54

Document Sample
54 Powered By Docstoc
					                     แบบเสนอโครงร่ างวิจัย (Research Proposal)
       ระบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยในการเข้ ารับการรักษา ผ่ านระบบออนไลน์
                   กรณีศึกษา : งานหอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลสงขลา

หลักสู ตรและสาขาวิชา            วท.ม.สาขาการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ
ประจาภาคการศึกษา                1/2553
ผู้ดาเนินการวิจัย               5210121071 นายวีรศักดิ์ นิ ลชาติ
สาขาวิชาทีศึกษา
           ่                    สาขาวิชาการบริ หารเทคโนโลยีสารสนเทศ

                      ่
ความสาคัญและทีมาของการวิจัย
                    ั
            ในปัจจุบนการประเมินผลการทางานภายในหน่วยงานนั้น
          ่                ้
ถือได้วาเป็ นสิ่ งสาคัญที่ตองมีการดาเนิ นการ
เพื่อนาผลการประเมินกลับมาใช้ในการพัฒนาการดาเนิ นงานด้านต่าง ๆ ภายในหน่วยงานให้ดียงขึ้น           ิ่
สถานพยาบาลหรื อโรงพยาบาลส่ วนใหญ่ก็เช่นกัน
                                             ้
จะมีแบบฟอร์มการประเมินความพึงพอใจของผูป่วยในการเข้ารับการรักษา
                                                           ้
ซึ่ งเป็ นการประเมินผลของหน่วยงานด้านการให้บริ การกับผูป่วยที่เข้ามาทาการรักษา
ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงความพึงพอใจในการเข้ารับบริ การ
และประสิ ทธิ ภาพของกระบวนการทางานของระบบการบริ หารงานที่เป็ นอยู่
และสามารถสรุ ปผลที่ได้จากการประเมินไปใช้เพื่อแก้ไข                                          ปรับปรุ ง
และวางแผนงานสาหรับการบริ หารหน่วยงานให้ดียงขึ้นิ่
                                          ้                                  ้
            การประเมินความพึงพอใจของผูป่วยในการเข้ารับการรักษาของงานหอผูป่วยหนัก
โรงพยาบาลสงขลาในปั จจุบนนั้น  ั                         ยังมิได้ใช้ระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยในการจัดการ
ซึ่ งทาให้มีปัญหาและข้อจากัดในด้านต่าง                               ๆ                       อาทิเช่น
                                                                                ั
กระบวนการจัดเก็บและประมวลผลการประเมินมีความล่าช้า ขาดการกาหนดตัวชี้วด (Key Performance
Indicators                                            :                                         KPI)
เพื่อเปรี ยบเทียบประสิ ทธิ ภาพในการทางานว่าสัมฤทธิ์ ผลตรงตามเป้ าหมายที่กาหนดไว้หรื อไม่
สามารถดูพฒนาการในการให้การบริ การกับผูป่วย
             ั                                  ้                       ่
                                                             ซึ่ งข้อดีตาง ๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น
      ้ิั
ทางผูวจยจึงได้นาเสนอให้มีการพัฒนาระบบสารสนเทศ
ในส่ วนของระบบประเมินผลความพึงพอใจในการเข้ารับการรักษาของผูป่วยเข้ามาใช้งาน ้
ผ่านระบบออนไลน์                                       ซึ่งจะสามารถทาการออกแบบสอบถามผ่านทางเว็บเพจ
การเก็บข้อมูลลงในระบบฐานข้อมูล เพื่อสามารถทาให้ได้การประมวลผลที่รวดเร็ ว ถูกต้อง แม่นยา
                                              ้                           ั
และสามารถนาเสนอผลการประเมินนั้นต่อผูบริ หารเพื่อเป็ นข้อมูลให้กบหน่วยงานอื่น ๆ ต่อไป
                       ู้ ิ ั
          ด้วยเหตุน้ ีผวจยจึงได้เกิดวัตถุประสงค์ที่จะออกแบบและพัฒนาระบบประเมินความพึงพอใจของผูป่   ้
                                                                              ้
วยในการเข้ารับการรักษา ผ่านระบบออนไลน์ กรณี ศึกษางานหอผูป่วยหนัก โรงพยาบาลสงขลา
โดยใช้ภาษา PHP เป็ นเทคโนโลยีในการพัฒนาระบบงาน และใช้ MySQL ในการจัดการฐานข้อมูล
                ั                                                               ้           ้
บนระบบปฏิบติการ Microsoft Windows เพื่อที่จะปรับปรุ งและจัดเก็บข้อมูลของผูป่วยงานหอผูป่วยหนัก
โรงพยาบาลสงขลา ให้มีประสิ ทธิ ภาพ และประสิ ทธิ ผลมากยิงขึ้น      ่

วัตถุประสงค์ ของการวิจัย
        1. เพื่อศึกษา วิเคราะห์
                                                       ้
           และออกแบบระบบประเมินความพึงพอใจของผูป่วยในการเข้ารับการรักษา
                                          ้
           ผ่านระบบออนไลน์ งานหอผูป่วยหนัก โรงพยาบาลสงขลา
                                                     ้
        2. เพื่อพัฒนาระบบประเมินความพึงพอใจของผูป่วยในการเข้ารับการรักษา ผ่านระบบออนไลน์
                     ้
           งานหอผูป่วยหนัก โรงพยาบาลสงขลา
        3. เพื่อให้บุคคลที่เกี่ยวข้องสามารถใช้งานระบบประเมินความพึงพอใจของผูป่วยในการเข้ารับกา
                                                                            ้
           รรักษา ผ่านระบบออนไลน์ ได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ

          ี่
ประโยชน์ ทคาดว่าจะได้ รับจากการวิจัย
      1. ช่วยลดเวลาในการประมวลผลข้อมูลของเจ้าหน้าที่
      2. ช่วยลดความซ้ าซ้อนในการเก็บข้อมูล                       และลดความผิดพลาดในการเขียนข้อมูล
                        ้       ั          ั
             ซึ่ งทาให้ขอมูลที่จดเก็บได้น้ นมีความสมบูรณ์ และถูกต้อง
      3. ช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่ องของการจัดเตรี ยมเอกสารต่าง ๆ
      4. ได้ระบบฐานข้อมูลที่ตรงตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงาน
             และสามารถนาข้อมูลนั้นมาประมวลผลเป็ นข้อมูลสารสนเทศสาหรับหัวหน้าหน่วยงานในการ
             กาหนดนโยบาย

ทฤษฏีและหลักการวิจัย
      ความหมายของการประเมินผล
          จิรพล ทับทิมหิน , ชยากร ปิ ยะบัณฑิตกุล และ สุ กฤตา อุดม (2525:1) ได้ให้นิยามของคาว่า
                  ่
“ประเมิน” ไว้วา “กะประมาณค่าหรื อราคาเท่าที่ควรจะเป็ น” ส่ วน “ผล” นิยามว่า “สิ่ งที่เกิดจากเหตุ” ดังนั้น
“การประเมินผล”                                        (Evaluation)                                  จึงมีความหมายว่า
“การรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับผลของการดาเนินงานเพื่อนามาเปรี ยบเทียบกับวัตถุประสงค์ที่ต้ งไว้วาได้ผลตา   ั ่
มที่กาหนดตามระเบียบข้อกาหนด                              หรื อข้อตกลงที่ได้มีการดาเนินการก่อนหน้านี้ไว้เพียงใด”
        ั
โดยมีวตถุประสงค์                                                                        ั
                                                เพื่อการประมวลความสามารถที่พึงปฏิบติได้ตามเงื่อนไขเหล่านั้น
                    ่
ในลักษณะที่อยูภายใต้กรอบเงื่อนไขเดียวกัน
          ณัฐวุฒิ              เตชะโต          (2545:7)          กล่าวว่า         การประเมินผล               หมายถึง
กระบวนการหรื อการวิเคราะห์การศึกษาถึงประสิ ทธิภาพและประสิ ทธิผลของงาน                                 ผลกระทบต่างๆ
                             ่
ของโครงการเพื่อให้รู้วาบรรลุวตถุประสงค์และจุดมุ่งหมายหรื อนโยบายที่ต้ งไว้
                                       ั                                           ั                            หรื อ
กระบวนการประเมินผลจะมีลกษณะเป็ นกระบวนการขององค์กรที่มุ่งพัฒนาปรับปรุ งกิจกรรมหรื อวิธีการดา
                                     ั
เนินงานต่างๆ ที่กาลังดาเนินอยู่ หรื อเป็ นเรื่ องที่มุ่งให้เกิดการวางแผนที่ดีในอนาคต
          จากความหมายของการประเมินผลที่กล่าวมาข้างต้น พอจะสรุ ป ได้วาการประเมินผลหมายถึง  ่
การตัดสิ นหรื อสรุ ปข้อมูลจากการวัดผล เมื่อเปรี ยบเทียบกับมาตรฐานหรื อเกณฑ์ที่ต้ งไว้       ั
          กระบวนการประเมินผล
          ยุทธนา แซ่เตียว (2547:54) ได้กล่าวไว้ ในหนังสื อ Measurement Analysis Knowledge
Management : การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ สร้างองค์กรอัจฉริ ยะ ว่า
หลักการพื้นฐานของกระบวนการการประเมินผลประกอบไปด้วยขั้นตอนและกระบวนการดังนี้
          1. กาหนดสิ่ งที่จะวัดหรื อประเมินว่าจะประเมินในจุดหรื อสิ่ งใด
          2. กาหนดตัวชี้ วด      ั       (Key        Performance          Indicators          :       KPI)     หรื อ
                                           ั           ้
              เตรี ยมเครื่ องมือที่จะใช้วดในสิ่ งที่ตองการวัด
          3. กาหนดเกณฑ์มาตรฐานหรื อตัวเปรี ยบเทียบสาหรับตัวชี้วดแต่ละตัว     ั
                                             ่                                 ่
              เกณฑ์คือสิ่ งที่จะบอกได้วาเมื่อวัดผลออกมาแล้ว ผลจะอยูในระดับใด คือ แย่ ปานกลาง หรื อดี
          4. เก็บข้อมูลผลการดาเนินงานที่เกิดขึ้น
          5. เปรี ยบเทียบผลที่ได้รับจากการประเมินกับมาตรฐานหรื อเกณฑ์ที่กาหนดไว้วาผลการดาเนินงา   ่
              นเป็ นไปตามเกณฑ์หรื อมาตรฐานที่กาหนดไว้หรื อไม่
          พสุ เดชะริ นทร์ (2545:7) ได้กล่าวถึง กระบวนการในการประเมินผลจะประกอบไป
ด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
          1. การกาหนดสิ่ งที่จะวัดหรื อประเมินว่าจะประเมินในจุดหรื อสิ่ งใดซึ่ งการกาหนดสิ่ งที่จะประเมิน
                         ่ ั
              นี้ข้ ึนอยูกบวัตถุประสงค์ของการประเมิน
                                   ั                                                 ั          ้
          2. กาหนดตัวชี้ วด (Performance Indicators) หรื อ เครื่ องมือที่จะใช้วดในสิ่ งที่ตองการวัด
      3. กาหนดเกณฑ์มาตรฐานหรื อตัวเปรี ยบเทียบสาหรับตัวชี้วด            ั                           แต่ละตัว
                                          ั
          ซึ่ งการกาหนดมาตรฐานมีวตถุประสงค์
                                              ่
          เพื่อให้องค์กรสามารถทราบได้วาการดาเนินงานขององค์กรเป็ นไปตามมาตรฐานหรื อเป้ าหมาย
                ั
          ที่ต้ งไว้หรื อไม่
          ถ้าองค์กรมีกระบวนการและขั้นตอนการกาหนดวัตถุประสงค์และเป้ าหมายที่ดีและวัตถุประสง
                  ั
          ค์มีลกษณะที่เหมาะสมแล้ว
                                            ั                   ั
          มักจะมีการนาวัตถุประสงค์น้ นกลับมาใช้เป็ นตัวชี้วดและมาตรฐานอีกที
                    ั                   ั
          ปั จจุบนการกาหนดตัวชี้วดและมาตรฐานขององค์กร จะอาศัยวิธีการทา Benchmarking
          หรื อการเปรี ยบเทียบกับองค์กรอื่น
      4. การประเมินผลการดาเนินงานที่เกิดขึ้น
                       ั ั
          โดยใช้ตวชี้วดที่ได้กาหนดขึ้นเป็ นแนวทางในการประเมินผลและเก็บข้อมูล
          การประเมินผลในระดับองค์กร
          ระบบข้อมูลขององค์กรถือว่าเป็ นหัวใจที่สาคัญสาหรับการประเมินผลระดับองค์กร
          ทั้งนี้เนื่ องจากในการประเมินผลองค์กรข้อมูลต่างๆ
          ที่จะใช้ในการประเมินผลจะต้องมาจากแหล่งต่างๆ หลายแหล่ง ทั้งจากงบการเงินต่างๆ
          ข้อมูลด้านการผลิต                     ข้อมูลด้านการตลาด                 หรื อข้อมูลทางด้านบุคลากร
                             ั
          ซึ่ งในปั จจุบนองค์กรทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กได้ใช้ระบบข้อมูลสารสนเทศในรู ปแบบต่างๆ
          เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลในการประเมินผล
                                                                                          ่
      5. เปรี ยบเทียบผลที่ได้จากการประเมินกับมาตรฐานหรื อเกณฑ์ที่กาหนดไว้วาผลการดาเนิ นงานเป็
          นไปตามเกณฑ์หรื อมาตรฐานที่กาหนดไว้หรื อไม่
                                                                                ้ ้
          ซึ่ งถ้าผลที่ออกมามีความหมายแตกต่างจากเกณฑ์ที่กาหนดไว้แต่ถาผูบริ หารขององค์กรไม่สามา
          รถยอมรับความแตกต่างนั้นได้ ก็จะมีแนวทางในการดาเนิ นการ 2 วิธี ได้แก่
                        - ปรับปรุ งผลการดาเนินงานให้ดีข้ ึน
                        - แก้ไขมาตรฐานหรื อเกณฑ์ ถ้ามาตรฐานนั้นสู งหรื อต่าเกินไป
      จากขั้นตอนและกระบวนการประเมินผล                             ที่กล่าวมาข้างต้น                พอจะสรุ ป
กระบวนการการประเมินผลได้เป็ นขั้นตอน ดังนี้
      1. กาหนดวัตถุประสงค์ของการประเมิน
                               ้
      2. การกาหนดสิ่ งที่ตองการประเมิน
                           ั                                                ั           ้
      3. กาหนดตัวชี้ วด (Performance Indicators) หรื อเครื่ องมือที่จะใช้วดในสิ่ งที่ตองการวัด
      4. กาหนดเกณฑ์มาตรฐานหรื อตัวเปรี ยบเทียบสาหรับตัวชี้ วดแต่ละตัว ั
                5.
เปรี ยบเทียบผลที่ได้จากการประเมินกับมาตรฐานหรื อเกณฑ์ที่กาหนดไว้วาผลการดาเนินงานเป็ นไปตามเกณ  ่
ฑ์หรื อมาตรฐานที่กาหนดไว้หรื อไม่
                            ่                  ั
                แนวคิดเกียวกับดัชนีชี้วดการดาเนินงาน (KPIs : Key Performance Indicators)
                                                     ั
                ก) ความหมายของดัชนีช้ ีวดการดาเนิ นงาน
                ดนัย เทียนพุฒ (2546 : 37) ได้ให้ความหมายของ KPI ไว้วา KPI คือ                                   ่
            ั
ดัชนีวดผลสาเร็ จธุ รกิจที่เป็ นความแนบเนียนในการนาปั จจัยวัดผลสาเร็ จธุ รกิจที่นอกเหนือจากด้านการเงิน
                                                         ้
(Financial Perspective) คือไม่ใช่ดานการเงิน (Non-Financial Perspective) เช่น ด้านลูกค้า (Customer
Perspective) ด้านกระบวนการภายใน (Internal Business Process Perspective) ด้านการเรี ยนรู้และนวัตกรรม
(Learning                and              Innovation             Perspective)       เข้ามาทาให้เกิดความร่ วมมือและมีสนับสนุน
“กลยุทธ์ให้ดาเนินไปสู่ ภาคปฏิบติ”                ั
จนประสบความสาเร็ จเพราะทุกคนเกี่ยวข้องและมีส่วนต้องช่วยให้ปฏิบติได้                          ั
อีกประการหนึ่งเป็ นการมองกลับจาก                                   “ล่างขึ้นบน”           (Bottom          Up)          หมายถึง
                       ั
ดูที่ระบบดัชนี วดผลสาเร็ จธุ รกิจว่ากลยุทธ์จะสาเร็ จได้อย่างไร
                วีระเดช                                                    เชื้อนาม                                    (2546:69)
                                                   ั                                             ่
ดัชนีช้ ีวดเป็ นสิ่ งที่ตองมาควบคู่กบระบบการประเมินผลเพราะจะบอกได้วาสิ่ งที่เราวัดนั้นมีสถานะเช่นใด
              ั               ้
เป็ นการวัดความก้าวหน้าของการบรรลุปัจจัยหลักแห่งความสาเร็ จ                                          หรื อผลสัมฤทธิ์ ขององค์กร
                                   ั
โดยเทียบผลการปฏิบติงานกับมาตรฐานหรื อเป้ าหมายที่ตกลงกันไว้
องค์กรสามารถใช้ผลของการวัดและการประเมินความก้าวหน้าของการบรรลุวสัยทัศน์ขององค์กรเพื่อปรับ          ิ
ปรุ งประสิ ทธิภาพการปฏิบติงานขององค์กร    ั
          ั
ตัวชี้วดผลการดาเนิ นงานหลักมีความเชื่อมโยงกับปั จจัยหลักแห่งความสาเร็ จ โดยใช้มุมมองของ Balanced
Scorecard มาเป็ นแนวทางในการกาหนด KPI หรื อ ดัชนีช้ ี วด                          ั
                                                           ั
                จากความหมายของ ดัชนีวดการดา เนินงาน หรื อ Key Performance Indicators (KPIs)
                          ่
สามารถสรุ ปได้วา KPIs หมายถึง ดัชนีที่จะใช้ในการประเมินผลการดาเนินงานขององค์กร ทั้งด้านการเงิน
                                                       ้
(Financial Perspective) และไม่ใช่ดานการเงิน(Non-Financial Perspective)
                แนวคิด เรื่อง Balanced Scorecard
                ความหมายของ Balanced Scorecard
                วีระเดช              เชื้อนาม              (2547:12)       กล่าวว่า      Balanced     Scorecard         หมายถึง
เครื่ องมือที่ช่วยให้ผบริ หารกาหนดเป้ าหมายยุทธศาสตร์ และแนวทางไปสู่ การบรรลุวตถุประสงค์ของเป้ าหม
                                ู้                                                                       ั
าย ตลอดจนติดตาม ตรวจสอบ ควบคุม กลยุทธ์ กิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์
และเป็ นเรื่ องราวที่เกี่ยวกับการวัดผลที่รอบด้าน                                      คือ                  การวัดผลที่ครอบคลุม
สิ่ งที่เป็ นการเงินและไม่ใช่การเงิน
          สิ ทธิ ศกดิ์
                    ั        พฤกษ์ปิติกลุ         (2546:15)           กล่าวว่า          Balanced           Scorecard
เป็ นระบบการจัดการแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ ของงานแบบสมดุลรู ปแบบหนึ่ง ประกอบด้วยมุมมองต่าง ๆ 4
ด้านได้แก่ ด้านการเงิน ด้านลูกค้า ด้านกระบวนการภายใน และด้านการเรี ยนรู้
          จากความหมายของ Balanced Scorecard ที่นกวิชาการหลายท่านได้ให้นิยามไว้สามารถสรุ ปได้วา
                                                          ั                                                          ่
Balanced Scorecard หมายถึง ระบบหรื อกระบวนการในการบริ หารจัดการที่ช่วยวัดและประเมินผลองค์กร
4 ด้าน ได้แก่ ผลการดาเนินงานด้านการเงิน ด้านลูกค้า ด้านกระบวนการบริ หารภายใน
                                                            ั
และการเรี ยนรู้และการเติบโต โดยอาศัยการกาหนดตัวชี้วด (KPI) เป็ นกลไกสาคัญ
          อินเทอร์ เน็ต (Internet)
          ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ แห่งชาติ (NECTEC : National Electronics and
Computer Technology Center) ได้ให้ความหมายว่า อินเทอร์เน็ต คือ เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบต่างๆ
ที่เชื่อมโยงกัน มาจากคาว่า Inter Connection Network อินเทอร์เน็ต เป็ นระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์
ที่มีขนาดใหญ่                                                                 เครื่ องคอมพิวเตอร์ ทุกเครื่ องทัวโลก
                                                                                                                 ่
สามารถติดต่อสื่ อสารถึงกันได้โดยใช้มาตรฐานในการรับส่ งข้อมูลที่เป็ นหนึ่งเดียว หรื อที่เรี ยกว่าโปรโตคอล
(Protocol) ซึ่ งโปรโตคอลที่ใช้บนระบบเครื อข่ายอินเทอร์เน็ต มีชื่อว่า ทีซีพ/ี ไอพี (TCP/IP: Transmission
Control Protocol/Internet Protocol) ระบบอินเทอร์ เน็ตเป็ นเสมือนใยแมงมุมที่ครอบคลุมทัวโลก                      ่
ในแต่ละจุดที่เชื่ อมต่อ         อินเทอร์ เน็ตนั้น        สามารถสื่ อสารกันได้หลายเส้นทางตามความต้องการ
โดยไม่กาหนดตายตัว               และไม่จาเป็ นต้องไปตามเส้นทางโดยตรง                     อาจจะผ่านจุดอื่น            ๆ
หรื อเลือกไปเส้นทางอื่นได้หลากหลายเส้นทาง                     การติดต่อสื่ อสารผ่านระบบเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ต
นั้นอาจเรี ยกว่า          การติดต่อสื่ อสารแบบไร้มิติ            หรื อ           Cyberspace             ซึ่งหมายถึง
เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ หลายเครื อข่ายที่แยกกัน                                        แต่สามารถติดต่อสื่ อสารกันได้
แม้จะใช้กฎเกณฑ์หรื อมาตรฐานที่แตกต่างกันก็ตาม                      ดังนั้นอินเทอร์ เน็ตเป็ นเพียงเครื อข่ายหนึ่งของ
Cyberspace เท่านั้น
          วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ              (2543:46)      ได้ให้ ความหมายว่า                  อินเทอร์ เน็ต        คือ
เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ขนาดใหญ่ที่เชื่ อมต่อถึงกันทัวโลก
                                                     ่
โดยมีมาตรฐานการรับส่ งข้อมูลระหว่างกันเป็ นหนึ่งเดียว
ซึ่ งคอมพิวเตอร์ แต่ละเครื่ องจะสามารถรับส่ งข้อมูลในรู ปแบบต่างๆ เช่น ตัวอักษร รู ปภาพ และเสี ยงได้
รวมทั้งสามารถค้นหาข้อมูลจากที่ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ ว
                  ั
          สิ ทธิชย ประสานวงศ์ (2540:37) ได้ให้ความหมายว่า อินเทอร์เน็ต หมายถึง
ระบบเครื อข่าย(Network)
                                                                                                   ้
ที่เชื่อมโยงเครื อข่ายหลายเครื อข่ายเข้าด้วยกันอินเทอร์ เน็ตจึงเป็ นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีขอมูลในทุกๆ
           ู้
ด้าน ให้ผที่สนใจเข้าไปค้นคว้าหาข้อมูลใช้ได้อย่างสะดวกรวดเร็ วและง่ายดาย
             จากความหมายที่ได้รวบรวมมาข้างต้นนี้จึงสรุ ปได้วา       ่                  อินเทอร์ เน็ต                คือ
ระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมโยงเครื อข่ายหลายๆ                                      เครื อข่ายทัวโลกเข้าด้วยกัน
                                                                                                        ่
ทาให้คอมพิวเตอร์ ที่ต่อเชื่ อมกันสามารถติดต่อสื่ อสารกันได้                         จึงเกิดเป็ นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่
   ้
ผูใช้สามารถสื บค้นและแลกเปลี่ยนข้อมูลหรื อสารสนเทศได้อย่างสะดวกและรวดเร็ ว
             ช่ องทางการเชื่อมต่ อระบบอินเทอร์ เน็ต
             1) บริการอินเทอร์ เน็ตผ่าน ISDN (Integrated Service Digital Network)
เป็ นการเชื่อมต่อสายโทรศัพท์ระบบใหม่ที่รับส่ งสัญญาณเป็ นดิจิตอลทั้งหมดอุปกรณ์และชุมสายโทรศัพท์จ
                                                                ่
ะเป็ นอุปกรณ์ที่สนับสนุนระบบของ ISDN โดยเฉพาะไม่วาจะเป็ นเครื่ องโทรศัพท์ และโมเด็มสาหรับ ISDN
             2)               บริการอินเทอร์ เน็ตผ่านเคเบิลโมเด็ม                      (Cable                 Modem)
เป็ นการเชื่อมต่ออินเทอร์ เน็ตด้วยความเร็ วสู งโดยไม่ใช้สายโทรศัพท์
                            ้
แต่อาศัยเครื อข่ายของผูให้บริ การเคเบิลทีวี
ความเร็ วของการใช้เคเบิลโมเด็มในการเชื่ อมต่ออินเทอร์ เน็ตจะทาให้ความเร็ วสู งถึง 2/10 Mbps นั้น คือ
ความเร็ วในการอัพโหลด ที่ 2 Mbps และความเร็ วในการ ดาวน์โหลด ที่ 10 Mbps
              ั                            ่
แต่ปัจจุบนยังเปิ ดให้บริ การ ความเร็ วอยูที่ 64/256 Kbps
             3) บริการอินเทอร์ เน็ตผ่านระบบโทรศัพท์ ADSL (Asymmetric Digital Subscriber Loop) ADSL
เป็ นการเชื่อมต่ออินเทอร์ เน็ตผ่านสายโทรศัพท์แบบเดิม
แต่ใช้การส่ งด้วยความถี่สูงกว่าระบบโทรศัพท์แบบเดิม ชุมสายโทรศัพท์ที่ให้บริ การหมายเลข ADSL
จะมีการติดตั้งอุปกรณ์                    คือ                  DSL                      Access                  Module
เพื่อทาการแยกสัญญาณความถี่สูงนี้ออกจากระบบโทรศัพท์เดิม                           และเชื่อมต่อกับอินเทอร์ เน็ตโดยตรง
           ้
ส่ วนผูใช้บริ การอินเทอร์ เน็ตจะต้องมี                ADSL            Modem                 ที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์
ความเร็ วในการเชื่ อมต่ออินเทอร์ เน็ตผ่าน ADSL จะมีความเร็ วที่ 64/128 Kbps (อัพโหลด ที่ 64 Kbps และ
ดาวน์โหลด ที่ 128 Kbps) และที่ 128/256 Kbps (อัพโหลด ที่ 128 Kbps และ ดาวน์โหลด ที่ 256 Kbps)
                ่ ั
ทั้งนี้ข้ ึนอยูกบการเลือกใช้บริ การ
             4)               บริการอินเตอร์ เน็ตผ่านดาวเทียม                      (Satellite                Internet)
เป็ นบริ การอินเทอร์ เน็ตความเร็ วสู งอีกประเภทหนึ่ง                         ั
                                                               ซึ่ งในปั จจุบนใช้การส่ งผ่านดาวเทียมแบบทางเดียว
                                                    ้
(One way) คือ จะมีการส่ งสัญญาณมายังผูใช้ (Download) ด้วยความเร็ วสู งในระดับเมกะบิตต่อวินาที
แต่การส่ งสัญญาณกลับไปหรื อการอัพโหลด จะทาได้โดยผ่านโทรศัพท์แบบธรรมดา ซึ่งจะได้ความเร็ วที่ 56
Kbps การใช้บริ การอินเทอร์ เน็ตผ่านดาวเทียมอาจได้รับการรบกวนจากสภาพอากาศได้ง่าย
             ข้ อมูลและสารสนเทศ
                                                                               ่
             ศรี ไพร ศักดิ์รุ่งศากุล (2544: 17) ได้กล่าวไว้วา ข้อมูล (Data) หมายถึง
ข้อเท็จจริ งที่ได้จากการรวบรวม               ซึ่งอาจเป็ นตัวเลข           ข้อความ            รู ปภาพ         หรื อเสี ยง
เพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์ทาการประมวลผลให้ได้สารสนเทศ ส่ วนสารสนเทศ (Information) หมายถึง
สิ่ งที่ได้จากการประมวลผลแล้ว
                                                                        ้
ซึ่ งในบางครั้งสารสนเทศอาจจะเป็ นข้อมูลเพื่อการประมวลผลให้ได้ขอสนเทศอีกอย่างหนึ่งก็ได้
                                                                 ่
            วาสนา สุ ขกระสานติ (2540: 12 - 13) ได้กล่าวไว้วา ความแตกต่างระหว่างข้อมูลและสารสนเทศคือ
ข้อมูล                      หมายถึง                 ข้อมูลที่ได้จากการสารวจจริ ง           แต่สารสนเทศ
หมายถึงสิ่ งที่ได้จากการนาข้อมูลไปผ่านกระบวนการหนึ่ งก่อน
                                      ั
โดยที่สารสนเทศที่มีประโยชน์น้ นจะมีคุณสมบัติ ดังนี้
                               ั
            1)มีความสัมพันธ์กน (Relevant) สามารถนามาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบน        ั
                                                                                 ั
            2)มีความทันสมัย (Timely) ต้องมีความทันสมัยและพร้อมที่จะใช้งานได้ทนที่เมื่อต้องการ
            3)มีความถูกต้องแม่นยา                                                              (Accurate)
เมื่อป้ อนข้อมูลเข้าสู่ คอมพิวเตอร์ แล้วผลลัพธ์ที่ได้จะต้องถูกต้องในทุกส่ วน
            4)มีความกระชับรัดกุม (Concise) ข้อมูลจะต้องถูกย่นย่อให้มีความยาวที่เหมาะสม
            5)มีความสมบูรณ์ในตัวเอง (Complete) ต้องรวบรวมข้อมูลที่สาคัญไว้อย่างครบถ้วน
                                                  ่
            จากที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุ ปได้วา ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริ งที่มีอยู่ อาจเป็ นเครื่ องหมาย
                                                                      ่
ตัวเลข ตัวอักษร หรื อสัญลักษณ์ โดยข้อมูลเหล่านี้ จะยังไม่ผานกระบวนการประมวลผลใด ๆทั้งสิ้ น
อาจเรี ยกได้อีกอย่างหนึ่งว่าข้อมูลดิบ ส่ วนสารสนเทศ หมายถึง ผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลข้อมูล
เป็ นการวิเคราะห์หรื อการสรุ ปข้อมูลให้สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์
            เทคโนโลยีสารสนเทศ
            ผศ.ดร.ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์ และผศ.ดร.ไพบูลย์ เกียรติโกมล (2545 : 13-14)
                 ่
ได้อธิ บายไว้วาเทคโนโลยีสารสนเทศ                                                                    หมายถึง
เทคโนโลยีที่ประกอบด้วยระบบจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลระบบสื่ อสารโทรคมนาคม
                                    ั
และอุปกรณ์สนับสนุนการปฏิบติงานด้านสารสนเทศที่มีการวางแผนจัดการและใช้งาร่ วมกันอย่างมีประสิ ท
                                          ่
ธิภาพ อย่างไรก็ดี เราสามารถกล่าวได้วาเทคโนโลยีสารสนเทศต้องมีองประกอบสาคัญ 3 ประการดังนี้
                                                                   ั
            1. ระบบประมวลผล ความซับซ้อนในการปฏิบติงานและความต้องการสารสนเทศที่หลากหลาย
ทาให้การจัดการและการประมวลผลข้อมูลด้วยมือไม่สะดวก ล่าช้า และอาจผิดพลาด ปัจจุบนองค์การ           ั
จึงต้องทาการจัดเก็บและการประมวลผลข้อมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
โดยใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สนับสนุนในการจัดการข้อมูล เพื่อให้การทางานถูกต้องและรวดเร็ วขึ้น
            2. ระบบสื่ อสารโทรคมนาคม การสื่ อสารข้อมูลเป็ นเรื่ องสาคัญสาหรับการจัดการและประมวลผล
                     ้
ตลอดจนการใช้ขอมูลในการตัดสิ นใจ
                          ้
ระบบสารสนเทศที่ดีตองประยุกต์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิ กส์ในการสื่ อสารข้อมูลระหว่างระบบคอมพิวเตอร์
                                        ่
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และผูใช้ที่อยูห่างกันให้สามารถสื่ อสารกันได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ
                                 ้
            3.                                                                          การจัดการข้อมูล
ปกติบุคคลที่ให้ความสนใจกับเทคโนโลยีสารสนเทศโดยให้ความสาคัญกับส่ วนประกอบ 2 ส่ วนแรก
       ู้
แต่ผที่สนใจด้านการจัดการข้อมูล (Data/Information Management) จะให้ความสาคัญกับส่ วนที่ 3
ซึ่งมีความเป็ นศิลปะในการจัดรู ปแบบและการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ
              สรุ ปว่า
เทคโนโลยีสารสนเทศเป็ นเทคโนโลยีทุกรู ปแบบที่นามาประยุกต์ในการประมวลผลการจัดเก็บ การสื่ อสาร
และการส่ งผ่านสารสนเทศด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยที่ระบบทางกายภาพประกอบด้วยคอมพิวเตอร์
อุปกรณ์ติดต่อสื่ อสาร                                                                             และระบบเครื อข่าย
ขณะที่ระบบนามธรรมเกี่ยวข้องกับการจัดรู ปแบบของการมีปฏิสัมพันธ์ดานสนเทศทั้งภายในและภายนอกร
                                                                                  ้
ะบบให้สามารถดาเนินการร่ วมกันอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ
                                                                               ่
              ชัชวาลย์ วงษ์ประเสริ ฐ (2548 : 174-175) ได้กล่าวไว้วา เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง
กระบวนการต่างๆ และระบบงานที่ช่วยให้ได้สารสนเทศที่ตองการโดยจะรวมถึง    ้
              1) เครื่ องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่ งส่ วนมากแล้วจะหมายถึงเครื่ องคอมพิวเตอร์ เครื่ องใช้สานักงาน
                                                        ั
อุปกรณ์โทรคมนาคมต่าง ๆ รวมทั้งซอฟแวร์ ท้ งแบบสาเร็ จรู ป และแบบพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในงานเฉพาะด้าน
                            ั
ซึ่ งเครื่ องมือเหล่านี้ จดเป็ นเครื่ องมือสมัยใหม่และใช้เทคโนโลยีระดับสู ง (High Technology)
              2)         กระบวนการในการนาเอาเครื่ องมือต่าง               ๆ      มาใช้งาน         เพื่อรวบรวมจัดเก็บ
ประมวลผลและแสดงผลลัพธ์ เป็ นสารสนเทศในรู ปแบบต่าง ๆ ที่สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป
พิจารณาจากคาจากัดความดังกล่าวข้างต้น เมื่อมองสภาพวิวฒนาการของเทคโนโลยีในปั จจุบนจะเห็นได้วา
                                                                        ั                               ั            ่
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์                                                             และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม
มีบทบาทเป็ นอย่างมากสาหรับโลกแห่งข้อมูลสารสนเทศในปั จจุบน จากที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุ ปได้วา
                                                                            ั                                      ่
                                                                                             ่
เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การติดต่อสื่ อสาร การส่ งข้อมูลทุกรู ปแบบ ไม่วาจะเป็ น ข้อความ ตัวเลข
เสี ยง                  ภาพโดยผ่านสื่ อต่างๆ                                                       ่
                                                            รวมทั้งการนาเสนอด้วยคอมพิวเตอร์ ที่อยูในระบบเครื อข่าย
โดยผ่านระบบโทรคมนาคม
              ประโยชน์ ของสารสนเทศ
              พัฒนาการและการเจริ ญเติบโตอย่างรวดเร็ วของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทาให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถในการประมวลผลที่เร็ วขึ้น                            มีความสามารถในการจัดเก็บเพิ่มขึ้น
การติดต่อสื่ อสารทาได้ทุกรู ปแบบของข้อมูลไม่วาจะเป็ นภาพ  ่                            เสี ยง               ข้อความ
              ั
ภาพวีดีทศน์และรับส่ งได้อย่างรวดเร็ ว
            ั
ทาให้พฒนาการของระบบสารสนเทศเติบโตอย่างรวดเร็ วเช่นเดียวกัน ทั้งระบบและเทคโนโลยีสารสนเทศ
สามารถก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการให้กบองค์กรดังนี้   ั
              1.                  การเพิ่มประสิ ทธิ ภาพในการบริ หารงานภายในองค์กร                           หมายถึง
ความสามารถในการใช้ทรัพยากรเพื่อสร้างผลผลิตได้ดีข้ ึน                       อาจกล่าวได้เป็ น      2        ประเด็นคือ
ในการผลิตผลผลิต                                              1                              หน่วยใช้ทรัพยากรน้อยลง
หรื อใช้ทรัพยากรจานวนเท่าเดิมสามารถสร้างผลผลิตได้เพิ่มมากขึ้น
การใช้ระบบและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิ ทธิ ภาพในองค์กรสามารถทาได้หลายวิธี ดังนี้
                                         ั
           1.1 การลดเวลาในการปฏิบติงาน เช่น การนาโปรแกรมบัญชีมาใช้ในการบันทึกบัญชี
ซึ่งเป็ นระบบสารสนเทศทางการบัญชี
           ั                                                        ั
ช่วยให้นกบัญชีลดเวลาในการทางานลงเนื่ องจากระบบสารสนเทศมีข้ นตอนในการควบคุมการลงรายการ
การยกยอด                                                                             การควบคุมความถูกต้อง
         ั          ้                                                              ้
ทาให้นกบัญชีไม่ตองเสี ยเวลาในการตรวจสอบมากเท่ากับเวลาที่ใช้ในการลงบัญชีดวยมือเป็ นต้น
           1.2                                                        การลดกระบวนงานในการปฏิบติงาน    ั
                      ั
ด้วยขั้นตอนการปฏิบติงานเช่นเดิมเมื่อนาระบบหรื อเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้
                        ั
ทาให้เวลาในการปฏิบติงานน้อยลงตามที่ได้กล่าวไว้ในข้อ              1.1              นอกเหนือเวลาที่ลดลงแล้ว
                                                        ั
การนาระบบหรื อเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปฏิบติงานสามารถลดกระบวนงานจากเดิมลงไปได้อีก
ซึ่ งอาจจะเป็ นการยุบรวมกระบวนงานหรื อการสร้างกระบวนงานใหม่
                                                  ั
ซึ่ งมีจานวนน้อยลงกว่าเดิมทาให้เวลาในการปฏิบติงานน้อยลงไปอีก
           1.3                                                                              การเพิมผลผลิต
                                                                                                  ่
ด้วยการนาระบบและเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ทาให้เวลาที่ใช้ในการสร้างผลผลิตต่อหน่วยลดลง
ดังนั้นด้วยเวลาเท่าเดิม                                      ความสามารถในการสร้างผลผลิตก็จะเพิ่มขึ้น
ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนในกรณี ของสานักงานขนส่ งทางบกที่นาระบบสารสนเทศมาใช้ในการบริ การเสี ยภา
                             ้
ษีรถยนต์ประจาปี ที่มีจานวนผูที่รอคอยน้อยลงไปมาก เพราะสามารถให้บริ การได้เร็ วขึ้นหลายเท่าตัว
           1.4                                                                         การลดต้นทุนการผลิต
ด้วยการนาระบบและเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์กรสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ในกรณี ต่าง ๆ เช่น
การให้บริ การของธนาคารที่นาระบบและเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในการให้บริ การในธุรกรรมฝาก-
ถอน เช่นเครื่ องถอนอัตโนมัติ (Automatic Teller Machine หรื อ ATM)
เครื่ องฝากเงินอัตโนมัติ         เครื่ องฝากเช็ค-เงินสดอัตโนมัติ           เครื่ องปรับรายการสมุดเงินฝาก
รวมทั้งบริ การธนาคารทางโทรศัพท์ (Phone Banking) ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Banking)
ทาให้ธนาคารสามารถลดจานวนพนักงานที่ให้บริ การลงได้ เป็ นการลดต้นทุนการผลิตประเภทหนึ่ง
           2.                                                         การเพิมประสิ ทธิ ผลของการตัดสิ นใจ
                                                                            ่
                                                ั
ด้วยระบบสารสนเทศที่นาเสนอสารสนเทศให้กบองค์กรนอกเหนือจากสารสนเทศสาหรับการปฏิบติงานแล้                ั
ว
                                                                  ้
ยังมีระบบสารสนเทศสาหรับการตัดสิ นใจและระบบสารสนเทศเพื่อผูบริ หารนาเสนอความสามารถในการจั
ดทาภาพนามธรรม               (Visualization)           ของปั ญหาและวิเคราะห์ทางเลือกในการแก้ไขปั ญหา
ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร
การนาระบบสารสนเทศเหล่านี้มาใช้ช่วยในการตัดสิ นใจการบริ หารงานของผูบริ หารระดับสู ง
                                                                              ้
จะช่วยเพิ่มระดับความถูกต้องแม่นยาในการตัดสิ นใจของผูบริ หาร    ้
ซึ่ งจะส่ งผลต่อการเพิ่มศักยภาพในการบริ หารการแข่งขันขององค์กร
           3. การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
สภาพสิ่ งแวดล้อมของสังคมสารสนเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ วระดับการแข่งขันที่เพิมขึ้น         ่
ทาให้องค์กรแสวงหาเครื่ องมือ เพื่อใช้เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน
ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีสารสนเทศเป็ นเครื่ องมือหนึ่งที่ช่วยให้องค์กรเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันไ
     ั
ด้ดงนี้
           3.1                     การใช้ระบบและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์หรื อบริ การใหม่
เทคโนโลยีสารสนเทศทาให้เกิดบริ การรู ปแบบใหม่ข้ ึนหลายบริ การ                    เช่น     การจาหน่ายหนังสื อซื้ อ-
ขายสิ นค้าผ่านเว็บไซต์                                      บริ การที่ลูกค้าบริ การตนเองในธุรกรรมของธนาคาร
                                                          ั               ั            ั
บริ การที่ให้ลูกค้าสามารถเข้าตรวจสอบการจัดส่ งพัสดุภณฑ์ของบริ ษทจัดส่ งพัสดุภณฑ์ เช่น UPS , Fed ex
เป็ นต้น          บริ การเช็ค-อินอัตโนมัติของสายการบิน                                      ่
                                                                      การจองตัวภาพยนตร์ ผานโทรศัพท์เคลื่อนที่
                                                                                 ๋
ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้น               ตัวอย่างเช่น                การซื้ อขายข้อมูลสารสนเทศ               เป็ นต้น
นอกจากผลิตภัณฑ์หรื อบริ การใหม่แล้วด้วยสารสนเทศที่องค์กรได้รับ
จากการใช้ระบบสารสนเทศถูกนามาปรับปรุ งผลิตภัณฑ์บริ การใหม่
       ั
มีลกษณะที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าเป้ าหมายให้มากขึ้น เป็ นการเสริ มกลยุทธ์การเจาะตลาด (Market
Niche)
หรื อการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เสริ มกับผลิตภัณฑ์หรื อบริ การที่มีอยูเ่ ดิมให้มีความแตกต่างไปจากผลิ
ตภัณฑ์หรื อบริ การของคู่แข่ง เป็ นการสร้างกลยุทธ์ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ (Product Differentiation)
           3.2                การใช้ระบบและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อปรับปรุ งบริ การ                           เช่น
การใช้ระบบบาร์ โค้ดกับสิ นค้าและการชาระเงินในซูเปอร์ มาร์ เก็ตและห้างสรรพสิ นค้า
ทาให้บริ การรับชาระค่าสิ นค้าทาได้เวลาอันรวดเร็ วอย่างถูกต้องและแม่นยา
             ั
หรื อบริ ษทจาหน่ายรถยนต์ใช้ระบบสารสนเทศในการบริ การลูกค้า
จัดทาจดหมายเตือนลูกค้าให้นารถยนต์เข้าศูนย์บริ การตรวจเช็คระยะตามกาหนดเวลา
เตือนลูกค้าถึงกาหนดการเสี ยภาษีรถยนต์ประจาปี
                  ้
หรื อหน่วยงานผูให้บริ การโทรศัพท์เชื่อมโยงฐานข้อมูลและระบบรับชาระค่าใช้บริ การโทรศัพท์เข้ากับทุก
สานักงานบริ การทาให้ลูกค้าสามารถจ่ายชาระค่าบริ การโทรศัพท์ได้ทุกสาขา
โดยไม่ตองนาใบแจ้งหนี้ค่าโทรศัพท์มาด้วยเพียงแต่แจ้งหมายเลขโทรศัพท์
           ้
เป็ นการปรับปรุ งบริ การเพื่อเป็ นความพึงพอใจของลูกค้า
                                                            ้ั
           3.3 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเชื่อมโยงผูจดจาหน่ายสิ นค้าและวัตถุดิบ (Supplier)
                                                                                    ้ั
ลูกค้าและพันธมิตร เป็ นการใช้เทคโนโลยีการสื่ อสารเชื่อมโยงองค์กรเข้ากับผูจดจาหน่ายสิ นค้าและวัตถุดิบ
เพื่อความรวดเร็ วในการสั่งซื้ อสิ นค้า ดูแลสิ นค้าคงคลัง เชื่อมโยงกับลูกค้าเพื่อการส่ งข่าวสาร
บริ การลูกค้าเชื่อมโยงกับพันธมิตร เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสารเพื่อการประสานงานในการดาเนินธุ รกรรม เช่น
P&G เชื่อมโยงข้อมูลกับ Wal-Mart Star Alliance เชื่อมโยงสายการบินพันธมิตรต่าง ๆ เป็ นต้น
           วงจรการพัฒนาระบบสารสนเทศ (System Development Life Cycle)
                       ั
           กิตติ ภักดีวฒนะกุล และพนิดา พานิชกุล (2545: 46-50) ได้กล่าวถึง วงจรการพัฒนาระบบ (System
Development                Life  Cycle)         คือกระบวนการทางความคิด                 (Logical      Process)
ในการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อแก้ปัญหาทางธุ รกิจและตอบสนองความต้องการของผูใช้ได้               ้
โดยระบบที่จะพัฒนานั้น
                                                            ่                           ิ่
อาจเริ่ มด้วยการพัฒนาระบบใหม่เลยหรื อนาระบบเดิมที่มีอยูแล้วมาปรับเปลี่ยนให้ดียงขึ้นภายในวงจรนี้จะแ
บ่งกระบวนการพัฒนาออกเป็ น 4 ระยะ ได้แก่ระยะการวางแผน (Planning Phase) ระยะการวิเคราะห์
(Analysis Phase) ระยะการออกแบบ (Design Phase) และระยะการสร้างและพัฒนา (Implementation Phase)
โดยแต่ระยะจะประกอบไปด้วยขั้นตอนต่างๆ                            แตกต่างกันไปตาม                  Methodology
     ั
ที่นกวิเคราะห์ระบบนามาใช้ เพื่อให้เหมาะกับสถานะทางการเงินและความพร้อมขององค์กรในขณะนั้น
ขั้นตอนในวงจรพัฒนาระบบ
           ั
ช่วยให้นกวิเคราะห์ระบบสามารถดาเนิ นการได้อย่างมีแนวทางและเป็ นขั้นตอน
                                                              ั
ทาให้สามารถควบคุมระยะเวลาและงบประมาณในการปฏิบติงานของโครงการพัฒนาระบบได้
                         ั
ขั้นตอนต่างๆนั้นมีลกษณะการตัดสิ นใจแก้ปัญหาตามแนวทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Management)
อันได้แก่ การค้นหาปัญหา การค้นหาแนวทางแก้ปัญหา การประเมินผลแนวทางแก้ไขปั ญหาที่คนพบ                     ้
เลือกแนวทางที่ดีที่สุด และพัฒนาทางเลือกนั้นให้ใช้งานได้ โดยแบ่งเป็ น 7 ขั้นตอน ได้แก่
           1)       การกาหนดและเลือกสรรโครงการ           (Project         Identification      and     Select)
ในขั้นตอนนี้ จะระบุถึงความต้องการของระบบใหม่หรื อของการขยายต่อเติมระบบเดิม
โดยในองค์กรขนาดใหญ่
ความต้องการนี้ อาจเป็ นส่ วนหนึ่งของการวางแผนองค์กรและกระบวนการวางแผนระบบสารสนเทศขององ
ค์กร                               ซึ่ งเป็ นกระบวนการที่พิจารณาถึงความต้องการสารสนเทศของทั้งองค์กร
พร้อมทั้งระบุรายชื่อโครงการที่สามารถทาให้องค์กรสามารถบรรลุความต้องการนั้นได้
โดยมากความต้องการระบบสารสนเทศขององค์กร
เป็ นผลมาจากการที่องค์กรต้องเผชิ ญกับปั ญหาในกระบวนการทางานในปั จจุบน            ั
จากการที่องค์กรต้องการจะทางานใหม่ๆ หรื อจากการที่องค์กรตระหนักถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
เพื่อฉวยโอกาสในการทาธุ รกิจ โดยทัวไปแล้วองค์กรจะกาหนดลาดับความสาคัญของความต้องการเหล่านี้
                                         ่
เพื่อจัดทาเป็ นแผนการทางานของหน่วยงานระบบสารสนเทศ
ซึ่ งจะระบุถึงกาหนดการของการพัฒนาระบบใหม่                                      ความต้องการพัฒนาระบบใหม่
หรื อขยายระบบงานเดิมอาจมาจากคาขอของฝ่ ายผูใช้ที่ส่งไปยังหน่วยงานระบบสารสนเทศโดยตรง
                                                   ้
หรื อที่ส่งไปตามกระบวนการวางแผนระบบสารสนเทศอย่างเป็ นทางการ
ในระหว่างขั้นตอนกาหนดและเลือกโครงการ                                  องค์กรต้องพิจารณาว่า                           ณ
เวลานั้นควรจะให้ทรัพยากรไปเพื่อพัฒนาหรื อขยายระบบสารสนเทศในแต่ละโครงการตามที่ขอ
หรื อตามที่ระบุไว้ในแผนระบบสารสนเทศขององค์กรหรื อไม่
ผลลัพธ์ที่ได้จากขั้นตอนกาหนดและเลือกโครงการกับรายการโครงการพัฒนาระบบที่ได้รับการพิจารณาในเ
บื้องต้น ว่าสมควรให้ดาเนิ นการได้
               2) การเริ่ มต้นและวางแผนโครงการ (Project Initiating and Planning) ในขั้นตอนนี้ มีกิจกรรม 2
อย่างที่ตองปฏิบติคือ
             ้          ั            การสารวจอย่างเป็ นทางการ                  ่
                                                                          (แม้วาจะเป็ นการสารวจเบื้องต้นก็ตาม)
เกี่ยวกับปั ญหาในการทางานของระบบหรื อโอกาสในการปรับปรุ งหรื อพัฒนาระบบ                                               ณ
           ั
ปั จจุบนว่าเป็ นอย่างไร                  และหาเหตุผลที่อธิ บายว่าโครงการพัฒนาระบบนี้ควรดาเนิ นต่อไปหรื อไม่
งานที่สาคัญสาหรับการทางานในขั้นตอนนี้                              คือการกาหนดขอบเขตของระบบที่จะนาเสนอ
หัวหน้าโครงการและทีมนักวิเคราะห์เบื้องต้นจะต้องจัดทาแผนงาน                    ซึ่ งแสดงถึงขั้นตอนการทางานถัดๆ
ไปที่ทีมงานจะทาในโครงการพัฒนาระบบที่นาเสนอ                                 ดังนั้นในแผนงานโครงการที่สร้างขึ้น
นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานการทางานของ                                                                       SDLC
โดยทัวไปที่ถูกนามาปรับปรุ งให้เหมาะสมสาหรับแต่ละโครงการแล้ว
         ่
                                             ้
ยังแสดงให้เห็นถึงเวลาและทรัพยากรที่ตองใช้ในการ
ทางานของโครงการด้วย                             การกาหนดขอบเขตของโครงการจะพิจารณาจากความน่าจะเป็ น
ที่หน่วยงานระบบสารสนเทศจะสามารถพัฒนาระบบสารสนเทศระบบใดระบบหนึ่ง
                                                             ่
เพื่อใช้สาหรับแก้ปัญหาหรื อปรับโอกาสทางธุ รกิจที่มีอยูให้เป็ นประโยชน์กบองค์กร    ั
รวมทั้งการพิจารณาว่าต้นทุนของการพัฒนาระบบสารสนเทศดังกล่าวนั้น
      ้
จะคุมกับผลประโยชน์ที่จะได้จากระบบสารสนเทศนั้นหรื อไม่                                      เมื่อเสร็ จสิ้ นขั้นตอนนี้
หัวหน้าโครงการและทีมงานพัฒนาระบบจะต้องนาเสนอการวิเคราะห์เชิงธุ รกิจ                        (Business            Case)
        ั ้                                                                ั
ให้กบผูบริ หารหรื อคณะกรรมการชุดใดชุดหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้ตดสิ นใจพิจารณาอนุมติหรื อไม่อนุมติ   ั               ั
ให้โครงการพัฒนาระบบที่นาเสนอดาเนินการต่อไป
                                                                                              ้
การวิเคราะห์เชิงธุ รกิจนี้จะเป็ นรายงานการวิเคราะห์รูปแบบหนึ่งที่เน้นให้เห็นถึงความคุมค่าที่จะได้รับจากก
ารลงทุนในโครงการเมื่อเปรี ยบเทียบกับผลประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการ
               3)           การวิเคราะห์ระบบ          (System           Analysis)               ในระหว่างขั้นตอนนี้
                                                               ั
นักวิเคราะห์จะศึกษาถึงกระบวนงานที่องค์กรใช้ในปัจจุบนและระบบสารสนเทศที่ใช้สนับสนุนการทางาน
ต่างๆ ในกระบวนงานเหล่านั้น การวิเคราะห์ประกอบด้วยขั้นตอนการทางานย่อยๆ หลายขั้นตอนด้วยกัน
ขั้นตอนแรกคือการกาหนดความต้องการของระบบ                          (Determination         Of            Requirement)
                    ั                 ้ ้
ในขั้นตอนนี้ นกวิเคราะห์และผูใช้ตองทางานร่ วมกัน
                      ั         ้ ้
เพื่อกาหนดให้ชดเจนว่าผูใช้ตองการอะไรจากระบบที่นาเสนอ
ดังนั้นในขั้นตอนนี้ จะต้องศึกษาอย่างละเอียดเกี่ยวกับการทางานของระบบปั จจุบน           ั
ทั้งในส่ วนที่ทาด้วยมือและที่ทาโดยเครื่ องคอมพิวเตอร์                  ซึ่ งคาดว่าจะถูกทดแทนหรื อขยายต่อเติม
อันเนื่องมาจากส่ วนใดส่ วนหนึ่งของโครงการพัฒนาระบบที่นาเสนอ
                            ้
ขั้นตอนถัดไปนักวิเคราะห์ตองศึกษาถึงข้อกาหนดความต้องการและจัดทาเป็ นโครงสร้างข้อกาหนดความต้อ
งการ                                        โดยคานึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างข้อกาหนดความต้องการเหล่านั้น
และพยายามลดความซ้ าซ้อนต่างๆ                                                                               ้
                                                                                           ที่มีในระบบให้นอยลง
                  ั
ขั้นตอนนี้นกวิเคราะห์สร้างทางเลือกของการออกแบบเบื้องต้นที่สอดคล้องกับข้อกาหนดความต้องการต่าง
ๆที่กาหนด                                                                             จากนั้นขั้นตอนสุ ดท้ายก็คือ
การเปรี ยบเทียบทางเลือกเหล่านี้เพื่อพิจารณาเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดสาหรับการออกแบบ
โดยคานึงถึงปั จจัยต่างๆ                                ทั้งในด้านต้นทุน                                 แรงงาน
                              ู้
และระดับของเทคโนโลยีที่ผบริ หารขององค์กรเต็มใจที่จะให้กระบวนการพัฒนาระบบตามโครงการนี้
ผลลัพธ์ของขั้นตอนการวิเคราะห์คือคาอธิ บายทางเลือกต่างๆ                                    สาหรับการพัฒนาระบบ
พร้อมทั้งทางเลือกที่เป็ นคาตอบซึ่ งทีมนักวิเคราะห์ให้การแนะนา
นักวิเคราะห์จึงเริ่ มทาแผนการจัดหาฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ระบบที่จาเป็ นต่อการสร้างระบบหรื อต่อการทา
งานของระบบที่พฒนาได้ ั
             4)     การออกแบบ             (Design)      ระบบงานใหม่หรื อระบบงานที่ขยายจากระบบงานเดิม
ในระหว่างขั้นตอนนี้                                      นักวิเคราะห์ในทีมงานจะทาการแปลงคาอธิ บายต่างๆ
ของทางเลือกที่เป็ นคาตอบของการแก้ปัญหาให้เป็ นข้อกาหนดคุณลักษณะ (Specification) ทั้งเชิงตรรกะ
(Logical)                        และเชิงกายภาพ                       (Physical)                       ของระบบ
การออกแบบจะพิจารณาเริ่ มจากข้อมูลนาเข้าระบบทางจอภาพ
                                                              ้
และผลลัพธ์ที่จะได้จากระบบทั้งทางจอภาพและรายงานที่ตองการไปจนกระทังถึงฐานข้อมูลและกรรมวิธีกา
                                                                                  ่
รทางานที่ตองมีในระบบจากนั้นจะต้องกาหนดคุณลักษณะเฉพาะทางกายภาพของระบบที่ออกแบบให้อยูใน
                ้                                                                                             ่
รู ปของระบบต้นแบบหรื อในรู ปของเอกสารที่ระบุถึงคุณลักษณะเหล่านั้นอย่างละเอียด
เพื่อให้ผที่สร้างระบบสามารถใช้เป็ นแนวทางในการทางานได้ส่วนหนึ่งของกระบวนการออกแบบ
          ู้
โดยที่ไม่ได้คานึงถึงฮาร์ ดแวร์ หรื อแพลตฟอร์ มของระบบเรี ยกว่า การออกแบบเชิงตรรกะ (Logical Design)
                                                   ั
ในทางทฤษฎีระบบที่ออกแบบควรจะนาไปใช้กบฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ระบบใดๆ                                         ก็ได้
แนวคิดนี้เป็ นการให้แน่ใจว่าสามารถออกแบบระบบให้ทาหน้าที่งานได้ตามที่ต้ งใจ          ั
การออกแบบเชิงตรรกะจึงเน้นที่ความสามารถของระบบในมุมมองของธุ รกิจหรื อของผูใช้เพื่อใช้ถ่ายทอดคุ ้
                                        ้                                               ้
ณลักษณะของระบบในระดับบนกับผูใช้ที่ไม่มีความรู ้ความชานาญด้านเทคนิคเมื่อผูใช้พึงพอใจกับคุณลักษ
ณะของระบบที่ออกแบบในเชิงตรรกะแล้ว                      นักวิเคราะห์จึงเริ่ มแปลงข้อกาหนดคุณลักษณะเหล่านั้น
เป็ นข้อกาหนดคุณลักษณะเชิ งกายภาพ (Physical System Specification) กระบวนการนี้ เรี ยกว่า
การออกแบบเชิงกายภาพ                                          (Physical                                  Design)
                                                   ้
ในขั้นตอนการออกแบบเชิงกายภาพนักวิเคราะห์ตองออกแบบส่ วนต่างๆ
                              ั
ของระบบที่สามารถใช้ปฏิบติงานได้จริ ง ทั้งในด้านการบันทึกข้อมูล
          5)               การพัฒนาและติดตั้งระบบ                          (System              Implementation)
เป็ นขั้นตอนในการนาข้อมูลเฉพาะของการออกแบบมาทา การเขียนโปรแกรมเพื่อให้เป็ นไปตามคุณลักษณะ
และรู ปแบบต่างๆ                                                                                   ที่ได้กาหนดไว้
หลังจากเขียนโปรแกรมเรี ยบร้อยแล้วนักวิเคราะห์จะต้องทาการทดสอบโปรแกรม
ตรวจสอบหาข้อผิดพลาดของโปรแกรมที่พฒนาขึ้นมาและสุ ดท้ายคือการติดตั้งระบบไม่วาจะเป็ นระบบใหม่
                                            ั                                                 ่
                                    ่
หรื อเป็ นการพัฒนาระบบเดิมที่มีอยูแล้ว                 โดยทาการติดตั้งตัวโปรแกรม                   ติดตั้งอุปกรณ์
พร้อมทั้งจัดทาคู่มือและจัดเตรี ยมหลักสู ตรอบรมผูใช้งานที่เกี่ยวข้อง
                                                     ้
          6) ขั้นตอนการซ่อมบารุ งระบบ (System Maintenance) เป็ นขั้นตอนสุ ดท้ายของวงจรพัฒนาระบบ
(SDLC)                                                                        หลังจากระบบใหม่ได้เริ่ มดาเนินการ
    ้                                                        ้
ผูใช้ระบบอาจจะพบกับปั ญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากความไม่คุนเคยกับระบบใหม่
และค้นพบวิธีการแก้ไขปั ญหานั้นเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผูใช้เอง       ้                                  ดังนั้น
นักวิเคราะห์ระบบและโปรแกรมเมอร์ จะต้องคอยแก้ไข
และเปลี่ยนแปลงระบบที่ทาการพัฒนาขึ้นจนกว่าจะเป็ นที่พอใจของผูใช้ระบบมากที่สุด้
           ู้
ปั ญหาที่ผใช้ระบบค้นพบระหว่างการดาเนินงานนั้นเป็ นผลดีในการทาให้ระบบใหม่มีประสิ ทธิ ภาพ
              ้          ้
เนื่องจากผูใช้ระบบเป็ นผูที่เข้าใจในการทางานทางธุ รกิจเป็ นอย่างดี
          ระบบฐานข้ อมูล (Database System)
                                                                      ่
          มณี โชติ สมานไทย (2546: 15-17) ได้กล่าวไว้วา ระบบฐานข้อมูล (Database System)
                                                                                 ั
ประกอบไปด้วย 4 ส่ วนหลักคือ ฐานข้อมูล (Database), ซอฟต์แวร์จดการระบบฐานข้อมูล (DBMS),
โปรแกรมการใช้งานฐานข้อมูล                (Application               Program)              ้
                                                                                     และผูใช้งาน            (User)
ซึ่ งแต่ละส่ วนจะต้องมีความสัมพันธ์กน ั
          ฐานข้อมูล (Database)
          หมายถึงที่สาหรับจัดเก็บข้อมูลรวมทั้งความสัมพันธ์ของข้อมูลเหล่านั้นด้วย
ตัวอย่างความสัมพันธ์ของข้อมูล เช่น “วาสนา” กับ “250/14” มีความสัมพันธ์กนโดยที่ “วาสนา”      ั
เป็ นชื่อของคนๆ หนึ่ง และ “250/14” เป็ นบ้านเลขที่ของคนชื่อ “วาสนา” โดยระบบฐานข้อมูลหนึ่ง ๆ
                      ่
อาจจะมีฐานข้อมูลอยูหลายตัวก็ได้                                 เพื่อประโยชน์ในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป
                ั
สาหรับวิธีจดเก็บข้อมูลนั้นก็เป็ นเช่นเดียวกับแอพพลิเคชันหรื อโปรแกรมประเภทอื่น
                                                           ่                                      ๆ            คือ
ฐานข้อมูลจะเก็บข้อมูลไว้ในไฟล์เช่นกัน                            ู้                                       ่
                                                        โดยที่ผใช้งานจะไม่ทราบเลยว่าข้อมูลถูกเก็บอยูอย่างไร
                                                               ่ ้
และจานวนไฟล์ที่ใช้ในฐานข้อมูลก็จะแตกต่างกันไปตามยีหอของซอฟต์แวร์ ระบบฐานข้อมูล ตัวอย่างเช่น
ฐานข้อมูล Microsoft Access จะเก็บข้อมูลไว้ในไฟล์ *.mdb เพียงไฟล์เดียว ในขณะที่ฐานข้อมูล Oracle
จะมีจานวนไฟล์และประเภทของไฟล์ค่อนข้างมาก
(เพื่อเพิ่มประสิ ทธิ ภาพและใช้ในการทางานของฐานข้อมูลนั้นเอง




                            ั
           ซอฟต์แวร์จดการระบบฐานข้อมูล (Database Management System: DBMS)
                                                                                         ้
           ทาหน้าที่เป็ นตัวกลางระหว่างฐานข้อมูลกับโปรแกรมที่มาใช้งานฐานข้อมูลและผูใช้งานในการติดต่
                                       ู้                         ่
อไปยังฐานข้อมูล เพื่อทางานที่ผใช้งานสั่งมาให้สาเร็ จ ไม่วาจะเป็ นการเก็บข้อมูลเพิ่มลงไปในฐานข้อมูล
                          ้                           ้
การค้นหาข้อมูลที่ตองการ หรื อการลบข้อมูลที่ไม่ตองการแล้วออกจากฐานข้อมูล
           โปรแกรมการใช้งานฐานข้อมูล (Application Program)
                                                ่ ั
           หมายถึงโปรแกรมหรื อแอพพลิเคชันที่พฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เก็บไว้ใฐานข้อมูล
โดยอาจจะเป็ นโปรแกรมที่ทางานบนเครื่ องคอมพิวเตอร์หรื อทางานบนเว็บผ่านอินเตอร์ เน็ตก็ได้
ตัวอย่างของโปรแกรมใช้งานฐานข้อมูลก็คือ
ระบบบริ หารงานบุคคลที่ใช้งานฐานข้อมูลของพนักงานในบริ ษท             ั         หรื อระบบ             Catalog
สิ นค้าบนเว็บซึ่งใช้งานฐานข้อมูลสิ นค้า เป็ นต้น
             ้
           ผูใช้งาน (User)
                                                              ่
           หมายถึงทุกๆ คนที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลไม่วาจะเป็ นผูพฒนาโปรแกรมขึ้นมาใช้งานฐานข้อมูล
                                                                      ้ ั
                                   ้                                          ้
(Application Program), ผูออกแบบฐานข้อมูล (Database Design), ผูดูแลระบบฐานข้อมูล (DBA)
       ้                                                        ั
หรื อผูใช้งานทัวๆ ไป (End User) โดยศิริลกษณ์ โรจนกิจอานวย (2545: 11-12)
                  ่
               ่
ได้กล่าวไว้วาฐานข้อมูลที่ดีควรมีคุณสมบัติ ดังนี้
           1) ไม่ซบซ้อน (Simplicity) เข้าใจได้ง่ายสาหรับผูที่เป็ นบุคลากรด้านคอมพิวเตอร์ และผูใช้ทวไป
                        ั                                   ้                                 ้ ั่
                              ั
           2) อธิบายได้ชดเจน (Express ability)
                                            ่
สามารถอธิ บายโครงสร้างของข้อมูลไม่วาจะเป็ นความหมายข้อมูล ความสัมพันธ์ และข้อกาหนด
(Constraint) ต่างๆ ได้อย่างชัดเจน
           3) ลดความซ้ าซ้อน (Non Redundancy) ข้อมูลหนึ่งๆ จะมีเพียงแห่งเดียว
                      ่
จะไม่ปรากฏอยูหลายแห่งในฐานข้อมูล
           4) น่าเชื่ อถือ หรื อมีความบูรณภาพ (Integrity)
ข้อมูลที่ออกแบบมีความถูกต้องของข้อมูลตามข้อกาหนดองค์กร
                                ่         ้
           5) ข้อมูลที่มีอยูคือข้อมูลที่ตองการ (Minimality)
                    ้
ฐานข้อมูลที่ดีตองประกอบด้วยข้อมูลที่องค์กรต้องการใช้อย่างครบถ้วนและต้องไม่รวมข้อมูลที่ไม่ตองการใ  ้
         ่
ช้งานอยูในฐานข้อมูล
           6) ขยายขอบเขตได้ (Extensibility) สามารถปรับขยายและรองรับการขยายตัวของการใช้ฐานข้อมูล
          ระบบ Client/Serve
                                                                        ่
          สุ ชาย ธนวเสถียร และนริ นทร์ อัครพิเชษฐ (2542:17) ได้กล่าวไว้วา ระบบ Client/Server
เป็ นสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ ที่ระบบซอฟต์แวร์ได้รับการออกแบบให้แยกออกเป็ น        2        ส่ วน
ส่ วนแรกเรี ยกว่าส่ วน Client และอีกส่ วนเรี ยกว่าส่ วน Server ซอฟต์แวร์ ส่วน Client
ต้องสื่ อสารต่อติดกับส่ วน Server โดยที่ซอฟต์แวร์ Client จะขอใช้ขอมูลจากซอฟต์แวร์ ส่วน Server
                                                                 ้
ซอฟต์แวร์ ส่วน Server จะทาการตอบสนองโดยการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล แล้วส่ งไปยังส่ วน Client
เพื่อการประมวลผลต่อไป



          บัณฑิต จามรภูติ (2542: 9) ได้สรุ ปรู ปแบบของ Client/Serve ที่ใช้งานมีอยู่ 4 ชนิดด้วยกัน คือ
          1)                                         Stanalone                                       Client/Server
                     ู้                                  ่                  ้
การทางานแบบนี้ผให้บริ การหรื อเซิ ร์ฟเวอร์ จะอยูบนเครื่ องเดียวกับผูขอใช้บริ การหรื อไคลเอ็นต์
                                                   ้                   ้
ทาให้มีความเร็ วในการติดต่อสื่ อสารระหว่างผูให้บริ การและผูขอใช้บริ การสู งมาก
แต่ประสิ ทธิ ภาพในการประมวลผลระบบฐานข้อมูลจะลดลงบ้าง ระบบนี้เรี ยกอีกอย่างว่า Tiny Client/Server
          2)      Department       Client/Server                 หรื อ   LAN        based       single      Server
การทางานแบบนี้ จะมีผให้บริ การเกี่ยวกับฐานข้อมูล แอพพลิเคชัน ฯลฯ อยูบนเครื่ องเซิ ร์ฟเวอร์
                        ู้                                                    ่               ่
        ้                        ่
และผูขอใช้บริ การทั้งหลายจะอยูบนเครื่ องไคลเอ็นต์ โดยจะเชื่อมต่อกันด้วยระบบเครื อข่ายท้องถิ่น (LAN)
และมีมิดเดิลแวร์            (Middleware)                                          ่
                                                           เป็ นตัวกลางที่ทางานอยูระหว่างไคลเอ็นต์และเซิ ร์ฟเวอร์
                               ้
การติดต่อสื่ อสารกันระหว่างผูให้บริ การ                        ้
                                                      และผูขอใช้บริ การจะช้ากว่าแบบ             Stan        Alone
                                                      ู้
เพราะจะต้องติดต่อผ่านระบบเครื อข่าย ยิงถ้ามีผขอใช้บริ การเข้ามาดึงข้อมูลกันครั้งละมากๆ หลายๆ เครื่ อง
                                            ่
                                    ั
ประสิ ทธิ ภาพจะลดลงอย่างเห็นได้ชด วิธีเพิมประสิ ทธิ ภาพก็คือการเพิมเครื่ องเซิ ร์ฟเวอร์ ข้ ึนในระบบ
                                                ่                               ่
          3)                                         Workgroup                                       Client/Server
การทางานแบบเวิร์กกรุ๊ ปนี้จะเป็ นกลุ่มของเซอร์ ฟเวอร์ ที่หลากหลายแพลตฟอร์ ม                                   ้
                                                                                                       หลายผูผลิต
                                              ั
มีความแตกต่างกันของเซิ ร์ฟเวอร์ แต่ท้ งหมดนี้จะเชื่ อมต่อกันทางระบบเครื อข่าย LAN และ WAN
และใช้มิดเดิลแวร์มาตรฐานในการทางาน
          4)                                         Enterprise                                      Client/Server
การทางานแบบเอ็นเทอร์ไพท์หรื อระดับองค์กรจะทาให้มีการเชื่อมโยงเครื่ องเซิ ร์ฟเวอร์ หรื อโฮสต์ต่างแพลต
ฟอร์ มเข้าด้วยกัน                                 ทาให้มีการใช้ทรัพยากรบนระบบได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพสู งสุ ด
                                                                                          ่
โดยที่ไคลเอ็นต์สามารถจะเลือกใช้ทรัพยากร ฐานข้อมูลจากเซิ ร์ฟเวอร์ เครื่ องใดก็ได้ผานทางมิดเดิลแวร์
          พี เอช พี (Hypertext Preprocessor: PHP)
          พร้อมเลิศ หล่อวิจิตร (2550:33) ได้กล่าวถึง พี เอช พี หมายถึงโปรแกรม (Programming Language)
ซึ่ งไม่เหมือนกับ       HTML        ที่เป็ นเพียงภาษาสาหรับอธิบายหน้าเอกสาร                 แต่พี      เอช      พี
เป็ นภาษาโปรแกรมฝั่งเซิ ร์ฟเวอร์ เนื่องจากโค๊ดพี เอช พี จะถูกประมวลผลที่ฝั่งเว็บเซิ ร์ฟเวอร์
ซึ่ งต่างจากภาษาหรื อเทคโนโลยีอย่างเช่น            JavaScript,              Flash         หรื อ      ActiveX
                                                       ้                  ้
ที่จะถูกประมวลผลโดยโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ ที่ฝั่งผูใช้ ดังนั้นผูใช้จึงไม่มีโอกาสเห็นพี เอช พี
ที่เราเขียนใน          PHP        Page     เพราะว่าโค๊ดเหล่านี้จะถูกประมวลผลไปจนหมดที่ฝั่งเว็บเซิ ร์ฟเวอร์
แล้วได้ผลลัพธ์ออกมาเป็ นข้อความธรรมดาและแท็กในภาษา HTML เท่านั้น
           อนรรฆนงค์ คุณมณี (2550:5-8) ได้กล่าวถึงรู ปแบบการทางานของเว็บเพจทัวไปกับรู ปแบบที่ใช้
                                                                                             ่
PHP              ว่ามีความแตกต่างกันคือ        กลไกการทางานของเว็บเพ็จทัวไปที่เป็ นภาษา
                                                                                  ่                    HTML
นั้นเมื่อผูใช้เปิ ดเว็บบราวเซอร์ โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ ของผูใช้ก็จะร้องขอไปยังเว็บเซิ ร์ฟเวอร์
           ้                                                 ้
เว็บเซิร์ฟเวอร์ ก็จะส่ งไฟล์เว็บเพ็จ         HTML              กลับมาแสดงผลบนหน้าเว็บบราวเซอร์ของผูใช้     ้
สาหรับไฟล์เว็บเพจที่มีภาษา                                 PHP                                        ่ ้
                                                                                                รวมอยูดวยนั้น
เมื่อผูใช้เปิ ดเว็บบราวเซอร์ โปรแกรมเว็บบราวเซอร์จะร้องขอไฟล์ PHP ไปยังเว็บเซิ ร์ฟเวอร์ ก็จะเรี ยก PHP
        ้
Engine                        ขึ้นมาแปลไฟล์                    PHP                      และติดต่อกับฐานข้อมูล
แล้วส่ งผลลัพธ์ที่ได้จากการแปลและประมวลผลเป็ นภาษา                                                     HTML
                                        ู้
ทั้งหมดกลับไปยังเว็บบราวเซอร์ ให้ผใช้ได้นาไปใช้งานต่อไป
           ฐานข้ อมูลเชิ งสั มพันธ์ (My SQL)
           มณี โชติ สมานไทย (2546:255) ได้กล่าวถึง My SQL ว่าเป็ นโปรแกรมบริ หารจัดการด้านฐานข้อมูล
โดยการทางานในลักษณะฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์                 (Relation               Database        Management)
ซึ่ งหมายถึงฐานข้อมูลที่แยกข้อมูลไปเก็บในหน่วยย่อย                  ซึ่ งเรี ยกว่าตารางข้อมูล          (Table)
แทนที่จะเก็บข้อมูลทั้งหมดรวมกันเอาไว้แห่งเดียว
แต่ละหน่วยย่อยที่ใช้เก็บข้อมูลต่างมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอยู่                                          เช่น
                                                                                                   ั
ข้อมูลของสิ นค้าซึ่ งสามารถจัดเก็บแยกกันได้ แล้วอาศัยรหัสของสิ นค้าในการเรี ยกค้นข้อมูลที่จดแยกเอาไว้
ซึ่ งการเข้าไปจัดการกับข้อมูลจะใช้ภาษา SQL (Structured Query Language)

งานวิจัยทีเ่ กี่ยวข้ อง
         - ระบบประเมินการสอนของอาจารย์ กรณี ศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานคริ นทร์ (รุ จิรา วาสิ การ : 2548)
         - ระบบประเมินผลการฝึ กอบรม แบบออนไลน์ ศูนย์คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ (อัจฉรา
เรื องประทุม : 2548)
         - ระบบประเมินการสอนของอาจารย์ แบบออนไลน์ กรณี ศึกษาวิทยาลัยการอาชีพปัตตานี
(สุ รเชษฎ์ วงศ์สุวรรณ : 2548)
         - ระบบประเมินระดับความพึงพอใจของนักศึกษาต่อคุณภาพการสอนของอาจารย์
                                                              ิ ั
และสิ่ งสนับสนุนการเรี ยนรู ้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรี วชย (วันเพ็ญ จิตตพงศ์ : 2550)
                         ้
        - ระบบประเมินผลผูสอนแบบออนไลน์ กรณี ศึกษาโรงเรี ยนอุดมศึกษาพาณิ ชยการ (อภิรักษ์
พันธุ์พณาสกุล : 2550)

ขอบเขตของการวิจัย
                                                                 ้
      1. ศึกษา วิเคราะห์ และออกแบบระบบประเมินความพึงพอใจของผูป่วยในการเข้ารับการรักษา
                                     ้
         ผ่านระบบออนไลน์ งานหอผูป่วยหนัก โรงพยาบาลสงขลา
                                              ้
      2. พัฒนาระบบประเมินความพึงพอใจของผูป่วยในการเข้ารับการรักษา         ผ่านระบบออนไลน์
                  ้
         งานหอผูป่วยหนัก โรงพยาบาลสงขลา
      3. ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องสามารถใช้งานระบบประเมินความพึงพอใจของผูป่วยในการเข้ารับการรัก
                                                                     ้
         ษา ผ่านระบบออนไลน์ ได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ

           1. พยาบาลแผนกหอผู้ป่วยหนัก มีขอบเขตการทางานดังนี้
                                                                  ้
              สามารถบันทึกข้อมูลโดย การเพิม แก้ไข ลบ ข้อมูลของผูป่วย
                                             ่
              สามารถเพิ่มและแก้ไขรายละเอียดของแบบสอบถาม
              สามารถออกรายงานตอบสนองความต้องการได้
           2. หัวหน้ าแผนกหอผู้ป่วยหนัก มีขอบเขตการทางานดังนี้
                                                                    ้
              สามารถบันทึกข้อมูลโดย การเพิ่ม แก้ไข ลบ ข้อมูลของผูป่วย
              สามารถเพิ่มและแก้ไขรายละเอียดของแบบสอบถาม
              สามารถดูรายงานต่างๆในภาพรวมของหน่วยงานได้ตรงความต้องการ

            ิ
ระเบียบวิธีวจัย
 ขั้นที่              วัตถุประสงค                          กิจกรรม                     ่
                                                                                สิ่ งทีได
   1       การกาหนดขอบเขตและวางแผนโครงการ
           - ศึกษาทาความเข าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับ - ศึกษาป ญหาที่เกิดขึ้นจาก - Proposal
             การกระบวนการทางานของพยาบาลแพ          ก             า             ร
             ท ย์ ผู้ ท า ก า ร รั ก ษ า แ ล ะ     ดาเนิ นงานและระบุสาเหตุข
                               ้
             หัวหน้าแผนกหอผูป่วยหนัก               องป ญหา
                                                              ้
                                                 - วิเคราะห์ขอมูลที่จะต้องมีเพิ่
                                                   มเติมจากที่มีอยูเ่ ดิมและจาเป็
                                                   นต้องใช้ในการพัฒนา
   2       การวิเคราะห์ ระบบ (Analysis)
    - วิเคราะห และหาความต องการของ - กาหนดขอบเขตความ                   - E-R
                        ั
      ระบบงานในปัจจุบนโดยนาข อมูลที่ได้ ต องการของระบบใหม                Diagram
      จากขั้นตอนที่ 1 มาวิเคราะห ใน     และ                            - Data Flow
      รายละเอียด                          ขอบเขตของฐานข อมูล             Diagram
                                        - สร างแบบจาลอง
                                        Conceptual
                                          Data Model



3   การออกแบบระบบ (Design)
                             ั
    - ออกแบบโครงสร างระบบที่พฒนา         - ออกแบบจอภาพการรับ           - Data
                                           ข อมูลเข าและการแสดง          Dictionary
                                         ผล                            - โครง
                                           ข อมูล                      สร างระบ
                                         - นา E-R diagram จากขั้นตอน   บ
                                           ที่สองมาออกแบบเป น
                                           DBMS
                                         - กาหนด Data Integrity

4   การพัฒนา (Development)
    - พัฒนาโปรแกรมด วยชุดคาสั่งเพื่อสร   - พัฒนาโปรแกรมจากที่ได ท - ชุดคาสั่ง
       าง                                า                          (Source
      ระบบงาน                                                       Code)
                                         การวิเคราะห และออกแบบไว้
5   การทดสอบและปรับปรุ งแก้ ไข (Testing)
    - ทดสอบระบบก อนนาไปใช งานจริ ง - ตรวจสอบและปรับปรุ งแก้ไข - Testing
                                           การทางานของโปรแกรมให้    Report
                                           ตรงกับที่ได้วิเคราะห และ
                                           ออกแบบไว้
                                         - ตรวจสอบ syntax ของภาษา
6   จัดทาเอกสารประกอบ (Document)
         - จัดทาเอกสารประกอบโปรแกรม               - จัดทาเอกสารประกอบ       - คู มือกา
                                                    โปรแกรม                 ร
                                                                              ใช งาน
                                                                            - คู มือ
                                                                              โปรแกรม

ระยะเวลาการทาวิจัย
       เดือนกรกฎาคม 2553 – เดือนมีนาคม 2554




แผนการดาเนินงานตลอดการวิจัย
ระยะเวลาการดาเนินงาน

       ช่ วงที่ 1
 กิจกรรม/ขั้นตอนการดาเนินงาน                              เดือน
                                  กรกฎาคม     สิ งหาคม   กันยายน   ตุลาคม   พฤศจิกายน
 การกาหนดขอบเขตและวางแผน
 โครงการ
 ศึกษาทาความเข าใจเบื้องต้นเกี่
ยวกับการกระบวนการทางานขอ
งพยาบาลแพทย์ผู้ท าการรั ก ษา
                     ้
และ หัวหน้าแผนกหอผูป่วยหนัก
การวิเคราะห์ ระบบ
วิเคราะห และหาความต องก
                       ั
ารของระบบงานในปัจจุบนโดย
นาข อมูลที่ได้จากขั้นตอนที่ 1
มาวิเคราะห ในรายละเอียด
การออกแบบระบบ
ออกแบบโครงสร างระบบที่พ ั
ฒนา




      ช่ วงที่ 2
กิจกรรม/ขั้นตอนการดาเนินงาน                         เดือน
                                ธันวาคม   มกราคม   กุมภาพันธ์   มีนาคม   เมษายน
การพัฒนา
พัฒนาโปรแกรมด วยชุดคาสั่งเ
พื่อสร างระบบงาน
การทดสอบและปรับปรุ งแก้ ไข
ทดสอบและปรับปรุ งแก้ไขระบบ
ก อนนาไปใช งานจริ ง
 จัดทาเอกสารประกอบ
 จัดทาเอกสารประกอบโปรแกรม
 และทารายงาน –
 คู่มือการใช้งานระบบ

      ่
สถานทีทาการวิจัย
            ้
        หอผูป่วยหนักโรงพยาบาลสงขลา อาเภอเมือง จังหวัดสงขลา

วัสดุอุปกรณ์ การทาวิจัย
         ฮาร์ ดแวร์
         1. คอมพิวเตอร์ ส่วนบุคคล (Personal Computer) มีรายละเอียด ดังนี้
              - CPU Intel Core 2 Duo 2.6 GHz
              - VGA Gefore 9800 GT
              - RAM 2 GB
              - Harddisk 500 GB
              - Monitor Samsung LCD 21”
         2. เครื่ องพิมพ์ (Printer)
         ซอฟต์ แวร์
                        ั
         1. ระบบปฏิบติการ Microsoft Windows XP Professional Service Pack 2
                               ั
         2. โปรแกรมที่ใช้พฒนา PHP
         3. โปรแกรมที่ใช้สร้างฐานข้อมูล MySQL
         4. โปรแกรมที่ใช้สร้างเว็บไซต์ Joomla CMS
         5. โปรแกรมที่ใช้สร้างเว็บไซต์ Dream Weaver 8
         6. โปรแกรมที่ใช้จาลอง Web Server Appserv
         7. โปรแกรมที่ใช้ตกแต่งภาพ Photoshop CS3
                                    ั
         8. โปรแกรมสาหรับใช้จดทาเอกสาร Microsoft Word 2007

งบประมาณในการดาเนินงาน
      ประมาณการ 8,000 บาท
                                             บรรณานุกรม

ยุทธนา         แซ่เตียว.      Measurement              Analysis      Knowledge       Management        :
การวัดการวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ สร้ างองค์ กรอัจฉริยะ. กรุ งเทพฯ : สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ,
2547
พสุ เตชะริ นทร์ . เส้ นทางกลยุทธ์ ส่ ู การปฏิบัติด้วย Balanced Scorecard และ Key Performance Indicators.
กรุ งเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544
ดนัย เทียนพุฒ. ดัชนีวดผลสาเร็จธุรกิจ (KPIs) และการประเมินอย่ างสมดุล (BSC). กรุ งเทพฯ : บริ ษทดี
                        ั                                                                       ั
เอ็นที คอนซัลแตนท์ จากัด, 2546
วีระเดช เชื้อนาม. เขย่า Balance Scorecard. กรุ งเทพฯ : ดวงกลมสมัย, 2547
สิ ทธิ ศกดิ์ พฤกษ์ปิติกุล. การบริการกลยุทธ์ และผลสั มฤทธิ์ขององค์ กรด้ วยวิธี Balanced
            ั
Scorecard.กรุ งเทพฯ : สมาคมส่ งเสริ มเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น), 2546
วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ. เรียนรู้ ระบบเครือข่ าย. กรุ งเทพฯ : ไมโครซอฟท์เพรส, 2543
          ั
สิ ทธิชย ประสานวงศ์. เครือข่ ายคอมพิวเตอร์ . กรุ งเทพฯ : ซอฟท์เพรส, 2540
ศรี ไพร ศักดิ์รุ่งศากุล. เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และสารสนเทศ. กรุ งเทพฯ : ซี เอ็ด ยูเคชัน, 2544
                                                                                       ่
วาสนา สุ ขกระสานติ. โลกของคอมพิวเตอร์ และสารสนเทศ. กรุ งเทพฯ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
2540
              ั
กิตติ ภักดีวฒนะกุล และพนิดา พานิชกุล. คัมภีร์การวิเคราะห์ และออกแบบระบบ. กรุ งเทพฯ : เคทีพี คอมพ์
แอนด์ คอนซัลท์, 2546
มณี โชติ สมานไทย. คู่มือการออกแบบฐานข้ อมูล และภาษา SQL ฉบับผู้เริ่มต้ น. นนทบุรี : อินโฟเพรส,
2546
สุ ชาย ธนวเสถียรและนริ นทร์ อัครพิเชษฐ. Fundamental of Visual Basic Client-Server Programming.
กรุ งเทพฯ : ซี เอ็ด ยูเคชัน, 2542
บัณฑิต จามรภูติ. การประยุกต์ ใช้ ระบบไคลเอ็นต์ เซิร์ฟเวอร์ . กรุ งเทพฯ: เม็ดทรายพริ้ นติงค์, 2542
                                                                                         ั่
พร้อมเลิศ หล่อวิจิตร. คู่มือเรี ยน PHP และ MySQL สาหรับผู้เริ่มต้ น. กรุ งเทพฯ : โปรวิชน, 2550
อนรรฆนงค์ คุณมณี . Basic of PHP. นนทบุรี : ไอดีซีฯ, 2550
มณี โชติ สมานไทย. คู่มือการออกแบบฐานข้ อมูล และภาษา SQL ฉบับผู้เริ่มต้ น. นนทบุรี : อินโฟเพรส,
2546
ผศ.ดร.ณัฏฐพันธ์ เชจรนันทน์ และ ผศ.ดร.ไพบูลย์ เกียรติโกมล. ระบบสารสนเทศเพือการจัดการ.กรุ งเทพฯ
                                                                                     ่
        ั
: บริ ษท ซี เอ็ดยูเคชัน จากัด (มหาชน), 2545
                      ่

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Tags:
Stats:
views:23
posted:9/29/2012
language:Unknown
pages:25