?? ??? ? 1 ???? 2 ? 3 ? ??? 4 Brochure by 9n13FS

VIEWS: 22 PAGES: 69

									การจัดกระบวนการเรียนการสอน
และการประเมินผลผู้เรียนตามสภาพจริง


 อาจารย์ ดร. นิตย์ โรจน์ รัตนวาณิชย์
    ภาควิชาการบริหารการศึกษา
         คณะศึกษาศาสตร์
   มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
                  มาตรา 6

 มุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็ นมนุษย์ที่สมบูรณ์
ทั้งด้านร่ างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม
การพัฒนาผู้เรียน

                                  ิ
                   1. ด้านพุทธิพสัย หรื อด้าน
                       ความรู ้ ความเข้าใจ

                    2. ด้านจิตพิสัย หรื อด้าน
                           คุณลักษณะ
                          3. ด้านทักษะ
                          กระบวนการ
การจัดกระบวนการเรียนการสอน

                                                  ี่
        มาตรฐานการเรียนรู้ ช่วงชั้น/ผลการเรียนรู้ ทคาดหวัง
       สาระสาคัญของหน่ วยการเรียนรู้ /บริบท
       กาหนด ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะของผู้เรียน
       การจัดกระบวนการเรียนรู้ /กิจกรรมการเรียนรู้
       ภาระงาน/ชิ้นงาน
       การประเมินผล/เกณฑ์ การประเมิน
การจัดกระบวนการเรี ยนรู้ตามสภาพจริ ง
                                           ้
      เน้นให้ผเู ้ รี ยนสร้างองค์ความรู ้ดวยตนเอง
      เปิ ดโอกาสให้ฝึกทักษะ
      นาความรู ้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน
      จัดการเรี ยนการสอนแบบบูรณาการ ผสมผสานสาระ
                ้
       ความรู ้ดานต่างๆ
      ปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม คุณลักษณะต่างๆ
กระบวนการเรี ยนรู ้ตามกรอบทฤษฎี
Constructivist
1. Assimilation
                 ่
เป็ นกระบวนการทีบุคคลสร้ างความเชื่อมต่ อระหว่ างข้ อมูลหรือประสบการณ์ ใหม่
          ้
     กับพืนฐานความรู้ เดิม

ให้ ข้อมูลเชิงบริบทของภาระงานหรือกิจกรรมที่กาหนดให้ ผ้ ูเรียนปฏิบัติ ผู้เรียนจะ
                                ่
     เห็นความสั มพันธ์ ของงานทีทากับชีวิตในสั งคมภายนอก จนทาให้ กจกรรมิ
     เหล่ านั้นน่ าสนใจและมีความหมายสาหรับผู้เรียน
กระบวนการเรียนรู้ ตามกรอบทฤษฎี
Constructivist
                                            ่
2. Accommodation เป็ นกระบวนการทีผู้เรียนปรับโครงสร้ างความรู้ ภายใน
        ่
     เพือให้ สามารถตีความหรือสร้ างความหมายให้ กับข้ อมูลหรือสถานการณ์ ใหม่

ครูควรดาเนินการดังนี้
 จัดสิ่ งแวดล้ อมและบรรยากาศการเรียนรู้ ให้ ท้าทายและส่ งเสริมกระบวนการคิดของ
      ผู้เรียน
 ออกแบบภาระงานและบริบทที่สะท้ อนให้ เห็นถึงมิติต่าง ๆ ของสั งคมภายนอกที่
      ซับซ้ อน ซึ่งผู้เรียนต้ องออกไปเผชิญ
                      ี
 ให้ ผ้ ูเรียนได้ มโอกาสทดสอบแนวความคิดหรือความรู้ ของตนในบริบทหรือมุมมองที่
      แตกต่ างออกไป
กระบวนการเรียนรู้ ตามกรอบทฤษฎี
Constructivist
                                                             ่
3. Disequilibrium เกิดความขัดแย้ งระหว่ างสิ่ งที่สิ่งทีพบใหม่ กบ    ั
   โครงสร้ างความรู้ ทางสติปัญญา นาไปสู่ การสู ญเสี ยภาวะดุลภาพทางจิตวิทยา
   ตามปกติความไม่ สมดุลในระดับทีเ่ หมาะสมจะเป็ นแรงกระตุ้นให้ บุคคลเสาะ
                    ่      ่
   แสวงหาข้ อมูลเพิมเติมเพือทาการสลายความขัดแย้ ง (Conflict
   Resolution) และคืนสู่ ภาวะดุลยภาพ
กระบวนการเรียนรู้ ตามกรอบทฤษฎี Constructivist
ครู จะดาเนินการอย่ างไร
 ภาระงานหรือปัญหาที่ง่ายเกินไป หรือปัญหาที่ยากเกินไป จะไม่ ส่งเสริมให้
     ผู้เรียนกระตือรือร้ นในการแสวงหาความรู้
 ผู้สอนควรจัดเตรียมเครื่องมือและแหล่ งข้ อมูลที่น่าเชื่อถือ พร้ อมทั้งให้
                           ่
     คาปรึกษา แนะนา เพือสนับสนุนกระบวนการศึกษาค้ นคว้ าและแก้ ปัญหาของ
     ผู้เรียน
                                                                   ่
 เปิ ดโอกาสให้ ผ้ ูเรียนได้ ทางานร่ วมกัน ปรึกษาหารือ และแลกเปลียนข้ อมูล
                               ่
     ความรู้ ซึ่งกันและกัน เพือให้ เกิดมุมมองและแนวทางการตีความและสร้ าง
     ความหมายที่หลากหลาย
กระบวนการเรียนรู้ ตามกรอบทฤษฎี Constructivist

                               ่
4. Equilibrium เป็ นกระบวนการทีผ้ ูเรียนบรรลุหรือกลับสู่ ภาวะดุลยภาพทางจิตวิทยา

ครูควรดาเนินการอย่ างไร
                                    ี
 ออกแบบภาระงานและบริบทให้ มความยากง่ ายและความซับซ้ อนในระดับทีเ่ หมาะสม
      กับโครงสร้ างความรู้ ทางสติปัญญาผู้เรียน
                                                                   ่
 ให้ โอกาสผู้เรียนในการศึกษาค้ นคว้ าและปรึกษาหารือแหล่ งข้ อมูลทีน่าเชื่อถือและให้
                                      ่
      เวลาในการคิดวิเคราะห์ ทบทวนเกียวกับสาระและกระบวนการทางานของตน
การออกแบบภาระงาน
 ขั้นตอนที่ 1 ระบุความรู้ ทักษะ คุณลักษณะของผู้เรียน
                              ่
 ขั้นตอนที่ 2 ออกแบบภาระงานทีทาให้ ผ้ ูเรียนมีความรู้
  ทักษะและคุณลักษณะตามขั้นตอนที่ 1
 ขั้นตอนที่ 3 การกาหนดเกณฑ์ การประเมินหรือการให้
                          ่
  คะแนน (Rubrics) ทีชัดเจน เป็ นปรนัย
การพิจารณาภาระงาน

 Wiggins (1996)
 ภาระงานนั้นๆ สรุ ปรวบยอดและตรงกับมาตรฐาน มาตรฐานช่ วงชั้น
                    ้            ี่ ี
 ผู้เรียนสามารถนาพืนฐานความรู้ ทมอยู่ มาใช้ นาไปสู่ การเกิดความรู้ ใหม่ และ
                  ้
  ความรู้ เหล่ านีสร้ างภาระงาน/ชิ้นงาน ได้ สาเร็จ
 ใช้ กระบวนการคิดระดับสู ง การคิดสร้ างสรรค์
                                   ่
 ตรงจุดมุ่งหมาย อยู่ในบริบททีมีความหมายดูเหมือนสภาพแท้ จริง
การพิจารณาภาระงาน
(ต่อ)

 ให้ผเู ้ รี ยนได้สื่อสารแลกเปลี่ยนระหว่างเพื่อนๆ   อย่าง
  หลากหลาย
 เกิดผลโดยทาต่อไปอย่างไม่ลดละมากกว่าเวลาที่ได้กาหนด
 เปิ ดช่องทางให้ผเู ้ รี ยนได้มีโอกาสเลือก
 ดึงดูดให้ผเู ้ รี ยนเกิดความสนใจ
หลักการประเมินผลที่ดี
     ่
 เพือปรับปรุ งการเรียนรู้ ของผู้เรียน
     ่
 เพือส่ งเสริมการเรียนรู้ ของผู้เรียน
     ่
 เพือสร้ างความเป็ นธรรมสาหรับผู้เรียนทุกคน
     ่
 เพือให้ ชุมชนมีส่วนร่ วมในการพัฒนาการประเมินอย่ างกว้ างขวาง
     ่
 เพือความร่ วมมือและการพัฒนาทางวิชาชีพ
     ่              ่                               ่
 เพือการสื่ อสารเกียวกับการประเมินได้ กระทาอย่ างสมาเสมอและชัดเจน
     ่
 เพือให้ ระบบการประเมินมีการทบทวนและปรับปรุ งอย่ างสม่าเสมอ
ทิศทางการวัดและประเมินผล
1.      ่                              ่
    เปลียนจากการทดสอบไปสู่ การประเมินทีหลากหลาย
( Form Testing to Multiple Assessment ) คือการ
          ่       ่
    เปลียนจากการพึงแบบทดสอบเป็ นหลัก ไปสู่ การใช้ เครื่องมือและวิธีการที่
    หลากหลาย
ทิศทางการวัดและประเมินผล
2. เปลียนจากการวัดความสามารถทางพุทธิปัญญาไปสู่ ความสามารถที่
       ่
    หลากหลาย (From Cognitive to Multiple
    Abilities)

3. เกิดการบูรณาการระหว่ างการวัดและประเมินผลกับการเรียนการสอน
    (From Isolated Testing to Integrated
    Assessment)
การประเมินตามสภาพจริ ง
(Authentic Assessment)

                                            ั
 เน้ นการประเมินงานของนักเรียนที่สัมพันธ์ กบโลกแห่ งความเป็ นจริงใน
      ิ
  ชีวตประจาวัน (Real World Task) โดยมีเกณฑ์ ทมีความสาคัญ     ี่
  สอดคล้องกับความจาเป็ นในโลกแห่ งความจริง (Wiggins : 1989)
 เป็ นวิธีการประเมินที่เน้ นงานที่นักเรียนแสดงออกในภาคปฏิบัติ
  (Performance) เน้ นกระบวนการเรียนรู้ (Process) ผลผลิต
                              ้
  (Products) และแฟมสะสมผลงาน (Protfolio)
 เปิ ดโอกาสให้ นักเรียนมีส่วนร่ วมในการประเมินผลและมีส่วนร่ วมในการจัด
  กระบวนการเรียนรู้ ของตนเอง
ลักษณะของการประเมินตามสภาพจริง
        การปฏิบัติในสภาพจริง
        เกณฑ์ ในการประเมิน
        การประเมินตนเอง
        การนาเสนอผลงาน
        เน้ นการปฏิบัติ
        เน้ นการประเมินแบบตรง
        สนับสนุนการคิดอย่ างอิสระ
        เน้ นผู้เรียนเป็ นสาคัญ
        กระทาควบคู่ไปกับกระบวนการเรียนการสอน
        หลักการประเมินผลทีเ่ น้ นผู้เรียนเป็ นศูนย์ กลาง
              (Learner-Centered Assessment)

1. จุดหมายเบื้องต้นของการประเมินผูเ้ รี ยนคือเพื่อพัฒนาการเรี ยนรู ้ที่มี
   ความหมายและสาคัญ
2. การกาหนดมาตรฐานความเป็ นเลิศ และการออกแบบระบบการประเมิน
   ควรเป็ นผลจากความเห็นร่ วมกันของผูมีส่วนได้เสี ย (Stakeholders) ใน
                                                 ้
   ท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่ วม ความรู ้สึกเป็ นเจ้าของ และความใส่ ใจ
   อย่างจริ งจังของผูเ้ กี่ยวข้อง
3. การประเมินควรเปิ ดโอกาสให้ผเู ้ รี ยนได้แสดงความสามารถที่แท้จริ ง
   ออกมา และสะท้อนให้เห็นถึงแรงจูงใจและความตั้งใจในการเรี ยนรู ้
                                         ั                                 ้
   พร้อมทั้งส่ งเสริ มให้ผเู ้ รี ยนรู ้จกกากับดูแลและประเมินการเรี ยนรู ้ดวย
   ตนเอง
      หลักการประเมินผลทีเ่ น้ นผู้เรียนเป็ นศูนย์ กลาง (ต่ อ)
               (Learner-Centered Assessment)
                                                                 ั
4. ความรู ้ ทักษะและยุทธศาสตร์ที่ประเมินควรเป็ นอย่างเดียวกับที่นกเรี ยนใช้
    ในกระบวนการเรี ยนรู ้ตามหลักสูตรในชีวิตประจาวัน
                                           ั
5. การประเมินผลควรอาศัยข้อมูลจากการปฏิบติภาระงานที่มีความหมาย
    สอดคล้องกับสภาพจริ ง (Authentic Tasks) และสอดคล้องกับหลักสูตร
    และการเรี ยนการสอนในชั้นเรี ยน
6. การประเมินผลควรให้ความสาคัญและน้ าหนักที่เหมาะสมกับ
    ความสามารถและความสาเร็ จหรื อผลงานที่หลากหลายของผูเ้ รี ยนใน
    ขอบเขตของหลักสูตร
      หลักการประเมินผลทีเ่ น้ นผู้เรียนเป็ นศูนย์ กลาง (ต่ อ)
               (Learner-Centered Assessment)

                                                    ้
7. การประเมินและการตัดสิ นผลการเรี ยนไม่ควรใช้ขอมูลจากผลการสอบ
    แบบทดสอบมาตรฐานเพียงอย่างเดียว เพราะจะไม่เป็ นธรรมกับผูเ้ รี ยนที่มี
    ความหลากหลายด้านความสามารถและผลสัมฤทธิ์
                                                 ่
8. การประเมินต้องเป็ นธรรมกับผูเ้ รี ยนทุกคน ไม่วาพื้นฐานทางวัฒนธรรม ภาษา
    เชื้อชาติ เพศ และภูมิหลังทางผลสัมฤทธิ์จะเป็ นเช่นใด
9. ระบบการประเมินควรจะเปิ ดโอกาสให้ผเู ้ กี่ยวข้องและผูใช้ประโยชน์ขอมูล
                                                          ้            ้
    การประเมินทาการตรวจสอบทบทวนและปรับปรุ งแก้ไขเป็ นระยะ                ๆ
      หลักการประเมินผลทีเ่ น้ นผู้เรียนเป็ นศูนย์ กลาง (ต่ อ)
              (Learner-Centered Assessment)

                                                            ้
10. การประเมินในชั้นเรี ยนควรกระทาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ขอมูลระยะยาว
     สาหรับใช้เป็ นหลักฐานการพัฒนาและความก้าวหน้าของผูเ้ รี ยนเป็ น
     รายบุคคล
11. ระบบการประเมินควรจะรวมถึงการวัดแรงจูงใจ เจตคติ และปฏิกริ ยาทาง
     จิตพิสัย (Affective Reaction) ของผูเ้ รี ยนต่อหลักสูตรและการเรี ยนการ
     สอน นอกเหนือไปจากการวัดด้านความรู ้ ทักษะทางปัญญา และ
     ยุทธศาสตร์การคิด
12. การประเมินควรครอบคลุมถึงตัวอย่างผลงาน (exhibits) Portfolios และ
     การปฏิบติจริ ง เพื่อเป็ นหลักฐานบ่งชี้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยน
               ั
     นอกเหนือไปจากการทดสอบแบบ Paper-and-pencil
       หลักการประเมินผลทีเ่ น้ นผู้เรียนเป็ นศูนย์ กลาง (ต่ อ)
               (Learner-Centered Assessment)

                                   ้           ั
13. ผลการประเมินควรให้ขอมูลป้ อนกลับที่ชดเจน เข้าใจง่าย และเป็ นปัจจุบน   ั
     แก่ผเู ้ กี่ยวข้องระดับต่าง ๆ
14. การประเมินไม่ควรถือความถูก-ผิดของคาตอบอย่างเคร่ งครัดและคับแคบ แต่
     ควรพิจารณาถึงคาตอบที่เป็ นไปได้และสมเหตุสมผล และเปิ ดโอกาสให้
     ผูเ้ รี ยนเกิดการเรี ยนรู ้จากความผิดพลาด
15. การประเมินควรเปิ ดโอกาสให้ผเู ้ รี ยนได้แสดงออกซึ่งความรู ้และความเข้าใจ
     อย่างสร้างสรรค์และอิสระ และไม่ควรจากัดเพียงแค่โจทย์ปัญหาและคาตอบ
     ที่ได้เตรี ยมไว้ล่วงหน้า
                            --------------------
แนวทางการออกแบบเกณฑ์การประเมิน
Rubric คืออะไร
   คือชุดของเกณฑ์การประเมินที่กาหนดไว้เพื่อให้คะแนนหรื อให้
                                                  ั
 ระดับการทดสอบ แฟ้ มสะสมผลงงาน หรื อผลการปฏิบติงานของ
                        นักเรี ยน
 “A Rubric is an established set of criteria for scoring
 or rating students’ tests, portfolios, or performances.
                   Diane Hart, 1994.
Rubric คืออะไร

Rubric คือ ชุดของแนวทางการให้ คะแนนสาหรับ
การประเมินงานของผู้เรียน

Rubric is a set of scoring guidelines for
evaluating student work.
Rubric คืออะไร

Rubric คือ เกณฑ์ การให้ คะแนนทีมีคาอธิบาย
                                ่
พฤติกรรม ในแต่ ละระดับคุณภาพของงาน
การใช้ Rubric สามารถตอบคาถามเหล่านี้


                 ่
    เกณฑ์ อะไรทีใช้ ในการตัดสิ นงานของผู้เรียน
   ในการตัดสินผลสาเร็จของงานพิจารณาจากสิ่ งใดบ้ าง
   ความแตกต่ างของช่ วงระดับคุณภาพของงาน
                        ่            ิ
    ความเชื่อมั่น ความเทียงตรง ความยุตธรรมในการให้ คะแนน
   ความหมายของคะแนน
ความสาคัญของ Rubric
               ้
 สามารถกาหนดเปาหมายของการแสดงออกของผู้เรียน


                              ั
 เป็ นแนวทางการประเมินการปฏิบติงานและผลงานของผู้เรียน


 เป็ นแนวทางการให้ คะแนนทีบรรยายถึงความสามารถ      ใน
  การแสดงออกและคุณภาพงาน ของผู้เรียน
รู ปแบบของ rubric
                                  ่            ่
1. ประกอบด้ วยมาตรวัด ( scale ) ทีต่อเนื่อง เพือให้
     คะแนนผลงาน
                              ่
 โดยปกติคะแนนสู ง คือ ระดับทีแสดงว่ าผลงานดีทสุด ี่
         ่
 โดยทัวไป ระดับสู งอาจกาหนดเป็ น 6/5/4
           ่
 ระดับตาสุ ดอาจกาหนดเป็ น 1/0
รู ปแบบของ rubric
2. มีคาอธิบาย ( descriptors) ในแต่ ละระดับ
    ของผลงาน

-      ่                                        ้
    เพือให้ การให้ คะแนนนั้นมีความเชื่อมั่นมากขึน
         ้
    และปองกันการลาเอียง
รู ปแบบของ rubric
                  ั
3 การประเมินอาจมีลกษณะเป็ นการประเมินแบบรวม
  (holistic) หรือแบบจาแนก ( analytic)

 Holistic มีเพียงเกณฑ์ เดียว คาอธิบายชุดเดียว
                                      ิ ี
 Analytic มีเกณฑ์ หลายเกณฑ์ ตามมิตทกาหนดไว้ แต่
        ิ
  ละมิตให้ คะแนนเป็ นอิสระต่ อกัน แยกองค์ ประกอบของการ
  ให้ คะแนน
รู ปแบบของ rubric
4. การประเมินมีท้งประเมินแบบทัวไป ( generic) และ
                 ั                ่
   แบบเฉพาะของภาระงาน (task specific )
                                                       ึ
     แบบทั่วไป ใช้ ตัดสิ นการปฏิบัติงานแบบกว้ าง ไม่ ยดติดกับ
         ้
      เนือหา
     แบบเฉพาะของภาระงาน เป็ นรู ปแบบเฉพาะเจาะจงของ
      งานหรือกิจกรรมนั้น
   ตัวอย่ างประเมินแบบทั่วไป / แบบเฉพาะของภาระงาน
                 ่
            แบบทัวไป                    แบบเฉพาะของภาระงาน

              ่
4 = เข้ าใจเกียวกับความคิดรวบ    4 = เข้ าใจในความคิด      รวบยอด
ยอดและข้ อเท็จจริงใน            ในกระบวนการต่ อสู้ เพือ  ่
                                                     ่
สถานการณ์ อย่ างถูกต้ องทั้งหมด ประชาธิปไตย ทีส่งผลกระทบ
และมีแนวคิดใหม่                         ื่
                                ต่ อผู้อนได้ ถูกต้ อง ครบถ้ วนและ
                                                   ่
                                มีแนวคิดใหม่ เกียวกับตัวประกัน
รู ปแบบของ rubric
5. อาจเป็ นการประเมินระยะยาว ( longitudinal )

 ใช้ ประเมินความก้ าวหน้ าของผลงานตามจุดมุ่งหมายที่
  กาหนดไว้

                    ่         ั    ้
 ใช้ ประเมินการเปลียนแปลงที่พฒนาขึน
          ่ ี ั
Rubrics ทีดมีลกษณะอย่ างไร
                                                  ั
 ในแต่ ละภาระงาน การประเมินต้ องมีความสั มพันธ์ กบ
    ้        ่
  เปาหมายทัวไปที่กาหนดไว้ และควรมีความเฉพาะเจาะจง
  มีประโยชน์ ต่อภาระงานนั้นๆ
 ควรจาแนกเกณฑ์ แต่ ละเกณฑ์ ให้ ชัดเจน ไม่ ควรนาเกณฑ์ ที่
  ไม่ เหมือนกันมารวมไว้ ในเกณฑ์ เดียวกัน
 มีการวิเคราะห์ ตัวอย่ างภาระงานหลายๆ ตัวอย่ าง และ
  พิจารณาว่ าควรกาหนดช่ วงระดับเท่ าไรจึงจะมีความ
  เป็ นไปได้
เทคนิควิธีการในการสร้ าง rubric
1. ความต่ อเนื่อง ( Continuous )


 แต่ ละระดับคุณภาพต้ องต่ อเนื่องและมีช่วงห่ าง
เท่ าเทียมกัน
 คาอธิบายในแต่ ละระดับคุณภาพต้ องต่ อเนื่องกัน
เทคนิควิธีการในการสร้ าง rubric
2. ความคู่ขนาน (   Parallel )

 แต่ ละคาอธิบายในแต่ ละระดับคุณภาพต้ องมีโครงสร้ าง
    คู่ขนานกันไปคือใช้ ภาษาในแต่ ละประโยคคู่ขนานกัน
เทคนิควิธีการในการสร้าง rubric
3. มีความเชื่อมโยง ( Coherent )

 เกณฑ์ การประเมินต้ องมีจุดเน้ นไปทีเ่ กณฑ์ เดียวกันตลอด
 คาอธิบายในแต่ ละระดับคะแนนก่ อนและหลังแต่ ละระดับ
    แตกต่ างกัน
เทคนิควิธีการในการสร้าง rubric
           ้
4. กาหนดนาหนักคะแนนทีเ่ หมาะสม
        ี่
ในกรณีทมีเกณฑ์ การประเมินหลายเกณฑ์ ( multiple
                                 ้
     rubrics ) ควรมีการกาหนดนาหนักของแต่ ละเกณฑ์ ให้
     เหมาะสม
เทคนิควิธีการในการสร้าง rubric
5. ความเที่ยงตรง ( Valid )

 สะท้ อนให้ เห็นถึงการวิเคราะห์ ภาระงาน โดยพิจารณาช่ วงระดับ
  คะแนนผลงานทุกระดับ
 อธิบายความแตกต่ างของผลงานในเชิงคุณภาพ มิใช่ เชิงปริมาณ
                                        ิ
 เน้ นเกณฑ์ การแสดงออกตามสภาพจริง ไม่ พจารณาด้ าน
  พฤติกรรมเป็ นสาคัญ
เทคนิควิธีการในการสร้าง rubric
6. ความเชื่อมั่น ( Reliable )

 มีความคงที่ ( consistency ) ทั้งด้ านการตัดสิ น
    และ ด้ านเวลา ไม่ ว่าจะตัดสิ นโดยใคร และเวลาใด
ขั้นตอนในการสร้ าง rubric
1. เริ่มต้ นด้ วยการตัดสิ นใจ
 กาหนดเกณฑ์ ที่จะใช้ ในการประเมินงาน
 กาหนดจานวนเกณฑ์ การประเมิน holistic / analytic
 กาหนดจานวนระดับคุณภาพ
                  ้
 กาหนดนาหนักของแต่ ละเกณฑ์
 กาหนดจุดตัดบนมาตรวัด (cut score) สาหรับงานที่ผ่าน – ไม่ ผ่าน
ขั้นตอนในการสร้าง rubric

2. ออกแบบและการปรับปรุงเกณฑ์ การประเมิน
2.1 ออกแบบร่ างเกณฑ์ การประเมิน
                                     ้
 เกณฑ์ การประเมิน สร้ างจาก เปาหมายของผลสั มฤทธิ์ที่
    ต้ องการ
ตัวอย่ าง
  ้
เปาหมาย คือ การเขียนที่มีประสิ ทธิผล
เกณฑ์ ที่สร้ าง--- ความชัดเจน จุดเน้ น การใช้ คา เป็ นต้ น
ขั้นตอนในการสร้ าง rubric


2.2 ตัดสิ นใจเลือกระหว่ างเกณฑ์ การประเมินที่มีความสาคัญต่ อ
                                      ่
    จุดประสงค์ และธรรมชาติของสิ่ งทีประเมินกับความ
    เป็ นไปได้ ในการใช้ เกณฑ์ การประเมินเหล่ านั้น
ขั้นตอนในการสร้าง rubric
2.3   ตัดสิ นใจว่ าจะใช้ เกณฑ์ การประเมินแบบ holistic
       เพียงเกณฑ์ เดียว หรือจะใช้ แบบ analytic
ข้ อสั งเกต
 คานึงถึงประสิ ทธิผลและประสิ ทธิภาพ
 แบบรวม --- สร้ างง่ ายและเร็วกว่ า ใช้ ง่ายและสะดวกกว่ า
                                        ่ ี
 แบบจาแนก --- ให้ ข้อมูลย้ อนกลับทีดกว่ า มีความครอบคลุมประเด็นต่ างๆ
                          ่
        มากกว่ า มีความเทียงตรงมากกว่ า
ขั้นตอนในการสร้าง rubric
                                ่
2.4 เริ่มกาหนดเกณฑ์ การประเมินทีต้องการ ( 4 ช่ วง หรือ 6
     ช่ วง)
ข้ อสั งเกต
 6---- ระดับความสาเร็จสู งสุ ด
 1---- ระดับความสาเร็จต่าสุ ด
 อาจกาหนดระดับ 0 “0” มักถูกกาหนดเป็ นคะแนนพิเศษ สาหรับ
                ั ี่
         การปฏิบติทไม่ สามารถให้ คะแนนได้ เช่ นไม่ สมบูรณ์ ไม่ ถูกต้ อง
 กรณีประสงค์ จะกาหนดระดับคะแนนมากกว่ า 6
         ควรพิจารณาภายหลัง โดยดูว่าจะสามารถจาแนกคุณภาพได้ หรือไม่
ขั้นตอนในการสร้ าง rubric
           ่
2.5 หลีกเลียงการใช้ คาเปรียบเทียบ ควรเริ่มต้ นด้ วย คาว่ า
ดีมาก ( excellent )                  ดี ( good )
พอใช้ ( fair )                       ปรับปรุ ง/ใช้ ไม่ ได้ ( poor )

   ่
เพือช่ วยกาหนดระดับความพึงพอใจแล้ วจึงบรรยายผลงานในแต่ ละระดับ
ขั้นตอนในการสร้ าง rubric
                                                   ่
2.6 สร้ างเกณฑ์ การประเมินจากระดับสู งสุ ดก่อน เพือเป็ น
       ้
     เปาหมายของการปฏิบัติ
2.7 สร้ างเกณฑ์ การประเมินโดยคานึงถึงจุดมุ่งหมาย
ของผู้ใช้ และ ความเป็ นไปได้
           ิ
2.8. ให้ พจารณากาหนดจุดตัดคะแนนบนมาตรวัด เพือให้ มี  ่
     ความชัดเจนว่ า ผลการปฏิบัตเิ ช่ นไร ถือว่ าประสบ
                     ่
     ความสาเร็จขั้นตาสุ ด
ตัวอย่ างเกณฑ์ การประเมินแบบต่ างๆ
    Holistic Scale
        3 ดี            2 พอใช้           1ปรับปรุง          0 ยังใช้ ไม่ ได้
คำตอบแสดงข้อสรุป   คำตอบสรุปควำม                 ้
                                       คำตอบมีขอสรุป                  ้
                                                         คำตอบไม่มีขอสรุป
หลำยประกำรที่               ้
                   บำงส่วนสัน บำง      อย่ำงน้อย 1 ข้อ   หรือข้อสรุปไม่
สมเหตุสมผล และมี   ประเด็น ขำดควำม     แต่ไม่หนักแน่ น   เหมำะสม หรือไม่
ควำมชัดเจน         ชัดเจน หรือกำรให้   หรือมีควำมสับสน   สอดคล้องกับงำน
                              ้
                   เหตุผลมีขอผิดพลำด
                   เล็กน้อย
                                 Holistic Scale
      4 ดีมาก                    3 ดี                 2 พอใช้       1ปรับปรุง       0 ยังใช้ ไม่ ได้
คาตอบตอบคาถาม            คาตอบตอบคาถาม          คาตอบตอบ         คาตอบไม่       เว้ นว่ าง / ไม่ มี
สาคัญทั้งหมด             สาคัญได้ เกือบ                          สอดคล้ องกับ
                                                คาถามเพียง                      คาตอบ
แสดงความเข้ าใจที่       ทั้งหมดแสดงความ
                                                บางคาถาม         คาถามหรือ
          ่
ลึกซึ้งเกียวกับข้ อมูล   เข้ าใจข้ อมูลสาคัญ
                                                                 ผิดพลาดทั้งหมด
สาคัญเชื่อมโยงข้ อมูล    มองข้ ามความคิด        เข้ าใจข้ อมูล
สารสนเทศกับความรู้       สาคัญหรือ
                                                สาคัญบาง
  ่ ี
ทีมมาก่อนได้ อย่ าง      รายละเอียด
สอดคล้องแสดงการ          สาคัญบางประการไป       ประการใน
ตีความ การประเมิน        หรือมีความเข้ าใจผิด   บทความ แต่
หรือการอ้างสรุป          ในรายละเอียดบาง
                                                ขาดหลักฐาน
เปรียบเทียบ              ประการ
                                                ยืนยัน
      Holistic Scale
          4 ดีมาก                         3 ดี               2 พอใช้                1ปรับปรุ ง
มีความเข้ าใจอย่ าง ถ่ องแท้    มีความเข้ าใจอย่ างดี   มีความเข้ าใจได้     มีความเข้ าใจเพียง
โดยตลอด จดจาเหตุการณ์           จดจาเหตุการณ์ ต่างๆ     บ้ าง จดจา           เล็กน้ อย หรือมี
ต่ าง ๆ ในเรื่องได้ แม่ นยามี   ในเรื่องได้ แม่ นยา     เหตุการณ์ ใน         ความเข้ าใจที่ไม่
สาระสาคัญต่ าง ๆ
ครบถ้ วน การ เรียบเรียง         แต่ ขาดการนาเสนอ        เรื่องได้ บ้าง แต่   ถูกต้ อง มีความ
ประโยค ในการนาเสนอดี            สาระสาคัญ ไป 1          ขาดสาระสาคัญ         สั บสนในเหตุการณ์
                                ประเด็น                 ไป 1 ประเด็นหรือ               ้
                                                                             ทีเ่ กิดขึน และ/หรือ
                                                        มากกว่ านั้น         ไม่ สามารถบอกเล่ า
                                                                                                ้
                                                                             เรื่องราวทีเ่ กิดขึนได้
   Holistic Scale (คณิตศาสตร์ )

       4 ดีมาก               3 ดี              2 พอใช้            1ปรับปรุ ง
คาตอบถูกต้ อง        คาตอบถูกต้ อง       คาตอบไม่ ถูกต้ อง   คาตอบไม่ ถูกต้ องไม่ มี
แสดงเหตุผลถูกต้ อง   แสดงเหตุผลถูกต้ อง  การคานวณ                       ่
                                                             แนวทางทีจะนาไปสู่
แนวคิดชัดเจน         มีขอผิดพลำดเล็กน้อย ผิดพลาดแต่ มี
                        ้                                             ่
                                                             คาตอบทีถูกต้ อง
                                         แนวทางทีจะ่         หรือไม่ ตอบเลย
                                         นาไปสู่ คาตอบที่
                                         ถูกต้ อง
     ตัวอย่ าง
 ระดับ 3 ดี ได้ คะแนน 7-10
-นักเรียนสามารถปฏิบัติตามกระบวนการ แก้ ปัญหาได้ ครบทุกขั้นตอน
                                ื่
-นักเรียนสามารถทางานร่ วมกับผู้อนได้ ตามขั้นตอนของกระบวนการกลุ่มทุกขั้นตอน
-ผลงานมีข้อมูลถูกต้ องครบถ้ วนสมบูรณ์ ตามจุดประสงค์ ของกิจกรรม
-ผลงานของนักเรียนมีภาพประกอบชัดเจน ถูกต้ องตามจุดประสงค์ ของกิจกรรม
                                      ิ
-นักเรียนสามารถรายงานผลการปฏิบัติกจกรรมหน้ าชั้นเรียนได้ อย่ างชัดเจน ถูกต้ อง
 ระดับ 2 พอใช้ ได้ คะแนน 4-6
-นักเรียนสามารถปฏิบัติตามกระบวนการ แก้ ปัญหาได้ แต่ ไม่ ครบทุกขั้นตอน
                                ื่
-นักเรียนสามารถทางานร่ วมกับผู้อนได้ ตามขั้นตอนของกระบวนการกลุ่มได้ แต่ ไม่
    ครบทุกขั้นตอน
-ผลงานมีข้อมูลถูกต้ องครบถ้ วนสมบูรณ์ พอสมควร ตามจุดประสงค์ ของกิจกรรม
-ผลงานของนักเรียนมีภาพประกอบพอสมควรตามจุดประสงค์ ของกิจกรรม
                                      ิ
-นักเรียนสามารถรายงานผลการปฏิบัติกจกรรมหน้ าชั้นเรียนได้ ถูกต้ องพอสมควร
 ระดับ 1 ต้ องแก้ ไข ได้ คะแนน 1-3
-นักเรียนไม่ สามารถปฏิบัติตามกระบวนการแก้ปัญหาได้
                                      ื่
-นักเรียนไม่ สามารถทางานร่ วมกับผู้อนได้
-ผลงานมีข้อมูลถูกต้ องเป็ นส่ วนน้ อย ไม่ สอดคล้ องกับจุดประสงค์ ของกิจกรรม
                         ี
-ผลงานของนักเรียนไม่ มภาพประกอบหรือมีแต่ ไม่ ตรงกับจุดประสงค์ ของกิจกรรม
                                            ิ
-นักเรียนไม่ สามารถรายงานผลการปฏิบัติกจกรรมหน้ าชั้นเรียนได้ หรือรายงานได้
    แต่ ไม่ ถูกต้ อง
ตัวอย่ างแบบจาแนก
Brochur            ดีมาก              ดี            พอใช้          ปรับปรุง
   e                4                 3              2                1

Grammar ใช้ ไวยากรณ์ ใช้ ไวยากรณ์              ใช้ ไวยากรณ์    ใช้ ไวยากรณ์
Spelling และ การสะกด หรือสะกดคา                หรือสะกดคา      หรือสะกดคา
             คา ถูกต้ อง       ผิดไม่ เกิน 1   ผิดไม่ เกิน 2   ผิดหลายแห่ ง
             ทั้งหมด           แห่ ง           แห่ ง


Writing      ใช้ คาใหม่ 5 คา   ใช้ คาใหม่ 3-4 ใช้ คาใหม่ 1-2   ไม่ ใช้ คาใหม่ เลย
vocabulary   หรือมากกว่ า      คาและบอก คา
             และบอก            ความหมาย
             ความหมาย          ของคาไว้
             ของคาไว้
 องค์ ประกอบ         ดีมาก              ดี           พอใช้           ปรับปรุง
                      4                 3             2                 1
   ้
เนือหา            ้
               เนือหาชัดเจน          ้
                                  เนือหาชัดเจน   มีจุดเน้ น       จุดเน้ นไม่
               จุดเน้ นเด่ นชัด   มีจุดเน้ น     แต่ รายละเอียด   ชัดเจน
               มีรายละเอียด       มีรายละเอียด   สนับสนุนไม่      ไม่ มี
               สนับสนุน           สนับสนุน       เหมาะสม          รายละเอียด
               เหมาะสม                                            สนับสนุน


       ่
สานวนทีใช้ ใช้ สานวน         ใช้ สานวน           ใช้ สานวนภาษา    ใช้ สานวน
               ภาษาและใช้ คา ภาษาและใช้ คา       และใช้ คาไม่     ภาษาและใช้
               เหมาะสม       ไม่ เหมาะสม         เหมาะสม 3-4      คาไม่
               ตลอดเรื่อง    1-2 แห่ ง           แห่ ง            เหมาะสม
                                                                  มากกว่ า 4
                                                                  แห่ ง
 องค์ ประกอบ   ดีมาก   ดี   พอใช้   ปรับปรุง
                4      3     2         1
ความเข้ าใจ
ใน
คณิตศาสตร์



เหตุผลทาง
คณิตศาสตร์
 องค์ ประกอบ   ดีมาก   ดี   พอใช้   ปรับปรุง
                4      3     2         1
การแก้ปัญหา
อย่ าง
สร้ างสรรค์



คุณภาพของ
การนาเสนอ
 องค์ ประกอบ   ดีมาก   ดี   พอใช้   ปรับปรุง
                4      3     2         1
ความแม่ นยา




ความชัดเจน
ของการ
สื่ อสาร
วางแผนกาหนดขั้นตอนการทางาน

 ๔      หมายถึง ระบุภาระงานและขั้นตอนการทางานชัดเจน การทางานทั้งหมดสอดคล้องกับ
  จุดประสงค์ของงานดีมาก
 ๓                             ้
         หมายถึง ระบุภาระงานได้บางแต่ไม่ครบตามขั้นตอน การทางานโดยรวมสอดคล้องกับ
  จุดประสงค์ของงานดี
 ๒ หมายถึง ระบุภาระงานตามขั้นตอนได้พอสมควร บางส่ วนไม่เหมาะสม การทางาน
  เหมาะสมกับประสงค์ของงานพอใช้
                                                      ้
 ๑ หมายถึง ระบุภาระงานและขั้นตอนการทางานไม่ได้ตองได้รับการช่วยเหลือจึงจะวางแผน
  งานได้
จัดเตรียมอุปกรณ์ อุปกรณ์
 ๔ หมายถึง จัดเตรี ยมอุปกรณ์เครื่ องมือด้วยตนเองได้ครบถ้วนเหมาะสมกับงาน
    ดีมาก
 ๓ หมายถึง จัดเตรี ยมอุปกรณ์เครื่ องมือด้วยตนเองได้ครบถ้วนเหมาะสมกับงานดี
 ๒ หมายถึง จัดเตรี ยมอุปกรณ์เครื่ องมือด้วยตนเองได้ครบถ้วนเหมาะสมกับงาน
    พอใช้
                                                        ้
 ๑ หมายถึง จัดเตรี ยมอุปกรณ์เครื่ องมือด้วยตนเองไม่ได้ตองได้รับคาแนะนาจึง
    จะทาได้สาเร็ จ
กระบวนการทดลอง
      ๔ หมายถึง การสังเกต การศึกษา การทดลอง รวบรวมข้อมูลอย่างถูกต้องครบถ้วนตาม
                                      ้
   แผนที่วางไว้และแก้ปัญหาการทางานได้ดวยตนเอง
      ๓ หมายถึง การสังเกต การศึกษา การทดลอง รวบรวมข้อมูลอย่างถูกต้องครบถ้วนตาม
                                        ้
   แผนที่วางไว้และแก้ปัญหาการทางานได้ดวยตนเองเป็ นส่ วนใหญ่
      ๒ หมายถึง การสังเกต การศึกษา การทดลอง รวบรวมข้อมูลตามแผนที่วางไว้และ
                         ้
   แก้ปัญหาการทางานได้ดวยตนเองเป็ นบางส่ วน
       ๑ หมายถึง การสังเกต การศึกษา การทดลอง รวบรวมข้อมูลตามแผนที่วางไว้และ
                           ้
   แก้ปัญหาการทางานได้ดวยตนเองไม่ได้
                  ความเชื่อพื้นฐาน
 ผูเ้ รี ยนทุกคนมีโอกาสที่จะได้รับทั้งด้านสาระ
  การเรี ยนรู ้ แหล่งการเรี ยนรู ้ และสภาพแวดล้อมที่
  สนับสนุนการเรี ยนรู ้ ตามระดับการศึกษาที่สูงขึ้น
 ทักษะด้านการคิดเป็ นทักษะที่เป็ นพื้นฐานและสาคัญที่สุด
 การแสดงออกถึงสัมฤทธิผลที่ดีของผูเ้ รี ยนมีหลากหลายรู ปแบบ
            ความเชื่อพื้นฐาน ( ต่อ)
ผู้ เรียนทุกคนมีโอกาสเท่ าเทียมกันในด้ านมาตรฐาน
การเรียนรู้ การได้ รับการเรียนการสอนตามความ
เหมาะสม และการแสดงผลการเรียนรู้ ในรู ปแบบต่ างๆ

การสนับสนุนของครอบครัวและชุมชนเป็ นส่ วนสาคัญ
ต่ อความสาเร็จของผู้เรียน
ขอขอบคุณและสวัสดีค่ะ

								
To top