Typical physical findings included oxygen saturation below 90 by WJQQY8G

VIEWS: 1,293 PAGES: 16

									                               ่
                       ปัจจัยทีอาจมีผลต่ อการเกิดภาวะไข้ ชัก ในผู้ป่วยไข้ ชักโรงพยาบาลศรี นครินทร์
                    Possible Risk Factors of the Child with Febrile Seizures in Srinagarind Hospital
                                                      ตระการ แซ่ลิ้ม

หลักการและเหตุผล:                                                    ั
                                                          ภาวะไข้ชกเป็ นอาการฉุ กเฉิ นทางระบบประสาทที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก
สาเหตุของภาวะไข้ชกยังไม่เป็ นที่ทราบแน่ชด
                               ั                  ั                                              เชื่อว่ามีหลายปั จจัยมาเกี่ยวข้อง
                                 ั
เนื่องจากข้อมูลภาวะไข้ชกในประเทศไทยยังมีนอย         ้
         ั                                                               ั     ้
งานวิจยนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อศึกษาหาปั จจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะไข้ชกในผูป่วยที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลศรี นคริ นทร์
วัตถุประสงค์ :
                                                           ั       ้
           1.เพื่อทราบถึงปั จจัยที่มีผลทาให้เกิดภาวะไข้ชกในผูป่วยเด็กที่มารับการรักษา
             ที่โรงพยาบาลศรี นคริ นทร์
                                              ้              ั
           2. เพื่อทราบถึงสาเหตุของไข้ในผูป่วยภาวะไข้ชกที่มารับการรักษาที่
              โรงพยาบาลศรี นคริ นทร์
                                                ้              ั
           3. เพื่อทราบถึงข้อมูลพื้นฐานของผูป่วยภาวะไข้ชกที่มารับการรักษาที่
              โรงพยาบาลศรี นคริ นทร์
 วิธีการศึกษา:
การศึกษาครั้งนี้เป็ นการศึกษาเชิงพรรณาที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบย้อนหลังโดยศึกษาจากบันทึกการรักษาของผูป่วย                  ้
ที่ได้รับข้อมูลจากเวชระเบียน เกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐาน ได้แก่ อายุ เพศ ลักษณะการชักไข้และการติดเชื้อก่อนชัก
                     ั
ประวัติภาวะไข้ชกและลมชักในครอบครัว                    ประวัติการได้รับวัคซีน              ประวัติการฝากครรภ์           การคลอด
ภาวะแทรกซ้อนขณะคลอดและหลังคลอด                         ภาวะโลหิ ตจาง             รวมถึงผลการตรวจโลหิ ตวิทยา            การชักซ้ า
      ้                                                 ั
ในผูป่วยทุกรายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็ นภาวะไข้ชก (febrile seizures) ช่วงอายุ 3 เดือนถึง 5 ปี
ที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลศรี นคริ นทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งแต่ 1 มกราคม 2543 ถึง 31
สิ งหาคม 2548 เป็ นระยะเวลา 5 ปี 8 เดือน
                             ้        ั
 ผลการศึกษา: พบผูป่วยภาวะไข้ชก 422 ราย แต่พบประวัติ 269 ราย อายุเฉลี่ย 20 เดือน อัตราส่ วนเพศชายต่อเพศหญิง
1.2:1 อุณหภูมิเฉลี่ย 39 ๐C ปั จจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะไข้ชกมากที่สุด คือประวัติภาวะไข้ชกในครอบครัว
                                                                 ั                             ั
                                                                       ั
ปั จจัยรองลงมาได้แก่ ภาวะตัวเหลือง สาเหตุของไข้ในภาวะไข้ชกที่พบมากที่สุดคือ
การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่ วนบน รองลงมาได้แก่ วัคซี น โดยพบว่าวัคซี นไข้สมองอักเสบเจอี
                           ั                                                 ั
ทาให้เกิดภาวะไข้ชกได้ 1 รายซึ่งเป็ นรายงานแรก ในรายที่มีภาวะไข้ชกซ้ าปั จจัยที่มีผลมากที่สุดคือ
                       ั
ประวัติภาวะไข้ชกในญาติสายตรง
                                           ั                                        ั
 สรุ ป : ปั จจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะไข้ชกที่พบบ่อยที่สุดคือ ประวัติภาวะไข้ชกในครอบครัว
                                   ั
สาเหตุของไข้ในภาวะไข้ชกที่พบบ่อยที่สุดคือ
                                                                           ้
การติดเชื้อโดยเฉพาะการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่ วนบนในผูป่วยภาวะไข้ชกซ้ าพบว่า        ั
                         ั
ประวัติภาวะไข้ชกในครอบครัวเป็ นปัจจัยที่มีผลมากที่สุด
            POSSIBLE RISK FACTORS OF THE CHILD WITH FEBRILE SEIZURES
                             IN SRINAGARIND HOSPITAL
                                    Trakarn Saelim

Background: Febrile seizures is the most common neurological emergency condition in children. While
the etiology remains unknown, many factors seem to contribute to this condition. Few papers are reported
from Thailand.
Objective: To identify possible risk factors of febrile seizure in Srinagarind hospital.
Design: Descriptive retrospective study
Method: Patients age 3 months to 5 years, who came to Srinagarind hospital during January 1st, 2000 to
August 31 st, 2005 with the diagnosis of febrile seizures, were recruited. Following data were extracted and
put into the data collection form.
        1. Baseline characteristics: sex, age, temperature, type of seizure, recurrent episode of febril
 seizures.
        2. Precipitating factors of febrile seizures: history of febrile seizures in family, perinatal
 complication, and anemia
        3. Etiology of fever: history of infection, vaccination
Results: There are 422 patients but 269 medical records can be obtained for study. The mean age is 20
months. Ratio of male to female is 1.2:1. The mean temperature at hospital is 39 ๐C. The most common
associated factor is history of febrile seizures in the relatives.The most common cause of fever is upper
respiratory tract infection. One case was found to be associated with Japanese encephalitis (JE)
vaccination. In recurrent cases, the most common associated factor is history of febrile seizures in first
degree relative.
Conclusion: The possible risk factors identified in our hospital are the same as previous reports. Exception
is JE vaccination which is never been reported.
          ผลของการใช้ CYCLOPHOSPHAMIDE แทน L-ASPARAGINASE ใน CCG PROTOCOL106
                  ในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ งเม็ดเลือดขาวลิมโฟบลาสติกในเด็กชนิดเฉียบพลัน
                            ในเด็กกลุ่ม HIGH RISK ในโรงพยาบาลศรีนครินทร์
                                               วิภู คูณสมบัติกุล

บทนา : การชักนาให้โรคสงบด้วยยา vincristine , prednisolone , adriamycin และ L-asparaginase
เป็ นการรักษาหลักของโรคมะเร็ งเม็ดเลือดขาวลิมโฟบลาสติกชนิดเฉียบพลันในเด็ก อย่างไรก็ตาม ยา L-asparaginase
                             ู้
มีราคาแพงดังนั้นในช่วงที่ผป่วยต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลไม่สามารถซื้ อยาได้จึงมีการใช้ cyclophosphamide แทน
                                ั
วัตถุประสงค์ : เพื่อวิเคราะห์อตราสงบของโรคที่ 4-6 สัปดาห์ , อัตราการรอดชีวิตโดยปราศจากโรค 5 ปี
                  ิ
อัตราการรอดชีวต 5 ปี และผลแทรกซ้อนของการรักษาด้วย cyclophosphamide
วิธีการศึกษา : ผูป่วย 33 คนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็ นโรคมะเร็ งเม็ดเลือดขาวลิมโฟบลาสติกชนิดเฉี ยบพลันกลุ่ม high
                    ้
risk และได้รับการรักษาตาม CCG PROTOCOL 106 ตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2540 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ที่ รพ.
                ้
ศรี นคริ นทร์ ผูป่วยที่ไม่สามารถรักษาด้วย L-asparaginase ได้รับ cyclophosphamide แทนโดยได้รับ cyclophosphamide
                                                           ้
10 มก./กก./สัปดาห์ ทางหลอดเลือดดา เป็ นเวลา4 สัปดาห์ ผูป่วยทุกคนได้รับ methotrexate ทางช่องไขสันหลังในวันที่1
                                           ้
และ 14 ขนาดของยาพิจารณาตามอายุของผูป่วย หลังจากที่ประเมินว่าโรคสงบแล้วผูป่วย       ้
ได้รับยาเคมีบาบัดตามแผนการรักษาต่อไป
ผลการศึกษา : อัตราการสงบของโรค 4-6 สัปดาห์ ร้อยละ 93 , อัตราการปลอดโรค 5 ปี ร้อยละ48 อัตราการรอดชีวต 5         ิ
ปี ร้อยละ 46 , ผลแทรกซ้อนหลังการรักษา ได้แก่ ภาวะไข้และเม็ดเลือดขาวต่า ( ร้อยละ 13.3 )
                                                ่
,เลือดออกในกระเพาะปัสสาวะ ( ร้อยละ3.3 ) , เยือบุในปากอักเสบ ( ร้อยละ 3.3 )
บทสรุ ป : สู ตรยาที่มี cyclophosphamide
ตามแผนการรักษาจากการศึกษานี้อาจใช้ในการรักษาผูป่วยโรคมะเร็ งเม็ดเลือดขาวลิมโฟบลาสติกชนิดเฉี ยบพลันกลุ่ม
                                                       ้
high risk ที่มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจโดยได้ผลการรักษาต่ากว่า
ผลการรักษาที่เป็ นมาตรฐานเล็กน้อย
คาสาคัญ : 1. โรคมะเร็ งเม็ดเลือดขาวลิมโฟบลาสติกในเด็กชนิดเฉียบพลัน 2. high risk
              3. cyclophosphamide
     CYCLOPHOSPHAMIDE INSTEAD OF L-ASPARAGINASE IN CCG PROTOCOL 106
   IN TREATMENT OF HIGH RISK CHILDHOOD ACUTE LYMPHOBLASTIC LEUKEMIA
                        AT SRINAGARIND HOSPITAL
                             Wipoo Koonsombatkul


Background: Induction with vincristine,prednisolone,adriamycin and L-asparaginase is a standard
treatment of childhood acute lymphoblastic leukemia, how-ever L-asparaginase is expensive , so we used
cyclophosphamide as an alternation in the patients who could not afford it.
Objective: To analyze the complete remission at 4-6 weeks, 5 -year disease free, 5-year survival and
complications after treatment with cyclophosphamide.
Methods: The study included 33 patients identified as high risk acute lymphoblastic leukemia treated
between January 1997and December 2003 at Srinagarind Hospital, Faculty of Medicine, Khon Kaen
University.Demographic data and responses were analyzed for 33 patients with complete records.The
patients who could not afford L-asparaginase were given cyclophosphamide regimen with
cyclophosphamide10 mg/kg/week intravenously for 4 weeks.Every case was given age adjusted dose
methotrexate intrathecally on 1st and 14th day. After complete remisssion treatment for all cases proceeded
with the protocol. For delayed intensification , cyclophosphamide ( 10 mg/kg/week IV for 3 weeks)was
given in cyclophosphamide regimen.
Results: Complete remission at 4-6 weeks after treatment with cyclophosphamide regimen was 93%,5-
year disease free 48%,5-year survival 46% . Complications included febrile neutropenia (13.3
%),hemorrhagic cystitis (3.3%) and mucositis (3.3%).
Conclusions : Cyclophosphamide regimen for high risk childhood acute lymphoblastic leukemia might
use in treating patients who had economic problem with slightly lower outcome when compare to that of
the standard regimens with acceptable complications.
Key words : 1. acute lymphoblastic leukemia 2. high risk 3.cyclophosphamide




                                Interstitial lung disease ในเด็กในโรงพยาบาลศรีนครินทร์
                                                     จิรัฐติกาล วรบุตร

หลักการและเหตุผล : Interstitial lung disease (ILD) เป็ นโรคที่มีความผิดปกติของปอด
                                            ่
เกิดจากมีการอักเสบและมีแผลเป็ นที่เนื้ อเยือinterstitiumของปอด ทาให้มีการแลกเปลี่ยนก๊าซผิดปกติ
ทาให้ผป่วยมีอาการขาดออกซิเจน มีความรุ นแรงจนเสี ยชีวตได้ โรคนี้ส่วนมากพบในผูใหญ่
          ู้                                                  ิ                            ้
             ้                        ้       ั                                                    ิ
สาหรับผูป่วยเด็กมีรายงานโรคนี้นอยทั้งอุบติการณ์ อาการทางคลินิก ความผิดปกติทางพยาธิ วทยา และผลการรักษา
                                                                                         ิ
วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาถึงอาการทางคลินิก การวินิจฉัย สาเหตุ ลักษณะทางพยาธิวทยา การรักษา และผลการรักษา
ILDในเด็กในโรงพยาบาลศรี นคริ นทร์
ระเบียบวิธีวจัย : เป็ นการศึกษาเชิงพรรณนา โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนแผนกกุมารเวชศาสตร์ ในเด็กอายุ 0-15ปี
               ิ
      ิ                                   ิ
ที่วนิจฉัย ILD จากการตรวจทางพยาธิวทยาของชิ้นเนื้อปอดจากการผ่าตัด ตั้งแต่ มกราคม 2536 ถึง พฤษภาคม 2548
                            ้      ิ
ผลการศึกษา : จานวนผูป่วยที่วนิจฉัยILDทั้ งหมด ที่ได้จากเวชระเบียน 149 ราย
        ิ                               ิ
แต่ที่วนิจฉัยจากการตรวจทางพยาธิ วทยาที่สืบค้นได้มีเพียง18 ราย พบมีเพศชายมากกว่าเพศหญิง 2:1
ส่ วนใหญ่มีประวัติการคลอดครบกาหนด อายุที่เริ่ มแสดงอาการพบตั้งแต่แรกเกิดถึง156เดือน (ค่าเฉลี่ย30.28+42.28เดือน)
อาการนาคือ หอบ18 ราย(ร้อยละ100 ) นอกจากนี้พบมีอาการเขียว ไอ ไข้ และไอเป็ นเลือดตามลาดับ
    ้
ผูป่วยส่ วนใหญ่มีความเข้มข้นของออกซิ เจนในเลือดขณะหายใจด้วยอากาศปกติ < ร้อยละ90 จานวน 13 ราย ( ร้อยละ72.2
) ตรวจระบบทางเดินหายใจจากการฟังปอด พบเสี ยงผิดปกติทุกราย( ร้อยละ100 ) ซึ่งประกอบไปด้วย
crepitation,wheezing และrhonchi ตรวจพบมีอาการของการขาดออกซิ เจนเรื้ อรัง คือนิ้วปุ้ ม 9 ราย( ร้อยละ50 )
ตรวจพบการเจริ ญเติบโตช้า13 ราย( ร้อยละ72.2 ) สาเหตุที่พบมากที่สุดคือAspiration syndrome, Bronchopulmonary
dysplasia สาเหตุที่พบรองลงมาคือInfection (TB,CMV,Actinomycosis), Immunocompromise host (ALL,Pure red cell
aplasia),GERD การตรวจภาพรังสี ปอด พบมีความผิดปกติ ทุกราย ( ร้อยละ100 ) ประกอบด้วย Interstitial infiltration 15
                                                                       ั
ราย ( ร้อยละ83.3 ),Alveolar infiltration 1 ราย( ร้อยละ5.6 ) และมีท้ ง2 อย่าง 2 ราย( ร้อยละ11.1 ) ส่ วนCT scan พบมี
                                                                                                ั
Interstitial infiltration 13 ราย( ร้อยละ72.2 ) ,Alveolar infiltration 1 ราย ( ร้อยละ5.6 ) ,มีท้ ง 2 แบบ 2 ราย( ร้อยละ11.1 ),
                                                                  ิ
ไม่ได้ทาCTscan 2 ราย( ร้อยละ11.1 ) ผลการตรวจทางพยาธิ วทยาพบว่ามี 5 ชนิดคือ Usual interstitial pneumonitis 7ราย(
ร้อยละ38.8 ),Nonspecific interstitial pneumonia 6 ราย( ร้อยละ33.3 ), Desquamative interstitial pneumonitis 3 ราย(
ร้อยละ16.6 ),Idiopathic pulmonary fibrosis 1 ราย( ร้อยละ5.6 ) ,Bronchiolitis obliterans 1 ราย( ร้อยละ5.6 )
การรักษาให้รับประทานเพรดนิโซโลนอย่างเดียว 9 ราย ,ใช้เพรดนิ โซโลนร่ วมกับchloroquine 9 ราย
                                                                ิ
ซึ่ งผลการรักษาส่ วนใหญ่ดีข้ ึน 11 ราย( ร้อยละ61.1 ), เสี ยชีวต4 ราย( ร้อยละ22.2 ),ไม่มาติดตามการรักษา 2 ราย(
ร้อยละ11.1 ) อีก1รายไม่ดีข้ ึนและต้องใช้ออกซิ เจนที่บาน ้
สรุ ปผลการศึกษา                     :              ILD       ในเด็กในโรงพยาบาลศรี นคริ นทร์      พบมากในเพศชาย
                              ั
อายุที่เริ่ มแสดงอาการมีได้ต้ งแต่แรกเกิดและกระจายทุกช่วงอายุจนถึงเด็กโต    ซึ่ งอาการส่ วนใหญ่จะมาด้วย   หอบ
เขียวและไอ ออกซิ เจนในเลือดต่ากว่าร้อยละ 90 ตรวจพบมีอาการแสดงของภาวะขาดออกซิ เจนเรื้ อรังคือ มีนิ้วปุ้ ม
บางรายมีการเจริ ญเติบโตช้า สาเหตุส่วนใหญ่เป็ นจากการสาลักทาให้เกิดปอดอักเสบ การตรวจทางรังสี ปอดและCT scan
ความผิดปกติที่พบคือInterstitial infiltration มีการรักษาโดยใช้              สเตอรอยด์ ร่ วม กับ Chloroquine
ซึ่ งผลการรักษาส่ วนใหญ่ดี พบอัตราตายร้อยละ 33.33




                       Interstitial lung disease in children in Srinagarind hospital
                                             Jirattikal Worrabutr

Background : Interstitial lung disease (ILD) is a disease with the pathology occurring following
inflammation and scarring at interstitial lung tissue. Abnormal gas exchange and hypoxemia invariably
ensue, possibly resulting in life-threatening situations. This condition is well documented in adults. To date
there are only a few reports of the incidence, clinical manifestations, pathological reports and treatment
outcomes in pediatric population.
Objective : The objective is to study the age of onset, clinical manifestations, diagnosis, etiologies,
pathology, treatment and treatment outcome of interstitial lund disease in peditric patients in Srinagarind
Hospital.
Method : This is a descriptive research designed study. The data was obtained from Department of
Pediatrics, Srinagarind Hospital Register of children aged 0-15 years, diagnosed with ILD from lung
pathological report. Lung tissues were obtained by means of biopsy and other surgical procedures. The
period of data collection was from January 1993 to April 2005.
Results : From the register, there were 149 patients diagnosed with ILD, but only 18 patients had tissue
pathology confirmation. Male to female ratio was 2:1. Most were full-term at birth.The age of onset ranged
from birth to 156 months with the mean of 30.28±42.28.
         The most common presenting symptom was tachypnea (n=18;100%), while others in decreasing
order of frequency were cynosis, cough, fever and hemoptysis respectively. The oxygen saturations in
room air of most patients were less than 90% (72.2%). All had abnormal chest auscultation findings
(100%), consisting of crepitation, wheezing, and rhonchi. Signs of chronic hypoxia included clubbing of
fingers (n=5; 50%) and failure to thrive (n=13; 72.2%). The most common etiologies were aspiration
syndrome and brochopulmonary dysplasia. Infection (TB, CMV, Actinomycosis),
immunocompromised host (ALL, pure red cell aplasia) and GERD were other etiologies detected. From
the radiological aspect, chest radiography were found to be abnormal in 18 patients (100%) due to
interstitial infiltration (n=115;83.3%), alveolar infiltration (n=1; 5.6%), and the combination of these two
(n=2; 11.1%). CT scan highlighted interstitial infiltration in 13 patients (72.2%), alveolar infiltration in 1
(5.6%) and the combination of both in 2 (11.1%). Two patients did not have CT scan.
         There were 5 pathological reports,demonstrating …..interstitial pneumonitis (n=7;38.8%), non-
specific interstitial pneumonia (n=6; 33.3%), desquamative interstitial pneumonitis (n=3;16.6%),
idiopathic pulmonary fibrosis (n=1;5.6%), and bronchiolitis obliterans (n=1;5.6%).
         From the treatment viewpoint, all were administered with steroids, using oral prednisolone in 17
cases and steroid inhalation in 1 case. In addition, three patients received both prednisolone and
chloroquine.
         The treatment outcome consisted of improvement in 11 patients (61.1%), death in 4 patients (22%),
and lost to follow-up in 2 cases (11.1%). The remaining 1 patient required home oxygen therapy .
Conclusion : Most ILD pediatric patients in Srinagarind Hospital were male with the age of disease onset
ranging from birth to late childhood. Tachypnea, cynosis, and cough were the most common presentation.
Typical physical findings included oxygen saturation below 90%, and signs of chronic hypoxia such as
finger clubbing and failure to thrive. The most common etiology was aspiration leading to pneumonitis.
The majority of abnormal chest radiography and CT scan was interstitial infiltration. Steroid and
chloroquine were among the most common medication used. Treatment outcome was good on the whole
with mortality rate standing at 33.3%.
                                               อุบัติการณ์ และปัจจัยเสี่ ยงของ
                                           Retinopathy of prematuarity (ROP)
                                       ในทารกเกิดก่อนกาหนดโรงพยาบาลศรีนครินทร์
                                                    นวรัตน์ อรุ ณยะเดช

                ั
          ปัจจุบนภาวะ Retinopathy of prematurity (ROP) ยังเป็ นภาวะแทรกซ้อนที่สาคัญของทารกเกิดก่อนกาหนด
สามารถก่อให้เกิดความพิการทางสายตาแก่ทารก อาจรุ นแรงถึงขั้นตาบอดได้
แต่ภาวะนี้สามารถหลีกเลี่ยงหรื อลดความรุ นแรงของโรคได้ หากได้รับการป้ องกันและรักษาที่เหมาะสม
                           ั                ั
          การศึกษาครั้งนี้จดทาขึ้นเพื่อหาอุบติการณ์และปั จจัยเสี่ ยงของภาวะ ROP ในทารกเกิดก่อนกาหนดใน
                                                                                         ู้
รพ.ศรี นคริ นทร์ โดยเป็ นการศึกษาแบบย้อนหลังจากการรวบรวมเวชระเบียนประวัติผป่วยเกิดก่อนกาหนดที่รักษาใน รพ.
ศรี นคริ นทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2543 ถึง 30 มิถุนายน พ.ศ. 2548
และเข้าเกณฑ์ตามข้อบ่งชี้ของ American Academy of Pediatrics สาหรับการตรวจกรองภาวะ ROP 2001
                             ้
          ผลการศึกษาจากผูป่วยจานวน 208 คน เป็ น เพศชาย : เพศหญิง 107 : 101 อายุครรภ์ 23-36 สัปดาห์
                                       ้
น้ าหนักแรกเกิด 545 – 3,320 กรัม ผูป่วย 37 คน เป็ น ROP (ร้อยละ 17.78) และ ในจานวนนี้มี 6 คน ที่เป็ น threshold
ROP (ร้อยละ 2.88) และต้องได้รับการผ่าตัดทา cryotherapy หรื อ laser photocoagulation ส่ วนปั จจัยเสี่ ยงของ ROP
                                                         ้
(Odds ratio, 95 % confidence interval) คือ อายุครรภ์นอยกว่า 28 สัปดาห์ (7.7 , 1.5-30.7), น้ าหนักแรกเกิดน้อยกว่า 1,500
กรัม (5, 1.3-19.3), การใช้เครื่ องช่วยหายใจ (5.4 , 1.5-19.7), การมีภาวะลาไส้เน่าเปื่ อย (3.2, 1.2-8.8)
                                         ั                                                              ู้
          จากการศึกษาครั้งนี้พบว่า อุบติการณ์ของ ROP ใน รพ. ศรี นคริ นทร์ เป็ นระยะเวลา 5 ปี 6 เดือน มีผป่วย ROP 17
.78 ต่อ ทารกเกิดก่อนกาหนด 100 คน และ ปั จจัยเสี่ ยงต่อ ROP ที่สาคัญคือ อายุครรภ์ น้ าหนักแรกเกิด
การใช้เครื่ องช่วยหายใจ และภาวะลาไส้เน่าเปื่ อย
        INCIDENCE AND RISK FACTORS OF RETINOPATHY IN PRETERM INFANTS
                           IN SRINAGARIND HOSPITAL
                                Nawarat Aroonyadet

Background: Retinopathy of prematurity (ROP) is still a major cause of visual morbidity in premature
infants. Blindness is the most severe complication of ROP.This disease is preventable by early
intervention.
Objective: 1. To assess the incidence of ROP 2. To identify risk factors of ROP
Methods: All premature infants who were admitted to Srinagarind Hospital and met the American
Academy of Pediatrics (AAP) guidelines for screening examination for ROP 2001 were included. Eye
examination was done following the same guidelines. Maternal and neonatal data was collected to
determine risk factors using multiple logistic regression.
Results: Between January 1, 2000 and June 30, 2005 , there were 208 newborn infants who received eye
examination. Thirty seven infants had ROP (17.78%) , of which 6 infants had threshold ROP (2.88%) and
cyrotherapy or laser photocoagulation was performed. Risk factors (adjusted odds ratio , 95% confidence
interval) were gestational age less than 28 weeks (7.7, 1.5-30.7), birth weight less than 1500 gm (5.0, 1.3-
19.3), days on endotracheal tube (5.4, 1.5-19.7) and presence of necrotizing enterocolitis(NEC) (3.2, 1.2-
8.8).
Conclusion : The incidence of ROP in Srinagarind Hospital in 5 and a half years interval was 17.78 per
100 infants at risk. Gestational age, birth weight, days on endotracheal tube and presence of NEC were risk
factors for ROP.
                                                                        ้
                            การติดเชื้อซัลโมเนลลาโดยไม่ มีอาการในสถานเลียงเด็กกลางวัน
                                               โรงพยาบาลศรีนครินทร์
                                                   ชีวรัตน์ ไชยสาร

           ปั จจุบนสถานเลี้ยงเด็กกลางวันเข้ามามีบทบาทสาคัญในประเทศกาลังพัฒนา ปั ญหาโรคติดเชื้ อที่พบได้บอย
                  ั                                                                                             ่
                                                                                             ่
ได้แก่ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ, โรคอุจจาระร่ วงซึ่ งพบมากเป็ น 2-3 เท่าของเด็กที่ไม่ได้อยูในสถานเลี้ยงเด็กกลางวัน
ข้อมูลด้านระบาดวิทยาโรคอุจจาระร่ วงในจังหวัดขอนแก่นพบว่าโรคอุจจาระร่ วงจากเชื้อ Salmonella
                                                  ั่
เป็ นสาเหตุที่พบมากที่สุด โดยเชื้อนี้พบได้ทวไปในน้ าดื่ม เนื้อหมู เนื้อไก่
อาหารที่ปรุ งไม่สุกและพบในกลุ่มผูติดเชื้ อโดยไม่มีอาการ 4-10 % แต่ขอมูลเกี่ยวกับพาหะเชื้อ Salmonella
                                      ้                                   ้
ในสถานเลี้ยงเด็กกลางวันยังมีจากัด
                           ั   ั
           การศึกษาวิจยนี้มีวตถุประสงค์เพื่อหาความชุกของการติดเชื้อ Salmonella
โดยไม่มีอาการในสถานเลี้ยงเด็กกลางวันรพ. ศรี นคริ นทร์ ของเด็กและพี่เลี้ยง ระหว่างเดือน เมษายน 2548–กันยายน 2548
และเปรี ยบเทียบ serogroups และ serovars ของเชื้อ Salmonella
ระหว่างเด็กและพี่เลี้ยงว่าตรงกันหรื อไม่ซ่ ึ งอาจช่วยอธิ บายกลไกการติดเชื้อนี้ได้
                         ั                                                    ั                ั
โดยมีรูปแบบการวิจยเป็ นการศึกษาเชิงพรรณนาเพื่อตอบวัตถุประสงค์ดงกล่าว การศึกษาวิจยนี้ได้เก็บข้อมูลทัวไปของเด็ก่
                                        ่
เช่น ภาวะโภชนาการ ระยะเวลาที่อยูในสถานเลี้ยงเด็กกลางวัน ประวัติการเจ็บป่ วยด้วยโรคอุจจาระร่ วงมาก่อน
จากนั้นทาการเก็บอุจจาระจากเด็กและพี่เลี้ยงส่ งเพาะเชื้อ Salmonella เมื่อเพาะเชื้ อขึ้น จะส่ งต่อไปยัง WHO National
Salmonella and Shigella Center Thailand (NSSC) เพื่อแยกเชื้อ Salmonella ในระดับ serovars และเก็บอุจจาระตรวจครั้งที่
2 ซ้ าอีก 6 เดือนในคนที่เพาะเชื้อขึ้น Salmonella เพื่อหาภาวะการเป็ นพาหะ
                                                       ั
           ผลการศึกษา พบว่าเด็กที่เข้าร่ วมการวิจยจานวน 100 คน พบเชื้อจากอุจจาระ
6 คน (ร้อยละ 6) เป็ นเชื้ อ Salmonella 4 คน (ร้อยละ 4) เชื้อ Aeromonas 2 คน (ร้อยละ 2)
พี่เลี้ยง 24 คน พบเชื้อจากอุจจาระ 4 คนซึ่ งเป็ นเชื้อ Salmonella ทั้งหมด (ร้อยละ 16.6) โดย serogroup ที่พบในเด็กได้แก่ E
                                                                            ั
(1), C2 (2) และ B ในพี่เลี้ยงเป็ น serogroup E, C1 และ B จากผลการวิจยพบความชุกของการติดเชื้ อ Salmonella
โดยไม่มีอาการในระดับที่ค่อนข้างสู งทั้งในเด็กและพี่เลี้ยงซึ่ งอาจจะทาให้มีการแพร่ ระบาดของเชื้ อนี้ ต่อไปได้อีกหากไม่มี
การป้ องกันที่ดี
                                                             ้
ซึ่ งการป้ องกันที่ดีที่สุดคือการให้ความรู ้แก่พี่เลี้ยงและผูปกครองของเด็กและการรักษาสุ ขอนามัยส่ วนบุคคลการรักษาความ
สะอาดและวางแผนการเฝ้ าระวังการระบาดของโรคนี้
                               ASYMPTOMATIC SALMONELLOSIS IN
                             SRINAGARIND CHILD DAY CARE CENTER
                                      Cheewarat Chaiyasarn

Background: Child day care centers (DCC) have become common in many lower and middle income
countries. Respiratory tract infection and diarrhea are common medical problems in DCC. The prevalence
of diarrhea in children who attended DCC is two to three times higher than in those taken care at home.
Epidemiology data revealed that salmonellosis, the food-borne disease, is the most common cause of
bacterial diarrhea in Khon Kaen. These pathogen have been found in drinking water, pork, chicken and
undercooked food. The prevalence of healthy carrier of this pathogen is around 4-10% in Khon Kaen. The
information on the carrier stage of Salmonella in DCC is still limited.
Objective: To determine the prevalence of asymptomatic salmonellosis in children and caretakers in
Srinagarind DCC during April 2004- September 2004 and to reveal the serogroup and serovars of
Salmonella among those subjects.
Method: A descriptive study was conducted. All children in Srinagarind DCC and all caretakers who met
the eligibility criteria were recruited to the study. General information regarding nutritional status, duration
of stay, history of previous diarrhea etc. were collected and then stool culture were taken from children and
caretakers for Salmonella isolation. Identification of serovars has been performed by National Salmonella
and Shigella Center Thailand (NSSC) when stool culture was positive for Salmonella. The second stool
culture was done after 6 month for those who have positive culture.
Result: 100 children were recruited in this study. Stool culture was positive in 6 cases (6%), Salmonella
was isolated in 4 cases (4%) the other 2 cases were positive for Aeromonas (2%). 24 caretakers were
  enrolled, 4 of these were positive stool culture for Salmonella (16.6%). The serogroup was E (1), C2 (2),
  and B in children and E, C1, and B in caretakers.
  Conclusion: This report demonstrates that the prevalence of asymptomatic salmonella carrier in both
  children and caretakers are still quite high and may contribute to continue spreading of the infection
  between the children and the caretakers. Since there is no effective treatment to eradicate the infection
  from the carrier, the best means to prevent spreading should be hygienic education, maintain well
  sanitation and continuous monitoring. Salmonella should be considered as an enteric pathogen that
  requires continuous surveillance and prevention.



                                          ่
                  ความชุ กของปัจจัยทีเ่ กียวข้ องกับการดาเนินโรคของมะเร็ งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน
                                            ในผู้ป่วยเด็กโรงพยาบาลศรี นครินทร์
                                                   ผกาทิพย์ ศิลปมงคลกุล

หลักการและเหตุผล                 :          มะเร็ งเม็ดเลือดขาวลิมโฟบลาสชนิดเฉียบพลันเป็ นมะเร็ งชนิดที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก
และมีการพยากรณ์โรคดี
ดังนั้นการทราบถึงความชุกของปั จจัยการพยากรณ์โรคจะเป็ นข้อมูลเบื้องต้นที่สาคัญในการวางแผนการรักษาและประเมินอั
ตราการรอดชีพต่อไป
วัตถุประสงค์            :         เพื่อหาความชุกของมะเร็ งเม็ดเลือดขาวลิมโฟบลาสชนิดเฉียบพลันและปัจจัยการพยากรณ์โรค
      ้
ในผูป่วยที่มาทาการรักษาที่โรงพยาบาลศรี นคริ นทร์ มกราคม 2546 ถึง ธันวาคม 2547
วิธีการวิจัย : เป็ นการศึกษาเชิ งพรรณนา ที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบย้อนหลังและไปข้างหน้า
สถานที่ : โรงพยาบาลศรี นคริ นทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
                                                              ้
การวัดผล : ศึกษาความชุกของปัจจัยการพยากรณ์โรคของผูป่วยมะเร็ งเม็ดเลือดขาวลิมโฟบลาสชนิดเฉียบพลัน
                            ู้
ผลการศึกษา : มีผป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็ นมะเร็ งเม็ดเลือดขาวลิมโฟบลาสชนิดเฉี ยบพลันทั้งหมด 36 คน
เป็ นเพศชายต่อเพศหญิงเท่ากับ 1.4 : 1 มีกลุ่มที่อายุนอยกว่า 1 ปี หรื อมากกว่า 9 ปี ร้อยละ 33.33
                                                                  ้
กลุ่มที่จานวนเม็ดเลือดขาวเมื่อแรกรับ          มากกว่าหรื อเท่ากับ      50,000     เซลล์/ลบ.มม.          ร้อยละ       20.83
        ู้                                                                                       ู้
ไม่มีผป่วยที่มีมะเร็ งลุกลามไปยังระบบประสาทกลาง หรื อ mediastinal mass เมื่อเริ่ มวินิจฉัย มีผป่วยมี underlying disease
เป็ น Down syndrome 1 คน พบความผิดปกติของโครโมโซม ร้อยละ 21.05
สรุ ปผลการวิจัย                                                                                                           :
                                                                                          ่
ผูป่วยมะเร็ งเม็ดเลือดขาวลิมโฟบลาสชนิดเฉียบพลันที่โรงพยาบาลศรี นคริ นทร์ ส่วนใหญ่อยูในกลุ่มที่มีการพยากรณ์โรคที่ดี
  ้
              Prevalence of factors affecting acute lymphoblastic leukemia in children
                                       in Srinagarind Hospital
                                     Phakatip Sinlapamongkolkul

Background : Acute lymphoblastic leukemia (ALL) is the most common malignancy in children. It
usually has a good prognosis. Therefore, knowing the prevalence of factors affecting acute lymphoblastic
leukemia would be a basic information in planning the treatment and estimating the survival .
Objective : To define prevalence of ALL and factors affecting prognoses in patients treated at
Srinagarind Hospital during January 2003 to December 2004.
Design : Descriptive study collecting information both prospectively and retrospectively
Setting : Srinagarind Hospital , Faculty of Medicine, Khon Kaen University
Outcome measurement :Prevelence of factors affecting prognosis of ALL.
Results : There was 36 patients diagnosed with ALL during January 2003 to December 2004. Male to
Female ratio was 1.4 : 1. Patients whose ages were less than 1 year or more than 9 years were 33.33%.
Patients with initial white blood count were more than or equal to 50,000 cells/mm 3 were 20.83%. No
patient had CNS involvement or mediastinal mass at diagnosis. One patient had Down syndrome. Patients
with chromosomal abnormality were 21.05%.
Conclusions : Most patients with ALL at Srinagarind Hospital have favorable prognostic factors.
                                     การศึกษาสาเหตุและอาการทางคลินิกของ
                                  โรคปอดอักเสบซ้าและปอดอักเสบเรื้อรังในผู้ป่วย
                                      เด็กอายุต่ากว่ า 5 ปี ใน รพ.ศรีนครินทร์
                                            มาลีวรรณ กิจเจริ ญศักดิ์กุล

ความเป็ นมา : โรคปอดอักเสบเป็ นปั ญหาสาธารณสุ ขที่สาคัญในกลุ่มเด็กที่อายุนอยกว่า 5 ปี
                                                                                  ้
                                                      ั
โดยเฉพาะในประเทศที่กาลังพัฒนา ในประเทศไทยอุบติการณ์ของโรคปอดอักเสบสู งถึง 7 ราย ต่อจานวนเด็ก
อายุนอยกว่า 5 ปี 100 รายต่อปี ซึ่ งผูป่วยเหล่านี้ส่วนหนึ่ งมีปัญหา recurrent และ persistent pneumonia
         ้                               ้
โดยข้อมูลเกี่ยวกับโรคที่เป็ นสาเหตุของการเกิด recurrent และ persistent pneumonia ยังมีนอยในประเทศไทย
                                                                                           ้
วัตถุประสงค์ ของการศึกษา : เพื่อศึกษาอาการทางคลินิกและโรคที่เป็ นสาเหตุของ recurrent / persistent pneumonia
       ้                 ้
ในผูป่วยเด็กเล็กที่อายุนอยกว่าหรื อเท่ากับ 5 ปี
วิธีการศึกษา : การศึกษานี้ได้ทาการศึกษาถึงสาเหตุและอาการทางคลินิกของภาวะ recurrent / persistent pneumonia
     ้
ในผูป่วยเด็กเล็กใน รพ.ศรี นคริ นทร์ ระหว่างเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2547-เดือนเมษายน พ.ศ.2548 เป็ นระยะเวลา 1 ปี
               ั                       ้
รู ปแบบการวิจยแบบพรรณนา โดยผูป่วยทุกรายจะ ได้รับการจดบันทึกข้อมูลทัวไป ประวัติเจ็บป่ วย
                                                                                ่
                                                                              ั
ผลการตรวจร่ างกายทัวไป และระบบทางเดินหายใจ ผลการตรวจทางห้องปฎิบติการ สาเหตุของการเกิด recurrent /
                       ่
persistent pneumonia ที่พบ จะถูกจัดแบ่งหมวดหมู่และวิเคราะห์ขอมูลแบบเชิงพรรณนา
                                                                   ้
                                           ้
ผลการศึกษา : ผลการศึกษาพบว่า ผูป่วยเด็กอายุแรกเกิด ถึง 5 ปี ที่เข้ารับการรักษาพยาบาลด้วยปอด อักเสบทั้งสิ้ น 107
           ู้
ราย มีผป่วยที่เป็ น recurrent / persistent pneumonia 32 ราย (หญิง 20 , ชาย 12 ราย ) คิดเป็ นร้อยละ 29.9
โดยสาเหตุของภาวะดังกล่าวที่พบบ่อยที่สุดได้แก่ การสาลักอาหารจากโรคที่ทาให้มีความผิดปกติเกี่ยวกับการการกลืน
13 ราย (ร้อยละ 40.6) , โรคหัวใจพิการแต่กาเนิด 6 ราย (ร้อยละ 8.8) โรคปอดเรื้ อรังในทารกแรกเกิด 5 ราย (ร้อยละ
                                             ้
15.2) โรคที่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุมกัน 4 ราย (ร้อยละ 12.5) , โรคหืด 3 ราย (ร้อยละ 9.4) และโรคที่มีความผิด
                                                              ้
ปกติของกะบังลม 1 ราย (ร้อยละ 3.1) ตามลาดับ เด็กที่อายุนอยกว่า 1 ปี
สาเหตุที่พบบ่อยคือโรคปอดเรื้ อรังในทารกแรกเกิดและโรคหัวใจพิการแต่กาเนิ ด ส่ วนในเด็กที่อายุมากกว่า 1 ปี สาเหตุที่
ควรคานึงถึงคือการติดเชื้ อ เอช ไอ วี อาการทางคลินิกของ recurrent และ persistent pneumonia ที่พบบ่อยที่สุดได้แก่
ไข้และอาการหายใจหอบ
                                                                             ้
สรุ ปผลการศึกษา : สาเหตุของ recurrent และ persistent pneumonia ในเด็กอายุนอยกว่าหรื อเท่ากับ 5
ปี ที่พบบ่อยที่สุดคือ การสู ดสาลักจากสาเหตุต่างๆ




                            Underlying etiologies and clinical profile of
                           recurrent and persistent pneumonia in children
                             under 5 years old at Srinagarind Hospital
                                     Maleewan Kitcharoensakkul

Background : Pneumonia is one of the most important causes of morbidity and mortality in
children under 5 years old in developing countries. In Thailand, the annual incidence for pneumonia
is up to 7 per 100 children under 5 years old. A subgroup of these children suffers from
recurrent and pneumonia. There are limited data on the underlying illnesses predisposing to
recurrence or persistence of pneumonia in Thailand.
Objectives : To study the clinical profile and determine the relative frequency of underlying
etiologies for recurrent and persistent pneumonia in Thai children.
Methods : Patients who met the eligibility criteria for recurrent or persistent pneumonia were
enrolled in the study for 1 – year period from May 2004 through April 2005 at Srinagarind
Hospital in Khon Kaen. Information about patient’s demographic data, details of the episodes of
pneumonia , clinical profiles and results of the investigations were obtained. Patients were
classified according to underlying illness associated with pneumonia .
Results : Of 107 children under 5 years old who were hospitalized with pneumonia , 32 children
[20 female , 12 male ] (29.9%) met the eligibility of criteria for recurrent or persistent pneumonia.
The most common underlying cause was aspiration (13 cases [40.6%]) due to cerebral palsy,
oropharyngeal incoordination , central hypotonia , foreign body aspiration , gastroesophageal reflux
and spinal muscular atrophy. Congenital heart disease ( 6 cases [18.8%]), bronchopulmonary
dysplasia ( 5 cases [ 15.2%] ) , immunodeficiency (4 cases [12.5%]), asthma (3 cases [9.4%] ), and
eventration of diaphragm (1 cases [ 3.1%]) were the remaining causes respectively. The age of
patients could be a clue to the etiologies of recurrent pneumonia. Bronchopulmonary dysplasia and
congenital heart disease were the common causes of recurrent or persistent pneumonia in children
younger than 1 year old, where as HIV infection was the common cause of recurrent or persistent
pneumonia among older children.
Conclusion : The most common underlying cause of recurrent and persistent pneumonia in
children under 5 years old is recurrent aspiration due to swallowing abnormalities of various
causes.

								
To top