Slide 1

Document Sample
Slide 1 Powered By Docstoc
					        หลักเศรษฐศาสตร์ 1
(Principles of Economics I)

       อาจารย์ เอกลักษณ์ พิเชฐโสภณ
      E-mail: p.akalak@stjohn.ac.th
บทที่ 1
           ้
ความรู้ เบืองต้ นทางเศรษฐศาสตร์
 คานิยามของวิชาเศรษฐศาสตร์

         ้
 ปัญหาพืนฐานทางเศรษฐกิจ

                                 ้
 ระบบเศรษฐกิจและการแก้ ไขปัญหาพืนฐานทางเศรษฐกิจ

 วิธีการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์

 Positive Economics และ Normative Economics

 เครื่องมือการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์
   คานิยามของวิชาเศรษฐศาสตร์
คานิยามทีเ่ น้ นถึงสวัสดิการทางเศรษฐศาสตร์
                                   ่            ีิ
      “ศึกษาถึงสิ่ งต่ าง ๆ ทีเ่ กียวกับการอยู่ดกนดีของมนุษย์ ”
                                                      ิ
      “เศรษฐศาสตร์ เป็ นศาสตร์ ว่าด้ วยการดารงชีวตตามปกติ
  ของมนุษย์ โดยศึกษาถึงการกระทาของสั งคมและปัจเจกชน
                 ่                              ้ ่
  เฉพาะส่ วนทีมีความสั มพันธ์ อย่ างแน่ นแฟนทีสุดกับการ
                    ีิ                  ั          ่
  บรรลุความอยู่ดกนดี และการใช้ วตถุปัจจัยเพือการอยู่ดกน    ีิ
  ดี”
คานิยามของวิชาเศรษฐศาสตร์
คานิยามที่เน้ นถึงความหามาได้ ยากของทรัพยากร
                      ื
       “เศรษฐศาสตร์ คอศาสตร์ ที่ศึกษาถึงการเลือกหา
            ่
  หนทางทีจะใช้ ปัจจัยการผลิตอันมีอยู่อย่ างจากัด
     ่                                     ั
  เพือให้ บรรลุความสาเร็จตามจุดประสงค์ อนมีอยู่
  มากมายนับไม่ ถ้วน”
คานิยามของวิชาเศรษฐศาสตร์

สรุ ป
       คือ ศาสตร์ ที่ว่าด้ วยการจัดสรรทรัพยากรทีมีอยู่
                                                ่
  อย่ างจากัดไปใช้ ในการผลิตสิ นค้ าและบริการ เพือ่
                                        ี่
  ตอบสนองความต้ องการของมนุษย์ ทมีอยู่อย่ างไม่
  จากัด
Definition of Economics
  1. Resources or Factor of Productions
  2. Goods and Services
  3. Scarcity and Surplus
  4. Choice and Choose
  5. Opportunity Cost
 Resources or Factor of Productions
            ิ
 Land (ที่ดน)          ผลตอบแทน คือ   Rent (ค่ าเช่ า)
 Labor (แรงงาน)        ผลตอบแทน คือ   Wage (ค่ าจ้ าง)
 Capital (ทุน)         ผลตอบแทน คือ   Interest
                               ้
                        (ดอกเบีย)
 Entrepreneur (ผู้ ประกอบการ)
                        ผลตอบแทน คือ   Profit (กาไร)
Goods and Services
 Economics Goods (เศรษฐทรัพย์ หรือสิ นค้ าเศรษฐกิจ)
                                  ้
  คือ สิ นค้ าที่มนุษย์ สร้ างขึนและมีต้นทุนการผลิต
       - Private Goods (สิ นค้ าเอกชน) คือ สิ นค้ าที่เป็ น
                                                ่
  สิ ทธิ์ส่วนบุคคล สามารถกีดกันไม่ ให้ คนอืนใช้ ได้
       - Publics Goods (สิ นค้ าสาธารณะ) คือ สิ นค้ าที่ไม่
                                ่
  สามารถกีดกันไม่ ให้ คนอืนใช้ ได้
                                                     ้
 Free Goods (สิ นค้ าไร้ ราคา) คือ สิ นค้ าที่เกิดขึนเองตาม
  ธรรมชาติ จึงไม่ มีต้นทุนการผลิต
Scarcity and Surplus
 Resources    < Want = Scarcity
      เมื่อใดก็ตามที่ทรัพยากร (สิ นค้ าและบริการ) มีไม่
  เพียงพอต่ อความต้ องการของมนุษย์ ระบบเศรษญกิจ
  ในช่ วงนั้นจะเกิดความขาดแคลน
 Resources > Want = Surplus
       เมื่อใดก็ตามที่ทรัพยากร (สิ นค้ าและบริการ) มี
  มากเกินความต้ องการของมนุษย์ ระบบเศรษญกิจ
  ในช่ วงนั้นจะเกิดความต้ องการส่ วนเกิน
Choice and Choose
      ดังนั้น จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่ างจากัดทาให้ มนุษย์
 จาเป็ นที่จะต้ องค้ นหาทางเลือก (Choice) ที่จะจัดสรร
                  ่
 ทรัพยากรเพือก่ อให้ เกิดประโยชน์ สูงสุ ด
      ซึ่งโดยปกติแล้ วมนุษย์ มักจะตัดสินใจเลือก (Choose)
                 ี ี่
 ทางเลือกที่ดทสุดให้ กบตนเอง ั
               ่           ั
      และเมือมนุษย์ ตดสิ นใจเลือกทางเลือกใดทางเลือกหนึ่ง
 ไปแล้ ว จะเกิดต้ นทุนทางเศรษฐศาสตร์ ชนิดหนึ่ง ซึ่ง
 เรียกว่ า ต้ นทุนค่ าเสี ยโอกาส (Opportunity Cost)
ต้ นทุนค่ าเสี ยโอกาส
(Opportunity Cost)
      ต้ นทุนค่ าเสี ยโอกาส คือ มูลค่ าสู งสุ ดของทางเลือกที่
 สู ญเสี ยไปจากการเลือกทางเลือกใดทางเลือกหนึ่ง เช่ น
              ทางเลือก             มูลค่ าของรายได้ ตลอดชีพ
  1    รับราชการ                           20 ล้านบาท
  2         ั
       บริษทเอกชน                          25 ล้านบาท
  3    ธุรกิจส่ วนตัว                      30 ล้านบาท
  4    ทางานในต่ างประเทศ                  35 ล้านบาท
Opportunity Cost:
Production Possibility Curve (PPC)
      คือ เส้ นที่แสดงถึงจานวนต่ างๆ ของสิ นค้ า 2 ชนิดที่ประเทศ
                                      ี
 หนึ่งสามารถผลิตได้ ด้วยทรัพยากรที่มอยู่ อย่ างเต็มประสิ ทธิภาพ ใน
                              ี
 ระยะเวลาหนึ่งด้ วยเทคนิคที่มอยู่ในขณะนั้น
 ข้ อสมมติ คือ
       - ทรัพยากรที่ใช้ ในการผลิตคงที่
                        ี่
       - ใช้ เทคโนโลยีทมีอยู่ในขณะนั้น
                           ่
       - ปัจจัยการผลิตทีใช้ ในการผลิตสิ นค้ าแต่ ละชนิดทดแทนกันได้ แต่
 ไม่ สมบูรณ์
Production Possibility Curve (PPC)
     ตารางแสดงการมีอยู่อย่ างจากัดของการใช้ ทรัพยากรในการ
 ผลิตสิ นค้ า 2 ชนิด คือ อาหารและเสื้อผ้ า
    ชุ ดสิ นค้ า      ปริมาณเสื้อผ้า      ปริมาณอาหาร
        A                  120                   0
        B                  100                  50
        C                   60                  70
        D                   40                  80
        E                    0                 100
Production Possibility Curve (PPC)
     เสื้อผ้ า
     120 A
     100               B        •G
                            C
     60
     40                         D
     20          •F               เส้ น PPC
                                  E         อาหาร
        0        40   50   70 80 100
Potential Output and Actual Output
Potential Output (ผลผลิตศักยภาพ)
                                       ่
       คือ ผลผลิตในปริมาณมากที่สุดทีได้ จากการใช้ ปัจจัย
                                         ่
  การผลิตอย่ างเต็มประสิ ทธิภาพ (ทุกจุดทีอยู่บนเส้ นสี แดง)
                               ้
Actual Output (ผลผลิตทีเ่ กิดขึนจริ ง)
                                 ่
       คือ ปริมาณผลผลิตจริงทีผลิตได้ ด้วยปัจจัยการผลิตที่มี
  อยู่
Production Possibility Curve (PPC)
                              ั
       สาเหตุทเี่ ส้ น PPC มีลกษณะโค้ งเว้ าออกจากจุดกาเนิด
 (Concave) หรือมี slope ที่ไม่ คงที่ เนื่องจากกฎแห่ งการลด
 น้ อยถอยลงของผลได้ (Law of diminishing returns)
                                      ่ ่
       ในการผลิตสินค้ าชนิดหนึ่งๆ เมือเพิมปัจจัยการผลิตขึน ้
 เรื่อยๆ ทีละหน่ วย ผลผลิตที่ได้ จากปัจจัยหน่ วยหลังๆ จะ
                                                 ่
 ค่ อยๆ น้ อยลงตามลาดับ (สื บเนื่องมาจากการทีทรัพยากรมี
 อยู่จากัดและปัจจัยการผลิตทดแทนกันได้ ไม่ สมบูรณ์ )
Objective for Study Economics
            ่
      1. เพือแสวงหาความรู้ ความเข้ าใจในปรากฏการณ์ ทาง
 เศรษฐกิจรอบๆ ตัว คือ เศรษฐศาสตร์ วเิ คราะห์
              ่
      2. เพือควบคุมและแก้ ไขสถานการณ์ ทางเศรษฐกิจให้
                ่
 เป็ นไปตามทีต้องการ คือ เศรษฐศาสตร์ นโยบาย
Positive and Normative Economics

 - Positive Economics (เศรษฐศาสตร์ วเิ คราะห์ )
      คือ การมุ่งศึกษาหาความรู้ ความเข้ าใจใน
 ปรากฏการณ์ ทางเศรษฐกิจ รวมทั้งหากรอบแนวคิด
    ่
 เพือนามาวิเคราะห์ และอธิบายปรากฏการณ์ ทาง
 เศรษฐกิจที่เกิดขึน้
Positive and Normative Economics
 - Normative Economics (เศรษฐศาสตร์ นโยบาย)
     คือ การมุ่งแสวงหานโยบายทางเศรษฐกิจเพือ      ่
         ้              ่
 บรรลุเปาหมายตามทีต้องการ โดยใช้ ความรู้ สึกเชิง
                                                     ่
 คุณค่ าเป็ นส่ วนหนึ่งในการวิเคราะห์ และตัดสิ นใจเพือ
 หาข้ อสรุ ปเชิงนโยบาย
                   Economics
    Microeconomics             Macroeconomics
- Demand Supply         - National Income Account
- Market Equilibrium    - Aggregate Expenditure
- Consumer Behavior     - GDP and GNP
- Production            - Fiscal and Monetary Policy
- Cost of Production    - International Trade
- Market                - Exchange Rate
Basic Economics Problem
          ้
ปัญหาพืนฐานทางเศรษฐกิจ แบ่ งออกเป็ น 3 ปัญหาหลัก คือ
 ปัญหาว่ าจะผลิตสิ นค้ าอะไร (What) เช่ น ผลิตอะไร จานวน
  เท่ าไร
 ปัญหาว่ าจะผลิตสิ นค้ าอย่ างไร (How) เช่ น จะผลิตโดยใช้
  วิธีการผลิตแบบใด จะใช้ ปัจจัยอะไรบ้ างในสัดส่ วนเท่ าไร
                            ่
 ปัญหาว่ าจะผลิตสิ นค้ าเพือใคร (For Whom) เช่ น จะ
  กระจายหรือจัดสรรสิ นค้ าและบริการให้ แก่ บุคคลใดใน
  สั งคม ใครควรได้ รับสิ นค้ านั้นๆ บ้ าง ในปริมาณเท่ าใด
Economic System
      ระบบเศรษฐกิจ (economic system) หมายถึง กลุ่มของหน่ วย
                      ่
เศรษฐกิจกลุ่มหนึ่งๆ ทีดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้ ระเบียบ
                          ั
กฎเกณฑ์ หรือแนวปฏิบัติอนเดียวกัน
      กิจกรรมทางเศรษฐกิจ (economic activities) กิจกรรมที่
   ่
เกียวข้ องกับการผลิต การบริโภค และการกระจายสิ นค้ าหรือ
บริการต่ างๆ
                                                            ่
      หน่ วยเศรษฐกิจ (economic units) หมายถึงผู้ที่ทาหน้ าทีใน
การดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่ างใดอย่ างหนึ่งหรือหลายๆ
อย่ างพร้ อมกัน
หน่ วยเศรษฐกิจ (economic units)
      ภาคครัวเรือน (households) เป็ นผู้บริโภคและเป็ น
 ปัจจัยการผลิต
      ภาคธุรกิจ (business firms) เป็ นผู้ผลิต
      ภาครัฐบาล (government) เป็ นผู้กาหนดนโยบายและ
 แผน เป็ นผู้ผลิตและเป็ นผู้ควบคุมการผลิตด้ วย
                                              ี่
      ภาคต่ างประเทศ (International) คือ ผู้ททาหน้ าที่
    ่
 เกียวกับส่ งออกและนาเข้ า
Economic System
      โดยทั่วไปแล้วการพิจารณาหรือการจาแนกประเภท
 ของระบบเศรษฐกิจ เราจะพิจารณาจากเกณฑ์ ต่ อไปนี้
 1. กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ สิน (Owner of Resources)
 2. เสรีภาพในการดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
 (Freedom)
 3. ระดับราคาสิ นค้ าที่ทาการซื้อ-ขายกัน (Price)
 4. ลักษณะของการแก้ ไขปัญหา (Solution)
Economic System
เราสามารถแบ่ งระบบเศรษฐกิจได้ เป็ น 3 ระบบด้ วยกัน คือ
      1. ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalism)
      2. ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่ วนกลาง
   (Centralized Planning Economy)
      3. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Mixed Economy)
ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
(Capitalism)
     คือ ระบบเศรษฐกิจที่ภาคเอกชนเป็ นเจ้ าของปัจจัยการ
                                 ิ
 ผลิตโดยส่ วนใหญ่ ซึ่งเอกชนมีอสระในการนาปัจจัยการ
        ่ ี
 ผลิตทีมอยู่ไปผลิตสิ นค้ าและบริการใดๆ ก็ได้ ภายใต้
               ่                              ่
 กฎระเบียบทีรัฐกาหนด ซึ่งระดับราคาสิ นค้ าทีทาการซื้อ
 ขายกันในตลาด เกิดจากกลไกตลาด (อุปสงค์ และอุปทาน
 ตลาด) รับบาลไม่ มีสิทธิ์เข้ าไปแทรกแซงกิจกรรมทาง
                              ้
 เศรษฐกิจ หากเกิดปัญหาพืนฐานทางเศรษฐกิจกลไกตลาด
 จะเป็ นตัวแก้ ปัญหาเอง
ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่ วนกลาง
(Centralized Planning Economy)
        คือ ระบบเศรษฐกิจที่ภาครัฐเป็ นเจ้ าของปัจจัยการผลิตเกือบ
  ทั้งหมดและดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในโครงสร้ าง
  สาธารณูปโภคและสิ นค้ าต่ างๆ เอกชนเป็ นเจ้ าของปัจจัยการผลิต
  เพียงบางส่ วนเท่ านั้น หากเอกชนต้ องการผลิตสิ นค้ าใดๆ ต้ อง
                                        ่
  ได้ รับอนุญาติจากรัฐก่ อน ระดับราคาทีทาการซื้อขายกันจะเกิด
  จากการกาหนดขั้นเองของรัฐบาลซึ่งถือเป็ นผ็ผูกขาดปัจจัยการ
                         ้
  ผลิต หากเกดปัญหาพืนฐานทางเศรษฐกิจรัฐจะเป็ นผู้เข้ าไป
  แก้ ไขโดยตรง
ระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Mixed Economy)
                              ่
        คือ ระบบเศรษฐกิจทีรัฐและเอกชนเป็ นเจ้ าของปัจจัยการ
                                ิ
  ผลิตอย่ างละครึ่ง เอกชนมีอสระเสรีในการเลือกผลิตสิ นค้ าใดๆ ก็
                           ่              ่
  ได้ ภายใต้ กฎระบเยบทีรัฐกาหนด ขณะทีรัฐบาลจะเป็ นผู้ผลิต
              ่                              ้
  สิ นค้ าทีอยู่ในโครงสร้ างสาธารณูปโภคขั้นพืนฐานต่ างๆ และ
  สิ นค้ าทีเ่ ป็ นอุจตสาหกรรมหลักของประเทศ ระดับราคาสิ นค้ าที่
                                  ั
  ทาการซื้อขายกันในตลาดมีท้งเป็ นระดับราคาที่เกิดจากกลไก
                                       ้
  ตลาดและราคาทีเ่ ปิ ดจากการกาหนดขึนเองของผู้ผูกขาด หาก
                   ้
  เกิดปัญหาพืนฐานทางเศรษฐกิจจะปล่ อยให้ กลไกตลาดเป็ นผู้
  แก้ ไขเองแต่ หากกลไกตลาดแก้ ไขไม่ ได้ รัฐบาลจะเข้ ามาแก้ ไขเอง
Tools of Economics Analysis
 ฟังก์ ชั่น (Function)

 กราฟ (Graph)

 ตาราง (Table)

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Tags:
Stats:
views:19
posted:7/18/2012
language:Thai
pages:29