0 ???? ? ??????? documentary research 5 by VTAE6Va

VIEWS: 48 PAGES: 9

									                                                                      มโนทัศน์ ในการวิจัย
         มนุษย์สามารถเอาชนะธรรมชาติในบางลักษณะได้ แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้
                                                          ่
จนสามารถพัฒนาความเป็ นอยูเ่ หนือกว่าสัตว์อื่นๆ ที่อยูในโลก โดยมีการคิดค้นประดิษฐ์สิ่งของเครื่ องใช้
สร้างกฎระเบียบ ทฤษฎีต่าง ๆ ขึ้นมากมาย การปรับปรุ ง พัฒนา
                            ่                           ่
เปลี่ยนแปลงเพื่อความเป็ นอยูที่ดีข้ ึนดังกล่าว กล่าวได้วาเป็ นผลเนื่องจากการคิดค้นสิ่ งใหม่ ๆ
ความเพียรพยายามที่จะเสาะแสวงหาความรู้ ความจริ งที่มีคุณค่า เพื่อนามาใช้ให้เป็ นประโยชน์
ลักษณะดังกล่าวเรี ยกว่า การวิจัย

ความหมายของการวิจัย
                ั
         การวิจยก็คือ ศาสตร์ (science) ซึ่งหมายถึง
ความรู้หรื อสาระความจริ งที่มีการจัดระบบหรื อเป็ นแบบแผนที่เชื่อถือได้ซ่ ึงมีองค์ประกอบอยู่ 3
ประการคือ เนือหาสาระ (body of knowledge) การจัดระบบ ที่ถูกต้องเป็ นจริ งตามหลักของเหตุผล (well-
              ้
organized) และ การสรุ ป อ้างภายใต้เงื่อนไขและภาวะต่าง ๆ ที่คงที่ (generalization) จากองค์ประกอบทั้ง 3
                       ่        ั
ประการนี้ อาจกล่าวได้วา การวิจยต้องอาศัยหลักของเหตุผล (rational)
มีรายละเอียดหรื อข้อมูลมาสนับสนุน (empirical) และสามารถตรวจสอบกระทาซ้ าได้ (replication)

                                                                             ั
         การแสวงหาความรู ้ความจริ งซึ่ งเป็ นองค์ประกอบหนึ่งที่สาคัญของการวิจยนั้น มีมากมายหลายวิธี
แต่ที่ทาอย่างเป็ นระบบมีอยู่ 2 วิธีดวยกันคือ
                                    ้
          1. การอนุมาน (deductive method) ริ เริ่ มโดย Aristotle ใจความหลักของการอนุมานคือ
การให้เหตุผลจากข้อเท็จจริ ง-กฎเกณฑ์ที่ยอมรับแล้ว (premise) เพื่อนาไปสู่ การลงข้อสรุ ป (conclusions)
    ั
ให้กบสิ่ งที่สังเกตพบจริ ง (observations)

   GENERAL            premise                  ิ
                                     สิ่ งมีชีวตทุกชนิดเกิดมาแล้วต้องตาย




   SPECIPIC          observations                      ิ
                                      คนเป็ นสิ่ งมีชีวตชนิดหนึ่ง
                                      คนทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย
                                                     14

                                               ่ ้
         ข้อดีและข้อจากัดของวิธีการอนุมานอยูที่ขอเท็จจริ ง หรื อกฎเกณฑ์ กล่าวคือ
ถ้าถูกต้องก็เกิดเป็ นทฤษฎีที่มีประโยชน์ ถ้าผิดพลาดก็เป็ นการอธิ บายสิ่ งที่สังเกตผิดพลาดด้วย
ไม่เกิดการพัฒนาความรู ้ใหม่
           2. การอนุมาน (inductive method) Francis Bacon
                               ้
เสนอวิธีการอุปมานเพื่อแก้ขอจากัดของวิธีการอนุมาน โดยใช้หลักการที่ตรงกันข้ามกล่าวคือ
เริ่ มจากความเป็ นจริ งที่สังเกตพบ (observations) เพื่อไปสู่ ขอสรุ ปที่เป็ นกฎเกณฑ์บนพื้นฐานของข้อมูลที่ได้
                                                              ้
(conclusions)

            SPECIFIC                 observations



            GENERAL                    conclusions
                                        ั ้
            อย่างไรก็ตามวิธีการอุปมานก็ยงมีขอจากัด
กล่าวคือเป็ นการแสวงหาความรู ้แบบไม่มีเป้ าหมายในการศึกษาแน่นอน
                           ้
ซึ่ งในบางครั้งความรู ้ที่คนพบอาจไม่สอดคล้องกับความต้องการหรื อไม่อาจสรุ ปเป็ นหลักการได้
ซึ่ งอาจเป็ นเพราะข้อมูลรายละเอียดไม่ครบถ้วนหรื อมากพอที่จะลงเป็ นข้อสรุ ปได้

          ต่อมา Charles Darwin และ JohnDewey
ได้นาเอาวิธีการแสวงหาความรู ้แบบอนุมานและอุปมานมารวมกันและดัดแปลงแก้ไข
ขยายขั้นตอนในการหาความรู ้ออกไป จนในที่สุดเกิดเป็ นวิธีการที่เรี ยกว่า วิธีการทางวิทยาศาสตร์
                               ั
(scientific method) โดยมีลกษณะเด่นคือการใช้สมมติฐาน วิธีการทางวิทยาศาสตร์
เป็ นกระบวนการซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้
          ขั้นที่ 1 : วิเคราะห์และนิยามปัญหา ทาความเข้าใจปั ญหาและกาหนดขอบเขตให้ชดเจน    ั
          ขั้นที่ 2 : กาหนดสมมติฐาน คาดคะเนคาตอบที่เป็ นไปได้มากที่สุดโดยอาศัยเหตุผล
          ขั้นที่ 3 : การสังเกต โดยการรวบรวมข้อมูลจากสภาพความเป็ นจริ ง
                                                 ้
          ขั้นที่ 4 : พิสูจน์สมมติฐาน วิเคราะห์ขอมูลเพื่อทดสอบสมมติฐาน
          ขั้นที่ 5 : สรุ ปผล เป็ นการสรุ ปว่าสมมติฐานที่กาหนดขึ้นถูกต้องหรื อไม่ โดยการยอมรับ
                      หรื อปฏิเสธสมมติฐาน

                                     ั
          เมื่อได้ทราบถึงที่มาและวิวฒนาการของวิธีการแสวงหาความรู้ความจริ งของมนุษย์แล้ว
                            ั ่        ั
จึงอาจให้นิยามของการวิจยได้วา การวิจย (research) การศึกษาหรื อค้นหาความจริ งอย่างมีระบบ
เป็ นกระบวนการที่อาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อการแสวงหาความรู ้ใหม่
หรื อเพื่อการประยุกต์ใช้ความรู้ที่คนพบแล้วนั้นให้เกิดประโยชน์ต่อไป
                                   ้
                                                    15



ขั้นตอนของการวิจัย
              เ นื่ อ ง จ า ก ก า ร วิ จั ย เ ป็ น ก ร ะ บ ว น ก า ร แ ส ว ง ห า ค ว า ม รู้ ค ว า ม จ ริ ง
โดยอาศัย วิธี ก ารทางวิ ท ยาศาสตร์               ซึ่ งเป็ นการหาค าตอบให้ ก ับ ปั ญ หาโดยการตั้ง สมมติ ฐ าน
แ ล ะ ก า ร ท ด ส อ บ ส ม ม ติ ฐ า น ห รื อ ห า ข้ อ ส รุ ป โ ด ย ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ ข้ อ มู ล
รายละเอี ย ดเกี่ ย วกั บ ขั้ นตอนการวิ จ ั ย อาจสรุ ปได้ ด้ ว ยแผนภาพดั ง ปรากฏในหน้ า ที่                4
                                                              ั
สาหรับสาระสาคัญของขั้นตอนต่าง ๆ ในกระบวนการวิจยอาจกล่าวได้โดยสรุ ปดังนี้
                      ั                                 ั
ขั้นกาหนดปั ญหาวิจย คือ การกาหนดหัวข้อวิจย มีกรอบหรื อขอบเขตการวิจยที่เฉพาะและชัด  ั
                                                                           ั
                           เจนโดยเขียนในรู ปของวัตถุประสงค์ของการวิจย (research objective)


ขั้นศึกษากรอบทางทฤษฏี คือ การศึกษาข้อมูลจากแหล่งความรู ้ต่างๆ หรื อที่เรี ยกว่าการตรวจเอกสาร
                     (review of literature) วัตถุประสงค์หลักของการศึกษากรอบแห่งทฤษฏีก็เพื่อ
                     ดูความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างสิ่ งที่รู้แล้วและสิ่ งที่กาลังจะศึกษา

            ั
ขั้นการระบุตวแปร                                  ั     ั                    ้ิั
                         จากการตรวจเอกสารจะทาให้หวข้อวิจยกระจ่างชัดเจนขึ้น ผูวจยสามารถระบุ
                         ตัวแปรและความสัมพันธ์ของตัวแปรได้


ขั้นกาหนดประชากร          ประชากรคือกลุ่มคนที่ผวจยจะทาการศึกษา ในบางกรณี ผวจยอาจเลือก
                                                    ู้ ิ ั                      ู้ ิ ั
และการสุ่ มตัวอย่าง       ศึกษาเฉพาะกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็ นตัวแทนที่ดีของประชากร ได้มาโดยวิธีการ
                          สุ่ มตัวอย่างที่ถูกต้องและเหมาะสม


                ั
ขั้นการออกแบบวิจย                ู้ ิ ั                             ั
                          นับแต่ผวจยได้กาหนดหัวข้อหรื อปั ญหาวิจยมีการตรวจเอกสารกาหนดตัวแปร
                          ตลอดจนประชากรหรื อกลุ่มตัวอย่างที่ชดเจนแล้วก็จะเป็ นการกาหนดแนว
                                                               ั
                               ั                                  ั                 ั
                          กาวิจยซึ่ งเป็ นการตอบวัตถุประสงค์การวิจยว่าจะดาเนินการวิจยโดยวิธีใด

ขั้นการเก็บรวบรวม         เริ่ มจากการกาหนดประเภทของเครื่ องมือ และการตรวจสอบคุณภาพของ
ข้อมูล                    เครื่ องมือ เพื่อให้มีความเที่ยงตรงและความเชื่อมันในระดับที่ยอมรับได้
                                                                           ่



ขั้นการวิเคราะห์และ       คือการจัดกระทาข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้ โดยอาศัยวิธีการทางสถิติ
                                    16

แปลผล                                                              ั
              การวิเคราะห์และแปลผลนี้จะต้องตอบวัตถุประสงค์ของการวิจย ตลอดจน
                                   ั         ั
              สมมติฐานหรื อคาถามวิจยที่ได้ต้ งไว้


ขั้นสรุ ปผล   การสรุ ปผลจะต้องสรุ ปบนพื้นฐานของข้อมูลที่ได้ทาการศึกษา สาระสาคัญ
              ของการสรุ ปจะนาไปสู่ การเสนอแนะที่เป็ นประโยชน์ในการแก้ปัญหาวิจยั
                                          ั
              นั้น ๆ หรื อเพื่อการศึกษาวิจยต่อ ๆ ไป
                                                17


                                                    ั
                                     กาหนดปั ญหาให้ชดเจน
                                     (problem /definition)




                                     ศึกษากรอบทางทฤษฎี
                                   (theoretical framework)




     ั
ระบุตวแปรและแนวคิด                      ออกแบบการวิจย
                                                    ั             กาหนดประชากรและการสุ่ มตัวอย่าง
                ั
     คิดในการวิจย                      (research design)              (population & sampling)
(conceptualization)



 นิยามตัวแปรและระบุแนว
       การวัดตัวแปร
  (operationalization)



                                       เก็บรวบรวมข้อมูล
                                         (observation)




                                     วิเคราะห์และแปลผล
                                         (analysis &
                                       interpertation)




                                           สรุ ปผล
                                        (conclusion)




                         ภาพแสดงกระบวนการในการวิจัย (The Research Process)
                                              18

ประเภทของการวิจัย
                                    ั                                ั
         การจาแนกประเภทของการวิจยดังปรากฏในเอกสารต่าง ๆ โดยนักวิจยหลาย ๆ ท่านนั้น
                                                          ั
พบว่ามีหลากหลาย เพราะการกาหนดชนิ ดหรื อประเภทของงานวิจยมี การใช้ฐานในการแยกประเภท
ไม่เหมื อนกัน อุทย ดุ ลยเกษม (2537) ให้ขอเสนอแนะเกี่ ยวกับฐานที่อาจนามาใช้ในการพิจารณา
                 ั                         ้
                   ั
จาแนกประเภทการวิจยเพื่อมิให้เกิดความสับสนดังนี้

                           ั
           1. ใช้แบบการวิจยเป็ นฐานในการกาหนดประเภทของงานวิจย      ั
                       ั
               0 การวิจยเชิงทดลอง (experimental research)
               0 การวิจยแบบกึ่งทดลอง (quasi-experimental research)
                         ั

                  ั            ั
           2. ใช้นยของผลการวิจย (implication) เป็ นฐานในการจาแนก
                         ั
               0 การวิจยพื้นฐาน (basic research)
                       ั
               0 การวิจยแบบประยุกต์ (applied research)

                  ิ              ้
           3. ใช้วธีการวิเคราะห์ขอมูล (mode of data analysis) เป็ นฐานในการจาแนก
                        ั
               0 การวิจยเชิงปริ มาณ (quantitative research)
                          ั
               0 การวิจยเชิงคุณภาพ (qualitative research)

                  ิ
           4. ใช้วธีการเก็บรวบรวมข้อมูล (data collection method) เป็ นฐานในการจาแนก
                        ั
               0 การวิจยแบบสารวจ (survey research)
                          ั     ั
               0 การวิจยเชิงปฏิบติการ (action research)
                            ั
               0 การวิจยเอกสาร (documentary research)

           5. ใช้ลาดับเวลาหรื ออายุของข้อมูลเป็ นฐานในการจาแนก
                        ั
               0 การวิจยเชิงประวัติศาสตร์ (historical research)
                          ั
               0 การวิจยเชิงอนาคต (futuristic research)

           6. ใช้จุดมุ่งหมายของการวิจย (research objective) เป็ นฐานในการจาแนก
                                     ั
                         ั
               0 การวิจยแบบพรรณา (descriptive research)
                           ั
               0 การวิจยแบบอรรถาธิบาย (explanatory research)
                                                  19

                7. ใช้ระดับการควบคุมเป็ นฐานในการจาแนก *
                     Ex Post Facto Res.                                  Creative Res.
                                                 Survey       Exp.
                                                 Res.         Res
                                                       Action




การควบคุมน้อย                                                                      การควบคุมมาก

      Case study                                       Controlled Res.
                         Documentary
                          Research
                                          Field study


                ่                       ั
            ไม่วาจะแบ่งประเภทกของงานวิจยโดยใช้ฐานใดก็ตาม
  แนวเรื่ องของงานวิจยทางสังคมศาสตร์ อาจจัดเป็ นกลุ่มได้ดงนี้
                      ั                                  ั

                                        แนว "ความต้ องการ"




                                              งานวิจัย
   แนว"ประเมินผล"                          ทางสั งคมศาสตร์                     แนว "สภาพปัญหา"




                แนว "ความสั มพันธ์                                แนว "ความคิดเห็นและเจตคติ"
                ระหว่างตัวแปรต่ างๆ"

  แนว "ความต้ องการ" เป็ นการวิจยที่มุ่งพรรณาให้ทราบถึงความต้องการของกลุ่มเป้ าหมายที่ทาการศึกษา
                                  ั
           -ความต้องการในการศึกษาต่อหลักสู ตร ปวช. (เกษตรกรรม) ของนักเรี ยนชั้นม.3ในจังหวัดกระบี่
  ปี การศึกษา 2533
           -ความต้องการการบริ การห้องสมุดโรงเรี ยนของนักเรี ยนโรงเรี ยน กอไก่ จังหวัดอุบลราชธานี
                                                     20

แนว "สภาพปัญหา" เป็ นการวิจยที่มุ่งพรรณาปั ญหาของกลุ่มบุคคลหรื อองค์กรที่ทาการวิจย
                           ั                                                     ั
      - สภาพและปั ญหาการจัดการศึกษานอกโรงเรี ยนด้านอาชีพสาหรับประชาชนเขตพื้นที่ยากจน
      - สภาพปัญหาในการจัดการเรี ยนการสอนสาระวิชาการงานอละอาชีพของโรงเรี ยนในเมือง

                                         ั ้
แนว "ความคิดเห็นและเจตคติ" เป็ นการวิจยที่ตองการทราบความคิดเห็นและเจตคติใน ประเด็นต่างๆ
       - ทัศนคติและพฤติกรรมการซื้ อเสี ยงเลือกตั้งของคนต่างวัยในจังหวัดเชียงใหม่
      - เจตคติของนักเรี ยนที่มีต่อวิชาวิทยาเศาสตร์

แนว                                   "ความสั มพันธ์ ระหว่ างตัวแปรต่ าง                  ๆ"
เป็ นการวิจยที่มุ่งวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตามและตัวแปรที่นามาใช้ในการอธิ บาย
              ั
           -
ปั จจัยที่มีอิทธิ พลต่อความสาเร็ จของโครงการเกษตรภาคใต้การนิเทศของสมาชิกองค์การเกษตรกรในอนาค
ตแห่งประเทศไทย ภาคใต้
           -
ความสัมพันธ์ระหว่างเจตคติต่ออาชี พเกษตรและผลสัมฤทธิ์ ทางการเรี ยนวิชาเกษตรของนักศึกษา ปวส.
วิทยาลัยเกษตรกรรมภาคกลาง

แนว "ประเมินผล" เป็ นการวิจยที่มุ่งประเมินผลการดาเนินงานในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง
                           ั
      - การประเมินผลโครงการฝึ กอาชีพในโรงเรี ยนฝึ กอาชีพ สังกัดกรุ งเทพมหานคร
      - การประเมินผลสัมฤทธิ์ ในการเรี ยนกลุ่มสาระต่างๆ ของนักเรี ยนโรงเรี ยน กอไก่

                                  ่
          การวิจัยในชั้นเรียนเพือการปรับปรุ งและพัฒนา
เป็ นการวิจัยอีกลักษณะหนึ่งทีแตกต่ างจากทีกล่าวมา จะต้องมีสิ่งที่จะจัดกระทา การจัดกระทาหรือ
                                ่             ่
Treatment และผลการเปลียนแปลงที่เกิดขึ้นจากการจัดกระทาดังกล่าว เช่น
                              ่
           ั ่                                                                    ั
ผลการวิจยรู ้วาปั จจัยที่สาคัญที่สุดในการทาให้ผเู ้ รี ยนเกิดความคิดคือวิธีการปฏิบติตนเพื่อให้เกิดปั ญญา
ผูวจยจะต้องออกแบบชุดฝึ กปฏิบติดงกล่าวมาใช้กบผูเ้ รี ยน
  ้ิั                               ั ั                ั
                        ่                                                  ้
แล้วติตามประเมินดูวาผูเ้ รี ยนมีความคิดเปลี่ยนแปลงหรื อไม่อย่างไร ผูถูกกระทาคือผูเ้ รี ยน Treatment
หรื อ นวัตกรรม คือชุดฝึ ก และสิ่ งที่เป็ นผลตามมาคือการเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิด
                           ั
อย่างนี้จึงจะจัดว่าเป็ นวิจยในชั้นเรี ยน
                                           -----------------------------
                                            21

                                       บรรณานุกรม

                                                   ั
ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล. 2534. "มโนทัศน์การวิจย". น. 1-10. คู่มือการวิจัยในชั้ นเรียน.
       ภาควิชาอาชีวศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ . (อัดสาเนา)
ไพศาล หวังพานิช. 2531. วิธีการวิจัย. สานักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัย
      ศรี นคริ นทรวิโรฒ ประสานมิตร. (อัดสาเนา)
   ั
อุทย                                      ดุลยเกษม.                                 2537.
       "การสร้างองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาประเทศไทยด้านการศึกษาสังคมและวัฒนธรรม". น. 117 -
       162.      บทบาทการวิจัย : การท้าทายของทศวรรษใหม่ .          กรุ งเทพฯ : สานักงาน
       กองทุนสนับสนุนการวิจย.   ั

								
To top