? ?????? SBY

Document Sample
? ?????? SBY Powered By Docstoc
					                                                           ่
      ข้ อมูลประกอบการประชุ มเชิ งปฏิบัติการเจ้ าหน้ าทีด้านเศรษฐกิจจากหน่ วยงานราชการในต่ างประเทศ
                                                  ประเทศอินโดนีเซีย
                  ้
      1. ข้ อมูลพืนฐานประเทศ
          1.1 สภาพภูมิศาสตร์
              อินโดนี เซี ยเป็ นประเทศหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก พื้นที่ท้ งหมด 5,085,606 ตร.กม.
                                                                           ั
แบ่งเป็ นพื้นที่ทะเล 3,166,163 ตร.กม. และพื้นที่แผ่นดิน 1,919,443 ตร.กม. โดยมีพ้ืนที่ทาการเกษตรประมาณ
                                             ้
943,379 ตร.กม. ประกอบด้วยเกาะใหญ่นอยทั้งสิ้ น จานวน 17,508 เกาะ โดยมีเกาะใหญ่จานวน 5 เกาะ ได้แก่
                                      ั
เกาะสุ มาตรา เกาะชวา เกาะกาลิมนตัน เกาะสุ ลาเวสี เกาะปาปัว
โครงสร้างทางเศรษฐกิจยังเป็ นประเทศเกษตรกรรม มีเนื้อที่ทากสิ กรรมประมาณ 46.9 ล้านเฮกตาร์หรื อร้อยละ
                                                    ั
73.2 ของพื้นที่ที่ใช้ทาประโยชน์ได้ นอกจากนี้ยงมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เช่น
มีเนื้อที่ป่าไม้ประมาณ 706.25 ล้านไร่ มีปริ มาณสัตว์น้ าจานวนมาก มีแหล่งแร่ และพลังงานตามเกาะต่าง ๆ
อาทิ ปิ โตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ดีบุก ถ่านหิ น บ๊อกไซด์ นิเกิล ทองคา เงิน ทองแดง เหล็ก
รายได้หลักคือการส่ งออกน้ ามันปิ โตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ
              อินโดนีเซียมีประชากรประมาณ 220 ล้านคน (เมืองหลวงจาการ์ตา 10 ล้านคน สุ ราบายา 2.5
                                                                                         ่ ั่
ล้านคน บันดุง 2.3 ล้านคน เมดาน 2.1 ล้านคน เกาะบาหลี 3 ล้านคน ที่เหลือกระจายอยูทวไปตามเกาะต่างๆ)
ในจานวนนี้ มีประชากรที่มีฐานะทางเศรษฐกิจปานกลางถึงดีประมาณร้อยละ 10 คิดเป็ นจานวนประมาณ 22
ล้านคน
         1.2 ทรัพยากร
             1.2.1 ทรัพยากรด้ านการเกษตร
                    1.2.1.1 ทรัพยากรทางทะเล มีพ้ืนที่ทาการประมงทางทะเลได้ถึง 3.1 ล้าน ตร.กม.
ซึ่ งสามารถให้กาลังผลิตสัตว์น้ าได้ประมาณ 6.4 ล้านตัน / ปี โดยสัตว์น้ าที่สาคัญทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ปลาทู
ปลาทูแขก ปลาอินทรี ย ์ ปลาดาบเงิน ปลาเก๋ า ปลาน้ าดอกไม้ ปลาหมึกและปลาเบญจพรรณ
โดยเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล
                    1.2.1.2 ทรัพยากรป่ าใม้ มีพ้ืนที่ป่าไม้ประมาณร้อยละ 50 ของพื้นที่แผ่นดินทั้งหมด
                                                      ั
โดยมีไม้เศรษฐกิจที่สาคัญ ได้แก่ ไม้สัก ไม้จนหอม ไม้มะฮอกกานี ไม้มะเกลือ ไม้เบญจพรรณต่างๆ
และไม้เครื่ องเทศต่างๆมากมาย
                    1.2.1.3 ทรัพยากรด้านกสิ กรรม มีพ้ืนที่ทาการเกษตรทั้งหมดประมาณ 9.4 ล้าน ตร.กม.
ลักษณะดินมีความอุดมสมบูรณ์                                                     ่
                                                                  เนื่องจากอยูในเขตร้อนชื้ นบริ เวณเส้นศูนย์สูตร
บางบริ เวณเป็ นดินจากเถ้าถ่านภูเขาไฟ                                     มีการกระจายของปริ มาณน้ าฝนดีตลอดปี
โดยมีปริ มาณน้ าฝนเฉลี่ยทั้งปี มากกว่า 2,500 ม.ม. สาหรับผลผลิตทางการเกษตรที่สาคัญ มีดงนี้     ั
                                                    2


                             ปาล์มน้ ามัน มีเนื้ อที่ปลูกทั้งหมดประมาณ 5,447,562 เฮกตาร์
โดยมีผลผลิตน้ ามันปาล์มดิบ (CPO) ประมาณ 11,806,550 ตัน/ปี แหล่งปลูกปาล์มน้ ามัน
                                                                                 ั
ได้แก่บริ เวณสุ มาตราเหนื อ สุ มาตราใต้ จังหวัดเรี ยว จังหวัดจามบี จังหวัดกาลิมนตัน จังหวัดสุ ลาเวสี
                                ยางพารา             มีเนื้อที่ปลูกทั้งหมดประมาณ        3,262,267      เฮกตาร์
มีผลผลิตทั้งหมดประมาณ 2,065,817 ตัน / ปี พื้นที่ที่มีการปลูกยางพารามากได้แก่บริ เวณเกาะสุ มาตรา
และเกาะกาลิมนตันั
                                โกโก้ มีเนื้ อที่ปลูกทั้งหมดประมาณ 971,728 เฮกตาร์ ผลผลิตประมาณ 644,245
                                                                                   ่ ั่
ตัน/ปี โดยพื้นที่ปลูกมากที่สุดบริ เวณเกาะสุ ลาเวสี นอกจากนั้นจะปลูกกระจายอยูทวไปตามเกาะใหญ่ต่างๆ
                                กาแฟ มีเนื้อที่ปลูกทั้งหมดประมาณ 1,381,730 เฮกตาร์
                                                                          ่
และมีผลผลิตทั้งหมดประมาณ 634,894 ตัน / ปี แหล่งผลิตกาแฟอยูบริ เวณเกาะสุ มาตรา เกาะชวา และสุ ลาเวสี
                                ข้าว มีเนื้ อที่ปลูกทั้งหมดประมาณ 11,839,060 เฮกตาร์ มีจานวนผลผลิตทั้งหมด
                                                                                               ่
54,151,097 ตัน / ปี ส่ วนใหญ่เป็ นผลผลิตของข้าวคุณภาพปานกลาง ถึงต่า แหล่งผลิตข้าวอยูบริ เวณเกาะชวา
และเกาะสุ มาตรา
                                ผลไม้ มีเนื้อที่ปลูกทั้งหมดประมาณ 644,161 เฮกตาร์ มีผลผลิตรวมทั้งสิ้ น
ประมาณ 13,954,548 ตัน / ปี ไม้ผลที่ปลูกในอินโดนี เซี ยเป็ นชนิดเดียวกับประเทศไทย
                     ั
แต่แตกต่างกันที่ลกษณะของพันธุ์ โดยไม้ผลของอินโดนีเซี ยส่ วนใหญ่จะเป็ นพันธุ์พ้ืนเมือง
ซึ่ งให้ผลผลิตต่าและคุณภาพไม่ดี เมื่อเทียบกับไม้ผลจากประเทศไทย สาหรับไม้ผลที่ปลูกมากในอินโดนีเซี ย
ได้แก่ มะม่วงพันธุ์หวาน กล้วย เงาะ ส้มเขียวหวาน ทุเรี ยน ขนุน สาละ (Salak) ฝรั่ง และมังคุดเป็ นต้น
                       ่ ั่
โดยปลูกกระจายอยูทวไปตามเกาะต่างๆ ของประเทศ
                    1.2.2 ทรัพยากรด้ านแรงงาน
                                                                                                 ั
                            อินโดนีเซี ยมีประชากรจานวนมาก เป็ นแหล่งแรงงานไร้ฝีมือและมีอตราค่าจ้างต่า
                    1.2.3 ทรัพยากรด้ านพลังงาน
                            อินโดนีเซี ยมีน้ ามันสารองประมาณ 5 พันล้านบาร์ เรล แม้ความต้องการน้ ามันของ
อินโดนี เซี ยจะเพิมขึ้นร้อยละ 7 ต่อปี แต่ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2541 ผลผลิตได้ลดลงอย่างต่อเนื่ อง
                  ่
                                                                                           ้
เนื่องจากผลิตจากบ่อน้ ามันเก่า ประกอบกับการลงทุนขุดเจาะน้ ามันและก๊าซธรรมชาตินอยลง และมีปัญหา
                                                                             ่
เกี่ยวกับกฎระเบียบและการเก็บภาษี ข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2549 ระบุวา อินโดนีเซี ยผลิตน้ ามันได้ประมาณวันละ
930,000 บาร์เรล (ต่ากว่าที่โอเปคกาหนดไว้ 1.45 ล้านบาร์เรล/วัน) อย่างไรก็ดี
                                    ั
ในช่วงวิกฤตราคาน้ ามันโลกมีอตราสู ง รัฐบาลอินโดนี เซี ยมีนโยบายจะร่ วมมือกับประเทศต่าง ๆ
ในตะวันออกกลาง โดยให้มาลงทุนสร้างโรงกลัน              ่
น้ ามันในอินโดนีเซี ย
                                                    3




         1.3 สภาวะทางเศรษฐกิจ
              สภาวะเศรษฐกิจของอินโดนีเซี ยเป็ นไปในทางบวกมากขึ้นภายหลังประธานาธิ บดีซูซิโล บัมบัง
ยุโดโยโน (SBY)
ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเป็ นครั้งแรกให้ดารงตาแหน่งประธานาธิ บดีเมื่อเดือนตุลาคม 2547
การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง รัฐบาลจึงสามารถเริ่ มการปฏิรูปทางเศรษฐกิจได้อย่างจริ งจัง
เพื่อส่ งเสริ มการลงทุนจากต่างประเทศ การที่รัฐบาลภายใต้การนาของประธานาธิ บดีซูซิโล
ตระหนักถึงปั ญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะบรรยากาศการลงทุนซึ่ งไม่เอื้อต่อการลงทุนจากต่างชาติ
เช่น ปั ญหากฎหมายภาษี โครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน แรงงาน การคอรัปชัน และอื่น ๆ   ่
จึงพยายามแก้ไขปั ญหาดังกล่าว
ประกอบกับภาพลักษณ์ของอินโดนีเซี ยภายหลังการเลือกตั้งที่เป็ นประเทศประชาธิ ปไตยมากขึ้น
          ั
ทาให้นกลงทุนต่างชาติมีความมันใจในรัฐบาลประธานาธิ บดีซูซิโล
                                    ่
                                                                 ้
และสนใจดาเนินธุ รกิจกับอินโดนี เซี ยมากขึ้น ซึ่ งเป็ นแรงกระตุนทางเศรษฐกิจที่สาคัญ
              การประกาศขึ้นราคาน้ ามันเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2548 เฉลี่ยร้อยละ 126
                                              ั
เพื่อลดภาระการอุดหนุ นของรัฐบาลทาให้อตราเงินเฟ้ อสู งขึ้น โดยในเดือนตุลาคม 2548
     ั                                                                                 ั
มีอตราเงินเฟ้ อถึงร้อยละ 17 และเพิ่มเป็ นร้อยละ 18 ในเดือนพฤศจิกายน 2548 และมีอตราคนว่างงานร้อยละ
10.5 อย่างไรก็ดี การประท้วงการขึ้นราคาน้ ามันโดยกลุ่มพลังต่าง ๆ มีไม่มากนัก
สะท้อนให้เห็นถึงเสถียรภาพของรัฐบาลในระดับที่ดีพอสมควร
                                                  ่
              ในปี 2548 GDP ของอินโดนีเซี ยอยูที่ 266.7 พันล้านดอลลาร์ สหรัฐ มีเงินสารองต่างประเทศจานวน
32.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ณ ตุลาคม 2548) ในไตรมาสแรกของปี 2548 การเติบโตของ GDP
                                                                      ิ
ของอินโดนีเซียสู งถึงร้อยละ 6.35 นับเป็ นอัตราที่สูงที่สุดนับตั้งแต่วกฤติเศรษฐกิจในปี 2540-2541 อย่างไรก็ดี
ในช่วงเดือนมิถุนายน 2548 การคาดการณ์ในทางบวกลดลง
เนื่องจากอินโดนีเซี ยประสบปั ญหาเฉพาะหน้าทางเศรษฐกิจ 2 ประการคือ ราคาน้ ามันโลกที่สูงขึ้น
และค่าเงินรู เปี ยห์ที่ตกต่าลง เนื่องจากความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานของรู เปี ยห์
                        ั
ทาให้อินโดนีเซียมีอตราการขยายตัวของ GDP ในปี 2548 โดยรวมที่ร้อยละ 5.5
ต่ากว่าเป้ าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ร้อยละ 6.2
                                                                           ่
            ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2549 อัตราการขยายตัวของ GDP อยูที่ร้อยละ 4.6
ซึ่ งภาวะการชะลอตัวดังกล่าวเป็ นผลจากการลดการอุดหนุ นราคาน้ ามันในประเทศ
                                                      4


                                                   ่
ทาให้ภาวะการบริ โภคชะลอตัวลง อัตราเงินเฟ้ ออยูที่ระดับร้อยละ 15
                        ั
และอัตราดอกเบี้ยที่ยงสู งประมาณร้อยละ 12 ต่อปี
           อย่างไรก็ดี พบว่าการเติบโตของ GDP ของอินโดนี เซี ยเกิดจากการลงทุนและการส่ งออกที่เพิ่มขึ้น
มากกว่าเกิดจากการบริ โภคภายในประเทศเช่นที่ผานมา  ่
                                               ่          ั่
ซึ่ งสะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจอยูบนพื้นฐานที่มนคงกว่าเดิม
          อินโดนี เซี ยมีเงินสารองต่างประเทศ ณ เดือนพฤษภาคม 2549 จานวน 44.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
รัฐบาลคาดว่า เงินสารองต่างประเทศในปี 2549 จะเพิ่มขึ้นจากปี 2548 (34.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ร้อยละ
19.6



     1.4 การลงทุนในอินโดนีเซีย
         ภาวะการลงทุนในยุครัฐบาลประธานาธิ บดีซูซิโลกระเตื้องมากขึ้น
ทั้งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและการลงทุนภายในประเทศ สานักงานส่ งเสริ มการลงทุนอินโดนีเซี ย
       ั
ระบุตวเลขการลงทุนที่แท้จริ ง ระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2549 ว่า มีจานวน 3.14
พันล้านดอลลาร์ สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2548
โดยมีการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โลหะ เครื่ องจักร กระดาษ และการพิมพ์

2. ข้ อมูลการค้ ากับไทย
    2.1 การส่ งออก นาเข้ า และดุลการค้ า
                                                                  ่
        มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอินโดนีเซี ยในระยะ 3 ปี ที่ผานมา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่ อง จาก 4
พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2546 เป็ น 5.5 พันล้านดอลลาร์ สหรัฐในปี 2547 และ 7.1
พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2548 การค้ารวมในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2549 มีมูลค่า 2.705
พันล้านดอลลาร์ สหรัฐ ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2548 ร้อยละ 13
                                                                                                 ่
        มูลค่าการส่ งออกสิ นค้าของไทยมาอินโดนี เซี ยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่ องในช่วงระยะ 3 ปี ที่ผานมา จาก 2.265
พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2546 เป็ น 3.216 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2547 และ 3.998
                                                               ั
พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2548 อย่างไรก็ดี การส่ งออกมีอตราการขยายตัวลดลงจากร้อยละ 42 ในปี 2547
เป็ นร้อยละ 24 ในปี 2548
                                                                    ั
        มูลค่าการนาเข้าสิ นค้าจากอินโดนี เซี ยเพิ่มสู งขึ้น และมีอตราการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่ อง
ไทยเป็ นฝ่ ายได้เปรี ยบดุลการค้ากับอินโดนีเซี ยมาโดยตลอด ในปี 2548 ไทยได้เปรี ยบดุลการค้าจานวน 864
ล้านดอลลาร์สหรัฐ
                                                       5


    2.2 สิ นค้ าส่ งออก/นาเข้ าที่สาคัญ (10 อันดับแรกในปี 2548)
          สิ นค้ าส่ งออกจากไทยไปอินโดนีเซีย
                       สิ นค้า                    มูลค่า (ล้านดอลลาร์สหรัฐ)   สัดส่ วน (%)
1. รถยนต์ ชิ้นส่ วน และอุปกรณ์                                 773               19.34
2. เคมีภณฑ์ั                                                   437               10.68
3. น้ าตาล                                                     253                6.34
4. เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์                                186                4.65
5. เครื่ องยนต์สันดาปภายในและชิ้นส่ วน                         178                4.45
6. รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่ วน และอุปกรณ์                          161                4.04
7. โพลิเมอร์ของเอธิลีน และโพรพีลีน                             159                3.96
8. เครื่ องจักรและชิ้นส่ วน                                    157                3.92
9. ผลิตภัณฑ์พลาสติก                                             81                2.02
10. มันสาปะหลัง                                                 47                1.17
 รวม 10 รายการ                                                2,422              60.57
สิ นค้ าอื่นๆ                                                 1,577              39.43
รวมทั้งหมด                                                    3,999               100

                     สิ นค้าส่ งออกที่สาคัญของไทยคือรถยนต์ ชิ้นส่ วน และอุปกรณ์
เนื่องจากไทยเป็ นฐานสาคัญในการผลิตรถยนต์และชิ้นส่ วนในภูมิภาค และอินโดนีเซี ยนับเป็ นตลาดสาคัญ
เนื่องจากเป็ นตลาดใหญ่ มีประชากรมาก จากข้อมูลข้างต้น
เป็ นที่สังเกตว่าสิ นค้าส่ งออกสาคัญของไทยส่ วนใหญ่เป็ นสิ นค้าอุตสาหกรรม
สาหรับสิ นค้าเกษตรที่สาคัญมีน้ าตาลและมันสาปะหลัง
          สิ นค้ านาเข้ าจากอินโดนีเซียมาไทย
                      สิ นค้า                    มูลค่า (ล้านดอลลาร์สหรัฐ)      สัดส่ วน (%)
1. สิ นแร่ โลหะ เศษโลหะ                                      395                   12.60
2. น้ ามันดิบ                                                363                   11.56
3. ถ่านหิ น                                                  310                    9.90
          ั
4. เคมีภณฑ์                                                  290                    9.27
5. เครื่ องจักรและชิ้นส่ วน                                  222                    7.07
6. สิ นค้าประมง สด แช่เย็น แช่แข็ง และ                       222                    7.07
                                                6


   สาเร็ จรู ป
7. เครื่ องจักรไฟฟ้ าและชิ้นส่ วน                    136                        4.34
8. ชิ้นส่ วนและอุปกรณ์                               111                        3.53
9. คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่ วนและอุปกรณ์                    84                        2.67
10. ผลิตภัณฑ์โลหะ                                     14                        0.44
 รวม 10 รายการ                                      2,146                      68.45
สิ นค้ าอื่นๆ                                        989                       31.55
รวมทั้งหมด                                          3,135                       100

                  เป็ นที่น่าสังเกตว่า สิ นค้านาเข้าไทยจากอินโดนีเซี ยที่มีมูลค่าสู ง
ส่ วนใหญ่เป็ นสิ นค้าวัตถุดิบหรื อสิ นค้าพื้นฐาน
                                                                                      ั
เนื่องมาจากสภาพทางภูมิศาสตร์ของอินโดนีเซียที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และมีที่ต้ งไม่ไกลจากไทย
จึงเป็ นแหล่งวัตถุดิบที่สาคัญแหล่งหนึ่งของไทย

                                             ่
3. แนวโน้ มการนาเข้ าสิ นค้ าไทยและสิ นค้ าทีอยู่ในความสนใจ
   สิ นค้า วัตถุดิบ
และภาคบริ การของเศรษฐกิจอินโดนี เซี ยที่มีศกยภาพเป็ นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งในปั จจุบนและในอนา
                                               ั                                           ั
        ั
คต มีดงนี้
          ตัวสิ นค้ า             ผลไม้สดและผลไม้แปรรู ป
                                  ข้าว
                                  น้ าตาล
          วัตถุดิบ                การประมง (ปลา/สัตว์น้ า)
          ความร่ วมมือ            น้ ามันและก๊าซธรรมชาติ
                                  ปาล์มน้ ามัน
          การค้ าบริการ           การบริ การทางการแพทย์
   3.1 ตัวสิ นค้ า
                            ั
      3.1.1 ผลไม้ ปัจจุบนผลไม้ไทยเป็ นที่นิยมของคนอินโดนีเซี ยมาก โดยเฉพาะอย่างยิงทุเรี ยน
                                                                                    ่
หมอนทอง ลาไย ลิ้นจี่ มะม่วงมัน เป็ นที่ยอมรับว่า ผลไม้จากไทยมีคุณภาพดีที่สุดในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้
                                                  7


ผลไม้จากไทยที่มีโอกาสนาเข้าอินโดนี เซี ยได้แก่ มะขามหวาน น้อยหน่า ลองกอง ส้มโอ ส้มเขียวหวาน
ชมพูเ่ ป็ นต้น
          ่                                                                ั
ถึงแม้วาอินโดนี เซี ยจะผลิตผลไม้ได้เหมือนกับประเทศไทยแต่คุณภาพของผลไม้ยงด้อยกว่าผลไม้ไทยมาก
                         ั
     3.1.2 ข้ าว ปั จจุบนข้าวไทย เป็ นที่นิยมและยอมรับของอินโดนีเซี ยมาก โดยเฉพาะอย่างยิงข้าว
                                                                                         ่
                                    ้
คุณภาพสู งและปานกลางและเป็ นที่ตองการของคนอินโดนีเซี ยมากแต่เนื่ องจากปริ มาณข้าวผลิตในอินโดนีเซีย
มีปริ มาณมากเกินความต้องการและมีปัญหาการส่ งออก ซึ่ งไม่สามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้
ทาให้ราคาข้าวภายในประเทศตกต่า ส่ งผลกระทบต่อเกษตรกร
ซึ่งมีฐานะยากจนและเป็ นประชากรส่ วนใหญ่ของประเทศโดยตรง
รัฐบาลจึงมีนโยบายห้ามนาเข้าข้าวจากต่างประเทศชัวคราว เพื่อแก้ปัญหาราคาข้าวภายในประเทศ
                                                  ่
ยกเว้นจากเวียดนาม ซึ่งมีความตกลงทวิภาคีเป็ นพิเศษ
                            ั
      3.1.2 นาตาล ปั จจุบนอินโดนีเซี ยนาเข้าน้ าตาลในรู ปของน้ าตาลทราย โมลาส และน้ าผึ้งจากประเทศ
               ้
ไทย รวม 1,058 ตัน ในปี 2548 และมีแนวโน้มเพิ่มปริ มาณการนาเข้าจากประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น



    3.2 วัตถุดิบ : การประมง
                      ั
      3.2.1 ปั จจุบนอินโดนี เซี ยได้ให้สัมปทานจับปลาในน่านน้ าของเศรษฐกิจจาเพาะของอินโดนีเซี ยแก่เรื อ
                                   ั
ประมงไทย และปริ มาณสัตว์น้ าที่จบได้แล้วนากลับไปแปรรู ปที่ประเทศไทย ปี 2548 มีประมาณ 350,000 ตัน
(มูลค่าประมาณ 9,000 ล้านบาท)
แต่เนื่ องจากรัฐบาลอินโดนีเซี ยมีนโยบายที่ปรับเปลี่ยนรู ปแบบของความร่ วมมือด้านการประมงกับต่างประเท
ศใหม่ จากเดิมที่อนุญาตเรื อประมงต่างชาติเข้ามาจับปลาในเขตน่านน้ าของ
อินโดนี เซี ยแล้วส่ งกลับไปแปรรู ปที่ประเทศของตน เป็ นความร่ วมมือด้านการลงทุนร่ วมคือ
                                                     ้
ให้ใบอนุญาตเรื อประมงต่างชาติเข้ามาจับปลาได้ แต่ตองนามาแปรรู ปในอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม
กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับการลงทุนร่ วมด้านประมงยังไม่ชดเจน
                                                                 ั
ความพร้อมด้านบริ การโครงสร้างพื้นฐานของอินโดนีเซียยังขาดประสิ ทธิภาพ อาทิ การบริ การด้านไฟฟ้ า
น้ าประปา ท่าเรื อ ตลอดจนการคมนาคมขนส่ ง และการกาหนดพื้นที่สร้างแหล่งอุตสาหกรรมประมง
จึงเป็ นความกังวลของธุ รกิจประมงไทย
        3.2.2
บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่ วมมือด้านการประมงระหว่างไทยกับอินโดนีเซี ยได้หมดอายุลงเมื่อวันที่ 16
มกราคม 2548 และยังไม่สามารถลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับใหม่ได้ เนื่ องจากยังไม่สามารถ
ตกลงกันในประเด็นสาคัญในการให้ฝ่ายไทยรับผิดชอบลูกเรื อประมงที่ทาผิดกฎหมายนับตั้งแต่เข้าน่านน้ า
                                                  8


อินโดนี เซี ย นอกจากนั้น ข้อตกลงให้สัมปทานจับปลาในเขตเศรษฐกิจจาเพาะของอินโดนีเซี ย
ได้หมดอายุลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2548 สถานะล่าสุ ด
กรมประมงอินโดนีเซียพร้อมจะจัดการประชุมคณะอนุกรรมการความร่ วมมือด้านการประมงไทย-
อินโดนี เซี ยครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 8-10 สิ งหาคม 2549 ที่บาหลี
เพื่อพิจารณาร่ างบันทึกความเข้าใจและการจัดทาข้อตกลงสัมปทานที่หมดอายุลง

    3.3 ความร่ วมมือ
                   ้
      3.3.1 นามันและก๊าซธรรมชาติ
                                                                    ั
         อินโดนี เซี ยมีแหล่งน้ ามันและก๊าซธรรมชาติจานวนมาก แต่ศกยภาพในการผลิตยังไม่ดีเท่าที่ควร
                                                                                             ้
สามารถกลันน้ ามันต่อวันได้ปริ มาณที่ต่ากว่าที่โอเปคกาหนด จึงทาให้อินโดนี เซี ยเป็ นประเทศผูนาเข้า
              ่
น้ ามันสุ ทธิ รัฐบาลมีนโยบายส่ งเสริ มการใช้ถ่านหิ นและก๊าซธรรมชาติมาเป็ นพลังงานทดแทนน้ ามัน
         ไทยสนใจจะลงทุนสารวจและขุดเจาะน้ ามันและก๊าซธรรมชาติในอินโดนีเซี ย โดยสนใจร่ วมประมูล
                                                   ั
แปลงสัมปทานปิ โตรเลียมและร่ วมลงทุนกับบริ ษทน้ ามันแห่งชาติของอินโดนีเซี ย (Pertamina) ในแปลงที่
Pertamina ถือสิ ทธิ เพื่อสารวจและขุดเจาะน้ ามันและก๊าซธรรมชาติ
           นอกจากนี้ ไทยยังสนใจจะลงทุนในแหล่งก๊าซ Natuna ของอินโดนีเซี ย และนาเข้าก๊าซจากแหล่ง
ดังกล่าว ซึ่ งฝ่ ายอินโดนีเซี ยแจ้งว่า หากไทยมีความต้องการก๊าซธรรมชาติจากอินโดนีเซี ยเพื่อผลิตไฟฟ้ า
อาจใช้ทางเลือกผลิตไฟฟ้ าจากถ่านหิ นในตอนเหนือของเกาะสุ มาตรา และส่ งผ่านเคเบิลใต้น้ าเป็ นระยะทาง
170 กม. เข้าไทย
      3.3.2 ปาล์มนามัน  ้
                ั
        ปั จจุบนอินโดนี เซี ยเป็ นประเทศที่ปลูกปาล์มน้ ามันมากอันดับสองของโลก โดยมีพ้ืนที่ปลูกประมาณ 34
ล้านไร่ และมีผลผลิตน้ ามันปาล์มดิบประมาณ 11.8 ล้านตัน / ปี
                                   ั
โดยส่ งออกน้ ามันปาล์มดิบให้กบประเทศอินเดียมากที่สุด รองลงมาได้แก่ เนเธอร์ แลนด์ จีน ปากีสถาน มาเลเซี ย
เป็ นต้น สาหรับประเทศไทยยังไม่มีการค้า
น้ ามันปาล์มดิบมาก่อนรวมทั้งการลงทุนทาอุตสาหกรรมผลิตน้ ามันปาล์มดิบร่ วมกับอินโดนี เซี ย
        ในขณะเดียวกันไทยมีความต้องการวัตถุดิบจากพืชเพื่อผลิตพลังงานทดแทนซึ่ งมีมากขึ้นเป็ นลาดับ
เนื่องจากราคาน้ ามันในตลาดโลกมีราคาสู งขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิงการใช้น้ ามันปาล์มดิบมาผลิตเป็ น
                                                                      ่
ไบโอดีเซล เพื่อทดแทนน้ ามันดีเซล สาหรับการคมนาคมขนส่ ง
จึงเป็ นโอกาสดีหากมีความร่ วมมือการค้าการลงทุนระหว่างไทย – อินโดนีเซี ย เพื่อผลิตน้ ามันปาล์มดิบ
เป็ นพลังงานทดแทนในอนาคต
    3.4 สิ นค้ าบริการ : การบริการทางการแพทย์
                                                  9


        บริ การทางการแพทย์ของอินโดนี เซี ยมีราคาสู งและไม่เป็ นที่เชื่ อถือมากเท่าที่ควร
ชาวอินโดนี เซี ยที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ ประมาณร้อยละ 10 ของประชากร
และชาวต่างชาติจานวนมากที่พานักในอินโดนีเซียนิยมไปรับการรักษา/บริ การทางการแพทย์ในสิ งคโปร์
มาเลเซี ย และออสเตรเลีย แต่ไม่มีขอมูลเกี่ยวกับ
                                 ้
ศักยภาพทางการแพทย์ของไทยเท่าที่ควร

4. กฎหมาย/ระเบียบใหม่
    4.1 การปรับคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ
        รัฐบาลประธานาธิ บดีซูซิโลมีนโยบายหลักทางเศรษฐกิจคือ Pro Growth, Pro Job, Pro Poor และ
                                                                               ้
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2548 ประธานาธิ บดีซูซิโลได้ประกาศปรับคณะรัฐมนตรี ดานเศรษฐกิจ ดังนี้
                       - นาย Boediono อดีตรัฐมนตรี กระทรวงการคลังสมัยประธานาธิบดีเมกาวตี
ดารงตาแหน่งรัฐมนตรี ประสานกิจการด้านเศรษฐกิจแทนนาย Bakrie ซึ่งถูกปรับไปเป็ นรัฐมนตรี ประสาน
กิจการด้านสวัสดิการสังคม
                       - นาง Sri Mulyani Indrawati ดารงตาแหน่งรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง
                       - นาย Erman Suparno ดารงตาแหน่งรัฐมนตรี กระทรวงกาลังคน
                       - นาย Fahmi Idris ดารงตาแหน่งรัฐมนตรี กระทรวงอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ประธานาธิ บดีอินโดนีเซี ยได้สั่งการให้รัฐมนตรี ประสานกิจการด้านเศรษฐกิจคนใหม่ ให้ความสาคัญ
เร่ งด่วนกับ 1) การสร้างงาน 2) การเร่ งการใช้จ่ายของรัฐบาลในโครงการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่ งจะ
ช่วยส่ งเสริ มการเติบโตทาง ศก. 3) การรื้ อฟื้ น real sector โดยเน้นที่ภาคเกษตรกรรม 4) การปรับปรุ งการ
เติบโตทาง ศก. โดยการลงทุนและการส่ งออก 5)
ลดระดับความยากจนและปกป้ องกลุ่มด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจ จากผลกระทบของเงินเฟ้ อ 6)
เร่ งดาเนินการฟื้ นฟูภาคเกษตรกรรม ป่ าไม้ และประมง ตลอดจน SMEs 7)
ปรับปรุ งการประสานงานและความร่ วมมือกับธนาคารชาติอินโดนีเซี ยในการลดอัตราเงินเฟ้ อ
สร้างความเข้มแข็งแก่ค่าเงินรู เปี ยห์และลดอัตราดอกเบี้ย 8)
เร่ งให้รัฐบาลท้องถิ่นจัดสรรงบประมาณให้แก่โครงการที่เน้นแรงงาน 9) เร่ งการปฏิรูประบบภาษี งบประมาณ
และภาคบริ การด้านการเงิน 10) เร่ งสร้าง
ธรรมาภิบาล โดยลดต้นทุนการดาเนินธุ รกิจ และการคอรัปชัน และ 11) แก้ไขปั ญหาไข้หวัดนก
                                                               ่
และโรคติดต่ออื่น ๆ
      4.2 Infrastructure Package
                                                   10


           เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2549 ฐบาลได้ออก Infrastructure Package เพื่อปรับปรุ งกฎระเบียบให้
เอื้อต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐานเป็ นปั จจัยสาคัญที่จะดึงดูดการลงทุน
                                            ้
และการผลิตเพื่อการส่ งออก ซึ่ งจะกระตุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซี ยโดยรวม
     4.3 Investment Package
         เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2549 รัฐบาลได้ออก Investment Package เพื่อปฏิรูปการลงทุนในทุกด้าน
โดยเฉพาะด้านภาษี ศุลกากร แรงงาน และ SMEs ซึ่งการปฏิรูปการลงทุนข้างต้นจะส่ งผลให้ตนทุนลดลง     ้
มีความแน่นอนทางกฎหมายและธุ รกิจสาหรับนักลงทุน การลงทุนมีความสะดวกมากขึ้นเนื่ องจากระบบ
โปร่ งใสมากขึ้น และเพิ่มบรรยากาศการลงทุน rating การลงทุนใน อินโดนีเซียและมีการลงทุนจริ งใน
อินโดนี เซี ยมากขึ้น
    4.4 Financial Sector Policy Package
        เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 รัฐบาลได้ออก Financial Sector Policy Package
เพื่อปรับปรุ งการประสานงานระหว่างรัฐบาลและธนาคารชาติอินโดนี เซี ย และปฏิรูปอุตสาหกรรมธนาคาร
สถาบันการเงิน และตลาดทุน เพื่อเอื้อให้ธุรกิจต่าง ๆ เข้าถึงเงินทุนมากขึ้น แบ่งเป็ น 1) Financial System
Stability 2) Banking Institutions 3) Non-Bank Financial Institutions 4) Capital Market และ 5) อื่น ๆ
รวมถึงทิศทางนโยบายการแปรรู ปวิสาหกิจ
    4.4 การปฏิรูปกฎหมายต่ าง ๆ
                                      ่
        รัฐบาลอินโดนีเซี ยกาลังอยูระหว่างการปฏิรูปกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทางเศรษฐกิจ ได้แก่
กฎหมายการลงทุนและ กฎหมายแรงงาน
        4.4.1 กฎหมายการลงทุน :
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ยกร่ างกฎหมายลงทุนฉบับใหม่เพื่อใช้แทนฉบับเดิมที่ลาสมัย   ้
         ั
โดยมีวตถุประสงค์หลักเพื่ออานวยความสะดวกในการลงทุนให้มากขึ้น
ทั้งการลงทุนในประเทศและจากต่างประเทศ โดยเน้นความแน่นอนทางกฎหมาย ความโปร่ งใส
accountability
และความเสมอภาคของกฎระเบียบระหว่างการลงทุนจากในประเทศและการลงทุนจากต่างประเทศ
ตลอดจนให้อานาจสานักงานการลงทุนของอินโดนี เซี ยมากขึ้น ขณะนี้
ได้เสนอให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ภายในปี 2549
       4.4.2 กฎหมายแรงงาน : รัฐบาลจะปรับปรุ งกฎหมายแรงงานให้เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น โดยเน้นที่ 5
ด้านคือ 1) หน่วยงานที่กาหนดอัตราแรงงานขั้นต่า 2) การอนุญาตให้หยุดงานประท้วง 3) การชดเชยการ
                                                 11


ปลดออกจากงาน 4) การ outsourcing และ 5) ใบอนุญาตสาหรับแรงงานต่างชาติ นอกจากนี้
ยังจะพิจารณาปรับกฎหมายเกี่ยวกับสหภาพแรงงาน ซึ่ งปั จจุบนอนุญาตให้แรงงานเพียง 10 คน
                                                           ั
ก็สามารถรวมตัวกันตั้งสหภาพแรงงานได้แล้ว
   4.5 การจัดตั้ง Special Economic Zones (SEZs)
      รัฐบาลมีนโยบายจัดตั้ง SEZs ในบริ เวณต่าง ๆ ของอินโดนีเซี ย ได้แก่ บาตัม บินตัน การิ มุน บาหลี
มากาสซา ชวาตะวันออก บิตุง (จ. สุ ลาเวสี เหนือ) โดยเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2549 ได้มีการลงนามใน
Framework Agreement on Economic Cooperation ในการจัดตั้ง Special Economic Zones (SEZs) ที่บาตัม
บินตัน และการิ มุน ใน จ. เรี ยว ของอินโดนีเซี ย ระหว่างอินโดนีเซี ยกับสิ งคโปร์ โดยจะใช้ SEZs 3 แห่ง
ข้างต้นเป็ นต้นแบบในการจัดตั้ง SEZs ในที่อื่น ๆ
      การพัฒนา SEZs เป็ นยุทธศาสตร์ หนึ่งของอินโดนีเซี ยในการเพิ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
และส่ งเสริ มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมีคณะทางานระดับชาติพิจารณาจัดทากรอบนโยบายสาหรับ
SEZs โดยจะระบุมาตรฐานและปั จจัยต่าง ๆ ในการกาหนด SEZs ตลอดจนนโยบายที่จะใช้ใน SEZs
                  ั
โดยใช้แนวปฏิบติระหว่างประเทศที่ดีที่สุดในการอานวยความสะดวกแก่การลงทุน อาทิ การไม่เก็บภาษี และ
VAT ในการ re-export รวมทั้งการลดกฎระเบียบ/ขั้นตอนในการขนส่ งสิ นค้า การขอใบอนุญาตทางาน
และวีซ่า โดยให้มีการรวมหน่วยงานการออกใบอนุญาตเข้าด้วยกันเป็ นหน่วยงานเดียว (one stop service)

5. อุปสรรคและปัญหาทางการค้ า
     5.1 อุปสรรคและปัญหาโดยทัวไป         ่
                                     ่
          5.1.1 อินโดนี เซี ยอยูระหว่างการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการปรับปรุ งบรรยากาศการลงทุน
                       ่
ซึ่ งรัฐบาลกาลังอยูระหว่างการปรับเปลี่ยนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกฎหมายด้านภาษี แรงงาน
และการลงทุน ซึ่ งยังไม่มีความชัดเจนว่ากฎระเบียบต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงให้เอื้อต่อการลงทุนและทาธุ รกิจใน
                                                ่
อินโดนี เซี ยมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ แม้วารัฐบาลจะมีนโยบายในการปฏิรูปด้านต่าง ๆ อย่างจริ งจัง
                                                                    ั
แต่ไม่มีความแน่นอนว่าจะสามารถนากฎหมาย/กฎระเบียบไปปฏิบติอย่างเป็ นรู ปธรรมได้จริ ง
                                                  ้
          5.1.2 ปั ญหาการคอรัปชัน ซึ่ งทาให้ตนทุนทางธุ รกิจสู งขึ้น
                                       ่
                                   ั
          5.1.3 ค่าเงินรู เปี ยห์ยงคงมีความอ่อนไหวสู ง
ซึ่งเป็ นปั จจัยเสี่ ยงปั จจัยหนึ่งในการลงทุนและทาธุ รกิจในอินโดนีเซี ย
                                              ั
          5.1.4 ปั ญหาโครงสร้างพื้นฐาน ที่ยงไม่พร้อม โดยเฉพาะอย่างยิง การคมนาคมขนส่ ง และการสื่ อสาร
                                                                        ่
                                                         ้
ซึ่งเป็ นอุปสรรคต่อการทาธุ รกิจและการลงทุน ทาให้ตนทุนการผลิตสิ นค้ามีราคาสู ง
          5.1.5 ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ และกฎหมาย
               ่
เนื่องจากอยูระหว่างการปรับปรุ งเพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุน
                                                  12


             5.1.6 ปัญหาด้านแรงงาน ซึ่งได้รับการปกป้ องสู ง (กาลังพิจารณาแก้ไขกฎหมายแรงงาน)
             5.1.7 Regional Autonomy ทาให้กฎระเบียบส่ วนกลางกับส่ วนท้องถิ่นไม่สอดคล้องกันเท่าที่ควร
                                       ั
และนักลงทุนอาจต้องเสี ยภาษีให้กบทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น
                                                                ่
             5.1.8 สิ นค้าไทยได้รับความนิยมอย่างมาก หากระบุวาเป็ นสิ นค้าจากประเทศไทยจะมีราคาแพง
                                ่
    5.2 มาตรการการค้ าทีมีลักษณะกีดกันทางการค้ า (Non-Tariff Barriers – NTBs)
            5.2.1 มาตรการห้ามนาเข้า (Import Ban)
                  อินโดนี เซี ยออกกฎระเบียบห้ามนาเข้าสิ นค้าหลายประเภท โดยใช้เหตุผลต่าง ๆ
                                                           ้
กันตามประเภทของสิ นค้า อาทิ ข้าว (Food Security) กุง (สารเจือปนและโรคสัตว์น้ า) เกลือ
               ้
(ปกป้ องผูผลิตในประเทศ) และยาแผนโบราณ (มีสารอันตราย) เป็ นต้น
            5.2.2 มาตรการใบอนุญาตนาเข้า (Special Import Licensing – NPIK)
                  ตั้งแต่ปี 2547 อินโดนีเซียได้ออกกฎระเบียบในการขออนุญาตนาเข้าสิ นค้าหลายประเภท
         ู้
ทาให้ผนาเข้าจะต้องมีใบอนุญาตนาเข้าพิเศษ (NPIK) ได้แก่ น้ าตาล ถัวเหลือง ข้าว ข้าวโพด เสื้ อผ้า
                                                                       ่
เครื่ องใช้ไฟฟ้ าและอุปกรณ์ และของเด็กเล่น เป็ นต้น
            5.2.3 มาตรการขึ้นทะเบียน อย. (ML Registration)
                   อินโดนี เซี ยกาหนดให้สินค้าอาหาร เครื่ องสาอาง ยารักษาโรค สมุนไพร และเครื่ องมือแพทย์
ต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงาน อย. ของอินโดนีเซีย (Food and Drug Supervisory Board : BPOM)
หรื อต้องจดทะเบียนกับ ML เพื่อให้ได้เลขที่ ML ซึ่ งกระบวนการขออนุ ญาตจากหน่วยงาน อย. จะใช้เวลานาน
อย่างน้อย 6 เดือน
            5.2.4 มาตรการด้านสุ ขอนามัย (SPS)
                  กระทรวงเกษตรอินโดนีเซี ยได้ออกกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการนาเข้าผลไม้ (Ministry of
Agriculture’s Decree No.37/Kpts/HK060/1/2006 กาหนดให้ผลไม้นาเข้าจากต่างประเทศ
ต้องเพาะปลูกในเขตที่ปลอดแมลงวันทอง (fruit flies)
ทาให้ผลไม้ที่นาเข้าจากไทยจะต้องระบุในใบรับรองว่ามาจากบริ เวณที่ปลอดแมลงวันทอง นอกจากนี้
ยังกาหนดให้ผลไม้บางประเภท คือฝรั่ง และพีช จะต้องผ่านกระบวนการ
ฆ่าเชื้อก่อนจะนาเข้ามาในอินโดนี เซี ย



6. ข้ อเสนอแนะในการแสวงหาโอกาสและขยายตลาดสิ นค้ าและบริการที่มีศักยภาพของไทย
           ั                          ่
    ปั จจุบนเศรษฐกิจของอินโดนีเซี ยอยูในภาวะที่ชะลอตัว อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลง
ส่ งผลกระทบต่อมูลค่าการส่ งออกสิ นค้าไทยไปยังตลาดอินโดนีเซี ย อย่างไรก็ดี
                                                     13


เมื่อพิจารณาภาวะตลาดอินโดนีเซียในระยะยาว เนื่ องจากอินโดนีเซียมีประชากรจานวนมาก
จัดเป็ นตลาดขนาดใหญ่ ความต้องการสิ นค้าและบริ การสู ง
                                             ั
จึงควรแสวงหาโอกาสสาหรับสิ นค้าไทยที่มีศกยภาพในการแข่งขันในตลาดนี้ซ่ ึ งเป็ นตลาดที่สาคัญ
                                                               ั ั
    เมื่อพิจารณาความต้องการของตลาดอินโดนี เซี ย สิ นค้าไทยที่ยงมีศกยภาพในการแข่งขันได้แก่ สิ นค้าอาหาร
                                        ้
โดยเฉพาะผลไม้ไทย ซึ่ งเป็ นที่นิยมของผูบริ โภคชาวอินโดนีเซี ย เนื่ องจากผลไม้ไทยบางชนิดไม่สามารถ
ปลูกได้ในอินโดนีเซี ย หรื อมีรสชาดต่างจากผลไม้พ้ืนเมือง เช่นทุเรี ยน ลาไย ลิ้นจี่ มะม่วงเขียวเสวย ส้มโอ ฝรั่ง
และชมพู่ เป็ นต้น นอกจากนี้ สิ นค้าประเภทอาหารสาเร็ จรู ปของไทย ก็เป็ นที่นิยม เช่น บะหมี่ก่ ึงสาเร็ จรู ป
เครื่ องปรุ งรส น้ าผลไม้ เป็ นต้น
                                   ั
    สาหรับสิ นค้าอุตสาหกรรมที่มีศกยภาพในการแข่งขันคือ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่ วนและอุปกรณ์
                                                         ่
เนื่องจากไทยเป็ นฐานการผลิตสิ นค้าดังกล่าวที่สาคัญ แม้วาอินโดนี เซี ยจะเป็ นฐานการผลิตรถยนต์เช่นกัน
แต่ต่างรุ่ นกับรถยนต์จากไทย ไทยจึงสามารถส่ งออกสิ นค้าดังกล่าวมาอินโดนี เซี ย ซึ่ งมีความต้องการสู ง
โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจของอินโดนี เซี ยปรับตัวดีข้ ึน ก็จะเป็ นตลาดที่ใหญ่และมีความสาคัญสาหรับสิ นค้า
ดังกล่าว
    โอกาสด้านอื่นสาหรับไทยในอินโดนี เซี ย คือเป็ นแหล่งวัตถุดิบ แหล่งพลังงาน โดยเฉพาะความร่ วมมือด้าน
                                 ้
น้ ามันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่ งผูนาทั้งสองฝ่ ายได้แสดงความพร้อมที่จะร่ วมมือกัน ถ่านหิ น
ตลอดจนปาล์มน้ ามันเพื่อเป็ นพลังงานทดแทน และแหล่งแรงงานได้ อย่างไรก็ดี
การลงทุนและทาธุ รกิจในอินโดนี เซี ยในสาขาที่มี
ศักยภาพมักเป็ นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้เงินลงทุนจานวนมาก
และควรจะสามารถรองรับความเสี่ ยงในการดาเนินธุ รกิจได้

                                            *********************
                                             สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุ งจาการ์ ตา
                                             สานักงานส่ งเสริ มการค้าในต่างประเทศ ณ กรุ งจาการ์ ตา
                                             สานักงานที่ปรึ กษาการเกษตรในต่างประเทศ ณ กรุ งจาการ์ ตา

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Tags:
Stats:
views:9
posted:6/26/2012
language:Thai
pages:13