?? ? ? ???? ????? ? Demand for Money by 5c1RlpR

VIEWS: 80 PAGES: 23

									                            บทที่ 9 การเงินและสถาบันการเงิน
                           (Money and Financial Institution)
  เงิน (Money) คือสื่ อกลางในการแลกเปลี่ยน และใช้ชาระหนี้ได้ตามกฎหมาย
วิวัฒนาการของเงิน
    Barter System                               Money System
: สิ่ งของแลกกับสิ่ งของ มีข้อบกพร่ อง !    : ใช้เงินเป็ นสื่ อกลาง
    –ความต้องการไม่ตรงกัน                        - สิ่ งที่นามาใช้เป็ นเงิน
    –การแบ่งสิ นค้าออกเป็ นหน่วย                   ได้แก่ เปลือกหอย
                                 ่
     และการกาหนดอัตราแลกเปลี่ยนยุงยาก              ใบชา โลหะ
    –ความไม่สะดวกในการพกพา                         กระดาษ
    –ขาดความคงทน
         ลักษณะของเงินที่ดี

               ั
เป็ นสิ่ งที่สงคมยอมรับ (Generally Acceptable)
เป็ นสิ่ งที่มีค่าคงที่ (Stability of Value)
เป็ นสิ่ งที่หาได้ยาก (Scarcity)
เป็ นสิ่ งคงทนถาวร (Durability)
สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย (Portability)
สามารถแบ่งออกเป็ นหน่วยย่อย ๆได้ (Divisibility)
  หน้ าที่ของเงินในระบบเศรษฐกิจ

เป็ นสื่ อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of Exchange)
เป็ นมาตรฐานในการวัดมูลค่า (Standard of Value)
เป็ นสิ่ งสะสมมูลค่า (Store of Value)
เป็ นมาตรฐานในการชาระหนี้ได้ในอนาคต
(Standard of Deferred Payments)
           ปริมาณเงิน (Money Supply : MS)

ปริ มาณเงินตามความหมายแคบ (M1)
  เงินที่หมุนเวียนในมือประชาชนดังต่อไปนี้
– เหรี ยญกษาปณ์ ผู้ผลิต คือ กรมธนารั กษ์ กระทรวงการคลัง
– ธนบัตร ผู้ผลิต คือ ธนาคารกลาง หรื อธนาคารแห่ งประเทศไทย
  (BOT)
– เงินฝากกระแสรายวัน (เช็ค) ผลิตโดย ธนาคารพาณิ ชย์
            ปริมาณเงิน (Money Supply : MS)

   ปริ มาณเงินตามความหมายกว้าง (M2)

       M2      =       M1 + Near Money

Near Money คือสิ่ งคล้ายเงิน สามารถเปลี่ยนเป็ นเงินได้ง่ายในเวลา
    ้
ที่ตองการ เช่น เงินฝากประจา เงินฝากออมทรัพย์ บัตรเครดิต
บัตรATM พันธบัตรรัฐบาล หุนกู้ และหลักทรัพย์ในความต้องการ
                             ้
ของตลาดอื่นๆ
                 เส้นอุปทานของเงิน (MS)
         อัตราดอกเบี้ย (r)
                 MS1 MS      MS2




                                     ปริ มาณเงิน (M)
                  M1 M M2
                                         ่
• ปริ มาณเงิน ณ ขณะใดขณะหนึ่งจะคงที่ ไม่วาอัตราดอกเบี้ยจะสูงหรื อต่า
• การเปลี่ยนแปลงของปริ มาณเงินเกิดจาก ธนาคารกลางและนโยบายการเงิน
       ความต้ องการถือเงิน หรือ อุปสงค์ ของเงิน
           (Demand for Money : Md)
 ตามแนวคิดของ John Maynard Keynes หมายถึง ปริ มาณเงินที่
                                            ั
ประชาชนต้องการถือไว้ในขณะใดขณะหนึ่ง โดยมีวตถุประสงค์
3 ประการคือ
– ความต้องการถือเงินเพื่อใช้จ่ายประจาวัน
  (transaction demand for money)
– ความต้องการถือเงินเพื่อเหตุฉุกเฉิน
  (precautionary demand for money)
– ความต้องการถือเงินเพื่อเก็งกาไร
  (speculation demand for money)
                             ่
       ความต้ องการถือเงินเพือใช้ จ่ายประจาวัน
         (transaction demand for money)
       ่ ั           ั               ื ่
ขึ้นอยูกบรายได้และนิสยการบริ โภค ไม่ยดหยุนต่ออัตราดอกเบี้ย
 อัตราดอกเบี้ย (r)
        Md1 Md       Md2




                             ปริ มาณเงิน (M)
         M1 M M2
                             ่
       ความต้ องการถือเงินเพือเหตุฉุกเฉิน
      (precautionary demand for money)
       ่ ั               ื ่
ขึ้นอยูกบระดับรายได้ ไม่ยดหยุนต่ออัตราดอกเบี้ย
อัตราดอกเบี้ย (r)
       Md1 Md       Md2




                            ปริ มาณเงิน (M)
        M1 M M2
                                          ่
                    ความต้ องการถือเงินเพือเก็งกาไร
                  (speculation demand for money)
                    ่ ั
             ขึ้นอยูกบอัตราดอกเบี้ย
                   ดอกเบี้ย (r)      Md
                            Md =        f (1 / r)
 อัตราดอกเบี้ย (r)
                            Md =        ความต้องการถือเงินเพื่อเก็งกาไร
r1       T                  r      =    อัตราดอกเบี้ย
r0
                     Md
                              ปริ มาณเงิน (M)
     M1    Mo
                            ความสั มพันธ์ ระหว่ างปริมาณเงิน
                               และความต้ องการถือเงิน
                อัตราดอกเบี้ย (r)                · จุดสมดุลของตลาดเงิน
Excess S of money
                              Ms
                r2                      อุปทานของเงิน = อุปสงค์ของการถือเงิน
                                              เกิดอัตราดอกเบี้ยดุลยภาพ r
                r                E
                r1
                                                ปริ มาณเงิน (M)
                             M       Excess D for money
  • ณ r1 ราคาหลักทรัพย์สูง           ขายหลักทรัพย์       ราคาหลักทรัพย์ลดลง
       r เพิมขึ้น
            ่            ความต้องการถือเงินลดลงจนถึงจุดดุลยภาพ
                            ่
                     การเปลียนแปลงดุลยภาพ

        • เกิดเมื่ออุปสงค์ของเงิน หรื อ อุปทานของเงินเปลี่ยนแปลง
อัตราดอกเบี้ย (r)                       r
              Ms                                Ms Ms1
r2

r1


             M                                  M    M1        M
                      ปริ มาณเงิน (M)
                                             ี
                     อิทธิพลของปริมาณเงินที่มต่อระบบเศรษฐกิจ
                                            By John Maynard Keynes

   ระบบเศรษฐกิจขยายตัว
     M                r          การลงทุน (I)

           การจ้างงาน              การว่างงาน
           ผลผลิตและการบริ โภค            รายได้ประชาชาติ

                 ้
อาจเกิดภาวะเงินเฟอ
M > ผลผลิต                  D>S                 P
                               ่
                สมการการแลกเปลียน (The Equation of Exchange)
                                                            By Irving Fisher
                         MV =             PQ
    ค่ าใช้ จ่ายในการซื้อสิ นค้ าและบริการ =     รายรับของผู้ขาย
โดย M (Money Supply)                     =       ปริ มาณเงิน
    V (Velocity of Circulation of Money) =       อัตราการหมุนเวียนของเงิน
                                                    (ในระยะสั้ นจะคงที่)
    P (Price)                                =   ระดับราคา
    Q (Quantity)                             =   จานวนสิ นค้าและบริ การ
                                                   (คงที่ในระยะสั้น)
   ถ้ า M            P                 ้
                             เกิดเงินเฟอ !
             เปรียบเทียบแนวคิดของ Keynes และ Fisher

 สิ่ งทีเ่ หมือนกัน
 – การเพิมขึ้นของปริ มาณเงินทาให้เกิดภาวะเงินเฟ้ อ
               ่
       ่
สิ่ งทีแตกต่ างกัน
 – Keynes อธิบายการเกิดเงินเฟ้ อโดยผ่านอัตราดอกเบี้ย แต่ Fisher
      อธิบายโดยใช้สมการการแลกเปลี่ยน(ไม่เกี่ยวกับดอกเบี้ย) แสดงว่า
      แนวคิดนี้ให้ความสาคัญกับความต้องการถือเงินเพื่อใช้จ่ายใน
      ชีวิตประจาวันเท่านั้น
                                              ั
 – แนวคิด Fisher ระดับราคาสิ นค้าที่เพิ่มจะมีสดส่ วนเท่ากับปริ มาณเงิน
      แต่ตามแนวคิดของ Keynesไม่เป็ นเช่นนั้นเสมอไป
  เงินสดสารองส่ วนเกิน (Excess Reserve) คือ
เงินสดที่เหลือจากการสารองตามกฏหมายซึ่งธนาคารพาณิ ชย์สามารนาไปให้
    ้ื
  กูยมได้
                                                ้ื
  ซึ่งเงินสดสารองส่ วนเกินหรื อเงินที่ให้บุคคลกูยมนี้จะทาให้ปริ มาณเงินฝาก
  รวมขยายตัวเพิ่มขึ้น หรื อเกิดการสร้างเงินฝากเกิดขึ้น
                     การเปลี่ยนแปลงอัตราเงินสดสารองตามกฎหมาย
                                             (Legal Reserve Ratio)
  เงินสดสารองตามกฎหมายคือ
จานวนเงินสดสารองอย่างต่าที่สุดที่ธนาคารกลางกาหนดให้ธนาคารพาณิ ชย์
  ต้องกันสารองไว้ โดยจะกาหนดว่าเป็ นอัตราเท่าใด
เช่น LR = 10% หมายความความว่า
   ถ้าเงินฝาก = 1,000 บาท
                  ้
   ธนาคารพาณิ ชย์ตองสารอง = 100 บาท
                 ้
   เงินที่ปล่อยกูได้ (Excess Reserve)   = 900 บาท
                  การสร้ างเงินฝากของธนาคารพาณิชย์
           เงินฝากสูงสุดทีสร้างได้ =
                          ่               ER * 1/LR
สมมุติฐานในการคานวณ
                     ้
 – ธนาคารพาณิ ชย์ตองกันเงินสารองไว้ตามที่กฎหมายกาหนดเท่านั้น
                       ้
 – ธนาคารพาณิ ชย์ตองเอาเงินสดสารองส่ วนเกินไปขยายสิ นเชื่อโดยให้
     ้ื
   กูยมเพียงอย่างเดียว
        ้ื                                            ่
 – การกูยมทาโดยเปิ ดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันโดยสมมุติวาไม่มีการ
   ถอนเงินสดออกจากระบบธนาคาร
 ธนาคารที่   เงินฝาก   LR = 20%   ER     เงินที่ปล่อยกู้
   1           1000       200     800        800

   2          800        160      640         640

   3          640        128      512         512

   …          …           ...     …           ...
ทุกธนาคาร     5000       1000     4000       4000
                  การเปลี่ยนแปลงอัตรารับช่วงซื้ อลดตัวเงิน
                                                     ๋
                                       (Rediscount Rate)

           ตัว 100
             ๋                       ตัว 100
                                       ๋

                           CB                         BOT
        เงิน 90                        เงิน 95




       การรับซือลด
              ้                 การรับช่วงซื้อลด
ที่ Discount Rate 10%           ที่ Rediscount Rate 5 %
            สถาบันการเงินประเภทต่ างๆ
 ธนาคารกลาง (Central Bank)
                                                    ่
1. ควบคุมปริ มาณเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจให้อยูในระดับที่
   เหมาะสม โดยดาเนินนโยบายการเงิน
2. ออกธนบัตร ที่ใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
3. รักษาทุนสารองระหว่างประเทศเพื่อรักษาเสถียรภาพของเงิน
4. ควบคุมการปริ วรรตเงินตราต่างประเทศ
5. จัดการหนี้สาธารณะ
6. เป็ นธนาคารของธนาคารพาณิ ชย์
7. เป็ นธนาคารของรัฐบาล
   สถาบันการเงินประเภทต่ างๆ
 ธนาคารพาณิชย์ (Commercial Bank)
1. รับฝากเงิน (กระแสรายวัน ,ฝากประจา, ออมทรัพย์)
        ู้ ื
2. ให้กยม
3. โอนเงิน
             ้
4. ให้เช่าตูนิรภัย
5. บริ การอื่นๆ
                     สถาบันการเงินประเภทต่ างๆ
• ธนาคารออมสิ น                         •        ั
                                            บริ ษทเงินทุน
• ธนาคารอาคารสงเคราะห์                  •          ั
                                            บริ ษทหลักทรัพย์
• บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรม               •   สหกรณ์ออมทรัพย์
 แห่งประเทศไทย                          •   สหกรณ์การเกษตร
• ธนาคารเพื่อการเกษตร                   •   กองทุนรวม
 และสหกรณ์การเกษตร หรื อ ธ.ก.ส          •   โรงรับจานา
       ั                   ั
• บริ ษทประกันชีวิตและบริ ษทประกันภัย   •   ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

								
To top