managerial accounting by EC3l9C5

VIEWS: 100 PAGES: 12

									สรุปคำบรรยำยวิชำกำรบัญชีบริหำร รอ 7003                                                                            2009

                          สรุปคำบรรยำยวิชำกำรบัญชีบริหำร อำจำรย์ มล.วรกัลยำ วัฒนสิ ทธุ์

                                         ่
                   Accounting ถือได้วาเป็ นพื้นฐานของการบริ หารการเงิน ใช้หลักการลงบัญชีคู่ คือเมื่อมีการบันทึกด้านเดบิต
      ต้องบันทึกด้านเครดิตด้วย
                   กำรบัญชีบริหำร เกี่ยวข้องกับ
                   1. Financial and accounting - การบัญชีการเงิน
                   2. Cost Accounting - การบัญชีตนทุน้
                   3. Managerial Accounting - บัญชีการจัดการ
                   4. Accounting System - ระบบบัญชี
                   5. Auditing - การตรวจสอบ
                   1. Financial and accounting
                             ู้
      กฎหมายกาหนดให้ผบริ หารขององค์การต้องรับผิดชอบในการจัดทางบการเงิน / รายงานการเงิน
                                                                                          ิ ้
      ซึ่งเป็ นตัวบอกผลการดาเนินงาน และฐานะทางการเงินของกิจการ มีหลายหน่วยงานใช้วธีจางบุคคลภายนอก
                   ข้ อดีของการทางบการเงินเอง
                   - เก็บข้อมูลได้ครบถ้วน
                   - รู ้ผลการดาเนินงาน
                   - รู ้ฐานะของกิจการของตนเอง รู ้จุดอ่อน
                   - ใช้ประกอบการตัดสิ นใจ
                   ข้ อดีของการจ้างบุคคล / หน่วยงานภายนอก
                   - ประหยัดค่าใช้จ่าย
                   ข้ อเสีย
                   - ข้อมูลผิดพลาด ไม่ครบ เอกสารเท็จ
                   2. Cost                 Accounting                   (กำรบัญชีต้นทุน)            เป็ นภาพรวมใหญ่ของธุรกิจ
      เนื้อหาจะเจาะลึกในเรื่ องต้นทุนการผลิตสิ นค้า                หรื อบริ การ                                    ้
                                                                                           จะทาให้ธุรกิจนั้นรู ้ตนทุนของตนเอง
      ซึ่งจะเป็ นปัจจัยหนึ่งในการกาหนดราคาขาย
                   การที่ธุรกิจบอกว่าได้กาไร                                                                     ้
                                                                                         ไม่ได้หมายความว่ารู ้ตนทุนของกิจการ
      เพราะการขายนั้นอาจจะมาจากราคาที่คนยอมรับ
                   3. Management Accounting (กำรบริหำรบัญชี) การที่ผบริ หารจะกาหนดเป้ าหมายการบริ หารงานได้
                                                                                     ู้
      หน่วยงานในองค์การต้องสามารถออกรายงานการเงินเพื่อทราบผลการดาเนินงาน,                                       ฐานะทางการเงิน
      ทราบต้นทุนการผลิตสิ นค้าของตนเอง ซึ่งต้องนามาผสานกัน ทาการวิเคราะห์ Cost Volume Analysis (CVA)
                                                ่
      ประกอบกับกลยุทธ์ทางการตลาด ไม่วาจะเป็ น Cost control, Differentiation, Focus segmentation
      จะทาให้ธุรกิจใช้ในการกาหนดราคาทางการตลาด เช่น การทาน้ าตาลบรรจุซอง น้ าตาล ชนิดต่างๆ สี ต่างๆ
                การวิเคราะห์รายงานการเงินทาให้ทราบ
                                                       ่                                          ่
                   - สภาพคล่อง ฐานะทางการเงิน มีคาใช้จ่ายอะไรบ้าง ต้นทุนอะไรบ้าง ตัดสิ นใจได้วาจะก่อหนี้เพิ่มได้หรื อไม่
                   - วิเคราะห์งบประมาณ วางแผน ควบคุมการดาเนินการ                                 Management Accounting
                                                                 ้
                   - ตัดสิ นใจว่าจะผลิตสิ นค้าหรื อไม่ โดยดูจุดคุมทุน                                       o

                                                                                               o                      o
                                                                                       Cost Accounting    Financial and accounting.
                                                                                                                          2

             - Differential Analysis เช่น จ้างพนักงานประจา หรื อ out source
             4. Accounting System ต้องสนใจระบบบัญชี ออกแบบระบบบัญชี ซึ่งเกี่ยวข้องกับ
             4.1 เอกสาร - เป็ นแหล่งข้อมูล เช่น ใบเสร็ จ, ตัว, ใบแจ้งหนี้ ฯลฯ
                                                                   ๋
                                        ่
                                - รู ้วาเอกสารแต่ละฉบับส่งให้หน่วยงานใด            เช่น       ต้นฉบับ          สาเนาสี ต่างๆ
เพื่อความรวดเร็ วและง่ายในการจาแนก ขนาดของเอกสาร เพื่อประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย
                                - ไม่มีการเก็บข้อมูลซ้อน
             4.2 คน             - เป็ นตัวเชื่อมระหว่างเอกสารและเครื่ องมือ อุปกรณ์
                                - ต้องมีคุณสมบัติในด้านคุณวุฒิ ความรู ้ ประสบการณ์ ความซื่อสัตย์
             4.3 อุปกรณ์ / เครื่ องมือ - เทคโนโลยีที่สนับสนุน
                                  ้
             เพื่อวัตถุประสงค์ให้ขอมูล
             1. ถูกต้อง มากที่สุดเท่าที่จะเป็ นไปได้
             2. รวดเร็ ว
             3. มีคุณภาพที่เหมาะสมกับการตัดสินใจหรื อใช้งาน (ไม่เก่าเกินไป และต้องเป็ นปัจจุบน / ั
update)
             5. Auditing (กำรสอบบัญชี)
                                                       ้                        ้
             Auditing ไม่เหมือนการตรวจสอบภายใน ผูทาการตรวจสอบเรี ยกว่าผูสอบบัญชี (Certified Public Accountant
– CPA) มีหน้าที่
             - ตรวจสอบรายงานการเงิน ซึ่งจะเน้นรายการที่สาคัญ เช่น ลูกหนี้ สิ นค้าคงเหลือ ส่วนของเจ้าของ โดยวิธี
                                                                                        ่
Trace back มีการลงบันทึกครบถ้วนหรื อไม่ ลงบันทึกในสมุดจริ งหรื อไม่ รวมถึงเก็บอยูใน computer and diskette
             - มีเอกสารประกอบ เช่น ค่าพาหนะ ค่าน้ ามัน ซึ่งบางครั้งเป็ นเอกสารที่พนักงานเขียนขึ้นเอง
                                                   ้
             - ให้ความเห็นโดยออกรายงานของผูสอบบัญชี (Auditor’s Report) เป็ นคาแนะนาแก่ ผูบริ หารระดับสูง     ้
เพื่อปรับปรุ งแก้ไข                                                                                    ซึ่งมีความสาคัญมาก
         ั                                                                                ้
ในปัจจุบนรายงานส่วนนี้มีความละเอียดขึ้นซึ่งจะเป็ นสิ่ งช่วยให้เจ้าจองรู ้ปัญหาของกิจการ ผูลงทุนตัดสิ นได้

                           ้ ี             ั
           ทั้ง 5 หัวข้ อนีมควำมสัมพันธ์ กน กล่ ำวคือ
           การสอบบัญชีจะรวดเร็ ว เมื่อมีระบบบัญชีที่ดี เป็ นระเบียบ เอกสารครบถ้วน
           รายงาน                 การเงินที่ดี            1) ตรวจสอบง่ายขึ้น 2) รายงานด้าน Managerial account ดี
           3) Cost accounting ดีและทาให้ออกรายงานต่างๆ ได้รวดเร็ ว ถูกต้อง
                                                                                        ่
           ผูบริ หารจึงจาเป็ นต้องบริ หารทั้ง 5 หัวข้อนี้ เข้าด้วยกันเพื่อให้กิจกรรมอยูรอดได้อย่างมี
             ้
ประสิ ทธิภาพ
                                                                                                    ้
                         ภาษีอากร กิจการที่ประสบความสาเร็ จต้องมีที่ปรึ กษาภาษีอากร ซึ่งเป็ นผูมีความรู ้ทาง วิชาการ
สามารถให้ทาแนะนาว่าทาอย่างไรให้ถูกวิธี และทาอย่างไร จึงจะประหยัด ช่วยในการตัดสิ นใจทางภาษีที่ดี
           การบริ หารธุรกิจต่างๆ แบ่งเป็ น 3 ประเภท คือ
           1. ธุรกิจบริ การ        2. ธุรกิจซื้อขายสิ นค้า            3. ธุรกิจผลิตสิ นค้า
                                                                                                                3


          กำรจัดตั้งกิจกำร กฎหมำยกำหนดให้ มีกำรจัดตั้ง แบ่ งเป็ น

            1) เจ้ ำของคนเดียว
            ข้อดี        ตั้งง่าย เลิกง่าย
            ข้อเสี ย มีความเสี ยงสูง เพราะมีเจ้าจองเพียงคนเดียว ทาธุรกิจได้จากัดประเภท
                         ใช้เงินทุนของตนเอง ธนาคารมักให้กนอย  ู้ ้
                         การเสี ยภาษี เสี ยภาษีในอัตราบุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้า
            2) ห้ ำงหุ้นส่ วน คือ การที่คนตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไปมาร่ วมกันทาธุรกิจ แบ่งเป็ น
            2.1 ห้างหุนส่วนสามัญ ซึ่งหุนส่วนทุกคนรับผิดไม่จากัด เป็ นนิติบุคคลหรื อไม่ก็ได้
                       ้                   ้
            2.2               ้
                     ห้างหุนส่วนจากัด           แบ่งออกเป็ น       รับผิดไม่จากัด    และรับผิดจากัด กฎหมายกาหนดให้
  ้                                                                          ้ั
หุนส่วนที่รับผิดไม่จากัด มีอานาจในการจัดการกิจการ ก่อหนี้ เป็ นผูจดการ การเสี ยภาษี ถ้าจดทะเบียนเป็ นนิติบุคคล
เสี ยภาษีแบบนิติบุคคล สูงสุด 30% ของรายได้ การแบ่งผลกาไร และทุน แบ่งตามรายตัวเป็ นหุนส่วน    ้
                                             ั                   ั
        3) บริษัทจำกัด แบ่งออกเป็ น บริ ษท เอกชน และบริ ษท มหาชน ซึ่งมีความแตกต่างกัน คือ

       บริษัทเอกชน (Private Company)                        บริษัท มหำชน (Public Company)
1. ควบคุมโดยประมวลกฎหมายแพ่งปละพาณิ ชย์                  1. ควบคุมโดย พ.ร.บ. มหาชน
2. จัดตั้งโดยกลุ่มคนตั้งแต่ 7 คน ขึ้นไป                  2. จัดตั้งโดยกลุ่มคนตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป
3. เมื่อจดทะเบียนแล้ว กระจายหุนได้ทนที
                                 ้     ั                 3. เมื่อจดทะเบียนแล้ว ต้องรอให้ กลต. อนุมติก่อน
                                                                                                   ั
                                                                         ้
                                                         จึงจะกระจายหุนได้
                    ่
4. การกระจายหุนจะอยูในกลุ่มคนในครอบครัว
              ้                                                       ้
                                                         4. กระจายหุนมหาชนอย่างน้อย 600 ราย ขึ้นไป
                                                           ้
                                                         หุนแบ่งเป็ น 2 ชนิด คือ
                                                                ้
                                                         - หุนสามัญ
                                                         - หุนปุริมสิทธิ์ มีสิทธิมากกว่าหุนสามัญ ราคาหุน
                                                                  ้                       ้            ้
                                                             แบ่งเป็ น 2 แบบ คือ
                                                         - Par Value
                                                         - Market Value
5. รายงานงบการเงินภายในเดือน 5 ของปี และต้อง             5. รายงานงบการเงินภายในเดือน 2 ของปี และทุก
                    ้
ได้รับการรับรองจากผูตรวจสอบบัญชี                                                                 ้
                                                         ไตรมาส และต้องได้รับการรับรองจากผูตรวจสอบบัญชี
                                                                                                                             4


                                                                          ่
       มำตรฐำนกำรบัญชี ฉบับที่ 35 ระบุว่ำ งบกำรเงิน Financial Statement ทีสมบูรณ์ ต้องประกอบด้ วย
          1. งบดุล (Balance sheet)
          2. งบกาไรขาดทุน (Income Statement)
          3. งบกระแสเงินสด
                                                          ้ ้
          4. งบแสดงการเปลี่ยนแปลงในส่วนของเจ้าของ / ผูถือหุน หรื องบกาไรขาดทุนเบ็ดเสร็ จ (งบใดงบหนึ่ ง)
          5. นโยบายการบัญชี และหมายเหตุประกอบการเงิน

1.   งบดุล   Balance Sheet Equation คือ งบการเงินที่แสดงฐานะการเงินหรื อ Financial Status จาก

                                                   สินทรัพย์ =หนี ้สิน+ส่วนของเจ้ าของ
            เป็ นการบันทึกข้อมูลในอดีต หรื อกิจกรรมที่เกิดขึ้นแล้วเนื่องจากความไม่ทนสมัยั
          ้ ้ ิ                                     ั
        ผูใช้ตองมีวจารณญาณในการใช้งบดุลฉบับที่ทนสมัยที่สุด เพราะมีผลต่อการตัดสิ นใจว่าคลาดเคลื่อนมากน้อยแค่ไหน
        เช่น 5 = 0 + 5
                         ั
            [การที่บริ ษทดูงบดุลแล้วกาหนดให้เพิ่มทุน                       เพราะทุนน้อยเกินไป                       การเพิ่มทุน
จะทาให้ความเสี่ ยงในการบริ หารลดลง เช่นการปรับโครงสร้างหนี้ โดยการเพิ่มการอัดฉี ดเงิน, การเปลี่ยนหนี้เป็ นทุน
                                                                        ่
(ผูร่วมทุน) เป็ นการช่วยเพิมการควบคุมวินยทางการเงิน ทาให้หนี้ที่มีอยูไม่กลายเป็ นหนี้สูญ ]
   ้                       ่               ั
            องค์ประกอบของสิ นทรัพย์ (Assets)
             สินทรัพย์ หมุนเวียน (Current Assets) หรื อสิ นทรัพย์เดินสะพัด / short term /
กระแสรายวันโดยพิจารณาจากการเปลี่ยนสภาพของทรัพย์สินภายใน 12 เดือน ประกอบด้วย
                 - เงินสด                                             สภาพคล่ องสูง               สภาพคล่ องต่า
                 - ตัวรับเงิน
                       ๋                                         สินทรัพย์ หมุนเวียน          สินทรัพย์ ไม่ หมุนเวียน
                 - ลูกหนี้                                              เงินสด                      ที่ดิน
                                                                        เงินฝากธนาคาร               อาคาร
                 - สิ นค้าคงเหลือ                                       ลูกหนี ้                    เครื่องจักร
                                                                        สินค้ าคงเหลือ              รถยนต์
                 - ค่าใช้จ่าย จ่ายล่วงหน้า
                                                                                                       

             สินทรัพย์ ไม่ หมุนเวียน (Non Current Assets) หรื อสิ นทรัพย์ถาวร (Fixed Assets)/สิ นทรัพย์ระยะยาว
(Long term Assets) พิจำรณำจำกกำรเปลียนสภำพของสินทรัพย์ ทไม่ มกำรหมุนเวียนในระยะเวลำ 12 เดือน
                                                    ่                       ี่ ี
                     ี่
ไม่ รวมสินทรัพย์ ทไม่ ได้ นำมำดำเนินกำร        เพราะจะทาให้สินทรัพย์มีมูลค่ามาก       แต่เมื่อพิจารณาผลการดาเนินการแล้ว
ผลตอบแทน : สิ นทรัพย์ จะต่า ซึ่งหมายถึงการบริ หารสิ นทรัพย์ไม่มี ประสิ ทธิภาพ สิ นทรัพย์ไม่หมุนเวียนได้แก่ที่ดิน
(Property), อาคาร (Plant), อุปกรณ์ (Equipment)
        .         ้
                 ผูบริ หารต้องพิจารณาระห่างการลงทุนเป็ นเจ้าของอาคาร          กับการเช่าอาคาร                 ้
                                                                                                    อย่างไหนคุมค่ากว่ากัน
หากอาคารเป็ นสิ นทรัพย์ สามารถหักค่าเสื่ อมได้ แต่ถาเช่า ค่าเช่าจะนาไปหักเป็ นค่าใช้จ่ายได้
                                                            ้                                                   ส่ วนที่ดิน
                                                              ั
โดยปกติจะมีมูลค่าเพิ่ม เพราะเป็ นผลมาจากภาวะเงินเฟ้ อ ปัจจุบน ทางบัญชีให้ประเมินเพิ่มได้ เรี ยกว่า Capital Gain
             สินทรัพย์ ทไม่ มตวตน (Intangible Assets) เช่น ลิขสิ ทธิ์, สัญญาเช่า, สิ ทธิบตร
                            ี่ ี ั                                                           ั
             ลิขสิ ทธิ์ เป็ นการขายสิ ทธิ์ชวคราวในระยะเวลาสั้นๆ เช่น 2 – 3 ปี กฎหมายกาหนดให้ลิขสิ ทธิ์ที่มีอายุเกิน
                                            ั่
50 ปี แล้ว ไม่ตองจ่ายค่าลิขสิ ทธิ์
               ้
                                                                                                                         5

               สิ ทธิบตร (Patent) คือ
                           ั                                                          ั             ู้
                                                  สิ่ งประดิษฐ์คิดค้นที่มีการจดสิ ทธิบตรขายเพื่อให้ผอื่นนาไป     พัฒนาต่อ
                                                       ั
ซึ่งเป็ นการไม่เสี ยเวลาในการคิดค้น การจ่ายค่าสิ ทธิบตร ต้องจ่ายทุกปี
               ค่า Royalty เช่น สัญลักษณ์แป๊ บซี่ โค๊ก เป็ นผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสี ยง การจ่ายค่า Royalty ต้องจ่ายไปเรื่ อยๆ
ตราบเท่าที่ยงต้องการใช้ เมื่อหมดความต้องการใช้ก็ไม่ตองจ่ายอีก
               ั                                         ้
              2. หนีสิน (Liabilities) คือ ภาระผูกพันในปัจจุบนที่กิจการต้องชาระเป็ นเงินสดในอนาคต ซึ่งเรี ยกว่า ค่าใช้จ่าย
                      ้                                         ั
เช่น ค่าน้ า ค่าไฟฟ้ า (ค้างจ่าย)
              องค์ประกอบของหนี้สิน

             หนี ้สินหมุนเวียน ระยะเวลาชาระไม่เกิน 1 ปี               หนี ้สินไม่ หมุนเวียน ระยะเวลาชาระเงินเกิน 1 ปี
                  เงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร                                  เงินกู้ยืมระยะยาว
                  เจ้ าหนี ้การค้ า                                        พันธบัตรเงินกู้
                  เงินกู้ยืมระยะสัน ้
                                                                            หุ้นกู้
                           ่
                   ค่าใช้ จายค้ างจ่าย


              หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) ได้แก่
                  1) เจ้าหนี้การค้า – ซื้อสิ นค้ามายังไม่จ่ายเงิน (Account Payable)
                  2) ตัวเงินจ่าย (Notes Payable) – การให้คาสัญญาว่าจะชาระตามกาหนดระยะเวลา
                         ๋
              หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non Current Liabilities) / หนี้สินระยะยาว คือหนี้สินที่ไม่สามารถแปรสภาพ หรื อ
term การชาระเงินเกิน 12 เดือน เช่น
                   เงินกู้
                   พันธบัตรเงินกูมีการกาหนดผลตอบแทนในระยะเวลาที่แน่นอน
                                      ้
                   หุนกู้ (Mort gate Payable) คือการกูโดยเอาทรัพย์สินเป็ นประกัน ส่วนการกูติดจานอง
                           ้                                            ้                               ้
ส่วนใหญ่มีดอกเบี้ย ถือเป็ นค่าใช้จ่ายทางการเงิน
              หนี้สินอื่นๆ คือหนี้สินอื่นๆ ที่ไม่จดอยูในทั้ง 2 ประเภท
                                                      ั ่

            3. ส่ วนของเจ้ ำของ (Owner’s Equities) หรือส่ วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders Equities)               หมายถึง
ส่วนได้เสี ยคงเหลือในสิ นทรัพย์ของกิจการหลังจากหักหนี้สินทั้งสิ้นออกแล้ว
            องค์ประกอบของส่วนของเจ้าของ
                               ้
                 ทุนเรื อนหุน (Capital Stocks) แบ่งเป็ น
                        ทุนหุนสามัญ (Common Stocks) เป็ นหุนทัวไปที่ขายอยูในตลาดหลักทรัพย์
                                  ้                               ้ ่             ่
                        หุนปุริมสิทธิ์ (Prefer Stocks) เป็ นหุนที่ออกให้แก่คนบางกลุ่ม ซึ่งมีสิทธิ์มากกว่าหุนสามัญ เช่น
                             ้                                  ้                                           ้
ได้รับเงินปันผล การได้รับสิ ทธิ์ก่อน
                 ส่วนเกินมูลค่าหุน ้
                 กาไรสะสม            คือ                                ั
                                                เงินที่เหลือจากกาไรสุทธิหกเงินปั นผล       (Retained          Earnings)
ซึ่งจะเก็บไว้ใช้สาหรับการขยายกิจการ แบ่งออกเป็ น
                        กาไรสะสมที่จดสรรแล้ว เป็ นกาไรที่มีการกาหนดวัตถุประสงค์ที่แน่นอน เช่น
                                          ั
                                  สารองตามกฎหมาย                                      ตามประมวลรัษฎากรกาหนดไว้
ให้จ่ายเงินปั นผลโดยต้องสารองเงินกาไรสะสมในจานวนหนึ่ง คิดเป็ น 10% ของทุน เพื่อให้ไม่ให้กระทบต่อเจ้าหนี้
                                                                                                     ้
                                  สารองขยายกิจการ วัตถุประสงค์เพื่อการเติบโตภายในกิจการเอง ไม่ตองเพิ่มทุนบ่อยๆ
                                                                                                                   6

                                    สารองชาระหนี้ระยะยาว เพราะหนี้บางประเภทจะมีช่วงระยะปลอดหนี้
         การกันกาไรสะสมไว้ จะทาให้กิจการเพิ่มความมังคัง (Wealthy)
                                                                ่ ่
                           กาไรสะสมที่ยงไม่ได้จดสรร คือ กาไรที่ไม่ได้กาหนดวัตถุประสงค์ที่แน่นอน
                                            ั         ั
2. งบกำไรขำดทุน คือ งบที่แสดงผลการดาเนินงานของธุรกิจ เรี ยกว่า Financial Performance
                  สรุ ป กำไรหรือขำดทุน = รำยได้ – ค่ ำใช้ จ่ำย มีรำยละเอียด คือ
                   รายได้ แบ่งเป็ น
                       1) รายได้หลัก เช่น ยอดขาย / Sales / Revenues
                       2) รายได้อื่นๆ คือ รายได้จากสิ่ งที่กิจการไม่ได้ทาเป็ นหลัก เช่น ดอกเบี้ยรับ, ค่าเช่ารับ
ซึ่งรายได้น้ ีไม่มากพอที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายหลักของกิจการ หรื อเงินปันผลรับ ซึ่งได้จากการถือหลักทรัพย์
                   ค่าใช้จ่าย (Expense / Cost) ได้แก่
                       1) ต้นทุนขาย หรื อต้นทุนสิ นค้าขาย (Cost of Sales or Cost of Goods Sold) เป็ นค่า
ใช้จ่ายสูงสุดของสิ นค้า หรื อต้นทุนของสิ นค้าที่เราได้มาเพื่อขายไป ประกอบด้วย
                          ต้นทุนขาย                       สิ นค้าต้นงวด            500
                                                  บวก         ยอดซื้อ            5,000
                                                              รวม                   5,500
                                                  หัก         สิ นค้าส่งคืน           200
                                                              สิ นค้าเพื่อขาย 5,300
                                                  หัก         สิ นค้าปลายงวด          250
                                                              ต้นทุนขาย 5,500 x ราคาต่อหน่วย
                   ค่ ำใช้ จ่ำยดำเนินงำน แบ่งเป็ น
                       1) ค่าใช้จ่ายในการบริ หาร (Admin. Expense) เกิดขึ้นที่สานักงาน เช่น เงินเดือนพนักงาน
และค่าเสื่ อมราคาตึก
                       2) ค่าใช้จ่ายทางการเงิน ได้แก่
                                ดอกเบี้ยจ่าย
                                ภาษีเงินได้นิติบุคคล (หักค่าใช้จ่ายแล้ว)
                                รายได้หรื อค่าใช้จ่ายรับ          ซึ่งไม่ได้เกิดจากการผลิตของกิจการ ได้แก่      กาไร
หรื อขาดทุนจากการขายสิ นทรัพย์, กาไรหรื อขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เช่น Overhead projector ราคา 5,000.- บาท
                               ประเมินราคาหลักหักค่าเสื่ อมเป็ น 3,000.- บาท แต่ขายจริ งได้ 2,000.- บาท เท่ากับขาดทุน
1,000.- บาท เป็ นต้น
                                                                                                            7




                    สรุ ป Format ยอดขาย                                               XXX
                                 หัก           ต้นทุนขาย                              (YYY)
                                 ได้แก่        สิ นค้าต้นงวด                   (XXX)
                                 บวก           มูลค่าซื้อ                      XXX
                                 เท่ากับ       สิ นค้ามีไว้เพื่อขาย            XXX
                                 หัก           สิ นค้าปลายงวด                  XXX = (YYY)
                                 เท่ากับ       กาไรขั้นต้น                                      XXX
                                 หัก           ค่าใช้จ่ายในการดาเนินการ
                                                  - ค่าใช้จ่ายในการบริ หาร     (XXX)
                                                  - ค่าใช้จ่ายในการตลาด (XXX)
                                                  - ค่าใช้จ่ายในด้านการเงิน (XXX)        XX
                                    หัก        ภาษีเงินได้นิติบุคคล                             XXX
                                    เท่ากับ กาไรสุทธิ หรื อกาไรสะสม                         XXX
                                               (NEXT INCOME / NEXT PROFIT)
ดังนั้น กิจการต้องทางบกาไรขาดทุนก่อนหากาไรสุทธิ เพื่อทางบกาไรสะสม
Formatกาไรต้นงวด                                        500,000 บาท
            กาไรระหว่างงวด                                50,000 บาท
            เท่ากับ กาไรสุทธิ                           550,000 บาท
            หักเงินปั นผล                                       90,000 บาท
            เท่ากับ กาไรสะสมยกไป (กาไรปลายงวด) 460,000 บาท
            ตอนท้ายงบกาไรสะสม                                                                จะแจ้งกาไรต่อหุน้
เพื่อบอกประสิทธิภาพการดาเนินงานเพื่อเปรี ยบเทียบผลการดาเนินงานของแต่ละกิจการ
            การปิ ดบัญชี คือ การปิ ดบัญชีรายได้และค่าใช้จ่ายของช่วงเวลานั้นๆ เช่น ปี 2543 แต่สินทรัพย์ หนี้สิน
และส่วนของเจ้าของยังคงอยู่
                                                                                                                             8



           งบกระแสเงินสด (Statement of Cash Flow)
             ในการทางบการเงิน (งบกาไรขาดทุน, งบดุล) ให้หลักเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) คือ
                                     ่
การบันทึกรายได้และรายจ่าย แม้วาจะยังไม่ได้รับเงินสด เช่น
ขายสิ นค้าได้รับเงินสด 100,000 บาท เดบิต เงินสด             เครดิต           รายได้ค่าขาย 200,000 บาท
และเงินเชื่อ 100,000 บาท เดบิต ลูกหนี้การค้า
ค่าใช้จ่าย เดบิต, ค่าน้ า, ค่าไฟฟ้ า     50,000 บาท              เครดิต เงินสด 20,000 บาท
                                                                             ค่าน้ าค่าไฟฟ้ าค้างจ่าย 30,000 บาท
                                                                                             ่
             ปั ญหาของการใช้เกณฑ์คงค้าง ทาให้อ่านงบการเงินแล้วคิดว่ากาไรสุทธิที่อยูในงบการเงิน จะเป็ นเงินสดทั้งหมด
แต่จริ งๆ         แล้ว                           ั
                                บางส่วนเป็ นหนี้ยงไม่ชาระ                            ั
                                                                   บางส่วนลูกหนี้ยงชาระไม่หมด              เช่นกรณี        NPL
หากดูจากงบดุลจะพบดอกเบี้ยค้างจ่าย,            ดอกเบี้ยค้างรับเพิ่มขึ้น                                            ั
                                                                            และเมื่อรวมกับลูกหนี้แล้วเป็ นหนี้ที่ยงไม่มีการชาระ
(ขณะที่งบกาไรขาดทุน บ่งบอกว่ามีกาไร ซึ่งแสดงว่าเป็ นกาไรสุทธิตามตัวเลข) การที่ลูกหนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยไม่สามารถเปลี่ยนเป็ นเงินสดได้ หากผูบริ หารขาดความสนใจ จะก่อให้กิจการเกิดปัญหาสภาพคล่อง
                                            ้
             ตามมาตรฐานการบัญชี            ฉบับที่     35      จึงกาหนดให้งบกระแสเงินสดเป็ นส่วนหนึ่งของรายงานการเงิน
งบกระแสเงินสดจัดทาขึ้น เพื่อแสดงการเข้า (Cash Inflow) และออก (Cash Outflow) ของเงินสดในกิจการ
             ประโยชน์ ของข้ อมูลในงบกระแสเงินสด
             1. กิจการสามารถประเมินความสามารถของธุรกิจในการก่อให้เกิดรายได้ที่เป็ นเงินสด
สามารถพยากรณ์ปริ มาณเงินสดเข้า ออก และความไม่แน่นอนของกระแสเงินสดในอนาคตได้ดีข้ ึนกว่าการใช้ขอมูลจากงบดุล           ้
และงบกาไรขาดทุน
             2. ช่วยให้สามารถประเมินความสามารถของกิจการ ในการจ่ายเงินปันผลและการชาระหนี้ตามภาระผูกพัน
                                       ่
             3. สามารถอธิบายได้วาเหตุใดกาไรสุทธิ จึงแตกต่างจากกระแสเงินสดสุทธิ
             4. งบกระแสเงินสดจะรายงานข้อมูลเกี่ยวกับกระแสเงินสดและรายการที่ไม่ใช่เงินสด
ซึ่งจะทาให้สามารถอธิบายได้วา       ่
                 4.1 ทาไมกิจการจึงมีเงินสดเพิ่มทั้งๆ ที่มีผลดาเนินงานขาดทุนสุทธิ
                 4.2 เงินสดได้มาจากส่วนใด และถูกนาไปใช้อย่างไร
                 4.3 การจัดหาเงินเพื่อการขยายโรงงานและการซื้อเครื่ องจักรใหม่ทาได้โดยวิธีใด
                 4.4 เหตุใดเงินปั นผลจึงไม่เพิ่มขึ้น
                 4.5 กิจการมีความสามารถจัดการชาระหนี้ตามภาระผูกพันหรื อไม่ ด้วยวิธีใด
                 4.6 กระแสเงินสดมากกว่าหรื อน้อยกว่ากาไรสุทธิ

             ควำมหมำยของกระแสเงินสด           คือ            การได้มาและใช้ไปของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด
รายการที่เทียบเท่าเงินสด เน้นที่ 3 ลักษณะ คือ 1. สภาพคล่องสูง                    2. จานวนที่แน่นอน           3.
และไม่เสี่ ยงต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
             กำรจัดประเภทกระแสเงินสด แบ่งตามกิจกรรมที่เกิดขึ้น
                                                                                                             9

              1. กระแสเงินสดจากกิจกรรมดาเนินงาน (Cashflow            from   Operating     Activities)   หมายถึง
กิจกรรมหลักที่ก่อให้เกิดรายได้และค่าใช้จ่ายของกิจการ



          กระแสเงินสดเข้า จาก
             - การขายสิ นค้าและให้บริ การ
                                          ู้ ื
             - ผลตอบแทนจากการให้กยม (ดอกเบี้ ยรับ) และผลตอบแทนจากการลงทุน (เงินปั นผล)
          กระแสเงินสดออกเพื่อ
             - จ่ายชาระค่าซื้อสิ นค้าหรื อวัตถุดิบ
             - จ่ายเงินเดือนพนักงาน
             - จ่ายชาระภาษี
             - ชาระดอกเบี้ยเงินกู้ ฯลฯ
          กระแสเงินสดจากการดาเนินงาน เป็ นหัวใจของกิจการ
             2. กระแสเงินสดจากกิจกรรมการลงทุน (Cash Flow From Investing Activities)
          กระแสเงินสดเข้าได้จากการ ขายอสังหาริ มทรัพย์ ขายหลักทรัพย์ลงทุน ฯลฯ
          กระแสเงินสดออกเพื่อ ซื้ออสังหาริ มทรัพย์ ซื้อหลักทรัพย์ลงทุน ฯลฯ
          หาก Outflow มากกว่า Inflow แสดงว่ากิจการขยายตัวเร็ วเกินไป
             3. กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน (Cash Flow From Finance Activities)
          กระแสเงินสดเข้าได้จาก การออกหุน การออกพันธบัตรหุนกู้ การออกตัวเงินจ่าย
                                               ้                  ้        ๋
                                                             ู้ ื
          กระแสเงินสดออกเพื่อ จ่ายเงินปันผล ชาระหนี้สินที่กยมมา ไถ่ถอนพันธบัตรหุนกู้
                                                                                ้
                    ่
          จะเห็นได้วาแหล่งเงินหาได้จาก 2 แหล่ง คือ เจ้าหนี้ และเจ้าของ

          งบกระแสเงินสดจะเป็ นเครื่องบอกได้ ว่ำ ธุรกิจทีขำดสภำพคล่ องมีสำเหตุ คือ
                                                        ่
          1. กิจการโตเร็ ว / ขยายเร็ วเกินไป
          2. ขาดการควบคุมค่าใช้จ่าย มีจุดรั่วไหลมากมาย หรื อขาดวินยการใช้จ่ายเงิน
                                                                   ั
               การบริ หารงบกระแสเงินสดต้องทาให้กระแสเงินเข้า มากกว่า กระแสเงินออก โดยต้องควบคุมค่าใช้จ่าย /
                                                                                           ่
ประหยัดค่าใช้จ่าย หากการบริ หารขาดประสิ ทธิภาพ จะทาให้ส่วนของทุนลดลง จนกิจการไม่สามารถอยูได้

            งบกระแสเงินสดนาเสนอได้ 2 วิธี คือ
            1. วิธีทางตรง (Direct Method) เป็ นวิธีแสดงเงินสดรับและเงินสดจ่ายตามลักษณะของรายการหลักที่สาคัญ
            2. วิธีทางอ้อม                                     (Indirect                                Method)
เป็ นวิธีแสดงยอดกาไรหรื อขาดทุนสุทธิปรับด้วยผลกระทบของรายการที่ไม่ใช่เงินสดและรายการค้างรับ
                                      ั
ค้างจ่ายของเงินสดจ่ายหรื อในอนาคต ดูตวอย่างจากเอกสารประกอบคาบรรยายงบกระแสนเงินสด หน้า 6-15
            การทางบการเงินโดยทัวไป มีการกาหนดระยะเวลา งวดบัญชี เช่น ทุกรอบ 12 เดือน โดยมีเป้ าหมาย คือ
                                   ่
                                 ้
ต้องทันต่อเวลา เช่น งบการเงินที่ตองรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ภายในเดือน 2 ของปี และทุก
                ้
ไตรมาส โดยมีขอสมมุติฐาน
                                                                                                                            10

           - ให้เกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) การบันทึกรายการและเหตุการณ์จะเกิดขึ้นเมื่อมีการรับหรื อจ่ายเงินสด
หรื อรายการเทียบเท่าเงินสด ซึ่งเป็ นข้อมูลในอดีตและพันธะผูกพันที่กิจการต้องจ่ายในอนาคต
                                                      ่
           - การดาเนินงานต่อเนื่อง และดารงอยูต่อไปในอนาคต โดยไม่มีเจตนาในการลด / เลิกกิจการ
ระบบบัญชีกาหนดตัดช่วงเวลา เพื่อวัดผลการดาเนินการ
            ลักษณะเชิ งคุณภำพของงบกำรเงิน
              1. ความเข้าใจได้              –                           ั
                                                        สามารถเข้าใจได้ทนที                                  ู้
                                                                                       ไม่ยากเกินกว่าที่ผใช้งบจะเข้าใจได้
โดยที่ผใช้งบมีความรู ้ตามควรเกี่ยวกับธุรกิจ
         ู้
              2. ความเกี่ยวข้องกับการตัดสิ นใจ                                 –                                ในเชิงเศรษฐกิจ
                         ู้
ข้อมูลนั้นต้องช่วยให้ผใช้งบการเงินสามารถทราบผลการดาเนินงานจากอดีตมาประเมินผลปัจจุบน            ั        และคาดคะเนอนาคต
                                              ่                  ั                                        ่
และยืนยันความถูกต้องของการคาดคะเนที่ผานมามีความสัมพันธ์กน และเหมาะกับงานที่จะใช้ เช่น รู ้วายอดขายได้เท่าไร
เก็บเงินสดได้เท่าไร
              3. ความมีนยสาคัญั                                                                                    (Materiality)
       ่ ั
ขึ้นอยูกบลักษณะและความมีนยสาคัญของข้อมูลว่ามีความเกี่ยวข้องกับการตัดสิ นใจหรื อไม่
                                    ั                                                            เช่น       ขนาดของรายการ
หรื อขนาดของความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
                 ความไม่มีความสาคัญ เช่น เครื่ องคิดเลข จานวน 300 เครื่ อง ราคาเครื่ องละ 200 บาท
แต่ไม่มีการคิดค่าเสื่ อมราคา โดยตัดเป็ นค่าใช้จ่าย
                                ั                                                ่ั
                 ความมีนยสาคัญสาหรับแต่ละธุรกิจ มีมากน้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยูกบจานวนเงิน และความละเอียดของข้อมูล
              4. ความเชื่อถือได้ – ข้อมูลต้องมีเอกสารหลักฐาน Support เช่น การฟ้ องร้อง ยังไม่สามารถตีมูลค่าเป็ นเงิน
            ิ                                                                ้
ต้องใช้วธีระบุหมายเหตุประกอบงบการเงิน เช่น กาลังถูกสอบภาษียอนหลัง และข้อมูลต้องปราศจาความลาเอียง
เป็ นตัวแทนอันเที่ยงธรรม ยึดเนื้อหาสาคัญกว่ารู ปแบบ มีความเป็ นกลาง และมีความระมัดระวัง
               การเป็ นตัวแทนอันเที่ยงธรรม – ข้อมูลในงบดุลต้องน่าเชื่อถือ ไม่มีการลาเอียงหรื อหมกเม็ด (แต่งบัญชี)
               เนื้อหาสาคัญกว่ารู ปแบบ
ข้อมูลต้องบันทึกและแสดงตามเนื้อหาและความเป็ นจริ งเชิงเศรษฐกิจมิใช่ตามรู ปแบบทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว เช่น
ตึกได้โอนกรรมสิ ทธิ์ไปแล้ว หากมองด้านรู ปแบบทางกฎหมาย - ตึกโอนแล้ว
                 ด้านเนื้อหา          –   กิจกรรมได้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจากตึกนี้     ดังนั้น                    ้
                                                                                                      การระบุขอมูลทางบัญชี
ก็จะทาให้คลาดเคลื่อน
               ความเป็ นกลาง                โดยทัวไปกิจการจะพยายามแสดงบัญชี
                                                  ่                                       เพื่อให้เป็ นประโยชน์แก่บริ ษทฯ   ั
จึงทาให้แต่งบัญชีแสดงแก่สรรพากรอย่างหนึ่ง กับแสดงต่อตลาดหลักทรัพย์อีกอย่างหนึ่ง เช่น การตัดค่าอบรมสัมมนา
                                  ้
เป็ นการลงทุนในสิ นทรัพย์ดานบุคลากร
               ความระมัดระวัง                                         ผูจดทางบการเงินต้องระวังเกี่ยวกับความไม่แน่นอน
                                                                          ้ั
                                                                                            ั
ระมัดระวังในการใช้ดุลยพินิจในการประมาณการภายใต้ความไม่แน่นอน ไม่นาเหตุการณ์ที่ยงไม่เกิดขึ้นมาบันทึกลงในบัญชี
โดยเฉพาะด้านรายได้ หรื อกาไร แต่ถาเป็ นค่าใช้จ่ายต้องเขียนบอกไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน
                                        ้
               ความครบถ้วน
                            ้                         ้             ั
งบการเงินที่เชื่อถือได้ตองทาให้ครบถ้วนที่สุดภายใต้ขอจากัดความมีนยสาคัญและต้นทุนในการจัดทา
     ่
แม้วาบางอย่างจะไม่ดีต่อกิจการ เช่น ค่าใช้จ่ายในการฟ้ องร้องในกิจการ
               การเปรี ยบเทียบกันได้
งบการเงินต้องสามารถเปรี ยบเทียบงบการเงินของกิจการในรอบระยะเวลาต่างกันเพื่อคาดคะเนถึงแนวโน้มของฐานะการเงินแ
ละผลการดาเนิงานของกิจการนั้น หรื อสามารถเปรี ยบเทียบงบการเงินระหว่างกิจการ เช่น งบปี 2542 กับ 2543
                                                                                                                               11

การเปิ ดเผยนโยบายการบัญชีจะช่วยให้งบการเงินมีคุณสมบัติในการเปรี ยบเทียบกันได้                                    ดังนั้น
กิจการควรเลือกใช้นโยบายการบัญชี ที่ทาให้ขอมูลเกี่ยวข้องกับการตัดสิ นใจและเชื่อถือได้
                                               ้
                                 ่ ี        ่
            ข้ อจำกัดของข้ อมูลทีมควำมเกียวข้ องกับกำรติดสินใจและควำมเชื่อถือได้
                                                           ้
             ทันต่อเวลา - ต้องคานึงถึงคามต้องการของผูใช้งบการเงินในการตัดสิ นใจเชิงเศรษฐกิจเป็ นหลัก
             ความสมดุลระหว่างประโยชน์ที่ได้รับกับต้นทุนที่เสี ยไป                                                     –
   ้                          ้
ผูบริ หารต้องเปรี ยบเทียบว่าคุมหรื อไม่ที่จะทาข้อมูล ในด้านความเชื่อถือได้ ความทันต่อเวลา ต่อต้นทุน (Cost and Benefit)
             ความสมดุลของลักษณะเชิงคุณภาพด้านต่างๆ
             การแสดงข้อมูลที่ถูกต้องตามควร                         –                   ข้อมูลบางอย่างมีความคลาดเคลื่อน
ซึ่งโดยปกติการสอบบัญชีก็จะใช้วธีการสุ่มตัวอย่างตามงบประมาณ ตามความสาคัญของลูกค้า
                                   ิ
            กำรคิดค่ ำเสื่ อมรำคำ (Depreciation Method) มี 4 วิธี
             1. วิธีเส้ นตรง (Straight Line Method) เป็ นวิธีคิดค่าเสื่ อมในอัตราเท่ากันหมดทุกปี ของอายุการใช้งาน
          ้         ่
โดยมีขอสมมุติวาเศษ/ซาก ไม่มีมูลค่า เป็ นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุด วิธีหาค่าเสื่ อม = มูลค่าสิ นทรัพย์ หาร อายุการใช้งาน
                 เช่น ค่าเสื่ อมรถยนต์ ราคา 500,000 บาท อายุการใช้งาน 5 ปี = 500,000 – 0 = 100,000 บาท
                 ข้ อดี สะดวกสบาย ค่าใช้จ่ายคงที่                                           5
             2. วิธีคดตำมหน่ วยทีใช้ (Units of output Method) เป็ นวิธีคิดตามปริ มาณการใช้งานมาก
                        ิ             ่                                                                              ค่าเสื่ อมมาก
                                           ิ่
เช่นคิดค่าเสื่ อมตามระยะทางของรถที่วง เช่นอายุการใช้งานของรถ = 250,000 กม. ค่าเสื่ อม 500,000 / 250,000 = 2
บาท/กม.
                 วิธีน้ ีโอกาสคลาดเคลื่อนสูง (เหมาะสาหรับทรัพย์สินที่มีราคาสูง) และหากมีทรัพย์สินชนิดเดียวกันจานวนมาก
จะไม่สะดวกในการเก็บข้อมูล และปี แรกๆ จะมีค่าเสื่ อมสูงมาก ซึ่งไม่เหมาะเพราะจะทาให้งบดุล และงบกาไรขาดทุน
แสดงผลการดาเนินงานที่ไม่เป็ นจริ ง
             3. วิธี Double                Declining       Balance      คือการคิดค่าเสื่ อมปี แรกมาก คิดปี หลังๆ ลดลง
เป็ นวิธีคิดตามสภาพการใช้งานจริ ง
             4. วิธี            Sum           of           year’s       Legits            Method          เป็ นวิธีการคิดค่าเสื่ อม
โดยนาจานวนปี มาบวกกันแล้วคิดค่าเสื่ อมในแต่ละปี เป็ นอัตราลดลงทุกปี เช่น 5+4+3+2+1 = 15 ค่าเสื่ อมปี ที่ 1 = 5/15
ซึ่งจะมากกว่าปี ที่ 5 = 1/15
             ค่าเสื่ อมจะนาไปหักเป็ นค่าใช้จ่าย ซึ่งมีผลต่อกาไร หรื อขาดทุนในงบการเงิน ดังนั้น ผูบริ หารจึงต้องพิจารณาว่า
                                                                                                    ้
                                         ิ
                       1.) จะเลือกใช้วธีคิดค่าเสื่ อมวิธีใด และตัดสิ นใจว่าจะซื้อหรื อเช่า เพราะถ้าซื้อเครื่ องจักร อาคาร
ค่าเสื่ อมสามารถนาไปหักค่าใช้จ่ายได้                                                                    ่
                                                                                           ซึ่งจะแสดงอยูในบัญชีงบกาไรขาดทุน
และจะแสดงเป็ นรายการค่าเสื่ อมสะสมของสิ นทรัพย์ในงบดุล
                       2.) บันทึกอย่างสม่าเสมอ
                       3.) สิ นทรัพย์บางอย่าง หักค่าเสื่ อมจนหมดอายุการใช้งานแล้ว เศษ/ซากที่เหลือยังขายได้เรี ยกว่า มีราคาเศษ
/ ซาก (Salvage Value) ดังนั้น
                           การคิดค่าเสื่ อม = ต้นทุนของสิ นทรัพย์ – ราคาเศษ / ซาก
                                                     อายุการใช้งาน
                           ราคาเศษ/ซากจะช่วยทาให้ค่าเสื่ อมราคาลดลง
                                                                                                                       12




           กำรตีรำคำสิ นค้ ำคงเหลือ หมายถึง การหามูลค่าของ Inventory มีการคานวณราคาแบ่งเป็ น 4 แบบ คือ
        1. First In First Out (FIFO) การคิดราคาสิ นค้าคงเหลือ จะคิดจากต้นทุนของสิ นค้าที่ซ้ือมาครั้งสุดท้าย
โดยยึดหลักว่าวัตถุดิบ/สิ นค้าที่เข้ามาก่อน ถูกนาไปใช้ก่อน เช่น
        สิ นค้า Lot 1 100 ชิ้น ราคาชิ้นละ 5 บาท
                 Lot 2 200 ชิ้น ราคาชิ้นละ 6 บาท
                 Lot 3 300 ชิ้น ราคาชิ้นละ 7 บาท
        มีสินค้าเหลือปลายงวด 100 ชิ้น ราคาสิ นค้าคงเหลือ = 100 x 7 = 700 บาท
            วิธี FIFO นี้ ดีสาหรับ INVENTORY ทาให้เสี ยภาษีต่าเพราะสิ นค้าคงเหลือปลายงวดมีมูลค่าสูง
        2. Last                In               First            Out            (LIFL)             การคิดราคาสิ นค้าคงเหลือ
จะคิดจากต้นทุนของสิ นค้าที่ซ้ือมาครั้งแรกสุดจากตัวอย่างข้างต้น ราคาสิ นค้าคงเหลือ = 100 x 5 = 500 บาท
            วิธี LIFO ต้นทุนขายสูง ราคาสิ นค้าคงเหลือมูลค่าต่า จะทาให้เสี ยภาษีขายสูง
                       ิ                    ั
            การใช้วธีน้ ี มีแนวโน้มจะใช้กบสิ นค้าที่ราคามีโอกาส ลดราคาลงน้อย
        3. Specific Identification (SI) เป็ นการใส่ราคาตามจริ ง วิธีน้ ีใช้สาหรับสิ นค้าราคาแพง เช่น รถยนต์ เพชร
                                                                              ่
        4. วิธีตรำคำขำยปลีก โดยใช้เปอร์เซ็นต์ของสิ นค้าคงเหลือ แล้วดูวาสิ นค้ามีการ Mark Up เท่าไร แล้วหักกาไรขั้นต้น
                   ี
(Mark Up) ออกจากราคาขาย จะเท่ากับต้นทุนสิ นค้าคงเหลือ
            วิธีน้ ีเหมาะสาหรับสิ นค้าที่มีปริ มาณมากๆ
        5. วิธี           Average             Cost      เป็ นวิธีรวมราคาต้นทุนทั้งหมดแล้วหารเฉลี่ยด้วยจานวนสิ นค้าทั้งหมด
                                         ้                                  ้
เท่ากับราคาเฉลี่ยต่อหน่วย วิธีน้ ีทาให้ตนทุนขายไม่แตกต่างกันมาก ทาให้ตนทุนไม่สูงเกินไป ไม่ต่าเกินไป

								
To top