manuscript30SEP2011 Correct

Document Sample
manuscript30SEP2011 Correct Powered By Docstoc
					                                                                                                                           3


บทคัดย่อ

                        ั
          การศึกษานี้มีวตถุประสงค์เพื่อเปรี ยบเทียบความต้านทานการแตกหักของฟั นกรามน้อยล่างที่ได้รับ

การรักษาคลองรากฟั นที่มีช่องเปิ ดทางสู่ โพรงในตัวฟั น (Class I access)ร่ วมกับโพรงฟั นผุดานประชิ ด
                                                                                         ้

(Class            II)           ห รื อ โ พ ร ง ฟั น ร อ ย โ ร ค ที่ ไ ม่ ใ ช่ ฟั น ผุ บ ริ เ ว ณ ค อ ฟั น         (ClassV)

ซึ่ ง ไ ด้ รั บ ก า ร บู ร ณ ะ ด้ ว ย ค อ ม โ พ สิ ต เ ร ซิ น ร่ ว ม กั บ ก า ร ใ ช้ แ ล ะ ไ ม่ ใ ช้ ห ลั ก ฟั น ไ ฟ เ บ อ ร์

นาฟันกรามน้อยล่างจานวน 70 ซี่ แบ่งเป็ น 7 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มที่ 1 คือฟันธรรมชาติ (กลุ่มควบคุม) กลุ่มที่ 2

ถึง 7 ได้รับการรักษาคลองรากฟั นและบูรณะต่างกัน ดังนี้ กลุ่มที่ 2, 4 และ 6 เป็ นโพรงฟัน Class I access, II

และ V ที่ได้รับการบูรณะด้วยคอมโพสิ ตเรซิ น ส่ วนกลุ่มทดสอบที่ 3, 5 และ 7 เป็ นโพรงฟัน Class I access,

II         และ            V          ที่ ไ ด้ รั บ การบู ร ณะด้ ว ยคอมโพสิ ตเรซิ นร่ วมกั บ หลั ก ฟั นไฟเบอร์

                      ่
นาฟั นตัวอย่างทุกซี่ ผานเครื่ องควบคุมอุณหภูมิแบบร้อนเย็นเป็ นจังหวะ (thermocycling) ที่อุณหภูมิ 5 และ

55 องศาเซลเซี ยส จานวน 10,000 รอบ แล้วนาไปทดสอบด้วยเครื่ องทดสอบแรงแบบสากล (universal

testing       machine)         ด้ว ยหั ว กดทรงกลม (เส้ น ผ่ า นศู น ย์ก ลาง 4                 มิ ล ลิ เ มตร) วางท ามุ ม 45

องศากั บ พื้ น ระนาบด้ ว ยความเร็ ว 10                     มิ ล ลิ เ มตรต่ อ นาที จนกระทั่ ง ฟั นเกิ ด การแตกหั ก

นาค่าเฉลี่ ยความต้านทานการแตกหักที่ได้ไปทดสอบด้วยสถิติการวิเคราะห์ ความแปรปรวนแบบสองทาง

(Two-way                              ANOVA)                                 แ ล ะ บ อ น เ ฟ อ โ ร นี (Bonferroni)

พบว่าฟันกรามน้อยล่างที่ได้รับการรักษาคลองรากฟันที่มีลกษณะโพรงฟันที่ต่างกันมีผลทาให้ค่าความต้านท
                                                     ั

า น ก า ร แ ต ก หั ก แ ต ก ต่ า ง กั น อ ย่ า ง มี นั ย ส า คั ญ ท า ง ส ถิ ติ (p-value=0.005)

โ ด ย ฟั น ก ร า ม น้ อ ย ที่ ผ่ า น ก า ร รั ก ษ า ค ล อ ง ร า ก ฟั น ร่ ว ม กั บ มี โ พ ร ง ฟั น                  ClassII

มีค่าเฉลี่ยความต้านทานการแตกหักน้อยกว่าฟั นกรามน้อยที่มีโพรงฟั น ClassI access เท่ากับ115.83 นิวตัน

(95%CI          31.79 นิ ว ตัน -199.86 นิ ว ตัน )ความแตกต่ า งนี้ มี นั ย ส าคัญ ทางสถิ ติ (p-value                 =0.004

)ใ น ข ณ ะ ที่ ผ ล ข อ ง ก า ร ใ ช้ ห ลั ก ฟั น ไ ฟ เ บ อ ร์
                                                                                                                        4


แ ล ะ เ มื่ อ พิ จ า ร ณ า ผ ล ร่ ว ม กั น ร ะ ห ว่ า ง ช นิ ด ข อ ง โ พ ร ง ฟั น กั บ ก า ร ใ ช้ ห ลั ก ฟั น ไ ฟ เ บ อ ร์

ให้ค่าเฉลี่ยความต้านทานการแตกหักแตกต่างกันอย่างไม่มีนยสาคัญทางสถิติ(p-value = 0.890 และ 0.082
                                                     ั

ต                า                ม                ล                 า                ดั               บ                 )

จากผลการศึกษาในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการใช้หลักฟันไฟเบอร์ ไม่มีผลเพิ่มค่าความต้านทานการแตกหักใน

ฟันกรามน้อยล่างที่ได้รับการรักษาคลองรากฟันในโพรงฟันทุกประเภท

ค ำไขรหั ส :         ความต้า นทานการแตกหั ก                   /      หลัก ฟั น ไฟเบอร์ /โพรงฟั น ผุ ด้ า นประชิ ด /

โพรงฟันผุรอยโรคที่ไม่ใช่ฟันผุบริ เวณคอฟัน
                                                                                                            5




Abstract

        The aim of this study was to compare the fracture resistance of the endodontically treated

mandibular premolarswith Class I access, Class II (proximal caries) and Class V (non-carious cervical

lesion), restored by using composite resin combined with or without fiber posts. Seventy mandibular

premolars were randomly categorized into seven groups of ten each. Group 1 was sound premolars

(control).Group 2 to 7 were received a root canal treatment and then restored with different methods, i.e.,

Group 2, 4 and 6 were prepared for Class I access, II and V and then restored with composite resin only,

whereas Group 3, 5 and 7, were prepared for Class I access, II and V and then restored with composite

resin in conjunction with fiber posts. All samples were thermocycled at 5 and 55 C for 10,000 cycles.

The fracture resistance was performed by using the universal testing machine,with a stainless steel

spherical ball (diameter 4 mm.) and loading at 45angle to horizontal plane with cross head speed 10

mm/min until fracture occurred. Data were analyzed with Two-way ANOVA andBonfferoni test. The

results showed that the fracture resistance of the endodontically treated mandibular premolars with

different cavity designs (Class I access, II and V) was significantly different of each other with p-

value<0.005, i.e., fracture resistance of Class II was significantly less than Class I access about 115.83 N

(95%CI 31.79N-199.86N)with p-value =0.004, respectively. Whereas the effect of fiber post and

interaction between type of cavity and fiber post on fracture resistance, were not significantly different (p-
                                                                                                                    6


value =0.890 and 0.082). This study showed that using of fiber posts did not enhance the fracture

resistance of the endodontically treated mandibular premolars presented with different cavity designs.

Keywords : fracture resistance/ fiber post / proximal caries/ non-carious cervical lesion

1. บทนำ

         ก า ร เ กิ ด ฟั น ผุ ด้ า น ป ร ะ ชิ ด ใ น ช่ อ ง ป า ก พ บ ไ ด้ ถึ ง ร้ อ ย ล ะ 92
                                                                                                                     1
โ ด ย มั ก พ บ ใ น บ ริ เ ว ณ ฟั น ก ร า ม น้ อ ย แ ล ะ ฟั น ก ร า ม

และเป็ นสาเหตุ ส าคัญ ที่ ท าให้ผู้ป่ วยจ าเป็ นต้อ งได้รั บ การรั ก ษาคลองรากฟั น เพื่ อ บรรเทาอาการปวด

นอกจากนี้ การเกิ ด รอยโรคที่ ไ ม่ ใ ช่ ฟั นผุ บ ริ เวณคอฟั น (non-carious                   cervical         caries)2

อัน เป็ นผลมาจากการเสี ยดสี การกั ด กร่ อน การสึ กเหตุ ข ัด ถู ความเครี ยดที่ มี อ ยู่ ใ นฟั น (affraction)

พ ฤ ติ ก ร ร ม ก า ร น อ น กั ด ฟั น ( bruxism) แ ล ะ ก า ร กั ด เ น้ น ฟั น

(clenching)3มักพบในฟั นกรามน้อยและอาจเป็ นสาเหตุ ให้ผูป่วยต้องได้รับการรั กษาคลองรากฟั นเช่ นกัน
                                                      ้

การรักษาคลองรากฟันเป็ นวิธีการที่สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดแต่อาจทาให้ความแข็งแรงของฟั นลดลงเ

นื่ อ ง จ า ก ก า ร ก ร อ เ ปิ ด ท า ง เ ข้ า สู่ โ พ ร ง ใ น ตั ว ฟั น                                      (access)

และการขยายส่ วนผนังคลองรากฟั นส่ งผลทาให้เกิดการแตกหักของฟั นได้มากขึ้น4(Wagnild and Mueller

2 0 0 2 ) ( Wagnild                                               and                                        Mueller

2002)โดยเฉพาะฟันกรามน้อยซึ่งเป็ นฟันที่พบการแตกหักได้มาก 5ดังนั้นการบูรณะฟั นภายหลังการรักษาคล

อ ง ร า ก ฟั น จึ ง เ ป็ น ปั จ จั ย ที่ มี ค ว า ม ส า คั ญ แ ล ะ ส่ ง ผ ล ต่ อ ค ว า ม ส า เ ร็ จ ใ น ก า ร รั ก ษ า

                          ่
ซึ่ งโดยหลักการแล้วฟันที่ผานการรักษาคลองรากฟันและมีการสู ญเสี ยเนื้อฟันมากจาเป็ นต้องบูรณะด้วยหลัก

ฟั    น ร่       ว ม กั บ แ ก น ฟั                              น แ ล ะ ค ร อ บ ฟั                                  น

          ้
แต่พบว่าผูป่วยจานวนมากตัดสิ นใจเลือกที่จะถอนฟันมากกว่าการเก็บฟั นไว้เนื่ องด้วยปั ญหาด้านเวลาและค่า
                                                                                                                          7


ใ                            ช้                             จ่                             า                              ย

        ั
ในปัจจุบนจึงมีการเสนอแนวทางในการบูรณะฟันภายหลังการรักษาคลองรากฟันที่มีการสู ญเสี ยเนื้ อฟั นไม่ม

ากด้ ว ยวัส ดุ อุ ด คอมโพสิ ต เรซิ น (composite            resin) 6หรื อการใช้ ห ลัก ฟั น ไฟเบอร์ (fiber             post)

ร่ ว ม กั บ ค อ ม โ พ สิ ต เ ร ซิ น เ พื่ อ ใ ห้ มี ค ว า ม แ ข็ ง แ ร ง เ พี ย ง พ อ ที่ จ ะ รั บ แ ร ง บ ด เ คี้ ย ว
                                                                                                                          7,
แ ล ะ ล ด โ อ ก า ส ก า ร เ กิ ด ก า ร แ ต ก หั ก ข อ ง ฟั น
8
                                                                ่
ซึ่ งวิธีการดังกล่าวสามารถช่วยเพิ่มค่าความต้านทานการแตกหักให้อยูในช่วงที่มากกว่าค่าแรงบดเคี้ยวปกติข

องฟั น ได้ 9 โดยการบดเคี้ ยวในแต่ ล ะครั้ งของฟั น ธรรมชาติ มี ค่ า แรงเฉลี่ ย 200-300                           นิ ว ตัน 10

และค่าแรงบดเคี้ยวสู งสุ ด 300-400 นิวตัน11 ทั้งนี้ ค่าแรงบดเคี้ยวขึ้นอยูกบชนิ ดของอาหาร ลักษณะการเคี้ยว
                                                                        ่ ั

ลัก ษณะการสบฟั น และการใช้ ฟั น นอกหน้า ที่ (parafunctional                     habits)        ของผู ้ป่ วยในแต่ ล ะราย

                        ้
ซึ่งเป็ นข้อพึงระวังที่ตองคานึงถึงเสมอในการเลือกวิธีการบูรณะฟัน

         จ า ก ก า ร ศึ ก ษ า ที่ มี ก า ร ติ ด ต า ม ผ ล                                                                 2

ปี ภายหลัง การรั ก ษาคลองรากฟั น ร่ ว มกับ การใช้ ห ลัก ฟั น ไฟเบอร์ พ บอัต ราความล้ม เหลวร้ อ ยละ 7.5

แ ล ะ ใ น ข ณ ะ ที่ ฟั น ที่ ไ ม่ ใ ช้ ห ลั ก ฟั น ไ ฟ เ บ อ ร์ มี ค ว า ม อั ต ร า ล้ ม เ ห ล ว สู ง ถึ ง ร้ อ ย ล ะ 3012

               ่
ซึ่ งจะเห็นได้วาการใช้และไม่ใช้หลักฟันอาจเป็ นปั จจัยที่ส่งผลต่อความสาเร็ จในการบูรณะฟั นภายหลังการรั

ก         ษ           า           ค        ล          อ          ง          ร          า          ก         ฟั           น

นอกจากนี้ความต้านทานการแตกหักของฟันที่ได้รับการบูรณะด้วยหลักฟันไฟเบอร์ ร่วมกับการอุดด้วยคอมโ
                                                                                                                       13-15
พ สิ ต เ ร ซิ น ยั ง ขึ้ น อ ยู่ กั บ จ า น ว น ด้ า น ข อ ง เ นื้ อ ฟั น ที่ เ ห ลื อ อ ยู่

แต่การศึกษาดังกล่าวศึกษาเฉพาะในฟันที่ได้รับการบูรณะด้วยหลักฟั นไฟเบอร์ โดยไม่ได้เปรี ยบเทียบค่าควา

มต้านทานการแตกหักกับฟั นที่ไม่ได้บูรณะด้วยหลักฟั นไฟเบอร์ ซึ่ งต่อมา Nothdurft และคณะในปี ค.ศ.

2                                                                                                                      008

ได้ศึกษาความต้านทานการแตกหักของฟั นกรามน้อยที่ผ่านการรักษาคลองรากฟั นและมี โพรงฟั นClassII
                                                                                                     8


ร่ วมด้วย พบว่าการใช้หลักฟั นไฟเบอร์ ให้ค่าเฉลี่ ยความต้านทานการแตกหัก (481.88±111.11 นิ วตัน)

สู งกว่าฟั นที่ไม่ใช้หลักฟั นไฟเบอร์ (365.50±78.41 นิวตัน) อย่างมีนยสาคัญทางสถิติ (p-value = 0.021)16
                                                                   ั

ส อ ด ค ล้ อ ง กั บ ก า ร ศึ ก ษ า ข อ ง Nam แ ล ะ ค ณ ะ ใ น ปี ค . ศ . 2010

ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับความต้านทานการแตกหักในฟันกรามน้อยที่ได้รับการรักษาคลองรากฟั นและมีเนื้ อฟั นเหลื

อ 1, 2, 3 และ 4 ด้าน และได้รับบูรณะด้วยคอมโพสิ ตเรซิ น ร่ วมกับการใช้และไม่ใช้หลักฟั นไฟเบอร์

                                    ่
พบว่าจานวนด้านของเนื้อฟันที่เหลืออยูและการใช้หลักฟั นไฟเบอร์ มีผลทาให้ค่าความต้านทานการแตกหักเ

พิ่ ม ขึ้ นอย่ า งมี นั ย ส าคัญ ทางสถิ ติ (p-value=0.000)9 อย่ า งไรก็ ต ามการศึ ก ษาของ Nam   และคณะ

ใช้ฟันอะคริ ลิกเป็ นตัวอย่างในการทดสอบจึงอาจมีความแตกต่างจากฟันตัวอย่างที่เป็ นฟันธรรมชาติ

                 ั
        ในปั จจุบนการศึกษาเปรี ยบเทียบความต้านทานการแตกหักในฟันที่ใช้และไม่ใช้หลักฟั นไฟเบอร์ ภา

ยหลัง การรั ก ษาคลองรากฟั นในโพรงฟั นแบบต่ างๆร่ วมกับการอุ ดด้วยคอมโพสิ ตเรซิ นยัง คงมี อยู่จากัด

                                   ั
โดยเฉพาะโพรงฟัน Class II ซึ่ งพบอุบติการณ์การรักษาคลองรากฟันมากที่สุด รวมถึงในโพรงฟั น Class V

ซึ่ งพบได้มากในฟั นกรามน้อยเช่นกัน จึงเป็ นที่น่าสนใจว่าฟั นกรามน้อยที่มีฟันผุ Class II หรื อ Class V

จนเป็ นเหตุให้ได้รับการรักษาคลองรากฟันนั้นมีความต้านทางการแตกหักเป็ นอย่างไรเมื่อบูรณะร่ วมกับการ

ใช้และไม่ใช้หลักฟันไฟเบอร์

                                ั
        ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวตถุประสงค์เพื่อเปรี ยบเทียบความต้านทานการแตกหักของฟั นกรามน้อยล่าง

ที่ได้รับการรักษาคลองรากฟั นที่มีโพรงฟั น Class I access และร่ วมกับมี Class II หรื อ Class V

บูรณะด้วยคอมโพสิ ตเรซิ นร่ วมกับการใช้หรื อไม่ใช้หลักฟันไฟเบอร์ เพื่อเป็ นข้อมูลในการเลือกวิธีการบูรณะ

          ู้
ฟันให้แก่ผป่วยภายหลังการรักษาคลองรากฟัน

2. วัสดุอุปกรณ์ และวิธีกำร

 2.1 กำรเก็บฟันตัวอย่ำง
                                                                                                                          9


2.1.1 นาฟันกรามน้อยล่างรากเดียวที่มีสภาพสมบูรณ์ ไม่มีการละลายของรากฟั น ไม่ผุ ไม่มีรอยร้าว

       ไ ม่ มี วั ส ดุ บู ร ณ ะ บ น ตั ว ฟั น                เ ลื อ ก ฟั น ที่ มี ข น า ด ใ ก ล้ เ คี ย ง กั น

       คื อ มี ค วามยาวตั้ง แต่ ด้ า นปุ่ มยอดฟั น ด้ า นแก้ ม ถึ ง ปลายราก                 22±1         มิ ล ลิ เ มตร

       แ ล ะ ถู ก ถ อ น ม า แ ล้ ว ไ ม่ เ กิ น 6                                                           เ ดื อ น

                                                       ่
       ทาความสะอาดด้วยการกาจัดหิ นน้ าลายและเศษเนื้อเยืออ่อนด้วยเครื่ องมือขูดหิ นน้ าลาย

2.1.2 เก็ บ ฟั น ในสารละลายไทมอลความเข้ ม ข้ น ร้ อ ยละ 0.1                            โดยน้ าหนั ก ต่ อ ปริ มาตร

       ที่ค่าความเป็ นกรด-เบสเท่ากับ 7 เพื่อควบคุมการติดเชื้ อและการคงสภาพผิวฟั น จานวน 70 ซี่

       แบ่ ง การศึ ก ษาเป็ น 7 กลุ่ ม กลุ่ ม ละ 10 ซี่ โดยใช้วิ ธี ก ารสุ่ ม อย่า งง่ า ย ดัง แสดงในรู ป ที่ 1

       โ ด ย ก ลุ่ ม ที่ 1           คื อ ก ลุ่ ม ค ว บ คุ ม (ฟั น ธ ร ร ม ช า ติ )                       ก ลุ่ ม ที่ 2

       คือฟั นที่ได้รับการรักษาคลองรากฟั นที่มีโพรงฟั นช่ องเปิ ดทางสู่ โพรงฟั น (Class I access)

       แ ล ะ ไ ด้ รั บ ก า ร บู ร ณ ะ ด้ ว ย ค อ ม โ พ สิ ต เ ร ซิ น ก ลุ่ ม ที่ 3

       คื อ ฟั น ที่ ได้ รั บ ก าร รั ก ษ าค ล อ ง รา กฟั น ที่ มี โพ ร งฟั น Class                I           access

       แ ล ะ ไ ด้ รั บ ก า ร บู ร ณ ะ ด้ ว ย ค อ ม โ พ สิ ต เ ร ซิ น ร่ ว ม กั บ ห ลั ก ฟั น ไ ฟ เ บ อ ร์ ก ลุ่ ม ที่ 4

       คื อ ฟั น ที่ ไ ด้ รั บ ก า ร รั ก ษ า ค ล อ ง ร า ก ฟั น ที่ มี โ พ ร ง ฟั น             Class               II

       แ ล ะ ไ ด้ รั บ ก า ร บู ร ณ ะ ด้ ว ย ค อ ม โ พ สิ ต เ ร ซิ น ก ลุ่ ม ที่ 5

       คื อ ฟั น ที่ ไ ด้ รั บ ก า ร รั ก ษ า ค ล อ ง ร า ก ฟั น ที่ มี โ พ ร ง ฟั น                          ClassII

       แ ล ะ ไ ด้ รั บ ก า ร บู ร ณ ะ ด้ ว ย ค อ ม โ พ สิ ต เ ร ซิ น ร่ ว ม กั บ ห ลั ก ฟั น ไ ฟ เ บ อ ร์ ก ลุ่ ม ที่ 6

       คือฟั นที่ได้รับการรักษาคลองรากฟันที่มีโพรงฟัน Class V และบูรณะด้วยคอมโพสิ ตเรซิ น

       และกลุ่ ม ที่ 7          คื อ ฟั น ที่ ไ ด้ รั บ การรั ก ษาคลองรากฟั น ที่ มี โ พรงฟั น                ClassV

       และได้รับการบูรณะด้วยคอมโพสิ ตเรซิ นร่ วมกับหลักฟั นไฟเบอร์ แช่เก็บในน้ ากลันที่อุณหภูมิ
                                                                                   ่
       37 องศาเซลเซี ยส ความชื้นสัมพัทธ์ 100 เป็ นเวลา 1 สัปดาห์ก่อนการทดสอบ
                                                                                                                 10


2.2 กำรเตรียมชิ้นตัวอย่ำงทดสอบ

 2.2.1 กำรเตรียมโพรงฟัน

            ทาการเตรี ยมโพรงฟั น Class I access โดยให้มีขนาดเท่ากับการเปิ ดทางสู่ โพรงในตัวฟั น

      โ ด ย ใ ช้ หั ว ก ร อ ก า ก เ พ ช ร รู ป ท ร ง ก ล ม เ บ อ ร์ 012            ใ ห้ มี ลั ก ษ ณ ะ เ ป็ น รู ป รี

      โ ด ย มี ค ว า ม ก ว้ า ง ใ น แ น ว ใ ก ล้ แ ก้ ม ใ ก ล้ ลิ้ น เ ฉ ลี่ ย 5                   มิ ล ลิ เ ม ต ร

      และแนวใกล้กลางไกลกลางมีความกว้างเฉลี่ย 3 มิลลิเมตร

            ส่ วนในการเตรี ยมโพรงฟั น Class II ให้มีขอบเขตของโพรงฟันในด้านสบ-ใกล้กลาง(occluso-

      mesial) ด้วยหัวกรอกากเพชรรู ปทรงกลมเบอร์ 012 หัวกรอกากเพชรรู ปทรงกระบอกเบอร์ 010

      และหัวกรอคาร์ ไ บด์ท รงลู ก แพร์ เบอร์ 329           โดยกรอโพรงฟั นในส่ ว นด้า นประชิ ด (proximal

      part)ให้มี พ้ื นผนัง ด้า นใกล้เหงื อกอยู่สู ง กว่า รอยต่ อ เคลื อบฟั น กับ เคลื อบรากฟั น 1 มิ ล ลิ เมตร

      ลึ ก เ ข้ า ม า ท า ง ด้ า น ใ ก ล้ โ พ ร ง เ นื้ อ เ ยื่ อ ใ น 2.5                         มิ ล ลิ เ ม ต ร

      โดยมีความกว้างบริ เวณพื้นของผนังด้านใกล้เหงือก 4.5 มิลลิ เมตรและสอบขึ้นจนมีความกว้าง 4

                                        ่
      มิลลิเมตรในด้านสบพื้นโพรงเนื้ อเยือ(pulpal floor) ในความสู งจากพื้นผนังด้านใกล้เหงือกเท่ากับ

      1.5        มิ ล ลิ เ มตร โดยขอบเขตของโพรงฟั น เมื่ อ มองจากด้ า นบดเคี้ ยวมี ค วามยาว 2/3

      ข อ ง ค ว า ม ย า ว ใ น แ น ว ใ ก ล้ ก ล า ง -ไ ก ล ก ล า ง แ ล ะ มี ค ว า ม ก ว้ า ง 1/3

      ของระยะระหว่างยอดปุ่ มฟันด้านใกล้แก้มและด้านใกล้ลิ้นโดยด้านไกลกลางชิดแก้มบริ เวณพื้นโพร

      งเนื้ อเยื่อในมีความกว้าง 3 มิลลิเมตรและผายขึ้นไปทางด้านบดเคี้ยวจนมีความกว้าง 3.5 มิลลิเมตร

      (ดังรู ปที่ 2 ) ขนาดโพรงฟัน Class II อ้างอิงจากการศึกษาของ Northdurft และคณะในปี ค.ศ. 2008

            สาหรับการเตรี ยมโพรงฟัน Class V กรอเตรี ยมโพรงฟันด้วยหัวกรอกากเพชรรู ปทรงกลมเบอร์

      012                       แ ล ะ หั ว ก ร อ ก า ก เ พ ช ร รู ป ท ร ง ก ร ะ บ อ ก เ บ อ ร์ 010

      ให้ขอบของผนังด้านใกล้เหงือกสู งจากรอยต่อระหว่างเคลื อบฟั นกับเคลื อบรากฟั น 1 มิลลิเมตร
                                                                                                                  11


      มี ค ว า ม ก ว้ า ง ใ น ด้ า น ใ ก ล้ ก ล า ง ไ ก ล ก ล า ง เ ฉ ลี่ ย 2                         มิ ล ลิ เ ม ต ร

      มี ค วามสู ง จากขอบของผนัง ด้า นใกล้เ หงื อ กขึ้ นไปขอบผนั ง ด้ า นบดเคี้ ยว 3                     มิ ล ลิ เ มตร

      ซึ่ งขอบของผนังด้านบดเคี้ยวมีความยาวในด้านใกล้กลางไกลกลางเฉลี่ย 3 มิลลิเมตร มีความลึก 1

      มิลลิเมตร และลาดลงมาทางด้านใกล้เหงือกจนขอบของผนังด้านใกล้เหงือกมีความลึก 1 มิลิเมตร

      และกรอปรับลบความคมของรอยต่อผนังด้านบดเคี้ยวกับผิวฟันโดยเอียงหัวกรอกากเพชรรู ปทรงกร

      ะบอกเบอร์ 010 ทามุม 45 องศา (ดังรู ปที่ 3)

3. กำรรักษำคลองรำกฟัน

               ประเมินความยาวรากฟั นโดยถ่ายภาพรังสี แล้วกรอช่องเปิ ดทางสู่ โพรงในตัวฟั นด้วยหัวกร

      อ ก า ก เ พ ช ร รู ป ท ร ง ก ล ม เ บ อ ร์                                                                  012

      ก า จั ด เ นื้ อ เ ยื่ อ ใ น โ พ ร ง ฟั น แ ล ะ ค ล อ ง ร า ก ฟั น ด้ ว ย โ ด ย ใ ช้ ต ะ ไ บ แ บ บ เ ค ( k-file)

      กาหนดความยาวในการทางาน (working length) เท่ากับความยาวตั้งแต่จุดอ้างอิง (reference point)

      บ ริ เ ว ณ ป ล า ย ฟั น ด้ า น แ ก้ ม จ น ถึ ง ร ะ ย ะ 1                   มิ ล ลิ เ ม ต ร จ า ก ป ล า ย ร า ก

      ขยายคลองรากฟั นด้วยเทคนิ คขยายโดยใช้เครื่ องมือที่ใหญ่ข้ ึนทุกๆความยาวที่ลดลง 1 มิลลิเมตร

      (conventional step-back technique) แล้วจึงอุดคลองรากฟั นด้วยกัตตาเปอร์ ชาแท่งเอกเบอร์ 35

      และกัต ตาเปอร์ ช าแท่ ง เสริ ม ขนาดละเอี ย ดปานกลาง (medium) และละเอี ย ดมาก (fine)

                                   ู
      ร่ วมกับซี เมนต์ซิงค์ออกไซด์ยจินอล (Zinc oxide eugenol cement, Kerr Sybron, Romulus, MI,

      USA)          ด้ ว ยเทคนิ ค การท าให้ แ น่ น จากทางด้ า นข้ า ง                 (lateral        condensation)

      ฟั นตัวอย่างทุกซี่ จะได้รับการอุดปิ ดช่ องเปิ ดเข้าสู่ โพรงในตัวฟั นด้วยวัสดุ อุดฟั นชัวคราว (CavitTM,
                                                                                             ่
      3M ESPE, USA) และเก็บในน้ ากลันเพื่อรอการบูรณะ
                                    ่
                                                                                                                    12


 3.1.1 กำรบูรณะด้ วยหลักฟันไฟเบอร์

               นาหลักฟันไฟเบอร์ ยี่ห้อทีเน็กไฟเบอร์ ทรานส์ (Tenax® Fiber trans, ColteneWhaledent,

     Germany)                         ที่ ม า ตั ด ใ ห้ ไ ด้ ค ว า ม ย า ว 11                         มิ ล ลิ เ ม ต ร

     แล้วนาไปแช่ ในสารละลายไฮโดรเจนเปอร์ ออกไซด์ความเข้มข้นร้ อยละ 50 เป็ นเวลา 1 นาที

     ที่อุณหภูมิห้อง จากนั้นล้างด้วยน้ ากลันแล้วนามาผึ่งไว้บนผ้าก๊อซจนแห้ง นาฟั นในกลุ่มที่ 3, 5 และ
                                           ่
     7 มาเตรี ยมคลองรากฟั นส าหรั บหลัก ฟั นไฟเบอร์ โดยใช้เครื่ องมื อกลิ ก (Excavator Glick2)

     แ ล ะ หั ว ก ร อ พี โ ซ ( Peeso                                               drill) เ บ อ ร์ 1 แ ล ะ 2

     กาจัดกัตตาเปอร์ ชาแล้วใช้หัวเจาะส าเร็ จรู ปส าหรั บ หลัก ฟั นไฟเบอร์ มี เส้ นผ่า นศู นย์ก ลาง 1.5

     มิ ล ลิ เ มตร โดยเตรี ย มที่ อ ยู่ ข องหลัก ฟั น ให้ มี ค วามลึ ก ห่ า งจากปลายรากฟั น 5             มิ ล ลิ เ มตร

     จากนั้นทาความสะอาดคลองรากฟั นโดยใช้น้ ายาโซเดี ยมไฮโปคลอไรท์ความเข้มข้นร้ อยละ 2.5

     ล้ า ง ค ล อ ง ร า ก ฟั น แ ล้ ว ใ ช้ ก ร ะ ด า ษ ซั บ ค ล อ ง ร า ก ฟั น ใ ห้ แ ห้ ง

     ท าการยึ ด หลัก ฟั น ด้ว ยเรซิ น ซี เ มนต์ยี่ ห้ อ พานาเวี ย เอฟ (Panavia            FTM2.0,      Kuraray        )

     กาจัดซี เมนต์ส่วนเกินแล้วฉายแสงให้วสดุแข็งตัวด้วยเครื่ องฉายแสง (XL 300, 3M ESPE, USA)
                                        ั

     เป็ นเวลา 40 วินาที

 3.1.2 กำรบูรณะโพรงฟัน

               นาฟั นในกลุ่มที่ 2 ถึง 7 มาบูรณะโพรงฟันด้วยคอมโพสิ ตเรซิ นชนิดนาโนฟิ ล (Filtek

     z350, 3M ESPE,USA)ด้วยเทคนิ คอุดเป็ นชั้น (incremental technique) หนาชั้นละ 2 มิลลิเมตร

     ฉ า ย แ ส ง ชั้ น ล ะ 20                   วิ น า ที ใ น ชั้ น สุ ด ท้ า ย ฉ า ย แ ส ง 40                วิ น า ที

     ห ลั ง จ า ก นั้ น เ ก็ บ ฟั น ตั ว อ ย่ า ง ไ ว้ ใ น น้ า ก ลั่ น อุ ณ ห ภู มิ 37          อ ง ศ า เ ซ ล เ ซี ย ส

     ในเครื่ องควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 100 เป็ นเวลา 48 ชัวโมง
                                                               ่

3.2 กำรทดสอบควำมต้ ำนทำนกำรแตกหัก
                                                                                                                  13


         นาฟันตัวอย่างทุกซี่ ไปเข้าเครื่ องควบคุมอุณหภูมิแบบร้อนเย็นเป็ นจังหวะ (Thermocycling;

TC-301, King Monk’s Institute of Technology Ladkrabang Bangkok Thailand) จานวน10,000

รอบ ที่ อุ ณ หภู มิ 5 และ 55        องศาเซลเซี ย ส โดยแช่ ใ นแต่ ล ะอุ ณ หภู มิ เ ป็ นเวลา 30                 วิ น าที

ใ ช้ เ ว ล า ใ น ก า ร เ ป ลี่ ย น อุ ณ ห ภู มิ 15                                                         วิ น า ที

จากนั้นนาฟันทุกซี่ ไปกรอแต่งบริ เวณส่ วนเอียงด้านลิ้นของปุ่ มฟั นด้านแก้มด้วยหัวกรอกากเพชรทร

งกลมเส้ น ผ่ า นศู น ย์ก ลาง 2             มิ ล ลิ เ มตร เพื่ อ เป็ นพื้ น ที่ ว างหั ว กดโลหะเหล็ ก กล้ า ไร้ ส นิ ม

จากนั้นนาฟั นตัวอย่างมาหุ ้มบริ เวณรากฟั นด้วยอะลูมิเนี ยมฟอล์ย (aluminium foil) ที่มีความหนา

0.25 มิลลิเมตร ยึดฟั นกับแท่งวิเคราะห์ (analyzing rod) ของเครื่ องวัดความขนาน (Ney surveyor)

ใ ห้ แ น ว แ ก น ฟั น ท า มุ ม                              90 อ ง ศ า กั บ แ น ว ร ะ น า บ

วางฟั นลงในเบ้าหล่ อแบบโลหะที่ ทาเคลื อบด้วยวาสลี น แล้วเทอะคริ ลิ กเรซิ นชนิ ดบ่มตัวได้เอง

( self-cured                     acrylic                         resin) ล ง ใ น เ บ้ า ห ล่ อ แ บ บ โ ล ห ะ

โดยให้อะคริ ลิ ก เรซิ นอยู่ต่ า ลงมาจากรอยต่ อของเคลื อบฟั นและเคลื อบรากฟั นทางด้า นแก้ม 2

มิ                    ล               ลิ                   เ                 ม                  ต                   ร

แกะแท่นอะคริ ลิกออกจากเบ้าหล่อแบบโลหะแล้วแทนที่อะลูมิเนี ยมฟอล์ยด้วยซิ ลิโคนชนิ ดหนื ดต่า

                                                                    ั
(Silicone light body, Elite, Zhermack, Italy)เพื่อจาลองช่องว่างปริ ทนต์ (periodontal ligament

space) ดังรู ปที่ 5

         น าแท่ ง อะคริ ลิ ก ที่ มี ฟั น ฝั ง อยู่ ใ ส่ ใ นเบ้า โลหะเพื่ อ ยึ ด กั บ ฐานพื้ น เอี ย ง 45      องศา

แล้วนามาวางบนฐานของเครื่ องทดสอบแรงแบบสากล (universal testing machine, LR 30 k

                            ั
machine, Lloyd, UK) ซึ่ งมีหวกดเป็ นโลหะเหล็กกล้าไร้ สนิ มทรงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4

มิ ล ลิ เม ตร แ ล ะ เค ลื่ อ นหั ว ก ดใ นแ นวดิ่ งด้ ว ย อั ต รา เร็ ว 10                   มิ ล ลิ เม ตร ต่ อ นา ที

จ น ก ร ะ ทั่ ง ฟั น ตั ว อ ย่ า ง เ กิ ด ก า ร แ ต ก หั ก
                                                                                                                        14


        ท าการบั น ทึ ก ค่ า แรงที่ ท าให้ เ กิ ด การแตกหั ก ของชิ้ น งานตั ว อย่ า งเป็ นหน่ ว ยนิ ว ตั น (N)

        และบันทึกลักษณะการแตกหักของฟันตัวอย่าง

4. กำรวิเครำะห์ ข้อมูล

        ค า น ว ณ ค่ า เ ฉ ลี่ ย แ ล ะ ส่ ว น เ บี่ ย ง เ บ น ม า ต ร ฐ า น ข อ ง ค่ า ค ว า ม ต้ า น ท า น ก า ร แ ต ก หั ก

ต ร ว จ ส อ บ ก า ร แ จ ก แ จ ง ข อ ง ข้ อ มู ล ทุ ก ก ลุ่ ม ด้ ว ย                                     Shapiro-wilktest

พบว่าข้อมูลทุกกลุ่มมีการแจกแจงเป็ นแบบปกติ และความแปรปรวนระหว่างกลุ่มเท่ากันเมื่อทดสอบด้วย

Levene’s                                                                                                               test

จากนั้นวิเคราะห์เปรี ยบเทียบค่าเฉลี่ยความต้านทานการแตกหักของแต่ละกลุ่มโดยการวิเคราะห์ความแปรปร

วนแบบสองทาง (Two-way ANOVA) และทาการเปรี ยบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยมีละคู่ (multiple

comparison)                                                           ด้ ว ย บ อ น เ ฟ อ ร์ โ ร นี

(Bonferroni)วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้หลักฟั นกับรู ปแบบการแตกหักด้วยสถิติไคสแควร์ (Chi-

square) ด้วยโปรแกรมสาเร็ จรู ปเอสพีเอสเอส (SPSS statistic version 11.5) ที่ระดับนัยสาคัญ 0.05

5. ผลกำรศึกษำ

        ผ ล ก า ร ศึ ก ษ า พ บ ว่ า ฟั น ก ลุ่ ม ที่ 1                                         คื อ ก ลุ่ ม ค ว บ คุ ม

มี ค่ า เฉลี่ ย ของความต้ า นทานการแตกหั ก สู ง สุ ดเท่ า กั บ 827.2±92.96                  นิ ว ตัน และกลุ่ ม ที่        4

คือฟันที่ได้รับการรักษาคลองรากฟันร่ วมกับการมีโพรงฟัน ClassII มีค่าความต้านทานการแตกหักน้อยที่สุด

โ ด ย มี ค่ า เ ฉ ลี่ ย ค ว า ม ต้ า น ท า น ก า ร แ ต ก หั ก เ ท่ า กั บ 596.47+123.42                           นิ ว ตั น

ซึ่งผลของการใช้หลักฟันไฟเบอร์ ร่วมกับคอมโพสิ ตเรซิ นมีผลทาให้ค่าความต้านทานการแตกหักเพิ่มขึ้นใน

กลุ่มทดสอบที่ 5 และลดลงในกลุ่มทดสอบที่ 3 และ 7 ดังตารางที่ 1และรู ปที่ 7
                                                                                                                 15


         เมื่ อ น าค่ า เฉลี่ ย ความต้า นทานการแตกหัก มาวิเ คราะห์ ด้ว ยสถิ ติ ค วามแปรปรวนแบบสองทาง

พบว่าการมีโพรงฟันที่ต่างกันมีผลทาให้ค่าเฉลี่ยความต้านทานการแตกหักแตกต่างกันอย่างมีนยสาคัญทางส
                                                                                   ั

ถิ ติ    ( p-value                                               =                                           0.005)

ในขณะที่การใช้และไม่ใช้หลักฟันไฟเบอร์ มีผลทาให้ค่าเฉลี่ยความต้านทานการแตกหักต่างกันอย่างไม่มีนย
                                                                                              ั

ส าคัญ ทางสถิ ติ (p-value          =       0.890)       และเมื่ อ พิ จ ารณาผลร่ วมกั น (interaction          effect)

ร ะ ห ว่ า ง ช นิ ด ข อ ง โ พ ร ง ฟั น แ ล ะ ก า ร ใ ช้ ห ลั ก ฟั น ไ ฟ เ บ อ ร์

พบว่ามีผลทาให้ค่าเฉลี่ยความต้านทานการแตกหักแตกต่างกันอย่างไม่มีนยสาคัญทางสถิติ (p-value = 0.082)
                                                                ั

ดังตารางที่ 2

         เมื่อพิจารณาเปรี ยบเทียบโพรงฟันชนิดต่างๆทีละคู่ในกลุ่มฟันที่ได้รับการรักษาคลองรากฟั นและบูร

ณะด้ ว ยคอมโพสิ ตเรซิ นที่ มี โ พรงฟั นต่ า งกั น พบว่ า ฟั นที่ มี โ พรงฟั นClass                   I       Access

มีค่าเฉลี่ยความต้านทานการแตกหักสู งกว่าฟันที่มีโพรงฟัน Class II ถึง 115.83 นิวตัน (95%CI 31.79 นิวตัน-

                                     ั
199.86 นิวตัน) ซึ่ งความแตกต่างนี้มีนยสาคัญทางสถิติ (p-value = 0.004) ดังตารางที่ 3

         จากการบันทึกลักษณะการแตกหัก ของฟันหลังการทดสอบด้วยการให้แรงกดพบว่า ฟั นธรรมชาติ

(กลุ่มที่ 1) มีการแตกหักที่ระดับเหนือกระดูก (above bone level) เป็ นส่ วนมากคิดเป็ นร้อยละ 80 ของทั้งหมด

และฟั น ในกลุ่ ม ที่ ไ ด้รั บ การบู ร ณะด้ว ยคอมโพสิ ต เรซิ น เพี ย งอย่ า งเดี ย ว (กลุ่ ม ที่ 2,       4   และ 6)

มี แ น ว โ น้ ม ก า ร แ ต ก หั ก ที่ ร ะ ดั บ เ ห นื อ ก ร ะ ดู ก เ ช่ น กั น

ในขณะที่ฟันในกลุ่มที่ได้รับการบูรณะด้วยคอมโพสิ ตเรซิ นร่ วมกับหลักฟั นไฟเบอร์ (กลุ่มที่ 3, 5 และ 7)

มีแนวโน้มการแตกหักที่ระดับใต้กระดูก (below bone level) คิดเป็ น 1.46เท่ า (95%CI 0.89-2.14)

                                                                                        ั
เมื่อเทียบกับการบูรณะด้วยคอมโพสิ ตเรซิ นเพียงอย่างเดียวอย่างไรก็ตามความแตกต่างนี้ ไม่มีนยสาคัญทางส

ติถิ (p-value = 0.121) ดังตารางที่ 4และ 5
                                                                                                                             16


บทวิจำรณ์

          ฟั น ที่ ผ่ า น ก า ร รั ก ษ า ค ล อ ง ร า ก ฟั น แ ล้ ว มั ก มี ค ว า ม แ ข็ ง แ ร ง ล ด ล ง

และเสี่ ยงต่อการแตกหักซึ่ งเป็ นผลมาจากการสู ญเสี ยเนื้อฟันจากฟันผุฟันแตกหักและการกรอช่องเปิ ดทางเข้า

                               ่
สู่ โพรงในตัวฟันจากการศึกษาที่ผานมาพบว่าฟันกรามน้อยเป็ นฟันที่มีอุบติการณ์การรักษาคลองรากฟั นและ
                                                                   ั
                                                                                                                            17-19
ก        า        ร         แ        ต         ก         หั        ก        ไ         ด้        บ่       อ          ย

                                                      ่
การบูรณะด้วยหลักฟันไฟเบอร์ ที่มีค่าโมดูลสของสภาพยืดหยุนใกล้เคียงกับของเนื้ อฟั นจะช่วยลดอุบติการณ์
                                        ั                                                  ั

ก า ร แ ต ก บ ริ เ ว ณ ร า ก ฟั น ไ ด้ 20-23                  Nam                      แ ล ะ ค ณ ะ ใ น ปี ค . ศ . 2010

ศึ ก ษ า ก า ร บู ร ณ ะ แ บ บ จ า ล อ ง อ ะ ค ริ ลิ ก ฟั น ก ร า ม น้ อ ย ล่ า ง ที่ มี เ นื้ อ ฟั น เ ห ลื อ 3           ด้ า น

ด้ ว ย ค อ ม โ พ สิ ต เ ร ซิ น ร่ ว ม กั บ ก า ร ใ ช้ แ ล ะ ไ ม่ ใ ช้ ห ลั ก ฟั น ไ ฟ เ บ อ ร์

พบว่าการใช้หลักฟันไฟเบอร์ ให้ค่าเฉลี่ยความต้านทานการแตกหักมากกว่าการไม่ใช้อย่างมีนยสาคัญทางสถิ
                                                                                  ั

ติ                                                      ที่                                                       p-value<0.059

แตกต่างจากการศึกษานี้ ที่พบว่าการบูรณะฟั นกรามน้อยล่ างภายหลังการรักษาคลองรากฟั นที่ มีโพรงฟั น

Class              I              access               แ ล ะ ร่ ว ม กั บ ก า ร มี Class                 II              ห รื อ V

ด้ ว ย ค อ ม โ พ สิ ต เ ร ซิ น ร่ ว ม กั บ ก า ร ใ ช้ แ ล ะ ไ ม่ ใ ช้ ห ลั ก ฟั น ไ ฟ เ บ อ ร์

ให้ ค่ า เฉลี่ ย ความต้ า นทานการแตกหั ก แตกต่ า งกั น อย่ า งไม่ มี นั ย ส าคั ญ ทางสถิ ติ ที่ p-value=0.082

ซึ่ ง ส อ ด ค ล้ อ ง กั บ ก า ร ศึ ก ษ า ข อ ง Kivanc แ ล ะ ค ณ ะ ใ น ปี ค . ศ .                                         201024

โดยค่าเฉลี่ยความต้านทานการแตกหักของการบูรณะด้วยคอมโพสิ ตเรซิ นร่ วมกับการใช้และไม่ใช้หลักฟั นไ

ฟเบ อร์ ใ นก า รศึ ก ษ า นี้ ใ ห้ ค่ า สู ง ก ว่ า ก าร ศึ ก ษ าข อง Nam                   แล ะ คณะ ใ นปี ค .ศ . 2010

แ ม้ ว่ า จ ะ ใ ช้ วิ ธี ท ด ส อ บ แ ร ง ก ด ด้ ว ย เ ค รื่ อ ง ท ด ส อ บ แ ร ง แ บ บ ส า ก ล แ ต่ ด้ ว ย ค ว า ม เ ร็ ว

ข น า ด ข อ ง หั ว ก ด ที่ แ ต ก ต่ า ง กั น ร ว ม ถึ ง ฟั น ที่ ใ ช้ ท ด ส อ บ เ ป็ น ฟั น อ ะ ค ริ ลิ ก
                                                                                                                    17


จึงอาจทาให้ค่าเฉลี่ยความต้านทานการแตกหักแตกต่างจากการทดสอบนี้ ซ่ ึ งใช้ฟันตัวอย่างที่เป็ นฟั นธรรมชา

ติ

         ก า ร ศึ ก ษ า ข อ ง                    Nothdurfแ ล ะ ค ณ ะ ใ น ปี                     ค . ศ .          2008

ที่ บู ร ณะฟั น กรามน้ อ ยบนและล่ า งภายหลัง การรั ก ษาคลองรากฟั น แล้ ว ร่ วมกั บ การมี โ พรง ClassII

ด้ ว ย ค อ ม โ พ สิ ต เ ร ซิ น ร่ ว ม กั บ ก า ร ใ ช้ แ ล ะ ไ ม่ ใ ช้ ห ลั ก ฟั น ไ ฟ เ บ อ ร์

ผ่านเครื่ องควบคุมอุณหภูมิร้อนเย็นเป็ นจังหวะที่อุณหภูมิ 5 และ 55 องศาเซลเซี ยส เป็ นจานวน 10,000 รอบ

คล้า ยกับ การศึ ก ษานี้ โดยเพิ่ ม การทดสอบด้ว ยแรงพลวัต (dynamic                  load)   50        นิ ว ตัน 1,200,000

รอบด้วยความเร็ วหัวกดลง10 มิลิเมตรต่อวินาที กดขึ้น 70 มิลิเมตรต่อวินาที ก่อนให้แรงคงที่ (static load)

ด้ ว ย เ ค รื่ อ ง ท ด ส อ บ แ ร ง แ บ บ ส า ก ล ด้ ว ย ค ว า ม เ ร็ ว หั ว ก ด 0.5            มิ ลิ เ ม ต ร ต่ อ น า ที

โดยวางหัว กดเหล็ ก กล้า ไร้ ส นิ ม ท ามุ ม 45        องศากับ แนวระนาบลงบนปุ่ มฟั น ด้า นแก้ม เช่ น เดี ย วกัน

พบว่าฟั นกรามน้อยที่มีโพรงฟั น ClassII บูรณะด้วยคอมโพสิ ตเรซิ นให้ค่าเฉลี่ ยความต้านทานการแตกหัก

(                  361.50+78.41นิ                       ว                   ตั                  น                      )

น้ อ ยกว่ า การบู ร ณะด้ว ยคอมโพสิ ต เรซิ น ร่ ว มกับ การใช้ ห ลัก ฟั น กลาสไฟเบอร์ แ ละควอตซ์ ไ ฟเบอร์

(481.88+111.11 นิ วตัน และ 555.63+206.72 นิ วตันตามลาดับ) ซึ่ งแตกต่างอย่างนัยสาคัญทางสถิ ติที่ p-

value=0.02116

พบว่าค่าเฉลี่ยความต้านทานการแตกหักมีค่าน้อยกว่าการศึกษานี้ ซ่ ึ งในฟั นตัวอย่างกลุ่มที่มีโพรงฟั น ClassII

ที่ บู รณะด้วยคอมโพสิ ตเรซิ นร่ วมกับการใช้และไม่ ใช้หลักฟั นไฟเบอร์ ใ ห้ค่ า ความต้า นทานการแตกหัก

689.81±99.53 นิ ว ตัน และ 596.17±123.42 นิ วตัน ตามล าดับ แม้ว่า ได้ค วบคุ ม ปั จจัย ต่ า งๆคล้า ยกัน

ทั้งในด้านการเก็บตัวอย่างฟั น ขนาดของโพรงฟั น ClassII การใช้เครื่ องควบคุมอุณหภูมิร้อนเย็นเป็ นจังหวะ

แ ล ะ ก า ร ใ ห้ แ ร ง ค ง ที่ ด้ ว ย เ ค รื่ อ ง ท ด ส อ บ แ ร ง แ บ บ ส า ก ล
                                                                                                                         18


แ ต่ อ า จ เ ป็ น เ พ ร า ะ ก า ร ศึ ก ษ า นี้ ไ ม่ ไ ด้ ใ ห้ แ ร ง พ ล วั ต ก่ อ น ก า ร ใ ห้ แ ร ง ค ง ที่

ซึ่ งการให้แรงพลวัตรส่ งผลให้เกิดความล้าในส่ วนโครงสร้างฟันได้

         การศึกษานี้ได้ใช้เครื่ องควบคุมอุณหภูมิแบบร้อนเย็นเป็ นจังหวะโดยอุณหภูมิร้อนเย็นที่เกิดขึ้นสามา

ร ถ ส่ ง ผ ล ใ ห้ ค ว า ม แ ข็ ง แ ร ง ข อ ง วั ส ดุ ล ด ล ง

โด ย ท าใ ห้ เ กิ ดก าร รั่ วซึ มต าม ข อบ ขอ งวั ส ดุ จ าก ก า ร รบ ก ว นบ ริ เว ณพื้ นผิ ว ยึ ด ติ ด (Adhesive

surface)ระหว่างวัสดุและเนื้อฟันการใช้เครื่ องควบคุมอุณหภูมิแบบร้อนเย็นเป็ นจังหวะจึงช่วยจาลองสภาวะใ

น ช่ อ ง ป า ก แ ล ะ เ ป็ น ก า ร ท ด ส อ บ ก า ร เ ร่ ง อ า ยุ เ ที ย ม ( artificial                                   age)

ส่ ว น แ น ว ก า ร ใ ห้ แ ร ง ใ น ก า ร ท ด ส อ บ ค ว า ม ต้ า น ท า น ก า ร แ ต ก หั ก ใ น ก า ร ศึ ก ษ า นี้

ได้ ใ ช้ หั ว กดโลหะไร้ สนิ มทรงกลมขนาดเส้ น ผ่ า นศู น ย์ ก ลาง 4                          มิ ล ลิ เมตร 16,      25,      26



วางหัวกดลงบนพื้นเอี ย งด้า นลิ้ นของปุ่ มฟั นด้า นแก้มโดยให้แรงทามุ ม 45 องศากับแนวระนาบ6,                              9, 27



เนื่องจากการให้แรงในลักษณะนี้จะทาให้มีการส่ งผ่านแรงไปยังบริ เวณตรงกลางระหว่างด้านใกล้กลางและด้

า น ไ ก ล ก ล า ง ข อ ง ปุ่                                               ม ฟั น ด้ า น แ ก้ ม

เพื่อลอกเลียนให้คล้ายกับแรงที่เกิดจากการบดเคี้ยวจริ งในธรรมชาติอย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงแรงบดเคี้ย

ว ป ก ติ ใ น ฟั น ก ร า ม น้ อ ย แ ท้ มี ค่ า อ ยู่ ร ะ ห ว่ า ง 100-125                                       นิ ว ตั น 10

แ ล ะ แ ร ง บ ด เ คี้ ย ว สู ง สุ ด ใ น ฟั น ก ร า ม ห รื อ ฟั น ก ร า ม น้ อ ย แ ท้ มี ค่ า 300-400            นิ ว ตั น 11

ซึ่ ง เ ป็ น ค่ า แ ร ง ที่ ต่ า ก ว่ า ค่ า ค ว า ม ต้ า น ท า น ก า ร แ ต ก หั ก ที่ พ บ ใ น ก า ร ศึ ก ษ า นี้

อาจเป็ นผลมาจากการศึกษาค่าแรงบดเคี้ยวที่ศึกษาในช่องปากจากการบดเคี้ยวจริ งมีการกระจายแรงสู่ ฟันซี่ ขา
                                                                                                   ้

งเคี ย ง และค่ า แรงบดเคี้ ยวยัง ขึ้ นอยู่ ก ั บ ปั จ จัย หลายอย่ า ง เช่ น ชนิ ด ของอาหาร ลั ก ษณะการเคี้ ยว

ลั ก ษ ณ ะ ก า ร ส บ แ ล ะ ก า ร ใ ช้ ฟั น น อ ก ห น้ า ที่ ข อ ง ผู ้ ป่ ว ย ใ น แ ต่ ล ะ ร า ย

จึ ง เ ป็ น ข้ อ พึ ง ร ะ วั ง ที่ ต้ อ ง ค า นึ ง ถึ ง เ ส ม อ ใ น ก า ร บู ร ณ ะ ฟั น แ ร ง บ ด เ คี้ ย ว

                                                                        ้
และเป็ นหนึ่งปั จจัยสาคัญในการตัดสิ นใจเลือกแนวทางการบูรณะที่เหมาะสมในผูป่วยแต่ละราย
                                                                                                                           19


          ลักษณะการแตกหักของฟันกรามน้อยหลังได้รับการรักษาคลองรากฟัน และได้รับการบูรณะด้วยคอ

มโพสิ ตเรซิ น ร่ วมกั บ การใช้ ห ลั ก ฟั น ไฟเบอร์ มี ล ั ก ษณะการแตกหั ก ที่ ใ ต้ ก ระดู ก คิ ด เป็ น1.46เท่ า

เ มื่ อ เ ที ย บ กั บ ก ลุ่ ม ที่ ไ ด้ รั บ ก า ร บู ร ณ ะ ด้ ว ย ค อ ม โ พ สิ ต เ ร ซิ น เ พี ย ง อ ย่ า ง เ ดี ย ว

แ ต่ แ ต ก ต่ า ง อ ย่ า ง ไ ม่ มี นั ย ส า คั ญ ท า ง ส ถิ ติ (p-value                                                      =

0.121)ซึ่ ง การศึ กษานี้ มีแนวโน้มการแตกหักต่ างจากการศึก ษาของ Nothdurftและคณะในปี ค.ศ. 2008

ที่ ท า ก า ร ศึ ก ษ า ใ น โ พ ร ง ฟั น ผุ ด้ า น ป ร ะ ชิ ด ร่ ว ม กั บ ก า ร ใ ช้ แ ล ะ ไ ม่ ใ ช้ ห ลั ก ฟั น ไ ฟ เ บ อ ร์

พบว่ากลุ่มทดลองที่ใช้หลักฟันไฟเบอร์ มีแนวโน้มที่จะแตกหักระดับเหนือกระดูกมากกว่า9อาจเนื่ องมาจากก

า ร บู ร ณ ะ ด้ ว ย ห ลั ก ฟั น ไ ฟ เ บ อ ร์ ที่ มี ค่ า ม อ ดู ลั ส ข อ ง ส ภ า พ ยื ด ห ยุ่ น ใ ก ล้ เ คี ย ง กั บ ฟั น 20-23

ท าให้ เ กิ ด การส่ ง ผ่ า นแรงจากตัว ฟั น สู่ ร ากฟั น โดยความเค้น มัก เกิ ด ขึ้ นบริ เ วณส่ ว นต้น ของรากฟั น

จึงอาจเป็ นเหตุให้พบการการแตกหักที่ระดับตัวฟันเหนือกระดูกและบริ เวณ 1/3 ส่ วนบนของรากใต้กระดูก

                                                                                                ั
ทั้งนี้หลักฟันไฟเบอร์ สามารถช่วยลดความเครี ยดระหว่างพื้นผิวของหลักฟันและเนื้อฟั นได้จึงช่วยลดอุบติกา

รณ์การแตกบริ เวณรากฟันได้6, 21-23, 28

          เมื่ อเ ปรี ย บ เที ย บ เฉพา ะ ก ลุ่ ม ที่ 1            คื อก ลุ่ มควบ คุ ม (ฟั นกรา มน้ อ ย ธ รรม ชาติ )

พบว่าค่าสัมประสิ ทธิ์ ความแปรปรวน(coefficient of variation) ของค่าความต้านทานการแตกหักเท่ากับ 0.11

ซึ่ งน้อยกว่า การศึ ก ษาของ Nothdurftและคณะในปี ค.ศ.2008 และ Sorrentinoและคณะในปี ค.ศ. 2007

ที่ ท า ก า ร ศึ ก ษ า ค ล้ า ย กั น โ ด ย ใ ช้ ตั ว อ ย่ า ง ท ด ล อ ง ก ลุ่ ม ล ะ 8               แ ล ะ 10                 ซี่

ให้ค่าสั มประสิ ทธิ์ ความแปรปรวนของค่าความต้า นทานการแตกหัก 0.27 และ0.30 ตามล าดับ 9,                                        15



ก า ร มี ค่ า สั ม ป ร ะ สิ ท ธิ์ ค ว า ม แ ป ร ป ร ว น ที่ มี ค่ า แ ต ก ต่ า ง กั น ไ ป ใ น แ ต่ ล ะ ก า ร วิ จั ย นั้ น

อ า จ ห ม า ย ถึ ง ก า ร มี ลั ก ษ ณ ะ ป ร ะ ช า ก ร ศึ ก ษ า ที่ ต่ า ง กั น

จึ ง เ ป็ น ปั ญ ห า ส า คั ญ อ ย่ า ง ห นึ่ ง ใ น ก า ร เ ป รี ย บ เ ที ย บ ผ ล ง า น วิ จั ย
                                                                                                                              20


ซึ่ งอาจมี ส าเหตุ ม าจากความหลากหลายของลั ก ษณะทางกายภาพของฟั น ธรรมชาติ ใ นมนุ ษ ย์

                                          ั
ที่ไม่สามารถควบคุมได้ในการทดลองทางห้องปฏิบติการ

                  ่
           ถึงแม้วาค่าเฉลี่ยความต้านทานการแตกหักในฟั นที่รักษาคลองรากฟั นร่ วมกับการมีโพรงฟั น Class

II           จ ะ มี ค่ า น้ อ ย ก ว่ า ก า ร มี โ พ ร ง ฟั น Class           I           อ ย่ า ง มี นั ย ส า คั ญ ท า ง ส ถิ ติ

แ ต่ อ ย่ า ง ไ ร ก็ ต า ม ค่ า เ ฉ ลี่ ย ข อ ง ทุ ก ก ลุ่ ม ก า ร ท ด ส อ บ ที่ ไ ด้ ใ น ก า ร วิ จั ย ค รั้ ง นี้

ยังคงมีค่ามากกว่าค่าแรงบดเคี้ยวสู งสุ ดที่พบในฟั นธรรมชาติดงนั้นความแตกต่างที่พบระหว่างกลุ่มการทดส
                                                           ั

อบทั้งสองนี้ จึงอาจไม่มีผลสาคัญในทางคลินิก

           จากการศึกษานี้พบว่าการใช้และไม่ใช้หลักฟันมีผลทาให้ค่าความต้านทานการแตกหักแตกต่างกันอ

ย่     า      ง      ไ      ม่       มี    นั     ย       ส       า     คั       ญ     ท         า    ง       ส       ถิ       ติ

แต่อย่างไรก็ตามการศึกษานี้เป็ นเพียงการศึกษานาร่ องซึ่ งไม่สามารถเป็ นข้อสรุ ปในการตัดสิ นใจในทางคลินิ

ก ว่ า ค ว ร เ ลื อ ก ใ ช้ ห รื อ ไ ม่ ใ ช้ ห ลั ก ฟั น ใ น ก า ร บู ร ณ ะ ฟั น ภ า ย ห ลั ง ก า ร รั ก ษ า ค ล อ ง ร า ก ฟั น

เนื่ องจากจ านวนตั ว อย่ า งที่ ใ ช้ ใ นการศึ กษ าน้ อ ยมี ผล ท าใ ห้ อ านาจก ารทดสอบไม่ เ พี ย งพอ

นอกจากนี้การวางแผนการรักษาในคลินิกต้องพิจารณาร่ วมกับอีกหลายปั จจัยซึ่ งเป็ นข้อจากัดทางการศึกษาที่

ต้ อ งการการศึ ก ษาเพิ่ ม เติ ม เช่ น การทดสอบการเร่ งอายุ เ ที ย มเพื่ อ จ าลองสภาวะในช่ อ งปาก

การให้แรงแบบพลวัต การใช้ระเบียบวิธีไฟไนต์เอเลเมนต์ (finite element analysis) การศึกษาในคลินิก

ก า ร ศึ ก ษ า ก า ร วิ จั ย ย้ อ น ห ลั ง ( retrospective                                                                 study)

ในด้านของอายุการใช้งานเปรี ยบเทียบระหว่างฟั นที่มีโพรงฟั นแบบต่างๆร่ วมกับการใช้และไม่ใช้หลักฟันไ

ฟ                                เ                            บ                              อ                                 ร์

                                                                                                   ่
และการศึกษาเกี่ยวกับรอยโรคที่ไม่ใช่ฟันผุบริ เวณคอฟันร่ วมกับการรักษาคลองรากฟันซึ่ งยังมีการศึกษาอยูอ

ย่างจากัด
21
                                                                                                     22


สรุ ป

                      ่
    1. ฟันกรามน้อยที่ผานการรักษาคลองรากฟันร่ วมกับมีโพรง Class II และได้รับการบูรณะด้วยคอมโพ

                                                                  ่
สิ ตเรซิ นมีค่าเฉลี่ยความต้านทานการแตกหัก น้อยกว่าฟั นกรามน้อยที่ผานการรักษาคลองรากฟั นที่มี Class I

                                                                                    ั
accessเท่ากับ115.83 นิวตัน (95%CI 31.79 นิวตัน-199.86 นิวตัน) ซึ่ งความแตกต่างนี้มีนยสาคัญทางสถิติ

    2.   การใช้หลักฟันไฟเบอร์ ไม่มีผลทาให้ค่าเฉลี่ยความต้านทานการแตกหักแตกต่างจากการไม่ใช้หลัก

                                          ั
ฟันไฟเบอร์ ในโพรงฟันทั้งสามรู ปแบบอย่างมีนยสาคัญทางสถิติ

กิตติกรรมประกำศ

         คณะผู ้ วิ จ ั ย ใคร่ ขอขอบพระคุ ณ รองศาสตราจารย์ ท ั น ตแพทย์ น าชั ย สุ ขสั น ติ ส กุ ล ชั ย

                                                                                       ั
ที่ใ ห้คาปรึ ก ษาและแนะนาในการวิเคราะห์ ทางสถิ ติ และขอขอบพระคุ ณ เจ้าหน้าที่ ห้องปฏิ บติก ารวิจ ัย

ค ณ ะ ทั น ต แ พ ท ย ศ า ส ต ร์                       ม ห า วิ ท ย า ลั ย ข อ น แ ก่ น

                                 ั          ั
ที่อานวยความสะดวกในการใช้ห้องปฏิบติการงานวิจยนี้ ได้รับทุนสนับสนุ นจากคณะทันตแพทยศาสตร์

มหาวิทยาลัยขอนแก่น
                                                                                                       23




                                             เอกสำรอ้ำงอิง

1.    Hintze H, Wenzel A. A two-film versus a four-film bite-wing examination for caries diagnosis in
      adults. Caries Res. 1999 Sep-Oct;33(5):380-6.
2.    Aw TC, Lepe X, Johnson GH, Mancl L. Characteristics of noncarious cervical lesions: a clinical
      investigation. J Am Dent Assoc. 2002 Jun;133(6):725-33.
3.    Grippo JO, Simring M, Schreiner S. Attrition, abrasion, corrosion and abfraction revisited: a new
      perspective on tooth surface lesions. J Am Dent Assoc. 2004 Aug;135(8):1109-18; quiz 63-5.
4.    Wagnild GW, Mueller KI. Pathway of the pulp. 8 ed. St.Louise: Mosby; 2002.
5.    Tamse A, Fuss Z, Lustig J, Kaplavi J. An evaluation of endodontically treated vertically fractured
      teeth. J Endod. 1999 Jul;25(7):506-8.
6.    Cheung W. A review of the management of endodontically treated teeth. Post, core and the final
      restoration. J Am Dent Assoc. 2005 May;136(5):611-9.
7.    Cagidiaco MC, Garcia-Godoy F, Vichi A, Grandini S, Goracci C, Ferrari M. Placement of fiber
      prefabricated or custom made posts affects the 3-year survival of endodontically treated premolars.
      Am J Dent. 2008 Jun;21(3):179-84.
8.    Cagidiaco MC, Goracci C, Garcia-Godoy F, Ferrari M. Clinical studies of fiber posts: a literature
      review. Int J Prosthodont. 2008 Jul-Aug;21(4):328-36.
9.    Nam SH, Chang HS, Min KS, Lee Y, Cho HW, Bae JM. Effect of the number of residual walls on
      fracture resistances, failure patterns, and photoelasticity of simulated premolars restored with or
      without fiber-reinforced composite posts. J Endod. Feb;36(2):297-301.
10.   Ikebe K, Nokubi T, Morii K, Kashiwagi J, Furuya M. Association of bite force with ageing and
      occlusal support in older adults. J Dent. 2005 Feb;33(2):131-7.
11.   Fontijn-Tekamp FA, Slagter AP, Van Der Bilt A, Van THMA, Witter DJ, Kalk W, et al. Biting and
      chewing in overdentures, full dentures, and natural dentitions. J Dent Res. 2000 Jul;79(7):1519-24.
12.   Ferrari M, Cagidiaco MC, Grandini S, De Sanctis M, Goracci C. Post placement affects survival of
      endodontically treated premolars. J Dent Res. 2007 Aug;86(8):729-34.
13.   Christensen GJ. Posts: necessary or unnecessary? J Am Dent Assoc. 1996 Oct;127(10):1522-4, 6.
                                                                                                         24


14. Ng CC, Dumbrigue HB, Al-Bayat MI, Griggs JA, Wakefield CW. Influence of remaining coronal
    tooth structure location on the fracture resistance of restored endodontically treated anterior teeth. J
    Prosthet Dent. 2006 Apr;95(4):290-6.
15. Sorrentino R, Monticelli F, Goracci C, Zarone F, Tay FR, Garcia-Godoy F, et al. Effect of post-
    retained composite restorations and amount of coronal residual structure on the fracture resistance
    of endodontically-treated teeth. Am J Dent. 2007 Aug;20(4):269-74.
16. Nothdurft FP, Seidel E, Gebhart F, Naumann M, Motter PJ, Pospiech PR. The fracture behavior of
    premolar teeth with class II cavities restored by both direct composite restorations and endodontic
    post systems. J Dent. 2008 Jun;36(6):444-9.
17. Hatanaka K, Irie M, Tjandrawinata R, Suzuki K. Effect of thermocycling on interfacial gap-
    formation in Class V cavities and mechanical properties of spherical silica filler addition to resin-
    modified glass ionomer restorations. Dent Mater J. 2006 Dec;25(4):655-63.
18. Mondelli J, Steagall L, Ishikiriama A, de Lima Navarro MF, Soares FB. Fracture strength of human
    teeth with cavity preparations. J Prosthet Dent. 1980 Apr;43(4):419-22.
19. Schwartz RS, Robbins JW. Post placement and restoration of endodontically treated teeth: a
    literature review. J Endod. 2004 May;30(5):289-301.
20. da Silva LM, Andrade AM, Machuca MF, da Silva PM, da Silva RV, Veronezi MC. Influence of
    different adhesive systems on the pull-out bond strength of glass fiber posts. J Appl Oral Sci. 2008
    May-Jun;16(3):232-5.
21. Perdigao J, Gomes G, Augusto V. The effect of dowel space on the bond strengths of fiber posts. J
    Prosthodont. 2007 May-Jun;16(3):154-64.
22. Qualtrough AJ, Mannocci F. Tooth-colored post systems: a review. Oper Dent. 2003 Jan-
    Feb;28(1):86-91.
23. Zogheib LV, Pereira JR, do Valle AL, de Oliveira JA, Pegoraro LF. Fracture resistance of
    weakened roots restored with composite resin and glass fiber post. Braz Dent J. 2008;19(4):329-33.
24. Kivanc BH, Alacam T, Gorgul G. Fracture resistance of premolars with one remaining cavity wall
    restored using different techniques. Dent Mater J. May;29(3):262-7.
25. Kivanc BH, Gorgul G. Fracture resistance of teeth restored with different post systems using new-
    generation adhesives. J Contemp Dent Pract. 2008;9(7):33-40.
26. Torabi K, Fattahi F. Fracture resistance of endodontically treated teeth restored by different FRC
    posts: an in vitro study. Indian J Dent Res. 2009 Jul-Sep;20(3):282-7.
                                                                                                     25


27. Teixeira EC, Teixeira FB, Piasick JR, Thompson JY. An in vitro assessment of prefabricated fiber
    post systems. J Am Dent Assoc. 2006 Jul;137(7):1006-12.
28. Cormier CJ, Burns DR, Moon P. In vitro comparison of the fracture resistance and failure mode of
    fiber, ceramic, and conventional post systems at various stages of restoration. J Prosthodont. 2001
    Mar;10(1):26-36.
                                                                                                                 26


ต ำ ร ำ ง ที่ 1ค่ า เ ฉ ลี่ ย ส่ ว น เ บี่ ย ง เ บ น ม า ต ร ฐ า น แ ล ะ ช่ ว ง ค ว า ม เ ชื่ อ มั่ น ร้ อ ย ล ะ 95%

ของค่าเฉลี่ยความต้านทานการแตกหัก(นิวตัน)

Table 1Mean, standard deviation and 95% CI of fracture resistance (Newton).

                                                                                   95% confidence
                                           Mean         Standard
          Group                 N                                           Interval of Mean (Newton)
                                        (Newton)        Deviation
                                                                        Upper Bound            Lower Bound

1(Control)                      10        827.20          92.96             818.60                 715.00

2(Class I access)               10        776.64          54.34             761.05                 712.50

3 (Class I access+post)         10        741.00          104.55            726.90                  592.5

4 (ClassII)                     10        596.17          123.42            576.55                  426.5

5 (ClassII+post)                10        689.81          99.53             708.25                  558.5

6 (ClassV)                      10        732.66          112.81            739.20                 577.90

7 (ClassV+post)                 10        686.22          132.84            645.70                 524.70
                                                                                                     27


ต ำ ร ำ ง ที่ 2                       ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ ค ว า ม แ ป ร ป ร ว น แ บ บ ส อ ง ท า ง

ของการเปรี ยบเทียบค่าเฉลี่ยความต้านทานการแตกหักจากปั จจัยโพรงฟัน และการใช้หลักฟันไฟเบอร์

Table 2 Analytical by Two-way ANOVA of the interaction of variance in two independent variables (type

of cavity and fiber post).

                  Type III Sum                                                             Observed
   Source                               Df         Mean Square        F         Sig.
                    of squares                                                               Power

  Corrected
                   196113.836            5             39222.767    3.391       .010          .874
   Model

  Intercept       29715843.750           1         29715843.750    2569.207     .000         1.000

       Type        135137.172            2             67568.586    5.842       .005          .854

       Post          222.723             1              222.723      .019       .890          .052

 Type*Post          60753.941            2             30376.971    2.626       .082          .501

    Error          624572.214           54             11566.152

    Total         30536529.800          60

  Corrected
                   820686.050           59
    Total

The mean difference is significant at the 0.05 level

มีความแตกต่างที่ระดับนัยสาคัญน้อยกว่า 0.05

Type              หมายถึง ชนิดของโพรงฟัน

Post              หมายถึง การบูรณะด้วยการใช้หลักฟันไฟเบอร์

Type*Post         หมายถึง ผลร่ วมระหว่างชนิดของโพรงฟันและการบูรณะด้วยการใช้หลักฟันไฟเบอร์
                                                                                                     28


ต                    ำ                     ร                    ำ                 ง                  ที่

3การวิเคราะห์เปรี ยบเทียบเชิงซ้อนทีละคู่ของค่าเฉลี่ยความต้านการแตกหักแต่ละประเภทโพรงฟั นด้วยการท

ดสอบบอนเฟอริ นี

Table 3 Analysis of comparison of the fracture resistance between groups with Bonferroni test.

                                      Mean (N)                          95% Confidence Interval
(I) Group         (J) Group                              Sig.
                                    Difference (I-J)                Lower Bound        Upper Bound

    Class I     Class II (4+5)          115.830          .004          31.799              199.861

    access
                 Class V(6+7)           49.380           .457          -34.651             133.411
     (2+3)

    Class II
                Class V (6+7)           66.450           .168          -17.581             150.481
     (4+5)

The mean difference is significant at the 0.05 level

มีความแตกต่างที่ระดับนัยสาคัญน้อยกว่า 0.05
29
                                                                                             30


ตำรำงที่ 4ความถี่ของรู ปแบบการแตกหักในฟันกรามน้อยทั้ง 7 กลุ่ม

Table 4 Frequency of fracture mode in 7 test groups



                                               Frequency of fracture mode

                  Group                                          Below bone level
                               Above bone level
                                                      Upper 1/3 of root Middle 1/3 of root

                     1                 8                     2                      xxx

                     2                 3                     5                       2

                     3                 1                     8                       1

                     4                 6                     2                       2

                     5                 4                     6                      xxx

                     6                 8                     2                      xxx

                     7                 6                     4                      xxx

                xxx means: this failure mode was not be found

Above bone level หมายถึง แตกเหนือระดับกระดูก

Below bone level หมายถึง แตกใต้ระดับกระดูก

        -Upper one third of root หมายถึง 1/3 ส่ วนบนของราก

        -Middle one third of root หมายถึง 1/3 ส่ วนกลางของราก
                                                                                                 31


ตำรำงที่ 5การวิเคราะห์ความถี่ของรู ปแบบการแตกหักของฟันกรามน้อยล่างด้วยการทดสอบไคสแควร์

Table 5Analysis of the frequency of fracture mode in mandibular premolar with Chi-square test.

                       Restored with Composite resin                Restoredwith

                                and fiber Post                  Composite resin only

 Below bone level                      19                                 13

Above bone level                       11                                 17




The mean difference is significant at the 0.05 level

มีความแตกต่างที่ระดับนัยสาคัญน้อยกว่า 0.05
                                                                                         32




  กลุ่มควบคุม           กลุ่มที่ 1     ฟันธรรมชาติ


                                                     กลุ่มที่ 2     บูรณะด้ วยคอมโพสิตเรซิน
                         ่
                   ฟันทีได้ รับการรักษาคลองรากฟัน
                       ่ ี
                     ทีมโพรงฟัน Class I access
                                                     กลุ่มที่ 3    บูรณะด้ วยหลักฟันไฟเบอร์
                                                                      ร่ วมกับคอมโพสิตเรซิน



                                                     กลุ่มที่ 4    บูรณะด้ วยคอมโพสิตเรซิน

                          ่
                    ฟันทีได้ รับการรักษาคลองรากฟัน
   กลุ่มทดลอง         ร่ วมกับมีโพรงฟัน Class II
                                                                    บูรณะด้ วยหลักฟันไฟเบอร์
                                                      กลุ่มที่ 5
                                                                       ร่ วมกับคอมโพสิตเรซิน



                                                     กลุ่มที่ 6     บูรณะด้ วยคอมโพสิตเรซิน
                          ่
                   ฟันทีได้ รับการรักษาคลองรากฟัน
                      ร่ วมกับมีโพรงฟัน Class V
                                                     กลุ่มที่ 7    บูรณะด้ วยหลักฟันไฟเบอร์
                                                                      ร่ วมกับคอมโพสิตเรซิน




รู ปที่ 1แผนภูมิการแบ่งกลุ่มการศึกษา

Figure 1 Flow chart of the experimental groups.
                                                                                                     33




                                     (A)                                (B)

รู ปที่ 2ภาพตัดขวางของโพรงฟัน ClassII ด้านสบและด้านประชิด (A) และขอบเขตของโพรงฟัน Class II

บนด้านสบ (B)

Figure2 Coronal section of cavity class II on occluso-mesial surface (A), and outline cavity class II on

occlusal surface (B).




                                             1.2 มม.
                  3 มม.


                               (A)             1 มม.                           (B)




รู ปที่ 3โพรงฟัน Class Vทางด้านใกล้แก้ม (A)ภาพตัดขวางแนวหน้าหลังโพรงฟัน ClassV (B)

Figure3 class V on buccal surface (A) Saggitalsection of cavity class V (B).
                                                                                                 34




รู ปที่ 4รากฟันกรามน้อยล่างในแท่นอะคริ ลิกที่มีซิลิโคนชนิดหนืดต่าคันกลางและยึดกับเบ้าแบบโลหะ
                                                                   ่

Figure 4 Mandibular premolarroot was positioned in acrylic block which was lined with silicone light

body.




รู ปที่ 5ตาแหน่งฟันตัวอย่างบนเครื่ องทดสอบแรงแบบสากล

Figure 5 Sample was positioned in the universal testing machine.
                                                                                                                                35



                                    900        827.2
                                                       776.64          741
                                    800                                                                   732.66
          Fracture resistance (N)
                                                                                                 689.81              686.22
                                    700                                            596.17
                                    600
                                    500
                                    400
                                    300
                                    200
                                    100
                                      0
                                                1         2             3             4             5       6          7
                                                                                  Group




รู ปที่ 6ค่า เฉลี่ ยความต้านทานการแตกหัก ของฟั นกรามน้อยล่ า งที่ ไ ด้รับการรั ก ษาคลองรากที่ มี โพรงฟั น

ClassI                                access           ห รื อ ร่ ว ม กั บ ก า ร มี โ พ ร ง ฟั น ค ล า ส         II         ห รื อ V

ที่ได้รับการบูรณะด้วยคอมโพสิ ตเรซิ นร่ วมกับการใช้และไม่ใช้หลักฟันไฟเบอร์

Figure 6Mean of the fracture resistance of endodontically treated mandibular premolar with cavity Class I

access, II and V, restored with composite resin in conjunction with or without fiber post.
                                                                                                                       36




       1100


       1000


       900


       800


       700


       600


       500


       400
LOAD




       300
           N =         10           10           10            10            10            10            10

                 sound tooth             class I access+post        class II access +pos        class I access+class
              sound tooth class I access+postclass II+postclass I access+classV+post
                             class I access          class II access      class I access+class

              class I access class II class I access+class V
              GROUP

              Group



        รู ปที่ 7 แผนภาพกล่องของค่าความต้านทานการแตกหักแยกตามกลุ่มการศึกษา
        Figure 7 Boxplot of fracture resistance according to study groups.

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Tags:
Stats:
views:45
posted:8/7/2012
language:Thai
pages:34