proposal supoj by KEeCHBHR

VIEWS: 11 PAGES: 28

									                                                 ่
                    แบบเสนอหัวข้ อและโครงร่ างเพือทาการค้ นคว้าแบบอิสระ

1. ชื่ อและสกุล (Name and Surname)
             นายสุ พจน์ ชานาญไพร รหัสนักศึกษา 499830271

2. ชื่อเรื่องการค้ นคว้าแบบอิสระ (Title)
   2.1 ภาษาไทย (Thai)
              การรับรู้และพฤติกรรมการป้ องกันการได้รับฟลูออไรด์สูงเกินมาตรฐานจากน้ าบริ โภค
ของประชาชน เทศบาลตาบลสันป่ าตอง อาเภอสันป่ าตอง จังหวัดเชียงใหม่
    2.2 ภาษาอังกฤษ (English)
         Perception and Behavior Towards Restraining from Excess Fluoride
in Drinking Water Among People in San Pa Tong Municipalit y,
San Pa Tong District, Chiang Mai Province


3. หลักการ ทฤษฎี เหตุผล และ/หรือสมมติฐาน        (Principle, Theory, Rationale, and/or
  Hypotheses)
                                                        ั่
             ฟลูออไรด์เป็ นแร่ ธาตุที่พบได้ในธรรมชาติทวไปบนพื้นผิวโลก ในรู ปของแร่ ฟลูออไรท์
หรื อฟลูออสปาร์              ร้อยละ            0.06-0.09          ของเปลือกโลกจะเป็ นฟลูออไรด์
ปริ มาณโดยเฉลี่ยของฟลูออไรด์ในเปลือกโลกเท่ากับ 300 มก./กก. (WHO, 1994)
ฟลูออไรด์พบได้ในน้ าธรรมชาติ
                                         ่ ั
โดยที่ความเข้มข้นของฟลูออไรด์ข้ ึนอยูกบความสามารถในการละลายของฟลูออไรท์
จะพบฟลูอไรด์สูงในน้ าใต้ดินที่มีแคลเซี ยมต่า
น้ าใต้ดินที่มีฟลูออไรด์สูงจะเกี่ยวข้องกับตะกอนดินที่มีจากทะเล หิ นภูเขาไฟ หรื อหิ นแกรไนท์
(ชัชวาลย์ จันทรวิจิตร, 2546)
             สายแร่ ฟลูอไรท์ในโลกพบมากในหลายภูมิภาค ได้แก่ สายแร่ จากสาธารณรัฐอาหรับ
                          ิ
ซี เรี ย ผ่านจอร์ แดน อียปต์ ลิเบีย โมร็ อคโค อัลจีเรี ย มายังหุ บเขาริ ฟท์ อีกสายหนึ่งมาจากตุรกี
อิรัก สาธารณรัฐอิหร่ าน อัฟกานิสถาน มายังอินเดีย ตอนเหนื อของจีน และไทย
              ั
นอกจากนี้ยงพบสายแร่ ฟลูออไรท์                   ในสหรัฐอเมริ กา                         และญี่ปุ่น
นอกจากนี้มีรายงานว่าน้ าร้อนที่มาจากภูเขาไฟและน้ าแร่ จากบ่อน้ าร้อนต่างๆ
มักมีฟลูออไรด์ปริ มาณสู ง คือ 3-6 มิลลิกรัมต่อลิตร
                                               2



                                                 ่
ปริ มาณฟลูออไรด์ในน้ าธรรมชาติสูงสุ ดที่เคยพบอยูที่ทะเลสาบนากุรุ ประเทศเคนยา มีค่าฟลูออไรด์
                                                             ั
2,800 มิลลิกรัมต่อลิตร (WHO,1994 อ้างใน นิภาพรรณ โอศิริพนธุ์, 2543)
              ประเทศไทยมีสายแร่ ฟลูออไรท์พาดผ่านจากภาคเหนือลงสู่ ภาคใต้
ตามแนวพรมแดนด้านตะวันตกเขตติดต่อกับพม่า จังหวัดที่มีความเสี่ ยง ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย
ลาพูน ลาปาง แม่ฮ่องสอน สุ โขทัย ตาก อุตรดิตถ์ กาญจนบุรี สุ พรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี
ประจวบคีรีขนธ์ ั                 นครศรี ธรรมราช                 ั
                                                        (ศูนย์ทนตสาธารณสุ ขระหว่างประเทศ,
ศูนย์ส่งเสริ มสุ ขภาพเขต10               และศูนย์อนามัยสิ่ งแวดล้อมเขต10,               2545)
จากการวิเคราะห์ปริ มาณฟลูออไรด์ในน้ าบาดาลจานวน 61,344 บ่อ โดยกรมทรัพยากรน้ าบาดาล
พบว่า              ร้อยละ13.9        มีฟลูออไรด์มากกว่า            0.70        มิลลิกรัม/ลิตร
โดยที่การปนเปื้ อนฟลูออไรด์ในแหล่งน้ าบาดาล                                อาจมีสาเหตุมาจาก
น้ าบาดาลไหลผ่านแหล่งแร่ ฟลูออไรด์และละลายลงสู่ แหล่งน้ าทาให้น้ าบาดาลมีฟลูออไรด์สูงขึ้น
                                                                      ่
หรื ออาจจะเกิดจากการแทรกซึ มของน้ าร้อนใต้ดินที่มีฟลูออไรด์ละลายอยูสูงเข้ามาในชั้นน้ าบาดาล
ตามรอยเลื่อนหรื อรอยแยกของหินใต้ดิน(สุ รัตน์ มงคลชัยอรัญญา, 2548)

              ผลกระทบต่อสุ ขภาพของประชาชนในพื้นที่ที่บริ โภคน้ าที่มีปริ มาณฟลูออไรด์สูง
ในระยะเวลาที่ร่างกายกาลังสร้างฟัน คือ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 12 ปี ในปี 2543-2544
กองทันตสาธารณสุ ข               กรมอนามัย             ได้ทาโครงการสารวจทันตสุ ขภาพแห่งชาติ
และตรวจสภาวะฟันตกกระ ในเด็กอายุ 12 ปี พบว่ามี 36 จังหวัด จาก 48 จังหวัด
ที่มีผลการตรวจฟันตกกระ                     โดยพบว่าเด็กที่มีฟันตกกระกระจายทุกภาคของประเทศ
                                                    ั
ในพื้นที่ที่พบมากที่สุด คือ ภาคเหนือ พบได้ต้ งแต่ร้อยละ 10-65                 ทาให้เกิดฟันตกกระ
ลักษณะเคลือบฟันมีสีขาวขุ่น ความรุ นแรงขึ้นกับระยะเวลา และปริ มาณฟลูออไรด์ที่ร่างกายได้รับ
และถ้าได้รับฟลูออไรด์ในปริ มาณที่มากเป็ นเวลานานทาให้เกิดการสะสมของแคลเซี ยม
                                                                 ั
ในกระดูกโครงสร้างเกิดโรคที่เรี ยกว่า “skeletal fluorosis” มีลกษณะความผิดปกติของกระดูก
เช่น ขาโก่ง งอ เปราะ หักง่าย เคลื่อนไหวลาบาก(ชัชวาล จันทรวิจิตร, 2546)
ฟันตกกระเป็ นความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างถาวร                       ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
ซึ่ งวิธีการแก้ไขทาได้โดยให้ทนตแพทย์ฟอกสี ฟัน เคลือบหรื อครอบฟันให้ แต่ช่วยได้ช่วยคราว
                              ั
และต้องเสี ยค่าใช้จ่ายแพง(ศูนย์ทนตสาธารณสุ ขระหว่างประเทศ
                                ั                                      ศูนย์ส่งเสริ มสุ ขภาพเขต10
และศูนย์อนามัยสิ่ งแวดล้อมเขต10, 2544)
              ปั ญหาฟลูออไรด์ในน้ าบริ โภคสู งมีผลกระทบต่อฟัน          และสุ ขภาพของประชาชน
พบมากในพื้นที่เขตภาคเหนื อตอนบนของประเทศไทย
                                                  3



                                                  ั
เป็ นปั ญหาที่เรื้ อรังมาเป็ นเวลานานและปั จจุบนพบปริ มาณคนเป็ นเพิ่มขึ้น         สาเหตุ            คือ
การได้รับฟลูออไรด์เข้าสู่ ร่างกายมากเกินไป                                         และเป็ นเวลานาน
โดยเฉพาะการบริ โภคน้ าที่มีปริ มาณฟลูออไรด์สูงเกินมาตรฐาน
ค่ามาตรฐานปริ มาณฟลูออไรด์ในระดับที่ปลอดภัยของประเทศไทย                     คือไม่เกิน             0.70
มิลลิกรัมต่อลิตร การปนเปื้ อนฟลูออไรด์ในแหล่งน้ า                   อาจมีสาเหตุมาจาก
น้ าบาดาลไหลผ่านแหล่งแร่ ที่มีฟลูออไรด์เป็ นองค์ประกอบ            และละลายฟลูออไรด์ลงสู่ แหล่งน้ า
ทาให้น้ าบาดาลมีฟลูออไรด์สูงขึ้น                    หรื ออาจจะเกิดจากการแทรกซึ มของน้ าร้อนใต้ดิน
                             ่
ที่มีฟลูออไรด์ละลายอยูสูงเข้ามาในชั้นน้ าบาดาลตามรอยเลื่อน
หรื อรอยแยกของหิ นใต้ดินในชั้นที่เป็ นตะกอนร่ วน
              จากข้อมูลกลุ่มพัฒนาความร่ วมมือทันตสาธารณสุ ขระหว่างประเทศ                       ปี 2550
ในการวิเคราะห์ปริ มาณฟลูออไรด์ในน้ าบริ โภค อาเภอสันป่ าตอง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า
ประปาหมู่บานมีปริ มาณฟลูออไรด์สูงกว่า 0.70 มิลลิกรัม/ลิตร
               ้                                                           คิดเป็ น ร้อยละ 34.1
โดยที่ปริ มาณฟลูออไรด์ในน้ าประปาหมู่บาน ในเขตเทศบาลตาบลสันป่ าตอง มีค่า 0.90-2.32
                                                ้
มิลลิกรัม/ลิตร ซึ่ งเป็ นค่าที่สูงเกินมาตรฐานน้ าบริ โภค กรมอนามัย                   ่
                                                                              และมีตอภาวะสุ ขภาพ
ซึ่งจากการสารวจความชุกของการเกิดสภาวะฟันตกกระในประเทศไทยในการสารวจสภาวะทันตสุ
ขภาพแห่งชาติครั้งที่ 4 ในปี พ.ศ. 2537 พบว่าอัตราการเกิดฟันตกกระของกลุ่มอายุ 12 ปี
ของทั้งประเทศ               คิดเป็ นร้อยละ 17.0 และอัตราการเกิดฟันตกกระของกลุ่มอายุ 12 ปี
ในภาคเหนือพบร้อยละ 19.4 (กองทันตสาธารณสุ ข, 2538)
              การแก้ไขปั ญหา คือ การหลีกเลี่ยงการได้รับฟลูออไรด์ในปริ มาณสู งตั้งแต่แรกเกิด
ส่ วนใหญ่ประชนจะได้รับจากการบริ โภคน้ าจากแหล่งน้ าใต้ดิน เช่น บ่อบาดาล หรื อแหล่งน้ าผิวดิน
บ่อน้ าตื้น อันเป็ นแหล่งน้ าเพื่อการบริ โภคหลักของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนทางภาคเหนือ
นอกจากนั้น จะได้รับจากอาหารที่มีการปรุ ง หรื อ หุงข้าว โดยใช้น้ าที่มีปริ มาณฟลูออไรด์สูง
ปั ญหาดังกล่าว มีทางเลือกหลายทางเลือกแตกต่างกัน เช่น การเปลี่ยนแหล่งน้ าบริ โภค การใช้น้ าฝน
น้ าดื่มบรรจุขวด                        น้ าบ่อ                           หรื อการใช้เครื่ องกรองน้ า
                    ้     ั
ซึ่ งจะสาเร็ จได้ดวยดีน้ นต้องอาศัยการดาเนินการหลังจากประชาชนที่ประสบปั ญหานั้นเป็ นสาคัญ
                               ่
โดยประชาชนต้องรับรู ้วาสิ่ งนั้นเป็ นปั ญหา                         มีความต้องการที่จะแก้ไขปั ญหา
ริ เริ่ มและดาเนิ นการในการแก้ไขปั ญหานั้น                        ๆ                        ด้วยตนเอง
โดยมีเจ้าหน้าที่ภาครัฐเป็ นที่ปรึ กษาด้านวิชาการ
                                                           ั
และให้การสนับสนุนในการดาเนินงานของชุมชน(ศูนย์ทนตสาธารณสุ ขระหว่างประเทศ,
ศูนย์ส่งเสริ มสุ ขภาพเขต10 และศูนย์อนามัยสิ่ งแวดล้อมเขต10, 2545)
                                                       4



               การใช้ไส้กรองถ่านกระดูกสัตว์                          ในการแก้ไขปั ญหาฟลูออไรด์ในน้ าบริ โภค
ของประเทศไทย                                     เป็ นทางเลือกหนึ่ งที่ใช้ในการแก้ไขปั ญหา                  เช่น
จากประสบการณ์การแก้ไขปั ญหาฟลูออไรด์ในชุมชน                                 บ้านป่ าไผ่        อาเภอสันกาแพง
จังหวัดเชียงใหม่                    และบ้านสันคะยอม                        อาเภอเมือง             จังหวัดลาพูน
โดยการใช้ถ่านกระดูกสัตว์กรองฟลูออไรด์ออกจากน้ าบริ โภค (ศันสณี รัชชกูล และคณะ, 2545)
แต่ยงไม่ประสบผลสาเร็ จ เนื่องจากการเผากระดูกสัตว์ทาได้ค่อนข้างยาก ถ้าเตรี ยมไม่ได้มาตรฐาน
      ั
ถ่านที่ได้จะมีประสิ ทธิ ภาพการกรองฟลูอไรด์ต่า                                      และน้ าหลังกรองมีกลิ่นเหม็น
นอกจากอุปสรรคของเทคโนโลยีแล้ว                               อุปสรรคที่สาคัญ คือ ชุมชนไม่เข้มแข็งพอ
การริ เริ่ มดาเนินการมาจากกรรมการหมู่บานบางคน โดย ที่กลุ่มอื่นไม่ได้มีส่วนร่ วมมากนัก
                                               ้
ทางเลือกในการแก้ไขที่เกิดขึ้นภายหลังจากการเรี ยนรู ้ร่วมกันของชุมชน                        คือ     การใช้น้ าฝน
และบ่อน้ าตื้น                 เพื่อใช้ในการบริ โภค             เนื่องจาก       มีปริ มาณฟลูออไรด์ค่อนข้างต่า
และค่าใช้จ่ายในการลงทุนน้อย                                                                     ้
                                                                                        มีความคุมค่าในระยะยาว
บางพื้นที่มีการแก้ไขปั ญหาโดยใช้น้ าดื่มบรรจุขวดในการบริ โภค
แต่น้ าที่ใช้ประกอบอาหารยังคงเป็ นน้ าประปาหมู่บาน ที่มีปริ มาณฟลูออไรด์สูงอยู่
                                                              ้
                          ั
               ในปั จจุบนได้มีโรงผลิตน้ าดื่มที่ใช้เครื่ องกรองน้ า ระบบรี เวอร์ส ออสโมซีส ( Reverse
Osmosis) หรื อ อาร์ .โอ. ในชุมชน ซึ่ งได้รับมอบจากภาครัฐบาล สื บเนื่ องจากการประชุม
ครม.สัญจร                   จังหวัดลาพูน            เมื่อปี       2547         ได้เห็นปัญหาและให้ความสาคัญ
และเป็ นแนวทางในการแก้ไขปั ญหาปริ มาณฟลูออไรด์สูงในน้ าบริ โภค                                    ระบบรี เวอร์ส
ออสโมซีส
                                                                       ้
เป็ นกระบวนการผลิตน้ าเพื่อขจัดสารหรื อสิ่ งเจือปนที่ไม่ตองการออกจากน้ าโดยการใช้แรงดันในกา
                            ่               ่
รอัดโมเลกุลของน้ าให้ผานรู พรุ นของเยือบางที่มีคุณสมบัติเป็ น semipermeable membrane
(มันศิลป์
    ่                   ตัณฑุลเวศม์, 2543)                               และอาศัยแผ่นเยื่อบางเป็ นตัวจับโมเลกุล
หรื ออนุภาคของสารเจือปนไว้                       โดยทัวไปหลักการของรี เวอร์ สออสโมซิ ส กล่าวไว้วา
                                                         ่                                                     ่
                                              ่ ่
โมเลกุลของน้ ามีความสามารถเคลื่อนที่ผานเยือบางที่มีคุณลักษณะเฉพาะ(Semipermeable
membrane)                                                                                               ่
                                                                  ซึ่ งยอมให้โมเลกุลของน้ าเท่านั้นที่ผานไปได้
                                     ่
โดยการเคลื่อนที่ของน้ าผ่านเยือบางต้องอาศัยแรงที่เรี ยกว่า                         Osmotic             Pressure
                                    ่ ่
เป็ นตัวดันโมเลกุลของน้ าให้ผานเยือบางนั้นไปได้ โดยที่โมเลกุลของสารอื่นไม่สามารถผ่านไปได้
                                                            ั
ระบบรี เวอร์ส ออสโมซีส เป็ นเทคโนโลยีช้ นสู งที่มีประสิ ทธิ ภาพสามารถกรองฟลูออไรด์ได้
ร้อยละ 94-96 (มันศิลป์ ตัณฑุลเวศม์, 2543) แต่มีราคา และมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสู ง
                      ่
(จุมพล พรหมสาขา ณ สกลนคร และคณะ, 2549)
                                                 5



             การแก้ไขปั ญหาฟลูออไรด์ ต้องอาศัยความร่ วมมือตั้งแต่ระดับบุคคล ครัวเรื อน
และชุมชนอย่างต่อเนื่ อง(วรศักดิ์ ธิ นรุ่ งโรจน์ และคณะ, 2548) สิ่ งที่สาคัญ คือ
การมีส่วนร่ วมของชุมชน
หากประชาชนไม่มีความรู ้สึกเป็ นเจ้าของและลงมือดาเนินกิจกรรมด้วยตนเองแล้ว
กิจกรรมนั้นก็มิอาจจะสาเร็ จและดารงอยูได้่                               แต่หากว่าประชาชนมีความรู ้
ความเข้าใจในกระบวนการอย่างงถ่องแท้            จะสามารถมองเห็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อตนเอง
ครอบครัว                      และชุมชน                      ทั้งยังได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างเพียงพอ
จนเกิดความตระหนักในปั ญหาของตนเอง                               และดิ้นรนหาทางแก้ไขเพื่อปรับปรุ ง
เปลี่ยนแปลงจนเกิดการตัดสิ นใจ เข้ามามีส่วนร่ วมในการดาเนินกิจกรรมอย่างแท้จริ ง (ภัทรวรรณ
ไหวเคลื่อน, 2543)
             การรับรู ้ของประชาชนที่มีต่อฟลูออไรด์ในน้ าบริ โภค
มีความสาคัญต่อการวางแผนและแก้ไขปั ญหาในชุมชนในทั้งในแง่การให้ความสาคัญในการแก้ไข
ปัญหา         และลักษณะการดาเนินการในการแก้ปัญหา                 จากความสาคัญของปั ญหาดังกล่าว
  ้ิั
ผูวจยจึงสนใจศึกษาการรับรู้และพฤติกรรมการป้ องกันการได้รับฟลูออไรด์สูงเกินมาตรฐานจากน้ า
บริ โภคของประชาชน            เทศบาลตาบลสันป่ าตอง        อาเภอสันป่ าตอง            จังหวัดเชียงใหม่
เพื่อเป็ นแนวทางในการวางแผน ป้ องกันและแก้ไขปั ญหาของประชาชนได้อย่างเหมาะสมต่อไป

4. เอกสารและงานวิจัยทีเ่ กี่ยวข้ อง (Literature review)
              การศึกษาเรื่ อง
การรับรู ้และพฤติกรรมการป้ องกันการได้รับฟลูออไรด์สูงเกินมาตรฐานจากน้ าบริ โภคของประชาช
น เทศบาลตาบลสันป่ าตอง อาเภอสันป่ าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ศึกษาค้นคว้าทฤษฎี แนวคิด
และงานวิจยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเอกสาร ภายใต้หวข้อต่อไปนี้
            ั                                   ั
            1.   การรับรู้
            2.   พฤติกรรม
            3.   ฟลูออไรด์
            4.   งานวิจยที่เกี่ยวข้อง
                       ั

การรับรู้
                         ู้                                             ั
            การรับรู้ มีผให้ความหมายไว้หลายประการ ซึ่งพอจะนามาสรุ ป ได้ดงนี้
                                                       6



               การรับรู้ (perception) มีรากศัพท์มาจากภาษาลาติน (Latin) หรื อ “Percipere” ซึ่ง Per
หมายถึง “ผ่าน” และ Capere หมายถึง “การนา” (Bunting, 1988 อ้างใน บัณฑิต เผ่าวัฒนา, 2546 )
ตามความหมายในพจนานุกรมของเวบเตอร์ (The New American Webster Handy College
Ditionary, 1981 อ้างใน บัณฑิต เผ่าวัฒนา, 2546) คือ การแสดงออกซึ่ งความรู ้ ความเข้าใจ
ตามความรู ้สึกที่เกิดขึ้นในบุคคล
               การรับรู้                                                           คือการสัมผัสที่มีความหมาย
และเป็ นการแปลความหมายแห่งการสัมผัสที่ได้รับให้เป็ นที่เข้าใจทั้งแก่ตนเองและผูอื่น             ้
โดยใช้ประสบการณ์เดิม                                                                             หรื อความรู้เดิม
ร่ วมกับความรู ้สึกจากการรับสัมผัสของอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง (กรรณิ การณ์ ภู่ประเสริ ฐ์ และคณะ,
2527)
               กันยา            สุ วรรณแดง (2542) ให้ความหมายว่า การรับรู ้ หมายถึง
                                                         ่
การใช้ประสบการณ์เดิมแปลความหมายสิ่ งเร้าที่ผานประสาทสัมผัส
แล้วเกิดความรู ้สึกระลึกรู ้ความหมายว่าเป็ นอะไร                                ่
                                                                 ธี รนันท์ พุมหมอก (2543) กล่าวว่า
การรับรู ้ของแต่ละบุคคลย่อมมีความแตกต่างกัน                                       ่ ั
                                                                          ขึ้นอยูกบการประเมินตัดเหตุการณ์
หรื อเหตุการณ์น้ น ั             ๆ             การรับรู ้ของบุคคลเป็ นสิ่ งที่ทาให้บุคคลมีความแตกต่างกัน
ถึงแม้จะรับรู ้ในเรื่ องเดียวกับก็ไม่มีบุคคลใดที่จะมีการับรู ้ที่เหมือนกับบุคลอื่นทีเดียวเพราะบุคคลจะ
                       ั
ประมวลการรับรู ้น้ นเป็ นประสบการณ์ที่มีความหมายเฉพาะตนเอง
ซึ่ งมีผลต่อการแสดงออกของพฤติกรรมต่าง                         ๆ         ของบุคคลนั้น             ๆ          ด้วย
โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการรับรู ้ เช่น เพศ อายุ ระดับการศึกษา การฝึ กอบรม
หรื อการเรี ยนรู้ประสบการณ์ในอดีตและบทบาทหน้าที่
               คิง       (King,         1981อ้างใน          บัณฑิต       เผ่าวัฒนา,       2546)         กล่าวว่า
การรับรู้เป็ นกระบวนการทางความคิด และจิตใจของมนุษย์ที่แสดงออกถึง ความรู้ ความเข้าใจ
ความตระหนักในเรื่ องต่าง                   ๆ                   ่
                                                           ที่ผานเข้ามาทางประสาทสัมผัสอย่างมีจุดมุ่งหมาย
การรับรู ้เป็ นลักษณะเฉพาะของแต่บุคคลและเกิดขึ้นภายในตัวของบุคคลซึ่ งการรับรู ้จะมีความหมาย
ต่อประสบการณ์                   การเป็ นตัวแทนของความจริ งและมีอิทธิ พลต่อพฤติกรรมของบุคคลนั้น
การรับรู ้ไม่สามารถวัดได้โดยตรง
แต่สามารถหาข้อมูลได้โดยการสังเกตพฤติกรรมและการถามบุคคลนั้นว่าคิดและรู ้สึกอย่างไร
โดยได้รวบรวมแนวคิดเกี่ยวกับการรับรู ้ ไว้ดงนี้    ั
                1)         การรับรู้เป็ นเอกภาพ                      (Universal)                   บุคคลทุกคน
สามารถรับรู ้ต่อบุคคลอื่นและสิ่ งแวดล้อมมนุษย์ทุกคนจะมีการรับรู ้ต่อสิ่ งแวดล้อมต่าง                            ๆ
                                                       7



ตั้งแต่เกิดจนตายโดยการจัดเรี ยงลาดับจากรู ปธรรมและให้ความหมายต่อสิ่ งนั้น เช่น ต้นไม้
ประกอบด้วยกิ่งก้าน รากและลาต้น เป็ นต้น
               2)         การรับรู ้เป็ นสิ่ งที่บุคคลเลือกเฉพาะสาหรับตนเอง              (Selective         and
subjective)                                                        ถึงแม้จะเป็ นการรับรู ้ในเหตุการณ์เดียวกัน
                             ่
แต่ไม่สามารถจะสรุ ปได้วาแต่ละบุคคลรับรู ้ในเหตุการณ์น้ นเหมือนกัน   ั
เนื่องจากบุคคลมีภูมิหลังและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน
               3)                                                           ั
                          การรับรู ้เป็ นสิ่ งที่แสดงออกในภาวะปั จจุบน (Action oriented in the
                                      ่
present) เนื่ องจากข้อมูลที่มีอยูในสิ่ งแวดล้อมตลอดเวลา ทาให้บุคคลต้องมีการรับรู ้ ในสิ่ งต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นและทาให้เกิดการเรี ยนรู ้ควบคู่ไปด้วยเสมอ
               4)         การรับรู ้เป็ นปฏิสัมพันธ์ที่มีเป้ าหมายแน่นอน                           (Transaction)
บุคคลจะสามารถสังเกตถึงการรับรู้                               ซึ่งเป็ นลักษณะเฉพาะของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
ได้ก็ต่อเมื่อบุคคลมีการแสดงออกระหว่างคนหรื อภายในกลุ่ม
                           ั
จึงจะทาให้มองเห็นได้ชดเจนว่าบุคคลนั้นมีการรับรู ้ในสถานการณ์น้ นอย่างไร        ั
              การรับรู้        เป็ นกระบวนการทางจิตวิทยาพื้นฐานของบุคคล                     ขั้นตอนในการรับรู ้
เหตุการณ์ของบุคคลได้แก่                        บุคคลรับพลังงานจากสิ่ งเร้า                 เข้าสู่ ประสาทสัมผัส
ประสาทสัมผัสจะเข้ารหัส                                                     พลังงานนั้นผ่านมาทางเส้นประสาท
และเส้นประสาทจะส่ งข้อมูลต่อไปยังสมอง ขั้นสุ ดท้ายคือการรับรู ้ สิ่ งเร้านั้น ๆ ในรู ปของรู ปร่ าง
เสี ยง ความรู้สึก รส และกลิ่น ในด้านสุ ขศึกษาถือว่า การรับรู้เป็ นกระบวนการที่บุคคลเลือกจัดการ
และให้ความหมายต่อสิ่ งเร้าภายในและภายนอก                               ่ ั
                                                               ขึ้นอยูกบการเลือกรับของบุคคลว่าข่าวสารใด
บุคคลจะยอมรับหรื อไม่รับ บุคคลจะรับรู ้เฉพาะข่าวสารที่ตรงกับความต้องการ ความสนใจ
หรื อความคาดหวังของเขา (ประภาเพ็ญ สุ วรรณ และคณะ, 2534)
กระบวนการรับรู้
              กระบวนการรับรู้                                                                          (process)
ของการรับรู ้เป็ นกระบวนการที่คาบเกี่ยวระหว่างความเข้าใจ ความคิด การรู้สึก (sensing) ความจา
(memory) การเรี ยนรู ้ (learning) การตัดสิ นใจ (decision marketing) การแสดงพฤติกรรม
                        ั
เขียนเป็ นแผนภูมิได้ดงนี้ (กันยา สุ วรรณแสง ,2532 อ้างใน พัชรา นาคถนอม ,2545)

                       การรู้สึก               ตีความ        คิดตัดสิ นใจ
    สิ่งเร้ า                       การคิด ความเข้าใจ ความจา                                     พฤติกรรม
                                       การเรี ยนรู้ มโนภาพ
                                                 8




กระบวนการภายนอก                       กระบวนการภายใน                       กระบวนการแสดงออก

         ในกระบวนการแห่งการรับรู ้             ถ้าพิจารณาในแง่ของพฤติกรรม                “การรับรู้”
       ่
แทรกอยูระหว่างสิ่ งเร้า กับการตอบสนองต่อสิ่ งเร้า

           Stimulus                     Perception                              Response
            (สิ่ งเร้า)                  (การรับรู้)                         (การตอบสนอง)

                                 ้
            จะเกิดการรับรู ้ได้ตองประกอบด้วย
            1. มีสิ่งเร้าที่จะรับรู ้ (Stimulus) เช่น รู ป รส กลิ่น เสี ยง
            2. ประสาทสัมผัส (Sense Organs) และความรู ้สึกสัมผัส เช่น หู ตา จมูก ลิ้น
ผิวหนัง
          3. ประสบการณ์เดิม หรื อความรู ้เดิมเกี่ยวกับสิ่ งเร้าที่ได้สัมผัส
          4. การแปลความหมายจากสิ่ งสัมผัส
          การรับรู ้จะเกิดขึ้นได้        ต้องเป็ นไปตามขั้นตอนของกระบวนการดังนี้            (กัลยา
สุ วรรณแสง ,2532 อ้างใน พัชรา นาถนอม ,2545)
          ขั้นที่ 1 สิ่ งเร้ามากระทบอวัยวะสัมผัสของอินทรี ย ์
          ขั้นที่ 2 กระแสประสาทวิงไปยังระบบประสาทส่ วนกลาง ซึ่ งมีศูนย์อยูที่ สมอง
                                     ่                                            ่
          ขั้นที่3 สมองแปรความหมายออกมาเป็ น ความรู้ ความเข้าใจ โดยอาศัยความรู้เดิม
และประสบการณ์เดิม
          เมื่ออวัยวะรับสัมผัสจากสิ่ งเร้าแล้วส่ งไปยังสมอง ทาให้เกิดการคิด การเข้าใจ การรับรู ้
จากนั้นสมองจึงสั่งการไปยังอวัยวะสัมผัสให้แสดงปฏิกิริยาตอบสนอง                          (Response)
พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากร่ างกายได้รับสิ่ งเร้านั้นๆ        โดยอาศัยความคิด       ความเข้าใจ
ประสบการณ์ในกระบวนการรับรู ้                                       ถ้าพิจารณาในแง่พฤติกรรมการรับรู ้
เป็ นกระบวนการอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างสิ่ งเร้าเข้าไปเร้าร่ างกาย
และทาให้เกิดการตอบสนองต่อสิ่ งเร้า

        ่ ิ
ปัจจัยทีมีอทธิพลต่ อการรับรู้
                                                      9



                                                                           ่ ั
             คนเราจะรับรู ้สิ่งต่าง ๆ ได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยูกบปั จจัย 2 ประการ ได้แก่
ลักษณะของผูรับและลักษณะของสิ่ งเร้า
                ้                                                      โดยมีบุคคลมีการรับรู ้ต่างกันออกไป
                                                  ั
สามารถสรุ ปปั จจัยที่มีอิทธิ พลต่อการรับรู ้ได้ดงนี้ (กันยา สุ วรรณแสง, 2542)
             1.                                                                              ลักษณะของผู้รับ
การที่บุคคลจะเลือกรับรู ้สิ่งใดเป็ นอันดับแรกหรื อหลังและรับรู ้มากน้อยเพียงใดนั้น
        ่ ั
ขึ้นอยูกบลักษณะของผูรับ ปั จจัยที่เกี่ยวข้องกับผูรับแบ่งออกได้เป็ น 2 ด้าน คือ ด้านกายภาพ
                           ้                          ้
และด้านจิตวิทยา
                  1.1 ด้านกายภาพหมายถึง อวัยวะรับสัมผัส เช่น หู ตา จมูก และอวัยวะสัมผัสอื่น ๆ
ปกติหรื อไม่มีความรู ้สึกรับสัมผัสสมบูรณ์เพียงใด เช่น หู ตึง เป็ นหวัด ตาเอียง ตาบอดสี สายตาสั้น
สายตายาว                  ผิวหนังชา             ความชรา                      ถ้าผิดปกติหรื อหย่อนสมรรถภาพ
     ่
ก็ยอมทาให้การรับสัมผัสนั้นผิดไป                                              ด้อยสมรรถภาพในการรับรู ้ลงไป
ความสมบูรณ์ของอวัยวะรับสัมผัส                                                            จะทาให้การรับรู้ได้ดี
                                                                                       ิ
การรับรู ้จะมีคุณภาพดีข้ ึนถ้าเราได้สัมผัสหลายทาง เช่น เห็นภาพและได้ยนเสี ยงในเวลาเดียวกัน
ให้เราแปลความหมายของสิ่ งเร้าได้ถูกต้อง
                  1.2                      ด้านจิตวิทยา                             ปัจจัยด้านจิตวิทยาของคน
ที่มีอิทธิ พลต่อการรับรู ้มีหลายประการดังนี้
                       1.2.1 ความรู ้เดิม หรื อประสบการณ์เดิม เรื่ องราวหรื อความรู ้เกี่ยวกับสิ่ งต่าง ๆ
              ่
ที่บุคคลมีอยูจะมากน้อยหรื อเป็ นเรื่ องเกี่ยวกับสิ่ งใด                     ่ ั
                                                                ก็ข้ ึนอยูกบประสบการณ์ของแต่ละบุคคล
ประสบการณ์เดิมเป็ นเหมือนเครื่ องมืออีกอย่างหนึ่งที่จะทาให้การตีความหมายจากการรู้สึก
แจ่มชัดขึ้น                                     การรับรู ้ของบุคคลก็สอดคล้องกับสิ่ งเร้านั้นมากขึ้นด้วย
การรับรู ้ของบุคคลไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความว่างเปล่า
แต่จะมีองค์ประกอบหลายประการที่ทาให้เกิดการรับรู ้
โดยเฉพาะประสบการณ์เดิมเป็ นสิ่ งที่บุคคลสะสมกันมาใช้คาดคะเนหรื อเตรี ยมการเพื่อการรับรู ้ยอม               ่
ทาให้การรับรู ้ที่ได้ มีความหมายต่อการดารงชีวิตของบุคคลมากยิงขึ้น        ่
                      1.2.2            ความต้องการ               เป็ นองค์ประกอบหนึ่งของการเลือกรับรู้
เมื่อบุคคลเกิดภาวะขาดสิ่ งต่าง              ๆ             ที่จะทาให้ร่างกายทางาน                  ไม่เป็ นปกติ
เช่นการขาดสภาพทางด้านร่ างกาย ได้แก่ อาหาร อากาศ น้ า ความต้องการทางเพศ
การขับถ่ายของเสี ย หรื อการขาดทางจิตใจและสังคม ได้แก่ ความรัก ความสาเร็ จ ความมีอานาจ
ซึ่ งความต้องการเหล่านี้ จะมีมากบ้างหรื อน้อยบ้าง ในแต่ละคน บางสิ่ งมีความจาเป็ นต่อบุคคลหนึ่ ง
แต่ไม่จาเป็ นกับอีกคนหนึ่ง ความต้องการของบุคคลจึงต่างกัน
                                                      10



                       1.2.3        ความตั้งใจ       สิ่ งต่าง         ๆ                ่
                                                                                  ที่อยูรอบตัวเรามีมากมาย
ล้วนแต่มีโอกาสก่อให้เกิดการรับรู ้ในตัวเองได้ แต่เราไม่ได้รับรู ้ทุกสิ่ งทุกอย่างในสิ่ งแวดล้อมรอบ ๆ
                                                          ั
ตัวเราพร้อม ๆ กัน บุคคลจะเลือกรับรู ้สิ่งเร้าเฉพาะที่ต้ งใจจะรับรู ้
                                                                                      ้
                       1.2.4 แรงจูงใจ มีผลต่อการรับรู ้ เพราะเป็ นตัวกระตุนให้เกิดความต้องการ
ซึ่ งทาให้บุคคลเกิดการรับรู ้ในสิ่ งนั้นเป็ นอย่างดี
                                  ้
แรงจูงใจเป็ นเหมือนตัวกระตุนให้บุคคลกระทาหรื อมีพฤติกรรมต่าง ๆ อย่างมีเป้ าหมาย
                       1.2.5                ทัศนคติ                       ่
                                                                  ที่มีอยูจะเป็ นเครื่ องมือที่เลือกรับสิ่ งเร้า
และเลือกแนวทางตามสิ่ งเร้า
                       1.2.6        ภาวะทางอารมณ์             บุคคลที่มีอารมณ์ดี             มีความสบายใจ
มักจะไม่พิจารณารายละเอียดของสิ่ งเร้ามากนัก จะมองไม่เห็นข้อบกพร่ อง มองเห็นสิ่ งต่าง ๆ
                                ่
เหล่านี้ดีไปหมด แต่หากอยูในสภาพอารมณ์ที่ไม่ดี ก็มกจะมองเห็นสิ่ งต่าง ๆ ไม่น่าชอบใจไปหมด
                                                            ั
ถ้าบุคคลมีอารมณ์เครี ยดมากกล้ามเนื้อและประสาทจะมีความต้านทานต่อกระแสประสาทสู ง
ทาให้การรับรู ้ไม่ดี
                       1.2.7                                                                      เชาว์ปัญญา
                                                   ้
คนที่เฉลียวฉลาดจะรับรู ้ดีเร็ วและถูกต้องกว่าผูที่มีสติปัญญาต่ากว่ารวมทั้งแปลความหมายได้ดีมีเหตุ
ผล
                       1.2.8                                                              อิทธิพลของสังคม
                     ่
สภาพความเป็ นอยูของสังคมและลักษณะของวัฒนธรรม                         จารี ต        ประเพณี            ค่านิยม
เป็ นเครื่ องกาหนดการรับรู ้ของคน ทาให้คนแต่ละกลุ่มรับรู ้สิ่งต่างๆ แตกต่างกันออกไป
              2.            ลักษณะของสิ่ งเร้ า                   การที่บุคคลจะเลือกรับสิ่ งใดก่อนหลัง
มากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นกับว่าสิ่ งเร้าดึงดูดความสนใจ                            ความตั้งใจมากน้อยเพียงใด
ลักษณะของสิ่ งเร้าที่ดึงดูดความสนใจได้แก่ ขนาดความเข้ม ความดัง ความสว่าง การกระทาซ้ า ๆ
และการเคลื่อนไหวของสิ่ งเร้า (กันยา สุ วรรณแสง, 2542)

พฤติกรรม
                            ั
              ประเทือง ภูมิภทราคม (2540) ให้ความหมายของพฤติกรรม             หมายถึง
สิ่ งที่บุคคลกระทาแสดงออกตอบสนองต่อสิ ง่ใดสิ่ งหนึ่งในสภาพที่สังเกตได้
ซึ่ งสามารถแบ่งออกเป็ น 2 ประเภท คือ พฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior) หมายถึง
การกระทาแสดงออก               หรื อตอบสนองที่สามารถสังเกตได้และวัดได้       แยกเป็ น
พฤติกรรมที่เป็ นการกระทา และพฤติกรรมที่เป็ นคาพูด ส่ วนอีกประเภท คือ พฤติกรรมภายใน
                                                    11



(Convert Behavior)             หมายถึง พฤติกรรมที่ไม่สามารถสังเกตเห็นหรื อวัดได้โดยตรง เช่น
ความเข้าใจ                                                                  การตัดสิ นใจและความรู้สึก
                                                    ้
พฤติกรรมภายในเป็ นสิ่ งที่ไม่สามารถสังเกตได้ดวยประสาทสัมผัส
ต้องสันนิษฐานจากฟฤติกรรมภายนอก                  กนกวรรณ ประวาลพิทย์ (2540) กล่าวว่า พฤติกรรม
หมายถึง กิจกรรมที่มนุษย์ท้ งที่สังเกตได้ หรื อสังเกตไม่ได้ก็ตาม แต่การกระทาย่อมมีสาเหตุ
                               ั
มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์
              พฤติกรรม                                                                          หมายถึง
กิริยาอาการที่แสดงออกหรื อปฏิกิริยาโต้ตอบที่เกิดขึ้นเมื่อเผชิญกับสิ่ งเร้า          ซึ่ งจะออกมาภายนอก
หรื อภายในร่ างกายก็ได้        ทุกสิ่ งทุกอย่างที่มนุษย์กระทา     หรื อรู ้สึกผูอื่นจะเห็นหรื อไม่ก็ตาม
                                                                                ้
         ่
ถือได้วาเป็ นพฤติกรรมทั้งสิ้ น                           พฤติกรรมของมนุษย์จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีสิ่งเร้า
หรื อเกิดจากแรงจูงใจที่ตอบสนองความต้องการในสิ่ งใดสิ่ งหนึ่งหรื อเป้ าหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง
ซึ่ งมีความเกี่ยวข้องกับทฤษฎีการกระทาด้วยเหตุผล(Theory             of         reasoned           action)
ทฤษฎีน้ ีสร้างขึ้นใหม่โดยจะอธิ บายคาดคะเน                                           พฤติกรรมของบุคคล)
แบบนี้สร้างขึ้นโดยนักจิตวิทยาสังคมชื่อ ฟิ ชไบน์ และไอเซน (ร่ วมศักดิ์ ยะใหม่วงศ์, 2543 อ้างใน
ประพาส, 2543)               มีสมมุติฐานว่าพฤติกรรมต่างๆ ของบุคคลล้วนกระทาไปอย่างมีเหตุผล
และเป็ นไปอย่างสมัครใจ                                                                       ่
                                                               โดยพิจารณาข้อมูลที่มีอยูประกอบด้วย
เนื่องจากจุดมุ่งหมายของทฤษฎีน้ ีตองหารที่จะทานาย
                                      ้                                             และเข้าใจในตัวบุคคล
การที่จะเป็ นไปในจุดมุ่งหมายดังกล่าวจะต้องทาเป็ นขึ้นตอนโดยระบุ และวัดพฤติกรรมที่น่าสนใจ
เมื่อทราบแล้วจึงทาตาม
              พฤติกรรม (Behavior) เป็ นการกระทาที่แสดงออกเพื่อตอบสนองต่อสิ่ งเร้าต่างๆ
หรื อปฏิกิริยาตอบสนองที่ได้เลือกสรรแล้วว่าเหมาะสมที่สาหรับสถาการณ์น้ นๆ           ั            (ร่ วมศักดิ์
ยะใหม่วงศ์, 2543 อ้างใน ประพาส วนาศิริ, 2543) เชื่ อว่าพฤติกรรมได้มาจากการฝึ กฝน
และการเรี ยนรู ้                                             ั        ั
                                        พฤติกรรมของสัตว์ช้ นสู งจะมีลกษณะของสัญชาติญาณน้อยลง
แต่จะเกิดจากวุฒิภาวะ การฝึ กฝน และการเรี ยนรู ้มากขึ้น
               สรุ ป พฤติกรรม หมายถึง สิ่ งที่มนุษย์กระทา และแสดงออกมาเพื่อตอยสนองต่อสิ่ งเร้า
โดยผ่านกระบวนการรับรู ้                        ความรู ้สึก                               และการาตัดสิ นใจ
                                           ั
จากนั้นมีการแสดงออกมาเป็ นการปฏิบติในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง
                                                          ั
              พฤติกรรมเป็ นผลมาจาการเลือกสรรปฏิบติที่เหมาะสมที่สุด ในการตอบสนองต่อสิ่ งเร้า
ซึ่ งย่อมมีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน พฤติกรรมของมนุษย์มีองค์ประกอบ 7 ประการ คือ
              1. เป้ าหมาย (Goal) เป็ นวัตุประสงค์ หนชรื อความต้องการที่ก่อมให้เกิดพฤติกรรม
                                                      12



             2. ความพร้อม (Readiness) เป็ นระดับของวุฒิภาวะ และความสามารถที่จาเป็ น
การกระทากิจกรรมต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการ
             3.                                  สถานการณ์                                          (Situation)
เป็ นเหตุการณ์ที่เปิ ดโอกาสที่ให้เลือกทากิจกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการ
             4.          การแปลความหมาย             (Interpretation)          เป็ นการพิจารณาสถาการณ์
เพื่อเลือกสรรวิธีการที่คิดว่าจะตอบสนองความต้องการมากที่สุด หรื อเหมาะสมที่สุด
             5. การตอบสนอง (Response) เป็ นการดาเนิ นการทากิจกรรมที่ได้เลือกสรรแล้ว
             6.                                                                    ผลรับ(Consequence)
เป็ นผลของการกระทากิจกรรมซึ่ งอาจตรงตามเป้ าหมายหรื อไม่ก็ได้
             7.          ปฏิกิริยาต่อการผิดหวัง        (Reaction         to         Thwart                ship)
เป็ นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อไม่สามารถบรรลุเป้ าหมายที่ตองการได้ ก็จะกลับไปแปลความหมายใหม่
                                                          ้
เพื่อเลือกสรรวิธีการที่ตอบสนองความต้องการได้                                                      ้
                                                                                          แต่ถากระทาแล้ว
หรื อพิจารณาแล้วเห็นว่าเกินความสามารถก็จะเลิกความต้องการนั้น
             พฤติกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นมีสาเหตุจาก                                         สิ่ งเร้า(Stimulus)
ที่เป็ นตัวกระตุนทาให้อินทรี ยแสดงปฏิกิริยาตอบสนอง มี 2 ประเภท คือ สิ่ งเร้าภายนอก
                 ้                ์
และสิ่ งเร้าภายใน                                                                      ้
                                     ดังนั้นพฤติกรรมบางอย่างของมนุษย์จึงเป็ นสิ่ งที่คนหาสาเหตุได้ยาก
เป็ นที่ทราบแล้วว่า พฤติกรรมเป็ นผลมาจากการที่มนุษย์เลือกปฏิกิริยาตอบสนอง ที่เหมาะสมที่สุด
มาสนองต่อสิ่ งเร้า
แต่สิ่งเร้าจะมีประสิ ทธิ ภาพก็ต่อเมื่อกระตุนให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการ
                                              ้
และบรรลุเป้ าหมายที่วางไว้
             นักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิ ยมเชื่อว่าพฤติกรรมส่ วนใหญ่ของมนุษย์เกิดจากการเรี ยนรู ้
ซึ่งการเรี ยนรู้ของมนุษย์มี 3 ลักษณะ คือ
             1.                                                  การเรี ยนรู ้จากการเชื่ อมโยงด้วยสิ่ งเร้า
และการตอบสนองที่บุคคลไม่สามารถจะควบคุมได้ เช่น ความวิตกกังวล ความอยาก ความกลัว
เป็ นต้น           เป็ นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ           ้             ั
                                                              แต่ถาบุคคลรู ้ตวก่อนว่าเป็ นเพราะเหตุใด
หรื อเป็ นเพราะสิ่ งเร้าใด
ก็จะสามารถแก้ปัญหาของสิ่ งเร้านั้นได้โดยตัดความสัมพันธ์ระหว่างสิ่ งเร้ากับพฤติกรรมการตอบส
นอง

                   สิ่ งเร้า         การประสานสัมพันธ์                     ปฏิกิริยาการตอบสนอง
                                              13



            (Stimulus)           (Integration)                        (Response)

                                                                        พฤติกรรม
                                                                       (Behavior)
         แผนภูมิการเกิดพฤติกรรมจากการเรี ยนรู ้จากสิ่ งเร้า (กันยา สุ วรรณแสง, 2532)
           2. การเรี ยนรู้ผลการกระทา เกิดจากการเรี ยนรู ้ของพฤติกรรมที่บุคคลกระทาในสังคม
ผลของการกระทาจะเป็ นตัวกาหนดลักษณะการเกิดพฤติกรรม
โดยการเสริ มแรงและการลงโทษผลของการเสริ มแรง                   จะทาให้พฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นซ้ าอีก

                                                                  ้
            3. การเรี ยนรู้จากการเลียนแบบ หรื อการสังเกตพฤติกรรมผูอื่น

ฟลูออไรด์
            ฟลูออรี นเป็ นธาตุหมู่ที่7 ในตารางธาตุที่เบาที่สุดและมีความไวต่อการทาปฏิกิริยาที่สุด
                                                     ่
จึงทาให้ไม่พบในรู ปฟลูออรี นในธรรมชาติ แต่จะอยูในรู ปฟลูออไรด์ที่มีประจุลบ และฟลูออไรด์
อิออน( F - ) ในสารละลายฟลูออไรด์อิออนจะมีประจุและขนาดใกล้เคียงกับไฮดรอกไซด์อิออน
                          ั
(OH-) และมักจะแทนที่กนได้ในแร่ ธาตุ ฟลูออไรด์จะรวมตัวกับสารประจุบวกหลายชนิ ดในแร่ ธาตุ
ดังนั้นจึงพบฟลูออไรด์ได้บ่อยในแร่ ธาตุ (WHO, 1999 อ้างใน ชัชวาลย์ จันทรวิจิตร, 2546 )
                                   ั ่
            ฟลูออไรด์ในแร่ ธาตุมกอยูในรู ปฟลูออไรท์           (CaF2)     ร้อยละ        0.06-0.09
ของเปลือกโลกจะเป็ นฟลูออไรด์ ปริ มาณโดยเฉลี่ยของฟลูออไรด์ในเปลือกโลกจะเท่ากับ 300
มก/กก แร่ ธาตุที่พบ ฟลูออไรด์มากได้แก่ ฟลูโอสปาร์ หิ นฟอสเฟต คริ โอไลท์ อปาไทท์ ไมก้า
ฮอนเบล็นด์ (hornblende) และอื่นๆ ฟลูออไรด์จะเกี่ยวข้องกับภูเขาไฟ และน้ าพุร้อน
เกลือคริ โอไลท์จะใช้ในโรงงานผลิตอลูมิเนียม                       และ                  ยาฆ่าแมลง
หินฟอสเฟตจะถูกนามาผลิตปุ๋ ยฟอสเฟต
และฟลูออไรด์ที่สะกัดออกในรู ปฟลูออโรซิ ลิเคท(fluorosilicates)
มักถูกนามาใช้ในการเติมฟลูออไรด์ในน้ า (WHO, 1999 อ้างใน ชัชวาลย์ จันทรวิจิตร, 2546 )
            ฟลูออไรด์พบได้ในน้ าธรรมชาติ น้ าทะเลจะมีฟลูออไรด์ประมาณ 1 มก/ล น้ าแม่น้ า
                              ้
และน้ าใต้ดินมักมีฟลูออไรด์นอยกว่า                              0.5                        มก/ล
                                  ่ ั
ความเข้มข้นของฟลูออไรด์ข้ ึนอยูกบความสามารถในการละลายของฟลูออไรท์
จะพบฟลูออไรด์สูงในน้ าใต้ดินที่มีแคลเซี ยมต่า หรื อ มีแร่ ธาตุที่มีฟลูออไรด์เป็ นองค์ประกอบสู ง
และในบริ เวณที่มีการแลกเปลี่ยนประจุบวกระหว่างโซเดียมและแคลเซี ยม
                                                    14



น้ าใต้ดินที่มีฟลูออไรด์สูงจะเกี่ยวกับตะกอนดินที่มาจากทะเล     หรื อ      หินภูเขาไฟ    หรื อ
หินแกรไนท์(granitic and gneissic rocks)                    ฟลูออไรด์ในน้ าใต้ดินในประเทศไทย
เกิดจากหิ นแกรไนท์

ผลกระทบของฟลูออไรด์ ต่อสุ ขภาพ
1. สภาวะฟันตกกระ (dental fluorosis)
              ฟันตกกระ                 ไม่ใช่โรค         แต่เป็ นสภาวะการเจริ ญพร่ องของเคลือบฟั น
ซึ่ งเกิดจากการได้รับฟลูออไรด์เข้าสู่ ร่างกายมากเกินปริ มาณที่เหมาะสม
แล้วไปรบกวนกระบวนการสร้างแร่ ธาตุที่เคลือบฟัน
                                                 ่
ในระยะที่มีการสร้างฟันและฟันเจริ ญเติบโตอยูในกระดูกขากรรไกร
การได้รับฟลูออไรด์ปริ มาณสู งเกิน 0.07 mg / kg / วัน ในวัยเด็ก มีผลต่อการสร้างฟั น
ทาให้เกิดฟันตกกระ(Dental Fluorosis)                     ทาให้เคลือบฟันมีสีขาวขุ่นบางส่ วนหรื อทั้งซี่
ตามระดับความรุ นแรงของสภาวะฟันตกกระ ความรุ นแรงจะขึ้นกับปริ มาณของฟลูออไรด์ที่ได้รับ
            ั
ซึ่งมีได้ต้ งแต่แทบจะไม่สามารถสังเกตเห็นได้         หรื อพบผิดปกติเล็กน้อย เป็ นจุดขาวประปราย
มีเส้นขาวบาง          ๆ       หรื อเป็ นหย่อมขาว     ๆ        ใกล้กบ    ั      ปลายหน้าตัดของฟันหน้า
หรื อยอดแหลมของฟันหลัง เหมือนหิ มะปกคลุมยอดเขาที่ค่อย ๆ บางลง กลืนไปกับเคลือบฟันรอบ
ๆ                     หรื อผิดปกติรุนแรง                    ที่มีหลุมตามขวางเคลือบฟันเป็ นสี น้ าตาล
มักเห็นชัดเจนในฟันหน้าและฟันกรามน้อย                                          บางครั้งเคลือบฟั นที่ตกกระ
แตกออกจนเห็นสี เหลืองของเนื้อฟัน ในภาษาท้องถิ่นภาคเหนื อจึงมีคาเรี ยกฟันตกกระต่าง ๆ
กันตาม             ในภาคเหนือเรี ยกฟันตกกระว่าเขี้ยวลาย                         หรื อ          เขี้ยวเหลือง
ฟันตกกระเป็ นความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างถาวร                                  ไม่สามารถรักษาให้หายได้
(ศูนย์ทนตสาธารณสุ ขระหว่างประเทศ ศูนย์ส่งเสริ มสุ ขภาพเขต 10 และศูนย์อนามัยสิ่ งแวดล้อมเขต
          ั
10 , 2544)
              องค์การอนามัยโลกได้กาหนดดัชนีฟันตกกระไว้ดงนี้      ั
คะแนน             ลักษณะ
0           ปกติ (normal) เคลือบฟันเรี ยบ มัน มีสีขาวออกครี มอ่อนๆ
1           สงสัย                 (questionable)                                             ิ
                                                                   เริ่ มมีจุดขาวเล็กน้อยที่ผวเคลือบฟัน
            โดยสังเกตได้จากแสงที่ตกกระทบผิวฟัน
                                                 15



2       เป็ นน้อยมาก (very mild) พบบริ เวณเล็กๆที่มีเคลือบฟันขาวเหมือนกระดาษ
        มีความขุ่นกระจายอย่างไม่สม่าเสมอบนตัวฟัน                  แต่ครอบคลุมไม่เกินร้อยละ25
        ของผิวฟันด้านติดริ มฝี ปาก
3       เป็ นเล็กน้อย (mild) เคลือบฟันทึบแสงมากกว่าระดับ 2 และครอบคลุมไม่เกินร้อยละ 50
        ของผิวฟัน
4                                                                              ั
        ปานกลาง (moderate) เคลือบฟันสึ กมาก ติดสี น้ าตาลเป็ นร่ องรอยที่ไม่มีลกษณะที่แน่นอน
5       รุ นแรง                   (severe)                                               ิ
                                                            มีความผิดปกติที่รุนแรงมากที่ผวฟัน
        และมีความบกพร่ องของเคลือบฟันมาก จนทาให้ฟันมีรูปร่ างผิดปกติไป มีหลุม รอยสึ ก
        และ คราบสี น้ าตาลกระจายเป็ นบริ เวณกว้าง ฟันเป็ นรอยเว้าๆแหว่งๆ และกร่ อน

             เมื่อร่ างกายได้รับฟลูออไรด์เข้าสู่ ร่างกายมากเกินไปติดต่อกัน
ในระยะที่ร่างกายกาลังสร้างฟันอยู่ คือช่วงเวลาตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 12 ปี
จะมีความความผิดปกติเกิดขึ้น                           ซึ่งเห็นได้เป็ นอย่างแรก                 ได้แก่
                         ั
การเกิดความผิดปกติกบผิวเคลือบฟันของฟันแท้                              ฟันตกกระส่ วนใหญ่เกิดในฟันแท้
                                  ่
เนื่องจากฟันน้ านมสร้างขณะอยูในครรภ์มารดาซึ่งฟลูออไรด์ไม่สามารถซึ มผ่านรกไปยังทารกในคร
รภ์ได้
             จากการศึกษาทางระบาดวิทยา                                                              ่
                                                                       ติดต่อกันมาจนสามารถสรุ ปได้วา
ฟันตกกระเกิดจากการได้รับฟลูออไรด์ปริ มาณสู งติดต่อกันเป็ นเวลานาน                                  ๆ
                                                            ิ
ในระหว่างการสร้างฟัน โดยเฉพาะใน 6 ปี แรกของชีวต เนื่องจากเด็กดื่มน้ ามากกว่าของเหลวอื่นๆ
จึงได้รับฟลูออไรด์ส่วนใหญ่จากน้ าดื่ม
                                    ั ั
ปริ มาณฟลูออไรด์ในน้ าดื่มจึงเป็ ตวชี้วดความเสี่ ยงต่อการเกิดสภาวะฟันตกกระได้ ในปี พ.ศ.2543-
2544                       กองทันตสาธารณสุ ข                  กรมอนามัย           กระทรวงสาธารณสุ ข
      ั
ได้จดทาโครงการสารวจทันตสุ ขภาพแห่งชาติ                     พบว่า มี 36 จังหวัด จาก 48 จังหวัด
ที่มีผลการตรวจฟันตกกระ                                                             ่
                                          โดยพบว่าเด็กที่มีฟันตกกระกระจายอยูทุกภาคของประเทศ
                                           ั
แต่ในพื้นที่พบมาก คือ ภาคเหนือ พบได้ต้ งแต่ ร้อยละ 10-65                 จากการศึกษาของ นิภาพรรณ
โอศิริพรรณ                                            ปี                                    พ.ศ.2543
เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างปริ มาณฟลูออไรด์ในน้ ากับการเกิดฟันตกกระ ศึกษาที่อาเภอดอยเต่า
จังหวัดเชียงใหม่ และอาเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลาพูน ศึกษาจากตัวอย่างทั้งสิ้ น 225 คน ดังตารางที่ 1
                                             16



ตารางที่ 1 ความชุกของฟันตกกระ(ไม่รวมฟันตกกระระดับสงสัย) และค่าดัชนีฟันตกกระชุมชน
จาแนกตามปริ มาณฟลูออไรด์ในน้ า จากผลการสารวจของนิภาพรรณ โอศิริพรรณ ที่อาเภอดอยเต่า
จังหวัดเชียงใหม่ และอาเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลาพูน, 2543

                   ปริ มาณฟลูออไรด์ในน้ าบริ โภค ร้อยละความชุกของฟันตกกระ
                          (มิลลิกรัม/ลิตร)
                                0-0.3                      14.29
                              0.31-0.5                     50.00
                               0.5-0.7                     50.00
                                0.7+                       71.74


2. สภาวะฟลูออไรด์ เป็ นพิษต่ อกระดูก (skeletal fluorosis)
             การได้รับฟลูออไรด์ปริ มาณสู งมากเกิน           0.2 mg / kg / วัน
เป็ นเวลานานจะทาให้เกิดการสะสมของแคลเซียมในกระดูกโครงสร้าง เกิดโรคที่เรี ยกว่า skeletal
fluorosis         เป็ นความผิดปกติของกระดูก          ทาให้ขาโก่ง และทาให้เคลื่อนไหวลาบาก
                      ้
มีผลทั้งในเด็กและผูใหญ่
             National Research Council (NRC) ปี 1993 รายงานว่าคนที่ได้รับฟลูออไรด์ 10-20
มิลลิกรัม/วัน ติดต่อกันนาน 10 ถึง 20 ปี มีโอกาสเป็ นโรคนี้ ในประเทศไทยจากการสารวจเมื่อปี
               ้
2523 พบผูป่วย 11 รายในภาคเหนือ ทุกรายภาพถ่ายรังสี ของกระดูกมีลกษณะทึบแสง          ั
และพบกระดูกงอกตามแนวยึดเกาะของกล้ามเนื้อและเอ็นในส่ วนต่างๆของร่ างกาย
ทาให้กระดูกหลัง                                                                     และขาโก่ง
ผลการตรวจระดับฟลูออไรด์ในปั สสาวะของคนกลุ่มนี้พบฟลูออไรด์อยูระหว่าง  ่                  2-20
มิลลิกรัม/ลิตร          และพบว่าในกลุ่มนี้  10       รายเป็ นโรคนิ่วในไต            3    ราย
เป็ นนิ่วในทางเดินปั สสาวะส่ วนบน และ 1 ราย มีระดับ BUN สู งผิดปกติ เนื่องจากไตวาย (มุนี
แก้วปลัง,่          2532           อ้างใน         ชัชวาลย์           จันทรวิจิตร,      2546)
              ั ้
แต่รายงานนี้ยงมีขอโต้แย้งที่พบอาการเพียงบางคนเท่านั้น
ไม่ใช่คนส่ วนใหญ่ที่อาศัยและใช้น้ าในชุมชนนั้น

            ้                    ้
พฤติกรรมการปองกันฟลูออไรด์ สูงในนาบริโภค
                                                 17



                การป้ องกันการได้รับฟลูออไรด์จากน้ าบริ โภค ในปริ มาณที่มากเกินความเหมาะสม
ได้แก่ การเปลี่ยนแหล่งน้ าดื่ม เช่น การดื่มน้ าฝน หรื อใช้น้ าจากแหล่งอื่นที่มีฟลูออไรด์ต่า
หรื อการกาจัดฟลูออไรด์ออกจากน้ าดื่ม              เช่น       การกรองโดยใช้ไส้กรองถ่านกระดูกสัตว์
                   ้                                              ั
ส่ วนการรักษาผูที่เกิดสภาวะฟันตกกระแล้ว ต้องรักษาโดยให้ทนตแพทย์ฟอกสี ฟัน กรณี ที่เป็ นน้อย
ถ้าเป็ นมากต้องใช้การอุดปิ ดหน้าฟันหรื อครอบฟัน
ความพยายามในการแก้ไขปั ญหาการมีฟลูออไรด์ในน้ าบริ โภคของประเทศไทย แบ่งออกเป็ น
               ระยะเริ่ มแรก                                    เป็ นการศึกษาปริ มาณฟลูออไรด์ในน้ า
และสภาวะฟันตกกระของบางพื้นที่
ตลอดจนพัฒนาเทคโนโลยีในการแก้ไขปั ญหาโดยการประดิษฐ์เครื่ องกรองฟลูออไรด์ออกจากน้ า
โดยเริ่ มจากประทีป                                   พันธุมวนิช                              และคณะ
ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริ มาณฟลูออไรด์ในน้ าบริ โภคกับสภาวะฟันตกกระในจังหวัดเชียงใ
หม่ ในปี 2527 ทาให้ได้ปริ มาณฟลูออไรด์ที่เหมาะสมคือช่วง 0.5 - 0.7 มิลลิกรัมต่อลิตร (ประทีป
พันธุมวนิช และคณะ, 2527)             ต่อมาได้ประดิษฐ์เครื่ องกรองฟลูออไรด์ คือ ชนิดใช้ในครัวเรื อน
และ ชนิดใช้ในชุมชน โดยใช้ชื่อว่า ICOH Defluoridator ซึ่งทามาจากท่อพีวซี                             ี
มีไส้กรองเป็ นถ่านกระดูกสัตว์                    นามาทดลองใช้ในหมู่บาน และเผยแพร่ ไปทัวโลก
                                                                        ้                       ่
แต่ไม่เป็ นที่นิยมเพราะขาดแคลนไส้กรอง                                          และไม่มีการบารุ งรักษา
ประชาชนจึงเลิกใช้เครื่ องกรอง และกลับมาบริ โภคน้ าจากแหล่งเดิม หรื อซื้ อน้ าบรรจุขวดมาบริ โภค
           ั
(ศูนย์ทนตสาธารณสุ ขระหว่างประเทศ, 2540 และ 2543)
               ระยะที่สอง                  เป็ นการศึกษา                   และแก้ไขปั ญหาฟันตกกระ
ที่เริ่ มจากการร้องเรี ยนของประชาชนที่เป็ นฟั นตกกระลงในหนังสื อพิมพ์เมื่อเดือนมกราคม 2537
วิมลศรี           พ่วงภิญโญ         จึงได้ศึกษาถึงสถานการณ์ฟันตกกระในชุมชนของบ้านสันคะยอม
ตาบลมะเขือแจ้ อาเภอเมือง จังหวัดลาพูน ซึ่ งเป็ นพื้นที่ที่มีการร้องเรี ยนมาในปี 2538
และต่อเนื่ องมาเป็ นโครงการวิจยการมีส่วนร่ วมของชุมชนในการแก้ไขปัญหาฟันตกกระ
                                  ั
ซึ่ งประกอบด้วยการร่ วมมือระหว่างหน่วยราชการและประชาชนในหมู่บานในการดาเนินโครงการเ
                                                                           ้
พื่อป้ องกันและแก้ไขปั ญหาฟันตกกระ
มีการประดิษฐ์เครื่ องกรองฟลูออไรด์และเผากระดูกเพื่อทาไส้กรองโดยประชาชนในหมู่บานเอง         ้
การประกวดบ่อน้ าตื้น                                       การให้สุขศึกษาเรื่ องฟั นตกกระในโรงเรี ยน
ตลอดจนผลิตหนังสื อความรู้เรื่ องฟันตกกระสาหรับประชาชน
             ั
(ศูนย์ทนตสาธารณสุ ขระหว่างประเทศ, 2543)
                                                  18



                    ั
             ปั จจุบนได้มีโรงผลิตน้ าดื่มที่ใช้เครื่ องกรองน้ า ระบบรี เวอร์ส ออสโมซีส (Reverse
Osmosis) หรื อ ระบบ อาร์ โอ ขึ้นในชุ มชน ซึ่ งได้รับมอบจากภาครัฐบาล สื บเนื่องจากการประชุม
ครม.สัญจรที่          จังหวัดลาพูน           เมื่อปี      2547      ได้เห็นปั ญหาและให้ความสาคัญ
เป็ นแนวทางในการแก้ไขปั ญหาปริ มาณฟลูออไรด์สูงในแหล่งน้ าบริ โภคที่เป็ นการใช้เทคโนโลยีช้ น    ั
สู งที่มีประสิ ทธิภาพกรองฟลูออไรด์

งานวิจัยทีเ่ กียวข้ อง
               ่
              การศึกษางานวิจยที่เกี่ยวกับ
                            ั                                    เรื่ อง                      การรับรู้
และพฤติกรรมการป้ องกันการได้รับฟลูออไรด์สูงเกินมาตรฐานจากน้ าบริ โภคของประชาชน
โดยตรงมีค่อนข้างน้อย                               ส่ วนใหญ่เป็ นงานวิจยที่เกี่ยวกับสภาวะฟันตกกระ
                                                                           ั
เนื่องจากการได้รับฟลูออไรด์ในน้ าบริ โภคสู ง
              พัชริ นทร์               เล็กสวัสดิ์        (2529)             ได้ทาการศึกษา       เรื่ อง
การรับรู ้ของประชาชนต่อสภาวะฟันตกกระในเขตชนบท                     จังหวัดเชียงใหม่              พบว่า
                                                     ่
การรับรู ้ของประชาชนเกี่ยวกับปั ญหาฟันตกกระอยูในเกณฑ์ต่า ซึ่ งตรงกันข้ามกับการศึกษาของ
วิมลศรี พ่วงภิญโญ (2538) ที่ศึกษาในชุมชนบ้านสันคะยอม ตาบลมะเขือแจ้ จังหวัดลาพูน
พบว่าการรับรู ้ของประชาชนต่อฟันตกกระสู งมาก                              ่
                                                          ชาวบ้านรับรู ้วาปั ญหาฟันตกกระเกิดจากน้ า
และพยายามในการแก้ไขปั ญหาโดยการเปลี่ยนแหล่งน้ าบริ โภค
ตลอดจนการขัดผิวฟันที่ตกกระด้วยวัสดุต่างๆ
              ประพาส                     วนาศิริ        (2543)                      ศึกษา        เรื่ อง
ความรู ้และพฤติกรรมของประชาชนในการป้ องกันสารฟลูออไรด์ : กรณี การทาเหมืองแร่ ฟลูออไรด์
ตาบลเมืองแปง               อาเภอปาย                จังหวัดแม่ฮ่องสอน            ผลการศึกษา      พบว่า
                                                                   ่
ระดับความรู ้ของประชาชนเกี่ยวกับการป้ องกันสารฟลูออไรด์อยูในระดับสู ง
และพฤติกรรมการป้ องกันของประชาชนจากสารฟลูออไรด์                                       ่
                                                                                   อยูในระดับปานกลาง
และไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างระดับความรู ้ของประชาชนเกี่ยวกับสารฟลูออไรด์
กับพฤติกรรมการป้ องกันของประชาชนจากสารฟลูออไรด์
              พงษ์พอ                                    อาสนจินดา                       และคณะ(2541)
ได้ทาการประเมินความเสี่ ยงต่อการเกิดโรคฟลูออไรด์เป็ นพิษ
                         ั
โดยอาศัยค่าฟลูออไรด์กมมันตภาพสัมพันธ์เป็ นดัชนีบ่งชี้ ความเสี่ ยงต่อการเกิดโรค
           ั
ผลการวิจยสรุ ปว่า ฟลูออไรด์ในน้ า 1 มิลลิกรัมต่อลิตร ทาให้เกิดฟั นตกกระระดับ 3
ฟลูออไรด์ในน้ า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร ทาให้เกิดฟั นตกกระระดับ 4                    และ ฟลูออไรด์ในน้ า 5
                                                    19



                                                                    ้ิั
มิลลิกรัมต่อลิตร ทาให้เกิดฟันตกกระระดับ 5 คณะผูวจยได้เปรี ยบเทียบกับชุมชนหลายชุมชน
                            ่                                             ั
พบว่าสภาวะฟันตกกระอยูในระดับที่ไม่เท่ากัน เนื่องจากมีตวแปรอื่นๆ เช่น สภาพธรณี วทยา                      ิ
                                                                      ่
อุทกวิทยา ของแต่ละพื้นที่ ตลอดจนวัฒนธรรม การกินอยูของท้องถิ่น อันเป็ นปั จจัยที่ตองคานึ ง          ้
และควรมีการศึกษาเพิมเติม่
               นิภาพรรณ                           ั
                                           โอศิริพนธุ์            (2543)                              ศึกษา
การรับรู้สภาวะฟันตกกระของประชาชนในตาบลดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ผลการศึกษาพบว่า
ความรุ นแรงของสภาวะฟันตกกระในกลุ่มตัวอย่างอยูในระดับตั้งแต่    ่                         สงสัยจนถึงรุ นแรง
                                  ่
การรับรู ้ต่อสภาวะฟันตกกระอยูในระดับปานกลางกลุ่มตัวอย่างร้อยละ                                         24.1
        ่
ระบุวาสภาวะฟันตกกระก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวตประจาวันของตนเอง  ิ
โดยมีผลกระทบในกิจกรรมการพบปะผูคน            ้                                  กับกิจกรรมการยิมและหัวเราะ
                                                                                              ้
ผลกระทบด้านการยิมและหัวเราะ
                      ้                                                 ั
                                                     มีความสัมพันธ์กบความรุ นแรงของสภาวะฟันตกกระ
                                         ั
เมื่อประเมินด้วยดัชนีของดีนอย่างมีนยสาคัญทางสถิติ                           (p           <            0.05)
กลุ่มตัวอย่างมีการประเมินสภาวะฟันตกกระแตกต่างจากดัชนีดีน อย่างมีนยสาคัญทางสถิติ (p < ั
0.05)                                                                   นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่า
                                ้
สภาวะฟันตกกระในระดับที่ตองการแก้ไขปั ญหาคือระดับที่มีความรุ นแรงปานกลางถึงมาก
และกลุ่มตัวอย่างที่เป็ นบุคลากรสาธารณสุ ขและผูนาท้องถิ่นเห็นว่าสภาวะฟันตกกระในชุมชนเป็ น
                                                           ้
             ้                ั
ปั ญหาที่ตองการแก้ไข แต่ยงมีความรู ้ความเข้าใจไม่เพียงพอในเรื่ องสภาวะฟันตกกระ
               ศันสณี                 รัชชกูล                และคณะ(2545)                          ได้ศึกษา
ประสบการณ์การแก้ไขปั ญหาฟลูออไรด์เป็ นพิษในชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ และลาพูน พบว่า
การแก้ไขปั ญหาฟลูออไรด์ให้สาเร็ จได้
     ่
อยูที่เงื่อนไขของการที่ประชาชนต้องได้ดื่มน้ าที่มีปริ มาณฟลูออไรด์ปลอดภัยตั้งแต่แรกเกิดไปจนต
ลอดชีวต    ิ                                                                               ิ
                                                               การแก้ไขต้องกระทบกับวิถีชีวตของประชาชน
ซึ่ งจึงมีความจาเป็ นต้องสร้างความตระหนัก และให้ประชาชนเข้าใจสาเหตุของปั ญหาเป็ นอย่างดี
และให้ประชาชนตัดสิ นใจด้วยตนเองในการเลือกวิธีการที่เหมาะสม
ในการแสวงหาแหล่งน้ าบริ โภคที่ปลอดภัย                                                         การให้ความรู ้
ความเข้าใจแก่ประชาชนถึงทางเลือกที่สะดวก
และเอื้อต่อการดาเนินชีวิตเป็ นสิ่ งที่เจ้าหน้าที่ผเู ้ กี่ยวข้องทุกคน
                                                     20




กรอบแนวคิด


 ฟลูออไรด์ในน้ าบริ โภคสู                        ้
                                      การรับรู ้ขอมูลข่าวสารจา          การรับรู ้ปัญหาฟลูออไรด์
     งเกินมาตรฐาน                           กสื่ อต่างๆ                 ในน้ าบริ โภคสูงของประ
                                          ของประชาชน                               ชาชน




                                                                    พฤติกรรมการป้ องกันการได้รั
                                                                    บฟลูออไรด์สูงเกินมาตรฐานจ
                                                                           ากน้ าบริ โภค

                                น้ าดื่มบรรจุขวด
                                        ั
                                (บริ ษทเอกชน)                                การตัดสิ นใจ



                       น้ าบ่อตื้น                                    การเปลี่ยนแหล่งน้ าบริ โภค



                            น้ าฝน

                                                      น้ าดื่มจากโรงน้ าระบบอาร์โอเ
                                                          ทศบาลตาบลสันป่ าตอง



5. วัตถุประสงค์ ของการศึกษา (Purposes of the study)
            เพื่อศึกษาการรับรู ้และพฤติกรรมการป้ องกันการได้รับฟลูออไรด์สูงเกินมาตรฐานจาก
น้ าบริ โภคของประชาชน เทศบาลตาบลสันป่ าตอง อาเภอสันป่ าตอง จังหวัดเชียงใหม่
                                               21



                      ่
คาจากัดความทีใช้ ในการศึกษา
                 การรับรู้                                                          หมายถึง
ความตระหนักของประชาชนที่มีต่อปั ญหาฟลูออไรด์ในน้ าบริ โภคสู งเกินมาตรฐาน
สามารถวัดได้จากแบบสอบถาม
                 พฤติกรรม                                                           หมายถึง
               ั
วิธีการปฏิบติตนในการป้ องกันการได้รับฟลูออไรด์ในน้ าบริ โภคสู งเกินมาตรฐาน
อาจจะโดยการเปลี่ยนแหล่งน้ าในการบริ โภค              เช่น น้ าฝน           น้ าดื่มบรรจุขวด
น้ าผ่านเครื่ องกรองระบบรี เวอรส์ออสโมซิส ฯลฯ
                 ค่ ามาตรฐานฟลูออไรด์    หมายถึง      เกณฑ์มาตรฐานฟลูออไรด์ในน้ าบริ โภค
ของกรมอนามัย มีค่าไม่เกิน 0.70 มิลลิกรัมต่อลิตร

             ี่
6. ประโยชน์ ทได้ รับจากการศึกษา เชิงทฤษฏีและ/หรื อเชิ งประยุกต์ (Education/application
  advantages)
            1.                           จากความเข้าใจการรับรู้ของประชาชนในประเด็นดังกล่าว
จะนาไปสู่ การวางแผนเพื่อแก้ไขปั ญหาฟลูออไรด์ในน้ าบริ โภคของชุมชนได้อย่างเหมาะสม
                   ้
            2. ได้ขอมูลซึ่ งเป็ นแนวทางในการให้ความรู ้ที่ถูกต้องแก่ประชาชนในเรื่ องฟลูออไรด์
7. แผนการดาเนินการ ขอบเขตและวิธีการวิจัย (Research designs, scope and methods)
            7.1 ขอบเขตการศึกษา
            การศึกษาครั้งนี้ได้ทาการศึกษา
การรับรู้และพฤติกรรมการป้ องกันการได้รับฟลูออไรด์สูงเกินมาตรฐานจากน้ าบริ โภคของประชาช
น              เทศบาลตาบลสันป่ าตอง               อาเภอสันป่ าตอง                 จังหวัดเชียงใหม่
โดยการเก็บข้อมูลในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2550 – 31 พฤษภาคม 2551

             7.2 วิธีดาเนินการศึกษา
             การศึกษานี้เป็ นการศึกษาเชิงพรรณนา           (Descriptive     Study)
เพื่อศึกษาการรับรู ้และพฤติกรรมการป้ องกันการได้รับฟลูออไรด์สูงเกินมาตรฐาน
จากน้ าบริ โภคของประชาชน เทศบาลตาบลสันป่ าตอง อาเภอสันป่ าตอง จังหวัดเชียงใหม่
โดยการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม

           7.3 ประชากรและกลุ่มตัวอย่ าง
                                                22



               7.3.1 ขนาดของกลุ่มตัวอย่ าง
                      ประชากรในเทศบาลตาบลสันป่ าตอง อาเภอสันป่ าตอง จังหวัดเชียงใหม่
                7.3.2 การสุ่ มกลุ่มตัวอย่ าง
                      สารวจจานวนประชากรในเทศบาลตาบลสันป่ าตอง                    อาเภอสันป่ าตอง
จังหวัดเชียงใหม่                               โดยดูผลการวิเคราะห์ฟลูออไรด์ในน้ าประปาหมู่บาน ้
และนาหมู่บานที่ฟลูออไรด์มากกว่า
            ้                              0.70      mg/l             มาคิดเป็ นประชากรทั้งหมด
จากนั้นคานวณขนาดตัวอย่าง                                           โดยใช้จานวนประชากรข้างต้น
ทาการคัดเลือกขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่ มตัวอย่างอย่างง่าย           (Simple          Random
Sampling)โดยใช้สูตรของ              Taro         Yamane         ที่ระดับความเชื่ อมัน
                                                                                    ่        95%
และความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 สู ตรที่ใช้คือ
                           n = N
                                       1 + Ne2
                     เมื่อ        e = ความคลาดเคลื่อนของกลุ่มตัวอย่าง (0.05)
                                  N = ขนาดของประชากร (2,181 คน)
                                  n = ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง


                     n   =         2181                = 338 คน
                                1+2181(0.05)2

             กลุ่มตัวอย่าง แบ่งเป็ นกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้
             1. กลุ่มผูนาชุมชน ได้แก่ กานัน ผูใหญ่บาน
                        ้                              ้ ้     กรรมการหมู่บาน
                                                                           ้        อสม.     ครู
เจ้าหน้าที่สาธารณสุ ข เจ้าหน้าที่เทศบาลตาบล
             2. กลุ่มเยาวชน
             3. กลุ่มประชาชนทัวไป่

                               ่
             7.4 เครื่องมือทีใช้ ในการศึกษา
             เครื่ องมือที่ใช้เป็ นแบบสอบถาม                                  (Questionnaire)
                                  ั          ้
ที่สร้างขึ้นจากเอกสารงานวิจยและคาแนะนาจากผูมีความรู ้
เพื่อนามาเป็ นแนวทางในการสร้างแบบสอบถามแบ่งออกเป็ น 3 ส่ วน คือ
                                             23



           ส่ วนที่1 แบบสอบถามข้อมูลทัวไปของกลุ่มตัวอย่าง และการได้รับข้อมูลข่าวสาร
                                          ่
        ั
ซึ่งมีลกษณะคาถามเป็ นคาถามปลายปิ ดและปลายเปิ ด
           ส่ วนที่2 แบบสอบถามการรับรู้ปัญหาฟลูออไรด์ แบ่งออกเป็ น 2 ระดับ คือ ไม่เห็นด้วย
และเห็นด้วย
           ส่ วนที่3 แบบสอบถามพฤติกรรม แบ่งออกเป็ น 3 ระดับ คือ ไม่เคยปฏิบติ             ั
      ั                 ั
ปฎิบติบางครั้ง และปฎิบติเป็ นประจา




              7.5 การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ
                                                  ้
                  7.5.1 การหาความเที่ยงตรงตามเนือหา (Content Validity)
                    1.              ศึกษาแนวคิด          ทฤษฎี                       ั
                                                                            และงานวิจยต่างๆ
ที่เกี่ยวกับการการประเมินผลและการแก้ไขปั ญหาของชุมชน
       ้
ใช้ขอมูลที่ได้ศึกษามาเป็ นกรอบแนวคิด เพื่อนามาสร้างแบบสอบถาม
                   2.                      สร้างแบบสอบถามที่จะนาไปใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
โดยให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และกรอบแนวคิด
                                                    ั                 ู้
                    3. สร้างแบบสอบถามตามที่จดสร้างขึ้น เสนอให้ผทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน
ซึ่ งแต่ละท่านเป็ นผูเ้ ชี่ยวชาญด้านฟลูออไรด์          ตรวจสอบ                   ้
                                                                             ให้ขอเสนอแนะ
จากนั้นทดสอบความตรงตามเนื้อหา                          (Content                    Validity)
โดยการคานวณดัชนีความตรงตามเนื้ อหา(Content               Validity        Index,        CVI)
ถ้ามีค่าเท่ากับหรื อมากกว่า 0.75 ถือว่าแบบสอบถามนั้นมีความถูกต้องพอที่จะสามารถนาไปใช้งาน

               7.5.2 การหาความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (Reliability)
                 1.                             นาแบบสอบถามที่ได้ปรับปรุ งแก้ไขขั้นต้นแล้ว
           ั
ทดลองใช้กบกลุ่มตัวอย่างที่มีลกษณะเช่นเดียวกับกลุ่มตัวอย่างจริ งที่จะศึกษา จานวน 30 คน
                                ั
เพื่อนาผลมาวิเคราะห์หาคุณภาพของเครื่ องมือ                                               ิ่
                                                               และปรับปรุ งให้มีคุณภาพดียงขึ้น
จากนั้นปรับปรุ งโดยดูผลที่วเิ คราะห์จากการทดลอง
                                             24



              2. ทาการทดสอบความเชื่อมัน (Reliability) โดยคานวณค่า Cronbach’s Alpha
                                         ่
Coefficient                                               ถ้ามีค่าเท่ากับหรื อมากกว่า0.70
ถือว่าแบบสอบถามนั้นมีความเชื่อมันที่จะนาไปใช้งานจริ ง
                                ่
              3. สร้างแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ แล้วนาไปเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง

                       ั
            7.6 การพิทกษ์ สิทธิ์กลุ่มตัวอย่ าง
                     ้ ั
                1. ผูวิจยทาหนังสื อผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการจริ ยธรรม         มหาวิทยาลัย
เชียงใหม่
                     ้ิั
                2. ผูวจยทาการชี้แจงวัตถุประสงค์และขั้นตอนของการศึกษาให้ทราบ
                3.                                    ่ ั
                              การศึกษาครั้งนี้ข้ ึนอยูกบความสมัครใจจะยินยอมเข้าร่ วมในการศึกษา
หรื อไม่ก็ได้และข้อมูลที่ได้จากการศึกษาจะถูกเก็บเป็ นความลับแต่จะนามาใช้ประโยชน์ทางการศึก
ษาเท่านั้น

             7.7 การรวบรวมข้ อมูล
                                                       ั
            เก็บข้อมูลด้วยตนเอง โดยใช้แบบสอบถาม มีข้ นตอนดังนี้
                1.      ทาหนังสื อจากบัณฑิตวิทยาลัย         มหาวิทยาลัยเชียงใหม่      ถึง
เทศบาลตาบลสันป่ าตอง อาเภอสันป่ าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแจ้งวัตถุประสงค์ของศึกษา
และขออนุ ญาตเข้าไปเก็บรวบรวม ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง
               2.        ประสานการเก็บข้อมูลกับเทศบาลตาบลสันป่ าตอง      อาเภอสันป่ าตอง
จังหวัดเชียงใหม่
               3. ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม
                                                                          ้
               4. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล จากนั้นรวบรวมและวิเคราะห์ขอมูล

           7.8 การวิเคราะห์ ข้อมูล
                          ้
           การวิเคราะห์ขอมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา        (Descriptive          Statistics)
โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ดังนี้
           ส่ วนที่1 แบบสอบถามข้อมูลทัวไปของกลุ่มตัวอย่าง และการได้รับข้อมูลข่าวสาร
                                            ่
วิเคราะห์โดยใช้ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ
           ส่ วนที่2 แบบสอบถามการรับรู้ปัญหาฟลูออไรด์ วิเคราะห์โดยใช้ การแจกแจงความถี่
ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่ วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
                                          25



             ส่ วนที่3 แบบสอบถามพฤติกรรม วิเคราะห์โดยใช้ การแจกแจงความถี่   ค่าร้อยละ
ค่าเฉลี่ย และค่าส่ วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

            ี่
8. สถานที่ทใช้ ในการดาเนินการวิจัยและรวบรวมข้ อมูล (Location)
           เทศบาลตาบลสันป่ าตอง อาเภอสันป่ าตอง จังหวัดเชียงใหม่




9. ระยะเวลาในการดาเนินการวิจัย (Duration)
                    กิจกรรม                            ระยะเวลาดาเนินการ
                                      ต.ค.5 พ.ย.5 ธ.ค.5 ม.ค.5 ก.พ.5 มี.ค.5 เม.ย. พ.ค.5
                                        0     0     0      1       1     1  51     1
     1.กาหนดหัวข้อปั ญหางานวิจย  ั
     2.ทบทวนวรรณกรรม เอกสาร
     และงานวิจยที่เกี่ยวข้อง
                ั
     3.เขียนโครงร่ างวิจยั
                           ั
     4.เสนอโครงร่ างวิจยต่อคณะ
       กรรมการบริ หารหลักสู ตร
     5.ทดสอบเครื่ องมือที่ใช้ใน
       การศึกษา
     6.ประชุมชี้แจงกลุ่มที่ทาการศึกษา
     7.เก็บรวบรวมข้อมูล
                  ้
     8.วิเคราะห์ขอมูล
                                                26



     9.สรุ ปผลการศึกษา
     10.ส่ งรายงานฉบับสมบูรณ์




10. เอกสารอ้างอิง (References)

                                                                                ั
ชัชวาลย์ จันทรวิจิตร. (2546). ความเสี่ ยงต่อสุ ขภาพจากการได้รับฟลูออไรด์. ศูนย์ทนตสาธารณสุ ข
            ระหว่างประเทศ กรมอนามัย
                    ั
นิภาพรรณ โอศิริพนธุ์. (2543). “ การรับรู ้สภาวะฟันตกกระของประชาชนในตาบลดอยเต่า
            จังหวัดเชียงใหม่”. การค นคว าแบบอิสระปริ ญญาสาธารณสุ ขศาสตรมหาบัณฑิต
            บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ประพาส วนาศิริ. (2543). “ ความรู้และพฤติกรรมของประชาชนในการป้ องกันสารฟลูออไรด์:
            กรณี การทาเหมืองแร่ ฟลูออไรด์ ตาบลเมืองแปง อาเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ”.
            การค นคว าแบบอิสระศิลปศาสตรมหาบัณฑิต                                  บัณฑิตวิทยาลัย
           มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ปิ ยะดา ประเสริ ฐสม,             อังศนา            ฤทธิ์ อยู่ และโกวิศ         เรี ยบเรี ยง.(2547).
           ปริ มาณฟลูออไรด์ในน้ าบริ โภคธรรมชาติที่มีระดับฟลูออไรด์สูงเกินระดับที่เหมาะสม.
           วิทยาสารทันตสาธารณสุ ข ฉบับที่1-2 : 70-76
พงษ์พอ อาสนจินดา และ มยุรี พรหมพุทธา.(2541). “ การประเมินความเสี่ ยงต่อการเกิดโรค
                                                     27



                                                        ั
             ฟลูออไรด์เป็ นพิษโดยอาศัยค่าฟลูออไรด์กมมันตภาพสัมพัทธ์ที่คานวณได้จากองค์
             ประกอบทางเคมีของน้ า ”. คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พัชริ นทร์                                     เล็กสวัสดิ์.                                          (2529).
             “การรับรู ้และพฤติกรรมที่เกี่ยวกับโรคฟันตกกระของประชาชนในเขตชนบท
              ของจังหวัดเชียงใหม่”.                                   ั
                                            วิทยานิพนธ์สังคมศาสตร์บณฑิต                  บัณฑิตวิทยาลัย
             จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ภัทรวรรณ            เคลื่อนไหว. (2543).                “แนวทางการส่ งเสริ มสุ ขภาพช่องปากแนวใหม่
             ในโรงเรี ยนศึกษาพิเศษ                                                             จังหวัดแพร่ ”.
             การค นคว าแบบอิสระปริ ญญาสาธารณสุ ขศาสตรมหาบัณฑิต                           บัณฑิตวิทยาลัย
             มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
มันศิลป์
   ่           ตัณฑุลเวศม์. (2543).                วิศวกรรมการประปา เล่ม2. พิมพ์ครั้งที่3.
             สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วรศักดิ์ ธิ นรุ่ งโรจน์,       ดลฤดี แก้วสวาท และพเยาว์ อิศรพันธ์. (2548). กรณี ศึกษา:
             การแก้ไขปั ญหาฟลูออไรด์สูงในน้ าบริ โภคจากโรงเรี ยนสู่ ชุมชน.
             วิทยาสารทันตสาธารณสุ ข            ฉบับที่ 1-2 : 7-16
วิมลศรี พ่วงภิญโญ. (2538). “ สถานการณ์ฟันตกกระในชุมชนของบ้านสันคะยอม ตาบลมะเขือแจ้
             อาเภอเมือง                                                                  จังหวัดลาพูน”.
             การค้นคว้าแบบอิสระปริ ญญาสาธารณสุ ขศาสตรมหาบัณฑิต                           บัณฑิตวิทยาลัย
             มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
         ั                                                                     ้
ศูนย์ทนตสาธารณสุ ขระหว่างประเทศ.ฟลูออไรด์ในน้ าดื่มบรรจุขวดกับการคุมครองผูบริ โภค.           ้
              เชียงใหม่: กลางเวียง.2540
ศูนย์ทนตสาธารณสุ ขระหว่างประเทศ ศูนย์ส่งเสริ มสุ ขภาพเขต10 และศูนย์อนามัยสิ่ งแวดล้อมเขต
           ั
              10.(2545). ปั ญหาและการแก้ไขปั ญหาการได้รับฟลูออไรด์มากเกินไป. พิมพ์ครั้งที่1.
              เชียงใหม่ : บี เอส การพิมพ์.
สุ รัตน์               มงคลชัยอรัญญา          และ         อังศนา                 ฤทธิ์ อยู.่         (2548).
             แนวทางการจัดการฟลูออไรด์สูงในน้ าบริ โภคเพื่อป้ องกันผลกระทบด้านทันตสุ ขภาพ.
             กองทันตสาธารณสุ ข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุ ข
Nation ResearchCouncil of the National Academies. Fluoride in Drinking Water: A
          Scientific Review of EPA’s Standard. 2006
Ole Fejerskov, Jan Ekstrand and Brain A. Burt. Fluoride in Dentistry 2nd ed. 1996.
S Mongkolnchai - arunya, S Chanduaykij, P Pukrittayakamee, W Visalseth, &
          P Suntorntam.(2004). Risk factors of dental fluorosis in Thai children.
                           28



Proceedings of the 4th      International Workshop on Fluorosis
Prevention      and Defluoridation of Water. (Eds. E Dahi et al.)
Sri Lanka ISFR, EnDeCo & ICOH, 27-31

								
To top