Constitution - Get as DOC

Document Sample
Constitution - Get as DOC Powered By Docstoc
					                                  Kingdom of Thailand1
                                 Last edited: December 2005

Summary and Analysis

The Kingdom of Thailand ratified the UN Convention on the Rights of the Child on March
27, 1992. Since then, the government has made strides in reforming domestic laws
accordingly. The revised Constitution, adopted in 1997, guarantees the promotion and
protection of children’s rights as recognized by the Convention, including the right to be
protected from violence and unfair treatment. In addition, after nearly a decade of lobbying
by non-governmental organizations, Thailand adopted the Child Protection Act, which went
into effect in 2004. Among other things, this statute provides that children have the right to
protection from physical or sexual abuse, and that their best interests are paramount in child
protective proceedings.

Typically, the initial stage of child protective process in Thailand is administrative, rather
than judicial. Under the Child Protection Act, nurses, psychologists, public health officials,
teachers, and similar parties must report any instances of suspected child abuse and neglect.
Administrative officials, including social workers, investigate such allegations. Upon a
finding of moderate neglect, the officials must institute welfare assistance, such as parenting
classes. In instances of more serious neglect or abuse—including torture—officials must take
appropriate safety protection measures, such a removing the child from an abusive
environment. While the investigative officials are required to question a child when
investigating alleged abuse and neglect, they are not formally required to heed the child’s
expressed interests when deciding whether or not to provide welfare assistance or initiate
safety protection measures.

Courts also play a role in child protection. A parent or guardian can petition the Family and
Juvenile Court to contest the initiation of welfare assistance or safety protection procedures.
Under the Civil Code, extended relatives or other parties may petition the court for
guardianship of a child who is alleged abused and/or neglected. Children are not permitted
to participate directly in such proceedings. The Civil and Commercial Code provides that a
guardian be appointed to represent the child’s best interests. The child is not provided with
an attorney in such proceedings. In sum, the Child Protection Act (chapter 2, article 22)
provides that the child’s best interest is paramount throughout the child protective process,
but the child’s expressed interests appear to play a tangential role.

Sources of Law (In Order of Authority)

Original Text

รัฐธรรมนู ญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 25402

        มาตรา ๕๓          ยาวชน             น            ว
            วา              ย   า       า ช วา      น           า          น      น
           ยาวชน                                       า        ย             า     า         า          น
  า           าย

           มาตรา ๘๐                                    นา                   ยาวชน
             วา     า                         ชาย
           า      นา วา              น        น                     ว         วา                  ช ชน

                า       นช า ยา                  า                      า
           ย        า        า ชว                           น

Statutes
                                                  ุ้
                                    พระราชบัญญัติคมครองเด็ก พ.ศ.๒๕๔๖

              ั ิ
หมวด ๒ การปฏิบตต่อเด็ก

                             ั ิ
          มาตรา ๒๒ การปฏิบตต่อเด็กไม่ว่ากรณีใด
                     ู                               ี            ั ิ
ให้ คานึงถึงประโยชน์สงสุดของเด็กเป็ นสาคัญและไม่ให้ มการเลือกปฏิบตโดยไม่เป็ นธรรม
                                          ู                                 ั ิ
          การกระทาใดเป็ นไปเพื่ อประโยชน์สงสุดของเด็ก หรือเป็ นการเลือกปฏิบตโดยไม่เป็ นธรรมต่อเด็กหรือไม่
ให้ พิจารณาตามแนวทางที่ กาหนดในกฎกระทรวง

                                                    ่
มาตรา ๒๓ ผู้ปกครองต้ องให้ การอุปการะเลี้ยงดู อบรมสังสอน
และพัฒนาเด็กที่ อยู่ในความปกครองดูแลของตนตามสมควรแก่ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมแห่งท้ องถิ่ น
     ั           ่                ่
แต่ท้งนี้ต้องไม่ตากว่ามาตรฐานขั้นตาตามที่ กาหนดในกฎกระทรวงและต้ องคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่ อยู่ในความปกค
รองดูแลของตนมิให้ ตกอยู่ในภาวะอันน่าจะเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ

                มาตรา ๒๔ ปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้อานวยการเขต นายอาเภอ ปลัดอาเภอ
ผู้เป็ นหัวหน้ าประจากิ่ งอาเภอ หรือผู้บริหารองค์การปกครองส่วนท้ องถิ่ น
              ุ                                       ี่                         ู             ็
มีหน้ าที่ ค้ มครองสวัสดิภาพเด็กที่ อยู่ในเขตพื้นที่ ทรับผิดชอบ ไม่ว่าเด็กจะมีผ้ ปกครองหรือไม่กตาม
รวมทั้งมีอานาจและหน้ าที่ ดูแลและตรวจสอบสถานรับเลี้ยงเด็ก สถานแรกรับ สถานสงเคราะห์
                                                                       ั
สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ สถานพัฒนาและฟื้ นฟุ และสถานพินิจที่ ต้งอยู่ในเขตอานาจ
แล้ วรายงานผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการ คณะกรรมการคุ้มครองเด็กกรุงเทพมหานคร
หรือคณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัด แล้ วแต่กรณี เพื่ อทราบ
            ี
และให้ มอานาจและหน้ าที่ เช่นเดียวกับพนักงานเจ้ าหน้ าที่ ตามพระราชบัญญัตน้ ี      ิ

         มาตรา ๒๕ ผู้ปกครองต้ องไม่กระทาการ ดังต่อไปนี้
         (๑)
                                                          ั
ทอดทิ้งเด็กไว้ ในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือสถานพยาบาลหรือไว้ กบบุคคลที่ รับจ้ างเลี้ยงเด็กหรือที่ สาธารณะหรือสถานที่ ใ
ด โดยเจตนาที่ จะไม่รับเด็กกลับคืน
                                                       ี
         (๒) ละทิ้งเด็กไว้ ณ สถานที่ ใดๆ โดยไม่จัดให้ มการป้ องกันดูแลสวัสดิภาพหรือให้ การเลี้ยงที่ เหมาะสม
        (๓)
                      ิ่
จงใจหรือละเลยไม่ให้ สงที่ จาเป็ นแก่การดารงชีวิตหรือสุขภาพอนามัยจนน่าจะเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจของเ
ด็ก
                 ั ิ
        (๔) ปฏิบตต่อเด็กในลักษณะที่ เป็ นการขัดขวางการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็ก
                  ั ิ
        (๕) ปฏิบตต่อเด็กในลักษณะที่ เป็ นการเลี้ยงดูโดยมิชอบ

                         ั                ิ                                                ู
มาตรา ๒๖ ภายใต้ บงคับบทบัญญัตแหงกฎหมายอื่ น ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ ามมิให้ ผ้ ใดกระทาการ
ดังต่อไปนี้
            (๑) กระทาหรือละเว้ นการกระทาอันเป็ นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจของเด็ก
                                            ิ่
            (๒) จงใจหรือละเลยไม่ให้ สงจาเป็ นแก่การดารงชีวิตหรือการรักษาพยาบาลแก่เด็กที่ อยู่ในความดูแลของ
ตน จนน่าจะเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจของเด็ก
            (๓) บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม
หรือยินยอมให้ เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทาให้ เด็กมีความประพฤติเสี่ ยงต่อการกระทาผิด
            (๔) โฆษณาทางสื่ อมวลชนหรือเผยแพร่ด้วยประการใด
                                               ิ
เพื่ อรับเด็กหรือยกเด็กให้ แก่บุคคลอื่ นที่ มใช่ญาติของเด็ก
เว้ นแต่เป็ นการกระทาของทางราชการหรือได้ รับอนุญาตจากทางราชการแล้ ว
            (๕) บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม ยินยอม หรือกระทาด้ วยประการใดให้ เด็กไปเป็ นขอทาน เด็กเร่ร่อน
หรือใช้ เด็กเป็ นเครื่ องมือในการขอทานหรือการกระทาผิด
หรือกระทาด้ วยด้ วยประการใดอันเป็ นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก
            (๖) ใช้ จ้ าง หรือวานเด็กให้ ทางานหรือกระทาการอันอาจเป็ นอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ
มีผลกระทบมต่อการเจริญเติบโต หรือขัดขวางต่อพัฒนาการของเด็ก
            (๗) บังคับ ขู่เข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง ส่งเสริม
หรือยินยอมให้ เด็กเล่นกีฬาหรือให้ กระทาการใดเพื่ อแสวงหาประโยชน์ทางการค้ าอันมีลักษณะเป็ นการขัดขวางต่อกา
รเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็กหรือมีลักษณะเป็ นการทารุณกรรมต่อเด็ก
            (๘) ใช้ หรือยินยอมให้ เด็กเล่นการพนันไม่ว่าชนิดใดหรือเข้ าไปในสถานที่ เล่นการพนัน สถานค้ าประเวณี
                 ี่
หรือสถานที่ ทห้ามมิให้ เด็กเข้ า
            (๙) บังคับ ขู่เข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง ส่งเสริม
หรือยินยอมให้ เด็กแสดงหรือกระทาการอันมีลักษณะลามกอนาจาร
ไม่ว่าจะเป็ นไปเพื่ อให้ ได้ มาซึ่ งค่าตอบแทนหรือเพื่ อการใด
                                                   ุ                              ั ิ
            (๑๐) จาหน่าย แลกเปลี่ ยน หรือให้ สราหรือบุหรี่ แก่เด็ก เว้ นแต่การปฏิบตทางการแพทย์
            ถ้ าการกระทาความผิดตามวรรคหนึ่ งมีโทษตามกฎหมายอื่ นที่ หนักกว่าก็ให้ ลงโทษตามกฎหมายนั้น

          มาตรา ๒๙ ผู้ใดพบเห็นเด็กตกอยู่ในสภาพจาต้ องได้ รับการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพตามหมวด
๓ และหมวด ๔ จะต้ องให้ การช่วยเหลือเบื้องต้ นและแจ้ งต่อพนักงานเจ้ าหน้ าที่ พนักงานฝ่ ายปกครองหรือตารวจ
        ี           ุ
หรือผู้มหน้ าที่ ค้ มครองสวัสดิภาพเด็กตามมาตรา ๒๔ หรือพนักงานฝ่ ายปกครองหรือตารวจโดยมิชักช้ า
หากเป็ นที่ ปรากฏชัดเจนหรือน่าสงสัยว่าเด็กถูกทารุณกรรมหรือเจ็บป่ วยเนื่ องจากการเลี้ยงดูโดยมิชอบ
            การแจ้ งหรือการรายงานตามมาตรานี้
เมื่ อได้ กระทาโดยสุจริตย่อมได้ รับความคุ้มครองและไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญาหรือทางปกครอง

หมวด ๓ การสงเคราะห์เด็ก

             มาตรา ๓๒ เด็กที่ พึงได้ รับการสงเคราะห์ได้ แก่
             (๑) เด็กเร่ร่อน หรือเด็กกาพร้ า
             (๒) เด็กที่ ถูกทอดทิ้งหรือพลัดหลง ณ ที่ ใดที่ หนึ่ ง
             (๓) เด็กที่ ผ้ ปกครองไม่สามารถอุปการะเลี้ยงดูได้ ด้วยเหตุใดๆ เช่น ถูกจาคุก กักขัง พิการ ทุพพลภาพ
                            ู
เจ็บป่ วยเรื้อรัง ยากจน เป็ นผู้เยาว์ หย่า ถูกทิ้งร้ าง เป็ นโรคจิตหรือโรคประสาท
             (๔)
           ู
เด็กที่ ผ้ ปกครองมีพฤติกรรมหรือประกอบอาชีพไม่เหมาะสมอันอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางร่างกายหรือจิตใจ
ของเด็กที่ อยู่ในความปกครองดูแล
             (๕) เด็กที่ ได้ รับการเลี้ยงดูโดยมิชอบ ถูกใช้ เป็ นเครื่ องมือในการกระทาหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
ถูกทารุณกรรม
หรือตกอยู่ในภาวะอื่ นใดอันอาจเป็ นเหตุให้ เด็กมีความประพฤติเสื่ อมเสียในทางศีลธรรมอันดีหรือเป็ นเหตุให้ เกิดอัน
ตรายแก่กายหรือจิตใจ
             (๖) เด็กพิการ
             (๗) เด็กที่ อยู่ในสภาพยากลาบาก
             (๘) เด็กที่ อยู่ในสภาพที่ จาต้ องได้ รับการสงเคราะห์ตามที่ กาหนดในกฎกระทรวง

                                                        ี           ุ
            มาตรา ๓๓ ในกรณีพนักงานเจ้ าหน้ าที่ หรือผู้มหน้ าที่ ค้ มครองสวัสดิภาพเด็กตามมาตรา ๒๔
ได้ รับแจ้ งจากบุคคลตามมาตรา ๒๙ หรือพบเห็นเด็กที่ พึงได้ รับการสงเคราะห์ตามมาตรา ๓๒
                                       ี
ให้ พิจารณาให้ การสงเคราะห์ตามวิธการที่ เหมาะสม ดังต่อไปนี้
            (๑)
                                                                       ุ
ให้ ความช่วยเหลือและสงเคราะห์แก่เด็กและครอบครัวหรือบุคคลที่ อปการะเลี้ยงดูเด็ก เพื่ อให้ สามารถอุปการะเลี้ยง
ดูเด็กได้ ตามมาตรา ๒๓
            (๒)
                                                                             ุ
มอบเด็กให้ อยู่ในความอุปการะของบุคคลที่ เหมาะสมและยินยอมรับเด็กไว้ อปการะเลี้ยงดูตามระยะเวลาที่ เห็นสมคว
ร แต่ต้องไม่เกินหนึ่ งเดือน ในกรณีทไม่อาจดาเนินการตาม (๑) ได้
                                         ี่
            (๓)
ดาเนินการเพื่ อให้ เด็กได้ เป็ นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่ นตามกฎหมายว่าด้ วยการรับเด็กเป็ นบุตรบุญธรรม
            (๔)
                                                                                                  ุ
ส่งเด็กเข้ ารับการอุปการะในครอบครัวอุปถัมภ์หรือสถานรับเลี้ยงเด็กที่ เหมาะสมและยินยอมรับเด็กไว้ อปการะ
            (๕) ส่งเด็กเข้ ารับการอุปการะในสถานแรกรับ
            (๖) ส่งเด็กเข้ ารับการอุปการะในสถานสงเคราะห์
           (๗) ส่งเด็กเข้ าศึกษาหรือฝึ กหัดอาชีพ หรือส่งเด็กเข้ าบาบัดฟื้ นฟูสมรรถภาพ ศึกษา
หรือฝึ กหัดอาชีพในสถานพัฒนาและฟื้ นฟู
หรือส่งเด็กเข้ าศึกษากล่อมเกลาจิตใจโดยใช้ หลักศาสนาในวัดหรือสถานที่ ทางศาสนาอื่ น ที่ ยินยอมรับเด็กไว้
               ี
           วิธการให้ การสงเคราะห์ตามวรรคหนึ่ งให้ เป็ นไปตามระเบียบที่ ปลัดกระทรวงกาหนด และไม่ว่ากรณีใดๆ
การดาเนินการให้ การสงเคราะห์ตาม (๔) (๕) (๖) หรือ (๗) ต้ องได้ รับความยินยอมจากผู้ปกครอง
ความยินยอมดังกล่าวต้ องทาเป็ นหนังสือตามแบบที่ ปลัดกระทรวงกาหนด
                                                                    ี่ ู
หรือยินยอมด้ วยวาจาต่อหน้ าพยานอย่างน้ อยสองคน ในกรณีทผ้ ปกครองไม่ให้ ความยินยอมโดยไม่มเหตุอนควร  ี     ั
หรือไม่อาจให้ ความยินยอมได้ ให้ ปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้ วแต่กรณี
                                             ี
มีอานาจส่งเด็กเข้ ารับการสงเคราะห์ตามวิธการดังกล่าวได้ ทั้งนี้
ปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัดต้ องฟังรายงานและความเห็นของผู้เชี่ ยวชาญในสาขาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์แ
ละการแพทย์ก่อน
           ให้ ปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้ วแต่กรณี มีอานาจกาหนดระยะเวลาในการสงเคราะห์เด็กตาม
(๔) (๕) (๖) หรือ (๗)
แต่ถ้ามีพฤติการณ์เปลี่ ยนแปลงไปอาจจะขยายหรือย่นระยะเวลาที่ กาหนดไว้ แล้ วก็ได้ ตามแต่เห็นสมควร
ในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวให้ พนักงานเจ้ าหน้ าที่ รีบดาเนินการจัดให้ เด็กสามารถกลับไปอยู่ในความปกครองของผู้
ปกครองโดยมิชักช้ า
           ในกรณีเด็กอยู่ระหว่างการรับการสงเคราะห์
ถ้ าผู้ปกครองร้ องขอและแสดงให้ เห็นว่าสามารถปกครองและอุปการะเลี้ยงดูเด็กได้
ให้ ปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้ วแต่กรณี
   ่                                                          ู
สังให้ เด็กพ้ นจากการสงเคราะห์และมอบตัวเด็กให้ แก่ผ้ ปกครองรับไปปกครองดูแลได้
แม้ ว่ายังไม่ครบกาหนดระยะเวลาในการสงเคราะห์กตาม          ็
                      ี่                            ี
           ในกรณีทบุคคลที่ ได้ รับการสงเคราะห์มอายุครบสิบแปดปี บริบูรณ์แต่ยังอยู่ในสภาพที่ จาเป็ นจะต้ องได้ รับกา
รสงเคราะห์ต่อไป ปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้ วแต่กรณี
         ่                                                 ี่
อาจสังให้ บุคคลนั้นได้ รับการสงเคราะห์ต่อไปจนอายุยสิบปี บริบูรณ์กได้     ็
                                                                           ั
แต่ถ้ามีเหตุจาเป็ นต้ องให้ การสงเคราะห์ต่อไปอีกและบุคคลนั้นมิได้ คดค้ าน ปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัด
                    ่
แล้ วแต่กรณี อาจสังให้ สงเคราะห์บุคคลนั้นต่อไปตามความจาเป็ นและสมควร
       ั
แต่ท้งนี้ต้องไม่เกินเวลาที่ บุคคลนั้นมีอายุครบยี่ สิบสี่ ปีบริบูรณ์

            มาตรา ๓๔ ผู้ปกครองหรือญาติของเด็ก
                                         ี่
อาจนาเด็กไปขอรับการสงเคราะห์ทกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการหรือสานักงานพัฒนาสังคมและสวัสดิการจังหวัด
หรือที่ สถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ หรือสถานพัฒนาและฟื้ นฟูของเอกชน เพื่ อขอรับการสงเคราะห์ได้
                    ี                                   ี่
            กรณีมการนาเด็กมาขอรับการสงเคราะห์ทกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการหรือสานักงานพัฒนาสังคมและส
วัสดิการจังหวัด
ถ้ าเป็ นเด็กที่ จาเป็ นต้ องได้ รับการสงเคราะห์ให้ พนักงานเจ้ าหน้ าที่ พิจารณาให้ การสงเคราะห์ทเี่ หมาะสมตามมาตรา
                      ี่                                   ี
๓๓ แต่ในกรณีทพนักงานเจ้ าหน้ าที่ ยังไม่สามารถหาวิธการสงเคราะห์ทเี่ หมาะสมกับเด็กตามมาตรา ๓๓ ได้
จะส่งเด็กไปยังสถานแรกรับก่อนก็ได้
                ี                                  ี่
          กรณีมการนาเด็กมาขอรับการสงเคราะห์ทสถานแรกรับ สถานสงเคราะห์
หรือสถานพัฒนาและฟื้ นฟูเด็กของเอกชน
       ู
ให้ ผ้ ปกครองสวัสดิภาพรายงานข้ อมูลเกี่ ยวกับเด็กต่อพนักงานเจ้ าหน้ าที่ เพื่ อพิจารณาดาเนินการตามวรรคสองต่อไป

                                                        ี           ุ
            มาตรา ๓๕ เมื่ อพนักงานเจ้ าหน้ าที่ หรือผู้มหน้ าที่ ค้ มครองสวัสดิภาพเด็กตามมาตรา ๒๔
พบเห็นเด็กที่ พึงได้ รับการสงเคราะห์ตามมาตรา ๓๒ (๑) และ (๒) หรือได้ รับแจ้ งจากบุคคลตามมาตรา ๒๙
ให้ สอบถามเพื่ อทราบข้ อมูลเกี่ ยวกับเด็ก
                                                                             ี
ถ้ าเด็กเจ็บป่ วยหรือจาต้ องตรวจสุขภาพหรือเป็ นเด็กพิการต้ องรีบจัดให้ มการตรวจรักษาทางร่างกายและจิตใจทันที
                                                 ็
หากเป็ นเด็กที่ จาเป็ นต้ องได้ รับการสงเคราะห์กให้ พิจารณาให้ การสงเคราะห์ตามมาตรา ๓๓
                                                                           ั
และไม่ว่ากรณีใดให้ พยายามดาเนินการเพื่ อให้ เด็กสามารถกลับไปอยู่กบครอบครัวโดยเร็ว
แต่หากปรากฏว่าสภาพครอบครัวหรือสิ่ งแวดล้ อมไม่เหมาะที่ จะให้ เด็กกลับไปอยู่กบครอบครัว ั
และมีเหตุจาเป็ นที่ จะต้ องให้ การคุ้มครองสวัสดิภาพแก่เด็ก
พนักงานเจ้ าหน้ าที่ จะใช้ มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพแก่เด็กตามหมวด ๔ ก็ได้

         มาตรา ๓๖ ในระหว่างที่ เด็กได้ รบการสงเคราะห์ตามมาตรา ๓๓ (๒) (๔) หรือ (๖)
                                          ั
หากปรากฏว่าเป็ นเด็กที่ เสี่ ยงต่อการกระทาผิดและพึงได้ รับการคุ้มครองสวัสดิภาพ
ให้ ปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้ วแต่กรณี
          ่
มีอานาจสังให้ ใช้ มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพแก่เด็กตามหมวด ๔ ได้

         มาตรา ๓๗ เมื่ อสถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ หรือสถานพัฒนาและฟื้ นฟูได้ รับตัวเด็กไว้ ตามมาตรา ๓๓
(๕) (๖) หรือ (๗) ให้ ผ้ ปกครองสวัสดิภาพรีบสืบเสาะและพินิจเกี่ ยวกับตัวเด็กและครอบครัว
                        ู
                              ี                                                           ิ
และเสนอความเห็นเกี่ ยวกับวิธการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กแต่ละคนพร้ อมด้ วยประวัตไปยังปลัดกระท
รวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้ วแต่กรณี โดยมิชักช้ า
                                            ่
และให้ ปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัดสังการตามที่ เห็นสมควรต่อไป

            มาตรา ๓๘
         ี่                                         ่                                   ิ
ในกรณีทปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัดสังให้ เด็กเข้ ารับการสงเคราะห์โดยผู้ปกครองไม่ยนยอมตามมาตรา
                      ี่ ู
๓๓ วรรคสอง กรณีทผ้ ปกครองของเด็กไม่เห็นด้ วยกับกาหนดระยะเวลาตามมาตรา ๓๓ วรรคสาม
              ี่ ู
หรือกรณีทผ้ ปกครองยื่ นคาร้ องขอรับเด็กไปปกครองดูแลเองแต่ได้ รับการปฏิเสธจากปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการ
จังหวัดตามมาตรา ๓๓ วรรคสี่ ผู้ปกครองย่อมมีสทธิ์นาคดีไปสูศาลตามมาตรา ๕
                                                      ิ         ่
                   ั                              ั           ่
ในเขตท้ องที่ น้นภายในหนึ่ งร้ อยยี่ สิบวันนับแต่วนรับทราบคาสัง

                                      ี่ ู
          มาตรา ๓๙ ในกรณีทผ้ ปกครองซึ่ งได้ รับเด็กกลับมาอยู่ในความดูแล
มีพฤติการณ์น่าเชื่ อว่าจะให้ การเลี้ยงดูโดยมิชอบแก่เด็กอีก
                                 ี           ุ                                              ู
ให้ พนักงานเจ้ าหน้ าที่ หรือผู้มหน้ าที่ ค้ มครองสวัสดิภาพเด็กตามมาตรา ๒๔ ให้ คาแนะนาแก่ผ้ ปกครอง
                          ั ิ                     ื่
หากผู้ปกครองไม่ปฏิบตตามคาแนะนาก็ให้ ยนคาขอต่อปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด
นายอาเภอหรือปลัดอาเภอผู้เป็ นหัวหน้ าประจากิ่ งอาเภอ แล้ วแต่กรณี
เพื่ อเรียกผู้ปกครองมาทาทัณฑ์บนว่าจะไม่กระทาการใดอันมีลักษณะเป็ นการให้ การเลี้ยงดูโดยมิชอบแก่เด็กอีก
                                                       ู
และให้ วางประกันไว้ เป็ นจานวนเงินตามสมควรแก่ฐานานุรป แต่จะเรียกประกันไว้ ได้ ไม่เกินระยะเวลาสองปี
ถ้ ากระทาผิดทัณฑ์บนให้ ริบเงินประกันเป็ นของกองทุนคุ้มครองเด็กตามมาตรา ๖๙
           การให้ คาแนะนาหรือการเรียกประกันให้ คานึงถึงฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ปกครอง
                 ู
และประโยชน์สงสุดของเด็กเป็ นสาคัญ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕3

ลักษณะ ๒ บิดามารดากับบุตร

         หมวด ๒ สิทธิและหน้ าที่ ของบิดามารดาและบุตร

         มาตรา ๑๕๖๔
         บิดามารดาจาต้ องอุปการะเลี้ยงดูและให้ การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่ เป็ นผู้เยาว์
                                                         ิ
         บิดามารดาจาต้ องอุปการะเลี้ยงดูบุตรซึ่ งบรรลุนิตภาวะแล้ ว แต่เฉพาะทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้

           มาตรา ๑๕๘๒ ถ้ าผู้ใช้ อานาจปกครองเป็ นคนไร้ ความสามารถ
                                      ่                                     ั
หรือเสมือนไร้ ความสามารถโดยคาสังของศาลก็ดี ใช้ อานาจปกครองเกี่ ยวแก่ตวผู้เยาว์โดยมิชอบก็ดี
            ั                               ่
ประพฤติช่วร้ ายก็ดี ในกรณีเหล่านี้ศาลจะสังเอง
         ่
หรือจะสังเมื่ อญาติของผู้เยาว์หรืออัยการร้ องขอให้ ถอนอานาจปกครองเสียบางส่วนหรือทั้งหมดก็ได้
                                                                ิ                      ิ
           ถ้ าผู้ใช้ อานาจปกครองล้ มละลายก็ดี หรือจัดการทรัพย์สนของผู้เยาว์ ในทางที่ ผดจนอาจเป็ นภัยก็ดี
       ่              ี                                  ิ
ศาลจะสังตามวิธในวรรคหนึ่ งให้ ถอนอานาจจัดการทรัพย์สนเสียก็ได้

            มาตรา ๑๕๘๓ ผู้ถูกถอนอานาจปกครองบางส่วนหรือทั้งหมดนั้น
          ั
ถ้ าเหตุดงกล่าวไว้ ในมาตราก่อนสิ้นไปแล้ ว และเมื่ อตนเองหรือญาติของผู้เยาว์ร้องขอ
         ่ ี
ศาลจะสังให้ มอานาจปกครองดังเดิมก็ได้

         หมวด ๓ ความปกครอง

         มาตรา ๑๕๘๕
                                 ิ            ี ิ
         บุคคลที่ ยังไม่บรรลุนิตภาวะและไม่มบดามารดาหรือบิดามารดาถูกถอนอานาจปกครองเสียแล้ วนั้น
                     ี ู                                   ็
         จะจัดให้ มผ้ ปกครองขึ้นในระหว่างที่ เป็ นผู้เยาว์กได้
                      ี่ ู
         ในกรณีทผ้ ใช้ อานาจปกครองถูกถอนอานาจปกครองบางส่วนตาม มาตรา ๑๕๘๒ วรรคหนึ่ ง
                               ู
ศาลจะตั้งผู้ปกครองในส่วนที่ ผ้ ใช้ อานาจปกครองถูกถอนอานาจปกครองนั้นก็ได้
               ี่ ู                                            ิ
หรือในกรณีทผ้ ใช้ อานาจปกครองถูกถอนอานาจจัดการทรัพย์สนตาม มาตรา ๑๕๘๒ วรรคสอง
                                       ิ
ศาลจะตั้งผู้ปกครองเพื่ อจัดการทรัพย์สนก็ได้
                                                                 ั
            มาตรา ๑๕๘๖ ผู้ปกครองตาม มาตรา ๑๕๘๕ นั้น ให้ ต้งโดยคาสังศาล     ่
เมื่ อมีการร้ องขอของญาติของผู้เยาว์ อัยการ
         ึ่                                 ื่
หรือผู้ซงบิดาหรือมารดาที่ ตายทีหลังได้ ระบุชอไว้ ในพินัยกรรมให้ เป็ นผู้ปกครอง
                     ั
            ภายใต้ บงคับ มาตรา ๑๕๙๐ การตั้งผู้ปกครองนั้น
ถ้ ามีข้อกาหนดพินัยกรรมก็ให้ ศาลตั้งตามข้ อกาหนดพินัยกรรม
                          ี                         ื่
เว้ นแต่พินัยกรรมนั้นไม่มผลบังคับหรือบุคคลที่ ระบุชอไว้ ในพินัยกรรมนั้นเป็ นบุคคลที่ ต้อง
ห้ ามมิให้ เป็ นผู้ปกครองตาม มาตรา ๑๕๘๗

                                         ิ ิ
         มาตรา ๑๕๘๗ บุคคลที่ บรรลุนตภาวะแล้ วอาจถูกตั้งเป็ นผู้ปกครองได้ เว้ นแต่
         (๑) ผู้ซงศาลสังว่าเป็ นคนไร้ ความสามารถหรือเสมือนไร้ ความสามารถ
                       ึ่       ่
         (๒) ผู้ซงเป็ นบุคคลล้ มละลาย
                          ึ่
         (๓) ผู้ซงไม่เหมาะสมที่ ปกครองผู้เยาว์หรือทรัพย์สนของผู้เยาว์
                             ึ่                             ิ
         (๔) ผู้ซงมีหรือเคยมีคดีในศาลกับผู้เยาว์ ผู้บุพการีหรือพี่ น้ องร่วมบิดา
                 ึ่
                                  ิ
         มารดาหรือร่วมแต่บดาหรือมารดากับผู้เยาว์
         (๕) ผู้ซงบิดาหรือมารดาที่ ตายได้ ทาหนังสือระบุชอห้ ามไว้ มให้ เป็ นผู้ปก ครอง
                    ึ่                                   ื่           ิ

                                   ิ
          มาตรา ๑๕๙๘/๒ ผู้ปกครองมีสทธิและหน้ าที่ เช่นเดียวกับผู้ใช้ อานาจ ปกครองตาม มาตรา ๑๕๖๔
วรรคหนึ่ ง และ มาตรา ๑๕๖๗

                                    ่
         มาตรา ๑๕๙๘/๘ ให้ ศาลสังถอนผู้ปกครองในกรณีดงต่อไปนี้ั
         (๑) ผู้ปกครองละเลยไม่กระทาการตามหน้ าที่
         (๒) ผู้ปกครองประมาทเลินเล่ออย่างร้ ายแรงในหน้ าที่
         (๓) ผู้ปกครองใช้ อานาจหน้ าที่ โดยมิชอบ
         (๔) ผู้ปกครองประพฤติมชอบซึ่ งไม่สมควรแก่หน้ าที่
                                 ิ
         (๕) ผู้ปกครองหย่อนความสามารถในหน้ าที่ จนน่าจะเป็ นอันตราย แก่ประโยชน์ของผู้อยู่ในปกครอง
         (๖) มีกรณีดงบัญญัตไว้ ใน มาตรา ๑๕๘๗ (๓) (๔) หรือ (๕)
                    ั        ิ

            มาตรา ๑๕๙๘/๙ การร้ องขอให้ ถอนผู้ปกครองตาม มาตรา ๑๕๙๘/๘
                                  ่
นั้นผู้อยู่ในปกครองซึ่ งมีอายุไม่ตากว่าสิบห้ าปี บริบูรณ์ หรือญาติของ ผู้อยู่ในปกครองหรืออัยการจะเป็ นผู้ร้องขอก็ได้

                                                 ี ิ
         มาตรา ๑๕๙๘/๑๔ ผู้ปกครองไม่มสทธิได้ รับบาเหน็จ เว้ นแต่ในกรณีต่อไปนี้
         (๑) มีข้อกาหนดไว้ ในพินัยกรรมให้ ผ้ ปกครองได้ รับบาเหน็จ ในกรณีเช่นว่านี้
                                               ู
                ู
         ให้ ผ้ ปกครองได้ รับบาเหน็จเท่าที่ กาหนดในพินัยกรรม
         (๒) ในกรณีทพินัยกรรมไม่ได้ กาหนดบาเหน็จไว้ แต่ไม่มข้อกาหนดห้ ามผู้ปกครองรับบาเหน็จ
                       ี่                                     ี
         ผู้ปกครองจะร้ องขอต่อศาลให้ กาหนดบาเหน็จในภายหลังก็ได้ ศาลจะกาหนดให้ หรือไม่เพียงใดก็ได้
               (๓) ในกรณีทไม่มคาสังตั้งผู้ปกครองไว้ ในพินัยกรรม และไม่มข้อกาหนดห้ ามผู้ปกครองรับบาเหน็จ
                                   ี่ ี ่                              ี
                                            ู              ่
               ศาลจะกาหนดบาเหน็จให้ แก่ผ้ ปกครองในคาสังตั้งผู้ปกครองก็ได้ หรือถ้ าศาลมิได้ กาหนด
               ผู้ปกครองจะร้ องขอต่อศาลให้ กาหนดบาเหน็จในภายหลังก็ได้ ศาลจะกาหนดให้ หรือไม่เพียงใดก็ได้
                                                               ึ
               ในการพิจารณากาหนดบาเหน็จ ให้ ศาลพิเคราะห์ถงพฤติการณ์
รายได้ และฐานะความเป็ นอยู่ของผู้ปกครองและผู้อยู่ในปกครอง
               ถ้ าผู้ปกครองหรือผู้อยู่ในปกครองแสดงได้ ว่า
พฤติการณ์รายได้ หรือฐานะความเป็ นอยู่ของผู้ปกครองหรือผู้อยู่ในปกครองได้ เปลี่ ยนแปลงไปภายหลังที่ ได้ เข้ ารับห
           ู                     ่                                          ู
น้ าที่ ผ้ ปกครอง ศาลจะสังให้ บาเหน็จ งด ลด เพิ่ ม หรือกลับให้ บาเหน็จแก่ผ้ ปกครองอีกก็ได้ แล้ วแต่กรณี ทั้งนี้
             ั              ี่ ี                             ู
ให้ ใช้ บงคับแก่กรณีทมข้อกาหนดห้ ามไว้ ในพินัยกรรมมิให้ ผ้ ปกครองได้ รับบาเหน็จด้ วย

         หมวด ๔ บุตรบุญธรรม

                                                        ี่                      ่
            มาตรา ๑๕๙๘/๒๐ การรับบุตรบุญธรรม ถ้ าผู้ทจะเป็ นบุตรบุญธรรมมีอายุไม่ตากว่าสิบปี ห้ าปี
     ั
ผู้น้นต้ องให้ ความยินยอมด้ วย
            มาตรา ๑๕๙๘/๒๑ การรับผู้เยาว์เป็ นบุตรบุญธรรมจะกระทาได้
ต่อเมื่ อได้ รับความยินยอมของบิดาและมารดาของผู้จะเป็ นบุตรบุญธรรม
              ี่ ิ
ในกรณีทบดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่ งตายหรือถูกถอนอานาจปกครอง
ต้ องได้ รับความยินยอมของมารดาหรือบิดาซึ่ งยังมีอานาจปกครอง
                     ี ู ี
            ถ้ าไม่มผ้ มอานาจให้ ความยินยอมดังกล่าวในวรรคหนึ่ ง
                   ิ
หรือมีแต่บดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่ งหรือทั้งสองคนไม่สามารถแสดงเจตนาให้ ความยินยอมได้
หรือไม่ให้ ความยินยอมนั้นปราศจากเหตุผลอันสมควร
และเป็ นปฏิปักษ์ต่อสุขภาพความเจริญหรือสวัสดิภาพของผู้เยาว์
                                                                          ี ่
มารดาหรือบิดาหรือผู้ประสงค์ขอรับบุตรบุญธรรมหรืออัยการจะร้ องขอต่อศาลให้ มคาสังอนุญาตแทนการให้ ความยิ
นยอม

           มาตรา ๑๕๙๘/๒๕ ผู้จะรับบุตรบุญธรรมหรือผู้จะเป็ นบุตรบุญธรรม
        ู
ถ้ ามีค่สมรสอยู่ต้องได้ รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน
            ี่ ู                                      ิ
ในกรณีทค่สมรสไม่อาจให้ ความยินยอมได้ หรือไปเสียจากภูมลาเนาหรือถิ่ นที่ อยู่
และหาตัวไม่พบเป็ นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่ งปี
                          ี ่
ต้ องร้ องขอต่อศาลให้ มคาสังอนุญาตแทนการให้ ความยินยอมของคู่สมรสนั้น

         มาตรา ๑๕๙๘/๓๓ คดีฟ้องเลิกการรับบุตรบุญธรรมนั้น เมื่ อ
         (๗) ผู้รับบุตรบุญธรรมทาผิดหน้ าที่ บดามารดา และการกระทานั้นเป็ นการละเมิดหรือไม่ปฏิบตตาม
                                             ิ                                                 ั ิ
         มาตรา ๑๕๖๔ มาตรา ๑๕๗๑ มาตรา ๑๕๗๓ มาตรา ๑๕๗๔ หรือ มาตรา ๑๕๗๕
         เป็ นเหตุให้ เกิดหรืออาจเกิดความเสียหายอย่างร้ ายแรงต่อบุตรบุญธรรม บุตรบุญธรรมฟ้ องเลิกได้
         มาตรา ๑๕๙๘/๓๕ การฟ้ องเลิกการรับบุตรบุญธรรม ถ้ าบุตรบุญธรรมมี อายุไม่ครบสิบห้ าปี บริบูรณ์
     ิ                        ี                                     ิ
ให้ บดามารดาโดยกาเนิดเป็ นผู้มอานาจฟ้ องแทน แต่ถ้าบุตรบุญธรรมมีอายุสบห้ าปี บริบูรณ์แล้ ว
บุตรบุญธรรมฟ้ องได้ โดยไม่ต้องได้ รับความยินยอมจากผู้ใด
ในกรณีตามวรรคหนึ่ ง อัยการจะฟ้ องคดีแทนบุตรบุญธรรมก็ได้

International Law

อนุสญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก 4
    ั
    ข้อ 12
         1. รัฐภาคีจะประกันแก่เด็กที่ สามารถ มีความคิดเห็นเป็ นของตนเองได้ แล้ ว
                       ี่                                                 ี
            ซึ่ งสิทธิทจะแสดงความคิดเห็นเหล่านั้นโดยเสรีในทุกๆเรื่ องที่ มผลกระทบต่อเด็ก ทั้งนี้
            ความคิดเห็นดังกล่าวของเด็กจะได้ รับการพิจารณาตามสมควรแก่อายุ และวุฒิภาวะของเด็กนั้น
         2. เพื่ อความมุ่งประสงค์น้ ี
                                                         ิ ี
            เด็กจะได้ รับโดยเฉพาะอย่างยิ่ งโอกาสที่ จะมีสทธิมเสียงในกระบวนพิจารณาทางตุลาการ
                                      ี
            และทางปกครองใดๆที่ มผลกระทบต่อเด็ก ไม่ว่าโดยตรง หรือโดยผ่านผู้แทน หรือองค์กรที่ เหมาะสม
                                                ี ั ิ
            ในลักษณะที่ สอดคล้ องกับระเบียบวิธปฏิบตตามกฎหมายภายใน

Translation

Constitution

Constitution of the Kingdom of Thailand5

Section 53. Children, youth and family members shall have the right to be protected by the
State against violence and unfair treatment. Children and youth with no guardians shall have
the right to receive care and education from the Sate, as provided by law. . . .

Section 80. The State shall protect and develop children and the youth, promote the equality
between women and men, and create, reinforce and develop family integrity and the strength
of communities.

Statutes

Child Protection Act 20036

Chapter 2. Treatment of the Child.

Article 22. Treatment of the Child in any case shall give primary importance to the best
interests of the child and any discrimination of an unfair nature shall not be allowed.

In determining if an act is in the best interests of or unfairly discriminatory to the
child, guidelines stipulated in the ministerial regulations shall be applied.
Article 23. Guardians must take care, exhort and develop a child under their guardianship in
manners appropriate to local traditions, customs and culture but which in any case must not
be below the minimum standards as stipulated in the ministerial regulations. They shall also
safeguard the child under care against potentially harmful circumstances, whether physical or
mental.

Article 24. Permanent Secretaries, provincial governors, district chiefs, assistant district
officers as head of sub - districts or administrative heads of local administration
organizations have the duty to protect the safety of children living in the areas under their
jurisdiction, regardless of whether or not they have parents or guardians, and also have the
authority and duty to supervise and inspect nurseries, remand homes, welfare centres, safety
protection centres, development and rehabilitation centres and observation centres falling
under their jurisdiction. Findings of the inspections shall be reported to the Bangkok
Metropolis Child Protection Committee or the Provincial Child Protection Committee,
depending on the case. They shall also have the same authority and duties as those of
competent officials according to this Act.

Article 25. Guardians of a child are forbidden to act as follows:

1) Abandon a child at a nursery or health care facility, or with a person employed to look
after the child, or at a public place or any other place, with the intention of not taking him or
her back;

2) Neglect a child at any place without arranging for appropriate safety protection or care;

3) Deliberately or neglectfully withhold from a child things that are necessary for sustaining
the child's life or health, to an extent which seems likely to cause physical or mental harm to
the child;

4) Treat a child in ways or manners which hinder his or her growth or development;

5) Treat a child in ways or manners which constitute unlawful caring.

Article 26. Under the provisions of other laws, regardless of a child's consent, a person is
forbidden to act as follows:

1) Commit or omit acts which result in torturing a child's body or mind;

2) Intentionally or neglectfully withhold things that are necessary for sustaining the life or
health of a child under guardianship, to the extent which would be likely to cause physical or
mental harm to the child;

3) Force, threaten, induce, encourage or allow a child to adopt behaviour and manners which
are inappropriate or likely to be the cause of wrongdoing;

4) Advertise by means of the media or use any other means of information dissemination to
receive or give away a child to any person who is not related to the child, save where such
action is sanctioned by the State;
5) Force, threaten, induce, encourage, consent to, or act in any other way that results in a
child becoming a beggar, living on the street, or use a child as an instrument for begging or
committing crimes, or act in any way that results in the exploitation of a child;

6) Use, employ or ask a child to work or act in such a way that might be physically or
mentally harmful to the child, affect the child's growth or hinder the child's development;

7) Force, threaten, use, induce, instigate, encourage, or allow a child to play sports or commit
any acts indicative of commercial exploitation in a manner which hinders the child's growth
and development or constitutes an act of torture against the child;

8) Use or allow a child to gamble in any form or enter into a gambling place, brothel, or
other place where children are not allowed;

9) Force, threaten, use, induce, instigate, encourage or allow a child to perform or act in a
pornographic manner, regardless of whether the intention is to obtain remuneration or
anything else;

10) Sell, exchange or give away liquor or cigarettes to a child, other than for medical
purposes.

If the offences under paragraph one carry heavier penalties under other law,
penalties under such law shall be imposed.

Article 29. Upon finding a child in circumstances which warrant welfare assistance or safety
protection as stipulated under Chapters 3 and 4, a person shall provide basic assistance and
notify a competent official, administrative official or police officer or person having the duty
to protect a child's safety according to Article 24 without delay. A physician, nurse,
psychologist or public health official admitting a child for treatment; teacher, instructor or
employer having the duty to take care of a child who is his or her student or employee, shall
report immediately to a competent official or person having duty to protect a child's safety
according to Article 24, or administrative official or police officer if it is apparent or
suspected that the child has been tortured or is sick due to unlawful care.

Persons notifying or reporting in good faith under this Article shall receive
appropriate protection and shall not be held liable for any civil, criminal or administrative
action arising therefrom.

Article 30. For the benefit of implementation in pursuance of this Act, a competent
official according to Chapters 3 and 4, shall have the authority and duties as follows:

…
2) To question a child when there is reason to suspect that the child is in need of welfare
assistance or safety protection. If necessary, in order that welfare assistance and protection
of safety may be better provided or arranged, the child may be brought to the office of the
competent official to obtain information about the child and his family, including any person
the child is living with. In this regard, such action must be taken without undue delay, but, in
any case, the child may not be detained for more than 12 hours.

When such a period of time has elapsed, the provisions under clause (6) shall apply. During
the time that the child remains in custody, he or she shall be provided for and, if ill, receive
medical care;

Chapter 3. Social Welfare

Chapter 3

Article 32. Children warranting welfare assistance include as follows:

1) Street children or orphans;

2) Abandoned or lost children;

3) Children whose guardians are unable to care for them for whatever reasons, for example,
being imprisoned, detained, disabled, chronically ill, impoverished, juvenile, divorced,
deserted, mentally ill or neurotic;

4) Children whose guardians have inappropriate behaviours or occupations, which might
affect the physical or mental development of the children under their guardianship;

5) Children who have been unlawfully brought up, exploited, abused, or subjected to any
other conditions which are likely to cause them to behave in an immoral manner or suffer
physical or mental harm;

6) Disabled children;

7) Children in difficult circumstances;

8) Children in situations warranting welfare assistance as stipulated in the ministerial
regulations.

Article 33. In the case of a competent official or person having the duty to protect a child's
safety according to Article 24 having been notified by persons according to Article 13 or
having found a child warranting welfare assistance according to Article 32, he or she shall
consider the most appropriate ways and means of providing assistance as follows:

1) To provide assistance and welfare to the child and his or her family or any person
providing care for the child so as to enable them to take care of the child in a manner
pursuant to Article 23;

2) To submit the child into the care of an appropriate person who consents to provide care
for the child for a period as deemed appropriate but not exceeding one month in the case
where it is not possible to act according to clause 1);
3) To facilitate the adoption of the child by a third person in accordance with the law on
child adoption;

4) To send the child to be cared for by an appropriate foster family or nursery consenting to
take the child into care;

5) To send the child to be cared for at a remand home;

6) To send the child to be cared for at a welfare centre;

7) To send the child to receive education or occupational training, or to receive treatment,
rehabilitation, education or occupational training in a development and rehabilitation centre,
or to receive spiritual discipline based on religious principles in a Buddhist temple or other
place of other religion consenting to take the child into care.

The measures for providing welfare assistance in paragraph one shall follow the regulations
laid down by the Permanent Secretary of the Ministry, and in any case, the measures under
clauses 4), 5), 6) or 7) must have the consent of the child’s guardian. Such consent must be
given in writing in compliance with the form stipulated by the Permanent Secretary of the
Ministry or verbally in the presence of at least two witnesses.

In cases where the guardian of the child refuses to give consent without appropriate reason
or is unable to give consent, the Permanent Secretary or the Provincial Governor, as the case
may be, shall be empowered to send the child for welfare assistance according to the said
measures, but not before having heard the recommendations and opinions of experts in the
fields of social welfare and medicine.

The Permanent Secretary or the Provincial Governor, as the case may be, shall be
empowered to fix the period for the provision of welfare assistance under clauses 4), 5), 6)
and 7); however, he or she may use his or her discretion to extend or shorten such period as
deemed appropriate, if there are changes in circumstances. In the meantime during such
period, a competent official shall expeditiously arrange for that the child to be returned to
his or her guardian.

In the case where a request is made by the guardian for the release of a child being provided
welfare assistance and such guardian can demonstrate that he or she is capable of exercising
guardianship over and taking care of the child, the Permanent Secretary or the Provincial
Governor, as the case may be, shall order the release of the child from welfare assistance and
submit the child to his or her guardian, even though the period of
Welfare assistance has not been completed.

In the case where the person receiving welfare assistance has reached 18 years of age but is
still in a condition warranting further assistance, the Permanent Secretary or the Provincial
Governor, as the case may be, may order such person to be granted further assistance until
he or she reaches 20 years of age. However, if, due to a compelling reason, the provision of
welfare assistance to such person must continue further, and such person has no objection,
the Permanent Secretary or the Provincial Governor, as the case may be, may order the
continuation of such assistance as necessary and appropriate, but which in any case shall not
extend beyond the date when such person reaches 24 years of age.

Article 34. A child’s guardian or relative may take the child to apply for welfare assistance at
the Department of Social Development and Welfare or the Provincial Office of Social
Development and Welfare or a remand home, welfare centre or a private development and
rehabilitation centre.

In the case of a child being brought to apply for welfare assistance at the Department of
Social Development and Welfare or the Provincial Office of Social Development and
Welfare, if such child is deemed in need of assistance, a competent official shall consider
providing appropriate welfare assistance according to Article 33 but in the case where a
competent official has not yet been able to find appropriate mean of assistance according to
Article 33, the competent official may send the child to a remand home in the meantime.

In the case of a child being brought to apply for welfare assistance at a remand home,
welfare centre or private development and rehabilitation centre, the child’s guardian shall
provide a competent official with information concerning the child for consideration in
taking further action under paragraph two.

Article 37. When a remand home, welfare centre or development and rehabilitation centre
has received a child according to Article 33 (5), (6) or (7), the person in charge of the child’s
safety shall expeditiously seek to obtain information about and observe the child and his
family, and shall submit without delay his or her views regarding appropriate measures for
welfare assistance and safety protection for each individual child, together with the child’s
record, to the Permanent Secretary or the Provincial Governor, as the case may be, and the
Permanent Secretary or the Provincial Governor shall use his or her discretion to order
action as appropriate.

Article 38. In cases where the Permanent Secretary or the Provincial Governor orders a
child to receive welfare assistance without the consent of the child’s guardian under Article
33, paragraph 2, or where the guardian disagrees with the specified period of assistance
under Article 33, paragraph three, or where the guardian had submitted a request to take the
child back into guardianship but such request had been rejected by the Permanent Secretary
or the Provincial Governor under Article 33, paragraph four, the child’s guardian shall by all
means have the right to bring the case to the court which has the jurisdiction over that area
in accordance with Article 5 within one hundred and twenty days from the day of
notification of the court’s order.

Article 39. In the case where the guardian, having taken a child back into his or her
guardianship, displays conduct which suggests that he or she will resume unlawful caring
behaviour, a competent official or person having the duty to protect the child’s safety
according to Article 24 shall give advice to the guardian. If the guardian does not act
according to the advice given, the competent official shall submit a petition to the
Permanent Secretary, the Provincial Governor, District Chief or Assistant District Officer as
Head of the Sub-District, as the case maybe, to summon the guardian to be put under a
bond of performance whereby he or she shall not act in any way that will constitute unlawful
care to the child again, and deposit the bond money in the appropriate amount according to
the statute; however, the duration of the bond deposit shall not exceed two years. If the
bond of performance is violated, the money deposited shall be forfeited under the Child
Protection Fund according to Article 69.

The giving of advice or requisition of a bond shall take into account the economic status of
the child’s guardian and the best interests of the child.

The Civil and Commercial Code, Book V7

Title II Parent and Child

Chapter II Rights and Duties of Parent and Child

Section 1564. Parents are bound to maintain their children and to provide proper education
for them during their minority.

When the children are sui juris, parents are bound to maintain them only when they are
infirm and unable to earn their living.

Section 1582. When the person exercising parental power is adjudged incompetent or quasi-
incompetent, or abuses his or her parental power as regards the child’s person, or is guilty of
gross misconduct, the Court may, of its own motion or on the application of a close relative
of the child or of the Public Prosecutor, order the deprivation of the parental power either
partly or wholly.

If the person exercising parental power is bankrupt or likely to endanger the child’s property
by mismanagement, the Court may, upon the same proceedings as mentioned in the
foregoing paragraph, order the deprivation of the right of management.

Section 1583. If the causes mentioned in the forgoing section have ceased to exist, a person
who has been partly or wholly deprived of parental power may recover it by permission of
the Court on application made by him or by a close relative of the child.

Chapter III Guardianship8

Section 1585. A person who is not sui juris and has no parents, or whose parents have been
deprived of their parental power, may be provided with a guardian during minority.

In case where the person exercising parental power is partially deprived of such parental
power under Section 1582 paragraph 1, a guardian may be appointed with regard to such
deprived part of power. In the case where the person exercising parental power is partially
deprived of such power to manage the property under Section 1582 paragraph 2, a guardian
may be appointed for the purpose of managing the property.

Section 1586. The guardian as provided in Section 1555 may be appointed either by the will
of the last surviving parent, or by order of the Court on application of a relative of the minor
or of the Public Prosecutor.
Subject to Section 1590, the guardian must be appointed according to the testamentary
disposition, if existing, except the will has no effect or the person provided in the will is
forbidden from the guardianship under Section 1587.

Section 1587. Any person sui juris may be appointed a guardian, except the following:
(1)     persons adjudged incompetent or quasi-incompetent;
(2)     bankrupts;
(3)     persons unfit to take charge of the person or property of the minor;
(4)     persons having or having had a lawsuit against the minor, an ascendant of the minor,
or brothers and sisters of full blood or half blood of the minor;
(5)     persons having been excluded by name from the guardianship by the last surviving
parent.

Section 1598/2. A guardian has the same rights and duties as a person exercising parental
power as provided in Section 1564 paragraph 1 and Section 1567.

Section 1598/8. A guardian shall be discharged by the court in the following cases:
(1)     the guardian fails to perform his duties;
(2)     the guardian is guilty of gross negligence in performing his duties;
(3)     the guardian abuses his functions;
(4)     the guardian is guilty of such misconduct as to make him unworthy of a post of
confidence;
(5)     the guardian is inefficient in his duties to the extent that the wards’ interests are likely
to be imperiled;
(6)     in the cases as provided in Section 1587 (3) (4) or (5).

Section 1598/9. An application for the discharge of a guardian, as provided in Section
1598/8, may be made by the ward himself if he is not less than fifteen years of age, or by a
close relative, or by the Public Prosecutor.

Section 1598/14. A guardian is not entitled to receive remuneration, except the following:
(1)       in the case that it is provided in the will, the guardian shall receive the remuneration
as provided in the will;
(2)       in the case that it is neither provided nor prohibited in the will, the guardian may
subsequently request the Court to designate the remuneration, and the Court may designate
at its discretion;
(3)       in the case that there is neither appointment of the guardian in the will nor the
prohibition of the guardian from receiving remuneration, the Court may designate the
remuneration in the act appointing the guardian, or the guardian may subsequently request
such designation from the Court, which may designate at its discretion.

Remuneration shall be considered with due regard to the relative means and to the respective
station in life of the guardian and the ward.

If the guardian or the ward has demonstrated that such relative means and the respective
station in life have altered after assuming the parental duties, the Court may order any
modification to the remuneration correspondingly. This section is also applicable to the case
where the will prohibits the guardian from receiving remuneration.

Chapter IV Adoption.9

Section 1598/20 If the person adopted is not less than fifteen years of age, his consent shall
be obtained.

Section 1598/21 The adoption can take place only with the consent of the parents of the
adopted. In the case that one of the parents has deceased or been deprived of the parental
power, the consent may be given by the other parent with the parental power.

If there is no authorized person to give such consent as provided in paragraph 1, or if the
parents are unable to make a declaration of the consent or do not give the consent without
appropriate reason, adverse to the well-being of the adopted; the person to adopt or the
Public Prosecutor shall request the order of the Court in lieu of such consent.

Section 1598/25 A person who is to adopt, or a person who is to be adopted, must, if
married, obtain the consent of his or her spouse. In case that the spouse is unable to give the
consent, or has departed from the residence and disappeared for not less than one year, an
application with the Court must be filed to grant the order of permission in lieu of such
consent.

Section 1598/33 As regards actions for dissolution of adoption:
(7) If the adopter fails to comply with his parental duties . . . or to the extent that causes or
may cause serious injury to the adopted, the adopted may claim dissolution.

Section 1598/35 As regards actions for dissolution of adoption, an adopted who is under
fifteen years of age must have his natural parents enter an action for the dissolution on his
behalf.

In the case as provided in paragraph 1, the Public Prosecutor may enter the action on behalf
of the adopted.

International Law

Convention on the Rights of the Child10

Article 12
1. States Parties shall assure to the child who is capable of forming his or her own views the
right to express those views freely in all matters affecting the child, the views of the child
being given due weight in accordance with the age and maturity of the child.
2. For this purpose, the child shall in particular be provided the opportunity to be heard in
any judicial and administrative proceedings affecting the child, either directly, or through a
representative or an appropriate body, in a manner consistent with the procedural rules of
national law.

Local Contact Information
Chakkrid Chansang
Centre for Protection of Children’s Rights (CPCR)
185/16 Charansanitwong 12 Rd., Bangkok Yai, Bangkok, Thailand 10600
Telephone: 66-2-412-1196, 412-0739, 864-1421
Fax: 66-2-412-9833
Email: cpcr@internetksc.th.com
Website: www.thaichildrights.org

Additional Resources and Links

Child Protection Special: Part One, Bangkok Post, “Who cares, wins” June 8-14, 2004.
http://www.bangkokpost.net/education/site2004/cvjn0804.htm



Endnotes
1 This page is also available as a .pdf Document, and Word Document.
2รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 [CONSTITUTION OF THE KINGDOM OF THAILAND],

available at http://www.parliament.go.th/con40/con-main.htm.
3Commercial and Civil Code of the Kingdom of Thailand, Book V, (as amended 1990), available at

http://www.kodmhai.com/ .
4 Full text of the UN Convention on the Rights of the Child in Thai, available at

http://www.unicef.org/magic/media/documents/CRC_Thai_language_version.pdf, and also as .pdf
Document.
5 Official Translation of the Constitution of the Kingdom of Thailand, done by the Office of the Council of

State, Thailand, available at
http://www.krisdika.go.th/lawHtmStaticContent01.jsp?frm=tmp&page=eng&lawType=law1&lawCode=%c3
06&lawID=%c306-10-2540-a0001, and also here, and also as .pdf Document, and also as Word Document.
6 Child Protection Act 2003 (Thai), available as .pdf Document. English version available as .pdf Document.
7 Unless otherwise noted, translations of the Civil and Commercial Code of Thailand, Book V is an Official

translation, accepted by the Judicial Council, prepared by Prasert Suttawarasit and Kamol Sandhikshetrin (1971).
8 Translations of sections of the Civil and Commercial Code pertaining to Guardianship—e.g. 1585-87, 1598(2),

1598(8), 1598(9), and 1598(14)—are unofficial translations based on official translation by Suttawarasit and
Sandhikshetrin.
9 Translations of sections pertaining to adoption—e.g. 1598(20), 1598(21), 1598(33),1589(35).
10Convention on the Rights of the Child, art. XII, G.A. res. 44/25, annex, 44 U.N. GAOR Supp. (No. 49) at

167, U.N. Doc A/44/49 (1989) (acceded to by Thailand on March 27, 1992).

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Tags:
Stats:
views:8
posted:9/12/2012
language:English
pages:19