Circular Flow ????? ????? ?? ??? ? by w1F535

VIEWS: 0 PAGES: 6

									                             ่
    การบ้ าน รศ.ดร.ภิรมย์ จันถาวร
    1. กระแสการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ (Circular Flow) หมายถึงอะไร เขียนรู ป อธิบายความสัมพันธ์ ของหน่ วยทีสาคัญทางเศรษฐกิจ ด้ วย
                                                                                                           ่
    กระแสการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ หมายถึง การหมุนเวียนของการใช้จ่ายและการผลิตสิ นค้าและบริ การในระบบเศรษฐกิจ
    มีโครงสร้างดังนี้
                                                                                                                     ้          ้
    1. หน่วยเศรษฐกิจ (Economic unit) คือ บุคคลหรื อสถาบันหนึ่งที่ดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อให้บรรลุเป้ าหมายที่ตองการ เช่น ผูผลิต
               ้
         และผูบริ โภค
    2. กิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Economic Activity) คือ
         การซื้อขายแลกเปลี่ยนปัจจัยการผลิตรวมมทั้งสิ นค้าและบริ การกระแสหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
         คือกระแสหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีเงินทาหน้าที่เป็ นสื่ อกลางภาคเศรษฐกิจ
         ประกอบด้วยภาคครัวเรื อน ภาคธุรกิจ ภาครัฐบาล และภาคต่างประเทศ
                                                                             ้
ภาคครัวเรือน (Household Sector) ทาหน้าที่เป็ นเจ้าของปัจจัยการผลิตและผูบริ โภค
                                             ้
ภาคธุรกิจ (Business Sector) ทาหน้าที่เป็ นผูผลิต
                                                                                           ่
ภาครัฐ (Public Sector) ในทางเศรษฐศาสตร์ ภาครัฐมีหน้าที่ดูแลเสภียรภาพทางเศรษฐกิจ ไม่วาในช่วงเศรษฐกิจตกต่าหรื อฟื้ นตัว
โดยอาศัยนโยบายด้านรายได้ รายจ่าย และการขาดดุลการคลัง
                                               ู้
ภาคต่ างประเทศ (External Sector) ทาหน้าที่ผติดต่อเพื่อการค้าขายหรื อลงทุนระหว่างประเทศ
ประกอบด้ วยภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจเพียง 2 ภาค
ระบบเศรษฐกิจอย่างง่าย ข้ อสมมติฐาน
              1) เป็ นระบบเศรษฐกิจแบบปิ ด (Close Economy) หรื อไม่มีการติดต่อกับต่างประเทศ
               2) ไม่มีภาครัฐบาล
                                           ั
               3) ภาคครัวเรื อนนารายได้ท้ งหมดจากการขายปั จจัยการผลิต ไปซื้อสิ นค้าและบริ การจากภาคธุรกิจ
                      ่
               4) ไม่วาภาคธุรกิจจะผลิตสิ นค้าและบริ การเท่าได ก็สามารถขายได้หมด
               5) ภาคธุรกิจนาเงินที่ขายสิ นค้าและบริ การทั้งหมด ซึ้อปั จจัยการผลิตจากภาคครัวเรื อน
               6) ไม่มีการลงทุนและไม่มีการสึ กหรอของสิ นค้าทุน




                  ่
จากรู ป จะเห็นได้วา ภาคครัวเรื อนขายปัจจัยทั้งหมดให้ภาคธุรกิจขณะที่ภาคธุรกิจก็ขายสิ นค้าและบริ การให้ภาคครัวเรื อนทั้งหมด
กระแสนี้คือกระแสวัตถุ (Real Flow) ได้แก่ ปั จจัยการผลิต และสินค้าและบริ การในอีกด้านหนึ่ง ภาคธุรกิจก็จ่ายค่าตอบแทนให้แก่ภาคครัวเรื อน
และภาคครัวเรื อนก็นารายได้น้ ีไปจ่ายเป็ นค่าซื้อสิ นค้าและบริ การจากภาคธุรกิจกระแสดังกล่าวคือกระแสเงิน (Money Flow)
ซึ่งสอดคล้องกับธุรกรรมทางเศรษฐกิจ (Economic Transactions) ที่เกิดขึ้นในกระแสของวัตถุกระแสที่เกิดขึ้นดังกล่าว
สามารถสรุ ปได้คือจากข้ อสมมติข้างต้ น ในระยะเวลาใดเวลาหนึ่งนั้นมูลค่ าของสินค้ าและบริการ= รายได้ ของภาคครัวเรือน=
รายจ่ ายในการซื้อสินค้ าและบริการ
ระบบเศรษฐกิจแบบปิ ด
                                                                 ้
ปรกกอบไปด้วยภาคครัวเรื อน ภาคธุรกิจ และภาครัฐบาล โดยมีขอสมมติเพิ่มเติมว่า
1) เป็ นระบบเศรษฐกิจแบบปิ ด
2) ระบบเศรษฐกิจมีส่วนรั่วไหลและส่วนอัดฉี ด
                                                                 -2-




ส่ วนรั่วไหล (Leakage) คือรายได้ทรั่วไหลออกจากกระแสการหมุนเวียน
                                        ี่
                                 ั
คือครัวเรื อนไม่ได้นารายได้ท้ งหมดจากการขายปั จจัยการผลิตไปซื้อสิ นค้าและบริ การ ทาให้รายได้ที่หมุนเวียนในกระแสดังกล่าวลดลง
ส่วนรั่วไหลในที่น้ ีคือ การออมในประเทศ รวมถึงการไหลออกของเงินทุนไปยังต่างประเทศในกรณี ระบบเศรษฐกิจแบบเปิ ด
ส่ วนอัดฉีด (Injection) คือรายได้ส่วนทีเ่ ข้ ามาในกระแส ได้ แก่ การลงทุน (เงินกู้)
รวมถึงการไหลเข้ าของเงินทุนจากต่ างประเทศในกรณี ระบบเศรษฐกิจแบบเปิ ด
                                                                                                       ้ื
โดยทัวไป ในระบบเศรษฐกิจจะมีผใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ ขณะเดียวกันก็มีผที่ใช้จ่ายมากกว่ารายได้ จึงมีการกูยมเกิดขึ้น
       ่                             ู้                                     ู้
                                             ้ ู้  ้
โดยมีตลาดการเงินเป็ นสื่ อกลางระหว่างผูกและผูออมในส่วนของภาครัฐ การที่ภาครัฐเก็บภาษี ถือเป็ นส่วนรั่วไหลของกระแสเศรษฐกิจ
เนื่องจากเป็ นการดึงรายได้จากครัวเรื อนส่วนหนึ่งออกมาจากกระแสเข้าสู่ภาครัฐ
ทาให้ครัวเรื อนมีการใช้จ่ายเพื่อซื้อสิ นค้าและบริ การจากภาคธุรกิจลดลง
รวมถึงการเก็บภาษีจากภาคธุรกิจอันจะส่งผลให้มีการใช้จ่ายเพื่อซื้อปั จจัยการผลิตจากภาคครัวเรื อนลดลงอย่างไรก็ดี
เมื่อภาครัฐใช้จ่ายเพื่อซื้อสิ นค้าและบริ การจากภาคธุรกิจรวมถึงจ่ายค่าตอบแทนปัจจัยการผลิตแก่ภาคครัวเรื อน
จะส่งผลให้เกิดการอัดฉีดรายได้เข้าสู่กระแสเศรษฐกิจ ทาให้ภาคธุรกิจขายสิ นค้าและบริ การได้มากขึ้น
ส่งผลให้สามารถขยายการผลิตโดยการซึ้อปั จจัยการผลิตได้มากขึ้น รายได้ของครัวเรื อนก็จะเพิ่มขึ้น
สามารถนาไปซื้อสิ นค้าและบริ การจากภาคธุรกิจได้เพิ่มขึ้นอีก
                                           ่                      ่
มูลค่ าของสินค้ าและบริการ= รายจ่ ายเพือการบริโภค+รายจ่ ายเพือการลงทุน+รายจ่ ายของรัฐบาล



ระบบเศรษฐกิจแบบเปิ ด
ประกอบด้วยภาคครัวเรื อน ภาคธุรกิจ ภาครัฐบาล และภาคต่างประเทศ เป็ นระบบเศรษฐกิจแบบเปิ ด (Open Economy)
                                                                            -3-
                                                                                     เมื่อภาคครัวเรื อนนาเข้าสิ นค้าและบริ การจากต่างประเทศ
ก็จะมีรายได้ส่วนหนึ่งไหลออกจากกระแสการหมุนเวียน ทาให้ภาคครัวเรื อนมี
การใช้จ่ายซื้อสิ นค้าและบริ การจากภาคธุรกิจในประเทศลดลง ภาคธุรกิจก็จะใช้ปัจจัยการผลิตจากภาคครัวเรื อนลดลง ภาคครัวเรื อนก็จะได้
รายได้จากการขายปั จจัยการผลิตลดลง
ทั้งหมดนี้ทาให้มูลค่าของกระแสหมุนเวียนของเศรษฐกิจลดลงแต่หากภาคธุรกิจและครัวเรื อนส่งออกสิ นค้าและบริ การไปต่างประเทศ
ก็จะทาให้มีรายได้มากขึ้น ภาคครัวเรื อนก็จะซื้อสิ นค้าและบริ การจากภาคธุรกิจในประเทศได้มากขึ้น ขณะที่
ภาคธุรกิจเอง เมื่อขายสิ นค้าและบริ การได้มากขึ้น ก็จะมีรายได้ขยายการผลิตโดยซื้อปั จจัยการผลิตได้มากขึ้น ทาให้รายได้ของครัวเรื อนเพิ่มขึ้น
ส่งผลให้มูลค่าของกระแสเศรษฐกิจมีมากขึ้น
                                       ่                      ่                                        ่
มูลค่ าของสินค้ าและบริการ= รายจ่ ายเพือการบริโภค+รายจ่ ายเพือการลงทุน+รายจ่ ายของรัฐบาล+รายจ่ ายเพือการส่ งออกสุ ทธิ

2. บัญชีรายได้ ประชาชาติ หมายความว่ าอย่ างไร อธิบาย GNP, GDP,การคานวนในด้ าน product approach,income approach, และ expenditure
approach เป็ นอย่ างไร สาคัญอย่ างไร อธิบาย
                                                                                                        ้
บัญชีรายได้ ประชาชาติ (National Income: NI) หมายความว่ า รายได้ ประชาชาติ คือรายได้ ทเี่ กิดขึนจริงจากการผลิต
หรื อมูลค่ าของสินค้ าและบริการขั้นสุ ดท้ ายทั้งหมดทีประเทศผลิตขึนในระยะเวลา 1 ปี มีความหมายคล้ายกับผลิตภัณฑ์ประชาชาติสุทธิ
                                                       ่             ้
(Net National Product: NNP)
1. ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ ม ว ล ร ว ม ป ร ะ ช า ช า ติ เ บื้ อ ง ต้ น ( Gross                                           National                           Product:
                                                                  ั
GNP)คือมูลค่าของสิ นค้าและบริ การขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นใหม่ท้ งหมดในระยะเวลาหนึ่งที่ผลิตจากปั จจัยการผลิตที่ถือกรรมสิ ทธิ โดยพลเมืองของปร
ะ
2. ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ ม ว ล ร ว ม ภ า ย ใ น ป ร ะ เ ท ศ เ บื้ อ ง ต้ น ( Gross                             Domestic              Product:                 GDP)
คื อมู ลค่ าข องสิ นค้ า แ ละ บริ การ ขั้ น สุ ดท้ า ย ทั้ ง หม ดใน ระ ยะ เวล าห นึ่ ง ที่ ผลิ ต ขึ้ น ให ม่ จ ากปั จจั ย การผ ลิ ต ที่ มี อยู่ ใ นป ระ เท ศ
ไ ม่ ว่ า จ ะ เ ป็ น สิ น ค้ า ห รื อ บ ริ ก า ร ใ ด ก็ ต า ม โ ด ย อิ ง ต า ม อ า ณ า เ ข ต ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ
นันคือไม่คานึงว่าทรัพยากรที่ผลิตสิ นค้าจะเป็ นกรรมสิ ทธิของคนเชื้อชาติเทศใด
   ่
การคานวนในด้ าน (product approach)
     • คิดเฉพาะมูลค่าของสิ นค้าและบริ การขั้นสุดท้าย ( Final Goods and Service ) รวมถึงส่วนเปลี่ยนของสิ นค้าคงเหลือ
            ซึ่งนับเป็ นสิ นค้าขั้นสุดท้าย                        n
                                           GDP   pi Qi
                                                                i 1


     •    คิดแบบมูลค่าเพิม ( Value Added Method ) เพื่อป้ องกันการนับซ้ า
                         ่

ตัวอย่ าง….การคานวณรายได้โดยวิธีรวมมูลค่าเพิ่ม
ขั้นการผลิต      มูลค่ าขาย       มูลค่ าขั้นกลาง                       ่
                                                              มูลค่ าเพิม
ข้าว             4                0                           4
แป้ ง            6                4                           2
ขนมปัง           20               6                           14
แซนวิซ           25               20                          5
รวม              55               30                          25
การคานวณด้ านรายได้ ( Income Approach )
                                                                 -4-
•     การคานวณด้านรายได้จะประกอบด้วย                                                               ั
                                                                                การคานวณรายได้ท้ งหมดจากเจ้าของปัจจัยการผลิต(
      ผลตอบแทนจากการใช้ปัจจัยการผลิต ) ที่ได้มีการขายปัจจัยการผลิตให้กบผูซ้ือ ั ้
                  ้                                                         ั
• รายได้ตองไม่มีการรวมเงินโอน ( Transfer Payment ) ที่รัฐมีการจ่ายให้กบครัวเรื อน
ประกอบด้ วย
• ค่าจ้างเงินเดือนและเงินทดแทนอื่นที่จ่ายให้แก่ลูกจ้าง
• รายได้ที่เอกชนรับในรู ปค่าเช่า
• ดอกเบี้ยสุทธิ
                                    ่
• รายได้ของกิจการที่ไม่อยูในรู ปบริ ษท        ั
• ค่าเสื่ อมราคา
                     ั
• กาไรของบริ ษทก่อนหักภาษี
• ภาษีทางอ้อมของธุรกิจ ( ต่างจากภาษีทางตรง คือ ??? )
• การคานวณด้ านรายจ่ าย( Expenditure Approach )
      เป็ นการคิดจากรายจ่ายที่ไม่แสวงหาผลกาไรเพื่อนามาซื้อสิ นค้าและบริ การในระยะเวลาเดียวกัน แยกเป็ น 4 ประเภท
           • รายจ่ายเพื่อการอุปโภคภาคเอกชน ( Consumption ; C )
           • รายจ่ายเพื่อการลงทุน ( Investment ; I )
           • รายจ่ายเพื่อการซื้อสิ นค้าบริ การภาครัฐ ( government Expenditure ; G )
           • การส่งออกสุทธิ ( Net Export ; X - M )
รายได้ประชาชาติ = C + I + G + ( X - M )
รายจ่ ายเพือการอุปโภคภาคเอกชน ( C ) คือ ค่าใช้จ่ายของฝ่ ายครัวเรื อนในการซื้อสิ นค้าและบริ การ ซึ่งอาจเป็ นสิ นค้าถาวรหรื อสิ นค้าไม่ถาวร
              ่
และอาจเป็ นค่าบริ การ
รายจ่ ายเพือการซื้อสินค้ าบริการภาครัฐ ( G ) คือ ค่าใช้จ่ายของฝ่ ายรัฐบาลในการซื้อสิ นค้าและบริ การจากภาคธุรกิจ
            ่
ค่าจ้างและเงินเดือนของข้าราชการ
รายจ่ ายเพือการลงทุนภาคเอกชน ( I ) คือ รายจ่ายภาคธุรกิจเพื่อการลงทุน แบ่งเป็ น 3 ประเภท คือ
                ่
1. รายจ่ายเพื่อการก่อสร้างใหม่
2. รายจ่ายเพื่อซื้อเครื่ องมือเครื่ องจักร อุปกรณ์ เพื่อผลิตสิ นค้า บริ การ
3. ส่วนเปลี่ยนของสิ นค้าคงเหลือ
จานวนผลิต = จานวนขาย + ( สิ นค้าปลายงวด - สิ นค้าต้นงวด )
การส่งออกสุทธิ ( X - M ) คือ มูลค่าของสิ นค้าและบริ การที่ประเทศส่งออกหักด้วยมูลค่าของสิ นค้าและบริ การที่นาเข้าจากต่างประเทศ
ท่านคิดว่าอะไรเป็ นปั จจัยที่กาหนดตัวแปรทางเศรษฐกิจต่างๆเหล่านี้ ????



รายได้ ประชาชาติสามารถแยกรายละเอียดได้ เป็ น GDP GNP NDP NNP NI PI DI (ไว้ประกอบความรู ้)…………
1. ผลิตภัณฑ์ประชาชาติในประเทศเบื้องต้น ( Gross Domestic Product : GDP ) คือ
มูลค่าของสิ นค้าและบริ การขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นในประเทศ โดยยึดอาณาเขตทางการเมืองเป็ นสาคัญ
        ึ                                                                            ั
โดยไม่ยดว่าทรัพยากรนั้นเป็ นของคนชาติใด เช่น ชาวไทยไปทางานที่ซาอุ รายได้ในซาอุนบเป็ น GDP ของประเทศซาอุ และหากมารายน์
                                     ั
มาร้องเพลงในไทยรายได้ที่เกิดขึ้นก็นบว่าเป็ น GDP ของไทยด้วย
                                                                     -5-
2. ผลิตภัณฑ์ประชาชาติเบื้องต้น ( Gross National Product :                 GNP ) คือ
มูลค่าของสิ นค้าและบริ การขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นด้วยทรัพยากรของประเทศในระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้น ระหว่าง GDP และ GNP
                                                                                           ั
จะต่างกันตรงเรื่ องของการเคลื่อนย้ายทรัพยากรระหว่างประเทศ โดยมีความสัมพันธ์กนว่า GNP = GDP + รายได้สุทธิจากต่างประเทศ
ตัวอย่ าง …….ในปี 2000 ไทยมี GDP อยู่ 1 แสนล้าน ในขณะที่ลาวมี GDP อยู่ 5 หมื่นล้าน สาหรับในไทยมีชาวต่างชาติ ( ไม่รวมลาว )
มีรายได้อยู่ 1 พันล้าน และรายได้ของชาวลาวอยู่ 2 พันล้าน ในทางกลับกัน ที่ประเทศลาวมีคนไทยมีรายได้ 1.5 พันล้าน และคนต่างชาติ
                                                  ่                                ่
( ไม่รวมไทย ) มีรายได้ 0.5 พันล้าน และสมมติวาไม่มีคนไทยและคนลาวไปอยูในประเทศอื่นๆเลย จงคานวณหา GNP ของทั้งสองประเทศ
3. ผลิตภัณฑ์ประชาชาติในประเทศสุทธิ ( National Domestic Product: NDP ) คือ GDP หักด้วยค่าเสื่ อมราคา ( Depreciation or Capital
Consumption Allowance )
4. ผลิตภัณฑ์ประชาชาติสุทธิ ( Net National Product: NNP ) คือ GNP หักด้วยค่าเสื่ อมราคา ทาไมต้องหักค่าเสื่ อมราคา ?????
5. รายได้ประชาชาติ ( Net Income : NI ) หมายถึง NNP นันเอง แต่มีความแตกต่างที่การคานวณมูลค่าว่าใช้ราคาปั จจัยการผลิตหรื อราคาตลาด
                                                            ่
                                                                                                                    ้
• ราคาปั จจัยการผลิตหมายถึงค่าตอบแทนที่ให้แก่ปัจจัยการผลิตโดยตรง แต่ราคาตลาดมีการรวมภาษีทางอ้อมธุรกิจไว้ดวย ( ราคาตลาด
     เท่ากับ ต้นทุนค่าปั จจัย + ภาษีทางอ้อม )
• NI = NNP - ภาษีทางอ้อมธุรกิจ
6. รายได้ส่วนบุคคล ( Personal Income : PI ) รายได้ที่ได้รับจริ งก่อนหักภาษีเงินได้ที่ครัวเรื อนต้องจ่าย
• มีความแตกต่างจากรายได้ประชาชาติในส่วนที่หน่วยผลิตไม่ได้มีการจัดสรรให้กบครัวเรื อน      ั
                                                    ั          ั          ั
• PI = NI - ภาษีประกันสังคม - ภาษีรายได้บริ ษท - กาไรที่ยงไม่ได้จดสรร + ( เงินโอน + ดอกเบี้ยที่เอกชนได้รับจากรัฐบาล )
7. รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริ ง ( Disposable Income : DI ) คือ รายได้ที่ครัวเรื อนใช้จ่ายได้จริ ง
• นันคือ รายได้ที่ครัวเรื อนได้รับ ( PI ) ที่มีการหักภาษีเงินได้ ไปแล้ว
        ่
• DI = PI - ภาษีเงินได้
8. รายได้เฉลี่ยส่วนบุคคล ( Per Capita Income ) เป็ นการถัวเฉลี่ยของบุคคลในประเทศ โดยสามารถคานวณจาก
รายได้ต่อบุคคล = ผลิตภัณฑ์ประชาชาติเบื้องต้นปี ที่ n
                               จานวนประชากรปี ที่ n
รายได้ ประชาชาติตามราคาตลาด และตามราคาคงที่
                                           ั
• GNP พิจารณาโดยใช้ราคาในปัจจุบน ดังนั้นเมื่อเวลามีการเปลี่ยนแปลงไปราคาของสิ นค้าก็จะเปลี่ยน
     การคานวณมูลค่าเพื่อเปรี ยบเทียบก็อาจไม่เห็นภาพที่แท้จริ ง เพราะมูลค่าคือ ราคาคูณปริ มาณ ดังนั้นอาจมีผลเปลี่ยนแปลงที่มาจากราคา
     หรื อปริ มาณ
• ดังนั้นจึงมีการเลือกใช้ Real GDP เป็ นการแก้ปัญหา โดยใช้ ดัชนีราคาเป็ นตัวปรับ ซึ่งดัชนีราคาตัวนั้นเรี ยกว่า
     ดันีผลิตภัณฑ์ประชาชาติภายในประเทศ ( GDP Deflator )
                  Money GNPn
 Re al GNP                     100
                  GDP Deflator
“การที่ Money GNP มีการเพิ่มขึ้นอาจไม่ได้หมายความว่าปริ มาณผลผลิตรวมในประเทศสูงขึ้น” ท่านเข้าใจคากล่าวนี้อย่างไร จงอธิบาย ????
• ความสาคัญของบัญชีรายได้ประชาชาติ
• ข้อพึงระวังในการใช้เพื่อการวิเคราะห์ปัญหาทางเศรษฐกิจ



3. ความหมายของการเงินการคลังภาครัฐ ในเรื่องงบประมาณ และลักษณะของงบประมาณ เป็ นอย่ างไร
        การเงินการคลังภาครัฐภาครัฐ หมายถึง การกาหนดนโยบายและการดาเนินการทางด้านการเงินการคลัง การจัดหารายได้
 เงินคงคลังและการก่อหนี้รวมถึงการใช้จ่ายของรัฐบาล ซึ่งแต่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเพื่อบรรลุเป้ าหมาย
                                                              -6-
 ที่รัฐต้องการหรื อ บทบาทหน้าที่ของรัฐกาหนดรายรับ-รายจ่าย         ที่เกี่ยวข้องกับการดาเนินการของรับให้บรรลุเป้ าหมาย
           งบประมาณหมายถึง เครื่องมือทางการเงิน ทางการบริหาร ทางการเมือง โดยมีเอกสารเป็ นตัวแสดงความต้องการ
 แยกเป็ นความหมายในฐานะต่าง ๆ ดังนี้
1. งบในฐานะเครื่องมือของรัฐบาล ประกอบด้วยเครื่ องมือการบริ หารประเทศ(วางแผนควบคุมการบริ หาร) เครื่ องมือ
 การคลังของประเทศ
2. งบในฐานะทีเ่ ป็ นเรื่องทางการเมือง (เป็ นกระบวนการทางการเมืองในการประนีประนอมระหว่างกลุ่มทางการเมืองต่าง ๆ
                                     ั                ้ ้
 เพื่อให้ได้ตามที่ตนต้องการ และมีพนธะสัญญาระหว่างผูให้-ผูรับ)
3. งบในฐานะทีเ่ ป็ นเอกสาร แสดงความต้องการของรัฐและหน่วยงาน
       ลักษณะของงบประมาณมี 3 ลักษณะ
       1. งบประมาณสมดุล (Balance Budget) คือ งบประมาณที่รายได้ของรัฐเท่ากับรายจ่ายของรัฐบาล
       2. งบประมาณเกินดุล (Surplus Budget) คือ งบประมาณที่รายได้ของรัฐบาลมากกว่ารายจ่ายของรัฐบาล
       3. งบประมาณขาดดุล (Deficit Budget) คือ งบประมาณที่รายได้ของรัฐบาลน้อยกว่ารายจ่ายของรัฐบาล

								
To top