Fact sheet - DOC by 4T0CRXpR

VIEWS: 24 PAGES: 7

									                                             1


                                   (ร่าง) Fact Sheet
                                                  ้
                         “ทาไมต้องแปรงฟันลูกรักตังแต่ฟันซี่แรก”

สถานการณ์ โรคฟันผุในเด็กเล็กในประเทศไทย

                ่ ั ั้                  ั             ั ี่                         ั
พบเด็กไทย เริมมีฟนผุตงแต่ 9 เดือน มีอตราการเกิดฟนผุทรวดเร็ว และมีการสูญเสียฟนก่อนวัยถึง 3-
10 ปี !!
     จากผลการสารวจสภาวะทันตสุขภาพแห่งชาติ ครังที่ 6 พ.ศ. 2550 พบว่าร้อยละ 61.4
                                                         ้
                                ั                                                ั
         ของเด็กไทยอายุ 3 ปี มีฟนผุอย่างน้อยหนึ่งซี่ โดยเด็กแต่ละคนจะเป็ นโรคฟนผุ ประมาณ 3.2
                  ่ ี ั                   ่            ่ ้             ้
         ซี่ จากทีมฟนน้านมเกือบครบทุกซีแล้ว (19.9 ซี) ทังนี้ในกลุ่มนี้รอยละ 2.33
             ่            ั       ้ ่ ั
         เริมมีการสูญเสียฟนแล้ว ทังทีฟนน้านมควรหลุดตามปกติในช่วงอายุ 6- 13 ปี
         (กองทันตสาธารณสุข 2550)

                                 ั
     จากการวิจยระยะยาวการเกิดฟนผุในเด็กเล็กในเด็กไทยอายุ
                ั                                             9-18       เดือนของทรงชัย
                                                             ั ั้
      ฐิตโสมกุลและคณะในปี พ. ศ. 2545 พบการเกิดฟนผุตงแต่อายุ 9 เดือน
            ั          ั
      และมีอตราการเกิดฟนผุอย่างรวดเร็ว (2.0%, 22.8% และ 68.1% ในวัย 9, 12 และ 18 เดือน
      ตามลาดับ)               และเป็ นทีน่าสนใจว่า
                                        ่                                ั            ้
                                                               การเกิดฟนผุในเด็กเล็กนัน
                                      ั
      สามารถพบภายหลังมีการงอกของฟนได้เพียงในระยะเวลา                  3-                6
                    ั้
      เดือนและพบได้ตงแต่ขวบแรกของเด็ก (Thitaspmakul S และคณะ                      2006)

ทาไม สุขภาพช่องปากของเด็กเล็ก จึงเป็ นเรื่องสาคัญ

                   ั        ั                   ั
"ผลเสียทีเ่ ห็นได้ชดคือหากฟนน้ านมผุนนส่วนอองฟนกราม
เด็กจะเกิดความเจ็บปวดจากการบดเคี้ยวอาหาร                ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ
  ่
ซึงไม่เพียงส่งผลต่อน้ าหนักตัวและการเจริญเติบโตอองร่างกายจนบางคนถึงกับอาดสารอาหารแล้ว
               ่
ยังส่งผลนนเรืองอองการพัฒนากล้ามเนื้อบริเวณนบหน้าและช่องปากตลอดจนการเจริญอองกระดูกอาก
รรไกรด้วย
      ้                          ่ี ั                                          ่ ่ ั
อีกทังจากการศึกษายังพบว่าเด็กทีมฟนน้ านมผุจะมีเชื้อโรคนนช่องปากมากและมีโอกาสเสียงทีฟนแท้จ
ะผุหรือเกิดการซ้อนเกได้สง"ู

               ั
"หากสูญเสียฟนผุนนส่วนหน้าหรือมีสดาคล้ า
                                ี                                         ั
                                                          ยังก่อนห้เกิดปญหาด้านบุคลิกภาพ
            ่
อาดความมันนจนนการพูดคุย                                                                ่
                                                                      ถูกล้อเลียนจากเพือนฝูง
  ่                ่ ั       ั                                      ่
ทีสาคัญเด็กบางคนเมือมีปญหาฟนน้ านมผุแล้วยังมีอาการลุกลามไปยังส่วนอืนๆอองร่างกาย          เช่น
ต่อมน้ าเหลืองโต                                             ติดเชื้อบริเวณนบหน้าและลาคอ
    ่                                   ้                             ั
เนืองจากความต้านทานโรคนนเด็กมีน้อยกว่าผูนหญ่มาก" ทพ.ญ.จันทนา อึ้งชูศกดิ์ กล่าว
                                              2


 ฟันน้านมมีประโยชน์ ไม่น้อยกว่าฟันแท้:
         ั                                       ั
  การมีฟนน้านมก่อให้เกิดประโยชน์ไม่น้อยกว่าการมีฟนแท้              ้    ่          ้
                                                                 ทังในเรืองการบดเคียว
  การออกเสียง                      ความสวยงาม                         รวมถึงบุคลิกภาพ
                         ั     ้ึ             ่
  และยังมีผลต่อการทาให้ฟนแท้ขนได้ตรงทิศทางทีควรจะเป็ นในเวลาทีเ่ หมาะสม
           ั
  ทาให้ลดปญหาทีตองมีการจัดฟน
                 ่ ้         ั          ช่วยทาให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในอนาคตอีกทางหนึ่ง

 ฟันไม่ดี มีผลทังต่อการเจริ ญเติ บโตทางด้านร่างกาย สติ ปัญญาและอารมณ์ ของเด็ก:
                      ้
                ั
  หากเด็กเล็กมีฟนผุในระดับทีกอให้เกิดความเจ็บปวดหรือมีการติดเชือของฟน
                                    ่่                                        ้      ั
  จะมีผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมของเด็ก อาทิ การมีน้าหนักและส่วนสูงต่ากว่าปกติ (Acs
  และคณะ,             1992,            Ayhan,      Suskan          และ            Yidrim      1996)
  เพราะในภาวะทีเด็กมีความเจ็บปวดและอยูในระหว่างการติดเชือของฟน
                  ่                            ่                     ้          ั
  เด็กจะรับประทานอาหารได้น้อยลง
  ในขณะเดียวกันอัตราการเผาผลาญพลังงานโดยรวมในร่างกายเพิมขึน                ่ ้
     ่
  เพือตอบสนองต่อการติดเชือ      ้                 รวมถึงการมีความเจ็บปวดทาให้รบกวนการนอน
                    ่             ่
  ส่งผลต่อการหลังฮอร์โมนทีควบคุมการเติบโตของร่างกาย
          ี                                ุ่                ั ั
  ทาให้มผลต่อพัฒนาการของเด็กในทีสด นอกจากนี้ โรคฟนผุยงส่งผลต่อคุณภาพชีวตของเด็ก            ิ
                           ้                                     ่
  ทาให้ไม่สามารถเคียวอาหารได้ดี ทาให้เลือกกินอาหารทีนิ่ม หรือเลือกอาหารได้น้อยลง
            ั                 ่
  ทาให้ได้รบสารอาหารทีไม่ครบถ้วน                                ่ ีั
                                              หรือเลือกอาหารทีมลกษณะให้พลังงานเร็ว              เช่น
  กลุ่มน้าตาล                                                          ี
                                                           ทาให้มผลต่อการเจริญเติบโตโดยรวม
                        ่
  หรืออาจมีความเสียงต่อการเกิดโรคอืนๆในอนาคต่                            (ref                    ่ ้
                                                                                         ขอจากพีซง)
                          ่ ี            ั                    ้
  นอกจากนี้ในเด็กทีมการสูญเสียฟนน้านมด้านหน้าบนไปตังแต่อายุน้อยๆ
                                                 ่ ่
  จะส่งผลต่อพัฒนาการในการพูดและความเชือมันในตนเองของเด็กอีกด้วย (Davies, 1998)

 ฟันผุแต่ละซี่ มีผลต่อฟันน้านมและฟันแท้ซี่อื่นๆในอนาคต:
                                          ั      ั     ้
  มีหลายการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการเกิดโรคฟนผุในฟนน้านมตังแต่เล็กๆ
                             ่ ่ื                                ู         ่
  จะมีการผุลุกลามของโรคในซีอนๆได้มากกว่าและมีจานวนรอยผุเกิดใหม่สงกว่าเด็กทีไม่ผุ
  (Johnson และคณะ (1986), Greenwell และคณะ (1990) Kaste และคณะ (1992)
  Grindefjord, Dahllof และ Modeer (1995))

 ฟันไม่ดีในเด็กเล็ก      มีผลต่อครอบครัว:                  ่       ั ่ี ี
                                                ในครอบครัวทีมเี ด็กฟนผุทมอาการปวด
  จะส่งผลทาให้เด็กโยเย                               และต้องการการดูแลมากกว่าปกติ
                       ้           ่
  รวมถึงการลางานของผูปกครองเพือนาเด็กไปรับการรักษา
                                        ้                      ่
  ทาให้เกิดการสูญเสียรายได้ของครอบครัวทังจากการลางานและในแง่คารักษา
                                 ิ
  เพราะถึงแม้ว่าจะมีพระราชบัญญัตประกันสุขภาพถ้วนหน้า
      ็
  แต่กไม่สามารถครอบคลุมได้ในทุกการรักษา
                                           3


    การรักษาฟันในเด็กเล็กมีความยุ่งยาก         ทาให้มีโอกาสสูญเสียฟั นเร็วกว่ากาหนด:
              ่                 ู้                             ่ ั         ู้ ่
     พบว่าครึงหนึ่งของทันตแพทย์ผให้บริการไม่สามารถให้การรักษาทีซบซ้อนแก่ผปวยได้
                      ้ ่ ่
     เนื่องจากปริมาณผูปวยทีมากและความยากในการให้บริการและจัดการพฤติกรรมของเด็ก
     ทาให้แนวทางการรักษาทีสามารถทาได้
                            ่                                          ่           ั
                                                                ไม่ได้ชวยในการเก็บฟนได้
                          ั                        ิ
     ทาให้เกิดการสูญเสียฟนน้านมเร็วกว่ากาหนด (ชุตมา ไตรรัตน์วรกุล, พิมพา จันทร
     และวราพรรณ                           ตันพัฒนอนันต์                         (2548))

        ฟันไม่ดีในเด็กเล็ก                                        มีผลต่อประเทศชาติ :
                             ่ ี                         ุ     ่ ี
       เพราะสุขภาพช่องปากทีดในวัยเด็กเป็ นรากฐานของการมีสขภาพทีดของประชากรในอนาคต
       ตลอดถึง                                 ู     ู่
                     การลงทุนในแง่การรักษาจะมีมลค่าทีสง    โดยในปี……            พบว่า
       มีการใช้งบประมาณ……บาทในการให้บริการการรักษาแก่เด็กเล็ก

สาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาการเกิ ดฟันผุในเด็กเล็ก

      ั                           ั         ี่ ่                    ั้
ปจจัยอองสาเหตุอองการเกิดโรคฟนน้ านมผุทสงผลเสียต่อวัยเด็กมากเช่นนี้นนมีหลายประการ
  ้       ั    ่
ทังจากปจจัยทีอาจนอกเหนือการควบคุม                                                 เช่น
                 ั ่                ่
โครงสร้างอองฟนทีสร้างไม่สมบูรณ์เนืองจากคลอดก่อนกาหนด
มีน้ าหนักตัวแรกเกิดน้อยหรือแม่มการติดเชื้ออณะตังครรภ์
                                ี                ้                     ้      ั
                                                                   แต่ตนตออองปญหาหลักๆ
    ่
ทีสามารถจัดการได้ ได้แก่ พฤติกรรมการเลี้ยงดู โดยเฉพาะการทาความสะอาดนนช่องปากและ
                        ่
การรับประทานอาหารทีไม่เหมาะสม

    ทังนี้ จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็ นระบบ โดย Harris และคณะ (2004) พบว่า
       ้
         ั    ่             ั                                      ั              ้
     ปจจัยเสียงต่อการเกิดฟนผุในเด็กอายุต่ากว่า 6 ปี ได้แก่ การแปรงฟนน้อยกว่า 1 ครังต่อวัน
                   ้                                     ่               ั
     ระดับของเชือ S.mutans และการรับประทานทีเ่ สียงต่อการเกิดโรคฟนผุ นอกจากนี้
     จากการศึกษาระยะยาวในต่างประเทศ
                                 ิ   ์ ่ี ั
     พบว่าการสะสมแผ่นคราบจุลนทรียทฟนตัดบนในทารกอายุ                  19             เดือน
                     ่                ั
     เป็ นตัวทานายทีสาคัญว่าเด็กจะมีฟนผุใน 18 เดือนข้างหน้า (Alalussua และ Mamivirta,
     1994)                                             ั
                                ในประเทศไทยจากการวิจยระยะยาว                        พบว่า
           ั ่ ี              ั             ั
     ปจจัยทีมความสัมพันธ์กบการเกิดโรคฟนผุในเด็กนัน  ้
                 ่
     ส่วนหนึ่งเกียวกับการบริโภคอาหารขบเคียว   ้       น้าอัดลม         ้
                                                                     ตังแต่อายุ         9
                          ั
     เดือนและไม่ได้แปรงฟนแม้ว่าอายุ 9 เดือนแล้ว (Thitasomakul S และคณะ 2009)

    นอกจากนี้                                                       จากการติดตาม
                        ้         ้
     "ศึกษาพฤติกรรมการเลียงดูของผูปกครองต่อสภาวะสุขภาพช่องปากของเด็กวัยเรียน"
          ่ ้                   ่ ้
     ในหมูบานหนองหว้าน้อยและหมูบานนามะเฟืองเหนือ       จังหวัดหนองบัวลาภู         ของ
     ทพ.ญ.วรางคณา         อินทโลหิต      สานักงานสาธารณสุขหนองบัวลาภู           ้ ั
                                                                              ชีชดว่า
                                                   4


                         ้              ั           ั     ุ ั้
       พฤติกรรมการเลียงดูในกลุ่มเด็กฟนผุและเด็กฟนไม่ผนนแตกต่างกันโดยสินเชิง  ้              โดย
             ้                        ั                                 ่
       ผูเ้ ลียงดูบุตรหลานในเด็กกลุ่มฟนไม่ผุ จะหย่านมแม่หรือนมขวดเมืออายุไม่เกิน 1 ขวบครึง     ่
                                 ้
       ให้ความสาคัญกับอาหารมือหลัก                 หลังดื่มนมมีการดื่มน้าตามหรือล้างปากทุกครัง   ้
                           ู
       จากัดค่าขนมให้ลกไม่เกินวันละ        5    บาท                                       ้
                                                            ส่งผลให้การบริโภคขนมมีเป็ นครังคราว
           ่                 ั ู ้        ั ่ ้
       ทีสาคัญมีการแปรงฟนให้ลกตังแต่ฟนเริมขึน                          2-4                    ซี่
       และมีการกากับอย่างใกล้ชดให้แปรงฟนวันละ
                                   ิ         ั                         2                    ครัง   ้

       ขณะทีพฤติกรรมของผูเลียงดูบุตรหลานในเด็กกลุ่มฟนผุ
              ่            ้ ้                         ั                                 นัน้
                                               ่
       คือเด็กจะหย่านมหรือเลิกดูดนมจากขวดช้าเมืออายุ                   2-4                  ปี
                                          ี
       ชอบปล่อยให้เด็กหลับคาขวดนมโดยไม่มการดื่มน้าหรือล้างปากตาม
                ั                                ้                             ้    ่
       เด็กได้รบนมรสหวานเกินวันละ 3 กล่อง อีกทังยังมีการให้เด็กดื่มนมหรือนมเปรียวอยูบ่อยครัง  ้
       ปล่อยให้เด็กรับประทานขนมตามใจชอบ                              ่      ้
                                                                   ทีสาคัญผูปกครองไม่ได้ใส่ใจ
                      ั            ่
       ดูแลการแปรงฟนของเด็กเท่าทีควร

       ทพ.ญ.                          จันทนา                       ้ ั
                                                                 อึงชูศกดิ ์                     กล่าวว่า
                                        ้              ั                     ่ ั
       สาเหตุทเ่ี ป็ นเช่นนี้เนื่องจากผูปกครองยังมีทศนคติและความรูเ้ รืองฟนน้านมผุในบุตรหลานทีผิ        ่
       ด                                                   ่ ั            ั้     ่        ่ี
                                              คิดว่าการทีฟนน้านมผุนนเป็ นเรืองปกติทพบในเด็กเล็ก
                              ั                      ่   ั
       เนื่องจากวันหนึ่งฟนน้านมจะต้องหลุดไปเพือให้ฟนแท้เกิดมาทดแทน
               ้
       อีกทังเด็กยังไม่สามารถทาความสะอาดด้วยตนเองได้
                     ้ ้
       เพราะฉะนันผูปกครองจึงเป็ นส่วนสาคัญ
             ่ี ่               ้                              ่
       แต่ทผานมาพบว่าผูปกครองส่วนใหญ่จะให้เด็กทาเองซึงก็ทาบ้างไม่ทาบ้าง
                          ั
       หรือหากแปรงฟนเองก็อาจจะไม่สะอาด
                                                   ้
       อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากทัศนคติของผูปกครองแล้ว                                                  ้
                                                                               ภาวะเศรษฐกิจของผูเ้ ลียง
       สภาวะแวดล้อม
                                                 ้                      ั
       และค่านิยมในการกินขนมของเด็กเล็กนันล้วนส่งเสริมให้เกิดฟนผุมากเช่นกัน (คัดลอกจาก
         ั
       ฟนผุในเด็กเล็ก                                                                        ั ่
                                                                                   ภัยใกล้ตวทีคาดไม่ถง    ึ
                  ้ั
       โดย ผูจดการออนไลน์ 27 กรกฎาคม 2547 09:24 น.)

แนวทางการแก้ไขปัญหาการเกิ ดฟันผุในเด็กเล็ก
                                      ั
        แนวทางการควบคุมและแก้ไขปญหาประการสาคัญ
           ้
คือการลดเชือโรคในช่องปากโดยการทาความสะอาดช่องปาก
การควบคุมอาหารโดยเฉพาะอาหารหวาน                                 และส่งเสริมการใช้ฟลูออไรด์
                     ั
รวมถึงการรักษาหากมีปญหาเกิดขึนแล้ว
                                ้           ซึงจะเห็นได้ว่า
                                              ่             การป้องกันสาเหตุการเกิดโรคนัน
                                                                                        ้
สามารถดาเนินการโดยตรงได้จากครอบครัว                                  ่
                                                             ในขณะทีบุคลากรทางการแพทย์
                         ่ ้            ่
ภาคส่วนต่างๆควรส่งเสริมเพือเอือให้เกิดสิงแวดล้อม                           ระบบการบริการ
การสร้างเสริมศักยภาพของครอบครัวและชุมชนในการดูแลสุขภาพช่องปากของเด็กให้ได้อย่างมีประสิ
ทธิภาพ
                                                             5



แนวทางการแก้ไขปัญหาเชิ งรุก
                                                 ่ ี
           เนื่องจากการสร้างเสริมสุขภาพช่องปากทีดของเด็กเล็ก
       ่ ่ ้                                         ่       ั ้ ้
เป็ นเรืองทีตองทาอย่างต่อเนื่องและรอบด้าน ในขณะทีสภาพปญหานันรุกลาอย่างรวดเร็ว ดังนัน      ้
                                   ี ่ี
จึงควรให้ความสาคัญกับยุทธวิธทสามารถดาเนินการได้โดยครอบครัวโดยตรง            มีความเป็ นไปได้
                                 ้          ่                      ั ่
ประหยัด ทาได้ในระยะเวลาสัน แต่กอเกิดผลในระยะยาวในการสร้างสุขนิสยทีดี ในขณะเดียวกัน
                                        ิ่     ู ้
ก็เป็ นส่งเสริมวัฒนธรรมของการให้สงดีๆให้แก่ลกตังแต่ปฐมวัย                      ่
                                                                    จึงเป็ นทีมาของแนวคิด
                         ั
ของการรณรงค์ “แปรงฟนลูกรักตังแต่ฟนซีแรก”
                                      ้    ั ่

เหตุผลสนับสนุน การแปรงฟันลูกรักตังแต่ฟันซี่แรก  ้
    การแปรงฟันตังแต่อายุยงน้ อย้         ั                     ช่วยลดโอกาสการเกิ ดฟันผุได้                                :
                                                                    ั ้
       การศึกษาในหลายประเทศสนับสนุนว่าการแปรงฟนตังแต่อายุยงน้อยจะลดโอกาสการเกิดฟน   ั                                    ั
       ผุได้ (Carino และคณะ (2003), Jose และ King (2003), Peretz และ Gluck 2006, Chan
       และคณะ (2002), Wendt และคณะ (1994))
    การแปรงฟันมีโอกาสลดฟั นผุแม้ว่าการควบคุมการรับประทานอาหารที่ เสี่ยงต่อการเกิ
       ดฟันผุยงไม่ได้ผล: พบว่า เด็กทีรบประทานอาหารว่างบ่อย แต่มการแปรงฟนสม่าเสมอ
                     ั                              ่ั                                        ี          ั
                   ั                    ่ ่                                     ี
       จะมีฟนผุน้อยกว่าเด็กทีไม่คอยรับประทานอาหารว่าง แต่มการทาความสะอาดช่องปากทีไม่ดี                               ่
       (Paunio และคณะ (1993), Stecksen-Blicks และ Holm (1995), Gibson และ Williams
       (1999)) อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า จะละเลยการควบคุมการรับประทานอาหารหวาน
                             ่ ่ ้
       หากแต่เป็ นสิงทีตองทาควบคู่                     และดาเนินงานร่วมกันกับโครงการเด็กไทยไม่กนหวาน             ิ
                       ่                           ั ่ี ี
       เพราะจะยิงส่งผลทาให้เกิดการลดฟนผุทมประสิทธิผลมากขึน                        ้
    การแปรงฟันที่ ถกวิ ธีและมีการใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์
                                    ู
       ช่วยลดโอกาสการเกิ ดฟันผุได้:
       ทังนี้ยงพบว่าการทาความสะอาดช่องปากเด็กอย่างถูกต้องจะสัมพันธ์กบการมีฟนผุทน้อยลง
         ้ ั                                                                                ั          ั ่ี
       (ชุตมาิ                ไตรรัตน์วรกุล        ระพีพรรณ             โชคสมบัตชย    ิ ั       2541)                  ้
                                                                                                                     ทังนี้
                 ่
       เป็ นทียอมรับกันมาเป็ นระยะเวลานานว่า
                         ั                    ั                               ั
       การแปรงฟนด้วยการใช้ยาสีฟนผสมฟลูออไรด์จะมีผลลดฟนผุในเด็กมากกว่าการไม่ใช้ยาสีฟ ั
                                      ึ
       นผสมฟลูออไรด์ได้ถงร้อยละ15-30 (ref USA)
    เริ่ มแปรงฟันได้เร็ว                     สร้างสุขนิ สยที่ ดีได้ง่าย:
                                                          ั                                          ั ้
                                                                                        การแปรงฟนตังแต่ฟนซีแรก     ั ่
                                  ั                         ้              ่
       เป็ นการสร้างวินยให้แก่เด็กในการมีความคุนชินในการมีชองปากทีสะอาดและช่วยให้ผปกครอ   ่                   ู้
       งได้มโอกาสสังเกตพัฒนาการในช่องปากรวมถึงการเกิดฟนผุตงแต่ในระยะเริมแรก
               ี                                                             ั ั้                  ่
                           ้
       และการฝึกตังแต่เล็กมีโอกาสในการยอมรับของเด็กในการทาความสะอาดเมือเด็กโตขึนได้มา            ่          ้
       กขึน ทาให้ลดโอกาสการเสียงต่อการเกิดฟนผุได้มากขึน
           ้                                ่                 ั         ้

                           ้
          วิ ธีการแปรงฟันตังแต่ซี่แรกให้ลูกรักอย่างถูกวิ ธี
                                      6


             ั ้      ั ่                              ั ่ ี่
 แปรงฟนตังแต่ฟนซีแรกขึน ด้วยยาสีฟนทีมสวนผสมของฟลูออไรด์ 500 ppm
                                 ้
  ในปริมาณขนาดแตะปลายขนแปรงพอชืน (Smear)           ้
                    ั ่ ีั
 เลือกแปรงสีฟนทีมลกษณะขนแปรงนุ่ม                                               หน้าตัดเรียบ
                ่                     ั
  หัวเล็กทีสามารถครอบคลุมฟนประมาณ 3 ซี่ และมีดามจับทีใหญ่          ้  ่
              ั                                               ั
 แปรงฟนให้แก่เด็กวันละ 2 คร้ง โดยอาจแปรงฟนในช่วงอาบน้าให้แก่เด็ก
 ผูปกครอง
    ้                                            ่          ่ ่ ่
                                   ควรให้เด็กอยูในท่ากึงนังกึงนอนหรืออาจให้เด็กนอนบนตัก
           ่               ั                                    ้
  โดยทีสามารถแปรงฟนได้อย่างรอบด้านและใช้ผาสะอาดเช็ดเหงือกในบริเวณทีเ่ หลือ
         ้
  เช็ดลินด้วยผ้าสะอาด                                                                ่ ้
                                                                        และเช็ดฟองทีเกิดขึน
      ้           ื            ่        ั            ั
  ทังนี้ควรใช้มออีกข้างทีไม่ได้จบแปรงสีฟน ช่วยประคองคางเด็ก ใช้น้ิวช่วยดันแก้ม
  และริมฝีปากออก เพือให้เห็นบริเวณทีจะแปรง วิธน้ียงช่วยป้องกันไม่ให้แปรงสีฟน
                             ่                 ่                  ี ั                      ั
  กระแทกถูกริมฝีปาก หรือกระพุงแก้มของเด็ก ้
 ผู้ปกครองควรแปรงให้เด็กอย่างต่อเนื่ องจนถึงอายุประมาณ                        7-8     ขวบ
  ซึ่งจะเป็ นช่วงอายุที่เด็กมีการพัฒนาของกล้ามเนื้ อมัดเล็ก                        ได้ดีแล้ว
  หรือสังเกตจากที่ เด็กผูกเชือกรองเท้าได้ด้วยตัวเอง
                                           7


         เอกสารอ้างอิ ง

1. Horowitz HS, Law FE, Thompson MB, Chamberlin SR. Evaluation of a stannous
    fluoride dentifrice for use in dental public health programs. I. Basic findings. J Am
    Dent Assoc 1966;72:408--22.
2. James PMC, Anderson RJ. Clinical testing of a stannous fluoride-calcium
    pyrophosphate dentifrice in Buckinghamshire school children. Br Dent J 1967;123:33--
    9.
3. Jordan WA, Peterson JK. Caries-inhibiting value of a dentifrice containing stannous
    fluoride: final report of a two year study. J Am Dent Assoc 1959;58:42--4.
4. Muhler JC. Effect of a stannous fluoride dentifrice on caries reduction in children
    during a three-year study period. J Am Dent Asoc 1962;64:216--24.
5. Stookey GK. Are all fluoride dentifrices the same? In: Wei SHY, ed. Clinical uses of
    fluorides: a state of the art conference on the uses of fluorides in clinical dentistry:
    May 11 and 12, 1984, Holiday Inn, Union Square, San Francisco, California.
    Philadelphia, PA: Lea & Febiger, 1985:105--31.
6. Clarkson JE, Ellwood RP, Chandler RE. A comprehensive summary of fluoride
    dentifrice caries clinical trials. Am J Dent 1993;6(special issue):59--106.
7. Stamm JW. The value of dentifrices and mouthrinses in caries prevention. Int Dent J
    1993;43:517--27.
8. Mellberg JR, Ripa LW. Fluoride dentifrices. In: Mellberg JR, Ripa LW. Fluoride in
    preventive dentistry: theory and clinical applications. Chicago, IL: Quintessence
    Publishing Co., 1983:215--41.
9. Mellberg JR. Fluoride dentifrices: current status and prospects. Int Dent J 1991;41:9--
    16.
10. Richards A, Banting DW. Fluoride toothpastes. In: Fejerskov O, Ekstrand J, Burt BA,
    eds. Fluoride in dentistry. 2nd ed. Copenhagen: Munksgaard, 1996:328--46.

								
To top