temple-thailand-bangkok by swongnop

VIEWS: 24 PAGES: 21

									                              ไหว้พระเก้าวัด
                             ณ กรุงเทพมหานคร




จัดทําโดย www.getwealth.ws
                                             ไหว้พระ 9 วัด ณ กรุงเทพฯ

                                        วัดอรุณราชวรารามราชมหาวรวิหาร




          วัดอรุณราชวรารามเป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยอยุธยา ว่ากันว่าเดิมเรียกว่า วัดมะกอก และกลายเป็นวัดมะกอก
นอกในเวลาต่อมา เพราะได้มีการสร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งในตําบล เดียวกัน แต่อยู่ในคลองบางกอกใหญ่ ชาวบ้านเรียกวัดที่
สร้างใหม่ว่า วัดมะกอกใน (วัดนวลนรดิศ ) แล้วจึงเรียกวัดมะกอกซึ่งอยู่ปากคลองบางกอกใหญ่ว่า วัดมะกอกนอก ส่วนเหตุ
ที่มีการเปลี่ยนชื่อเป็นวัดแจ้งนั้น เชื่อกันว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงตั้งราชธานีที่กรุง ธนบุรีใน พ.ศ. 2310 ได้
เสด็จมาถึงหน้าวัดนี้ตอนรุ่งแจ้ง จึงพระราชทานชื่อใหม่ว่าวัดแจ้ง แต่ความเชื่อนี้ไม่ถูกต้อง เพราะเพลงยาวหม่อมภิมเสน
วรรณกรรมสมัยอยุธยาที่บรรยายการเดินทางจากอยุธยาไปยังเพชรบุรี ได้ระบุชื่อวัดนี้ไว้ว่าชื่อวัดแจ้งตั้งแต่เวลานั้นแล้ว

        เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังที่ประทับนั้น ทรงเอาป้อมวิชัยประสิทธิ์ข้างฝั่ง
ตะวันตกเป็นที่ตั้งตัวพระราชวัง แล้วขยายเขตพระราชฐานจนวัดแจ้งเป็นวัดภายในพระราชวัง เช่นเดียวกับวัดพระศรีสรร
เพชญ์สมัยอยุธยา และเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่อัญเ ชิญมาจากเวียงจันทน์ใน พ.ศ. 2322 ก่อนที่จะย้ายมา
ประดิษฐานที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามใน พ.ศ. 2327

          ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้า
กรมหลวงอิศรสุนทร ได้เสด็จมาประทับที่พระราชวังเดิม และได้ทรงปฏิสังขรณ์ วัดแจ้งใหม่ทั้งวัด แต่ยังไม่ทันสําเร็จก็สิ้น
รัชกาลที่ 1 สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรได้เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
พระองค์ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดแจ้งต่อมา และพระราชทานนามใหม่ว่า ‚วัดอรุณราชธาราม‛ ต่อมามีพระราชดําริที่จะ
เสริมสร้างพระปรางค์หน้าวัดให้สูงขึ้น แต่สิ้นรัชกาลเสียก่อน จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้า
ฯ ให้เสริมพระปรางค์ขึ้นและให้ยืมมงกุฎที่หล่อสําหรับพระพุทธรูปทรงเครื่องที่ จะเป็นพระประธานวัดนางนองมาติดต่อบน
ยอดนภศูล ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจ อมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดอรุณราชธารามหลาย
รายการ       และให้อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมาบรรจุไว้ที่พระพุทธอาสน์ของพระ
ประธานในพระอุโบสถด้วย เมื่อการปฏิสังขรณ์เสร็จสิ้นลง พระราชทานนามวัดใหม่ว่า ‚วัดอรุณราชวราราม‛


จัดทําโดย www.getwealth.ws
สถาปัตยกรรมของพระปรางค์

         รัชกาลที่ 2 ทรงพระราชปรารถจะสถาปนาพระปรางค์องค์เดิมซึ่งสูง 8 วา (16 เมตร) ให้งดงาม แต่เมื่องลงมือขุด
รากก็เสด็จ สวรรคต รัชกาลที่ 3 ได้ทรงดําเนินการต่อจนเสร็จ วัดรอบฐานได้ 5 เส้น 18 วา(243 เมตร)สูง 1 เส้น 13 วา 1
ศอก 1 คืบ 1 นิ้ว (81 เมตร)ยกยอลําพุขัน (นภศูล) เสริมยอดด้วยมงกุฏ แต่ยังมีได้ทําการฉลองก็เสด็จสวรรคต รัชกาลที่ 4
ได้ทรงสร้างมณฑปเพิ่ม เติมอีกเป็นอันเสร็จสมบูรณ์ในรัชกาลนี้




         ลักษณะทั่วไป จากพื้นฐานขึ้นไปถึงยอดสุด รอบๆ พื้นฐานมีตุ๊กตาจีนสลักด้วยศิลาเป็นรูปคนและ             สัตว์ประดับ
เรียงรายรอบ ล้อมด้วยกําแพง ด้านตะวันออกมี 3 ประตู ด้านตะวันตก 2 ประตู ที่ประตู ประดิษฐานพระราชลัญจกรประจํา
รัชกาลที่ 1,2,3,4 และ5 ตามลําดับ มีที่สังเกตช่วงที่แยกเป็น ฐานซ้อนฐาน 4 ช่วงด้วยกัน ฐานชั้นล่างสุด มีปรางค์เล็ก
ประจําอยู่ 4 มุม ถัดขึ้นไป เป็น ฐานชั้นที่สอง มีมณฑปประจําอยู่ 4 ทิศ แต่ละมณฑปมีพระพุทธรูปเนื่องในพุทธประวัติ
ประดิษฐานอยู่ภายใน ทิศเหนือเป็นปางประสูติ ทิศให้เป็นปางปฐมเทศนา ทิศตะวันออกเป็นปาง ตรัสรู้ และทิศตะวันตก
เป็นปางปรินิพพาน ฐานชั้นที่ 3 มีซุ้มรูปกินนร เหนือซุ้มทําเป็นรูปกระบี่ โดยรอบ ฐานชั้นบนสุด มีซุ้มประจําทิศทั้ง 4 เป็นรูป
พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ภายในซุ้ม เป็นรูปพรพายทรงม้าขาว เหนือขึ้นไปโดยรอบทําเป็นคุฑแบก พระนารายร์แบก ยอด
เป็นนภศูลเสริมยอด ด้วย พระมหามงกุฎปิดทอง ทั้งปรางค์เล็ก ปรางค์องค์ใหญ่ มณฑป กําแพงแก้ว ล้วนแล้วแต่ประดับ
ด้วยกระเบื้องเคลือบลวดลายสีต่างๆ

เกร็ดพงศาวดาร

           แม้จะมีพงศาวดารเล่าถึงที่มาของชื่อ ‘วัดแจ้ง’ แต่ก็มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันแล้วว่าไม่ได้เป็นไปตาม
พงศาวดาร ทว่าผู้คนก็ยังคงชอบเรื่องราวของพงศาวดาร เรื่องที่พระเจ้าตากสินมหาราชทรงประทานชื่อให้ว่าวัดแจ้งยังคง
เล่าขานสืบมาจนทุกวันนี้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับยอดนภศูลของพระปรางค์ จากที่ทราบกันดีว่าพระ
เจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 พระราชทานพระราชมงกุฎที่จะใช้หล่อพระพุทธรูปทรงเครื่อง ให้อัญเชิญขึ้นสู่ยอดนภศูล โดยมีการ
บอกเล่าคล้ายพงศาวดารว่า พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ทรงปรารถนาที่จะเชิดชูพระเกียรติของพระราชโอรส ซึ่งก็คือเจ้าฟ้า
มงกุฏ สยามราชกุมาร เพื่อดํารงพระราชยศฐานันดรศักดิ์สืบราชบัลลังก์ต่อไปในภายภาคหน้า และก็เป็นไปตามพระราช
ประสงค์ เมื่อในที่สุดแล้ว เจ้าฟ้ามงกุฎก็ได้เถลิงถวัลย์ขึ้นสืบราชสมบัติเป็น พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ปกครองแผ่นดินไทย
สืบมา

จัดทําโดย www.getwealth.ws
ความเชื่อเมื่อได้ไปเยื อนวัดอรุณฯ

           วัดอรุณฯ เป็นหนึ่งในรายการไหว้พระ 9 วัด ณ กรุงเทพฯ นักท่องเที่ยวนิยมไปสักการะบูชา ด้วยเหตุว่าวัดอรุณฯ
มีชื่อเดิมว่าวัดแจ้ง ซึ่งหมายถึง หากได้เคารพสักการะและนมัสการด้วยจิตอันผ่องแผ้วแล้ว จะนําแสงแห่ง     ปัญญาชี้ทาง
สว่างให้ชีวิต หรือการรู้แจ้งในชีวิตนั่นเอง

                                                -=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

                                              วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร




         เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต) ต้นสกุลกัลยาณมิตร ว่าที่สมุหนายก ได้อุทิศบ้านและที่ดินบริเวณใกล้เคียง ซึ่งแต่
เดิมเป็นหมู่บ้านที่มีภิกษุจีนพํานักอยู่ และเรียกกันต่ อมาว่า "หมู่บ้านกุฎีจีน" สร้างเป็นวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2368 และน้อมเกล้า
ฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระราชทานนามว่า "วัดกัลยาณมิตร" และ
ทรงสร้างพระวิหารหลวงและพระประธานพระราชทาน เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ชื่อ พระพุทธไตรรัตนนายก หรือ หลวงพ่อ
โต ด้วยมีพระประสงค์จะให้เหมือนกรุงเก่า คือมีพระโตอยู่นอกกําแพงเมือง อย่างเช่นวัดพนัญเชิง

           หลวงพ่อโตเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูง โดยเฉพาะในหมู่ชาวจีน เรียกชื่อแบบจีนว่า ซําปอฮุดกง หรือ ซําปอกง
เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 5 วา 3 ศอกคืบ สูง 7 วา 2 ศอกคืบ 10 นิ้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า
เจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้สร้างพระราชทานช่วยเจ้า พระยานิกรบดินทร์ เสด็จก่อพระฤกษ์เมื่อ 18 พฤษภาคม พ .ศ. 2380
อยู่ภายในพระวิหารขนาดใหญ่อยู่กลางวัด ตรงกลางระหว่างวิหารเล็กและพระอุโบสถ

         พระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ (ป่าเลไลย์ ) ซึ่งรัชกาลที่ 3 ทรงสร้างพระราชทาน เป็นวัด
เดียวในประเทศไทยที่มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงพุทธประวัติ และ
แสดงวิถีชีวิตชาวบ้านในสมัยรัชกาลที่ 3 และยังมีหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกี ยรติ เป็นที่เก็บพระไตรปิฎกสมัยรัชกาล
ที่ 4

จัดทําโดย www.getwealth.ws
เกร็ดพงศาวดาร

          พระพุทธไตรรัตนายก หรือหลวงพ่อโต หรือที่ชาวจีนเรียก ซําปอกง เป็นที่เคารพสักการะของคนไทยมาช้านาน
จากพงศาวดารกรุงเก่าที่เล่ากันมานั้น ยิ่งทําให้รู้สึกถึงพระพุทธบารมีแผ่ไพศาล และปกปักคุ้มครองชาวกรุงศรีอยุธ ยามาช้า
นาน เรื่องที่จะเล่านี้ จะเป็นเรื่องเล่าพงศาวดารของพระพุทธไตรรัตนายกแห่งวัดพนัญเชิง




             จากพงศาวดารกรุงเก่าสมัยตอนต้นของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา (คาดว่าน่าจะเป็นฉบับที่หลวงประเสริฐอักษร
นิติ์เป็นผู้ค้นพบ) บันทึกไว้ว่าพระพุทธไตรรัตนายกหรือหลวงพ่อโต ถูกสร้ างขึ้นในสมัยกรุงศรีอโยธยา (ชื่อเดิมของกรุงศรี
อยุธยาก่อนที่จะได้เป็นเมืองหลวง) ซึ่งถูกสร้างก่อนที่จะสถาปนากรุงศรีอโยธยาเป็นเมืองหลวงประมาณ 26ปี กระนั้น ก็มี
เรื่องเล่าปากต่อปากเกี่ยวกับอภินิหารศักดิ์สิทธิ์มากมาย และถูกเล่าขานสืบมาจากชาวกรุงศรีอยุธยา หนึ่งในนั้นคือเรื่อง
เมื่อครั้ง ก่อนกรุงจะแตกในปี พ.ศ.2310 เล่ากันว่าพระเจ้าพแนงเชิง (อีกชื่อหนึ่งหลวงพ่อโต โดยเรียกตามชื่อเดิมของวัดพ
นัญเชิง) ทรงมีน้ําพระเนตรไหลจรดพระนาภี เป็นลางบอกเหตุว่ากรุงศรีอยุธยากําลังจะถึงคราววิบัติ ทําให้ชาวกรุงศรี
อยุธยาที่ได้เห็นเหตุการณ์ ประหลาด พากันอกสั่นขวัญหาย จึงพากันขนย้ายข้าวของ ทิ้งบ้านทิ้งเรือนไปอยู่ที่อื่น ซึ่งไม่นาน
พม่าก็ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาแตกอย่างย่อยยับจริงๆ

           ต่อมา ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรพยายามบินไปทิ้งระเบิดสะพานปรีดีธํารงหรือ
สะพาน ใหม่อันเป็นเส้นทางสายเดียวที่จะเชื่อมเกาะเมืองกับถนนสายนอก ทั้งนี้เพื่อตัดเส้นทางลําเลียงของญี่ปุ่น แต่แล้วก็
ทําไม่สําเร็จเพราะลูกระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรทุกลูกเมื่อทิ้งลงมา ถูกกลางสะพานแล้วกลับไม่ระเบิด แต่มีเรื่องเล่าหนึ่ง
จากผู้เฒ่าผู้แก่เชื้อสายชาวกรุงศีอยุธยาที่มีบ้า นอยู่บริเวณใกล้สะพานปรีดีธํารง เล่ากันว่า         ในคืนที่เครื่องบินฝ่าย
สัมพันธมิตรมาทิ้งระเบิดนั้นเป็นคืนข้างขึ้น พระจันทร์สว่าง จึงมองเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจน ทันทีที่เครื่องบินทิ้งระเบิดลงมา
คนเฒ่าคนแก่เห็นชายชราคนหนึ่งขี่ม้าสีขาว โยนตัวเองขึ้นไปในอากาศเพื่อปัดระเบิ ดไม่ให้ถูกสะพาน เมื่อชายชราผู้นั้นปัด
ระเบิดทิ้งไปหมดแล้วก็ขี่ม้าหายตัวไปทางโบสถ์หลวงพ่อโตวัดพนัญเชิง รุ่งเช้าใครต่อใครจึงพากันไปดูหลวงพ่อโต ปรากฏ
ว่าพบรอยร้าวแตกที่พระกรขวา จึงร่ําลือกันว่าหลวงพ่อโตท่านมาช่วยปัดลูกระเบิดเพื่อช่วยชาวกรุงเก่า

          ใน สมัยรัตนโกสิน ทร์ พ .ศ. 2363 ช่วงรัชกาลที่ 2 ได้เกิดโรคระบาดอหิวาตกโรคขึ้นจนผู้คนล้มตายคราวละมากๆ
ไม่เว้นแต่ละวัน ในเมืองพระนครศรีอยุธยาก็เช่นกัน ดังนั้นผู้คนในตําบลสําเภาล่ม จึงได้ไปตั้งอธิษฐานต่อหลวงพ่อโต ขอให้
ช่วยเมตตารักษาโรคภัยให้หายและก็มีการเอาน้ํามนต์กับขี้ธูปบนพื้น วิหารนั้นไปอาบกินและทาตัวป้องกันโรค ปรากฏว่า
หายได้เป็นที่น่าอัศจรรย์ จึงทําให้ชื่อเสียงของหลวงพ่อโตเลื่องระบือไปไกล



จัดทําโดย www.getwealth.ws
         ความเชื่อดั้งเดิมของชาวกรุงศรีอยุธยานั้น เชื่อกันว่าพระพุทธรูปหลายองค์ในพระนครล้วนมีความศักดิ์สิทธิ์
เพราะมีเทพเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองอยู่ สําหรับองค์หลวงพ่อโตวัดพนัญเชิงนั้น เชื่อว่าเทพที่สถิตปกป้องรักษาองค์
พระ ก็คือทิพย์วิญญาณของเจ้าชายสายน้ําผึ้งนั่นเอง (กษัตริย์กรุงศรีอโยธยาก่อนที่จะกลายเป็นเมืองหลวง )

           ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เล่ากันมาไม่รู้ว่าเริ่มแต่เมื่อใด เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อหลายสิ บปีก่อนมีนักดําน้ําที่เป็นอดีตทหารเรือ
ทราบว่าที่ใต้ฐานหลวงพ่อโตวัดพนัญเชิงมีของมีค่ามากมายซ่อนอยู่ ด้วยความอยากรู้ จึงเข้าไปนมัสการสักการะหลวงพ่อ
โต และตั้งอธิษฐานขอดําน้ําเพื่อลงไปดูว่ามีสิ่งใดบ้างที่อยู่ใต้น้ําและเมื่อเห็นแล้วก็จะไม่ขอแตะต้องโดยเด็ดขาด                  ขอให้
หลวงพ่อโตรับรู้เจตนา เมื่อดําลงไปเขาก็ได้มุดเข้าไปในโพรงที่กระแสน้ําเซาะเข้าไปใต้วิหารหลวงพ่อโต เห็นดินร่วงลงจน
เป็นอุโมงค์ เมื่อเอาไฟฉายส่องดู เขาก็ได้เห็นพระพุทธรูปทองคําที่ถูกฝังไว้กับดินพร้อมด้วยเงินทองมากมาย อยู่ในลังไม้
บ้าง อยู่ในอ่างเคลือบขนาดใหญ่บ้าง แต่ ขณะที่มองดูด้วยความอัศจรรย์ใจอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงคนพูดก้องเข้ามาว่า "เจ้า
อย่านําขึ้นมา ดูอยู่แค่นั้น หมดเวลาแล้วจงกลับไปเสียเถิด " นักดําน้ําเหล่านั้นเชื่อถือในความศักดิ์สิทธิ์มาก และด้วยความที่
ดําน้ําลงไปเห็นเบื้องล่างแล้วก็ยิ่งเกิดศรัทธา ไม่ใช่แค่เรื่องสมบั ติเท่านั้น แต่เป็นเพราะว่า หลวงพ่อโตเป็นพระพุทธรูปที่องค์
ใหญ่มาก ภายใต้พื้นดินก็ถูกน้ําเซาะจนเป็นโพรง ทั้งๆ ที่องค์ท่านมีน้ําหนักมาก แต่ก็ไม่ถล่มทลายลงมา เป็นพระพุทธบารมี
โดยแท้ ไม่อย่างนั้นก็คงพังลงสู่แม่น้ําไปนานแล้ว

         และเรื่องสุดท้าย ว่ากันว่า หากคนบาปหยาบช้ า จิตใจต่ําทรามสามานย์ เหยียบย่างเข้าเขตพระอุโบสถเมื่อใด
ยามที่เงยหน้ามองพระพักตร์หลวงพ่อโต เขาจะหวาดกลัวร้องลั่นและหนีออกจากพระอุโบสถ ด้วยเหตุว่า ภาพที่เขาเห็นคือ
องค์หลวงพ่อโตที่กําลังจะล้มทับตัวเขานั่นเอง

ความเชื่อเมื่อได้ไปเยือนวัดกัลยาณมิตรฯ

         กัลยาณมิตร หมายถึง มิตรที่ดี หรือการคบคนดีเป็นมิตร ทําให้วัดกัลยาณมิตรเป็นอีกหนึ่งใน 9 วัดที่นักท่องเที่ยว
นิยมไปสักการบูชา เพื่อให้ชีวิตประสบพบเจอแต่คนดี และได้คนดีมาเป็นมิตรแท้ของชีวิต

                                                    -=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

                                               วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร




จัดทําโดย www.getwealth.ws
         วัดแห่งนี้เป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยอยุธยา เดิมชื่อ วัดบางว้าใหญ่ (หรือบางหว้าใหญ่) ในสมัยธนบุรี สมเด็จพระ
เจ้าตากสินมหาราชทรงสร้างพระราชวังใกล้วัดบางว้าใหญ่ โปรดเกล้าฯ ให้ยกเป็นพระอารามหลวงและเป็นที่ประทับของ
สมเด็จพระสังฆราช

           ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมห าราช วัดบางว้าใหญ่อยู่ในพระอุปถัมภ์
ของเจ้านายวังหลัง คือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี (สา) พระเชษฐภคินีของพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและเป็นพระชนนี ของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ทรงมีตําหนักที่ประทับอยู่ติดกับวัด
ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดร่วมกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และได้ขุดพบระฆังลูกหนึ่ง ซึ่งโปรด
เกล้าฯ ให้นําไปไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยทรงสร้างระฆังชดเชยให้วัดบางว้าใหญ่ 5 ลูก จากนั้นได้พระราชทาน
นามวัดใหม่ว่า ‚วัดระฆังโฆสิตาราม‛ นอกจากเป็นเพราะขุดพบระฆังที่วั ดนี้และเพื่อฟื้นฟูแบบแผนครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่มี
วัดชื่อวัดระฆังเช่นกัน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อ ‚วัดระฆังโฆสิตาราม‛
เป็น ‚วัดราชคัณฑิยาราม‛ (คัณฑิ แปลว่าระฆัง ) แต่ไม่มีคนนิยมเรียกชื่อนี้ ยังคงเรียกว่าวัดระฆังต่อ มา




          วัดระฆังโฆสิตารามมีหอพระไตรปิฎกซึ่ง เป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามมาก เคยเป็นพระตําหนักและหอประทับนั่ง
ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ขณะทรงรับราชการในสมัยธนบุรี และโปรดเกล้าฯ ให้รื้อมาถวายวัด
เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว มีพระราชประสงค์จะบูรณปฏิ สังขรณ์ให้สวยงามเพื่อเป็นหอพระไตรปิฎก

เกร็ดพงศาวดาร

       ถ้าพูดถึงวัดระฆังแล้ว หลายคนจะนึกถึงสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ซึ่งก็มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับสมเด็จฯปราบ
ดวงวิญญาณนางนาคพระโขนง หรือถ้าคนที่เกิดสมัยนี้จะเรียกกันว่า ย่านาค




จัดทําโดย www.getwealth.ws
         เรื่องมีอยู่ว่า สมเด็จพระพุฒาจาร ย์ (โต) ท่านรู้เหตุปีศาจนางนาคกําเริบเกินมือหมอผี ท่านจึงลงไปค้างที่วัดมหา
บุศย์ ในคลองพระโขนง พอค่ําท่านก็ไปนั่งอยู่ที่ปากหลุม แล้วเรียกนางนาคขึ้นมาสนทนากัน คล้ายตรัสธรรมสั่งสอน นาง
นาคจึงละโลภโกรธหลง ท่านสมเด็จฯจึงได้เจาะเอากระดูกหน้าผากนางนาค นํามาขัดเกลาจนเป็นมัน ลงยันต์เป็นอักษรไว้
ตลอด เจาะเป็นปั้นเหน่งคาดเอว นางนาคพระโขนงก็เงียบหายไป

        มีเรื่องเล่าจากเจ้านายวังหลัง ว่ากันว่า เมื่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว. เจริญ) ยังเป็นสามเณรอยู่ในกุฏิ
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) นางนาคได้ออกมารบกวน ม.ร.ว.เณรก็ฟ้องสมเด็จฯว่ า สีกามากวน

        สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) จึงว่า นางนาคเอ๋ย อย่ารบกวนคุณเณรซี เพียงเท่านั้นนางนาคก็สงบไป ครั้นเมื่อท่าน
ชราภาพลง ท่านจึงมอบปั้นเหน่งกระดูกหน้าผากนางนาค ประทานไว้กับหม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์ มอบหม่อม
ราชวงศ์สามเณรเจริญให้ไปอยู่กับหม่อมเจ้าพระพุทธบ าทปิลันทน์ด้วย

ความเชื่อเมื่อไปเยือนวัดระฆังฯ

         ในวัดหลายแห่ง หรือแทบจะทุกแห่งก็ว่าได้ มักจะมีระฆังไว้ให้ผู้ที่มาทําบุญได้เคาะระฆังเพื่อเป็นมงคลแก่ชีวิต
เสียงระฆังจะก้องกังวานกว่าเสียงอื่นๆ ฉะนั้น วัดระฆังจึงเป็นสิริมงคลสัญลักษณ์ที่หมายถึงชื่อเสียงความดีงามเ ลื่องระบือ
ไปไกล

                                              -=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-




จัดทําโดย www.getwealth.ws
                                        วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร




         วัดชนะสงคราม เป็นวัดโบราณสร้างในสมัยอยุธยา ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้าง เดิมเรียกว่าวัดกลางนาเมื่อ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี มีพระราช
ประสงค์ที่จะสร้างสิ่งก่อสร้างขึ้นให้คล้ายคลึงกับกรุงศรีอยุธยาให้มากที่สุด วัดที่ตั้งอยู่ใกล้พระบรมมหาราชวังได้ทรง
ปฏิสังขรณ์ใหม่ ตลอดจนเปลี่ยนชื่อวัดให้เหมาะสม โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อวัดกลางนาเป็นวัดตองปุ และพระราชทานให้
เป็นวัดพระสงฆ์ฝ่ายรามัญ เช่นเดียวกับวัดตองปุที่กรุงศรีอยุธยา เพื่อเทิดเกียรติทหารชาวรามัญในกองทัพสมเด็จพระบวร
ราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ซึ่งเป็นกําลังสําคัญในการต่อสู้กับพม่าในสงครามเก้าทัพ เมื่อ พ.ศ. 2328 สงครามที่ท่าดินแดงและ
สามสบ เมื่อ พ.ศ. 2329 และสงครามที่นครลําปางป่าซาง เมื่อ พ.ศ. 2330




จัดทําโดย www.getwealth.ws
         สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดตองปุแล้วถวายเป็นพระอารามหลวง โปรด
เกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า วัดชนะสงคราม เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทรงมีชัยชนะต่อ
พม่าในการรบทั้ง 3 ครั้ง

          วัดชนะสงครามได้รับการบูรณปฏิสังข รณ์มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ
เกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงเริ่มดําเนินการก่อสร้างที่บรรจุพระอัฐิเจ้านายฝ่ายพระราชวังบวรสถานมงคลที่เฉลียงพระอุโบสถ
ด้านหลัง ตามพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชริน ทราบรมราชินีนาถ พระ
พันปีหลวงทรงพระราชอุทิศพระราชทรัพย์ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์
ดําเนินการ

        แต่การก่อสร้างมาแล้วเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งพระราชทานพระราชทรัพย์ให้ราช
บัณฑิตยสภาดําเนินการก่อสร้าง ข ณะนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพเป็นนายกราชบัณฑิตย
สภาและสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์     ทรงดําเนินการก่อสร้างจนเสร็จสิ้น ได้มีพิธี
อัญเชิญพระอัฐิจากพระราชวังบวรสถานมงคลไปประดิษฐานใน พ.ศ. 2470

เกร็ดพงศาวดาร




         วังหน้าแห่งรัตนโกสินทร์นั้นเป็นของสมเด็จกรมพระราชวังบวร ราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทในรัชกาลที่ 1 ทรงรักหวง
มากไม่อยากให้ตกเป็นสมบัติคนอื่น จึงทรงสาปแช่งไว้เป็นสาหัสว่าถ้าผู้ใดที่มิใช่เชื้อสายมาเป็นเจ้าของครอบครอง ให้มีอัน
ฉิบหายตายโหงสามชั่วโคตรและทรงอาราธนาสงฆ์สวดญัตติคําสา ปด้วย                  หลังเสด็จสวรรคตแล้วไม่มีผู้ใดกล้ารับเป็น
เจ้าของครอบครอง

         แม้พระเจ้าอยู่หัวก็ไม่มีพระราชประสงค์จะให้วิบัติตกแก่ท่านผู้ใด เพราะเกรงคําสาบนั้น จนกระทั่งรัชกาลที่ 5 ทรง
ยกเลิกตําแหน่งวังหน้าหรือตําแหน่งกรมพระราชวังบวรแล้ว ก็ไม่มีท่านผู้ใดกล้ารับเป็นเจ้าของครอบครอง จ นกระทั่ง

จัดทําโดย www.getwealth.ws
เปลี่ยนแปลงการปกครอง ทางราชการจึงต้องปรับใช้เป็นพิพิธ ภัณฑ์แห่งชาติมาจนทุกวันนี้ แต่ก็มีที่ปลายวังแสดงความขลัง
ให้ปรากฏ โดยท่านปรีดี ได้ใช้เป็นที่ทําการของนายก ในที่สุดท่านปรีดีผู้ มีคุณูปการยิ่งต่อชาติก็ ต้องพบกับคํา สาป เมื่อครั้ง
หนึ่ง พันโทชาติชาย ชุณหวัน เอารถถังบุกพังทําเนียบท่าช้างวังหน้านั้น         เพราะมีรัฐประหาร ท่านปรีดีต้องลี้ภัยอยู่ใน
ต่างประเทศจนตลอดชีวิต นี่ก็แค่ที่ปลายวังหน้าข้างที่อาบน้ําช้างเท่านั้น ถ้าตรงที่ตั้งวังจะขนาดไหน

ความเชื่อเมื่อไปเยือนวัดชนะสงครามฯ

        จะเห็นได้ว่า วัดชนะสงครามถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในชัยชนะของสมเด็จบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ฉะนั้น
การไปสักการบูชา ก็เพื่อให้มีจิตตั้งมั่นเอาชนะอุปสรรคนานาประการในชีวิตได้นั่นเอง

                                                  -=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

                                                       ศาลเจ้าพ่อเสือ




           ศาลเจ้าพ่อเสือ ตั้งอยู่เลขที่ 468 ถนนตะนาว ในบบริเวณที่ตัดกับถนนอุนากรรณ ใกล้เสาชิงช้า เขตพระนคร
กรุงเทพมหานคร บนเนื้อที่ 2 ไร่เศษ เป็นศาลเจ้าชาวจีนแต้จิ๋ว (สายลัทธิเต๋า) ที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งใน
เมืองไทย คนจีนเรียกกันว่า"ตั่วเล่าเอี้ย" เป็นศาลเจ้าที่ประดิษฐาน เฮี้ยงเทียนเซียงตี่ (เหี่ยงเทียงเสี่ยงตี่ ก็เรียก ), รูปเจ้าพ่อ
เสือ, เจ้าพ่อกวนอู และ เจ้าแม่ทับทิม เป็นที่เคารพนับถือของทั้งชาวไทยและจีนเป็นอย่างมาก




จัดทําโดย www.getwealth.ws
        ศาลเจ้าพ่อเสือ มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ปีที่ก่อสร้าง
ตรงกับ พ .ศ. 2377 มีความเกี่ยวเนื่องกับวัดมหรรณพาราม เดิมตั้งอยู่ริมถนนบํารุงเมือง ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้ขยายถนนบํารุงเมือง ได้โปรดให้พระยาโชฎีราชเศรษฐีย้ายศาลมาไว้ที่ทาง
สามแพร่งถนนตะนาว จนถึงปัจจุบัน

          ลักษณะอาคารสร้างตามรูปแบบศาลเจ้าที่นิยมทางภาคใต้ของ จีน เทพเจ้าประจําศาลคือ ‚เสียนเทียนซั่งตี้ ‛ หรือ
ที่คนไทยเรียกว่า ‚เจ้าพ่อเสือ‛ นั่นเอง เรื่องราวตํานานของเจ้าพ่อเสือที่ชาวบ้านย่านนี้เล่าขานนั้น เชื่อมโยงกับหลวงพ่อพระ
ร่วง วัดมหรรณพารา (วัดมหรรณพ์ ) ด้วยสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องชาวไทยและชาวจีนในละแวกนี้ที่มีมาช้า
นาน

เกร็ดพงศาวดาร

           "เสือ" เป็นสัตว์ที่คนจีนเชื่อว่ามีฤทธิ์เดชมาก สามารถปราบผีหรือสิ่งเลวร้ายของชีวิตได้ หากบ้านใครตั้งอยู่บริเวณ
ทางสามแพร่ง หรือจุดที่ถือกันว่าจะมีวิญญาณเลวร้ายพุ่งเข้าบ้าน จะนิยมเอาเสือคาบดาบไปแขวนไว้ที่หน้าบ้านเพื่อขจัด
สิ่งเลวร้าย เคราะห์ร้ายที่จะเข้ามาในชีวิตของเราให้พ้นไปหรือว่าบรรเทาลงได้




จัดทําโดย www.getwealth.ws
         เชื่อกันว่าทุก ๆ ปีขาลที่เวียนมาถึงจะเป็นปีที่มีธุรกิจ หลายแห่ง ล้มละลาย บริษัทห้างร้านต่าง ๆ พากันปิดกิจการ
กันมาก ภาระการค้ามีอุปสรรคมาก อย่างไรก็ตามคัมภี ร์โหราศาสตร์จีน (โป๊ยยี่สี่เถี่ยวเก็ง ) บันทึกไว้ว่า "ในปีขาล (เสือ) นี้
บุคคลที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของเสือแล้ว กลับจะเป็นปีที่มีความก้าวหน้าอย่างมากมายในขณะที่คนอื่นต้องพบกับ
ชะตากรรมที่ถูกผลักดันให้ตกต่ํา ไม่ได้รับการเอาใจใส่ในช่วงเวลาอันวุ่นวายของปีเสือนี้ "

ความเชื่อเมื่อไปเยือนศาลเจ้าพ่อเสือ

       ศาลเจ้าพ่อเสือ (เสาชิงช้า) ซึ่งชาวจีนเรียกกันว่า "ตั่วเล่าเอี้ย" เป็นการสะเดาะเคราะห์เพื่อเสริมมงคลให้แก่ตัวเอง
และครอบครัว ปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่เคยขัดขวางจะคลี่คลายและลดลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ

                                               -=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

                                       วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร




        วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นใน
พ.ศ. 2350 เดิมพระราชทานนามว่า ‚วัดมหาสุทธาวาส‛ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารขึ้นก่อนเพื่อประดิษฐานพระศรี
ศากยมุนี (พระโต) ซึ่งอัญเชิญมาจากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย แต่สิ้นรัชกาลก่อนที่จะประดิษฐานเป็น
สังฆาราม จึงเรียกกันว่า วัดพระโต วัดพระใหญ่ หรือวัด เสาชิงช้า บ้าง




จัดทําโดย www.getwealth.ws
          จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อ และทรงจําหลักบานประตู
พระวิหารด้วยพระองค์เอง แต่ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อนที่การก่อสร้างจะแล้วเสร็จ การก่อสร้างวัด มาเสร็จบริบูรณ์ในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. 2390 และพระราชทานนามว่า ‚วัดสุทัศนเทพวราราม‛ ปรากฏในจดหมาย
เหตุว่า ‚วัดสุทัศนเทพธาราม‛ และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงผูกนามพระประธานในพระวิหาร
พระอุโบสถ และศาลาการเปรียญ ให้คล้องกันว่า "พระศรีศากยมุนี " "พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ " และ "พระพุทธเสรฏฐมุนี"




          ภายในวัดสุทัศนเทพวรารามเป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันท
มหิดล พระอัฐม รามาธิบดินทร และได้อัญเชิญ พระบรมราชสรีรางคารของพระองค์ มาบรรจุที่ผ้าทิพย์ด้านหน้าพุทธ
บัลลังก์พระศรีศากยมุนีเมื่อ พ.ศ. 2493 และมีพระราชพิธีทรงบําเพ็ญพระราชกุศลคล้ายวันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จ
พระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ในวันที่ 9 มิถุนายนของทุกปี

เกร็ดพงศาวดาร

          ถ้าพูดถึงวัดสุทัศน์ จะมีคนนึกถึง ‘เปรตวัดสุทัศน์ ’ เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจทีเดียว "เปรต" นั้น ก็เป็นชื่อเรียกผีหรือ
มนุษย์ที่ทําบาปทํากรรมหนักหนาสาหัส เมื่อตายไปแล้วก็จะมาเกิดเป็นเปรตเพื่อชดใช้กรรมที่ทําไว้เมื่อยังเป็นมนุษย์ เปรต
นั้นก็มีหลายประเภทหลายลักษณะด้วยกัน แต่ภาพของเปรตที่คนส่วนมากจะนึกถึงก็คือ ต้องตัวสูงเท่าต้นตาล มือเท้าใหญ่
เหมือนใบลาน ปากเท่ารูเข็ม ส่งเสียงร้องหวีดๆ ตอนกลางคืน และมักปรากฏตัวให้เห็นตอนกลางดึกเพื่อขอส่วนบุญ
จัดทําโดย www.getwealth.ws
          ความเชื่อตั้งแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์เกี่ยวกับเรื่องราว ของเปรตแห่งวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ที่
เล่ากันว่าที่วัดแห่งนี้มักมีเปรตปรากฏกายในเวลากลางคืนเป็นที่น่ากลัวอย่างยิ่ง ประกอบกับอหิวาตกโรคที่ระบาดจนมี
ผู้คนล้มตายเป็นจํานวนมากในรัชสมัยรัชกาลที่ 2 จนเผาศพแทบไม่ทัน ณ วัดสระเกศ มีคํากล่าวคล้องจองกันว่า "แร้งวัด
สระเกศ เปรตวัดสุทัศน์ "

         ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว เรื่องเล่าเปรตวัดสุทัศน์ฯนั้น มาจากภาพวาดบนฝาผนังในอุโบสถ ที่เป็นรูปเปรตตนหนึ่งนอนพาด
กายอยู่ และมีพระสงฆ์ยืนพิจารณา ซึ่งภาพนี้มีชื่อเสียงมากในสมัยอดีต เป็นที่เลื่องลือกันของผู้ที่ไปที่วัดแห่งนี้ว่าต้องไปดู
ส่วนเปรตที่มีคนอ้างว่าเคยเห็นนั้น ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณวัดแห่งนี้มายาวนานบอกว่า อันที่จริงเป็นเงาของเสาชิงช้าที่อยู่
หน้าวัดในสายหมอกยามเช้าต่างหาก

ความเชื่อเมื่อไปเยือนวัดสุทัศน์ฯ

       สุทัศน์ หมายถึง แลดี เห็นดี ซึ่งก็คือการรู้แจ้งเห็นจริง การไปสักการบูชาที่ วัดสุทัศน์ก็เพื่อมงคลด้านปัญญา มี
วิสัยทัศน์ และมองการณ์ไกล

                                                -=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

                                            ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร




จัดทําโดย www.getwealth.ws
           พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ได้โปรดเกล้าให้กระทําพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวัน
อาทิตย์ เดือน 8 ขึ้น 10 ค่ํา ตรงกับวันที่ 21 เมษายน ปีพุทธศักราช 2325 เวลา 6.54 นาฬิกา การฝังเสาหลักเมืองมี
พิธีรีตองตามพระตําราที่เรียกว่า พระราชพิธีนครฐาน ใช้ไม้ชัยพฤกษ์ทําเป็นเสาหลักเมือง ประกับด้านนอกด้วยไม้แก่น
จันทน์ที่มี เส้นผ่าศูนย์กลางวัดที่โคนเสา 29 เซนติเมตร สูง 187 นิ้ว กําหนดให้ความสูงของเสาหลักเมืองอยู่พ้นดิน 108 นิ้ว
ฝังลงในดินลึก ๗๙ นิ้ว มีเม็ดยอดรูปบัวตูม สวมลงบนเสาหลัก ลงรักปิดทอง ล้วงภายในไว้เป็นช่องสําหรับบรรจุดวงชะตา
เมือง




         ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าให้ขุดเสาหลักเมืองเดิม และจัดสร้าง
เสาหลักเมืองขึ้นใหม่ทดแทนของเดิมที่ชํารุด เป็นแกนไม้สัก ประกับนอกด้วยไม้ชัยพฤกษ์ 6 แผ่น สูง 108 นิ้ว ฐานเป็นแท่น
กว้าง 70 นิ้ว บรรจุดวงเมืองในยอดเสาทรงมัณฑ์ที่มีความสูงกว่า 5 เมตร และอัญเชิญหลักเมืองเดิม และหลักเมืองใหม่
ประดิษฐานในอาคารศาลหลักเมืองที่สร้างใหม่ มียอดปรางค์ ก่ออิฐฉาบปูนขาว ได้แบบอย่างจากศาลหลักเมืองกรุงศรี
อยุธยา เมื่อปีพุทธศักราช 2395

           ศาลหลักเมืองได้รับการปฏิสังขรณ์อีกหลายครั้ง ในปี พ .ศ. 2523 มีการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมการ
เฉลิมฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ 200 ปี พ .ศ. 2525 ศาลหลักเมืองได้รับการบู รณะอย่างสวยงาม ด้านทิศเหนือ
จัดสร้างซุ้มสําหรับประดิษฐานเทพารักษ์ทั้ง 5 คือเจ้าพ่อหอกลอง เจ้าพ่อเจตคุปต์ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง และพระ
กาฬไชยศรี มีการจัดละครรํา ละครชาตรี ให้ผู้ต้องการบูชา ว่าจ้างรําบูชาศาลหลักเมืองอยู่ด้านข้าง

เกร็ดพงศาวดาร

           อันที่จริงไม่ใช่พงศาวดาร เป็นเพียงเรื่องเล่าปากต่อปาก ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยัน เรื่องมีอยู่ว่า
ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในพิธีสร้างพระนคร ต้องทําพิธีฝังอาถรรพ์ 4 ประตูเมือง และพิธีฝังเสาหลักเมือง การฝังอาถรรพ์
กระทําด้วยการป่าวร้องเรียกผู้คนที่มีชื่อ อิน จัน มั่น คง ไปทั่วเมือง เมื่อชาวเมืองผู้เคราะห์ร้ายขานรับ ก็จะถูกนําตัวมา
สถานที่ทําพิธี และถูกจับฝังลงหลุมทั้งเป็น ทั้ง 4 คน เพื่อให้วิญญาณของคนเหล่านั้นอยู่เฝ้าหลักเมือง เฝ้าประตูเมือง เฝ้า
ปราสาท คอยคุ้มครองบ้านเมือง ป้องกันอริราชศัตรูและปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บมิให้เกิ ดแก่คนในนคร


จัดทําโดย www.getwealth.ws
ความเชื่อเมื่อไปเยือนศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร

             ศาลหลักเมืองถือได้ว่าเป็นเสาหลักคํายันให้เมืองนั้นเจริญรุ่งเรือง การได้ไปสักการะก็เพื่อมงคลด้านการอุปถัมภ์
ค้ําชู ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง

                                                -=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

                                   วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร




          วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือวัดโพธิ์ เป็นวัดสําคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทยจัดเป็นพระ
อารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร และเป็น วัดประจํารัชกาลในรัชกาลที่ 1 ทั้งยังเปรียบเสมือนเป็นมหาวิทยาลัยแห่ง
แรกของประเทศด้วย เนื่องจากเป็นที่รวมจารึกสรรพวิชาหล ายแขนง และทางยูเนสโก ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจํา
โลกเมื่อ มีนาคม พ.ศ. 2551

         วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารถือได้ว่าเป็นวัดที่มีพระเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย โดยมีจํานวน
ประมาณ 99 องค์ พระเจดีย์ที่สําคัญ คือ พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ซึ่งเป็นพระมหาเจดีย์ ประจําพระบาทสมเด็จพระพุทธยอด
ฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว




จัดทําโดย www.getwealth.ws
         ในแง่ของการท่องเที่ยวแล้ว วัดโพธิ์ได้รับความนิยมเที่ยวเป็นลําดับที่      24 ของโลก ในปี พ .ศ. 2549 โดยมี
นักท่องเที่ยวมาเยือนในปีนั้นถึง 8,155,000 คน

          วัดพระเชตุพนสร้างตั้งแต่ สมัยอยุธยา แต่ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการสร้าง เดิมเรียกว่า "วัดโพธาราม" หรือ
"วัดโพธิ์" ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงในสมัย กรุงธนบุรี ครั้งถึงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดนี้ใหม่ใน พ.ศ. 2331 โดยทรงสร้างพระอุโบสถ พระระเบียง พระวิหาร ตลอดจนบูรณะ
ของเดิม เมื่อแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2344 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า ‚วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส‛
เป็นวัดประจํารัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

        นับจากนั้นวัดพระเชตุพนก็ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
และได้โปรดเกล้าฯ ให้จารึกสรรพตําราต่าง ๆ ลงบนแผ่นหินอ่อนประดิษฐ์ไว้ตามศาลารายต่าง ๆ ครั้งถึงรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ แก้สร้อยนามพระอารามว่า ‚วัดพระเชตุพนวิมลมัง
คลารามราชวรมหาวิหาร‛

            พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี ทุก พระองค์ทรงถือว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นพระอารามหลวงที่มี
ความสําคัญมาก และทรงถือเป็นพระราชประเพณี ที่จะทรงบูรณะซ่อมแซมวัดนี้ทุกรัชกาล นอกจากนี้ วัดพระเชตุพน
วิมลมังคลารามยังเป็นเสมือนมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย เพราะเป็นแหล่งรวบรวมวิชาความรู้ด้านต่าง ๆ ทั้ง
ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม และการแพทย์ นามวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามนี้ ปรากฏในประกาศสมัย รัชกาลที่ 4 พ.ศ.
2411 ว่า ‚วัดนี้แม้จะมีนามพระราชทานมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 แต่ชื่อพระราชทานมีผู้เรียกอยู่ในพระราชวัง คนยังเรียกว่าวัด
โพธิ์กันทั้งแผ่นดิน ‛ และมีพระราชดําริว่า ‚ชื่อพระราชทานเป็นชื่อตั้งไม่ปิดไม่แน่นจะคิดแปลงใหม่เห็นจะไม่ชนะ ‛

เกร็ดพงศาวดาร

            เป็นเรื่องเล่าคล้ายนิทาน พูดถึงท่าเตียนซึ่งมีอาณาบริเวณอยู่ข้างวัดโพธิ์ เดิมที      เป็นที่โล่งราบเตียนริมแม่น้ํา
เจ้าพระยา ชาวบ้านเล่ากันด้วยความสนุกปากว่า ยักษ์วัดโพธิ์ซึ่งทําหน้าที่ดูแลวัดโพธิ์และยักษ์วัดแจ้งซึ่งทําหน้าที่ดูแล วัด
แจ้งนั้น ทั้ง 2 ตนเป็นเพื่อนรักกัน วันหนึ่งยักษ์วัดแจ้งไปขอยืมเงินจากยักษ์วัดโพธิ์ เมื่อถึงกําหนดส่งเงินคืนยักษ์ วัดโพธิ์กลับ
ไม่ยอมจ่าย ดังนั้น ยักษ์ทั้ง 2 ตนจึงเกิดทะเลาะกัน แต่เพราะรูปร่างที่ใหญ่โตและพละกําลังที่มหาศาลของยักษ์ทั้ง 2 ตน


จัดทําโดย www.getwealth.ws
เมื่อเกิดต่อสู้กันจึงทําให้บริเวณนั้นราบเรียบโล่งเตียนไปหมด เมื่อ พระอิศวรทราบเรื่องนี้ จึงได้ลงโทษให้ยักษ์วัดโพธิ์ยืนเฝ้า
พระอุโบสถวัดโพธิ์ และยักษ์วัดแจ้งยืนเฝ้าวิหารวัดแจ้งตั้งแต่นั้นมา




          บางคนอาจจะเคยได้ยินว่า ยักวัดโพธิ์หมายถึงยักษ์จีนที่เป็นรูปปั้นหิน (อับเฉา) จริงๆแล้วไม่ใช่ รูปปั้นหินนั้นคือ
ลั่นถัน และมีด้วยกันหลายตัว (ราวๆ32ตัว)

ความเชื่อเมื่อไปเยือนวัดโพธิ์ฯ

         ชื่อวัดโพธิ์ หมายถึงต้นโพธิ์ สัญลักษณ์แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และชีวิตที่ ร่มเย็นเป็นสุข เหมือนได้พึ่งร่มโพธิ์
ร่มไทร

                                                -=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

                                               วัดพระศรีรัตนศาสดาราม




จัดทําโดย www.getwealth.ws
          วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า วัดพระแก้ว เป็นวัดที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2325 เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง เช่นเดียวกับ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นวัด
ในพระราชวังหลวงในสมัยอยุธยา และมีพระราชประสงค์ให้วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณ
รัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต ที่นํามาจากกรุงเวียงจันทร์ แต่แ ท้ที่จริงแล้ว พบเจอวัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย และเป็น
สถานที่ทรงบําเพ็ญพระราชกุศล วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นวัดที่ไม่มี พระสงฆ์ จําพรรษาอยู่ เพราะมีแต่ส่วนพุทธาวาสไม่
มีส่วนสังฆาวาส




         วัดพระศรีรัตนศาสดารามได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาโดยตลอด การบูรณะครั้งใหญ่ทั้งพระอ าราม มีขึ้นในรัช
สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีการ
เฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ 100 ปี ใน พ.ศ. 2425 ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ
ให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ทั้ งพระอารามในโอกาสที่มีพระราชพิธีฉลองพระนครครบ 150 ปี ในรัชกาลปัจจุบันโปรดเกล้าฯ ให้
บูรณปฏิสังขรณ์ทั้งพระอารามอีกครั้งใน พ.ศ. 2525 เมื่อมีการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี โดยมี สมเด็จพระเทพ
รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานในการบูรณะ

        วัดพระศรีรัต นศาสดารามเป็นวัดที่สําคัญและเป็นที่เชิดหน้าชูตาของบ้านเมือง ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่
สําคัญของประเทศ

เกร็ดพงศาวดาร




จัดทําโดย www.getwealth.ws
          พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหยกอ่อนสีเขียวดังมรกต เป็นพระพุทธรูปสกุล ศิลปะก่อนเชียงแสน
ถึงศิลปะเชียงแสน หลักฐานที่ตรงกันระบุว่าพบครั้งแรก ประดิษฐานอยู่ใน เจดีย์วัดป่าญะ เมืองเชียงแสน (ปัจจุบันคือวัด
พระแก้วงามเมือง อําเภอเมืองจังหวัดเชียงราย สภาพเป็นพระพุทธรูปพอกปูน ลงรักปิดทอง แต่เมื่อพระสงฆ์อัญเชิญออก
จากพระเจดีย์ จู่ๆฟ้าก็ผ่าลงมาทําให้ปูนบริเวณพระนาสิกเกิดกระเทาะออก เห็นเป็นเนื้อมรกต จึงกระเทาะปูนออกทั้งองค์
เห็นเป็นเนื้อหยกสีมรกตทั้งองค์

          หลังจากนั้น พระเจ้าสามฝั่งแกนแห่งเชียงใหม่ทราบข่าวการค้นพบพระพุทธรูปนี้ จึงเชิญมาประดิษฐานที่
เชียงใหม่ แต่ช้างทรงพระแก้วมรกตกลับไม่เดินทางไปยังเชียงใหม่ แต่ไปทาง ลําปางหาก ช้างนั้นมีพระแก้วมรกตอยู่บนหลัง
ช้าง เชียงใหม่เห็นว่าลําปางก็อยู่ในอาณาจักรล้านนาจึงนําไปไว้ที่วัดพระแก้วดอน เต้า ถึงสมัยพระเจ้าติโลกราช ได้เชิญ
พระแก้วมรกตมายังเชียงใหม่ สร้าง ปราสาทประดิษฐานไว้แต่ถูกฟ้าผ่าหลายครั้ง ครั้นเมื่อ พระเจ้าไชยเชษฐาแห่งล้านช้าง
ซึ่งเป็นญาติกับราชวงศ์ ล้านนามาครองเมืองเชียงใหม่ เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาเสด็จกลับ หลวงพระบาง ก็เชิญพระแก้วมรกต
ไปด้วยพร้อมกับพระพุทธสิหิงค์ ทางเชียงใหม่ขอคืนก็ได้แต่พระพุทธสิหิงค์ เมื่อล้านช้างย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบาง
มาเวียงจันทน์ก็เชิญพระแก้วมรกตลงมาด้วย ต่อมา สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นเมือง
หลวง พระองค์ได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกต และ พระบาง มาจากอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ (ลาว) ในครั้งนั้น
ประดิษฐานไว้ที่วัดอรุณราชวราราม ต่อมาเมื่อสิ้นรัชสมัยของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ทรงอัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรลงบุษบกในเรือพระที่นั่ง เสด็จข้ามฝั่ง แม่น้ําเจ้าพระยา มาประดิษฐานยังวัด
พระศรีรัตนศาสดาราม จนถึงปัจจุบัน ส่วน พระบางทรงพระราชทานคืนให้แก่ลาว

ความเชื่อเมื่อไปเยือนวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

         วัดพระแก้วเป็นวัดสําคัญของประเทศไทย ประกอบด้วยบูรณสถานสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย และพระแก้วมรกตก็ปก
ปักรักษาบ้านเมืองมาตลอด เปรียบได้ว่าเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองเลยก็ว่าได้ การเดินทางไปสักการะสักครั้งจะเป็น
มงคลแก่ชีวิตอย่างยิ่ง




จัดทําโดย www.getwealth.ws

								
To top