e0b8a3e0b8b0e0b89ae0b89ae0b980e0b8a8e0b8a3e0b8a9e0b890e0b881e0b8b4e0b888 e0b89ae0b88a 17 e0b888e0b8a884 by QEg9iD

VIEWS: 1 PAGES: 12

									                                  ระบบเศรษฐกิจและระบบการเงิน
ระบบเศรษฐกิจ
         หมายถึง การรวมตัวกันเป็ นกลุ่มของหน่วยเศรษฐกิจ
ซึ่ งประกอบด้วยบุคคลหรื อสถาบันที่ทาหน้าที่เฉพาะอย่างในเศรษฐกิจ เพื่อกาหนดว่าผลิตอะไร ผลิตอย่างไร
จานวนมากน้อยเท่าใด
เมื่อผลิตแล้วจะจาหน่ายแจกจ่ายให้แก่ใครจึงจะเกิดประโยชน์และมีประสิ ทธิภาพมากที่สุด


ความเชื่อมโยงของภาคเศรษฐกิจ
       ภาคเศรษฐกิจภายใต้ระบบเศรษฐกิจมหภาค แบ่งออกเป็ น 5 ภาคใหญ่ ๆ ดังนี้ (รัตนา สายคณิ ต,
2552, หน้า 8-11)
                                                            ่
        1. ภาคครัวเรื อน (household) หรื อบางทีเรี ยกภาคนี้วาเป็ นภาคการบริ โภค (consumption sector)
                                                                 ่
และเพื่อความง่ายจะถือว่าภาคนี้เป็ นเจ้าของการผลิตทั้งหมด ไม่วาจะเป็ นที่ดิน (land) แรงงาน (labor)
                   ้
ทุน (capital) และผูประกอบการ (entrepreneur) ฉะนั้นเจ้าของปั จจัยที่ได้ทาการผลิตในระยะหนึ่งปี
จงได้รับผลตอบแทนในรู ปค่าเช่า (rent) ค่าจ้าง (wage + salary) ดอกเบี้ย (interest) และกาไร (profit)
เมื่อภาคครัวเรื อนได้รับผลตอบแทนจากปั จจัยการผลิตดังกล่าว ก็จะใช้ส่วนหนึ่งของรายได้จ่ายภาษี (taxes)
ให้แก่ภาครัฐบาล (government sector) อีกส่ วนหนึ่งก็จะใช้ซ้ื อสิ นค้าและบริ การ (goods and services)
สาหรับการอุปโภคบริ โภค (consumption) และส่ วนที่เหลือก็จะนาไปฝากไว้ในรู ปเงินออม (saving)
กับสถาบันการเงิน (financial institutions) เช่น ธนาคาร เป็ นต้น
        2. ภาคธุ รกิจ (business sector) ซึ่ งประกอบด้วยหน่วยผลิต (firms) ที่ทาการผลิตสิ นค้าและบริ การ
ภาคนี้บางทีเรี ยกว่า ภาคการผลิต (producing sector) ซึ่ งทาการซื้ อปั จจัยการผลิตต่าง ๆ จากภาคครัวเรื อน
เพื่อมาผลิตเป็ นสิ นค้าและบริ การ แล้วก็ขายให้ภาคครัวเรื อนเพื่อบริ โภคต่อไป
                                                                              ั
         3. ภาครัฐบาล (government sector) ภาครัฐบาลมีหน้าที่เก็บภาษีท้ งจากภาคครัวเรื อน (household)
และจากภาคธุ รกิจ (business) เมื่อมีรายได้ในรู ปภาษี (tax revenue)
จะนาภาษีของประเทศจัดสรรผ่านงบประมาณ (budget) เป็ นรายจ่ายของรัฐบาล (government expenditure)
                                     ั
ในการซื้ อสิ นค้า บริ การ วัสดุ ครุ ภณฑ์ และอื่น ๆ เพื่อบาบัดทุกข์ บารุ งสุ ข และพัฒนาประเทศ
โดยจ่ายกลับเข้าไปในระบบเศรษฐกิจที่ภาคครัวเรื อนและภาคธุ รกิจ ถ้ารัฐบาลเก็บภาษี (T) แล้ว แต่จ่าย (G)
กลับเข้าไปในระบบเศรษฐกิจช้า ย่อมมีผลกระทบต่อการหดตัว หรื อขยายตัวของระบบเศรษฐกิจ
         4. ภาคสถาบันการเงิน (monetary sector) ภาคนี้รับฝากเงินออม (saving)
จากภาคครัวเรื อนแล้วเปลี่ยนเงินออม (saving) เป็ นเงินลงทุน (investment) ให้ภาคธุ รกิจกูเ้ พื่อลงทุนต่อไป
ภาคสถาบันการเงินได้รับประโยชน์จากส่ วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
ถ้าภาคสถาบันการเงินระดมเงินออมแล้วแต่จ่ายกลับเข้าไปในระบบเศรษฐกิจเป็ นรู ปเงินลงทุนช้า
ย่อมมีผลกระทบต่อการหดตัวหรื อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจได้
ฉะนั้นจึงจาเป็ นต้องส่ งเสริ มการออมและการลงทุน เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวต่อไปได้
          5. ภาคต่างประเทศ (foreign sector) สิ นค้าและบริ การที่เราผลิตขึ้นมาในรอบหนึ่งปี
             ้
ส่ วนหนึ่งผูบริ โภคซื้ อไปเพื่ออุปโภคบริ โภค (C) และอีกส่ วนหนึ่งภาคธุ รกิจซื้ อไปเพื่อการลงทุน (I)
                                                               ั
และอีกส่ วนรัฐบาล (G) ก็ซ้ื อไปอุปโภคบริ โภครวมทั้งโอนให้กบภาคครัวเรื อน
สาหรับส่ วนที่เหลือก็จะขายให้ต่างประเทศ (export)
ขณะเดียวกันก็มีสินค้าและบริ การบางชนิ ดที่เราผลิตเองไม่ได้ หรื อผลิตไม่พอเพียงสาหรับใช้ภายในประเทศ
จึงจาเป็ นต้องมีการนาเข้า (import) จากต่างประเทศ
                                                             ้
อีกทั้งภาคต่างประเทศยังเป็ นแหล่งของเงินทุนและแหล่งเงินกูอีกด้วย
         สิ นค้าและบริ การที่เรานาเข้ามาในแต่ละปี นอกจากจะเป็ นสิ นค้าบริ โภคและสิ นค้าทุนแล้ว
ยังเป็ นแหล่งที่มาของการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ บางประเทศเจริ ญก้าวหน้า
เพราะได้แนวคิดจากนวัตกรรมของสิ นค้าต่างประเทศ แล้วนามาพัฒนาให้ดีกว่าเดิม
หลังจากนั้นก็ส่งกลับไปขายต่อยังต่างประเทศ ความเชื่อมโยงของภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ดังกล่าว
(ดังแสดงในภาพ)




         เครื่ องหมาย (–) ในภาพ หมายถึง จานวนเงินถูกดึงออกจากระบบเศรษฐกิจ หรื อออกจากมือ
          ประชาชน หรื อธุ รกิจร้านค้าทัวไป เช่น ภาษี (tax) มีเครื่ องหมายเป็ นลบ (–)
                                       ่
                                             ่
เพราะเงินไหลออกจากระบบเศรษฐกิจไปอยูในคลังของรัฐบาล แต่เมื่อรัฐบาลจ่ายกลับเข้ามา (G)
ก็จะมีเครื่ องหมายบวก (+) ในทานองเดียวกัน เงินออม (saving) จะมีเครื่ องหมายลบ (–)
                                                    ่
เพราะเงินไหลจากมือประชาชนและร้านค้าเข้าไปอยูในธนาคารหรื อสถาบันการเงิน
แต่เมื่อมีการกูเ้ งินไปลงทุนจากธนาคาร เงินนั้นก็ไหลกลับเข้าสู่ ระบบเศรษฐกิจเป็ นรู ปของเงินลงทุน (I)
ก็จะมีเครื่ องหมายเป็ นบวก (+) เช่นเดียวกัน การส่ งออก (X) มีเครื่ องหมายบวก (+)
เพราะเราได้เงินตราต่างประเทศแล้วแลกเป็ นเงินบาทหมุนเวียนในระบบต่อไป ส่ วนการนาเข้า (M)
มีเครื่ องหมายลบ (–) เพราะการนาเข้าทาให้เงินตราต่างประเทศไหลออกจากระบบเศรษฐกิจ
                                               ่
และเงินบาทก็ไหลจากมือประชาชนเข้าไปอยูในสถาบันการเงินในขั้นตอนการแลกเปลี่ยนเงินตรา


  ่
ทีมา http://www.idis.ru.ac.th/report/index.php?topic=5887.0
ระบบการเงิน
                                                 ู้       ้
        หมายถึง ระบบที่เอื้ออานวยความสะดวกให้ผออมและผูลงทุนมาพบกัน
                                                            ้้ ้
โดยมีตลาดการเงินเป็ นตัวกลางซึ่งมีสถาบันสาคัญคือ นายหน้า ผูคา ผูประกันการขาย
ศูนย์กลางที่ให้บริ การทางด้านการขาย ตลอดจนกรอบกฎหมาย
ตลาดการเงินจึงมีบทบาทสาคัญในระบบเศรษฐกิจ


        ้
ปัจจัยพืนฐานที่เสริมความมั่นคงของระบบการเงิน

                            ั่
       ระบบสถาบันการเงินที่มนคงและมีประสิ ทธิ ภาพจะช่วยเกื้อหนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างยังยืน
                                                                                            ่
                                                                ่ ั
และมีเสถียรภาพ การที่ระบบสถาบันการเงินจะมีความมันคงได้จะขึ้นอยูกบ สองปั จจัยหลัก คือ
                                                 ่

           ประการแรก ความมันคงและความมีประสิ ทธิ ภาพของตัวสถาบันการเงินเอง
                           ่

           ประการที่สอง การมีปัจจัยแวดล้อมหรื อปั จจัยพื้นฐานที่เหมาะสม

          ทั้งนี้ เพราะสถาบันการเงินต้องพึ่งพาปั จจัยภายนอกหลายประการในการประกอบธุ รกิจ อาทิ
กรอบกฎหมายทางการเงินที่ระบุสิทธิ หน้าที่ของทุกฝ่ ายที่เกี่ยวข้องในการทาธุ รกรรมทางการเงิน พึ่งพาผูชา
                                                                                                  ้
                                    ้          ้
นาญการจากวิชาชีพต่าง ๆ เช่น ผูสอบบัญชี ผูประเมินราคาทรัพย์สิน
ที่ปรึ กษาทางกฎหมาย ตลอดจนต้องอาศัยกลไกตลาดเงินตลาดทุนในการทาธุ รกรรมทางการเงิน
พึ่งพาระบบข้อมูล เช่น ข้อมูลความสามารถในการชาระหนี้ของลูกหนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจ เป็ นต้น
ดังนั้นปั จจัยพื้นฐานเหล่านี้จึงถือว่ามีความสาคัญอย่างยิงต่อการประกอบธุ รกิจของสถาบันการเงิน
                                                        ่

             ระบบสถาบันการเงินประกอบด้วยสถาบันการเงินหลายประเภท อาทิ ธนาคารพาณิ ชย์
                                                 ั
ซึ่ งเป็ นผูเ้ ล่นที่ใหญ่ที่สุดในระบบ รวมถึงบริ ษทเงินทุน สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐต่าง
          ั
ๆ บริ ษทหลักทรัพย์ บริ ษทประกัน ั
เป็ นต้น ปั จจัยพื้นฐานที่มีความสาคัญสาหรับสถาบันการเงินแต่ละประเภทอาจแตกต่างกันไปบ้าง แต่โดยรว
                                                                                          ั
มแล้วปั จจัยที่ได้กล่าวถึงข้างต้นจะมีความสาคัญโดยส่ วนรวม สาหรับธนาคารพาณิ ชย์และบริ ษทเงินทุนที่
ธปท. กากับดูแลโดยตรงนั้น ปั จจัยพื้นฐานที่สาคัญสรุ ปได้ดงนี้ ั
            1. กรอบกฎหมายและเกณฑ์การกากับดูแลสถาบันการเงิน

            2. ระบบข้อมูลและมาตรฐานวิชาชีพในบริ การพื้นฐาน และทรัพยากรบุคคล

                                                        ้
            3. โครงสร้างระบบการเงินที่มีตลาดการเงินและผูให้บริ การต่าง ๆ อย่างครบถ้วน

            4. ภาวะเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพและนโยบายเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือ

                                     ้
            5. ความรู้ความเข้าใจของผูใช้บริ การสถาบันการเงิน


ระบบการเงินไทย

          ในระบบเศรษฐกิ จเสรี
                                                                                  ้
ระบบการเงิ นเป็ นกลไกสาคัญยิ่งในการจัดสรรทรัพยากรระหว่างภาคเศรษฐกิจจากผูที่มีเงินออมไปยังผูที่ต้ ้
องการเงินทุน ซึ่ งจะก่อให้เกิดการลงทุน การผลิต
และการจ้างงานอันเป็ นแรงขับเคลื่อนสาคัญที่ทาให้เศรษฐกิจของประเทศเจริ ญเติบโตและมีเสถียรภาพ
ทั้งนี้ระบบสถาบันการเงินที่มีประสิ ทธิ ภาพจะช่วยส่ งเสริ มหน้าที่ของระบบการเงินให้สามารถดาเนินไปได้อ
ย่างราบรื่ น

หน้ าที่ของระบบการเงิน

       1. ระดมเงินทุนและจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจ

            1.1 การระดมและจัดสรรเงินทุนผ่ านตลาดทุนโดยไม่ ผ่านตัวกลางทางการเงิน


     ้                          ้                                                        ้ ้
โดยผูมีเงินออมสามารถปล่อยเงินกูหรื อลงทุนโดยตรงในตลาดทุนด้วยการซื้ อหลักทรัพย์ที่ออกโดยผูที่ตองก
                    ู้
ารระดมทุน กรณี น้ ีผลงทุนต้องรับความเสี่ ยงจากระดมทุนและตัดสิ นใจลงทุน

          1.2
การระดมทุนและจัดสรรเงินทุนผ่ านตลาดทุนโดยผ่ านสถาบันการเงินซึ่งทาหน้ าทีเ่ ป็ นตัวกลางทางการเงิน


ธนาคารพาณิ ชย์เป็ นสถาบันการเงินที่สาคัญในการระดมเงินออมจากประชาชนและปล่อยสิ นเชื่อให้ภาคธุ รกิ
จ ภาครัฐ และภาคครัวเรื อน
ในกรณี น้ ีสถาบันการเงินจะทาหน้าที่ในการประเมินความเสี่ ยงในการในการให้สินเชื่อและรับความเสี ยหาย
     ้
แทนผูฝากเงินระดับหนึ่ง

        2. ชาระราคาสิ นค้ าและบริการ
            บทบาทเดิมที่สาคัญทางการเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิ ชย์ คือ
                                                     ั ้
การเป็ นตัวกลางในการโอนเงินและการชาระเงิน ปั จจุบนผูให้บริ การประเภท Non-banks
และสร้างสรรพสิ นค้าต่างทาหน้าที่เป็ นตัวกลางชาระค่าสิ นค้าและบริ การต่างๆด้วย
การทาหน้าที่เป็ นตัวกลางในการชาระค่าสิ นค้าและบริ การต่าง ๆ
จะช่วยลดความเสี่ ยงของคู่สัญญาหรื อผูซ้ื อในการชาระเงินและผูขายในการส่ งมอบสิ นค้าและบริ การ
                                        ้                   ้
ยกตัวอย่าง เช่น บริ การ Latter of Credit
บริ การของสานักหักบัญชีและระบบโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ และบริ การรับฝากหลักทรัพย์ เป็ นต้น



        3. บริหารความเสี่ ยง
              ความเสี่ ยงในระบบการเงินเป็ นภาระต้นทุนต่อเศรษฐกิจของประเทศ
ซึ่ งอาจส่ งผลกระทบอย่างรุ นแรงต่อระบบเศรษฐกิจได้ ดังนั้น ระบบการบริ หารความเสี่ ยงจึงเป็ นสิ่ งจาเป็ น
การบริ หารความเสี่ ยงก็มีหลายรู ปแบบ เช่น

            การจากัดความเสี่ ยง เช่น การทาประกันชีวิตหรื อการประกันผลตอบแทนจากการลงทุน
                                                                            ั
โดยผ่านช่องทางและเครื่ องมือต่าง ๆ ในระบบการเงิน เช่น หลักประกัน ตราสารอนุ พนธ์

           การกระจายความสี่ ยง เช่น การลงทุนในหลักทรัพย์ที่หลากหลายหรื อผ่านกองทุนรวม

         การกาจัดความเสี่ ยง เช่น
                                                                              ั
การหักกลบความเสี่ ยงจากการลงทุนผ่านการทาสัญญาซื้ อขายล่วงหน้าหรื อเครื่ องอนุพนธ์อื่น ๆ
                                   ้
             สถาบันการเงินเป็ นผูรับความเสี่ ยง
                                                     ู้
เนื่องจากเงินฝากเป็ นหนี้สิ้นที่มีภาระต้องจ่ายคืนแก่ผออมเมื่อถูกทวงถาม
                            ู้ ้
ขณะที่สินเชื่อที่ปล่อยให้ผที่ตองการเงินทุนย่อมมีความเสี่ ยงจากการไม่ได้รับการชาระคืนตามสัญญา ดังนั้น
สถาบันการเงินที่เป็ นตัวกลางในการจัดสรรทรัพยากร
                                                                        ้ ู้ ื
จึงมีส่วนช่วยในการป้ องกันความเสี่ ยงจากความสู ญเสี ยของทั้งผูออมและผูให้กยม
                                                                ้

        4. ประมวลผลข้ อมูลและการกาหนดหลักทรัพย์
                                       ั
                 ในระบบการทาธุ รกิจที่ยงมีความซับซ้อน
                     ั
ธนาคารพาณิ ชย์ยงต้องมีบทบาทในการผลิตและการประมวลผลข้อมูลทางการเงิน
โดยจะแสดงแก่สาธารณชนในรู ปของอัตราดอกเบี้ยและราคาหลักทรัพย์
ซึ่ งเป็ นปั จจัยสาคัญต่อการตัดสิ นใจออมหรื อการลงทุนของภาคเศรษฐกิจอื่น
การจะได้มาซึ่งข้อมูลที่มีประสิ ทธิภาพ ต้องมีองค์ประกอบ คือ
ความพร้อมของปั จจัยพื้นฐานทางการเงินและการมีธรรมาภิบาลของผูที่เกี่ยวข้องกับระบบการเงินด้วย เช่น
                                                                ้
การจัดทาบัญชี
                       ้
และการเผยแพร่ ขอมูลทางการเงินของธุ รกิจและสถาบันการเงินที่เป็ นไปตามมาตรฐานบัญชีและโปร่ งไส
เป็ นต้น




องค์ ประกอบของระบบการเงิน

        1. สถาบันการเงิน
        สถาบันการเงินเป็ นผูรับความเสี่ ยงในการปล่อยกู้
                            ้
                 ู้
หรื อลงทุนให้แก่ผฝากเงินละมีภาระต้องคืนเงินฝากตามเงื่อนไขที่กาหนด สถาบันการเงินในประเทศไทย
ประกอบด้วย
           ธนาคารพาณิชย์
                                           ้
ซึ่งเป็ นตัวกลางหลักในการระดมเงินฝากจากผูฝากเงินเพื่อปล่อยสิ นเชื่อแก่ภาคครัวเรื อนและภาคธุ รกิจ
ธนาคารพาณิ ชย์แบ่งออกเป็ น ธนาคารพาณิ ชย์เป็ นรู ปแบบ ธนาคารพาณิ ชย์ยอย่
ธนาคารพาณิ ชย์ที่เป็ นบริ ษทลูกองธนาคารต่างประเทศ และ สาขาธนาคารพาณิ ชย์ต่างประเทศ
                           ั

          บริษัทเงินทุน ซึ่งระดมเงินทุนจากประชาชนในรู ปของสัญญาใช้เงิน และ
ใช้เงินนั้นประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการพาณิ ชย์ กิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนา
กิจการเงินทุนเพื่อการจาหน่ายและการบริ โภค และกิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ
         บริษัทเครดิตฟองซิเอร์
                                                                                 ู้ ื
ซึ่ งระดมเงินทุนจากประชาชนในรู ปของตัวสัญญาใช้เงินและใช้เงินนั้นประกอบธุ รกิจให้กยมโดยวิธีรับจาน
                                         ๋
องอสังหาริ มทรัพย์ รับซื้ ออสังหาริ มทรัพย์ตามสัญญาขายฝาก เป็ นต้น
        สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่ งมีกฎหมายในการเฉพาะโดยตั้งขึ้น
      ั
โดยมีวตถุประสงค์ที่จะเสนอนโยบายในการส่ งเสริ มและพัฒนาเฉพาะด้านของรัฐบาล ได้แก่
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) ธนาคารออมสิ น ธนาคารสงเคราะห์(ธอส.)
และธนาคารเพื่อการส่ งออกและนาเข้าแห่งประเทศไทย(ธสน.) เป็ นต้น

       สถาบันการเงินประเภทให้ สินเชื่อรายย่ อย เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ และโรงรับจานา เป็ นต้น

                       ้
       2. ตลาดตราสารหนีและตลาดตราสารทุน
                                      ้้                                      ้้
        ทาหน้าที่เป็ นตัวกลางระหว่างผูตองการระดมทุนระยะยาวในตลาดทุนกับผูตองการลงทุนในหลักท
รัพย์และตราสารต่างๆ
                              ้                                          ้
โดยมาผ่านสถาบันการเงินซึ่ งผูลงทุนจะรับความเสี่ ยงในการลงทุนและหากไม่ตองการถือตราสารจนครบกา
หนด ก็สามารถซื้ อ/ ขายผ่านตลาดรองได้ คือ ตลาดหลักทรัพย์ และ ตลาดตราสารหนี้
                                                                    ้
ทาให้เกิดความคล่องตัวในการเปลี่ยนมือสิ ทธิ ตราสารดังกล่าว โดยอาศัยผูให้บริ การทางการเงิน ได้แก่
      ั                ั            ั
บริ ษทหลักทรัพย์ บริ ษทหลักทรัพย์จดการกองทุนรวม
                                 ้้
และธนาคารพาณิ ชย์ทาหน้าที่เป็ นผูคาและจัดจาหน่ายตราสารหนี้และที่ปรึ กษาทางการเงิน
เพื่อความสะดวกและเสริ มสภาพคล่องในตลาด




       ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจการลงทุน และกองทุนรวมประเภทต่ างๆ
                 ั                  ั             ั
       บริ ษทหลักทรัพย์และบริ ษทหลักทรัพย์จดการกองทุนรวม
ทาหน้าที่เป็ นตัวกลางสนับสนุนการระดมทุนและการลงทุนในตลาดตราสารทุน ตราสารหนี้
                                                    ้้ ้                         ้ั
และหน่วยลงทุนต่าง ๆ โดยอาจทาหน้าที่นายหน้าผูคา ผูค้ าประกันการจาหน่าย ผูจดจาหน่าย ที่ปรึ กษา
                   ั          ั
นอกจากนี้บริ ษทหลักทรัพย์จดการกองทุนรวมจะทาหน้าที่เป็ นตัวกลางในการระดมทุนทั้งในและต่างประเท
                                            ้                        ้              ้
ศ โดยมีผเู ้ ชี่ยวชาญในการบริ หารเงินเป็ นผูดูแลกองทุน อย่างไรก็ดี ผูลงทุนจะเป็ นผูรับความเสี่ ยงเอง
หากผลตอบแทนไม่เป็ นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่ งกองทุนรวมประเทศต่าง ๆ
   ่
อยูภายใต้การดูแลของสานักงานคณะกรรมการกากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
                                       ิ
        3. ธุรกิจประกันภัยและประกันชี วต
           ่
        อยูภายใต้การกากับดูแลของสานักงานคณะกรรมการกากับและส่ งเสริ มการประกอบธุ รกิจประกันภั
ย (ค.ป.ภ.) ทาหน้าที่ประกันความเสี่ ยงที่ตีค่าหรื อชดใช้เป็ นจานวนเงินได้
โดยเป็ นการโอนความเสี่ ยงระหว่างกลุ่มที่ไม่ตองการความเสี่ ยงกับกลุ่มที่มีความต้องการหรื อความสามารถร
                                              ้
องรับความเสี่ ยงนั้น โดยมีผลตอบแทนในรู ปของค่าเบี้ยประกัน
                                                               ู้
และสามารถนาเงินที่ระดมในรู ปของดอกเบี้ยประกันนี้ไปให้กหรื อลงทุนระยะยาวเพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น

                                     ่
        4. ตลาดการเงินและอัตราแลกเปลียน
                                                          ้
          ทาหน้าที่เป็ นตัวกลางระหว่างสถาบันการเงินที่ตองการระดมทุน ลงทุน
หรื อปรับฐานะความเสี่ ยงทางการเงินระยะสั้น ตลาดเงินในประเทศไทย ประกอบด้วย Interbank Market
                                                                        ั
และตลาดซื้ อคืนภาคเอกชน เป็ นต้น ส่ วนตลาดซื้ อขายเงินตราต่างประเทศมีท้ งตลาดทันที
และตลาดล่วงหน้า ตลอดจนตลาด สวอป.
           ั
โดยปั จจุบนธนาคารพาณิ ชย์เป็ นสถาบันการเงินหลักที่ได้รับอนุ ญาตให้ประกอบธุ รกิจค้าเงินตราต่างประเทศ
                            ู้                ้
ทั้งนี้สถาบันการเงินที่ให้กหรื อลงทุนจะเป็ นผูรับความเสี่ ยงเอง

        5. ตลาดตราสารทางการเงินอื่น ๆ
                                      ้       ้้                  ้ ้
        ทาหน้าที่เป็ นตัวกลางระหว่างผูออมกับผูตองการเงินทุนหรื อผูที่ตองการป้ องกันความเสี่ ยง เช่น
                  ั         ู้                                           ้้
ตลาดตราสารอนุพนธ์ ซึ่งมีผให้บริ การทางการเงินทาหน้าที่เป็ นนายหน้าหรื อผูคา และที่ปรึ กษาทางการเงิน
เพื่ออานวยความสะดวกและเสริ มสภาพคล่องในตลาด




        6. Non-banks
                                                             ้ ั ้ ้                      ั
         เป็ นธุ รกิจที่ไม่รับฝากเงินจากประชาชน แต่ปล่อยกูให้กบผูที่ตองการเงินทุนในปั จจุบน
                                                           ้               ั ้
กระทรวงการคลัง และ ธปท. กากับดูแลธุ รกรรมที่ปล่อยกูบางประเภทให้กบผูบริ โภค เช่น บัตรเครดิต
                                             ู้
และสิ นเชื่อส่ วนบุคคล เป็ นต้น เพื่อดูแลให้ผใช้บริ การได้รับการบริ การอย่างเป็ นธรรม


ความสาคัญของระบบการเงินไทย
         ในประเทศไทยสถาบันการเงินมีบทบาทอย่างมากต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจ
เป็ นช่องทางหลักที่จะส่ งผ่านผลการดาเนิ นนโยบายทางการเงิน ด้วยการขึ้นหรื อลดอัตราดอกเบี้ย
เพื่อปรับสภาพคล่องในระบบการเงินและดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจ
ในกรณี ที่สถาบันการเงินใดประสบปั ญหาในการดาเนิ นงานและปั ญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)
ก็อาจส่ งผลกระทบไปยังความเชื่อมัน ซึ่ งอาจมีผลต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจโดยรวมได้
                                   ่
ทางการจึงมีหน้าที่กากับดูแลสถาบันการเงิน
โดยการสอดส่ องดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้สามารถดูแลบริ หารความเสี่ ยงได้อย่างดี
โดยมีการออกกฎเกณฑ์หรื อเงื่อนไข
โดยเฉพาะในกรณี ของธนาคารพาณิ ชย์เพื่อป้ องกันและแก้ไขได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้
                                          ้
ไม่ได้หมายความว่าทางการจะต้องเข้าโอบอุมสถาบันการเงินที่ประสบปั ญหา
แต่มีหน้าที่ดาเนิ นการเพื่อจากัดขอบเขตของปั ญหาไม่ให้ลุกลามออกไป
และในที่สุดไม่ให้กระทบถึงภาษีอากรของประชาชนโดยทัวไป     ่
                                         ั
          ระบบการเงินของประเทศไทยมีลกษณะเป็ น Bank-Based
                                               ่
โดยธนาคารพาณิ ชย์ซ่ ึ งเป็ นสถาบันการเงินที่อยูภายใต้การกากับดูแลของ ธปท.
และเป็ นกลุ่มที่สาคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากกว่าในระบบ Market-Based อย่างไรก็ดี
                                                       ั
สื บเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ประเทศไทยได้พฒนาตลาดการเงินต่าง ๆ ให้มีบทบาทมากขึ้นเรื่ อย
ๆ โดยภาครัฐและภาคเอกชนเล็งเห็นถึงความสาคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุน
ทั้งตลาดหลักทรัพย์และตลาดตราสารหนี้ เพื่อเพิ่มแหล่งเงินทุนและทางเลือกในการลงทุนภาคเอกชน
อีกทั้งยังป้ องกันผลกระทบจากการพึ่งพาธนาคารพาณิ ชย์มากเกินไป
ตลอดจนเพื่อเสริ มสร้างระบบการเงินที่มีความสมดุลและเข้มแข็งยิงขึ้น
                                                                ่
           บทบาทที่เพิ่มขึ้นของตลาดทุนยังเป็ นแรงผลักดันให้ธนาคารพาณิ ชย์ปรับตัวและเพิ่มขีดความสามาร
ถในการแข่งขันด้วย โดยการขยายบริ การเพื่อรองรับพัฒนาการของตลาดทุน เช่น
การออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินรู ปแบบใหม่เพิ่มขึ้น และการประกอบธุ รกิจจัดการเงินทุน
                                                ั
ซึ่ งเป็ นปั จจัยสาคัญที่เอื้อให้ธนาคารพาณิ ชย์พฒนาศักยภาพดิ้นการแข่งขัน
เพิ่มทางเลือกในการลงทุนและลดความเสี่ ยงด้านการเงิน ภาคธุ รกิจ และประชาชน
ตลอดจนเพิ่มฐานรายได้ของธนาคารพาณิ ชย์ประเภทค่าธรรมเนียม นอกเหนื อจากรายได้หลักด้านดอกเบี้ย
              ่
กล่าวได้วา เป็ นการใช้ประโยชน์จากความได้เปรี ยบของขนาด (Economy of Scale)
และใช้ประโยชน์จากการต่อยอดธุ รกิจ (Economy of Scope) ได้ดีข้ ึน
ที่มาhttp://www.bot.or.th/Thai/FinancialInstitutions/FIStructure/FI_System/THFISYS/Documents/Thai_FI
System.pdf

								
To top