011 Chapter08

Document Sample
011 Chapter08 Powered By Docstoc
					                                       Chapter 8
                                                          Design
Aj. Khuanlux Mitsophonsiri   CS.324 & CS.313 System Analysis and Design   1
การออกแบบ
 Logical Design เป็ นเพียงการวิเคราะห์ในรายละเอียด ด้วยการมอง
  และกาหนดความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นภายในองค์ประกอบระบบ
 Physical Design เป็ นขั้นตอนถัดไป ที่จะทาให้ Logical Design
  เป็ นรู ปร่ างขึ้นมา และสามารถทางานได้จริ ง




                                                             2
Output Design
               ้
  เป็ นสิ่ งที่ตองทาก่อนการออกแบบข้อมูลเข้า (Input Design) ด้วย
  เหตุผลก็คือ รู ปแบบของรายงานมาจากข้อมูลที่นาเข้า
 โดยที่จะเริ่ มจากการเขียน Report layout form (ข้อมูลจาก
  Requirement & Data dictionary)
 Output Design
    – Report
    – Form
   สิ่ งที่สาคัญที่สุดของรายงานก็คือ ถูกต้องตรงตาม Requirement
                                                                  3
การแปลง Requirement & Data Dictionary




  Type 9 คือ Numeric
  Type X คือ Character                  4
การแปลง Requirement & Data Dictionary




                                        5
ชนิดของ Output
   กระบวนการต่าง ๆ เพื่อทาให้ได้มาซึ่งรายงานที่มีรูแบบต่าง ๆ กันที่
    ต้องการอาจจะมีกระบวนการดังนี้
    1. เรี ยกจากแฟ้ มข้อมูลโดยตรง (Retrieval from a data store)




                                                                       6
Ex. Retrieval from a data
store




                            7
ชนิดของ Output (ต่ อ)
                                                    ้
 2. เรี ยกโดยนาข้อมูลมาประมวลผลเพื่อให้ได้รายงานที่ตองการ
   (Transmission from a process)




                                                            8
Ex. Transmission from a process




                                  9
ชนิดของ Output (ต่ อ)
                      ์้
 3. รับข้อมูลโดยการคียขอมูลเข้า (Direct from an input source)




                                                                10
วัตถุประสงค์ ของ Output
 เพื่อใช้ในการติดต่อข่าวสารระหว่างกิจกรรมต่าง ๆ
 แสดงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบ
 แสดงกลไกในการทางาน
 เป็ นการยืนยันหรื อรับรองว่าเกิดการทางานจริ ง

 Important Objective
     • ถูกต้อง
     • ตรงตามความต้องการผูใช้   ้
     • เหมาะสม
     • รวดเร็ ว
     • เข้าใจง่าย/ ตัดสิ นใจได้เร็ ว
                                                   11
สิ่ งที่ควรพิจารณาในการออกแบบ Output
           ้
  ใครเป็ นผูใช้รายงานนี้
 ใช้ประโยชน์จากรายงานนี้อย่างไร
 รายละเอียดข้อมูลในรายงานต้องการมากเพียงใด
 รายงานนี้ มีความต้องการใช้บ่อยแค่ไหน เช่น ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน
 รายงานแสดงออกทางใด เช่น ทางจอภาพ หรื อทาง Printer




                                                                   12
การจัดรูปแบบรายงาน
   หัวรายงาน (Heading)
                                                   ่
    – เป็ นสิ่ งที่ควรจะมีในทุก ๆ หน้า เพื่อให้รู้วาเป็ นรายงานอะไร
    – ซึ่ งหากมีหลายหน้า ก็ควรจะระบุถึงเลขหน้าด้วย
    – สิ่ งที่ควรมีใน Heading
        •   ชื่อรายงาน
        •   เลขหน้า
        •   ชื่อหน่วยงาน
        •   วันที่/เวลา ที่ออกรายงาน



                                                                      13
การจัดรูปแบบรายงาน
   รายละเอียด (Details)
    – เป็ นส่ วนที่ใช้เนื้ อที่ภายในรายงานมากที่สุด เพราะเป็ นส่ วนแสดงข้อมูล
      ของรายงานนั้น ๆ
    – การแสดงข้อมูลจะต้องมีเงื่อนไขการควบคุมที่ต่างกันไป แต่ตอง      ้
      เหมาะสมกับรายงานนั้น ๆ ว่าจะให้มีหรื อไม่เช่น
        • Control Break (การควบคุมข้อมูลแบบกลุ่ม)
        • Conditions (เงื่อนไขการพิมพ์รายงาน)
        • Summaries (ผลสรุ ปรายงาน)




                                                                                14
การจัดรูปแบบรายงาน
   ผลสรุป (Summaries)
    – หมายถึง ผลสรุ ปทางสารสนเทศ
                                                                   ั
    – โดยผลสรุ ปที่ได้ ได้มาจากการประมวลผลของข้อมูลรายละเอียดที่จดเก็บ
      ไว้ในระบบ
    – Summaries จะไม่แสดงข้อมูลที่เป็ นรายละเอียดอีก
                                      ้
    – เป็ นรายงานที่มีความจาเป็ นต่อผูบริ หารมาก เพราะนาไปใช้ในการ
      ตัดสิ นใจ (Decision Support)




                                                                    15
การจัดรูปแบบรายงาน
   หมายเหตุ (Remarks)
    – เป็ นข้อมูลหมายเหตุ ประจารายงานนั้น ๆ
    – ซึ่ งอาจจะเป็ นคาแนะนา หมายเหตุ เพื่อให้ผอ่านรายงานนั้นทราบเนื้อหา
                                               ู้
      เฉพาะบางอย่าง ภายในรายงานนั้น ๆ
    – หรื อเพื่อความเข้าใจในรายงานนั้นมากขึ้น
    – ตัวอย่างเช่น ความหมายของเกณฑ์, ความหมายของเกรด,




                                                                      16
17
ประเภทของรายงาน
   รายงานแสดงรายละเอียด (Detailed Reports)
    –   เป็ นรายงานที่แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลนั้น
    –   ซึ่ งข้อมูลเป็ นอย่างไร เกี่ยวข้องอย่างไร นามาแสดงทั้งหมด
    –   อาจจะผ่านการประมวลผลหรื อไม่กได้       ็
    –   เช่น รายงานข้อมูลนักศึกษา รายงานข้อมูลอาจารย์ รายงานข้อมูลวิชา




                                                                         18
19
ประเภทของรายงาน
                     ้
    รายงานแสดงประวัติขอมูล (Historical Reports)
    – คล้ายกับ Detail Reports แสดงรายละเอียด
    – แต่จะเป็ นการแสดงข้อมูลที่เป็ น Detail ประจาวัน (Transaction) เพื่อใช้
      ในการตรวจสอบความถูกต้อง
    – เช่น Transaction การลงทะเบียน, การตรวจรักษาโรค




                                                                           20
21
ประเภทของรายงาน
   รายงานสรุ ปผลข้อมูล (Summary Reports)
                                   ู้
    – จัดเป็ นรายงานเพื่อนาเสนอแก่ผบริ หาร เพื่อนาไปทาการตัดสิ นใจ
    – โดยจัดเป็ นรายงานที่ไม่แสดงรายละเอียด (Detail)
                                                        ้
    – เช่น รายงานงบกาไรขาดทุน, รายงานยอดสรุ ปจานวนผูสอบตกรายวิชา




                                                                     22
23
ประเภทของรายงาน
   รายงานข้อยกเว้น หรื อกรณี พิเศษ (Exception Reports)
    – รายงานที่มีการกรองข้อมูลเฉพาะจุดที่สนใจ (Filter)
    – เช่น รายงานเฉพาะนักศึกษาที่เกรดเฉลี่ยต่ากว่า 2.00 , รายงานเฉพาะ
      นักศึกษาชั้นปี ที่ 3




                                                                        24
การนาเสนอข้ อมูลในรายงาน
   รูปแบบตาราง (Tabular Format)
    – ลักษณะสาคัญของรายงานชนิดนี้คือ Row , Column
    – ซึ่ งอาจจะมีการแสดงข้อมูลในแนว Horizontal หรื อ Vertical ก็ได้
       แล้วแต่ความเหมาะสมในการแสดงข้อมูล
    ตัวอย่ าง หน้า 23 เป็ นต้น




                                                                       25
การนาเสนอข้ อมูลในรายงาน
   รูปแบบกราฟ (Graph Format)
                                                 ้     ั
    – มักนาไปใช้การงานเชิงธุรกิจหรื ออื่น ๆ ที่ตองมีลกษณะของการ
      เปรี ยบเทียบ หรื อดูผลเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น
    – ความเข้าใจ (รู ปภาพ > ข้อความ).. ความง่าย/ ความรวดเร็ ว/ ….
                                                     ั
    – เพราะภาพบางภาพสามารถสร้างความเข้าใจได้ชดเจน มากกว่าสื่ อชนิด
      อื่น ๆ




                                                                     26
Ex. Graph Format




                   27
การนาเสนอข้ อมูลในรายงาน
   การใช้ ไอคอน (Using Icon)
    – จัดเป็ นการนาเสนอข้อมูลโดยใช้สัญลักษณ์ รู ปภาพ ไอคอน ต่าง ๆ แทน
      ข้อมูล แต่ถือเป็ นคนละชนิ ดกับ Graph เช่น




                                                                   28
ชนิดกระดาษ (Dot matrix only)
   กระดาษคาร์ บอนในตัว (Carbonless copies)
    –   เป็ นกระดาษที่เคลือบสารเคมีคาร์ บอนด้านหลังของกระดาษ
    –   มีแบบฟอร์ มที่สวยงาม แต่แพง
    –                                   ้
        ซึ่ งต้องมีการจัดสั่งพิมพ์จากผูผลิตโดยตรง
    –            ั                    ้
        มักใช้กบงานหรื อรายงานที่ตองพิมพ์ออกนอกองค์กร (เพราะสวย)
        External Report
   กระดาษคาร์ บอนที่แทรกไว้ในระหว่ างแผ่ น (Interleaved carbon
    copies)
                                       ่
    – เป็ นกระดาษที่จะมีแผ่นคาร์ บอนอยูระหว่างแผ่นกระดาษด้วยกัน
                                                ั่
    – มักจะไม่มีแบบฟอร์ ม ราคาไม่สูง หาซื้ อได้ทวไป
             ั
    – มักใช้กบงานภายในองค์กร (เพราะไม่สวย) Internal Report
                                                                   29
การออกแบบรายงานทางจอภาพ
   Output กับความประหยัดทรัพยากร
    – Hard Copy
    – Soft Copy
   ความต่างกันของ Printer (งาน, ราคา, ความสามารถ)
    – Dot matrix printer
    – inkjet printer
    – Laser printer


                                                     30
การออกแบบส่ วนนาเข้ า (Input Design)
 เริ่ มต้นด้วย Screen layout form ซึ่งเหมือนกันกับ Output Design
           ้
 แต่มีขอจากัดของพื้นที่บนหน้าจอ 25 x 80 (row, column)




                                                                31
วัตถุประสงค์ การออกแบบส่ วนนาเข้ า
   ควบคุมจานวน Input
     – พิจารณาถึงกาลังคน เวลาเตรี ยม ซึ่ งส่ งผลให้ค่าใช้จ่ายมีมากขึ้น
          ่
    หลีกเลียงความล่าช้ า
     – หลีกเลี่ยงช่วง Sit idle เพื่อให้ใช้ CPU ได้อย่างเต็มที่
          ่     ้          ่ ิ
    หลีกเลียงการปอนข้ อมูลทีผดพลาด
     – โดยการออกแบบระบบที่มีการกรองข้อมูลได้
          ่                          ่
    หลีกเลียงขั้นตอนพิเศษหรือขั้นตอนทีไม่ จาเป็ น
     – โดยการจัดหมวดหมู่กิจกรรมเข้าด้วยกัน ทาให้การ Input ทาได้เร็ วขึ้น
       ั
    มีข้นตอนการใช้ งานง่ าย
     – การควบคุมข้อมูลนาเข้า จะทาให้การทางานในครั้งหลังง่ายขึ้น
                                                                           32
การออกแบบฟอร์ มเอกสารกรอกข้ อมูล
                          ้
  ความง่ายในการกรอกของผูกรอก
                         ้
 ความง่ายในการอ่านของผูแปลความหมาย
 คาอธิ บายรายละเอียดของข้อมูลที่จะต้องกรอก เช่น รู ปแบบวันที่
  เวลา
                                            ่
 การให้ความสาคัญกับ Object แต่ละชนิ ดที่อยูบน Form
 การ Generate ข้อมูลเองของโปรแกรม โดยไม่จาเป็ นต้องกรอก




                                                                 33
                        ั
การออกแบบความสั มพันธ์ กบผู้ใช้
   การสร้างระบบขึ้นมา 1 ระบบ จาเป็ นต้องใช้ 2 วิทยาการ
    – เชิงคอมพิวเตอร์ ศาสตร์ กล่าวถึง การนาข้อมูลมาประมวลผลให้ได้มาซึ่ ง
                      ้
      สารสนเทศที่ตองการ
                                                            ั
    – เชิงจิตวิทยา กล่าวถึง ความสัมพันธ์ระหว่างคอมพิวเตอร์ กบมนุษย์ ใน
                    ้                ั
      การใช้งานที่ตองมีปฏิสัมพันธ์กนตลอดเวลา
                                                    ั ้
    ดังนั้น ระบบที่ดี ควรมีการออกแบบความสัมพันธ์กบผูใช้ได้เป็ น
    อย่างดีจึงถือเป็ นระบบที่สมบูรณ์ ควรมีการออกแบบการเลือกใช้
    คาสังต่าง ๆ ที่แสดงบนจอภาพที่สามารถสื่ อได้เข้าใจง่ายด้วย
        ่

                                                                       34
สิ่ งที่ควรคานึงถึงในการออกแบบความสั มพันธ์
 หัวข้อ (Headings and titles)
 รายละเอียดที่แสดง (Content of the display)
 คาสังการใช้งาน (Messages and instructions)
      ่
 คาอธิ บาย (Explanations)




                                               35
การออกแบบจอภาพในสั ดส่ วนที่ดี




                                 36
ตัวอย่ างการออกแบบจอภาพ (Text Mode)




                                      37
ตัวอย่ างการออกแบบจอภาพ (Graphic Mode)




                                         38
ข้ อดีของ GUI
 มีความสวยงาม
 เข้าใจได้ง่าย -> ทาให้ใช้งานได้ง่าย เพราะมีการสื่ อความหมายด้วย
  ภาพ ที่ทาให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
 สามารถมีหลาย ๆ หน้าต่างพร้อมกัน (Multitasking)




                                                                39
การออกแบบความสั มพันธ์ ด้วย Menu
                                          ั
  เป็ นความสัมพันธ์ประเภทหนึ่งที่นิยมใช้กนมากใน Application
  ปัจจุบน เพราะใช้งานได้ง่าย
        ั
 ลดภาระการจดจาคาสัง    ่
    ้
 ผูใช้ไม่จาเป็ นต้องทราบถึงวิธีคาสังงาน เพียงแค่คลิกเลือกคาสังจาก
                                    ่                         ่
  Menu ที่ประกฎอยูเ่ ท่านั้น ก็จะมี Event ต่าง ๆ ของการกระทานั้น
  ที่รองรับการทางานของ Menu นั้นขึ้นมาทางาน



                                                                 40
ตัวอย่ าง Menu (Pull Down Menu)




                                  41
ตัวอย่ าง Menu (Nested Menu)




                               42
ตัวอย่ าง Menu (Pop up Menu)




                               43
ตัวอย่ าง Menu (Switch board Menu)




                                     44
การออกแบบความสั มพันธ์ ด้วย Command
 เป็ นลักษณะของการสั่งงานด้วยประโยคคาสัง      ่
         ้
 ซึ่ งผูใช้จาเป็ นที่จะต้องจดจาคาสังการใช้งานเอาไว้
                                    ่
                        ั่
 โดยอาจจะพิมพ์สงผ่าน Command Window
 เช่น Foxpro, Dos




                                                       45
ตัวอย่ าง Command




                    46
การออกแบบความสั มพันธ์ ด้วย GUI
                            ั
  เป็ นความสัมพันธ์ที่ปัจจุบนค่อนข้างนิยมมาก เพราะเป็ นการสื่ อ
  ความหมายของการกระทาในรู ปแบบของ Graphic
 ผูใช้สามารถเข้าใจและสังงานผ่าน Interface ได้ง่ายกว่า
    ้                      ่
           ้
 แทบไม่ตองจดจาการทางาน เพราะเมื่อมองเห็นภาพก็สามารถสื่ อ
  ความหมายที่จะสังงานได้
                  ่




                                                                  47
ตัวอย่ าง GUI




                48
      ื่         ่
ทฤษฎีอน ๆ ทีเ่ กียวข้ อง
   Database Design
    – normalization
    – E-R model (Entity Relationship Model)
   Programming Design
    – Algorithm
    – System Flow Chart
    – Pseudo Code


                                              49
การจัดทา Prototype
 คือการจัดทาต้นแบบของผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่ง
                ็           ู้
 วัตถุประสงค์กคือ เพื่อให้ผใช้ได้เห็นภาพรวมของผลิตภัณฑ์น้ น ๆ ั
                     ั
  ก่อนที่ผลิตภัณฑ์น้ นจะสร้างขึ้น และเพื่อพัฒนาระบบให้ตรงตาม
  ความต้องการของผูใช้มากที่สุด เพื่อช่วยให้ตดสิ นใจได้ง่ายขึ้น
                       ้                     ั
 ตัวอย่างของ Prototype ในการสร้างระบบ
    –   Input/Output Form
    –   Pseudo Code
    –   Flow Chart
    –   Structure Chart
                                                               50
ประเภทของ Prototype
                           ้
    Prototype แบบทาแล้วโยนทิง (ร่ างคร่ าว ๆ)
    – เป็ นเทคนิคในการสร้างที่รวดเร็ ว แบบไม่ใส่ ใจมากนัก
    – ซึ่ งเหมาะกับงานที่ไม่มีความแน่นอน
    – แต่อย่างน้อยก็เพื่อที่จะได้ลดความเสี่ ยงในการดาเนินขั้นต่อไปได้
                   ั
    Prototype แบบมีพฒนาการ (รายละเอียด)
    – ตรงกันข้ามกับแบบแรก (มีการลงรายละเอียดหลัก ๆ ที่มีความแน่นอน
      ของระบบมากขึ้นเรื่ อย ๆ)
    – มีความชัดเจน และมีคุณภาพมากกว่าแบบแรก เพราะมีแนวโน้มที่พฒนาั
      ไปเป็ นระบบหรื อผลิตภัณฑ์จริ งได้มากกว่า
                                                                        51

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Tags:
Stats:
views:31
posted:7/20/2012
language:Thai
pages:51