???????????? ( DIGESTION ) by RKp3Ys

VIEWS: 0 PAGES: 118

									การย่ อยอาหาร ( DIGESTION )

                              ่
               วิชาชีววิทยาเพิมเติม 1 ว40241
                    ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4
                      กรวรรณ งามสม
                                    ิ
               กลุ่มสาระการเรียนรู้วทยาศาสตร์
การย่ อยอาหาร ( DIGESTION )
                   ่
หมายถึงกระบวนการทีทาให้ โมเลกุลของ
 อาหารมีขนาดเล็กจนสามารถนาไปใช้
                      ิ
 ประโยชน์ ในการดารงชีวตได้
                              ิ
      การกินอาหารของสิ่ งมีชีวตมีหลายวิธี

     อาหารเป็ นอนุภาคขนาดเล็ก
    – การสร้ างเวคคิวโอลเก็บสะสมอาหาร โดย วิธี ฟิ โนไซ
      โทซีส( pinocytosyte )หรือ ฟาโกไซโทซิส
      ( Phagocytosis ) พบในพวกโปรโตซัว
    – การใช้ ซีเลีย ( cilia ) พบในพารามีเซียม ฟองนา้
      หอยสองฝา
การกินอาหารของพวกPROTEIS
             Add info of your choice
              here
             Add text, graphic or
              photo at left
การกินอาหารของParamecium


                พารามีเซียมใช้ ซีเลีย
                ( Cilia ) โบก
                อาหารเข้าสู่ส่วน ที่
                เป็ นปาก
การกินอาหารของParamecium
การกินอาหารของParamecium
                           ิ
   การกินอาหารของสิ่ งมีชีวตมีหลายวิธี

– ใช้ หนวด ( Tentacle ) พบในไฮดรา ปลิงทะเล
– การสร้ างเมือกออกมาเพือให้ อนุภาคของอาหาร
                        ่
 เกาะติด พบในหอยทาก
– โดยการกรองอนุภาคอาหารผ่ านเข้ าไปในร่ างกาย พบ
 ในปลาวาฬ ไรนา   ้
                               ิ
       การกินอาหารของสิ่ งมีชีวตมีหลายวิธี
 อาหารเป็ นก้ อนขนาดใหญ่
  – การกลืนอาหารเข้ าไปทั้งก้ อน เช่ น งู ปลา นก ค้ างคาว เป็ น
    ต้ น
  – เคียวแล้ วจึงกลืน ได้ แก่ สัตว์ ทมีกระดูกสั นหลังทัวไป
         ้                           ี่                ่
 อาหารเป็ นของเหลว
  – สิ่ งมีชีวตกลุ่มนีกนอาหารโดยการดูดเข้ าไป เช่ น ปลิง
              ิ       ้ิ
    ผีเสื้อ เห็บ ยุง เป็ นต้ น
การย่ อยอาหารภายในเซลล์ ( Intracellular digestion )
                              ้
                       เกิดขึนเมื่อลาเลียงสารอาหารเข้ าสู่
                         เซลล์ โดยวิธี เอนโดไซโทซิส คือเยือ    ่
                         หุ้มเซลล์ จะเว้ าเป็ นถุงห่ อหุ้มอนุภาค
                         เอาไว้ จากนั้นไลโซโซม               (
                         lysosome )จะหลังเอนไซม์ มาย่ อย
                                               ่
                                                   ่
                         อาหารเหล่ านี้ อาหารทีย่อยแล้ วจะถูก
                         ดูดซึมเข้ าสู่
                          ไซโทพลาสซึม ส่ วยสารทีเ่ หลือจะถูก
                         ลาเลียงออกนอกเซลล์ โดยวิธี
                          เอกโซไซโทซิส ( Exocytosis )
การย่ อยอาหารภายนอกเซลล์ (Extracellular digestion )

        เป็ นการย่ อยทีเ่ กิดจากเซลล์ ผลิตเอนไซม์ ออกมาย่ อย
     อาหารภายนอกเซลล์ จากนั้นจึงดูดซึมสารอาหารทีย่อย      ่
     แล้ วเข้ าสู่ เซลล์ และนาไปใช้ ประโยชน์ ต่อไป การย่ อย
              ้          ้
     แบบนีอาจเกิดขึนภายในร่ างกาย หรือภายนอกร่ างกาย
                     ิ                       ิ
     ของสิ่ งมีชีวตก็ได้ พบในพวกดารงชีวตแบบภาวะย่ อย
     สลาย เช่ น เห็ด รา
     ่
พวกทีทางเดินอาหารไม่ สมบูรณ์

                             ั
        เป็ นทางเดินอาหารมีลกษณะเป็ นถุงมี
         ช่ องเปิ ดทางเดียว ทาหน้ าทีเ่ ป็ นทั้งปาก
         และทวารหนัก เรียกว่ าช่ องแกสโทร
                                          ่
         วาสคิวลาร์ ซึ่งเป็ นบริเวณทีมีกลุ่ม
                                ้
         เซลล์ ทาหน้ าที่สร้ างนาย่ อย ออกมา
                                        ่
         ย่ อยอาหารและดูดซึมสารทีย่อยแล้ ว
                              ั
         เข้ าไป ส่ วนกากก็ขบออกทางปาก
การย่ อยอาหารของไฮดรา ไฮดราจัดเป็ นซี เลนเทอเรตาชนิดหนึ่ง จัด
    ่
อยูในไฟลัมซี เลนเทอราตา (coelenterata) มีทางเดินอาหารเป็ นแบบ
                                               ้
ปากถุง อาหารของไฮดรา ได้แก่ ตัวอ่อนของกุง ปู ไรน้ าเล็ก ๆ ที่อยู่
ในน้ า ไฮดราใช้อวัยวะคล้ายหนวด เรี ยกว่า หนวดจับ (tentacle ) ซึ่ง
      ่
มีอยูรอบปากจับอาหารและใช้เซลล์ที่มีเนมาโทซิ สต์ (nematocyst)
                    ่                      ่
หรื อเข็มพิษที่อยูที่หนวดจับแทงและฆ่าเหยือ ต่อจากนั้นจึงส่ งเหยือ ่
                                      ่
เข้าปาก ทางเดินอาหารของไฮดราอยูกลางลาตัวเป็ นท่อกลวงเรี ยกว่า
                                                          ้
ช่องแกสโทรวาสคิวลาร์ (gastrovascular cavity) ซึ่งบุดวยเซลล์ทรง
                                                        ่
สู งเรี ยกว่า ชั้นแกสโทเดอร์มิส (gastrodermis) เป็ นเหยือชั้นในบุ
ช่องว่างของลาตัว ซึ่ งประกอบด้วย
         ิ
นิวทริทพ เซลล์ (nutritive cell) เป็ นเซลล์ที่มีลกษณะอ้วน
                                                ั
บางเซลล์มีแส้เซลล์ 1 หรื อ 2 เส้น เรี ยกว่า แฟลเจลเลตเซลล์
                             ั
(flagellate cell) บางเซลล์มีลกษณะคล้ายอะมีบา เรี ยกว่า
                                             ื่
อะมีบอยด์เซลล์ (amoeboid cell) ทาหน้าที่ยนขาเทียมออกมา
ล้อมจับอาหาร แล้วจึงย่อยอาหารและทาหน้าที่ดูดอาหารที่ยอย    ่
แล้ว ส่ วนแฟลเจลเลตเซลล์ มีหน้าที่โบกพัดให้เกิดการ
หมุนเวียนของน้ าและอาหารภายในช่องแกสโทรวาสคิวลาร์
และโบกพัดให้กากอาหารเคลื่อนที่ออกทางปากต่อไป
เซลล์ ต่อมหรือเซลล์ ย่อยอาหาร (gland cell or digestive
cell) เป็ นเซลล์ที่ทาหน้าที่สร้างน้ าย่อยแล้วปล่อยน้ าย่อย
ออกมาย่อยอาหารพบมากบริ เวณใกล้ ๆ ปาก จะเห็นได้วา           ่
การย่อยอาหารโดยเซลล์ต่อม จัดเป็ นการย่อยแบบนอก
                                           ั
เซลล์ ส่ วนการย่อยโดยอะมีบอยด์เซลล์จดเป็ นการย่อย
อาหารแบบภายในเซลล์
           ่             ่
      พวกทีทางเดินอาหารทีสมบูรณ์
                         ั
 เป็ นทางเดินอาหารที่มีลกษณะเป็ นท่ อยาว มี
ทางเปิ ด 2 ทาง คือปากซึ่งเป็ นทางเข้ าของ
อาหาร และทวารหนักซึ่งเป็ นทางออกของกาก
อาหาร ภายในทางเดินอาหารจะ มีอวัยวะที่ทา
                                  ้
หน้ าที่แตกต่ างกัน ตั้งแต่ บด เคียว และทา
หน้ าที่ย่อยอาหาร
  การย่ อยอาหารของหนอนตัวกลมและไส้ เดือนดิน




 หนอนตัวกลม          ปาก     คอหอย      ลาไส้     ทวาร
 หนัก
ไส้ เดือนดิน ปาก      ช่ องปาก   คอหอย          หลอดอาหาร
      กระเพาะอาหาร     กระเพาะบดอาหาร     ลาไส้    ทวาร
     ่             ่
พวกทีทางเดินอาหารทีสมบูรณ์
               ลิ้นทะเลมี Radular เป็ นที่ถู
               อาหารลักษณะคล้าย
               แผ่นกระดาษทรายแทนฟัน

               แมลงสาบมีเริ่ มมีส่วนของ
               ทางเดินอาหารเปลี่ยนไปเป็ น
               ต่อมน้ าลายช่วยสร้างน้ าลาย
                       ี่ ี
ทางเดินอาหารของสั ตว์ ทมกระดูกสั นหลัง
                    กระต่ายเป็ นสัตว์ที่มีกระดูก
                    สันหลังมีทางเดินอาหาร
                    เจริ ญมาก มี อวัยวะต่างๆ
                    เกี่ยวกับทางเดินอาหารมาก
                    ขึ้นมีการเพิมของพื้นที่ของ
                                ่
                    ทางเดินอาหาร
   การย่ อยอาหารของพวกมอลลัส และแมลง

มอลลัส        ปาก
อวัยวะฉี กอาหาร ( Radular )
                                 ทวาร
หนัก
แมลง     าไส้       กระเพาะอาหาร
        ลปากเล็กคอหอย หลอดอาหาร กระเพาะพัก


กระเพาะอาหาร ต่อมสร้างน้ าย่อย กระเพาะบด
                          ้
การย่ อยอาหารของสั ตว์ เลียงลูกด้ วยนม
                                  ้
        การย่ อยอาหารของสั ตว์ เลียงลูกด้ วยนม
                                 ่
     ปาก เป็ นอวัยวะส่ วนแรกทีมีการย่ อยอาหาร
                       ั
 หลอดอาหาร มีลกษณะเป็ นท่ อยาวเชื่อมต่ อระหว่ างปาก กับ
                                             ้ ่
 กระเพาะอาหาร รอบ ๆหลอดอาหารมีกล้ ามเนือ ทีบีบไล่ให้ อาหารลง
 สู่ กระเพาะอาหาร
 กระเพาะอาหาร เป็ นส่ วนสาคัญในการย่ อยอาหารของสั ตว์ มี
             ่      ั        ่ ั           ่
 กระเพาะเดียว มีลกษณะทีมีลกษณะเป็ นถุงเดียว และกระเพาะรวม
               ้ ้
 พบในสั ตว์ เคียวเอือง เช่ น โค กระบือ แพะ
  กระเพาะอาหารของวัว
                 กระเพาะที่ 1 รู เมน
             เป็ นส่ วนท้ายของหลอดอาหารที่
             พองโตขึ้นภายใน มีผนังยืน    ่
             ออกมาเป็ นจานวนมาก คนทัวไป       ่
                                            ั
             เรี ยกว่า ผ้าขี้ริ้ว ทาหน้าที่พก
             อาหาร และมีการย่อยอาหาร
             พวกเซลลูโลส โดยแบคทีเรี ย
             และโปรโตซัว เปลี่ยนสารอาหาร
RUMEN             ั
             ที่สตว์นาไปใช้ได้
               กระเพาะอาหารของวัว
  กระเพาะที่ 2 มีลกษณะคล้ าย
                       ั
      ้                         ้
 รังผึง จึงเรียกว่ ากระเพาะรังผึง
 หรือ
         ั
  เรติคูลม
            ่
 ทาหน้ าทีคุกเคล้ าอาหารและส่ ง
                    ้
 อาหารกลับไปเคียวในปากอีก ครั้ง
 หนึ่ง
                                    RETICULUM
              กระเพาะอาหารของวัว
     กระเพาะที่ 3 มีลกษณะ
                        ั
  เป็ นกลีบเรียกว่ ากระเพาะ
  สามสิ บกลีบหรือโอมาซัม
            ่
 มีหน้ าทีบด และ คลุกเคล้ า
              ่
  อาหารเพือส่ งไปยังกระเพาะที่
  4 ซึ่งเป็ นกระเพาะจริง
                          ั
  เรียกว่ า อโบมาซัม มีลกษณะ
  เหมือนกระเพาะเดียวของสั ตว์
                      ่          OMASUM
                                 ้
       การย่ อยอาหารของสั ตว์ เลียงลูกด้ วยนม

       ลาไส้ เล็ก เป็ นส่ วนที่ มีความยาวมาก เช่ นลาไส้ เล็ก
 ของ สุ กรยาว 16 เมตร ของ โค ยาว 40 เมตร
          ่
 หน้ าทีสาคัญ คือย่ อยอาหารและดูดซึมอาหาร
                          ่ ี
 ลาไส้ ใหญ่ เป็ นท่ อทีมขนาดใหญ่ และสั้ นกว่ าลาไส้ เล็ก
                         ิ ้         ่ ั
 ลาไส้ ใหญ่ ของสั ตว์ กนเนือเป็ นทีพกอาหารย่ อยอาหาร
                       ่
 ไม่ ได้ และเตรียมทีจะขับถ่ ายออกนอกร่ างกาย
การย่ อยอาหารของคน
        ปาก ( MOUTH )
       มีการย่ อยอาหาร 2 แบบ คือ
       – - การย่อยเชิงกล
       – - การย่อยทางเคมี
การย่ อยเชิงกล ( MACHANICAL DIGESTION )
                     ฟัน ( Teeth ) มี
                   ส่ วนประกอบ
                   ตัวฟั น ( CROWN )
                    – - สารเคลือบฟัน ( enamel )
                    – - ชั้นเนื้อฟั น ( Dentine )
                      –         ้
                              ชันโพรง
                          ประสาทฟัน ( neck
ส่ วนประกอบของช่องปาก

                               ฟันตัด
                                              ้
                                        ฟันเขียว


                                กรามหลัง




                        กรามหน้ า
ฟันของคนเรามี 2 ชุด
      ฟันนานม มีท้งหมด 20 ซี่
          ้       ั
      อยู่บนขากรรไกรบน 10 ซี่
      ขากรรไกรล่ าง 10 ซี่ งอกขึนมา
                                ้
      หลังจากทีเ่ ด็กคลอดแล้ ว ช่ วง 6
       เดือน และขึนครบอายุ 2 ปี ครึ่ง
                   ้
      อายุการใช้ งาน 10 ปี
คลายเครี ยดนิดนึง
ฟันแท้ ( Permanent teeth )

           ฟันแท้ มี 28 - 32 ซี่ แล้ วแต่
           ว่ า
           กรามหลัง ( molar ) จะขึนครบ
                                  ้
           หรือไม่ ฟันแท้ จะอยู่บนขา
           กรรไกร บน 16 ซี่ ล่ าง 16 ซี่
           สู ตร = I C P M 2 1 2 3
           -----------I C P M 2
                                ้
             หน้ าที่ของฟันและลิน
                  ้
      ฟัน ใช้ บดเคียวอาหาร     ลิ้น มีหน้าที่สาคัญในการ
 บดอาหาร ชิ้นใหญ่ ให้ มีขนาด    ช่วยคลุกเคล้าอาหารในขณะ
 เล็กลง                         เคี้ยว และช่วยดันอาหารให้
 รักษารู ปใบหน้ า เช่ นฟัน     ลงสู่ คอหอย ผิวด้านบนของ
    ้
 เขียว ทาให้ ใบหน้ าไม่ บ่ ุม   ลิ้นมีลกษณะเป็ นตุ่มเล็ก ๆ
                                        ั
 ช่ วยในการออกเสี ยงให้        เรี ยก แพพิลลี
           ่ ้
 ชัดเจนยิงขึน เช่ น ส ฟ ฝ ช
            ต่ อมนาลาย ( salivary gland
                  ้
                      )
                              ่     ้
    เป็ นต่ อมมีท่อ ทาหน้ าทีผลิตนาลายออกมาวันละประมาณ
        1 - 1.5 ลิตร ต่ อมนาลายของคนเรา มีอยู่ 3 คู่
                                 ้
    – ต่ อมนาลายใต้ กกหู เป็ นต่ อมทีมขนาดใหญ่ สุด หากมี
                     ้                       ่ ี
                                   ้
       เชื้อไวรัส เข้ าไปในต่ อมนีจะทาให้ เป็ นโรคคางทูม
    – ต่ อมนาลายใต้ ขากรรไกร มีลกษณะคล้ ายรู ปไข่
                 ้                         ั
    – ต่ อมนาลายใต้ ลน อยู่ระหว่ างด้ านในของกระดูก
                   ้      ิ้
       ขากรรไกรล่ าง
                           ้
            ส่ วนประกอบของนาลาย
  มีค่า pH ระหว่ าง 6.2 - 7.4 แต่ มประสิ ทธิภาพดี
                                          ี
    ่
 เมืออยู่ในค่ า p H 6.8
      ้
 มีนาเป็ น องค์ ประกอบประมาณ 97 - 99 %
 มีของแข็งปนอยู่เป็ น พวกฟอสเฟต
                            ้
 มีแคลเซียมในปริมาณสู งปองกันไม่ ให้ แคลเซียมใน อินาเมล
 ของฟันละลายออกมา
        ้
 มีนาย่ อยชื่อไทยาลิน หรือ อะไมเลส ย่ อยแป้ ง
                              ่
 มีสารเมือกช่ วยในการหล่ อลืนอาหาร
                        ่   ้
                 หน้ าทีของนาลาย
                          ้
     ช่ วยควบคุมปริมาณนาในร่ างกาย
 ย่ อยอาหารจาพวกคาร์ โบไฮเดรต
 เป็ นตัวทาละลายอาหารทาให้ อาหารอ่ อนตัว
 ไม่ ให้ ปากแห้ งทาให้ ปากเปี ยกชื้นเหมาะกับการพูด
                  ่             ้
 ช่ วยในการเคลือนไหวของลินขณะพูด
                                      ้
 ขับถ่ ายสารบางอย่ างออกมา ในนาลายมีสารอินทรีย์
                         ้
 หลายชนิดเช่ นยูเรีย นาตาล รวมทั้งสารอนินทรีย์
 เช่ นปรอท ตะกัว    ่
การย่ อยอาหารในปาก
                      ้
                    ลิน (Tongue)

                ้
 เป็ นกล้ ามเนือที่สามารถเคลื่อนที่ได้ อย่ าง
  คล่ องแคล่ วในหลายทิศทาง ทาหน้ าที่สาคัญ รั บรส
  อาหาร เพราะมีต่อมรั บรส (Taste Budd), ช่ วย
                                ้
  คลุกเคล้ าอาหารให้ ผสมกับนาลาย และตะล่ อมให้
  อาหารเป็ นก้ อน, ช่ วยหน่ วงเหนี่ยวอาหารไม่ ให้ ไหล
  ผ่ านคอหอยเร็วเกินไป, ช่ วยในการกลืนอาหาร, ช่ วย
  ในการพูด ทาให้ พดชัดเจน
                    ู
การรั บรสอาหารของลิน     ้
                                                  ้
       ทาหน้ าที่ในการรั บรสอาหาร เพราะที่ลินมีปุ่มรั บรส
       เรี ยกว่ า Taste Bud อยู่ 4 ตาแหน่ ง คือ
               รสหวาน อยู่บริเวณปลายลิน       ้
               รสเค็ม                           ้     ้
                           อยู่บริเวณปลายลินและข้ างลิน
                      ้                   ้
               รสเปรี ยว อยู่บริเวณข้ างลิน
               รสขม        อยู่บริเวณโคนลิน ้
กระบวนการย่ อยในปาก
                       ้
 เริ่ มต้ นจากการเคียวอาหารโดยการทางานร่ วมกัน
               ้
  ของ ฟั น ลิน และแก้ ม ซึ่งถือเป็ นการย่ อยเชิงกล
                           ้            ื้
  ทาให้ อาหารกลายเป็ นชินเล็กๆ มีพนที่ผิวสัมผัสกับ
  เอนไซม์ ได้ มากขึน ้
                         ้                 ้
 ในขณะเดียวกันต่ อมนาลายก็จะหลั่งนาลายออกมา
  ช่ วยคลุกเคล้ าให้ อาหารเป็ นก้ อนลื่นสะดวกต่ อการ
  กลืน
             ้
 เอนไซม์ ในนาลาย    คือ ไทยาลิน หรื ออะไมเลส
            ้               ้
 จะย่ อยแปงในระยะเวลาสันๆ ในขณะที่อยู่ใน
 ช่ องปากให้ กลายเป็ นเดกซ์ ทริน (Dextrin) ซึ่ง
                                          ้
 เป็ นคาร์ โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กกว่ าแปง แต่
              ้
 ใหญ่ กว่ านาตาล
               การควบคุมการย่ อย
    การควบคุมการย่ อยเป็ นการควบคุมทางระบบประสาท และ
    ฮอร์ โมน

การเห็นอาหาร                 ้
                       ต่ อมนาลาย               ่
                                             หลัง
    ้
  นาลาย
          ่
การได้ กลิน ระบบประสาท
  หลัง่
                     การย่ อยอาหารในปาก
          แป้ง                         ไทยาลิน
เดกซ์ทริ น กระเพาะอาหาร
          แป้ง                         ไทยาลิน
มอลโตส กระเพาะอาหาร
          แป้ง                          ไทยาลิน
 กลูโคส       ดูด ซึ มเข้าสู่ เซลล์
 ไทยาลิน หรื อ อะไมเลส เป็ นน้ าย่อยชนิดเดียวกัน
คอหอย หรือ Pharynx
           คือบริเวณคอหอยสั้ น ๆ ที่
           เป็ นทางผ่ าน ไขว้ กนของ ั
           ทางเดินอาหารจากช่ องปาก
           เข้ าสู่ หลอดอาหาร และ
           หลอดลม จากจมูก ผ่ าน
                                        ่
           กล่ องเสี ยงเข้ า สู่ ท่อลมทีอยู่
           หน้ าหลอดอาหาร
 คอหอย (pharynx, pharynges) เป็ นส่ วนหนึ่งของระบบ
  ทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจของสิ่งมีชีวตหลาย       ิ
                    ้
  ชนิด เนื่องจากทังอาหารและอากาศต่ างผ่ านเข้ าสู่คอหอย
                  ึ            ้
  ร่ างกายมนุษย์ จงมีแผ่ นเนือเยื่อเกี่ยวพันเรียกว่ า ฝาปิ ด
  กล่ องเสียง (epiglottis) ปิ ดช่ องท่ อลมเมื่อมีการกลืนอาหาร
        ้
  เพื่อปองกันการสาลัก ในมนุษย์ คอหอยยังมีความสาคัญใน
  การออกเสียง
                                                 ้
        1. เพดานอ่ อน (Solf Palate) ถูกดันยกขึนไปปิ ดช่ องจมูก
   ่
เพือไม่ ให้ เกิดการสาลักและไม่ ให้ อาหารเข้ าไปในช่ องจมูก
        2. เส้ นเสียง (Vocal Cord) ถูกดึงให้ มาชิดกัน และฝาปิ ด
                                  ่
กล่ องเสี ยง (Epiglottis) จะเคลือนมาทางข้ างหลังปิ ดหลอดลม
            ้
เอาไว้ ปองกันไม่ ให้ อาหารตกเข้ าสู่ หลอดลม
                                        ้
        3. กล่ องเสี ยง (Larynx) ถูกยกขึนทาให้ รูเปิ ดช่ องคอมีขนาด
ใหญ่ ขน  ึ้
                     ้
        4. กล้ ามเนือบริเวณคอหอยหดตัวให้ ก้อนอาหาร (Bolus)
     ่
เคลือนลงไปในหลอดอาหารได้ โดยไม่ พลัดตกลงไปในหลอดลมหรือ
       ่ ้
เคลือนขึนไปในช่ องจมูก
หลอดอาหาร ( Esophagus )

              หลอดอาหารเป็ น
            ทางผ่านของอาหารเข้าสู่
            กระเพาะอาหาร ไม่มีหน้าที่ใน
            การย่อย กล้ามเนื้อเรี ยบของ
            หลอดอาหารจะบีบตัวเป็ นช่วง
            ๆ ติดต่อกันเป็ นระลอกเรี ยกว่า
            เพอริ ตอลซิส ( peristalsis )
                     การกลืนอาหาร
    โดยปกติแล้ วทางเข้ าหลอดอาหารจะปิ ดอยู่ตลอดเวลา
               ่
 ในขณะทีทางเข้ าสู่ กล่ องเสี ยงและหลอดลมจะ เปิ ด
  ทาให้ เราสามารถหายใจได้ ตลอดเวลา แต่ ในขณะทีเ่ รา
                                          ่    ่
  กลืนอาหาร ก้ อนอาหารอยู่ในสภาพกึงแข็งกึงเหลวซึ่ง
                                    ้
  เรียกว่ า โบลัส (bolus)จะถูกลินดันไปด้ านหลังของปาก
                                        ้
 ในขณะเดียวกันเพดานอ่ อนจะยกตัวขึนปิ ดช่ องหายใจ
                                  ้
  กล่ องเสี ยงทั้งหมดถูกยกตัวขึน ปิ ดหลอดลมได้ สนิท ทา
                  ่
  ให้ อาหารเคลือนทีเ่ ข้ าสู่ หลอดอาหารโดยไม่ สาลัก
การกลืนอาหาร
ลักษณะของเซลล์ ต่าง ๆ บริเวณทางเดินอาหาร
ทางเดินอาหาร
                กระเพาะอาหาร ( STOMACH )
                                                 ่
                             เป็ นทางเดินอาหารทีอยู่
                              ทางด้ านซ้ ายของช่ องท้ อง ที่
                              ถัดจากกระบังลม กระเพาะ
                              อาหารยาว 10 นิว กว้ าง
                                                ้
                              ประมาณ 5 นิว กระเพาะ
                                            ้
                              อาหารแบ่ งออกเป็ น 3 ส่ วน

พื้นผิวด้านในกระเพาะอาหาร
 กระเพาะอาหาร (Stomach) อยู่ทางด้ านซ้ ายของ
  ร่ างกาย ใต้ กะบังลม (Diaphragm) ในสภาพไม่ มี
  อาหารบรรจุอยู่ จะมีปริมาตร 50 ลูกบาศก์ เซนติเมตร
                                  ึ
  แต่ เมื่อมีอาหารสามารถขยายได้ ถง 10-40 เท่ า
             กระเพาะอาหารแบง            ่
                 น 3 ว คื นส่
           ออกเป็Cardiacส่) นเป็ อ วนแรกของกระเพาะอาหาร
• คาร์ ดเิ อก (
  ่                              ั            ้
ทีต่อจากหลอดอาหาร อยู่ใกล้ กบหัวใจมีกล้ ามเนือหูรูดด้ านบน
                              ้
เรียกว่ า Cardiac Sphincter ปองกันไม่ ให้ อาหารภายใน
กระเพาะอาหารย้ อนกลับสู่ หลอดอาหาร
    ฟันดัส ( Fundus ) เป็ นส่ วนกลางของกระเพาะ ซึ่ง
เป็ นส่ วนทีมีขนาดใหญ่ ทสุด เรียก บอดี ( Body )มีลกษณะ
            ่           ี่                        ั
เป็ นรู ปโดมคล้ ายบอลลูน
3. Pylorus หรือ Pyloric Region เป็ นกระเพาะอาหารส่ วน
   ปลายติดต่ อกับลาไส้ เล็กตอนต้ น (Duodenum) มีลกษณะ  ั
   เล็กเรียวแคบลง ตอนปลายสุ ดของกระเพาะอาหารส่ วนนี้
              ้                                   ้
   มีกล้ ามเนือหูรูด เรียกว่ า Pyloric Sphincter ปองกันไม่ ให้
   อาหารออกจากกระเพาะอาหาร
พักสมอง นิดนึง
ลักษณะผนังกระเพาะอาหาร ประกอบด้ วยกล้ ามเนือ          ้
              ้
   เรี ยบ 3 ชัน ดังนี ้
        ้                   ้
   1. ชันนอก เป็ นกล้ ามเนือเรี ยบตามแนวยาว
            ้                 ้
   2. ชันกลาง เป็ นกล้ ามเนือวงตามขวาง
          ้                     ้
   3. ชันในสุด เป็ นกล้ ามเนือในแนวทแยง ลักษณะพับ
                                     ้
   ไปมา เรี ยกว่ า Rugae ช่ วยเพิ่มพืนที่ผิวในการย่ อย
   อาหาร
 รู กี                                    ้
        (Rugae) เป็ นส่ วนที่มีต่อมสร้ างนาย่ อยประมาณ
                                                  ้
   35 ล้ านต่ อม เรี ยกว่ า Gastric Gland สร้ างนาย่ อยของ
   กระเพาะอาหารเรี ยกว่ า Gastric Juice ซึ่งเอนไซม์ นีมี้
   องค์ ประกอบหลายอย่ าง ได้ แก่ กรดเกลือ โปตัสเซียม
               ้
   คลอไรด์ นาเมือก (Mucus) และเอนไซม์ เปปซิน
   (Pepsin) เรนนิน (Renin) และลิเปส (Lipase) เมื่อ
                             ้
   สารองค์ ประกอบเหล่ านีรวมตัวกับสารอาหารจนเหลว
   และเข้ ากันดีคล้ ายซุปข้ นๆ เรี ยกว่ า ไคม์
                                    ้
   (Chyme) การควบคุมการหลั่งนาย่ อยของกระเพาะ
   อาหาร
          ผนังชั้นในของกระเพาะอาหาร
 ประกอบด้ วยกลุ่มเซลล์ แตกต่ างกัน 3       ชนิด
                           ่          ้        ั
 มิว คัสเซลล์ มีหน้ าทีสร้ างนาเมือกมีลกษณะคล้ ายวุ้น
     มี ฤทธิ์เป็ น เบส ทาหน้ าทีเ่ คลือบผิวชั้นในของกระเพาะ
                                    ่
 พาไรเอทอล เซลล์ มีหน้ าทีสร้ างกรดเกลือ (HCL) เพือช่ วย  ่
 ในการย่ อยอาหาร ในกระเพาะอาหาร pH 2 - 3
                        ่
 ชีพเซลล์ มีหน้ าทีผลิตเอนไซม์ เพปซิโนเจน ซึ่งไม่ สามารถ
 ย่ อยอาหารได้ จะต้ องกระตุ้นด้ วยกรดเกลือ(HCL)จะแปรสภาพ
 เป็ น เพปซิน สามารถจะย่ อยโปรตีนได้
       การย่ อยในกระเพาะอาหาร
                       ่
    การย่ อยเชิงกล เมืออาหารตกมาถึงกระเพาะ
    จะมีการหดตัวของกระเพาะเป็ นช่ วง ๆ เรียก
    Peristalsis
   การย่ อยทางเคมี ส่ วนใหญ่ เป็ นการย่ อยโปรตีน
     โปรตีน           เพปซิน              พอลิเพปไทด์
             การควบคุมการย่ อย
  การควบคุมการย่ อยเป็ นการควบคุมทางระบบประสาท และ
  ฮอร์ โมน
  อาหารในกระเพาะ               กระแสเลือด
  กระเพาะหลัง     ่
       ้
 กระตุนให้หลัง  ่
  gastric juice
ฮอร์โมน gastrin ถ้ามีกรดในกระเพาะมาก
  เพิมขึ้น
     ่
การมีกรดในกระเพาะอาหารมากมีหลายสาเหตุ
   ขาดการพักผ่ อน
   รับประทานอาหารเผ็ดจัด
                       ่
     การกินยาแก้ ปวดเมือท้ องว่ าง
   การรับประทานอาหารไม่ ตรงเวลา
   การมีอารมณ์ เครียด วิตกกังวล
         ่         ่ ่ ี
     การดืมเครื่องดืมทีมแอลกอฮอล์ และคาเฟอีน
               ลาไส้ เล็ก (small intestine)

 ลาไส้ เล็ก  (Small Intestine) เป็ นส่ วนที่ยาวที่สุดของ
  ทางเดินอาหาร ต่ อมาจากกระเพาะอาหาร มีความ
  ยาวประมาณ 7-8 เมตร ขดไปมาในช่ องท้ อง ผนังด้ าน
  ในของลาไส้ เล็กมีลักษณะเป็ นลอนตามขวาง มีส่วน
  ยื่นเล็กๆมากมายเป็ นตุ่ม เรี ยกว่ า วิลลัส (Villus
                                        ้
  พหูพจน์ เรี ยกว่ า Villi) เพื่อเพิ่มพืนที่ผิวในการดูดซึม
  สารอาหารที่ย่อยแล้ วได้ อย่ างมีประสิทธิภาพ
โครงสร้ างภายนอกของลาไส้ เล็ก
แบ่ งเป็ น 3 ส่ วน คือ
1. ดูโอดีนัม (Duodenum) เป็ นลาไส้ เล็กส่ วนต้ น ยาว
  ประมาณ 25-30 เซนติเมตร รูปร่ างเป็ นตัวยู อยู่ต่อจาก
  กระเพาะอาหาร เป็ นบริเวณที่มีสารเคมีหลายชนิด
                               ้
  เช่ น Pancreatic Juice เป็ นนาย่ อยที่สร้ างจากตับอ่ อน,
     ้                                              ้
  นาดี (Bile) สร้ างจากตับ, Intestinal Juice เป็ นนาย่ อย
  ที่สร้ างจากกผนังลาไส้ เล็กของดูโอดีนัม จัดเป็ นส่ วนที่
                          ้
  มีการย่ อยอาหารเกิดขึนมากที่สุด
2. เจจูนัม (Jejunum) เป็ นส่ วนที่ต่อจาก Duodenum ยาว
   ประมาณ 2 ใน 5 หรือประมาณ 2.50 เมตร เป็ นส่ วนที่มี
   การดูดซึมอาหารมากที่สุด
3. ไอเลียม (Ileum) เป็ นลาไส้ เล็กส่ วนสุดท้ าย ปลายสุดของ
   Ileum ต่ อกับลาไส้ ใหญ่ มีขนาดเล็กและยาวที่สุดประมาณ
   4.3 เมตร
พักสมอง หน่อยนะ
กระบวนการย่ อยอาหารในลาไส้ เล็ก

          มี 2 วีธี ดังนี้
          1. การย่ อยเชิงกล
          2. การย่ อยเชิงเคมี
  การย่ อยเชิงกล
1. การหดตัวเป็ นจังหวะ (Rhythmic Segmentation) เป็ นการหดตัวที่
                                    ้                              ่
   ช่ วยให้ อาหารผสมคลุกเคล้ ากับนาย่ อย หรือช่ วยไล่ อาหารให้ เคลือนที่
                                          ั
   ไปยังทางเดินอาหารส่ วนถัดไป อาจมีจงหวะเร็ว 15-20 ครั้ง/นาที
   หรือช้ า 2-3 ครั้ง/นาที
                                                         ้
2. เพอริสตัลซิส (Peristalsis) เป็ นการหดตัวของกล้ ามเนือทางเดิน
                                        ่           ้
   อาหารเป็ นช่ วง ๆ ติดต่ อกัน การเคลือนไหวแบบนีจะช่ วยผลักอาหาร
                           ่ ่
   หรือบีบไล่ อาหารให้ เคลือนทีต่อการย่ อยทางเคมี (Chemical
                                      ้
   Digestion) บริเวณดูโอดีนัม จะมีนาย่ อยจากแหล่งต่ าง ๆ มาช่ วยย่ อย
การย่ อยเชิงเคมี
   1 สารและเอนไซม์ จากตับอ่ อน
      ้
   2 นาดีจากตับ
   3 สารและเอนไซม์ จากลาไส้ เล็ก (Intestinal Juices)
สารและเอนไซม์ จากตับอ่ อน
     ้                                                 ี
  นาย่ อยของตับอ่ อน (Pancreatic Juice) เป็ นเอนไซม์ ท่สร้ าง
  มาจากตับอ่ อน (Pancreas) มีสภาพเป็ นเบส ประกอบด้ วย
 โซเดียมไฮโดรเจนคาร์ บอเนต (NaHCO3) มีฤทธิ์เป็ นเบส
  ช่ วยเปลี่ยนอาหาร (Chyme) ที่มีฤทธิ์เป็ นกรดจากกระเพาะ
  อาหารให้ เป็ นกลางหรื อเบสอ่ อน
                                              ้
 เอนไซม์ อะไมเลส (Amylase) ทาหน้ าที่ย่อยแปง ไกลโคเจน
  หรือเดกซ์ ทริน ให้ แตกตัวเป็ นมอลโทส
 เอนไซม์ ไลเพส หรื อ สตีปซิน (Lipase or Steapsin) ทา
 หน้ าที่ย่อยไขมันให้ เป็ นกรดไขมันและกลีเซอรอล และ
 ทางานได้ ดีท่ ี pH 8.0
                                              ี
 ทริ ปซิโนเจน (Trypsinogen) เป็ นสารเคมีท่ ไม่ พร้ อมจะ
 ทางาน ต้ องอาศัยเอนเทอโรไคเนส (Enterokinase) จากผนัง
 ลาไส้ เล็กเปลี่ยนเป็ นทริปซิน (Trypsin) ก่ อน จึงจะทาหน้ าที่
 ย่ อยโปรตีนได้
 ไคโมทริ ปซิโนเจน (Cyhmotrypsinogen) เป็ นสารเคมีท่ ไม่ี
 พร้ อมจะทางาน ต้ องอาศัยทริปซินเปลี่ยนเป็ นไคโมทริปซิน
 (Chymotrypsin) ก่ อน จึงจะทาหน้ าที่ย่อยโปรตีนได้
 โพรคาร์ บอกซิเพปทิเดส (Procarboxypeptiddase) เป็ น
            ี
  สารเคมีท่ ไม่ พร้ อมจะทางาน ต้ องอาศัย ทริปซิน หรือ
  เอนเทอโรไคเนส ตัวใดตัวหนึ่งเปลี่ยนเป็ น
  คาร์ บอกซิเพปทิเดส (Carboxypeptidase) ก่ อนจึงทาหน้ าที่
  ย่ อยโปรตีน ซึ่งจะย่ อยตรงปลายสุดด้ านหมู่คาร์ บอกซิล
         ้
  เท่ านัน
คลายเครี ยด
 ้
นาดีจากตับ

    ้
 นาดี (Bile) สร้ างจากตับ (Liver) แล้ วถูกนาไปเก็บไว้
        ้
 ที่ถุงนาดี (Gall Bladder) ไม่ ถือว่ าเป็ นเอนไซม์ เพราะ
 จะเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม เมื่อปฏิกิริยาสินสุดลง ้
 แล้ ว มีส่วนประกอบ 3 ส่ วนคือ
        ้
 เกลือนาดี     (Bile Salt) มีหน้ าที่ตีให้ ไขมัน (Fat) แตกตัว
  เป็ นหยดเล็กๆ ไขมันที่ถูกตีให้ แตกตัวเป็ นหยดเล็กๆ
                                            ้
  เรียกว่ า อีมัลชั่น (Emulsion) จากนันจึงถูก Lipase ย่ อย
  ต่ อให้ เป็ นกรดไขมันและกลีเซอรอล
 โคเรสเตอรอล (Cholesterol) ถ้ ามีมากๆ จะทาให้ เกิดนิ่ว
           ้                            ้
  ในถุงนาดี เกิดการอุดตันที่ท่อนาดี เกิดโรคดีซ่าน
  (Janudice) มีผลทาให้ การย่ อยอาหารประเภทไขมัน
  บกพร่ อง
           ้
 รงควัตถุนาดี  (Bile Pigment) เกิดจากการสลายตัวของฮี
  โมโกลลิน (Hemoglobin) โดยตับ เป็ นแหล่ งทาลายและ
  กาจัด Hemoglobin ออกจากเซลล์ เม็ดเลือดแดงที่
                                                 ้
  หมดอายุ โดยเก็บรวมเข้ าไว้ เป็ นรงควัตถุในนาดี (Bile
                       ิ                       ้
  Pigment) ชื่อ บิริรูบน (Bilirubin) จึงทาให้ นาดีมีสีเหลือง
  หรือเขียวอ่ อน และจะถูกเปลี่ยนเป็ นสีเหลืองแกมนาตาล   ้
  โดยแบคทีเรียในลาไส้ ใหญ่ และเป็ นสีใสเมื่อปนในอุจจาระ
สารและเอนไซม์ จากลาไส้ เล็ก (Intestinal Juices)
                  ี
  เป็ นเอนไซม์ ท่ สร้ างมาจากผนังของลาไส้ เล็กเอง
  ประกอบด้ วยเอนไซม์ หลายชนิด ดังนี ้
 เอนเทอโรไคเนส ช่ วยเปลี่ยนทริ ปซิโนเจน และ
  โพรคาร์ บอกซิเพปทิเดสจากตับอ่ อน ให้ เป็ นทริปซิน
  และคาร์ บอกซิเพปทิเดส
 เอนไซม์ ย่อยคาร์ โบไฮเดรต ได้ แก่ อะไมเลสส
  (Amylase) มอลเทส (Maltase) ซูเครส (Sucrase)
  และ แล็กเทส (Lactase)
 เพปซิเดส (Pepsidase) มีหลายชนิด เช่ น
   – อะมิโนเพปซิเดส (Aminopepsidase) ซึ่งช่ วยย่ อยเพปไทด์
     ให้ เป็ นกรดอะมิโนและเพปไทด์ ขนาดสันลง ้
   – ไดเพปซิเดส (Dipepsidase) ซึ่งช่ วยย่ อยเพปไทด์ ให้ เป็ น
     กรดอะมิโน

 เอนไซม์ ไลเพส ช่ วยย่ อยไขมันให้ เป็ นกรดไขมัน และ
  กลีเซอรอล
               ้
              นาย่ อยในลาไส้ เล็ก
                        ้
       ลาไส้ เล็กสร้ างขึน      ตับอ่ อนส่ งมาช่ วย
   Maltase                      amylase
   Sucase                      Tripsin
   Lactase                     Chymotripsin
   Lipase                      Carboxypeptidate
   Aminopeptidase              Lipase
   Dipeptidase                 NaHCO3
             การย่ อยคาร์ โบไฮเดรตในลาไส้ เล็ก

                    ้
  Dextrin amylase + นา maltose
                       ้
 maltose maltase + นา glucose + glucose
                           ้
 Sucose sucase + นา glucose + fuctose
                         ้
 Lactose Lactase + นา glucose + galactose
    หมายเหตุ สี                  ้
                       เป็ นชื่อนาย่ อย
              การย่ อยโปรตีนในลาไส้ เล็ก
                      ้
  Peptide Tripsin + นา Dipeptide + amino
                           ้
 Dipeptide Dipeptidase + นา amino + amino
   Carboxypeptidate
  ย่ อยโปรตีนตรงส่ วนของหมู่คาร์ บอกซิล เป็ น กรดอะมิ
 โน
 Aminopeptidase
  ย่ อยโปรตีนตรงส่ วนหมู่ เอมีน เป็ นกรดอะมิโน
               การย่ อยไขมันในลาไส้ เล็ก


 ไขมัน   + นาดี ( bile sale )
             ้                    ไขมันแตกตัว
                                  เป็ นเม็ดเล็ก ๆ
                                        Lypase +
   ้
  นา

                            กลีเซอรอล + กรด
พักหน่อยนะครับ
พร้อมหรื อยังครับ
การดูดซึมอาหาร ( Absorption )
                      ชั้นในสุ ดของลาไส้ เล็กมี
                            ่ ้ ิ ่
                   การเพิมพืนที่ผวยืนยาว
                   ออกไปเป็ นรู ปนิวมือ้
                   เรียกว่ า Villi อย่ างมากมาย
                      ่ ิ
                   เยือบุผวลาไส้ เป็ นเซลล์
                   ทรงสู งชั้นเดียว โดยมี
                                  ้
                   เซลล์ สร้ างนาเมือกเรียก
                   goblet cell
การดูดซึมอาหาร ( Absorption )
                             ิ
                   เซลล์ บุผวลาไส้ เล็กด้ าน
                                          ื่
                  ในที่ villi จะมีส่วนมี่ยน
                  ออกไปเรียกว่ า micro villi
                           ิ
                  ทาให้ ผวของผนังลาไส้ มี
                  ลักษณะเหมือนขนแปรง
                  เรียก ว่ า Brush borer เพือ่
                     ่
                  เพิมประสิ ทธิภาพใน เส้ น
                                      ้
                  เลือดฝอยและท่ อนาเหลือง
การดูดซึมอาหาร ( Absorption )
                                                 ่
                    เมื่อสารถูกย่ อยจนมีอนุเล็กทีสุด
                อยู่ในช่ องว่ าง( Lumen )ของลาไส้
                เล็ก ผ่ านเซลล์ ในวิล ไล ของผนัง
                ลาไส้ เล็กเข้ าสู่ เส้ นเลือดฝอย และ
                  ้                     ้
                นาเหลืองในท่ อนาเหลืองฝอยซึ่งใน
                การดูดซึมดังกล่ าวส่ วนใหญ่
                จาเป็ นต้ องใช้ พลังงานจาก
                กระบวนการเมทาโบลิซึม เรียก
                active transport
การดูดซึมอาหาร ( Absorption )
              คาร์ โบไฮเดรต และโปรตีนจะดูด
              ซึมเข้ าสู่ เส้ นเลือดฝอย( capillary )
                            ั ่ ั
              แล้ วไปที่ตบเพือให้ ตบกาจัดสารพิษ
                                      ่
              ก่ อนส่ งไปยังหัวใจเพือสู บฉีดโลหิต
                                  ้
              นาอาหารไปเลียงร่ างกาย
             ส่ วนไขมันจะลาเลียงไปทางท่ อ
              นาเหลืองฝอย( Lacteal )ไปเปิ ดยัง
                  ้
              เส้ นเลือดดาที่ รักแร้ ไปยังเส้ นเลือดา
              ใหญ่ ( superior vena cava ) เข้ า
              สู่ หัวใจ
              การลาเลียงกรดอะมิโน
       ดาเนินเป็ นทอด ๆ ดังนี้
        หลังจากเข้ ามาในเส้ นเลือดฝอยแล้ ว ก็จะลาเลียงเข้ าสู่ ตบั
    ทางเส้ นเลือดดา Hapatic portal vein อาหารส่ วนใหญ่ ที่
                                  ี่
    เหลือจะเก็บสะสมเอาไว้ ทตับ ส่ วนทีเ่ หลืออกจากตับทาง
    เส้ นเลือดา Hapatic vein เข้ าสู่ เส้ นเลือดดาใหญ่ Inferior
    vena cava ไปยังหัวใจ และออกจากหัวใจไปฟอกทีปอด        ่
    แล้ วกลับเข้ าสู่ หัวใจอีก จึงออกไปทางเส้ นเลือดแดงไปเลียง ้
      ่
    ทัวร่ างกายต่ อไป
      การลาเลียง Monosaccharide
                                             ่
     ลาเลียงในทิศทางเดียวกับโปรตีน และไปเปลียนรู ปเป็ น
                            ่      ่
    ไกลโคเจน เก็บสะสมทีตับ เมือร่ างกายขาดอาหารหรือ
      ้                                ่
    นาตาลในเลือดลดลง ก็สามารถเปลียนไกลโคเจนทีตับไป่
    เป็ นกลูโคสได้ นอกจากนั้น กลูโคสในตับสามารถ เกิด
    ปฏิกริยา แล้ วให้ พลังงานออกมาด้ วยกระบานการที่
    เกิดขึนนีต้องอาศัยปัจจัยช่ วยเหลือ คือ Mg+, ATP ,
          ้ ้
    เอนไซม์ และ โคเอนไซม์ เป็ นต้ น
       การลาเลียง กรดไขมันและไตรกลีเซอไรด์
           ่
         เมือกรดไขมันออกจากเซลล์ ของ วิลไล เข้ าสู่ เส้ นเลือด
    ฝอยแล้ ว จะมีการลาเลียงไปตามเส้ นเลือดและอวัยะต่ าง ๆ
    เช่ นเดียวกับโมโนเชคคาไรด์ ส่ วนพวกไตรกลีเซอไรด์ เมือ     ่
    ออกจากเซลล์ จะเข้ าสู่ เลคเทลหรือเส้ นนาเหลือง ( lacteal
                                           ้
    ) และจะไปตามท่ อนาเหลืองทีมีขนาดใหญ่ ขน เรียกว่ า
                          ้        ่            ึ้
                            ้
    Thoracie duct ท่ อนาเหลืองจะไปสิ้นสุ ดลงทีเ่ ส้ นเลือดดา
      ่
    ทีบริเวณรักแร้ และไปยังเส้ นเลือดดาใหญ่ เข้ าสู่ หัวใจ
การย่ อยและการดูดซึมสารอาหาร
การย่ อยและการดูดซึมสารอาหาร
                             เอกสารอ้ างอิง
 ชีววิทยา เล่มที่ 1 เชาวน์ ชิโนรักษ์ พรรณี ชีโนรักษ์
   ภาควิชาวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
 ชี ววิทยาของร่ างกาย ผู้ช่วย ศาสตราจารย์ กนกธร ปิ ยะธารงรัตน์
  ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  อันดับ 1 / 2542
 ชี ววิทยา 1 ปรีชา - นงลักษณ์ สุ วรรณพินิจ สานักพิมพ์ จุฬาลงกรณ์
  มหาวิทยาลัย
 หนังสื อแบบเรียนชี ววิทยา ว041ของกระทรวงศึกษาธิการ
 BIOCONCEPT Department of Zoo logy Faculty of Science
  Kasetsart University
   http//www.emc.maricopa.edu/faculty/farabee/BIOBK/BioBookToc.html
           ลาไส้ ใหญ่ (large intestine)

 ลาไส้ ใหญ่(Large Intestine) มีความยาวประมาณ
  1.5 เมตร ประกอบด้ วยส่ วนต่ างๆ ดังนี ้


        ั
    ซี กม ( cecum )
    โคลอน ( colon )
    เรคตัม ( rectum )
                                                  ิ
1. ซีกัม (Caecum) ติดกับ Ileum ตอนปลาย จะมีไส้ ต่ ง
     (Vermiform Appendix) อยู่
2. โคลอน (Colon) เป็ นรู ปตัวยูคว่า มีความยาวมากที่สุด
     แบ่ งเป็ น 4 ส่ วน คือ
                         ้
     2.1 โคลอนส่ วนขึน (Ascending Colon) มีความยาว
     ประมาณ 20 เซนติเมตร
     2.2 โคลอนส่ วนขวาง (Transverse Colon) มีความยาว
     ประมาณ 50 เซนติเมตร
     2.3 โคลอนส่ วนลง (Descending Colon) มีความยาว
     ประมาณ 30 เซนติเมตร
     2.4 โคลอนส่ วนปลาย (Sigmoid Colon)
3. ไส้ ตรง (Rectum) เป็ นส่ วนที่ต่อจาก Sigmoid Colon มี
   ความยาวประมาณ 12-15 เซนติเมตร ปกติจะเป็ นส่ วนที่
   ว่ างเสมอ ถ้ ากากอาหารลงมาในไส้ ตรงจะกระตุ้นให้ ลาไส้
   ใหญ่ หดตัว ขับกากอาหารออกทางทวารหนัก
4. ทวารหนัก (Anus) มีความยาวประมาณ 2.5-3.5
                                                   ้
   เซนติเมตร อยู่ส่วนปลายสุด รอบๆจะมีกล้ ามเนือหูรูด
                     ้
   (Sphincter Ani) ทังภายในและภายนอก
หน้าที่ของลาไส้ใหญ่

           ้                                 ้
  1. ดูดนา วิตามิน แร่ ธาตุ (Na+, K+) และนาตาลกลูโคสที่
  เหลือค้ างอยู่ในกากอาหารกลับเข้ าสู่เส้ นเลือดฝอย
  2. รับและเก็บกากอาหาร
              ้
  3. สร้ างนาเมือกจากผนังด้ านใน
  4. เป็ นที่อยู่ของแบคทีเรี ยหลายชนิดที่ทาประโยชน์ และ
  ไม่ เกิดโทษ เช่ น แบคทีเรียที่ช่วยสังเคราะห์ วิตามินบี12
  และวิตามินเค เป็ นต้ น
ตดดีๆ มีศิลป์ กลิ่นไม่เหม็น ตดไม่เป็ นดังป้ าดสาดเป็ นฝอย
ตดอุบาดกากกระเด็นเหม็นทั้งซอย ตดอร่ อยตดเป็ นเพลงบรรเลงเพลิน
ยามได้ตดสดชื่นระรื่ นตูด ยามได้สูดกลิ่นตดชังสดใส
                                             ่
ยามเก็บกฎไม่ได้ตดหดฤทัย ยามเจ็บใจเมื่อได้ตดสดชื่นเอย

								
To top