charun

Document Sample
charun Powered By Docstoc
					ความสัมพันธดานวัฒนธรรมและประวัติศาสตร ชาติพันธุของชาวไทยเชื้อสายมลายูในภาคใต
ของไทยและชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในรัฐกลันตัน
                                                                                          รศ.ดร. จรัญ มะลูลีม
          ในการศึกษาดานวัฒนธรรมและประวัติศาสตรชาติพันธุพบวาพื้นที่ชายแดนภาคใตของประเทศ
ไทยและพื้นที่ชายแดนตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย ถือเปนสนามวิจัยทางวัฒนธรรมที่นาสนใจแหง
หนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต เนื่องจากบริเวณดังกลาวมีความเหลื่อมล้ําทับซอนกันระหวาง
ความเปนชาติและความเปนชาติพันธุ การกําหนดพรมแดนแหงรัฐระหวางประเทศไทยกับประเทศ
มาเลเซี ย ในป 2452 ทํ า ให ก ลุ ม ชนเชื้ อ สายมลายู จํ า นวนมากกลายเป น พลเมื อ งของประเทศไทย
ขณะเดียวกันกลุมชนเชื้อสายไทยสวนหนึ่งไดกลายเปนพลเมืองของประเทศไทย ขณะเดียวกันกลุมชน
เชื้ อ สายไทยส ว นหนึ่ ง ได ก ลายเป น พลเมื อ งของประเทศมาเลเซี ย สิ่ ง ที่ เ กิ ด ขึ้ น ก็ คื อ เอกลั ก ษณ ท าง
วัฒนธรรมของชนทั้งสองกลุม มีความแตกตางจากชนสวนใหญของประเทศตน และคลายคลึงกับชน
สวนใหญของประเทศเพื่อนบาน ที่นาสนใจไปกวานั้นก็คือ ขณะที่กลุมชนชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยอยูใน
สังคมรวมกับชนสวนใหญของประเทศอยางสงบสุข แตชาวไทยเชื้อสายมลายูตองดํารงอยูในสังคมที่เต็ม
ไปดวยความขัดแยงและความรุนแรง การสํารวจวรรณกรรมที่ทําการศึกษากลุมชนทั้งสองกลุมพบวาแม
จะมี ก ารศึ ก ษาเกี่ ย วกั บ ชนทั้ ง สองกลุ ม ในหลายประเด็ น แต ก ารศึ ก ษาที่ มุ ง เจาะลึ ก ถึ ง แก น ของการ
แสดงออกที่มีตอกันระหวางกลุมชนผานการสื่อสารอันเปนกลไกสําคัญในการสรางหรือลดความขัดแยง
ระหวางกันยังคงมีชองวางขององคความรูอยูมาก
          บันทึกประวัติศาสตรและการหยิบใชประวัติศาสตรที่เกี่ยวของกับชาวไทยเชื้อสายมลายูมักมี
ลักษณะเชิงลบตอความสัมพันธระหวางกลุมชน แตสําหรับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยกลับเปนไปใน
ทิศทางที่ตรงกันขาม เมื่อพิจารณาขอมูลที่คนพบกับแนวคิดการขัดเกลาทางสังคมจะพบวาในประเทศ
มาเลเซียทั้งระบบการศึกษา 1 และครอบครัวของชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยตางชวยกันขัดเกลาใหชาว
มาเลเซียเชื้อสายไทยที่เกิดในรัฐกลันตันเติบโตมาดวยความเขาใจเรื่องประวัติศาสตร ประวัติศาสตร
ชาติพันธุของตนและประวัติศาสตรแหงชาติมาเลเซีย เนื่องจากมีสถาบันครอบครัวสถาบันการศึกษา
และสถาบันอื่นๆ ทําหนาที่เปน “ตัวแทน” ในการขัดเกลาทางสังคม แตประวัติศาสตรชาติพันธุของชาว
ไทยเชื้อสายมลายูกลับเปนประวัติศาสตรปกปด สถาบันครอบครัวสวนใหญก็ไมมีความเขาใจเกี่ยวกับ
                                                            
1
      รัฐบาลมาเลเซียจัดสวัสดิการดานการศึกษาใหกับคนมาเลเซียทุกเชื้อชาติอยางเทาเทียมกัน การศึกษาภาคบังคับทุกคนตองจบ
มัธยมศึกษาปที่ 5 กรณีมีฐานะยากจน รัฐจะมีกองทุนพิเศษใหการชวยเหลือ พอแมที่ไมสงลูกไปเรียนก็จะมีความผิดตามกฎหมายและใน
กรณีที่ตองการจะเรียนในระดับสูงขึ้นไป รัฐก็จะมีกองทุนใหความชวยเหลือและตองใชคืนเมื่อมีงานทําแลว ภาษาที่ใชในการเรียนจะมี
2 ภาษาคือภาษาอังกฤษและภาษามลายู เด็กที่มีเชื้อชาติใดก็จะเรียนภาษาของเชื้อชาตินั้น เชน ภาษาจีน ฮินดี (อินเดีย) มลายู เปนตน
แตเด็กมาเลเซียเชื้อชาติไทยไมไดเรียนภาษาไทย จึงตองเรียนภาษาไทยที่วัด ซึ่งสอนโดยพระภิกษุหรือสอนโดยพอแม ดูรายละเอียด
เรื่องนี้ในตนยํากุง : สถานภาพของคนไทยในมาเลเซียใน Check & Balance อางถึงแลว, หนา 7


                                                               1 

 
        การศึกษายังพบวาเอกลักษณทางวัฒนธรรมของชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยมักถูกนําไปใชในเชิง
บวก แตเอกลักษณทางวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายมลายูมักถูกนําไปใชในเชิงลบ สวนภาพลักษณ
ของชาวไทยเชื้อสายมลายูสวนใหญมีลักษณะเปนเชิงลบ แตภาพลักษณของชาวมาเลเซียเชื้อสายไทย
มักมีลักษณะเปนเชิงบวก
        เมื่อนําขอมูลที่ไดจากการศึกษาชนทั้งสองกลุมมาเปรียบเทียบกันจะคนพบความแตกตางที่
สําคัญคือมโนทัศนที่อธิบายพฤติกรรมการสื่อสารของชาวไทยเชื้อสายมลายูที่มีตอชาวไทยเชื้อสายไทย
ไดแสดงใหเห็นถึงบรรยากาศการสื่อสารในเชิงลบเปนสวนใหญ แตมโนทัศนที่อธิบายพฤติกรรมการ
สื่อสารของชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยที่คนพบกลับแสดงใหเห็นถึงบรรยากาศการสื่อสารในเชิงบวก
มากกวา โดยเฉพาะอยางยิ่งเมื่อพิจารณาพฤติกรรมการสื่อสารในลักษณะที่เปนการปรับตัวเขาหากัน
และแยกตัวออกจากกัน เนื่องจากพฤติกรรมดังกลาวมักเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความไมลงรอยกันในบาง
สิ่งบางอยาง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือชาวไทยเชื้อสายมลายูมีพฤติกรรมการสื่อสารที่พยายามปรับตัวเขาหากัน
ในเชิงรักษาสายสัมพันธภายใตสถานการณไมสงบในพื้นที่ แตชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยกลับแสดงการ
ปรับตัวเขาหากันในเชิงเพิ่มความสัมพันธอันดีใหมีมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบวาชาวมาเลเซียเชื้อสายไทย
แสดงการแยกตัวออกจากชามาเลเซียเชื้อสายมลายูเมื่อตองมีการติดตอสื่อสารในเรื่องศาสนา 3 และ
วัฒนธรรมเทานั้น แตชาวไทยเชื้อมลายูนอกจากจะแสดงพฤติกรรมแยกตัวออกจากชาวไทยเชื้อสายไทย
ด ว ยเหตุ ผ ลทางศาสนาและวั ฒ นธรรมแล ว ยั ง มี เ หตุ ผ ลเรื่ อ งอํ า นาจของคู สื่ อ สารและผลกระทบจาก
เหตุการณ ไมสงบที่เ กิดขึ้นในพื้ นที่อีกดวย นอกจากนี้ยังพบวามีปจจัยที่มีอิทธิ พลตอพฤติกรรมการ
สื่อสารของชนทั้งสองกลุม แตในปจจัยยอยที่เปนรายละเอียดของแตละปจจัยหลักนั้นจะมีความแตกตาง
กันอยูพอสมควรโดยความแตกตางดังกลาวสามารถจําแนกไดเปนสองประเด็นไดแกประเด็นหลักเกิด
จากสถานการณความไมสงบในพื้นที่และประเด็นรองเกิดจากอํานาจที่มีมากกวาของเจาหนาที่ของรัฐ

                                                            
2
   ดูรายละเอียดเรื่องนี้ในพีรยุทธ โอรพันธ การสื่อสารระหวางวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายมลายูในภาคใตของไทย และ
     
มาเลเซี ย เชื้ อ สายไทยในรั ฐ กลั น ตั น ประเทศมาเลเซี ย วิ ท ยานิ พ นธ (คณะวรสารศาสตร และสื่ อ สารมวลชน,
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, 2550)
3
     คนมาเลเซียเชื้อชาติไทยประมาณรอยละ 49 นับถือศาสนาพุทธและมีวัดในประเทศมาเลเซีย รวม 89 วัด มีวัดอยูในรัฐกลันตันมาก
ที่สุดคือ 42 วัด งบประมาณในการบํารุงวัดสวนใหญไดรับการสนับสนุนจากคนมาเลเซียเชื้อสายจีนที่นับถือศาสนาพุทธ


                                                               2 

 
           หากนําขอมูลขางตนนี้มาพิจารณาผานแนวคิดกระจกสะทอนตัวตนของ Charles Horton
Cooley ซึ่งเปนรากเหงาของแนวคิดการขัดเกลาทางสังคมจะพบวาสภาพแวดลอมทางวัฒนธรรมและ
จิตวิทยาในประเทศไทยกําลังสะทอนภาพในเชิงลบตอความสัมพันธระหวางชาวไทยเชื้อสายมลายูกับ
ชาวไทยเชื้อสายไทยและรัฐบาลไทย ขณะเดียวกันสภาพแวดลอมทางวัฒนธรรมและจิตวิทยาในประเทศ
มาเลเซียก็กําลังสะทอนภาพในเชิงบวกระหวางชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยกับชาวมาเลเซียเชื้อสายมลายู
และรัฐ บาลมาเลเซี ย สภาพแวดล อมดั งกลาวเปรีย บไดกับ กระจกสะทอ นตัว ตนของชนทั้งสองกลุ ม
ซึ่งกระจกสะทอนบานนี้อาจสะทอนภาพในเชิงลบหรือบวก ตรงไปตรงมาหรือบิดเบี้ยวก็ได แตสิ่งที่
นาสนใจก็คือกระจกสะทอนบานนี้สะทอนภาพที่สอดคลองกับขอมูลเชิงประจักษที่ไดจากการศึกษาครั้งนี้
ที่ พ บว า บรรยากาศในการสื่ อ สารของชาวไทยเชื้ อ สายมลายู ส ว นใหญ มี ลั ก ษณะในเชิ ง ลบ ขณะที่
บรรยากาศการสื่อสารของชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยสวนใหญมีลักษณะที่เปนเชิงบวก
           การศึกษาสภาพแวดลอมทางสังคมของชาวไทยเชื้อสายมลายูพบวาความเปนมลายูของชาว
ไทยเชื้อสายมลายูมักไมคอยไดรับการยอมรับในสังคมไทย ขณะที่ความเปนไทยของชาวมาเลเซียเชื้อ
สายไทยคอนขางไดรับการยอมรับจากสังคมมาเลเซีย นอกจากนี้เอกลักษณบางอยางของชาวมาเลเซีย
เชื้อสายไทยก็ยังลงรอยกับเอกลักษณของความเปนชาติมาเลเซีย เชนการเปนภูมิบุตร แตความลงรอย
ดังกลาวแทบไมพบในพื้นที่ชายแดนภาคใตของประเทศไทย เมื่อพิจารณาขอมูลที่คนพบกับแนวคิดของ
Brown4 จะพบวาความเปนชาติของทั้งประเทศไทยและประเทศมาเลเซียมีลักษณะผสมผสานกันระหวาง
ชาติในเชิงการเมืองและชาติในเชิงวัฒนธรรม แตหากพิจารณาใหละเอียดจะพบวาประเทศมาเลเซียมี
ลักษณะของความเปนชาติในเชิงการเมืองมากกวาประเทศไทย เนื่องจากสังคมมาเลเซียยังคงยืนยันใน
ความเปนสังคมพหุวัฒนธรรม ขณะเดียวกันก็มีแนวคิดการอยูรวมกันอยางแบงปนและรวมกันทํางาน
เพื่อชาติที่เปนจุดรวมของชาวมาเลเซีย แตสําหรับประเทศไทยแมรัฐบาลจะพยายามใหสิทธิแกพลเมือง
ในชาติเทาเทียมกัน แตประเทศไทยก็มิไดเปนพหุสังคมอยางแทจริง เอกลักษณของความเปนไทยที่มี
ศูนยรวมอยูที่สวนกลางของประเทศก็ยังคงตอตานเอกลักษณทางสังคมของชาวไทยเชื้อสายมลายูอยูใน
หลายรูปแบบ ขอมูลที่ไดตอกย้ําแนวความคิดของ Brown ที่วาความเปนชาติในเชิงการเมืองเปนสิ่งที่
เหมาะสมกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใตมากกวาความเปนชาติในเชิงวัฒนธรรม


                                                            
4
     David Brown, The State and Ethnic Politics in South East Asia, (London and New York : Routledge, 1994) pp. 
260‐261 อางถึงในพีรยุทธ โอรพันธ การสื่อสารระหวางวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายมลายูในภาคใตของไทยและมาเลเซียเชื้อสาย
ไทยรัฐกลันตันประเทศมาเลเซีย, อางถึงแลว, หนา 16


                                                               3 

 
           ขอมูลที่ไดจากการศึกษาพฤติกรรมการสื่อสารระหวางวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายมลายูและ
ชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยแสดงภาพรวมที่เหมือนกัน ไดแก การสื่อสารในลักษณะที่ไมแสดงออกใหเห็น
อยางชัดเจน แสดงออกใหเห็นอยางชัดเจน และการแสดงออกใหเห็นชัดเจนเปนอยางมาก
           ขอมูลที่ไดจากการศึกษาชี้ใหเห็นวาชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยสามารถใชเอกลักษณรวมกันกับ
ชาวมาเลเซียเชื้อสายมลายูไดในหลายลักษณะ แตชาวไทยเชื้อสายมลายูแทบไมมีการใชเอกลักษณใดๆ
ในการสรางความเปนพวกพองเดียวกันกับชาวไทยเชื้อสายไทยเลย ดังนั้นควรมีการคนหาเอกลักษณ
รวมของคนในพื้นที่ (เชนความเปนคนพื้นที่ดั้งเดิมเหมือนกัน) และเนนย้ําเอกลักษณดังกลาวใหเปน
เสมือนอุดมการณที่สามารถทําใหชนทุกกลุมที่อยูในพื้นที่มีความรูสึกรวมกันวาเปนพวกพองเดียวกัน
(โดยจะตองเปนอุดมการณที่ไมมีความเกี่ยวของกับเรื่องของชาติพันธุ) อุดมการณดังกลาวจะผลักดันให
ชนทุกกลุมมีความตองการอยูรวมกันอยางสันติ และตองการมีสวนรวมในการพัฒนาพื้นที่ของตน
           ขอคนพบจากการศึกษาชี้ใหเห็นวาขณะที่ความเปนไทยของชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยคอนขาง
ไดรับการยอมรับในสังคมมาเลเซีย แตความเปนมลายูของชาวไทยเชื้อสายมลายูยังไมไดรับการยอมรับ
เทาที่ควร ดังนั้นจึงควรสงเสริมใหมีการยอมรับความเปน “คนมลายู” ของชาวไทยเชื้อสายมลายูในพื้นที่
ทั้งที่เปนการยอมรับในลักษณะที่เปนทางการและไมเปนทางการ อาทิ การสงเสริมใหมีการยอมรับการใช
ภาษามลายูถิ่นในพื้นที่มากขึ้น สงเสริมเรื่องความเขาใจในวิถีชีวิตแบบอิสลาม การแสดงการยอมรับ
ดังกลาวจะเปนกุญแจสําคัญนําไปสูบรรยากาศแหงการการสื่อสารที่ดีระหวางกัน
           การศึกษาพบวาในประเทศมาเลเซียมีการหยิบใชความแตกตางทางดานเอกลักษณของกลุมชน
ในเชิงบวก ขณะที่ในประเทศไทยการหยิบใชเอกลักษณในลักษณะดังกลาวแทบไมมีใหเห็น ดังนั้นจึงควร
สงเสริมใหคนในพื้นที่และคนในสวนอื่นของประเทศไทยมองความแตกตางทางวัฒนธรรมและสังคมของ
กลุมชนที่อาศัยอยูในพื้นที่ ชายแดนภาคใตในลักษณะที่เปนจุดเดนมากกวาจุดดอย โดยมุงไปที่การ
ชี้ใหเห็นวาความแตกตางสามารถนํามาซึ่งความสัมพันธอันดีระหวางกันได
           ผลการศึกษาชี้ใหเห็นวาบริบทรอบขางในดานความแตกตางทางวัฒนธรรมและศาสนาของชาว
ไทยเชื้อสายมลายูและชาวไทยเชื้อสายไทยแมจะทําใหชนทั้งสองกลุมตองแยกตัวออกจากกันบางแตก็
มิไดสงผลกระทบเทียบเทาการเกิดขึ้นของเหตุการณไมสงบและการใชอํานาจที่มีมากกวาของเจาหนาที่
ของรัฐในทางที่ผิด ดังนั้นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นก็คือการยุติเหตุการณไมสงบ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่และการทําให
อํานาจของเจาหนาที่รัฐไมสงผลกระทบตอความสัมพันธระหวางกัน สวนผลกระทบที่เกิดจากอํานาจของ
เจาหนาที่ของรัฐนั้นก็ควรแกไข โดยการสรางความยุติธรรมที่แทจริงใหเกิดขึ้นในพื้นที่ โดยการบังคับใช
กฎหมายทุกรูปแบบใหมีความยุติธรรมตอชนทุกกลุมในพื้นที่ ความยุติธรรมดังกลาวจะทําใหอํานาจที่อยู




                                                  4 

 
บทบาทของมาเลเซียในฐานะประธานองคการการประชุมโลกอิสลามและมุมมองที่มีตอความไม
สงบในภาคใตของไทย
           ในฐานะที่ เ คยเป น ประธาน OIC มาเลเซี ย มี ค วามอ อ นไหวในความจํ า เป น ที่ จ ะปกป อ ง
ผลประโยชนของชาวมุสลิมทั่วโลก ในความหมายนี้ยอมเปนธรรมดาอยูเองที่รัฐบาลมาเลเซียจะมีความ
สนใจตอ การดู แลชาวมุ ส ลิ มกลุ มน อ ย โดยรั ฐ บาลที่มิ ใ ชมุ สลิม อย า งไรก็ ต ามรั ฐ บาลมาเลเซียก็ ไม มี
นโยบายตอชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลยเปนพิเศษ มาเลเซียจะมีปฏิกิริยาตอปญหาใหญๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งเขา
ไปเกี่ยวของกับชาวมาเลย-มุสลิมเปนเรื่องๆ ไป การขานรับของมาเลเซียจะถูกถือเปนมาตรวัดในการ
พิจารณา ทั้งในความออนไหวของไทย ตลอดจนขอเรียกรองทางการเมืองในมาเลเซีย ในฐานะประธาน
ของขบวนการไมฝกใฝฝายใด (Non-Aligned Movement) หรือ NAM ชื่อเสียงระหวางประเทศของ
มาเลเซียไดรับการยกระดับขึ้นมา แตบางที สิ่งที่สําคัญกวาอื่นใดก็คือนโยบายตางประเทศของมาเลเซีย
ที่ไดย้ําถึงความสําคัญที่มีตอหลักการที่มีความสําคัญเปนพิเศษในเรื่องการไมเขาไปยุงเกี่ยวกับกิจการ
ภายใน โดยเฉพาะอยางยิ่งในเรื่องความสัมพันธในภูมิภาค”6
           ครั้งหนึ่งรัฐสภาของมาเลเซียไดมีมติประณามการใชกําลังอยางไมเหมาะสมโดยกองกําลังรักษา
ความสงบของไทยในเหตุการณตากใบ (Tak Bai incident) แตที่สําคัญแรงผลักดันในเรื่องนี้นั้นมาจาก
ขอพิจารณาในดานมนุษยธรรมมากกวาแรงผลักดันทางการเมือง สําหรับชาวมาเลเซียทุกเชื้อชาติสวน
ใหญนั้นประเทศไทยถูกพิจารณาอยูตลอดเวลาวาเปนประเทศที่เขาถึงไดงายที่สุด สะดวกสบายและเปน
ประเทศที่เปนมิตรที่จะเยี่ยมเยือนไมวาจะเปนในเรื่องของธุรกิจหรือความเพลิดเพลิน ดวยเหตุผลนี้คน
มาเลเซี ย จํ า นวนมากโดยเฉพาะอย า งยิ่ ง ผู เ ดิ น ทางไปภาคใต อ ยู เ สมอจึ ง ต อ งการเห็ น การแก ไ ข
วิกฤติการณเสียแตเนิ่นๆ คนทุกอาชีพในมาเลเซียมีความกังวลหากวิกฤติการณขยายตัวออกไปก็จะมี
อันตรายอยางแทจริง ความขัดแยงก็จะลามมาถึงมาเลเซีย ซึ่งไมอาจจินตนาการถึงสิ่งที่จะตามมาได
อยางนอยที่สุดความเงียบและสงบของมาเลเซียก็จะถูกทําลายลงไป
           การใหที่ ลี้ภั ยทางการเมืองแกช าวมุสลิมเชื้อสายมาเลยจากภาคใตของไทยในป 2548 โดย
รัฐบาลมาเลเซีย ถูกมองวาเปนดั่งหลักฐานความพยายามของมาเลเซียที่จะเขามายุงเกี่ยวกับกิจการ
                                                            
5
  จรัญ มะลูลีม, มองลอดแวนความสัมพันธไทย-มาเลยผานวิทยานิพนธของพีรยุทธ โอรพันธ คณะวรสารศาสตรและสื่อสารมวลชน
     
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตรและสมาคมไทย-มาเลย (3) มติชนสุดสัปดาห 15-21 กุมภาพันธ ป 2551, หนา 69
6
     Website of the Malaysian Ministry of Foreign Affairs, http://www. Kln.gov.my. อางถึงใน Omar Farouk Bajunid, 
The Malaysian Factor in the Prospects for Peace in Sourthern  Thailand in Imtiyaz Yusuf and Lars Peter. Schmidt 
(eds)  Understanding  Conflict  and  Approaching  Peace  in  Southern  Thailand  (Bangkok  :  Konrad‐Adenauer 
Stiftung, 2006) , p.224. 


                                                               5 

 
ความสัมพันธไทย-มาเลเซีย (ป 2549-2550)
         เหตุการณที่เกิดขึ้นในชวง 4 ปที่ผานมานี้ (2547-2550) เปนชวงที่รัฐบาลไทยและมาเลเซียฟนฟู
ความเขาใจและความรวมมือไดกวางขวางกวาเดิม รัฐบาลทั้งสองตางมุงมั่นที่จะรักษาความสงบสุขจาก
ภัยคุกคามของขบวนการแบงแยกดินแดน อาชญากรรมขามชาติ และกลุมผูกอการรายสากล
         ดวยจิตวิญญาณแหงความเปนเพื่อนบานที่ดีและวิถีของ ASEAN มาเลเซียไดเสนอที่จะใหการ
ฝ ก อบรมด า นอาชี ว ศึ ก ษาให แก เ ยาวชนไทยเชื้ อ สายมาเลย จ ากจั ง หวั ด ชายแดนภาคใต ในทํ า นอง
เดียวกัน รัฐบาลไทยไดแสดงความสนใจที่จะใหมาเลเซียชวยเปนคนกลางไกลเกลี่ยระหวางรัฐบาลไทย
กับผูกอความไมสงบในจังหวัดชายแดนภาคใต พัฒนาการเชนนี้ไดชวยเพิ่มความกาวหนาของความ
รวมมือทั้งในกรอบความมั่นคงและในกรอบเศรษฐกิจของ JDA
         จิตวิญญาณแหงความเปนพันธมิตรและมิตรภาพเพื่อการอยูรวมกันอยางสันติระหวางประเทศ
เพื่อนบานดังที่รัฐบาลไทยและมาเลเซียแสดงตอกัน เปนหนึ่งในลักษณะที่สําคัญที่สุดในความสัมพันธ
ไทย-มาเลเซียตลอด 50 ปที่ผานมา และอาจจะนานกวานั้น
         แมความมั่นคงจะเปนประเด็นหลักในความสัมพันธระหวางประเทศไทยและมาเลเซีย แตก็มี
ความรวมมือในดานอื่นๆ ดวย เชนความรวมมือทางเศรษฐกิจ และความรวมมือในประเด็นตางๆ เชน
สิ่งแวดลอม สาธารณสุข และการศึกษา อยางไรก็ดี ความรวมมือประเภทหลังอาจดูสําคัญนอยกวา



                                                            
7
     Ibid.,  p.230 
8
      ดู Kitti Ratanachaya, General Dato, The Communist Party of Malaysia and Thailand (Bangkok : Duangkaew 
Publishing House, 1996) , p.33 อางถึงใน Omar Farouk, Ibid. 


                                                               6 

 
         ประเทศไทยกับมาเลเซียมีภารกิจรวมกันในการนําเอาความสงบสุขกลับมาสูภาคใตตอนลางของ
ไทย ประเทศมาเลเซียมี Taskforce 2001 ที่นําเอาคนหนุมสาวจากประเทศไทยไปฝกฝนที่เรียกกันวา
Vocational training ทั้งสองประเทศมีหนวยงานที่พรอมจะทํางานรวมกันในนามรัฐบาล โครงการ
ดังกลาวเริ่มมาตั้งแตสมัยของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร มาถึงรัฐบาลปจจุบัน (รัฐบาลภายใตนาย
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) รวมทั้งการนําเอานักการศาสนาไปมาเลเซียเพื่อเขาฝกอบรมการสอนอิสลามตาม
แนวทางที่ถูกตอง
         จากการศึกษาและวิจัยอาจสรุปไดวาที่ผานมาแมวาความขัดแยงในสามจังหวัดภาคใตของไทย
จะดํารงอยูอยางยาวนาน แตก็มีชวงเวลาของความสงบอยูเปนระยะๆ อยางไรก็ตามนับจากป2547 ซึ่งมี
การปลนปนที่คายกองพันพัฒนาตําบลปเล็ง อําเภอเจาะไอรอง จังหวัดนราธิวาส เปนตนไปก็ดูเหมือนวา
สามจังหวัดภาคใตของไทยจะไมเคยมีความสงบอยางตอเนื่องอีกเลย โดยเฉพาะเมื่อความรุนแรงเกิดขึ้น
อีก ครั้งที่มั ส ญิ ดกรื อเซะ เมื่ อวั นที่ 28 เมษายน ป 2547 ซึ่ งทํา ใหมีผู เ สียชีวิต 32 คนและเจ าหน า ที่
เสียชีวิต 3 นาย ตามมาดวยเหตุการณชุมนุมประทวงที่อําเภอตากใบ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ปเดียวกันที่
ทําใหมีผูเสียชีวิตในเบื้องตน 6 คน และเสียชีวิตระหวางการขนยาย โดยรถยนตทหารอีก 78 คน
         ทั้งเหตุการณที่มัสญิดกรือเซะและที่อําเภอตากใบสงผลกระทบทางจิตใจตอชาวมุสลิม ทั้งภายใน
และนอกประเทศ โดยเฉพาะที่อําเภอตากใบนั้นชาวมุสลิมสวนใหญเชื่อวาผูประทวงทําการประทวงดวย
ความบริสุทธิ์ใจ
         ความขัดแยงอื่นๆ ที่ตามหลังสองเหตุการณดังกลาวยังคงดํารงอยูอยางตอเนื่อง และที่สงผล
กระทบตอความสัมพันธไทย-มาเลยและตอชาวมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใตและโลกมุสลิมอยางมาก
ไดแก การอพยพของชาวมุสลิม 131 คนจากจังหวัดนราธิวาส ไปยังมาเลเซียดวยขออางที่วาในบานเกิด
ของพวกเขาไมมีความปลอดภัย หลังจากอิมามที่ไดรับความเคารพในหมูบานของพวกเขา ถูกอางวาถูก
สังหารโดยคนในเครื่องแบบ สงผลกระทบตอความรูสึกของคนจํานวนมากที่มองวาประเทศไทยเคยเปน
ดินแดนที่มีผูลี้ภัยมาอยูอาศัย มิใชดินแดนที่ผูคนลี้ภัยไปอยูที่อื่น
         แมวาเหตุการณใหญๆ ที่กลาวมาขางตนจะไดรับการประทวงจากมาเลเซีย แตที่ชาวมาเลยและ
ประเทศอื่นๆ รวมตัวประทวงมากที่สุดไดแกเหตุการณที่อําเภอตากใบ ซึ่งมีการประทวงที่กงสุลไทยที่อยู
ทางตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐกลันตัน และกงสุลไทยในกรุงปนังอีกดวย และนําไปสูสงครามคําพูดจาก
ทั้งสองฝายอยูเปนเวลานาน

                                                            
9
     มาลา ราโจ เสถียร, ความสัมพันธระหวางประเทศไทยและมาเลเซีย : 50 ป แหงมิตรภาพและความเปนมิตร, อางถึงแลว, หนา 138


                                                               7 

 
        งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีจุดมุงหมายอยูที่การสํารวจทัศนคติ การรับรู และความเขาใจของเพื่อนบาน
อย า งมาเลเซี ย ที่ มี ต อ ความขั ด แย ง ในภาคใต ต อนล า งของไทย โดยเฉพาะอย า งยิ่ ง หลั ง เหตุ ก ารณ
ถลมมัสญิดกรือเซะและการปราบปรามผูชุมนุมประทวงที่อําเภอตากใบ
        ผลจากการศึกษาวิจัยตลอดจนการสัมภาษณแกนนําของมาเลเซียทั้งฝายคานและฝายรัฐบาล
รวมถึงนักวิชาการและประชาชนทั่วไป พบวาชาวมาเลเซียสวนใหญตองการใหภาคใตมีความสงบรมเย็น
และเปนเพื่อนบานที่มีความใกลชิดตอไป การวิพากษวิจารณใดๆ ที่มาเลเซียมีตอสถานการณและชะตา
กรรมของชาวมุ ส ลิ ม เชื้ อ สายมาเลย ใ นสามจั ง หวั ด ภาคใต ข องไทย ก็ เ นื่ อ งจากความเป น ที่ อุ ม มะฮ
(ประชาชาติมุสลิม) มากกวาความเปนศัตรู ชาวมุสลิมจากเอเชียตะวันออกเฉียงใตและองคการการ
ประชุมอิสลาม (OIC) ตางก็มีความคิดเห็นไปในทํานองเดียวกันวาเหตุการณในสามจังหวัดภาคใตเปน
เรื่องของการแยกดินแดน ความใกลชิดกับวัฒนธรรมมาเลยมากกวาจะเปนเรื่องของศาสนา ประเทศ
มาเลเซียและทุกองคกรมุสลิมตองการใหประเทศไทยแกไขปญหาดวยสันติวิธีมากกวาการใชวิธีอื่นใด

 




                                                     8 

 

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Tags:
Stats:
views:21
posted:6/20/2012
language:Thai
pages:8