Economics at the Crossroads

Document Sample
Economics at the Crossroads Powered By Docstoc
					Economics at the Crossroads
I would like to see economics become more
  of a science, and more of a science
  means that it concerns itself more with
  reality…We’re facing a danger that
  economics is rigorous deduction based
  upon faulty assumptions.

       Professor W. Brain Arthur
           Santa Fe Institute
    The changing nature of the business
                  profile
                  ่
ในสองทศวรรษที่ผานมา เราได้พบเห็นการเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจ
  มากมายที่มีผลต่อความสามารถทางการแข่งขันของประเทศต่างๆ หลาย
  ประเทศในเอเชียเปลี่ยนจากประเทศด้อยพัฒนามาเป็ น “เสื อเศรษฐกิจ”
                    ั
  อะไรคือพลังที่ขบเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้รวมไปถึงการ
  เปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจระหว่างประเทศ อุดมคติทางการเมืองที่
  เปลี่ยนแปลงไปมีผลอย่างไรต่อหลายๆประเทศ แล้วการเปลี่ยนแปลง
  เหล่านี้มีผลกลับมาสู่แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ผลตอบแทนลดน้อย
  ถอยลง การแบ่งงานกันทา อย่างไร
ในเศรษฐศาสตร์ระดับจุลภาค mergers และ acquisitions
  กาลังเพิมขึ้น การเป็ นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และการควบรวมกิจการมี
          ่
  ผลกระทบต่อภาคการสื่ อสาร ยารักษาโรคและค้าปลีกทัวทั้งโลก องค์กร
                                                     ่
  ต่างๆยกเลิกโครงสร้างที่แข็งทื่อของตนแล้วแปลงไปเป็ นโครงสร้าง
               ื ่
  แนวราบที่ยดหยุน กระบวนการทางการผลิตมีการ re-engineer
  และลูกจ้างได้รับการมอบอานาจให้มากขึ้น โลกของเศรษฐศาสตร์ท้ ง   ั
  ระดับจุลภาคและมหภาคกาลังถูกสันคลอนที่รากฐานจากผลของ
                                    ่
                        ั             ่
  กระบวนการโลกาภิวตรที่ดาเนินอยูในตอนนี้
   Enter the “global economy”

การเป็ น global company ไม่ได้มีความหมายเหมือนการเป็ น multi-
   national company: MNC โดยพื้นฐานแล้ว MNC ขายสิ นค้า
        ั
   ให้กบประเทศต่างๆจานวนหนึ่ง ปรับแต่งผลผลิตที่เสนอขาย การผลิตและกล
                          ั                                         ั
   ยุทธ์การตลาด บริ ษทดาเนินการในตลาดต่างประเทศโดยผ่านทางบริ ษทลูกที่รับ
   เอากลยุทธ์และคาสังจากสานักงานใหญ่
                        ่
แต่ global corporation รู ้ทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่ องสาคัญเรื่ องเดียว รู ้ความ
   จาเป็ นที่แท้จริ งสาหรับการแข่งขันบนพื้นฐานระดับโลกและระดับประเทศ และ
   หาทางอย่างต่อเนื่องที่จะกดให้ราคาลดต่าลงด้วยการทาให้สิ่งที่ขายและแนว
   ทางการดาเนินการเป็ นมาตรฐาน
และยังถือว่าโลกเป็ นเสมือนว่า ประกอบด้วยตลาดที่เป็ นมาตรฐานหนึ่งสอง
                                    ั
  สามตลาด แทนที่จะเป็ นตลาดที่มีลกษณะเฉพาะหลายๆตลาด ลักษณะ
  หลักๆของ global company คือ
  ผลผลิตขายในตลาดภายนอกมากกว่าตลาดภายใน
  การตัดสิ นใจเกิดที่ตลาดนั้นๆมากกว่าที่สานักงานใหญ่
  R&D เกิดในที่ที่จาเป็ น มักจะในห้องทดลองต่างประเทศ
       ้      ั                           ้
  หุนของบริ ษทมักจดทะเบียนไว้ในตลาดหุนในหลายๆประเทศ
    ้ ้              ่ ั่
  ผูถือหุนกระจายอยูทวโลก
     ้
  ผูบริ หารในประเทศนั้นๆมักเลื่อนตาแหน่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ ว
                                  ่
  มีกรรมการต่างชาติจานวนหนึ่งอยูในคณะกรรมการบริ หาร
   การกีดกันทางการค้าไม่ได้เป็ นการคุกคามต่อธุรกิจ
                                                ั      ่
   Identities และ loyalties ของบริ ษทที่มีอยูมากมายได้รับการ
   บริ หารสาเร็ จอย่างดี ส่ วนหนึ่งผ่านทางห่วงโซ่การบังคับบัญชาที่
   คล่องตัว
   ภาพลักษณ์ระดับโลกได้รับการหนุนส่ ง มากกว่าที่จะถูกขีดวงจากัดไว้
   ด้วยเอกลักษณ์ของประเทศแม่ที่เข้มแข็ง
อุดมคติทางการเมืองที่กาลังเปลี่ยนแปลงและบรรยากาศของความร่ วมมือ
   กันช่วยอานวยความสะดวกให้เกิด “borderless
   organizations”
          ั
โลกาภิวตรไม่ได้กระทบกับทุกๆประเทศเท่าเทียมกัน หลายประเทศใน
                                           ั
  sub-Saharan Africa เป็ นโลกาภิวตรน้อยสุ ด มีเหตุผล
  มากมายสาหรับความไม่สมดุลนี้ แต่เหตุผลสาคัญสองประการคือ ความ
  ไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐศาสตร์มหภาคและการกีดกันทางการค้าทาง
                              ้
  ภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ในไม่ชาประเทศเหล่านี้จะต้องปรับตัวเองเพื่อให้
  พร้อมกับระบบเศรษฐกิจของโลกาภิวตร  ั
        ั
โลกาภิวตร ซึ่งกระจายนวัตกรรมทางเศรษฐศาสตร์ไปทัวโลก และการ
                                                    ่
                                              ั
  ปรับตัวทางการเมืองและทางวัฒนธรรมที่ควบคู่กนมากับการ
  แพร่ กระจายนี้ ไม่สามารถหยุดได้ เพราะมันไม่ได้เป็ นผลงานของ
  รัฐบาลหรื อกองทหาร หรื อความสอดคล้องทางอุดมคติ แต่เป็ นผลจาก
  วงจรสร้างความมังคังที่การแพร่ กระจายนวัตกรรมนามาสู่ มาตรฐานการ
                   ่ ่
  ครองชีพของเรา
เศรษฐศาสตร์ศึกษาถึง แนวทางที่สังคมตัดสิ นใจใช้ทรัพยากรซึ่งหายากและ
    มีทางเลือกใช้หลายทาง การตัดสิ นใจจะเกี่ยวกับว่าจะผลิตสิ นค้าและ
    บริ การอะไร ผลิตอย่างไร และเพื่อใคร
  ้
ผูบริ หารธุรกิจจานวนมากไม่ได้สนใจว่า การตัดสิ นใจของเขาจะมีผล
    อย่างไรกับระบบเศรษฐกิจ โดยมักจะเพียงพิจารณาจากมุมมองของตน
                                              ่
    ธุรกิจที่ทาอยู่ เทคโนโลยีที่มีเสนอสนองอยูในช่วงนั้น ประเภทของ
                                      ้
    แรงงานที่จะใช้ ความสามารถที่ตองการเพื่อให้ประสบความสาเร็ จใน
    ธุรกิจ ขายที่ไหนและเท่าไหร่ แต่การตัดสิ นใจทั้งหมดนี้เมื่อรวมเข้ากับ
    การตัดสิ นใจหน่วยธุรกิจอื่นสะท้อนถึงสิ่ งที่รัฐบาลต้องทาในระดับมห
                                                        ั
    ภาค ซึ่งต้องให้สอดคล้องเพื่อให้การใช้ทรัพยากรมีท้ งประสิ ทธิภาพและ
    ประสิ ทธิผล
ประสิ ทธิภาพ (efficiency) คือ doing the right thing
  ในขณะที่ประสิ ทธิผล (effectiveness) คือ doing the
  right thing right
        ั
โลกาภิวตรมีผลกระทบต่อธรรมชาติของเศรษฐศาสตร์อย่างไร ที่จริ ง
  แนวคิดพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรที่หายาก
  ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่เปลี่ยนคือ แนวคิดเรื่ องความหายากโดย
  เปรี ยบเทียบ (relative scarcity) ต่างหากที่เปลี่ยนแปลงในแง่
  ของการมีเสนอสนองและการใช้ทรัพยากรทัวโลก   ่
Economic concepts and models –
Questioning four tenets of economics
                                                        ่
มีประเด็นที่เคลือบแคลงใจเกี่ยวกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์อยูสี่ประการ
     คือ
1.   The law of diminishing returns
2.   Increasing returns
3.   The production possibility frontier
4.   The division of labor
The law of diminishing returns

แนวคิดเรื่ อง relative scarcity และ opportunity cost
                               ่            ั
  ยังคงเป็ นแนวคิดพื้นฐาน แม้วาจะมีโลกาภิวตร แต่ที่เปลี่ยนไปและกาลัง
  เปลี่ยนคือขอบเขตของแนวคิดเหล่านี้ ทรัพยากรขาดแคลนเมื่อเทียบอุป
  สงค์สาหรับสิ นค้าและบริ การ ไม่ใช่เฉพาะในท้องถิ่น หรื อในประเทศ
  แต่ระดับโลกด้วย
ตามกฎของผลตอบแทนลดน้อยถอยลง ถ้าเราเพิ่มการใช้ปัจจัยหนึ่ง เช่น
  แรงงาน แล้วสมมุติให้ปัจจัยอื่นทั้งหมดคงที่ แรงงานที่เพิมเข้าไปแต่ละ
                                                         ่
  คนจะมีส่วนก่อให้เกิดผลผลิตเพิ่มขึ้นน้อยกว่าแรงงานคนก่อนหน้านี้
       ่
  แม้วาผลผลิตรวมจะเพิ่มขึ้น และผลผลิตหน่วยเพิ่มจะลดลง
นี่เกิดขึ้นเพราะเราสมมุติให้ทรัพยากรอื่น นอกจากแรงงาน คงที่ และเรายัง
     สมมุติให้เงื่อนไขการผลิตทางเทคนิคถูกกาหนดมาให้และคงที่ ภายใต้
     ขอบเขตของข้อสมมุติเหล่านี้จะเกิดเหตุการณ์ที่ผลตอบแทนลดน้อยถอยลง
     นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าปรากฏการณ์น้ ีจะเกิดขึ้นตราบเท่าที่ปัจจัยการผลิต
     ตัวใดตัวหนึ่งของการผลิตคงที่
                                    ่ั
ถ้าเราสมมุติให้ปัจจัยอื่นๆที่ใช้อยูยงไม่ได้ถูกใช้จนเต็มความสามารถ
     ผลตอบแทนต่อปัจจัยที่เรากาลังพิจารณาจะมีผลตอบแทนหน่วยเพิ่มที่
     เพิ่มขึ้นไม่ใช่ลดลง แต่เมื่อปัจจัยอื่นถูกใช้เต็มความสามารถแล้ว จะเกิด
     เหตุการณ์ที่ผลตอบแทนหน่วยเพิ่มลดลง
แนวคิดนี้เสนอขึ้นโดย Thomas Malthus ในปี 1798 การที่เขา
     มองโลกในแง่ร้ายเลยส่ งผลให้เศรษฐศาสตร์เป็ น dismal science
                            ่
ช่วงเวลาสองร้อยกว่าปี ที่ผานมา เราประสบกับการทางานของกฎนี้ นัก
                                            ่
   เศรษฐศาสตร์เชื่อว่าทรัพยากรในโลกมีอยูจากัด เราจึงต้องเผชิญกับกฎ
   ดังกล่าว ทาให้เชื่อว่าด้วยกฎนี้จะท้าทายให้เราหาทางออกที่จะใช้
   ทรัพยากรหายากอย่างมีประสิ ทธิภาพ
แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จากแรงกดดัน
        ้                                        ้
   ให้ตองตอบสนองต่อธุรกิจ ความต้องการของผูบริ โภคและ
   สภาพแวดล้อมระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
บทบาทของ global sourcing

                                   ู้      ้้
ความรอบคอบทางธุรกิจในอดีตทาให้ผผลิตและผูคาปลีกแสวงหาวัตถุดิบ
         ้
  จากผูสนองในท้องถิ่น ซึ่งช่วยให้สามารถคาดการณ์ถึงการส่ งมอบที่
  น่าเชื่อถือและลดต้นทุนลง รวมทั้งสามารถควบคุมคุณภาพได้ แต่เมื่อมี
            ั
  โลกาภิวตร ความรอบคอบแบบนี้เปลี่ยนแปลงไป
                                                     ่
Philip Kotler ซึ่งเป็ น guru ทางการตลาดกล่าวไว้วา ระบบ
                                                           ่
  เศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุ นแรงในสองทศวรรษที่ผานมา
  โดยพื้นฐานแล้ว ระยะทางทางภูมิศาสตร์และทางวัฒนธรรมได้หดตัวลง
  อย่างมาก ทาให้ธุรกิจสามารถขยายตลาดทางภูมิศาสตร์และแหล่งของผู ้
  สนองปัจจัยได้อย่างกว้างขวางอย่างมาก
ธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆกาลังพัฒนาผลผลิตของพวกเขาด้วยการใช้สาย
   การประกอบระดับโลก Lewis & Harris กล่าวว่า การร่ วมมือ
   กันของเทคโนโลยีหดระยะทางลง และจึงเป็ นเรื่ องสาคัญในปัจจุบนที่จะ    ั
   มองผลผลิตและตลาดว่าเป็ นเรื่ องระดับโลก และการคาดหมายของ
     ้
   ผูบริ โภคก็เป็ นระดับโลกเช่นกัน
ผลประโยชน์ที่สาคัญของ global sourcing ประการหนึ่งคือ
                                                        ั
   ความสามารถที่จะบรรลุการประหยัดต้นทุนอย่างมีนยสาคัญ ในขณะที่
   ยังคงสามารถรักษาไว้ซ่ ึงการปรับปรุ งคุณภาพและบริ การ
                       ้
ต้นทุนไม่ใช่เรื่ องที่ตองพิจารณาเรื่ องเดียว ต้นทุนแรงงานไร้ฝีมือเป็ น
                 ้
   สัดส่ วนที่นอยลงในต้นทุนการผลิตทั้งหมดในอุตสาหกรรมการผลิตที่
   แข่งขันกันระดับโลกส่ วนใหญ่
     ้
ที่ตองพิจารณาด้วยคือ การมีเสนอสนองของวัตถุดิบ คุณภาพ และความ
    รวดเร็ วในการส่ งมอบ
  ้                ั
ผูผลิตในปัจจุบนมีตลาดระหว่างประเทศให้ source สาหรับวัตถุดิบ
    แรงงาน และทุน ดังนั้นทรัพยากรจึงหายากเมื่อเปรี ยบเทียบกับอุปสงค์
    ในตลาดภายใน แต่เนื่องจากใช้และหาในระดับโลก จึงกลายเป็ นเรื่ องที่
    ไม่สาคัญอีกต่อไป
        ่                                              ่
จริ งอยูที่กฎผลตอบแทนลดน้อยถอยลงยังแสดงผลอยูในบางส่ วน บางที่
    บางเวลาของระบบเศรษฐกิจโลก แต่เนื่องจากข้อสมมุติเบื้องหลังการ
    วิเคราะห์เริ่ มไม่จริ งอีกต่อไป ถ้าเราพิจารณาในส่ วนของ global
    sourcing / production ดังนั้นเราต้องมาพูดถึงกฎ
    increasing returns
  From diminishing returns to increasing
  returns
แนวความคิดเรื่ องผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ได้รับการอธิบายในทางเศรษฐศาสตร์
  ภายในขอบเขตของผลตอบแทนต่อขนาด ซึ่งคือ ผลของการเพิ่มขึ้นของ
  ขนาดของปัจจัยการผลิตที่มีต่อปริ มาณที่ผลิต แสดงถึงการตอบสนองของ
  ผลผลิตรวมเมื่อปัจจัยการผลิตทั้งหมดเพิมขึ้นอย่างเป็ นสัดส่ วนกัน เพราะเมื่อ
                                         ่
  ใส่ ปัจจัยการผลิตทั้งหมดเพิ่มเข้าไปในการผลิต ต้นทุนคงที่ที่ไม่เปลี่ยนแปลง
         ั
  จะมีตวหาร (จานวนผลผลิต) เพิ่มขึ้น ผลคือต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยผลผลิต
  ลดลงในช่วงแรกๆของการผลิต (เป็ นช่วงผลตอบแทนเพิ่มขึ้น) แต่เมื่อการ
  ผลิตเพิ่มขึ้น การประหยัดจากขนาดจะหายไป แล้วผลตอบแทนลดน้อยถอย
  ลงจะเข้ามาแทนที่
ผลตอบแทนเพิมขึ้นกับขนาดแสดงถึง ช่วงที่เส้นต้นทุนเฉลี่ยและเส้น
             ่
  ต้นทุนรวมมีความลาดชันลดลงของหน่วยผลิตหนึ่งๆ ระบบเศรษฐกิจ
  จานวนมากใช้ประโยชน์จากการประหยัดจากขนาดและการผลิตขนาด
  ใหญ่ในการขับเคลื่อนการเจริ ญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศตลอด
  ช่วงศตวรรษที่แล้ว
ในขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์บางคนกาลังมุ่งสนใจไปที่แนวคิดของ
  increasing returns มากกว่า increasing returns
  to scale เพื่ออธิบายปรากฏการณ์สาคัญทางธุรกิจบางอย่างใน
        ั
  ปัจจุบน
The theory that made Microsoft

                                 ั่
เราเรี ยนรู ้จากหลักเศรษฐศาสตร์ทวไปว่า ยิงเราขายผลผลิตของเราออกไป
                                         ่
                      ิ่
   มากขึ้นเท่าใด ก็ยงจะยากมากขึ้น เพราะเมื่อธุรกิจของเรามีกาไร จะมี
   คู่แข่งเข้ามาแย่งชิงตลาดจากเรามากขึ้น
      ั
แต่ทศนะแบบ diminishing returns ไม่ถูกต้องเสมอไป
   บางครั้งตลาดทาในสิ่ งที่ตรงข้ามกับที่แนวคิดดังกล่าวทานายไว้ และ
                                    ้
   ผลตอบแทนทั้งหมดตกเป็ นของผูชนะรายเดียว โดยไม่มีใครมาแบ่งไป
                         ้
   ได้ และบางครั้งผูชนะก็ไม่ได้มีผลผลิตที่ดีที่สุดด้วย เช่น แป้ นพิมพ์แบบ
   QWERTY และเครื่ องเล่นวีดิโอ VHS
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในบางกรณี ยิงเราทาหรื อขายบางอย่างมากขึ้น เรายิงทา
                               ่                                    ่
              ้ ่
   ได้ง่ายขึน นันคือแทนที่จะเกิด diminishing returns เรากลับ
   ได้ increasing returns, Bill Gates เรี ยกปรากฏการณ์
       ่
   นี้วา positive feedback
W. Brian Arthur นักทฤษฎีคนแรกๆที่พิจารณาถึงเรื่ องนี้ กล่าวว่า
   increasing returns is essentially the
   tendency for something that gets ahead to
   get further ahead. ยิงมีคนใช้ผลผลิตของคุณมากเท่าใด คุณ
                                    ่
   ยิงมีความได้เปรี ยบมากขึ้นเท่านั้น หรื อกล่าวอีกแบบหนึ่งคือ ยิงคุณยึด
     ่                                                           ่
           ั่
   ฐานที่มนได้มากเท่าใด คุณยิงได้เปรี ยบมากขึ้นเท่านั้น
                                 ่
แป้ นพิมพ์แบบ QWERTY ไม่ได้เป็ นมาตรฐานของแป้ นพิมพ์เพราะ
                                                                       ้
    มีประสิ ทธิภาพดีกว่าแบบอื่น แต่เป็ นแป้ นพิมพ์ที่ออกแบบให้พิมพ์ได้ชา
    ลงเพื่อไม่ให้เกิดการติดขัด Remington ทาให้แป้ นพิมพ์น้ ีเป็ นที่
    ยอมรับด้วยการผลิตและจาหน่ายได้จานวนมาก จนแป้ นพิมพ์แบบนี้
                                                               ้ ่
    บรรลุการ lock-in ยิงมีคนใช้แป้ นพิมพ์แบบนี้มากเท่าใด ผูคนยิงไม่
                             ่
    เต็มใจมากขึ้นถ้าต้องเปลี่ยนไปใช้แป้ นพิมพ์แบบอื่น เพราะต้องฝึ กฝน
            ั                                  ่
    ใหม่กบแป้ นพิมพ์แบบใหม่ เรี ยกต้นทุนนี้วา switching cost
ตัวอย่างสุ ดโต่งที่สุดที่แสดงการทางานของ increasing returns
               ั                                                   ้
    ในปัจจุบนคือธุรกิจซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งการจัดตั้งฐานของผูใช้ให้
    มีขนาดใหญ่เป็ นกุญแจสู่ความสาเร็ จ นี่เป็ นเหตุผลที่ Microsoft
                                                       ่
    ชนะในทุกตลาดที่เข้าไปแข่งแย่งสัดส่ วนตลาด แม้วาผลิตภัณฑ์ที่ขายจะ
    ไม่ดีที่สุดก็ตาม
คุณลักษณะอื่นของธุรกิจซอฟท์แวร์ และธุรกิจไฮเทค ก็เพิ่มความรุ นแรง
   ของผลกระทบนี้ ประการแรก มี upfront cost ของการพัฒนา
   อุตสาหกรรมไฮเทคต้องใช้การลงทุนสูงใน R&D แต่เมื่อผลผลิต
   พร้อมออกสู่ตลาด ต้นทุนการผลิตจะค่อนข้างต่า เช่น Microsoft
   ใช้เงินหลายร้อยล้านในการพัฒนา Windows แต่ตนทุนในการ   ้
   ผลิต copy เกือบเท่ากับศูนย์ และที่จริ งยิงมี copies ของบริ ษท
                                            ่                       ั
      ่
   อยูบนชั้นวางขายมากขึ้นเท่าใด ยิงขายได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะยิงมีคน
                                   ่                            ่
                                      ิ่
   ใช้ Windows มากขึ้นเท่าใด ก็ยงจะมีซอฟท์แวร์อื่นที่พฒนาให้ ั
   run บน Windows มากขึ้นเท่านั้น และยิงมีซอฟท์แวร์แบบนี้
                                                 ่
   มากขึ้นเท่าใด Windows ยิงขายได้มากขึ้นเท่านั้น
                                 ่
นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยงละเลยเรื่ อง increasing returns นี้
                           ั
                                                  ึ
   เพราะยากต่อการอธิบายและขัดแย้งกับทฤษฎีที่ยดถือมายาวนาน
                                            ่       ่ ั
แต่ Brian Arthur กล่าวว่า เรากาลังยุงเกี่ยวอยูกบ cognitive
   industry ซึ่ง ideas มีค่าเป็ นพันล้าน แต่ตวผลผลิตมีตนทุนนิด
                                                     ั       ้
   เดียว ทาให้ตองหันมาตั้งคาถามเกี่ยวกับ diminishing
               ้
   returns โดย Brian Arthur สนับสนุนการครอบงาของ
   increasing returns ในโลกของไฮเทค เขากล่าวว่า “ไม่วาจะ       ่
   ชอบหรื อไม่ เรากาลังเข้าสู่ ช่วงที่ระบบเศรษฐกิจถูกครอบงาโดย
   เทคโนโลยี ดังนั้นจึงถูกครอบงาโดย increasing returns
   และความแปรปรวนอย่างถาวร แทนที่จะเป็ นดุลยภาพ”
                                                             ้
และยังกล่าวต่ออีกว่า ในกิจการไฮเทค มีคุณสมบัติสองสามอย่างที่ลมล้าง
    diminishing returns และทาให้มี increasing
    returns หมายถึง ยิงเรามีความได้เปรี ยบในการนาหน้าเท่าใด ยิงจะ
                          ่                                    ่
    มีความได้เปรี ยบในการนาหน้าห่างออกไปมากขึ้น เราเรี ยกว่า
    positive feedback เราไม่ได้กาลังกล่าวถึง increasing
    returns to scale เพราะไม่เรื่ องของ scale
 Increasing returns หมายถึง whoever gets
    advantage, gets further advantage.
    Whoever loses advantage, will lose further
    advantage.
           ่
มีเหตุผลอยูสามประการ
1. Cost advantage กิจการไฮเทคมีความซับซ้อนในการ
    ออกแบบและต้องการ upfront R&D cost จานวนที่สูง แต่
    ต้นทุนการทาซ้ าต่ามาก ดังนั้นยิงผลิตมากขึ้นเท่าใด ต้นทุนต่อหน่วย
                                    ่
    ยิงต่าลงเท่านั้น และจะยิงมีความได้เปรี ยบทางตลาดมากเท่านั้น
      ่                       ่
2. Network effects หมายถึงยิงเครื อข่ายใหญ่เท่าใด ยิงมีผคน
                                            ่                   ่ ู้
    อยากเข้าร่ วมในเครื อข่ายมากเท่านั้น
3. Groove-in effects หมายถึงว่ายิงเราใช้ผลผลิตนั้นมากขึ้น
                                                ่
                 ่ ้
    เท่าใด เรายิงคุนเคยกับผลผลิตนั้นๆมากขึ้นเท่านั้น ในขณะที่อาจมี
                                ้             ั
    ผลผลิตอื่นที่ดีกว่า แต่เราคุนเคยและรู ้จกลูกเล่นทุกอย่างของผลผลิต
                    ่
    เดิมที่เราใช้อยูอย่างดี และไม่อยากเริ่ มไปเรี ยนรู ้ของใหม่
ลักษณะทั้งสามทาให้เกิด increasing returns
The production possibility frontier

เส้นความเป็ นไปได้ในการผลิต (PPC) สะท้อนถึงเรื่ องราวของ
    เศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรหายาก โดยแสดงถึง
                                                         ้
    แนวคิดเรื่ องต้นทุนค่าเสี ยโอกาส ซึ่งคือ ทางเลือกที่ตองยอมเสี ยสละไป
    ในการตัดสิ นใจทางเศรษฐศาสตร์ รู ปร่ างปกติของเส้น PPC อิงอยู่
    บน law of diminishing returns การผลิตผลผลิตอย่าง
    หนึ่งเพิ่มขึ้น จะต้องลดการผลิตอีกอย่างหนึ่งลง
อย่างไรก็ตาม ถ้าทรัพยากรยังไม่ได้ถูกใช้ไปจนเต็มความสามารถ เราอาจ
                                                            ั ่
    ผลิตผลผลิตทั้งสองอย่างเพิ่มขึ้นพร้อมๆกัน ตราบเท่าที่ยงอยูภายใต้เส้น
    PPC นี้
เราสามารถเคลื่อนเส้น PPC ของระบบเศรษฐกิจไปทางขวาด้วยการใช้
    ทรัพยากรให้มีประสิ ทธิภาพมากขึ้น
เส้น PPC เป็ นตัวแบบที่ดีในการเข้าใจถึงแนวคิดของต้นทุนค่าเสี ยโอกาส
                                                      ั
    ซึ่งเป็ นหลักสาคัญทางเศรษฐศาสตร์ แต่โลกปัจจุบนเปลี่ยนแปลงไปอย่าง
    รวดเร็ ว และเกี่ยวพันกันไว้อย่างใกล้ชิด จึงเกิดคาถามว่า PPC ยังมี
                      ่
    ความศักดิสิทธิ์อยูหรื อไม่เพียงใด
เพราะตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 เริ่ มมีความคิดว่าโลกไม่มีขีดจากัดของการ
    เจริ ญเติบโต เพราะมีทรัพยากรธรรมชาติเหลือเฟื อเพียงพอไปอีกนาน
    อาหารของโลกมีมากพอเลี้ยงประชากร แต่ที่บางส่ วนยังอดอยากอยูเ่ พราะ
    ปัญหาทางการเมืองและการกระจายมากกว่า ประชากรเพิ่มขึ้นช้าลงเกือบ
                                  ั
    ทุกที่ และเรากาลังมีการปฏิวติเขียวครั้งใหม่จาก biotechnology
                                                               ้
เราต้องการวัตถุดิบน้อยลง เมื่อเราย้ายออกจากการผลิตผลผลิตที่ตองใช้
   วัตถุดิบอย่างเข้มข้น เช่น การใช้พลาสติกแทนเหล็ก การย่อขนาด
                    ้
   ผลผลิตก็ทาให้ตองการวัตถุดิบน้อยลง ราคาของวัตถุดิบต่าสุ ดใน
   ประวัติศาสตร์เมื่อเทียบกับสิ นค้าและบริ การที่ผลิต และยังจะลดลง
   ต่อไปอีก
และยิงถ้าเรามองไปที่ outsourcing ที่สามารถทาได้ทวโลกด้วยแล้ว
      ่                                                     ั่
   เส้น PPC ของประเทศหนึ่งๆจะเคลื่อนออกไปทางขวาได้อย่างมาก
                                                  ั
   ประกอบเข้ากับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีท้ ง hard และ soft
                           ั                         ั
   technology ที่พฒนาอย่างรวดเร็ วในปัจจุบน จึงเริ่ มต้องหันมา
   มองเรื่ องแนวคิดเกี่ยวกับเส้น PPC กันใหม่
The division of labor

แนวทางหนึ่งในการเพิ่มประสิ ทธิผลของการใช้ทรัพยากร และจึงเคลื่อน
                 ่
    การผลิตไปอยูบนเส้น PPC หรื อเคลื่อนเส้น PPC ไปทางขวาคือ
    ความชานาญงานของทรัพยากร โดยเฉพาะในด้านการแบ่งงานกันทา
    ของแรงงาน
ตั้งแต่ปี 1776 Adam Smith อธิบายว่า ถ้าแรงงานแต่ละคนตั้ง
    อกตั้งใจทางานเฉพาะส่ วนในการผลิตทั้งหมด แทนที่จะทาทุกอย่าง
    ทั้งหมดเอง ผลผลิตจะเพิมขึ้นอย่างมากและบรรลุประสิ ทธิภาพที่สูงขึ้น
                          ่
    โดยเขาบอกว่าเป็ นผลมาจากข้อเท็จจริ งสามประการคือ
1. จากความเชี่ยวชาญ (dexterity) ที่เพิมขึ้นของแรงงานทุกๆคน
                                           ่
                           ั
2. จากการประหยัดเวลาที่มกจะสูญเสี ยไปในการเปลี่ยนจากงานหนึ่งไป
    ยังอีกงานหนึ่ง
3. จากการคิดค้นเครื่ องมือจานวนมากที่อานวยความสะดวกให้กบ    ั
    แรงงาน และช่วยให้คนๆหนึ่งสามารถทางานของหลายๆคนได้
การแบ่งงานกันทาเป็ นความชานาญเฉพาะอย่างในส่ วนของแรงงาน ความ
    ชานาญเฉพาะอย่างเกิดขึ้นเมื่อการผลิตถูกแบ่งออกเป็ นขั้นตอนหรื อ
    งานจานวนหนึ่ง และแต่ละคนหรื อกลุ่มของคนทางานเฉพาะอย่าง
    นั้นๆ
การประยุกต์ใช้แนวคิดการแบ่งงานกันทา มีประวัติโดดเด่นที่การนาไปใช้งานโดย
   Henry Ford ในสายการผลิตรถยนต์ ตามมาด้วย Alfred Sloan ที่
                                                                    ่
   ขยายต่อไปสู่ระบบการจัดการ ที่นาเอาขีดจากัดที่ Ford ประสบอยูมาแก้ไข
                                                                  ั
   และปรับปรุ ง โดยมีหลักการว่า ถ้าแผนกที่สนองอุปทานภายในบริ ษท อันเป็ น
   ผลมาจากการใช้การแบ่งงานกันทาของแรงงาน ไม่สามารถเสนอราคาที่ต่าลงได้
                           ั
   แล้ว แผนกจัดซื้อในบริ ษทก็มีอิสระที่จะซื้อจากแหล่งภายนอก ดังนั้น เราอาจถือ
        ่                ้                                      ั
   ได้วา Sloan เป็ นผูสนับสนุนแนวคิดของสิ่ งที่เราเรี ยกในปัจจุบนว่า
   outsourcing และ global sourcing
     ่                              ่           ั
แม้วาการแบ่งงานกันทายังคงใช้ได้อยูในปัจจุบน แต่คงต้องมีการเปลี่ยนแปลง
              ื ่                          ั
   รู ปแบบให้ยดหยุนกับสถานการณ์ปัจจุบนที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ วได้
                                              ั
   ดีกว่าโครงสร้างการบริ หารที่แข็งทื่อที่ใช้กนอยู่
                              ั
การริ เริ่ มของธุรกิจสมัยใหม่กบผลกระทบต่อแนวคิดและตัว
แบบทางเศรษฐศาสตร์ สาคัญๆ

      ั
ปัจจุบนมีความคิดริ เริ่ มบางประการของธุรกิจที่แปลกแยกจากหลักการและ
   ข้อคิดเห็นทางเศรษฐศาสตร์คือ
การเสนอ cross-functional teams
The horizontal organization – the death of
 hierarchies
กระบวนการ re-engineering ที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิ ทธิภาพ
 และใกล้ชิดกับลูกค้า
ความสนใจในระดับจุลภาคและมหภาคได้เปลี่ยนไปในแนวทางที่จะผลิต
  สิ นค้าและบริ การที่สามารถแข่งขันอย่างมีประสิ ทธิภาพในเวทีการ
  แข่งขันระดับโลก ด้วยการรับเอาระบบการควบคุมคุณภาพทั้งหมดมาใช้
  ให้ความสนใจและใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น ออกแบบโครงสร้างทาง
               ้
  องค์กรใหม่ดวยการตั้งคาถามถึงความเชื่อดั้งเดิมในส่ วนของการแบ่งงาน
  กันทา การพัฒนาความสามารถหลักของแรงงาน และการให้บริ การอย่าง
  ดีเลิศ
Specialization versus cross-functional
teams
จากโลกของความเชี่ยวชาญ เราได้ยายไปสู่โลกของทีม โดยเฉพาะทีมที่มี
                                    ้
   หลายหน้าที่และทาแทนกันได้ โดยทีมที่มีหลายหน้าที่กนได้    ั
   ประกอบด้วยสมาชิกที่มีกลุ่มของความเชี่ยวชาญและความสามารถ
   แตกต่างกัน ผูเ้ ชี่ยวชาญด้านต่างๆจับกลุ่มเข้าด้วยกันเป็ นทีมเล็กๆเพื่อ
         ั
   ปฏิบติงานและหน้าที่เฉพาะ การทางานในทีมที่มีหลายหน้าที่ได้น้ ีทาให้
   สามารถหาประโยชน์ได้เต็มที่ในหน้าที่ต่างๆ ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าให้กบผล ั
   สุ ดท้ายที่ได้ ทีมดังกล่าวสร้างการทางานร่ วมกันและเชื่อว่าจะนาไปสู่การ
   ประหยัดต้นทุน นวัตกรรมและความพึงพอใจของลูกค้า
การแข่งขันระดับโลกทาให้แรงงานจาเป็ นต้องมีบทบาทน้อยประเภทลงแต่
         ่
  ยืดหยุนมากขึ้น แรงงานไม่อาจทางานที่ตนเชี่ยวชาญอย่างเดียวอีกต่อไป
การทางานเป็ นทีมช่วยยกระดับคุณภาพของผลผลิตและคุณภาพของการ
  ตัดสิ นใจทางธุรกิจ ทีมให้ผลงานดีกว่ากลุ่มคนที่ทางานแบบเดียวกัน แต่
  ในรู ปแบบของต่างคนต่างทา โดยเฉพาะเมื่อความเชี่ยวชาญหลายอย่าง
  ประสบการณ์ และการตัดสิ นใจเป็ นตัวกาหนดการดาเนินการ
การแบ่งงานกันทาตามแนวคิดเดิมล้าสมัยไปแล้ว เราต้องจัดสรรและใช้
  แรงงานในรู ปของทีม และพยายามระบุและพัฒนาความสามารถของ
  แรงงานในรู ปของทีม
Goodbye pyramid – welcome spaghetti
structure
การทางานเป็ นทีม โดยเฉพาะทีมที่มีหลายหน้าที่ กลายเป็ นสิ่ งจาเป็ น
  เนื่องจากความต้องการขององค์กรที่จะพึ่งพาและโน้มเข้าหากัน
  (lean) เพื่อตอบสนองต่อเงื่อนไขตลาด
                     ่
องค์กรแบบเดิมๆตั้งอยูบนฐานของงานที่แบ่งตามหน้าที่ มีลาดับขั้นตามการ
                                         ั
  แบ่งงานกันทาของแรงงาน และนาไปใช้กบหน้าที่ของการวางแผน การ
  จัดระบบ การชี้นาและควบคุม ลักษณะองค์กรเหมือนรู ปปิ รามิด องค์กร
  แบบนี้รวมเอาชั้นที่แตกต่างกันของการบริ หาร ซึ่งมีหน้าที่เฉพาะและมี
  กระบวนการควบคุม ห่วงโซ่ของการสั่งการเป็ นไปตามชั้นของหน้าที่ใน
                            ่
  แนวดิ่ง องค์กรแบบนี้ใช้อยูมากกว่าสองร้อยปี
ในตอนปลายทศวรรษที่ 1980 บางองค์กรเริ่ มสงสัยถึงความเหมาะสมของ
                                                  ่
   โครงสร้างแบบปิ รามิดในการทาให้องค์กรยืดหยุนเพียงพอต่อความ
   ต้องการของตลาด
โครงสร้างแนวราบช่วยให้สะดวกในการจัดระบบของงานรอบๆ
   กระบวนการผลิต ซึ่งเชื่อมกับความต้องการของลูกค้า แทนที่จะจัดตาม
   หน้าที่ และยังช่วยให้มีการทางานเป็ นทีมภายในองค์กร
ทีมที่รวมกันทางานกลุ่มหนึ่งจะเชื่อมโยงกับทั้งผูสนองปั จจัยและลูกค้า มี
                                               ้
   อานาจและรับผิดชอบทางการจัดการในตัวเอง จึงสามารถปรับอย่าง
   รวดเร็ วให้รับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น สารสนเทศและการฝึ กฝนจะ
                    ้                                      ่
   ได้รับในเวลาที่ตองการและการทางาน การบังคับบัญชาอยูในแนวราบ
   แต่ยงมีลาดับชั้นอยู่
        ั

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Tags:
Stats:
views:13
posted:6/9/2012
language:English
pages:38