lec3 by cuiliqing

VIEWS: 92 PAGES: 152

									                                   ู้
บทที่ 3 หลักและทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ผประกอบการ
ควรทราบ




                                               1
วัตถุประสงค์
            ั
    เพื่อให้นกศึกษาทราบถึงความหมายและประเภทของเศรษฐศาสตร์
   เพื่อทราบถึงหลักและทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยในการตัดสิ นใจ




                                                               2
ความหมายของวิชาเศรษฐศาสตร์
   เศรษฐศาสตร์ เป็ นวิทยาการที่อธิ บายถึงวิธีการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ
            ่
    ที่มีอยูอย่างจากัดไปใช้ในการบาบัดความต้องการของมนุษย์
   เกี่ ย วกับ ความไม่ พ อดี (Disparity) ซึ่ งเกิ ด ขึ้ น ระหว่ า งสิ่ ง ที่ ม นุ ษ ย์
    ต้องการจะมี กับสิ่ งที่มนุษย์สามารถจะมีได้
   จะจัดการอย่างไรจึงจะสามารถทาให้ความต้องการของมนุษย์มีความ
                  ั             ้
    สมดุลพอดีกบสิ่ งที่มนุษย์ตองการ
   ปั ญหาว่าด้วยการจัดการดังกล่าวนี้ จาเป็ นต้องอาศัยหลักและทฤษฎี
    ทางเศรษฐศาสตร์ช่วยขจัดให้หมดไป
                                                                                     3
ประเภทของวิชาเศรษฐศาสตร์ (2 ประเภท)


            เศรษฐศาสตร์

เศรษฐศาสตร์จุลภาค      เศรษฐศาสตร์มหาภาค
 (Microeconomics)       (Macroeconomics)
                                           4
เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics)
   อธิ บายถึงการจัดสรรทรัพยากรของหน่ วยธุ รกิจใดธุ รกิจหนึ่ งหรื อของบุคคล
    ใดบุคคลหนึ่ง
   สามารถช่วยให้เข้าใจถึงพฤติกรรมของหน่ วยธุ รกิจหรื อบุคคลใดบุคคลหนึ่ ง
           ้       ้
    เช่ นผูผลิ ต ผูบริ โภค อุปสงค์ และอุปทานของสิ นค้าและบริ การ ราคาสิ นค้า
                                                            ้        ้
    และบริ การ รายได้และรายจ่าย ตลอดจนจุดประสงค์ของผูผลิตหรื อผูบริ โภค
                       ้
    จุดประสงค์ของผูผลิตคือกาไรสู งสุ ด (Profit maximization) ส่ วนจุดประสงค์
             ้
    ของผูบริ โภคมีเพื่อให้ได้รับความพอใจสูงสุ ด (Utility maximization)
   หลักและทฤษฎี เศรษฐศาสตร์ จุลภาคที่เกี่ยวข้องกับการจัดการคือ ทฤษฎี ของ
      ้                                              ้
    ผูผลิต (Theory of the Firms) ทฤษฎีของผูบริ โภค (Theory of the
    Consumers) เป็ นต้น
                                                                          5
เศรษฐศาสตร์มหาภาค (Macroeconomics)
   อธิบายถึงเศรษฐกิจโดยส่ วนรวมทั้งระบบ
       เช่นมูลค่าผลิตภัณฑ์รวมของชาติ (Gross National Product)
       การทางาน (Employment)
       เงินเฟ้ อ (Inflation)
       เงินฝื ด (Deflation)
       เงินตรึ ง (Tight Money Situation)



                                                                 6
                                                  ้
หลักและทฤษฎี เศรษฐศาสตร์ ถูกกาหนดขึ้นภายใต้ขอสมมุติ
                                       ั
บางประการเช่นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ซ่ ึงมีลกษณะดังนี้

          Perfect Competitive Market

              ู้             ้
    ตลาดที่มีผผลิตจานวนมาก ผูผลิตไม่สามารถ ปป. ราคาผลผลิตใน
    ตลาดได้
                 ั
    ผลผลิตมีลกษณะและคุณภาพเหมือนกัน (Homogeneous
                          ้
    Product) ในสายตาของผูซ้ือ
   ปัจจัยการผลิตสามารถเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งได้โดยง่าย
    (Mobility)
                                                                       7
หลักและทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยในการตัดสิ นใจ
1. ข้อคิดพื้นฐานของการผลิต (Basic Concept of Production)
         ั่
2. ฟังก์ชนการผลิต (Production Function)
3. ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิตกับปัจจัยการผลิต (Input-
   Output Relationship)
                               ั
4. กฎแห่งการเพิ่มขึ้นที่ไม่ได้สดส่ วนกัน (Law of Nonproportional
   Returns)
5. ระยะของการผลิต (Stages of Production)

                                                               8
หลักและทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยในการตัดสิ นใจ
6.           ่
      ทฤษฎีวาด้วยผลิตภาพเพิ่ม (Marginal Productivity Theory)
7.    กฎแห่งการทดแทนกัน (Law of Substitution)
8.    หลักว่าด้วยค่าเสี ยโอกาส (Principle of Opportunity Cost)
9.    หลักว่าด้วยสิ นเชื่อการเกษตร (Principle of Agricultural Credit)
10.   หลักการตัดสิ นใจเกี่ยวกับเวลาในการลงทุน



                                                                    9
หลักและทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยในการตัดสิ นใจ
11. รายได้จากการใช้ปัจจัยเพิ่ม (Marginal Revenue Product หรื อ
      MRP)
 หลักการตัดสิ นใจว่าควรจะผลิตเท่าไร
 หลักการตัดสิ นใจว่าควรจะผลิตอย่างไร (How to Produce)
 หลักการตัดสิ นใจว่าควรจะผลิตอะไร ( What to Produce)
 การรวมกิจการต่างๆ ในธุรกิจฟาร์มสัตว์น้ า (The combination
      of Aquafarm Enterprises)
 ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างกิจการต่างๆ ในฟาร์มสัตว์น้ า
                                                                 10
หลักและทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยในการตัดสิ นใจ
18. การคิดต้นทุนและกาไรของธุรกิจฟาร์มสัตว์น้ า
19. ต้นทุนบางชนิดที่ใช้ในการจัดการธุรกิจฟาร์มสัตว์น้ า
20. วิธีการคิดดอกเบี้ย




                                                         11
1. ข้อคิดพื้นฐานของการผลิต
(Basic Concept of Production)
   จะผลิตอะไร (What to Produce)
   จะผลิตอย่างไร (How to Produce)
   จะผลิตมากน้อยเพียงใด (How much)
   จะซื้อปัจจัยการผลิตและจาหน่ายผลผลิตที่ไหน (Where)
   จะซื้อปัจจัยการผลิตและจาหน่ายผลผลิตเมื่อไหร่ (When)



                                                          12
         ั่
2. ฟังก์ชนการผลิต (Production Function)
   ปัจจัยการผลิต แบ่งออกได้ 2 ชนิดคือ
        ปัจจัยผันแปร (Variable Factors) หมายถึง ปัจจัยการผลิตที่ผูประกอบการ
                                                                   ้
                                             ั
         สามารถเปลี่ยนแปลงปริมาณการใช้ปจจัยการผลิต ในช่ วงระยะเวลาหนึ่งของ
                                     ์ั ้ ่                            ่
         ขบวนการผลิตเช่นจานวนพันธุสตว์นาทีปล่อยลงเลี้ยงและจานวนอาหารทีใช้เลี้ยง
         สัตว์นา้
        ปัจจัยคงที่ (Fixed Factors) หมายถึง ปัจจัยการผลิตที่ผูประกอบการไม่
                                                               ้
                      ่                    ั
         สามารถเปลียนแปลงปริมาณการใช้ปจจัยการผลิตได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งของ
                                ่ี ิ         ่ิ
         ขบวนการผลิตเช่นค่าภาษีทดน ค่าเช่าทีดน

                                                                             13
 การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิต (Output) กับปัจจัยการผลิต (Input)
สามารถแสดงได้โดยอาศัยรูปแบบของฟังก์ชนการผลิต (Production
                                    ั่
Function) ดังนี้
             Y = f(X1 , X2 / X3,…….Xn)

    กาหนดให้
                Y = ผลผลิต
           X1, X2 = ปัจจัยผันแปร
      X3 ,…….Xn = ปัจจัยคงที่
                                                                 14
                      ั                                   ้ ึ         ั
ความสัมพันธ์น้ ีอาจมีลกษณะเป็ นเส้นตรงหรือเส้นโค้งก็ได้ ทังนี้ข้นอยู่กบชนิด
                                                   ่
ของการผลิตของแต่ละกิจการของธุรกิจฟาร์มสัตว์นา้ ซึงสามารถแสดงได้ในรูป
สมการทางคณิตศาสตร์ดงนี้ ั
          Y = a+bX                ความสัมพันธ์แบบเส้นตรง
          Y = a+bx-cx2 ความสัมพันธ์แบบเส้นโค้ง
กาหนดให้
          Y = ผลผลิตสัตว์นา้
          x = จานวนอาหารทีใช้เลี้ยงสัตว์นา้
                                   ่
                                                                         15
3. ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิตกับปัจจัย
การผลิต (Input-Output Relationship)
   ความสัมพันธ์ในลักษณะที่คงที่ (Constant Productivity)
                                                  ้
         ทุกๆ หน่ วยของปั จจัยผันแปรที่ ใช้ เพิ่มขึน เข้ ากับปั จจัยคงที่ นั้น จะทาให้
                      ้
         ผลผลิตเพิ่มขึนในอัตราที่คงที่เสมอ
   ความสัมพันธ์ในลักษณะที่เพิ่มขึ้น (Increasing Productivity)
                                                  ้
         ทุกๆ หน่ วยของปั จจัยผันแปรที่ ใช้ เพิ่มขึน เข้ ากับปั จจัยคงที่ นั้น จะทาให้
                      ้                 ้
         ผลผลิตเพิ่มขึนในอัตราที่เพิ่มขึน



                                                                                    16
 ความสัมพันธ์ในลักษณะที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดน้อยถอยลง
  (Diminishing Productivity)
                                               ้
    ทุกๆ หน่ วยของปั จจัยผันแปรที่ ใช้ เพิ่มขึน เข้ ากับปั จจัยคงที่นั้น จะทาให้
                  ้
     ผลผลิตเพิ่มขึนในอัตราที่ลดน้ อยถอยลง
 ความสัมพันธ์ในลักษณะที่ลดลง (Decreasing Productivity)
                                               ้
    ทุกๆ หน่ วยของปั จจัยผันแปรที่ ใช้ เพิ่มขึน เข้ ากับปั จจัยคงที่นั้น จะทาให้
     ผลผลิตลดลงในอัตราที่ลดลง


                                                                                    17
ตัวอย่าง
X          2    3    4     5      6

1          14   16   18   20      22

2          14   17   21   26      32

3          14   16   17   17.5   17.75

4          14   13   12   11      10

                                       18
Y                                                           Y




                                                                                                      TP
                                              TP




O                                                   X       O                                                      X

    ภาพที่ 4 แสดงความสั มพันธ์ ระหว่ างผลผลิตกับปัจจัยผัน       ภาพที่ 5 แสดงความสั มพันธ์ ระหว่ างผลผลิตกับปัจจัยผัน
                     ่ ้
    แปรในลักษณะที่เพิมขึนในอัตราที่ลดน้ อยถอยลง                 แปรในลักษณะที่ลดลง
                                                                                                                  19
                               ั
4. กฎแห่งการเพิ่มขึ้นที่ไม่ได้สดส่ วนกัน (Law of
Non-proportional Returns)
   ใช้อธิ บายลักษณะความสมพันธ์ระหว่างผลผลิตกับปั จจัยการผลิต ซึ่ งเกิดจาก
    การสังเกตและผลของการทดลองในการผลิตทางการเกษตร ที่มีการใช้ปัจจัย
    การผลิตผันแปรซึ่ งมีปริ มาณมากพอ และปัจจัยคงที่
   กฎนี้ กล่าวว่า “เมื่อเราเพิ่ มปั จจัยผันแปรใดๆ เข้ ากับปั จจั ยคงที่ ซึ่งมีอยู่จานวน
                                  ้                      ้
    จากัดแล้ ว ผลผลิตจะเพิ่มขึนในอัตราที่ เพิ่มขึน (Increasing at increasing
    rate) จนถึ ง จุ ด ๆ หนึ่ ง ผลผลิ ต ที่ เ พิ่ ม ขึ ้น นั้ น จะเพิ่ ม ขึ ้น ในอั ต ราที่ ล ดลง
    (Increasing at decreasing rate) และถ้ ายังเพิ่มปั จจัยผันแปรเข้ าต่ อไปอี ก
    แล้ ว จะทาให้ ผลผลิตทั้งหมดลดลง (Decreasing at decreasing rate) ของ
    ทุกๆ หน่ วยปั จจัยการผลิตที่ใช้ เพิ่ม”

                                                                                             20
                      ้
ตัวอย่างในการทดลองเลียงปลานิลขนาด 1 ไร่ จานวน 11 บ่ อได้ ปล่อยพันธุ์ปลานิลเท่ ากันทุกบ่ อ และ
                    ้
ได้ ให้ อาหารสมทบเลียงปลานิลเป็ นเวลา 1 ปี ได้ รับผลผลิตดังนี้

                                                                         ้
ตารางที่ 12 แสดงความสั มพันธ์ ระหว่ างผลผลิตปลานิลกับจานวนอาหารที่ใช้ เลียง

บ่ อที่ อาหาร (กก.)   ผลผลิตทั้งหมด (y)             ่
                                          ผลผลิตเฉลีย (y/x)   ผลผลิตเพิม (y/x)
                                                                       ่            ผลผลิตรวม (กก.)
 1          0                50                 0.0                  1.5
 2         100              200                 2.0                  4.0
                                                                                   เพิ่มในอัตราที่เพิ่มขึ้น
 3         200              600                 3.0                  6.0
 4         300             1,200                4.0                  6.8
 5         400             1,880                4.7                  7.2
 6         500             2,600                5.2                  6.4
 7         600             3,240                5.4                  4.0           ผลผลิตเพิ่มในอัตราที่
                                                                                          ลดลง
 8         700             3,640                5.2                  2.0
 9         800             3,840                4.8                  -1.5              ผลผลิตลดลง
10         900             3,690                4.1                  -2.9
11        1,000            3,400                3.4                                                     21
จากตารางที่ 12
   ปั จจัยคงที่ (Fixed Factor) ได้แก่ขนาดเนื้ อที่บ่อ เพราะมีขนาด
    เท่ากันทุกบ่อคือ 1 ไร่
   ปั จจัยผันแปร (Variable Factor) ได้แก่ อาหาร เพราะว่าใช้ใน
    ปริ มาณที่เปลี่ยนแปลง
   ผลผลิตทั้งหมด (Total Product หรื อ TP) หมายถึงผลผลิตทั้งหมดที่
    ผลิ ต ได้เ มื่ อ ใช้ปั จ จัย ผัน แปรเข้า กับ ปั จ จัย คงที่ เ ช่ น เมื่ อ ให้อ าหาร
    สมทบเลี้ ยงปลานิ ลจานวน 100 กก. ในขนาดเนื้ อที่ บ่อ 1 ไร่
    ระยะเวลา 1 ปี จะได้ผลผลิตทั้งหมด 200 กก. แต่เมื่อให้อาหาร
    เพิ่มขึ้น 100 กก. รวมเป็ น 200 กก. แล้วจะได้รับผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็ น
    600 กก.                                                                           22
   ผลผลิตเฉลี่ย (Average Product หรื อ AP) หมายถึงผลผลิตที่ผลิต
    ได้ เมื่อคิดเฉลี่ยต่ อปั จจัยผันแปรที่ใช้ 1 หน่ วย เช่นเมื่อเมื่อให้อาหาร
    สมทบเลี้ยงปลานิลจานวน 100 กก. จะได้ผลผลิตทั้งหมด 200 กก.
    เมื่อคิดเฉลี่ยผลผลิตทั้งหมดต่อจานวนอาหารสมทบจานวน 1 กก.
    แล้ว จะได้ผลผลิตเฉลี่ยเท่ากับ 2 กก. เป็ นต้น ในทางคณิ ตศาสตร์ ก็
    คือ y/x นันเอง
                ่
   AP ทาให้ทราบถึงผลิตภาพ (Productivity) ของปั จจัยการผลิตหรื อ
    ความสามารถในการใช้ปัจจัยการผลิตของผูประกอบการ   ้
                                                                          23
   ผลผลิตเพิ่ม (Marginal Product หรื อ MP) หมายถึงจานวนผลผลิต
                       ้
    ทั้งหมดที่ เพิ่มขึนเมื่อเพิ่มปั จจัยผันแปรเข้ าไปอี ก 1 หน่ วย เช่นให้
    อาหาร 100 กก. ได้ผลผลิต 200 กก. แต่เมื่อเพิ่มอาหารเข้าไปอีก
    100 กก. ได้ผลผลิต 600 กก. แสดงว่าได้ผลผลิตเพิมขึ้น 400 กก.
                                                           ่
   จานวนผลผลิตที่เพิ่มขึ้นต่อ 1 หน่วยของอาหารสมทบที่ใช้เลี้ยงปลา
    นิลจะมีค่าเท่ากับ 4.0 หรื อ 400/100 นันเอง่
   วิธีก ารคิ ด คื อ เอาผลผลิ ตทั้งหมดที่ เ พิ่มขึ้ น (y) หารด้ว ยจานวน
    ปัจจัยผันแปรที่ใช้เพิ่มขึ้นจากเดิม (x) นันก็คือ y/x
                                                  ่
                                                                        24
จุดผลได้ลดน้อยถอยลง (Diminishing Return)
                                                       ่
    อธิบายได้โดยการใช้แนวความคิดเกี่ยวกับความยืดหยุนของการผลิต
    (Elasticity of Productivity หรื อ Ep) แสดงในรู ปสูตรดังนี้
      Ep = % ความเปลี่ยนแปลงของผลผลิต / % ความ ปป. ของปัจจัย
     Ep = y/y ÷ x/x Ep = y/x ÷ y/x Ep = MP/AP
   ระยะที่ 1 MP มากกว่า AP นันก็คือ Ep มีค่ามากกว่าหนึ่ง
                               ่
   ระยะที่ 2 MP น้อยกว่า AP นันก็คือ Ep มีค่าน้อยกว่าหนึ่งแต่
                                 ่
    มากกว่าศูนย์
   ระยะที่ 3 MP เป็ นลบ นันก็คือ Ep มีค่าเป็ นลบด้วย
                           ่
                                                                 25
   จุดผลที่ได้ลดน้อยถอยลงก็คือจุดที่ MP = AP หรื อ Ep มีค่าเท่ากับ 1
    ซึ่ งจะปรากฏในช่ ว งต้ น ของระยะที่ ส อง จึ ง เป็ นจุ ด ที่ แ สดง
    ประสิ ทธิภาพทางกายภาพในการใช้ปัจจัยผันแปรได้สูงสุ ด
   ส่ วนในช่วงปลายระยะที่ 2 นั้นผลผลิตทั้งหมด (TP) สู งสุ ด แต่ค่า
    MP เป็ นศูนย์ ดังนั้น Ep จึงมีค่าเป็ นศูนย์ดวย
                                                ้




                                                                   26
    5. ระยะของการผลิต (Stages of Production)
   ระยะที่หนึ่ง (Stage I)
        TP เพิ่มขึ้นทุกๆ ระดับที่มีการใช้ปัจจัยผันแปรเพิ่มขึ้น และ AP เพิ่มขึ้นจนถึง
         จุดสู งสุ ด และระยะนี้ จะสิ้ นสุ ดตรงที่ จุดสู งสุ ดของ AP = MP (ผลผลิตเฉลี่ย
                                                                             ้
         เท่ ากับผลผลิ ตเพิ่ม ) ถื อ ว่าระยะนี้ ไม่ เหมาะสมกับการผลิ ตเพราะผูผลิ ตยังมี
         โอกาส ที่จะได้รับผลกาไรเพิมมากขึ้น
                                         ่
   ระยะที่สอง (Stage II)
        เริ่ มจากมีการใช้ปัจจัยผันแปร ณ ระดับที่ทาให้ AP = MP ไปจนถึง ณ ระดับที่
         ทาให้ MP เท่ากับศูนย์ หรื อ TP มีค่าสู งสุ ด ในระยะนี้ TP เพิ่มในอัตราที่ลดลง
         ทฤษฎี เศรษฐศาสตร์ การผลิ ตถื อว่าเป็ นระยะการผลิ ตที่ เหมาะสม (Rational
                            ้
         Stage) เพราะว่าผูผลิตจะมีโอกาสได้รับผลกาไรสู งสุ ด (Profit Maximization)
                                                                                    27
   ระยะที่สาม (Stage III)
        เริ่ มตั้งแต่การใช้ปัจจัยผันแปร ณ ระดับที่ทาให้ TP ลดลงและ MP มีค่า
         เป็ นศู น ย์ ดัง นั้น ระยะของการผลิ ต ระยะนี้ จึ ง ไม่ เ หมาะสมในการผลิ ต
                                    ้
         เพราะว่าระยะนี้ ทาให้ผูผลิ ตขาดทุ น เนื่ องจากทุ กๆ หน่ วยของปั จจัยผัน
         แปรที่ใช้เพิมขึ้นแต่ทาให้ผลผลิตทั้งหมดลดลง
                       ่




                                                                               28
Y
                                            ภาพที่ 6 แสดงระยะของการผลิต

                                         TP




                ระยะที่ II        ระยะที่ III
O                                                             X
Y
    ระยะที่ I




                              AP
O                                                            X            29
                             MP
         ่
6. ทฤษฎีวาด้วยผลิตภาพเพิ่ม (Marginal
Productivity Theory)
   ทฤษฎีน้ ีกล่าวว่า “เราจะใช้ ปัจจัยผันแปรที่มีอยู่จานวนมากพอเข้ ากับ
    ปั จจัยคงที่เรื่ อยไป ถ้ ามูลค่ าของผลผลิตที่ได้ เพิ่มยังมีค่ามากกว่ ามูลค่ า
    ของปั จจัยผันแปรที่นามาใช้ เพิ่ม และเราจะหยุดผลิตทันที เมื่อต้ นทุน
    หน่ วยสุดท้ ายที่ ใช้ เพิ่ม มีค่าเท่ ากับรายได้ หน่ วยสุดท้ าย ซึ่ งถือว่ าเป็ น
    จุดที่ได้ รับกาไรสูงสุด”




                                                                                 30
ตัวอย่ าง ในการทดลองเลี้ยงปลาสวาย ได้ปล่อยพันธุ์ปลาลงในบ่อเลี้ยงขนาดเนื้อที่ 1 ไร่ เท่ากัน
                                                     ้
ทุกบ่อจานวน 10 บ่อ เป็ นระยะเวลา 1 ปี ปรากฏว่าได้ใช้ตนทุนการผลิตและได้รับรายได้ดงนี้   ั
ตารางที่ 13 แสดงต้นทุนการผลิตและรายได้ที่ได้รับ

     บ่ อที่    ต้ นทุนทั้งหมด (TC)             ่
                                      ต้ นทุนเพิม (MC)   รายได้ ท้ังหมด (TR)             ่
                                                                               รายได้ เพิม (MR)
                      (บาท)                (บาท)               (บาท)                (บาท)
       1              5,000                1,000               6,000                3,500
       2              6,000                1,000               9,500                3,000
       3              7,000                1,000              12,500                2,500
       4              8,000                1,000              15,000                2,000
       5              9,000                1,000              17,000                1,500
       6             10,000                1,000              18,500                1,000
       7             11,000                1,000              19,500                 500
       8             12,000                1,000              20,000                  0
       9             13,000                1,000              20,000                -300
      10             14,000                                   19,700                              31
   จากตารางที่ 13 แสดงให้เห็นว่าเมื่อปล่อยพันธุ์ปลาลงเลี้ยงในบ่อขนาดเนื้ อที่ 1
    ไร่ ในจานวนที่ แตกต่างกันทั้ง 10 บ่อแล้ว ทาให้เสี ยต้นทุ นการผลิ ตทั้งหมด
    เพิ่มขึ้นบ่อละ 1,000 บาท
                         ั
    และได้รับรายได้ท้ งหมดจากการผลิตปลาสวายเพิ่มสู งขึ้นตามลาดับ จนถึงบ่อ
    ที่ 7 ต้นทุนการผลิตทั้งหมดที่เพิ่มขึ้นหน่วยสุ ดท้ายมีค่าเท่ากับรายได้ท้ งหมด ั
    จากการผลิ ต ที่ เ พิ่ ม ขึ้ น หน่ ว ยสุ ด ท้า ยคื อ จ านวน 1,000     บาท จุ ด นี้ นัก
                                        ู้
    เศรษฐศาสตร์ ถือว่าเป็ นจุดที่ผผลิตได้รับกาไรสู งสุ ด
   ทฤษฎี ว่า ด้ว ยผลิ ต ภาพเพิ่ ม นี้ จะเป็ นเครื่ อ งชี้ ใ ห้ผูป ระกอบการได้ท ราบว่า
                                                                 ้
    สมควรที่ จะจัดการแบ่ งสรรปั จจัย การผลิ ตในระดับ ใดจึ งจะได้รับ ผลกาไร
    สู งสุ ด ซึ่ งก็สมควรเป็ นระยะการผลิตที่สอง
                                                                                      32
7. กฎแห่งการทดแทนกัน (Law of Substitution)
   กฎนี้กล่าวว่า “ปั จจัยที่ใช้ ทดแทนกันได้ นั้น ให้ ใช้ สิ่งที่มีราคาถูกแทน
                                                                         ่
    สิ่ งที่มีราคาแพงเรื่ อยไป จนกรทั่งถึงจุดหนึ่ง ซึ่ งจะเสี ยต้ นทุนตาที่สุด
    (Least cost Combination) ซึ่ งจะอยู่ ณ ระดับที่ อัตราแห่ งการ
    ทดแทนกัน (Marginal Rate of Substitution หรื อ MRS) ของ
    ปั จจัยการผลิตเท่ ากับอัตราส่ วนแห่ งราคาผกผัน (Inverse Price
                                                                  ้
    Ratio) ของปั จจัยการผลิต แต่ ถ้าใช้ ทดแทนกันเลยจุดนีไปแล้ วจะทา
                          ้
    ให้ เสี ยต้ นทุนสูงขึน”


                                                                           33
ตัวอย่างในการจัดเตรี ยมอาหารสมทบสาหรับเลี้ยงปลาไน มีความต้องการที่จะใช้
ปลายข้าว และราในอัตราส่ วนผสมต่างๆ โดยที่ปลายข้าวราคากก. ละ 10 บาท
และราราคากก. ละ 5 บาท

ตารางที่ 14 แสดงสู ตรอาหารสมทบซึ่งประกอบด้ วยราและปลายข้ าว

สู ตร   ปลายข้ าว    รา      มูลค่ าปลายข้ าว   มูลค่ ารา     มูลค่ าทั้งหมด
          (กก.)     (กก.)        (บาท)           (บาท)           (บาท)
 1         6          2            60             10               70
 2         5          3            50             15               65
 3         4          4            40             20               60
 4         3          5            30             25               55
 5         2          8            20             40               60
 6         1         13            10             65               75          34
   จากตารางที่ 14 ทาให้เทราบว่า อาหารผสมสู ตรที่ 4 เป็ นสู ตรที่เสี ยต้นทุนต่า
    ที่สุดคือ 55 บาท ดังนั้นถ้าผูประกอบการต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายก็ตอง
                                  ้                                         ้
    เลือกสูตรอาหารผสมสูตรที่สี่
         ้ ้                                   ั
    แต่ถาผูประกอบการต้องการเพิ่มโปรตีนให้กบปลาก่อนที่จะจับจาหน่ายก็ควร
    เลือกสู ตรอาหารผสมที่สาม เพราะว่าสู ตรที่สามมีปริ มาณปลายข้าวเพิ่มขึ้น 1
                ่
    กก. ถึงแม้วาต้นทุนจะเพิ่มอีก 5 บาทก็ตาม ก็มีส่วนทาให้ปลาอ้วนมีน้ าหนัก
    เพิมมากขึ้น
       ่
   กฎแห่ งการทดแทนนี้ มีส่วนช่วยให้ผประกอบการตัดสิ นใจเลือกใช้ปัจจัยการ
                                         ู้
    ผลิตชนิ ดใดผสมผสานกับปั จจัยการผลิตชนิ ดอื่นๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้
    ต่าที่สุด ปกตินิยมใช้ปัจจัยการผลิตที่มีราคาถูกแต่มีคุณภาพดีพอสมควร แทน
    ปัจจัยการผลิตที่มีราคาแพงเสมอ
                                                                            35
8. หลักว่าด้วยค่าเสี ยโอกาส (Principle of
Opportunity Cost)
   หลัก นี้ กล่ า วว่า “ในการที่ จ ะให้ ได้ ก าไรสู ง สุ ด นั้ น ผู้ป ระกอบการ
    จะต้ องพยายามใช้ ปัจจัยการผลิตอันได้ แก่ ที่ดิน ทุน แรงงานและการ
    จัดการ แต่ ละหน่ วยไปในทางที่จะให้ รายได้ เพิ่มสูงที่สุด”
   ตัวอย่าง ในการทดลองเลี้ยงปลาดุก ปลาช่อน ปลาสวาย ครั้งหนึ่งได้
    จัดสรรเงินทุนเพื่อการผลิตปลาทั้งสามชนิด ชนิดละ 40,000 บาทได้
    รายได้จากการเลี้ยงปลาดุก 46,500 บาท ปลาช่อน 47,500 บาท ปลา
    สวาย 52,000 บาทและได้กาไรสุ ทธิ 6,500 7,500 และ 12,000
    บาทตามลาดับ
                                                                            36
                                             ้
ตารางที่ 15 แสดงต้ นทุนค่ าเสี ยโอกาสในการเลียงปลาดุก ปลาช่ อนและปลาสวาย

 บ่อที่      ต้นทุนทั้งหมด            ต้นทุนเพิ่ม            รายได้ (บาท)
                 (บาท)                  (บาท)       ปลาดุก    ปลาช่อน ปลาสวาย
   1            10,000                 10,000       13,500     14,000 15,000
   2            20,000                 10,000       12,000     12,000 13,000
   3            30,000                 10,000       11,000     11,000 12,000
   4            40,000                              10,000     10,000 12,000
                      ั้
             รายได้ ทงหมด                           46,500     47,500 52,000
          รายได้ เฉลี่ยต่อทุน 1 บาท                  1.16        1.18     1.30
                กาไรสุทธิ                            6,500      7,500 12,000   37
   จากตารางที่ 15 แสดงให้เห็นว่า ถ้าไม่ได้นาเงินทุนจานวน 10,000 บาทไป
    ลงทุนเลี้ยงปลาสวายแต่กลับเอาเงินไปลงทุนเลี้ยงปลาช่อน ก็จะเป็ นการพลาด
    โอกาสในการเลี้ยงปลาสวาย กล่าวคือ
                                                                ้
    ถ้าลงทุนเลี้ยงปลาสวายจะได้รับรายได้ 15,000 บาท แต่ถาลงทุนเลี้ยงปลา
    ช่อนจะได้รับรายได้เพียง 14,000 บาท รายได้ลดลง 1,000 บาท ดังนั้นต้นทุน
    ค่าเสี ยโอกาสคือ 15,000 บาท
   หลักว่าด้วยค่าเสี ยโอกาสนี้ จะเป็ นเครื่ องเตือนใจให้ ผปก. ได้ตระหนักว่าจะ
    ตัดสิ นใจจัดสรรปั จจัยการผลิตในสิ นค้าที่ให้ได้รับรายได้เพิ่มสู งที่สุด


                                                                           38
9. หลักว่าด้วยสิ นเชื่อการเกษตร (Principle of
Agricultural Credit)
                                                  ้
    หลักนี้ กล่าวว่า “ในการยืมเงินมาลงทุนเพิ่มขึนแต่ ละหน่ วย รายได้ สุทธิ ที่จะได้
           ้                                                    ้
    เพิ่มขึนจากการลงทุนหน่ วยนั้น มันจะต้ องคุ้มค่ าดอกเบี ยที่ ต้องเสี ยเพิ่มขึน ้
    และการยืมเงินมาลงทุนโดยได้ กาไรสู งสุ ด ก็คือ ตรงจุดที่ รายได้ สุทธิ ของเงิน
                                       ้
    ยืมหน่ วยนั้น มันเท่ ากับค่ าดอกเบียพอดี”
   โดยปกติ ผูป ระกอบการนิ ย มกูเ้ งิ นจากธนาคารเพื่อ การเกษตรและสหกรณ์
                ้
    การเกษตร (ธกส.)
   ตัวอย่าง ผปก. ฟาร์ มสัตว์น้ าคนหนึ่ ง ได้ไปกูเ้ งินจาก ธกส. 7 ครั้ง รวมเป็ นเงิน
    175,000 บาท โดยเสี ยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 บาทต่อปี ได้รับรายได้สุทธิ
    35,900 ดังนี้
                                                                                 39
ตารางที่ 16 แสดงจานวนดอกเบี้ยเพิมและรายได้สุทธิเพิม (บาท)
                                ่                 ่

  เงินต้ น          ้
              ดอกเบีย          ้ ่
                         ดอกเบียเพิม   รายได้ สุทธิ                  ่
                                                      รายได้ สุทธิเพิม
  10,000      1,000                      3,000
  15,000      1,500         500          4,000            1,000
  20,000      2,000         500          4,800             800
  25,000      2,500         500          5,400             600
  30,000      3,000         500          5,900             500
  35,000      3,500         500          6,300             400
  40,000      4,000         500          6,500             200
                                                                    40
   จากตารางที่ 16 ทาให้ ผปก. ทราบว่าค่าดอกเบี้ยมีปริ มาณเพิ่มขึ้น
    เรื่ อ ยๆ ตามปริ ม าณเงิ น ต้น ที่ ไ ปกู้ม า ส่ ว นรายได้สุ ท ธิ ก็มี ป ริ ม าณ
    เพิ่มขึ้นเรื่ อยๆ
                                                                  ้
    ณ ระดับเงินก็ 30,000 บาท มีผลทาให้มูลค่าดอกเบี้ยที่ตองเสี ยเพิ่มมี
    ค่าเท่ากับมูลค่าของรายได้สุทธิที่ได้รับเพิ่มคือเงินจานวน 500 บาท
    ซึ่งถือว่าเป็ นจุดที่ ผปก. ได้รับผลกาไรสูงสุ ด



                                                                                41
                ้ื
หลักเกณฑ์ในการกูยมเงินมาลงทุน
1.   เมื่อจะกูเ้ งินมาประกอบการธุรกิจใดๆ ผปก. ต้องมันใจว่าจะได้รับ
                                                    ่
     กาไร (productive credit) หรื ออย่างน้อยที่ สุดคื อไม่ขาดทุ น
                                  ้
     (maintenance credit) แต่ถาพิจารณาดูแล้วคิดว่าน่ าจะขาดทุน
     (unproductive credit) ก็ควรงดเว้น
2.   ผปก. สมควรก าหนดระยะเวลาของการชดใช้เ งิ น กู้ยื ม ตาม
                          ้ื
     ประเภทธุรกิจเช่นกูยมมาใช้เลี้ยงปลาตะเพียนเมื่อจับปลาตะเพียน
     ขายควรชาระเงินคืน

                                                                42
                ้ื
หลักเกณฑ์ในการกูยมเงินมาลงทุน (ต่อ)
3.   ในกรณี ที่เ ป็ นการชาระคื น เงิ นกู้เ ป็ นระยะเวลานาน ผปก. ควร
     กาหนดระยะเวลาคืนเงินเป็ นงวดๆ ตามความเหมาะสมกับรายได้
     และไม่เกินกาลังการส่ งชดใช้
4.   ผปก. ควรกู้ยื ม เงิ น ได้ไ ม่ เ กิ น ร้ อ ยละ 75 ของมู ล ค่ า ทรั พ ย์สิ น
     ทั้งหมดที่ธุรกิจฟาร์มมีอยู่
5.   ควรกูเ้ งินจากสถาบันการเงินเพียงแห่ งเดียว หรื อมีเจ้าหนี นอยราย  ้
     ที่สุด เพราะว่าในขณะที่ธุรกิจฟาร์ มสัตว์น้ าตกต่าก็สามารถชาระ
     เงินคืนได้ทุกราย

                                                                            43
                ้ื
หลักเกณฑ์ในการกูยมเงินมาลงทุน (ต่อ)
6.   ผปก. ควรพิจ ารณาสถาบัน การเงิ นที่ เ รี ย กเก็บอัตราดอกเบี้ ย ต่ า
     ที่สุด ซึ่งอย่างน้อยก็ไม่ควรสุ งกว่า ธกส.
7.   ผปก. ควรพิจารณาสถาบันการเงินที่มีความเมตาเอื้ออารี ต่อลูกค้า
     และผูกู้
            ้
8.                            ้
     ผปก. ควรสร้างความคุมครอง ด้วยการประกันภัยต่างๆ




                                                                     44
    10. หลักการตัดสิ นใจเกี่ยวกับเวลาในการลงทุน
   สร้างโรงเรื อนเก็บวัสดุ ปั ญหาคือจะสร้างให้แข็งแรง ทนทาน ใช้ได้นาน
    หรื อปานกลาง ถูก ใช้ได้ไม่นาน
   ปั ญหานี้ สามารถแก้ไ ด้ถา ผปก. มี ขอมู ลเกี่ ย วกับกาลเวลาในอนาคต
                               ้        ้
                                                      ั
    ทราบฐานะทางการเงิน โดยวิธีการหามูลค่าปั จจุบน (present value) ของ
    รายได้และต้นทุนต่างๆ จากนั้นนามาเปรี ยบเทียบให้เห็ นว่าสมควรจะ
    ลงทุนอย่างไหนถึงจะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด
   ตัวอย่างถ้าเราต้องการจะมีรายได้ 500 บาท ในเวลาอีก 5 ปี ข้างหน้า และ
    อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี คาถามก็คือว่า เราสมควรนาเงินมาลงทุน
              ั
    ในปัจจุบนมีมูลค่าเท่าใด
                                                                     45
   คิดคานวณโดยใช้สูตรดังนี้
                   สู ตร PV = Q / (1+r)n
                                                  ั
              PV = present value หรื อมูลค่าปัจจุบน
               Q = รายได้หรื อต้นทุนที่เกิดขึ้นในอนาคต
               r = อัตราดอกเบี้ย
                               ้
               N = จานวนปี ที่ตองการลงทุน

                                                         46
แทนค่าในสูตร
                  PV = 500 / (1 + 0.10)5
                  PV = 500/ (1.10)5
                  PV = 500/1.61
                  PV = 310.56 บาท
ตารางที่ 17 แสดงมู ล ค่ า ปั จ จุ บ ัน ของเงิ น รายได้ห รื อ ต้น ทุ น ที่ จ ะ
 เกิ ด ขึ้ น ในอนาคตอัน เกิ ด จากเงิ น 1 บาท ตามอัต ราดอกเบี้ ย และ
 จานวนปี ที่ลงทุน

                                                                           47
ปี ที่                         อัตราดอกเบีย (ร้ อยละ / ปี )
                                          ้
          4.0    5.0    6.0    7.0 8.0 9.0 10.0               15.0   20.0   25.0
 1       0.96   0.95   0.94   0.94 0.93 0.92 0.91             0.87   0.83   0.80
 2       0.92   0.91   0.89   0.87 0.86 0.84 0.83             0.76   0.69   0.64
 3       0.89   0.86   0.84   0.82 0.79 0.77 0.75             0.66   0.58   0.51
 4       0.85   0.82   0.79   0.76 0.73 0.71 0.68             0.57   0.48   0.41
 5       0.82   0.78   0.75   0.71 0.68 0.65 0.62             0.50   0.40   0.33
 6       0.79   0.75   0.70   0.67 0.63 0.60 0.56             0.43   0.33   0.26
 7       0.76   0.71   0.66   0.66 0.58 0.55 0.51             0.38   0.28   0.21
 8       0.73   0.68   0.63   0.58 0.54 0.50 0.47             0.33   0.23   0.17
 9       0.70   0.64   0.59   0.54 0.50 0.46 0.42             0.28   0.19   0.13
10       0.68   0.61   0.56   0.51 0.46 0.42 0.39             0.25   0.16   0.11
                                                                               48
ปี ที่                         อัตราดอกเบีย (ร้ อยละ / ปี )
                                          ้
          4.0    5.0    6.0   7.0     8.0       9.0 10.0      15.0   20.0   25.0
11       0.65   0.58   0.53   0.47 0.43 0.39 0.35             0.21   0.13   0.09
12       0.62   0.56   0.50   0.44 0.40 0.36 0.32             0.19   0.11   0.07
13       0.60   0.53   0.47   0.41 0.37 0.33 0.29             0.16   0.09   0.05
14       0.58   0.50   0.44   0.39 0.34 0.30 0.26             0.14   0.08   0.04
15       0.55   0.48   0.42   0.36 0.31 0.27 0.24             0.21   0.06   0.03
20       0.46   0.38   0.31   0.26 0.21 0.18 0.15             0.06   0.03   0.01
25       0.37   0.29   0.23   0.18 0.15 0.12 0.09             0.03   0.01   0.00
30       0.31   0.23   0.17   0.13 0.10 0.07 0.06             0.01   0.00   0.00
40       0.21   0.14   0.10   0.07 0.05 0.03 0.02             0.00   0.00   0.00
50       0.14   0.09   0.05   0.03 0.02 0.01 0.00             0.00   0.00   0.00
100      0.02   0.01   0.00   0.00 0.00 0.00 0.00             0.00   0.00   0.00
                                                                               49
   ตัวอย่าง ผปก. ฟาร์ มสัตว์น้ าต้องการสร้างโรงเรื อนเพาะฟั กสัตว์น้ าหนึ่ งหลัง
    สอบถามค่าใช้จ่ายแล้วทราบว่า
        ถ้าจะสร้างด้วยไม้เนื้อแข็งมีค่าใช้จ่ายทั้งหมด 100,000 บาท มีอายุการใช้งาน 50 ปี
        ถ้าสร้างด้วยไม้เนื้ อแข็งผสมไม้ยางแล้วจะเสี ยค่าใช้จ่าย 80,000 บาท และมีอายุการ
         ใช้งาน 25 ปี
   ปั ญหา ผปก. จะเลื อกวัสดุ อย่างไหนดี จากหลัก การตัด สิ น ใจเกี่ ย วกับการ
    ลงทุ น ผปก. จะต้อ งอาศัย หลัก ของมู ล ค่ า ปั จ จุ บ ัน ส าหรั บ คิ ด ค านวณ
    เปรี ยบเทียบดู
   ตามปกติ เกษตรกรมักมีเงินน้อย มักจะสร้างโรงเรื อนด้วยไม้เนื้อแข็งผสมไม้
                                                  ั
    ยางในราคา 80,000 บาท เมื่อใช้งาน 25 ปี ก็พงต้องสร้างใหม่จึงต้องหาเงินอีก
                                                                 ั
    80,000 บาท เพื่อสร้างโรงเรื อนหลังที่ 2 ดังนั้น มูลค่าปั จจุบนของเงิน 80,000
                                   ั
    บาท ว่าเป็ นจานวนเท่าใด สมมติอตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี
                                                                                      50
                       PV = Q / (1 + r)n
                       PV = 80,000 / (1+0.05)25
                       PV = 80,000 / (1.05)25
                       PV = 23,200 บาท
   ผปก. จะต้องนาเงินทุน 23,200 บาท ไปฝากธนาคาร พอครบ 25 ปี ก็จะ
    ได้รับเงิน 80,000 บาท สาหรับสร้างโรงเรื อนหลังที่ 2
   ดังนั้นถ้า ผปก. ต้องการจะสร้างโรงเรื อนเพาะฟักสัตว์น้ า โดยใช้ไม้เนื้อ
    แข็งผสมไม้ยางสองครั้ง ต้องใช้เงินทุนทั้งหมด 80,000 + 23,200 =
    103,200 บาท
   จะเห็นว่าการการสร้างโรงเรื อนด้วยวัสดุไม้เนื้อแข็งอย่างดีครั้งเดียวใน
                                                            ั
    ราคา 100,000 บาท นั้นดีกว่า เพราะว่าใช้เงินทุนในปัจจุบนน้อยกว่า
                                                                             51
   ถ้า ผปก. มีความรู ้ความชานาญในการเพาะฟักปลาตะเพียน และ
    ตลาดก็มีความต้องการสู ง หรื อ ผปก. มีความมันใจในการใช้เงิน
                                                ่
    ส่ วนที่เหลือ 20000 บาทในการลงทุน ธุรกิจอื่น โดยมีความมันใจว่า
                                                            ่
    จะได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 บาทต่อปี
   ดังนั้นมูลค่าเงินลงทุนในอนาคตจานวน 80,000 บาท ในอีก 25 ปี
    ข้างหน้าคือ



                                                                 52
                        PV = 80,000 / (1+0.10)25
                        PV = 80,000 / (1.10)25
                        PV =7,200 บาท
   หมายความว่า ผปก. ควรพิจารณาตัดสิ นใจสร้างโรงเพาะฟักสัตว์น้ า
    ที่สร้างด้วยไม้เนื้อแข็งผสมไม้ยาง 2 ครั้ง
   รวมเป็ นเงินลงทุนปัจจุบนจานวน 80,000 + 7,200 = 87,200 บาท
                             ั
    ซึ่งเป็ นเงินลงทุนน้อยกว่าการจัดสร้างด้วยไม้เนื้อแข้งอย่างดีจานวน
    100,000 บาท
                                                                    53
11. รายได้จากการใช้ปัจจัยเพิม (Marginal
                            ่
Revenue Product หรื อ MRP)
                          ้                       ้
    คือรายได้รวมของผูผลิตที่เพิ่มขึ้น ในเมื่อผูผลิตเพิ่มการใช้ปัจจัยการ
    ผลิ ต ชนิ ด นั้น เข้า ไปอี ก หนึ่ งหน่ ว ย รายได้ที่ เ พิ่ ม ขึ้ น ยัง ไม่ ไ ด้หั ก
    ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอันเนื่ องมาจากการซื้ อปั จจัยการผลิตชนิ ดนั้นมา
    ใช้ในการผลิต
   การที่ไม่ได้หักค่าใช้จ่ายเพราะว่าผูผลิตจะได้มีโอกาสเปรี ยบเทียบดู
                                            ้
    ว่าในการใช้ปัจจัยเพิ่มขึ้นนั้น เขาจะจะเสี ยค่าใช้จ่ายพอคุมกับรายได้ ้
    ที่เพิมขึ้นหรื อไม่
          ่

                                                                                    54
                                                                         ้
ตารางที่ 12 แสดงความสั มพันธ์ ระหว่ างผลผลิตปลานิลกับจานวนอาหารที่ใช้ เลียง

บ่ อที่   อาหาร (กก.)   ผลผลิตทั้งหมด (y)             ่
                                            ผลผลิตเฉลีย (y/x)   ผลผลิตเพิม (y/x)
                                                                         ่            ผลผลิตรวม (กก.)
  1           0                50                 0.0                  1.5
  2          100              200                 2.0                  4.0
                                                                                        ่              ่ ้
                                                                                     เพิมในอัตราทีเ่ พิมขึน
  3          200              600                 3.0                  6.0
  4          300             1,200                4.0                  6.8
  5          400             1,880                4.7                  7.2
  6          500             2,600                5.2                  6.4
  7          600             3,240                5.4                  4.0                    ่
                                                                                     ผลผลิตเพิมในอัตราที่
                                                                                           ลดลง
  8          700             3,640                5.2                  2.0
  9          800             3,840                4.8                  -1.5
 10          900             3,690                4.1                  -2.9              ผลผลิตลดลง

 11         1,000            3,400                3.4
                                                                                                         55
ตัวอย่าง
                                                       ้
    การคานวณหารายได้เมื่อใช้ปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้น ผูผลิตให้อาหาร
    สมทบเลี้ยงปลานิลจานวน 100 กก. ได้ผลผลิต 200 กก. ถ้าเพิ่ม
    อาหารสมทบเป็ น 200 กก. ผลผลิตปลานิลจะเพิมขึ้นเป็ น 600 กก.
                                                   ่
            ่
    สมมติวาราคาปลานิล กก. ละ 10 บาท
     ้
    ผูผลิตจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 6000 – 2000 = 4000 บาท จากการที่ให้
    อาหารสมทบเพิ่มขึ้น 200 – 100 = 100 กก.
   ดังนั้นรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ปัจจัยการผลิตหนึ่งหน่วยเท่ากับ
    4000/100 = 40 บาท

                                                                       56
กาหนดให้
   MRP =   รายได้จากการใช้ปัจจัยเพิ่มขึ้นหนึ่ งหน่วย
   TR =                    ู้
            รายได้รวมที่ผผลิตได้รับ
   X =     จานวนปัจจัยที่ใช้ในการผลิต
   Y =     จานวนผลผลิตทั้งหมด
   Px =    ราคาปั จจัยการผลิตต่อหน่วย
   Py =    ราคาผลผลิตต่อหน่วย
   MVP =   มูลค่าผลผลิตเพิม   ่
    =     ส่ วนที่เปลี่ยนแปลง
                                                        57
          ่
  สมมติวาตลาดปลานิลเป็ นตลาดที่แข่งขันสมบูรณ์ คือราคาผลผลิต
  คงที่ไม่ ปป. มูลค่าของผลผลิตเพิ่มจะเท่ากับ รายได้เพิ่มเมื่อใช้ปัจจัย
  การผลิตเพิมขึ้นหนึ่งหน่วย หรื อ MRP = MVP
             ่
MRP = TR/X
    = (Y.Py) /X
    = (Y/X) Py แต่ Py คงที่
    = MPPx.Py เพราว่า Y/X ก็คือ MPP หรื อ MP
    = MVP
                                                                     58
    12. หลักการตัดสิ นใจว่าควรจะผลิตเท่าไร
 ในขบวนการผลิต เมื่อ ผปก. ทราบลักษณะความสัมพันธ์ระหว่าง
                                            ้
  ผลผลิตกับกับปั จจัยการผลิตแล้ว สิ่ งที่ตองทราบเพิ่มก็คือ ในการใช้
  ปั จจัยการผลิตเพื่อผลิตผลผลิตนั้น จะผลิตผลผลิตเป็ นจานวนเท่าใดจึง
  จะได้รับกาไรสูงสุ ด
                   ้
 หลักเกณฑ์น้ ี ตองอาศัยหลัก Equimarginal Principle กล่าวคือ เมื่อ
     ้                                            ้
  ผูผ ลิ ต มี จ านวนปั จ จัย ผัน แปรจ านวนมากพอ ผูผ ลิ ต ก็ จ ะใช้ปั จ จัย นี้
  เรื่ อยไปตราบเท่าที่มูลค่าของผลิตผลเพิ่ม (Marginal Value Product
  หรื อ MVP) ยังมีค่ามากกว่า มูลค่าของปั จจัยผันแปรที่นามาใช้เพิ่มใน
  การผลิต (Marginal Factor Cost หรื อ MFC) ซึ่งจะคล้ายกับ Marginal
  Cost หรื อ MC                                                           59
ถ้าเป็ นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (ราคาปัจจัยการผลิตคงที่)
   MVPx = MFC
   MVPx = Px หรื อ MPPx . Py = Px
   MPPx. = Px/Py หรื อ Y/X = Px/Py
   นันคือ อัตราเพิ่มของการเปลี่ยนสภาพปัจจัยการผลิต (x) เป็ นผลผลิต
       ่
    (y) จะมีสัดส่ วนเท่ากับ อัตราส่ วนกลับของราคา (Marginal rate of
    Transformation of X into Y = Inverse Price Ratio) ซึ่งถือว่าเป็ นจุด
    ที่ได้กาไรสูงสุ ด
   ตารางที่ 18 แสดงระดับการให้อาหารสัตว์น้ าที่เหมาะสม และทาให้
    ได้กาไรสูงสุ ด
                                                                      60
อาหาร (กก.)   ราคาอาหาร   ต้ นทุน             ่
                                    ต้ นทุนเพิม   ผลผลิต   ผลผลิตเพิม
                                                                    ่   ราคาผลผลิต   รายได้ รวม     มูลค่ า     รายได้ สุทธิ
                (บาท)     (บาท)        (บาท)       (กก.)     (กก.)         (บาท)       (บาท)      ผลผลิตเพิม่     (บาท)
    X            Px       TVC         MFC           Y         MP           Py           TR          MVP            MR
    0            5          0                      25                     1.25        31.25                       31.25
                                        5                      2                                    2.50
    10           5         50                      45                     1.25        56.25                        6.25
                                        5                      6                                     7.50
    20           5         100                     105                    1.25       131.25                       31.25
                                        5                      8                                    10.00
    30           5         150                     185                    1.25       231.25                       81.25
                                        5                      9                                    11.25
    40           5         200                     275                    1.25        343.75                     143.75
                                        5                     10                                    12.50
    50           5         250                     375                    1.25        468.75                     218.75
                                        5                      5                                    6.25
    60           5         300                     425                    1.25       531.25                      231.25
                                        5                      4                                    5.00
    70           5         350                     465                    1.25       581.25                      231.25
                                        5                      2                                    2.50
    80           5         400                     485                    1.25       606.25                      206.25
                                        5                     -2                                    -2.50
    90           5         450                     465                    1.25       581.25                      131.25
                                        5                     -2                                    -2.50
   100           5         500                     425                    1.25       531.25                           61
                                                                                                                  31.25
การ ปป ของราคาปัจจัยและราคาผลผลิต
   ตามปกติราคาปั จจัยการผลิตและราคาผลผลิตมี การ ปป. อยู่เสมอ
    โดยราคาปั จจัยการผลิต ปป.ก่ อน จากนั้นราคาผลผลิตค่อยๆ ปป.
    ตาม
   ท าให้ ส่ ง ผลกระทบต่ อ ระดับ การใช้ปั จ จัย การผลิ ต และปริ ม าณ
                                                            ั
    ผลผลิตเสมอ แต่จะกระทบกระเทือนมากน้อยนั้นขึ้นอยู่กบรู ปแบบ
                ั่
    ของฟังก์ชนการผลิต (Production Function)



                                                                   62
      ั่
ฟังก์ชนการผลิตแบบเส้นตรง (Linear Production Function)
  P                                   TP

 15                                        Px’



 10                                        MVP=AVP



                                           Px
  5




                                                     x


      ภาพที่ 8 แสดง Linear Production Function
                                                         63
Linear Production Function
      ้
    ผูผลิตอาจมีโอกาสใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างไม่จากัดจานวน หรื อไม่
    ก็ไม่มีโอกาสได้ใช้ปัจจัยการผลิตเลย เพราะว่า
   Maginal Value Product : MVP = AVP เท่ากับ Average Value
    Product : AVP ซึ่งมีคงที่
                                                 ้
    ถ้าหากว่า MVP มีมูลค่ามากกว่าปั จจัยการผลิต ผูผลิตก็สามารถใช้
    ปั จจัยการผลิตได้ไม่จากัดจานวน เพราะผูผลิตยังได้รับกาไรอยู่ และ
                                           ้
    ในทางตรงกันข้าม ถ้าราคาปั จจัยการผลิตมีค่ามากกว่า MVP ก็
    จะต้องหยุดทาการผลิตทันที เพราะขาดทุน

                                                                 64
                         ่
    จากภาพที่ 8 จะเห็นได้วา ถ้าราคาปัจจัยการผลิตเปลี่ยนไปที่ Px’ แล้ว
    ผูผลิตจะไม่มีโอกาสได้ใช้ปัจจัยการผลิตเลยเพราะว่าที่ Px’ นั้นมีค่า
      ้
    มากกว่า MVP และ Px’ ยังไม่มีโอกาสจะเท่ากับ MVP
        ้                     ่           ้
    แต่ถาราคาปั จจัยการผลิตอยูที่ Px แล้วผูผลิตมีโอกาสได้ใช้ปัจจัยการ
    ผลิตได้อย่างไม่จากัดจานวนเพราะว่า MVP ยังมีค่ามากกว่า Px




                                                                   65
Nonlinear Production Function
   เป็ นไปตามกฎแห่ ง การเพิ่ ม ขึ้ น ที่ ไ ม่ ไ ด้สั ด ส่ ว นกัน และมี ค วาม
    ซับซ้อนมากขึ้นคือ
                                                       ้
    เนื่ องจาก MP มีแนวโน้มลดลงในขณะที่ผูผลิตใช้ปัจจัยการผลิต
    เพิ่มขึ้นดังนั้น จานวนปั จจัยการผลิตที่ใช้เพิ่มขึ้นในจานวนต่างๆ กัน
                                                             ั
    อันเนื่ องมาจากราคา ปป. ไปนั้น ย่อมจะขึ้นอยู่กบลักษณะการ ปป.
    ของ MP ด้วย ดังแสดงในภาพที่ 9



                                                                          66
      ั่
ฟังก์ชนการผลิตแบบไม่เป็ นเส้นตรง (Nonlinear Production Function)
   P




 15                                                           Px’


  10



  5                                                            Px


                                                         AP
                                                                x
  0                  15        20        25
                                                    MP
      ภาพที่ 9 แสดง Nonlinear Production Function
                                                                    67
                                                      ั
    จากภาพที่ 9 ถ้า Px เพิ่มขึ้นเป็ น Px’ แล้วจะทาให้อตราส่ วนของ
    Px/Py เพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น MP จะมีค่าน้อยกว่าอัตราส่ วนกลับของ
    ราคาดังกล่าว
   ดั้งนั้นการที่จะทาให้ MP เท่ากับอัตราส่ วนกลับของราคาดังเดิมได้
    นั้น มีความจาเป็ นจะต้องมีการ ปป. MP หรื อ Py ซึ่ งตามปกติแล้ว
       ้
    ผูผลิตไม่สามารถ ปป. Px หรื อ Py ได้
            ้
    ดังนั้นผูผลิตต้องปรับลด MP ซึ่ ง ปกด. การ ปป. ของผลผลิต (y)
    และ ของปั จจัยการผลิต (x) จากภาพที่ 9 จะเห็นว่า จานวนปั จจัย
    การผลิตลดลงจากเดิม 25 หน่วย เหลือเพียง 20 หน่วยเท่านั้น
                                                                 68
อุปสงค์สาหรับปัจจัยการผลิต
   เส้นอุปสงค์สาหรับปัจจัยการผลิตก็คือเส้นแสดง MVP ที่เกิดจากการ
    ใช้ปัจจัยการผลิตโดยนับตั้งแต่จุดที่ MVP สู งสุ ดและลดลงมาจนถึง
    จุดเมื่อ MVP เป็ นศูนย์
   หรื ออี ก นัยหนึ่ งก็คือ เส้น MP อยู่ในระยะหรื อช่ วงการผลิ ตที่
    เหมาะสม (Rational stage)




                                                                  69
   P


          A




  Px 1

  Px 2
                                     MVP
  Px 3

                                           B
    0                                          X
                 X1     X2      X3


ภาพที่ 10 แสดงเส้นอุปสงค์สาหรับปัจจัยการผลิต       70
   จากภาพที่ 10 แสดงให้ ท ราบว่ า เมื่ อ ราคาปั จ จัย การผลิ ต (x)
                               ้
    เปลี่ยนไปที่ Px1 นั้นผูผลิตจะซื้ อปั จจัยการผลิตมาใช้จานวน (x1)
    ทั้งนี้ เพราะว่า ณ ระดับปั จจัยการผลิตจานวน (x1) นี้ น้ ัน Px1 =
                       ้
    MVPx1 นันคือ ผูผลิตย่อมได้กาไรสูงสุ ด
                ่
        ้                               ้
    แต่ถาราคาปั จจัยการผลิตลดลงอีกผูผลิตสามารถจะใช้ปัจจัยการผลิต
    เพิ่มขึ้นได้อีก เช่นเมื่อราคาปั จจัยการผลิตลดลงเป็ น Px2 และ Px3
             ้
    แล้วผูผลิตจะใช้ปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้นเป็ น x2 และ x3
   โดยที่ Px2 = MVPx2 และ Px3 = MVPx3 ดังนั้นเส้น AB หรื อเส้น
    MVPx ก็คือเส้นอุปสงค์สาหรับปัจจัยที่ใช้ในการผลิตนันเอง่
                                                                  71
เทคโนโลยีมีผลต่อปริ มาณผลผลิต
   ก า ร ป รั บ ป รุ ง ท า ง เ ท ค โ น โ ล ยี ใ น ก า ร ผ ลิ ต ( Technological
                                  ู้
    Improvement) จะทาให้ผผลิตได้รับผลผลิตเพิมขึ้น        ่
   เช่นในการให้อาหาร (X) เลี้ยงปลาตะเพียน (Y) ซึ่ งถ้าใช้เทคนิ คการ
    ให้อาหารที่แตกต่างกันจะทาให้ได้ผลผลิตที่แตกต่างกันดังภาพที่ 11




                                                                            72
 Y




Y2                                    B

Y1
                                      A




  0                                       X
                             X1


ภาพที่ 11 แสดงการปรับปรุ งเทคโนโลยี           73
   จากภาพที่ 11 เมื่อใช้ปัจจัยการผลิตจานวน X1 โดยการใช้เทคนิค A
    ได้ผลผลิ ต จ านวน Y1         และเมื่ อใช้ปั จ จัย การผลิ ต จานวน X1
    เหมือนกันโดยใช้ เทคนิค B ปรากฏว่า ได้ผลผลิตจานวน Y2
   ดังนั้นผูผลิตหรื อ ผปก. สามารถตัดสิ นใจได้ว่าจะเลือกใช้เทคโนโลยี
             ้
                        ้
    อันไหนดี ณที่น้ ี ผูผลิตจะเลือกใช้เทคนิ ค B เพราะว่าให้ผลผลิตต่อ
    หน่วยปัจจัยการผลิตสูงกว่าเทคนิค A
   กล่าวคือ OY2 / OX1 > OY1/OX1

                                                                     74
   เมื่อพิจารณาในด้าน MVP ก็แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีทาให้ MVP
                                             ั
    ปป. เหมือนกัน นอกจากนี้ เทคโนโลยียงทาให้ระดับกาไรสู งสุ ดก็
    ปป. เช่นกัน
   ผลผลิตทั้งหมด OB เป็ นผลผลิตที่เกิดจากการปรับปรุ งเทคโนโลยี
    (Y2) ส่ วนผลผลิตทั้งหมด OA เป็ นผลผลิตอันเนื่ องมาจากการใช้
    เทคโนโลยีเดิม (Y1) จากผลผลิตทั้ง 2 ระดับนี้ เราสามารถหาผลผลิต
    เพิมได้ (MPP) และเมื่อเรารู ้ราคาผลผลิต (Y) เราก็จะทราบ MVP ได้
        ่

                                                                 75
  Y


                MVPA                     MVPB


  Px




    0                                                  X
                               M         N


ภาพที่ 12 แสดงการ ปป. MVP เนื่องจากการปรุ งเทคโนโลยี       76
   จากภาพที่ 12 แสดงให้เห็นว่าเมื่อมีการปรับปรุ งทางเทคโนโลยีแล้ว
    ทาให้ MVP เพิมสู งขึ้น
                  ่
   จาก MVPA เป็ น MVPB และถ้า Px เป็ นราคาปัจจัย (X) ก็สามารถที่
    จะใช้ปัจจัยการผลิตในปริ มาณที่เพิ่มขึ้น
                           ู้
    จาก OM เป็ น ON โดยที่ผผลิตจะได้รับกาไรสู งสุ ดด้วยคือ MVPx =
    Px


                                                                 77
13. หลักการตัดสิ นใจว่าควรจะผลิตอย่างไร
(How to Produce)
   การประกอบธุรกิจฟาร์มสัตว์น้ าหรื อธุรกิจทางการเกษตรมักมีการใช้
    ปัจจัยผันแปรมากกว่า 1 ชนิด ร่ วมกับปัจจัยคงที่
   ในระหว่างการใช้ปัจจัยผันแปรมากกว่า 1 ชนิ ด นั้นมีปัจจัยผันแปร
    หลายชนิ ดที่ใช้ทดแทนกันได้ เมื่อใช้ทดแทนกันได้ ก็เกิดปั ญหาว่า
      ้
    ผูผลิตจะใช้ปัจจัยอะไรทดแทนปั จจัยอะไรหรื อผสมปั จจัยการผลิต
    ในอัตราส่ วนเท่าใดจึงจะทาให้เสี ยต้นทุนต่าที่สุด และมีกาไรสูงสุ ด



                                                                   78
ตัวอย่าง
   ในการเตรี ยมอาหารสมทบเพื่อใช้เลี้ยงปลาไน โดยใช้สูตรอาหารที่มี
    ส่ วนผสมของราและปลายข้าวในอัตราส่ วนที่แตกต่างกันและก็ทา
    ให้ได้รับผลผลิตที่แตกต่างกัน ขนาดเนื้อที่บ่อ 1 ไร่ และพันธุ์ปลาที่
    ปล่อยลงเลี้ยงจานวน 1,000 ตัว เท่ากันทุกบ่อ ระยะเวลาการเลี้ยง 1 ปี




                                                                    79
ตารางที่ 19 แสดงอัตราส่ วนผสมที่แตกต่างกันของอาหารปลาไน

 สู ตรอาหาร    รา (กก.)    ปลายข้ าว (กก.)   ผลผลิตปลาไน (กก.)
      1           25            45                 1,200
      2           30            40                 1,100
      3           35            35                 1,000
      4           40            30                 1,000
      5           45            25                 1,000
      6           50            20                  900
      7           55            15                  800
                                                                 80
   จากตารางที่ 19 แสดงให้เห็นว่า สูตรในการผสมอาหารเลี้ยงปลาไน
    สูตรที่ 3, 4 และ 5 นั้นมีการใช้ปัจจัยการผลิตในปริ มาณที่แตกต่างกัน
    แต่ผลผลิตมีปริ มาณเท่ากันคือ 1,000 กก.
            ้
    ดังนั้นผูผลิตควรจะเลือกใช้ปัจจัยการผลิตที่มีราคาถูกที่สุดที่สามารถ
    ใช้ทดแทนกันได้เพื่อเป็ นการลดต้นทุน
   ข้อควรคานึง ถ้าเป็ นการเลี้ยงปลาวัยอ่อนหรื อปลาที่กาลังจะจับไป
                ้
    จาหน่าย ผูผลิตควรคานึงถึงปริ มาณโปรตีนด้วย

                                                                    81
การรวมปัจจัยการผลิต
   3.14.1.1 ปั จจัยผันแปรสองชนิ ดรวมกันเพื่อการผลิตในอัตราที่คงที่
    โดยทัวไปแล้ว (ไม่พบในทางการเกษตร)
           ่
                                                 ั
    ดังนั้นในการรวมตัวของปั จจัยในอัตราที่คงที่น้ นไม่สามารถที่จะหา
    Isoproduct หรื อ Isoquant Line ได้ เพราะมันเป็ นเพียงจุดๆ เท่านั้น
             ่
    จุดที่อยูทางขวามือจะแสดงถึงปริ มาณผลผลิตที่สูงขึ้น ดังภาพที่ 13




                                                                    82
                                  ั
ภาพที่ 13 แสดง Isoproduct Line มีลกษณะเป็ นจุดๆ
 X1

                                      X1/X2 = คงที่




 0                                             X2
                                                      83
                                              ั
ปัจจัยผันแปร 2 ชนิดรวมกันเพื่อการผลิตโดยมีอตราการ
ทดแทนกันคงที่ (Constant Rate of Substitution)
   หมายถึงว่า ปั จจัยผันแปรสองชนิ ดแลกเปลี่ยนทดแทนกันในอัตราที่
    คงที่เสมอ แม้ว่าปริ มาณการใช้ปัจจัยผันแปรสองชนิ ดในลักษณะที่
    ปป. ก็ตามเช่นการใช้ราผสมกับปลายข้าวเพื่อเลี้ยงปลาไน
                                                       ั
    การรวมปั จจัยประเภทนี้ จะได้ Isoproduct Line มีลกษณะเป็ น
    เส้นตรงตัดกับแกนตั้งและแกนนอน




                                                              84
ภาพที่ 14 แสดง Isoproduct Line มี slope คงที่
  X1




                            X1/X2 = คงที่



   0                                            X2
                                                     85
ปั จจัยผันแปรสองชนิดรวมกันเพื่อการผลิตโดยมีอตราั
การทดแทนไม่คงที่ (Varying Rate of Substitution)
   การรวมกันในลักษณะนี้มีมากในทางการเกษตร โดยที่สามารถนา
    ปัจจัยชนิดหนึ่งไปแทนปัจจัยอีกชนิดหนึ่งในอัตราที่แตกต่างกัน แต่
    จะได้รับผลผลิตคงเดิม
   เมื่อพิจารณาดูความชัน (slope) ของ Isoproduct Line แล้วพบว่า ค่า
    ความชันจะลดลงเมื่อพิจารณาจากซ้ายไปขวา และค่าความชันจะเพิ่ม
    มากขึ้นเมื่อพิจารณาจากขวามาซ้าย



                                                                 86
ภาพที่ 15 แสดง Isoproduct Line มี slope เปลี่ยนแปลง
 X1




                                    Isoproduct Line


   0                                             X2
                                                      87
วิธีการเลือกใช้ปัจจัยการผลิตสองชนิดร่ วมกัน
                                                           ้
    เมื่อปั จจัยการผลิตสามารถใช้ทดแทนกันได้ ผูผลิตก็ควรเลือกใช้ปัจจัยที่มีราคา
    แพง หรื อ ควรเลื อ กใช้ปั จ จัย คู่ ที่ เ สี ย ค่ า ใช้จ่ า ยน้อ ยที่ สุ ด (Least Cost
    Combination) โดยอาศัยหลักเกณฑ์เดิมคือ Equimarginal Principle
                       ้
    เมื่อ MVPx = Px ผูผลิตจะได้รับกาไรสู งสุ ด ในการใช้ปัจจัยผันแปรเพียงชนิ ด
    เดียว ในกรณี ที่มีการใช้ปัจจัยผันแปรสองชนิ ดคือ x1 และ x2 โดยอาศัยหลัก
    เดียวกัน
   ดังนั้นในการผลิตผลิตผลขึ้น ผูผลิตควรเลือกใช้ปัจจัยการผลิตคู่ที่ (Marginal
                                     ้
    Rate of Substitution: MRS of X2 for X1 Inverse Price Ratio) ซึ่ งทาให้เสี ย
    ต้นทุนต่าที่สุด
                                                                                       88
   เมื่อ MVPx1 = Px1 และ MVPx2 = Px2
   หรื อ MVPx1/Px1 = 1 และ MVPx2/Px2 = 1
   ฉะนั้น MVPx1/Px1 = MVPx2/Px2
   MPPx1.Py/Px1 = MPPx2.Py/Px2 แต่ Py คือราคาผลผลิตมีค่าเท่ากัน
   MPPx1/Px1 = MPPx2/Px2
   MPPx1/MPPx2 = Px1/Px2
   Y/X1 ÷ Y/X2 = Px1/Px2 แต่ Y คือผลผลิตมีค่าเท่ากัน
   ฉะนั้น X2/ X1 = Px1/Px2
                                                                   89
ตัวอย่ างในการจัดเตรี ยมอาหารสาหรับเลี้ยงปลาสวาย โดยใช้ปัจจัยการผลิตรา (X1) และปลายข้าว
(X2) ในอัตราส่ วนผสมที่แตกต่างกัน สมมติว่าราคารา (Px1) กก. ละ 1.5 บาท และราคาปลายข้าว
(Px2) กก. ละ 2.00 บาท และมีระดับผลผลิต (Y) เท่ากันทุกระดับคือ 500 กก.

   X1           X2          X1          X2         X1Px1        X2Px2       ต้ นทุนรวม
  (กก.)        (กก.)        (กก.)        (กก.)       (บาท)        (บาท)         (บาท)
  100          440                                    150          880          1,030
                            100          195
  200          245                                    300          490           790
                            100           75
  300          170                                    450          340           790
                            100           50
  400          120                                    600          240           840
                            100           34
  500           86                                    750          172           922
                            100           14
  600           72                                    900          144          1,044   90
   จากตารางที่ 20 เมื่อทราบปริ มาณการใช้ปัจจัยการผลิต X1และ X2
    แล้วก็สามารถที่จะหา X1และ X2 ได้จึงแทนค่าลงไปในสูตรดังนี้
   X2/ X1 = Px1/Px2
   75/100 = 1.50/2.00 = ¾
   เมื่อเพิ่มปั จจัยการผลิต X1และ X2 แล้ว เท่ากับ 100 และ 75 กก.
    ตามลาดับ ผูผลิตจะเสี ยค่าใช้จ่ายต่าที่สุด นันหมายถึงว่า เมื่อใช้ปัจจัย
                   ้                            ่
    การผลิ ต ที่ ร ะดับ 300 และ170 หน่ ว ย เพื่ อ ผลิ ต อาหารปลาสวาย
    จานวน 500 กก. แล้วพบว่าจะเสี ยค่าใช้จ่ายต่าที่สุดคือ 450+340 =
    790 บาท
                                                                        91
ระดับการผลิตที่ทาให้ได้รับกาไรสู งสุ ด
                                                            ู้
    ในการใช้ปัจจัยผันแปรสองชนิ ดเพื่อการผลิตนั้น ทาให้ผผลิตได้รับผลผลิตใน
    ระดับต่ างๆ กัน ซึ่ งเป็ นเรื่ องทางเทคโนโลยีของการผลิ ต ผลผลิ ตในระดับ
    ต่างๆ นี้ น้ ันก็จะทาให้มีตนทุนต่าสุ ดมี หลายระดับ ดังนั้นปั ญหามีอยู่ว่าผูผลิต
                               ้                                               ้
    ควรจะเลือกผลิตที่ระดับใดจึงจะทาให้ได้รับกาไรสู งสุ ด
                      ่                             ่
    ตัวอย่าง สมมุติวามีปัจจัยการผลิต X1 และ X2 อยูจานวนหนึ่ งเมื่อใช้ไปในการ
    ผลิตในอัตราหนึ่งจะได้รับผลผลิต Y ระดับ 100 หน่วย ถ้าใช้ปัจจัยการผลิต X1
    และ X2 ในอีกอัตราหนึ่ ง ก็จะได้รับผลผลิต Y ระดับ 150 หน่วย และถ้าใช้
    ปั จจัยการผลิต X1 และ X2 ในอีกอัตราหนึ่ ง ก็จะได้รับผลผลิต Y ระดับ 200
    หน่วย

                                                                                92
ภาพที่ 16 แสดง Isoproduct Line หลายระดับ
 X1




 a1
                                    200
 a2
                                    150    Isoproduct Map
 a3                                 100

  0                                        X2
          b1   b2     b3
                                                            93
   จากภาพที่ 16 พบว่าเส้นกราฟที่แสดงระดับการผลิตสู งจะอยูเ่ ลยขึ้นไปทางขวา
                                          ่
    มือ เช่นระดับการผลิตที่ 200 หน่วยจะอยูสูงกว่าระดับการผลิตที่ 150 หน่วย
   เส้นกราฟแสดงระดับผลผลิต 100 150 และ 200 หน่วยเหล่านี้ เรี ยกว่าเส้น
                                                                      ้
    แสดงจานวนผลผลิตเท่ากัน (Isoproduct Line หรื อ Isoquant) แต่ถาหากว่า
    เส้นแสดงจานวนผลผลิตเท่ากันหลายเส้นเรี ยกว่า Isoproduct Map
   การทดแทนที่ของปั จจัยการผลิตสองชนิ ดนั้นมีโอกาสที่จะจากัดกล่าวคือ ไม่
    สามารถที่ จะนาปั จจัยการผลิตชนิ ดหนึ่ งไปแทนปั จจัยการผลิตอีกชนิ ดหนึ่ ง
    โดยไม่จากัด หากเกิ นจุ ดนี้ ไปจะขาดทุ น เส้นกราฟด้านบนจะขนานแกนตั้ง
    และด้านล่างจะขนานกับแกนนอน
                                                                         94
ภาพที่ 17 แสดง Isoproduct Map
 X1

               C                     RidgeLine
           B
       A

                                    200
                                F   150
                            E       100
                        D
  0                                         X2
                                                 95
   จากภาพที่ 17 พบว่าในการใช้ปัจจัยการผลิตสองชนิดเพื่อทาการผลิต
    ผลิตผลที่ระดับ 100 150 และ 200 หน่วย ปั ญหาอยูที่ว่าจะทาการ ่
                                                      ้
    ผลิตที่ระดับใดจึงจะไดกาไรสู งสุ ดดังนั้นผูผลิตต้องอาศัยหลักการ
    Equimarginal Principle คือ
   ปัจจัยการผลิตชนิดเดียว MVPx = MFCx
   ปัจจัยการผลิตสองชนิด MVPx1 + x2 = MFCx1 + x2
                            ู
    ดังนั้นกาไรจะอยู่ที่มลค่ าของผลผลิตเพิ่มที่เกิดจาก x1 และ x2 เท่ ากับ
                          ้                                        ้
    ค่ าใช้ จ่ายที่เพิ่มขึนเนื่องจากการใช้ ปัจจัย x1 และ x2 เพิ่มขึน

                                                                       96
      ตารางที่ 21 แสดงระดับผลผลิตที่ได้กาไรสูงสุ ด

 X1         X2      ผลผลิต     Px1       Px2     Py กรณี Py กรณี ที่
(กก.)      (กก.)     (กก.)    (บาท)     (บาท)   แรก (บาท) สอง(บาท)
 20         10        100     10.00     15.00        5.00    2.50

 25         15       150      10.00     15.00        5.00    2.50




                                                                    97
กรณี แรก
   เมื่อ Py มีมูลค่าเท่ากับ 5.00
   MVPx1 + x2 = (150-100) (5.00)
                  = 250.00 บาท
   MFCx1+x2 = (25-20) (10.00) + (15-10) (15)
                  = 125.00 บาท
   จะเห็นว่า MVPx1 + x2 > MFCx1+x2 (250.00 > 125.00)
            ้
    ดังนั้นผูผลิตสามารถขยายการผลิตได้มากกว่า ระดับผลผลิต 150หน่วย
    เพราะว่ายังได้รับกาไรอยู่

                                                                    98
กรณี ที่สอง
 เมื่อ Py มีมูลค่าลดลงเหลือ 2.50 บาท แต่ Px1 + Px2 ราคายังคงเดิม
 MVPx1 + x2 = (150-100) (2.50) = 125.00 บาท
 MFCx1+x2 = (25-20) (10.00) + (15-10) (15) = 125.00 บาท
 แสดงว่า MFCx1+x2 = MFCx1+x2 หรื อ 125.00 บาท
 ในกรณี น้ ีเป็ นเครื่ องชี้บอกระดับปริ มาณการผลิตที่ 150 หน่วย เพราะ
                   ้
  เป็ นระดับที่ ผูผลิตได้รับกาไรสูงสุ ดแล้ว
 ดังนั้น ตราบใดที่ MVPx1 + x2 มากกว่า MFCx1+x2 ผูผลิตจะ        ้
  สามารถขยายการผลิตออกไปได้เรื่ อยๆ และจะต้องหยุดการผลิตทัน
  เมื่อ MVPx1 + x2 = MFCx1+x2 เพราะได้กาไรสูงสุ ด
                                                                    99
ภาพที่ 18 แสดงเส้นค่าใช้จ่ายเท่ากัน
  X1


  a1



  a2                          Isocost Line
  a3

   0                                         X2
          b2    b3       b1
                                                  100
                       ้
    จากภาพที่ 18 ถ้าผูผลิตมีเงินจานวน T บาท สาหรับซื้ อปั จจัยการผลิต
    X1 และ X2 โดยมี Px1 และ Px2 เป็ นราคาของ X1 และ X2 ตามลาดับ
   ถ้าจะซื้อ X1 เพียงอย่างเดียว ก็จะได้ X1 จานวน T/Px1 = a1 หน่วย หรื อ
    ถ้าจะซื้อ X2 เพียงอย่างเดียว ก็จะได้ X2 จานวน T/Px2 = b1 หน่วย
   ถ้าจะซื้อ X1 จานวน a2 และ a3 หน่วย ก็จะสามารถซื้อ X2 ได้จานวน b2
    และ b3 หน่วย ตามลาดับโดยที่ผผลิตเสี ยค่าใช้จ่ายจานวน T บาทเท่า
                                      ู้
    เดิม
   ถ้ามีเส้นค่าใช้จ่ายเท่ากันจานวนหลายเส้น เรี ยกว่า Isocost map เมื่อ
    นามาเขียนรวมกับเส้นผลผลิตเท่ากัน จะพบว่าเส้นค่าใช้จ่ายเท่ากัน a1
    b1 สัมผัสกับเส้นผลผลิตเท่ากัน ณ ระดับผลผลิต 100 กก. หน่วยที่จุด A
    นันคือที่จุด A เส้นทั้งสองมีความชันเท่ากัน
      ่
   นันคือ ที่จุด A นี้ เส้นทั้งสองมีค่าความชัน เท่ากันคือ X2 / X1 = Px1 / Px2
      ่


                                                                                   101
14. หลักการตัดสิ นใจว่าควรจะผลิตอะไร
(What to Produce)
                                                        ั
    ใช้หลักการ Equimarginal Principle แสดงในรู ปฟั งก์ชนการผลิตดังนี้
                      Y1 = f(X1/X2,X3,…………………Xn)
                      Y2 = f(X1/X2,X3,…………………Xn)
   กาหนดให้
                                                     ่
          Y1 = ผลผลิตที่ได้รับจากกิจการที่ 1 สมมติวาเป็ นผลผลิตปลานิล
                                                       ่
          Y2 = ผลผลิตที่ได้รับจากกิจการที่ 2 สมมติวาเป็ นผลผลิตปลาสวาย
                                                 ่
          Py1 = ราคาผลผลิตจากกิจการที่ 1 สมมติวาเป็ นราคาปลานิล
                                                   ่
          Py2 = ราคาผลผลิตจากกิจการที่ 2 สมมติวาเป็ นราคาปลาสวาย
                                    ่                      ่
          X1 = ปั จจัยผันแปรที่มีอยูอย่างจานวนจากัด สมมติวาเป็ นอาหารสัตว์น้ า
                                          ่
         Px1 = ราคาปั จจัยผันแปรสมมติวาเป็ นราคาอาหารสัตว์น้ า
    X2,….,Xn = ปั จจัยคงที่
                                                                                 102
   หลักการ Equimarginal Principle คือ

                Y1 / Y2 = Py2 / Py1
              ้
    สรุ ปคือ ผูผลิตจะแบ่งใช้ปัจจัยผันแปรคืออาหารสัตว์น้ าเพื่อการเลี้ยง
    ปลานิ ลและปลาสวายจนกระทัง Marginal rate of Substitution
                                   ่
    (MRS) ของปลานิ ล (Y1) ต่อปลาสวาย (Y2) เท่ากับ Inverse Price
    Ratio แล้ว จะได้กาไรสูงสุ ด
                                                                    103
ภาพที่ 20 แสดงการผลิต Y1 และ Y2 ที่เหมาะสม
  Y1
  C




 A                  E
 F




  0                                          Y2
                G   B         D
                                                  104
จากภาพที่ 20 แสดงจุดที่เหมาะสมในการผลิต Y1 และ Y2 คือเส้นที่แสดง
จานวนผลผลิตของ Y1 และ Y2 ที่ผลิตได้ในจานวนต่างๆ (Production
Possibility Curve)

   เส้น AB คือความลาดชัน หรื ออัตราส่ วนแห่งการทดแทนระหว่าง
    Y1 และ Y2 (Y1/Y2)
   เส้น CD คือเส้นแสดงขอบเขตของรายได้ที่จะได้รับจากการผลิต Y1
    และ Y2 ซึ่งมี slope เท่ากับ Py2 / Py1
   จุด E เป็ นจุดที่เหมาะสมในการผลิต Y1 และ Y2 ซึ่งทาให้เจ้าของ
    ฟาร์มได้รับกาไรสูงสุ ดเพราะว่า เป็ นจุดที่  Y1 /  Y2 = Py2 / Py1
   หมายความว่า ผู้ผลิตควรจะผลิต Y1 เท่ ากับระดับ OF และผลิต Y2
    เท่ ากับ OG ภายใต้ ปัจจัยผันแปร X1 ซึ่ งมีอยู่จานวนจากัด

                                                                    105
ตัวอย่าง
      ้
    ผูประกอบการธุ รกิจฟาร์ มสัตว์น้ ามีเงินทุนในการเตรี ยมอาหารสัตว์
    น้ า (X1) จานวน 100 กก. ราคากก.ละ 30 บาท เพื่อสาหรับเลี้ยงปลา
    นิล (Y1) และปลาสวาย (Y2) ราคาปลานิล (Py1) กก.ละ 10 บาท ส่ วน
    ปลาสวาย (Py2) ราคากก.ละ 20 บาท
                ้
    คาถามคือ ผูผลิตจะแบ่งสรรปั นส่ วนอาหารสัตว์น้ าจานวน 100 กก.
    ในการผลิตปลานิลและปลาสวายอย่างไรจึงจะได้กาไรสู งสุ ด (ปั จจัย
    อื่นๆ คงที่)

                                                                 106
ตารางที่ 22 แสดงผลผลิตของปลานิลและปลาสวายซึ่ งเลี้ยงด้วยอาหารในระดับต่างๆ กัน
               การผลิตปลานิล                           การผลิตปลาสวาย
  อาหาร    อาหาร X1    ผลผลิต Y1   Y1   อาหาร X1   ผลผลิต Y2     Y2   Y1 /Y2
   100        0            35      96      100        574          19     5.05
   100       10           131      86       90        555          20     4.30
   100       20           217      81       80        535          29     2.79
   100       30           298      72       70        506          36     2.00
   100       40           370      65       60        470          44     1.48
   100       50           435      59       50        426          56     1.05
   100       60           494      51       40        370          67     0.76
   100       70           545      41       30        303          73     0.56
   100       80           586      34       20        230          77     0.44
   100       90           620      32       10        153         103     0.31
   100       100          652       -       0          50          -       -     107
จากตารางที่ 22
                  ่
    กาไรสู งสุ ดอยูที่ Inverse Price Ratio คือ Py2 /Py1 = 20/10 = 2.00
    Marginal rate of Substitution of Y2 to Y1 คือ Y1/Y2 = 72/36 =
    2.00
     ้
    ผูผลิตมีอาหาร 100 กก. มูลค่า 3000 บาท แบ่งไปเลี้ยงปลานิล 40 กก.
    ได้ผลผลิ ตปลานิ ล 370 กก. คิดเป็ นเงิ น 3,700 บาท ส่ วนอาหารที่
    เหลือ 60 กก. เลี้ยงปลาสวาย ได้ผลผลิตปลาสวาย 470 กก. คิดเป็ น
    เงิน 9,400 บาท
                    ั
    ดังนั้นรายได้ท้ งหมดเท่ากับ 3,700+9,400=13,100 บาท คิดเป็ นกาไร
    13,100-3,000 = 10,100 บาท
                                                                   108
ในธุรกิจฟาร์มสัตว์น้ าแบบผสมผสาน
   การจัด สรรปั จจัยการผลิ ตสาหรั บการผลิ ตสัตว์น้ าหลายชนิ ด ก็ใ ช้
                                                      ู้
    หลักการ Equimarginal Principle เช่นกัน แต่ผผลิตจะได้รับกาไรก็
    ต่อเมื่อ
     ้
    ผูผ ลิ ต จัด สรรปั จ จัย การผลิ ต แต่ ละชนิ ด ไปในการผลิ ต จนกระทั่ง
    มูลค่ าผลผลิตเพิ่ม (MVP) ของแต่ ละปั จจัยเท่ ากับราคาของปั จจัยนั้นๆ
   ปั จจัยในการผลิตแบ่งออกได้ 2 ประเภทคือปั จจัยผันแปรเกี่ ยวข้อง
    กับผลผลิตและปัจจัยคงที่ซ่ ึงไม่มีผลเกี่ยวข้องกับผลผลิต

                                                                     109
15. การรวมกิจการต่างๆ ในธุรกิจฟาร์มสัตว์น้ า
(The combination of Aquafarm Enterprises)
   1. การรวมกิ จการฟาร์ มสั ต ว์ น้ าตามแนวนอน (Horizontal
    Combination) คื อเมื่ อ ผปก. รวมกิ จ การต่ า งๆ เข้า ด้ว ยกัน แล้ว จน
                                                  ้
    ได้ผ ลผลิ ต แล้ว น าผลผลิ ต ไปจ าหน่ า ยให้ ผูซ้ื อ โดยไม่ ไ ด้น าเอา
    ผลผลิตไปเป็ นปัจจัยการผลิตของกิจการอื่นๆ
   ดั ง นั้ นการรวมกิ จ การในลั ก ษณะนี้ ยัง อาศั ย หลั ก การเดิ ม คื อ
    Equimarginal Principle นันคือ Y1 / Y2 = Py2 / Py1
                              ่


                                                                      110
   2. การรวมกิจการฟาร์ มสัตว์น้ าตามแนวตั้ง (Vertical Combination)
    คือเมื่อ ผปก. รวมกิจการต่างๆ เข้าด้วยกันแล้วจนได้ผลผลิตแล้วนา
    ผลผลิตไปเป็ นปั จจัยการผลิตของกิจการอื่นๆ เช่นเลี้ยงปลานิ ลและ
    ปลาหมอเทศ แล้วนาผลผลิตทั้งสองไปผลิตปลากะพงขาว
                                  ั
    การรวมกิจการในลักษณะนี้ ยงอาศัยหลักการเดิ มคือ Equimarginal
    Principle
                 ่
    กาไรสูงสุ ดอยูที่ มูลค่าผลผลิตเพิ่มของปลากะพง อันเนื่องมาจากการ
    ใช้ปลานิลและปลาหมอเทศเท่ากับราคาปัจจัยการผลิต

                                                                111
ภาพที่ 22 แสดงการนาผลผลิต Y1 และ Y2 ไปผลิต Y3
  Y1
                        C



 A                  E
 M                                 D




  0                                      Y2
                N   B
                                                112
จากภาพที่ 22
   จุ ด ที่ เ หมาะสมในการผลิ ต ปลานิ ล และปลาหมดเทศ และจุ ด ที่
    เหมาะสมในการใช้ปลานิ ลและปลาหมอเทศไปผลิตปลากะพงขาว
    คือจุด E ซึ่งเป็ นจุดที่สัมผัสระหว่างเส้น AB และ CD โดยมีค่า slope
    ของเส้น AB และ CD มีค่าเท่ากันคือ (Y1/Y2)
   ดังนั้น ผปก. ควรผลิตปลานิ ลจานวน OM หน่วยและผลิตปลาหมอ
    เทศจานวน ON หน่วย แล้วนาเอาปลานิ ลและปลาหมดเทศไปเป็ น
    ปัจจัยการผลิตปลากะพงขาวจึงจะได้กาไรสูงสุ ด

                                                                   113
16. ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างกิจการต่างๆ ใน
ฟาร์มสัตว์น้ า
            ้
    สิ่ งที่ตองคานึ งในการรวมกิ จการฟาร์ มสัตว์น้ าได้แก่ จานวนปั จจัย
    การผลิ ต ราคาปั จ จัย การผลิ ต และราคาผลผลิ ต ของแต่ ล ะกิ จ การ
    นอกจากนี้ ผปก. ต้องคานึ งถึงลักษณะความความสัมพันธ์ระหว่าง
    กิจการต่างๆ ด้วย
   ลักษณะความความสัมพันธ์ระหว่างกิจการต่างๆมี 5 ลักษณะคือ




                                                                   114
                 ั               ั
16.1 กิจการที่มีลกษณะเป็ นศัตรู กบกิจการอื่นๆ
(Antagonistic Enterprises)
   กิจการประเภทนี้ เมื่อนาไปรวมกับกิจการอื่นๆ แล้วทาให้เกิดผลร้าย
    หรื อผลเสี ยหายกับกิจการอื่นๆ เนื่ องจากกิจการนี้ อาจเป็ นตัวเบียฬ
    ตัวห้ า พยาธิหรื อเป็ นพาหะนาโรคสู่กิจการอื่นๆ
                                  ั
    เช่นเลี้ยงปลาทองในบ่อดินใกล้กบบ่อปลาดุกหรื อปลาช่อน เมื่อเวลา
    ฝนตกมากๆ ปลาดุกหรื อปลาช่อนอาจหลุดลอดไปยังบ่อปลาทองได้
    และจับปลาทองกินเป็ นอาหาร ทาให้ผลผลิตลดน้อยลง



                                                                   115
                 ั
16.2 กิจการที่มีลกษณะแข่งขันกับกิจการอื่นๆ
(Competitive Enterprises)
                ั
    กิจการนี้ มีลกษณะแข่งขันกับกิจการอื่น เมื่อนาเข้าไปกระทาร่ วมกับ
    ธุรกิจฟาร์ มสัตว์น้ าแล้ว กิจการดังกล่าวทาให้เกิดการแข่งขันในด้าน
                                        ่
    ความต้องการปัจจัยการผลิตซึ่งมีอยูอย่างจากัดเพิ่ม
   เช่น ผปก. มีที่ดิน 10 ไร่ เลี้ยงปลานิ ล 5 ไร่ ปลาสวาย 5 ไร่ ถ้าหาก
    ผปก. ต้อ งการเลี้ ย งปลาสวยงาม เพิ่ ม ขึ้ น อี ก 1 กิ จ การ ก็ จ ะไปมี
    ผลกระทบต่ อกิ จ การเลี้ ย งปลานิ ลและปลาสวาย กล่ าวคื อต้องลด
    ขนาดเนื้ อ ที่ ป ลานิ ล และปลาสวายลงเพื่ อ น าที่ ดิ น ที่ ไ ปเลี้ ย งปลา
    สวยงามเป็ นต้น
                                                                         116
                  ั
เมื่ อพิจ ารณาดู อตราการทดแทนกันระหว่างจานวนผลผลิ ตของทั้ง 2
กิจการแล้วพบว่าลักษณะของการแข่งขัน มี 2 ลักษณะคือ

1.   การทดแทนกันในลักษณะที่คงที่ จานวนผลผลิตจากกิ จการ Y1
     และ Y2 จะทดแทนกันในลักษณะที่คงที่ตลอดไป เส้น PPC: จึงมี
     ลักษณะเป็ นเส้นตรง (ดังภาพที่ 24 ก)
2.   การทดแทนกันในลักษณะที่เพิ่มขึ้น การเพิ่มผลผลิตของกิ จการ
     Y1 ขึ้นแต่ละหน่ วยนั้นจะทาให้ผลผลิ ตของกิ จการ Y2 ลดลงทุก
                             ั
     ครั้ง ดังนั้นเส้น จึงมีลกษณะเป็ นเส้นโค้งเข้าหาจุดกาเนิ ด (ดังภาพ
     ที่ 24 ข)

                                                                   117
                                   ั
         ภาพที่ 24 แสดงกิจการที่มีลกษณะแข่งขันกับกิจการอื่น
Y1                                                  ข
                    ก
A


                                  A




     0                      B    Y2 0              B            Y2
                                                              118
                 ั
16.3 กิจการที่มีลกษณะสนับสนุนกิจการอื่น
(Complementary Enterprises)
                 ั
    กิ จการนี้ มีลกษณะสนับสนุ นและเกื้ อกูลกิ จการอื่น เมื่อ ผปก. เพิ่ม
    กิจการประเภทนี้เข้าไปแล้วทาให้ผลผลิตสัตว์น้ าเพิมขึ้น   ่
   เช่ น การท าคอกเลี้ ย งไก่ เลี้ ย งสุ ก รบนบ่ อเลี้ ย งปลานิ ล ปลานิ ล จะ
    ได้รับอาหารเพิ่มจากกิจการเลี้ยงไก่และสุ กร




                                                                         119
                          ั
ภาพที่ 25 แสดงกิจการที่มีลกษณะสนับสนุนกิจการอื่น
  Y2
                 B
  E


 A




  0                                     Y1
                D        C
                                                   120
                 ั
16.4 กิจการที่มีลกษณะแทรกกับกิจการอื่น
(Supplementary Enterprises)
   กิ จการนี้ เป็ นกิ จการที่ แทรกหรื อเพิ่มเข้าไปในธุ รกิ จฟาร์ มสัตว์น้ า
    เพื่อเป็ นการช่วยใช้การใช้ปัจจัยการผลิตอย่างเต็มที่ ตลอดเวลา
   กิจการที่แทรกเข้าไปนี้ ไม่ไม่แข่งขันหรื อสนับสนุ นกิจการอื่นๆ ใน
    ฟาร์ ม และจะไม่ ท าให้ กิ จ การอื่ น มี ผ ลผลิ ต เพิ่ ม ขึ้ น หรื อ ลดลงแต่
    ประการใด เช่ น ในฟาร์ ม เพาะเลี้ ยงสั ต ว์น้ า ผปก. อาจเพิ่ ม การ
    เพาะปลูกพืชผักสวนครัว ทอผ้า ทาเครื่ องจักสาน โดยใช้แรงงานใน
                   ่
    ครัวเรื อนที่วางอยู่

                                                                           121
                          ั
ภาพที่ 26 แสดงกิจการที่มีลกษณะแทรกกับกิจการอื่น
  Y2
                         B
 A




  0                                               Y1
                        D             C
                                                       122
                 ั
16.5 กิจการที่มีลกษณะจะต้องผลิตร่ วมกันในอัตราที่คงที่ (Joint
Product)

   กิจการนี้ เมื่อ ผปก. ใช้ปัจจัยการผลิตทาการผลิตปลาชนิ ดหนึ่ งขั้นมา
    จานวนหนึ่ งแล้ว ในขณะเดี ยวกัน ผปก. ก็จะได้รับผลผลิตอีกชนิ ด
    หนึ่งเช่นเดียวกัน
   จานวนผลผลิ ตทั้ง 2 ชนิ ด จะผันแปรเพิ่มขึ้ นหรื อลดลงในทิ ศทาง
    เดียวกัน เช่นการเลี้ยงปลาช่อนทาให้ได้รับผลผลิต 2 ชิดคือเนื้ อปลา
    และไส้ปลาช่อนเพื่อเป็ นวัตถุดิบทาแกงไตปลา



                                                                   123
                          ั       ้
ภาพที่ 27 แสดงกิจการที่มีลกษณะที่ตองผลิตร่ วมกัน
  Y2




  0                                                Y1
                                                        124
จากภาพที่ 27
   เมื่อ ผปก. ใช้ปัจจัยการผลิต Y1 เพิ่มขึ้นจานวนหนึ่ งก็จะได้รับ
    ผลผลิต Y2 เพิมขึ้นจานวนหนึ่งเช่นกัน
                  ่
   เส้น production Possibility Curve: p.p.c. จึงเป็ นเพียงจุดๆ




                                                              125
17. การคิดต้นทุนและกาไรของธุรกิจฟาร์มสัตว์น้ า
   ในการดาเนินธุรกิจฟาร์มสัตว์น้ า ผปก. จะต้องคานึงถึงค่าใช้จ่าย
    หรื อต้นทุนการผลิต และรายได้จากการขายผลผลิต เพราะว่า ผปก.
                                                          ่ ั
    จะไดรับกาไรหรื อขาดทุนมากน้อยเพียงใดนั้นย่อมขึ้นอยูกบรายได้
    และต้นทุนจากการผลิต
   ดังนั้น ผปก. จาเป็ นต้องทราบวิธีการคิดหาต้นทุน รายได้ และกาไร




                                                               126
17.1 ชนิดของต้นทุนการผลิต
   1. ต้นทุนคงที่ (Total Fixed Cost หรื อ TFC) หมายถึง ต้ นทุนหรื อ
    ค่ าใช้ จ่ายในการผลิ ตที่ เกิ ดจากการใช้ ปัจจั ยคงที่ ดังนั้นต้ นทุนการ
    ผลิ ต คงที่ จึ ง มี ค่ า คงที่ เ สมอ ไม่ ว่ า ผปก. จะท าการผลิ ต มากน้ อ ย
    เพียงใด
   แต่ ถ ้าไม่ ทาการผลิ ตเลยก็จ าเป็ นต้องจ่ ายคงที่ เ กิ ด ขึ้ น เสมอเช่ น ค่ า
    เสื่ อมหรื อค่าสึ กหรอของอุปกรณ์ ค่าดอกเบี้ย ค่าภาษี ค่าประกัน ค่า
    เช่าที่ดินเป็ นต้น
                                                              ้
    ต้นทุนคงที่รวมเมื่อคิดต่อหน่ วยของผลผลิตจะได้ตนทุนคงที่เฉลี่ย
    (TFC/Y = AFC)
                                                                             127
    2. ต้นทุนผันแปร (Total Variable Cost หรื อ TVC)
   หมายถึง ต้ นทุนหรื อค่ าใช้ จ่ายในการผลิตที่เกิดจากการใช้ ปัจจัยผันแปร
    ดั ง นั้ น ต้ น ทุ น การผลิ ต ผั น แปรจึ ง ผั น แปรไปตามปริ มาณการผลิ ต
    กล่าวคือเมื่อ ผปก. ทาการผลิตมากก็จะใช้ปัจจัยผันแปรมากขึ้น
   ต้นทุนผันแปรรวม (TVC) มีค่าเท่ากับราคาปั จจัยผันแปร (Px) คูณด้วย
    จานวนปัจจัยผันแปร (X) ทั้งหมด
   ต้นทุนผันแปรเฉลี่ย (AVC) คือต้นทุนผันแปรรวมเมื่อคิดเปรี ยบเทียบ
    ต่อหน่วยของผลผลิต เท่ากับ TVC/Y=AVC ซึ่งสามารถบอกระดับการ
    ผลผลิตที่ ผปก. เสี ยค่าใช้จ่ายผันแปรต่าสุ ดและ AVC จะ ปป. ตาม
    ปริ มาณการผลิต                                                      128
3. ต้นทุนเพิ่ม (Marginal Cost หรื อ MC)
   หมายถึ ง ค่ าใช้ จ่ ายทั้ งหมดที่ เ พิ่ ม ขึ ้น เมื่ อ ผปก. เพิ่ มการผลิ ต จาก
                  ้
    ระดับเดิมขึนอีกหนึ่งหน่ วยแล้ ว จะมีผลทาให้ ต้นทุนการผลิตทั้งหมด
            ้
    เพิ่มขึนจากเดิมมากน้ อยเพียงใด
   ซึ่ งอาจนาไปเปรี ยบเทียบกับผลตอบแทนที่ได้รับเพิ่มขึ้นต่อหน่ วย
    ของผลผลิต (Marginal Revenue หรื อ MR)
   ใช้พิ จ ารณาดู ว่ า การผลิ ต ที่ เ พิ่ ม ขึ้ น นั้น มี ผ ลคุ ม ค่ า กับ การลงทุ น ที่
                                                                 ้
    เพิ่มขึ้นหรื อไม่


                                                                                     129
   ถ้าหากว่ารายได้เพิ่มมีค่ามากกว่าต้นทุนเพิ่ม ก็แสดงว่า ผปก. มีกาไร
    ซึ่ ง ผปก. สามารถขยายการผลิตออกไปได้อีกจนกระทังถึงระดับที่
                                                             ่
    รายได้เพิ่มเท่ากับต้นทุนเพิ่ม (MR=MC) ซึ่ งถือว่าเป็ นจุดที่ ผปก. ได้
    กาไรสูงสุ ด
   วิธีการคิดคานวณหาต้นทุนเพิ่ม คือการนาเอาต้นทุนทั้งหมดที่ ปป.
    ไปจากระดับเดิม (TC) อันเนื่ องมาจากการขยายการผลิต หารด้วย
    จานวนผลผลิตที่ ปป. ไปจากระดับเดิม (Y)
   นันก็คือ MC= TC / Y ดังตัวอย่าง
        ่
                                                                      130
   ในการเลี้ ยงปลาสวายครั้ งหนึ่ งได้รับผลผลิ ตจานวน 500 กก. เสี ย
    ต้น ทุ น การผลิ ต ทั้ง หมด 1,000 บาท เมื่ อ ผปก. ขยายการผลิ ต จน
    ได้รับผลผลิตปลาสวายจานวน 700 กก. เสี ยต้นทุนการผลิตทั้งหมด
    1,400 บาท
   จะเห็นว่าต้นทุนเพิ่มขึ้นจากเดิม 400 บาทและมีผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก
    เดิม 200 กก. ดังนั้นต้นทุนเพิ่มจึงมีค่าเท่ากับ 400/200 = 2 คือ MC =
    2
   ในการคิดหาต้นทุนการผลิตชนิดต่างๆ สรุ ปได้ดงนี้    ั

                                                                    131
Production Function คือ Y = f(X1/X2)
   Y = จานวนผลผลิตปลาสวาย (กก.)                     TVC = Px1 * X1
   X1 = ปั จจัยผันแปรเช่นอาหารปลาสวาย (กก.)         TFC = Px2 * X2
   X2 = ปั จจัยคงที่เช่น ขนาดเนื้อที่บ่อ 1 ไร่      AVC = TVC / Y
   Px1 = ราคาอาหารปลาสวาย (บาท)                     AFC = TFC / Y
   Px2 = ค่าเช่าที่ดิน (บาท)                        ATC = TC / Y
   TC = TVC + TFC                                   MC = TC/Y



                                                                       132
17.2 รายได้สุทธิและกาไรสุ ทธิ
   รายได้สุทธิ (Net Return) หมายถึง ส่ วนที่แตกต่างระหว่างรายได้
    รวม (TR) จากการขายผลผลิตกับต้นทุนผันแปรในการผลผลิต
    (TVC)
   รายได้สุทธิ = TR – TVC หรื อ Y * Py – TVC
   กาไรสุ ทธิ (Net profit) หมายถึงส่ วนที่แตกต่างระหว่างรายได้รวม
    (TR) จากการขายผลผลิตกับต้นทุนทั้งหมดในการผลิต
   กาไรสุ ทธิ = TR – TC หรื อ Y * Py – (TVC + TFC)

                                                                     133
                                ตารางที่ 23 แสดงต้ นทุน รายได้ และกาไร
ปัจจัย   ปัจจัย   ผลผลิต   ต้นทุน   ต้นทุน   ต้นทุน   ต้นทุน   ต้นทุน   ต้นทุน   ต้นทุน   รายได้   รายได้      กาไร
คงที่    ผันแปร ทั้งหมด     คงที่   ผันแปร ทั้งหมด     คงที่   ผันแปร ทั้งหมด     เพิ่ม    รวม     สุ ทธิ      สุ ทธิ
(ไร่ )    กก.      กก.     (บาท)    (บาท)    (บาท)    เฉลี่ย   เฉลี่ย   เฉลี่ย   (บาท)    (บาท)    (บาท)      (บาท)
          X1        Y      TFC      TVC       TC      AFC      AVC      ATC       MC       TR       NR          NP
  1        0       10       100       0       100     10.00     0.00    10.00    10.00     50       50         -50
  1       10       20       100      100      200      5.00     5.00    10.00     3.33     100       0         -100
  1       20       50       100      200      300      2.00     4.00     6.00     3.33     250      150        -50
  1       30       80       100      300      400      0.25     3.75     5.00     3.33     400      100          0
  1       40       110      100      400      500      0.91     3.64     4.55     1.42     550      150         50
  1       50       180      100      500      600      0.56     2.78     3.33     2.50     900      400        300
  1       60       220      100      600      700      0.45     2.73     3.18     3.33    1,100     500        400
  1       70       250      100      700      800      0.40     2.80     3.20     5.00    1,250     550        450
  1       80       260      100      800      900      0.37     2.96     3.33    10.00    1,300     500        400
  1       90       250      100      900     1,000     0.38     3.46     3.85     5.00    1,250     350        250
  1       100      240      100     1,000    1,100     0.42     4.17     4.58      -      1,200     200     134100
จากตารางที่ 23
   ทั้งรายได้สุทธิและกาไรสุ ทธิจะแตกต่างกันไปตามระดับของผลผลิต
    คื อ รายได้ สุ ท ธิ สู ง สุ ด เท่ ากั บ 550 ณ ระดั บ ผลผลิ ต 250 กก.
    หมายความว่า ผปก. ต้องการายได้สุทธิ สูงสุ ดก็จะต้องทาการผลิตที่
    ระดับ 250 กก. เพราะว่าถ้าเกินหรื อต่ากว่าระดับนี้ แล้ว รายได้สุทธิ
    จะเริ่ มลดลง อันเนื่องมาจากต้นทุนผันแปรมีปริ มาณเพิ่มขึ้น
   ถ้าจะพิจารณาในเรื่ อง กาไรสุ ทธิ ก็มีลกษณะคล้ายกันคือ ผปก. ได้
                                                ั
    กาไรสูทธิ สูงสุด 450 บาท ณ ระดับผลผลิต 250 กก. เพราะว่าถ้าเกิน
    หรื อต่ากว่าระดับนี้แล้ว กาไรสุ ทธิจะเริ่ มลดลง
                                                                     135
  18. ต้นทุนบางชนิดที่ใช้ในการจัดการธุรกิจฟาร์ม
  สัตว์น้ า
1. ต้นทุนประกอบการ (operation cost) มีความหมายเหมือนกับต้นทุน
   ผันแปร
2. ต้น ทุ น ของการเป็ นเจ้า ของ (ownership) มี ค วามหมายเหมื อ นกับ
   ต้นทุนคงที่
3. Out of Pocket Cost) หมายถึงค่าใช้จ่ายที่ผประกอบการจ่ายจริ งหรื อ
                                                 ู้
                                ั
   จ่ายเป็ นเงินสดเช่นค่าพันธุ์สตว์น้ า หรื อค่าอาหารสัตว์น้ าเป็ นต้น
4. ต้นทุน overhead cost หมายถึงค่าใช้จ่ายคงที่
5. ต้นทุนที่เป็ นเงินสด (cash cost) หมายถึงค่าใช้จ่ายที่ ผปก. จะต้องจ่าย
   ในการซื้อปัจจัยการผลิตในลักษณะที่เป็ นเงินสด
                                                                     136
6.   Noncash cost ต้นทุนที่ไม่เป็ นเงินสด ค่าใช้จ่ายที่ ผปก. ไม่ตองจ่ายจริ งในการ
                                                                 ้
     ผลิตเช่นค่าจ้างแรงงานในครั วเรื อน ค่าดอกเบี้ ย เงิ นลงทุนของตัวเอง และค่า
     เสี ยโอกาส
7.   ต้นทุน relevant cost หมายถึงค่าใช้จ่ายที่มีผลอย่างมากต่อการตัดสิ นใจของ
     ผปก. ต้อ งใช้เ วลามากในการพิ จ ารณา เพราะเป็ นการตัด สิ น ใจที่ ต ้อ งจ่ า ย
                                                                       ้
     เงินทุนเป็ นจานวนมาก เช่นการขยายกิจการธุ รกิจฟาร์ มสัตว์น้ า ที่ตองใช้ที่ดิน
     เพิ่ม 100 ไร่ จะต้องใช้เงินทุนจานวนมาก
8.   ต้นทุน Irrelevant cost หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่ไม่มีผลต่อการตัดสิ นใจของ ผปก.
     มากนัก เช่นตัดสิ นใจเลือกซื้ อรถแทรกเตอร์ 2 ยี่ห้อเช่นฟอร์ ดกับคูโบต้า ซึ่ งมี
     ขนาดและคุณภาพใกล้เคียงกัน ราคาก็ใกล้เคียงกัน
                                                                               137
19. วิธีการคิดดอกเบี้ย
                                         ้
    1. การชาระคืนเงินต้ นและดอกเบียพร้ อมกันเมื่อครบกาหนด
                                                                    ้ื
    การชาระคืนด้วยวิธีน้ ีเป็ นวิธีที่ง่ายที่สุด ซึ่งเหมาะสมกับการกูยมใน
    ระยะเวลาสั้นไม่เกิน 1 ปี
                  ้
    ตัวอย่าง เงินกูจานวน 1,200 บาท ระยะเวลา 1 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อย
    ละ 12 ต่อปี
   ค่าดอกเบี้ย = 1,200 (12/100) = 144 บาท


                                                                       138
2. การชาระดอกเบี้ยล่วงหน้า
                                  ้             ้้                 ้ ้
    วิธีน้ ี บางทีเรี ยกว่า เงิ นกูส่วนลด เมื่อผูกูไปรั บเงิ นต้น ผูให้กูจะหัก
                      ้ ู้
    ดอกเบี้ยไว้ ผูกจะได้รับเงินไม่ครบตามจานวนเงินที่ขอกู้
                       ้
    ตัวอย่าง เงินกูจานวน 1,200 บาท ระยะเวลา 1 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อย
    ละ 12 ต่อปี
   ค่าดอกเบี้ย = 1,200 (12/100) = 144 บาท ดังนั้นจานวนเงินกูที่จะ        ้
    ได้รับ 1,200-144 = 1,056 บาท
   อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริ ง = (144/1,056) 100 = 13.64 บาทต่อปี และจะ
                                     ้ื
    เพิ่มขึ้นเมื่อระยะเวลาการกูยมยาวนานขึ้น
                                                                          139
3. การผ่อนชาระเงินต้ นและดอกเบี้ย
   ค่าดอกเบี้ยคิดจากจานวนเงินต้นเมื่อมีการผ่อนชาระ คืนเงินต้นและ
    ดอกเบี้ ยเป็ นงวดๆ ค่ า เฉลี่ ย ของจ านวนเงิ น กู้จ ะเหลื อ ประมาณ
    ครึ่ งหนึ่ งของจานวนเงิ นต้น ดังนั้นอัตราดอกเบี้ ย ที่ แ ท้จริ งจึ่ งมี ค่า
    สูงขึ้นประมาณ 2 เท่า
                  ้
    ตัวอย่าง เงินกูจานวน 1,200 บาท ระยะเวลา 1 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อย
    ละ 12 ต่อปี คิดอัตราดอกเบี้ยจากเงินต้น โดยการผ่อนส่ งเงินต้นและ
    ดอกเบี้ยจานวน 12 งวดๆ ละเท่าๆ กัน

                                                                           140
                  ้
    ค่าดอกเบี้ยที่ตองจ่ายทั้งหมด = 1,200 (12/100) = 144 บาท
   ผ่อนส่ งรายเดือนๆ ละ = (1,200/12) + (144/12) = 122 บาท
   ค่าเฉลี่ยของจานวนเงินกู้ = (จานวนเงินต้นเดือนแรก + จานวนเงิน
    ต้นเดือนสุ ดท้าย) / 2 = (1,200+100)/2 = 650 บาท
   อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริ ง = (144/650)100 = 22.15 บาทต่อปี



                                                               141
4. การผ่อนชาระเงินต้ นและดอกเบี้ยตามจานวน
เงินต้ นที่คงเหลือ
   วิ ธี น้ ี เป็ นการแบ่ ง เบาการผ่ อ นช าระเงิ น ต้น เท่ า กัน ทุ ก ๆ งวด ค่ า
    ดอกเบี้ยของแต่ละงวดจะคิดตามจานวนเงินต้นที่คงเหลือ และอัตรา
    ดอกเบี้ยที่ระบุไว้จะค่าเท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริ ง
                      ้
    ตัวอย่าง เงินกูจานวน 1,200 บาท ระยะเวลา 1 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อย
    ละ 12 ต่อปี โดยการผ่อนส่ งเงินต้น 12 งวดๆ เท่าๆ กัน พร้อมค่า
    ดอกเบี้ยที่คิดจากจานวนเงินต้นที่คงเหลือ



                                                                             142
   ค่าเฉลี่ยของจานวนเงินกู้ = 1,200 + 100)/2 = 650 บาท
   ค่าดอกเบี้ยเดือนแรก = (1,200 x 0.12)/12 = 12 บาท
   ค่าดอกเบี้ยเดือนสุ ดท้าย = (100 x 0.12)/12 = 1 บาท
   ค่าดอกเบี้ยเฉลี่ยรายเดือน = (12 +1)/2 = 6.50 บาท
   ค่าดอกเบี้ยทั้งหมด (12 เดือน) = 6.5 x 12 = 78 บาท
   อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริ ง = (78/650)100 = 12 บาทต่อปี


                                                           143
5. การซื้อโดยการผ่อนชาระ
   ในกรณี ที่ ผปก. ซื้ ออาหารปลา 500 กก. ราคา กก. ละ 10 บาท โดยพ่อค้าให้
                  ่
    สิ นเชื่อ ให้ผอนชาระเป็ นเวลา 10 เดือนๆ 500 บาท
   สู ตรในการคานวณหาอัตราดอกเบียทีแท้ จริง คือ
                                      ้ ่
                i = 2MD / P(n+1)                กาหนดให้
                i = อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริ งต่อปี
                                    ้
                M = จานวนครั้งที่ตองผ่อนชาระดอกเบี้ยใน 1 ปี
                                       ้ื
                D = ค่าใช้จ่ายในการกูยมหรื อค่าดอกเบี้ย
                                            ้
                n = จานวนครั้งทั้งหมดที่ตองผ่อนชาระหนี้
                                 ้
                P = จานวนเงินกูหรื อเงินต้น (สิ นเชื่อ)
                                                                            144
ตัวอย่าง
   ผปก. ต้องการซื้ ออาหารปลาเป็ นเงินเชื่อ จานวน 5,000 บาท สัญญาจะผ่อน
    ชาระ 12 เดือนๆละ 500 บาท อัตราดอกเบี้ยที่ ผปก. ต้องจ่ายเป็ นเท่าไร
   สูตร        i = 2MD / P(n+1)
                M = 12 และ n = 12
                D = (500 x 12) – 5,000 = 1,000
                P = 5,000
                อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริ ง = (2 x 12 x 1,000) ÷ 5,000 = 0.3692
                หรื อเท่ากับร้อยละ 36.92 ต่อปี
                                                                               145
20. ความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจฟาร์มสัตว์น้ ากับ
การตลาด
1. วิถีการตลาด(marketing channels) สิ นค้าที่ผลิตเคลื่อนย้ายผ่านมือ
                                                            ้
   พ่อค้าคนกลางประเภทใดบ้าง เป็ นจานวนเท่าไรจนถึงมือผูบริ โภค
                          ้                        ้
   คนสุ ดท้าย เช่นพ่อค้าผูรวบรวม พ่อค้าขายส่ ง แลผูบริ โภคเป็ นต้น
2. ส่ วนเหลื่อมการตลาด (marketing margins) ราคาสิ นค้าสัตว์น้ าที่
   ผลิตได้จากฟาร์ มมีการ ปป. อย่างไรบ้าง นับตั้งแต่ราคาที่ฟาร์ ม ที่
           ้           ่                 ่
   พ่อค้าผูรวบรวม ที่พอค้าขายส่ ง และที่พอค้าขายปลีกเป็ นต้น



                                                                 146
3. การกาหนดราคาสิ นค้าสัตว์น้ า (prince Determination)

ใครเป็ นผูกาหนดราคาสิ นค้าสัตว์น้ า พ่อค้าประเภทใดเป็ นผูต่อรองราคา
          ้                                              ้
                                       ้
 สิ นค้ามากที่สุด พ่อค้าประเภทใดเป็ นผูได้ประโยชน์มากที่สุด ในไทย
                     ้
 พ่อค้าคนกลางเป็ นผูกาหนดราคาสิ นค้าเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
                               ้
 สิ นค้าผลผลิตผลทางการเกษตรผูกาหนดราคาคือพ่อค้าขายส่ ง




                                                                147
4. การแก้ไขปัญหาการตลาดสิ นค้าสัตว์น้ า
1.   ผปก. ต้ อ งมความสามัค คี กั น ต้ อ งรวมตั ว กั น เป็ นสหกรณ์
     การเกษตรหรื อกลุ่มเกษตรกร เพื่อการสร้างอานาจการต่อรอง ทั้ง
     ในด้านการซื้ อปั จจัยการผลิตและการจาหน่ ายผลผลิตตลอดจน
                                                            ้
     การขจัดพ่อค้าคนกลาง ทาให้ ผปก. ได้รับราคาที่สูงขึ้น ผูบริ โภค
     ก็จ่ายน้อยลง
2.                                                            ้
     ปรับปรุ งวิธีการผลิตสัตว์น้ า โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ดวยการ
     เพิมผลผลิตอย่างมีประสิ ทธิภาพ
        ่

                                                               148
3.   ควรคาดคะเนให้ผลผลิตออกมาจาหน่ายในช่วงเทศกาลเช่นปี ใหม่
4.   ผปก. เป็ นพ่อค้าขายปลีกเสี ยเอง เพื่อให้ได้รับราคาสิ นค้าสัตว์น้ าที่
     สูงขึ้น
5.   ผปก. ควรขาย/จ าหน่ ายสิ น ค้าในลัก ษณะการทาสัญญาซื้ อขาย
     ล่วงหน้า โดยมีการระบุจานวน ขนาด คุณภาพ ราคา วันเดื อนปี
     และสถานที่ที่แน่นอนในการส่ งมอบสิ นค้า


                                                                       149
6. การช่วยเหลือของรัฐบาล

6.1 ลดภาษีการนาเข้าปัจจัยการผลิตที่สาคัญเช่นเครื่ องจักรกลและ
      สารเคมี
                                                            ั
6.2 ประกันราคาสิ นค้าเกษตรที่สาคัญ เช่นสิ นค้าและผลิตภัณฑ์สตว์น้ า
6.3 ให้คาแนะนาและทาการฝึ กอบรมวิชาการสมัยใหม่
6.4 จัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่า
6.5 แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้โดยด่วนเช่นน้ าท่วม เกิดโรคระบาด


                                                                150
                       ั                       ้
6.6 สร้างความมันคงให้กบตลาดสิ นค้าสัตว์น้ าแช่หองเย็น คลังสิ นค้า
                ่
6.7 บริ การข่าวสารการตลาดและราคาผลิตผลทางการเกษตรเช่นวิทยุ
      โทรทัศน์ และหนังสื อพิมพ์ อย่างสม่าเสมอ
                                                      ั
6.8 ช่วยจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพดีและราคาถูกให้กบเกษตรกร
6.9 เข้าทาการแทรกแซงกลไกการตลาดสิ นค้าเกษตรกรรมบางชนิด



                                                                151
6.10 ส่ งเสริ มและหาตลาดใหม่ท้ งในและต่างประเทศอยูเ่ สมอ
                                    ั
6.11 สนับสนุ นและส่ งเสริ มสหกรณ์การเกษตร และกลุ่มเกษตรให้มี
   ความเจริ ญก้าวหน้าอย่างมีประสิ ทธิภาพ
6.12 ดาเนิ นการอย่างเข้มงวดและต่อเนื่ อง เพื่อให้เจ้าหน้าที่จองรัฐทุก
                                                            ้
   ระดับชั้นเข้าแก้ไขปั ญหาพื้นฐานเช่ นปั ญหาการขโมย ผูมีอิทธิ พล
   เจ้าพ่อ เจ้าแม่และผูที่อยูเ่ หนือกฎหมายให้หมดไป
                       ้


                                                                  152

								
To top