organic farming
Document Sample


หัวหน้ากลุ่ม 1. นางสาวกนกพร คงไทย รหัส 5012102301
2. นางสาวกนกวรรณ ยิงคุณ รหัส 5012102302
่
ั
หลักสูตรศิลปศาสตร์บณฑิต สาขาเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ 4 ปี ปี การศึกษา 2552 ภาคเรี ยนที่ 2
วิชา ศก441 การจัดการฟาร์ม กลุ่มเรี ยนที่ 2/2 บรรยายวันอังคาร เวลา 13.00-15.00 น. ปฏิบติวนศุกร์ เวลา 13.00-15.00 น.
ั ั
เกษตรอินทรีย์
1.ความสาคัญ 2
2.วัตถุประสงค์ 3
์
3.ประวัติความเป็ นมาของเกษตรอินทรี ยในต่างประเทศ 4
4.องค์กรระหว่างประเทศ 5
์
5.การดาเนินงานการระบบการผลิตสิ นค้าเกษตรอินทรี ยในต่างประเทศ 7
6.กฎระเบียบสหภาพยุโรปที่เกี่ยวข้องกับการทาการเกษตรอินทรี ยในสหภาพยุโรป
์ 12
์
7.การพัฒนาเกษตรอินทรี ยในประเทศไทย 14
์
8.การดาเนินงานการระบบการผลิตสิ นค้าเกษตรอินทรี ยในประเทศไทย 14
9.หน่วยงานต่างๆและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเกษตรอินทรี ย ์ 20
9.1 องค์กรภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการดาเนินการระบบเกษตรอินทรี ยในประเทศไทย
์ 20
์
9.2 การปฏิรูปกฎระเบียบการผลิตสิ นค้าเกษตรอินทรี ยมีผลต่อประเทศไทย 25
9.3 การส่ งเสริ มของหน่วยงานราชการไทย 27
์
10. หลักการจัดการของเกษตรอินทรี ยให้มีความอุดมสมบูรณ์ 28
์ ั
11. การผลิตพืชอินทรี ยของบริ ษทต่างๆ 35
ั
11.1 บริ ษท รังสิ ต ฟาร์ ม จากัด 35
ั
11.2 บริ ษท สวิฟท์ จากัด ผลิตหน่อไม้ฝรั่งอินทรี ย ์ 36
ั
11.3 บริ ษท ไทยออแกนิคโปรดักซ์ จากัด 40
12.ผลิตภัณฑ์อินทรี ยของไทยสู่ ตลาดโลก
์ 42
12.1 ข้าวอินทรี ย ์ 42
12.2 สตรอเบอร์รี่ 45
13.สรุ ปและข้อเสนอแนะ 48
14.การอ้างอิง 49
15.ภาคผนวก 50
1
1. ความสาคัญ
อาหารเป็ นหนึ่งในปั จจัยสี่ ที่สาคัญต่อการดารงชีพของมนุ ษย์
การเพิ่มจานวนประชากรของโลกอย่างรวดเร็ วมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระบบการทาการเกษตรกรรมเป็ นอย่า
งมาก
โดยเฉพาะอย่างยิงการพัฒนาเกษตรกรรมแบบใหม่หรื อเกษตรกรรมเคมีน้ นมุ่งประเด็นทางด้านการพัฒนาเศ
่ ั
รษฐกิจเป็ นหลัก เพื่อการส่ งออก
โดยมิได้คานึงถึงผลกระทบที่มีต่อสังคมและสิ่ งแวดล้อมซึ่ งได้รับความเสี ยหายอย่างหนัก
ั
การเกษตรกรรมแบบแผนใหม่น้ นเริ่ มต้นจากความต้องการปริ มาณพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นซึ่ งได้มาจากการทา
ั
ลายพื้นที่ป่าไม้อนเป็ นแหล่งกาเนิดที่สาคัญของต้นน้ าลาธาร ความอุดมสมบูรณ์ของดิน
่
และสิ่ งมีชีวตซึ่ งอาศัยอยูร่วมกันอย่างสมดุล
ิ
การทาลายพื้นที่ป่าไม้เพื่อการเพาะปลูกพืชหรื อการทาไร่ เลื่อนลอยนั้นเป็ นการใช้พ้ืนที่เพื่อการเพาะปลูกพืชช
นิดเดียวหรื อพืชเชิงเดี่ยวเป็ นจานวนหลายแสนไร่ ซ่ ึ งเป็ นการผิดธรรมชาติพร้อมกับมีการใช้สารเคมีเพื่อเพิ่มผ
ลผลิตทางการเกษตร ได้แก่
ั
การใส่ ปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้กบดินในการที่จะเร่ งอัตราการเจริ ญเติบและผลผลิตของพืชซึ่งผลิตเป็ น
จานวนมาก การใช้สารเคมีควบคุมและกาจัดวัชพืช การใช้สารเคมีป้องกันกาจัดโรค แมลง และศัตรู พืช
ในหลายประเทศที่กาลังพัฒนาและพัฒนาแล้วมีการใช้สารเคมีในพื้นที่การเกษตรในปริ มา
ณสู งมาก ก่อให้เกิดสารพิษปนเปื้ อนในดิน น้ า และอากาศเป็ นส่ วนใหญ่ และนอกจากนี้ส่วนที่เหลืออีก 25
่
เปอร์เซ็นต์ อยูในรู ปของสารพิษตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร จากการรายงานของกองระบาดวิทยา
กระทรวงสาธารณสุ ข ปี 2538
่
พบว่าเกษตรกรที่เข้ารับการตรวจเลือดอยูในเกณฑ์ไม่ปลอดภัยและเสี่ ยงต่อการเกิดพิษจากการได้รับสารเคมีเ
ข้าสู่ กระแสเลือดเป็ นจานวน 18 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2540 กองระบาดวิทยารายงานพบว่า
ู้
มีผป่วยจากการได้รับพิษสารเคมีป้องกันกาจัดศัตรู พืชจานวน 2,844 คน และเสี ยชีวต 29 คน ิ
ู้
โดยจังหวัดซึ่ งมีพ้ืนที่ที่มีสถิติผป่วยจากการได้รับสารพิษดังกล่าวสู งสุ ด 10 อันดับแรกได้แก่
จังหวัดกาแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร นครปฐม นครราชสี มา สุ พรรณบุรี เลย เพชรบูรณ์ พิษณุโลก
และเชียงใหม่ ส่ วนผลของสารเคมีที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศของสภาพแวดล้อมนั้น
พบว่ามีสารพิษตกค้างในดินและน้ า 100 และ 98 เปอร์ เซ็นต์ตามลาดับ สารเคมีที่ตรวจพบในดินและน้ า
ได้แก่ ไดโคโฟล (สารกาจัดไร) เบนซินเฮกซาคลอไรด์และเฮปตาคลอรี น
(สารกาจัดแมลงในกลุ่มออร์ แกนโนคลอรี น) และสารดีดีที
นอกจากนี้กรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ได้ตรวจพบสารพิษตกค้างในผลผลิการเกษตรจากผล
ไม้รับประทานทั้งเปลือก 5 ชนิด ได้แก่ องุ่น ชมพู่ ฝรั่ง พุทรา และละมุด
โดยพบสารเคมีในกลุ่มออร์ แกนโนฟอสเฟตและคาร์ บาเมทสู งถึง 98 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในปี 2540
2
กรมวิชาการเกษตรได้รายงานการวิเคราะห์สารพิษตกค้างในดินและน้ าบริ เวณพื้นที่การเกษตรและสิ่ งแวดล้อ
มในแปลงปลูกไม้ผลจากองุ่น มะม่วง และส้มโอ พบว่ามีสารพิษทั้ง 2 กลุ่ม
ดังกล่าวในปริ มาณค่อนข้างสู งเช่นกัน
ทั้งนี้เนื่ องจากเกษตรกรโดยส่ วนใหญ่มีการใช้สารเคมีไม่ถูกต้องตามคาแนะนา
ซึ่ งจะมีผลกระทบต่อการใช้น้ าเพื่อการบริ โภคของเกษตรกรเป็ นอันตรายต่อสุ ขภาพได้
ในทานองเดียวกันสารพิษสาหรับกาจัดแมลงได้ตรวจพบในพืชผักด้วยพบว่ามีการสะสมของสารพิษเกินมาต
รฐานความปลอดภัยด้วยเช่นกัน ส่ วนทางด้านผลผลิตการเกษตรส่ งออกนั้น
กรมวิชาการเกษตรรายงานพบว่า
มีสารพิษตกค้างของสารเคมีป้องกันกาจัดศัตรู พืชในสิ นค้าการเกษตรส่ งออกประเภทผักและผลไม้ปนเปื้ อน
่
สารพิษดังกล่าวอยูถึง 23 เปอร์เซ็นต์ จากรายงานของกรมวิชาการเกษตรในปี 2541 พบว่า
เกษตรกรใช้สารเคมีในกลุ่มออร์ แกนโนคลอรี นกันมาก
สารเคมีกล่าวนี้สลายค่อนข้างช้าและคงสภาพในสิ่ งแวดล้อมเป็ นระยะเวลายาวนาน
ไม่เหมาะที่จะนามาใช้ในพื้นที่เพาะปลูกพืชสาหรับการบริ โภค
การใช้สารเคมีป้องกันการเกิดศัตรู พืชส่ งผลให้เกิดการดื้อยาของโรคและแมลงศัตรู พืช
่
ศัตรู พืชหลายชนิดที่สามารถปรับตัวเพี่อความอยูรอดโดยสร้างความต้านทานหรื อดื้อยาต่อสารเคมี เช่น
เพลี้ยกระโดดสี น้ าตาล หนอนใยผัก หนอนเจาะสมอฝ้ าย ไรแดง และเชื้อราสาเหตุโรคพืชไฟท๊อปเธอร่ า
สารเคมีกาจัดศัตรู พืชมิได้เพียงแต่ทาลายศัตรู พืชเท่านั้น แต่มีผลต่อการทาลายศัตรู ธรรมชาติ
ซึ่งเป็ นแมลงที่มีประโยชน์ในการควบคุมศัตรู พืชด้วย ศัตรู ธรรมชาติมีจานวนลดลง ได้แก่ ตัวห้ าและตัวเบียน
ั ิ
รวมถึงพวกแมลงผสมเกสรให้กบพืชด้วย ทาให้ระบบนิเวศของสิ่ งมีชีวตในดินสู ญเสี ยความสมดุล
โดยเฉพาะอย่างยิงเชื้ อจุลินทรี ยที่เป็ นประโยชน์ในดินหลายกลุ่มถูกทาลาย
่ ์
มีผลทาให้เกิดความไม่สมดุลโดยที่เชื้ อสาเหตุโรคพืชในดินจะมีจานวนเพิ่มขึ้น
เนื่องจากสารเคมีมีผลทาให้สมบัติบางประการของดินเสื่ อมโทรมลง โดยที่สารเคมีประเภทปุ๋ ยเคมีบางชนิด
จะมีผลทาให้ค่าความเป็ นกรดเป็ นด่างของดินลดลง หรื อดินมีสภาพเป็ นกรดมากขึ้น
ซึ่ งสภาวะดังกล่าวนี้จะมีความเหมาะสมต่อการแพร่ ระบาดของเชื้ อสาเหตุโรคพืชได้มากขึ้น
จากผลกระทบดังกล่าวนี้ทาให้เกษตรกรมีค่าใช้จ่ายในการที่จะเพิ่มผลผลิตพืชเพิ่มขึ้น
โดยจะต้องเสี ยค่าใช้จ่ายในการซื้ อปุ๋ ยเคมีและสารเคมีกาจัดศัตรู พืชที่มีฤทธิ์ รุนแรงในการทาลายมากขึ้น
ั
ประกอบกับราคาของสารเคมีดงกล่าวนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ซึ่ งจะเป็ นปฏิภาคผกผันกับราคาผลผลิตของเกษตรกรกลับตกต่า
ทาให้เกษตรกรประสบกับการขาดทุนไม่สามารถที่จะดารงชีพโดยพึ่งพาการทาการเกษตรเพียงอย่างเดียวได้
ทาให้เกษตรกรจาเป็ นที่จะต้องดิ้นรนหารายได้ในด้านอื่นด้วย
ั
แต่อย่างไรก็ตามรายได้จากการประกอบอาชีพงานด้านอื่นก็ยงไม่เพียงพอต่อการนาไปเลี้ยงครอบครัว
3
ดังนั้นระบบการเกษตรอินทรี ยเ์ ป็ นเกษตรกรรมทางเลือกอีกประเภทหนึ่งในการผลิตเป็ น
สิ นค้าอาหารเกษตรอินทรี ย ์ สิ นค้าอาหารจากเกษตรอินทรี ย ์ (Organic Food)
เป็ นสิ นค้าอาหารที่มาจากการทาเกษตรกรรมโดยยึดในหลักการทาการเกษตรตามวิถีทางธรรมชาติ
์ ้
ซึ่งสามารถใช้สารอินทรี ยและปุ๋ ยอินทรี ย ์ แต่หามใช้สารเคมี ปุ๋ ยเคมี ยาฆ่าแมลงที่เป็ นสารเคมี
และเมล็ดพันธุ์พืชที่มีการตัดต่อพันธุ กรรมในกระบวนการเพาะปลูก
ิ ์ ั
ทั้งนี้วธีทาการเกษตรแบบเกษตรอินทรี ยจะต้องมีข้ นตอน กระบวนการตรวจสอบในไร่ นา
และระบบรับรองกระบวนการผลิตและคุณภาพของผลผลิตอย่างชัดเจนและโปร่ งใส
2. วัตถุประสงค์
1. เพื่อศึกษาการฟื้ นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินดินเป็ นปั จจัยสาคัญที่สุดของสิ่ งมีชีวิต
ิ ่
เพราะสิ่ งมีชีวตทุกชนิดเกิดขึ้น ดารงอยูและตายไปต้องอาศัยดิน
ิ ิ
ในขณะที่พืชเป็ นสิ่ งมีชีวตที่เป็ นอาหารของมนุษย์และสัตว์ ฉะนั้นพืชจึงเป็ นแหล่งอาหารเริ่ มต้นของสิ่ งมีชีวต
้
ดังนั้นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ตองมีคุณสมบัติที่ประกอบด้วยส่ วนสาคัญ 3 ประการ คือ แร่ ธาตุ อินทรี ยวัตถุ
ิ
และสิ่ งมีชีวต
ั
ดังนั้นจึงมีวตถุประสงค์เพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินโดยให้ความสาคัญของโครงสร้างทางกายภาพ
ิ
ของดิน และองค์ประกอบที่เป็ นธาตุอาหารพืช อินทรี ยวัตถุและสิ่ งมีชีวตในดิน
2.
เพื่อศึกษาการสร้างความปลอดภัยของอาหารเนื่องจากการใช้สารเคมีในปริ มาณที่มากและสะสมเป็ นระยะเว
ลานานของรู ปแบบการเกษตรกระแสหลัก ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่ งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
ด้านเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อพัฒนาการของภูมิปัญญาท้องถิ่น และที่สาคัญที่สุด คือ
้
ผลกระทบต่อสุ ขภาพของเกษตรกรและผูบริ โภคจากสารพิษที่ตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร
3. เพื่อศึกษาความสมบูรณ์ของดินโดยวิธีการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ ยคอก จุลินทรี ย ์
3. ประวัติความเป็ นมาของเกษตรอินทรีย์ในต่ างประเทศ
การเกษตรอินทรี ยเ์ กิดขึ้นครั้งแรกในกลุ่มประเทศของทวีปยุโรป
้
เกิดจากแนวคิดของนักวิทยาศาสตร์ ดานการเกษตร คือ F.H. King และ Sir Albert Howard โดยในปี ค.ศ.
ั
1943 เซอร์ อลเบิร์ต
์ ั
โฮวาร์ด ได้วางหลักการเกษตรอินทรี ยที่สาคัญไว้เป็ นครั้งแรกโดยได้จดพิมพ์ผลงานสาคัญชื่อว่า An
Agricultural Testament ได้ศึกษาจากระบบเกษตรกรรมแบบพื้นเมืองของประเทศทางตะวันออก ได้แก่
์
ประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และอินเดีย ซึ่ งมีหลักการของเกษตรอินทรี ยโดยสรุ ปกล่าวคือ
สุ ขภาพที่ดีเป็ นพื้นฐานของสิ่ งมีชีวตทั้งหมดบนพื้นโลก สุ ขภาพที่ดีมีความเกี่ยวข้องกับ ดิน พืช สัตว์
ิ
และมนุษย์ ซึ่ งจะเชื่อมโยงประสานซึ่ งกันและกัน
ความอ่อนแอและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับดินจะมีผลกระทบตามมาต่อสิ่ งมีชีวิตทั้งหมด
4
ปั ญหาการระบาดของโรคและแมลงที่มีต่อพืชและสัตว์ ส่ งผลกระทบต่อสุ ขภาพของมนุษย์
ซึ่ งสุ ขภาพที่ไม่ดีของพืช สัตว์ และมนุษย์เกิดขึ้นจากดินมีปัญหา
ั ั
ซึ่ งการแก้ปัญหาของดินโดยการใช้สารเคมีน้ นไม่อาจทาให้พฒนาคุณภาพของดินได้
หากละเลยการปรับปรุ งบารุ งดินเพื่อเพิมความอุดมสมบูรณ์ของดินจึงนาเป็ นต้องมีการปรับเปลี่ยนการพัฒนา
่
้
แก้ปัญหาที่ตนเหตุ
โดยการนาทรัพยากรธรรมชาติที่เหลือใช้กลับคือสู่ ดินผสมผสานกับการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์
ิ
และไม่กระทาการใดๆ ที่จะเป็ นการทาลายสิ่ งมีชีวตเล็กๆ ในดิน
่
ซึ่ งเป็ นประโยชน์ในการแปรสภาพแร่ ธาตุให้อยูในรู ปที่เป็ นประโยชน์ต่อไป
ั ์
ในปั จจุบนจากการทาการเกษตรอินทรี ยในต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริ กา
ประเทศแคนนาดา ประเทศในกลุ่มยุโรป ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย
์
มีเกษตรกรที่ดาเนินการทาเกษตรอินทรี ยประมาณ 1 เปอร์ เซ็นต์ของเกษตรทั้งประเทศ
เกษตรกรที่เปลี่ยนจากการทาเกษตรแบบเก่ามาเป็ นเกษตรกรรมอินทรี ยเ์ นื่ องจากความตระหนักต่อปั ญหาเรื่ อ
งดิน สุ ขภาพของมนุษย์และสัตว์ที่ได้รับอันตรายจากสารเคมี การหาทางลดต้นทุนการผลิต
และการตระหนักต่อปั ญหาสิ่ งแวดล้อม
ระบบเกษตรอินทรี ยได้รับการยอมรับอย่างเป็ นทางการในด้านวิชาการ เมื่อประมาณหนึ่ งทศวรรษที่ผานมานี้
์ ่
โดยหน่วยงานของรัฐบางประเทศสหรัฐอเมริ กา
ซึ่งกระทรวงเกษตรดาเนินการสารวจและรายงานผลของการทาเกษตรอินทรี ยทวประเทศ ์ ั่
์
จากการศึกษาพบว่าพื้นที่การทาเกษตรอินทรี ยไม่ถูกจากัดโดยขนาด โดยมีพ้ืนที่ขนาดเล็กตั้งแต่ 25-125 ไร่
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ และพื้นที่ขนาดใหญ่ระหว่าง 250-0,750 ไร่
ในภาคตะวันตกและภาคตะวันตกตอนกลางของประเทศสหรัฐอเมริ กา
์ั
ซึ่ งพื้นที่เกษตรอินทรี ยดงกล่าวนี้มีการจัดการอย่างดีและมีประสิ ทธิ ภาพใช้ระยะเวลาประมาณ 4-5 ปี
เป็ นช่วงที่เปลี่ยนผ่านจากระบบเกษตรเคมีมาเป็ นเกษตรอินทรี ย ์
การเกษตรอินทรี ยน้ นมิได้เป็ นการถอยหลังไม่สู่การทาเกษตรดั้งเดิมตามที่เข้าใจ
์ ั
ซึ่งการเกษตรอินทรี ยในประเทศสหรัฐอเมริ กานั้นยังคงมีการใช้เครื่ องจักรทุ่นแรง มีพนธุ์พืชที่มีคุณภาพ
์ ั
มีคาแนะนาการจัดการดินและน้ าอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ
สิ่ งที่สาคัญคือการปฏิเสธหลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกาจัดศัตรู พืช
มีการใช้พืชตระกูลถัวและพืชคลุมดินปลูกเป็ นพืชหมุนเวียนเพื่อทดแทนธาตุอาหารที่สาคัญบางชนิดจากปุ๋ ยเ
่
คมี ได้แก่ ไนโตรเจน มีการนามูลสัตว์เพื่อผลิตเป็ นปุ๋ ยคอกสาหรับหมุนเวียนธาตุอาหารที่สาคัญ ได้แก่
ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส จากข้อมูลดังกล่าวนี้ประเทศสหรัฐอเมริ กาได้พิมพ์เป็ นรายงานในปี ค.ศ. 1980
ในหนังสื อชื้อว่า Report and Recommendations on Organic Farming
4.องค์ กรระหว่ างประเทศ
5
์
1. สหพันการเกษตรอินทรี ยระหว่างประเทศ (International Federation of Organic
Agricultural Movement) เรี ยกย่อว่า ไอโฟม (IFORM) ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2515
โดยการริ เริ่ มของประธานสมาคมเกษตรกรที่ชื่อ Nature et progress –ของฝรั่งเศส
ซึ่ งมีมูลฐานจากความต้องการรวมตัวกันของผูที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรอินทรี ยทวโลก
้ ์ ั่
ั
โดยมีวตถุประสงค์เพื่อเป็ นศูนย์กลางของการขับเคลื่อนและประสานงานเพื่อกาพัฒนาเกษตรอินทรี ยระหว่าง ์
ประเทศ โดยเริ่ มจากการรวมตัวกันของกลุ่มเกษตรกรทางเลือกในอินเดียและอังกฤษ
ต่อมาได้ขยายไปในกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาเยอรมัน(เช่น เยอรมัน ออสเตรี ย สวิส ฝรั่งเศส และแคนาดา)
จนกระทังประมาณ พ.ศ. 2525ได้ขยายวงออกไปยัง สหรัฐอเมริ กา และประเทศในอาฟริ กา
่
ั ั
รวมทั้งได้มีการเชื่อมโยงและสัมพันธ์อนดีกบองค์การอาหารอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO)
ั ์ ั่
ไอโฟม มีอายุจนถึงปัจจุบน35ปี ดาเนินกิจกรรมการเกษตร อินทรี ยทงในด้านวิชาการการผลิต
การกาหนดมาตรฐานและการตรวจรับรองโดยเป็ นการจดทะเบียนเป็ นองค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศฝรั่งเศ
่
ส และประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มีสานักเลขาธิ การอยูที่เมือง Tholey-Tholey ประเทศเยอรมัน
เป็ นองค์กรที่ไม่แสวงหากาไร ในปี พ.ศ.2541 มีองค์กรที่เป็ นสมาชิกจานวน630องค์กร
่
:ซึ่ งตั้งอยูในประเทศสมาชิกจานวน103ประเทศมีการประชุมสมัชชาใหญ่ของมวลสมาชิก(General
Assembly) ทุก2ปี เพื่อกาหนดนโยบายขององค์กร
สหพันธ์ฯได้กาหนดมาตรฐานเกษตรอินทรี ยเ์ ป็ นครั้งแรกในปี 2532ซึ่ งใช้เป็ นมาตรฐานในการรับรองคุณภา
พสิ นค้าเกษตรอินทรี ยเ์ พื่อจาหน่ายให้แก่ผบริ โภคในกลุ่มยุโรป
ู้
กิจกรรมที่สาคัญของไอโฟม ได้แก่การร่ วมมือกับ FAO/WHO Codex Alimentarius และ
สหภาพยุโรปในการกาหนด มาตรฐานเกษตรอินทรี ยเ์ พื่อให้เป็ นที่ยอมรับของมวลประเทศสมาชิก
ั
ซึ่งในปัจจุบนได้มีการแปลออกเป็ นภาษาต่างๆ รวม 18 ภาษา
์
ไอโฟมได้ให้คาจากัดความของเกษตรอินทรี ยใน4หลักการคือ
์
หลักการด้านสุ ขอนานัย “เกษตรอินทรี ยควรรักษาและเพิ่มพูนสุ ขอนานัยของ ดิน พืช
สัตว์ มนุษย์และจักรวาลซึ่ งรวมกันเป็ นหนึ่งเดียว โดยไม่แยกออกจากกัน”
หลักการทางด้านนิเวศวิทยา
์
“เกษตรอินทรี ยควรเกิดขึ้นด้วยการสร้างสัมพันธ์ภาพที่ให้ความเป็ นธรรมและเสมอภาคทั้งในด้านสิ่ งแวดล้อ
มและโอกาสของความเป็ นมนุษย์อย่างเท่าเทียมและเป็ นธรรม”
หลักการทางด้านความเป็ นธรรมและเสมอภาค
์
“เกษตรอินทรี ยควรเกิดขึ้นด้วยการสร้างสัมพันธ์ภาพที่ให้ความเป็ นและเสมอภาคทั้งในด้านสิ่ งแวดล้อมและ
โอกาสของความเป็ นมนุษย์อย่างเท่าเทียมและเป็ นธรรม”
หลักการทางด้านความรับผิดชอบต่อสังคม
เกษตรอินทรีย์ควรมีการจัดการบนพื้นฐานของความรับผิดชอบและระมัดระวังในการปกป้
ี่
องสุขภาพ และสภาพความเป็ นอยู่ทดีของมนุษย์และสิ่ งแวดล้ อมทั้งในปัจจุบันและอนาคต
6
่ ์
แม้วาจะมีความพยายามมากมายในการให้คาจากัดความว่า เกษตรอินทรี ยหมายถึงอะไร
์
แต่คานิยามที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากที่สุดเห็นจะเป็ นคานิยามของสหพันธ์เกษตรอินทรี ยนานา
ชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movement – IFOAM)
์
ซึ่ งเป็ นเครื อข่ายขององค์กรด้านเกษตรอินทรี ยระหว่างประเทศ ที่มีสมาชิกกว้างขวางที่สุดในโลก
์ ์ ่
สหพันธ์เกษตรอินทรี ยนานาชาติได้สรุ ปความหมายเกษตรอินทรี ยไว้วา คือ
“Organic agriculture is a production system that sustains the health of soils, ecosystems and people. It
relies on ecological processes, biodiversity and cycles adapted to local conditions, rather than the use of
inputs with adverse effects. Organic agriculture combines tradition, innovation and science to benefit the
shared environment and promote fair relationships and a good quality of life for all involved.”
่
“ระบบการผลิตที่ให้ ความสาคัญกับความยังยืนของสุขภาพดิน ระบบนิเวศ และผู้คน
เกษตรอินทรี ย์พึ่งพาอาศัยกระบวนการทางนิเวศวิทยา ความหลากหลายทางชี วภาพ และวงจรธรรมชาติ
้
ที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ ละพืนที่ แทนที่จะใช้ ปัจจัยการผลิตที่มีผลกระทบทางลบ
้
เกษตรอินทรี ย์ผสมผสานองค์ ความรู้ พืนบ้ าน นวัตกรรม
และความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ ในการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้ อม และส่ งเสริ มความสัมพันธ์ ที่เป็ นธรรม
และคุณภาพชี วิตที่ดีของทุกผู้คนและสิ่ งมีชีวิตต่ างๆ ที่เกี่ยวข้ อง”
มติที่ประชุมใหญ่ IFOAM มิถุนายน 2551 อิตาลี
2. คณะกรรมการว่าด้วยอาหารของ FAO/WHO (Codex Alimentaarius
commission,1999).หรื อ Codex
ั
เป็ นชื่อย่อที่รู้จกกันโดยทัวไปของคณะกรรมาธิ การระหว่างประเทศที่มีชื่อเต็มว่า codex Alimentarius
่
commission ตั้งขึ้นโดยองค์กรอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ(Food and Agriculture organization -
FAO) ร่ วมกับองค์การอนามัยโลก (World Health Organization - WHO)
้
มีกรรมการจากตัวแทนประเทศทัวโลกมีหน้าที่ในการกาหนดมาตรฐานอาหารที่สามารถใช้อางอิงอย่างเป็ นส
่
ากลรวมทั้งสนับสนุนให้รัฐบาล
แต่ละประเทศได้กาหนดมาตรฐานอาหารของตนเองที่สอดคล้องกับมาตรฐานของcodexด้วยโดยที่มาตรฐาน
ของCodexสามารถจะใช้เป็ นหลักฐานอ้างอิงในกรณี ของการขัดแย้งจากการกีดกันทางการค้าระหว่างประเท
ศที่อาจเกิดขึ้นได้
ั
ในปัจจุบน Codex
ได้กาหนดมาตรฐานการใช้ฉลากของผลิตภัณฑ์จากพืชอินทรี ยเ์ สร็ จและได้ประกาศใช้แล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2542
์ั ่
สาหรับมาตรฐานสัตว์อินทรี ยยงอยูในระหว่างการพิจารณา
7
์
อย่างไรก็ตามเป็ นที่ยอมรับกันว่าการดาเนินงานของcodexค่อนข้างจะช้ากว่าองค์การเอกชนอินทรี ยระหว่างป
ระเทศ
คือIFORMทาให้การไขปรับปรุ งในสิ งได้มีการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมและต่อเหตุการณ์จึงกระทาได้ไม่สะ
ดวกนัก ฉะนั้นจึงทาให้มาตรฐานของCodexจึงไม่ค่อยได้รับการนาไปอ้างอิงเท่าใดนัก
อย่างไรก็ตามมาตรฐานของCodexมีความคล้ายและใกล้เคียงกับเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่าที่กาหนดโดย
ั
IFORMจึงไม่มีปัญหาในทางปฏิบติที่จะเลือกอย่างหนึ่งอย่างใดที่สะดวกเหมาะสมต่อสถานการณ์
์ ั
Codex ได้ให้คาจากัดความของเกษตรอินทรี ยไว้ดงนี้
“เกษตรอินทรี ย ์
เป็ นระบบการทาฟาร์ มที่ให้ความสาคัญของเพิมประสิ ทธิ ภาพโดยการจัดการระบบนิเวศมากกว่าการใช้ปัจจัย
่
การผลิต จาก ภายนอกฟาร์ ม เป็ นระบบที่ให้ความสาคัญในศักยภาพและผลกระทบการเกษตรที่มีต่อ
สิ่ งแวดล้อม และสังคม โดยงดเว้นการใช้ปัจจัยการผลิตที่เป็ นสารเคมีสังเคราะห์ เช่น ปุ๋ ยเคมี
สารกาจัดศัตรู พืช สารกันบูด สารปรุ งแต่ง ยารักษาโรค ปศุสัตว์
พันธุ์พืชและสัตว์ที่มีการดัดแปลงทางพันธุ กรรม และสารกัมตภาพ ทั้งนี้โดยการปรับปรุ งวิธีการ
โดเน้นการจัดการสภาพนิเวศให้เหมาะสมในแต่ละแห่งซึ่ งมีความแตกต่างกัน (site-specific management)
เพื่อที่จะรักษาและเพิ่มพูนความอุดมสมบูรณ์ของดินและการป้ องกันศัตรู พืชในระยะยาว”
5. การดาเนินงานการระบบการผลิตสิ นค้ าเกษตรอินทรีย์ในต่ างประเทศ
ในปัจจุบนคนนิยมหันมาปลูกพืชเกี่ยวกับเกษตรอินทรี ยมากในต่างประเทศต่างๆเช่นออสเ
ั ์
ตรเลีย จีน อาร์ เจนติน่า ที่มีการปลูกพืชเกษตรอินทรี ยมากใน3อันดับแรกโดยดูจากตารางที่ 5
์
ซึ่ งเป็ นอันดับพื้นที่การปลูกเกษตรอินทรี ย ์
์ ั่
ตารางที่ 5 พื้นที่เกษตรอินทรี ยทวโลก 10 อันดับแรก
ประเทศ พื้นที่เกษตรอินทรี ย(์ ไร่ ) อัตราส่ วนพื้นที่ต่อพื้นที่รวม(%)
1.ออสเตเลีย 75,791,456 38.49
2.จีน 21,666,062 11.00
3.อาร์ เจนติน่า 17,500,000 8.89
5.สหรัฐอเมริ กา 5,556,550 2.82
่
อันดับทีน่าสนใจ
52.ญี่ปุ่น 187,500 0.10
68.ไทย 87,156 0.04
78.เวียดนาม 40,468 0.02
ที่มา : 14.1
8
กรมส่ งเสริ มการส่ งออก กระทรวงพาณิ ชย์
ได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับสิ นค้าเกษตรอินทรี ยในกลุ่มประเทศยุโรป
์
์
โดยเฉพาะอย่างยิงข้อมูลสิ นค้าอาหารเกษตรอินทรี ยในประเทศเดนมาร์ ค สวีเดน
่
และฝรั่งเศสซึ่ งเป็ นประเทศที่ได้ดาเนิ นการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรี ยมานาน ์
์
มีระบบการรับรองและมีมาตรฐานการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์แบบเกษตรอินทรี ยที่ได้รับการยอมรับจากทุก
ตลาดและประชาชนมีแนวความคิดอนุรักษ์ธรรมชาติและมีแนวโน้มที่จะบริ โภคสิ นค้าอาหารและผลิตภัณฑ์
ที่ไม่ทาลายธรรมชาติเพิ่มมากขึ้นโดยมีระบบการดาเนินงานดังนี้คือ
5.1. ระบบการรับรองและตรวจสอบสิ นค้าเกษตรอินทรี ย ์ ในประเทศเดนมาร์ก
้
รัฐบาลเป็ นผูควบคุมการผลิตตั้งแต่เริ่ มเพาะปลูกไปจนถึงการออกเครื่ องหมายรับรองอนุญาตให้ใช้เครื่ องหม
ายก่อนวางจาน่าย
เกษตรกรจะต้องเสนอแผนการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกจากฟาร์ มทัวไปมาเป็ นฟาร์ มที่เพาะปลูกแบบเกษตร
่
อินทรี ย ์ หรื อ อูโคโลกีส (okologisk) โดยส่ งแผนดาเนินการมายังหน่วยงานควบคุม คือ The Danish Plant
Directorate ซึ่ งเป็ นหน่วยงานภายใต้กระทรวงอาหาร เกษตร และประมง
ั
เมื่อแผนดังกล่าวได้รับการอนุมติเกษตรกรก็สามารถดาเนิ นการได้และกระทรวงอาหาร เกษตร และประมง
จะส่ งหน่วยตรวจสอบเข้าไปตรวจสอบวิธีการเพาะปลูก พื้นที่เพาะปลูกและโรงนา
และส่ งรายงานและเก็บข้อมูลของฟาร์ มนั้นกลับมายังกระทรวงฯ เมื่อครบ 5 ปี
ก็จะอนุญาตให้ผลิตผลจากฟาร์ มนั้นใช้เครื่ องหมายของรัฐที่เรี ยกว่า เครื่ องหมายอู (มาจากคาว่า อูโคโลกีส)
ั ์
ติดบนบรรจุภณฑ์และวางจาหน่ายในฐานะอาหารจากผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรี ยได้ สาหรับประเทศสวีเดน
์่
เรี ยกผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรี ยวา อีโคโลกีส (Ekologisk)
้
ซึ่งองค์กรเอกชนเป็ นผูดาเนินการในการให้การรับรองระบบการเพาะปลูก การตรวจสอบในฟาร์ม
และการให้เครื่ องหมายรับรองผลผลิตก่อนวางจาหน่ายแก่ผบริ โภค ู้
รัฐบาลมีบทบาทในการดูแลรับรององค์กรเอกชน และให้การสนับสนุนทางการเงินแก่องค์กรเอกชน
์
องค์กรเอกชนที่ทาหน้าที่ให้เครื่ องหมายรับรองแก่สินค้าอาหารว่าเป็ นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรี ยมีเพียงองค์กรเ
์่
ดียว คือ องค์กร KRAV ประเทศฝรั่งเศส เรี ยกผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรี ยวา Biologique
เริ่ มต้นภาคเอกชนได้เห็นความสาคัญในเรื่ องการเกษตรแบบเกษตรอินทรี ยก่อน ์
และได้ออกระบบรับรองตรวจสอบ และเครื่ องหมายรับรองสาหรับผลิตภัณฑ์ข้ ึนมาใช้ก่อน
ต่อมารัฐบาลได้ให้ความสาคัญในเรื่ องเกษตรอินทรี ยมากขึ้น ์
และได้ซ้ื อเครื่ องหมายรับรองมาจากเอกชนและวางระบบการตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์
ั ั
โดยมอบหมายให้บริ ษทเอกชน 5 บริ ษท คือ ECOCERT SARL OUALITE FRANCE, AFAQ-ASCERT
INTERNATIONAL QNPC (Qualite Nord-Pas-de-Calais) และ ULASE
้
เป็ นผูดาเนินการรับรองระบบการเพาะปลูก การตรวจสอบในฟาร์ม
9
และการให้เครื่ องหมายรับรองผลผลิตซึ่ งเป็ นของรัฐก่อนวางจาหน่าย
ั ั
โดยบริ ษทตรวจสอบทุกบริ ษทจะต้องรายงานผลการตรวจสอบฟาร์ม
และสิ นค้าที่ให้การรับรองให้กระทรวงเกษตรทราบทุก 2-3 ครั้งในหนึ่งปี สิ่ งที่เหมือนกันของทั้ง 3 ประเทศ
้
คือ หน่วยที่เป็ นองค์กรตรวจสอบจะเป็ นผูออกกฎ บริ หารกฎระเบียบที่ออกมา
และตรวจสอบว่ากฎที่ออกมาได้ถูกนาไปใช้อย่างครบถ้วนแล้ว
ู้ ่
จึงอนุ ญาตให้ผที่ผานการตรวจสอบแล้วนาเครื่ องหมายไปใช้ได้
ประเทศจีนมีมาตรฐานอาหารอยู่ 3มาตรฐาน คือ
1.อาหารการควบคุมปนเปื้ อน(Non-polluted Food)
่
ควบคุมโดยกระทรวงเกษตรไม่ให้มีการใช้สารเคมีที่อยูในระดับอันอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุ ขภาพของ
ประชาชน
2.อาหารอนามัย(Green food) มีมาตรฐานการรับรองและขึ้นทะเบียน โดยลดการใช้สารเคมีลงครึ่ งหนึ่ง
์
3.อาหารอินทรี ย(์ Organic Food) มีมาตรฐานอาหารอินทรี ยกาหนดโดยรัฐบาล
5.2
การให้ความช่วยเหลือต่อเกษตรกรที่เปลี่ยนจากการเพาะปลูกแบบใช้สารเคมีมาเป็ นการเพาะปลูกและเลี้ยงสั
ตว์แบบเกษตรอินทรี ย ์ เกษตรกรของประเทศเดนมาร์ก ประเทศสวีเดน และประเทศฝรั่งเศส
จะได้รับความช่วยเหลือเป็ นเงินจากรัฐบาลของประเทศตนเอง และจากรัฐบาลของสหภาพยุโรป
โดยแต่ละประเทศจะวางกฎเกณฑ์ในเรื่ องจานวนเงินที่จะได้รับและจานวนปี ที่จะได้รับความช่วยเหลือตามค
วามเหมาะสมของแต่ละประเทศ เช่น ประเทศเดนมาร์ กจะให้ความช่วยเหลือเป็ นเวลา 5 ปี
่
เนื่องจากได้วางกฎไว้วาการปรับเปลี่ยนจะต้องใช้เวลา 5
ปี ผลิตผลจากฟาร์ มที่ปรับเปลี่ยนจึงจะสามารถนาออกขายโดยมีเครื่ องหมายรับรองว่าเป็ นผลิตภัณฑ์เกษตรอิ
์ ่ ั
นทรี ยติดอยูบนบรรจุภณฑ์ได้ ส่ วนประเทศฝรั่งเศสจะให้ความช่วยเหลือเพียง 3 ปี เพราะถือว่าภายใน 3
ปี เกษตรกรสามารถขายสิ นค้าที่มีเครื่ องหมายรับรองว่าเป็ นผลิตภัณฑ์จากเกษตรอินทรี ยได้ ์
รัฐบาลของประเทศเดนมาร์ก ประเทศสวีเดน และประเทศฝรั่งเศส
ได้กาหนดให้นโยบายการปรับเปลี่ยนจากการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์แบบใช้สารเคมีมาเป็ นการเพาะปลูกแล
์
ะเลี้ยงสัตว์แบบเกษตรอินทรี ยให้เป็ นนโยบายแห่งชาติ
์ั
(มีการเปรี ยบเทียบพื้นที่เกษตรกรรมกับเกษตรอินทรี ยดงตาราง5.2)
ั
โดยมีการตั้งเป็ นคณะกรรมาธิการซึ่งมีตวแทนจากสหภาพเกษตรกร
ู้
สหพันธ์ผทาการเกษตรแบบเกษตรอินทรี ย ์ หน่วยงานภาครัฐองค์กรเอกชน สหพันธ์ผคาปลีก ู้ ้
ั
และสหพันธ์นกอุตสาหกรรมแปรรู ปสิ นค้าเกษตร
ั
มาประชุมและวางนโยบายร่ วมกันเพื่อวางแผนให้กบการเกษตรดังกล่าวในระยะยาวและได้กาหนดเพิ่มเป้ าห
มายให้มีพ้ืนที่เกษตรกรรมแบบเกษตรอินทรี ยเ์ พิมขึ้นร้อยละ 10-20 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศในปี 2003
่
นอกจากนี้สหภาพเกษตรกรในแต่ละประเทศมีความเข้มแข็ง
10
สามารถรวมกันและจัดระบบองค์กรให้คาแนะนาในการทาเกษตรกรรมแบบเกษตรอินทรี ยให้แก่เกษตรกรไ ์
ด้ ทั้งยังกาหนดให้มีการสอนและฟาร์ มสาธิ ตในวิทยาลัยเกษตรในทุกภูมิภาคของประเทศด้วย
5.3 การวางตลาดและการจัดจาหน่าย ประเทศเดนมาร์กและประเทศสวีเดน
์
สิ นค้าอาหารจากผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรี ยที่วางตลาดและจัดจาหน่ายในซุ ปเปอร์ มาร์ เกตมีควาหลากหลาย
ั
มีท้ งผลิตภัณฑ์ที่เป็ นของสด เช่น ไข่ไก่ นมสด ผักสด ได้แก่ แครอท ผักหอมใหญ่ มันฝรั่ง ผักกาด ฯลฯ
และผลไม้ เช่นกล้วยหอม แอปเปิ้ ล ฯลฯ ส่ วนผลิตภัณฑ์ที่เป็ นสิ นค้าแปรรู ป ได้แก่ แยม คุกกี้ กาแฟผง
มะพร้าวผง น้ าตาล และเมล็ดธัญพืชสี เปลือกออกหรื ออบแห้ง เช่น ข้าวสาร
(บรรจุขนาดเล็กน้ าหนักไม่เกินครั่งกิโลกรัม) ถัวต่างๆ ฯลฯ
่
โดยวางจาหน่ายในชั้นเคียงข้างกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่เกษตรอินทรี ย ์
์
และราคาของสิ นค้าผลิตภัณฑ์จากเกษตรอินทรี ยจะแพงกว่าสิ นค้าธรรมดาสองถึงสามเท่า
ยกเว้นสิ นค้านมสดในประเทศเดนมาร์ กมีราคาเท่ากับนมสดที่มาจากฟาร์ มธรรมดา เนื่องจากมีการผลิตมาก
ตารางที่ 5.2 สัดส่ วนของพื้นที่เกษตรอินทรี ยเ์ ปรี ยบเทียบกับพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมดในแต่ละประเทศ 10
อันดับแรก
ประเทศ สัดส่ วนของพื้นที่เกษตรอินทรี ยเ์ ปรี ยบเทียบกับพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมดของประเทศ
(%)
1.ลิคเตนสไตน์ 26.40
2.ออสเตรี ย 13.53
3.สวิสเซอร์แลนด์ 11.33
4.ฟิ นแลนด์ 7.31
5.สวีเดน 6.80
6.อิตาลี 6.22
7.สาธารณรัฐเชค 6.09
8.เดนมามาร์ก 5.76
9.โปรตุเกส 5.42
10.เอสโทเนีย 5.17
่ ่
อันดับอืนทีน่าสนใ
จ
13.เยอรมนี 4.52
14.สหราชอาณาจัก 4.39
ร
11
20.ออสเตลีย 2.71
31.อาร์ เจนตินา 1.58
48.ญี่ปุ่น 0.56
69.สหรัฐอเมริ กา 0.22
85.ไทย 0.07
86.เวียดนาม 0.07
ที่มา : 14.1
สาหรับประเทศฝรั่งเศส
์
สิ นค้าจากผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรี ยที่วางตลาดและจัดจาหน่ายในซุ ปเปอร์ มาร์ เกตมีความหลากหลายน้อยกว่า
ในประเทศเดนมาร์กและประเทศสวีเดนซึ่งดูได้จากตารางที่5.3ที่แสดงปริ มาณสิ นค้าเกษตรอินทรี ยที่วางขาย ์
ในซุ เปอร์ มาร์ เก็ตของแต่ละประเทศ
ั
นอกจากนี้ยงจัดมุมและชั้นวางขายสิ นค้าเหล่านี้แยกออกมาจากสิ นค้าธรรมดาโดยมีราคาแพงกว่าสิ นค้าธรรม
ดาสองถึงสามเท่า นอกจากนี้
กลุ่มผูบริ โภคสิ นค้าอาหารจากผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรี ยในประเทศฝรั่งเศสจะนิยมซื้ อจากร้านค้าที่ขายเฉพาะ
้ ์
สิ นค้าผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรี ย ์ ซึ่ งในร้านค้าดังกล่าวจะมีสินค้าหลากหลายชนิดให้เลือกซื้ อ ทั้งไวน์ เบียร์
ขนมต่างๆ ผักผลไม้สดและแปรรู ป
ู้
ความหลากหลายของชนิดสิ นค้าที่มีให้ผบริ โภคเลือกซื้ อได้เป็ นเพราะมีการนาเข้าจากประเทศต่างๆ
รวมถึงการนาเข้าผลไม้ในเขตร้อนทั้งสดและแปรรู ปจากประเทศมาดากัสการ์ ดวย ้
์
ตารางที่ 5.3 แสดงปริ มาณเป็ นร้อยละของสิ นค้าเกษตรอินทรี ยที่วางขายใน ซุเปอร์มาร์ เก็ต
ประเทศ ์
สิ นค้าอินทรี ยในซุ เปอร์ มาร์ เก็ต
เดนมาร์ก 85%
สหราชอาณาจักร 80%
สวิสเซอร์แลนด์ 75%
ออสเตรี ย 70%
สหรัฐอเมริ กา 50%
อิตาลี 45%
ฝรั่งเศส 40%
เนเธอร์แลนด์ 40%
เยอรมัน 35%
กรี ก 20%
ที่มา : 14.1
12
์
5.4 การนาเข้าสิ นค้าอาหารจากผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรี ยจากประเทศนอกสหภาพยุโรป
์ ้
การนาเข้าสิ นค้าอาหารจากผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรี ยของสหภาพยุโรปนั้น สหภาพยุโรปได้มีขอกาหนด คือ
Council Regulation (EEC) No 2092/91 on organic production of agricultural products and indications
referring thereto on agriculltural product and foodstuff
ซึ่ งเป็ นข้อกาหนดที่ละเอียดและปฏิบติตามได้ค่อนข้างยาก
ั
์
และเข้มงวดต่อผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรี ยที่มาจากประเทศนอกสหภาพยุโรป
ส่ วนการนาเข้าของประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรปก็ยงมีกฎการนาเข้าที่แตกต่างกันอยู่
ั
ประเทศที่เข้มงวดในการอนุญาตให้นาเข้า ได้แก่
ประเทศเยอรมนี และประเทศฝรั่งเศสแต่อย่างไรก็ตามประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรปจะอนุญาตให้นาเข้าได้
์
หากสิ นค้าอาหารจากผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรี ยที่ผลิตจากประเทศนอกสหภาพยุโรปได้รับการรับรองระบบกา
รเพาะปลูกและแปรรู ป
และได้รับเครื่ องหมายรับรองจากองค์กรระหว่างประเทศหรื อองค์กรเอกชนระหว่างประเทศที่ได้รับความเชื่
ั
อถือ อย่างเช่น การนาเข้าประเทศฝรั่งเศส หากได้รับการรับรองจากบริ ษท QUALITE FRANCE
ั
ซึ่ งเป็ นหนึ่งในห้าบริ ษทตรวจสอบที่ได้รับมอบอานาจจากรัฐบาลฝรั่งเศส
และเครื่ องหมายรับรองแล้วก็สามารถนาเข้าไปขายในฝรั่งเศสและประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรปได้
ส่ วนประเทศเดนมาร์ ก
์ ้
เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอานาจในการอนุญาตให้นาเข้าสิ นค้าอาหารจากผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรี ยได้ให้ขอสังเกต
ว่า หากสิ นค้านั้นได้รับการรับรองและตรวจสอบจากองค์กรเอกชนแต่เพียงอย่างเดียว กระทรวงอาหาร
เกษตร และประมง
้
ของเดนมาร์ กจะไม่อนุญาตให้นาเข้าและคิดว่าควรมีหน่วยงานของรัฐเป็ นผูให้การรับรองการตรวจสอบของ
องค์กรเอกชนอีกทีหนึ่ง และการที่จะได้รับเครื่ องหมายอูโคโลกิสของเดนมาร์ ก
้ ั
ซึ่งผูบริ โภคในเดนมาร์กให้ความเชื่อถือมาก ไปติดบนบรรจุภณฑ์ได้น้ น ั
ั
สิ นค้าดังกล่าวจะต้องนาเข้ามาเป็ นถุงขนาดใหญ่และนามาบรรจุใหม่ในลักษณะบรรจุภณฑ์ขนาดเล็กเพื่อขาย
ู้ ้
ตรงให้แก่ผบริ โภคผูนาเข้าจึงจะได้รับเครื่ องหมายอูโคโลกิสไปติดบนบรรจุภณฑ์ ั
สาหรับประเทศสวีเดน
์
หากสิ นคาอาหารจากผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรี ยได้รับการรับรองโดยองค์กร KRAV
่
หรื อองค์กรที่อยูในเครื อข่ายขององค์กร IFOAM (International federation of Organic Agriculture
Movement)
ซึ่งเป็ นองค์กรเอกชนระดับระหว่างประเทศที่ดาเนินการในเรื่ องเกี่ยวกับสิ่ งแวดล้อมและการเกษตรแบบธรร
มชาติที่ได้รับการยอมรับและเชื่อถือจากองค์กรระหว่างประเทศแล้ว
จะสามารถนาเข้าไปขายในประเทศสวีเดนได้
์
องค์กรสมาพันธ์ขบวนการเกษตรกรรมอินทรี ยระหว่างประเทศ (The International Federation of Organic
13
ั
Agriculture Movement : IFOAM) ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2515 โดยมีฐานปฏิบติงานในประเทศเยอรมนี
งานหลักของ IFOAM
์ ั
ก็คือการเสริ มขบวนการเกษตรกรรมอินทรี ยให้เข้มแข็งทั้งในมิติการผลิตและการตลาด ปัจจุบน IFOAM
ั
มีองค์กรสมาชิกกว่า 300 องค์กร จาก 45 ประเทศ และในปี พ.ศ.2532 IFOAM ได้จดพิมพ์มาตรฐานเบื้องต้น
สาหรับการเกษตรอินทรี ยและการแปรรู ป และได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้มาตรฐานที่ดีต่อไป
์
้ ์
นอกจากนี้ในประเทศสหรัฐอเมริ กามีขอกาหนดมาตรฐานเกษตรอินทรี ยในระดับสากลด้วยเช่นกัน ในปี
พ.ศ.2533 โดยมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์อาหารอินทรี ย ์ (Organic Food Production Act-
OFPA)
่
6. กฎระเบียบสหภาพยุโรปทีเ่ กียวข้ องกับการทาการเกษตรอินทรีย์ในสหภาพยุโรป
ได้แก่
ั
1) Regulation EEC N° 2092/91 ปรับใช้ต้ งแต่ปี 1992 และ
2) Regulation EC N° 1804/1999
http://ec.europa.eu/agriculture/qual/organic/reg/index_en.htm
ซึ่ งเป็ นกรอบที่ครอบคลุมการเพาะเลี้ยง การผลิต การติดฉลาก
และการตลาดสาหรับสิ นค้าเกษตรอินทรี ยเ์ ฉพาะในภาคปศุสัตว์และพืช (livestock and crops) เท่านั้น
ั
แต่ไม่รวมสัตว์น้ า ซึ่ งปั จจุบนสหภาพยุโรปยังไม่มีมาตรฐานร่ วมสาหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ า อินทรี ย ์
ทาให้ตองใช้มาตรฐานภาคเอกชนในแต่ละประเทศสมาชิกอยูล่าสุ ด
้ ่
สานักงานที่ปรึ กษาด้านการเกษตรต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2548
กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตร
์
ได้เปิ ดเผยถึงการเตรี ยมการเสนอการปฏิรูปกฎระเบียบการผลิตสิ นค้าเกษตร อินทรี ยใหม่
ั ์
ซึ่งจะรองรับแผนปฏิบติงานเกษตรอินทรี ยของคณะกรรมาธิการยุโรปภายใต้ชื่อ “European Action Plan for
Organic Food and Farming”
โดยแผนการปฏิรูปดัวกล่าวได้กาหนดวัตถุประสงค์และหลักการของเกษตรอินทรี ย ์
ั
กฎระเบียบการติดฉลากที่ชดเจน และกฎระเบียบการนาเข้า
ู้
เพื่อทาให้ผบริ โภคมีความเชื่ อมันต่อสิ นค้าเกษตรอินทรี ย ์
่
ั ่
รวมทั้งเกษตรกรสามารถปฏิบติตามกฎระเบียบใหม่ได้ดีข้ ึน ทั้งนี้ หากกฎระเบียบใหม่ผานความเห็นชอบ
ั ั
คาดว่าจะเริ่ มบังคับใช้ต้ งแต่วนที่ 1 มกราคม 2552 เป็ นต้นไป
กฎระเบียบใหม่ดงกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับผูส่งออกไทยสนใจส่ งออกสิ นค้าเกษตรอินทรี ยมายั
ั ้ ์
งสหภาพยุโรป อาทิ ั
- การวางมาตรการต่างๆ เพื่อทาให้วตถุประสงค์และหลักการของเกษตรอินทรี ย ์
มีการปรับใช้อย่างเท่าเทียมกันในทุกขั้นตอนและในทุกภาคของการผลิตสิ นค้า เกษตรอินทรี ย ์
14
ตั้งแต่สินค้าที่ทาจากสัตว์และพืช การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ า สิ นค้าอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์
และรวมถึงในภาคการผลิตสิ นค้าอาหารเกษตรอินทรี ย ์
- การทาให้กฎระเบียบการปรับใช้เกี่ยวกับ GMO (การดัดแปรพันธุกรรม)
มีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่ องของเกณฑ์ระดับการปนเปื้ อน โดยเน้นถึง สิ นค้า GMO
์ ั
ไม่สามารถติดฉลากอินทรี ยได้ และระดับการปนเปื้ อนโดยไม่ได้ต้ งใจไม่เกินร้อยละ 0.9
- การบังคับใช้เครื่ องหมาย (โลโก้) สาหรับสิ นค้าเกษตรอินทรี ย ์
หรื อเลือกที่จะติดฉลากสิ่ งชี้บ่งถึงเกษตรอินทรี ยของ EU (EU-ORGANIC)
์
โดยยังคงสามารถใช้เครื่ องหมายหรื อการติดฉลากของผูผลิตเองได้ต่อไป
้
์
ทั้ง นี้ สิ นค้าขั้นสุ ดท้ายจะต้องประกอบด้วยเกษตรอินทรี ยอย่างน้อย 95%
และการกาหนดข้อบังคับอย่างเข้มงวดสาหรับติดฉลากและการโฆษณาเพื่อทาให้เกิด การส่ งเสริ ม
์
“แนวคิดร่ วม” ของสิ นค้าเกษตรอินทรี ยอย่างแท้จริ ง
- การเสริ มความสาคัญในด้านพื้นฐานความเสี่ ยงและการปรับปรุ งคุณภาพการควบคุม
ั
โดยวางระบบการควบคุมไปยังระบบที่เป็ นทางการของ EU ที่จะปรับใช้กบอาหารและอาหารสัตว์ท้ งหมด ั
์
- การปรับปรุ งการจาหน่ายสิ นค้าอินทรี ยให้มีความคล่องตัวมากขึ้น
โดยการกาหนดมาตรฐานที่เข้มงวดและการเสริ มระบบการควบคุมอย่างยุติธรรม
ั
ซึ่ งจะทาให้ระบบมาตรฐานเป็ นที่รู้จกร่ วมกันและลดปัญหาการควบคุมของกฎ
ระเบียบเคร่ งครัดที่แตกต่างกัน ในแต่ละประเทศสมาชิก
- การพัฒนากฎหมายการนาเข้าถาวร
โดยใช้พ้ืนฐานของการนาเข้าโดยตรงสาหรับสิ นค้าที่มีการปรับใช้มาตรฐานอย่าง
เต็มรู ปแบบหรื อจากพื้นฐานระบบความเท่าเทียม
7. การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย
เกิดขึ้นจากปั จจัย 4 ประการ คือ
ปัจจัยแรกคือ ความตระหนักถึงสุ ขภาพ
โดยเฉพาะในกลุ่มของประชากรที่มีการศึกษาที่ได้รับข้อมูลของสาเหตุของการเจ็บป่ วยและเสี ยชีวต ิ
ด้วยโรคมะเร็ งที่มีผลมาจากการบริ โภคอาหารที่มีสารตกค้าง
โดยเฉพาะสารกาจัดศัตรู พืชที่มีขอมูลที่พิสูจน์ได้วาส่ วนใหญ่เป็ นเป็ นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ ง
้ ่
ฉะนั้นคนจานวนมากจะเริ่ มระมัดระวังการบริ โภคอาหารที่มีสารตกค้างมากขึ้น
โดยพยายามหาซื้ อพืชผักที่ปลอดจากสารพิษซึ่ งมีขายไม่มากนักในราคาที่สูงกว่าพืชผักธรรมดา
ทาให้ความต้องการผลผลิตเกษตรอินทรี ยเ์ พิ่มมากขึ้น
ปัจจัยที่สอง ได้แก่
ปั จจัยการผลิตการเกษตรที่เป็ นสารเคมีสังเคราะห์เช่นปุ๋ ยเคมีและสารเคมีกาจัดศัตรู พืช
15
ซึ่ งเป็ นผลิตภัณฑ์พลอยได้ของอุตสาหกรรมปิ โตรเคมีได้มีราคา สู งขึ้นอย่างมากและรวดเร็ วในช่วง 6-
่ ้
7ปี ที่ผานมา ทาให้ตนทุนการผลิตของเกษตรกรสู งขึ้น
ในขณะที่ราคาผลผลิตการเกษตรมิได้เพิ่มสู งขึ้นในสัดส่ วนที่สมควร
เกษตรกรจึงพยายามหาทางออกที่สามารถจะรอดพ้นจากสภาพการขาดทุนและหนี้สิน ในขณะเดียวกัน
กลุ่มขององค์กรเอกชนได้พฒนา ั
เกษตรกรรมทางเลือกที่เป็ นตัวอย่างความสาเร็ จของการเกษตรที่ไม่จาเป็ นต้องใช้ปัจจัยการผลิตที่เป็ นสารเคมี
สังเคราะห์และสามารถปลดเปลื้องหนี้สินได้จานวนมาก ฉะนั้น
การเรี ยนประสบการณ์ซ่ ึ งกันและกันของเกษตรกรได้ทาให้การเกษตรทางเลือกซึ่ งเป็ นหนทางนาไปสู่ เกษตร
์
อินทรี ยได้ขยายออกไปมากขึ้นเป็ นลาดับ
ปัจจัยที่สาม ความตระหนักต่อสิ่ งแวดล้อมที่ถูกปนเปื้ อน
้
จากสารพิษที่ใช้ในการเกษตรซึ่ งมีผลทาให้สิ่งแวดล้อมในธรรมชาติ เช่น กุง หอย ปู ปลา
ซึ่งเป็ นอาหารของประชาชนในชนบทที่ถูกทาลายไปเป็ นจานวนมาก
รวมทั้งประสบการณ์การเกษตรเชิงเดี่ยวที่มีขอมูลทางวิชาการจานวนมากได้พิสูจน์วาเป็ นสาเหตุของ
้ ่
การทาให้ดินเสื่ อมความอุดมสมบูรณ์และการเกิดศัตรู พืชระบาดมากขึ้นและเป็ นต้นเหตุของการใช้สารเคมีที่เ
ป็ นพิษมากขึ้น ฉะนั้น
การเกษตรทางเลือกซึ่ งเน้นการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพและหลีกเลี่ยงการใช่สารเคมีสังเคราะห์จึงไ
ด้รับการพัฒนาจนนาไปสู่ การเกษตรอินทรี ยที่เพิ่มมากขึ้นในปั จจุบน
์ ั
ปัจจัยที่สี่ ความต้องการสิ นค้าอินทรี ยของตลาดต่างประเทศที่เป็ นคู่คากับประเทศไทย เช่น
์ ้
สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริ กา ฯลฯ
์
ได้เพิ่มทวีมากขึ้นรวมทั้งราคาผลผลิตอินทรี ยในตลาดต่างประเทศสู งกว่าราคาผลผลิตธรรมดาประมาณ20-
ู้
30%จึงเป็ นแรงจูงใจให้ผที่เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ซ่ ึ งส่ วนใหญ่จะเป็ นธุ รกิจการส่ งออกสิ นค้าการเกษตรและหน่ว
ยราชการของของกระทรวงพาณิ ชย์ในต่างประเทศ
ได้มีส่วนผลักดันให้เกิดการพัฒนาการผลิตเกษตรอินทรี ยมากขึ้นในประเทศไทย (ที่มา 14.5)
์
8. การดาเนินงานการระบบการผลิตสิ นค้ าเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย
8.1 รู ปแบบการผลิต
่
ในช่วงประมาณสองทศวรรษที่ผานมาภาคเอกชนที่ประกอบธุ รกิจการเกษตรโดยเฉพาะการส่ งออก
์่
สิ นค้าการเกษตรส่ วนใหญ่จะทราบถึงความเป็ นไปได้ในการตลาดเกษตรอินทรี ยวามีความเป็ นไปได้สูงเนื่ อง
จากได้มีตวอย่างของความสาเร็ จในด้านการผลิตและการตลาดเกษตรอินทรี ยในประเทศที่คู่คาของประเทศไ
ั ์ ้
ทย โดยเฉพาะในสหภาพยุโรปซึ่ งมีการพัฒนาเกษตรอินทรี ยค่อนข้างก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้น
์
้ ์
ภาคธุ รกิจการเกษตรจึงได้เป็ นผูริเริ่ มทาการผลิตและการตลาดสิ นค้าสิ นค้าอินทรี ยมาเกือบ20ปี เช่นเมื่อ
16
ั ั
พ.ศ.2534บริ ษทชัยวิวฒน์อุตสาหกรรมการเกษตร และบริ ษทข้าวนครหลวงั
์ ั ั
จากัดได้ริเริ่ มปลูกข้าวอินทรี ยที่จงหวัด พะเยา เชียงราย โยการสนับสนุนจากสถาบันวิจยข้าว
กรมวิชาการเกสร ผลผลิตได้รับการรับรองโดย
์ ั
Bioagricert,ประเทศอิตาลีซ่ ึ งอาจจะเป็ นการริ เริ่ มการส่ งออกสิ นค้าเกษตรอินทรี ยของประเทศไทยตั้งแต่น้ นม
า
8.2พื้นที่การเพาะปลูกเกษตรอินทรี ย ์ จากข้อมูลสหกรณ์กรี นเนท จากัดและ
่
มูลนิธิสายใยแผ่นดินได้ทาการสารวจและรวบรวมไว้วาประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2545
์
มีพ้ืนที่การผลิตเกษตรอินทรี ยรวมประมาณ 55,992.31 ไร่ และเพิ่มขึ้นเป็ น 86,871 ไร่ และ140,963 ไร่ ในปี
2547 และ พ.ศ. 2549 ตามลาดับโดยคิดเป็ นร้อยละ 0.103 ของพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมดในประเทศไทย
ั ่ ์ั
ปั จจุบนทัวโลกต่างนิยมหันมาปลูกพืชผลเกษตรอินทรี ยกนมากขึ้น
่ ์
ดั้งนั้นจะเห็นได้วาพื้นที่การเกษตรอินทรี ยของไทยเมื่อเปรี ยบเทียบกับต่างประเทศ และในเอเซีย
์ ้
ไทยยังมีพ้ืนที่การเกษตรอินทรี ยที่นอยมากโดยดูจากตารางที่8.2.1 เมื่อเปรี บยเทียบกับต่างประเทศ
ตารางที่8.2.1 พื้นที่เกษตรอินทรี ย ์ อันดับของประเทศไทยเปรี ยบเทียบกับโลกเอเชีย
พื้นที่เกษตรอินทรี ย ์ อันดับโลก อันดับในเอเชีย(21
จานวน(85 ประเทศ) ประเทศ)
พื้นที่การผลิตอินทรี ย ์ 71 12
์
พื้นที่อินทรี ยคิดเป็ นร้อยละต่อพื้นที่การเกษตรของประเทศ 82 13
จานวนฟาร์มเกษตรอินทรี ย ์ 42 5
ที่มา:14.1
์
ส่ วนพื้นที่การเกษตรอินทรี ยในประเทศไทยก็มีการพัฒนาขึ้นมาเรื่ อยๆ
และด้วยพระยุคลบาลของพระบาลสมเด็จพระเจ้าอยูหว ่ ั
์
ที่ทาให้คนไทยหันมาทาการเกษตรแบบพอเพียงและเกษตรอินทรี ยมากขึ้นโดยดูจากตารางที่8.2.2
่ ์
จะเห็นได้วาจากปี 2541-2549 ประเทศไทยมีพ้ืนที่การเกษตรอิทรี ยที่เพิ่มขึ้นเรื่ อยๆ
ตารางที่8.2.2 ์
พื้นที่เกษตรอินทรี ยในประเทศไทย
ปี พ.ศ. ข้ าว(ไร่ ) พืชไร่ (ไร่ ) ผัก(ไร่ ) ผลไม้ (ไร้ ) ่
อืนๆ(ไร่ ) รวม(ไร่ )
2541 6,281.41 - - 6,281.41
17
2542 5,510.13 - - 5,510.13
2543 7,005.26 3,518.75 - 10,524.01
2544 9,900.50 3,518.75 - 13,419.25
2545 32,841.27 22,382.30 768.75 55,992.32
2546 46,719.33 22,260.64 768.75 69,748.72
2547 52,182.75 7,859.79 13,283.60 12,777.00 768.75 86,871.89
2548 108,302.02 6,731.20 14,844.76 4,995.35 761.00 135,634.33
2549 113,213.04 6,546.65 15,140.46 4,985.68 1,077.25 140,963.08
ที่มา : 14.1
์
8.3 ต้นทุนการผลิต โดยทัวไป ต้นทุนการทาเกษตรอินทรี ยจะต่ากว่าการเกษตรปฏิวติเขียว
่ ั
จากผลการสารวจโดยการสอบถามจากเกษตรกรที่ทาเกษตรอินทรี ยจานวน 161ราย ์
์
90.7%ของจานวนเกษตรกรทั้งหมดยอมรับว่าต้นทุนการผลิตเกษตรอินทรี ยที่ต่ากว่าเกษตรปฏิวติมี 4% ั
ื ์
เท่านั้นที่ยนยันว่าต้นทุนเกษตรอินทรี ยสูงกว่าเกษตรปฏิวติั
ในหลายกรณี พบว่ารายได้ที่ยงไม่หกค่าใช้จ่ายของเกษตรอินทรี ยที่นอยกว่าเกษตรปฏิวติเขียวแต่เมื่อหักค่าใช้
ั ั ์ ้ ั
์
จ่ายที่เป็ นต้นทุนการผลิตแล้วเกษตรอินทรี ยจะได้กาไรสุ ทธิ สูงกว่า
ั ั
ดังผลการวิจยของสานักวิจยและพัฒนาการเกษตรเขต5
8.4มาตรฐานการตรวจรับรอง และการรับรองหน่วยงาน
1. ์
มาตรฐานเกษตรอินทรี ยแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2545
สานักงานมาตรฐานสิ นค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
์
ได้กาหนดมาตรฐานเกษตรอินทรี ยในด้านพืชแห่งชาติข้ ึน
ั ์
ในปั จจุบนได้กาหนดมาตรฐานประมงอินทรี ยและมาตรฐานปศุสัตว์อินทรี ยแล้วด้วย ์
และพร้อมกันนั้นกระทรวงเกษตรก็ได้กาหนดดวงตรารับรองที่มีชื่อว่า Organic Thailand –
์
ขึ้นเพื่อใช้ในการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรี ยของประเทศไทย
์
เพื่อให้เกิดประสบการณ์การตรวจรับรองการผลิตเกษตรอินทรี ยซ่ ึ งนับเป็ นก้าวใหม่ของการผลิตทางการเกษ
ตร
์
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทาโครงการนาร่ องการผลิตสิ นค้าเกษตรอินทรี ยจานวน5โครงการโดกาหนด
ให้มีพืชเป้ าหมายจานวน15ชนิด ทั้งนี้ โดยให้เกษตรกรผูร่วมโครงการเป็ นผูผลิต
้ ้
มีความร่ วมมือจากผูเ้ ชี่ยวชาญรวมทั้งภาคธุ รกิจการเกษตรที่เกี่ยวกับการส่ งออกและกลุ่มผูบริ โภคด้วย
้
ั
จากประสบการณ์ดงกล่าวเมื่อสิ้ นปี งบประมาณ พ.ศ. 2547
18
์
มีเกษตรกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรี ยจานวน 440ฟาร์ ม ในพื้นที่เพาะปลูกจานวน
11,108.5 ไร่
2การตรวจรับรองและระบบการกากับการ
องค์กรมาตรฐานในประเทศไทยแบ่งออกได้เป็ น3กลุ่มคือ
ั
2.1 หน่วยงานตรวจรับรองของภาครัฐ ในปัจจุบน ดาเนินการโดยกรมวิชาการเกษตร
ที่ให้บริ การแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย ในขณะที่สานักงานมาตรฐานเกษตรอินทรี ยไทยได้รับการรับรองจาก
์
มกอช.และIFORM เป็ นองค์กรที่ดาเนิ นการโดยเอกชน ต้องคิดค่าใช้จ่ายในการตรวจรับรองจากเกษตรกร
ผูประกอบการและกลุ่มเกษตรกร
้
จึงทาให้เกิดความเหลือมล้ าของการใช้บริ การและข้อเปรี ยบเทียบระหว่างหน่วยราชการที่มี บุคลากร
งบประมาณและสิ่ งอานวยความสะดวกอย่างครบครันจากงบประมาณแผ่นดินแต่ภาคเอกชนต้องพึ่งตนเองใ
นทุกๆด้าน
2.2 องค์กรรับรองที่เป็ นเอกชนไทย
์
2.2.1 สานักงานมาตรฐานเกษตรอินทรี ยไทย(มกท.)
เริ่ มต้นจากการเป็ นองค์รับรองมาตรฐานเกษตรกรรมทางเลือกที่ริเริ่ มโดยกลุ่มของเอกชนเมื่อประมา
ณ 12 ปี มาแล้ว ในปี พ.ศ. 2538
์
ต่อมาเมื่อพ.ศ.2541ได้เปลี่ยนชื่อเป็ นสานักงานมาตรฐานเกษตรอินทรี ยไทย(มกท.)
เพราะต้องการเน้นบทบาทการรับรองเฉพาะเกษตรอินทรี ยโดยเฉพาะ มกท.์
์
เป็ นองค์กรแรกในเอเชียที่ได้รับการรับรองระบบงานตามเกณฑ์ของสหพันธ์เกษตรอินทรี ยระหว่างประเทศ
ั
ที่รู้จกกันในชื่ อว่า ไอโฟม(IFORM)
2.2.2
์
องค์กรรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรี ยภาคเหนือ(มอน.)องค์กรรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรี ยภาคเหนือ(มอ ์
น.) ได้รับการจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2547
์ ั
เพื่อรองรับการให้บริ การแก่เกษตรกรที่ทาเกษตรอินทรี ยในภาคเหนือโดยเฉพาะในพื้นที่จงหวัดเชียงใหม่
โดยใช้หลักการร่ วมมือระหว่างผูผลิตและผูบริ โภคให้มีส่วนร่ วมและมีความเชื่ อถือซึ่ งกันและกัน
้ ้
ั
ในปัจจุบนมีจานวนฟาร์มที่ได้รับการรับรอง จานวน 20 ฟาร์ ม พื้นที่70.74 ไร่
2.3 องค์กรที่เป็ นของต่างชาติ จากข้อมูลสถิติ พบว่า พ.ศ. 2547
์ ่
พื้นที่ฟาร์มเกษตรอินทรี ยที่ได้รับการรับรองโดยองค์กรรับรองต่างชาติอยูจานวน 8องค์กร ได้แก่
- Bioagricert
- BCS Oko-Garantie GmbH
- Soil Association(UK)
- Naturland(Germany)
- IMO (Switzerland/Germany)
19
- OMIC(Japan)
- Skal(Netherlands)
- Ecocert
8.5 ตลาดและราคาผลผลิต
1. ์
แหล่งที่สามารถหาซื้ อผลผลิตอินทรี ยได้ ห้างสรรพสิ นค้าทัวไปๆ เช่น
่
คาร์ฟูร์ท๊อปส์ วิลล่า เลมอนฟาร์ม เป็ นต้น
์ ่ ้
และผลผลิตเกษตรอินทรี ยที่มีขายตามห้างสรรพสิ นค้าทัวไปก็มีอยูดวยกันหลายประเภท
่
และหลายชนิดโดยดูจากตารางที่8.5.1.1 โดยผลผลิตเกษตรอินทรี ยก็มีหลายชนิดให้ได้เลือกซื้ อ
์
และเหมาะสาหรับคนดูแลสุ ขภาพด้วย
ตารางที่8.5.1.1 ชนิดและประเภทผลผลิตเกษตรอินทรี ย ์
ประเภทของผลผลิต รายละเอียดชนิดของผลผลิต/ผลิตภัณฑ์
ข้าว ข้าวหอมมะลิ,ข้าวมะลิแดง,ข้าวเหลืองอ่อน,ข้าวเหลืองปะทิว,ข้าวเหนียว,ข้าวกล้อง
ถัว่ ถัวลิสง,ถัวเหลือง,งา
่
ผัก ข้าวโพดฝักอ่อนสด,กระเจี๊ยบเขียว,ผักสลัด,มะเขือเทศ,ผักกาดจีนชนิดต่างๆ
ผลไม้ มะม่วง,กล้วยน้ าว้า,มะละกอ,ลาไย,สับปะรด,ขนุน
ชาสมุนไพร ชารางจืด,มะตูมอบแห้ง,ตะไคร้แห้ง,ชากุหลาบ
เครื่ องปรุ งอาหาร เครื่ องปรุ งต้มยาอบแห้ง,น้ ากะทิ,น้ าตาลทราย,แป้ งมันสาปะหลัง
ของป่ า น้ าผึ่งป่ า
อาหารแปรรู ป เนยจากงา,เนยถัว ่
ยาสมุนไพร ฟ้ าทะลายโจร,ลูกยอ,เพชรสังฆาต
สัตว์น้ า ้
กุงกุลาดา,ปลา
ที่มา: 14.1
ั ้
ปั จจุบนผูบริ โภคให้ความสนใจกับสุ ขภาพมากขึ้น
่
จึงหันมาบริ โภคอาหารที่ผานการผลิตที่มีสุขอนามัยและไม่มีผลกระทบต่อสิ่ งแวดล้อม
์
ส่ งผลให้ตลาดสิ นค้าเกษตรอินทรี ยขยายตัวสู งขึ้นตามไปด้วย
่ ์
แม้วาราคาสิ นค้าเกษตรอินทรี ยจะสู งกว่าสิ นค้าทัวไปร้อยละ 50 ก็ตาม
่
์
การผลิตและมูลค่าตลาดของสิ นค้าเกษตรอินทรี ยมีแนวโน้มขยายตัว
่ ์ั
และมีการคาดการณ์วาแนวโน้มของตลาดสิ นค้าเกษตรอินทรี ยยงคงสดใสอย่างต่อเนื่องไปอีกโดยดูจากตารา
์
งที่8.5.1.2 ของผลผลิตเกษตรอินทรี ยในประเทศไทย
2. ราคาของผลผลิต เมื่อประมาณ5-10ปี ก่อนหน้านี้
์
ราคาผลผลิตเกษตรอินทรี ยบางชนิดที่วางขายในห้างสรรพสิ นค้าอาจจะมีราคาสู งกว่าสิ นค้าธรรมดาถึง50%ผ
20
ลการสารวจเมื่อเร็ วๆนี้ก็ยงพบว่าราคาผักอินทรี ยในห้างสรรพสิ นค้ายังสู งกว่าผลผลิตแบบธรรมดาถึง53-410
ั ์
%ในส่ วนราคาข้าวอินทรี ย ์ เนื่องจากข้าวเป็ นอาหารหลักของคนไทย
่ ้
ฉะนั้นข้าวจึงเป็ นสิ นค้าที่มีความหลากหลายยีหอตรา ขนาดของบรรจุภณฑ์ ั
่
และราคาแตกต่างจากข้าวธรรมดา 13-130%เป็ นที่คาดการณ์วาในระยะอีก2-
ั ่ ์
3ปี ข้างหน้าฟาร์ มที่ขณะนี้ยงอยูในระยะปรับเปลี่ยนจะผ่านพ้นเป็ นเกษตรอินทรี ยสมบูรณ์มากขึ้น
่
ปริ มาณผลผลิตอินทรี ยก็จะเพิ่มสู งขึ้น ซึ่ งอาจจะมีผลทาให้ราคาสิ นค้าที่ต่าลงกว่าที่เป็ นอยูในปั จจุบนก็ได้
์ ั
์ ั
โดยดูการเปรี ยบเทียบของราคาผลผลิตแบบธรรมดา,ราคาผลผลิตอินทรี ยดงตารางที่8.5.2.1ว่าดูความแตกต่าง
กันว่ามากน้อยเพียงใด
์
ตารางที่ 8.5.1.2 ปริ มาณและมูลค่าผลผลิตเกษตรอินทรี ยในประเทศไทย
ผลผลิต พ.ศ. 2546 พ.ศ. 2547 พ.ศ. 2548
ปริ มาณ(ตัน) มูลค่า(ล้านบาท) ปริ มาณ(ตัน) มูลค่า(ล้านบาท) ปริ มาณ(ตัน) มูลค่า(ล้านบาท)
ข้าว 7,007.90 210.24 7,827.41 313.10 18,960.38 534.75
พืชไร่ 1,571.96 55.02 2,040.92 45.16
ผักและสมุนไพร 2,671.28 160.28 2,656.73 159.40 4,618.18 255.83
ผลไม้ 3,833.10 76.66 3,746.51 74.93
อื่นๆ 76.88 4.61 76.88 4.61 49.11 9.69
รวม 9,756.05 375.13 15.966.08 608.79 29,415.10 920.36
ที่มา 14.1
์ั
ตารางที่ 8.5.2.1 ราคาเปรี ยบเทียบระหว่างผลผลิตอินทรี ยกบผลผลิตแบบธรรมดา ระหว่างปี พ.ศ. 2543-
2547
ฤดูการเพาะปลูก 2543 2544 2545 2546 2547
ราคาผลผลิตแบบธรรมดา 40 41 39 40 40
ราคาผลผลิตอินทรี ย ์ 88 67 66 74 69
%แตกต่าง 120 62 69 85 73
ที่มา:14.1
่
9. หน่ วยงานต่ างๆ และกฎระเบียบทีเ่ กียวข้ องเกษตรอินทรีย์
9.1
องค์กรภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการดาเนินการระบบเกษตรอินทรี ยในประเทศไทย
์
ั ์
ในปั จจุบนผลิตภัณฑ์สินค้าอาหารอินทรี ยมีความสาคัญมากยิงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิงเมื่อองค์การการค้าโลก
่ ่
21
(WTO) ได้เปิ ดโอกาสให้มีการกาหนดมาตรฐานสิ นค้าของแต่ละประเทศขึ้น
โดยมุ่งเน้นคุณภาพของสิ นค้าที่มีผลกระทบต่อสุ ขภาพอนามัยและสิ่ งแวดล้อมเป็ นประเด็นสาคัญจึงมีผลทาใ
ห้มีการงดซื้ อสิ นค้าเกษตรที่พบว่าไม่ปลอดภัยแต่จะมีความต้องการซื้ อสิ นค้าเกษตรที่ผลิตในระบบเกษตรอิน
ทรี ยมากขึ้น ซึ่ งหลายประเทศในกลุ่มทวีปยุโรป อเมริ กา
์
และเอเชียได้มีการสนับสนุ นให้มีการผลิตและค้นคว้าวิจยเกี่ยวกับการปลูกพืชโดยไม่ใช้สารเคมีหรื อสารสังเ
ั
คราะห์ต่างๆ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี
ปราศจากสารพิษตกค้างหรื อสิ่ งเจือปนที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุ ขภาพอนามัยของผูผลิตผูบริ โภคและรักษาส
้ ้
ภาพแวดล้อม
์
สาหรับในประเทศไทยกาลังพัฒนาการเกษตรแบบอินทรี ยโดยมีการพัฒนาดาเนินการทดลองเพาะปลูกพืชใ
์ ั
นระบบเกษตรอินทรี ยแล้ว แต่ยงขาดองค์กรรับรองระบบงาน (Accredittation)
ระบบการตรวจสอบการเพาะปลูกและแปรรู ป บุคลากรของหน่วยตรวจสอบ (Inspection)
และระบบการออกใบรับรองสิ นค้าผลิตภัณฑ์จากเกษตรอินทรี ย ์ (Certification)
์
รวมถึงการวางแผนการตลาดสาหรับสิ นค้าเกษตรอินทรี ยจากการวิเคราะห์ระบบการทางานในต่างประเทศโ
้
ดยกรมส่ งเสริ มการส่ งออกให้ขอประเด็นเสนอแนะว่าหากนาระบบการควบคุมดูแลแบบที่รัฐบาลของประเท
่
ศฝรั่งเศสใช้อยูในขณะนี้ คือ รัฐควบคุมดูแลการตรวจสอบและรับรองของภาคเอกชนอยูห่างๆ ่
และรัฐให้ความสนับสนุนในการวางแผนการผลิตและจาหน่ายมาประยุกต์ใช้กบประเทศไทย ั
ซึ่งอาจจะพิจารณาเป็ นทางเลือกที่เหมาะสมและองค์กรเอกชนที่มีความพร้อมจะมีเวลาที่จะสร้างบุคคลากรข
องหน่วยตรวจสอบ (Inspector) ขึ้นได้
์
นอกจากนี้ เครื่ องหมายรับรองผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรี ยของประเทศไทยควรมีเพียงเครื่ องหมายเดียว
เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในหมู่ผบริ โภคทั้งในต่างประเทศ
ู้
์
สิ นค้าอาหารเกษตรอินทรี ยของประเทศไทยที่ได้เริ่ มต้นดาเนินการส่ งออกยังต่างประเทศนั้
น ดาเนิ นการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้
ั ั ั
การสนับสนุนบริ ษทในเครื อสยามไชยวิวฒน์และบริ ษทในเครื อนครหลวงค้าข้าว จากัด
ดาเนินการผลิตข้าวอินทรี ย ์ โดยให้คาปรึ กษาแนะนา และประสานงานกับทุกๆ
ฝ่ ายที่เกี่ยวข้องมีเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนื อโดยเฉพาะจากจังหวัดพะเยา และเชียงราย
ขอเข้าร่ วมโครงการเป็ นจานวนมาก
ั
หลังจากได้คดเลือกเกษตรกรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมไว้เพียงบางส่ วนเพื่อเข้าร่ วมโครงการแล้ว
จากการดาเนินงานตั้งแต่ฤดูกาลผลิตปี 2535 เป็ นต้นมา มีเกษตรกรเข้าร่ วมโครงการประมาณปี ละ 100
รายในพื้นที่ประมาณ 4,000 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 400-500 กิโลกรัมต่อไร่
ั
คิดเป็ นผลผลิตรวมประมาณปี ละ 2,000 ตัน นอกจากนี้ยงมีองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs)
ให้การสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ ผลิตข้าวอินทรี ย ์
ั ์ ั
รวมทั้งมีบริ ษทเอกชนผลิตข้าวอินทรี ยจาหน่ายโดยตรง เช่น บริ ษทลัดดา จากัด
22
ข้าวอินทรี ยที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะส่ งไปจาหน่ายยังตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศแถบยุโรป
์
ส่ วนที่เหลือจะวางจาหน่ายภายในประเทศ
์
ราคาข้าวเปลือกอินทรี ยที่เกษตรกรได้รับจะสู งกว่าราคาข้าวเปลือกโดยทัวไปประมาณร้อยละ 10
่
แต่ในส่ วนที่เป็ นข้าวบรรจุถุงวางจาหน่ายในประเทศไทยมีราคาสู งกว่าข้าวสารทัวไปประมาณร้อยละ 20
่
ในปี พ.ศ. 2538 มีองค์กรอิสระเกิดขึ้นคือ สานักงานมาตรฐานเกษตรอินทรี ย ์ หรื อ มกท.
(ซึ่ งในอนาคตจะจดทะเบียนเป็ นสมาคม) ได้ก่อตั้งขึ้นโดยความร่ วมมือของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน
้
สถาบันวิชาการ หน่วยงานรัฐ องค์กรผูบริ โภค และเครื อข่ายร้านค้าสี เขียว มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538
ั
และได้ยกร่ างมาตรฐานเกษตรทางเลือกขึ้น ซึ่งปัจจุบนในปี 2542 ได้ปรับปรุ งเป็ น “มาตรฐานเกษตรอินทรี ย” ์
เพื่อให้บริ การตรวจสอบและให้การรับรองแก่ฟาร์ มเกษตรอินทรี ย ์ กิจการแปรรู ปผลผลิตจากเกษตรอินทรี ย ์
ั
ตลอดจนถึงร้านค้าสี เขียวที่จาหน่ายผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรี ย ์ ที่ปฏิบติตามเกณฑ์ของ
์
“มาตรฐานเกษตรอินทรี ย” ของ มกท. โดยสนับสนุนให้การทาเกษตรอินทรี ย ์
ซึ่งเป็ นระบบการเกษตรที่ปลอดจากการใช้สารพิษทางการเกษตรและการใช้ปุ๋ยเคมี
และเป็ นระบบที่เกื้อกูลต่อสิ่ งแวดล้อม ให้เป็ นที่นิยมอย่างแพร่ หลาย
ู้ ์
และทาให้ผบริ โภคมันใจว่าได้บริ โภคผลผลิตที่มาจากการปลูกและแปรรู ปแบบอินทรี ยอย่างแท้จริ ง
่
ในปี พ.ศ. 2539 มีโครงการหมู่บานปลอดภัยจากสารพิษ (Pesticide-Free Agricultural
้
Village) ภายใต้การประสานงานของคณะกรรมการนักธุ รกิจเพื่อสิ่ งแวดล้อมไทย (Thailand Business
Council for Sustainable Development)
ร่ วมกับกรมส่ งเสริ มการเกษตรและกรมวิชาการเกษตรอันจะส่ งผลดีต่อสุ ขภาพของเกษตรกร
้
ผูใช้แรงงานในเรื อกสวนไร่ นา
ผูบริ โภคมีแผนการดาเนินงานฟื้ นฟูสภาพทางนิเวศวิทยาโดยเทคนิคการปฏิบติจะมุ่งใช้วธีการที่ง่าย
้ ั ิ
เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น มีประสิ ทธิภาพในการควบคุมโรคและแมลงศัตรู พืช
หลีกเลี่ยงการทาลายศัตรู ธรรมชาติ สัตว์น้ า สัตว์ป่า และแมลงผสมเกสร
เพื่อให้เกิดความสมดุลทางธรรมชาติยาวนาน ให้ความสาคัญเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของดิน
การจัดการน้ า การดูแลรักษาและป้ องกันกาจัดศัตรู พืชถูกวิธี
โดยหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่อาจก่อผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาวลดต้นทุนการผลิตมีความปลดภั
้
ยต่อเกษตรกรและผูบริ โภค อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อม
โดยเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ และเป็ นระบบเกษตรกรรมแบบยังยืน ่
ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2540 ได้มีการก่อตั้งชมรมเกษตรธรรมชาติแห่งประเทศไทยขึ้น
้
ด้วยการรวมตัวของนักวิชาการ เกษตรกร ผูผลิต และผูบริ โภค ้
โดยได้รับการสนับสนุนจากกองพัฒนาการบริ หารงานเกษตร กรมส่ งเสริ มการเกษตร
ั
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีวตถุประสงค์สาคัญคือ
23
1.
ิ ้ ์ ้
ส่ งเสริ มเผยแพร่ วธีการทาการเกษตรธรรมชาติดวยเทคนิคจุลินทรี ยทองถิ่นให้แก่เกษตรกร และผูสนใจทัวไป ้ ่
เพื่อให้การเกษตรธรรมชาติเป็ นทางเลือกใหม่อีกทางหนึ่งของเกษตรกรไทยประสบความสาเร็ จ
ิ ์
2. ส่ งเสริ มเผยแพร่ วธีการนาเอาเทคนิคจุลินทรี ยไปใช้ในการรักษาสิ่ งแวดล้อม
3. ส่ งเสริ มให้มีการผลิตการจาหน่ายและการบริ โภคพืชผักไร้สารพิษขึ้นอย่างแพร่ หลาย
้
ซึ่งการทาการเกษตรธรรมชาติดวยเทคนิคจุลินทรี ย ์
์
เป็ นการทาการเกษตรแนวอินทรี ยแนวหนึ่งที่คิดค้นและส่ งเสริ มจากชมรมเกษตรธรรมชาติแห่งประเทศไทย
เป็ นการทาการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี โดยเน้นการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ ยคอก ปุ๋ ยพืชสด ในการปรับปรุ งบารุ งดิน
์
และที่เป็ นลักษณะเด่นขึ้นมาก็คือ การใช้เทคนิคจุลินทรี ยที่ผลิตได้เองในไร่ นาสวน
การผลิตน้ าหมักชีวภาพและปุ๋ ยหมักชีวภาพที่ใช้ในการปรับปรุ งบารุ งดินและใช้เป็ นฮอร์ โมนเพิ่มผลผลิตก็ผ
ิ
ลิตขึ้นจากเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่ นาสวน และเศษอาหารจากบ้านเรื อน โดยใช้วธีการหมักด้วยน้ าตาล
ซึ่งเป็ นวิธีการที่ปรับประยุกต์มาจากวิธีการของประเทศเกาหลี
ในปี พ.ศ. 2542
ั
กรมส่ งเสริ มการส่ งออกกระทรวงพาณิ ชย์ได้อนุมติแผนงานโครงการส่ งเสริ มให้ประเทศไทย
เป็ นแหล่งผลิตและส่ งออกผลิตภัณฑ์อาหารเกษตรอินทรี ย ์ (Organic Food) เป็ นแนวโครงการต่อเนื่ อง 5 ปี
(2542-2546) โดยสานักบริ การส่ งออก เป็ นแถบกลางและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งภาคราชการและเอกชน
ในการพัฒนาและส่ งเสริ มกลุ่มผูผลิตและผูส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารประเภทเกษตรอินทรี ย ์
้ ้
ั ้
เนื่องจากในปัจจุบน ผูบริ โภคในตลาดส่ งออกสิ นค้าอาหารหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น ยุโรป สหรัฐอเมริ กา
มีแนวความคิดอนุ รักษ์สิ่งแวดล้อมต้องการให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็ นมิตรต่อสิ่ งแวดล้อม
และห่างใยสุ ขภาพของตนเองเพิ่มมากขึ้น ส่ งผลให้สัดส่ วนความต้องการสิ นค้าอาหารประเภทเกษตรอินทรี ย ์
(Organic) มีแนวโน้มเพิ่มสู งขึ้น
ประเทศไทยมีโอกาสสู งในการขยายตลาดสิ นค้าอาหารในหมวดสิ นค้าใหม่และเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้นในตลาด
ั
หลักเดิมดังกล่าว ดังนั้นการดาเนินโครงการนี้มีวตถุประสงค์เพื่อ
1. ส่ งเสริ มให้เกิดการผลิตและส่ งออกสิ นค้าอาหารประเภทเกษตรอินทรี ย ์
2. ส่ งเสริ มให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีและเป็ นการเพิมมูลค่า สาหรับสิ นค้าอาหารจากไทย
่
ั่
3. ส่ งเสริ มการพัฒนาที่ยงยืนในการอนุ รักษ์สิ่งแวดล้อม
และยกระดับมาตรฐานสุ ขภาพในการบริ โภคของคนไทย
ในขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2542 ได้มีพิธีส่งมอบมาตรฐานเกษตรอินทรี ย ์
ฉบับแรกของประเทศ ให้แก่ กรมวิขาการเกษตร
เพื่อนาไปประกาศใช้และให้เกิดประโยชน์ต่อพัฒนาการเกษตรอินทรี ยของประเทศไทยต่อไป
์
์
ซึ่ งมาตรฐานการผลิตพืชอินทรี ยของประเทศไทยดังกล่าวนี้
24
ั
ดาเนินการร่ วมจัดทาโดยสถาบันวิจยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กรมวิชาการเกษตร
และกรมส่ งเสริ มการส่ งออก
นอกจากนี้กรมส่ งเสริ มการส่ งออกได้ดาเนินกิจกรรมคู่ขนานในปี พ.ศ. 2542
คือโครงการนาร่ องการผลิตอาหารเกษตรอินทรี ยเ์ พื่อการส่ งออก ซึ่งมีพืชทดลองปลูก 3 ชนิด ได้แก่
ข้าวโพดฝักอ่อน หน่อไม้ฝรั่ง กล้ายไข่ กระเจี๊ยบเขียว ขิง และสับปะรด
โดยมีหน่วยงานเข้าร่ วมโครงการดังกล่าว ในส่ วนของภาคราชการ ประกอบด้วย
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมวิชาการเกษตร กรมส่ งเสริ มการเกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน)
ั
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกาแพงแสน สถาบันวิจยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
ั
(วท.) สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจย (สกว.) กระทรวงพาณิ ชย์ (กรมส่ งเสริ มการส่ งออก)
ั ั
สาหรับภาคเอกชน ประกอบด้วย บริ ษท แอกโกร-ออน จากัด (ผลิตข้าวโพดฝักอ่อน) บริ ษท เอกโซติก ฟาร์ม
ั
โปรดิวซ์ จากัด (ผลิตข้าวโพดฝักอ่อน) บริ ษท ริ เวอร์แคว อินเตอร์ เนชันแนล อุตสาหกรรม จากัด
่
ั ั
(ผลิตข้าวโพดฝักอ่อน) และบริ ษทธานียามา สยาม จากัด (ผลิตหน่อไม้ฝรั่ง) บริ ษทไทยฮงผลไม้ จากัด
(ผลิตกล้วยไข่) ซึ่ งผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรดังกล่าวนี้ส่งออกไปยังประเทศเป้ าหมายได้แก่
กลุ่มประเทศในทวีปยุโรป สิ งคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น และในปี พ.ศ. 2543
ั
มีการดาเนิ นงานกิจกรรมโครงการวิจยและศึกษาการตรวจสอบรับรองระบบมาตรฐานเกษตรอินทรี ยและเท ์
คโนโลยี หลังการเก็บเกี่ยว การบรรจุภณฑ์ และต่อฉลากเพื่อการส่ งออกผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรี ย ์
ั
กรมส่ งเสริ มการเกษตรได้ดาเนินการโครงการผลิตอาหารเกษตรที่มีคุณภาพและปลอดภัยโ
์
ดยวิธีการเกษตรอินทรี ยในปี งบประมาณ 2543
์
เพื่อที่จะส่ งเสริ มเผยแพร่ รณรงค์การผลิตอาหารเกษตรที่ปลอดภัยจากสารพิษโดยเทคนิ คจุลินทรี ยซ่ ึ งไม่ทาลา
ยชีวตและสิ่ งแวดล้อมเป็ นการสนองต่อนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงเป็ นผลดีต่อเกษตรกรและผูบริ โภครวมถึง
ิ ้
สิ่ งแวดล้อมโดยรวมด้วย
ดาเนินการฝึ กอบรมเยาวชนเกษตรในเขตรับผิดชอบของศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจาตาบล
(นาร่ อง) ทัวประเทศ
่
เพื่อให้เป็ นแกนนาและจุดสาธิ ตการผลิตอาหารเกษตรที่มีคุณภาพขยายผลต่อชุมชนต่อไป
ตลอดจนเป็ นเอกสารข้อมูลสาหรับเกษตรกร ยุวเกษตรกรและผูสนใจทัวไป ้ ่
นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2544 กรมวิชาการเกษตร
ั ์
เป็ นแกนกลางดาเนินการจัดทาโครงการวิจยและพัฒนาเกษตรอินทรี ยปีงบประมาณ 2545-2546
ซึ่ งเป็ นโครงการเงินกูเ้ พื่อปรังโครงสร้างภาคเกษตรประกอบด้วยหน่วยงาน
สานักงานมาตรฐานและตรวจสอบสิ นค้าเกษตร, กรมวิชาการเกษตร, กรมปศุสัตว์, กรมประมง,
กรมพัฒนาที่ดิน, กรมส่ งเสริ มสหกรณ์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,
มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยสงขลานคริ นทร์ , กรมส่ งเสริ มการส่ งออก
ั
และสถาบันวิจยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
25
์ ่
เนื่องจากการผลิตเกษตรอินทรี ยของประเทศไทยยังอยูในระยะเริ่ มต้น
ดังนั้นการวิจยนี้จึงมุ่งเน้นที่จะผลักดันพืชที่มีศกยภาพในการส่ งออกให้เพิ่มคุณภาพ
ั ั
ั ่
เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกโดยเน้นการศึกษาวิจยเฉพาะพืชที่ได้ผานการวิเคราะห์โดยก
รมส่ งเสริ มการส่ งออกที่ควรส่ งเสริ ม จานวน 7 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดฝักอ่อน กระเจี๊ยบเขียว หน่อไม้ฝรั่ง
กล้วยไข่ สับปะรด และขิง เป็ นพื้นฐาน และคานึงถึงการสร้างต้นแบบ (Model Farm)
์
ของระบบการผลิตเกษตรอินทรี ยโดยนาหลักการของทฤษฎีใหม่มาประยุกต์ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งแก่ชุมชน
และพัฒนาความรู ้ความเข้าใจที่ถูกต้องและชัดเจนเกี่ยวกับมาตรฐานเกษตรอินทรี ยดานพืชสัตว์ และประมง
์้
์
เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2544 ได้มีการก่อตั้งชมรมเกษตรอินทรี ยแห่งประเทศไทย
โดยความร่ วมมือของเกษตรกรนักวิชาการและนักธุ รกิจการเกษตรที่ประกอบการทางเกษตรอินทรี ยโดยมีวต ์ ั
ถุประสงค์เพื่อ
้ ้
1. เป็ นศูนย์กลางในการร่ วมมือและประสานงานระหว่างผูผลิต ผูบริ โภค องค์กรของรัฐ
เอกชน และองค์กรชุมชนที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรี ยท้ งในและต่างประเทศ
์ ั
2. เป็ นศูนย์กลางในการรวบรวม แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรี ยท้ งในและต่างประเทศ และเผยแพร่ แก่สมาชิกและผูสนใจทัวไป
์ ั ้ ่
3.
ั ์
ส่ งเสริ มและสนับสนุนให้มีการวิจยและพัฒนางานด้านเกษตรอินทรี ยให้แพร่ หลายและกว้างขวางยิงขึ้น ่
์
4. ส่ งเสริ มและสนับสนุนให้มีการรณรงค์การผลิตสิ นค้าเกษตรอินทรี ยที่ได้มาตรฐาน
และมีการตรวจสอบรับรองคุณภาพที่ถูกต้อง
5.
ิ
ขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐและองค์กรควบคุมคลื่นความถี่วทยุและโทรทัศน์ในด้านคลื่นความถี่วทยุ ิ
และโทรทัศน์ เพื่อถ่ายทอดความรู ้ตลอดจนประชาสัมพันธ์งานด้านเกษตรอินทรี ย ์
กรมส่ งเสริ มสหกรณ์ ได้รับงบประมาณปี 2544
์
ให้ดาเนินการโครงการพัฒนาเกษตรอินทรี ยในสถาบันสหกรณ์โดยมีวตถุประสงค์เพื่อ ั
1. ฟื้ นฟูและเสริ มสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกร
์
โดยการส่ งเสริ มการทาเกษตรอินทรี ยรวมทั้งส่ งเสริ มกระบวนการเรี ยนรู ้แก่เกษตรกร
โดยผ่านสถาบันสหกรณ์
2.
การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเหนื อในตลาดโลกโดยการผลักดันให้ประเทศไทยเป็ นศูนย์ก
ลางการผลิตสิ นค้าเกษตรอินทรี ย ์
์
การดาเนินงานจะดาเนินงานพัฒนาเกษตรอินทรี ยในกิจกรรมต่างๆ ดังนี้คือ
26
1. การเสริ มสร้างกระบวนการเรี ยนรู้
โดยการจัดฝึ กอบรมในเชิงปฏิบติการแก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริ มสหกรณ์
ั
และสมาชิกสหกรณ์ในการทาการเกษตรอินทรี ย ์
ิ ์
2. การส่ งเสริ มและเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์วธีการเกษตรอินทรี ยแก่ สมาชิกสหกรณ์
โดยผ่านทางสื่ อต่างๆ ประกอบด้วย โปสเตอร์ แผ่นพับ คู่มือเกษตรอินทรี ย ์ การจัดนิทรรศการ การทาวีดีโอ
แผ่นซี ดีรอง การเผยแพร่ ทางสื่ อวิทยุและโทรทัศน์
3. การพัฒนาคุณภาพสิ นค้าเกษตรอินทรี ย ์
สนับสนุนให้สหกรณ์ได้เริ่ มและปรับเปลี่ยนการผลิตจากการเกษตรที่ใช้สารเคมีมาสู่ การเกษตรอินทรี ยให้มา
์
กขึ้น
์
4. การพัฒนาตลาดสิ นค้าการเกษตรอินทรี ยในระบบสหกรณ์
ในส่ วนของกรมพัฒนาที่ดิน ปี งบประมาณ 2545
ได้มีกิจกรรมในด้านการปรับปรุ งบารุ งดินด้วยปุ๋ ยหมักและปุ๋ ยพืชสด
เพื่อตอบสนองนโยบายมาตรการการจัดการปรับปรุ งบารุ งดินด้วยอินทรี ยวัตถุ (แผนปรับปรุ งบารุ งดิน
พ.ศ.2545-2549) โดยมีนโยบายส่ งเสริ มการปลูกพืชปุ๋ ยสด ทัวประเทศจานวนพื้นที่ 1.3 ล้านไร่
่
และส่ งเสริ มการผลิตปุ๋ ยหมักโดยใช้สารเร่ งจุลินทรี ย ์ จานวน 400,000 ตัน
์
9.2 การปฎิรูปกฎระเบียบการผลิตสิ นค้าเกษตรอินทรี ยมีผลต่อประเทศไทยคือ EU
เสนอการปฏิรูปกฎระเบียบการผลิตเกษตรอินทรี ย ์
ซึ่ งมีสาระสาคัญที่อาจมีผลต่อนโยบายการส่ งเสริ มการผลิตและการตลาดสิ นค้าเกษตรและอาหารอินทรี ยของ ์
ไทยดังนี้
ั ์
1จากแผนปฎิบติการเพื่อการทาฟาร์มเกษตรอินทรี ยและอาหารอินทรี ย ์ ภายใต้ชื่อ “European Action Plan for
Organic Food and Farming”
์
ซึ่งเป็ นแผนยุทธศาสตร์ การส่ งเสริ มการทาฟาร์ มอินทรี ยตามนโยบายเกษตรร่ วมของ EU
ได้กล่าวถึงหลักการวางแผนที่สาคัญ ได้แก่
้
1.การวางแผนการตลาด เช่น การส่ งเสริ มการให้ขอมูลแก่ผบริ โภค ู้
โดยการกาหนดหลักเกณฑ์การทาเกษตรอินทรี ยที่ชดเจนและโปร่ งใส การพัฒนาข้อมูลสถิติเก เกี่ยวกับ
์ ั
อุปสงค์และอุปทานของสิ นค้าเพื่อใช้ในการวางนโยบายและการตลาด เป็ นต้น
2.การวางนโยบายทางด้านการผลิต เช่น
์ ั
การสนับสนุนการทาฟาร์ มเกษตรอินทรี ยให้มีประสิ ทธิ ภาพดีข้ ึนการสนับสนุนการวิจยฟาร์ มเกษตรอินทรี ย ์
เป็ นต้น
่
3.การกาหนดมาตรฐานและการตรวจสอบให้อยูในรู ปแบบเดียวกัน เช่น
์
การพัฒนาและเสริ มสร้างมาตรฐานเกษตรอินทรี ยของประชาคมยุโรปและการควบคุมตรวจสอบการนาเข้า
การปรับมาตรฐานให้สอดคล้องในระดับสากลการปรับมาตรฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น
27
่
ในเรื่ องสวัสดิการภาพสัตว์ หรื อการเพิ่มเติมมาตรฐานที่มีอยูให้สมบูรณ์ เช่น
มาตรฐานสาหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ า เป็ นต้น
ั
2สถานการณ์ต้ งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2548
่
ที่ผานมากรรมาธิ การยุโรปด้านการเกษตรได้มีการเตรี ยมการเพื่อเสนอการปฏิรูปกฎระเบียบการผลิตสิ นค้าเก
์ ั ์ั
ษตรอินทรี ยใหม่ ซึ่ งจะรองรับแผนปฏิบติงานเกษตรอินทรี ยดงกล่าวข้างต้น
โดยจะมีการกาหนดวัตถุประสงค์และหลักการของเกษตรอินทรี ย ์ กฎระเบียบการติดฉลากที่ชดเจน ั
ู้
และกฎระเบียบการนาเข้า เพื่อให้ผบริ โภคมีความเชื่อมันต่อสิ นค้าเกษตรอินทรี ย ์
่
ั ่
รวมทั้งเกษตรกรสามารถปฏิบติตามกฎระเบียบใหม่ได้ดีข้ ึน ทั้งนี้หากฎระเบียบใหม่ผานความเห็นชอบ
ั ั
คาดว่าจะเริ่ มบังคับใช้ต้งแต่วนที่ 1 มกราคม 2552 เป็ นต้นไป
สาหรับแนวทางในการเสนอปรับกฎระเบียบใหม่จะครอบคลุมสาระสาคัญต่อไปนี้
4.กาหนดวัตถุประสงค์และหลักสาคัญของการผลิตสิ นค้าเกษตรอินทรี ย ์
โดยต้องคานึงถึงสภาพทางภูมิศาสตร์และการพัฒนาของสิ นค้าเกษตรอินทรี ย ์
ั
5.วางมาตรการต่างๆ เพื่อทาให้วตถุประสงค์ และหลักการของเกษตรอินทรี ย ์
มีการปรับใช้อย่างเท่าเทียมกันในทุกขั้นตอนและในทุกภาคของการผลิตสิ นค้าเกษตรอินทรี ย ์
ตั้งแต่สินค้าที่ทาจากสัตว์ และพืช การเพาะเลี้ยงสัตว์ สิ นค้าอาหารที่ใช้สัตว์
และรวมถึงในภาคการผลิตสิ นค้าอาหารเกษตรอินทรี ย ์
6.การทาให้กฎระเบียบการปรับใช้เกี่ยวกับ GMO (Genetically Modified Organisms) หรื อ
ิ
สิ่ งมีชีวตคัดแปรพันธุ กรรมมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่ องของเกณฑ์ระดับการปนเปื้ อนเน้นถึง
สิ นค้า GMO
์ ั
ที่ไม่สามารถติดฉลากอินทรี ยได้และระดับการปนเปื้ อนโดยไม่ได้ต้ งใจสามารถนามาปรับใช้ได้สาหรับเมล็ด
พืชตามเกณฑ์ที่กาหนดไว้
7.การบังคับใช้เครื่ องหมาย (โลโก้) สาหรับสิ นค้าเกษตรอินทรี ย ์
หรื อเลือกที่จะติดฉลากสิ่ งชี้บ่งถึงเกษตรอินทรี ยของ EU (EU - ORGANIC)
์
โดยยังคงสามารถใช้เครื่ องหมายหรื อการติดฉลากของผูผลิตเองได้ต่อไป ทั้งนี้
้
์
สิ นค้าขั้นสุ ดท้ายจะต้องประกอบด้วยเกษตรอินทรี ยอย่างน้อย 95 %
และการกาหนดข้อบังคับอย่างเข้มงวดสาหรับติดฉลากและการโฆษณาเพื่อทาให้เกิดการส่ งเสริ ม “
์
แนวคิดร่ วม ” ของสิ นค้าเกษตรอินทรี ยอย่างแท้จริ ง
8.การเสริ มความสาคัญในด้านพื้นฐานความเสี่ ยงและการปรับปรุ งคุณภาพของการควบคุม
ั
โดยวางระบบการควบคุมไปยังระบบที่เป็ นทางการของ EU ที่จะปรับใช้กบอาหารและอาหารสัตว์ท้ งหมด ั
์
9.การปรับปรุ งการจาหน่ายสิ นค้าอินทรี ยให้มีความคล่องตัวมากขึ้น
ั
โดยการกาหนดมาตรฐานที่เข้มงวดและการเสริ มระบบมาตรฐานเป็ นที่รู้จกร่ วมกันและลดปั ญหาการควบคุม
ของกฎระเบียบเคร่ งครัดที่แตกต่างกัน ในแต่ละประเทศสมาชิก
28
10.การพัฒนากฎหมายการนาเข้าถาวร
โดยใช้พ้ืนฐานของการนาเข้าโดยตรงสาหรับสิ นค้าที่มีการปรับใช้มาตรฐานอย่างเต็มรู ปแบบหรื อจากพื้นฐา
นระบบความเท่าเทียม
์ ั
กฎระเบียบหลักของการการผลิตสิ นค้าเกษตรอินทรี ยในปัจจุบน คือ Council Regulation
2092/91 ( เพิ่มเติมปรับปรุ งล่าสุ ด 28/9/2548 ) ครอบคลุมในเรื่ องการผลิตเกษตรอินทรี ย ์
โดยกาหนดข้อบังคับเกี่ยวกับวิธีและกระบวนการผลิต การติดฉลากและการค้า การตรวจสอบ
และการนาเข้าจากประเทศที่สาม นอกจากนั้น ได้มีการเพิ่มเติมกฎระเบียบอื่นๆ เช่น Regulation 1804/99
โดยจะรวมถึงเรื่ องการผลิตสิ นค้าปศุสัตว์ และ Commission Regulation 1788/2001 (ซึ่ งมีการเพิ่มเติม
Regulation 1818/2002 )
โดยเป็ นการวางระเบียบเกี่ยวกับกฎหมายสาหรับการรับรองในการตรวจสอบควบคุมการนาเข้าจากปร
ะเทศที่สาม เป็ นต้น
นอกเหนือจาก ปัญหาสุ ขอนามัยทางด้านอาหาร เช่น โรควัวบ้า
และการปนเปื้ อนของสิ นค้า GMO
ที่ช่วยสนับสนุนทาให้สินค้าเกษตรอินทรี ยมีแนวโน้มการเติบโตเพิมขึ้นใน EU แล้ว EU
์ ่
์
เชื่อว่าการวางกฎระเบียบหลักการในการผลิตเกษตรอินทรี ยใหม่ที่ชดเจน ั
ู้
จะมีบทบาทสาคัญในการสร้างความมันใจให้แก่ผบริ โภคและทาให้เกิดการพัฒนาตลาดสิ นค้าเกษตรอินทรี ย ์
่
มากขึ้น ขณะเดียวกัน
การปฏิรูปนโยบายเกษตรร่ วมที่ตองปรับลดการอุดหนุ นทางด้านตลาดไปสู่ การอุดหนุ นโดยตรงที่อยูภายใต้ม
้ ่
์ ั
าตรการสิ่ งแวดล้อม จะผลักดันให้ความสาคัญกับการผลิตสิ นค้าเกษตรอินทรี ยได้กาหนดไว้ต้ งแต่ปี 2534
(และมีการปรับปรุ งแก้ไขเพิ่มเติมหลายฉบับ) ดังนั้น การปฏิรูปกฎหมายหลักของการผลิตเกษตรอินทรี ยใหม่ ์
ั
จะทาให้ลดความซับซ้อนของกฎระเบียบ และจะทาให้เกษตรกร EU สามารถปฏิบติตามได้สะดวกมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การปรับปรุ งกฎระเบียบหลักดังกล่าว
์
เป็ นส่ วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ การส่ งเสริ มการทาฟาร์ มอินทรี ยตามนโยบายเกษตรร่ วมของ EU
์
ซึ่ งนอกจากกลยุทธในการส่ งเสริ มการค้าสิ นค้าเกษตรอินทรี ยของ EU
ที่เน้นประโยชน์ทางด้านสุ ขภาพความปลอดภัยด้านอาหาร และคุณภาพแล้ว
์
กฎระเบียบเกษตรอินทรี ยใหม่ที่ครอบคลุมรวมถึงมาตรการในด้านการรักษาสิ่ งแวดล้อมและสวัสดิการ
์
สัตว์จะกลายเป็ นจุดขายที่เน้นประโยชน์ของสิ นค้าเกษตรอินทรี ยอีกด้านหนึ่ง ทั้งนี้
เป้ าหมายดังกล่าวจะทาให้งบการอุดหนุนเกษตรของ EU ในสายตาของผูจ่ายภาษีหรื อผูบริ โภคใน EU
้ ้
่
มีภาพพจน์ที่ดีข้ ึน (จากการที่ถูกตาหนิวาถูกนาไปใช้อย่างไม่มีประโยชน์และบิดเบียนการค้าทั้งในตลาด EU
และตลาดโลก) และรวมถึงใช้เป็ นข้ออ้างในการอุดหนุนเกษตรของ EU ได้ต่อไป ภายใต้มาตรการ green box
์
การควบคุมการนาเข้าสิ นค้าเกษตรอินทรี ยในปัจจุบน ั
ประเทศสมาชิกนากฎระเบียบหลักของ EU ไปปรับใช้ภายในประเทศ
29
โดยมีทางเลือกหลายทางในการปรับใช้
ซึ่ งทาให้เกิดกระบวนการหรื อขั้นตอนการควบคุมการนาเข้าที่แตกต่างกัน
และทาให้เกิดความล่าช้าในพิจารณาตรวจสอบที่แตกต่างกันในละประเทศสมาชิก ดังนั้น
จากแนวทางในการปรับกฎระเบียบใหม่น้ ี
คาดว่าน่าจะเป็ นผลดีต่อการนาเข้าสิ นค้าเกษตรอินทรี ยไทยในตลาด EU
์
์ ่
เนื่องจากจะทาให้กฎระเบียบการผลิตสิ นค้าเกษตรอินทรี ยอยูในมาตราเดียวกัน และมีความชัดเจนมากขึ้น
่ ์
ซึ่ งอาจทาให้ลดปั ญหาความยุงยากในการนาเข้าสิ นค้าเกษตรอินทรี ยของไทยมายัง EU ต่อไปในอนาคต
(ทีมา : 14.9)
่
9.3 การส่ งเสริ มของหน่วยงานราชการไทย ั
ปัจจุบน
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยกาลังเร่ งดาเนิ นการเพื่อจัดตั้งหน่วยงานเพื่อ
์
การตรวจสอบรับรองสิ นค้าเกษตรอินทรี ยในประเทศไทยเพื่อการส่ งออก
เพื่อจะเป็ นการช่วยอานวยความสะดวกและรองรับการขยายตัวสิ นค้าเกษตรอินทรี ย ์
ของไทยมายังสหภาพยุโรปได้
้
ล่า สุ ด เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2551 คณะผูแทนไทย นาโดย นายมนตรี กฤษณี ไพบูลย์
้
ผูอานวยการสานักรับรองมาตรฐานสิ นค้าและระบบคุณภาพ
สานักงานมาตรฐานสิ นค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ได้เข้าพบ Mr. Aldo LONGO
้
ผูอานวยการฝ่ ายกิจการระหว่างประเทศ DG-Agriculture and Rural Development
ื่
โดยได้ยนหนังสื อขอสมัครขึ้นบัญชี รายชื่อประเทศที่สามที่สามารถส่ งออก
์
สิ นค้าเกษตรอินทรี ยไปจาหน่ายยังสหภาพยุโรป
์
โดยไทยสามารถมีระบบรับรองมาตรฐานสิ นค้าเกษตรอินทรี ยของตนเอง (และเป็ นระบบตรวจสอบรับรองที่
EU ยอมรับว่าเท่าเทียมกับของ EU)
ู้ ์
ภาย หลังการเข้าพบ ได้มีการประชุมกับเจ้าหน้าที่ผรับผิดชอบในส่ วนสิ นค้าเกษตรอินทรี ยของ DG-
Agriculture โดยไทยได้นาเสนอเกี่ยวกับระบบมาตรฐานสิ นค้าเกษตรอินทรี ยของไทยในปั จจุบน แจ้งให้
์ ั
ั ้
DG-Agriculture ทราบว่า สิ นค้าศักยภาพของไทยในปั จจุบน ได้แก่ ข้าว ผักผลไม้ และกุง ทั้งนี้ DG-
Agriculture ได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากประเทศไทย เพื่อใช้ในการประเมินระบบการรับรองของไทย
ซึ่ งอาจต้องมีการปรับปรุ งแก้ไข และจะใช้เวลาประมาณ 2-4 ปี ทั้งนี้
่ ั
ขึ้นอยูกบไทยจะมีความพร้อมและความสมบูรณ์ของระบบของไทย ในปั จจุบน ั
์
ไทยสามารถส่ งออกสิ นค้าเกษตรอินทรี ยมายังตลาดสหภาพยุโรปได้
้
หากแต่ตองมีการตกลงกับประเทศสมาชิกแต่ละประเทศ เป็ นรายสิ นค้า
โดยแต่ละสิ นค้ามีระยะเวลาที่สามารถจาหน่ายได้ 1 ปี
์
โดยสิ นค้าเกษตรอินทรี ยแต่ละชนิดต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานที่ประเทศ สมาชิ กนั้นๆ ให้การยอมรับ
30
้ ์
สุ รีรัตน์ฟาร์ ม จังหวัดจันทบุรี ฟาร์ มกุงกุลาดาแบบอินทรี ยแห่งแรกในประเทศไทย
ที่ได้ร่วมดาเนินธุ รกิจกับบริ ษท Yuu n’ Mee ประเทศออสเตรี ย
ั
้
เพื่อส่ งออกกุงกุลาดาอินทรี ยคุณภาพของไทยสู่ ตลาดสหภาพยุโรปเป็ นเจ้าแรก
์
์
และได้รับการรับรองมาตรฐานสิ นค้าเกษตรอินทรี ยจาก ‘Naturland’ ประเทศเยอรมนีเรี ยบร้อยแล้ว (ที่มา:
14.3)
ี
10. หลักการจัดการของเกษตรอินทรีย์ให้ มความอุดมสมบูรณ์
10.1 การจัดการโดยวิธีทางธรรมชาติของระบบการทาเกษตรอินทรี ย ์ เกษตรอินทรี ย ์
มีจุดมุ่งหมายในการฟื้ นฟูและรักษาความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ระบบนิเวศน์เกษตรด้วย
วิธีการที่ยงยืนซึ่ งเทคนิควิธีทางธรรมชาติต่างๆ ในแต่ละวิธีจะมีความเชื่อมโยงกันอยู่
ั่
้
ดังนั้นจึงไม่สามารถเลือกใช้เพียงวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งแต่ตองใช้หลายๆ วิธีการประกอบกัน
ั
1. การใช้วสดุคลุมดิน โดยใช้เศษซากอินทรี ยวัตถุจาพวกใบไม้ ฟางข้าว แกลบ ชานอ้อย มูลสัตว์
้
หรื อปล่อยให้มีพืชขึ้นปกคลุมดินในบริ เวณที่ตองการ เพื่อรักษาความชื้นและอุณหภูมิภายในดิน
ป้ องกันการชะล้างของผิวดินที่เกิดจากน้ าและลม บารุ งดิน และควบคุมวัชพืช
ตารางที่10.1.1.3แสดงว่า
1.ในปี แรก การไม่คลุมดินแต่ใส่ ปุ๋ยให้ผลผลิตต่ากว่าไม่คลุมดินและไม่ใส่ ปุ๋ย
2.การคลุมดินติดต่อกัน6ปี ทาให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
3.การใส่ ปุ๋ยเคมีร่วมกับการคลุมดิน
ทาให้ผลผลิตข้าวโพดเพิมขึ้นกว่าไม่ใส่ ปุ๋ยเคมีและไม่คลุมดินยกเว้นการคลุมด้วยไมยราบซึ่ งให้ผลผลิตเท่ากั
่
น
ั
ตารางที่ 10.1.1.3 ผลผลิตของข้าวโพดที่เพิ่มขึ้นจากการใช้วสดุชนิดต่างๆ
คลุมดินในกาปลูกข้าวโพดที่สถานีทดลอง พืชไร่ พระพุทธบาท จังหวัดลพบุรีโดยเปรี ยบเทียบการใส่ ปุ๋ยเคมี
10-10-0กิโลกรัมต่อไร่ และไม่ใส่ ปุ๋ยเคมี
การทดลอง ปี แรกของการทดลอง(2523) 5ปี หลังการทดลองต่ อเนื่อง(2528)
ใส่ ปุ๋ย ไม่ ใส่ ปุ๋ย ใส่ ปุ๋ย ไม่ ใส่ ปุ๋ย
ไม่คลุมดิน 215 400 672 448
คลุมฟางข้าว 640 464 1,216 688
คลุมด้วยปอเทือง 480 416 880 624
คลุมด้วยถัวแดง 560
่ 352 1,200 944
ใส่ ปุ๋ยอินทรี ย ์ 624 528 1,312 944
คลุมด้วยไมยราบ 624 304 1,200 1,200
31
ที่มา: 14.1
2.การปรับปรุ งดินโดยใช้พืชตระกูลถัว เพราะพืชตระกูลถัวมีประโยชน์ในการให้ปุ๋ยไนโตรเจนแก่ดิน
่ ่
ช่วยให้เศษซากพืชย่อยสลายได้ดีข้ ึน ลดการระบาดของแมลง รักษาความชื้นของดิน
และป้ องกันการชะล้างของผิวหน้าดิน
3 การใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ ยคอก หิ นแร่ และเศษวัสดุจากการเกษตร
ธาตุอาหารที่ได้จากกระบวนการเน่าเปื่ อยผุพงของปุ๋ ยประเภทนี้เป็ นประโยชน์ต่อพืช
ั
ิ
ในขณะเดียวกันก็ไม่เป็ นอันตรายต่อความสมดุลและสิ่ งมีชีวตในดิน
4 การลดการไถพรวนดิน โดยไถพรวนให้นอยที่สุด ้
์ ิ
หรื อไถพรวนแบบอนุ รักษ์เพื่อลดการรบกวนกิจกรรมและปริ มาณของจุลินทรี ยและสิ่ งมีชีวตต่างๆ
ที่เป็ นประโยชน์ต่อดิน
5 การผสมผสานการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ เช่น การเลี้ยงปลาในนา
ั
การเลี้ยงหมูควบคู่กบการเลี้ยงปลาเพื่อหมุนเวียนการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรต่างๆ ในไร่ นา
ั
และเป็ นการจัดการทรัพยากรในไร่ นาให้เกื้อกูลประโยชน์กนทั้งในเรื่ องการควบคุมศัตรู พืชและการเพิ่มอินท
้
รี ยวัตถุจึงไม่ตองพึ่งปุ๋ ยเคมี สารเคมีกาจัดศัตรู พืชและอื่นๆ
6 การควบคุมศัตรู พืชโดยไม่ใช้สารเคมี
วัชพืชที่เป็ นศัตรู สามารถควบคุมได้โดยปลูกพืชหลายชนิดปลูกพืชคลุมดินหรื อใช้กลวิธีปล่อยวัชพืชขึ้นในห
น้าแล้งแล้วตัดฟันในหน้าฝน ส่ วนการควบคุมแมลงที่เป็ นศัตรู พืชทาได้โดยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน
อนุรักษ์แมลงที่มีประโยชน์ เช่น ตักแตนตาข้าว ด้วงเต่า มวน เพชฌฆาต แมลงปอ แมลงช้างปี กใส และอื่นๆ
๊
ปลูกพืชที่มีกลิ่นฉุน เช่น ดาวเรื อง กระเทียม ผักกาดหอม ตะไคร้ เป็ นต้น ใช้สารสมุนไพร เช่น สารสะเดา
เป็ นต้น
10.2 หลักการสาคัญในการผลิตผลผลิตทางการเกษตรในระบบเกษตรอินทรี ย ์
1. ต้องไม่ทาให้เกิดมลพิษในดิน น้ า และมลภาวะในอากาศ
ั
ในทุกรู ปแบบที่เป็ นผลจากการปฏิบติการด้านการเกษตร หรื อมีผลกระทบกระเทือนน้อยที่สุด
2. ต้องพัฒนาการปรับปรุ งบารุ งดินด้วยอินทรี ยวัตถุ
ั
และนาไปปฏิบติเพื่อเป็ นการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน
โดยเฉพาะอย่างยิงการเพิ่มประสิ ทธิ ภาพกิจกรรมชีวภาพของดิน
่
3. ดารงรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในระบบการทาฟาร์ มเลี้ยงสัตว์
32
4. ต้องนาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจากพื้นที่ไร่ นา
์
และวัสดุเหลือใช้จากการทาฟาร์มเพื่อที่จะคืนอินทรี ยวัตถุให้กลายเป็ นปุ๋ ยอินทรี ยในดิน
และได้แร่ ธาตุบางส่ วนกลับคืนสู่ พ้ืนที่การเกษตรอย่างครบวงจร
์
5.ควบคุมปัจจัยการผลิตและกระบวนการผลิตเพื่อรักษาความสมบูรณ์ของผลผลิตอินทรี ยและคุ ณภาพของผลิ
ตภัณฑ์ ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวจนถึงการนาไปบริ โภค
6. พัฒนาและนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมและทันสมัยมาใช้เพื่อเข้าสู่ ระบบการเกษตรอย่างยังยืน ่
10.3 ความอุดมสมบูรณ์ของดินในเกษตรอินทรี ย ์ ความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยทัวไป ่
หมายถึง ความสามารถของดินในการให้ธาตุอาหารที่จาเป็ นเนื่องจากเจริ ญเติบโรของพืช
์
ซึ่ งส่ วนประกอบหลักของดินนั้นประกอบด้วย 4 ส่ วนคือ อนินทรี ยสาร น้ า อากาศ และอินทรี ยสาร ์
เมื่อพิจารณาถึงดินที่มีความเหมาะสมต่อการเจริ ญเติบโตของพืช
์
จะต้องมีสัดส่ วนของส่ วนประกอบดังกล่าวคือ อนินทรี ยสาร (แร่ ธาตุ) 45 เปอร์เซ็นต์ น้ า และอากาศอย่างละ
์
25 เปอร์เซ็นต์ อินทรี ยสาร 5 เปอร์เซ็นต์
์
ในส่ วนของอินทรี ยสารนี้เป็ นส่ วนประกอบที่มีบทบาทสาคัญอย่างยิง ่
เนื่องจากมีคุณสมบัติในการควบคุมสมบัติทางกายภาพ ชีวภาพและเคมีของดิน
ั ิ ่
อินทรี ยวัตถุเป็ นแหล่งอาหารและพลังงานให้กบสิ่ งมีชีวตเล็กๆซึ่ งอาศัยอยูในดินได้แก่ โปรโตซัว
์
แมลงที่เป็ นประโยชน์ขนาดเล็ก ไส้เดือน เชื้อจุลินทรี ยพวกรา แบคทีเรี ย แอคติโนมัยซีส ยีสต์ และสาหร่ าย
่
จึงกล่าวได้วาในความหมายเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของดินในระบบเกษตรอินทรี ย ์
มิได้มุ่งเน้นถึงแร่ ธาตุที่พืชต้องการ
ิ ่
แต่จะต้องเป็ นดินที่มีชีวิตหมายความว่าดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ได้จะต้องมีสิ่งมีชีวตอาศัยอยูในดินเป็ นจาน
วนมาก
โดยเฉพาะอย่างยิงจุลินทรี ยที่เป็ นประโยชน์ในดินหลายกลุ่มมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับระบบรากพืชใน
่ ์
ดินรวมถึงอินทรี ยวัตถุในดิน ในสภาพธรรมชาติอินทรี ยวัตถุในดินได้มาจากวัสดุเศษพืชเป็ นส่ วนใหญ่
ซึ่งจะมีองค์ประกอบสาคัญ คือ เซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และลิกนิน
่
โดยที่กลุ่มจุลินทรี ยที่เป็ นประโยชน์ในดินจะทาหน้าที่ยอยสลายและหมุนเวียนธาตุอาหารที่ถูกปลดปล่อยออ
์
กมาจากวัสดุอินทรี ยหลังจากผ่านกระบวนการย่อยสลายแล้วกลับคือสู่ พ้ืนที่อย่างครบวงจร
์
่
อินทรี ยวัตถุที่ผานกระบวนการย่อยสลายโดยสมบูรณ์แล้วจะกลายเป็ นปุ๋ ยอินทรี ยในดิน ์
ั ์ ิ
ปุ๋ ยอินทรี ยเ์ ป็ นแหล่งของธาตุอาหารครบทุกชนิ ดให้กบจุลินทรี ยและสิ่ งมีชีวตขนาดเล็กในดิน
ิ
รวมทั้งเป็ นแหล่งของคาร์ บอนซึ่ งจะพลังงานกับสิ่ งมีชีวตในดิน
์ ่ ์
นอกจากนี้ปุ๋ยอินทรี ยมีบทบาทสาคัญกล่าวคือ เป็ นแหล่งที่อยูอาศัยของจุลินทรี ยในดิน
์ ั ั ่
เนื่องจากโครงสร้างของปุ๋ ยอินทรี ยจะมีลกษณะเป็ นรู พรุ นขนาดเล็กเปรี ยบเสมือนห้องที่พกหรื อแหล่งที่อยูอา
ั ์
ศัยให้กบจุลินทรี ยที่เป็ นประโยชน์ในดินหลายชนิดได้แก่
33
์่
1.กลุ่มจุลินทรี ยยอยสลายอินทรี ยวัตถุ กลุ่มจุลินทรี ยที่มีบทบาทสาคัญในดิน
์
ซึ่ งบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของดินนั้น กลุ่มจุลินทรี ยกลุ่มแรกคือ
์
์ ่
จุลินทรี ยที่ยอยสลายอินทรี ยวัตถุซ่ ึ งจัดเป็ นกลุ่มที่มีปริ มาณมากกว่ากลุ่มจุลินทรี ยชนิดอื่นจุลินทรี ยที่เกี่ยวข้อง
์ ์
์
กับการสลายตัวของอินทรี ยสารเป็ นพวก Heterotroph คือ
พวกที่ได้พลังงานและแหล่งคาร์ บอนจากอินทรี ยวัตถุ
่
ในวัสดุเศษพืชจะมีสารประกอบคาร์ บอนซึ่ งส่ วนใหญ่อยูในรู ปของเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และลิกนิน
เป็ นอินทรี ยสารในรู ปที่ยงไม่เป็ นประโยชน์ต่อพืช
์ ั
ดังนั้นจุลินทรี ยกลุ่มนี้จะมีการสร้างน้ าย่อยเพื่อย่อยสลายสารอินทรี ยดงกล่าว
์ ์ั
หลังจากการย่อยสลายแล้วจะได้น้ าตาลกลูโคสซึ่ งมีขนาดโมเลกุลเล็กลงรวมทั้งจะได้คาร์ บอนได้ออกไซค์
น้ า และพลังงาน ซึ่ งจาเป็ นต่อการสร้างเซลล์จุลินทรี ยและแร่ ธาตุอาหารที่เป็ นประโยชน์ต่อพืชด้วย
์
่
2.กลุ่มจุลินทรี ยแปรสภาพไนโตรเจน ไนโตรเจนที่อยูในดินส่ วนใหญ่จะได้มาจากซากพืช
์
่ ์
ซากสัตว์ที่ตายไปแล้ว และอยูในรู ปอินทรี ยไนโตรเจนมากถึง 90%
โดยจะประกอบด้วยสารประกอบอะมิโนหรื อโปรตีน กรดอะมิโนอิสระ
น้ าตาลอะมิโนพวกกลูโคซามีนและแกแลคโตซามีน รวมทั้งเบสของ purine และ pyrimidie
์ ์
ซึ่งได้มาจากกรดนิวคลีอิด จุลินทรี ยในดิน ได้แก่ จุลินทรี ยในสกุล Bacillus Arthrobacter Sterptomyces
Aspergillus Nitrobacter และ Nitrosomonas จะสร้างน้ าย่อยพวก protease
เพื่อเปลี่ยนโปรตีนให้เป็ นกรดอะมิโน น้ าตาล ribose และ deoxyribose
ซึ่ งสารดังกล่าวนี้ส่วนหนึ่งจะเป็ นอาหารของจุลินทรี เพื่อเพิ่มจานวนเซลล์
และอีกส่ วนหนึ่งจะแปรสภาพต่อไปเป็ นอนิ นทรี ยไนโตรเจน ซึ่ งเป็ นรู ปที่เป็ นประโยชน์ต่อพืช ได้แก่
์
แอมโมเนียม และไนเตรท และคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ า
นอกจากนี้สารประกอบอะมิโนจะสามารถรวมตัวกับสารควิโนน (ได้มาจากการย่อยสลายลิกนิน)
กลายเป็ นสารประกอบฮิวมัส ซึ่งเป็ นอินทรี ยสารที่เป็ นแหล่งพลังงานของจุลินทรี ยดิน ์
และมีบทบาทสาคัญต่อการควบคุมเสถียรภาพของโครงสร้างดินและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน
์
3.นอกจากนี้มีจุลินทรี ยดินบางชนิด สามารถตรึ งไนโตรเจนจากอากาศเปลี่ยนให้เป็ นสารประกอบไนโตรเจน
ซึ่ งเป็ นประโยชน์ต่อพืชได้ เช่น แบคทีเรี ยในสกุล Azotobacter Beijerinckia Spirillum และ Clostridium
์
และยังพบในจุลินทรี ยพวกสาหร่ ายสี เขียวแกมน้ าเงินในสกุล Anabaea และ Nostoc เป็ นต้น
ั
สาหร่ ายชนิดนี้ยงปลดปล่อยออกซิ เจนออกมาในน้ า ขณะที่มีการสังเคราะห์แล้ว
์
ทาให้จุลินทรี ยที่เป็ นประโยชน์ชนิดอื่นเจริ ญเติบโตได้ดี
์
จุลินทรี ยดินที่สาคัญอีกชนิดหนึ่งเป็ นแบคทีเรี ยในสกุล Rhizobium
้
มีความสามารถพิเศษในการตรึ งไนโตรเจนแบบถ้อยทีถอยอาศัยโดยสร้างปมที่รากพืชตระกูลถัว ่
่
และสามารถดารงชีพได้อย่างอิสระหรื ออยูร่วมกับพืชตระกูลถัว ่
34
่
เมื่ออยูอิสระจะอาศัยอินทรี ยวัตถุจากดินเป็ นอาหาร
่
เมื่ออยูร่วมกับพืชตระกูลถัวจะอาศัยสารประกอบอินทรี ยที่พืชตระกูลถัวสังเคราะห์ได้เป็ นอาหาร
่ ์ ่
และไรโซเบียมจะเปลี่ยนไนโตรเจนที่ตรึ งจากอากาศให้เป็ นแอมโมเนียมและกรดอะมิโน
์
ซึ่ งจะใช้เป็ นแหล่งไนโตรเจนสาหรับสังเคราะห์โปรตีนและสารประกอบอินทรี ยไนโตรเจน
ไรโซเบียมตรึ งไนโตรเจนนั้นส่ วนหนึ่งจะใช้ในการเจริ ญและแบ่งเซลล์
ั
อีกส่ วนหนึ่งจะเป็ นประโยชน์กบพืชตระกูลถัว ่
และบางส่ วนปลดปล่อยออกมาสู่ ดินเชื้อไรโซเบียมจะเจริ ญในเซลล์รากพืช
้
และกระตุนให้เกิดการขยายตัวเซลล์พืชเกิดการสร้างปมบริ เวณรากหรื อลาต้น
่ ั
ไรโซเบียมซึ่ งอาศัยอยูในปมจะทาหน้าที่ตรึ งไนโตรเจนให้กบต้นถัว ทาให้มีการเจริ ญเติบโตได้ดีต่อไป
่
และผลผลิตเพิ่มขึ้น
หรื อให้ไนโตรเจนแก่พืชปุ๋ ยสดเพื่อเป็ นการเพิ่มน้ าหนักสดสาหรับไถกลบลงดินเป็ นปุ๋ ยพืชสดสาหรับปรับป
รุ งบารุ งดินต่อไปได้เช่นกัน
4.กลุ่มจุลินทรี ยแปรสภาพฟอสฟอรัส
์
่
สารประกอบอินทรี ยฟอสฟอรัสซึ่ งยังไม่เป็ นประโยชน์ต่อพืชจะอยูในรู ปของ phytin และ phosphoric acid
์
์
จุลินทรี ยในดินจะสร้างน้ าย่อย phytase หรื อ phosphatase
์ ่
เพื่อแปรสภาพอินทรี ยฟอสฟอรัสให้อยูในรู ปของอนิ นทรี ยฟอสฟอรัสที่เรี ยกว่า orthophosphate ซื่งเป็ นพวก
mono และ dihydrogen phosphate นอกจากนี้มีสารประกอบ
์
อนินทรี ยฟอสฟอรัสบางชนิ ดในรู ปของหิ นฟอสเฟตซึ่ งพืชยังไม่สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้
์ ์
ดังนั้นจะมีจุลินทรี ยบางชนิดในสกุล Bacillus และ Aspergillus สร้างกรดอินทรี ยพวกไนตริ กและกามะถัน
่
ละลายฟอสฟอรัสออกมาให้อยูในรู ปที่เป็ นประโยชน์ต่อพืชได้ และยังมีราไมคอร์ไรซา
ั
ซี งจะทาหน้าที่ดูดซับฟอสฟอรัสให้กบรากพืชได้
่ ั
ซึ่งราไมคอร์ไรซา หมายถึงเชื้ อรากลุ่มหนึ่งในดินที่อาศัยอยูกบรากพืชแบบพึ่งพาอาศัยซึ่ งกันและกัน
และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อรากพืชไม่ทาให้รากพืชเป็ นโรคเหมือนกับเชื้ อราบางชนิดที่อยูในดิน
่
ในขณะที่ไมคอร์ ไรซาเจริ ญเส้นใยที่เพิ่มปริ มาณขึ้นจะช่วยทาให้สมบัติทางกายภาพของดินดีข้ ึน
่
นอกจากนั้นเส้นใยที่อยูบริ เวณรากจะช่วยให้รากมีความทนทานต่อความแห้ง
ิ
นอกจากนี้ทาให้รากพืชมีพ้ ีนที่ผวมากขึ้นและสามารถชอนไชไปในดินได้ดีจึงสามารถดูดน้ าและธาตุอาหารต่
างๆ
่ ่
จากดินได้เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิงการดูดซึ มฟอสฟอรัสในดินมาสะสมอยูในเซลล์ของเชื้อราที่อยูรอบราก
่
พืช และจะค่อยๆ
ปลอดปล่อยให้พืชนาไปใช้อย่างพอเพียงในแต่ละวันซึ่ งจะเป็ นประโยชน์มากในช่วงฤดูแล้งเนื่องจากรากพืช
35
้
จะดูดซึมธาตุอาหารจากดินได้นอยมาก
นอกจากนี้ยงสร้างฮอร์ โมนที่เป็ นประโยชน์ต่อพืชและสารปฏิชีวนะซึ่ งมีผลต่อการยับยั้งโรคพืช
ั
5.กลุ่มจุลินทรี ยควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืชในดิน
์
การเกิดการแพร่ ระบาดของจุลินทรี ยที่ก่อให้เกิดโรคพืชในดินเป็ นปั ญหาที่มีความสาคัญอีกประการหนึ่ง
์
พื้นที่การเกษตรที่มีปริ มาณอินทรี ยวัตถุในดินต่า
จะมีระดับธาตุอาหารในดินไม่เพียงพอต่อการเจริ ญเติบโตของพืช ต้นพืชมีความอ่อนแอ
์
ทาให้มีความสามารถในการต้านทางต่อโรคพืชลดลงเชื้ อจุลินทรี ยที่ทาให้เกิดโรคกับพืชได้แก่ เชื้อรา
Aspergillus flavus, Macrophomina phaseolina, Rhizoctonia solani, Fusarium solani และ Sclerotium rolfsii
์ั ั ั
จุลินทรี ยดงกล่าวนี้จดเป็ นพวก soil-borne fungi ซึ่ งทาความเสี ยหายให้กบพืชเศรษฐกิจหลายชนิด ได้แก่
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวาน และข้าวโพดฝักอ่อน สาหรับพืชตระกูลถัว เช่น ถัวเหลือง และถัวเขียว
่ ่ ่
เป็ นต้น
ในสภาพดินร่ วนทรายซึ่ งมีปริ มาณอินทรี ยวัตถุต่ามีปัญหาในการดูดซับน้ าลดลงส่ วนดินเหนียวมีลกษณะใน ั
การระบายน้ าไม่ดีสภาพดังกล่าวนี้จะมีความเหมาะสมต่อการแพร่ ระบาดของเชื้อโรคพืชในดิน ได้แก่ เชื้อรา
ั
Macrophomina phaseolina และ Rhizoctonit solani เมื่อมีการเพิ่มอินทรี ยวัตถุให้กบดิน ได้แก่ ปุ๋ ยคอก,
ปุ๋ ยหมัก , ปุ๋ ยพืชสด และวัสดุตอซังจะมีผลต่อการลดจานวนจานวนประชากรของเชื้ อโรคพืชในดิน
ั
การเพิ่มอินทรี ยวัตถุให้กบดิน จะมีผลส่ งเสริ มกิจกรรมกลุ่มจุลินทรี ยที่เป็ นประโยชน์ในดิน ได้แก่ Bacillus
์
sp. Streptomyces sp. และ Trichoderma sp.
กลุ่มจุลินทรี ยดงกล่าวนี้จะมีความสามารถหรื อคุณลักษณะในการย่อยสลายเศษวัสดุอินทรี ยได้ดี
์ั ์
ดังนั้นจะสามารถแก่งแย่งธาตุอาหารจากแหล่งวัสดุอินทรี ยได้ดีกว่ากลุ่มจุลินทรี ยเ์ ป็ นโทษต่อพืช
์
์
และขณะที่มีการย่อยสลายพืชปุ๋ ยสดฟางข้าวและตอซังพืชจะเกิดสารอินทรี ยจาพวกสารระเหย ได้แก่ ethano
์
และ CO2 รวมถึงกรดอินทรี ยหลายชนิด เช่น lactic, acetic, butyric และ formic acids
ซึ่ งจะมีผลต่อการเข้าทาลายผนังเซลล์ของเชื้อโรคพืช
อินทรี ยวัตถุในดินถูกทาการย่อยสลายหรื อนาไปใช้โดยจุลินทรี ยดิน ์
่
และธาตุอาหารจะถูกปลดปล่อยออกมาให้อยูในรู ปที่เป็ นประโยชน์ต่อพืช
้
เมื่อพืชได้รับธาตุอาหารจากดินในระดับที่เพียงพอจะมีผลทาให้ตนพืชมีความแข็งแรง
และทาให้ผนังเซลล์ของพืชมีความต้านทานต่อการเข้าทาลายของเชื้อสาเหตุโรคพืช
ั ์
จากการใส่ วสดุอินทรี ยชนิดต่างๆ ลงในดิน ได้แก่ ปุ๋ ยหมัก ฟางข้าว ปุ๋ ยพืชสด ตอซังพืช มูลสัตว์ และปุ๋ ยคอก
ทาให้ปริ มาณไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซี ยมในดินมีความเป็ นประโยชน์เพิ่มขึ้น
ธาตุอาหารที่เพิ่มขึ้นจะมีผลทาให้พืชเจริ ญและแข็งแรง
ั
และเพิมความต้านทานการเกิดโรคให้กบพืชที่เพาะปลูกด้วย
่
36
10.4 บทบาทของระบบการทาเกษตรอินทรี ยต่อการดารงชี พของมนุษย์ทรัพยากรธรรมชาติ
์
และสิ่ งแวดล้อม
1. ด้านสิ่ งแวดล้อม
1.1 ฟื้ นฟูระบบนิเวศให้กลับคืนสู่ สภาพสมดุล
เพราะพฤติกรรมและรู ปแบบทางการผลิตจะลดหรื องดการใช้สารเคมีทางการเกษตร
1.2 สร้างความหลากหลายทั้งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์
โดยปรับเปลี่ยนรู ปแบบทางการผลิตเชิงเดี่ยวมาสู่ การปลูกพืชมากมายหลายชนิด
ผสมผสานการเลี้ยงสัตว์ที่เกื้อกูลประโยชน์ซ่ ึ งกันและกัน
1.3 ประหยัดพลังงานและมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ โดยลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร
ซึ่ งแปรรู ปจากน้ ามันปิ โตรเลียม และลดการใช้เครื่ องจักรกลทางการเกษตรที่ใช้เชื้ อเพลิงฟอสซิ ล
ซึ่งเป็ นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป
2. ด้านเศรษฐกิจ
เกษตรอินทรี ยมีจุดมุ่งหมายให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้ท้ งด้านรายได้อาหารและปั จจัยการผลิต
์ ั
และมีอิสระในการเลือกปัจจัยการผลิต การใช้เทคนิคการผลิต การจัดสรรผลผลิตและการกระจายผลผลิต
์
2.1 รายได้ ในระยะเริ่ มต้น เกษตรอินทรี ยอาจไม่สามารถตอบสนองความต้องการทั้งด้านผลผลิตและรายได้
แต่ในระยะยาวความมันคงด้านอาหารและรายได้เป็ นตัวเงินจะมีอย่างสม่าเสมอ เพราะเทคนิค วิธีการผลิต
่
และการจัดการทรัพยากรแบบเกษตรกรรมยังยืน ช่วยให้เกษตรกรลดภาระค่าใช้จ่ายอีกด้วยเช่น ค่าปุ๋ ยเคมี
่
ค่าสารเคมีต่างๆ ค่าน้ ามัน ค่าอาหาร เป็ นต้น
ส่ วนรายได้จะมาจากการขายผลผลิตที่เกินความต้องการบริ โภคในครอบครัว
้
และเกษตรกรมีอิสระในการกาหนดชนิดสิ นค้าและราคาที่จะขายไม่ตองอาศัยพ่อค้าคนกลาง
์
เกษตรกรรมอินทรี ยอาจให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ากว่าในบางพื้นที่
ซึ่ งเป็ นผลเนื่องมาจากมีการปลูกพืชตระกูลถัวไว้คลุมดินไว้
่
้
แต่ถาหากคิดต้นทุนและความเสี ยหายที่เกิดจากการชะล้าง และการเสื่ อมความอุดมสมบูรณ์ของดิน
์
มลพิษที่เกิดจากสารเคมีการเกษตรแล้ว เกษตรกรรมอินทรี ยให้ผลตอบแทนสู งกว่า
์
ยิงในบางสถานการณ์เช่นในกรณี เกิดความแห้งแล้งขึ้นเกษตรกรรมอินทรี ยในผลดีกว่า
่
ั
(เนื่องจากมีวสดุปกคลุมดิน ทาให้โครงสร้างของดินสามารถต้านทานการขาดน้ าได้ดีกว่า)
2.2 อาหาร
เกษตรอินทรี ยปฏิเสธการผลิตเพื่อขายเพียงอย่างเดียวแต่มุ่งเน้นการผลิตเพื่อบริ โภคในครัวเรื อนและตลาดท้อ
์
งถิ่นเป็ นสาคัญ
รู ปแบบการผลิตจึงเป็ นการปลูกพืชหลายชนิดที่ให้ผลผลิตหมุนเวียนไปตลอดปี เพียงพอที่จะตอบสนองความ
ต้องการพื้นฐานของครอบครัวและชุมชน
37
ั
2.3 ปัจจัยการผลิต มีการใช้ปัจจัยการผลิตที่จดหารได้ในครอบครัวและชุมชน
ไม่ตองพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอกชุมชน ซึ่ งอยูเ่ หนื อการควบคุมและการตัดสิ นใจของเกษตรกร
้
3. ด้านสังคม
เกษตรอินทรี ยมุ่งสร้างความเข้มแข็งของชุมชน รวมถึงสร้างความเท่าเทียมกันและความยุติธรรมทางสังคม
์
้
3.1 การบริ โภค ผูบริ โภคจะต้องปรับเปลี่ยนแบบแผนการบริ โภค
ั ้
ควบคู่กบผูผลิตที่ตองปรับเปลี่ยนแบบแผนการผลิต เช่น
้
การปรับเปลี่ยนค่านิยมการบริ โภคเนื้ อสัตว์มาเป็ นการบริ โภคผักและธัญพืช
เนื่องจากสัตว์มีประสิ ทธิภาพในการสังเคราะห์และแปรรู ปธาตุอาหารต่ากว่าพืช ดังนั้น
การผลิตอาหารที่มีปริ มาณพลังงานเท่ากัน
การเลี้ยงสัตว์จะต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าการผลิตพืชอาหารหรื อการปรับเปลี่ยนค่านิยมการบริ โภคอาหารที่
ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมมาเป็ นการบริ โภคอาหารจากธรรมชาติโดยตรง
ิ ิ
3.2 วิถีชีวต รู ปแบบการดารงชีวตจะต้องสอดคล้องกับสิ่ งแวดล้อมและธรรมชาติ
ั ่
รู ้จกบริ โภคทรัพยากรที่มีอยูในไร่ นาของตนอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ มีความขยันขันแข็งในการทางาน
หมันหาความรู ้ในการเกษตรและพัฒนาตนเองอยูเ่ สมอ ลดความต้องการด้านวัตถุที่เกินความจาเป็ นลง
่
่
3.3 การพึ่งพาอาศัยกัน วิธีการผลิตของเกษตรอินทรี ยให้ความสาคัญกับการดารงอยูร่วมกันของชาวบ้าน
์
เกษตรกรจะต้องพึ่งพาอาศัยกัน
หรื อรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็ นองค์กรท้องถิ่นของเกษตรกรที่ทาเกษตรกรรมแบบยังยืน่
เพื่อเป็ นหลักประกันความสาเร็ จของการพัฒนาเกษตรกรรมแนวนี้ในระยะยาว
ช่วยให้ฐานทรัพยากรของชุมชนมันคงเศรษฐกิจดีข้ ึน เกษตรกรพึ่งตนเองได้และมีสุขภาพแข็งแรง
่
3.4 การจัดการทรัพยากร
ลักษณะการกระจายผลผลิตในไร่ นาช่วยลดความจาเป็ นในการใช้พ้ืนที่ขนาดใหญ่ของเกษตรกรแต่ละราย
จึงสามารถกระจายการถือครองที่ดินให้เกษตรกรที่ไร้ที่ดินทากินได้
การบริ หารจัดการทรัพยากรในระดับครอบครัวเน้นการมีส่วนร่ วมของสมาชิกทุกคน
และบทบาทที่เท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง
ส่ วนการบริ หารจัดการทรัพยากรในระดับชุมชนก็ส่งเสริ มให้มีการกระจายอานาจและการมีส่วนร่ วมของปร
ะชาชน
่
3.5 อุดมการณ์ การทาลายสิ่ งแวดล้อมอย่างใหญ่หลวงในช่วง 200 ปี ที่ผานมานี้
มีตนเหตุมาจากความคิดที่มองสิ่ งแวดล้อมมีค่าเป็ นเพียงวัตถุ
้
่
และคิดว่ามนุษย์สามารถดารงอยูได้โดยไม่จาเป็ นต้องพึ่งพาอาศัยสิ่ งแวดล้อม
เพราะมีเทคโนโลยีที่ทนสมัยคอยอานวยความสะดวกอยูแล้ว
ั ่
จุดมุ่งหมายขั้นสู งสุ ดของเกษตรกรรมแบบยังยืน คือ การแก้ปัญหาวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมที่ตนเหตุเหล่านี้
่ ้
38
้
โดยการปรับเปลี่ยนแนวความคิดที่มองโลกแบบแยกส่ วนมีมนุษย์เป็ นศูนย์กลางและเป็ นผูควบคุมธรรมชาติ
มาสู่ แนวความคิดแบบองค์รวมอ่อนน้อมถ่อมตนต่อธรรมชาติยอมรับว่ามนุษย์เป็ นเพียงส่ วนหนึ่งของระบบ
ิ
นิเวศน์ ซึ่ งจะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่ งกันกับสิ่ งมีชีวตอื่นๆ
ั
11. การผลิตพืชอินทรีย์ของบริษทต่ างๆ
์
ภายใต้มาตรฐานการผลิตพืชอินทรี ยของประเทศ กรมวิชาการเกษตร
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ั ์ ั
11.1 บริ ษท รังสิ ต ฟาร์ ม จากัด ข้อมูลการผลิตพืชผักอินทรี ยของบริ ษท รังสิ ต ฟาร์ ม จาก
1.พื้นที่ผลิต รังสิ ต ฟาร์ม RANGSIT FARM
- คลอง 7ใต้อาเภอลูกกา จังหวัดปทุมธานี
- บ้านสวนห้อม อาเภอวังน้ าเขียว จังหวัดนครราชสี มา
การใช้พ้ืนที่ปลูกพืชผักหมุนเวียนเพื่อความหลากหลายและรักษาความสมดุลของแร่ ธาตุในดินประเภทพืชพื
ชผักและผลไม้ต่าง
2.ปัจจัยการผลิตที่ใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ ใช้มูลสัตว์ที่ส่งเสริ มการพัฒนาการชีวภาพ
เช่นมูลสัตว์ที่ไม่ถูกเลี้ยงในเชิงทรมานเช่นมูลค้างคาวปุ๋ ยหมักมูลเป็ ดไข่เลี้ยงปล่อย(หมักข้ามปี )นามาหมักร่ ว
์
มกับผักอินทรี ยที่ผลิตภายในฟาร์ มโดยใช้ชีวภัณฑ์เป็ นตัวช่วยในการเร่ งกระบวนการ
์
ซึ่งการหมักจะต้องได้อุณหภูมิความร้อนโดยการทางานของจุลินทรี ยตามกระบวนการธรรมชาติที่ประมาณ7
ั
0องศาเซลเซี ยสเพื่อทาลายเชื่อและไข่ของแมลงที่ยงเหลือให้หมดสิ้ น ก่อนที่จะนาไปใช้ในแปลงชีวภัณฑ์
้
ใช้สาหรับกระตุนมีผลในการช่วยเร่ งกระบวนการย่อยสลายอินทรี ยวัตถุสารสกัดธรรมชาติใช้ควบคุ
มแมลงบางชนิดกับบางพืช
เลือกใช้ในบางโอกาสที่เกิดความจาเป็ นเมื่อเกิดการระบาดคุกคามของแมลงศัตรู พืช(ได้รับการรับรองอย่างเป็
นทางการ)
3.ปั จจัยการผลิตที่ไม่ใช้ ไม่ใช้ปัจจัยการผลิตจากธรรมชาติที่ไม่สะอาดเพียงพอ
และหรื อไม่ทราบถึงที่มาอย่างชัคเจน เช่นปุ๋ ยหมักจากมูลสัตว์ที่ถูกเลี้ยงอย่างทรมาน ปุ๋ ยที่หมักจากมูลคน
ปุ๋ ยมูลสด เป็ นต้น
4.หลากหลายในระบบการผลิตเกษตรอินทรี ย ์
- ์
ระบบการผลิตเกษตรอินทรี ยในเรื อนกระจก
- ระบบการผลิตเกษตรอินทรี ยร่องสวน์
- ์
ระบบการผลิตเกษตรอินทรี ยบนยอดเขา
5.ขั้นตอนการปฏิบติ ั
์
1.การพัฒนาและรักษาดิน เป็ นหัวใจในการทาเกษตรอินทรี ยที่รังสิ ต
ฟาร์มให้ความสาคัญมาก เพื่อเป็ นการส่ งเสริ ม
การเจริ ญเติบโตของรากพืชให้มีความแข็งแรงและเป็ นการควบคุมเชื้ อที่จะเป็ นต้นเหตุของโรคพืชด้วยกระบ
39
วนการธรรมชาติ โดยการเพิ่มจุลินทรี ยในดิน ์
ให้อินทรี ยวัตถุที่ส่งเสริ มพัฒนาการแก่จุลินทรี ยในปริ มาณที่พอเพียงอย่างต่อเนื่อง
์
ระบวนการย่อยสลายอินทรี ยวัตถุโดยกลุ่มจุลินทรี ยที่เป็ นประโยชน์เหล่านั้นจะช่วยให้ดินอ่อนนุ่ม
์
ิ
ร่ วนซุ ยและกลับมีชีวตเช่นเดียวกันกับดินในธรรมชาติ
ซึ่ งกระบวนการทางธรรมชาติน้ ีเองได้ถอดเอาแร่ ธาตุที่หาได้ยากในดินขึ้นมาให้พืชดูดซับไปเป็ นอาหาร
อันเป็ นประโยชน์
สู งสุ ดต่อพืชและเป็ นที่มาของห่วงโซ่อาหารอันบริ สุทธิ์ มากด้วยคุณค่าทางโภชนาการสู่ มวลมนุษยชาติ
และสรรพชีวต ิ
่
2.การเตรี ยมแปลงเริ่ มจากการกาจัดวัชพืชที่มีอยูออกจากแปลงด้วยแรงคน
ไถพรวนดินให้ร่วนซุ ยก่อนที่จะบารุ งดินด้วยปุ๋ ยหมักที่เตรี ยมไว้ ในอัตรา 3กก/ตารางเมตร
บางช่วงเสริ มด้วยการฉี ดพ่นชีวภัณฑ์ลงในดินเพื่อช่วยเร่ งกระบวนการย่อยสลายอินทรี ยวัตถุ
ั
3.การปลูกพืช จัดหาเมล็ดพืชที่ไม่คลุกสารเคมีที่คดเลือกแล้ว
หว่านลงแปลงรดน้ าให้งอกเป็ นต้นกล้าและเมื่อต้นกล้าโตได้ที่(หลังจาก 10-15วัน แล้วแต่ชนิดพืช)
้
จัดการถอนต้นที่แน่นอนจากแปลงเว้นระยะให้เหลือเฉพาะต้นที่ตองการไว้(อาจใช้วธีเพาะกล้าแล้วิ
ย้ายลงแปลงสาหรับบางพืช)
้
4.การบารุ งพืช บารุ งด้วยสารกระตุนกระบวนการย่อยสลาย(Organic
activator)โดยการฉี ดพ่นในดิน(บางพืชใช้มูลค้างคาวใส่ เสริ มในช่วงเดียวกัน)
หลังจากจัดระยะพืชการที่พืชได้รับสารอาหาร
์ ์
จากกระบวนการย่อยสลายอินทรี ยที่สมบูรณ์ของจุลินทรี ยโดยไม่มีการใช้สารเคมีอย่างสิ้ นเชิงแล้ว
พืชจะมีโครงสร้างที่สมส่ วนเป็ นปกติ มีสีสวยเสมอ
เป็ นธรรมชาติไม่แสดงอาการอ่อนแอเป็ นการปกป้ องตนเองจากการเข้าทาลายของแมลงได้ในระดับที่ดีและส่
งผลกระทบต่อสิ่ งแวดล้อมในเชิงบวก
อีกทั้งจะส่ งเสริ มให้เกิดแมลงศัตรู ธรรมชาติเพิ่มมากขึ้นในแปลงเพาะปลูกในดินที่มีความสมดุลที่สมบูรณ์แล้
ว
พืชจะมีรากที่แข็งแรงและมีประสิ ทธิ ภาพที่สูงในการดูดซับสารอาหารประกอบกับในดินที่ดีจะมีการควบคุม
เชื้ออันเป็ นสาเหตุของโรคพืชด้วยกระบวนการของธรรมชาติ
พืชผักอินทรี ยประเภทผักกินใบโดยทัวไปจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในอัตรา 1.5-
์ ่
3กก.ต่อตารางเมตร
่ ั
ซึ่ งทั้งนี้ข้ ึนอยูกบความสมบูรณ์ของดินและสภาวะอากาศของฤดูกาลต่อพืชแต่ละประเภทตามมาตรฐานการผ
์
ลิตเกษตรอินทรี ยของรังสิ ตฟาร์ม
ที่มา:14.2
ั
11.2 บริ ษท สวิฟท์ จากัด ผลิตหน่อไม้ฝรั่งอินทรี ย ์
40
1.การเตรี ยมแปลงปลูก หน่อไม้ฝรั่งเป็ นพืชอายุยาวปลูกครั้งเดียวสามารถ
ทยอยเก็บเกี่ยวได้นาน 3-5ปี
ั
ดังนั้นควรไถพรวนย่อยดินให้ดีโดยเฉพาะแหล่งปลูกที่มีช้ นดินดานตื้นควรไถระเบิดดินดานก่อนปรับพื้นที่ใ
ห้เรี ยบโดยใช้รถแทรกเตอร์ ผาน 3ไถดะ ลึก 30-40ซม. ตากดินไว้นาน15-
ั
30วันหลังจากนั้นใส่ วสดุปรับปรุ งโครงสร้างดินเช่นเปลือกถัวต่างๆซังข้าวโพด แกลบ อัตรา 5-6ตันต่อไร่
่
ไถพรวนหนักทิ้งไว้30วัน(กรณี ที่ใช้แกลบดินจาเป็ น
้
ที่จะต้องหมักไว้ในดินไม่ต่ากว่า4เดือน)เพื่อช่วยให้ดินโปร่ งร่ วนซุ ยอุมน้ าได้ดี
ระบายอากาสได้ดีแล้วจึงไถพรวนยกร่ องแปลงปลูกขนาด กว้าง2เมตรยาวตามพื้นที่แต่ไม่ควรเกิน50เมตร
2.พันธุ์ที่ใช้ปลูก ได้แก่
2.1 พันธุ์ ยูซี 157 เป็ นพันธุ์ลูกผสมมีท้ งรุ่ นที่1และรุ่ นที่2(F1 HybridและF2 Hybrid)
ั
ให้ผลผลิตดีหน่อขนาดใหญ่
้
ปลายหน่อและโคนหน่อยาวเรี ยวเสมอกันส่ วนปลายจะมีกาบใบหุ นแน่นสี ของหน่อเขียวเข้ม แหล่งที่มา
นาเข้าจากประเทศไต้หวัน
2.2 พันธุ์แอทลาส
ั
เป็ นพันธุ์ลูกผสมให้ผลผลิตดีหน่อมีลกษณะยาวเรี ยวเสมอกันแหล่งที่มานาเข้าจากประเทศอเมริ กา
3.วิธีการเพาะเมล็ดพันธ์หน่อไม้ฝรั่ง เตรี ยมเมล็ดพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งเรี ยบร้อยแล้ว
ควรเตรี ยมวัสดุเพาะกล้าซึ่งเป็ นดินผสมกรอกลงถุงขนาด
4*6นิ้วไว้ให้พร้อมหลังจากนั้นนาเมล็ดพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งแช่น้ าหมักชีวภาพอัตรา10ซี ซีต่อน้ า20ลิตรทิ้งไว้1คืน
นาเมล็ดพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งมาห่อทิ้งไว้ในที่ร่มมีความชื้นสู งทิ้งไว้1-
2วันให้เมล็ดงอกขาวปริ่ มเล็กน้อยแล้วจึงนาเมล็ดหยอดลงในถุงให้ข้ ึนก่อน
4.การดูแลแปลงต้นกล้าหน่อไม้ฝรั่ง
แปลงต้นกล้าควรรดน้ าทุกวันและปุ๋ ยน้ าหมักชีวภาพฉี ดพ่นอัตรา20ซี ซีต่อน้ า20ลิตรให้ทุก 7-
10วันเพื่อเร่ งการเจริ ญเติบโตและใส่ ปุ๋ยหมักอัตรา1-2ช้อนโต๊ะต่อต้น
ให้ทุก30วันถ้ามีโรคและแมลงระบาดจะป้ องกันกาจัดด้วยน้ าหมักสมุนไพรต้นกล้ามีอายุ3-
4เดือนก็สามารถย้ายกล้าลงแปลงปลูกได้
5.การย้ายต้นกล้าหน่อไม้ฝรั่ง
1.เตรี ยมแปลงปลูกยกร่ องขนาดกว้าง2เมตร
ยาวตามพื้นที่ไม่เกิน50เมตรติดตั้งระบบน้ าให้เรี ยบร้อย
ขุดหลุมระยะห่างระหว่างแถว150เมตรระยะห่างระหว่างต้น40ซมขุดหลุมลึก15-20ซม.
2.ใส่ ปุ๋ยหมักรองก้มหลุมๆละ 1-
2กามือรดน้ าให้ข้ ึนนาต้นกล้าลงปลูกหลังจากนั้นให้รดน้ าทุกวัน
41
6.ขนาดของแปลงปลูก
หน่อไม้ฝรั่งเป็ นพืชที่จะต้องได้รับการดูแลอย่างละเอียดและทัวถึง
่
ั
ในกรณี ที่มีการใช้แรงงานในครอบครัว2-3คน บริ ษทจะแนะนาให้ปลูกเพียง2-
ั ้
3ไร่ ในกรณี ที่มีการจ้างแรงงานเสริ มจาเป็ นที่เกษตรกรจะต้องลงมือปฏิบติในไร่ ดวยตัวเองด้วยและจะต้องมีร
ั
ะบบการจัดการและติดตามผลงานที่ดีและได้ผลบริ ษทจะแนะนาให้ปลูกไม่เกินกว่า10-
20ไร่ ต่อหนึ่งครอบครัวและจะต้องมีแรงงานเสริ มมากขึ้น
7.การดูแลรักษาแปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่ง
7.1การให้น้ าหน่อไม้ฝรั่งเป็ นพืชทนแล้งได้ดีพอสมควรแต่พบว่าผลผลิตหน่อไม้ฝรั่งในแหล่งที่ให้
น้ าไม่สม่าเสมอผลผลิตต่าด้อยคุณภาพ หน่อไม้ฝรั่งมีเส้นใยสู ง
ถ้าแปลงที่ให้น้ าสม่าเสมอผลผลิตสู งคุณภาพดีหน่อไม้ฝรั่งมีเส้นใยต่า
การให้น้ าหน่อไม้ฝรั่งในช่วงย้ายต้นกล้าลงแปลงปลูกควรให้น้ าวันละ1ครั้งทุกวันหรื อวันเว้นวันทั้ง
่ ั
นี้ข้ ึนอยูกบสภาพของชนิดดินในแปลงปลูกและสภาพอุณหภูมิในแต่ละฤดูกาลถ้าฝนตกอาจไม่จาเป็ นต้องให้
น้ าเพิ่มเติม ถ้าดินยังมีความชื้ นต่อ
การให้น้ าหน่อไม้ฝรั่งช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตต้องให้ทุกวันหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตต้องให้ทุกวันหลัง
จากเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเช้าเสร็ จแล้วทุกวันไม่ควรให้น้ าตอนเย็นอาจทาให้เกิดโรคระบาดได้ควรให้น้ าส
้
ม่าเสมอจะได้ผลผลิตสู งไม่ควรให้น้ าแฉะมากเกินไป แต่ถาฝนตกควรพิจารณาสภาพความชื้นของดิน
้
ถ้าความชื้นเพียงพอก็ไม่ตองให้น้ าอีกระบบการให้น้ าพื้นที่ดอนควรให้ระบบสปริ งเกอร์ ระบบนี้ จะช่วยชะล้า
งโรคและแมลงบางชนิดได้เช่นเพลี้ยไฟเป็ นต้น
7.2การใส่ ปุ๋ย ปุ๋ ยหมักชีวภาพ
เช่นมูลสัตว์ต่างต้องผ่านขบวนการหมักทุกครั้งก่อนใส่ ในแปลงปลูก
ั
1.ใส่ ปุ๋ยหมักชีวภาพ ช่วยย้ายต้นกล้าลงแปลงอายุ0-4เดือนใส่ อตรา 500-700กิโลกรัมต่อไร่
ทุก30วัน
2.ใส่ ปุ๋ยหมักชีวภาพ ช่วงพักต้นอัตรา500-700กก.ต่อไร่ ช่วงเก็บเกี่ยวอัตรา250-
300กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ ทุก15วัน
7.3ปุ๋ ยน้ าชีวภาพ
1.ใส่ ปุ๋ยน้ าชีวภาพเพื่อช่วยเร่ งการเจริ ญเติบโตต้องฉี ดพ่นทางใบอัตรา20-
30ซี ซีต่อน้ า20ลิตรทุก7-10วัน
7.4 การป้ องกันกาจัดโรคแมลงและศัตรู พืช
โรคและแมลงที่พบในแปลงหน่อไม้ฝรั่งมีดงนี้ ั
42
้ั
1.แมลงที่พบมาก เช่น เพลี้ยไฟ หนอนกระทูกดต้นหนองกระทูผก หนอนกระทูหอม ้ ั ้
1.1 การป้ องกันกาจัด
- ใช้พืชสมุนไพร เช่นตะไคร้หอม สาบเสื อ หนอนตายหยาก ใบยูคาลิปตัส
์
- .ใช้จุลินทรี ยควบคุม
2.โรคที่พบมาก เช่นโรคลาต้นไม้ โรคแอนแทรค โนสโรคใบเทียมร่ วง โรคเน่าเปี ยก โรคหน่อเน่า
2.1. การป้ องกันกาจัด
- ใช้พืชสมุนไพรเช่น สาบเสื อ ขมิ้นชัน ว่านน้ า เปลือกแขก
์
- ใช้จุลินทรี ยควบคุม
8.การเก็บเกี่ยวผลผลิตหน่อไม้ฝรั่งหน่อสี เขียว
8.1วิธีการเก็บเกี่ยว
้
ส่ วนของหน่อไม้ฝรั่งจะโตเร็ วมากหน่อไม้ฝรั่งจะโผล่พนดินไม่เกิน3วันต้องเก็บหน่อมาจาหน่ายทั้ง
ที ถ้าปล่อยไว้ส่วนของหน่อปลายดอกจะบานกลายเป็ นหน่อตกเกรด
วิธีการเก็บหน่อไม้ฝรั่งจะใช้มือจับที่โคนหน่อแล้วดึงขึ้นในแนวตรงแล้วมาทาการล้างตัดแต่ง คัดเกรด
ให้ได้ตามมาตรฐานของผูรับซื้ อ ช่วงระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวไม่ควรเกิน 6.00-9.00น.-
้
ของทุกวันแล้วส่ งถึงจุดรับซื้ อไม่ควรเกินเวลา13.00น.
8.2วิธีการปฏิบติหลังการเก็บเกี่ยว หน่อไม้ฝรั่งเป็ นพืชที่คายน้ าได้ง่ายหลังการเก็บเกี่ยว
ั
ดังนั้นต้องนาหน่อไม้ฝรั่งไว้ในที่ร่มไม่ตากแดดและมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
ทาความสะอาดโคนหน่อไม่ให้น้ าเปี ยกส่ วนยอดของหน่อ
เพราะจะเป็ นส่ วนที่จุลินทรี ยเ์ ข้าทาลายตามกลีบดอกได้ง่าย ควรใช้น้ าสะอาดในการล้าง แล้วค่อยตัดแต่ง
คัดเกรด
้
ให้ได้มาตรฐานการขนส่ งควรมีฟองน้ าที่สะอาดในการห่ อหุ มส่ วนของหน่อไม้ฝรั่งไม่ให้มีรอยจากตะกร้าที่ข
นส่ งซึ่ งจะก่อให้เกิดความเสี ยหายได้
8.3การแปรรู ป บริ ษท ั
ทาการคัดเกรดอย่างละเอียดที่โรงงานและทาการคัดให้ได้ตามความต้องการของลูกค้า
ั
การบรรจุกล่องจะมีท้ งแบบมัดเป็ นกา และบรรจุถาด
ั
เพื่อนาเข้าบรรจุกล่องและทาการขนส่ งต่อไปในทุกขั้นตอนของการปฏิบติงานจาเป็ นที่จะต้องควบคุมอุณหภู
มิที่เหมะสมและต้องมีมาตรการควบคุมสิ่ งแปลกปลอมและวัสดุปนเปื้ อนที่เหมาะสมด้วย
่
การส่ งออจะอยูในสภาพสดเป็ นส่ วนใหญ่
8.4การตลาดผลผลิตทั้งหมดเป็ นสิ นค้าส่ งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น สหภาพยุโรป
ซึ่งมีตลาดในสหภาพราชอาณาจักรเป็ นตลาดหลัก ออสเตรเลีย ไต้หวัน สิ งคโปร์
ั
และประเทศในตะวันออกกลางในขณะที่บริ ษท ยังมีความต้องการผลผลิตจากไร่ อีกเป็ นจานวนมาก
เพื่อส่ งมอบหน่อไม้ฝรั่งสดแช่เย็นได้ตามความต้องการของลูกค้าที่มีอยู่
43
ที่มา: 14.2
ั
11.3 บริ ษท ไทยออแกนิคโปรดักซ์ จากัด
ั ์
รายละเอียดของแหล่งผลิตพืชอินทรี ย(์ ผักต่างๆและสมุนไพร) ที่ต้ งของที่ดินที่ใช้ผลิตพืชอินทรี ยมีเนื้ อที่
120 ไร่ ตั้งอยู่ บ้านโรงวัว 493 หมู่ที่ 6ตาบลเชียงดาว อาเภอเชียงดาวจังหวัดเชียงใหม่
ซึ่ งเป็ นแหล่งต้นน้ าของแม่น้ าปิ งลาธารที่ไหลผ่านแหล่งผลิตโยตรงจากป่ าธรรมชาติ
1.วิธีการผลิตพืชอินทรี ย ์
1.1.การสร้างสภาพแวดล้อมและโครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริ ญเติบโตของชีวต ิ
์
อินทรี ยในดิน
ั
สภาพที่ต้ งมีความหลากหลายทางชีวภาพประกอบด้วยพรรณไม้และวัชพืชหลากหลายเจริ ญเติบโตแ
ละแห้งตาทับถมกันโดยธรรมชาติที่มีแมลงที่อาศัยอยูในดิน ไส้เดือนดิน ่
์ ิ ่
จุลินทรี ยในดินเจริ ญเติบโตของสิ่ งมีชีวตที่อาศัยอยูในดินทาให้โครงสร้างของดินโปร่ ง ร่ วนซุ ย
์
การระบายน้ าดีมีสารอินทรี ยอย่างเพียงพอ
1.2.การจัดการดินมุ่งเน้นการเพิ่มปริ มาณสารอินทรี ย ์
โดยใช้ปุ๋ยหมักที่หมักจากวัสดุธรรมชาติ ผ่านกระบวนการหมักโดยวิธีการของบริ ษท ั
จนแน่ใจว่าเป็ นปุ๋ ยหมักที่ดี โดยใช้ปุ๋ยหมักในอัตราไร่ ละ 10ตัน/ไร่ /ปี
ั
นอกจากนี้ยงทาการปรับปรุ งโครงสร้างของดินให้มีความโปร่ ง
ร่ วนซุ ยด้วยการงดใช้เครื่ องจักรกลหนักในการเตรี ยมดินเพื่อหลีกเลี่ยงการอัดแน่นของดิน
1.3.การจัดการน้ าแหล่งน้ าที่ใช้ในแหล่งผลิต มีพ้ืนที่รวมประมาณ 5ไร่
เป็ นบ่อน้ าซึ มออกมาจากใต้ดินตลอดปี อุดมสมบูรณ์ดวยแร่ ธาตุต่างๆไม่มีสารเคมีปนเปื้ อน
้
ั ั
และมีการป้ องกันปนเปื้ อนโดยมีคนบ่อกันการไหลปนเปื้ อนจากน้ าจากแหล่งอื่นบริ ษทฯได้สร้างสภาพแวดล้
์ ์
อมให้มีการเจริ ญเติบโตของพืชน้ า จุลินทรี ยในน้ ารวมทั้งได้มีการเติมจุลินทรี ยที่เป็ นประโยชน์
์ ่
เพื่อไปทาลายจุลินทรี ยที่เป็ นโทษที่อาศัยอยูในแม่น้ าด้วย
์้
น้ าจากบ่อน้ าดังกล่าวนี้จะถูกส่ งไปรดพืชอินทรี ยดวยระบบสปริ งเกอร์
์ ์
1.4.ปุ๋ ยอินทรี ยปุ๋ยที่ใช้ในระบบการผลิตพืชอินทรี ยของบริ ษทฯ ั
์ ั ์ ่
เป็ นปุ๋ ยอินทรี ยที่ผลิตขึ้นเองโดยเทคโนโลยีของบริ ษทฯปุ๋ ยอินทรี ยที่ผลิตได้ผานกระบวนการตรวจสอบคุณภ
าพว่ามีธาตุอาหารต่อพืชอินทรี ยอย่างเพียงพอปราศจากจุลินทรี ยที่ก่อให้เกิดโรค
์ ์
2.การดูแลรักษาพืชอินทรี ย ์
2.1.การจัดการแมลงศัตรู พืชผลจากการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีบริ เวณที่ดินแปลงที่ต้ งโครงการ ั
ทาให้มีแมลงที่กินแมลงอื่นเป็ นอาหาร มากมายหลายชนิด
์ ั
เป็ นผลให้จานวนแมลงศัตรู พืชพบน้อยมากในแปลงผลิตพืชอินทรี ยของบริ ษทฯทั้งในดินและในอากาศ
ั ั
ทีมงานวิจยของบริ ษทฯได้ผลิตสารสกัดชีวภาพจาดสมุนไพร
44
ขึ้นใช้ในการควบคุมโรคพืชและสามารถสร้างความต้านทานต่อโรคพืช
และยังทาให้พืชเจริ ญเติบโตได้ดีอีกด้วย
2.2.การจัดการวัชพืชในแปลงพืชอินทรี ย ์
การใช้ใบพืชแห้งและปุ๋ ยหมักคลุมแปลงเพาะปลูกจะช่วยลดการเจริ ญเติบโตของวัชพืชและยังช่วยล
ั
ดการปะของเม็ดฝนต่อเนื้ อดิน นอกจากนี้การใช้วสดุคลุมดินยังช่วยลดการใช้น้ ารดอินทรี ย ์
แล้วยังช่วยลดการพังทลายของหน้าดินในแปลงปลูกพืชอินทรี ย ์ อันเป็ นการรักษาสภาพแวดล้อม
่
การพรวนดินช่วงที่วชพืชยังเป็ นต้นอ่อนอยูก็เป็ นการตัดวงจรการผลิตเมล็ดพันธุ์ของวัชพืชลง
ั
ั ั
การจัดการวัชพืชของบริ ษทฯเป็ นการใช้แรงงานคนผสมผสานกับการใช้วสดุคลุมดินในท้องถิ่นเป็ นหลัก
2.3.การจัดการแปลงพืชอินทรี ย ์
์
2.3.1 แผนการผลิต การผลิตพืชอินทรี ยทุกชนิดจะทาเป็ นการต่อเนื่องทั้งปี
โดยใช้การตลาดเป็ นตัวชี้นาในขณะนี้บริ ษทมุ่งเน้นการผลิตสมุนไพรหลัก
ั
2.3.2 แปลงปลูกพืชอินทรี ย ์
จะมีการปลูกพืชหมุนเวียนสลับกันระหว่างพืชผักกับสมุนไพร
2.3.3. การให้น้ าระบบ Sprinkerให้น้ าวันละ1-2ครั้งตามความจาเป็ น
์
2.3.4 การใส่ ปุ๋ยอินทรี ยทางดินปี ละ 2-3ครั้ งในปริ มาณ10 ตัน/ไร่ /ปี
2.3.5 อาหารเสริ ม
เป็ นผลิตภัณฑ์ชีวภัณฑ์ที่เป็ นสารสกัดชีวภาพจากสมุนไพรเพื่อส่ งเสริ มคุณภาพ เติบโตและควบคุมโรคพืช
2.3.6 การควบคุมโรคแมลงโดยใช้BioPesticieที่เป็ นเทคโนโลยีของบริ ษท ั
2.3.7 การสร้างแนวกันชน ในแนวเขตพื้นที่ที่ติดต่อกับแปลงเกษตรอื่นๆ
2.4.การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรู ปพืชอินทรี ย ์ บริ ษทไทออแกนิคโปรดักส์ จากัด
ั
ั ั
จะส่ งมอบพืชอินทรี ย ์ ในส่ วนที่เป็ นสมุนไพรให้กบบริ ษท ลานนาโพรไบโอติก
จากัดดาเนิ นการแปรรู ปเป็ นสมุนไพรในการรักษาโรคเพื่อจาหน่ายต่อไป
2.5.การตรวจสอบคุณภาพ
์ ั ั
พืชอินทรี ยที่ผลิตได้ที่บริ ษทฯสานักวิจยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1กรมวิชาการเกษตร
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาเภอสันทราย
จังหวัดเชียงใหม่ได้นาตัวอย่างไปตรวจสอบสารพิษตกค้างเป็ นประจา (ที่มา: 14.2)
ิ
12. ผลิตภัณฑ์ อนทรีย์ของไทยสู่ ตลาดโลก
12.1 ข้าวอินทรี ย ์
์ ่
ตลาดข้าวอินทรี ยอยูที่การส่ งออกเป็ นสาคัญ ข้าวอินทรี ยที่ผลิตได้ส่วนใหญ่ร้อยละ 96
์
จะส่ งไปจาหน่ายยังตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศแถบยุโรปต่างประเทศ
์
โดยคาดว่าปริ มาณการส่ งออกข้าวอินทรี ยในปี 2550 จะมีประมาณ 14,400 ตัน มูลค่า 1,500 ล้านบาท
45
ั ่
โดยมีอตราการขยายตัวทั้งปริ มาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับปี ที่ผานมา ซึ่ งตลาดสาคัญ
คือ ประเทศต่างๆ ในแถบทวีปยุโรป ซึ่ งมีความต้องการข้าวอินทรี ยเ์ พิ่มขึ้นร้อยละ 15-20 ต่อปี
และตลาดที่สาคัญรองลงมา ได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย
ส่ วนที่เหลือจะวางจาหน่ายภายในประเทศโดยแบ่งออกเป็ น 2 ตลาดอย่างชัดเจน ได้แก่
1.จาหน่ายในช่องทางตลาด Modern Trade และช่องทางขายตรง ซึ่งราคาจะค่อนข้างสูง
แต่กเ็ ป็ นข้าวมาตรฐานเดียวกับส่งออก
2. จาหน่ายโดยชุมชนเกษตรกร
์
ซึ่งวางจาหน่ายในชุมชนที่เป็ นแหล่งผลิตและร้านจาหน่ายสิ นค้าเกษตรอินทรี ยโดยเฉพาะ
์ ็ั
ราคาจะต่ากว่าข้าวอินทรี ยประเภทแรก แต่กยงสูงกว่าราคาข้าวสารปกติ
์
ราคาข้าวเปลือกอินทรี ยที่เกษตรกรได้รับจะสู งกว่าราคาข้าวเปลือก โดยทัวไปประมาณร้อยละ 10
่
แต่ในส่ วนที่เป็ นข้าวสารบรรจุถุงวางจาหน่ายในประเทศไทย มีราคาสู งกว่าข้าวสารทัวไปประมาณร้อยละ 20
่
์
สาหรับข้าวสารอินทรี ยที่จาหน่ายในตลาดต่างประเทศจะ มีราคาสู งกว่าข้าวสารทัวไปประมาณร้อยละ 25-30
่
ทั้งนี้ความต้องการของตลาดขยายตัวประมาณร้อยละ 15-20 ต่อปี
์
อย่างไรก็ตามถึงแม้ราคาข้าวอินทรี ยในตลาดส่ งออก จะมีระดับสู ง
้ ์
แต่ขาวอินทรี ยที่จะจาหน่ายในตลาดต่างประเทศได้ตอง ้
ผ่านการตรวจสอบเพื่อรับรองมาตรฐานของผลผลิตเกษตรอินทรี ย ์ ซึ่ งถูกกาหนดโดย FAO/WHO (Codex)
้ ้
เรี ยกว่า ค่ามาตรฐาน MRL ทาให้เป็ นข้อจากัดในการจาหน่ายของผูผลิตไทยและผูผลิตรายใหญ่
จะมีความได้เปรี ยบในการจาหน่ายในตลาดต่างประเทศมากกว่า
ั ์
โดยปั จจุบนข้าวอินทรี ยหรื อข้าวปลอดสารของไทยสามารถแบ่งเป็ น 3 ระดับ ได้แก่
์ ์
1. ข้าวอินทรี ยที่ได้รับมาตรฐานสากล หมายถึง ข้าวอินทรี ยที่ผลิตตามมาตรฐานสากล
(ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีสังเคราะห์ และมีหน่วยงานสากลรับรอง)
ั
ซึ่ งสามารถจาหน่ายได้ท้ งตลาดต่างประเทศและในประเทศ
์ ั ์
2. ข้าวอินทรี ยที่ยงไม่ได้รับมาตรฐานสากล หมายถึง ข้าวอินทรี ยที่เพาะปลูกถูกต้องตามหลักการผลิต
(ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีสังเคราะห์)
ั ้
แต่ยงไม่ได้รับการรับรองหรื อไม่ตองการการรับรองจากหน่วยงานสากล
ั
เพราะมีวตถุประสงค์เพื่อจาหน่ายในท้องถิ่นหรื อในประเทศ ซึ่ งไม่จาเป็ น ต้องมีหน่วยงานสากลรับรอง
3. ข้าวปลอดภัยสารเคมี / ข้าวปลอดสารเคมี / ข้าวปลอดสาร / ข้าวไร้สารเคมี / ข้าวไร้สาร / ข้าวธรรมชาติ
หมายถึง ข้าวที่ผลิตโดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ แต่อาจใช้หรื อไม่ใช้ปุ๋ยเคมีก็ได้
ั
และไม่ได้ติดฉลากว่าเป็ นสิ นค้าเกษตรอินทรี ย ์ จึงสามารถจาหน่ายได้ท้ งในและต่างประเทศ
ู้ ์
ทั้งนี้ผผลิตไทยสามารถขอรับรองมาตรฐานข้าวอินทรี ยได้จาก3องค์กรดังนี้
1. สถาบันพืชอินทรี ย ์ กรมวิชาการเกษตร
46
้ ์
เป็ นผูออกใบรับรองการการผลิตพืชอินทรี ยในนามหน่วยงานของรัฐบาล
์ ้
2.สานักงานมาตรฐานเกษตรอินทรี ย(มกท.)เป็ นหน่วยงานเอกชนผูออกใบรับรองเกษตรอินทรี ย ์
3.หน่วยงานตรวจสอบรับรองของต่างประเทศ
์
เพื่อให้ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลสาหรับผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรี ยจากองค์กร IFOAM- International
Federation of Organic Agriculture Movement
่
ว่าข้าวดังกล่าวได้รับการผลิตจากพื้นที่ที่ผานการตรวจสอบและขึ้นทะเบียนแปลงผลิตทั้งหมดด้วยระบบ GIS
และผลผลิตได้รับการตรวจสอบคุณภาพและสารพิษตกค้างในเมล็ดข้าวก่อนการแปรรู ปเพื่อจาหน่าย
ั ั ์
ปัจจุบนมีบริ ษทตัวแทนที่สามารถตรวจสอบเพื่อออกใบรับรองสิ นค้าเกษตรอินทรี ยในประเทศไทย
ั ั ั
(ดูจาก14.1) คือ บริ ษท OMIC จากัด, บริ ษท P&S AGRO CONTROL จากัด, บริ ษท BCS จากัด และบริ ษท ั
BIOAGRICERT จากัด
ปัญหาการผลิตและการตลาดข้าวอินทรี ยของไทย ์
ถึงแม้ไทยจะเป็ นประเทศผูส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกมานานนับสิ บปี
้
้ ์
แต่ขาวอินทรี ยของไทยยังมีมูลค่าการผลิตและการตลาดในระดับไม่สูงนัก
เมื่อเทียบกับมูลค่าการส่ งออกข้าวเคมี
ั
ส่ วนหนึ่งเป็ นเพราะปั ญหาที่ไทยต้องเร่ งวิจยและพัฒนาทั้งด้านการผลิตและการตลาดได้แก่
้ ้
1. พันธุ์ขาว ไทยยังไม่มีการพัฒนาพันธุ์ขาวในระบบเกษตรอินทรี ยโดยเฉพาะ์
้ ์ ั
สาหรับพันธุ์ขาวที่นิยมใช้ในการผลิตข้าวอินทรี ยปัจจุบนมีเพียง 2 พันธุ์คือ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และพันธุ์
กข 15 ซึ่ งสามารถปลูกได้ดีเฉพาะบางพื้นที่ แต่หากขยายพื้นที่ปลูกไปในพื้นที่อื่น ๆ
อาจก่อให้เกิดการระบาดของโรคแมลงศัตรู ขาวได้ง่าย ้
2. ความอุดมสมบูรณ์ของดิน และการเขตกรรม
หลังจากที่เกษตรกรไทยใช้ปุ๋ยเคมีและปัจจัยการเพาะปลูกอื่น ๆ
ที่มีสารเคมีเป็ นส่ วนประกอบมานานนับสิ บปี ทาให้สภาพดินและสภาพแวดล้อมเสื่ อมลงไป
เกษตรกรจึงต้องหันมาใช้วธีการต่าง ๆ ที่ช่วยรักษาความสมดุลทางธรรมชาติดงเดิม เช่น
ิ ั
์
การใช้ปุ๋ยอินทรี ยและวัสดุธรรมชาติทดแทนปุ๋ ยเคมี การเลือกช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสม วิธีการปลูก
ระยะปลูก และการจัดการน้ า เป็ นต้น เพื่อให้ปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เหมาะสมกับการเจริ ญเติบโตของต้นข้าว
ซึ่ งจะช่วยเพิมผลผลิตข้าวอินทรี ย ์
่
รวมถึงการใช้เครื่ องมือ/เครื่ องจักรกลทดแทนแรงงานในบางกิจกรรมเพื่อลดต้น ทุนค่าแรงงาน
3.การป้ องกันกาจัดโรคแมลงและสัตว์ศตรู ขาว ั ้
์้
เนื่องจากระบบการผลิตข้าวอินทรี ยตองหลีกเลี่ยงการใช้สารป้ องกัน กาจัดโรคแมลงและสัตว์ศตรู ขาวั ้
ั ้ ้
ขณะที่พนธุ์ขาวคุณภาพดีที่นิยมปลูกในประเทศไทยไม่ตานทาน โรคแมลงที่สาคัญ
์
นอกจากนี้ เทคโนโลยีการใช้สารอินทรี ยจากธรรมชาติใน
ั ้
การป้ องกันกาจัดโรคแมลงและสัตว์ศตรู ขาวของไทยยังไม่พฒนาเท่าที่ควรั
47
ั
4. การเก็บรักษาผลผลิต ปัจจุบนการสู ญเสี ยผลผลิตข้าวเนื่องจากการทาลาย
้ ั
ของแมลงศัตรู ขาวในโรงเก็บมีประมาณร้อยละ 4 - 5 จึงต้องมีการวิจยและพัฒนาเทคโนโลยีในการเก็บรักษา
ู้ ่ ั
นอกเหนือจากวิธีการที่ผประกอบการใช้อยูในปั จจุบน ซึ่ งได้แก่ การเก็บในห้องเย็นอุณหภูมิ 18
องศาเซลเซียส การบรรจุหีบห่อโดยใช้ถุงสุ ญญากาศหรื อถุงบรรจุก๊าซคาร์ บอนไดออกไซด์ หรื อก๊าซเฉื่ อย
เป็ นต้น
์ ้
5. การผลิตข้าวอินทรี ยมีตนทุนการผลิตสู งกว่าข้าว GMOs
ั
ปัจจุบนทั้งสหรัฐอเมริ กาและจีนมีการผลิตข้าวตัดต่อพันธุ กรรม (GMOS) เพื่อการค้า
้
ซึ่ งให้ผลผลิตต่อไร่ สูงกว่าข้าวปกติมาก และขณะนี้มีขาว GMOs ประมาณกว่า 45
่
สายพันธุ์ที่อยูระหว่างการทดลองก่อนจะผลักดันให้ออกสู่ ตลาด
ซึ่ งจะกลายเป็ นคู่แข่งทางด้านราคาสาหรับข้าวไทยในอนาคต
ตลาดมีแนวโน้มดีหากผลผลิตมีคุณภาพแท้จริ ง
่
ขณะนี้ความต้องการบริ โภคข้าวอินทรี ยของโลกมีมากกว่ากาลังการผลิต ที่มีอยู่ ระดับราคาจึงอยูในเกณฑ์ดี
์
์
แต่การผลิตข้าวอินทรี ยของไทยในระยะเริ่ มแรกของเกษตรกรควร จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
เนื่องจากในปี เริ่ มแรกของการผลิต ข้าวอินทรี ย ์ ผลผลิตต่อไร่ อาจต่ากว่าการทานาเคมีทวไป ั่
ขณะที่ระดับราคาอาจถูกกดดันจากการแข่งขันกับข้าว GMOs ซึ่ งมีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ สูงกว่ามาก
ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงควรสนับสนุนปั จจัยการผลิตอื่น ๆ นอกเหนื อไปจากศักยภาพที่ประเทศไทยมีอยูแล้ว ่
โดยเฉพาะการมีพ้ืนที่เพาะปลูก ทรัพยากรน้ า และปั จจัยแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ ที่เหมาะแก่การทานา
รวมถึงการมีความหลากหลายของพันธุ์ขาวที่ใช้เพาะปลูก้
้
และที่สาคัญคือเกษตรกรไทยมีความคุนเคยกับการผลิตข้าว มาหลายศตวรรษ
สาหรับในด้านการตลาดรัฐบาลควรเร่ งกาหนดมาตรการกากับดูแล
ตรวจสอบคุณภาพและรับรองผลผลิตข้าวอินทรี ยเ์ พื่อให้ผบริ โภคมันใจ ู้ ่
่ ์ ้
ได้วาเป็ นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรี ยที่แท้จริ งในทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่ ม การผลิตจนถึงมือผูบริ โภค
ซึ่ งจะทาให้ตลาดขยายตัวได้อย่างยังยืนต่อไป
่
ที่มา:14.7
12.2 สตรอเบอร์รี่อินทรี ย ์ กับความน่าจะเป็ นในประเทศไทย
การผลิตพืชอินทรี ย ์ หรื อเกษตรอินทรี ย ์ (Organic
farming) เป็ นการผลิตบนฐานความคิดความห่วงใยที่มีต่อสภาพแวดล้อม ที่นบวันจะเสื่ อมโทรมลงอย่างรว
ั
ดเร็ ว และเริ่ มส่ งผลกระทบกลับมาสู่ มนุษย์อย่างเห็นได้ชดเจนขึ้น ประกอบกับกระแสความตื่นตัวด้านสุ ขภ
ั
าพอนามัยของผูบริ โภค ้
ั ์ ิ
และความต้องการที่จะหลีกหนีวฏจักรเกษตรเคมีของเกษตรกร เกษตรอินทรี ยไม่ใช่วธีการใหม่แต่อย่างใด เ
ป็ นการผลิตแบบดั้งเดิมที่บรรพบุรุษเราทามา เป็ นวิธีการผลิตที่เลียนแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีใดๆ
่
ทั้งสิ้ น ไม่วาจะเป็ นปุ๋ ยเคมี สารเคมีกาจัดวัชพืช สารเคมีฆ่าแมลง สารเคมีป้องกันกาจัดโรคพืช และฮอร์ โม
48
น เน้นการใช้ปุ๋ยอินทรี ย ์ ปุ๋ ยหมัก สารสกัดจากธรรมชาติ ร่ วมกับการจัดการศัตรู พืชแบบผสมผสาน
(IPM) ถือเป็ นการผลิตที่ไม่ทาลาย เป็ นมิตรต่อสิ่ งแวดล้อม และมีความยังยืน
่
แนวคิดการผลิตระบบเกษตรอินทรี ย ์ เกิดขึ้นพร้อมๆ กับเสี ยงอื้ออึงของคนส่ วนใหญ่ที่ไม่เชื่อว่าระบบนี้
หรื อแนวคิดนี้จะมีความเป็ นไปได้ แต่เกษตรกรกลุ่มหนึ่ง (อาทิเช่น หลวงพ่อนาน
สุ ทธสี โล วัดสามัคคี บ้านท่าสว่าง ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุ รินทร์ ผูใหญ่มน สามสี กลุ่มเกษตรกรทานา ต
้ ั่
.นาโส่ อ.กุดชุม จ.ยโสธร) ทาให้เสี ยงอื้ออึงเหล่านั้นสงบลง ด้วยการทาเกษตรในระบบอินทรี ยจนประสบ์
ความสาเร็ จ โดยดาเนินการแบบค่อยเป็ นค่อยไปทีละขั้นทีละตอน ตามหลักการลด ละ เลิก
์
และงดใช้ในที่สุด แนวทางการทาเกษตรอินทรี ยจึงเป็ นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกร ซึ่ งต่างจากการผลิตใ
นระบบเกษตรเคมี หรื อการเกษตรสมัยใหม่อย่างสิ้ นเชิงที่มุ่งเน้นผลผลิตสู งสุ ด โดยใช้สารเคมี ปุ๋ ยวิทยาศา
สตร์ และปั จจัยการผลิตต่างๆ อย่างเต็มที่
มาตรฐานเกษตรอินทรี ย ์
ู้ ู้
การสร้างความเชื่ อมันแก่ผบริ โภคถือเป็ นสิ่ งสาคัญ องค์กรกลางเช่น สมาพันธ์ผผลักดันสิ นค้าเกษตรอินทรี ย ์
่
นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movement –
IFOAM) จึงได้ยกร่ างมาตรฐานการผลิตพืชอินทรี ย ์ และจัดพิมพ์มาตรฐานเบื้องต้นสาหรับเกษตรอินทรี ยแล ์
ะการแปรรู ปขึ้น ในปี พ.ศ.
2523 และพัฒนาต่อเนื่ องจนเป็ นแนวทางการผลิตพืชอินทรี ย ์ สาหรับในประเทศไทย
องค์กรที่มีบทบาทในการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรี ย ์ คือ สถาบันมาตรฐานเกษตรอินทรี
ย์ (มกท.) และกรมวิชาการเกษตร ซึ่งกระบวนการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรี ย ์
ั
นั้น ไม่ใช่การตรวจสอบสารเคมีตกค้างในผลิตภัณฑ์ข้ นสุ ดท้ายเท่านั้น แต่ครอบคลุมกระบวนการผลิตทุกขั้
นตอน ทั้งการผลิต การแปรรู ปและการจัดการผลิตภัณฑ์อินทรี ย ์ ผลิตภัณฑ์จากป่ า รวมถึงการจัดการขนส่ ง
้
จนถึงผูบริ โภคด้วย
สตรอเบอร์รี่อินทรี ย.์ .. ทาได้หรื อไม่?
สตรอเบอร์รี่เป็ นผลไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีภาพการใช้สารเคมีจานวนมากในสายตาของสาธารณชนทัวไ ่
่
ป และการที่มีพ้ืนที่ปลูกอยูบนดอยสู ง ซึ่ งเป็ นพื้นที่ลุ่มน้ าชั้นหนึ่งของประเทศ จึงเป็ นที่วตกของหลายฝ่ ายถึ
ิ
่
งการปนเปื้ อนของสารเคมีเหล่านี้ในสภาพแวดล้อม และระบบนิเวศ แม้วาจะมีความพยายามจากหลายหน่ว
ยงาน ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการการผลิตเพื่อลดการใช้สารเคมี อย่างที่เห็นเป็ นรู ปธรรม คือ มูล
นิธิโครงการหลวง โดยการควบคุมปริ มาณการใช้ โดยใช้เท่าที่จาเป็ น ให้มีความปลอดภัยต่อผูบริ โภค ร่ วม้
กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่างๆ ตั้งแต่การเตรี ยมไหลคุณภาพดี การจัดการแปลงปลูก การจัดการศัตรู พื
ชแบบผสมผสาน การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว และขั้นตอนสาคัญก่อนถึงผูบริ โภค คือ การสุ่ มตรวจสารพิ
้
ษตกค้างในผลผลิต โดยศูนย์อารักขาพืช
49
การจะผลิตสตรอเบอร์รี่อินทรี ย ์ ถือว่าค่อนข้างยาก เนื่องจากสตรอเบอร์ รี่เป็ นพืชต่างถิ่น เป็ นพืชเมื
องหนาว เมื่อนาเข้ามาปลูกในประเทศไทยซึ่ งมีสภาพอากาศแบบร้อนชื้น จึงมีความอ่อนแอต่อทั้งสภาพแวด
่
ล้อม โรคและแมลงศัตรู พืช แม้วาจะได้มีการพัฒนาและคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับท้องถิ่นแล้วก็ตาม ทาใ
ห้เกษตรกรยังต้องใช้สารเคมีฉีดพ่น ซึ่ งบางครั้งก็มีการใช้เกินความจาเป็ น เป็ นข่าวสร้างความวิตกกังวลแก่ผู ้
บริ โภคอยูเ่ นืองๆ
้ ิ
สาหรับความเห็นของนักวิชาการ เชื่อว่าการผลิตสตรอเบอร์ รี่อินทรี ย ์ จะเป็ นจริ งได้ตองมีวธีการจัด
่
การที่ดีเยียม ทั้งการจัดการโรคและแมลงศัตรู พืช การเตรี ยมแปลง การดูแลรักษาที่ถูกสุ ขลักษณะ การใช้พ ั
้
นธุ์ตานทาน การปลูกพืชหมุนเวียน การควบคุมศัตรู พืชโดยชีววิธี การเพิ่มอินทรี ยวัตถุแก่พ้ืนที่ปลูก การค
วบคุมการให้น้ าอย่างเหมาะสม วิธีการทั้งหลายเหล่านี้เป็ นส่ วนหนึ่งของการจัดการศัตรู พืชแบบผสมผสาน
(IPM) โดยเกษตรกรจะต้องพลิกฟื้ นความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมา และงดการใช้สารเคมี ปุ๋ ยวิทยาศาสตร์ อ
ย่างเด็ดขาด
เกษตรกร.. คิดอย่างไรกับเรื่ องนี้?
จากประสบการณ์การปลูก เกษตรกรบางกลุ่มเห็นว่าการผลิต
่ ั
“สตรอเบอร์รี่อินทรี ยเ์ ป็ นเรื่ องยาก” เพราะขึ้นอยูกบหลายปั จจัย
เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแม้เพียงเล็กน้อย อย่างเวลาที่หมอกลง ฟ้ าปิ ด หรื อฝนตก จะเกิดพบการเ
ปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากในแปลงปลูกสตรอเบอร์ รี่ โดยเฉพาะการระบาดของโรคพืช ซึ่ งหากดูแลรักษาไม่
ถูกต้องและทันท่วงทีก็จะสร้างความเสี ยหายอย่างรุ นแรง เกษตรกรที่มีประสบการณ์จะทราบเรื่ องเหล่านี้ดี โ
ดยจะทาการพ่นสารเคมีป้องกันทันที อีกประการหนึ่งสตรอเบอร์รี่เป็ นพืชที่ออกดอก ติดผล และมีช่วงการเ
ก็บเกี่ยวยาวนาน ขณะเดียวกันการพ่นสารเคมีเพื่อป้ องกันกาจัดศัตรู พืชก็ดาเนิ นการอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
่
แม้วาเกษตรกรจะมองว่าสตรอเบอร์ รี่อินทรี ยเ์ ป็ นเรื่ องยาก แต่กเ็ ห็นด้วยกับแนวทางเกษตรอินทรี ย ์ เ
นื่องจากหากทาได้จริ งย่อมหมายถึงต้นทุนการผลิตที่ลดลง สุ ขภาพอนามัยดีข้ ึน ผลผลิตจาหน่ายได้ราคาสู ง
ทั้งนี้เกษตรกรหลายรายยินดีให้ความร่ วมมือ โดยเสนอยกพื้นที่แปลงปลูกของตนบางส่ วน เพื่อจัดทาแปลง
สาธิต
ความพร้อมทางด้านเทคโนโลยี
่
เนื่องจากประเทศไทยอยูในเขตร้อนชื้น ซึ่งมีการระบาดของโรคและแมลงศัตรู ที่หลากหลายและรุ น
50
่ ั
แรงกว่าประเทศในเขตหนาว แม้วานักวิจยจะได้พยายามพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อทดแทนการใช้สารเคมี เช่น
สารสกัดสมุนไพร เชื้อราปฏิปักษ์ แมลงศัตรู ธรรมชาติ เป็ นต้น แต่ประสิ ทธิ ภาพยังต่ากว่าสารเคมี และมีข้
อจากัดในการนาไปใช้ร่วมกับวิธีการปฏิบติปกติของเกษตรกร ดังนั้น
ั
สารเคมี จึงยังคงเป็ นปัจจัยการผลิตที่มีความสาคัญต่อการผลิตสตรอเบอร์ รี่
ความน่าจะเป็ น ณ วันนี้
์ ้
อย่างที่ทราบกันว่าเกษตรอินทรี ยมีขอจากัดหลายประการ โดยเฉพาะพื้นที่ทาการเกษตรส่ วนใหญ่ใช้สารเคมี
ติดต่อกันมานานหลายปี ส่ งผลต่อเนื่องถึงแหล่งน้ าที่ใช้ในการผลิต ซึ่ งมักจะปนเปื้ อนด้วยสารเคมีกาจัดศัตรู
พืช การสะสมและปนเปื้ อนในดิน ขณะที่การระบาดของโรคและแมลงศัตรู พืชก็มีความรุ นแรงขึ้นเรื่ อยๆ ก
ารจัดการการผลิตแบบผสมผสานจึงน่าจะเป็ นแนวทางที่เหมาะสม ณ
วันนี้ โดยในเบื้องต้นควรจะเริ่ มจากการลดปริ มาณการใช้สารเคมีลงก่อน พยายามใช้เท่าที่จาเป็ น ใช้อย่างร
่ ้
ะมัดระวัง และควบคุมปริ มาณสารตกค้างในผลผลิต ให้อยูในระดับที่ปลอดภัยต่อผูบริ โภค รวมถึงการสร้า
้
งจิตสานึกให้เกษตรกรเห็นภัยอันตรายจากการใช้สารเคมี ทั้งต่อเกษตรกร ชุมชน และผูบริ โภค มีความรู้สึ
้
กกับผูบริ โภคเหมือนคนในครอบครัวตน
์
อีกประการ การทาเกษตรอินทรี ยมีความเสี่ ยงค่อนข้างสู ง ซึ่ งเกษตรกรจะไม่เริ่ มลงมือทาแน่นอนห
ากไม่มีการชดเชยอย่างน่าพอใจ เช่น ราคาผลผลิตสู งกว่าทัวไปมาก รวมถึงมีเทคโนโลยีทดแทนสารเคมี แ
่
้
ละต้องมีเกษตรกรผูนาที่ทาให้เห็นว่าทาได้จริ ง หรื อมีการทาแปลงสาธิ ตก่อน ดังนั้นเพื่อให้เกษตรกรเกิดคว
ามมันใจ นักวิชาการน่าจะจัดทาชุดเทคโนโลยีสาหรับการผลิตสตรอเบอร์รี่อินทรี ย ์ และจัดทาแปลงสาธิต โ
่
ดยให้เกษตรกรมีส่วนร่ วมด้วย รวมถึงการพัฒนาและส่ งเสริ มการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการใช้สารเคมี ยกตัว
อย่างเช่นการใช้ปุ๋ย ดร.อาพรรณ พรมศิริ ศึกษาพบว่าธาตุฟอสฟอรัส และโปแตสเซียม ตกค้างและสะสมใ
นดินที่ปลูกสตรอเบอร์ รี่มากถึง 200 เท่าของดินทัวไป นันหมายความว่าเกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิ
่ ่
ตลงได้ โดยใส่ เพียงไนโตรเจนก็เพียงพอต่อการเจริ ญเติบโตของพืช
โอกาสทางการตลาด และผลกระทบ
การผลิตสิ นค้าเกษตรอินทรี ยเ์ ป็ นช่องทางการตลาดใหม่ที่น่าสนใจ เนื่ องจากตลาดกาลังเปิ ดกว้างทั้ง
์ ั
ในและต่างประเทศ โดยแนวโน้มความต้องการสิ นค้าเกษตรอินทรี ยท้ งในประเทศและต่างประเทศ มีอตรา ั
การขยายตัวสู งถึง ร้อยละ 20
ต่อปี ที่สาคัญผลิตภัณฑ์จากระบบการผลิตอินทรี ย ์ จาหน่ายได้ราคาสู งกว่าสิ นค้าชนิ ดเดียวกันที่ผลิตแบบทัว ่
ๆ
์
ไปมาก ยกตัวอย่างเช่น สตรอเบอร์ รี่อินทรี ยในสหรัฐอเมริ กา สามารถจาหน่ายได้ราคาสู งกว่าสตรอเบอร์ รี่
51
ทัวไป ตั้งแต่ร้อยละ 50 –
่
์
100 กล้วยอินทรี ยที่วางจาหน่ายในซูเปอร์มาเก็ตประเทศญี่ปุ่น มีราคาสู งกว่ากล้วยธรรมดา 3 - 4 เท่า
ปัจจุบน ั
์ ้ ้
ส่ วนแบ่งตลาดของอาหารอินทรี ยในประเทศยังมีนอย แต่การตอบรับจากผูบริ โภคในช่วง 5 –
่ ้
6 ปี ที่ผานมามีแนวโน้มดีมาก คาดว่าจะมีอนาคตที่สดใส เพียงแต่ตองใช้เวลาในการพัฒนาตลาดผูบริ โภคใ ้
ห้รับรู้ถึงอาหารอินทรี ยสักระยะหนึ่ง ขณะที่ตลาดสตรอเบอร์ รี่บริ โภคผลสดในประเทศไทย กาลังอยูในช่ว
์ ่
งการขยายตัวและมีแนวโน้มว่ายังขยายได้อีกมาก แต่มีอุปสรรคสาคัญคือ ภาพสารเคมีตกค้างในผลผลิต หา
ู้
กเกษตรกรคนใดมองเห็นและมีความกล้าพอ โดยการนาเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่แก่ผบริ โภค สตรอเบอร์ รี่อินท
รี ย ์ ก็นบเป็ นโอกาสทองทางการตลาดที่น่าสนใจไม่นอย เพราะไม่มีคู่แข่งเลย ที่สาคัญการเริ่ มต้นก่อนย่อมไ
ั ้
ด้เปรี ยบ และยังเป็ นการสั่งสมประสบการณ์ที่คนอื่นไม่มีทางตามได้ทน ั
ส่ วนแรงผลักดันจากภายนอก
คือ กระแสความต้องการบริ โภคอาหารที่ปลอดภัย และมาจากวิธีการผลิตที่เป็ นมิตรต่อสิ่ งแวดล้อม ซึ่งเป็ น
่
กระแสโลกที่เราจะนิ่งเฉยหรื อปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ เพราะเราไม่ได้อยูคนเดียวบนโลกใบนี้ เราผลิตสิ นค้
าได้เกินความต้องการบริ โภคภายในประเทศ เราต้องค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศที่ร่ ารวย
ซึ่ งตั้งกฎเกณฑ์เงื่อนไขต่างๆ
ที่เข้มงวด ดังเสี ยงสะท้อนของผูส่งออกสตรอเบอร์ รี่ของเราว่า ญี่ปุ่นเข้มงวดเรื่ องสารพิษตกค้างมาก และมั
้
กใช้เป็ นข้ออ้างในการลดปริ มาณการสั่งซื้ อ หรื อใช้เป็ นข้ออ้างต่อรองราคาให้ต่าลง เกษตรกรและผูเ้ กี่ยวข้อ
้
งต้องไม่มองว่าเรื่ องราวเหล่านี้เป็ นเรื่ องไกลตัว แต่ตองรี บปรับเปลี่ยนกระบวนท่าให้เข้ากับกระแสที่เปลี่ยนไ
่
ป จึงจะยืนอยูบนเส้นทางนี้ได้ และยิงเราปรับตัวได้เร็ วเท่าไร นันหมายความว่าเรากาลังจะได้เปรี ยบคู่แข่งขั
่ ่
น (ที่มา 14.8)
13. สรุปและข้ อเสนอแนะ
เกษตรอินทรี ย ์ คือการทาการเกษตรด้วยหลักธรรมชาติ
บนพื้นที่การเกษตรที่ไม่มีสารพิษตกค้างและหลีกเลี่ยงจากการปนเปื้ อนของสารเคมีทางดิน ทางน้ า
และทางอากาศเพื่อส่ งเสริ มความอุดสมสมบูรณ์ของดิน ความหลากหลายทางชีวภาพ
ในระบบนิเวศน์และฟื้ นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่ สมดุลธรรมชาติโดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์หรื อสิ่ งที่ได้
มาจากการตัดต่อพันธุ กรรม
ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีแผนการจัดการอย่างเป็ นระบบในการผลิตภายใต้มาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรี ยให้ได้ ์
้
ผผลิตสู งอุดมด้วยคุณค่าทางอาหารและปลอดสารพิษโดยมีตนทุนการผลิตต่าเพื่อคุณภาพชีวต ิ
และเศรษฐกิจพอเพียง แก่มวลมนุษยชาติ และสรรพชีวต ิ
การใช้ทรัพยากรดินโดยไม่คานึงถึงผลเสี ยของ ปุ๋ ยเคมีสังเคราะห์
ิ
ก่อให้เกิดความไม่สมดุลในแร่ ธาตุและกายภาพของดินทาให้สิ่งมีชีวตที่มีประโยชน์ในดินนั้นสู ญหาย
52
และไร้สมรรถภาพความไมาสมดุลนี้เป็ นอันตรายยิงกระบวนการนี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว
่
จะก่อให้เกิดความเสี ยหายอย่างต่อเนื่อง ผืนดินที่ถูกผลาญไปนั้น
ได้สูญเสี ยความสามารถในการดูดซับแร่ ธาตุ ทาให้ผลผลิตมีแร่ ธาตุ วิตามิน
ิ
และพลังชีวตต่าเป็ นผลให้เกิดการขาดแคลนธาตุอาหารรองในพืช พืชจะอ่อนแอ
้
ขาดภูมิตานทานโรคและทาให้การคุกคามของแมลง
และเชื้อโรคเกิดขึ้นได้ง่ายซึ่ งจะนาไปสู่ การใช้สารเคมีฆ่าแมลงและเชื้อราเพิ่มขึ้น ดินที่เสื่ อมคุณภาพนั้น
จะเร่ งการเจริ ญเติบโตของวัชพืชให้แข่งกับพืชเกษตร และนาไปสู่ การใช้สารเคมีสังเคราะห์กาจัดวัชพืช
ข้อบกพร่ องเช่นนี้ก่อให้เกิดวิกฤติในห่วงโซ่อาหาร
และระบบการเกษตรของเราซึ่ งทาให้เกิดปั ญหาทางสุ ขภาพ และสิ่ งแวดล้อมอย่างยิง ่
ั
ในโลกปัจจุบนประเทศไทยนาเข้าสารเคมีสังเคราะห์ทางการเกษตรเป็ นเงินปี ละ 4-5 หมื่นล้านบาท
เกษตรกรต้องซื้ อปั จจัยการผลิตที่เป็ นสารเคมีสังเคราะห์ในการเพาะปลูกทาให้การลงทุนสู ง
และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่ องขณะที่ราคาผลผลิตในรอบยีสิบปี ่
ไม่ได้สูงขึ้นตามสัดส่ วนของต้นทุนที่สูงขึ้นนั้นมีผลทาให้เกษตรกรขาดทุน
์
มีหนี้สินล้นพ้นตัวเกษตรอินทรี ยจะเป็ นหนทางของการแก้ปัญหาเหล่านั้นได้
การเกษตรปั จจุบนั
์
สามารถปรับเปลี่ยนเป็ นเกษตรอินทรี ยได้โดยเริ่ มต้นศึกษาหาความรู ้จากมาตรฐานเกษตรอินทรี ยที่ถูกกาหน ์
ดขึ้นควรเริ่ มต้นด้วยความสนใจ และศรัทธาหลักทฤษฎีเพื่อการปฏิบติ ั
ั
โดยศึกษาหาความรู ้จากธรรมชาติเมื่อเริ่ มปฏิบติตามนี้ แล้ว
่ ่
ก็นบได้วาก้าวเข้าสู่ การทาเกษตรอินทรี ยซ่ ึ งเรี ยกได้วาเป็ นเกษตรอินทรี ยในระยะปรับเปลี่ยนเมื่อปฏิบติอย่างเ
ั ์ ์ ั
์ ์ ้
คร่ งครัดและต่อเนื่ องตามาตรฐานเกษตรอินทรี ยไม่นานก็จะเป็ นเกษตรอินทรี ยได้ ทั้งนี้ชาหรื อเร็ ว
่ ั ์
ขึ้นอยูกบประเภทของเกษตรอินทรี ยที่จะผลิตซึ่ งได้ถูกกาหนดไว้ในมาตรฐานเกษตรอินทรี ยแล้วข้อสาคัญนั้์
่
น อยูที่การทาความเข้าใจเกษตรอินทรี ยให้ถ่องแท้มีความตั้งใจจริ ง มีความขยันหมันเพียร
์ ่
ไม่ทอถอยต่อปั ญหาหรื ออุปสรรคใด มีความสุ ขในการปฏิบติก็จะบรรลุวตถุประสงค์
้ ั ั
และประสบความสาเร็ จ
ั ั ์
ดังที่ต้ งใจไว้เพราะเกษตรอิทรี ยเ์ ป็ นเรื่ องที่ทุกคนสามารถปฏิบติได้จริ งเมื่อเกษตรอินทรี ยแล้วสามารถขอรับร
่ ์ ั
องมาตรฐานจากภาครัฐจึงจะนับได้วาเป็ นเกษตรอินทรี ยที่สมบูรณ์อนเป็ นสมบัติล้ าค่าของแผ่นดิน
14. การอ้างอิง
14.1.ชนวน รั ต น ว ร า ห ะ . เ ก ษ ต ร อิ น ท รี ย์ . จั ด พิ ม พ์ โ ด ย ส า นั ก วิ จั ย พั ฒ น า เ ท ค โ น โ ล ยี
กรมวิชาการเกษตร,2550.
์
14.2.สมคิด ดิสถาพร.เกษตรอินทรี ยมาตรฐานสากลประเทศไทย.กรุ งเทพมหานคร: จามจุรีโปรดักท์,2549.
53
14.3.ตลาดสิ น ค้า เกษตรอิ น ทรี ย ์ใ นสหภาพยุ โ รป.[ออนไลน์ ].25 สิ ง หาคม 2552.เข้า ถึ ง ได้จ าก :
http://farmkaset.org/contents/default.aspx?content=00192.(วัน ที่ ค้น ข้อ มู ล 10 ธัน วาคม
2552).
14.4.สหกรณ์กรี นเนท(มูลนิธิสายใยแผ่นดิน).เกษตรอินทรี ย.์ [ออนไลน์]. 27 พฤษภาคม 2552.เข้าถึงได้จาก :
้
http://www.greennet.or.th/Research/t5100.htm.(วันที่คนข้อมูล 10 ธันวาคม 2552).
14.5.วรรณลดา สุ นัน ทพงศ์ศ ัก ดิ์ .เกษตรอิ น ทรี ย ์ใ นประเทศไทย (Organic Agriculture in
Thailand)[อ อ น ไ ล น์ ].เ ข้ า ถึ ง ไ ด้ จ า ก :
้
www.ldd.go.th/pldweb/tech/meet7/book1/f7.doc.(วันที่คนข้อมูล : 10 ธันวาคม 2552).
14.6.อรอนงค์ มหัคฆพงศ์. การปฏิ รูปกฎระเบียบการผลิ ตสิ นค้าเกษตรอินทรี ย ์.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก
:http://www.tistr-
้
foodprocess.net/download/article/plan_organic_food_th.htm.(วันที่คนข้อมูล 10 ธันวาคม
2552).
14.7 พัฒ นาข้า วอิ น ทรี ย ์. .....สร้ า งมู ล ค่ า เพิ่ ม ตลาดข้า วไทย.[ออนไลน์ ].เข้า ถึ ง ได้จ ากhttp://www.scb.
้
.co.th/LIB/th/article/ktb/data/k9-19.html(วันที่คนข้อมูล6 กุมภาพันธ์ 2553)
14.8
สัมฤทธิ์ เกียววงษ์.(หน่วยบริ การเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาชนบทศูนย์พนธุวศวกรรมและเ
ั ิ
ทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ).สตรอเบอร์รี่อินทรี ย ์ กับความน่าจะเป็ นในประเทศไทย
[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก : http://www.biotec.or.th/biotechnology-
้
th/newsdetail.asp?id=2966.(วันที่คนข้อมูล : 19 กุมภาพันธ์25583).
์ ั
14.9 กฎระเบียบหลักของการการผลิตสิ นค้าเกษตรอินทรี ยในปัจจุบน.สถาบันอาหาร. 8 (46) :33-35:
มีนาคม – เมษายน 2547
14.10 กรมวิชาการเกษตร.การผลิตพืชอินทรี ย.์ [ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://it.doa.go.th /organic
้
/organic/manage _flora/parub.html.(วันที่คนข้อมูล:19 กุมภาพันธ์ 2553)
15. ภาคผนวก
15.1 การผลิตพืชอินทรี ย,์ การแปรรู ป
ั
การแปรรู ปผลิตผลอินทรี ยเ์ ป็ นการจัดการตามหลักการและวิธีการปฏิบติการที่ดี ในการผลิตให้เป็ นไปตาม
ข้อกาหนดและมาตรฐานของกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์อินทรี ย ์ ดังนี้
54
วัตถุดิบ
์ ่
- ผลิตผลต้องมาจากกระบวนการผลิตโดยเกษตรอินทรี ยที่ผานการรับรองแล้ว
- มีการวางแผนการจัดการการศึกษาข้อมูล ข้อกาหนดมาตรฐาน สารที่ยอมให้ใช้ / ห้ามใช้
้
สิ่ งปนเปื้ อนในวัตถุดิบ ให้เป็ นไปตามมาตรฐานที่หน่วยงานผูรับผิดชอบหรื อ
มาตรฐานที่กาหนด
กระบวนการผลิต
- สารเจือปน สารที่ยอมให้ใช้ ห้ามใช้ ให้เป็ นไปตามข้อกาหนด มาตรฐานผลิตภัณฑ์อินทรี ย ์
การบรรจุหีบห่อ
-
์
วัสดุที่ใช้ควรเป็ นวัสดุที่ปลอดภัยและเป็ นไปตามข้อกาหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อินทรี ยของแต่ละ
ประเทศและไม่ทาลายสิ่ งแวดล้อม
- รายชื่อวัสดุที่ใช้ในการแปรรู ป สารเสริ มแต่งอาหารและวัสดุเสริ มแต่ง
- แคลเซียมคลอไรด์ (calcium chloride)
- แคลเซียมไฮดรอกไซด์ (calcium hydroxide)
- แคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonate)
- แคลเซียมซัลเฟต (calcium sulfate)
- โซเดียมคาร์บอเนต (sodium carbonate)
- แอมโมเนียคาร์บอเนต (ammonium carbonate)
- แมกนีเซียมคาร์บอเนต (magnesium carbonate)
- โซเดียมคลอไรด์,เกลือทะเล (sodium chloride , sea salt)
- โพแทสเซียมคลอไรด์ (potassium chloride)
- แมกนีเซียมคลอไรด์ (magnesium chloride)
- ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (sulfur dioxide)
- กรดกามะถัน (sulfuric acid)
- กรดฟอสฟอริ ก (phosphoric acid)
- กรดแอสคอร์บิค โซเดียมแอสคอร์ เบท และโพแทสเซียมแอสคอร์เบท (ascorbic acid, sodium and
potassium salts)
- กรดทาร์ทาริ กและเกลือของกรดนี้ (tartaric acid and salts)
- กรดแลคติก (lactic acid)
- กรดมาลิก (malic acid)
- กรดซิ ตริ กและเกลือของกรดนี้ (citric acid and salts)
- กรดอะซิติก (acetic acid)
55
- กรดแทนนิก (tannic acid)
- โซเดียมไฮดรอกไซด์ (sodium hydroxide)
- โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (potassium hydroxide)
- โฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (hydrogen peroxide)
- คาร์บอนไดออกไซด์ (carbon dioxide)
- อาร์กอน (argon)
- ไนโตรเจน (nitrogen)
- ออกซิเจน (oxygen)
- โอโซน (ozone)
- ถ่านกัมมันต์ (activated carbon)
- ดินเบา (diatomaceous earth)
- ดินขาว (kaolin)
- ดินเบนโทไนต์ (bentonite)
- เปลือกเม็ดมะม่วงหิ มพานต์ (cashew nut shells)
- สารเตรี ยมจากจุลินทรี ยและเอนไซม์ซ่ ึ งใช้ช่วยในการแปรรู ป (preparation of micro-organisms
์
and enzymes normally used as processing
aide)
- เจลาติน (gelatin)
- เคซี อีน (casein)
ึ
- ขี้ผ้ ง (been wax)
- ไขคาร์นอบา (carnauba wax)
- สารให้สีจากธรรมชาติ (naturally derived colouring agents)
- สารให้รสจากธรรมชาติ (naturally derived flavouring agents)
- สมุนไพร (herbs)
- เครื่ องเทศ (spices)
ั
- ผงฟู ซึ่งปลอดจากอะลูมินม (aluminum-free leavening agents)
้
- วุนจากสาหร่ ายทะเล (agar-agar)
- ยางไม้ (gum)
- เพคติน (pectin)
- แป้ ง (starch) จากข้าว ข้าวโพด มันสาปะหลัง มันฝรั่ง ฯลฯ
- สารทาข้นคาร์แรจีแนน (carrageenans)
- น้ าผึ้ง (honey)
56
- ส่ าหมักจุลินทรี ย ์ (fermentation organisms)
- สารที่ใช้ทาความสะอาด (Cleaning agents)
- จาเวลวอเตอร์
- ่
ผงซักฟอกที่ยอยสลายได้ทางชีวภาพ
- น้ าส้มหมักจกาพืช ผลไม้
- โซเดียมไบคาร์บอเนต
- ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์
- ไอโอดีน
- สารละลายด่างทับทิม
- น้ าด่าง
- คอสติก โพแทช
- ปูนขาว
- สารฟอกขาวถึง 10%
- กรดฟอสฟอริ ก
ั ั
หมายเหตุ : ข้อกาหนดการใช้วสดุดงกล่าวข้างต้นให้เป็ นไปตามมาตรฐานระหว่างประเทศ เช่น Codex
Alimentarius
ที่มา 14.10
15.2 แบบสมัครเพื่อขอใบรับรองพืชอินทรี ย ์
สาหรับเจ้าหน้าที่
เลขที่....................................
วันที่......................................
้
ผูรับ.......................................
่
แบบสมัครเพือขอใบรับรองพืชอินทรีย์
1. รายละเอียดเกี่ยวกับผู้สมัคร
ั
1.1 ชื่อบริ ษท..........................................................................................................................................
ที่ต้ ง เลขที่.........................หมู่ที่...............ถนน..................................ตาบล.....................................
ั
อาเภอ.............................................................จังหวัด......................................................................
โทรศัพท์.........................................โทรสาร....................................e-mail.....................................
1.2 ชื่อเจ้าของ (นาย/นาง/นางสาว)............................................นามสกุล..............................................
57
ที่อยู่ บ้านเลขที่.............หมู่ที่..........ถนน..................................ตาบล/แขวง.....................................
อาเภอ/เขต.........................................................จังหวัด....................................................................
โทรศัพท์.........................................โทรสาร....................................e-mail.....................................
้ั
1.3 ผูจดการ (นาย/นาง/นางสาว) .............................................นามสกุล...............................................
ที่อยู่ บ้านเลขที่.............หมู่ที่..........ถนน..................................ตาบล/แขวง.....................................
อาเภอ/เขต.........................................................จังหวัด....................................................................
โทรศัพท์.........................................โทรสาร....................................e-mail.....................................
2. รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ผลิต
2.1 พื้นที่ที่ใช้ในการผลิตทั้งหมด...............................ไร่ .........................งาน...........................ตารางวา
2.2 สถานที่ต้ งแปลง................หมู่ที่.............ถนน..................................ตาบล.......................................
ั
อาเภอ/เขต..............................................จังหวัด..............................................................................
ั
(โปรดแนบแผนผังที่ต้ ง พร้อมทั้งระบุจุดสังเกต อาณาเขต และการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ขางเคียง) ้
2.3 ประวัติการใช้ที่ดิน (โปรดระบุการใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าว อย่างน้อย 3 ปี ย้อนหลัง)
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
แผ่นแนบข้ อ 2.2
่ ่ ี่
แผนทีแสดงทีต้ ังแปลง อาณาเขต จุดสั งเกต และการใช้ ประโยชน์ ทดินโดยรอบ
้ ่ ้ ่
รวมถึงแนวกันพืนทีแนวกัน (หากพืนทีข้างเคียงมีการใช้ สารเคมี)
58
3. แผนการผลิตพืช (โปรดระบุแหล่งที่มาของเมล็ดพันธุ์ หรื อพันธุ์พืช โดยละเอียด)
3.1 ชนิด และช่วงเวลาการผลิต
่
ชนิดพืชทีทาการผลิต ้
ขนาดพืนที่ (ไร่ ) ระยะเวลาปลูก
ระยะเก็บเกียว ่
1)
................................................................................................................................................................
แหล่งเมล็ดพันธุ์
หรื อพันธุ์พืช.................................................................................................................
2)
................................................................................................................................................................
แหล่งเมล็ดพันธุ์
หรื อพันธุ์พืช.................................................................................................................
59
3)
................................................................................................................................................................
แหล่งเมล็ดพันธุ์
หรื อพันธุ์พืช.................................................................................................................
4)
................................................................................................................................................................
แหล่งเมล็ดพันธุ์
หรื อพันธุ์พืช.................................................................................................................
5)
................................................................................................................................................................
แหล่งเมล็ดพันธุ์
หรื อพันธุ์พืช.................................................................................................................
6)
................................................................................................................................................................
แหล่งเมล็ดพันธุ์
หรื อพันธุ์พืช.................................................................................................................
7)
................................................................................................................................................................
แหล่งเมล็ดพันธุ์
หรื อพันธุ์พืช.................................................................................................................
8)
................................................................................................................................................................
แหล่งเมล็ดพันธุ์
หรื อพันธุ์พืช.................................................................................................................
คาชี้แจงเพิมเติม..................................................................................................................................................
่
.
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
60
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
3.2 แผนผังแปลงผลิต (โปรดระบุจานวน พื้นที่ ขอบเขต ชนิ ดพื้นที่ ปลูกในแต่ละแปลงย่อย แหล่งน้ า
รวมถึงสิ่ งก่อสร้างเพื่อการใช้ประโยชน์ในการผลิตพืชอินทรี ย)์
61
3.3 การดูแลพืช
3.3.1 ศัตรู พืชที่พบ
1)
แมลง....................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
62
...........................................................................................................................................................................
..
2)
โรคพืช................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
3)
วัชพืช..................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
ั
4) สัตว์ศตรู พืช เช่น หนู นก
ค้างคาว.......................................................................................
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
63
3.3.2 การจัดการศัตรู พืช (โปรดระบุวธีการจัดการศัตรู พืชนั้น ิ
หากมีการใช้สารอื่นเพื่อการควบคุมศัตรู พืชแต่ละชนิด โปรดระบุชนิด และแหล่งที่มา อัตราการใช้
และระยะเวลาการใช้ดวย) ้
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
3.3.3 มี การใช้สารเร่ ง การเจริ ญเติ บโตในพื้นที่ หรื อไม่ (หากมี โปรดระบุ ชนิ ด และแหล่ งที่ ม า
อัตราการใช้ และระยะเวลาที่ใช้ดวย) ้
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
64
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
้ ่
4. แหล่งนาทีใช้ ในการผลิตพืช
4.1 โปรดระบุ แหล่ งน้ า เช่ น หนอง คลอง บึง คลองชลประทาน หรื อ บ่อที่ ขุดขึ้ นและโปรดระบุด้วย
ว่าแหล่งน้ านั้นไหลผ่านพื้นที่การเกษตร หรื อย่านชุมชนอย่างใด หรื อไม่
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
4.2 ท่านเคยน้ าน้ าจากแหล่งน้ าที่ใช้มาตรวจสอบวิเคราะห์หรื อไม่
1) น้ าก่อนเข้าพื้นที่ที่ทาการเกษตรอินทรี ย ์ (โปรดระบุหน่วยงานที่ทาการตรวจวิเคราะห์
ผลการตรวจวิเคราะห์ และวัน/เดือน/ปี ที่ทาการวิเคราะห์)
...........................................................................................................................................................................
..
65
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
2) น้ าในพื้นที่ทาการเกษตรอินทรี ย ์ (โปรดระบุหน่วยงานที่ทาการตรวจวิเคราะห์
ผลการตรวจวิเคราะห์ และวัน/เดือน/ปี ที่ทาการวิเคราะห์)
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
66
5. การเตรียมดิน และการบารุ งดิน
5.1 การเตรี ยมดินก่อนปลูกพืช ท่านมีการเตรี ยมดินหรื อไม่ หากมีโปรดระบุวธีการ ิ
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
5.2 การเตรี ย มดิ น โดยใช้เ ครื่ อ งจัก ร อุ ป กรณ์ น้ ัน ใช้ช นิ ด ใด และท่ า นเป็ นเจ้า ของเอง หรื อ เช่ า มา
(หากเช่ามาโปรดระบุแหล่ง)
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
5.3 การบารุ งดิน มีการใส่ ปุ๋ยหรื อไม่ หากมี โปรดระบุชนิด แหล่งที่มี ปริ มาณ อัตรา และระยะที่ใช้
...........................................................................................................................................................................
..
67
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
68
5.4 มี ก า ร เ ต รี ย ม ปุ๋ ย ห มั ก ปุ๋ ย ค อ ก ใ ช้ เ อ ง ห รื อ ไ ม่ ห า ก มี โ ป ร ด ร ะ บุ อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ
แหล่ ง ของวัต ถุ ดิ บ ที่ น ามาใช้ ใ นการผลิ ต ด้ ว ย และมี ก ารเติ ม สารเร่ งหรื อไม่ (โปรดระบุ ช นิ ด
และปริ มาณการใช้)
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
5.5 เคยตรวจวิ เ คราะห์ ดิ น หรื อ ไม่ หากเคยโปรดระบุ ห น่ ว ยงานที่ ท าการวิ เ คราะห์ วัน /เดื อ น/ปี
และผลการตรวจวิเคราะห์
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
69
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
่
6. การดูแล รักษา อุปกรณ์ ต่างๆ ทีใช้ ในการผลิตพืชอินทรี ย์
่
โปรดระบุชนิ ด อุปกรณ์ที่อยูในความครอบครองและการดูแลรักษาอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านั้น
ชนิด จานวน การใช้ การบารุ งรักษา
70
่ ่
7. สารอืนๆ ทีใช้ ในขบวนการผลิตพืชอินทรีย์
้
นอกจากสารที่ระบุขางต้น มีการใช้สารอินทรี ย ์ และอนิ นทรี ย ์ อื่นหรื อไม่
สารอินทรีย์
ชื่อ ปริมาณ (อัตรา) ่
แหล่งทีมา การใช้
สารอนินทรีย์
ชื่อ ปริมาณ (อัตรา) ่
แหล่งทีมา การใช้
71
8. แผนการในการบรรจุ หีบห่ อ และการขนส่ ง
ั
8.1 ที่ต้ งโรงบรรจุหีบห่อ
เลขที่...............หมู่ที่................ตาบล.....................................................................
อาเภอ...................................................................จังหวัด.......................................................................
8.2 วิธีการบรรจุ
หี บห่อ................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
8.3 การขนส่ งผลผลิ ตจากแหล่ ง ผลิ ตสู่ ตลาด (เช่ น ยานพาหนะชนิ ดใด เป็ นของตั ว เอง
ห รื อ ว่ า จ้ า ง เ ป็ น ค รั้ ง ค ร า ว มี ก า ร ป ะ ป น กั บ ผ ล ผ ลิ ต จ า ก แ ห ล่ ง อื่ น ห รื อ ไ ม่
มีการทาความสะอาดยานพาหนะที่ใช้บรรทุก อย่างไร หรื อไม่ โปรดอธิ บายโดยละเอียด
...........................................................................................................................................................................
..
72
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
ตราสัญลักษณ์ของบริ ษท (หากมี) ั ขอรับรองว่าข้อความข้างต้นเป็ นจริ งทุกประการ
ลายเซ็น................................................................
(................................................................)
ตาแหน่ง...............................................
วันที่...........เดือน..................................พ.ศ...............
หมายเหตุ ข้ อ มู ล ข้ า ง ต้ น จ ะ ใ ช้ เ ป็ น ข้ อ มู ล พื้ น ฐ า น ใ น ก า ร อ อ ก ใ บ รั บ ร อ ง พื ช อิ น ท รี ย์
ซึ่ งจะต้องมีการติดตามและตรวจสอบต่อไป
กรุณาส่ งใบสมัครที่
คณะอนุกรรมการตรวจสอบออกใบรับรองมาตรฐานการผลิตพืชอินทรี ย ์
สานักผูเ้ ชี่ยวชาญ ตึกกสิ กรรม ชั้น 2 กรมวิชาการเกษตร
ั
ถนนพหลโยธิน จตุจกร กทม. 10900
โทรศัพท์ 0-2579-0574 โทรสาร 0-2940-5472
ที่มา 14.2
บันทึกการผลิตพืชอินทรีย์
1. ข้ อมูลทัวไป ่
้ ั ั
ชื่อผูผลิต/บริ ษท...................................................................ที่ต้ ง................................................................
...
โทรศัพท์.................................................โทรสาร..............................................e-
mail.................................
73
้ ั
ชื่อผูบนทึก..........................................................................นามสกุล..........................................................
..
สถานที่ติดต่อ..............................................................................................................................................
..
โทรศัพท์.................................................โทรสาร..............................................e-
mail.................................
ชื่อแปลง............................................................................ขนาดพื้นที่........................................................
...
ั
ที่ต้ ง.........................................................ตาบล.........................................อาเภอ........................................
..
จังหวัด.........................................................................................................................................................
.
จานวนแปลงย่อย..............................................................จานวนชนิดพืช..................................................
..
รายละเอียดของแต่ละแปลงย่อย
แปลงย่อยที่ ขนาดแปลง (ไร่ ) พืชหลัก อธิบาย
74
2. การจัดการดิน
แปลงย่อยที่............................................พื้นที่........................................ปลูกพืช........................................
..
2.1
วิธีการเตรี ยมแปลง.......................................................เมื่อวันที่.............เดือน...................ปี .................
โดย (...........) เครื่ องจักร
ขนาดเครื่ องยนต์.......................................................................................
(...........) แรงงานสัตว์
โปรดระบุ..............................................................................................
(...........) อื่นๆ
โปรดระบุ..........................................................................................................
2.2 การปรับปรุ ง-บารุ งดิน
มีการใส่ ปุ๋ย หรื อธาตุอาหารบารุ งดินในขั้นตอนการเตรี ยมดินหรื อไม่ หากมีโปรดระบุรายละเอียด
ชนิด อัตรา (กก.ไร่ ) วัน/เดือน/ปี ปริมาณรวม ่
แหล่งทีมา
2.3 การใช้สารกาจัดศัตรู พืชในขั้นตอนการเตรี ยมดิน
กาจัดแมลง กาจัดโรคพืช กาจัดวัชพืช ่
อืนๆ (ระบุ)
ใช้/ไม่ใช้
ชื่อสารที่ใช้
แหล่งผลิต
อัตรา (ต่อไร่ )
ปริ มาณที่ใช้
75
อุปกรณ์ที่ใช้
วันที่ ที่ใช้
2.4 การปลูกพืชบารุ งดิน (..........) ไม่มี (...........)
โปรดระบุชนิด.................................................................
............................แหล่งที่มาของพันธุ์.....................................อัตราที่ปลูก.............................................
เมื่อ.....................................................................ไถกลบเมื่อ...................................................................
ชนิดพืช ่
แหล่ งทีมา อัตรา ่
วันทีปลูก วันทีกลบลงดิน
่ ่
แปลงย่ อยทีใช้ ่
อืนๆ
2.5 การวิเคราะห์ดิน
1) วัน/เดือน/ปี
ที่ทาการวิเคราะห์...........................................................................................................
2)
ชื่อหน่วยงานที่ทาการวิเคราะห์...................................................โทรศัพท์........................................
3)
รายละเอียดผลการวิเคราะห์...............................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
76
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
3. แผนการปลูกพืช
3.1 จานวนพืชที่ปลูกในแปลงย่อย......................................ชนิด รายละเอียดของแต่ละแปลงมีดงนี้ ั
แปลงย่ อยที่ ปลูกพืช ื
พันธุ์พช พืนที่ (ไร่ )
้ ระยะเวลาปลูก จานวนครั้ง/ปี หมายเหตุ
77
3.2 แหล่ ง ที่ ม าของเมล็ ด พั น ธุ์ หรื อพั น ธุ์ พื ช (โปรดระบุ ผลิ ต เอง หรื อน ามาจากแหล่ ง อื่ น
โปรดระบุแหล่งที่มา)
พืช ่
ส่ วนทีใช้ ขยายพันธุ์ ่
แหล่งทีมา แปลงย่อยที่
3.3 การดูแลพืชในระหว่างการผลิตมีการใส่ ปุ๋ยบารุ งดินให้พืชหรื อไม่
(.....................) ไม่ใช้ (......................) ใช้
รายละเอียดการใช้
ชนิด อัตรา (กก.ไร่ ) วัน/เดือน/ปี ปริมาณรวม ่
แหล่งทีมา
78
3.4 การใช้สารกาจัดศัตรู พืช
ื
ศัตรู พช การควบคุม หมายเหตุ
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
3.5 การใช้สารกาจัดศัตรู พืช
1 2 3 4
ชื่อสารที่ใช้
แหล่งผลิต
อัตรา (ต่อไร่ )
ปริ มาณที่ใช้
อุปกรณ์ที่ใช้
79
วันที่ ที่ใช้
หากมีการใช้สารสกัดจากสิ่ งมีชีวิตอื่นๆ โปรดระบุรายละเอียดการใช้ และวิธีการเตรี ยมการนั้นๆ
โดยละเอียด
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
3.3 การใช้เครื่ องมือ-อุปกรณ์ในการควบคุมศัตรู พืช
ื
ศัตรู พช เครื่องมือ วิธีการใช้ ่
แปลงทีใช้ หมายเหตุ
80
3.7 การใช้สารเร่ งการเจริ ญเติบโต
แปลงย่ อยที่ ปลูกพืช ่
ชื่อสารทีใช้ อัตราทีใช้
่ ปริมาณ ลักษณะการใช้ ่
วัน/เดือน/ปี ทีใช้
4. การจัดการนา ้
4.1 แหล่งน้ าที่นามาใช้
มาจาก......................................................................................................................
4.2
แหล่งน้ าสารองในแปลง....................................................................จานวน..................................แห่ง
บ่ อที่ ขนาด ความจุ ้
สาหรับแปลงย่อยที่ พืนทีเ่ พาะปลูก (ไร่ ) ชนิดพืชปลูก
บันทึกเพิ่มเติม....................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
81
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
4.3 การวิเคราะห์น้ า
1) วัน/เดือน/ปี
ที่ทาการวิเคราะห์...........................................................................................................
2)
ชื่อหน่วยงานที่ทาการวิเคราะห์...................................................โทรศัพท์........................................
3)
รายละเอียดผลการวิเคราะห์...............................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
82
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
83
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
4.4 แผนผังการจัดการน้ าในแปลง
84
่
5. การเก็บเกียว
แปลงย่ อยที่ ชื่อพืช ่
วัน/เดือน/ปี เก็บเกียว วิธีการเก็บเกียว
่ ี่ ่
อุปกรณ์ ทใช้ ในการเก็บเกียว ปริมาณผลผลิต
85
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
6. การบรรจุหีบห่ อ
ชื่อพืช แปลงที่ วิธีการบรรจุ ่
สถานทีบรรจุ หมายเหตุ
86
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
่
7. การดูและ บารุ ง รักษา อุปกรณ์ เครื่องจักรทีใช้ ในแปลง
87
ี่
อุปกรณ์ ทใช้ วิธีการบารุ ง รักษา วัน/เดือน/ปี ที่ทาการบารุ ง
บันทึกเพิ่มเติม....................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
88
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
89
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
...........................................................................................................................................................................
..
ที่มา 14.2
รายงานการตรวจฟาร์ ม (Farm Inspection Report)
เลขสมาชิก
1. ข้ อมูลพืนฐาน (operation)
้
ชื่อสมาชิก/ที่อยู่ (Name/Address)
้
ชื่อผูตรวจ (Inspector) วันที่ตรวจ (Date of inspection)
่
2. รายการทีตรวจ (The following have been inspected)
90
อธิบาย (Remarks)
ใบขอรับรองฟาร์ม (Farm application)
ประวัติฟาร์ม (farm history)
แผนผังฟาร์ม (maps)
ใบสมัครขอต่ออายุ (Annual update)
บันทึกการใช้ปัจจัยการผลิตและขายผลผลิต (farm input report)
บัญชีซ้ือปั จจัยการผลิตและขายผลผลิต (farm account)
แปลงเกษตรอินทรี ย ์ (organic fields) แปลงที่............................
แปลงเกษตรเคมี (conventional fields) แปลงที่............................
้
สถานที่เก็บผลผลิต/ยุงฉาง (storage facilities)
สถานที่เก็บวัสดุอุปกรณ์ (equipment storage)
3. การจัดการฟาร์ มโดยรวม (Farm Management)
พื้นที่การเกษตรในครอบครอง แปลงเกษตรอินทรี ย.์ ...............แปลง อธิบาย (Remarks)
ู้
(ทั้งที่ทาเอง/เช่าทา/ให้ผอื่นเช่า) (No. of organic unit)
No. of own fields แปลงเกษตรเคมี......................แปลง
(No. of conventional unit)
การปลูกพืชชนิดเดียวกัน ทั้งแปลง ไม่มี (no) อธิบาย (Remarks)
์
เกษตรอินทรี ยและเคมี มี (yes)
(Risk of parallel prod) คือพืช......................................................
์ ั ั
แปลงเกษตรอินทรี ยแยกจากเกษตรเคมีชดเจน ไม่ชดเจน (no) อธิบาย (Remarks)
(Clear separation) ชัดเจน (yes)
ความเสี่ ยงต่อการพังทลายของดิน ไม่มี (no) อธิบาย (Remarks)
(risk of soil erosion) มี (yes) แปลงที่................................
ื
4. ชนิดและพันธุ์พชปลูก (Crops and Verieties)
ผลิตเอง (on farm prod.).................................................................................
ซื้อมา (brought in).........................................................................................
หมายเหตุ (remarks)
้
5. การจัดการดิน นา และปุ๋ ย (Soil, Water and Fertilizer)
การเผาตอซัง/เศษวัสดุในฟาร์ม ไม่มี (no) อธิบาย (Remarks)
(straw burn/slash-and-burn) มี (yes) แปลง................................
ที่มาของปุ๋ ยอินทรี ย ์ (Source of organic fertilizers)
การผลิตปุ๋ ยในฟาร์ม ปุ๋ ยคอก (animal manure) ชนิด/จานวนสัตว์ (no./type of animal).................................
(no farm fertilizer) ปุ๋ ยหมัก (compost) ขนาดกอง (size)............................................................ลบ.ม. (m3)
การนาปุ๋ ยมาจากนอกฟาร์ม ปุ๋ ยคอก (animal manure) มาจาก (from)........................................................................
91
(brought in fertilizer) ปุ๋ ยหมัก (compost) มาจาก (from)..................................................................................
ปุ๋ ยแร่ ธาตุ (mineral fert.) มาจาก (from)........................................................................
หมายเหตุ (Remarks)
ปริ มาณปุ๋ ยที่ใช้ในแปลงเกษตรอินทรี ย ์ (Quantity of fertilization in organic units)
หน่วย กก./ปี แปลงที่ 1 แปลงที่ 2 แปลงที่ 3 แปลงที่ 4 หมายเหตุ
(kg/year) (field 1) (field 2) (field 3) (field 4) (Remarks)
ปุ๋ ยพืชสด
(green manure)
ปุ๋ ยคอก
(animal manure)
ปุ๋ ยหมัก
(compost)
ปุ๋ ยแร่ ธาตุ
(ระบุชนิด)(mineral
fertilizers)
อื่นๆ ระบุ
(other)
ปั จจัยอื่นๆ ในการผลิตอินทรี ย ์ (Other factors and application in organic production)
ระบุ (specity)
การใช้ปุ๋ยต้องห้าม (non-permitted fertilizers)
การใช้จุลินทรี ย/์ สารเร่ งปุ๋ ยหมัก (microorganism)
การใช้สารเร่ งการเจริ ญเติบโต (growth regulators)
ื
6. การป้ องกันกาจัดศัตรู พช/โรคพืช/วัชพืช (Pest, Disease and Weed Management)
ระบุ (specity)
การใช้สารกาจัดแมลง (insecticides application)
การใช้สารกาจัดโรคพืช (fungicides application)
การใช้สารกาจัดวัชพืช (herbicides application)
์
การใช้จุลินทรี ยกาจัดศัตรู พืช (micro-organism)
อื่นๆ (others)
7. ความเสี่ยงจากการปนเปื้ อนสารเคมี/สารพิษทั้งจากนอกและในฟาร์ ม (Contamination Problems)
แหล่งสารเคมี/สารพิษ แปลงที่มี แปลงที่ไม่มี อธิบาย
(source) (yes, field#) (no, field#) (Remarks)
จากน้ า (water)
จากอากาศ (drift)
จากอุปกรณ์เครื่ องใช้ (equipment)
92
อื่นๆ (others)...........
8. การเก็บรักษาผลผลิต และการขนส่ ง (Storge of Produce and Tranportation)
โรงเก็บผลผลิต มี (available) อธิบาย
(storage facilities) ไม่มี (not available) (remarks)
มีผลผลิตจากแปลงเคมีเก็บไว้ดวยกัน้ มี (available) อธิบาย
(or. And con prod. are kept together) ไม่มี (not available) (remarks)
์
มีการจัดแยกผลผลิตอินทรี ยและเคมี ชัดเจน (clear) อธิบาย
(clear separation of both produces) ั
ไม่ชดเจน (not clear) (remarks)
การใช้สารเคมีในการเก็บรักษาผลผลิต ใช้ (yes) อธิบาย
(chemical treat in post-harvest preservation) ไม่ใช้ (no) (remarks)
การใช้สารเคมีในโรงเก็บ ใช้ (yes) อธิบาย
(chemical treatments for storage pest) ไม่ใช้ (no) (remarks)
กรรมวิธีอื่นๆ ในการกาจัดศัตรู ในโรงเก็บ ใช้ (yes) อธิบาย
(other treatment for storage pest) ไม่ใช้ (no) (remarks)
ั
บรรจุภณฑ์เป็ นไปตามมาตรฐาน ใช้ได้ (good) อธิบาย
(packaging complies with standards) ปรับปรุ ง (improve) (remarks)
การขนส่งผลผลิตเป็ นไปตามมาตรฐาน ใช้ได้ (good) อธิบาย
(Transportation complies with standards) ปรับปรุ ง (improve) (remarks)
9. การจัดการผลผลิตและการขาย (Post Harvest Management and Marking)
แปลงที่ ชนิดพืชหลัก ปริ มาณผลผลิตปี ที่แล้ว (กก.) ประมาณการผลผลิตปี นี้ (กก.)
(field no.) (main crops) (yield of last year-kg) (estimated yields of this year-kg)
์
รายได้จากการขายผลผลิตอินทรี ยของปี ล่าสุด (Total sale of organic produce last year)...................................................บาท
เอกสารการขายผลผลิตอินทรี ยล่าสุด
ี ใช้ได้ (good) หมายเหตุ
(last year sale document) ต้องปรับปรุ ง (improve) (Remarks)
ลักษณะการขาย ขายส่ง (wholesale) ู้
อธิบาย (ระบุผซ้ือและยีหอ) ่ ้
(sale channels) บรรจุขายเองและมียหอ ี่ ้ (Remarks : buyer and brand)
(pack with brand)
ั
บรรจุภณฑ์เพื่อขายเป็ นไปตามมาตรฐาน ใช้ได้ (good) อธิบาย
(packaging complies with standards) ต้องปรับปรุ ง (improve) (Remarks)
ฉลากเป็ นไปตามมาตรฐาน ใช้ได้ (good) อธิบาย
(labeling complies with standards) ต้องปรับปรุ ง (improve) (Remarks)
ผลิตภัณฑ์บรรจุเสร็จตามมาตรฐาน ใช้ได้ (good) อธิบาย
93
(finishing product complies with standards) ต้องปรับปรุ ง (improve) (Remarks)
10. ข้ อเสนอแนะสาหรับการปรับปรุงฟาร์ ม (Recommendation for Farm)
่
11. ข้ อเสนอแนะและเงือนไขสาหรับการรับรองมาตรฐาน (Recommendation and Conditions for Certification)
่
12. เอกสาร/ภารกิจทีต้องติดตามก่ อนการพิจารณารับรอง (Follow-up activities & documents before certification
decision)
รายการ (Action) ้
ผูรับผิดชอบ (Who) เสร็ จภายในวันที่ (When) หมายเหตุ (Note)
13. รับทราบและยืนยันว่ าข้ อมูลถูกต้อง (Confirmation)
ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าข้อมูลในรายงานการตรวจฟาร์มนี้เป็ นจริ งทุกประการ จึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็ นหลักฐาน
(The undersigned herewith confirm the findings of the present control visit as mentioned in this inspection report)
เกษตรกร (Farmer) ้
ผูตรวจ (Inspector)
................................................................................ ................................................................................
ลงนาม/วันที่/สถานที่ (Signature/date/location) ลงนาม/วันที่/สถานที่ (Signature/date/location)
่
14. รายการเอกสารทีแนบมาด้ วย (Appendices/no. of page)
1. 3.
2. 4.
15. ข้ อเสนอแนะสาหรับการตรวจครั้งต่ อไป (Recommendations for Future Inspection)
ั ิ ่
16. ตรวจสอบและอนุมตโดยเจ้ าหน้ าทีฝ่ายตรวจ คณะอนุกรรมการตรวจสอบและออกใบรับรอง กรมวิชาการเกษตร
(Approved by Inspection Officer, DOA)
ความเห็น ลงชื่อ/วันที่
ที่มา 14.2
94
คาแนะนามาตรฐานทางวิชาการของปุ๋ ยอินทรี ย ์
ปุ๋ ยชีวภาพ และปุ๋ ยแร่ ธรรมชาติ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2544
*************************
1. คาจากัดความ
95
1.1 ปุ๋ ยอินทรี ย์ หมายความว่า ปุ๋ ยที่ได้หรื อทามาจากการสับ บด หมัก ร่ อน หรื อทามาจากวัสดุ อินทรี ย ์
และไม่ใช่ปุ๋ยเคมี และปุ๋ ยชีวภาพ
1.1.1 ปุ๋ ยหมัก หมายความว่า ปุ๋ ยที่ได้จากวัสดุ อินทรี ย ์ ซึ่ งผลิ ตด้วยกรรมวิธีทาให้ข้ ึน สับ บด ร่ อน
โดยผ่านกรรมวิธีหมักอย่างสมบูรณ์ แต่ไม่ใช่ปุ๋ยเคมี ตาม พ.ร.บ. ปุ๋ ย 2518 มาตรา 3
1.1.2 ปุ๋ ยอิ นทรี ยผสมแร่ ธรรมชาติ หมายความว่า ปุ๋ ยอิ นทรี ยที่ มีส่วนผสมของแร่ ธาตุ ธรรมชาติ
์ ์
(ตามเอกสารแนบท้าย 1)
1.1.3 ปุ๋ ยอินทรี ยน้ า หมายความว่า ปุ๋ ยน้ าที่ได้จากการหมักวัสดุ อินทรี ย ์ ไม่ว่าจะเป็ นพืชหรื อสัตว์
์
หรื อรวมทั้งพืชและสัตว์
์
1.1.4 ปุ๋ ยคอก หมายความว่า ปุ๋ ยอินทรี ยที่ได้จากมูลและสิ่ งขับถ่ายจากสัตว์
์
1.1.5 ปุ๋ ยดินดา หมายความว่า ปุ๋ ยอินทรี ยที่ได้จากมูลและสิ่ งขับถ่ายของมนุษย์
1.1.6 หัว เชื้ อ จุ ลิ น ทรี ย ์ส าหรั บ ผลิ ต ปุ๋ ยอิ นทรี ย ์ หมายถึ ง จุ ลิ น ทรี ย ์ที่ มี จ านวนเซลล์ ต่อ หน่ ว ยสู ง
ซึ่ งถูกเพาะเลี้ยงโดยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ สาหรับผลิตปุ๋ ยอินทรี ย ์
1.2 ปุ๋ ย ชี ว ภ า พ ห ม า ย ค ว า ม ว่ า
์
ปุ๋ ยที่ได้จากการนาจุลินทรี ยที่มีชีวิตมาใช้ในการปรับปรุ งบารุ งดินทางชี วภาพ ทางกายภาพ และทางชี วเคมี
และให้หมายความรวมถึงหัวเชื้อจุลินทรี ย ์
- ชนิดของจุลินทรี ย ์ หมายถึง กลุ่มหรื อสกุลของจุลินทรี ยเ์ ป็ นภาษาทางวิทยาศาสตร์ ของจุลินทรี ย ์
- หั ว เ ชื้ อ จุ ลิ น ท รี ย์ ห ม า ย ถึ ง จุ ลิ น ท รี ย์ ที่ มี จ า น ว น เ ซ ล ล์ ต่ อ ห น่ ว ย สู ง
ซึ่ งถูกเพาะเลี้ยงโดยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ สาหรับผลิตปุ๋ ยชีวภาพ
- ผลิ ต หมายความว่า ทา เพาะเลี้ ยงเชื้ อ รวบรวม ผสม แปรสภาพ ปรุ งแต่ง เปลี่ ยนภาชนะบรรจุ
หรื อหี บห่อบรรจุซ่ ึ งปุ๋ ย
1.3 ปุ๋ ยแร่ ธาตุธรรมชาติ หมายความว่า ปุ๋ ยที่ได้จากการทาแร่ ธาตุที่มีในธรรมชาติ (ตามเอกสารแนบท้าย
1 ) ช นิ ด เ ดี ย ว ห รื อ ห ล า ย ช นิ ด ม า ผ ลิ ต เ ป็ น ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ ใ น รู ป เ ม็ ด ห รื อ ผ ง
เพื่อใช้ในการปรับปรุ งดินและเพิ่มธาตุอาหารพืชแก่ดิน
2. รายละเอียดข้ อกาหนดคุณสมบัติ
2.1 ปุ๋ ยอินทรีย์
2.1.1 ปุ๋ ยหมัก ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
่
1) ปริ มาณอินทรี ยวัตถุอยูระหว่างร้อยละ 25-50 โดยน้ าหนักของผลิตภัณฑ์
96
2) อัตราส่ วนของคาร์ บอนต่อไนโตรเจน ต้องไม่เกิน 20 ต่อ 1
3) ระดับค่าการนาไฟฟ้ า (Electrical Conductivity) ต้องไม่เกิน 3.5 เดซิซีเมน/เมตร(dS/m)
่
4) ระดับความเป็ นกรดเป็ นด่าง (pH) ต้องอยูในช่วง 5.5-8.5
5) ปริ มาณธาตุอาหารหลักของพืชไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P2O5) และโพแทสเซี ยม
้
(K2O) ต้องไม่นอยกว่าร้อยละ 1.0-0.5-0.5 โดยน้ าหนักตามลาดับ
6) ความชื้นและสิ่ งที่ระเหยได้ ต้องไม่เกินร้อยละ 35 โดยน้ าหนัก
7) ต้องมีขนาดผ่านตะแกรงร่ อนช่องสี่ เหลี่ยมขนาด 12.5x12.5 มิลลิเมตรได้หมด
้
8) เศษวัสดุอื่นๆ ที่ไม่ตองการ ได้แก่ หิ น กรวด ทราย เศษพลาสติก ฯลฯ ต้องไม่เกินร้อยละ
10 โดยน้ าหนัก
9 ) ต้ อ ง ไ ม่ มี วั ส ดุ อั น ต ร า ย เ ช่ น เ ศ ษ แ ก้ ว วั ส ดุ แ ห ล ม ค ม แ ล ะ โ ล ห ะ อื่ น
้
ที่เป็ นอันตรายต่อผูใช้เจือปน
10) ต้ อ งปลอดภัย จากธาตุ โ ลหะหนั ก และสารพิ ษ ที่ เ ป็ นอั น ตรายต่ อ มนุ ษ ย์ สั ต ว์
และสิ่ งแวดล้อม (ตามเอกสารแนบท้าย 3)
11) ต้องปลอดภัยจากจุลินทรี ยที่ก่อให้เกิดโรคต่อมนุษย์ สัตว์ และพืช
์
2.1.2 ปุ๋ ยอินทรีย์ผสมแร่ ธาตุธรรมชาติ ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
1) ปริ มาณอินทรี ยวัตถุไม่ต่ากว่าร้อยละ 10 โดยน้ าหนักของผลิตภัณฑ์
2) ต้องไม่เจือปนด้วยปุ๋ ยเคมีใดๆ
3) ระดับค่าการนาไฟฟ้ า (Electrical Conductivity) ต้องไม่เกิน 6 เดซิซีเมน/เมตร (dS/m)
่
4) ระดับความเป็ นกรดเป็ นด่าง (pH) ต้องอยูในช่วง 5.5-8.5
5) ปริ มาณธาตุอาหารหลักของพืชไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P2O5) และโพแทสเซี ยม
้
(K2O) ต้องไม่นอยกว่าร้อยละ 1.0-0.5-0.5 โดยน้ าหนักตามลาดับ
6) ความชื้นและสิ่ งที่ระเหยได้ ต้องไม่เกินร้อยละ 20 โดยน้ าหนัก
7) ต้องมีขนาดผ่านตะแกรงร่ อนช่องสี่ เหลี่ยมขนาด 12.5x12.5 มิลลิเมตรได้หมด
้
8) เศษวัสดุอื่นๆ ที่ไม่ตองการ ได้แก่ หิ น กรวด ทราย เศษพลาสติก ฯลฯ ต้องไม่เกินร้อยละ
10 โดยน้ าหนัก
9 ) ต้ อ ง ไ ม่ มี วั ส ดุ อั น ต ร า ย เ ช่ น เ ศ ษ แ ก้ ว วั ส ดุ แ ห ล ม ค ม แ ล ะ โ ล ห ะ อื่ น
้
ที่เป็ นอันตรายต่อผูใช้เจือปน
10) ต้ อ งปลอดภัย จากธาตุ โ ลหะหนั ก และสารพิ ษ ที่ เ ป็ นอั น ตรายต่ อ มนุ ษ ย์ สั ต ว์
และสิ่ งแวดล้อม (ตามเอกสารแนบท้าย 3)
11) ต้องปลอดภัยจากจุลินทรี ยที่ก่อให้เกิดโรคต่อมนุษย์ สัตว์ และพืช
์
2.1.3 ปุ๋ ยอินทรีย์นา ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
้
์
1) มีอินทรี ยคาร์บอน (organic carbon) ไม่ต่ากว่าร้อยละ 5 โดยน้ าหนัก
97
2) ต้องไม่เจือปนด้วยปุ๋ ยเคมีใดๆ
3) ระดับค่าการนาไฟฟ้ า (Electrical Conductivity) ต้องไม่เกิน 10 เดซิซีเมน/เมตร (dS/m)
4) ปริ มาณไนโตรเจนจากผลิตภัณฑ์พืชไม่เกินร้อยละ 2 จากผลิตภัณฑ์สัตว์ไม่เกินร้อยละ 3
โดยน้ าหนัก
5) ระดับความเป็ นกรดเป็ นด่าง (pH) ไม่เกิน 4.5
6) ต้ อ งปลอดภัย จากธาตุ โ ลหะหนั ก และสารพิ ษ ที่ เ ป็ นอั น ตรายต่ อ มนุ ษ ย์ สั ต ว์
และสิ่ งแวดล้อม
7) ต้องปลอดภัยจากจุลินทรี ยที่ก่อให้เกิดโรคต่อมนุษย์ สัตว์ และพืช
์
2.1.4 ปุ๋ ยคอก ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
1) ต้องไม่เจือปนด้วยปุ๋ ยเคมีใดๆ
2) ระดับค่าการนาไฟฟ้ า (Electrical Conductivity) ต้องไม่เกิน 6 เดซิซีเมน/เมตร (dS/m)
3) ปริ มาณธาตุอาหารหลักของพืชไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P2O5) และโพแทสเซี ยม
้
(K2O) ต้องไม่นอยกว่าร้อยละ 1.0-1.0-1.0 โดยน้ าหนักตามลาดับ
4) ปริ มาณอินทรี ยวัตถุไม่ต่ากว่าร้อยละ 35 โดยน้ าหนักของผลิตภัณฑ์
่
5) ระดับความเป็ นกรดเป็ นด่าง (pH) ต้องอยูในช่วง 5.5-8.5
6) ความชื้นและสิ่ งที่ระเหยได้ ต้องไม่เกินร้อยละ 35 โดยน้ าหนัก
้
7) เศษวัสดุอื่นๆ ที่ไม่ตองการ ได้แก่ กรวด ทราย เศษพลาสติก ฯลฯ ต้องไม่เกินร้อยละ 10
โดยน้ าหนัก
8) ต้ อ งปลอดภัย จากธาตุ โ ลหะหนั ก และสารพิ ษที่ เ ป็ นอั น ตรายต่ อ มนุ ษ ย์ สั ต ว์
และสิ่ งแวดล้อม
9) ต้องปลอดภัยจากจุลินทรี ยที่ก่อให้เกิดโรคต่อมนุษย์ สัตว์ และพืช
์
2.1.5 ปุ๋ ยดินดา ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
1) ต้องไม่เจือปนด้วยปุ๋ ยเคมีใดๆ
2) ระดับค่าการนาไฟฟ้ า (Electrical Conductivity) ต้องไม่เกิน 6 เดซิซีเมน/เมตร (dS/m)
3) ปริ มาณธาตุอาหารหลักของพืชไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P2O5) และโพแทสเซี ยม
้
(K2O) ต้องไม่นอยกว่าร้อยละ 1.0-1.0-1.0 โดยน้ าหนักตามลาดับ
4) ปริ มาณอินทรี ยวัตถุไม่ต่ากว่าร้อยละ 20 โดยน้ าหนักของผลิตภัณฑ์
่
5) ระดับความเป็ นกรดเป็ นด่าง (pH) ต้องอยูในช่วง 5.5-8.5
6) ความชื้นและสิ่ งที่ระเหยได้ ต้องไม่เกินร้อยละ 35 โดยน้ าหนัก
้
7) เศษวัสดุอื่นๆ ที่ไม่ตองการ ได้แก่ กรวด ทราย เศษพลาสติก ฯลฯ ต้องไม่เกินร้อยละ 10
โดยน้ าหนัก
98
8) ต้ อ งปลอดภัย จากธาตุ โ ลหะหนั ก และสารพิ ษ ที่ เ ป็ นอั น ตราย ต่ อ มนุ ษ ย์ สั ต ว์
และสิ่ งแวดล้อม
9) ต้องปลอดภัยจากจุลินทรี ยที่ก่อให้เกิดโรคต่อมนุษย์ สัตว์ และพืช
์
2.1.6 หัวเชื้อจุลนทรีย์สาหรับผลิตปุ๋ ยอินทรีย์ (ปุ๋ ยหมัก) ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
ิ
1 ) ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย เ ชื้ อ จุ ลิ น ท รี ย์ ที่ ต้ อ ง ก า ร อ า ก า ศ ( aerobe)
เป็ นประเภทที่ ย่ อ ยสลายเซลลู โ ลสได้ ดี ที่ อุ ณ หภู มิ 30 องศาเซลเซี ยส และ 45 องศาเซลเซี ยส
และเป็ นเชื้อแบบผสม ประกอบด้วยเชื้อราและแบคทีเรี ย
2) ระบุชนิดของเชื้อจุลินทรี ย ์
3) ระบุจานวนจุลินทรี ย ์ เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่ต่ากว่า 10 เซลล์ต่อ 1 กรัมของผลิตภัณฑ์
4) ระบุชนิดของวัสดุรองรับ (Carrier)
5) ความชื้นต้องไม่เกินร้อยละ 10 โดยน้ าหนัก
6) ความชื้นและสิ่ งที่ระเหยได้ ต้องไม่เกินร้อยละ 35 โดยน้ าหนัก
7) ต้ อ งปลอดภั ย จากธาตุ โ ลหะหนั ก และสารพิ ษ ที่ เ ป็ นอั น ตรายต่ อ มนุ ษ ย์ สั ต ว์
และสิ่ งแวดล้อม
8) ต้องปลอดภัยจากจุลินทรี ยที่ก่อให้เกิดโรคต่อมนุษย์ สัตว์ และพืช
์
2.1.7 หัวเชื้อจุลนทรีย์สาหรับผลิตปุ๋ ยอินทรีย์นา ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
ิ ้
1) ประกอบด้วยเชื้ อจุ ลินทรี ยประเภทที่ ย่อยสลายอิ นทรี ยวัตถุ ได้ และเป็ นเชื้ อแบบผสม
์
ประกอบด้วยเชื้อราและแบคทีเรี ย
2) ระบุชนิดของเชื้อจุลินทรี ย ์
3) ระบุจานวนจุ ลินทรี ย ์ เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่ต่ ากว่า 10 เซลล์ต่อ 1 มิลลิ ลิตร หรื อ 10
เซลล์ต่อ 1 กรัมของผลิตภัณฑ์ (ถ้าเป็ นชนิดผง)
4) ระบุชนิดของวัสดุรองรับ (Carrier/ ถ้าเป็ นชนิดผง)
5) ความชื้นต้องไม่เกินร้อยละ 20 โดยน้ าหนัก (ถ้าเป็ นชนิดผง)
6) ความชื้นและสิ่ งที่ระเหยได้ ต้องไม่เกินร้อยละ 35 โดยน้ าหนัก
7) ต้ อ งปลอดภั ย จากธาตุ โ ลหะหนั ก และสารพิ ษ ที่ เ ป็ นอั น ตรายต่ อ มนุ ษ ย์ สั ต ว์
และสิ่ งแวดล้อม
8) ต้องปลอดภัยจากจุลินทรี ยที่ก่อให้เกิดโรคต่อมนุษย์ สัตว์ และพืช
์
2.2 ปุ๋ ยชี วภาพ
ปุ๋ ยชี วภาพแบ่งออกได้เป็ นประเภทต่างๆ ได้แก่ ไรโซเบี ยม ไมโครซ่ า สาหร่ ายสี น้ าเงิ นแกมเขียว
์
และจุลินทรี ยอื่น เป็ นต้น
99
2.2.1 สาหร่ ายสี นาเงินแกมเขียว ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
้
1) ประกอบด้วยสาหร่ ายสี น้ าเงินแกมเขียวที่ตรึ งไนโตรเจนได้
2) ระบุชนิดของสาหร่ ายสี น้ าเงินแกมเขียวที่เป็ นองค์ประกอบของปุ๋ ยชีวภาพ
3) ระบุ ช นิ ดของสาหร่ ายสี น้ าเงิ น แกมเขี ย วซึ่ งต้ อ งไม่ ต่ า กว่ า 10 เซลล์ ต่ อ 1
กรัมของผลิตภัณฑ์
4) ระบุชนิดของวัสดุรองรับ (Carrier)
5) ความชื้นต้องไม่เกินร้อยละ 20 โดยน้ าหนัก
ั
6) มีลกษณะเป็ นเม็ด ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-6 มิลลิเมตร
7) ต้ อ งปลอดภั ย จากธาตุ โ ลหะหนั ก และสารพิ ษ ที่ เ ป็ นอั น ตรายต่ อ มนุ ษ ย์ สั ต ว์
และสิ่ งแวดล้อม
8) ต้องปลอดภัยจากจุลินทรี ยที่ก่อให้เกิดโรคต่อมนุษย์ สัตว์ และพืช
์
2.2.2 เชื้อไรโซเบียม ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
่
2.2.2.1 เชื้อไรโซเบียมชนิดผง (วัสดุรองรับไม่ผานการฆ่าเชื้อ) ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
1) ชื่อเชื้อไรโซเบียมถัว...
่
2) ประกอบด้ ว ยเชื้ อไรโซเบี ย มส าหรั บ ถั่ ว ... ในปริ มาณไม่ น้ อ ยกว่ า 10
เซลล์ต่อกรัม
ั ่
3) มีวสดุรองรับที่ผานตะแกรงขนาด 80 เมซ (mesh) ขึ้นไป
่
4) ระดับความเป็ นกรดเป็ นด่าง (pH) ต้องอยูในช่วง 6.5-7.0
5) มีความชื้นร้อยละ 40-50 โดยน้ าหนัก
6) บรรจุในพลาสติกปิ ดสนิท
7) ต้องปลอดภัยจากสารพิษที่เป็ นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่ งแวดล้อม
8) ต้องปลอดภัยจากจุลินทรี ยที่ก่อให้เกิดโรคต่อมนุษย์ สัตว์ และพืช
์
้
9) ควรใช้ไม่นอยกว่า 200 กรัม ต่อการคลุกเมล็ดถัวปลูกในพื้นที่ 1ไร่
่
2.2.2.2 เชื้อไรโซเบียมชนิดผง (วัสดุรองรับผ่านการฆ่าเชื้อ) ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
1) ชื่อเชื้อไรโซเบียมถัว... ่
2) ประกอบด้ ว ยเชื้ อไรโซเบี ย มส าหรั บ ถั่ ว ... ในปริ มาณไม่ น้ อ ยกว่ า 10
เซลล์ต่อกรัม
ั ่
3) มีวสดุรองรับที่ผานตะแกรงขนาด 80 เมซ (mesh) ขึ้นไป
่
4) ระดับความเป็ นกรดเป็ นด่าง (pH) ต้องอยูในช่วง 6.5-7.0
5) มีความชื้นร้อยละ 40-50 โดยน้ าหนัก
6) บรรจุในภาชนะที่ป้องกันความชื้นซึ่ งอากาศถ่ายเทเข้าออกได้สะดวก
7) ต้องปลอดภัยจากสารพิษที่เป็ นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่ งแวดล้อม
100
8) ต้องปลอดภัยจากจุลินทรี ยที่ก่อให้เกิดโรคต่อมนุษย์ สัตว์ และพืช
์
้
9) ควรใช้ไม่นอยกว่า 80 กรัม ต่อการคลุกเมล็ดถัวปลูกในพื้นที่ 1ไร่
่
2.2.2.3 เชื้อไรโซเบียมชนิดน้ า ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
1) ชื่อเชื้อไรโซเบียมถัว... ่
2) ประกอบด้ ว ยเชื้ อไรโซเบี ย มส าหรั บ ถั่ ว ... ในปริ มาณไม่ น้ อ ยกว่ า 10
่
เซลล์ต่อมิลลิเมตร อยูในวัสดุรองรับชนิดเหลว
3) บรรจุในภาชนะที่ไม่แตกหรื อชารุ ดเสี ยหายได้
่
4) ระดับความเป็ นกรดเป็ นด่าง (pH) ต้องอยูในช่วง 6.5-7.0
5) ต้องปลอดภัยจากสารพิษที่เป็ นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่ งแวดล้อม
6) ต้องปลอดภัยจากจุลินทรี ยที่ก่อให้เกิดโรคต่อมนุษย์ สัตว์ และพืช
์
้
7) ควรใช้ไม่นอยกว่า 80 ลบ.ซม. เมื่อคลุกเมล็ดปลูกในพื้นที่ 1ไร่
2.2.3 เชื้อไมโครซ่ า ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
1) ชื่อ ผลิตภัณฑ์ที่มีเชื้อไมโครซ่า
2) ระบุชนิดของเชื้อไมโครซ่า
3) ปริ มาณของเชื้อไม่นอยกว่า 25 สปอร์ ต่อวัสดุรองรับ 1 กรัม
้
4) ระบุชนิดของวัสดุรองรับ (Carrier)
5) ความชื้นต้องไม่เกินร้อยละ 20 โดยน้ าหนัก
6) ในรู ปผงให้มีขนาดไม่ต่ากว่า 60 เมซ (mesh) และในรู ปเม็ดมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-6
มิลลิเมตร
่
7) ระดับความเป็ นกรดเป็ นด่าง (pH) ต้องอยูในช่วง 5.5-8.5
7) ต้องปลอดภัยจากสารพิษที่เป็ นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่ งแวดล้อม
8) ต้องปลอดภัยจากจุลินทรี ยที่ก่อให้เกิดโรคต่อมนุษย์ สัตว์ และพืช
์
2.2.4 ปุ๋ ยจุลนทรีย์ย่อยละลายฟอสเฟต ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
ิ
์ ่ ่
1) ประกอบด้วยจุลินทรี ยที่ยอยละลายในฟอสเฟต ให้อยูในรู ปที่พืชใช้ประโยชน์ได้
์ ่
2) ระบุชนิดของจุลินทรี ยที่ยอยละลายในฟอสเฟต
3) ระ บุ จ านวนส ปอร์ หรื อปริ มาณเ ชื้ อจุ ลิ นทรี ย์ ที่ มี ชี วิ ต ต่ อ ก รั ม หรื อซี .ซี .
้
ของปุ๋ ยไม่นอยกว่า 10 เซลล์
4) ระบุชนิดของวัสดุรองรับ (Carrier)
5) มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 20 (ในกรณี ที่ผลิตภัณฑ์เป็ นเม็ดหรื อเป็ นผง)
6) ต้องปลอดภัยจากสารพิษที่เป็ นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่ งแวดล้อม
7) ต้องปลอดภัยจากจุลินทรี ยที่ก่อให้เกิดโรคต่อมนุษย์ สัตว์ และพืช
์
2.2.5 หัวเชื้อจุลนทรีย์สาหรับผลิตปุ๋ ยชี วภาพ ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
ิ
101
์
1) ประกอบด้วยจุลินทรี ยที่ตรึ งไนโตรเจนหรื อย่อยละลายฟอสเฟต
2) ระบุชนิดของเชื้อจุลินทรี ย ์
3) ระบุจานวนจุลินทรี ยเ์ มื่อรวมกันแล้วต้องไม่ต่ากว่า 10 เซลล์ ต่อ 1 กรัมของผลิตภัณฑ์
4) ระบุชนิดของวัสดุรองรับ (Carrier)
5) มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 10 โดยน้ าหนัก
6) ต้องปลอดภัยจากสารพิษที่เป็ นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่ งแวดล้อม
7) ต้องปลอดภัยจากจุลินทรี ยที่ก่อให้เกิดโรคต่อมนุษย์ สัตว์ และพืช
์
2.2.6 ปุ๋ ยแร่ ธาตุธรรมชาติ ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
1) ต้องไม่เจือปนด้วยปุ๋ ยเคมีใดๆ
2) ปริ มาณธาตุอาหารหลักของพืชไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P2O5) และโพแทสเซี ยม
้
(K2O) ต้องไม่นอยกว่าร้อยละ 1.0-0.5-0.5 โดยน้ าหนักตามลาดับ
3) ระบุจานวนจุลินทรี ยเ์ มื่อรวมกันแล้วต้องไม่ต่ากว่า 10 เซลล์ ต่อ 1 กรัมของผลิตภัณฑ์
4) ระบุส่วนประกอบของแร่ ธรรมชาติที่นามาผลิต
5) มีระดับค่าการนาไฟฟ้ า (Electrical Conductivity) ต้องไม่เกิน 6 เดซิซีเมน/เมตร (dS/m)
6) ต้องปลอดภัยจากสารพิษที่เป็ นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่ งแวดล้อม
7) ต้องปลอดภัยจากจุลินทรี ยที่ก่อให้เกิดโรคต่อมนุษย์ สัตว์ และพืช
์
3. มาตรฐานฉลากและบรรจุภัณฑ์
ต้องมีรายละเอียดบนภาชนะบรรจุ ดังนี้
- ชื่อการค้าและเครื่ องหมายการค้า
- ชนิดของผลิตภัณฑ์
- ปริ มาณบรรจุเป็ นน้ าหนักสุ ทธิ (ในระบบเมตริ ก)
- ้
ชื่อผูผลิตและสถานที่ผลิต
- ั
ระบุวสดุที่ใช้ผลิตและอัตราส่ วนที่ใช้
- ั
ระบุวนที่ผลิตและวันที่หมดอายุ (ถ้ามี)
- ิ
ระบุวธีการใช้ การเก็บรักษา และข้อควรระวัง
15.3 สรุ ปข่าวเกษตรอินทรี ย ์ 1-30 พฤศจิกายน 2552
ที่มา 14.2
102
Get documents about "