได้ รับอนุญำต
้
“การรั กษาความปลอดภัย” (security) นันจะหมำยถึงกำรอ้ ำงถึงปั ญหำ
้
ทังหมด
คำว่ำ “กลไกการปองกัน” (protection mechanisms) จะใช้ ในกำรอ้ ำง
้
้
ถึงกลไกเฉพำะด้ ำนของโปรแกรมระบบที่ใช้ ในกำรปองกันข้ อมูลในเครื่ อง
คอมพิวเตอร์
2
สภาพแวดล้ อมของการรักษาความปลอดภัย
่
กำรรักษำควำมปลอดภัยจะมีควำมหมำยอยูหลำยด้ ำน แต่ที่สำคัญมีอยู่
3 ด้ ำนคือ
การสร้างความเสี ยหาย
้
ลักษณะของผูประสงค์ร้าย
ข้อมูลสูญหายโดยเหตุสุดวิสัย
3
การสร้ างความเสี ยหาย (Threats)
้ ่ ั
ระบบคอมพิวเตอร์ จะมีเปำหมำยทัวไปอยู่ 3 ประกำรเพื่อทำกำรตอบโต้ กบ
ควำมเสียหำยที่เกิดขึ ้นกับระบบ
้
เปำหมำยแรกคือความลับของข้ อมูล (data confidentiality) จะเกี่ยวข้ อง
กับกำรรักษำข้ อมูลลับให้ ลบ ั
้
เปำหมำยที่สอง คือ ความเชื่อถือได้ ของข้ อมูล (data integrity) จะ
หมำยถึงผู้ใช้ ที่ไม่ได้ รับอนุญำตจำกเจ้ ำของข้ อมูลจะไม่สำมำรถเข้ ำไปทำกำร
เปลี่ยนแปลงข้ อมูลได้
้
เปำหมำยที่สำม การที่ระบบยังคงทางานอยู่ได้ (system availability)
หมำยถึงกำรที่ไม่มีใครสำมำรถที่จะทำกำรรบกวนกำรทำงำนของระบบ ทำ
ให้ ระบบไม่สำมำรถทำงำนต่อไปได้
4
เป้ าหมาย การสร้างความเสี ยหาย
ความลับของข้อมูล เปิ ดเผยข้อมูล
ความเชื่อถือได้ของข้อมูล เข้าไปเปลี่ยนแปลงข้อมูล
่
ระบบยังคงทางานอยูได้ ปฏิเสธการให้บริ การ
เป้ าหมายการรักษาความปลอดภัยและการสร้ างความเสี ยหาย
5
ผู้ประสงค์ ร้าย (Intruders)
ประเภทต่ำง ๆ ของผู้ประสงค์ร้ำยคือ
ั่
ผู้ใช้ ทวไปที่ชอบสอดรู้สอดเห็น พนักงำนหลำย ๆ คนในบริษัทจะมี
่ ่
คอมพิวเตอร์ สวนตัวซึงเชื่อมต่อกับเน็ตเวิร์คในสำนักงำน
คนภำยในที่ชอบสอดแนม นักศึกษำ โปรแกรมเมอร์ พนักงำนควบคุมเครื่ อง
่
และ พนักงำนทำงด้ ำนเทคนิคต่ำง ๆ ส่วนใหญ่แล้ วบุคคลกลุมนี ้จะคิดอยู่
้
เสมอว่ำกำรทำลำยกำรรักษำควำมปลอดภัยของระบบนันเป็ นกำรท้ ำทำย
ควำมสำมำรถของตัวเอง
ั
ผู้ที่พยำยำมสร้ ำงรำยได้ ให้ กบตนเอง โปรแกรมเมอร์ ของธนำคำรบำงคน
พยำยำมขโมยเงินจำกธนำคำรที่เขำทำงำนอยู่ รูปแบบกำรขโมยจะ
เปลี่ยนแปลงไปเรื่ อย ๆ
6
ผู้ประสงค์ ร้าย (Intruders)
ผู้ที่จำรกรรมข้ อมูลทำงทหำรหรื อทำงธุรกิจ กำรจำรกรรมจะหมำยถึงกำร
่
พยำยำมอย่ำงจริงจังและกำรสร้ ำงรำยได้ อย่ำงมหำศำลโดยคูแข่งหรื อ
ต่ำงประเทศ เพื่อที่จะขโมยโปรแกรม ข้ อมูลลับทำงด้ ำนกำรค้ ำ เทคโนโลยี
กำรออกแบบวงจร แผนกำรทำธุรกิจ ฯลฯ
่ ่
อีกประเภทหนึงของสิงที่เข้ ำมำรบกวนกำรทำงำนระบบที่เพิ่งจะปรำกฎตัว
ออกมำเมื่อไม่กี่ปีมำนี ้คือ ไวรัส
่
ไวรัสคือส่วนหนึงของโค้ ดที่เขียนขึ ้นมำและมันจะเขียนตัวมันเองซ ้ำ ๆ แล้ ว
่
สร้ ำงควำมเสียหำยบำงอย่ำง ซึงคนที่เขียนไวรัสขึ ้นมำก็คือผู้ประสงค์ร้ำยที่
มีควำมสำมำรถสูงทำงด้ ำนเทคนิค
7
ผู้ประสงค์ ร้าย (Intruders)
ข้ อแตกต่ำงระหว่ำงผู้ประสงค์ร้ำยและไวรัสก็คือ
ผู้ประสงค์ร้ำยจะหมำยถึงบุคคลที่พยำยำมจะผ่ำนเข้ ำไปในระบบเพื่อสร้ ำง
ควำมเสียหำย
่
ในขณะที่ไวรัสจะหมำยถึงโปรแกรมซึงเขียนขึ ้นมำและทำให้ แพร่กระจำยไป
เพื่อสร้ ำงควำมเสียหำย
ผู้ประสงค์ร้ำยจะทำลำยระบบที่เฉพำะเจำะจงหรื อทำลำยข้ อมูลเฉพำะที่
่
ต้ องกำรทำลำย แต่ไวรัสโดยปกติแล้ วจะทำลำยสร้ ำงควำมเสียหำยทัว ๆ ไป
8
ข้ อมูลสู ญหายโดยเหตุสุดวิสัย (Accidental Data Loss)
ุ ั
สำเหตุพื ้นฐำนที่ทำให้ ข้อมูลสูญหำยโดยเหตุสดวิสย คือ
ปรำกฏกำรณ์ทำงธรรมชำติ เช่น ไฟไหม้ แผ่นดินไหว สงครำม จลำจล หรื อ
ั
หนูกดเทปหรื อแผ่นดิสก์
ฮำร์ ดแวร์ หรื อซอฟต์แวร์ ทำงำนผิดพลำด เช่น กำรทำงำนผิดพลำดของซีพียู
แผ่นดิสก์หรื อเทปเสียหำย เน็ตเวิร์คเสีย หรื อข้ อผิดพลำดอื่น ๆ
ข้ อผิดพลำดที่เกิดจำกมนุษย์ เช่น กำรบันทึกข้ อมูลผิดพลำด หยิบเทปผิด
ู
ม้ วนหรื อหยิบดิสก์ผิดแผ่น เทปหรื อดิสก์สญหำย ฯลฯ
9
การรับรองผู้ใช้ (User Authentication)
ั
กระบวนกำรสำคัญของระบบปฏิบติกำรในกำรรักษำควำมปลอดภัยให้
ู ่
ระบบ โดยจะมีหน้ ำที่ในกำรพิสจน์วำผู้ที่กำลังใช้ ระบบขณะนี ้คือใคร
กระบวนกำรนี ้เรี ยกว่ำ “การรับรองผู้ใช้ ” (user authentication)
ั้
มินิคอมพิวเตอร์ ในยุคแรกๆ เช่น PDP-1 และ PDP-8 จะไม่มีขนตอนกำร
ล็อกอินเข้ ำระบบ (login)
ควำมนิยมในกำรใช้ งำนระบบ UNIX ของเครื่ อง PDP-11 มีอย่ำง
ั้
แพร่หลำยจึงทำให้ จำเป็ นต้ องมีขนตอนกำรล็อกอินเข้ ำระบบ เครื่ องพีซีใน
ั้
ยุคแรก เช่น Apple II และ IBM PC ก็ไม่มีขนตอนของกำรล็อกอินเข้ ำ
ระบบ
10
การรับรองผู้ใช้ (User Authentication)
้ ั
ขันตอนของกำรรับรองผู้ใช้ งำนของระบบปฏิบติกำรเพื่อทำกำรพิสจน์วำ ู ่
ั ั ู ู
เป็ นผู้ใช้ ตวจริง ส่วนใหญ่แล้ วระบบปฏิบติกำรจะทำเพื่อพิสจน์ผ้ ใช้ ใน 3
เรื่ องคือ
่ ู
บำงสิงบำงอย่ำงที่ผ้ ใช้ ระบบทรำบ เช่น รหัสผ่ำน
่ ู
บำงสิงบำงอย่ำงที่ผ้ ใช้ มี เช่น กุญแจ บัตรผ่ำน
่
บำงสิงบำงอย่ำงที่เป็ นคุณสมบัติของผู้ใช้ เช่น ลำยนิ ้วมือ ม่ำนตำ ลำยเซ็น
้ ่ ั้ ้ ่
ในขันแรกเลยจะต้ องเข้ ำสูขนตอนกำรล็อกอินเข้ ำระบบนัน ซึงจะหมำยถึง
้ ่ ั้
ว่ำบุคคลนันสำมำรถที่จะผ่ำนเข้ ำสูขนตอนของกำรรับรองผู้ใช้ แล้ ว
่
ซึงบุคคลพวกนี ้มีชื่อเรี ยกกันว่ำ “แฮกเกอร์ ” (hacker)
11
การรับรองผู้ใช้ โดยรหัสผ่ าน (Authentication Using
Passwords)
ั ่ ู
กำรรับรองผู้ใช้ ระบบที่นิยมใช้ กนโดยทัวไปอย่ำงกว้ ำงขวำงคือกำรที่ให้ ผ้ ใช้
ใส่ชื่อและรหัสผ่ำน
้
กำรปองกันระบบโดยใช้ รหัสผ่ำนเป็ นวิธีที่เข้ ำใจง่ำยและวิธีกำรสร้ ำงก็ง่ำย
ด้ วยเช่นกัน
ุ ่ ั
วิธีกำรสร้ ำงที่ง่ำยที่สดคือจัดเก็บรำยชื่อและรหัสผ่ำนให้ เป็ นคูกนไป
้
รหัสผ่ำนที่พิมพ์ลงไปนันก็จะถูกนำไปเปรี ยบเทียบรหัสผ่ำนที่ระบบได้ อำน ่
ขึ ้นมำเก็บไว้
้
ถ้ ำรหัสผ่ำนตรงกัน ผู้ใช้ คนนันก็จะสำมำรถจะเข้ ำไปใช้ ระบบนันได้ ้
แต่ถ้ำรหัสผ่ำนไม่ตรงกันก็จะไม่สำมำรถจะเข้ ำไปใช้ ระบบได้
12
การรับรองผู้ใช้ โดยรหัสผ่ าน (Authentication Using
Passwords)
ู ้
ขณะที่ผ้ ใช้ พิมพ์รหัสผ่ำนลงไปนัน ระบบคอมพิวเตอร์ จะไม่แสดงตัวอักษร
้
ที่เป็ นรหัสผ่ำนนันออกมำทำงหน้ ำจอ
้ ่ ้
เพื่อเป็ นกำรปองกันกำรแอบดูรหัสผ่ำนของคนที่อยูในบริ เวณนัน ใน
โปรแกรม Windows 2000 รหัสผ่ำนจะแสดงเป็ นเครื่ องหมำยดอกจัน
(asterisk) แทนตัวอักษรของรหัสผ่ำน
ส่วนในระบบ UNIX จะไม่มีกำรแสดงตัวอักษรใด ๆ บนหน้ ำจอเลยใน
ขณะที่กำลังพิมพ์รหัสผ่ำน
13
(ก) การล็อกอินสาเร็จ (ข) ชื่อล็อกอินผิด กลับมาใส่ ชื่อใหม่ (ค) ชื่อล็อกอินและ
รหัสผ่ านไม่ ถูกต้ อง
14
จุดอ่ อนของการใช้ รหัสผ่ าน (Password Vulnerabilities)
่
ถึงแม้ วำจะมีปัญหำที่เกิดขึ ้นจำกกำรใช้ รหัสผ่ำนมำกมำย
แต่กำรใช้ รหัสผ่ำนยังค่อนข้ ำงเป็ นวิธีธรรมดำ เพรำะทำควำมเข้ ำใจและใช้
งำนได้ ง่ำย
้ ้
ปั ญหำที่เกิดจำกกำรใช้ รหัสผ่ำนนันจะเกี่ยวข้ องกับกำรเก็บให้ รหัสผ่ำนนัน
่ ้
เป็ นควำมลับ ไม่สำมำรถที่จะเดำได้ วำรหัสผ่ำนนันคืออะไร
รหัสผ่ำนอำจถูกเปิ ดเผยโดยไม่ได้ ตงใจ ั้
ิ ิ
มีกำรบอกรหัสผ่ำนจำกผู้ใช้ ที่มีสทธิใช้ งำนระบบไปยังผู้ใช้ ที่ไม่มีสทธิ
15
จุดอ่ อนของการใช้ รหัสผ่ าน (Password Vulnerabilities)
ั่ ้
มีวิธีทวไปอยู่ 2 วิธีที่จะเดำว่ำรหัสผ่ำนนันคืออะไร
ั
วิธีแรกคือผู้ประสงค์ร้ำย (intruder) รู้จกกับผู้ใช้ หรื อมีข้อมูลที่เกี่ยวกับผู้ใช้ คน
้ ่ ้
นัน ซึงเกือบจะทังหมดของผู้ใช้ จะใช้ ข้อมูล
่
อีกวิธีหนึงคือควำมเป็ นไปได้ ในกำรที่พยำยำมนำเอำตัวอักษร ตัวเลข หรื อ
เครื่ องหมำยต่ำง ๆ มำผสมกันจนกว่ำจะตรงกับรหัสผ่ำน กำรใช้ รหัสผ่ำนที่
้
สันจะทำให้ ง่ำยต่อกำรเดำโดยกำรทดลองซ ้ำไปเรื่ อย ๆ
่
อีกวิธีหนึงที่ทำให้ รหัสผ่ำนสำมำรถที่จะเปิ ดเผยได้ คือธรรมชำติของมนุษย์ ใน
่
กำรใช้ งำนระบบคอมพิวเตอร์ โดยทัวไปจะมีข้อกำหนดของกำรห้ ำมใช้ ชื่อ
ผู้ใช้ งำนระบบร่วมกับผู้อื่น
16
จุดอ่ อนของการใช้ รหัสผ่ าน (Password Vulnerabilities)
รหัสผ่ำนอำจจะสร้ ำงขึ ้นมำได้ โดยระบบคอมพิวเตอร์ หรื อผู้ใช้ เป็ นผู้กำหนด
ขึ ้นมำด้ วยตัวเอง
ู
รหัสผ่ำนที่คอมพิวเตอร์ กำหนดให้ อำจจะยำกต่อกำรจำ ทำให้ ผ้ ใช้ ต้องจด
รหัสผ่ำนเอำไว้ เพื่อกันลืม
ู
รหัสผ่ำนที่ผ้ ใช้ กำหนดขึ ้นเองส่วนใหญ่แล้ วจะง่ำยต่อกำรเดำ เพรำะ
่ ู
อำจจะเป็ นชื่อของผู้ใช้ เองหรือเป็ นสิงที่ผ้ ใช้ โปรดปรำน
ู
บำงระบบจะมีกำรกำหนดอำยุของรหัสผ่ำน โดยจะให้ ผ้ ใช้ ทำกำรเปลี่ยน
รหัสผ่ำนตำมช่วงระยะเวลำที่กำหนด เช่น จะต้ องเปลี่ยนรหัสผ่ำนทุก 3
เดือน
17
การเข้ ารหัสผ่ าน (Encrypted Passwords)
ควำมลับ ในระบบ UNIX จะใช้ กำรแปลงรหัสผ่ำน ในกำรทำงำนระบบจะ
ั ่
มีฟังก์ชนซึงค่อนข้ ำงจะยำกในกำรกลับฟั งก์ชนั
่
แต่จะง่ำยในกำรคำนวณ นันคือถ้ ำทรำบค่ำ x จะสำมำรถทำกำรคำนวณ
ั
ค่ำของฟั งก์ชน f(x) ได้
ั
แต่ถ้ำทรำบค่ำ f(x) จะไม่สำมำรถหำค่ำของ x ได้ เลย ฟั งก์ ชน f(x) จะเป็ น
ั ึ ั ่
ฟั งก์ชนที่ใช้ เป็ นอัลกอริทมสำหรับกำรแปลงรหัสผ่ำนที่ใช้ กนทัวไป
้
ข้ อเสียของวิธีนี ้คือระบบจะไม่สำมำรถควบคุมรหัสผ่ำนทังหมดในระบบได้
ั ้
ใครก็ตำมที่คดลอกไฟล์ที่เก็บรหัสผ่ำนนันก็สำมำรถที่จะทำกำรแปลง
รหัสผ่ำนเหล่ำนัน ้
18
การเข้ ารหัสผ่ าน (Encrypted Passwords)
และจะทำกำรแปลงคำศัพท์ในพจนำนุกรมตำมไปด้ วย แล้ วนำมำ
เปรี ยบเทียบกัน
สำหรับเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่มีควำมเร็ วมำก ๆ จะใช้ เวลำในกำร
เปรี ยบเทียบคำภำยในเวลำไม่กี่ชวโมง ั่
ั
เนื่องจำกระบบกำรแปลงรหัสผ่ำนของระบบ UNIX เป็ นที่ร้ ู จกกันดีและ
สำมำรถจะแก้ กำรแปลงรหัสผ่ำนได้ โดยใช้ เวลำไม่นำน
ึ
ด้ วยเหตุผลนี ้เองทำให้ UNIX รุ่ นใหม่จงต้ องทำกำรซ่อนไฟล์ที่เก็บรหัสผ่ำน
กำรแปลงคำศัพท์ในพจนำนุกรม บำงระบบจะไม่อนุญำตให้ ใช้ คำศัพท์ใน
พจนำนุกรมเป็ นรหัสผ่ำน
19
การเข้ ารหัสผ่ าน (Encrypted Passwords)
ั
วิธีที่ดีของกำรสร้ ำงรหัสผ่ำนคือ กำรใช้ ตวอักษรตัวแรกของประโยคที่ง่ำย
ั้
ต่อกำรจำโดยใช้ ทงตัวอักษรตัวเล็กและตัวใหญ่
ประกอบด้ วยตัวเลขหรื อเครื่ องหมำย ตัวอย่ำงประโยค “My mother’s
name is Kathy.”
่
สำมำรถสร้ ำงเป็ นรหัสผ่ำนได้ วำ “MmnisK” รหัสผ่ำนจะเดำได้ แต่จะจำ
ได้ ง่ำย
20
รหัสผ่ านแบบใช้ ได้ ครั้งเดียว (One-Time Passwords)
้ ิ
วิธีที่ใช้ สำหรับปองกันกำรใช้ งำนของผู้ไม่มีสทธิโดยกำรเปิ ดเผยของ
ู
รหัสผ่ำนให้ ผ้ อื่นที่ไม่มีสิทธิใช้ ระบบทรำบ
้
มีหลำยระบบที่เป็ นกำรใช้ รหัสผ่ำนแบบใช้ ครังเดียว เช่น ระบบ SecurID
่ ั ั
จะใช้ เครื่ องคิดเลขซึงจะมีลกษณะเหมือนกับบัตรเครดิตจะมีคีย์ตวอักษร
และจอภำพ
ผู้ใช้ จะทำกำรคีย์ข้อมูลลงไปหรื อที่เรี ยกว่ำรหัสประจำตัว (Personal
้
Identification Number, PIN) ต่อจำกนันบนจอภำพก็จะแสดงรหัสผ่ำนให้
ผู้ใช้ เห็น
21
รหัสผ่ านแบบใช้ ได้ ครั้งเดียว (One-Time Passwords)
่ ้
อีกรูปแบบหนึงของวิธีกำรใช้ รหัสผ่ำนครังเดียว วิธีนี ้ผู้ใช้ จะได้ รับสมุด
้
รำยกำรของรหัสผ่ำน ในแต่ละครังที่ขอเข้ ำไปใช้ งำนระบบจะต้ องใช้
่
รหัสผ่ำนตัวต่อไปที่อยูในรำยกำรเสมอ
ู
ถ้ ำมีผ้ แอบรู้ รหัสผ่ำนก็จะไม่สำมำรถทำอะไรระบบได้
เพรำะว่ำรหัสผ่ำนจะเปลี่ยนเป็ นรหัสตัวต่อไปในสมุดรำยกำรทุกครังที่มีกำร ้
เข้ ำใช้ งำนระบบ
Leslie Lamport ได้ คิดค้ นรู ปแบบของกำรสร้ ำงรหัสผ่ำนโดยกำรใช้ ฟังก์ ชน ั
โดยผู้ใช้ สำมำรถจะขอเข้ ำไปใช้ เครื่ องในเน็ตเวิร์คได้ อย่ำงปลอดภัยโดยใช้
้
รหัสผ่ำนแบบใช้ ครังเดียว (Lamport, 1981)
22
รหัสผ่ านแบบใช้ ได้ ครั้งเดียว (One-Time Passwords)
ู ่
วิธีกำรของ Lamport ช่วยให้ ผ้ ใช้ เครื่ องคอมพิวเตอร์ สวนตัวที่บ้ำนสำมำรถ
ขอเข้ ำไปใช้ เครื่ องเซิร์ฟเวอร์ ในอินเทอร์ เน็ตได้ อย่ำงปลอดภัย
่ ู
แม้ วำจะมีผ้ ที่คอยแอบดูหรื อคัดลอกข้ อมูลในระหว่ำงกำรเดินทำงของ
ข้ อมูลในเน็ตเวิร์ค
ึ ่ ั ่ ั
อัลกอริ ทมของ Lamport จะอยูในรู ปของฟั งก์ ชน y = f(x) ซึงฟั งก์ ชนนี ้ถ้ ำ
ทรำบค่ำ x จะทำให้ สำมำรถหำค่ำของ y ได้
แต่ถ้ำทรำบค่ำของ y จะไม่สำมำรถคำนวณเพื่อหำค่ำของ x ได้
ในส่วนของข้ อมูลเข้ ำและข้ อมูลออกควรที่จะมีควำมยำวเท่ำกัน เช่น 128
บิต
23
รหัสผ่ านแบบใช้ ได้ ครั้งเดียว (One-Time Passwords)
่
ผู้ใช้ จะนำรหัสลับ (secret password) และตัวเลข n ซึงจะหมำยถึง
้ ั ึ
จำนวนครังที่อลกอริทมสำมำรถที่จะสร้ ำงรหัสผ่ำนได้
่ ้
ตัวอย่ างเช่ น ถ้ ำ n = 4 ซึงในควำมเป็ นจริ งแล้ วค่ำ n นันจะมำกกว่ำนี ้
่
สมมติวำค่ำของรหัสลับคือ (secret password) = s ดังนันค่ำของ ้
้ ั ้
รหัสผ่ำนครังแรกที่ได้ จำกฟั งก์ชนที่ใช้ สร้ ำงรหัสผ่ำนจำนวน n ครังคือ
้ ั
รหัสผ่ำนครังที่สองที่จะได้ จำกทำงำนของฟั งก์ชนที่ใช้ สร้ ำงรหัสผ่ำนจำนวน
้
n – 1 ครังคือ
24
การรับรองผู้ใช้ โดยการตอบคาถาม (Challenge-Response
Authentication)
ั ึ
วิธีของกำรสร้ ำงรหัสผ่ำนคือใช้ อลกอริทมสร้ ำงรหัสผ่ำน อัลกอริทมอำจจะ ึ
ั
เป็ นฟั งก์ชนของตัวเลข
่ ั
ตัวอย่ างเช่ น ระบบจะเลือกตัวเลขขึ ้นมำจำกกำรสุมแล้ วให้ ตวเลขนันกับ ้
ผู้ใช้
้ ั่ ั่ ้
ผู้ใช้ ก็จะนำตัวเลขนันไปเข้ ำฟั งก์ ชนและได้ ผลลัพธ์ จำกฟั งก์ ชนนัน
้ ั่
ส่วนระบบก็จะนำตัวเลขนันไปเข้ ำฟั งก์ ชนเหมือนกันแล้ วถ้ ำผลลัพธ์ ที่ระบบ
ั ู
ได้ กบผลลัพธ์ที่ผ้ ใช้ ได้ ตรงกัน
้
ผู้ใช้ คนนันก็จะสำมำรถเข้ ำไปใช้ งำนในระบบได้
25
การรับรองผู้ใช้ โดยใช้ อุปกรณ์ (Authentication Using a
Physical Object)
ู ้
วิธีที่สองที่ใช้ รับรองผู้ใช้ คือกำรตรวจสอบอุปกรณ์บำงอย่ำงที่ผ้ ใช้ คนนันมี
่ ู
มำกกว่ำกำรตรวจสอบบำงสิงที่ผ้ ใช้ ทรำบ
็ ่ ั
กุญแจที่ใช้ ลอคประตูเป็ นสิงที่ใช้ กนมำนำนสำหรับกำรรักษำควำม
ปลอดภัย
ั ั
แต่ในปั จจุบนนี ้อุปกรณ์ ที่ใช้ กนส่วนใหญ่แล้ วจะเป็ นบัตรพลำสติคที่ใช้ ใส่ใน
ช่องเสียบบัตรที่เชื่อมต่อกับเครื่ องคอมพิวเตอร์
้ ั
เพื่อเป็ นกำรปองกันในกรณีบตรหำยหรื อมีคนอื่นขโมยบัตรไปใช้ ซึงก็จะ ่
ั ู
เหมือนกับกำรใช้ บตร ATM จะเริ่มจำกกำรที่ผ้ ใช้ เสียบบัตรแล้ วใส่รหัสผ่ำน
26
การรับรองผู้ใช้ โดยการตอบคาถาม (Challenge-Response
Authentication)
่ ั
อีกวิธีหนึงของวิธีนี ้คือกำรกำหนดคำถำมหลำย ๆ คำถำมให้ กบผู้ใช้ ใหม่ที่
้
เริ่มใช้ งำนระบบและผู้ใช้ จะต้ องตอบคำถำมนัน
่
ซึงคำตอบจะถูกจัดเก็บไว้ ในระบบ คำถำมจะถูกเลือกขึ ้นมำจำกระบบเอง
่
ซึงคำถำมอำจจะเป็ น
น้ องสำวของคุณชื่ออะไร
้ ่
โรงเรี ยนประถมของคุณตังอยูบนถนนอะไร
อำจำรย์สมศรี สอนวิชำอะไร
27
การรับรองผู้ใช้ โดยการตอบคาถาม (Challenge-Response
Authentication)
บัตรพลำสติคที่ใช้ เก็บข้ อมูลจะมีอยู่ 2 แบบ คือ
บัตรแถบแม่ เหล็ก (Magnetic stripe card)
บัตรที่เป็ นชิปการ์ ด (Chip card)
บัตรแถบแม่เหล็กสำมำรถเก็บข้ อมูลได้ ประมำณ 140 ไบต์
แถบแม่เหล็กจะติดไว้ ที่หลังบัตร ข้ อมูลจะถูกอ่ำนโดยเครื่ องปลำยทำงและ
ส่งข้ อมูลไปยังเครื่ องคอมพิวเตอร์
่
ซึงข้ อมูลที่เก็บไว้ คือรหัสผ่ำนของผู้ใช้ โดยปกติแล้ วรหัสผ่ำนจะถูกแปลง
ึ ่
โดยอัลกอริทมซึงจะทรำบโดยธนำคำรเจ้ ำของบัตรเท่ำนัน ้
่ ั
อุปกรณ์ ที่ใช้ อำนและเขียนบัตรชนิดนี ้มีรำคำถูกและมีใช้ กนอย่ำง
แพร่หลำย
28
การรับรองผู้ใช้ โดยการตอบคาถาม (Challenge-Response
Authentication)
บัตรที่ใช้ ชิปจะแบ่งออกเป็ น 2 แบบคือ
บัตรบันทึกมูลค่ า (Stored value card)
บัตรอัจฉริยะ (Smart card)
บัตรบันทึกมูลค่ำจะมีหน่วยควำมจำประมำณ 1 กิโลไบต์
ู ่ ั ่
บัตรชนิดนี ้จะไม่มีซีพียอยูบนบัตร ค่ำที่บนทึกอยูบนบัตรจะถูกเปลี่ยนโดย
ู ่
ซีพียที่อยูบนเครื่ องอ่ำนบัตร
ั ั
ปั จจุบนนี ้กำรรักษำควำมปลอดภัยจะเน้ นไปที่กำรใช้ บตรอัจฉริ ยะ
มีควำมคงทนถำวรของชิปที่ติดลงบนบัตร ควำมกว้ ำงของแผ่นชิป และ
ู
ชิปจะไม่เสียหำยในกรณีที่ผ้ ใช้ ทำบัตรงอ และเรื่ องของรำคำ
29
การรับรองผู้ใช้ โดยการตอบคาถาม (Challenge-Response
Authentication)
ั
วิธีง่ำย ๆ ของกำรใช้ บตรอัจฉริยะเป็ นอุปกรณ์สำหรับกำรรับรองกำรขอเข้ ำ
ใช้ งำนระบบของผู้ใช้ โดยใช้ กำรตอบคำถำม
่ ้
เครื่ องเซิร์ฟเวอร์ จะทำกำรสุมหมำยเลขและส่งหมำยเลขนันที่มีควำมยำว
512 บิตมำยังบัตรอัจฉริยะ
้ ่ ่
หมำยเลขนันจะถูกนำมำบวกกับรหัสผ่ำนที่อยูบนบัตรอัจฉริ ยะซึงมีควำม
ยำว 512 บิต
้ ้
จำกนันจะนำผลบวกนันมำหำรำกที่สอง ค่ำกลำงของ 512 บิตก็จะถูก
ส่งกลับมำยังเครื่ องเซิร์ฟเวอร์
ั้
สำมำรถทำกำรคำนวณว่ำผลลัพธ์ ที่ได้ นนถูกหรื อผิด
30
การใช้ บัตรอัจฉริยะในการล็อกอินเข้ าระบบ
31
ิ
การรับรองผู้ใช้ โดยใช้ คุณสมบัตทางชีวภาพของผู้ใช้
(Authentication Using Biometrics)
่
อีกวิธีหนึงของกำรรับรองผู้ใช้ ระบบก็คือกำรรับรองโดยใช้ คณสมบัติทำงุ
ชีวภำพของผู้ใช้
วิธีนี ้เป็ นวิธีที่ทำให้ ปลอมแปลงได้ ยำก กำรรับรองวิธีนี ้เรี ยกว่ำ “การใช้
คุณสมบัตทางชีวภาพของผู้ใช้ ” (Biometrics)
ิ
ึ่
ตัวอย่ างเช่ น กำรใช้ เครื่ องอ่ำนลำยนิ ้วมือผู้ใช้ ซงทำให้ เครื่ องสำมำรถ
่ ั
พิจำรณำได้ วำเป็ นผู้ใช้ ตวจริงหรื อปลอม
โดยเครื่ องจะทำกำรเปรี ยบเทียบกับข้ อมูลคุณสมบัติที่เก็บเอำไว้ ในระบบ
ก่อนหน้ ำนี ้
32
ิ
การรับรองผู้ใช้ โดยใช้ คุณสมบัตทางชีวภาพของผู้ใช้
(Authentication Using Biometrics)
ั
เครื่ องอ่ำนลำยนิ ้วมือจะมีควำมถูกต้ องในกำรทำงำนและมียงรำคำแพงอยู่
ั
ในอนำคตอุปกรณ์ ชนิดนี ้จะเป็ นที่นิยมใช้ กนอย่ำงกว้ ำงขวำง
้
อุปกรณ์ ชนิดนี ้จะทำกำรอ่ำนร่ องตำมลำยนิ ้วมือและต่อจำกนันก็จะทำกำร
เปลี่ยนข้ อมูลที่อ่ำนออกมำเป็ นชุดของตัวเลข
อุปกรณ์ นี ้ยังมีควำมสำมำรถในกำรจัดเก็บชุดของข้ อมูลบนจุดต่ำง ๆ บน
นิ ้วมือและปั จจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้ อง
โปรแกรมจะทำกำรอ่ำนลำยนิ ้วมือและทำกำรเปรี ยบเทียบกับชุดข้ อมูลที่ได้
่
จัดเก็บไว้ วำเหมือนกันหรื อไม่
33
ิ
การรับรองผู้ใช้ โดยใช้ คุณสมบัตทางชีวภาพของผู้ใช้
(Authentication Using Biometrics)
สำมำรถจะนำรูปแบบต่ำง ๆ ของกำรรับรองผู้ใช้ มำใช้ ร่วมกันได้ โดยอำจมี
ู
กำรให้ ผ้ ใช้ ใส่ชื่อ, ใส่รหัสผ่ำนและมีเครื่ องอ่ำนรูปแบบของลำยนิ ้วมือ
้
และทำกำรเข้ ำรหัสข้ อมูลทังหมดก่อนทำกำรส่ง
่
ซึงกำรใช้ วิธีแบบนี ้จะมีควำมปลอดภัยจำกกำรขโมยข้ อมูลในระหว่ำงที่ทำ
กำรส่งข้ อมูลสูง
34
จุดอ่ อนของการใช้ รหัสผ่ าน (Password Vulnerabilities)
่
ถึงแม้ วำจะมีปัญหำที่เกิดขึ ้นจำกกำรใช้ รหัสผ่ำนมำกมำย
แต่กำรใช้ รหัสผ่ำนยังค่อนข้ ำงเป็ นวิธีธรรมดำ เพรำะทำควำมเข้ ำใจและใช้
งำนได้ ง่ำย
้ ้
ปั ญหำที่เกิดจำกกำรใช้ รหัสผ่ำนนันจะเกี่ยวข้ องกับกำรเก็บให้ รหัสผ่ำนนัน
่ ้
เป็ นควำมลับ ไม่สำมำรถที่จะเดำได้ วำรหัสผ่ำนนันคืออะไร
รหัสผ่ำนอำจถูกเปิ ดเผยโดยไม่ได้ ตงใจ ั้
ิ ิ
มีกำรบอกรหัสผ่ำนจำกผู้ใช้ ที่มีสทธิใช้ งำนระบบไปยังผู้ใช้ ที่ไม่มีสทธิ
35
ม้ าโทรจัน (Trojan horses)
ั
ม้ ำโทรจันจะเป็ นลักษณะของโปรแกรมที่มีฟังก์ชนของกำรทำงำนบำงสิง ่
ึ
บำงอย่ำงที่ไม่คำดคิดหรื อทำงำนที่ไม่พงประสงค์
่ ั ้
ซึงฟั งก์ ชนนี ้อำจจะเข้ ำไปเปลี่ยน ลบ หรื อ เข้ ำรหัสแฟมของผู้ใช้ ในระบบ
ึ่
ทำกำรคัดลอกไฟล์ไปไว้ ในสถำนที่ซงบุคคลอื่นสำมำรถที่จะเข้ ำถึงไฟล์
้
เหล่ำนันได้ ในภำยหลัง
้ ่
หรื ออำจจะทำกำรส่งไฟล์เหล่ำนันไปยังที่ใดที่หนึงโดยส่งไปทำงอีเมล์หรื อ
่
ทำกำรโอนย้ ำยไฟล์ผำนอินเทอร์ เน็ต
้ ้ ั
เพื่อให้ ม้ำโทรจันทำงำนครังแรกเลยเรำจะต้ องตังรกรำกให้ มนก่อนโดยให้
่
ติดไปกับโปรแกรมใดโปรแกรมหนึงเพื่อพำมันไปประมวลผล
36
ม้ าโทรจัน (Trojan horses)
่
ทำงหนึงคือส่งโปรแกรมไปทำงอินเทอร์ เน็ตแบบไม่เสียค่ำใช้ จ่ำย เช่น
เกมส์ใหม่ ๆ
่ ึ ่
หรื อบำงสิงบำงอย่ำงที่ดงดูดควำมสนใจ แล้ วชักชวนให้ คนทัวไปทำกำร
ดำวน์โหลด
้ ้
เมื่อโปรแกรมนันทำงำนม้ ำโทรจันที่ติดไปกับโปรแกรมนันก็จะทำงำนและ
ุ ู ิ
จะสำมำรถทำได้ ทกอย่ำงเหมือนกับที่ผ้ ใช้ มีสทธิทำได้ เช่น ลบไฟล์ ติดต่อ
กับเน็ตเวิร์ค
่ ู
ยังมีอีกหนทำงหนึงที่จะหลอกให้ ผ้ ใช้ ให้ เรี ยกม้ ำโทรจันทำงำนคือ ในระบบ
่ ่ ่
UNIX จะมีคำสัง $PATH ซึงเป็ นคำสังสำหรับกำรค้ นหำไดเรกทอรี
37
ม้ าโทรจัน (Trojan horses)
่
ระบบแสดงไดเรกทอรี ได้ โดยกำรใช้ คำสัง
echo $PATH
่ ั
สมมติวำรูปแบบของกำรกำหนดไดเรกทอรี ให้ กบผู้ใช้ ชื่อ ast สำหรับกำร
ั
ค้ นหำไฟล์มีดงนี ้
:/usr/ast/bin:/usr/local/bin:/usr/bin:/bin:/usr/bin/X11:/usr/ucb:/usr/man\
:/usr/java/bin:/usr/java/lib:/usr/local/man:/usr/openwin/man
่ ่
ซึงผู้ใช้ คนอื่น ๆ ในระบบก็จะมีกำรค้ นหำในแต่ละไดเรกทอรี ตำงกันไป
่
เมื่อผู้ใช้ พิมพ์คำสัง
prog
38
ม้ าโทรจัน (Trojan horses)
่
ทำงหนึงคือส่งโปรแกรมไปทำงอินเทอร์ เน็ตแบบไม่เสียค่ำใช้ จ่ำย เช่น
เกมส์ใหม่ ๆ
่ ึ ่
หรื อบำงสิงบำงอย่ำงที่ดงดูดควำมสนใจ แล้ วชักชวนให้ คนทัวไปทำกำร
ดำวน์โหลด
้ ้
เมื่อโปรแกรมนันทำงำนม้ ำโทรจันที่ติดไปกับโปรแกรมนันก็จะทำงำนและ
ุ ู ิ
จะสำมำรถทำได้ ทกอย่ำงเหมือนกับที่ผ้ ใช้ มีสทธิทำได้ เช่น ลบไฟล์ ติดต่อ
กับเน็ตเวิร์ค
่ ู
ยังมีอีกหนทำงหนึงที่จะหลอกให้ ผ้ ใช้ ให้ เรี ยกม้ ำโทรจันทำงำนคือ ในระบบ
่ ่ ่
UNIX จะมีคำสัง $PATH ซึงเป็ นคำสังสำหรับกำรค้ นหำไดเรกทอรี
39
ม้ าโทรจัน (Trojan horses)
้
ครังแรกในกำรค้ นหำไฟล์ ระบบจะไปค้ นหำโปรแกรมที่ชื่อว่ำ prog ที่
/usr/ast/bin/prog
ถ้ ำหำโปรแกรมนี ้เจอโปรแกรม prog ก็จะทำงำนโดยทันที
แต่ถ้ำหำไม่เจอระบบก็จะไปหำที่ /usr/local/bin/prog , /usr/bin/prog ,
/bin/prog และเรื่ อย ๆ ไปจนครบ 10 ไดเรกทอรี
่ ่ ้
สมมุติวำมีไดเรกทอรี ใดไดเรกทอรี หนึงไม่ได้ มีกำรปองกันไว้ โปรแกรมที่มี
ม้ ำโทรจันเก็บไว้ ก็สำมำรถจะทำกำรบันทึกลงในไดเรกทอรี นนได้ ั้
้
เมื่อโปรแกรมนันถูกเรี ยกใช้ ม้ำโทรจันก็จะทำงำนด้ วย
่
อีกรู ปแบบหนึงของม้ ำโทรจันก็คือกำรเขียนให้ โปรแกรมแสดงหน้ ำจอของ
ู
กำรหลอกให้ ผ้ ใช้ ใส่ชื่อและรหัสผ่ำนเพื่อขอเข้ ำไปใช้ งำนในระบบ
40
่
(ก) จอล็อกอินเข้ าระบบทีถูกต้ อง ่
(ข) จอล็อกอินปลอมทีหลอกผู้เข้ าระบบ
41
ม้ าโทรจัน (Trojan horses)
เมื่อหน้ ำจอปลอมแสดงขึ ้นมำโดยผู้ใช้ คนอื่นไม่ทรำบว่ำเป็ นหน้ ำจอปลอม
ู
ผู้ใช้ ก็จะใส่ชื่อและระบบก็จะถำมให้ ผ้ ใช้ ใส่รหัสผ่ำนลงไป
เมื่อได้ มีกำรรวบรวมชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่ำนของผู้ใช้ ที่มีกำรขอเข้ ำไปใช้ งำน
่
เรี ยบร้ อยแล้ วโดยทำกำรบันทึกลงไฟล์ใดไฟล์หนึงที่ได้ กำหนดเอำไว้
โปรแกรมก็จะทำกำรหลอกให้ โปรแกรมที่แสดงหน้ ำจอของกำรล็อกอินเข้ ำ
ระบบตัวจริงให้ ทำงำน
้
วิธีที่จะปองกันไม่ให้ เหตุกำรณ์ แบบนี ้เกิดขึ ้นมำก็คือ กำรใช้ คีย์หลำย ๆ คีย์
ทำงำนร่วมกันในกำรล็อกอินเข้ ำระบบ
ตัวอย่ างเช่ น Windows 2000 จะต้ องกดคีย์ CTRL+ALT+DEL สำหรับ
กำรขอเข้ ำใช้ งำนระบบ
42
ม้ าโทรจัน (Trojan horses)
ั
เมื่อผู้ใช้ กดคีย์ CTRL+ALT+DEL ผู้ใช้ งำนปั จจุบนจะถูกให้ ออกจำกกำรใช้
งำนและหน้ ำจอสำหรับกำรล็อกอินเข้ ำระบบก็จะแสดงขึ ้นมำทันที
43
ั
ประตูกบดัก (Trap Door)
่
อีกรูปแบบหนึงที่เป็ นช่องโหว่ของกำรรักษำควำมปลอดภัยให้ ระบบคือ
ประตูกบดักั
ั ่
กำรสร้ ำงประตูกบดักจะเกิดจำกกำรเขียนคำสังโดยโปรแกรมเมอร์ ระบบ
่ ้
โดยจะทำกำรแทรกคำสังนันไว้ ในระบบและไม่มีใครสำมำรถจะตรวจเช็ค
่ ้
คำสังนันได้
ตัวอย่ างเช่ น โปรแกรมเมอร์ จะเขียนโปรแกรมขึ ้นมำเพื่อให้ ใครก็ได้ ที่ใส่ชื่อ
่
ผู้ใช้ วำ “AAAAA” แล้ วสำมำรถล็อกอินเข้ ำระบบได้
ั
โปรแกรมประตูกบดักนี ้จะมีกำรเรี ยกไปที่ strcmp
กำรตรวจสอบสำหรับกำรใส่ชื่อผู้ใช้ งำนระบบเป็ น “AAAAA”
44
ั
ประตูกบดัก (Trap Door)
ถ้ ำมีกำรใส่ชื่อผู้ใช้ “AAAAA” เมื่อไหร่กำรล็อกอินเข้ ำระบบก็จะประสบ
่
ผลสำเร็จไม่วำจะใส่รหัสผ่ำนเป็ นอะไรก็ตำม
ั
ถ้ ำโปรแกรมประตูกบดักนี ้ถูกแทรกลงในเครื่ องคอมพิวเตอร์ โดย
ั
โปรแกรมเมอร์ ที่ทำงำนให้ กบบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์
ั้ ั ้
คอมพิวเตอร์ นนถูกส่งขำยให้ กบลูกค้ ำ โปรแกรมเมอร์ คนนันก็สำมำรถที่จะ
ู ้
เข้ ำไปใช้ งำนเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่ลกค้ ำซื ้อมำจำกบริษัทนันได้
้ ั
เพื่อเป็ นกำรปองกันประตูกบดักจะต้ องมีกำรวิเครำะห์ตรวจสอบคำสังแต่ ่
่ ้ ่
ละคำสังในโปรแกรมทังหมดที่มีอยูในระบบเป็ นระยะ ๆ
หรื ออำจจะใช้ โปรแกรมเมอร์ ตรวจสอบโปรแกรมที่เขียนโดยโปรแกรมเมอร์
คนอื่น
45
while (TRUE) { while (TRUE) {
printf(“login: “); printf(“login: “);
get_string(name); get_string(name);
disable_echoing(); disable_echoing();
printf(“password: ”); printf(“password: ”);
get_string(password); get_string(password);
enable_echoing(); enable_echoing();
v= v = check_validity(name,password);
check_validity(name,password); if (v || strcmp (name, “AAAAA”)==0)
if (v) break; break;
} }
execute_shell(name); execute_shell(name);
(ก) โปรแกรมปกติ ี ั
(ข) โปรแกรมที่มประตูกบดักแทรกอยู่
46
หนอนคอมพิวเตอร์ (worm)
หนอนคอมพิวเตอร์ เป็ นขบวนกำรของกลไกในกำรบังคับประสิทธิภำพกำร
ทำงำนของระบบ
หนอนคอมพิวเตอร์ จะทำกำรสำเนำตัวเองโดยใช้ รีซอร์ สระบบหรื อบำงทีจะ
้
ทำกำรปองกันไม่ให้ โปรเซสอื่น ๆ ใช้ รีซอร์ สของระบบ
ในระบบเน็ตเวิร์คหนอนคอมพิวเตอร์ จะมีควำมสำมำรถมำก คือสำมำรถที่
จะทำสำเนำตัวเองและแพร่กระจำยไปในแต่ละเครื่ องในเน็ตเวิร์คและทำ
ให้ ระบบในเน็ตเวิร์คหยุดทำงำน
่
ซึงจะเห็นได้ จำกเหตุกำรณ์ ในปี 1988 ที่เกิดขึ ้นกับระบบ UNIX ใน
้
เครื อข่ำยอินเทอร์ เน็ตหยุดทำงำนทังหมด ทำให้ เกิดควำมเสียหำยหลำย
ล้ ำนดอลลำร์
47
หนอนคอมพิวเตอร์ (worm)
ุ
หนอนคอมพิวเตอร์ มีจดเริ่มมำจำกเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกำยน 1988 โดย โร
เบิร์ต แทปแปน มอร์ ริส นักศึกษำระดับปริญญำโทปี ที่ 1 ของมหำวิทยำลัย
คอร์ แนล
ได้ ปล่อยโปรแกรมที่มีหนอนคอมพิวเตอร์ ไปในเครื่ องเซิร์ฟเวอร์ ใน
อินเทอร์ เน็ต
้
โดยเปำหมำยของกำรปล่อยหนอนคอมพิวเตอร์ คือ เครื่ อง SUN
่
Microsystem 3 เครื่ อง และเครื่ อง VAX ซึงใช้ โปรแกรมระบบ UNIX เวอร์
่
ชัน 4 BSD
หนอนคอมพิวเตอร์ จะทำกำรเรี ยกใช้ รีซอร์ สระบบจนทำให้ ระบบไม่
สำมำรถทำงำนต่อไปได้ และหยุดทำงำนไปในที่สด ุ
48
หนอนคอมพิวเตอร์ (worm)
หนอนคอมพิวเตอร์ จะประกอบด้ วยโปรแกรม 2 ส่ วนคือ
โปรแกรมส่วนเกำะติด (grappling hook or bootstrap)
โปรแกรมหลัก
่
โปรแกรมส่วนเกำะติดจะประกอบด้ วยคำสังที่เขียนด้ วยภำษำซีจำนวน 99
บรรทัดเรี ยกว่ำ l1.c
ั
โปรแกรมส่วนนี ้จะถูกแปลและทำงำนบนเครื่ องที่มนติดไป
ในขณะที่โปรแกรมส่วนเกำะติดนี ้กำลังทำงำนมันจะทำกำรติดต่อไปยัง
ั ่
เครื่ องคอมพิวเตอร์ ต้นทำงที่มนถูกสร้ ำงมำซึงมีโปรแกรมหลักอยู่
มันจะทำกำรเรี ยกโปรแกรมหลักและให้ โปรแกรมหลักทำกำรประมวลผล
บนเครื่ องที่โปรแกรมเกำะติดกำลังทำงำนอยู่
49
หนอนคอมพิวเตอร์ ของมอร์ ริส
50
หนอนคอมพิวเตอร์ (worm)
ในกำรทำงำนของหนอนคอมพิวเตอร์ ที่เป็ นลักษณะของกำรโจมตีระยะไกล
้ ่
นัน มอร์ ริส ได้ เรี ยกใช้ คำสัง rsh ในระบบ UNIX
่
เป็ นคำสังสำหรับกำรประมวลผลโปรแกรมระยะไกล
โดยกำรสร้ ำงไฟล์พิเศษขึ ้นมำเพื่อใช้ เก็บลิสต์ของผู้ใช้ งำนระบบ
่ ู
ซึงทำให้ ผ้ ใช้ ไม่จำเป็ นต้ องใส่รหัสผ่ำนในกำรใช้ งำนเครื่ องระยะไกลถ้ ำมีชื่อ
่
ผู้ใช้ อยูในไฟล์พิเศษนี ้
ั้
หนอนคอมพิวเตอร์ จะใช้ ไฟล์พิเศษนี ้เพื่อค้ นหำชื่อของที่ตงเครื่ องใน
เน็ตเวิร์คที่สำมำรถล็อกอินได้ โดยที่ไม่ต้องใส่รหัสผ่ำน
เมื่อได้ เครื่ องที่ต้องกำรแล้ วโปรแกรมหลักก็จะถูกเรี ยกและจะเริ่ มทำงำนใน
เครื่ องที่โปรแกรมหลักถูกเรี ยกไป
51
หนอนคอมพิวเตอร์ (worm)
่
กำรโจมตีระยะไกลของหนอนคอมพิวเตอร์ เป็ นวิธีหนึงใน 3 วิธีของกำร
ทำลำย
ั้ ั
อีก 2 วิธีนนจะเกี่ยวข้ องกับข้ อผิดพลำดในระบบปฏิบติกำรของ UNIX คือ
โปรแกรม finger และ sendmail
่ ่ ่
ซึงคำสัง finger จะเป็ นคำสังสำหรับแสดงรำยกำร โดยมีรูปแบบกำรใช้
่
คำสังดังนี ้
finger username@hostname
่ ่
สิงที่แสดงออกมำจำกกำรใช้ คำสังก็คือชื่อจริงและชื่อในกำรล็อกอินเข้ ำ
ระบบของผู้ที่กำลังใช้ งำนในระบบอยู่
52
หนอนคอมพิวเตอร์ (worm)
โปรแกรม finger เป็ นโปรแกรมที่ทำงำนอยูเ่ บื ้องหลัง(daemon) ในแต่ละ
จุดที่ตง้ั
้ ่
และจะแสดงรำยกำรทุกครังที่มีกำรสอบถำมไม่วำจะสอบถำมจำกจุดใด
ของอินเทอร์ เน็ต
หนอนคอมพิวเตอร์ จะเริ่ มจำกกำรเรี ยกใช้ โปรแกรม finger โดยส่งไปพร้ อม
กับข้ อควำมที่มีควำมยำว 536 ไบต์
เป็ นควำมยำวที่เกินหน่วยควำมจำที่จองเอำไว้ สำหรับข้ อมูลเข้ ำ ่
ซึงเป็ น
จุดอ่อนของระบบคือไม่มีกำรตรวจสอบขอบเขตของกำรใช้ เนื ้อที่เกิน
(overflow)
53
หนอนคอมพิวเตอร์ (worm)
้
หลังจำกนันก็จะทำกำรเขียนข้ อมูลทับลงไปในสแต็ก (stack)
หลังจำกทำงำนเสร็ จแทนที่โปรแกรมจะถูกส่งกลับไปยังโปรแกรมหลัก แต่
้
โปรแกรมนันจะถูกส่งไปยังส่วนของโปรแกรมในสแต็กที่มีข้อควำมยำว 536
ไบต์
่ ่
ส่วนของโปรแกรมนี ้ก็จะทำกำรประมวลผลคำสัง sh ซึงหมำยควำมว่ำ
เครื่ องคอมพิวเตอร์ นี ้ติดหนอนคอมพิวเตอร์ แล้ ว และหนอนคอมพิวเตอร์ ก็
สำมำรถที่จะทำลำยเครื่ องคอมพิวเตอร์ เครื่ องนี ้ได้
่
วิธีที่ 3 ของกำรทำลำยจะอยูในส่วนของข้ อผิดพลำดที่เกิดขึ ้นในระบบส่ง
่
เมล์ โดยใช้ คำสัง sendmail
54
หนอนคอมพิวเตอร์ (worm)
่
เป็ นคำสังที่อนุญำตให้ หนอนคอมพิวเตอร์ ทำกำรส่งสำเนำของตัวเองใน
ส่วนของโปรแกรมเกำะติด (grappling hook) ให้ ไปทำงำนในเครื่ องอื่น
เมื่อเครื่ องติดหนอนคอมพิวเตอร์ แล้ ว หนอนคอมพิวเตอร์ จะพยำยำม
ทำลำยรหัสผ่ำนของผู้ใช้
้
ทุกครังที่หนอนคอมพิวเตอร์ จะติดที่เครื่ องใดมันจะทำกำรตรวจสอบก่อน
้
ว่ำเครื่ องนันมีหนอนคอมพิวเตอร์ ติดแล้ วหรื อยัง
ถ้ ำมีแล้ วก็จะไม่ติดอีกก็จะออกไปที่เครื่ องอื่นต่อ ยกเว้ นทุก 1 ใน 7 เครื่ อง
้ ั
เท่ำนันที่มนจะเข้ ำไปติดอีกเพื่อเป็ นกำรทำให้ หนอนคอมพิวเตอร์ นนยังคงั้
แพร่กระจำยต่อไปได้
55
ไวรัส (virus)
่
ไวรัสจะเป็ นโปรแกรมที่เขียนขึ ้นมำเพื่อให้ กระจำยอยูในโปรแกรมอื่น
่
มันสำมำรถทำงำนได้ เหมือนกับโปรแกรมทัวไป ตัวอย่ำงเช่น พิมพ์
่
ข้ อควำม แสดงรูปภำพบนจอภำพ เล่นเพลง หรื อทำทุกสิงทุกอย่ำงได้ โดยที่
ไม่เป็ นอันตรำย
่ ่
ไวรัสจะเป็ นส่วนหนึงของโปรแกรมที่ฝังตัวอยูในโปรแกรมอื่น
ไวรัสเป็ นปั ญหำใหญ่มำกของผู้ใช้ เครื่ องคอมพิวเตอร์ โดยเฉพำะผู้ใช้
เครื่ องพีซี
่
อีกอย่ำงหนึงที่ไวรัสสำมำรถทำได้ คือ ในขณะที่ไวรัสกำลังทำงำนอยู่ มันจะ
้ ู
ใช้ รีซอร์ สของเครื่ องทังหมดโดยไม่ให้ ผ้ อื่นใช้ เช่น ซีพียู เขียนข้ อมูลขยะลง
บนแผ่นดิสก์
56
ไวรัส (virus)
ตัวอย่ำงของกำรเขียนโปรแกรมบรรทัดเดียวที่สำมำรถทำให้ ระบบ UNIX
หยุดทำงำน
main() {while (1) fork();}
่ ่ ่
จำกคำสังนี ้จะเป็ นกำรสร้ ำงโปรเซสขึ ้นมำจนกระทังตำรำงเก็บที่อยูของ
้
โปรเซสเต็ม และจะทำกำรปองกันไม่ให้ โปรเซสอื่นทำงำน
ไวรัสส่วนใหญ่แล้ วจะทำงำนในลักษณะของกำรทำลำยระบบปฏิบติกำร ั
่
ระบบใดระบบหนึงที่เฉพำะเจำะจง และในบำงกรณีจะกำหนดลักษณะ
ของฮำร์ ดแวร์ ที่จะทำลำยด้ วย
ู
ไวรัสสำมำรถแพร่ กระจำยได้ โดยที่ผ้ ใช้ ทำกำรดำวน์โหลดโปรแกรมที่ตด ิ
่
ไวรัสมำจำกที่ตำง ๆ
57
ไวรัส (virus)
ั
กรณีตวอย่ำงเมื่อเดือนกุมภำพันธ์ปี 1992 นักศึกษำจำกมหำวิทยำลัย
คอร์ แนล ได้ เขียนโปรแกรมเกมส์สำหรับเครื่ องแมคอินทอชขึ ้นมำ 3 เกมส์
่ ่ ้
ซึงมีไวรัสอยูในนัน
้ ั้
ต่อจำกนันก็ได้ ทำกำรแจกจ่ำยเกมส์นนไปทำงอินเทอร์ เน็ต
ู
ไวรัสในเกมส์ได้ ถกค้ นพบเมื่อศำสตรำจำรย์ทำงด้ ำนคณิตศำสตร์ ของเวลส์
ได้ ทำกำรดำวน์โหลดเกมส์นน ั้
่ ู ั
ถึงแม้ วำไวรัสไม่ได้ ถกออกแบบมำเพื่อทำลำยข้ อมูล แต่มนสำมำรถที่จะ
่
แพร่กระจำยไปในไฟล์ตำง ๆ และทำให้ โปรแกรมทำงำนนำนขึ ้นและ
ทำงำนผิดพลำด
58
ประเภทของไวรัส (Types of viruses)
ุ ่
Parasitic virus เป็ นไวรัสเก่ำแก่ที่สดเป็ นรูปแบบพื ้นฐำนของไวรัสทัวไป
ไวรัสชนิดนี ้จะติดเฉพำะโปรแกรมไฟล์ (executable program) และจะทำ
กำรสำเนำตัวเองเมื่อโปรแกรมที่ติดไวรัสนี ้ถูกประมวลผล ต่อจำกนันก็จะ ้
มองหำโปรแกรมไฟล์อื่น ๆ เพื่อจะติดไป
่
Memory-resident virus ไวรัสชนิดนี ้จะอยูในหน่วยควำมจำหลักโดยเป็ น
่
ส่วนหนึงของโปรแกรมระบบถำวร (resident program system) จำกจุดนี ้
จะเป็ นจุดเริ่มที่ทำให้ ไวรัสแพร่กระจำยไปติดที่โปรแกรมอื่น
Boot sector virus ไวรัสชนิดนี ้จะทำลำยที่เซ็กเตอร์ แรกของ
ั
ระบบปฏิบติกำรและจะแพร่กระจำยเมื่อระบบได้ มีกำรเรี ยกใช้ ระบบจำก
แผ่นดิสก์ที่ติดไวรัส
59
ประเภทของไวรัส (Types of viruses)
ู
Stealth virus จะเป็ นไวรัสที่มีรูปแบบแน่นอนที่ถกออกแบบมำเพื่อซ่อน
้
ตัวเองจำกกำรปองกันจำกโปรแกรมตรวจหำไวรัส
้
Polymorphic virus ไวรัสชนิดนี ้จะทำกำรเปลี่ยนแปลงตัวเองทุกครังที่มี
กำรแพร่กระจำย
60
การป้ องกันไวรัส (Antivirus Approaches)
ั
ใช้ ระบบปฏิบติกำรที่มีกำรรักษำควำมปลอดภัยสูง มีกำรแบ่งขอบเขตของ
ู ่
กำรใช้ งำนและมีกำรให้ ผ้ ใช้ ต้องใส่รหัสผ่ำนซึงเป็ นรหัสผ่ำนส่วนตัว
้
ติดตังซอฟต์แวร์ เฉพำะที่ซื ้อมำจำกตัวแทนจำหน่ำยซอฟต์แวร์ ที่ไว้ ใจได้
และไม่หลีกเลี่ยงกำรสำเนำโปรแกรมที่แจกฟรี ตำมแหล่งต่ำง ๆ
้ ุ
ซื ้อโปรแกรมปองกันไวรัสที่มีคณภำพและมีกำรปรับปรุ งซอฟต์แวร์ ผำนทำง ่
เว็บไซต์ของผู้ผลิตเสมอ
ิ่
ไม่เปิ ดดูสงที่แนบมำกับอีเมล์เพรำะไวรัสจะทำงำนทันทีที่มีกำรเปิ ดสิ่งที่
่
แนบมำด้ วยอีเมล์ที่สงมำในรูปของข้ อควำมธรรมดำที่เป็ นรหัสแอสกี ้จะมี
ควำมปลอดภัยจำกไวรัส
มีกำรทำสำรองข้ อมูลที่สำคัญไว้ ในหน่วยควำมจำสำรองเสมอ ๆ
61
การเข้ ารหัสข้ อมูล (Encryption)
่ ้
กำรเข้ ำรหัสข้ อมูลเป็ นวิธีหนึงที่ใช้ สำหรับปองกันข้ อมูลระหว่ำงกำรส่งผ่ำน
ไปในเน็ตเวิร์ค กลไกพืนฐานในการทางานคือ
้
่
ข้ อมูลจะถูกเข้ ำรหัส (Encode) จำกรูปแบบเดิมที่อำนออก (Plaintext) ให้ ไป
่ ่
อยูในรูปแบบที่อำนไม่ออก (Ciphertext)
ู
ข้ อมูลที่ถกเข้ ำรหัสแล้ ว (Ciphertext) จะถูกส่งไปตำมช่องทำงในเน็ตเวิร์ค
ู
เพื่อให้ ข้อมูลที่ถกเข้ ำรหัสอ่ำนออก ผู้รับจะทำกำรถอดรหัส (Decode)
่ ่
ข้ อควำมให้ กลับไปอยูในรูปแบบเดิมที่อำนออกได้
62
กลไกการเข้ ารหัสและถอดรหัส
63
การเข้ ารหัสข้ อมูล (Encryption)
่ ิ ้
ถึงแม้ วำผู้ที่สำมำรถจะเข้ ำถึงข้ อมูลที่เข้ ำรหัสแล้ วคือผู้ที่มีสทธิในข้ อมูลนัน
เท่ำนัน้
้
แต่จะไม่เกิดประโยชน์เลยถ้ ำข้ อมูลนันไม่สำมำรถจะถูกถอดรหัสกลับให้ อยู่
่
ในรูปแบบที่อำนออกได้
่ ุ ั
วิธีหนึงที่เป็ นวิธีที่ธรรมดำที่สดคือมีกำรกำหนดคีย์ลบสำหรับไขข้ อมูล
โดยกำหนดให้ P เป็ นข้ อมูลธรรมดำ (plaintext) ให้ KE เป็ นคีย์สำหรับ
กำรเข้ ำรหัสข้ อมูล C เป็ นข้ อมูลที่เข้ ำรหัสแล้ ว(ciphertext) และ E เป็ น
ึ
อัลกอริทมสำหรับกำรเข้ ำรหัสข้ อมูล
จะได้ นิยำมของกำรเข้ ำรหัสข้ อมูลเป็ น C = E(P, KE)
64
การเข้ ารหัสข้ อมูล (Encryption)
่ ึ
ในลักษณะคล้ ำย ๆ กัน P = D(C, KD) ซึง D จะเป็ นอัลกอริทมสำหรับ
่
กำรแปลข้ อมูลให้ อยูในรูปที่อ่ำนออก และ KD เป็ นคีย์
่ ู
หมำยควำมว่ำเพื่อให้ ได้ ข้อมูลที่อำนออกหรื อข้ อมูลที่ถกถอดรหัสแล้ วคือ P
จำกข้ อมูลที่เข้ ำรหัสคือ C และใช้ คีย์สำหรับกำรถอดรหัสคือ KD
ั ึ
เมื่อเรี ยกใช้ อลกอริ ทม D ด้ วย C และ KD ควำมสัมพันธ์ ระหว่ำงตัวแปร
ต่ำง ๆ
65
ความสั มพันธ์ ระหว่ างข้ อมูลธรรมดา และข้ อมูลทีเ่ ข้ ารหัสแล้ ว
66
ี ั
การเข้ ารหัสข้ อมูลโดยใช้ คย์ลบ (Secret-Key Encryption)
ึ ่
จำกอัลกอริทมสำหรับกำรเข้ ำรหัสข้ อมูลซึงอักษรแต่ละตัวจะถูกแทนด้ วย
่
ตัวอักษรที่ตำงกันไป
้
ตัวอย่ างเช่ น As จะถูกแทนด้ วย Qs Bs ทังหมดจะถูกแทนด้ วย Ws Cs
้ ่ ั
ทังหมดจะถูกแทนด้ วย Es ซึงจะมีลกษณะดังนี ้
ข้อความปกติ :ABCDEFGHIJKLMNOPQRSTUVWXYZ
ข้อความแปลง :QWERTYUIOPASDFGHJKLZXCVBNM
ระบบกำรแทนแบบนี ้เรี ยกว่ำ monoalphabetic substitution
่
ซึงใช้ คีย์ที่เป็ นตัวอักษร 26 ตัวอักษร จำกตัวอย่ำงนี ้คีย์ของกำรเข้ ำรหัสคือ
QWERTYUIOPASDFGHJKLZXCVBNM
67
ี ั
การเข้ ารหัสข้ อมูลโดยใช้ คย์ลบ (Secret-Key Encryption)
จำกคีย์นี ้ข้ อควำมปกติ ATTACK จะถูกแปลงให้ เป็ น QZZQEA
่
ส่วนคีย์ที่ใช้ สำหรับถอดรหัสข้ อมูลที่เข้ ำรหัสแล้ วให้ กลับอยูในรู ปแบบของ
ข้ อมูล
ตัวอย่ำงนี ้ก็จะเป็ น KXVMCNOPHQRSZYIJADLEGWBUFT เพรำะว่ำ
ตัวอักษร A ในข้ อควำมที่เข้ ำรหัสจะเป็ น K ในข้ อควำมปกติ ส่วน B ใน
ข้ อควำมที่เข้ ำรหัสจะเป็ น X ในข้ อควำมปกติ
68
ี
การเข้ ารหัสข้ อมูลโดยใช้ คย์สาธารณะ (Public-Key
Encryption)
ั
ระบบกำรใช้ คีย์ลบเป็ นระบบที่มีประสิทธิภำพเพรำะในกำรทำงำน
้
จำเป็ นต้ องมีกำรจัดกำรทังข้ อควำมปกติและข้ อควำมที่เข้ ำรหัส
่ ่
แต่วิธีนี ้จะมีข้อเสียคือผู้สงและผู้รับข้ อควำมจะต้ องใช้ คีย์ร่วมกัน ซึงอำจจะ
่
ทำให้ ควำมลับของคีย์รั่วไหลไปสูคนอื่นได้
่
เพื่อแก้ ปัญหำนี ้จึงมีอีกวิธีหนึงคือ กำรเข้ ำรหัสข้ อมูลโดยใช้ คีย์สำธำรณะ
่
(Diffie and Hellman,1976) ระบบนี ้จะใช้ คีย์ที่ตำงกันสำหรับกำรเข้ ำรหัส
ข้ อมูลและกำรถอดรหัสข้ อมูล
กำรทำงำนของกำรเข้ ำรหัสแบบคีย์สำธำรณะคือทุกคนจะต้ องใช้ คีย์คซง ู่ ึ่
่
เรี ยกว่ำ คีย์สำธำรณะ(public key) และคีย์สวนตัว (private key)
69
ี
การเข้ ารหัสข้ อมูลโดยใช้ คย์สาธารณะ (Public-Key
Encryption)
คีย์สำธำรณะจะเป็ นคีย์ที่ใช้ สำหรับกำรเข้ ำรหัส
่
ส่วนคีย์สวนตัวจะใช้ เป็ นคีย์สำหรับกำรถอดรหัส
ู
โดยปกติแล้ วคีย์จะถูกสร้ ำงขึ ้นมำโดยอัตโนมัติ หรื อให้ ผ้ ใช้ เลือกรหัสผ่ำน
ั ึ
ขึ ้นมำแล้ วเรี ยกใช้ อลกอริทม
ั ั ้
ในกำรส่งข้ อมูลลับไปยังผู้ใช้ ที่สมพันธ์ กบข้ อมูลที่เข้ ำรหัสแล้ ว ข้ อมูลนันจะ
ถูกส่งไปพร้ อมกับคีย์สำธำรณะของผู้รับ เนื่องจำกผู้รับข้ อมูลจะมีคีย์
่ ู ่
ส่วนตัวซึงจะทำให้ ผ้ รับสำมำรถที่จะถอดรหัสข้ อมูลได้ โดยใช้ คีย์สวนตัวที่มี
อยู่
70
่ ี
การเข้ ารหัสทีใช้ คย์สาธารณะและคีย์ส่วนตัว
71
การรักษาความปลอดภัยของระบบ Windows NT
ระดับกำรรักษำควำมปลอดภัยของระบบที่กำหนดมำให้ นนสำมำรถที่จะั้
ู
ปรับเปลี่ยนได้ ตำมควำมต้ องกำรของผู้ดแลรักษำระบบ
ิ ู ู
โปรแกรมยูทิลตี ้ที่ชื่อว่ำ C2config.exe จะเป็ นโปรแกรมที่ช่วยให้ ผ้ ดแลระบบ
กำหนดระดับของกำรรักษำควำมปลอดภัย
่
รู ปแบบกำรรักษำควำมปลอดภัยของ NT จะอยูบนพื ้นฐำนของแนวควำมคิด
ู
ในเรื่ องของแอ็กเคำต์ผ้ ใช้ (user account)
่
NT จะอนุญำตให้ สร้ ำงแอ็กเคำต์ชื่อผู้ใช้ ได้ หลำย ๆ แอ็กเคำต์ ซึงจะมีกำรจัด
่
กลุมของแอ็กเคำต์ชื่อผู้ใช้ ตำมลักษณะกำรใช้ งำน
กำรล็อกอินเข้ ำระบบสำมำรถจะอนุญำตหรื อไม่อนุญำตได้ ตำมควำมต้ องกำร
72
การรักษาความปลอดภัยของระบบ Windows NT
เมื่อผู้ใช้ ทำกำรล็อกอินเข้ ำระบบ NT จะสร้ ำง security access token ซึง ่
่ ้ ั
จะมีข้อมูลชื่อผู้ใช้ ชื่อกลุมของผู้ใช้ คนนันที่สงกัด และ สิทธิพิเศษต่ำง ๆ ที่
้
ผู้ใช้ คนนันสำมำรถกระทำได้ กบระบบั
่
NT จะใช้ ควำมคิดของกำรอยูภำยใต้ subject เพื่อให้ แน่ใจว่ำโปรแกรมที่
ู ้
ผู้ใช้ ทำกำรประมวลผลจะไม่ไปใช้ งำนระบบมำกเกินกว่ำที่ผ้ ใช้ คนนันได้ รับ
สิทธิ
่
กำรอยูภำยใต้ subject จะถูกใช้ เพื่อทำกำรติดตำมและในเรื่ องของกำร
จัดกำรกำรได้ รับอนุญำตสำหรับโปรแกรมแต่ละโปรแกรมที่ผ้ ใช้ ทำกำร ู
ประมวลผล
่
โดยประกอบกับสิทธิตำง ๆ ผู้ใช้ ที่มีในกำรใช้ งำนระบบ
73
การรักษาความปลอดภัยของระบบ Windows NT
ในลักษณะที่ NT ทำงำนเป็ นเครื่ องเซิร์ฟเวอร์ ในระบบเน็ตเวิร์ค จะมีกำร
่
กำหนดกำรอยูภำยใต้ ไว้ 2 ระดับเพื่อเป็ นกำรควบคุมกำรทำงำน
ระดับแรกคือ simple subject จะเป็ นระดับของโปรแกรมประยุกต์ธรรมดำที่
ู ้
ผู้ใช้ ทำกำรประมวลผลหลังจำกที่ผ้ ใช้ คนนันทำกำรล็อกอินเข้ ำระบบแล้ ว
ระดับของ simple subject จะถูกกำหนดใน security access token ของ
ผู้ใช้ แต่ละคน
่ ่
อีกระดับของกำรอยูภำยใต้ คือ server subject ซึงจะเป็ นกระบวนกำรที่
้
สร้ ำงขึ ้นมำเพื่อปองกันเครื่ องเซิร์ฟเวอร์ โดยจะเป็ นกำรรักษำควำมปลอดภัย
ั
ให้ กบเครื่ องเซิร์ฟเวอร์ ในกรณีที่มีกำรเรี ยกใช้ งำนจำกเครื่ องไคลเอ็นต์
74
การรักษาความปลอดภัยของระบบ Windows NT
้
ในการใช้ งานระบบที่กาหนดอยู่ในไฟล์ นีคือ
avi – all access
group cs – read-write access
user cliff- no access
ไฟล์ใน NT อำจจะมีรูปแบบของกำรให้ เข้ ำถึงข้ อมูลในไฟล์ เช่น อ่ำนข้ อมูล
(ReadData), เขียนข้ อมูล (WriteData), เพิ่มข้ อมูล (AppendData),
ประมวลผล (Execute), อ่ำนคุณสมบัติ (ReadAttributes) และเปลี่ยน
คุณสมบัติ(WriteAttributes)
ออปเจ็กต์ใน NT สำมำรถแบ่งเป็ น container object หรื อ noncontainer
object
75
คาถามท้ายบทที่ 13
่
1. การรักษาความปลอดภัยจะมีความหมายอยูหลายด้าน แต่ที่
สาคัญๆมีกี่ดาน คืออะไรบ้าง
้
้
2. การป้ องกันไวรัส สามารถป้ องกันได้ดวยวิธีใดบ้าง
่ ้ ั่
3. วิธีของการพิสูจน์วาผูใช้ระบบขณะนั้นคือใคร ที่นิยมใช้ทวไปมี
อะไรบ้างบ้าง อธิบายพอเป็ นสังเขป
76
Get documents about "